ที่มา Thai E-News
ปีนี้จะกล้าเชิญป๋ามาเปิดงานสหพัฒน์แฟร์อีกมั้ย? อย่าไปกลัวพวกไร้การศึกษามันจะคว่ำบาตรนะ ยังไงก็ต้องตอบแทนคุณแผ่นดิน พระหยามเดวาฯท่านล่ำ เอ๊ย!ท่านคุ้มครองอยู่ ถึงเสื้อแดงจะบอยคอตก็ไม่เป็นไร พระหยามฯท่านจะมาช็อปปิ้งเองแหละลูก
คนรักประชาธิปไตย ต้องช่วยกันขับไล่ เผด็จการ
ที่มา Thai E-News
ปีนี้จะกล้าเชิญป๋ามาเปิดงานสหพัฒน์แฟร์อีกมั้ย? อย่าไปกลัวพวกไร้การศึกษามันจะคว่ำบาตรนะ ยังไงก็ต้องตอบแทนคุณแผ่นดิน พระหยามเดวาฯท่านล่ำ เอ๊ย!ท่านคุ้มครองอยู่ ถึงเสื้อแดงจะบอยคอตก็ไม่เป็นไร พระหยามฯท่านจะมาช็อปปิ้งเองแหละลูก
ที่มา Thai E-News
ดาวน์โหลดหนังสือ ไม้ขีดก้านเดียวที่เปลี่ยนสังคมเกาหลี
โดย จรรยา ยิ้มประเสริฐ
(ข้าพเจ้าพยายามเขียนเท่าที่สติปัญญาอันน้อยนิดของข้าพเจ้าจะพอ สรุปออกมาได้ เนื่องเพราะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องการเมืองเกาหลี ถ้ามีความผิดพลาดคลาดเคลื่อนประการใด ก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย)
>1000+6+1+2+1+77+41+48+91+?????
ห้าสิบปีของการต่อสู้ของประชาชน ประเทศเกาหลีเปลี่ยนผ่านได้สำเร็จ แต่การต่อสู้ยังไม่จบ และภาคประชาชนเกาหลีใต้ ก็กำลังต่อสู้อย่างหนักหน่วงในการต่อต้านการนำแนวนโยบายการเมือง เสรีนิยมใหม่ การเมือง ที่ทุนบอกรัฐว่าอยู่เฉยๆ นายทุนชาติและทุนข้ามชาติจะใช้แนวเศรษฐกิจเสรีดูแลประชาชนเอง ทั้งจัดการด้านเรื่องงาน และชีวิตความเป็นอยู่ โดยจะมีน้ำใจแบ่งปันให้ตามสะดวก หลังจากหักกำไรมหาศาลแล้ว เพราะมีภาระกิจอันสำคัญยิ่งที่จะต้องสร้างความมั่งคั่งเพื่อแข่งขันเป็น บรรษัทที่ร่ำรวยที่สุดในโลกเพื่อหน้าตาของประเทศชาติ รัฐบาลมีหน้าที่ดูแลแค่เรื่องนโยบายที่อำนวยความสะดวกให้ทุนมากทีสุดก็ พอแล้ว
ซึ่งต่างกันสุดขั้วกับแนวคิด “สังคมนิยมประชาธิปไตย” รัฐ ในฐานะตัวแทนที่ประชาชนเลือกมา ต้องทำหน้าที่ขจัดทุกข์และบำรุงสุขให้ประชาชนอย่างเท่าเทียมและยั่งยืน โดยมุ่งเพื่อผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่เป็นสำคัญ ที่พวกคนเกาหลีต่อสู้ด้วยเลือดเนื้อและชีวิตให้ได้มา
ทั้งนี้ มีความคล้ายคลึงกันมากในบริบทการเมืองของไทยและเกาหลีใต้ โดยเฉพาะการเมืองระบบทหาร ที่หนุนหลังอย่างสุดโต่งโดยสหรัฐอเมริกา ภายใต้สงครามจิตวิทยาต่อต้านคอมมิวนิสต์ และการต่อสู้ระหว่างภาคประชาชนกับทหาร โดยทั้งเผด็จการไทยและเผด็จการเกาหลีใต้ ได้รับอัดฉีดทั้งเงินและแนวนโยบายการเมืองจากกองทัพและรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้แผน “Psychological warfare” หรือสงครามจิตวิทยาประชาชน”
ผู้นำทหารทั้งไทยและผู้นำทหารเกาหลีได้ต่างก็ได้รับการเชิญ ให้ไปเรียนรู้ยุทธศาสตร์ “สงครามจิตวิทยาประชาชน” ยังทำเนียบขาว และแพนตากอนกันเลยทีเดียวในช่วงปี 2500 – 2510
>1000+6+1+2+1+77+41+48+91+?????
หลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง เกาหลีใต้เปลี่ยนผ่านการอยู่ภายใต้อาณานิคมจากญี่ปุ่น( 2453 – 2488) หลังสหประชาชาติได้ทำการแบ่งเกาหลีออกเป็นสองซีกตามแรงกดดันของรัสเซียและ สหรัฐ เกาหลีเหนือโจมตีเกาหลีใต้ โดยใช้เส้นแบ่งคู่ขนานที่ 38 เส้นเขตแดน
สงครามเกาหลีปะทุขึ้นมาเมื่อเกาหลีเหนือบุกเข้ามาโจมตีเกาหลีใต้ มันคือส่งครามของสองขั้วมหาอำนาจในปแผ่นดินเกาหลี (สงครามระหว่างค่ายคอมมิวนิสต์ กับ ค่ายทุนนิยม) (2493-2496) ระหว่างนั้นสหรัฐอเมริกมีบทบาทชี้นำการเมืองเกาหลีใต้เกือบเบ็ดเสร็จ และได้แทรกแซงจนรัฐบาลซิง มัน-รี (2493 – 2500) เด็กดีของสหรัฐฯ ได้เป็นประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ที่ดำเนินนโยบายต่อต้านคอมมิวนิสต์ตามคำแนะนำของสหรัฐฯ พร้อมทั้งใช้เพื่อการหวังผลทางการเมืองในการขจัดพรรคฝ่ายค้านคู่แข่ง
เป็นเวลาถึง 18 ปี นับตั้งแต่ 2504 – 2522 เกาหลีใต้อยู่ภายใต้เผด็จการนายพลปักจุงฮี ตามมาด้วย 8 ปีภายใต้เผด็จการนายพลชุน ดู-วาน (2523 – 2531) ต่อด้วยอีก 5 ปี ภายใต้นายพลโรว แต-วู (2531 – 2536) แม้ว่าโรว แต-วู จะเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีของการเมือง เกาหลีใต้ แต่ก็เป็นรัฐบาลทหาร และก็ไม่ใช่ใครที่ไหน คือเพื่อนร่วมชั้นเรียน และนายพลร่วมก๊วนกับชุน ดู-วาน ที่เข้ามารับตำแหน่งเพื่อรับช่วงต่อจากนายพล ชุน ดู-วาน และทำให้การลงชุน ดู-วานไม่เจ็บตัวมากนัก
การเมืองเกาหลีในยุคแรกแห่งประวัติศาสตร์หลังสงครามโลกครั้งที่สอง และหลังจากแบ่งประเทศออกเป็นเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ในปี 2491 นั้นจึงไม่นิ่ง ไม่มีเสถียรภาพ รัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาก็คอรัปชั่น รัฐบาลพลเรือนจะอยู่ไม่ได้นานก็ถูกทหารปฏิวัติ หรือสรุปสั้นๆ ว่าประชาชนเกาหลีอยู่ภายใต้การควบคุมของเผด็จการรัฐสภา และนายพลทหารนับตั้งแต่ปี 2493 จนถึงปี 2536
ปัจจุบันเกาหลีมีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นนักการเมืองเสรีนิยม และนับตั้งแต่ปี 2491 เป็นต้นมา เป็นเวลา 63 ปี ที่เกาหลีใต้ปกครองด้วยประธานาธิบดีเพียง 10 คน โดยหลายคนควบยาวสอง ถึงสามสมัย ในขณะที่ 78 ปี ประชาธิปไตยไทย มีนายกรัฐมนตรีถึง 27 คน
การลุกขึ้นสู้เผด็จการทหารของนักศึกษาในเดือนเมษายน 2503 – จนได้รัฐบาลประชาธิปไตยในช่วงสั้นๆ ก่อนจะถูกปฏิวัติโดยปัก จุง-ฮี ในปี 2504 – ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยแห่งทศวรรษ 2503 และมันได้ค่อยๆ ส่งอิทธิพลต่อการเติบโตของขบวนการนักศึกษา แรงงาน และปะชาชนเกาหลีใต้
การจัดการศึกษาอย่างเข้มข้นก็เป็นเรื่องสำคัญ และบทบาทของนักศึกษาในการเข้าหามวลชนเป็นเรื่องหนึ่งที่เป็นจุดเด่นในการ เติบโตของภาคประชาชนเกาหลีใต้
นักศึกษาเดินขบวนกันทั้งปี เผชิญกับการปราบปรามอย่างหนัก ทั้งกระบอง และแก๊สน้ำตา จนควันคลุ่งกระจายมาในย่านตลาดสันติภาพ ศูนย์กลางการผลิตเสื้อผ้าที่ใหญ่ที่สุดของเกาหลี มีกรรมกร 30,000 คน แออัดยัดเยียดกันในห้องแคบ ทำงานเยี่ยงทาสวันละ 12-16 ชั่วโมง โดยไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน
การต่อสู้ของนักศึกษา ส่งผลต่อการก่อกำเนิดปรัชญากรรมกรในทศวรรษ 2513 ของชุน เต-อิล กรรมกรตัดผ้าวัย 22 ปี หนึ่งในคนงาน 30,000 คน ที่อยู่ในโรงงานนรกแห่งนั้นนั่นเอง คนงานหนุ่มที่พลิกชะตาตัวเอง และชนชั้นกรรมาชีพของเกาหลีใต้ ด้วยอุดมการณ์และความรักในเพื่อนร่วมชนชั้น
ชุน เต-อิล เป็นกรรมตัดผ้าหนุ่มวัน 22 ปี เขาเผาตัวตายประท้วงพร้อมกับหนังสือคู่มือกฎหมายแรงงานในอ้อมกอด เมื่อวันที่ 13 พฤษจิกายน 2513 ขบวนการแรงงานยกย่องเขาว่า้เป็นบิดาของขบวนการสหภาพแรงงานประชาธิปไตย เกาหลีใต้ ภาคประชาชนเกาหลีใต้ยกย่องว่าเขาเป็นนักบุญ
“พวกเราไม่ใช่เครื่องจักร”
“จงปฏิบัติตามกฎหมาย”
คือเสียงที่เปล่งออกมาจากเปลวไฟ เมื่อกรรมกรตัดผ้าหนุ่มวัย 22 ปี ชุน เต-อิล ตัดสินใจจุดไฟเผาตัวเอง ที่ตลาดสันติภาพ ศูนย์กลางอุตสาหกรรมตัดเย็บเสื้อผ้าของเกาหลีใต้
เขาเสียสละชีวิตตัวเอง เพื่อประท้วงความโหดร้ายป่าเถื่อนของอุตสาหกรรมดัดเย็บเสื้อผ้าของเกาหลีใต้ เพื่อทลายกำแพงเย็นยะเยือกของสังคมเกาหลีที่เพิกเฉยต่อวิถีชีวิตอดมื้อกิน มื้อของคนยากคนจน โดยเฉพาะสภาพการทำงานในนรกของคนงานเด็กหญิงในอุตสาหกรรมตัดเย็บเสื้อผ้าของ เกาหลีในทศวรรษ 2510
เขาตายพร้อมกับคู่มือกฎหมายแรงงานในอ้อมกอด เพื่อบอกว่ากฎหมายแรงงานมันไร้ประโยชน์
เขาตายเพื่อเปิดโปงการคอรัปชั่นและสมรู้ร่วมคิดระหว่างนายจ้างและเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงาน
จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ของเขาได้ทำให้สังคมเกาหลีตื่นรับรู้ความจริงแห่ง ความหฤโหดและเย็นชาของสังคมต่อเพื่อนร่วมประเทศ และลุกขึ้นมายอมรับว่า คนชั้นล่างในสังคมก็มีศักดิ์ศรี ก็มีปรัชญาเพื่อการปลดแอกทาสได้”
การประท้วงด้วยไฟของชุน เต-อิล ในวันที่ 13 พฤษจิกายน 2513 ได้กลายเป็นประกายไฟดวงน้อย ที่ส่องแสงนำทางในยามมืดมิด เรื่องราวชีวิตและการต่อสู้ที่ชุน ได้เขียนบันทึกเอาไว้มากมาย และพินัยกรรมทิ้งเอาไว้ให้พวกเรา ทำให้น้ำตาของคนเกาหลีหลั่งไหลรวมกันเป็นสายน้ำใหญ่
การเปล่งคำพูดสุดท้ายกับเพื่อนๆ ว่า “อย่าให้ความตายของผมสูญเปล่า” ทำให้ “ความตายของเขาไม่อาจถูกลบเลือน และดำรงอยู่นิรันดร” เพราะไม่ใช่เฉพาะเพื่อนของเขาเท่านั้น แต่ปัญญาชนเกาหลีได้ช่วยกันส่งต่อสาส์นและปรัชญาของคนหนุ่มให้สามารถไปสั่น รั่วสะเทือนหัวใจคนทั้งเกาหลีได้ และในหลายประเทศทั่วโลก
การต่อสู้ของชุน เต-อิล ได้ส่งไม้ต่อไปยังภาคประชาชนในทศวรรษ 2522 และการประท้วงของนักศึกษา กรรมกร และประชาชนต่อปัก จุง-ฮี ก็ดังขึ้นเรื่อยๆ
นายพลปัก จุง-ฮี ที่ใช้นโยบายการเมืองภายใต้การกำกับของสหรัฐฯ ไม่ต่างไปจากจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์ของไทย ทั้งแนวนโยบายการเมืองและทางเศรษฐกิจ ตลอดจนวิธีการขึ้นมาสู่อำนาจโดยไร้คนต่อต้านในช่วงแรกๆ เพราะผลของสงครามจิตวิทยามวลชน แต่ไม่นาน การประท้วงเขามีต่อเนื่องและก็รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และในเดือนตุลาคม 2522 การประท้วงจากคนหลายหมื่นคนในหลายเมือง ทำให้ขั้วการเมืองชุน ดู-วานที่รอโอกาสมานาน ได้สังหารปัก จุง-ฮี ในวันที่16 ตุลาคม 2522 โดยหัวหน้าหน่วยงาน CIA เกาหลีใต้ ที่ปักจุง-ฮี ตั้งขึ้นมาเพื่อคุ้มครองเขาในปี 2504 กลับเป็นหน่วยงานที่ลั่นไกสังหารตัวเขาเอง
ชุน ดู-วานทำการยึดอำนาจ และตั้งตัวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีในปี 2523 ประกาศกฎอัยการศึกและส่งกองกำลัง รถถัง และอาวุธครบมือไปคุมเมืองต่างๆ โดยเฉพาะที่เมืองกวางจู พื้นที่ของ คิม ยอง-ซัม แกนนำนักการเมืองฝ่ายค้านที่ได้รับความนิยมสูงสุดในขณะนั้น จนเกิดความไม่พอใจในหมู่ประชาชน
ที่เมืองกวางจู เยาวชน นักศึกษา ได้ทำการประท้วง และถูกปราบปราบอย่างหนัก และเสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก ในเดือนพฤษภาคม 2523 โดยเฉพาะในวันที่ 18 พฤษภาคม
เมื่อสูญเสียชีวิตบุคคลที่เป็นที่รักหลายร้อยคน และต้องดูแลคนเจ็บ และพิการจากการปราบปรามอีกหลายพันคน ประชาชนชาวกวางจู โดยเฉพาะครอบครัวของวีรชน ไม่หยุดต่อสู้ พวกเขาแบ่งปันดูแลช่วยเหลือกันทางสภาพจิตใจแลละเศรษฐกิจ และโอบอุ้มดูแลผู้ได้รับผลกระทบทุกคน และประชาจากหลายเมืองทั่วเกาหลีได้ระดมเงินส่งไปช่วยเหลือพวกเขาที่กวางจู ด้วยเช่นกัน
เหตุการณ์กวางจูกลายเป็นจุดเดือดที่ทำให้สังคมเกาหลีไม่สามารถทนอยู่กับ เผด็จการได้อีกต่อไป และส่งผลให้นับตั้งแต่ปี 2523 จนถึงปี 2531 เป็นช่วงเวลาแห่งการจัดตั้งทางอุดมการณ์ทั้วทั้งเกาหลีใต้ การจับกลุ่มพูดคุยปัญหาบ้านเมือง ถกกันอย่างเอาเป็นเอาตายกับทฤษฎีการเมืองต่างๆ ไม่ว่ามาร์กซิสสังคมนิยม หรือประชาธิปไตย การวางแผนการต่อสู้ เกิดขึ้นในทุกเมือง ทุกย่านที่พักอาศัย ย่านอุตสาหกรรม ทั้งกรรมกร ชาวนา และนักศึกษาที่กระจายตัวลงไปช่วยจัดตั้งทั้งในหมู่กรรมกร และชนบท (จริงๆ ก็มีมาต่อเนื่องนับตั้งแต่ทศวรรษนักศึกษา แต่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ)
พวกเขาจะนัดพบเจอกันในร้านเครื่องดื่มเล็กๆ พูดคุยกันจนดึกดื่นเรื่องการเมือง
นับจากชุน เสียชีวิตเพื่อขบวนการแรงงาน การจัดตั้งสหภาพแรงงานได้ดำเนินต่อเนื่อง และเข้มข้นมากขึ้น แม้จะประสบกับความยากลำบากมากมายจากปัก จุง-ฮี และชุน ดู-วาน
เมื่อขบวนการแรงงานประชาธิปไตยเกาหลีสไตรค์ครั้งใหญ่ ในปี 2530 มันก็ได้ทำให้ประชาชนเกาหลี และขบวนการแรงงานทั่วโลกตื่นตลึงไปกับคลื่นขบวนคนงานและขบวนการสหภาพแรงงาน ของเกาหลีใต้ ที่มีกว่า 1,060 สหภาพแล้วในยามนั้น ที่สไตรค์ร่วมกัน ช่วยเหลือกัน และสมานฉันท์ระหว่างกัน เป็นการสไตรค์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปีของขบวนการแรงงานทั่วโลก การประท้วงและสไตรค์กระจายทั่วทุกย่านอุตสาหกรรมทั้งประเทศ ต่อเนื่องทั้งปี จนทำสถิติสไตรคื 3,458 ครั้งในปีนั้น
ขบวนการแรงงานทั่วโลกพากันกล่าวขานถึงการประท้วงของคนงานเกาหลีใด้ ที่ทั้งสง่างาม สนุกสนาน เข้มแข็ง มีวินัย กล้าหาญ และเปี่ยมพลัง ทั่วโลกรู้จักสหภาพแรงงานเกาหลีมากขึ้น ก็เพราะการประท้วงใหญ่ในปี 2530 นี่เอง
หลังจากนั้น เกาหลีใต้เป็นประเทศที่นักสหภาพแรงงานจากทั่วโลกเดินทางไปเยี่ยมและศึกษา เรียนรู้จากสหภาพแรงงานและขบวนการประชาชน (ประเทศไทยนำร่องโดยคุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข ซึ่งได้เป็นหัวหน้าทีมพาตัวแทนคนงานหญิงสองคน และข้าพเจ้าเดินทางไปศึกษาดูงานขบวนการแรงงานเกาหลีสองอาทิตย์ในเดือน สิงหาคม ปี 2535 พวกเราได้เยี่ยมคารวะสุสานของวีรชนเกาหลีตลอดเส้นทางดูงานจากกรุงโซล จนไปถึงเมืองท่าปูซาน)
หนึ่งในหัวใจที่ทำให้มีการเติบโตของสหภาพแรงงานที่เกาหลีใต้อย่างเข้ม แข็งและทรงพลัง คือการเสียสละของแกนนำ ที่จะอยู่แถวหน้าของขบวนและเป็นคนแรกๆ ที่ถูกจับ และจากการสร้างความเข้มแข็งจากฐานมวลชน เป็นการทำงานจัดตั้งอย่างเข้มข้น ที่ใส่ใจในเรื่องการศึกษาหาความรู้ มีการประสานกำลัง (กรรมาชีพ) และองค์ความรู้ (นักศึกษา) เข้าด้วยกันอย่างเหมาะเจาะและให้ความเคารพซึ่งกัน อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญที่เราสัมผัสได้คือการไม่ทอดทิ้งกัน คนที่อยู่นอกคุก ดูแลครอบครัวคนที่ติดคุก คนที่อยู่ ดูแลครอบครัววีรชนที่เสียสละชีวิต
สาส์นชุน เต-อิล ที่บอกว่า “ถ้าเขามีเพื่อนเป็นนักศึกษาก็คงจะดี มาก เพราะจะได้ช่วยอธิบายกฎหมายแรงงานที่คลุมเคลือให้เขาเข้าใจ และสอนเรื่องเคนิคการเดินขบวนต่างๆ ให้กับคนงาน” ิ สะเทือนใจนักศึกษายิ่งนัก ทำให้นักศึกษาซึ่งเข้มแข็งอยู่แล้วในยามนั้น เพื่อขับไล่เผด็จการและเรียกร้องประชาธิปไตย พากันไหล่หล่ังมาย่านอุตสาหกรรม เพื่อช่วยขบวนการแรงงานด้วย ทั้งช่วยสอนหนังสือ ร่วมในกิจกรรมของสหภาพและคนงาน รวมทั้งเข้าไปสมัครงานเป็นกรรมกรในโรงงานต่างๆ เป็นปี เพื่อช่วยคนงานจัดตั้งสหภาพ ขบวนการสหภาพแรงงานจึงเติบโตขึ้น และในปี 2530 คนงานในอุตสาหกรรมการผลิตที่เกาหลีใต้กว่า 20 % เป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน (สมาชิกสหภาพแรงงานในประเทศไทยเมื่อเทียบกับกำลังแรงงานทั้งประเทศมีเพียง 1.3% และมีเพียงประมาณ 3% ของคนงานเอกชนทั้งในภาคอุตสาหกรรม และบริการ)
ด้วยความยืนหยัดและการต่อสู้อย่างเข้มแข็งทั้งกรรมกร นักศึกษาและองค์กรภาคประชาชน การประท้วงทั้งประเทศในเดือนมิถุนายน 2531 ของประชากรทั้งประเทศร่วมสองล้านคน ใน 34 เมือง และแม้จะมีผู้ถูกจับกุมร่วมสี่พันคน ก็ไม่หยุดประท้วง ทำให้ประธานาธิบดีชุนดู-วาน ไม่สามารถต้านทานแรงกดดันได้ ต้องประกาศลาออกในเดือนกรกฎาคม 2531
ขบวนการแรงงานก็ร่วมขับเคลื่อนกับขบวนการนักศึกษาและประชาชนจนจัดการกับเผด็จการทหารได้ในที่สุดในปี 2531
หลังจากปี 2530 เป็นต้นมาขบวนการสหภาพแรงงานประชาธิปไตยเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อประสบความสำเร็จในการจัดตั้งสหภาพในทุกกิจการของเครือฮุนได และอุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในเกหลีใต้
ส่งผลให้ทศวรรษ 2530 เข้มข้นไปด้วยการสไตรค์เพื่อเรียกร้องให้นายจ้างที่กดค่าแรง และสวัสดิการมาอย่างยาวนานภายใต้การคุ้มครองของรัฐบาลทหาร ต้องยอมเจรจากับสหภาพแรงงาน และทำข้อตกลงสภาพการจ้าง ส่งผลให้เกิดการก้าวกระโดดอย่างเห็นได้ชัดของค่าแรง คุณภาพชีวิต และความเป็นอยู่ของชนชั้นกรรมาชีพในเกาหลีใต้
ขณะเดียวกันทุนเกาหลี โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น และราคาถูก โดยเฉพาะตัดเย็บเสื้อผ้า สิ่งทอ และรองเท้า ได้เริ่มย้ายและขยายการผลิตของทุนเกาหลีลงมาทางใต้มากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจีน และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอุตสาหกรรมตัดเย็บเสื้อผ้าก็ย้ายไปไกลที่ลาตินอเมริกา (ไปทะเลาะกับคนงานที่นั่นต่อ)
สหภาพแรงงานประชาธิปไตยหลายร้อยแห่งได้ตัดสินใจรวมตัวกันตั้งสภาแรงงานประชาธิปไตยเกาหลี (Korean Confederation of Trade Unions – KCTU) ในปี 2538 เพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับทุนและรัฐบาลได้อย่างเข้มแข็งขึ้น และภายในไม่กี่ปี KCTU ก็สามารถเบียดสภาแรงงานแห่งชาติเกาหลีที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลและเป็น ที่ยอมรับของทุนมากกว่า ให้ตกไปอยู่ขอบเวที
แม้ว่าจะมีบางกระแสวิจารณ์ว่า KCTU มุ่งใช้แนวนโยบายการสไตรค์หยุดงาน มากกว่าแนว “แรงงานสัมพันธ์ดีเด่นเช่นที่สหภาพส่วนใหญ่ที่ญี่ปุ่นและยุโรปก็ตาม แต่เป็นที่ประจักษ์ชัดในทศวรรษ 2540 ว่าได้รับการยกย่องจากทั่วโลกว่ามีพลังและเข้มแข็งมากที่สุดประเทศหนึ่งใน โลก ขบวนการแรงงานเกาหลีใต้ครองใจมหาชนโลก แม้ว่าไม่ใช่จากขบวนการแรงงานญี่ปุ่น และยุโรป แต่จากขบวนการแรงงานแนวสังคมนิยมประชาธิปไตย และมาร์กซิส และขบวนการประชาชนในขั้วโลกใต้ โดยเฉพาะลาตินอเมริกา อาฟริกา และเอเชีย
KCTU และหลายองค์กรภาคประชาชนที่เกาหลีรวมกันตั้งพรรคการเมืองในเดือนมกราคมปี 2543 ในชื่อ พรรคประชาธิปไตยแรงงาน (Democratic Labour Party (DLP) ในการลงแข่งขั้นในสมัยการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2547 ผู้สมัครพรรค 10 คน ชนะการเลือกตั้งได้เข้าไปนั่งในสภา แต่หลังจากสมัยการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2550 ซีกขบวนการประชาชนแยกตัวออกไปตั้งพรรคของตัวเองในชื่อพรรคก้าวหน้าใหม่ (New Progressive Party) ทำให้สมัยการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2551 พรรคประชาธิปไตยแรงงานได้รับการเลือกตั้งเพียง 5 คน ในขณะที่พรรคก้าวหน้าใหม่ ไม่ได้รับการเลือกตั้งเข้าสภาแม้แต่คนเดียว
หลังจากไล่เผด็จการแล้วก็ถึงคราวชำระสะสางความผิด ในปี 2538 เมื่อรัฐบาลฝ่ายค้านที่สู้รบตบมือกับรัฐบาลนายพลมาร่วมสามทศวรรษ คือรัฐบาลของ คิม ยอง-ซัม ได้ร่วมมือกับชาวกวางจู ฟ้องอดีตประธานาธิบดีชุนดู-วาน (2523-2531) อดีตประธานาธิบดี โรว แต-วู (2531 – 2536) และคณะเพื่อให้คืนเงินที่ยักยอกไประหว่างเรืองอำนาจกว่าสี่แสนล้านวอน (ประมาณหนึ่งหมื่นล้านบาท) ในหลายข้อหาทั้งรัฐประหาร 2522 ปราบปราบประชาชน 2523 และคอรัปชั่น และอื่่นๆ
ศาลฎีกาแห่งเกาหลีใต้ได้ตัดสินในเดือนสิงหาคม 2539 สั่งจำคุกชุน ดู-วาน ตลอดชีวิต และและโรว แต-วู 17 ปี เมื่อถูกว่ามีการกระทำผิดหลายกรรมหลายวาระ อาทิ ผู้นำการก่อการจราจล สั่งเคลื่อนกองทหารโดยไม่มีอำนาจ ละทิ้งหน้าที่ในระหว่างประกาศกฎอัยการศึก ฆาตกรรมเจ้าหน้าที่ระดับสูง มีส่วนร่วมในการกบถ รวมทั้งการรับสินบนต่างๆ เขาถูกส่งเข้าห้องขังนับตั้งแต่วันนั้น
ศาลยังสั่งให้จ่ายค่าเสียหาย 220,500,000,000 วอน (5,952 ล้านบาท) ชุนดูฮวานจ่ายได้เพียงไม่ถึงหนึ่งในสี่ของค่าเสียหาย หรือจ่ายได้เพียงห้าหมื่นสามพันล้านวอน (หนึ่งพันสี่ร้อยล้านบาท)
ในเดือนธันวาคม 2540 ชุน ดูวาน และโรว แต-วู ได้รับการอภัยโทษหลังจากถูกจำคุกเพียงแค่ปีเดียว
พอถึงปี 2551 จำนวนประชาชนและครอบครัวของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปราบปรามของรัฐบาลทหาร ที่่ได้รับการจ่ายค่าชดเชย มีรวมกันทั้งสิ้น 4,540 คน แบ่งเป็น ผู้เสียชีวิตและสูญหาย 314 คน บาดเจ็บ 3,059 คน และถูกจับกุมและขังคุกอีก 1,168 คน
ถ้าจะมองว่าอะไรเป็นจุดแข็งของการขับเคลื่อนภาคประชาชนเกาหลีใต้? หนึ่งในหัวใจแน่นอนทีเดียว คือการให้คุณค่าสูงยิ่งต่อทุกชีวิตที่เสียสละ ผู้เสียหายหลายพันคนคงจะไม่ได้ค่าชดเชยในปี 2551 ถ้าบรรดาครอบครัวของชาวกวางจู ไม่สร้างสุสานวีรชน เพื่อที่พวกเขาจะไปดูแลหลุมศพ ประดับดอกไม้ให้กับดวงวิญญาลูกและสามี และนั่งพูดคุย ให้กำลังใจกัน ปลอบโยนกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และชวนกันดำเนินกิจกรรมอย่างต่เนื่อง
ตลอดสี่สิบปีที่ผ่านมา นักกิจกรรมทั่วทั้งเกาหลีพากันหลั่งไหลกันไปเคารพสถานที่เผาตัวตายของชุนที่ ตลาดสันติภาพ ่เดินทางไปสุสานวีรชนที่กวางจู เพื่อไปเคารพสุสานฝังศพวีรชน ร่วมรำลึกถึงวีรกรรมของพวกเขา เพื่อขอบคุณในความเสียสละของพวกเขา และประกาศเจตนารมย์ว่าจะสานต่ออุดมการณ์
่ไม่ใช่เฉพาะคนเกาหลีใต้เท่านั้น แม้แต่นักกิจกรรมและนักสหภาพแรงงานต่างประเทศ เมื่อไปเยียนเกาหลี ทำเนียมที่สหายชชาวเกาหลีจะทำคือพาพวกเราไปเคารพสุสานวีรชนของพวกเขา ในทุกเมืองที่พวกเราเดินทางไป และพูดถึงพวกเขาด้วยความภาคภูมิใจ
คนกวางจูและคนทั้งประเทศบริจากเงินเข้ากองทุนประชาชนกวางจู เพื่อใช้ในการต่อสู้ และสนับสนุนกิจกรรมด้านประชาธิปไตย ขณะนี้ ชาวกวางจูได้จัดตั้งทั้งมูลนิธิหลายแห่ง และให้เงินทุนเพื่อกิจกรรมประชาธิปไตยกับประเทศอื่นๆ อีกด้วย มูลนิธิที่มีบทบาทเด่นได้แก่ มูลนิธิรำลึก 18 พฤษภาคม (The May 18 Memorial Foundation ที่ก่อตั้งในปี 2537 ขณะนี้ได้จัดกิจกรรมมากมายทั้งเพื่อส่งเสริมประชาธิปไตยในประเทศ และสร้างความสมานฉันท์ข้ามพรมแดน - โครงการสมานฉันท์นานาชาติรางวัลสิทธิมนุษยชนกวางจู - เวทีสันติภาพนานาชาติกวางจู - โรงเรียนสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย -โครงการแลกเปลี่ยนนานาชาติ – โครงการความร่วมมือกับขบวนการประชาธิปไตยในเอเชีย – และโครงการส่งเสริมประชาธิปไตยในประเทศเกาหลี
มีการก่อตั้งมูลนิธิรำลึกชุน เต-อิล (Chun Tae-il Memorial Foundation) เพื่อเผยแพร่ และสานต่องานของเต-อิล โดยเฉพาะการส่งเสริมการศึกษาในหมู่คนงาน
ประชาชนเกาหลีใต้ ให้คุณค่ากับการเสียสละ และด้วยประกายไฟของชุน เต-อิลที่บอกว่า “อย่าให้ความตายของผมสูญเปล่า” การเชื่อมประสานระหว่างนักศึกษา กรรมกร นักบวช และประชาชนในเกาหลีได้ได้กลายเป็นแสงตะเกียงหลายล้านดวงที่ขับไล่ความกลัว แห่งยุคมืดเผด็จการออกไป และทำให้ดอกไม้เกาหลีเบ่งบานทั่วโลกแม้แต่ในฤดูอันเหนับหนาว
>1000+6+1+2+1+77+41+48+91+?????
การประท้วงของชุน เต-อิล คือสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้ในเกาหลีใต้แห่งทศวรรษ 2513 ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของทศวรรษแห่งการปลดแอกชนชั้นกรรมาชีพ
วรรณกรรม “ชีวิตและความตายของกรรมกรหนุ่ม” ซึ่งบัดนี้ได้ชื่อภาษาไทยว่า “ไม้ขีดก้านเดียวที่เปลี่ยนสังคมเกาหลี” ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นวรรณกรรมแห่งชนชั้นที่คลาสสิคของเกาหลีใต้เล่มนี้ ซึ่งในปัจจุบันนี้ได้รับการแปลในหลายภาษา รวมทั้งภาษาไทย
พวกเราต้องขอบคุณผู้นำนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ โช ยอง-เร ที่ได้ใช้เวลาถึงสามปีในระหว่างการหนีการจับกุมเพราะเข้าร่วมกิจกรรม นักศึกษา รวบรวมบันทึกของชุน เต-อิล และพูดคุยกับเพื่อนและครอบครัวของชุน จนได้วรรณกรรมกรรมกรเล่มนี้ ที่เป็นหนังสือใต้ดินที่นักเคลื่อนไหวทุกคนในเกาหลีต้องอ่าน
โชว ยอง-เร ศึกษานิติศาสตร์ ที่ใช้ชีวิตระหว่างเรียนเข้าร่วมการประท้วงมากกว่าอยู่ในห้องเรียน ที่เมื่อเรียนจบแล้ว เลือกที่จะรวมกับเพื่อนๆจัดตั้งองค์กรด้านกฎหมาย เพื่อให้ความช่วยเหลือคนที่ถูกละเมิดสิทธิ มากกว่าจะเป็นทนายว่าความค่าตัวแพง
เขาใช้เวลาศึกษาปรัชญาและการต่อสู้ของชุนจนเข้าถึงแก่นแท้แห่งปรัชญาของ เขา โช ยอง-เน ประสบความสำเร็จอย่างงดงามในการเอาทฤษฎีสังคมนิยมประชาธิปไตยมาอธิบายวิธี คิด มุมมอง และการต่อสู้ของชุน เต-อิล ได้อย่างมีอรรถรสและน่าติดตามยิ่ง หนังสือ “ชีวิตและความตายของกรรมกรหนุ่ม” ที่เขียนเสร็จในปี 2519 ท่ามกลางการเมืองร้อนระอุ จึงไม่ได้รับการพิมพ์เผยแพร่่สู่สาธารณชนเกาหลีจนถึงปี 2526” มันถูกแบนโดยทันทีตามที่สำนักพิมพ์คาดการณ์ไว้ แต่มันได้กลายเป็นหนังสือ
ใต้ดินที่มีผู้ต้องการมากที่สุด แทบจะทันทีที่พิมพ์ออกมา มันเป็นดุจดั่งคำภีร์ที่กรรมกร นักศึกษา และภาคประชาชนเกาหลีต้องอ่าน เป็นแรงบันดาลใจให้กับนักต่อสู้เพื่อสิทธิแรงงาน สิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยที่เกาหลีมาร่วมสามทศวรรษ
กระนั้นก็ตามการต่อต้านสหภาพของพวกนายจ้างที่เกาหลีไม่เคยเปลี่ยนแปลง ทำให้การเป็นนักสหภาพแรงงานที่แท้จริงที่เกาหลีนั้นต้องผ่านบทเรียนการ ต่อสู้อย่างเข้มข้น และยาวนานทั้งชีวิต
“เวลาผมรู้สึกท้อแท้ ไม่มีกำลังใจ ผมจะไปยังสุสานวีรชน ไปอยู่ที่น่ังเพื่อรำลึกถึงการเสียสละและวีรกรรมของเขา” นี่คือเสียงสะท้อนจากนักสหภาพหลายคนที่ข้าพเจ้าพบในช่วงที่ไปศึกษาขบวนการ สหภาพแรงงานที่เกาหลีในปี 2535 และในปี 2543
แกนนำที่เพิ่งออกจากคุกบอกเราว่า “การเข้าคุกคืองานหลัก ออกมานอกคุกคืองานอดิเรก” แม้แต่คนจบ ดร. อาจารย์มหาวิทยาลัยเพื่อนของข้าพเจ้าก็เข้าคุก 6 เดือนเพราะกิจกรรมนักศึกษา เขาบอกว่า ชุน เต-อิล คือแรงบันดาลใจให้เขาและนักศึกษาเกาหลีใต้
นักกิจกรรมและนักสหภาพแรงงานที่เกาหลีบอกว่า การจะขึ้นมาเป็นประธานสหภาพนั้นดูกันว่า “ใครเข้าคุกมากี่ครั้ง” “เข้าคุกมากี่ปี” ใครไม่เคยสู้ ไม่เคยถูกจับเข้าคุก มักไม่ได้รับการยอมรับให้เป็นประธานสหภาพแรงงาน และตัวคนนั้นเองก็ไม่กล้ารับตำแหน่งประธานสภาพด้วย
>1000+6+1+2+1+77+41+48+91+?????
การเชื่อมั่นในการต่อสู้ด้วยพลังประชาชน ไม่ปรานีปรานอมกับการเมืองฉ้อฉล และการเชิดชูวีรชนที่เสียสละคือยุทธวิธีที่ผู้นำการปลดแอกทางการเมืองไม่ว่า ในประเทศไหนก็ตามควรจะน้อมนำมาเป็นหนึ่งในหัวใจของการขับเคลื่อนการต่อสู้
ประเทศไทยเรามีผู้เสียสละเพื่ออุดมการณ์สังคมนิยมประชาธิปไตย ต่อสู้เพื่อให้รัฐฯ บริหารจัดการงบประมาณเพื่อมุ่งเพื่อประโยชน์อันสูงสุด เพื่อความกินดีอยู่ดีของประชาชน โดยเฉพาะคนยากคนจน ในการพยายามต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมนี้ มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ที่เป็นตัวเลขทางการที่ข้าพเจ้านำมาร่วมกันในท้ายบทความนี้มีถึง 290 วีรชน นับตั้งแต่ปี 2492 เป็นต้นมา
ปรีดี พนมยงค์ ผู้ที่จุดประกายสังคมนิยมประชาธิปไตยในประเทศไทย ผู้มีความเชื่อในนโยบาย รัฐประชาชน “รัฐในฐานะผู้รับผิดชอบต่อความอยู่ดีมีสุขของประชาชน” ได้สร้างแรงบันดาลใจให้นักการเมืองน้ำดีเข้าสู่สภาฯ หลายคน โดยเฉพาะจากภาคอีสาน แต่สังคมไทยปล่อยให้พวกเขาถูกขบวนการฝ่ายขวาปราบปรามอย่างไร้มนุษยธรรม ไม่นับว่ารัฐมนตรีหลายคนแห่งค่ายสังคมประชาธิปไตย ถูกสังหารอย่างเหี้ยมโหด ปรีดี ป๋วย หรือแม้แต่จอมพล ป. สามผู้ที่มีบทบาทนำในการเมืองไทยยุคนั้น ต้องไปเสียชีวิตที่ต่างแดน และไม่ได้กลับบ้านเกิดอีกเลย
การปล่อยให้การให้ค่าว่า “สิ่งใดดี สิ่งใดไม่ดี” สิ่งใดคือความเป็นไทย สิ่งใดคือความเป็นธรรม” ถูกใช้เพื่อการปรองดองแห่งชาติ เพื่อความสมานฉันท์มาทุกครั้งหลังจากการปล้นอำนาจประชาชนและสังหารผู้ ประท้วงสัก 30 40 หรือ 100 ศพ คือการไม่ให้คุณค่ากับวีรชน คือการดูถูกชีวิตที่เสียสละ
คือการย้ำยีซ้ำบนซากศพและบนชีวิตคนยากคนจนที่ยังมีลมหายใจเหลืออยู่
เป็นพฤติกรรมที่ไม่ต่างกันเลยไม่ว่าหัวขบวนฝ่ายซ้าย และฝ่ายขวา และเป็นความผิดพลาดหนึ่งของการต่อสู้ของภาคประชาชนไทยนับตั้งแต่ปี 2475 เพราะหัวขบวนปรานีปรานอมระหว่างกัน หัวขบวนต่างอ้างความเป็น “ผู้มีความรักยิ่งในองค์พระมหากษัตริย์ยิ่งกว่าผู้ใด” เหล่าบรรดาหญ้าแพรกที่อดยาก ยากจนทั้งหลายก็แหลกราญ ถูกลืมเลือนหายไปในประวัติศาสตร์ ครั้งแล้ว ครั้งเล่า เหลือเพียงจำนวนตัวเลขไว้ให้เล่าขาน อาทิ การลุกขึ้นสู้ใน 14 ตุลาฯ มีผู้เสียชีวิต 77 คน และบาดเจ็บ 857 คน
แต่น้อยคนที่จะรู้จักชื่อ รู้จักหน้า แม้แต่ในหมู่ครอบครัววีรชน ก็อาจจะไม่ได้รู้จักกัน ไม่ได้รวมตัวสู้ร่วมกันอย่างเข็มแข็ง ไม่ได้กำหนดทิศทางการใช้เงินค่าชดเชยร่วมกัน
การเสียสละของนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ไม่ได้ถูกนำมาเป็นขวัญ กำลังใจให้การต่อสู้ของคนรุ่นหลังเท่าที่ควร แต่ถูกพวกฝ่ายขวารอยัลลิสต์หัวเราะเยาะว่าเป็นคนโง่ เอาชีวิตมาทิ้งเปล่าๆ คนส่วนใหญ่นำมาปรามลูกหลานว่า “เห็นไหม สู้แล้วได้อะไร สู้แล้วก็ตายเปล่า อย่าไปยุ่งกับเขาดีกว่า”
นี่อาจจะเป็นเหตุผลว่าทำไม 78 ปีประชาธิปไตยไทยยังนำมาซึ่งคำถามจากชาวบ้านว่า “ ปรีดี คือใคร?” และก็คงจะถามว่า ถวิล จำลอง เตียง ป๋วย จิระ ฯลฯ คือใคร? ด้วยเช่นกัน เพราะระดับบิดาของการนำประชาธิปไตยมาสู่ประเทศไทย ก็ไม่ได้รับการยกย่องและแนะนำให้ประชาชนรู้จัก มิหนำซ้ำยังถูกปลักปลำว่าเป็นคอมมิวนิสต์
การต่อสู้ของเกาหลีใต้เปลี่ยนผ่านไปได้ในระดับที่ทั่วโลกพอจะถอนหายใจได้ เฮือกใหญ่ แต่ประชาธิปไตยในประเทศไทยยังเป็นเด็กเดินเตาะแตะ ล้มลุกคลุกคลานอยู่เช่นเดิม หรือนี่อาจจะเป็นยุทธศาสตร์การเมืองโลกต่อประเทศไทย ที่กำกับโดยสหรัฐฯ ชาติมหาอำนาจที่ครอบงำการเมืองไทยมาอย่างยาวนาน ทั้งนี้อาจด้วยสภาพภูมิศาสตร์การเมืองของไทยในอินโดจีนและเอเชียตะวันออก จึงถูกวางยาประเทศไทยไว้ไม่ให้เข็มแข็ง ยอมรับเฉพาะรัฐบาลเด็กดี ที่โลกมหาอำนาจเรียกใช้เมื่อไหร่ก็ได้?
นัก ทฤษฎีปฏิวัติส่วนใหญ่่ใช้เวลาไม่น้อย หมดไปกับขวดเบียร์ และถกกันทั้งคืนเกี่ยวกับ 100 ปัญหาที่(อาจจะ) เกิดขึ้นเพราะการต่อสู้ มากกว่าจะโฟกัสไปยังยุทธวิธีเดียวที่จะชนะได้ ซึ่งมีบทเรียนมากกมายจากทั่วโลกคือ “การขับเคลื่อนร่วมสู้กับมวลชน ให้มวลชนนำหน้า เคารพซึ่งกันและกัน ไม่ทอดทิ้งกันจนกว่าจะได้รับชัยชนะ” คนที่คิดเรื่องแพ้มากกว่าคิดเรื่องชนะ มักจะสู้ไปถอยไป และก็อาจจะไม่เคยชนะเลยก็ได้”
จริงอยู่มันมีความแตกต่างของไทยกับหลายประเทศ ทุกการต่อสู้จะมีเอกลักษณ์บางอย่างที่เป็นตัวแปรนิดๆ หน่อยๆ เช่น เปรียบเทียบไทยกับเกาหลีใต้ เราก็อาจจะมีข้ออ้าง หรือคำอธิบาย (ที่เป็นเรื่องจริง)ได้ว่า คนเกาหลีใต้โชคดีกว่าไทย ที่สู้กับเฉพาะทหารและนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ เท่านั้น ไม่เหมือนประเทศไทย ที่สลัดการใช้อำนาจมิชอบของทหารและเหลือบที่เกาะกินยังไม่หลุดเสียที เพราะต้องสู้แบบหนึ่งต่อสี่ ไม่ใช่หนึ่งต่อสองแบบเกาหลีใต้ เพราะเรามีชนชั้นสูงเพิ่มเข้ามาด้วย กลายเป็นการต่อสู้ของประชาชนที่ไม่จัดตั้ง (1) กับ ทหารโง่ (1) +พรรคการเมืองไดโนเสาร์ (2) + ชนชั้นสูงเต่าล้านปี (3) และ + สงครามจิตวิทยามวลชนของสหรัฐฯ (4))
แต่นับตั้งแต่เหตุการณ์ปราบปรามประชาชนเมื่อเดือนพฤษภาคปีที่ผ่านมา และการเดินหน้าสู้ต่อเนื่องของคนเสื้อแดง ในหลากหลายรูปแบบในเมืองไทย ทำให้นานาชาติจับตามองอย่างไม่กระพริบ อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทั้งนี้เพราะ พลังประชาชนกว่าล้านคนในประเทศไทย ที่ร่วมขับเคลื่อนกับคนเสื้อแดงมาตลอดสองปี ทำให้นานาชาติเริ่มให้ความสำคัญ ต่อความจริงจังของการต่อสู้ และวิตกกังวลต่อความล่อแหลมที่อาจจะมีความรุนแรงในการเปลี่ยนผ่านทางการ เมืองท้ังในประเทศไทย ทั้งการเมืองเลือกตั้งและการเมืองรัชทายาท ในขณะที่ดูเหมือนกับว่าไม่เคย – Take it seriously – กับประเทศไทยมากเท่านี้มา ซึ่งจากการพูดคุยกับคนต่างชาติ เนื่องเพราะตราบใดที่พวกเขายังมีพื้นที่การท่องเที่ยวโดยไม่ถุกรบกวน การเมืองไทยก็ไม่ใช่ปัญหา และสำหรับคนที่เป็นนักต่อสู้ ก็มองว่า “การเมืองไทยเป็นการเมืองที่ “ไม่มีกระดูกสันหลัง – ลื่นไหลไปได้เรื่อยๆ” จนไม่มีอะไรเป็นแรงบันดาลใจให้เขาเข้ามาสนับสนุนการต่อสู้ของคนไทย
แต่สถานการณ์กำลังเปลี่ยนไป . .
การต่อสู้ของคนเสื้อแดงอาจจะทำให้การเมืองไทยมีถูกมองว่าไม่มีกระดูกสัน หลัง สามารถสร้างกระดูกสันหลังขึ้นมาก็ได้ ถ้ายึดมั่นในหลักการประชาธิปไตยอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้เพราะมันเป็นการลุกขึ้นสู้ครั้งยิ่งใหญ่และต่อเนื่องยาวนานที่สุดใน ประวัติศาสตร์ 100 ปีของไทย นับตั้งแต่การลุกขึ้นสู้ของกลุ่ม “ผีบุญ” ในภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคใต้ ในปี 2444 – 2445 ซึ่งปีนี้ก็ครบรอบ 110 ปี ของผู้กล้า ที่ประวัติศาสตร์ไทยเรียกพวกเขาว่า “กบถผีบุญ”
กบถ ผีบุญ คือการต่อสู้ของชนชั้นล่างกับชนชั้นสูงในอาณาบริเวณที่ถูกเรียกว่าประเทศไทย ในปัจจุบัน เป็นการจุดประกายการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียม เสรีภาพ และเรียกร้องแนวนโยบายรัฐที่มุ่งตอบสนองคนชั้นล่าง และต่อต้านระบบการขูดรีดภาษีจากคนจนเพื่อเอามาหล่อเลี้ยงเมืองหลวง โดยที่เงินภาษีกว่า 80% ถูกนำไปใช้เพื่อพัฒนาความอำนวยสะดวกให้เมืองหลวงเท่านั้น โดยปล่อยให้ภูมิภาคอดยาก ยากแค้นและขาดแคลนไปเสียทุกสิ่ง ผ่านไป 110 ปี แนวนโยบายปล้นคนชนบทเพื่ออำนวยความสะดวกให้คนเมืองก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นความจริงที่ภูมิภาคห่างไกลในประเทศไทยต้องทนกล้ำกลืนมาจนถึงบัดนี้
กระนั้นก็ตาม ทั้งคนเสื้อแดงและคนที่เอาใจช่วยคนเสื้อแดง ก็ยังตุ้มๆ ต่อมๆ ไปกับท่าทีของแกนนำเป็นระยะๆ ที่ดูเหมือนว่ามุ่งเรื่องการขับเคลื่อนทางยุทธวีธีมากกว่าจัดขบวนการต่อสู้ให้เป็นประชาธิปไตย ขณะเดียวกันพวกเราก็เอาใจช่วยแกนนอน ที่ไม่กล้านำเพราะเข้าใจดีว่าไม่ควรนำ และเริ่มมีความหวังกับมวลชนคนเสื้อแดง ที่เข็มแข็ง มีวินัย มุ่งมั่น และตาสว่างมากขึ้นเรื่อยๆ ที่สำคัญมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างมั่นคง จนเริ่มสร้างความหวังลึกๆ ในใจว่า “ฤาครั้งนี้จะเรียกได้ว่าเป็นการลุกขึ้นสู้ของประชาชในประเทศไทยอย่างเต็มภาคภูมิได้เสียที”
ยามนี้ การศึกษาบทเรียนขบวนการต่อสู้ของคนเกาหลีใต้ จนสามารถปลดแอกทหารในทางการเมือง(โดยทางตรง) ได้ในปี 2531 อาจจะมีประโยชน์ที่จะนำมาใช้ศึกษาเทียบเคียงกับการเมืองไทยได้บ้าง เพราะไทยเองก็เคยคิดว่าก้าวพ้นระบบทหารมาได้แล้วเมื่อการลุกขึ้นสู้ในเดือน พฤษภาคม 2535
คนต่างชาติไม่สนใจการเมืองไทยอย่างแท้จริงมาก่อน จนกระทั่งเหตุการณ์การลุกขึ้นสู้ของคลื่นคนเสื้อแดงที่เพื่อความเข้มข้นใน ทุกขณะเขาบอกข้าพเจ้าว่า “การเมืองไทย ประเทศไทย ไม่มีกระดูกสันหลัง” เพราะเขาเห็นว่าไม่มีใครยึดหมั่นในหลักการหรืออุดมการณ์ เล่นการเมืองกันไปหมดไม่ว่าฝ่ายซ้าย หรือฝ่ายขวา เจราจาและปรานีปรานอมระหว่างกัน หรือที่เริ่มพูดกันมากขึ้นว่ายุทธวิธี “สู้ไป กราบไป” โดยไม่เคารพในอุดมการณ์และหลักการประชาธิปไตยประชาชน
วิถีการต่อสู้ “แบบไทยๆ” ที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน จึงสร้างความสับสนให้เกิดขึ้นไม่ใช่เฉพาะในหมู่ประชาขนและนักกิจกรรมใน ประเทศไทยเท่านั้น แต่ในหมู่นักผู้ห่วงใย และนักประชาธิปไตยนานาชาติด้วย เพราะสำหรับเขา “เหลืองที่เป็น NGO ที่เขารู้จักก็อ้างว่า “ทำเพื่อประชาธิปไตย” และ “แดง” ที่เริ่มต้นจากค่ายพรรคการเมืองที่เขาเห็นว่าไม่โปรงใส ก็อ้างว่า ” เพื่อประชาธิปไตย”
แต่คนเสื้อแดงกำลังพิสูจน์กับโลกว่า “เขาจริงจังในการต่อสู้” และนั่นก็ต้องยืนยันกับประชาคมคนไทย และประชาคมโลกด้วยยุทธวิธีที่ตรงไปตรงมา ไม่มองทุกอย่างเป็นเกมส์การเมือง ที่มักบิดเบี้ยว สกปรกและทุกคนเบือนหน้าหนีอีกต่อไป
สุดท้ายนี้ ข้าพเจ้าขอมอบหนังสือ “ไม้ขีดก้านเดียวที่เปลี่ยนสังคมเกาหลีที่ข้าพเจ้าจัดทำในรูปแบบ PDF นี้ ให้กับทุกคน และขอคารวะวีรชนคนไทยที่เสียสละชีวิตเพื่อประชาธิปไตยไทยตลอด 100 กว่าปี แห่งถนนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ขออย่าได้ตัดทอนรายชื่อเหล่านี้ แม้จะกินพื้นที่เวบก็ตาม แต่ขอให้ได้รำลึกถึงพวกเขาในฐานะคนมีชื่อ หรือไม่มีชื่อ ที่ไม่ใช่ตัวเลข 77 41 44 หรือ 91 คน อีกต่อไป
>1000+6+1+2+1+77+41+48+91+?????

4 รัฐมนตรี และนายตำรวจที่สนับสนุนปรีดี
มีผู้เสียชีวิต 77 คน บาดเจ็บ 857 คน,
ผู้เสียชีวิตเพื่อประชาธิปไตยกลุ่มเดียวที่ได้รับการพระราชทานเพลิงศพ
ข้อมูลจากเวบไซด์ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา
ศพวีรชนที่ระบุชื่อได้มีการมอบให้ญาติไปจัดการตามประเพณี 30 คน ชาย 26 คน หญิง 4 คน
รายชื่อเหล่านี้ยังไม่นับรวมถึงผู้สูญหายอีกจำนวนมากซึ่งส่วนใหญ่ติดตามหาศพไม่พบหรือมีการทำลายศพ
โดยเฉพาะนายจารุพงษ์ ทองสินธุ์ นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่โดนคนของรัฐลากคอที่สนามฟุตบอล
ที่มา สถาบัน การแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.)รายงานรายชื่อผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการ
เมืองของกลุ่ม นปช.ตั้งแต่ 10 เม.ย.- 19 พ.ค.2553 รวม 89 ราย บาดเจ็บ 1,855 คน
หมายเหตุ ทั้งหมดเป็นรายนามผู้เสียชีวิตจากเหตุคาวมไม่สงบ ในเขต กรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ตั้งแต่ วันที่12 มีนาคม 2553 ถึง วันที่ 19 พฤษภาคม 2553
บางคนบอกว่ามีหลายคนที่ถูกสังหารหลังปราบปราบเสื้อแดงที่ไม่สามารถระบุได้
แล้วยังมีอีก กี่สิบ กี่ร้อย กี่พัน หรือกี่หมื่นชื่อที่ตกลงเพราะผลพวงแห่งการปราบปรามนักต่อสู้เพื่อความเท่า เทียมและเพื่อประชาธิปไตย ที่ไม่มีใครรับรู้ และจดจำ
ที่มา มติชน
สัมภาษณ์พิเศษ โดย พนัสชัย คงศิริขันธ์, พงศ์พิพัฒน์ บัญชานนท์
(ที่มา หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 14 มกราคม 2554)
![]() |
ที่มา thaifreenews
โดย bozo

ที่มา thaifreenews
โดย bozo

ที่มา thaifreenews
โดย bozo

ที่มา vattavan
วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ก่อนที่จะเข้าเรื่องที่ตั้งใจเขียน ขอย้อนไปถึงบทความสัปดาห์ที่แล้ว คือ “บริหารแบบไม่บริหาร!... สู้แม้วไม่ได้เลย!!” ซึ่งผมได้ยกคำพูดของ สนธิ ลิ้มทองกุล บอสใหญ่ของค่ายโพกผ้าเหลือง ที่ยืนยันผ่าน ASTV ว่าการบริหารงานของนายมาร์ค มุกควาย ไม่อาจเทียบได้กับนายกฯทักษิณ ชินวัตร ในทุกกระบวนท่า
มาถึงสัปดาห์นี้ เรื่องที่คนไทยกำลังตื่นกัน คือส.ส.หมาดๆของพรรคดักดาน ที่เคยมีบทบาทไล่ล่าคุณทักษิณ โดยหมายจะเอานายกรัฐมนตรีฯ ที่ถูกโค่นล้มด้วยปากกระบอกปืน กลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย เขาผู้นั้นชื่อ
นายพนิช วิกิตเศรษฐ์
อีตาคนนี้แกเบาปัญญา เพราะไปรับบัญชาของ เถนโพธิรักษ์ แล้วเซอะซะซุ่มซ่ามไปถูกจับกุม พร้อมกับคนไทยอีกหลายคนในดินแดนของกัมพูชา ทำให้เกียรติภูมิของชาติ ต้องตกต่ำลงไปอีก
ทุกขะโต ทุกขะฐานัง!
ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว อย่างพระท่านว่าจริงๆ จะเอาทักษิณเข้าคุก แต่ตัวเองต้องเข้าคุกเขมร ไปนอนให้หนูและแมลงสาป แทะหัวก่อน!!
ในกรณีดังกล่าว ผู้คนในบ้านเมืองที่กำลังร้าวฉานแบ่งค่ายแบ่งขั้วกันอย่างล้ำลึก ก็มีความรู้สึกแตกต่างกันไป
บางพวกก็ ‘สะใจ’ บ้างก็ห่วงใย!

ได้มีการแสดงออกในรูปแบบต่างๆ แต่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คือเสียงตำหนิแสดงความไม่พอใจ รวมทั้งการด่าทอบทบาทของกระทรวงการต่างประเทศ ที่มีรัฐมนตรีพันธ์โลซก ซึ่งมักก่อเรื่องนรกด้วยการทะเลาะเบาะแว้งกับผู้คน และประเทศเพื่อนบ้านเขาไปทั่วเป็นประจำตามสันดานของแก
มาถึงวันนี้ ความเหนือชั้นในการบริหารประเทศของทักษิณฯ ตามบทความของผมในสัปดาห์ก่อนนั้น ได้รับการยืนยันว่าเป็นความจริงอีกด้านหนึ่ง นั่นคือ
เรื่องกิจการต่างประเทศ
ทั้งนี้ เพราะคุณเตช บุนนาค ซึ่งเป็นที่เคารพของคนในกระทรวงการต่างประเทศ เพราะท่านเคยเป็นข้าราชการประจำที่มีตำแหน่งสูงสุด และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงบัวแก้ว ในสมัยรัฐบาลท่านนายกฯ สมัคร สุนทรเวช มาก่อน
คุณเตชได้กล่าวยืนยัน เมื่อ 11 ม.ค.2554 นี้เองว่า...
การต่างประเทศของไทยตอนนี้ ถือว่าอยู่ในยุคตกต่ำอย่างมาก จากที่เคยขึ้นถึงจุดสูงสุดในช่วงปี 2546 ที่ไทยขึ้นมาเป็นผู้นำบนเวทีนานาชาติได้
ปี พ.ศ.2546 ประเทศไทยเรามีนายกรัฐมนตรีที่มีความสามารถสูง ชื่อ...
พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร!
มาถึงพ.ศ.นี้ การต่างประเทศของเรา ตกต่ำจนเป็นที่ดูถูกดูแคลนของคนทั่วโลก เพราะบ้านเราโชคร้ายสุดๆ ดันมีเคราะห์ไปได้ นายมาร์ค มุกควาย มาดำรงตำแหน่งสำคัญนี้
ขอให้พี่น้องผองไทยจำกันไว้ อย่าลืมเชียว ช่วยจำใส่ใจเอาไว้ และนำไปสอนลูกสอนหลานเรา ในวันข้างหน้าด้วย!
จากนี้ไป ผมก็จะเข้าเรื่องที่ตั้งใจจะเขียนถึงในวันนี้ ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
ไม่กี่วันนี้มีข่าวหนึ่ง ที่ควรจะกลายเป็นข่าวใหญ่ เพราะเกี่ยวข้องกับเรื่องคอรัปชั่น ของผู้บริหารในองค์กรการเมืองส่วนท้องถิ่น เลยขอนำข่าวมาเล่าเกริ่น สำหรับท่านผู้อ่าน ที่ไม่ได้ติดตามข่าวนี้มาก่อน นั่นคือ
การที่ตำรวจจับกุมตัว "นายเมธา ใจบริสุทธิ์”นายกเทศมนตรีเมืองคูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานีในข้อหาทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ
ก่อนเข้าทำการจับกุม หลังจากที่ นายเจริญ โชคทวีวิศาลกุล อายุ 38 ปี เจ้าของบริษัทสันฐิตาจำกัด ซึ่งเป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้างทั่วไป เข้ายื่นซองกระดาษสีน้ำตาลที่บรรจุเงินสดไว้ให้แก่นายเมธา ในห้องทำงาน ภายในสำนักงานเทศบาลเมืองคูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี
แผนการจับกุมครั้งนี้ เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เมื่อ นายเจริญ เข้าพบกับ พ.ต.อ.วีระพันธ์ ทันใจ ผกก.2 บก.ปปป. เพื่อขอหารือ หลังจากถูกกลั่นแกล้งจากผู้ที่เกี่ยวข้องในการตรวจงาน หลังจากประมูลงานชนะเข้าไปก่อสร้างโครงการโรงงานสูบน้ำ
"ผู้เสียหายเข้ามาปรึกษาหารือ เพราะทนไม่ไหวจากการที่ถูกอ้างว่ากลั่นแกล้ง ทำนองว่า งานไม่สมบูรณ์จนกระทั่งเสียค่าปรับ ซึ่งผู้เสียหายอ้างว่าบริษัทอื่นๆ ก็ถูกกระทำ ก็เลยบอกไปว่า ให้ไปรวมกันมาแจ้งความ แต่การจับกุมต้องเป็นไปด้วยความรอบคอบ ผู้เสียหายต้องให้ความร่วมมือ นายเจริญก็ขอกลับไปคิด แล้วก็เงียบหายไป" พ.ต.อ.วีระพันธ์ ระบุ
การเงียบหายไปของนายเจริญ ทำให้ตำรวจคาดว่า นายเจริญคงไม่อยากดำเนินคดี เพราะยังไงต้องประกอบอาชีพรับเหมาก่อสร้าง ต้องประมูลงานตามสถานที่หน่วยงานราชการต่างๆ ในอนาคต แต่แล้วช่วงสายวันที่ 5 มกราคม 2554 นายเจริญได้เข้าพบ พ.ต.อ.วีระพันธ์ อีกครั้ง พร้อมขอร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีกับนายเมธา
หลังจากรับคำร้องทุกข์ พ.ต.อ.วีระพันธ์รายงานเหตุที่เกิดขึ้นต่อ พล.ต.ต.สุรชัย ควรเดชะคุปต์ ผบก.ปปป.ทราบ ก่อนได้คำสั่งให้เร่งสืบสวนจับกุม เมื่อนายเจริญนำเงินสด พร้อมซองเอกสารสีน้ำตาลที่บรรจุเงินสดไว้ถ่ายสำเนาทั้งหมดแล้วตำรวจนำไปจดในบันทึกประจำวัน ก่อนเดินทางไปที่สำนักงานเทศบาลเมืองคูคต หลังจากนั้นให้นายเจริญเข้าไปพบนายเมธาในห้องทำงาน พร้อมยื่นซองบรรจุเงินให้แก่นายเมธา แล้วนายเมธาก็นำเก็บไว้ในลิ้นชักโต๊ะทำงานด้านขวา พ.ต.อ.วีระพันธ์จึงเข้าแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงาน พร้อมทั้งแจ้งให้ทราบว่า
นายเจริญแจ้งความร้องทุกข์กล่าวหาว่า นายเมธาเรียกรับผลประโยชน์
จากตัวอย่างที่เป็นเรื่องจริง ตามข่าวที่ลอกมานี้ ผมขอเล่าย้อนสักนิด เพื่อให้ท่านผู้อ่านทราบเกี่ยวกับหน่วยตำรวจ ที่ทำการจับกุมคดีดังไปทั่วประเทศ แบบคาหนังคาเขา ดังต่อไปนี้
ก่อนที่จะมีคณะกรรมการ ป.ป.ช.นั้น เดิมการสอบสวนคดีทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการนั้น “ตำรวจ” เป็นผู้รับผิดชอบในการสอบสวน และหน่วยที่รับผิดชอบในการดำเนินการ เพื่อต่อสู้กับปัญหาการทุจริตของชาตินั้น คือ
กองกำกับการที่ 6 กองบังคับการกองปราบปราม ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางอีกชั้นหนึ่ง
หน่วยงานที่มีหน้าที่ ปราบปรามคอรัปชั่น!
ใครเป็นนายตำรวจสมัยนั้น ก็ไม่อยากไปอยู่กองกำกับการนี้ เพราะไม่มีผลประโยชน์ หรือรายได้ทางอื่น นอกเหนือจากเงินเดือน และเบี้ยเลี้ยงที่จะได้รับ ก๋ต่อเมื่อออกจากที่ตั้งไปทำการสอบสวนในต่างจังหวัด
นายตำรวจส่วนใหญ่ของหน่วยนี้ จะต้องดำรงชีวิตเรียบง่าย เพราะจะถูกจับตาจากผู้บังคับบัญชา ที่ห่วงใยในเรื่อง “คอรัปชั่นซ้อน” แต่ก็มีนายตำรวจลูกหม้อจากกองกำกับการนี้ ชื่อ พล.ต.ต.สงวน คล่องใจ สามารถตีแหวกขึ้นมา ดำรงตำแหน่งผู้บังคับการกองปราบปรามได้
เป็นที่ฮือฮากันมาก!
ความซื่อสัตย์ของผู้การสงวนฯ เป็นที่เลื่องลือนัก เพราะท่านมีชีวิตที่เรียบง่าย ปกติแล้วจะรับประทานอาหารในที่ทำงาน โดยมักกินข้าวต้มกับถั่วลิสงคั่ว ทั้งมื้อกลางวันและเย็น จนเป็นที่ชินตาของลูกน้อง
ท่านเป็นคนร่างผอมสูง ถึงแม้จะเป็นผู้บังคับการแล้ว ก็สามารถใส่เสื้อผ้าสมัยเป็นนักเรียนนายร้อยได้ เพราะรูปร่างไม่เปลี่ยนแปลง สามารถรักษาน้ำหนัก ไว้คงเส้นคงวาได้ดีที่เดียว
วันหนึ่ง ท่านนั่งทำงานกลางดึกในกองปราบปราม สามยอด แล้วเป็นลมล้มตึงจากเก้าอี้ ลูกน้องต้องนำส่งโพงพยาบาล
ผลการวินิจฉัย แพทย์บอกว่า ท่านเป็น...
“โรคขาดอาหาร!”
จึงเป็นที่กล่าวขานกันนักว่า คนที่เป็น “ผู้บังคับการกองปราบปราม” เป็นโรคขาดอาหารอย่างไรกัน ไม่น่าเป็นไปได้
แต่ก็เป็นไปแล้ว!!
ที่เล่ามานี้ ก็เพื่อแสดงของผู้ที่ทุ่มเทชีวิตจิตใจในการสอบสวนคดีทุจริตของประเทศ ดำรงชีวิตเรียบง่าย ต้องทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำ แต่วันเวลาเปลี่ยนไป นักการเมืองตั้งหน่วยงานใหม่ มารับโอนเอางานสอบสวนคดีลักษณะนี้ไป แต่กลับทำให้การสอบสวนปราบปรามคอรัปชั่น
ด้อยประสิทธิภาพลง อย่างน่าใจหาย!
เมื่อต้องโอนงานสอบสวนให้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นั้น ตำรวจมีสำนวนการสอบสวนอยู่ระหว่างการดำเนินการเพียง 300 คดี และคดีระหว่างการสืบสวนประมาณ 600 คดี รวมกันไม่ถึง 1,000 เรื่อง
สำนวนการสอบสวนตำรวจ ไม่มีเรื่องเสียหาย และอนุกรรมการ ป.ป.ช. ผู้ที่มารับมอบสำนวนการสอบสวนในครั้งนั้น ก็เป็นนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งต่อมาก็ได้รับการคัดเลือกจากวุฒิสภา ให้เป็นคณะกรรมการ ป.ป.ช. และได้รับการลงคะแนนเสียงจากคณะกรรมการ ให้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช.อีกด้วย
หลังจากโอนงานสอบสวนไปยัง ป.ป.ช.แล้ว ตำรวจยังมีหน่วยสอบสวนคดีทุจริต โดยมีข้อจำกัด เพราะสอบสวนได้โดยมีกำหนด 30 วัน แล้วต้องส่งสำนวนการสอบสวนให้ ป.ป.ช. หน่วยงานนี้มีชื่อ เรียกว่า
กองบังคับการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ (บก.ป.ป.ป.)
หน่วยตำรวจที่ทำการจับกุมตัว นายกเทศมนตรี เทศบาลเมืองคูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี นั่นแหละครับ!
การสอบสวนที่อยู่กับตำรวจนั้น ไม่เคยคั่งค้าง จนได้รับความเสียหาย เพราะมีการกำกับดูแลตามลำดับชั้นเป็นอย่างดี มีการตรวจสอบสำนวนค้างเป็นรายสัปดาห์ และรายเดือน แต่เมื่อโอนงานมาอยู่กับ คณะกรรมการ ป.ป.ช.เพียงไม่กี่ปี กลับมีเรื่องคั่งค้างแบบดินพอกหางหมู อย่างน่าตกใจถึงกว่า 1 หมื่นเรื่อง
ทั้งนี้ เพราะกระบวนการสอบสวนของ ป.ป.ช. เป็นไปอย่างเยิ่นเย้อ ยืดยาด อีกทั้งเมื่อเริ่มตั้ง ป.ป.ช. คณะกรรมการก็ประชุมกันสัปดาห์ละครั้งเดียวเท่านั้น จนกระทั่งมีการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการ ก็มาเพิ่มเป็น 2 ครั้ง แต่ก็ยังไม่ทันการต่อสำนวนการสอบสวน ที่คั่งค้างมากมายขนาดนั้น
นี่ขนาดเพิ่งตัดโอนคดีทุจริต ของข้าราชการระดับ ซี 8 ลงไป ให้กับ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (สำนักงาน ป.ป.ท) ซึ่งเป็นหน่วยงานใหม่ของกระทรวงยุติธรรม แต่ถึงกระนั้น เรื่องก็ยังคั่งค้างอยู่ที่สำนักงาน ป.ป.ช. อีกครึ่งค่อนหมื่น
การสอบสวนคดีต่างๆของ ป.ป.ช. เป็นไปอย่างล่าช้า ยกตัวอย่าง เช่น
คดีของอดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ซึ่งผู้ร่วมกระทำความผิดในฟากสหรัฐ รับโทษจำคุกไปเรียบร้อยแล้ว แต่ของเรายังเพิ่งเริ่ม และไม่รู้อนาคตด้วยว่า
จะต้องใช้เวลาไปอีกกี่ปี หรือกี่ชาติ!?
ถ้าตำรวจยังสอบสวนอยู่ ป่านนี้อดีตผู้ว่าการท่องเที่ยว ถูก รวบตัวและฟ้องร้องไปนานแล้ว
เช่นเดียวกับคดีนายอภิรักษ์ฯ อดีตผู้ว่า กทม. ป่านนี้จะต้องถูกจับกุม หรือศาลอาจพิพากษาเรียบร้อยไปแล้วก็ได้ เพราะเวลาผ่านไปหลายปีดีดักแล้ว!
ที่น่าเกลียดน่าชังมากคือ คดีที่เข้ามาสู่ ป.ป.ช.นั้น หากเป็นคดีการเมือง หรือฝ่ายตรงข้ามกับพรรคประชาธิเปรต คือพรรคพวกทักษิณ เป็นผู้ถูกกล่าวหา อย่างเช่นคดี พันตำรวจเอก ธนายุตม์ วุฒิจรัสธรงค์ (ฤทธิรงค์ เทพจันดา) หรือ “โอ๋ สืบหก” ก็จะถูกหยิบยกมาสอบสวนอย่างรวดเร็ว โดยนำมาพิจารณาก่อนเรื่องอื่นที่เข้าคิวรออยู่ก่อนหน้าเกือบหมื่นเรื่อง
อย่างนี้มันก็ทำกัน!
เดชะบุญที่ลงท้าย คณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยเฉพาะนายวิชา มหาคุณ ประธานอนุกรรมการสอบสวนเรื่องนี้ กลับต้องฝ่ายเสียหน้าอย่างแรง เพราะนายตำรวจผู้นี้ ก็สามารถกลับมารับราชการได้ตามเดิม ตามคำสั่งคำพิพากษาของศาลปกครองเชียงใหม่ คดีหมายเลขดำที่ 332/2550 คดีหมายเลขแดงที่ 203/2551
(ดูคอลัมน์ ป.ป.ช. องค์กร ‘กบโปร่งใส’ หรือ ‘คางคกหนังหนา’ !!!? http://vattavan.com/detail.php?cont_id=154)
เฉกเช่นเดียวกับคดีของ นายตำรวจอย่าง พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ซึ่งมีนายอภิแสบ ภักดีโพเดียม หรือนายมาร์ค มุกควาย เป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษเอง ซึ่งคณะกรรมการป.ป.ช. ชุดนี้ รีบเร่งหยิบยกมาสอบสวนดำเนินการก่อน ทำให้ผู้คนก็มองออกว่า
กรรมการคณะนี้ ทำลงไปเพื่อสนองความต้องการของฝ่ายพันธมาร และพรรคประชาธิเปรตเท่านั้น
หรือใครเถียงว่าไม่จริง!?
ที่รับกันไม่ได้ คือ
นายตำรวจอย่าง พล.ต.ต.เพิ่มศักดิ์ ภราดรศักดิ์ อดีตผู้บังคับการอุดรธานี ที่ถวายอารักขาพระบรมวงศานุวงศ์อยู่แท้ๆ ซึ่งมีกรมวังผู้ใหญ่ให้การเป็นพยานด้วย แต่กลับถูกกล่าวหาว่า
ละทิ้งหน้าที่ เพราะไม่ไปดูแลพวกพันธมาร...เท่านั้น!
มันเห็นไอ้พวกนี้ สำคัญกว่าเรื่องเจ้านายหรือไง ก็ไม่ทราบ?
อย่างไรก็ตาม นายตำรวจเหล่านี้ ซึ่งทำงานเพื่อชาติเพื่อแผ่นดินมาตลอด ก็ ‘พ้นพงหนาม’ ชีวิตไปได้ทั้งหมดแล้ว ซึ่งตั้งแต่เกิดเรื่อง ผมได้เขียนบทความถล่มไอ้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้อย่างไม่มีความเกรงอกเกรงใจ ทั้งในหน้าหนังสือพิมพ์ และเว็บไซด์ของตัวเอง (ดูบทความ สุดกังขา…นายวิชา มหาคุณ!!! http://vattavan.com/detail.php?cont_id=146)
ทั้งนี้ เพราะผมเห็นว่าคณะกรรมการโลซก ไม่ตรงไปตรงมา เพราะถ้าเป็นคดีของฝ่ายพรรคประชาธิเปรต ไอ้กรรมการชุดนี้ มันจะเร่งดำเนินการนัก แต่ถ้าฝ่ายตรงข้ามเป็นผู้กล่าวหาบ้าง พวกมันกลับดำเนินการอย่างล่าช้า?
ยิ่งไปกว่านั้น...
คดีที่นักการเมืองพรรคร่วมรัฐบาล เป็นผู้ถูกกล่าวหา เช่น คดีทุจริตทางด่วน คดีทุจริตคดีทุจริตโครงการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน ก็จวนขาดอายุความ หรือข้อหาเล็กๆ อาจขาดไปแล้ว
คดีหลังนี่ นายวิชัย วิวิตเสวี กรรมการ ป.ป.ช.ผู้รับผิดชอบออกมาให้ข่าวยืนยัน เมื่อ 22 ต.ค.2553 ว่า
จะเสร็จสิ้นภายในปีที่ผ่านมา
แต่จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่เสร็จตามคำแถลง แถมยังมีข่าว ซึ่งไม่ทราบว่านายวิชัยฯ รู้หรือเปล่าว่าการพยายามติดสินบนเจ้าหน้าที่ ให้หน่วงเหนี่ยว หรือชะลอเรื่องเอาไว้
หึ่งออกมาอีก!
ที่ผมเห็นว่าเป็นความ “ระยำสุดๆ” คือ คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดนี้ ปล่อยให้คดีใหญ่มาก อย่างคดีธนาคารอาคารสงเคราะห์ขาดอายุความ ซึ่งผมได้เรียกร้องให้ฝ่ายนิติบัญญัติ พิจารณาถอดถอนคณะกรรมการดังกล่าว ออกจากตำแหน่งเสียทั้งหมด (เว้นแต่ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งเข้ามาใหม่) เพราะถือว่า
กรรมการชุดนี้ ขาดสมรรถภาพ ในการเป็นเจ้าหน้าที่สำคัญของรัฐ อีกทั้งยังได้กระทำความผิดอาญาอีกด้วย
ผมจะไม่เล่าซ้ำ เพราะขนาดเขียนด่าว่า เป็นคณะกรรมการ “โลซก”
ไอ้พวกนี้ มันยัง ‘หน้าด้าน’ อยู่กันได้!
(กรณาดูบทความที่เกี่ยวข้องประกอบ “ซุปเปอร์...จังไร” http://vattavan.com/detail.php?cont_id=246
ป.ป.ช.โลซก! (ไม่มีปัญญาจัดการ กะอีแค่ ‘คดีดินสอหนีบตูด’!!) http://vattavan.com/detail.php?cont_id=247)

หากผมเป็นรัฐบาลในตอนนี้ จะต้องให้ตำรวจกลับมามีบทบาทสอบสวนคดีทุจริต เพราะในขณะนี้การสอบสวนคดีลักษณะดังกล่าว กำลังเสียหายอย่างร้ายแรง และตั้งแต่พรรคประชาธิเปรตวิ่งราวอำนาจมาได้ การทุจริตของรัฐบาล ก็เริ่มอย่างฉับพลันทันที และกระจายไปในแทบทุกกระทรวงทบวงกรม อย่างที่ผมบรรยายเอาไว้ ในข้อเขียนหลายต่อหลายตอน
แม้มันยากที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในเรื่องการสอบสวนคดีทุจริต เพราะดันไปถวายอำนาจ ให้ไอ้องค์กรอิสระอย่าง ป.ป.ช. ซึ่งพวกมันได้ก่อความเสียหายร้ายแรง ชนิดอัปรีย์ต้องเรียก “พี่”
จึงมีความจำเป็นที่จะต้องทำให้ “ตำรวจ” กลับมาสอบสวนคดีประเภทนี้อีกให้ได้!
ต้องขอให้ฝ่ายนิติบัญญัติ นักกฎหมาย และนักวิชาการ ทั้งหลาย จงช่วยกันตรองดู แล้วท่านจะเห็นจริงตามที่ผมแนะนำ
เมื่อตอนเรียนกฎหมายใหม่ๆ ได้รับการสั่งสอนการดำเนินคดีหรือตัดสินคดีความต่างๆ จะต้องเป็นไปด้วยความรวดเร็ว และมีภาษิตกฎหมาย ที่ดูเหมือนจะกลายเป็น Cliché ไปแล้ว เพราะว่าได้ยินกันซ้ำๆซากๆ ว่า
"Justice delay is Justice Deny"
หรือความล่าช้าในกระบวนการยุติธรรม เป็นการปฏิเสธความยุติธรรม แต่ไอ้ คณะป.ป.ช.ที่ผมเห็นว่าเลวร้ายชุดนี้ นั่นมันไม่ได้แค่ล่าช้านะ เพราะมันปล่อยคดีขาดอายุความไปเฉยๆเลย ซึ่งเป็นเหตุให้รัฐเสียหาย ทำให้คนผิดยังลำพอง และเสวยสุขจากเงินที่เอาไปจากพี่น้องประชาชน
แล้วอย่างนี้ ประชาชนอย่างพวกเรา จะไปไว้ใจไอ้พวกเวรนี่ ให้มันทำหน้าที่ต่อไป...ได้อย่างไรกัน?
ผมเคยเรียกร้อง ให้บรรดาผู้แทนราษฎร วุฒิสมาชิกทั้งหลาย ช่วยกันลงนาม ในหนังสือยื่นรายชื่อถอดถอน ไอ้คณะกรรมการ ป.ป.ช. หอกหักหนักแผ่นดินชุดนี้ ให้พ้นจากหน้าที่ไปเสียโดยเร็ว พร้อมกับส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของนักการเมือง
ให้ดำเนินคดีกับ ไอ้พวกโลซกนี้ โดยด่วนด้วย!
มาถึงวันนี้ แม้จะยังไม่มีการเคลื่อนไหว เพื่อถอดถอนคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดที่ “ไอ้บัง กบฏ” มันแต่งตั้งนี้ก็ตาม แต่การที่พวกมัน ยังลอยหน้าลอยตาอยู่ในตำแหน่งนั้น ผมจึงต้องขอตะโกน บอกพี่น้องว่า...
“พวกมันหน้าด้าน...ชิบหายเลย!!”
**********
(คอลัมน์ การสอบสวนคดีทุจริต...ประสิทธิภาพที่ต่ำทราม! ออนไลน์วันเสาร์ ที่ 15 มกราคม พ.ศ.2554)
ข่าวสารเกี่ยวกับประเทศไทยที่คุณไม่อาจหาอ่านได้จากสื่อ
"ปกติการต่อสู้ทางการเมืองที่เกิดขึ้น จนมีการเปลี่ยนแปลงการเมืองครั้งสำคัญไปทั่วโลก ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เกิดจากการต่อสู้ทางอุดมการณ์และการไม่ได้รับความยุติธรรมทั้งสิ้น ความไม่ยุติธรรมนี่แหละ เป็นเหตุแห่งการที่ประชาชนต้องมารวมตัวกันต่อสู้ เพื่อให้ความยุติธรรมกลับมาสู่สังคมของเขา"
ทักษิณ ชินวัตร
1 พ.ย. 51