ที่มา thaifreenews
โดย namome
สหายต๋าคำ
นปช เสื้อแดงภาคตะวันตก แถลงข่าว แรลลี่
http://www.youtube.com/watch?v=lk2sXP7BkxM&feature=player_embedded
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Saturday, January 15, 2011
คลิป นปช เสื้อแดงภาคตะวันตก(หลายจังหวัด) แถลงข่าว แรลลี่
เสียงจากนักโทษคดีหมิ่นฯ: ประวัติชีวิตบนเส้นทางสายแดง “ผิดด้วยหรือที่เลือกยืนฝั่งนี้” (1)
ที่มา ประชาไท
| จดหมายของนักโทษ ม.112 คดีหมิ่นเบื้องสูง “ธันย์ฐวุฒิ ทวีวโรดมกุล” Single-Dad ผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้ดูแลเว็บไซต์นปช.ยูเอสเอ เขาเขียนบันทึกชิ้นนี้ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2552 ด้วยความตั้งใจจะเปิดเผยตัวตนและความคิดทางการเมืองของเขาแก่คนร่วมชนชั้น ในฐานะ “มนุษย์ธรรมดา” คนหนึ่ง ปัจจุบันเป็นเวลากว่า 9 เดือนแล้วที่เขาถูกจองจำอยู่ในแดน 8 เรือจำพิเศษกรุงเทพฯ ก่อนจะมีการสืบพยานในเดือนกุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ |
สถานการณ์เสรีภาพไทยตกต่ำเหตุใช้ความรุนแรงสลายการชุมนุม
ที่มา ประชาไท
องค์กรจัดอันดับด้านเสรีภาพ ฟรีดอมเฮาส์เผยรายงาน สถานการณ์เสรีภาพโลกประจำปี 2554 ระบุเสรีภาพในประเทศไทยตกต่ำลงเช่นเดียวกับอาฟกานิสถาน, กัมพูชา, ฟิจิ, แคว้นแคชเมียร์ของอินเดีย, ศรีลังกา
13 ม.ค. 2554 - ฟรีดอมเฮาส์ (Freedom House) แถลงข่าวพร้อมเปิดตัวรายงาน "สถานการณ์เสรีภาพโลกประจำปี 2554" ซึ่งเป็นรายงานประจำปีเกี่ยวกับเรื่องสิทธิทางการเมืองและเสรีภาพพลเมืองทั่วโลก โดยระบุว่าในปี 2553 สถานการณ์เสรีภาพของโลกตกต่ำลงติดต่อกันเป็นปีที่ 5 แล้ว ถือเป็นความตกต่ำยาวนานติดต่อกันมากที่สุดในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา โดยในปีนี้จำนวนประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นประเทศเสรี (Free Country) และประชาธิปไตยผ่านการเลือกตั้งมีจำนวนลดลง รวมถึงความตกต่ำของเสรีภาพโดยรวมในประเทศแถบแอฟริกาเหนือและตะวันออกกลาง
โดยฟรีดอมเฮาส์รายงานอีกว่า มีประเทศ 25 ประเทศที่แสดงให้เห็นถึงความตกต่ำอย่างมีนัยสำคัญในปี 2553 ที่ผ่านมา ขณะที่อีก 11 ประเทศพัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จำนวนประเทศที่จัดเป็นประเทศเสรีลดจำนวนลงจาก 89 ไปเป็น 87 ประเทศ จำนวนประชาธิปไตยผ่านการเลือกตั้งลดลงเหลือ 115 ต่ำกว่าในปี 2548 ที่มีอยู่ 123 นอกจากนี้แล้ว ประเทศที่มีรัฐบาลเผด็จการเบ็ดเสร็จอย่างจีน, อียิปต์, อิหร่าน, รัสเซีย และ เวเนซุเอลลา เริ่มใช้มาตรการปราบปรามรุนแรงขึ้นโดยมีเสียงห้ามปรามเพียงเล็กน้อยเท่านั้นจาประเทศประชาธิปไตย
ในการรายงานสถานการณ์เสรีภาพโลกประจำปีของฟรีดอมเฮาส์นั้น มีการแบ่งประเทศออกเป็นสามรูปแบบคือ ประเทศเสรี, ประเทศเสรีบางส่วน (Partly Free) และ ประเทศไม่มีเสรี (Not Free) ผ่านการวัดผลโดยหลักการประชาธิปไตย
ในปีที่ผ่านมา มี 4 ประเทศ ที่ตกต่ำลงจาก ประเทศเสรีกลายเป็นประเทศเสรีเพียงบางส่วน เช่นยูเครน, เม็กซิโก ประเทศเม็กซิโกตกต่ำลงเนื่องจากรัฐบาลไม่สามารถหยุดยั้งความรุนแรงจากกลุ่มผู้ค้ายาได้ ขณะที่ยูเครนย่ำแน่ลงในแง่ของเสรีภาพสื่อ การโกงการเลือกตั้ง และการที่ศาลถูกการเมืองแทรกแซงมากขึ้น จีบูติ และ เอธิโอเปีย ถูกลดอันดับจากเสรีเพียงบางส่วนกลายเป็นประเทศไม่มีเสรี ประเทศอื่น ๆ เช่น บาห์เรน, โกตติวัวร์, อิยิปต์, ฝรั่งเศส, ศรีลังกา และเวเนซุเอลลา ก็ตกต่ำลงเช่นกัน
ขณะที่ภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือยังคงเป็นภูมิภาคที่มีอันดับต่ำสุดในเรื่องเสรีภาพในปี 2553 ซึ่งถือว่าย้ำแย่ลงไปอีกปีต่อปีจากที่มีระดับฐานประชาธิปไตยอยู่ในระดับต่ำอยู่แล้ว
ฟรีดอมส์เฮาส์ยังกล่าวในรายงานอีกว่า ประเทศอำนาจนิยมหลายประเทศก็เพิ่มมาตรการขึ้นในปี 2553 เช่นในจีน ที่มีการกดดันรัฐบาลต่างประเทศในการบอยคอตต์รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพที่มอบให้กับหลิวเสี่ยวโป ผู้เรียกร้องประชาธิปไตยที่ถูกกักขัง
ด้านฮิวโก้ ชาเวซ ของเวเนซุเอลลาก็ผลักดันร่างกฏหมายที่อนุญาตให้เขาดำรงตำแหน่งต่อและเข้มงวดต่อองค์กรเอกชนรวมถึงสื่อมากขึ้นด้วย รัสเซียก็มีกรณีที่ศาลถูกแทรกแซงในการดำเนินคดีกับนักวิจารณ์รัฐบาล มิคาอิล โคดอร์คอฟสกี ซึ่งคนจำนวนมากเห็นว่าการดำเนินคดีนี้เป็นไปอย่างไม่เป็นธรรม ส่วนอิยิปต์และเบลารุสก็มีการเลือกตั้งที่ขาดความโปร่งใส กรณีของเบลารุสนั้นหลังการเลือกตั้งเจ้าหน้าที่ก็ใช้กำลังปราบปรามอย่างรุนแรงต่อผู้ชุมนุมที่ชุมนุมอย่างสงบ
นโยบายเรื่องผู้อพยพก็เป็นอีกเรื่องที่น่าเป็นห่วงในหลายประเทศ รวมถึงประเทศในยุโรปตะวันตกและสหรัฐฯ เช่นประเทศฝรั่งเศสมีคะแนนด้านเสรีภาพพลเมืองลดลงเนื่องจากปฏิบัติต่อชาวโรมาที่มาจากยุโรปตะวันออก รวมถึงปัญหาในการจัดการกับผู้อพยพจากตะวันออกกลางและจากอเมริกาเหนือ
มีเรื่องดี ๆ เล็กน้อยในรายงานชิ้นนี้ คือการที่ประเทศคีร์กีซสถาน และกีนี ถูกเปลี่ยนจากประเทศที่ไม่มีเสรีกลายเป็นประเทศที่มีเสรีบางส่วนหลังจากที่มีการจัดการเลือกตั้งที่ค่อนข้างเสรีและโปร่งใส รวมถึงประเทศอย่างเคนย่า, โมลโดวา, ไนจีเรีย และฟิลิปปินส์ และ ทาร์ซานเนีย ที่มีอันดับเพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกันฟรีดอมเฮาส์ก็กล่าวถึงประเทศไทยโดยจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ตกต่ำลงในแถบเอเชียแปซิฟิก ร่วมกับ อาฟกานิสถาน, กัมพูชา, ฟิจิ, แคว้นแคชเมียร์ของอินเดีย, ศรีลังกา
โดย ในรายงานหน้า 7-8 ที่กล่าวถึงเอเชีย-แปซิฟิกนั้น ให้รายละเอียดว่า ในประเทศกัมพูชา, ไทย, ฮ่องกง และแคว้นแคชเมียร์ นั้นถดถอยลงเมื่อพิจารณาจากการให้พื้นที่ประท้วงอย่างสงบในประเด็นอ่อนไหวทางการเมือง โดยมีการใช้กำลังเจ้าหน้าที่เข้าปราบปรามบางกรณีมีการจับกุม ใช้ความรุนแรงถึงชีวิต ในการสลายการชุมนุม
คว่ำบาตร1เดือนสะเทือนมาม่า ยกระดับบอยคอตสินค้าเครือสหพัฒน์ เริ่มวันนี้หยุดซื้อ'เปา'+90แบรนด์
ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
15 มกราคม 2554
เครือข่ายผู้บริโภคสีแดงประกาศยกระดับคว่ำบาตรสินค้าหนุนเผด็จการ จากเดือนแรกก่อผลสะเทือนมาม่า ยกสองขยายเวลา 3 เดือน พุ่งเป้าเครือสหพัฒน์ยกแผง คิกออฟวันนี้ถึง15เมษายนรวม3เดือน เน้นสินค้ามวลชนแบรนด์ดังทั้งมาม่า ผงซักฟอกเปา ยาสีฟันSALZ แป้งโคโดโมะ น้ำยาบ้วนปากSYSTEMA ชุดชั้นในสตรีWACOAL เสื้อเชิ้ตARROW-LACOSTE รองเท้าPAN ร้านสะดวกซื้อ108SHOP
เครือข่ายผู้บริโภคสีแดงประกาศว่า หลังจากคนไทยไม่ต่ำกว่า 20 ล้านคนเข้าร่วมรณรงค์คว่ำบาตรมาม่ามาเป็นเวลา 1 เดือน ระหว่างวันที่ 8 ธันวาคม 2553-8 มกราคม 2554 แม้จะก่อผลสะเทือนขนานใหญ่ ทว่าผู้บริหารในเครือสหพัฒนพิบูลยังไม่ได้แสดงความสำนึกหรือขอขมาต่อลูกค้าผู้บริโภคชาวไทยผู้มีพระคุณ ที่รักประชาธิปไตยชิงชังเผด็จการ และยังไม่ได้แสดงตนว่าจะยุติการรับใช้เผด็จการแต่อย่างใด ดังนั้นจึงเห็นสมควรเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรดังต่อไปนี้
1.ขยายเวลาการรณงค์หยุดซื้อ หยุดกินมาม่าออกไปอีก 3 เดือน ระหว่างวันที่ 15 มกราคม -15 เมษายน 2554 หรือจนกว่าผู้บริหารของมาม่า และสหพัฒน์จะสำนึกผิดและขอขมาคนไทยอย่างเป็นทางการ พร้อมประกาศยุติการรับใช้เผด็จการ
2.ยกระดับคว่ำบาตรสินค้าเครือสหพัฒน์ทั้งหมด 90 แบรนด์สินค้า โดยระยะ 3 เดือนแรกให้เริ่มจากสินค้าที่เป็นสินค้ามวลชน ผู้บริโภคจดจำตราสินค้าได้ง่าย โดยแบ่งเป็นหมวดหมู่ดังนี้
2.1 ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม ( ดูรายชื่อสินค้าหมวดนี้ของเครือสหพัฒน์ ) มุ่งโฟกัสการคว่ำบาตรมาม่า เป็นหลัก

2.2ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ในครัวเรือน ( ดูรายชื่อสินค้า ) มุ่งโฟกัสคว่ำบาตรหยุดซื้อ หยุดใช้ผงซักฟอกเปา รองลงมาคือน้ำยาล้างจานไลป้อน

2.3ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ส่วนบุคคล (ดูสินค้าหมวดนี้เครือสหพัฒน์) มุ่งเป้าโฟกัสการคว่ำบาตรหยุดซื้อหยุดใช้ ยาสีฟันSALZ และแป้ง+ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กKODOMO น้ำยาบ้วนปากSYSTEMA ชุดชั้นในสตรีWACOAL เสื้อเชิ้ตARROW-LACOSTE รองเท้าPAN เป็นต้น
2.4ธุรกิจค้าปลีก ร้านสะดวกซื้อ 108 SHOP หยุดเข้า หยุดซื้อ
"เหตุที่ต้องประกาศยกระดับการคว่ำบาตรเครือสหพัฒน์ในวันนี้ ก็เนื่องจากตรงกับวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ซึ่งพฤติกรรมการจับจ่ายของผู้บริโภค โดยเฉพาะคุณแม่บ้านมักจะช็อปปิ้งในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ หากคุณแม่บ้านเสื้อแดง หรือประชาชนไทยทั่วประเทศที่เคยเทคะแนนเสียงเลือกตั้งให้พรรคไทยรักไทย 19 ล้านเสียง บวกกับคนในครอบครัวอีกครอบครัวละ 3คน รวมกันราวๆ50ล้านคนทั่วประเทศ เริ่มหยุดซื้อมาม่า หยุดซื้อผงซักฟอกเปา หยุดซื้อยาสีฟันSALZ แป้งเด็กKODOMOในช่วง2วันของการเริ่มต้น คือ15-16มกราคมนี้ จะก่อผลสะเทือนแก่เครือสหพัฒน์แค่ไหน"เครือข่ายฯระบุ
เครือข่ายผู้บริโภคสีแดงกล่าวว่า จึงขอความร่วมมือคนเสื้อแดงร่วมกันคว่ำบาตรสินค้าเครือสหพัฒน์ตั้งแต่นี้ไป มีกำหนดระยะเวลา 3 เดือน หรือจนกว่าจะสำนึกกลับตัวกลับใจ แต่หากไม่ยอมกลับตัวกลับใจก็ต้องเจอแบนตลอดชีวิต
พร้อมกันนี้ได้ประกาศเตือนไปยังองค์กรธุรกิจต่างๆที่ยังทำตัวเป็นมือตีนสมุนรับใช้เผด็จการ เกื้อหนุนเผด็จการก็อาจตกเป็นเป้าหมายการคว่ำบาตรของประชาชนไทยเช่นกัน โดยมีบัญชีที่ต้องจับตา เช่น อินเตอร์เน็ตTRUE ห้างสะดวกซื้อ7-ELEVEN สินค้าเครื่องดื่มกระทิงแดง คาราบาวแดง เป็นต้น แต่ยังให้โอกาสปรับปรุงพฤติกรรมซักระยะก่อน หากยังไม่ดีขึ้น ก็ต้องขึ้นบัญชีดำบอยคอตแบบเครือสหพัฒน์ต่อไป
ลำดับเหตุการณ์และผลสะเทือนการคว่ำบาตรมาม่า 1 เดือนแรก
8 ธันวาคม 2553 คิกออฟคว่ำบาตรมาม่า-เครือข่ายผู้บริโภคสีแดง ได้ประกาศเริ่มมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อองค์กรธุรกิจที่ให้การสนับสนุนระบอบปกครองเผด็จการอำมาตย์ และได้รับการเกื้อหนุนจากฝ่ายเผด็จการ โดยประกาศเริ่มต้นคว่ำบาตรเศรษฐกิจต่อสินค้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรามาม่า ของบริษัท ไทยเพรสซิเด้นต์ฟู้ดส์ ในเครือสหพัฒนพิบูล ของตระกูลโชควัฒนา ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ของประเทศ
สินค้าเผด็จการ-ลังมาม่าที่ผู้บริหารเครือสหพัฒน์ส่งไปบำรุงพันธมิตรในช่วงยึดสนามบินสุวรรณภูมิ
9 ธันวาคม 2553 มั่นใจเกิน 20 ล้านคนร่วมคว่ำบาตร-โดยเครือข่ายผู้บริโภคสีแดงกำหนดเวลาการคว่ำบาตร ไม่ซื้อ ไม่บริโภคเป็นเวลา 1 เดือน ระหว่างวันที่ 8 ธันวาคม 2553 ถึง 8 มกราคม 2554 โดยตั้งเป้าหมายเชิญชวนให้ผู้ที่เคยสนับสนุนพรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาล และถูกระบอบอำมาตย์กับกลุ่มทุนบริวารโค่นล้ม ไม่น้อยกว่า 20 ล้านคนทั่วประเทศเข้าร่วมการรณรงค์ครั้งนี้
13 ธันวาคม 2553 มาม่าเอะใจทำไมส่วนแบ่งการตลาดวูบ10%-ช่วงเดียวกันนี้มีการศึกษาวิจัยหัวข้อเรื่อง "เหตุใด ส่วนแบ่งทางการตลาดของมาม่าจึงมีสัดส่วนที่ลดลง" ทั้งนี้กลุ่มผู้ทำการศึกษาวิจัยได้เผยแพร่เอกสารดังกล่าวไว้ในระบบข้อมูลlearners ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ระบุว่า ส่วนแบ่งการตลาดของมาม่าที่เคยสูงถึงง 60%ในตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ลดวูบลงมาเหลือราว 50%ในปัจจุบัน
รายงานระบุว่าส่วนแบ่งทางการตลาดของ “มาม่า” ลดลงอย่างต่อเนื่อง และค่อนข้างคงที่ในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา ดังนั้น ”มาม่า” จึงต้องทำการวิจัยศึกษาว่า เพราะเหตุใด “มาม่า”จึงมีส่วนแบ่งทางการตลาดลดลง และจะสามารถแก้ปัญหานั้นได้อย่างไร เพื่อให้ตนเองนั้นได้กลับมามีส่วนแบ่งทางการตลาดที่เท่าเดิม หรือมากกว่าเดิมได้
15 ธันวาคม 2553 ผู้บริหารมาม่าไหวตัวโดนรุมต้าน กระจายข่าวบิ๊กบริษัท-นางสาวพจนา พะเนียงเวทย์ ผู้จัดการฝ่ายส่งออกของมาม่า และ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เพรสซิเด้นท์อินเตอร์ฟู้ด บริษัทในเครือของมาม่า ได้แจ้งต่อผู้ถือหุ้รายย่อยของบริษัทที่ร้องเรียนไปยังบริษัทมาม่าให้ชี้แจง หลังถูกบอยคอตว่า ขอขอบคุณที่ผู้ถือหุ้นไทยเพรสซิเดนท์ฟู้ดส์แจ้งข่าวการบอยคอตคว่ำบาตรมา ดิฉันจะส่งต่อ Link ข่าว ให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป
18 ธันวาคม 2553 ผู้บริหารกราดใส่คนบอยคอตไร้การศึกษา-มีรายงานว่า บิ๊กของบริษัทระดับการศึกษาสูงได้แสดงปฏิกริยาในทางลบหลังจากได้รับหนังสือเวียนจากนางสาวพจนา โดยระบุว่า
"ขอบคุณมากสำหรับข้อมูลที่แจ้งมา
ฉันคิดว่า คุณคงทราบดี อะไรจริงไม่จริง ฉันไม่ได้สนใจหรอกว่า จะถูกประชาชนบอยคอตหากว่ามันมีเหตุผลที่ถูกต้อง หากกล่าวอย่างเกือบที่สุดแล้วก็คือว่า บริษัทของเรามีเอกลักษณ์ที่เป็นของตัวเอง หากเพียงเพราะว่ามาม่าเป็นส่วนหนึ่งของเครือสหพัฒนพิบูล แล้วพาเราไปสู่ความยุ่งยาก เราก็จะไม่ออกไปข้างนอกเพื่อแก้ไขความเข้าใจที่ผิดๆนี้
ฉันหวังว่า ผู้ที่มีการศึกษาจะสามารถทำในสิ่งที่ดีที่สุด และเลือกในสิ่งที่เป็นทางเลือกดีที่สุด"
ซึ่งได้สร้างปฏิกริยาต่อต้านให้ขยายวงออกไป เนื่องจากผู้บริโภคมาม่าส่วนใหญ่ไม่ได้มีดีกรีการศึกษาสูงระดับด๊อกเตอร์ แต่เป็นคนจน เกษตรกร แรงงาน นักศึกษา และผู้มีรายได้น้อย เป็นส่วนใหญ่
20 ธันวาคม 2553 สามนักวิชาการสาวชี้คว่ำบาตรมาม่าเทียบเคียงคานธีบอยคอตอังกฤษ-3 นักวิชาการสาว ผศ.ดร.สุดา รังกุพันธ์ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (อาจารย์หวาน) ,รศ.ดร.สุดสงวน สุธีสร อาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อาจารย์ตุ้ม) และ ผศ.ดร.จารุพรรณ กุลดิลก อาจารย์พิเศษคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (อาจารย์จา)ดำเนินรายการที่นี่ความจริง ทางโทรทัศน์ Asia Update-DNN กล่าวถึงความเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงในแคมเปญการรณรงค์คว่ำบาตรมาม่า-สินค้ากลุ่มทุนที่สนับสนุนเผด็จการ
ทั้งนี้นักวิชาการทั้งสามชี้ว่า หากใครเห็นว่าเรื่องนี้ตลก หรือคงไม่มีผลในการเปลี่ยนแปลงอะไร ก็ขอให้ลองย้อนมองไปถึงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์สำคัญกรณีหนึ่ง คือกรณีที่ มหาตมะ คานธี เคยรณรงค์ในด้านเศรษฐกิจเพื่อเรียกร้องเอกราชอินเดียจากอังกฤษ
โดยมหาตมะ คานธี ใช้การดื้อแพ่งนำพาชาวอินเดียผลิตเกลือบริโภคเอง แม้อังกฤษจะมีกฎหมายบังคับให้ซื้อเกลือจากอังกฤษเท่านั้น และเป็นกรณีสำคัญที่นำไปสู่เอกราชของอินเดียใในเวลาต่อมา
22 ธันวาคม 2553 หุ้นมาม่าร่วง กลต.จี้เคลียร์ข่าว-ฐานเศรษฐกิจ รายงานว่า ราคาหุ้นมาม่าได้ร่วงลงหลังจากเสื้อแดงพากันคว่ำบาตร สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.)เปิดเผย มีนักลงทุนที่เป็นผู้ถือหุ้นมาม่าร้องเรียนมายังสำนักงานขอให้แจ้งต่อบริษัท ไทยเพรสซิเด้นต์ฟู้ดส์ชี้แจงเป็นการด่วนเรื่องมีกระแสข่าวถูกคว่ำบาตร
"ผู้ถือหุ้นของไทยเพรสซิเด้นต์ฟู้ดส์(TF)ร้องเรียนมายังสำนักงานฯว่า ปรากฎข่าวโจมตีบริษัทไทยเพรสสิเด้นฟู้ดส์แพร่หลายในอินเตอร์เน็ตและสื่อต่างๆ ชักชวนให้คนต่อต้านไม่ซื้อสินค้ามาม่า ซึ่งเป็นรายได้หลักของTF อ้างว่าสนับสนุนเผด็จการ โดยแจ้งว่าจะมีคนเข้าร่วมการคว่ำบาตรเกิน20ล้านคน จึงขอให้สำนักงานกลต.ได้แจ้งให้บริษัทชี้แจงแก้ไขข่าวด้วย เพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้ถือหุ้นรายย่อย" รายงานจากกลต.ระบุ พร้อมทั้งเปิดเผยว่า ตอนนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาดำเนินการ
ต่อมากลต.เผยว่าได้แจ้งไปยังตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้ประสานงานกับTF เจ้าของมาม่าแล้ว
25 ธันวาคม 2553 เครือข่ายลูกค้ารายใหญ่ของมาม่า 36 องค์กรแถลงการณ์หนุนคว่ำบาตร-องค์กรเครือข่ายต่างๆ 36 องค์กร ซึ่งประกอบด้วย เครือข่ายองค์กรนิสิตนักศึกษา คนจนเมือง เกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน และเครือข่ายประชาชนต่างๆรวมทั้งนักกิจกรรม และประชาชนทั้งในและต่างประเทศพากันออกแถลงการณ์ฉบับหนึ่ง สนับสนุนกิจกรรมรณรงค์คว่ำบาตรมาม่า-สินค้าที่สนับสนุนเผด็จการ
7 มกราคม 2554 มาม่าประกาศตรึงราคาถึงสิ้นมี.ค. ส่อหนีตายไปหากินอินเดีย-นายพิพัฒ พะเนียงเวทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ -"มาม่า" เปิดเผยว่า บริษัทพร้อมตรึงราคามาม่าออกไปอีก 3 เดือน จนถึงวันที่ 31 มี.ค. 2554 แต่ยอมรับว่าในขณะนี้ต้นทุนวัตถุดิบในการผลิตสินค้าปรับตัวขึ้นสูงมาก ทั้งน้ำมันปาล์ม และแป้งสาลี รวมทั้งราคาวัตถุดิบในด้านอื่นๆ ซึ่งมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง
วันเดียวกันนี้กระทรวงพาณิชย์อนุมัติให้ขึ้นราคาน้ำมันปาล์ม บรรจุขวดอีกขวดละ 9 บาท เป็น 47 บาท ทำให้ต้นทุนมาม่าพุ่ง ขณะที่ขึ้นราคาก็ไม่ได้ เพราะเจอแรงคว่ำบาตรกดดัน
นายพิพัฒกล่าวว่า มีแผนจะลงทุนในตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเบื้องต้นบริษัทมีแผนลงทุนในหลักหลายสิบล้านบาท เพื่อเปิดโรงงานผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในประเทศอินเดีย
8 มกราคม 2554 คว่ำบาตรมาม่าต่อเฟส2ถึงสิ้นมีค54 ฮึ่มยกระดับคว่ำบาตรสหพัฒน์ทั้งเครือ-เครือข่ายผู้บริโภคสีแดงประเมินผลว่า ระยะ 1 เดือนแรกมีผลสะเทือนจากการคว่ำบาตรสูงเกินคาด จากการประเมินแล้ว มวลชนที่เข้าร่วมเกินกว่า 20 ล้านคน ต้องการให้บทเรียนสั่งสอนมาม่าต่อไปอีก 3 เดือน
'มีประชาชนที่ร่วมการรณรงค์เสนอเข้ามาว่าทำไมไม่แบนถาวร หรือบอยคอตยาวไปเลย คำตอบคือแคมเปญในลักษณะนี้ควรมีการกำหนดตัวสินค้าผลิตภัณฑ์ที่ชัดเจน จำกัดวง โฟกัสระยะเวลาที่แน่นอน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมรณรงค์มีความตื่นตัวที่จะเข้าร่วมกิจกรรม และก่อผลสะเทือนชัดเจน หากกระจายไปในหลายๆสินค้า และกำหนดกรอบกว้างๆเช่น แบนตลอดชาติ การตื่นตัวที่จะเข้าร่วมแคมเปญจะไม่ดีนัก"เครือข่ายฯระบุ
15 มกราคม 2554 ยกระดับคว่ำบาตรสินค้าสหพัฒน์ทั้งเครือเครือข่ายผู้บริโภคสีแดงประกาศคิกออเริ่มต้นการคว่ำบาตรสินค้าเครือสหพัฒน์ทั้งเครือ กำหนดระยะเวลาช่วงแรก 3 เดือน นับจากวันที่ 15 มกราคม2554 -15 เมษายน 2554 หรือจนกว่าเครือสหพัฒน์จะสำนึกกลับตัวกลับใจเลิกรับใช้เผด็จการ และประกาศขอขมาต่อประชาชนชาวไทยผู้รักประชาธิปไตย ชิงชังเผด็จการ
Friday, January 14, 2011
Exclusive:Channel4รายงานข่าวเสื้อแดงทางลึก
ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา สถานีโทรทัศน์Channel4
Aidan Hartley แห่งสถานีโทรทัศน์ แห่งสถานีโทรทัศน์ Channel4ของอังกฤษ ทำรายงานข่าวเผยแพร่ ในรายงานชุด "Unreported World Series 2010 Episode 20"
ความน่าสนใจของรายงานชิ้นนี้นอกจากนำเสนออย่างรอบด้านครอบคลุมแล้วก็ยังมีรายงานข่าวExclusive ที่เป็นUnreported นั่นคือ การสัมภาษณ์ดร.จรัล ดิษฐาอภิชัย ที่อยู่ระหว่างลี้ภัยการเมือง การติดตามไปยังแหล่งหลบซ่อนในป่าเขาของคนเสื้อแดงที่หนีการไล่ล่าแบบหัวซุกหัวซุน แม้เขาจะถือปืน แต่เขาบอกว่า ยังไม่ยกระดับการต่อสู้ด้วยอาวุธ แต่แค่เพียงป้องกันการถูกล่าสังหาร เขายังคงเชื่อมั่นในสันติวิธี
รายงานข่าวชิ้นนี้เผยแพร่ทางChannel4เมื่อ 10 ธันวาคมที่ผ่านมา
ตอนที่ 1 : http://www.mediafire.com/?8undag2ahzvmb7e
ตอนที่ 2 : http://www.mediafire.com/?fhcoz350eddf6ez
นิธิ เอียวศรีวงศ์:ทางตันและทางออกของชนชั้นนำไทย (1)
ที่มา Thai E-News
การแทรกแซงทางการเมืองของกลุ่มคนที่มีภาวะการนำสูงเด่น หมดความศักดิ์สิทธิ์ไปนานแล้ว อย่างน้อยก็นับตั้งแต่การรัฐประหารใน พ.ศ.2549 เป็นต้นมา ว่ากันที่จริงแล้ว อะไรที่เคยเป็น"อาญาสิทธิ์"ในประเทศไทย ถูกท้าทายจนสูญเสียความชอบธรรมไปจนหมดแล้ว
โดย ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์
ที่มา มติชน
ผมเดาไม่ออกหรอกว่า ขบวนการเสื้อแดงจะเคลื่อนไหวอย่างไรในปีนี้
แต่ที่ผมแน่ใจก็คือ เขามีหนทางของเขาอย่างแน่นอน และถ้าดูจากความคึกคัก (ทั้งกิจกรรมและจำนวนผู้เข้าร่วม) ของการเคลื่อนไหว
หลังจากการล้อมปราบอย่างป่าเถื่อนในเดือนพฤษภาคม 2553 แล้ว ผมก็แน่ใจด้วยว่าขบวนการเสื้อแดงในปีใหม่นี้ จะไม่อ่อนกำลังลง มีแต่จะเข้มแข็งขึ้น
ส่วนจะผูกพันกับพรรคเพื่อไทยแค่ไหนนั้นเดาไม่ถูก แต่ผมออกจะสงสัยว่า จะผูกพันกันน้อยลงมากกว่ายิ่งเหนียวแน่นขึ้น อย่างน้อยก็เพราะขบวนการเสื้อแดงไม่ต้องอาศัยเครือข่ายของนักการเมือง ในการระดมกำลังเคลื่อนไหว
จะเห็นความเป็นอิสระของเสื้อแดงได้ชัด หากย้อนกลับไปคิดถึงการเคลื่อนไหวในระยะแรกๆ ของ นปช.
ตรงกันข้ามกับเสื้อแดง ผมคิดว่าการเมืองของกลุ่มชนชั้นนำกลับหมดทางพลิกแพลง มองไม่เห็นว่าเขาจะเคลื่อนไหวต่อไปอย่างไรมากไปกว่าที่ได้ทำมาแล้วตลอดช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา
และการณ์ก็ได้พิสูจน์แล้วว่า ไม่สามารถนำ "สถานะเดิม" ทางการเมืองกลับมาได้
จนถึงนาทีนี้ ผมยังมองไม่เห็นว่าพวกเขามียุทธวิธีอะไรใหม่ๆ มากไปกว่าเดิม ฉะนั้นในปีใหม่นี้เขาก็คงทำอย่างที่ได้ทำมาแล้ว และล้มเหลวที่จะดึงประเทศไทยกลับไปสู่ "ความมั่นคง" ประเภทที่พวกเขาต้องการได้
กลุ่มชนชั้นนำคาดการณ์ผิดถนัด เมื่อร่วมกันก่อรัฐประหารในปี 2549 การใช้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเพื่อเคลื่อนไหวการเมืองบนท้องถนน แม้ทำให้ความไม่พอใจต่อรัฐบาล ทรท.ซึ่งมีคุกรุ่นอยู่แล้วในหมู่คนชั้นกลางระดับบนปรากฏเป็นรูปธรรมมากขึ้น แต่การรัฐประหารทำความพอใจให้เฉพาะคนกลุ่มนี้
สิ่งที่คาดการณ์ผิดก็คือ ประชาชนในส่วนอื่นจะเฉยชาต่อการรัฐประหารอย่างที่เคยเกิดขึ้น พวกเขากลับรวมตัวกันต่อต้านการรัฐประหาร อย่างช้าๆ แต่ก็หนักแน่นและเพิ่มความเข้มข้นขึ้นตามลำดับ จนกระทั่งในที่สุดก็สามารถจัดตั้งรัฐบาลต่อเนื่องกันมาได้ถึงสองชุด
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชนชั้นนำคาดการณ์ผิดก็คือ การเกิดขึ้นและขยายตัวอย่างกว้างขวางของคนชั้นกลางระดับล่าง ซึ่งกระจายไปทั่วแผ่นดิน ทั้งในเขตเมืองและชนบท
ไม่ว่าจะมีทักษิณหรือไม่ และไม่ว่าจะมีรัฐธรรมนูญ 2540 หรือไม่ คนกลุ่มนี้ต้องการเปิดพื้นที่ทางการเมืองของตนเอง ต้องการเปลี่ยนสถานะของตนเองจากคนที่ไม่ต้องนับทางการเมือง มาเป็นกลุ่มหนึ่งซึ่งต้อง "นับ" ความสำคัญทางการเมืองไทย เสียงของเขาต้องได้รับการฟัง (และได้ยิน) จากผู้บริหารประเทศ
ช่องทางเดียวที่จะทำให้เสียงของพวกเขาได้ยินคือผ่านหีบบัตรเลือกตั้ง ขอย้ำว่าผ่านหีบบัตรเลือกตั้งไม่ใช่ผ่านการปฏิวัติ
อย่าลืมว่า จำนวนไม่น้อยของคนชั้นกลางระดับล่างเหล่านี้ กำลังสะสมทุนขึ้นทีละน้อย มีความฝันที่ไม่แตกต่างจากคนชั้นกลางระดับบนว่า ครอบครัวของเขากำลังไต่ขึ้นบันไดสังคม (อย่างช้าๆ กว่า) แต่ก็กำลังไต่ขึ้น ฉะนั้นจึงไม่คาดหวังให้สังคมไทยวุ่นวายปั่นป่วนเสียจนบันไดที่เขากำลังไต่อยู่นั้นหักลงกลางคัน
แต่ช่องทางเดียวของเขาคือหีบบัตรเลือกตั้งนี่แหละ ที่ถูกกลุ่มชนชั้นนำกระทืบทำลายลง ทั้งโดยการรัฐประหาร, การเขียนรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ให้ตัวแทนของเขามีอำนาจน้อยลง, การปลดรัฐบาลของเขาลงจากตำแหน่งด้วยคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญ, และจนถึงที่สุดก็คือการใช้อำนาจนอกระบบจัดตั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์ขึ้น
อันที่จริงหีบบัตรเลือกตั้งไม่ใช่เงื่อนไขเพียงอย่างเดียวของประชาธิปไตยก็จริง แต่ในหมู่คนชั้นกลางระดับล่างซึ่งกำลังพยายามเปิดพื้นที่ทางการเมืองของตนเอง หีบบัตรเป็นช่องทางเดียวที่เป็นไปได้
แม้ว่าพวกเขาไม่ได้ปฏิเสธเสรีภาพของสื่อ, สิทธิในการชุมนุมโดยสงบ, การประท้วงในที่สาธารณะ และเสรีภาพส่วนบุคคล ฯลฯ แต่ประชาธิปไตยที่เขาคาดหวังว่าจะช่วยให้เสียงของเขาต้องถูกนับในนโยบายระดับชาติ ต้องมีหีบบัตรเลือกตั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
คำประกาศของนักวิชาการบางท่านที่คอยย้ำอยู่เสมอว่า การเลือกตั้งไม่ใช่เงื่อนไขเดียวของประชาธิปไตย จึงเป็นการประกาศความจริงที่ไร้บริบท
นับเป็นโชคดีของสังคมไทย ที่คนชั้นกลางระดับล่างซึ่งเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ-สังคมที่ผ่านมา เรียกร้องเพียงแค่หีบบัตรเลือกตั้ง
เพราะหีบบัตรเลือกตั้งเปิดโอกาสให้แก่การต่อรองของทุกฝ่าย โดยมีเงื่อนไขว่า ต้องรักษากระบวนการประชาธิปไตยไว้ให้เข้มแข็งในสังคมและการเมืองตลอดไป
หีบบัตรเลือกตั้งในสังคมประชาธิปไตยจึงไม่เคยให้สิทธิขาดแก่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด สามารถจัดการทรัพยากรตามวิถีทางที่เป็นประโยชน์แก่ตนฝ่ายเดียวได้
แม้แต่ รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ซึ่งได้รับคะแนนเสียงจากหีบบัตรเลือกตั้งอย่างท่วมท้นในการเลือกตั้ง ก็ปรากฏจากการวิจัยของนักวิชาการออสเตรเลียคนหนึ่งว่า ในหมู่บ้านของภาคเหนือบางแห่ง คะแนนเสียงของพรรค ทรท.มีขึ้นมีลง และในการเลือกตั้งครั้งสุดท้ายใน พ.ศ.2549 คะแนนเสียงของพรรคกลับลดลงอย่างมาก ท่ามกลางการรณรงค์ต่อต้านทักษิณในกรุงเทพฯ ซึ่งก็คือหนึ่งในกระบวนการต่อรองที่ประชาธิปไตยอนุญาตให้ทำได้
แต่น่าเสียดายที่ชนชั้นนำไทยซึ่งยึดกุมการเมืองไทยต่อเนื่องกันมาหลายทศวรรษ ต่างขาดความสามารถในการต่อรองภายใต้ระบอบประชาธิปไตย พวกเขามักง่ายพอที่จะรวมหัวกันใช้อำนาจที่มีอยู่ในมือ "ตัดบท" แทนที่จะสร้างกระบวนการต่อรองที่มีประสิทธิภาพ ทั้งหมดนี้ทำได้ไม่ยากนัก
เพราะส่วนใหญ่ของประชากรไทยยังไม่มีเหตุและพลังพอจะอยากมีพื้นที่ทางการเมืองในระดับชาติ การต่อรองจึงกระทำในหมู่ชนชั้นนำด้วยกันเอง พร้อมกับแสวงหาความชอบธรรมจากคนชั้นกลางระดับบนซึ่งถึงอย่างไรก็มีจำนวนน้อย และมีผลประโยชน์ผูกพันเชื่อมโยงกันอยู่กับชนชั้นนำอย่างแนบแน่นอยู่แล้ว
และการต่อรองนั้นก็หาใช่การต่อรองในกระบวนการประชาธิปไตยแต่อย่างใด
แม้กระนั้นก็ยังมีการต่อรองที่ไม่ลงตัว จนเป็นเหตุให้ต้องปะทะกันถึงขั้นนองเลือดมาหลายครั้งแล้ว นับตั้งแต่ พ.ศ.2516 เป็นต้นมา
ค่อนข้างเห็นได้ชัดว่า โอกาสที่ชนชั้นนำจะปรับตัวเพื่อเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ-สังคมที่เกิดขึ้นในตอนนี้ มีความเป็นไปได้น้อยมาก เพราะพวกเขาขาดประสบการณ์
และที่สำคัญกว่านั้น คือขาดกลไกการต่อรองที่มีประสิทธิภาพในระบอบประชาธิปไตย แต่ในทางตรงกันข้าม พวกเขาตกอยู่ในสภาพอ่อนแออย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลย เพราะเครื่องไม้เครื่องมือที่เคยใช้เพื่อกำกับควบคุมการเมืองอย่างได้ผล กลับกลายเป็นเครื่องมือที่ใช้งานไม่ได้ไปเป็นส่วนใหญ่
กองทัพอาจทำรัฐประหารเมื่อไรก็ได้ แต่ก็แน่นอนว่ารัฐประหารจะไม่นำความสงบกลับคืนมาได้ การประท้วงต่อต้านอาจแพร่กระจายจนกระทั่งต้องใช้วิธีสังหารหมู่ไปทั่วทุกหัวระแหง อย่างที่ใช้กับกลุ่มคนเสื้อแดงที่ราชประสงค์, บ่อนไก่, อนุสาวรีย์, ฯลฯ ในเดือนเมษายน-พฤษภาคมที่ผ่านมา หรือเกิดภาวะไร้อาญาสิทธิ์กระจายทั่วไปทั้งบนพื้นดิน, คลื่นความถี่, พื้นที่ไซเบอร์, หรือแม้แต่พื้นที่อากาศซึ่งกระสุนฉิวเฉียดผ่านไป ฯลฯ
ภาวะเช่นนี้ย่อมทำลายทั้งผลประโยชน์ทางธุรกิจ และความน่าเชื่อถือกับความชอบธรรมของชนชั้นนำ จนสั่นคลอนโครงสร้างอำนาจถึงขั้นพื้นฐานในระยะยาว (แม้กระนั้นผมก็ไม่ปฏิเสธว่า ชนชั้นนำกลุ่มที่สายตาสั้นอาจเลือกทางนี้)
ตุลาการภิวัตน์ได้ถูกใช้มาจนถึงสุดทางเสียแล้ว ตลอดทางที่ผ่านมาได้ทำลายกระบวนการยุติธรรมของไทยไปจนไม่เหลือชิ้นดี สถาบันที่มีศักยภาพจะนำ "ระเบียบ" กลับคืนมาในยามจำเป็น สูญเสียศักยภาพนั้นไปหมด หากยังขืนใช้ต่อไป ก็แทบจะไม่ต่างอะไรกับการรัฐประหาร
การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจภายใต้รัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่ส่งผลไปสู่คะแนนเสียงมากนัก ภายใต้โครงสร้างความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจอย่างร้ายกาจของไทย ผลของการเติบโตทางเศรษฐกิจจึงไม่ได้กระจายไปยังคนส่วนใหญ่ หากกระจุกอยู่กับคนชั้นกลางระดับบน ซึ่งถึงอย่างไรก็เลือก "ระบบ" (the establishment) อยู่แล้ว
ในขณะที่คนชั้นกลางระดับล่างไม่รู้สึกตัวว่าได้รับผลดีแต่อย่างไร บรรษัทขนาดใหญ่อาจแบ่งกำไรที่เพิ่มขึ้นให้ลูกจ้างระดับบน แต่ไม่สามารถแบ่งปันกำไรแก่แรงงานระดับล่างได้มากนัก คนที่ทำงานในตลาดอีกหลากหลายอาชีพไม่ได้ค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นเพียงพอจะชื่นชมกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ
การแทรกแซงทางการเมืองของกลุ่มคนที่มีภาวะการนำสูงเด่น หมดความศักดิ์สิทธิ์ไปนานแล้ว อย่างน้อยก็นับตั้งแต่การรัฐประหารใน พ.ศ.2549 เป็นต้นมา ว่ากันที่จริงแล้ว อะไรที่เคยเป็น "อาญาสิทธิ์" ในประเทศไทย ถูกท้าทายจนสูญเสียความชอบธรรมไปจนหมดแล้ว
สื่อกระแสหลักที่ยอมตนอยู่ภายใต้การกำกับของชนชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็นทีวี, วิทยุ หรือหนังสือพิมพ์ สูญเสียอิทธิพลในการชี้นำสังคม สื่อทางเลือกต่างๆ ที่แพร่หลายมากขึ้นตามลำดับ (นับตั้งแต่อินเตอร์เน็ต, ใบปลิว, ข่าวลือ และข่าวซุบซิบ และสื่อต่างประเทศ) ได้พิสูจน์ให้คนไทยจำนวนมาก ทั้งที่เป็นคนชั้นกลางระดับบนและระดับล่างเห็นว่า สื่อกระแสหลักทุกประเภทเชื่อถือไม่ได้ หรือเชื่อถือได้น้อยกว่าเสียงกระซิบข้างหูของคนแปลกหน้าด้วยซ้ำ
และเพราะหมดเครื่องมือใดๆ ในทางการเมือง ชนชั้นนำจึงไม่รู้จะกำกับควบคุมการเมืองไทยต่อไปได้อย่างไร นอกจากการใช้อำนาจดิบ เช่น การปิดเว็บนับหมื่นนับแสน, การแทรกแซงสื่ออย่างใกล้ชิด, การจับกุมคุมขังบุคคลที่คิดว่าจะเป็นอันตรายต่อตน ด้วยกฎหมายซึ่งขาดความชอบธรรม, การอุ้มฆ่า, ฯลฯ แต่ในสังคมอะไรหรือ แม้แต่ในหมู่มนุษย์ถ้ำ ที่อำนาจดิบอย่างเดียวจะสามารถผดุงอาญาสิทธิ์ของผู้ปกครองใดไว้ได้
นอกเสียจากอำนาจดิบ ชนชั้นนำหันไปใช้การปลุกเร้าอุดมการณ์หลักสามประการของรัฐไทย แต่ความเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยบังคับให้ต้องนิยามสิ่งที่เรียกว่าสถาบันหลักทั้งสามนี้กันใหม่ และนั่นคือสิ่งที่ชนชั้นนำพยายามหลีกเลี่ยงที่จะทำตลอดมา
การโหมโฆษณาอย่างหนักในช่วงนี้ จึงไม่เกิดผลที่จะทำให้คนเสื้อแดงยุติการผลักดันเพื่อเปิดพื้นที่ทางการเมืองของตนได้ ในทางตรงกันข้าม
กลับอาจทำให้คนชั้นกลางระดับบนซึ่งเป็นพันธมิตรในช่วงนี้ รู้สึกระอาหรือถดถอยความศรัทธาลงไปได้
รายงานเปิดตัวโครงการวิจัย “เขตแดนของเรา เพื่อนบ้านของเรา”
ที่มา ประชาไท
ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ และคณะเปิดตัวโครงการวิจัยว่าด้วยเขตแดนไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ท่ามกลางกระแสระอุเรื่องเขตแดนไทย-กัมพูชา
งานเปิดตัวโครงการวิจัย “เขตแดนของเรา เพื่อนบ้านของเรา” “Our Boundaries- Our ASEAN Neighbors” เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2554 ที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ร่วมกับภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยในงานมีการมอบสื่อวีซีดี,ดีวีดีและหนังสือซึ่งเป็นผลงานจากโครงการวิจัย ให้แก่ผู้เข้าร่วมงานฟรี
ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในฐานะหัวหน้าโครงการ ได้ชี้แจงถึงโครงการนี้ว่า ตนมีฐานะเป็น “ผู้รับจ้าง” จากกระทรวงการต่างประเทศ โดยเป็นงานแรกของมูลนิธิโครงการตำราฯ ที่ได้รับจ้างจากราชการไทย เราจึงเป็น "ผู้รับจ้าง" จาก "ผู้ว่าจ้าง" ตามสัญญาที่เราลงนาม สำหรับโครงการนี้ เป็นโครงการย่อย ที่รับมาแต่งานวิชาการ จากโครงการใหญ่ๆ ของกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งหากใครต้องการทราบรายละเอียดโครงการอื่นๆ หรือส่วนอื่นๆ รวมทั้งงบประมาณทั้งหมด ต้องสอบถามจากกระทรวงการต่างประเทศ
สำหรับงานศึกษาวิจัยโครงการนี้ได้เผยแพร่ในรูปแบบประกอบด้วยหนังสือ 6 เล่ม และดีวีดี-วีซีดี 1 ชุด เป็นผลงานค้นคว้าวิจัยของมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ซึ่งมูลนิธิฯ มีประวัติการก่อตั้งขึ้นโดย ศ. ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เมื่อปี พ.ศ. 2509 และหาเงินเองโดยได้รับการบริจาคจากมูลนิธิร๊อคกี้เฟลเลอร์ ต่อมาได้รับบริจาคจากมูลนิธิโตโยต้า ญีปุ่น และปัจจุบันได้จาก มูลนิธิโตโยต้า ประเทศไทย โดย ศ. เพ็ชรี สุมิตร เป็นประธานคนปัจจุบัน ซึ่งงานวิจัย "เขตแดนของเรา เพื่อนบ้านอาเซียนของเรา" เป็นงานแรกที่ได้จากราชการไทย...
เลขาธิการอาเซียน ชี้ปัญหาเขตแดน-มรดกยุคล่าอาณานิคม
ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน กล่าวปาฐกถา ตอนหนึ่งว่า ปัญหาหลายอย่างในเรื่องเขตแดนควรปล่อยให้เป็นเรื่องเทคนิค ต้องลดอารมณ์ ลดการเมือง เพราะต้องกลับไปสู่หลักฐานข้อเท็จจริง ซึ่งความขัดแย้ง ความระหองระแหงในอาเซียน มีอยู่หลายคู่ในหลายจุด แต่เผอิญประเทศไทยอยู่ตรงกลางและมีมิตรประเทศอยู่รอบด้าน จึงมีประเด็นและมีข้อที่จะต้องเจรจาหาข้อยุติ จะต้องเข้าสู่กระบวนการมีบันทึกความตกลงหลายฉบับ ที่พูดถึงเรื่องความพยายามที่จะปักปันเขตแดน โดยหลักฐานที่เรามีคือหลักฐานที่เราทำไว้กับเจ้าอาณานิคม ขณะที่ประเทศเกิดใหม่ ก็เป็นรัฐที่รับมรดกต่างๆเหล่านั้นมาและเราจำเป็นจะต้องหาข้อยุติในเรื่องเขตแดนชายแดน
หกพันหกร้อยกว่ากิโลเมตร ซึ่งเป็นเขตแดนของเรา กับพม่า ลาว เขมร มาเลเซีย เรามีบันทึกข้อตกลงว่าจะทำการปักปัน กับหลายประเทศ เรื่องยังค้างคาอยู่ที่เรื่องการปักปันกับทุกประเทศ ยังไม่ได้ข้อยุติโดยสัตยาบันของทั้ง 2 ประเทศ ทั้งหมดจึงเป็น work in process เพราะฉะนั้นแผนที่อันใดก็ตามแต่ที่ท่านทั้งหลายชี้ไป คือแผนที่ที่อนุมานตามสนธิสัญญา ตามหลักฐานอ้างอิงทางประวัติศาสตร์ ตามข้อตกลงที่บันทึกเอาไว้ แต่ในความเป็นจริงยังไม่มีการปักปันจากหลักเขตหนึ่ง ไปหลักเขตหนึ่งที่ชัดเจน ทั้งหมดนี้ยังเป็น work in process ทั้งหมดนี้คือ legacy จาก colonial period
แนะขยับข้อตกลง-เคารพภาวะอารมณ์
ทางแก้ไขมีอยู่ 2 อย่าง ซึ่งอันหนึ่งเป็นไปไม่ได้แล้ว ส่วนอีกอันหนึ่งยังเป็นไปได้ ทางหนึ่งคือ กลับไปก่อนยุคอาณานิคม (colonial period) สมัยที่บรรพบุรุษของเรายังกราบไหว้บูชาสถานที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ร่วมกัน โดยไม่เคยคำนึงถึงพรมแดน เพราะแผนที่ มาพร้อมกับ colonialism คอนเซปท์เรื่องแผนที่ มากับลัทธิอาณานิคม ในยุคอาณานิคมฝรั่งเศสกับอังกฤษ เป็นการเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับเรา ต้องกำหนดขอบเขตที่ชัดเจนโดยเอาแผนที่มาให้เห็น เพราะฉะนั้นนี่จึงเป็นทางหนึ่งคือถอยกลับไปก่อนมีการกำหนดแผนที่ ซึ่งก็เป็นไปไม่ได้แล้วในขณะนี้ แต่อย่างน้อยๆ สปิริตของมันน่าจะนำมาใช้ได้ คือยอมรับว่าคนทั้ง 2 ฟากฝั่งของเขตแดน (boundary) ซึ่งเกิดขึ้นโดยข้อตกลงตามอำนาจที่รัฐบาลพึงมี ก็ออกมาเป็นสนธิสัญญา ออกมาเป็นแผนที่ประกอบท้ายสนธิสัญญา แต่ในความเป็นจริงคือไม่เคยเดินจากหลักถึงหลัก ไม่เคยเดินตามร่องน้ำ ไม่เคยเดินตามสันปันน้ำ ทำกันเพียงบางส่วนแต่ยังไม่เสร็จ จึงยังถือว่ามันเสร็จสิ้นจบแล้วไม่ได้ แต่เป็นสปิริตของความเป็นมิตร ความเป็นเพื่อนบ้าน
วิธีที่ 2 คือ รอให้อาเซียนเป็นประชาคม (community) เหมือนในสหภาพยุโรป เรื่องนี้ผู้หลักผู้ใหญ่เคยใช้เป็นคำเตือน กรณีที่ผมแก้ไขเรื่องเนิน 491 สมัยผมเป็นรมช.ต่างประเทศ เป็นเขตแดนที่ยังไม่ชัดเจน ผู้ใหญ่ในแผ่นดินให้แนวคิดว่าในยุโรป มีรั้วที่เลื่อนได้เหมือนรั้วจราจร เดินทางข้ามประเทศกันได้ ถ้าเขาอยากจะตรวจก็ขอตรวจ แต่โดยปกติแล้วแทบจะไม่มีเส้นเขตแดน เพราะต้องการให้เกิดการไหลของประชากรได้ โดยไม่ต้องมีวีซ่า พาสปอร์ต เดินทางได้ทั่วยุโรป ดังนั้นต้องรออาเซียนเป็นประชาคม เขตแดนไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะต้องบูรณาการทางเศรษฐกิจต่อกัน ผลประโยชน์จากการมีพรมแดนติดกัน นั่นคือสปิริตหนึ่งของอาเซียน เพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม
เผอิญว่าประเทศไทยอยู่ตรงกลางไข่แดงของอาเซียน จึงมีประเด็นปัญหากับเพื่อนบ้านหลายคู่มากกว่าคนอื่น
ชาตินิยม อารมณ์ การเมือง เป็นปัจจัยที่มาเร่งมันคือ work in process ที่เราทำอยู่ในขณะนี้ ชาตินิยมดีในบางเรื่อง บางวาระ แต่ในอดีตดีกว่าปัจจุบัน เพราะบรรยากาศของโลกมันเปลี่ยนแปลงไป ในปัจจุบันทำไม่ได้ เพราะกฎเกณฑ์เปลี่ยนไปแล้ว ชัดเจนว่าแม้แต่คอนเซปชาตินิยม ก็ต้องปรับเปลี่ยนไปตามเวลาสภาพแวดล้อมทางประวัติศาสตร์ ฉะนั้น การพูดเจรจาหาโอกาส หาข้อยุติ ด้วยสติ ปัญญา สมาธิ ด้วยหลักฐาน ด้วยข้อเท็จจริง เป็นวิธีเดียวที่จะนำไปสู่ข้อยุติให้การแก้ปัญหา มิเช่นนั้นจะหาข้อยุติไม่ได้ ซึ่งต้องใช้เวลา เพราะรีบไม่ได้ เร่งไม่ได้ ต้องไปตามขั้นตอนและกระบวนการ บ่อยครั้งความแตกต่างเรื่องเทคโนโลยีที่มีอยู่ก็เป็นปัญหา เช่น เราบอกว่าเราใช้หลักฐานอ้างอิงโดยเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เรามี แต่เขาบอกว่า เขาไม่มี เขาไม่พร้อม เพราะฉะนั้น ความเหลื่อมล้ำเรื่องเทคโนโลยี เรื่องเทคนิคก็เป็นปัญหาเหมือนกัน จึงต้องใช้เวลาให้ทั้ง 2 ฝ่ายที่จะต้องเจรจาด้วย มีความมั่นใจว่าทุกหลักฐาน ทุกเทคโนโลยี ทุกเอกสารอ้างอิง ทุกแผนที่ สามารถสร้างความมั่นใจให้ทั้ง 2 ฝ่าย แต่ละฝ่ายก็ต้องเสนอหลักฐานเหล่านี้เพื่อประกอบการพิจารณา
ทั้ง 2 ฝ่ายต้องเอาหลักฐานทั้งหมดมาพูดกันบนโต๊ะด้วยจุดประสงค์ของการหาทางออกด้วยสันติและมิตรภาพ มิฉะนั้นมันไม่สิ้นสุด
ในความเป็นจริงในทางปฏิบัติ ถ้าตกลงกันจุดใดไม่ได้ ก็ไปตกลงกันจุดอื่นได้ไหม ขยับกันเพื่อให้มีข้อยุติ ต้องใช้เป็นพื้นฐานในการเจรจา เช่น วัดจีน ที่ปาดังเบซา ทำที่ล้างจานล้ำเข้าไปในประเทศเพื่อนบ้าน 2-3 เมตร จะให้ย้ายหรือทำลายสิ่งที่ชาวบ้านใช้ประกอบพิธีกรรมพิธีการเป็นเวลาหลายสิบปีอย่างนั้นหรือ ทำไม่ได้ เพราะภาวะอารมณ์ (emotion) มันแรง เคารพในภาวะอารมณ์ ถือเป็นปัจจัยในการเจรจาเหมือนกัน เราจะยอมรับไม่ปรับสิ่งที่เป็นอยู่ แต่ปรับตรงอื่นได้ไหม ฉะนั้น ตลอดแนว ต้องยอมรับว่ายังไม่ define (กำหนด) ยังไม่ demarcate (ปักเขต) และ delineate (ขีดเส้น) ชัดเจน มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นใน 100 ปีนี้ ทางภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ สังคม ที่เปลี่ยนแปลงไปตามปกติสังคมมนุษย์
การที่สังคมตื่นตัวเรื่องเขตแดนเป็นเรื่องดี สังคมประชาธิปไตยต้องการการมีส่วนร่วมและมีความรู้สึกผูกพันกับข้อตกลงต่างๆที่พึงเกิดขึ้นเพราะรัฐบาลทำในนามของเราทุกคน แต่เราต้องเตรียมหลักฐานนำไปสู่การเจรจาพร้อมจะอะลุ่มอะหล่วย เพราะทุกอย่างยังไม่ตายตัวแต่เป็นมรดกในอดีต เราใช้อารมณ์ความรู้สึกของหมู่คณะของพวกไม่ได้ ท้ายที่สุดต้องใช้หลักฐาน เป็นประโยชน์ร่วมสร้างสปิริตอาเซียนสุดท้ายจะนำไปสู่ความปรองดองของประชาคมอาเซียน
ส่วนสัตยาบันของอาเซียนที่เกิดขึ้นช้าที่สุดคือประเทศประชาธิปไตย ที่ช้าสุดคือประเทศไทย เพราะไม่รู้จะเอาเข้าสภาตอนไหน
จากโลกาภิวัฒน์ ถอยหลังกลับไปทะเลาะเรื่องเขตแดน
ด้าน จิระนันท์ พิตรปรีชา ที่ปรึกษาสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ กล่าวว่า จิตสำนึกแห่งความเป็นชาติ เกิดขึ้นไม่นานเมื่อถึงจุดหนึ่งก็สวิงไปสู่ชาตินิยมที่รุนแรง ไม่สนใจข้อเท็จจริง เอาแต่ความรักเป็นที่ตั้ง ทั้งที่ไม่กี่ปีที่ผ่านมาเพิ่งพูดกันเรื่องโลกาภิวัตน์ แล้วจู่ๆ ก็กลับมามีปัญหาเรื่องเขตแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งที่ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ได้มีแค่เรื่องดินแดน แต่มีการทูตเชิงวัฒนธรรม เชิงเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ระดับประชาชน ที่ไม่ได้ขึ้นกับเส้นบนแผนที่ เพราะระดับประชาชนมีความเกี่ยวดองกัน และความสมพันธ์ด้านรัฐก็มี Cultural Diplomacy ปัจจุบันตนเองก็ใช้ภาพถ่ายเป็นสื่อวัฒนธรรมกับประเทศเพื่อนบ้าน เพราะเห็นด้วยกับสิ่งสร้างสรรค์เชิงบวก การให้การศึกษาสาธารณะในมุมกว้าง
ส่วนอารมณ์ความรู้สึกการเมืองที่วุ่นวาย จิระนันท์ กล่าวว่า สังคมไทยเปลี่ยนจากสังคมบริโภคนิยมไปเป็นสังคมบริภาษนิยม เพราะพูดอะไรออกไปก็โดนด่า และรู้สึกละอายใจที่ต้องนิ่งเสียตำลึงทอง ทั้งที่ไม่อยากได้ทอง แต่ต้องนิ่ง แล้วตอนหลังทำเรื่องทัศนศิลป์แล้วรู้สึกแฮปปี้มาก ไม่ต้องใช้ถ้อยคำที่ถูกนำไปตีความ
ที่ปรึกษารัฐบาลไทย ชี้ปัญหาเปิดเผยข้อมูลเจรจา จากมาตรา 190
พล.ร.อ.ถนอม เจริญลาภ อดีตเจ้ากรมอุทกศาสตร์กองทัพเรือ และที่ปรึกษารัฐบาลในฐานะผู้เชี่ยวชาญกฎหมายทะเลและเขตแดนทะเลมาตั้งแต่สมัยจอมพลถนอม กิตติขจร จนถึงรัฐบาลปัจจุบัน กล่าวว่าประเด็นเรื่องเขตแดนในการเมืองไทยจุดติดง่ายเหลือเกิน ในอดีต สงครามอินโดจีนก็เรื่องเขตแดน ก่อนจะขึ้นศาลโลกก็เรื่องเขตแดน ศาลโลกตัดสินแล้วก็เขตแดน ความจริงสมัยล่าอาณานิคมประเทศไทยเราไม่ได้เสียเอกราช แต่เราบอบช้ำและความเจ็บปวดในการสูญเสียห้าแสนตารางกิโลเมตรให้ฝรั่งเศสกับอังกฤษทำให้เรามีบาดแผลลึกอยู่ในอารมณ์ ฉะนั้น ใครจะจะเป็นนักการเมืองก็นำเรื่องเขตแดนไปใช้ปลุกม็อบได้ผล ถ้าต้องการปลุกม็อบด้วยเรื่องนี้ก็ใช้ได้ผลทุกครั้ง เช่นเรื่องปราสาทพระวิหาร ข้อมูลสับสนอลหม่าน เพราะคนอ่านคำพิพากษาและเอกสารที่เกี่ยวข้องไม่ครบ ฉะนั้นใครพูดอะไรก็เชื่อเพราะเอาแต่ฟังเขาเล่า ใครเล่าก็เชื่อหมด
ขณะที่กฎหมายระหว่างประเทศจะวางกรอบเอาไว้อย่างหลวมๆ เหตุผลเพราะเมื่อเวลามีอะไรจะได้คุยกันได้ระหว่าง 2 ประเทศที่เจรจากัน
นอดีต เราจะไม่เห็นการโจมตีกันของการเมืองภายในประเทศเอาเรื่องเขตแดนมาโจมตีกันเองโดยเฉพาะเมื่อเข้าสภาแล้วจะไม่เอาเรื่องเขตแดนมาตีกัน เพราะการปฏิบัติในอดีตพรรคการเมืองแยกการรักษาผลประโยชน์ของพรรคกับการรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติออกจากกันได้ ไม่โจมตีเพื่อผลประโยชน์ของพรรคจนไปกระทบผลประโยชน์ของประเทศ ผมเคยเจรจาเขตแดนทางทะเลซึ่งให้สัตยาบันไปหมดแล้ว ไม่มีข่าวออกมาโจมตีในสิ่งที่ผมทำ รวมทั้งการประชุมในสภา ก็เห็นชอบทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล เพราะสมัยก่อนพรรคการเมืองเขาไม่เอาเรื่องผลประโยชน์ของประเทศระดับนี้ไปเล่นการเมือง เมื่อเราเจรจากลับมา ก็จะหอบเอกสารไปอธิบายที่พรรคการเมืองทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล ให้โอกาสซักถามในพรรค ไม่ต้องซักในสภาผู้แทนราษฎร เพราะถ้าพูดในสภาแล้วเผยแพร่ต่อสาธารณะ จะส่งผลต่อการเจรจาระหว่างประเทศซึ่งมีได้มีเสีย ฉะนั้น อย่าซักในสภา ให้ซักถามได้เวลาไปอธิบายในพรรค เพราะเป็นเรื่องทางเทคนิค แต่สมัยนี้ ก็มีเจรจาเขตแดนทางทะเลแต่ผมจะไม่ยอมเป็นเจ้าหน้าที่เจรจาให้เด็ดขาดเพราะผมกลัว เดี๋ยวจะโดนรัฐธรรมนูญมาตรา 190
ขณะนี้เราเล่นกันไม่เลือกเวทีเลย เราตีกันเอง เหมือนกับไปตีกันที่ศรีสะเกษให้เขมรดู จำได้ไหม มีใครจะบุกเข้าไปและมีพวกที่ไม่ยอมให้บุกเข้าไป ส่วนเขมรก็นั่งกอดเข่าดูคนไทยตีกัน
สำหรับการแบ่งเส้นเขตแดนทำได้หลายวิธี เช่น เส้นเขตแดนทางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชา ทำได้ถึง 20 กว่าวิธี ขึ้นอยู่กับจะใช้วิธีไหน มี 20 ซินาริโอ เพราะฉะนั้น ขอฝากไปถึงใครก็ตามที่ร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ท่านไม่เคยนั่งอยู่ในห้องเจรจาเขตแดน ท่านไม่รู้ด้วยว่าการเจรจาเขตแดนเจรจายังไง ผมบอกท่านว่าผมมี 20 วิธี แล้วท่านจะให้ผมมาบอกท่านว่าทั้ง 20 วิธีทำยังไง แบบนี้กัมพูชาหรือประเทศที่เราจะไปเจรจา ก็นอนกระดิกตีนสิ ไม่ต้องจ้างที่ปรึกษาแล้ว เพราะเอาจากบันทึกการประชุมสภาไทยก็พอแล้ว อย่ามาบอกว่าประชาชนต้องรู้รายละเอียดเรื่องเขตแดน ผมพูดในที่ประชุมกรรมาธิการ ในสภา บอกว่าเรื่องบางเรื่องผู้แทน(เจรจา)ต้องทำหน้าที่ผู้แทน(เจรจา) คุณจะคิดว่าคนขับแท็กซี่หรือแม่ค้ากล้วยแขกจำเป็นจะต้องมารู้เรื่องเทคนิคเจรจางั้นหรือ
ความสัมพันธ์เพื่อนบ้านต้องการอารมณ์ที่หลากหลาย
ด้านประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า หลายคนพูดว่าปัญหาคือเรามีอารมณ์ แต่ผมคิดว่า ปัญหาคือเราขาดอารมณ์ เราขาดอารมณ์ที่หลากหลาย เช่นอารมณ์ขัน หรืออารมณ์อื่นๆ ที่จะช่วยให้เรื่องเขตแดนและความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านดีขึ้น แต่เรากลับมีอารมณ์หลากหลายน้อยเกินไปในการจัดการความขัดแย้ง
ผมคิดว่าพูดไปอย่างนี้เราก็รู้ตอนนี้มันยาก อย่างที่อาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ บอกว่าประเด็นปัญหาเรื่องนี้มันเกิดขึ้น ในสภาวะที่การเมืองตอนนี้มีความอ่อนไหวอย่างมาก โดยเฉพาะในประเทศไทยของเราเอง ตั้งแต่ต้นประเด็นนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการที่จะโจมตีฝ่ายตรงข้าม เป็นประเด็นทางการเมืองตั้งแต่ต้น ซึ่งยังไม่เห็นวี่แววว่า สภาวะทางการเมืองของเรา ที่แบ่งฝักแบ่งฝ่ายแบ่งขั้วที่ยังไม่นิ่ง จะไปสิ้นสุดตรงไหน โดยความขัดแย้งเรื่องไทย-กัมพูชามันเป็นส่วนหนึ่งไปแล้วของการต่อสู้ภายในประเทศ ไม่ใช่ไทยกับกัมพูชาเท่านั้น มันเป็นการต่อสู้ภายในประเทศ ระหว่างกลุ่มการเมืองต่างๆ ตราบใดที่การเมืองแบ่งขั้วไม่นิ่งอย่างนี้ ประเด็นปัญหาเรื่องเขาพระวิหาร เรื่องพื้นที่ทับซ้อนพวกนี้ก็จะถูกหยิบยกขึ้นมาอยู่เสมอ
สำหรับผมคิดว่าตราบใดที่สภาวะการเมืองภายในประเทศไม่คลี่คลาย ปัญหาความขัดแย้งเรื่องเขาพระวิหารหรือเขตแดนจะยังอยู่ เพราะจะคลี่คลายได้ก็เมื่อสภาวะการเมืองนิ่งทั้งคู่ในคู่ขัดแย้งขณะนั้น
ในทางรัฐศาสตร์ จริงๆ แล้วสิ่งที่เราทำบาปมาตลอด ก็คือเราสอนสิ่งผิดๆ ให้แก่นักศึกษา โดยเฉพาะความเข้าใจเกี่ยวกับรัฐหรือรัฐชาติ ถ้าใครเรียนวิชารัฐศาสตร์ ก็ต้องเริ่มจากว่ารัฐคืออะไร เราจะต้องเริ่มจากว่ารัฐคืออะไร ซึ่งอันนี้เป็นรัฐศาสตร์เบื้องต้น รัฐชาติคืออะไร แล้วตามตำรา ก็จะบอกว่า มีองค์ประกอบ 4 อย่างคือ รัฐบาล อำนาจอธิปไตย ประชากร และดินแดนที่ชัดเจนแน่นอน ซึ่งตรงนี้เป็นมายาคติใหญ่หลวงที่วิชารัฐศาสตร์ ผลิตไว้ให้แก่มนุษยชาติ เป็นมายาคติ เพราะในความเป็นจริง เขตแดนของรัฐชาติไม่เคยนิ่ง ทุกรัฐชาติ มีหดมีขยายตลอดเวลาจนถึงทุกวันนี้ บางครั้งบอกไม่ได้ว่าตรงไหนเป็นของไทยหรือประเทศเพื่อนบ้าน เพราะตัวเขตแดนมันชัดเฉพาะบนแผนที่เท่านั้น พอไปสู่พื้นที่จริงมันไม่เคยชัดด้วยเหตุผลหลายประการ สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติเปลี่ยน หลักเขตแดนไม่ชัดเจน ขณะที่ในยุโรปหรือประเทศจำนวนมากในโลกนี้อยู่กับเพื่อนบ้านตัวเองโดยการที่ยอมให้มีการคลุมเครือเอาไว้ เพราะหลายจุดหลายที่ถ้าทำให้ชัดเจนหมด เราก็ต้องรบกับเพื่อนบ้านตลอดเวลา ต้องปวดหัวตลอดเวลา ฉะนั้นบางพื้นที่ต้องปล่อยเอาไว้ ท้ายที่สุดก็ใช้ประโยชน์ร่วมกันโดยไม่ต้องแบ่งให้ชัดเจน มิเช่นนั้นจะทะเลากันไปไม่รู้จบ เป็นผลผลิตของรัฐชาติสมัยใหม่ที่อยากจะมีเขตแดนที่ชัดเจน แต่มันยากที่จะทำให้ชัดเจน ขณะที่ กฎหมายระหว่างประเทศที่กำหนดหลวมๆ จะสามารถสร้างความยืดหยุ่นให้คนสามารถอยู่ร่วมกันได้ ให้ระหว่าง 2 ประเทศอยู่ร่วมกันได้
คนเริ่มพูดถึงชาตินิยมน้อยลง แต่หันไปพูดเรื่องภูมิภาคนิยมหรือโลกานิยม คือการอยู่ร่วมกันโดยคิดถึงมนุษยชาติเป็นหลักและลดความเป็นชาติลง ซึ่งพรมแดนเป็นอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดในการที่จะทำให้เราก้าวข้ามพ้นจากรอบเรื่องชาติไปสู่เรื่องอะไรที่ใหญ่ขึ้น ทุกวันนี้สงครามระหว่างประที่เทศมาสู้รบกันด้วยอาวุธ แทบจะสูญพันไปจากการเมืองระหว่างประเทศแล้ว ฉะนั้นใครคิดในโหมดว่า การใช้กองทัพเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งประเทศเพื่อนบ้าน อยากจะให้เปลี่ยนวิธีคิดใหม่ หรือควรจะสูญพันไปเลย เพราะทุกประเทศรู้ว่าเวลามีสงครามมันมีราคาที่ตามมาและเป็นราคาที่แพง
ปัญหาใหม่กับวิธีคิดเรื่องเขตแดน
ขณะที่ ดร.ธนาพล ลิ่มอภิชาต คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เรามักจะมองประวัติศาสตร์ว่าสยามเป็นเหยื่อที่ถูกรังแกโดยฝรั่งเศส แต่งานประวัติศาสตร์ในช่วงหลังค่อนข้างชัดว่ารัฐจารีตแบบเก่าของเราก็มีความเป็นจักรวรรดินิยมในความหมายแบบหนึ่งด้วย เราไม่ค่อยรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ว่าเราไปตีคนอื่น เราไม่ค่อยรู้มากนักว่าเราไปทำอะไรกับลาวไว้บ้าง ซึ่งความจริงเราจำเป็นต้องสถานะจารีตของสยามว่าเราคืออะไร รวมทั้งการเซ็นสนธิสัญญาในปี 1907 เป็นผลจากความพยายามตกลงผลประโยชน์ โดยชนชั้นนำไทยตกลงผลประโยชน์กับชาติตะวันตกแล้ว ถ้าไม่มีความรู้ชุดนี้เราก็คิดเพียงแต่ว่าเราเสียดินแดน ซึ่งเป็นเชื้อมูนสำคัญที่สังคมไทยคิดต่อประเทศเพื่อนบ้านซึ่งเป็นอคติที่เป็นปัญหาใหญ่ ฉะนั้น เรื่ององค์ความรู้มีความจำเป็นในการแก้ปัญหา
ในอนาคต เราอาจจะต้องคิดเกี่ยวกับเรื่องเขตแดนกันใหม่ มีปัญหาใหม่ เช่นอิทธิพลของจีน ที่มีบทบาทต่อลาวเวียดนามกัมพูชาพม่า รวมถึงการสร้างเขื่อนของจีน ในอนาคตอาจจะไม่ใช่ปัญหาเขตแดนระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่อาจจะมีผลกระทบที่มาจากเขื่อน จะทำให้เรามีวิธีคิดเกี่ยวกับเขตแดนด้วยวิธีใหม่เพราะมีปัญหาใหม่หรือเปล่า ผมคิดว่าเป็นอีกอันที่เราจำเป็นต้องคิดกับมันในอนาคต
แนวทางแก้ปัญหา ควรลืมไปซะว่าเราเสียดินแดน เพราะความจริงเราไม่ได้เสียดินแดน ถ้าเราลงไปดูประวัติศาสตร์ดีๆ มายาคติเรื่องเสียดินแดนทำให้เราเข้าใจอะไรผิดไปมาก รวมทั้งทัศนะในการมองประเทศเพื่อนบ้านต้องขยายออกไปให้มากขึ้น เช่น การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม สร้างความสัมพันธ์ข้ามวัฒนธรรม เริ่มจากที่ตัวเราก่อน
000
ดร.ชาญวิทย์ กล่าวถึงรายละเอียดโครงการดังกล่าวนี้ว่า ได้รับความสนับสนุนจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชนให้จัดทำขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2553-54 โดยมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “โครงการสร้างความรู้ความเข้าใจแก่สาธารณชน เรื่องเขตแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อสารคดี การประชุมเชิงปฏิบัติการ และการฝึกอบรม” และมี ดร. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ กับ ดร. พิภพ อุดร เป็นหัวหน้าและรองหัวหน้าโครงการฯ ดังมีรายชื่อ ต่อไปนี้
1. ประมวลสนธิสัญญา อนุสัญญา ความตกลง บันทึกความเข้าใจ และแผนที่ ระหว่างสยามประเทศไทยกับประเทศอาเซียนเพื่อนบ้าน: กัมพูชา–ลาว–พม่า–มาเลเซีย (Collected Treaties – Conventions –Agreements – Memorandum of Understanding and Maps Between Siam/Thailand – Cambodia – Laos – Burma – Malaysia) โดย ชาญวิทย์ เกษตรศิริ
2. ศาลโลก–ศาลอนุญาโตตุลาการ กับข้อพิพาทระหว่างประเทศ (International Court of Justices– Permanent Court of Arbitration)โดย พนัส ทัศนียานนท์, ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช, วิพล กิติทัศนาสรชัย
3. เขตแดนเวียดนาม–จีน–กัมพูชา–ลาว (Boundaries of Vietnam-China-Cambodia-Laos)โดยพิเชฐ สายพันธ์ และ สุริยา คำหว่าน
4. เขตแดนจีน–รัสเซีย–มองโกเลีย (Boundaries of China–Russia and Mongolia) โดย พวงทอง ภวัครพันธุ์และ รณพล มาสันติสุข
5. เขตแดนฝรั่งเศส–เนเธอร์แลนด์–แม่น้ำดานูบ (Boundaries of France–The Netherlands and The Danube River) โดย มรกต เจวจินดา ไมเออร์ และอัครพงษ์ ค่ำคูณ
6. เขตแดนสยามประเทศไทย–มาเลเซีย–พม่า–ลาว–กัมพูชา (Boundaries of Siam/Thailand–Malaysia – Burma–Laos –Cambodia) โดย อรอนงค์ ทิพย์พิมล, ธนศักดิ์ สายจำปา, ดุลยภาค ปรีชารัชช, สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี, อัครพงษ์ ค่ำคูณ
วัตถุประสงค์ของโครงการฯ คือ
1. ผลิตงานวิชาการในรูปแบบที่เป็น “หนังสือ-สื่อ-ดีวีดี-วีซีดี” ที่เข้าใจง่าย ที่ตั้งอยู่บนข้อมูลที่ถูกต้องทางวิชาการ ครบถ้วนเกี่ยวกับองค์กร (ศาลโลก-ศาลอนุญาโตตุลาการ) สถานะและแนวทางการแก้ไขปัญหา เขตแดน-พรมแดน-ชายแดนระหว่างไทย กับประเทศเพื่อนบ้าน คือ พม่า ลาว กัมพูชา และมาเลเซีย รวมทั้งกรณีศึกษาที่น่าสนใจของประเทศต่างๆที่มีเขตแดน-ชายแดน-พรมแดนติดต่อกัน ทั้งในทวีปเอเชียและทวีปยุโรป เช่น เวียดนาม จีน รัสเซีย มองโกเลีย ตลอดจนฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ และแม่น้ำดานูบ โดยครอบคลุมตัวอย่างทั้งที่ประสบความสำเร็จ และล้มเหลวในการแก้ปัญหาเขตแดน-พรมแดน-ชายแดน
2. นำผลงานวิชาการที่สำเร็จเป็น “หนังสือ-สื่อ-ดีวีดี-วีซีดี” แจกจ่ายอภินันทนาการ (ไม่มีจำหน่าย) ให้กับห้องสมุดมหาวิทยาลัย โรงเรียน หน่วยงานของรัฐและเอกชนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของสังคมและรัฐ ตลอดจนสื่อมวลชน จำนวนหน่วยละ 3,000
3. ดำเนินการจัดการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจในรูปแบบของการเสวนา ประชุมปฏิบัติการ การฝึกอบรมทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฎอุบลราชธานี-ศรีสะเกษ-สุรินทร์-บุรีรัมย์ มหาวิทยาลัยนครพนม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ฯลฯ ภายในเดือนมกราคม พ.ศ. 2554
4. ดำเนินการตอกย้ำภาพลักษณ์ที่ดีของประชาชนและสังคมไทย และสร้างความตื่นตัวถึงบทบาทการดำเนินงานของภาครัฐและเอกชน กับสถาบันการศึกษา ในการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้าน ในการมีความสัมพันธ์อันดีในฐานะ “ประชาคมอาเซียน” ร่วมภูมิภาคอุษาคเนย์ด้วยกัน ตลอดจนการหาวิถีทางแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีฉันท์มิตรประเทศที่มีความเท่าเทียมกันในโลกสมัยปัจจุบัน
มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ขอขอบคุณความร่วมมือและความสนับสนุนที่ได้จากองค์กรของรัฐ เอกชน และตัวบุคคล อาทิ กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวง การต่างประเทศ ตลอดจนข้าราชการทั้งอดีตและปัจจุบันนิรนามหลายท่าน ขอบคุณกรมแผนที่ทหาร กองบัญชากองทัพไทย กองบัญชาการทหารสูงสุด สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ หอสมุดปรีดีพนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี-ศรีสะเกษ-สุรินทร์-บุรีรัมย์ มหาวิทยาลัยนครพนม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสถาบันการศึกษาชั้นสูงทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ตลอดจน “กัลยาณมิตร” ต่างรุ่นต่างวัย ที่มีส่วนทั้งร่วมงานโดยตรง มีทั้งส่วนช่วยเหลือ ช่วยผลักดัน และให้คำแนะนำกับ “กำลังใจ” ในการดำเนินการโครงการฯ ที่ค่อนข้างใหญ่โตและอยู่ในสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ-สังคม-และการเมืองที่อ่อนไหวและเปราะบางในปัจจุบัน
เราหวังว่า “หนังสือ-สื่อ-ดีวีดี-วีซีดี” ชุดนี้ จะมีส่วนในการเสริมสร้างความคิด สติปัญญาให้กับเราๆ ท่านๆ ทำให้เราสามารถเข้าใจเรื่องราวของ “เขตแดน-พรมแดน-ชายแดน” ของ “รัฐสมัยใหม่” ที่เป็นมรดกตกทอดทางประวัติศาสตร์ที่มีมาจากอดีต มาจากการกระทำของบรรพชน ที่มีทั้งความสำเร็จและความล้มเหลว ที่เราอาจจะพอใจหรือไม่พอใจก็ตาม แต่ก็เป็นสิ่งที่ยังอยู่กับเราในปัจจุบัน และจะคงยังมีต่อไปในอนาคต ที่เราจะต้องร่วมด้วยช่วยกันแก้ไขต่อไปทั้งนี้เพื่อเยาวชน-คนหนุ่มคนสาว-ลูก-หลาน-เหลน-โหลน “คนรุ่นใหม่” กับประเทศชาติบ้านเมืองของเรา
เรามีความหวังตามปณิธานของผู้ก่อตั้งของเรา คือ ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ที่นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2509 (1966) เป็นต้นมา ยึดมั่นเป็นแนวทางของวิชาการตามพุทธภาษิตในภาษาบาลีที่ว่า “นัตถิ ปัญญา สมาอาภา” และแปลเป็นไทยว่า “แสงสว่าง เสมอด้วยปัญญา ไม่มี” นั่นเอง
เสื้อแดง′54
ที่มา มติชน
โดย ปราปต์ บุนปาน
(ที่มา คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 13 มกราคม 2553)
9 มกราคม 2554 ขณะที่นายกรัฐมนตรีประกาศมอบของขวัญปีใหม่แพคเกจสวยหรูให้แก่ประชาชน
"กลุ่มคนเสื้อแดง" ก็ประเดิมศักราชใหม่ ด้วยการนัดชุมนุมกันที่ถนนราชดำเนิน ก่อนเคลื่อนขบวนไปยังสี่แยกราชประสงค์
ด้วยจำนวนคนเข้าร่วมหลายหมื่นอีกเช่นเคย
(เจ้าหน้าที่รัฐประมาณว่า 3 หมื่น ขณะที่ "สมบัติ บุญงามอนงค์" ทวีตข้อความว่า คนเสื้อแดงไปรวมตัวกัน ณ สี่แยกราชประสงค์ในวันนั้นมากที่สุด นับตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2553 เป็นต้นมา)
ดังนั้น ใครที่พยายามทำนายทายทักว่าในปี 2554 ประเทศไทยจะต้องเผชิญหน้ากับอนาคตแบบไหนบ้าง
จึงไม่สามารถหลีกเลี่ยงที่จะนับรวม "คนเสื้อแดง" เป็นปัจจัยหนึ่งในการทำนายดังกล่าวไปได้พ้น
แต่ก็มีหลายเรื่องที่เราต้องขบคิดเกี่ยวกับ "คนเสื้อแดง" เช่น
เมื่อวันที่ 9 มกราคม "ทักษิณ ชินวัตร" โฟนอินมายังเวทีเสื้อแดงอีกครั้ง หลังจากห่างหายไปนาน
บางคนบอกว่า ณ ตอนนี้ ทักษิณดูจะเป็นฝ่ายเลือกเกาะ "คนเสื้อแดง" ที่มีจำนวนหนาแน่นคงเส้นคงวา
มากกว่าที่คนเสื้อแดงจะเลือกยกทักษิณเป็น "สัญลักษณ์นำสูงสุด" ในการเคลื่อนไหว
อย่างไรก็ตาม เป็นที่แน่นอนว่า "คนเสื้อแดง" ไม่มีทาง "ก้าวข้าม" ให้พ้นไปจากทักษิณได้อย่างสมบูรณ์
เพราะ "คนเสื้อแดง" และทักษิณ รวมทั้งปัญหาของทั้งสองฝ่าย ล้วนมีจุดกำเนิดร่วมกันอยู่
และอย่าว่าแต่ "คนเสื้อแดง" เลย เพราะคนกลุ่มอื่นๆ ในสังคมไทยต่างก็ก้าวข้ามไม่พ้นไปจากอะไรหลายๆ อย่างด้วยกันทั้งนั้น (เช่น ประเด็นชาตินิยม เป็นต้น)
ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่ควรตั้งคำถามก็คือ "คนเสื้อแดง" ในปี 2554 จะจัดวางความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับทักษิณอย่างไรและแบบไหน
เหมือนกับที่หลายท่านกำลังเรียกร้องให้สังคมการเมืองไทยต้องจัดวางความสัมพันธ์ทางอำนาจของตนเองเสียใหม่นั่นแหละ
ประเด็นต่อมา คือ คนจำนวนไม่น้อยเห็นว่า "แกนนำ นปช.รุ่นใหม่" กำลังใช้กลไกที่เป็น "อาวุธร้ายแรง" ทางกฎหมาย (ซึ่งขบวนการประชาธิปไตยไม่ควรใช้) มาทำลายล้างกลุ่มคนบนอีกฝั่งฟากทางการเมือง
ถ้ามองในเชิงหลักการ "แกนนำ นปช." จึงกำลังทำในสิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามของตนเองเคยทำ
และแทนที่จะรณรงค์ให้สังคม "เปิดกว้าง" มากขึ้น พวกเขากลับเลือกใช้วิธีการที่จะทำให้สังคมไทย "เงียบ" ต่อไป
แต่บางคนบอกว่านี่เป็นกลยุทธ์ทางการเมืองของ "แกนนำ นปช."
ปัญหาคือ แกนนำกลุ่มนี้จะเลือกอะไร ระหว่าง "หลักการที่ดี" หรือ "กลยุทธ์ที่ซับซ้อน"
จะเลือกอะไรระหว่างการไปถึง "เป้าหมาย" อย่างอ้อมๆ หรือ การเคลื่อนไหวอย่างถูกต้องทั้งในเชิง "วิธีการ" และ "เป้าหมาย"
ประเด็นสุดท้าย เป็นเรื่องเกี่ยวกับสื่อกระแสหลักและ "คนเสื้อแดง"
2-3 ปีที่ผ่านมา สื่อมีโอกาสมากมายที่จะสัมภาษณ์พูดคุยเจาะลึกเรื่องราวหลากหลายมิติของ "คนเสื้อแดง"
"คนเสื้อแดง" ที่ไม่ใช่แค่ "มวลชน" อันน่าเกลียดน่ากลัว หรือ "มวลชน" จำนวนมากมายมหาศาลอันน่าตื่นตาตื่นใจ
แต่เป็น "ปัจเจกบุคคล" ที่มีปัญหาเบื้องหลังแตกต่างกันไป ทว่าอาจมีจุดยืนบางอย่างร่วมกันอยู่หลวมๆ
น่าเสียดาย ที่สื่อกระแสหลักฉวยโอกาสนั้นไว้ไม่ได้มากนัก
หลังวันที่ 19 พฤษภาคมปีก่อน เป็นต้นมา "คนเสื้อแดง" ถูกผลักให้มีจุดยืนบางประการร่วมกันอย่างหนักแน่นมั่นคงจริงจังยิ่งขึ้น
พวกเขาสร้าง "ไวยากรณ์" ใหม่ๆ มาสื่อสารกันเองในที่ชุมนุมมากขึ้น
ซึ่งทำให้สื่อมวลชนเข้าถึง "ชุดภาษา" เหล่านั้นยากขึ้น
กระทั่งส่งผลให้สังคมไทยคาดเดาอนาคตของตนเองที่ยึดโยงอยู่กับ "คนเสื้อแดง" ได้ลำบากขึ้นตามไปด้วย
'แม้ว'วิดพื้นโชว์ ส.ส.เพื่อไทยแห่เยี่ยม
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ ลับพอสมควร
ศันสนีย์ โตสวน รายงาน
หลังฉลองปีใหม่ ส.ส.เพื่อไทยบินไปพบ "นายใหญ่" เป็นว่าเล่น
ล่าสุดเป็นคิว "วิทยา บุรณศิริ" ส.ส.เมืองกรุงเก่า พาคณะหลายสิบคนบินไปแดนหมีขาวรัสเซีย
จุดหมายปลายทางอยู่ที่กรุงมอสโก
กระทั่งกลับมาถึงเมืองไทย เสี่ยวิทยาคุยให้ฟังอย่างปลื้มๆ
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อวยพรวันเกิดครบ 51 หนาวปีนี้ให้สุขภาพแข็งแรง ตั้งใจทำงาน
พอถามถึงข่าวลือนายใหญ่ป่วยหนัก ไม่กล้าโผล่หน้าทางวิดีโอลิงก์ให้แฟนคลับเห็น ได้แต่ส่งเสียงทางโฟนอิน
เสี่ยวิทยาหัวเราะก่อนโต้ข่าวลือแทนนาย
"ใครช่างลือกันได้"
"ท่านยังแข็งแรงดี วิดพื้นโชว์ความฟิต แถมสวมบทเชฟปรุงอาหารจาวเหนือ และอีสานรสแซบให้หม่ำกันจนพุงกาง"
"แถมหน้าใสกระชากวัยเหมือนคนอายุ 50 กว่าๆ จนพวกผมอาย"
คนฟังรุกต่อ อารมณ์ดีอย่างนี้สงสัยได้ของขวัญวันเกิดถูกใจ?
เสี่ยวิทยาเลี่ยงตอบ บอกแค่ว่าได้คำอวยพรให้แข็งแรง ใครไม่ชอบบ้าง
เปลี่ยนเรื่องถามปมร้อนแก้รธน. พ.ต.ท.ทักษิณส่งซิกว่ายังไง?
"ท่านไม่ยุ่ง ให้เป็นเรื่องสภาตกลงกัน"
"กำชับอย่างเดียว ส.ส. ต้องลงพื้นที่ชี้แจงนโยบายพรรคให้โดนใจประชาชน"
อย่าลืมส่งท่อน้ำเลี้ยงให้ด้วยล่ะ...555
รัฐบาลท่ามกลางม็อบเหลือง-แดง
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ รายงานพิเศษ
การออกมานัดชุมนุมถี่ขึ้นของกลุ่มคนเสื้อแดง และการเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เร่งช่วยเหลือ 7 คนไทย ที่ถูกทางการกัมพูชาจับกุมตัวฐานรุกล้ำดินแดนของม็อบเสื้อเหลือง หรือในนามเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติ
ถูกมองว่าเป็นปัจจัยเร่งเร้าให้รัฐบาลประกาศยุบสภาเร็วขึ้น นอกเหนือจากปัญหาความไม่ลงรอยกันภายในพรรคร่วมรัฐบาลต่อกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องระบบการเลือกตั้งและจำนวนส.ส.
การเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดง-เสื้อเหลือง จะส่งผลต่อรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ อย่างไรหรือไม่ หลายฝ่ายได้วิเคราะห์ไว้ดังนี้
จาตุรนต์ ฉายแสง
อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย
การชุมนุมที่เกิดขึ้นทั้งกลุ่มคนเสื้อแดงและกลุ่มเสื้อเหลือง ไม่น่าจะเป็นเหตุกดดันให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องยุบสภาหนี เพราะขณะนี้ไม่มีผู้ชุมนุมกลุ่มใดเรียกร้องให้ยุบสภา
การเรียกร้องให้ยุบสภาของคนเสื้อแดงก็ผ่านไปแล้ว ส่วนกลุ่มเสื้อเหลืองที่ออกมาชุมนุมขณะนี้ไม่ว่าเรื่องเกี่ยวกับเขตแดน หรือกรณี 7 คนไทยถูกจับกุมที่กัมพูชา ดูแล้วไม่น่าเป็นเหตุถึงขั้นคุกคามเสถียรภาพรัฐบาลได้
การชุมนุมลักษณะนี้อาจส่งผลถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา แต่การปลุกกระแสรักชาติแบบผิดๆ หรือการปลุกกระแสคลั่งชาติเช่นนี้ คงไม่ได้รับการสนับสนุนจากคนส่วนใหญ่ของสังคม
ที่สำคัญรัฐบาลนี้ได้รับการสนับสนุนจากชนชั้นนำในสังคมที่มีอำนาจแท้จริง และผู้นำกองทัพ ก็คงไม่ฉกฉวยโอกาสนี้ซ้ำเติมรัฐบาล
แม้ชนชั้นนำที่มีอำนาจและกองทัพจะไม่พอใจรัฐบาลนี้อยู่บ้างในประเด็นเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น แต่ก็ยังต้องสนับสนุนรัฐบาลชุดนี้อยู่ เพื่อเป็นข้ออ้างทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามต่อไป
แม้เขาจะรู้อยู่ว่ารัฐบาลชุดนี้ทุจริตมากกว่ารัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร แต่ถอยหลังไม่ได้แล้ว ต้องเดินหน้าฆ่าลูกเดียวต่อไป เพื่อทำ ลายฝ่ายตรงข้ามให้สิ้นซาก
โดยอ้างว่าเพื่อทำลายระบอบทักษิณ แต่สุดท้ายเป็นการทำลายประชาธิปไตยไป ถือเป็นเรื่องที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกของชนชั้นนำที่มีอำนาจที่แท้จริง
และน่าอับอายไปทั่วโลกที่สนับสนุนรัฐบาลที่โกงกินมากที่สุดมาบริหารประเทศ
พิชญ์ พงศ์สวัสดิ์
คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
การเคลื่อนไหวของทั้งม็อบเหลืองและม็อบแดง ไม่เกี่ยวกับการสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาล
คิดว่าทั้ง 2 ม็อบไม่ได้สนใจรัฐบาลนี้แล้ว ไม่มีใครต้องการโค่นล้มรัฐบาล รัฐบาลนี้จะมีใครไปโค่นล้มได้ ในเมื่อเขาแข็งแรงขนาดนี้
สิ่งที่น่าสนใจ คือ ประเด็นการเคลื่อนไหวของทั้ง 2 ม็อบไม่ชัดเจน ไม่สอดคล้องกับความต้องการโดยรวมของสังคม
ม็อบเหลืองมุ่งไปที่เรื่องชายแดน ซึ่งต้องเผชิญกับกระแสสังคมที่สวนทางกัน ทั้งคนไม่เห็นด้วยกับม็อบเหลือง หรือคนไม่เชื่อว่ารัฐบาลนี้จะมีความสัมพันธ์เข้มข้นกับรัฐบาลกัมพูชา
ส่วนม็อบแดง ตอนนี้กลายเป็นการเรียกร้องเพื่อตัวเอง เช่น เรื่องคดีความ แต่ไม่ได้พูดถึงเรื่องส่วนรวม เช่น มาตรการ 9 ข้อของรัฐบาล
แต่การเคลื่อนไหวของม็อบสะท้อนให้เห็นว่า ยังมีปัญหาอีกมากที่รัฐบาลนี้ทำค้างเอาไว้ และไม่ใช่แค่ม็อบ แต่ยังมีการเคลื่อนไหวภายในสภาอีก แต่รัฐบาลยังไปได้เรื่อยๆ
ฉะนั้น เสถียรภาพของรัฐบาลจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับม็อบ ยกเว้นว่าถ้าม็อบกระตุ้นไปสู่ความรุนแรง และรัฐบาลบริหารจัดการม็อบไม่ดี อาจนำไปสู่ความวุ่นวายได้
ความวุ่นวายนี้ไม่ได้มาจากตัวปัญหา แต่มาจากการ บริหารจัดการที่ไม่ดีมากกว่า
ไม่ว่ารัฐบาลนี้หรือรัฐบาลไหนก็มีปัญหากับม็อบทั้งนั้น ถ้าการบริหารจัดการม็อบไม่ดี จะเกิดปัญหาได้ง่าย แต่เป็นคนละเรื่องกับการตอบสนอง หรือการตอบคำถามในสิ่งที่เขาต้องการ
การบริหารจัดการม็อบต่างหากที่เป็นเรื่องอันตราย
ถ้าสื่อเล่นเรื่องนี้อย่างจริงจัง นำเสนอประเด็นของม็อบ และเอาฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาตอบปัญหาอย่างเป็นเรื่องเป็นราว จะลดเรื่องความรุนแรงลงได้
จิตติพจน์ วิริยะโรจน์
ส.ว.ศรีสะเกษ - ประธานคณะกรรมการ เพื่อติดตามสถานการณ์บ้านเมือง วุฒิสภา
เชื่อว่ารัฐบาลไม่สนใจการเคลื่อน ไหวของกลุ่มผู้ชุมนุมไม่ว่ากลุ่มคนเสื้อแดงหรือเสื้อเหลือง
เพราะเมื่อเทียบกับเหตุการณ์สลายการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงเมื่อเดือนเม.ย.-พ.ค.2553 จะเห็นว่าบริบทต่างกันมาก การเคลื่อนไหวไม่รุนแรงเท่าที่ควร
เว้นแต่จะมีปัจจัยอื่นเสริม เช่น หากศาลอาญาระหว่างประเทศรับพิจารณาคดีของกลุ่มคนเสื้อแดงที่รัฐบาลมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสลายการชุมนุมขึ้นมา อาจเป็นประเด็นให้เกิดการยุบสภาได้
รวมถึงประเด็นการทุจริตคอร์รัปชั่น หากเกิดขึ้นมากและถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภา อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้
แต่ถ้ามีการชุมนุมแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ทั้งเสื้อเหลือง และเสื้อแดง ก็ไม่มีอะไรน่าหนักใจสำหรับรัฐบาล แค่กินยาแก้ปวดหัว
ประเด็นที่รัฐบาลจะตัดสินยุบสภาได้ ต่อเมื่อรัฐบาลอยู่ในสภาวะได้เปรียบทางการเมือง จุดนี้ถือเป็นหลักใหญ่ที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์มองไว้
ส่วนการเคลื่อนไหวล่าสุดของกลุ่มเสื้อเหลือง กรณีคนไทยถูกกัมพูชาจับกุม และมองว่ารัฐบาลไม่ช่วยเหลือนั้น
ต้องดูว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้ว่ามีมวลชนมากน้อยแค่ไหน แต่คนทั่วไปจะคิดว่าประเด็นของม็อบเสื้อเหลืองคือกดดันให้รัฐบาลเร่งช่วยเหลือคนไทยมากกว่าที่จะกดดันให้รัฐบาลยุบสภา
เชื่อว่าการออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ จะไม่ทำให้เสื้อเหลืองและประชาธิปัตย์ขัดแย้งกัน เพราะบุคคลทางฝั่งเสื้อเหลืองที่ถูกจับ ยังไม่ใช่ตัวแปรที่ทั้งสองฝ่ายจะต้องมาแตกหักกัน
แต่อาจทำให้เกิดความไม่พอใจขึ้นมาเท่านั้น
สมชาย ปรีชาศิลปกุล
อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
การเคลื่อน ไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงที่นัดชุมนุมกันถี่ขึ้น และการชุมนุมของคนเสื้อเหลืองกรณี 7 คนไทย ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อรัฐบาลมากนัก เพราะรัฐบาลยังใช้อำนาจนอกระบบอยู่
เป็นอำนาจทางการเมืองที่ถูกผูกขาดไว้ในมือของบุคคลเพียงบางกลุ่ม โดยปราศจากการตรวจสอบและกำกับจากสังคม ซึ่งผลพวงที่เป็นอยู่ในตอนนี้เกิดจากรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549
อีกทั้งการชุมนุมของเสื้อเหลืองและเสื้อแดงในขณะนี้ ไม่ได้อยู่ในระดับที่ทำให้เกิดฉันทามติของสังคม แต่เป็นการเคลื่อนไหวที่มีชนชั้นนำกำกับอยู่ มีมวลชนส่วนหนึ่งสนับสนุนและค่อนข้างเข้มแข็ง ถือเป็นการต่อสู้ของผู้ที่มีมวลชนทั้งสองฝ่าย
แต่มันจะทำให้เกิดเรื่องยุ่งยากและอาจรุนแรงมากกว่าเหตุการณ์ความขัดแย้งในอดีต ซึ่งรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ อาจเป็นเงื่อนไขให้อำนาจนอกระบบหวนกลับมา
อย่างไรก็ตาม หากกลุ่มชุมนุมมีจำนวนมากแล้วทำให้รัฐบาลเกิดความตึงเครียด คิดว่าการยุบสภาก็เป็นทางหนึ่งที่จะแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาระยะยาวได้
ดังนั้น หากต้องการแก้ปัญหาในระยะยาวควรมีการปฏิรูปการเมือง เป้าหมายหลักอยู่ที่การสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม
ให้ประชาชนเข้าถึงและใช้อำนาจรัฐได้อย่างเท่าเทียม สร้างกระบวนการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐที่มีประสิทธิภาพโดยสังคม
การปฏิรูปการเมืองต้องดำเนินตามหลักการประชาธิปไตย ปฏิเสธอำนาจนอกระบบทุกประเภทว่า
มิใช่ทางออกของความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบันนี้


