WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, January 18, 2011

สะพัด!!"เฉลิม"เตรียมทิ้ง"พท." เหตุขัดแย้งด้านแนวคิดชู"แม้ว" เล็งตั้งพรรคใหม่ดึง"เสี่ยอ่าง-นิติภูมิ"ร่วม

ที่มา มติชน

เมื่อวันที่ 17 มกราคม รายงานข่าวจากพรรคเพื่อไทย (พท.) แจ้งว่า หลังศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจในสมัยประชุมสภาสามัญที่จะถึงนี้ มีแนวโน้มว่า ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน จะลาออกจากตำแหน่งประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย และมีแนวโน้มเป็นไปได้สูงว่า ร.ต.อ.เฉลิม อาจจะลาออกจากตำแหน่ง ส.ส.สัดส่วน ในลำดับต่อมา คาดว่าจะเป็นในช่วงราวเดือนกรกฎาคม ทั้งนี้เนื่องจาก ร.ต.อ.เฉลิม มีความเห็นที่ขัดแย้งกับแกนนำของพรรคบางคนเรื่องการชูหรือขายภาพลักษณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ ร.ต.อ.เฉลิม เชื่อว่าพรรคเพื่อไทยยังคงต้องดำเนินตามแนวทางนโยบายของ พ.ต.ท.ทักษิณ และยังต้องขายภาพลักษณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในการเลือกตั้งครั้งหน้าต่อไป แต่แกนนำสำคัญของพรรคหลายคนไม่เห็นด้วย เพราะจะทำให้พรรคเพื่อไทยตกเป็นเป้าทางการเมืองแบบไม่รู้จักจบสิ้น

รายงานข่าวจากคนใกล้ชิด ร.ต.อ.เฉลิมยืนยันว่า กระแสดังกล่าวเป็นความจริง เนื่องจากเมื่อเช้าวันที่ 17 มกราคม ร.ต.อ.เฉลิมได้เรียกครอบครัวและคนใกล้ชิดประชุมหารือถึงแนวทางในการทำงานการเมืองต่อไป พร้อมตัดสินใจว่า จะเดินออกจากพรรคเพื่อไทยในเวลาที่เหมาะสม เพราะแม้อยู่พรรคเพื่อไทย ก็ไม่สามารถช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณได้ อีกทั้งครอบครัวก็สนับสนุนให้ทำงานการเมืองต่อไป โดยให้ตั้งพรรคการเมืองใหม่ขึ้นมา ที่มีลักษณะคล้ายพรรคมวลชนในอดีตที่ ร.ต.อ.เฉลิมเคยเป็นหัวหน้าพรรค โดยหวัง ส.ส.ในสภาแค่ 5-7 ที่นั่ง เน้นในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล ภายใต้สโลแกน ลดความขัดแย้ง เน้นการปรองดอง

"ครอบครัวอยู่บำรุงเห็นพ้องต้องกันว่า ควรออกมาตั้งพรรคการเมืองเล็กๆ เพื่อทำงานการเมืองต่อไป โดยจะมีการขายที่ดินแถวลาดบัวหลวง เพื่อนำมาใช้ทำงานการเมือง โดยมีชูวิทย์ (กมลวิศิษฎ์ อดีต ส.ส.กทม. พรรคชาติไทย) และ ร.ต.อ.นิติภูมิ (นวรัตน์) เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในการตัดสินใจครั้งนี้ และมี ส.ส.กทม. และผู้สมัคร กทม. บางส่วน จะติดสอยห้อยตามมาด้วยŽ แหล่งข่าวใกล้ชิด ร.ต.อ.เฉลิมระบุ

ข่าวแจ้งอีกว่า นอกจากเรื่องดังกล่าวแล้ว ยังมีอีกเหตุผลหนึ่งคือความไม่ชัดเจนในการเป็นผู้สมัคร ส.ส.กทม.ของลูกชาย ที่ ร.ต.อ.เฉลิมพยายามเสนอแนวทางการแยกกรุงเทพฯ ออกเป็น 3 ส่วน เพื่อปกครองและคัดสรรตัวผู้สมัครไม่ให้อำนาจการตัดสินใจทั้งหมดไปตกอยู่ที่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เพียงคนเดียว แต่ พ.ต.ท.ทักษิณก็ปฏิเสธแนวทางดังกล่าว อีกทั้งมีกระแสว่านายทหารระดับสูงและข้าราชการสายกระทรวงยุติธรรมที่ ร.ต.อ.เฉลิมคุ้นเคยหลายคนพยายามส่งสัญญาณเพื่อให้ ร.ต.อ.เฉลิมตัดสินใจในทางการเมือง

ขยายแนวร่วม

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน

มันฯ มือเสือ




เมื่อแรกปรากฏชื่อ นางธิดา โตจิราการ เข้ามาเป็นรักษาการประธาน นปช.

หลายฝ่ายจับตาว่าภายใต้ผู้นำที่เป็นหญิง กลุ่มคนเสื้อแดงจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรทั้งแนว ทางการเคลื่อนไหวและอุดมการณ์ต่อสู้

ด้านหนึ่งมีความพยายามจะตั้งข้อสังเกตถึงการเข้ามาของนางธิดา

อาจทำให้คนเสื้อแดงต้องอยู่ในภาวะถดถอย อันเนื่องมาจากการ 'แตกคอ' กันเองในหมู่แกนนำและแนวร่วม ที่ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง และไม่ยอมรับนางธิดา

ทั้งยังมีข้อโจมตีด้วยว่า นางธิดา มาโดยมีจุดมุ่งหมาย ที่จะอาศัยสถานะผู้นำนปช.

เจรจาอ้อนวอนรัฐบาลให้ปล่อยตัวสามีคือ น.พ.เหวง โตจิราการ พ้นจากเรือนจำ จนยอมละทิ้งอุดมการณ์ทวงถามความยุติธรรมให้ผู้สูญเสียจากเหตุการณ์เดือนเม.ย.-พ.ค.2553

แม้การพบปะกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ จะตกเป็นเป้าให้คนที่ไม่ชอบนางธิดา นำมาขยายผลในเชิงลบ

แต่จนถึงวันนี้น.พ.เหวง ก็ยังคงใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำโดยไม่รับอนุญาตให้ประกันตัว

จวบจนกระทั่งการชุมนุมเมื่อวันที่ 9 ม.ค.

ซึ่งได้รับการจดบันทึกว่าเป็นการชุมนุมที่มีคนเสื้อแดงเข้าร่วมมากที่สุดในรอบ 8 เดือนนับตั้งแต่พ.ค.2553 เป็นต้นมา

จึงเป็นคำตอบอย่างดีว่าคนเสื้อแดงนั้นถดถอยจริงหรือไม่

การประกาศปรับโครงสร้างคนเสื้อแดงด้วยวิธีการเลือกตั้ง คณะกรรมการตัวแทนระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด และระดับภาค

เพื่อเข้ามาทำหน้าที่ 'นำ' คนเสื้อแดงร่วมกับส่วนกลาง

ยังสร้างความหวั่นไหวให้รัฐบาลประชาธิปัตย์อย่างมาก ลิ่วล้อบางคนโจมตีว่าเป็นการนำโครง สร้างของพรรคคอมมิวนิสต์ในอดีตมาใช้

อย่างไรก็ตาม แม้ประเด็นเรียกร้องปล่อยตัวแกนนำ ควบคู่ไปกับการเดินหน้าเปิดโปงความจริงคดี 91 ศพ จะสามารถเรียกคนออกมาชุมนุมแยกราชประสงค์แต่ละครั้งได้จำนวนมาก

แต่ก็ยังจำกัดอยู่ในกลุ่มคนที่ไม่ชอบรัฐบาลชุดนี้แบบเข้ากระดูกเท่านั้น กล่าวคือยังไม่สามารถดึงในส่วนที่เป็น 'พลังเงียบ' ให้ออกมาได้

หลายคนจึงเสนอว่าหากแกนนำเสื้อแดงขยายประเด็นลงไปในเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นของรัฐบาล

ก็น่าจะสร้างแนวร่วมเคลื่อนไหวได้อีกจำนวนไม่น้อย

งบดับไฟใต้ เผาซ้ำรัฐนาวา

ที่มา บางกอกทูเดย์

งบดับไฟใต้ เผาซ้ำรัฐนาวา



เหลืองไล่! แดงก็ยี้!
พรรคร่วมเบื่อหน่าย
ถ้าทำดี ต้องมีคนเห็น... และเมื่อมีคนเห็น ก็ต้องมีคนนิยมชมชอบ
นี่คือหลักธรรมดาๆ ที่ทุกสังคมล้วนยอมรับเป็นหลักสากล ยอมรับกันมาทุกยุคทุกสมัย
ดังนั้นระหว่างการทำงานเป็น การทำงานจริง กับการสร้างภาพประชาสัมพันธ์ โฆษณาชวนเชื่อเก่ง ตรงนี้ผู้นำรัฐบาลจะต้องแยกแยะให้เป็น จะต้องยอมรับให้ได้ว่า ประชาชนในยุคสมัยดิจิตอล 3 มิติ 4 มิติ ไม่ใครโง่กว่าใคร

กรณีที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยในยุคที่มีนายกรัฐมนตรี ชื่อ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เป็นผู้นำรัฐบาลก็เช่นเดียวกัน นายอภิสิทธิ์จะต้องไม่ประเมินต่ำเพียงแค่ว่า ด้วยต้นทุนทางสังคมที่มีในเรื่องของหน้าตา ชาติตระกูล การศึกษา พูดอะไรประชาชนจะต้องเชื่อหมด
คนไทยไม่ได้โง่ ที่จะไม่รู้ทัน... หรือไม่ได้โง่ที่จะไม่รู้ข้อมูลว่านายอภิสิทธิ์ทำงานเป็นแค่ไหน รัฐบาลผสมของนายอภิสิทธิ์ ทำอะไรเอาไว้บ้าง

ถ้าผลงานของนายอภิสิทธิ์ดีจริง หรือว่ามีจริงๆ คงไม่โดน โน๊ต อุดม แต้พานิช แต่งเพลงล้อเลียนว่า
“นโยบายที่มีก็ลอกพรรคเก่า อะไรดีเอาเข้าพรรคเรา ความชั่วให้เขา แก๊งภูมิใจไทย”
ขนาดคนบันเทิงยังมองแบบนี้ แล้วสำหรับคนที่สนใจการเมืองโดยตรง คนที่ทุ่มเทให้กับประชาธิปไตยที่แท้จริง แทบไม่ต้องบอกเลยว่า ภาพลักษณ์ของนายอภิสิทธิ์ และรัฐบาลจะเละเป็นโจ๊กขนาดไหน!!!

ที่สำคัญแม้แต่กลุ่มการเมืองที่เคยสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์ อย่างกลุ่มม็อบพันธมิตรฯ กลุ่มการเมืองใหม่
วันนี้ยังส่ายหน้าด้วยความเอือมระอา... และเปลี่ยนใจหันมาขับไล่นายอภิสิทธิ์ และรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว

ในขณะที่กลุ่มคนเสื้อแดง ก็ยังคงยืนหยัดเหนียวแน่นในการทวงความเป็นธรรม และปฏิเสธไม่เอารัฐบาลมาร์คมาโดยตลอด ไม่ว่าจะมีขั้วอำนาจพิเศษหนุนหลังอยู่กี่กลุ่มก็ตาม
จุดนี้นายอภิสิทธิ์ และคนรอบข้างจะต้องมองให้ทะลุ
และวันนี้ถึงขนาดที่บนเวทีพันธมิตรนามของกลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติ จะมีคนเสื้อแดงบางกลุ่มบางสายที่ยอมเดินขึ้นเวทีไปร่วมไฮปาร์ค แสดงจุดยืนว่าไม่เอารัฐบาล

แม้ว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง จะพูดถึงกรณีที่เครือข่ายคนไทยฯ จะยื่นถวายฎีกาเพื่อขับไล่รัฐบาลในวันที่ 18 ม.ค.นี้ว่า เกิดมาเป็นคนไทย ต้องสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และต้องตระหนักว่าคนไทยทั้งประเทศไม่ประสงค์ที่จะให้มีอะไรที่เป็นการระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท ฉะนั้นการที่จะดำเนินการอะไรขอให้คิดถึงหัวใจของคนส่วนใหญ่ทั้งประเทศด้วย

ส่วนการที่คนเสื้อแดงไปให้กำลัง และขึ้นเวทีของเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาตินั้น กลัวหรือไม่ว่ากลุ่ม คนเสื้อแดงจะแตะมือกับคนเสื้อเหลือง และจะส่งผลเป็นแรงกดดันอย่างใดอย่างหนึ่งต่อรัฐบาล
นายสุเทพ กล่าวว่าไม่มีอะไรที่ต้องกังวลใจ เพราะรัฐบาลถูกกดดันมาตลอด

“เราก็ทำหน้าที่ของเราโดยยึดถือประโยชน์ของประเทศชาติ และประชาชนเป็นที่ตั้ง ไม่สามารถทำตามสิ่งที่คนอื่นกดดันได้”
ก็ดีที่มีความอึด ซึ่งจะเป็นผลมาจากความเชื่อมั่นว่าทหารยังให้การสนับสนุน แถมยังมีขั้วอำนาจพิเศษให้พิงหลังอยู่ หรือว่าเชื่อมั่นเพราะอะไรก็ตาม

แต่ดูเหมือนว่า ลึกๆแล้วพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเขี้ยวในเกมการเมือง ก็เริ่มเครียดกับท่าทีของเหลืองและแดงแล้วเหมือนกัน เพราะยุทธศาสตร์ “แยกกันเดิน รวมกันตี” เป็นสิ่งที่ประชาธิปัตย์รู้ดีว่ามีพลังเพียงใด
ซึ่งครั้งนี้ไม่ว่าเหลือง หรือว่าแดง ล้วนมีเป้าหมายที่พ้องกัน คือ ไม่เอานายอภิสิทธิ์ และรัฐบาลชุดนี้แล้ว ดังนั้นแม้ว่าจะมีสไตล์ที่แตกต่างกัน มีแนวทางในการดำเนินการที่แตกต่างกัน จนยากที่จะผสมเป็นเนื้อเดียวกันได้

แต่ประชาธิปัตย์ก็ประมาทไม่ได้ เพราะตอนนี้ไม่ว่ากลุ่มไหนก็ส่ายหน้าหนีไม่เอานายอภิสิทธิ์ ไม่เอานายสุเทพ กันหมดแล้ว
งานนี้บอกได้เพียงว่า ถ้าเป็นสงคราม ก็แปลว่านายอภิสิทธิ์และรัฐบาล กำลังเจอศึกกระหนาบ 2 ข้าง ที่ตีเข้ามาพร้อมกัน

ในขณะที่ผลงานของรัฐบาลก็ป้อแป้เหลือเกิน ไม่รู้เหมือนกันว่าจะอึดได้นานถึงปลายปี อย่างที่ใครบางคนต้องการหรือไม่???
เพราะตอนนี้ปัญหาไฟใต้ก็ปะทุ ตบหน้าอยู่ตลอดเวลา ว่าขนาดเป็นพื้นที่ภาคใต้ซึ่งประชาธิปัตย์ถือว่าเป็นเจ้าถิ่น แต่เป็นรัฐบาลมานาน 2 ปี กลับไม่สามารถแก้ปัญหาให้เบาบางลงได้อย่างราคาคุยเลย

ล่าสุดโจรใต้ก็ยิงคุณครูในช่วงวันครูอย่างหน้าตาเฉย... ทำลายขวัญของครูชายแดนภาคใต้ไปไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ เพราะแม้แต่นายบุญสม ทองศรีพราย ประธานสมาพันธ์ครูจังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวถึงเหตุคนร้ายลอบยิงครูเสียชีวิตว่า การกระทำครั้งนี้ค่อนข้างหน้ากลัว
ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 138 แล้ว

“ทุกครั้งที่ครูถูกทำร้ายก็เสียขวัญตลอดเวลา แต่ด้วยหน้าที่ที่ครูต้องรับผิดชอบก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไป”
นี่คือชีวิตของครูภาคใต้ และแน่นอนว่าไม่ใช้เฉพาะแค่อาชีพครูเท่านั้น อาชีพอื่นๆของผู้ไปรับราชการอยู่ที่ภาคใต้ ก็ล้วนแล้วแต่เหมือนกับมีชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้ายเปื่อยๆ ไม่รู้ว่าโชคร้ายหรือคราเคราะห์จะมาเยือนวันไหน

จึงไม่ต้องแปลกใจว่า ผลงานของรัฐบาลในเรื่องการดับไฟใต้ นั้นต้องถือว่าคะแนนไม่ผ่าน
ไม่สามารถให้ความเชื่อมั่นกับประชาชนได้ว่า การออกจากบ้านทุกวันในตอนเช้าเพื่อปฏิบัติหน้าที่ราชการ หรือไปทำธุรกิจประกอบสัมมาอาชีพ แล้วจะต้องได้กลับมาเห็นหน้าครอบครัวลูกเมีย
นี่คืออีกหนึ่งจุดอ่อนที่รัฐบาลและนายอภิสิทธิ์ ในฐานะผู้นำรัฐบาล จะต้องตระหนักและเร่งแก้ไขปัยหา ไม่ใช่มัวแต่มาเล่นเกมการเมืองอยู่ในกรุงเทพฯ เพื่อที่จะประวิงเวลาในการยืดอายุรัฐบาลไปเรื่อยๆ

ที่สำคัญที่สุดซึ่งประชาชนภาคใต้กำลังจับตามองเป้นอย่างยิ่งก็คือ เรื่องของการใช้จ่ายงบประมาณในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้
ซึ่งพรรคฝ่ายค้าน มีการหยิบยกประเด็นขึ้นมาว่า ได้มีการใช้งบประมาณไปร่วมแสนล้านบาท

นี่คือสิ่งที่ประชาชนต้องการรู้ว่า เป็นเรื่องจริงหรือไม่??? และรัฐบาลใช้จ่ายอะไรไปถึงได้มากมายขนาดนั้น
ถือเป็นประเด็นถามที่รัฐบาลไม่ควรมองข้าม เพราะก่อนหน้านี้เรื่องของการใช้งบประมาณทางทหาร เรื่องของงบประมาณศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.) ล้วนแล้วแต่เป็นงบประมาณที่อยู่ในการจับจ้องมองของประชาชนมาโดยตลอด

เนื่องจากว่ามีสารพัดข่าวลือ... ในเรื่องของการใช้งบประมาณกันอย่างสนุกสนาน
เมื่อมาเกิดคำถามเกี่ยวกับงบดับไฟใต้เข้าให้อีก ตรงนี้ไม่สนุกแน่

เพราะสิ่งที่ประชาชนจำได้ก็คือ ในการประชุมให้ความเห็นชอบกรอบงบประมาณปี 53 ผนวกแผนกระตุ้นศก.ระยะ 2 รวม 1.8 หมื่นล้าน ซึ่งนายสุเทพได้เรียกประชุมฝ่ายความมั่นคงเกี่ยวกับสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาค ใต้ ที่ตึกสันติไมตรี ทําเนียบรัฐบาล โดยมีนายถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.ในขณะนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เสนาธิการทหารบกในขณะนั้น พล.ท.พิเชษฐ วิสัยจร แม่ทัพภาคที่สี่ในขณะนั้น นายพระนาย สุวรรณรัตน์ ผอ.ศอ.บต. รวมทั้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมประชุม

สรุปว่าในปี 2553 จะใช้งบประมาณ 1.6 หมื่นล้านบาท โดยใช้จากงบประมาณประจำปีปกติ 6,000 ล้านบาท ส่วนอีก 1 หมื่นล้านบาท นั้นจะใช้จากงบกระตุ้นเศรษฐกิจ!!!
ซึ่งพล.อ.อนุพงษ์ ได้พูดถึงตัวเลขของเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่ภาคใต้ ทุกหน่วยงานมี 6.6 หมื่นคน

หรือแม้แต่จะว่าเป็นไปตามแผนใหญ่ นั่นคือ การอัดฉีดเม็ดเงินก้อนใหญ่ตามแผนการพัฒนาพื้นที่พิเศษ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปี 2552-2555 ซึ่งผ่านมติ ครม.เมื่อวันที่ 7 เม.ย.2552
จัดสรรงบประมาณ 6.3 หมื่นล้านบาท เพื่อใช้ใน 6 แผนงานดับไฟใต้

ตรงนี้ก็ยังไม่ถึงแสนล้านบาทอยู่ดี...
ดังนั้นเมื่อมีข่าวว่า มีการใช้งบกันเป็นแสนล้านบาท ก็เป็นธรรมดาที่ต้องสะดุ้ง และงุนงงสงสัยไปตามๆ กัน ว่าทำไมตัวเลขมันจึงบานปลายไปได้ขนาดนั้น
ที่สำคัญ หากว่าสูญเสียงบประมาณแสนล้านบาทจริงๆแล้วสามารถดับไฟใต้ได้สำเร็จ เทียบกับชีวิตของครูภาคใต้ ของข้าราชการ ของประชาชนภาคใต้ ก็ต้องถือว่าคุ้มค่า

จะได้ไม่มีการสูญเสียชีวิตอีก จะได้ไม่ต้องมีลูกกำพร้าเป็นจำนวนมาก
แต่ปรากฏว่าล่าสุดต้อนรับนายอภิสิทธิ์ลงไปปลอบขวัญครูภาคใต้ ก็เกิดโจรใต้ป่วนรับอรุณของวันที่ 17 มกราคม 54! วางกับระเบิดหนักไม่ต่ำกว่า 30 กก. ที่ยะลา ทำให้ 2 สามีภรรยาถูกระเบิดได้รับบาดเจ็บซึ่งทางเจ้าหน้าที่คาดว่าเป็นของคนร้ายพวกก่อความไม่สงบแอบนำมาฝังไว้จนเกิดระเบิดขึ้น เป็นเหตุให้ทั้งคู่ได้รับบาดเจ็บ ส่วนคนร้ายคาดว่าเป็นกลุ่มที่พยายามก่อเหตุการณ์ลอบวางกับระเบิดในสวน ยางพารามาแล้วหลายครั้งเพื่อสร้างสถานการณ์ให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

มึนไปเลยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์
อย่างไรก็ตามในเรื่องของการใช้งบประมาณเป็นจำนวนมหาศาลนั้น ทางนายสุเทพ ยืนยันว่าในยุคของตนเองได้ใช้งบประมาณในการดำเนินงานโครงการพื้นที่พิเศษ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปีละประมาณ 1.8-1.9 หมื่นล้านบาทต่อปีเท่านั้น

ปฏิเสธโดยสิ้นเชิงว่าไม่ได้ใช้เงินเป็นแสนล้านอย่างที่มีการพูดกัน
แต่ไม่ว่าอย่างไร หากมองถึงสถานการณ์ของรัฐบาลในขณะนี้ คงต้องบอกว่าหากจะอยู่ต่อให้ถึงปลายปี รับรองว่าเหนื่อยแน่ๆ เพราะไหนจะเจอกับการขับไล่ของทั้งสีเหลือง และ สีแดง ในขณะที่ปัญหาเศรษฐกิจก็ยังเหนื่อยกับการอุดรูรั่ว แถมไฟใต้ก็ยังไม่ยอมดับ
ในขณะที่กับพรรคร่วมรัฐบาลก็ระหองระแหงหนัก ในเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ
รวมทั้งเรื่องปัญหาคนไทย 7 คนที่ถูกจับในเขมร
รอด ไม่รอด ... ประชาธิปัตย์น่าจะรู้อยู่แก่ใจ!!!

เราควรแยกแยะอุดมการณ์ระหว่างเสื้อแดงกับเสื้อเหลืองให้ชัด จะได้ไม่จูบปากกับเหลือง

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย



เพื่อจะได้ไม่สับสนว่าเราต่อสู้เพื่ออะไร พวกเราแตกต่างจากพวกเสื้อเหลืองอย่างไร นอกจากเป็นคนไทยด้วยกัน เรามีจุดร่วมกับพวกเสื้อเหลืองแค่ เราเป็นคนไทยอยู่ในประเทศไทยเท่านั้น

อุดมการณ์คนเสื้อแดงคือ ประชาธิปไตย ความยุติธรรมในสังคม ความเสมอภาค เสรีภาพต่างๆ เช่น การแสดงความเห็น การพูด นี่เป็นอุดมการณ์หลักๆ ของคนเสื้อแดงนะครับ เสื้อแดงประกอบด้วยสองกลุ่มใหญ่ๆ ที่ผมเห็นคือ เสื้อแดงที่มีแนวความคิดแบบลิเบอรัล ซึ่งจะเน้นเสรีภาพทั้งการเมืองและเศรษฐกิจเป็นอันดับแรก เสื้อแดงอีกกลุ่มหนึ่งคือ เสื้อแดงโซเชียลลิสต์ จะเน้นความเสมอภาคหรือเท่าเทียมกันเป็นอันดับแรก ทั้งสองกลุ่มนี้มีความแตกต่างกันตรง “เน้นอะไรเป็นอันดับแรกเท่านั้น”

ความแตกต่างกันตรงเน้นอะไรเป็นอันดับแรกนี้ ทำให้นโยบายอาจแตกต่างกัน พวกลิเบอรัลเน้นเสรีภาพ คือทุกคนมีเสรีภาพในการแสดงความเห็นและแสวงหาความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจได้เต็มที่ ตราบเท่าที่เสรีภาพนั้นมันไม่ได้ขัดขวางเสรีภาพของคนอื่น
ส่วนโซเชียลลิสต์ เน้นความเท่าเทียมกัน ทุกคนต้องมีโอกาสในการแบ่งปันความมั่งคั่งของสังคมอย่างเท่าเทียมกัน โซเชียลลิสต์จะไม่ประนีประนอมกับโครงสร้างสังคมเก่า เพราะเป็นต้นเหตุแห่งความไม่เสมอภาค

สำหรับพวกเสื้อเหลือง

แนวคิดของพวกเสื้อเหลืองพูดให้ตรงๆ คือ พวกอนุรักษ์นิยม พวกนี้จะเน้น “ความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสังคม” เป็นอันดับแรก ดังนั้นความเป็นระเบียบคือ ต้องเคารพคนมีอำนาจหรือมียศมีตำแหน่งมีศักดินาเป็นต้น สังคมต้องมีลำดับชั้นเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย พวกอนุรักษ์นิยมจะพยายามคงไว้ซึ่งอำนาจดั้งเดิมของสังมคม

แนวความคิดเรื่อง “การปรองดอง” พูดให้ชัดเจนคือเพื่อให้สังคมเป็นระเบียบ จึงเป็นแนวคิดของพวกเสื้อเหลืองโดยตรง เป็นอุดมการณ์ของคนพวกนี้ หากใครยอมรับและให้ค่ากับความคิดนี้คือ พวกอนุรักษ์นิยมหรือพวกเสื้อเหลือง หาใช่พวกเสื้อแดงไม่ การปรองดองพูดตรงๆ ก็คือ การยอมรับอำนาจในปัจจุบัน ไม่ต้องต่อสู้ดิ้นรน รักษาสภาพของสังคมแบบนี้เอาไว้แล้วลืมปัญหาที่ผ่านมาเสีย

นี่เข้าทางพวกอำมาตย์โดยแท้

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 18/01/54

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla



เอาผักชี โรยหน้า หลอกสาวก
พวกจิตตก ก็แฮ้ปปี้ ดีนักหนา
กู้เงินสร้าง ประชาวิวัฒน์ จัดสรรมา
แล้วโฆษณา ผลงาน ประจานตัว....

คนสั่งฆ่า ยังลอยนวล ชวนสมเพช
ยังแอบแฝง ความทุเรศ พวกเปรตชั่ว
หลงอำนาจ วาสนา แบบตามัว
ไม่เกรงกลัว เพราะมีเส้น แฝงเร้นทะมึน....

สั่งปลุก นักธุรกิจ จิตอุบาทว์
เพื่อผูกขาด นักช้อปปิ้ง ยิ่งระรื่น
เติมความสุข ให้กัน ทุกวันคืน
แล้วชื่นมื่น เฮฮา จนหน้าบาน....

จุดกระแส คลั่งชาติ แบบขาดสติ
อุตริ อิงแอบ แบบฟุ้งซ่าน
ล้วนสร้างภาพ มายา สุดสามานย์
สืบสันดาน ต่ำช้า มานานปี....

งบกองทัพ ทุ่มไม่อั้น มันจัดให้
แล้วเฉไฉ ความมั่นคง งงไหมนี่
อ้างคนดี มีคุณธรรม แต่ย่ำยี
ปากอัปรีย์ โสมม สมพวกเลว....

สั่งบิดเบือน 91 ศพ แล้วกลบมิด
หว่านเงินปิด ความจริง ให้ดิ่งเหว
สมเป็นยุค จัญไร ดั่งไฟเปลว
สุดแหลกเหลว จริงหนอ ตอแหลแลนด์....


blablabla32@hotmail.co.th
http://www.facebook.com/profile.php?id=100001177832717

ประวิตร โรจนพฤกษ์: จดหมายเปิดผนึกถึงคนเสื้อแดง

ที่มา ประชาไท

จาก An open letter to the red shirts
http://www.nationmultimedia.com/home/An-open-letter-to-the-red-shirts-30146164.html

ถึงชาวเสื้อแดงทั้งหลาย

ผมได้ติดตามการชุมนุมครั้งล่าสุดของพวกคุณ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมเยอะขึ้นเป็นหลายหมื่นคน เพื่อต่อสู้กับเหล่าอำมาตย์ จึงขอถือโอกาสแสดงความเห็นและแนะนำสักเล็กน้อย

อย่างแรก กรุณาอย่าลืมว่า ถึงแม้พวกคุณจะถูกกดขี่และเชื่อว่ากำลังต่อสู้เพื่อสังคมที่เป็นประชาธิปไตยมากกว่าที่เป็นอยู่ นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า ทุกการกระทำของพวกคุณจะมีความชอบธรรม ถูกต้องและเป็นประชาธิปไตยไปโดยปริยาย

ตัวอย่างเช่น กรณีการที่คนเสื้อแดงกลุ่มหนึ่ง อ้างนาม นปช. ในการรณรงค์ให้มีการจัดการกับ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายอานันท์ ปันยารชุน และพลอากาศเอกสิทธิ เศวตศิลา ด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
หลังจากที่มีรายงานจากวิกิลีคส์ว่า ทั้งสามได้พูดถึงสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมารฯ
ในเชิงวิพากษ์วิจารณ์กับทูตสหรัฐฯ

พวกคุณควรจะตระหนักว่า กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเป็นกฎหมายแห่งระบอบเผด็จการและไม่มีความเป็นประชาธิปไตย ผมรู้ว่าพลเอกเปรมเป็นศัตรูตัวสำคัญของคุณ หากแต่พวกคุณลองถามตัวเองก่อนดีไหมว่า
การเล่นงานศัตรูของคุณด้วยกฎหมายที่ไม่เป็นประชาธิปไตยจะทำให้สังคมนี้เป็นสังคมที่เป็นประชาธิปไตยขึ้นได้จริงหรือ? และถ้าคุณทำเช่นนี้แล้ว พวกคุณจะแตกต่างอย่างไรจากพวกคนเสื้อเหลือง ที่เชื่อว่า "รัฐ ประหารที่ดี" เป็นเหมือนยาวิเศษที่สามารถรักษาทุกปัญหาการเมืองได้

สิ่งที่ควรทำไม่ใช่การทำลายศัตรูด้วยวิธีอะไรก็ได้ หากต้องเป็นวิธีที่เป็นประชาธิปไตย และยิ่งกว่านั้น
คุณควรมีจุดมุ่งหมายและปณิธานร่วมกันที่จะไปให้ไกลกว่าแค่การทำลายศัตรูทางการเมือง หากควรมีจินตนาภาพร่วมกันว่า สังคมที่เท่าเทียม ยุติธรรม และเป็นประธิปไตย ควรจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร

สังคมที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงนั้นย่อมไม่มีที่ให้กับกฎหมายที่จำกัดสิทธิในการแสดงความคิดเห็น
พูด คิด อ่าน เขียน อย่างเท่าทัน เช่น กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพราะพลเมืองในสังคมประชาธิปไตย ควรจะมีสิทธิที่จะแสดงความเห็น วิพากษ์วิจารณ์ต่อสถาบันทางการเมือง อย่างไม่ต้องกลัวจะถูกลงโทษ

การที่พวกคุณตัดสินใจใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมาจัดการกับศัตรูทางการเมืองของคุณ จึงมีแต่จะทำให้ประชาธิปไตยไทยตกต่ำลง

ที่ผ่านมา ผมรู้สึกเสมอว่า คนเสื้อแดงคือกลุ่มคนที่ไม่สามารถแสดงความคิดเห็นทางการเมืองเกี่ยวกับชนชั้นนำอย่างแท้จริงโดยปราศจากความกลัวในที่สาธารณะได้ พวกคุณจึงไม่จำเป็นจะต้องไปกระหน่ำซ้ำเติมให้สังคมอยู่ในสภาพหวาดกลัวในเรื่องนี้มากกว่าที่เป็นอยู่

กลุ่มคนเสื้อแดงที่ก้าวหน้าควรออกมาแสดงจุดยืนคัดค้านการใช้กฎหมายหมิ่นฯ โดยคนเสื้อแดง มิฉะนั้นแล้ว
ขบวนการคนเสื้อแดงก็คงไม่ต่างอะไรขบวนการปฏิกิริยานิยม มุ่งแต่ทำลายฝ่ายตรงข้าม โดยมิสนใจว่า ผลที่ตามมาคืออะไร

ชาวเสื้อแดงทั้งหลาย การเปลี่ยนแปลงสู่สังคมที่เท่าเทียมและเป็นประชาธิปไตยนั้น ไม่สามารถบรรลุได้ หากพวกคุณไม่ตรวจสอบ เพ่งพินิจพิจารณาการกระทำของตนเอง

สังคมที่เป็นประชาธิปไตยไม่ใช่สังคมที่คนทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันในการใช้กฎหมายอันไม่เป็นประชาธิปไตยเล่นงานซึ่งกันและกัน ทว่าเป็นสังคมที่ไม่มีที่ให้กับกฎหมายเผด็จการแบบนั้นอย่างสิ้นเชิง

ผมยังภาวนาด้วยว่า พวกคุณจะวิพากษ์วิจารณ์แกนนำของพวกคุณ อย่างเช่น อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร กัน เพราะการที่สังคมจะบรรลุอุดมการณ์แห่งประชาธิปไตยได้นั้น คนเสื้อแดงต้องปฏิบัติมากกว่าแค่การเชื่อในทักษิณ และแกนนำ

เวลาที่ผมเห็นปฏิทินและ ส.ค.ส.ปีใหม่ที่มีรูปทักษิณอยู่ ผมได้แต่หวังว่า คนเสื้อแดงคงจะไม่ต้องการเพียงล้มล้าง "ไอดอล" หรือผู้อุปถัมภ์คนหนึ่งไป เพียงเพื่อไปเชิดชูบูชา "ไอดอล" อีกคนแทน สังคมที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงย่อมไม่มีที่สำหรับลัทธิบูชาตัวบุคคลใดๆ ทั้งสิ้น

การคลั่งไคล้ตัวบุคคลโดยเฉพาะผู้ที่เป็นผู้นำประเทศและนักการเมืองอย่างไม่ลืมหูลืมตา ไม่ควรได้รับการยอมรับ สนับสนุน ทั้งนี้เพื่อผลประโยชน์ของสังคมโดยรวม และสิ่งนี้ควรเป็นลักษณะหนึ่งของระบอบประชาธิปไตยอันแท้จริง

ด้วยความปรารถนาดี

นักข่าวผู้ซึ่งถูกมักกล่าวหาเสมอๆ ว่าเป็นแดง และเป็นพวกทักษิณ

สัมภาษณ์ ภัควดี ไม่มีนามสกุล : เอ็นจีโอไทย ไม่ใช่ นิยามของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม

ที่มา ประชาไท

กลุ่ม “จับตาขบวนการประชาสังคมไทย” จับ “ภัควดี ไม่มีนามสกุล” นั่งสัมภาษณ์ ในประเด็นเอ็นจีโอไทยกับขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม
ภัควดี ไม่มีนามสกุล
สืบเนื่องจากเวที “ทบทวนขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมในประเทศไทย” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2553 ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีประเด็นน่าสนใจมากมายทิ้งไว้ให้คิดต่อ โดยเฉพาะข้อวิพากษ์วิจารณ์ต่อขบวนการเคลื่อนไหวที่ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรพัฒนาเอกชน ในประเด็นที่ว่าขบวนการดังกล่าวไม่ใช่ขบวนการประชาธิปไตย
เมื่อเร็วๆ นี้ กลุ่มจับตาขบวนการประชาสังคมไทย (TSMW) จึงสัมภาษณ์ ภัควดี ไม่มีนามสกุล นักแปลอิสระที่ติดตามขบวนการภาคประชาชนในระดับสากล เกี่ยวกับทัศนะต่อขบวนการเคลื่อนไหวในสังคมไทยโดยเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ
TSM Watch จากที่เวทีสัมมนาที่ผ่านมามีข้อสังเกตที่น่าสนใจของ อ.ดร.เก่งกิจ กิตติเรียงลาภ ที่บอกว่าขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมในประเทศไทย ไม่ใช่ขบวนการประชาธิปไตย แต่เมื่อไปคุยกับเอ็นจีโอและนักวิชาการจำนวนหนึ่งที่ทำงานกับเอ็นจีโอก็มีคำอธิบายว่าสิ่งที่พวกเขากำลังทำอยู่นั่นแหละคือการส่งเสริมการพัฒนาประชาธิปไตย เพราะได้สร้าง “การมีส่วนร่วม” ซึ่งเป็นประชาธิปไตยทางตรงเสียยิ่งกว่าขบวนการเคลื่อนไหวที่เรียกร้องการเปลี่ยนแปลงอย่างเช่นในระบบรัฐสภา หรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญเสียอีก
ภัควดี ไม่มีนามสกุล โดยส่วนตัวยังงงว่าในเมืองไทยมีขบวนการสังคมใหม่จริง ๆ หรือ? หรือจะเรียกว่าเป็น Social Movement ได้หรือเปล่า? เคยเถียงกับเก่งกิจที่เขานิยามว่าเอ็นจีโอเป็น New Social Movement (NSM) แต่มันไม่ใช่ตามความหมายที่เราเข้าใจ หรือขบวนการนั้นมีแต่เอ็นจีโอหรือเปล่า มันก็เข้าข่ายบางเรื่อง ก็แล้วแต่จะตั้งนิยาม แต่เราก็ไม่แน่ใจว่าเก่งกิจเขาใช้แนวคิดไหน อาจจะอ่านหนังสือคนละเล่มหรือเปล่า
New Social Movement เป็นคำที่คลุมเครือมาก อาจจะเพราะคิดอะไรไม่ออก ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรก็เรียกว่า ใหม่ไว้ก่อน คำจำกัดความของขบวนการสังคมใหม่ก็กว้างมากเสียจนไม่ว่าจะพยายามจำกัดความยังไง ก็จะมีบางขบวนการที่ไม่เข้ากับคำนิยาม แต่คุณก็จะต้องยอมรับว่าขบวนการนั้นอยู่ในขบวนการสังคมใหม่ เนื่องจากขบวนการสังคมใหม่รวมเอาอะไรที่ขัดแย้งกันมาอยู่ด้วยกันได้ ดังนั้นจึงไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่าขบวนการสังคมใหม่คืออะไร แต่ก็มีการใช้คำนี้กันมาก จึงต้องตอบคำถามก่อนว่าอะไรที่ ใหม่
ตามความเข้าใจของตัวเองจากการอ่านหนังสือและสังเกตขบวนการ อย่างแรกที่ใหม่คือ อุดมการณ์ ซึ่งเป็นจุดหักเลี้ยวที่แตกต่างจากช่วงที่แนวคิดสังคมนิยมหรือมาร์กซิสม์กำลังแพร่ขยาย ในช่วงเวลานั้นอุดมการณ์ยังชัดเจน มีภาพทางสังคมที่ชัดเจน พูดเรื่องการต่อสู้เชิงโครงสร้าง ความเป็นธรรม แต่อุดมการณ์สังคมใหม่ค่อนข้างมีความหลากหลาย ไม่ได้พูดชัดเจนว่าตัวเองต้องการอะไรหรือบอกว่าตัวเองอยู่ในลัทธิอะไร แต่มันเป็นอุดมการณ์ในประเด็นใกล้ตัว เช่น เพศสภาวะ อาหาร วิถีชีวิต ฯลฯ และส่วนใหญ่จะไม่ยอมประกาศว่าตัวเองเป็นอะไร เช่น ขบวนการ MST ในบราซิล ที่ถือว่าตนเองเป็นขบวนการสังคมใหม่ ทั้ง ๆ ที่คนในขบวนการ แกนนอน หรือแกนอะไรทั้งหลายอ่านสังคมนิยมหมดเลย มีแนวคิดแบบสังคมนิยม แต่เขาจะไม่ยอมเรียกตัวเองว่าสังคมนิยม เพราะเขารู้สึกว่าการประกาศลัทธิเป็นการจำกัดบางสิ่งบางอย่างในการเคลื่อนไหว เป็นต้น ขบวนการสังคมใหม่จะมีความหลากหลาย มีประเด็นร่วม แต่ก็ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว และมีข้อขัดแย้งได้
สิ่งที่ใหม่อย่างที่สองคือ โครงสร้างประชากร ในขบวนการจะมีกลุ่มคนสองลักษณะ ในตะวันตกเป็นคนกลุ่มที่ไม่คิดว่าจะลุกขึ้นมากบฏหรือต่อสู้ แต่กลายมากบฏได้อย่างไม่น่าเชื่อ คือพวกชนชั้นกลางผิวขาว มีการศึกษา มีทั้งฐานะดีและไม่ดี แต่ลุกขึ้นมาต่อต้านทุนนิยม ส่วนในโลกที่สามจะเป็นกลุ่มคนที่ไม่เคยอยู่ในสายตาของนักสังคมนิยม หรือนักมาร์กซิสต์สมัยก่อน เป็นชนชั้นที่ไม่เคยได้รับเกียรติให้เป็นชนชั้นปฏิวัติ ซึ่งก็คือชนพื้นเมืองและแรงงานนอกระบบ สถานการณ์ภายใต้ระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ทำให้ชนพื้นเมืองถูกแย่งชิงทรัพยากร และทำให้เกิดแรงงานนอกระบบจำนวนมาก ในหลาย ๆ ประเทศ พวกเขากลายเป็นชนชั้นที่ลุกขึ้นมานำการเปลี่ยนแปลงสังคม
สิ่งใหม่อย่างที่สามคือ กระบวนการประชาธิปไตยในองค์กร ประเด็นนี้มีความชัดเจนมาก ใช้การจัดตั้งแบบเครือข่าย วิถีระนาบ อนาธิปไตย จับมือร่วมกันเป็นแนวนอน ซึ่งไม่เหมือนการจัดตั้งแบบองค์กรที่มีลักษณะแบบปิรามิด
TSM Watch มีตัวอย่างไหมว่าเขาจัดความสัมพันธ์กับพี่เลี้ยงยังไง
ภัควดี ไม่มีนามสกุล จากหนังสือที่อ่านมา กรณีซาปาติสตามีเอ็นจีโออยู่บ้างแต่ก็แค่เปรย ๆ ถึง ในประเทศอย่างเวเนซุเอลา หรือโบลิเวีย เอ็นจีโอไม่ค่อยมีบทบาทในด้านการจัดตั้ง เช่น แรงงานนอกระบบของเวเนซุเอลาอยู่ในสลัม สภาพแวดล้อมมีแต่ความรุนแรง ยาเสพติด อะไรต่าง ๆ ไม่มีเอ็นจีโอเข้าไปทำงานในเรื่องพวกนี้ การจัดตั้งเกิดขึ้นมาเอง หรืออย่างการจัดตั้งของโบลิเวียที่มีมานานมากที่สุดคือกลุ่มเกษตรกรในโคคา ซึ่งถูกกล่าวหาว่าผิดกฎหมายมาตั้งแต่แรก จึงไม่มีเอ็นจีโอเข้าไป เพราะเอ็นจีโอจะขอทุนจากที่ไหนเพื่อไปทำงานในพื้นที่แบบนั้น เกษตรกรมีประสบการณ์ในการจัดตั้งมาก่อนเพราะบางส่วนมาจากคนงานในเหมืองแร่ พอเหมืองเลิกไปก็เปลี่ยนมาเป็นเกษตรกร พวกเขาก็ใช้ประสบการณ์เดิมมาจัดตั้ง บอกตามตรงว่าไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามีเอ็นจีโอเข้าไปหรือไม่ แต่ถ้าดูวิธีการดำเนินงาน ดูในสารคดี เท่าที่เห็นคือไม่มีเอ็นจีโอเข้าไปเป็นแกนกลางในการจัดตั้งและต่อรองกับรัฐ
ขบวนการที่ไม่มีเอ็นจีโอ สิ่งแรกที่เขาจะทำคือยึดโยงกับอำนาจรัฐผ่านการเลือกตั้ง และจะไม่เรียกร้องอะไรอย่างเกษตรอินทรีย์ เกษตรพอเพียง แต่พูดถึงความเป็นธรรม ความเหลื่อมล้ำ การกระจายความมั่งคั่ง การศึกษา การรักษาพยาบาล ไม่มีอุดมคติในเชิงวิถีชีวิต ส่วนตัวจึงคิดว่าขบวนการเสื้อแดงมองอะไรใกล้เคียงกับขบวนการแบบในเวเนซุเอลา โครงสร้างประชากรส่วนใหญ่มาจากแรงงานนอกระบบเหมือนกัน และพยายามใช้กระบวนการประชาธิปไตยแบบเลือกตั้งเข้าไปกำหนดนโยบายรัฐ คนเหล่านี้จะไม่พูดถึงชีวิตที่อุดมคติอะไรมาก
TSM Watch ทำไมจึงมองว่าขบวนการเอ็นจีโอในไทยไม่ใช่ NSM
ภัควดี ไม่มีนามสกุล ตามความเข้าใจของตัวเอง เอ็นจีโอเป็นส่วนหนึ่งในขบวนการสังคมใหม่ได้ แต่เอ็นจีโอของไทยไม่ใช่ขบวนการสังคมใหม่ที่แท้จริงเพราะยังอยู่ในระบบอุปถัมภ์ ถ้ามองขบวนการประชาชนในโลกที่สาม หรือลาตินอเมริกาซึ่งตนเองรู้จักมากกว่าที่อื่น ประชาชนรวมกลุ่มกันเองแล้วจับกันเป็นเครือข่าย ไม่ได้เรียกร้องแบบประเด็นเดี่ยว ๆ แต่เรียกร้องในระดับโครงสร้าง เขาอาจเคยมีพี่เลี้ยงมาก่อนแต่ก็สามารถสนับสนุนกันเองในกลุ่มได้ ความแตกต่างอยู่ที่เขาพยายามไปยึดโยงกับอำนาจรัฐมากกว่า
การขยายตัวของเอ็นจีโอเพิ่งจะเกิดขึ้นในช่วง 10-20 ปี มานี้ แนวคิดอย่างเช่นของ เดวิด ฮาร์วี บอกว่าเอ็นจีโอเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกับการขยายตัวของเสรีนิยมใหม่ ซึ่งต้องการลดบทบาทของภาครัฐลง เอ็นจีโอเข้ามาทำหน้าที่แทนในด้านสวัสดิการสังคมหรือการแก้ปัญหาในท้องถิ่น เปรียบเสมือนการแปรรูปสวัสดิการสังคมให้เอกชนทำแทน
ลักษณะของเอ็นจีโอเมืองไทยจะจับเฉพาะประเด็นใดประเด็นหนึ่งในท้องถิ่น เป็นประเด็นที่ให้ประโยชน์แก่เขา และอาจไม่เชื่อมโยงปัญหาในเชิงโครงสร้างทั้งหมด ลักษณะการต่อสู้เน้นไปที่การต่อรองกับรัฐเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจะบอกว่าเป็นการพัฒนาประชาธิปไตยก็คงไม่ใช่ เพราะไม่ได้แตะปัญหาเชิงโครงสร้างในเรื่องการกระจายความเท่าเทียม หรือการลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในเชิงโครงสร้าง
เอ็นจีโอในเมืองไทยไม่ได้เกาะกันเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ที่จะผลักดันแนวนโยบายขนาดใหญ่ได้ เท่าที่เข้าใจเหมือนกับว่าเอ็นจีโอแต่ละที่ไม่ได้มีความพร้อมในตัวเอง ถ้ามีการประชุมหรือสัมมนาร่วมกันก็ไม่ได้ผลักดันในเชิงการเมืองเพื่อให้เกิดแนวนโยบายของรัฐเป็นระบบโดยรวม แต่ละภาคส่วนทำงานโดยเน้นการต่อรองมากกว่า ถ้าองค์กรไหนมีอำนาจในการล็อบบี้เก่งกว่าก็จะได้ในสิ่งที่ตนเองต้องการ แต่เอ็นจีโอที่ไม่เข้มแข็งเท่า มีเงินทุนน้อยกว่า หรือขนาดเล็กกว่าก็ต่อรองไม่ได้ อย่างนี้จะเรียกว่าการพัฒนาประชาธิปไตยได้จริงหรือเปล่า ในขณะที่ประชาธิปไตยทางตรงต้องการให้คนทั้งหมดมีส่วนร่วม แต่แบบนี้ขึ้นอยู่กับอำนาจของแต่ละเอ็นจีโอ ซึ่งแต่ละแห่งก็มีอำนาจไม่เท่ากัน
อย่างนี้น่าจะเรียกว่าเป็นการต่อรองธรรมดามากกว่าจะเรียกว่าเป็นประชาธิปไตยทางตรงเพราะทำเฉพาะประเด็น
TSM Watch การทำงานในประเด็นเฉพาะอย่างที่เอ็นจีโอไทยจำนวนมากกำลังทำอยู่ ที่สุดแล้วจะเกิดคุณูปการต่อส่วนรวมได้ อย่างเช่นว่าการมีพื้นที่นำร่องเพื่อรังวัดแนวเขตระหว่างพื้นที่ทำกินของชาวบ้าน กับพื้นที่อุทยานแห่งชาติ หรือการทำโฉนดชุมชนโดยคาดหวังว่าจะมีการทำเช่นเดียวกันในพื้นที่อื่น ๆ ต่อไป หรือการกระทำดังกล่าวจะเป็นรูปธรรมตัวอย่างที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงกฎหมาย ระบบ หรือโครงสร้างในที่สุด เอ็นจีโอในเครือข่ายทรัพยากรอธิบายว่าสุดยอดของประชาธิปไตยที่เครือข่ายอยากเห็นคือการกระจายอำนาจให้คนในท้องถิ่นได้บริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ
อย่างเช่นในกรณีป่าอนุรักษ์ทับที่ดินของชาวบ้าน ปัจจุบันมีกระบวนการแก้ไขปัญหาร่วมกัน กำหนดแนวเขต ตกลงร่วมกันว่าถ้าต่อไปจะจับกุมชาวบ้านภายในแนวเขตที่กำหนดไว้ไม่ได้ นี่คือรูปธรรมของการจัดการป่าแบบมีส่วนร่วมที่มีทั้งชาวบ้าน เจ้าหน้าที่รัฐ เอ็นจีโอ ฯลฯ เข้ามาร่วมกันสร้างกระบวนการแก้ไขปัญหาซึ่งคาดหวังว่าจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารจัดการทรัพยากรทั้งระบบ
ภัควดี ไม่มีนามสกุล นั่นเป็นความเชื่อของเอ็นจีโอ คือมีความเชื่อตามแนวคิดเรื่องภาคประชาสังคมว่าในที่สุดแล้วภาคประชาสังคมจะกดดันรัฐ และจะสามารถบังคับให้รัฐทำสิ่งที่ตนเองต้องการ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริง ๆ ในระยะหลังจนกระทั่งมีคนปฏิเสธแนวคิดเรื่องภาคประชาสังคมไปเลย ก็คือมันไม่ประสบความสำเร็จ ในเชิงปฏิบัติมันไม่เกิดขึ้น หากไม่ยึดอำนาจรัฐก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงนโยบายเชิงโครงสร้างได้
มีตัวอย่างในลาตินอเมริกา มีเครือข่ายองค์กรประชาชนจริง ๆ ซึ่งไม่ได้มีเอ็นจีโอเข้ามาร่วม หรือมีเอ็นจีโอเกี่ยวข้องจำนวนน้อย เครือข่ายเหล่านี้ต่อสู้แล้วก็ยึดโยงกับอำนาจรัฐได้ เช่น เวเนซุเอลาหรือโบลิเวีย ซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงแนวนโยบายรัฐได้ระดับหนึ่ง จึงกลายเป็นตัวอย่างที่ทำให้นักคิดหลายคนชี้ให้เห็นว่า สุดท้ายแล้วถ้าคุณไม่ยึดอำนาจรัฐ คุณก็แก้ปัญหาไม่ได้ อาจจะไม่ถึงกับต้องไปยึดอำนาจรัฐโดยตรง แต่ก็ต้องยึดโยงกับอำนาจรัฐ
TSM Watch ประเด็นที่ว่าไม่เกิดผล เอ็นจีโอก็อาจบอกว่ายังไม่เกิด ไม่ใช่จะไม่เกิด และที่ผ่านมาก็มีรูปธรรมในทางบวกมากมายที่เห็นว่าขยับไปได้เยอะ รัฐเปลี่ยนไปมาก อย่างเช่นว่าวันนี้คุยกับเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติได้มากแล้ว จากที่เคยคุยกันไม่ได้เลย ชาวบ้านก็ถูกจับกุมน้อยลงถ้าเทียบกับเมื่อหลายสิบปีที่ผ่านมา นี่เป็นรูปธรรมที่สะท้อนให้เห็นว่ามีแนวโน้มดีขึ้นเรื่อย ๆ
ภัควดี ไม่มีนามสกุล ไม่มีใครปฏิเสธคุณความดีของเอ็นจีโอ แต่ก็ไม่มีหลักประกันว่าจะแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว เพราะว่าถึงที่สุดแล้วการแก้ไขปัญหาก็ขึ้นอยู่กับการต่อรองเป็นครั้ง ๆ ไป
ไม่มีใครปฏิเสธว่าเอ็นจีโอมีส่วนทำให้ปัญหาบางอย่างบรรเทาเบาบางลงไป หรือช่วยให้ดีขึ้น แต่มีข้อสังเกตว่าสิ่งที่เอ็นจีโอทำยิ่งไปสนับสนุนให้รัฐลดบทบาทตนเองในด้านสวัสดิการสังคมหรือในเชิงบริการสังคมลงไปได้เรื่อย ๆ โดยให้เอ็นจีโอมาทำหน้าที่แทน ซึ่งเอ็นจีโอก็เข้ามาทำเป็นส่วน ๆ ในแต่ละที่มีปัญหาไม่เท่ากัน และเอ็นจีโอในแต่ละที่ก็มีความสามารถไม่เท่ากัน เมื่อเป็นลักษณะแบบนี้ก็จะขึ้นอยู่กับความสามารถของเอ็นจีโอในแต่ละแห่งที่จะต่อรอง ถ้าชุมชนไหนไม่เข้มแข็งพอที่จะต่อรอง รัฐก็สามารถละเลยไปได้เลยใช่หรือเปล่า เพราะว่ามันไม่ได้เป็นแนวนโยบาย แต่เป็นเรื่องของการต่อรองเป็นส่วน ๆ
TSM Watch ถ้าสมมติว่า พ.ร.บ.ป่าชุมชนออกมา หรือแก้ไขกฎหมายป่าไม้ได้ มันก็เป็นการเปลี่ยนแปลงในทางนโยบายมิใช่หรือ
ภัควดี ไม่มีนามสกุล แนวนโยบายเขียนอะไรก็ได้อยู่แล้ว แต่ถ้าไม่มีการกดดันอยู่เรื่อย ๆ การปฏิบัติก็ไม่เกิดขึ้น อย่างเช่นเม็กซิโกเป็นประเทศที่รัฐธรรมนูญเขียนเรื่องการปฏิรูปที่ดินที่ดีที่สุดในโลก แต่ก็ไม่เคยมีการปฏิบัติ กลับมีความเหลื่อมล้ำในเรื่องที่ดินมาก ถ้าหากว่าประชาชนเข้าไปมีอิทธิพลต่ออำนาจรัฐได้ เช่น ผ่านการเลือกตั้ง หรือการกดดันผ่านตัวแทนของตนเองในระบบรัฐสภา ก็จะช่วยให้นอกจากมีการเปลี่ยนแนวนโยบายให้คำนึงถึงคนข้างล่างแล้ว ก็ยังจะมีการกดดันให้ปฏิบัติด้วย
TSM Watch รัฐคืออะไร ตกลงควรมีหรือไม่มี ถ้ามีควรเป็นแบบไหน ผู้คนตามแนวพรมแดนมีปัญหาเพราะไร้รัฐ พวกเขาต้องการการปกป้องจากรัฐ ขณะที่เรามีรัฐแต่เราก็ไม่พอใจ แบบนั้นก็ไม่ดี แบบนี้ก็ไม่เอา
ภัควดี ไม่มีนามสกุล เป็นคำถามโลกแตก ไม่มีใครบอกได้ รัฐทำมากไปก็ยุ่งมาก ทำน้อยไปก็ไม่ดีอีก ถามว่าพี่ว่ายังไง พี่ไม่ว่ายังไง ก็แล้วแต่จะตกลงกัน (หัวเราะ)
TSM Watch อีกประเด็นหนึ่ง คือการพูดถึงการยึดอำนาจรัฐ รูปธรรมคืออะไร แล้วจะเป็นจริงได้แค่ไหนในยุคสมัยนี้ ทุนนิยมแบบนี้ และรัฐซับซ้อนขนาดนี้ มีงานเขียนที่อ้างแนวคิดประชาสังคมแบบหมอประเวศที่บอกว่า การเปลี่ยนทางสังคมจะไม่มีทางเกิดขึ้นถ้าเราไม่ “ร่วมมือ” กับรัฐ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการยึดอำนาจรัฐ และมันมีปัญหาตรงที่รัฐกับทุนร่วมมือกัน
ภัควดี ไม่มีนามสกุล เดี๋ยวนี้แนวคิดของ New Social Movement ไม่ได้เหมือนสมัยก่อนที่มีหัวขบวนไปยึดอำนาจรัฐโดยตรง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะของการยึดโยงอำนาจรัฐ เช่น กรณีเวเนซุเอลามีขบวนการประชาชนที่สนับสนุนอูโก ชาเวซ เป็นประธานาธิบดี แต่ไม่ใช่ว่าเขาจะสนับสนุนชาเวซในทุกเรื่อง เพราะมีบางครั้งชาเวซก็แพ้ในการลงประชามติ สมมติว่าชาเวซขอให้มีการลงประชามติเพื่อแก้รัฐธรรมนูญบางส่วน แล้วถ้าเขาอธิบายไม่ดีพอ เขาก็แพ้การลงประชามติได้ หรือในกรณีของโบลิเวีย ประธานาธิบดีโมราเลสมาจากการผลักดันของเครือข่ายเกษตรกรชาวนาชาวไร่และชนชั้นล่าง แต่ก็มีการประท้วงเกิดขึ้น เช่น เมื่อโครงการเหมืองของรัฐไปขัดแย้งกับเกษตรกรหรือชนพื้นเมืองอื่น ๆ อำนาจรัฐแบบนี้ตั้งอยู่บนการสนับสนุนของประชาชนจริง ๆ ถ้าประชาชนไม่สนับสนุนก็อยู่ไม่ได้
พอมาดูภาคปฏิบัติของไทยที่ผ่านมา อย่างเช่น พ.ร.บ.ป่าชุมชน เมื่อออกมาแล้วมีปัญหา ถามว่าเอ็นจีโอจะไปกดดันรัฐบาลยังไง เนื่องจากกระบวนการล็อบบี้สว. วิ่งเต้น เส้นสาย พอใช้ไปแล้วมันจะไปผูกมัดตัวเอง เพื่อรักษาเส้นสายบางอย่างบางทีก็ไม่สามารถกดดันได้เต็มที่ บางทีก็เหมือนกับว่าถูกซื้อตัวไปแล้ว การพูดว่าถูกรัฐซื้ออาจจะแรงไป แต่มันเป็นการรักษาสายสัมพันธ์ เป็นระบบอุปถัมภ์
วัฒนธรรมในองค์กรเอ็นจีโอเองก็ไม่ได้มีกระบวนการประชาธิปไตย ไม่ใช่เฉพาะเอ็นจีโอไทย แต่ทั่วโลก ถ้ารัฐจะเขียนแนวนโยบายมา ดีหรือไม่ ปฏิบัติหรือไม่ก็ตามแต่ เอ็นจีโอจะกดดันอย่างไรถ้าหากว่าอยู่ภายใต้ระบบอุปถัมภ์นั้นแล้ว
TSM Watch ในด้านหนึ่งเอ็นจีโอบอกว่าเป็นแค่พี่เลี้ยงขององค์กรการประชาชน อีกด้านหนึ่ง เอ็นจีโอก็ยอมรับว่ากำลังร่วมมือกับรัฐ หรือทำงานแทนรัฐเพื่อให้เกิดสิ่งที่ดีกว่าต่อประชาชน
ภัควดี ไม่มีนามสกุล แต่จะพูดแทนประชาชนไม่ได้ และถ้าเราไม่เรียกร้องอะไรจากรัฐเลย รัฐก็ไม่ต้องรับผิดชอบ เช่น เน้นชุมชนเข้มแข็งดูแลตนเอง เรื่องเศรษฐกิจก็เป็นแบบพอเพียงเลี้ยงตัวเอง สมมติทำได้จริงรัฐก็ไม่มีหน้าที่ต้องให้อะไรเลยหรือ? ปัญหาบางอย่าง เช่น ระบบการศึกษา มันต้องไปแก้ที่รัฐ สมมติว่าชุมชนไม่สามารถให้การศึกษาแก่เด็กด้วยตนเองได้ ก็ต้องส่งลูกหลานไปเรียนในโรงเรียนของรัฐ ก็ต้องไปดูว่ารัฐสอนอะไรแก่เด็ก พอกำหนดในเรื่องการศึกษาไม่ได้ สิ่งที่คุณสร้างมา วิถีชีวิตที่คิดว่าดีแล้ว แต่ลูกหลานกลับเข้าไปอยู่ในโรงเรียนที่ถูกสอนเพื่อออกไปเป็นแรงงาน เป็นพลเมืองหัวอ่อนที่ว่านอนสอนง่าย แล้วชุมชนจะทำอย่างไร?
คิดอยู่เหมือนกันว่าถ้าเป็นองค์กรที่ไม่มีเอ็นจีโอ ขบวนการเคลื่อนไหวจะมุ่งตรงเข้ายึดอำนาจรัฐเลยหรือเปล่า อย่างกรณีเสื้อแดง เวเนซุเอลา โบลิเวีย ซึ่งไม่ได้มาจากการจัดตั้งของเอ็นจีโอ แต่เป็นการจัดตั้งของประชาชนเองเป็นส่วนใหญ่ พวกนี้มักจะไปยึดโยงกับอำนาจรัฐ แต่ถ้าสมมติเป็นขบวนการที่มีระบบพี่เลี้ยง มักไม่มีแนวคิดเรื่องการยึดอำนาจรัฐ แต่จะมีตัวกลางระหว่างประชาชนกับรัฐ ไม่คิดเรื่องการยึดอำนาจรัฐโดยตรง แต่ใช้การต่อรอง หรือการกดดันแบบอื่น ๆ ส่วนองค์กรประชาชนที่จัดตั้งตัวเองขึ้นมาจะไม่มีตัวกลางนี้ เขาคิดของเขาเอง เขาจึงคิดถึงเรื่องการยึดกุมอำนาจรัฐเลย โดยผ่านกระบวนการบางอย่าง เช่น การเลือกตั้ง การเคลื่อนไหวกดดัน การสร้างเครือข่าย ประชาธิปไตยทางตรง ฯลฯ
TSM Watch ตัวกลางนี่แหละที่บิดเบือนภาพของชาวบ้าน สร้างภาพที่ตัวเองอยากเห็นแม้แต่การพูดถึงความต้องการของชาวบ้าน
ภัควดี ไม่มีนามสกุล เอ็นจีโอมักจะมีภาพในอุดมคติที่นึกถึงวิถีชีวิตทางเลือกมากกว่าประชาชนธรรมดา การจัดตั้งของแรงงานนอกระบบในเวเนซุเอลาที่แม้จะเป็นการจัดตั้งในแนวนอน แต่ก็มีความสัมพันธ์กับรัฐในแนวดิ่งเช่นกัน เขาก็คิดว่าหากพรรคการเมืองเป็นตัวกลางจะช่วยลดปัญหาของความสัมพันธ์ในแนวดิ่งลงไป เท่าที่อ่านมาก็ต้องยอมรับว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีความสัมพันธ์ในแนวดิ่งเลย ยกเว้นอนาธิปไตยที่เป็นอุดมคติอีกประเภทหนึ่ง แต่ความสัมพันธ์แนวดิ่งก็เป็นปัญหา ขณะเดียวกันก็มีการตั้งองค์กรที่เข้ามาเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนที่ไม่ต้องเป็นพรรคการเมือง แต่เป็นสภาที่มาจากประชาชน นี่คือความพยายามที่ไม่รู้ว่าทำสำเร็จแล้วหรือยัง
TSM Watch องค์กรที่ว่ามาเชื่อมความสัมพันธ์รูปแบบเหมือนสภาองค์กรชุมชนหรือเปล่า
ภัควดี ไม่มีนามสกุล ไม่ใช่แบบนั้น เป็นสหภาพ หรือสหกรณ์ หรือมีได้หลายรูปแบบ ไม่ใช่เป็นโมเดลลงไป แต่ให้ประชาชนพยายามรวมตัวและสัมพันธ์กับรัฐในลักษณะต่าง ๆ เช่น กลุ่มสหกรณ์ที่ดำเนินการเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างกับรัฐ กลุ่มแม่บ้านแก้ปัญหาของผู้หญิง ฯลฯ
TSM Watch ในบ้านเราเท่าที่มีเป็นระบบแต่งตั้งมากกว่า ไม่ใช่เลือกตั้ง เช่นการสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิ ทำหน้าที่เสนอความคิดเห็นแต่ไม่มีอำนาจที่ชัดเจน หรือไม่มีอำนาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ไม่มีงบประมาณ ไม่มีบทบาทขนาดนั้น เลยไม่รู้ว่าจะมีทำไม ช่วยอธิบายเรื่องอนาธิปไตยหน่อยว่าทำไมภาพพจน์ของกลุ่มคนที่มีแนวคิดแบบนี้จึงดูเลวร้าย
ภัควดี ไม่มีนามสกุล ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทยที่อนาธิปไตยมีความหมายเกี่ยวกับผู้ก่อการร้าย ในประเทศอื่น ๆ ก็เช่นกัน กลุ่มคนที่สนใจแนวทางและเชื่อในอนาธิปไตยบอกว่า อนาธิปไตยไม่ใช่ลัทธิ แต่เป็นความเชื่อในแนวทางปฏิบัติ และเน้นประเด็นของแนวทางการจัดตั้งมากกว่าเรื่องเล่าแม่บทเกี่ยวกับสังคม มีคนเสนอว่าแนวทางการจัดตั้งแบบอนาธิปไตยมีมายาวนานในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ นับตั้งแต่ยุคสังคมชนเผ่า เป็นวิธีการจัดตั้งในแนวระนาบ ใช้ประชาธิปไตยทางตรง ซึ่งเป็นพื้นฐานในการรวมตัวหรืออยู่ร่วมกันของมนุษย์อยู่แล้ว แต่มีช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์ยุโรปที่นักอนาธิปไตยบางคนเชื่อว่า การใช้ความรุนแรงเป็นแนวทางในการเปลี่ยนแปลงสังคม แล้วใช้วิธีการก่อวินาศกรรม ทำให้คำว่า อนาธิปไตย ถูกมองความหมายในเชิงลบ ส่วนคำว่า อนาธิปไตย ในความหมายของขบวนการสังคมใหม่ หมายถึงแนวทางการจัดตั้ง เกือบทั้งหมดไม่ใช้วิธีการรุนแรงอีกต่อไป
TSM Watch ตามที่เข้าใจ อนาธิปไตยเป็นแนวคิดที่ไม่ต้องการรัฐด้วยใช่ไหม เมื่อไม่ต้องการรัฐ แล้วต่างกันอย่างไรกับเสรีนิยมใหม่ที่ต้องการลดบทบาทของรัฐ
ภัควดี ไม่มีนามสกุล เสรีนิยมใหม่ต้องการลดบทบาทของรัฐในบางด้าน เช่น สวัสดิการ แต่เพิ่มอำนาจรัฐในด้านอื่น ๆ เช่น การบังคับประชาชนไม่ให้ต่อต้านระบบทุนนิยม ส่วนอนาธิปไตยมองว่ารัฐคือความชั่วร้าย นักอนาธิปไตยส่วนใหญ่มักมีแนวคิดแบบสังคมนิยมหรือมาร์กซิสต์ เพียงแต่เป้าหมายสุดท้ายของอนาธิปไตยคือไม่มีรัฐ นักอนาธิปไตยกับนักสังคมนิยมจึงมักร่วมมือกันเป็นเครือข่ายการต่อสู้ได้บ่อย ๆ
TSM Watch คำถามสุดท้าย คิดอย่างไรกับข้อสังเกตของ อ.ดร.เก่งกิจ ที่ว่าพวกเรายังคิดเรื่องรัฐไทยน้อยไป
ภัควดี ไม่มีนามสกุล เห็นด้วยว่าเราคิดเรื่องรัฐไทยไม่พอ รวมถึงเรื่องสถาบันกษัตริย์ในฐานะที่เป็นอำนาจที่ชัดเจน แต่เป็นอำนาจนอกระบบ บางช่วงเราก็สนใจเรื่องข้ามรัฐ เชื่อว่ารัฐจะหมดบทบาท แต่เราก็พบว่าเราคิดเกี่ยวกับรัฐน้อยไป ส่วนเรื่องสถาบันกษัตริย์ เมื่อก่อนเราไม่ค่อยมีข้อมูลเชิงประจักษ์มากนักว่าสถาบันกษัตริย์มีบทบาทอะไรบ้าง ไม่รู้จะไปเริ่มศึกษายังไง แต่เหตุการณ์ล่าสุดอาจทำให้เราเห็นชัดขึ้นว่า สถาบันมีบทบาทแค่ไหน อำนาจอยู่ตรงไหนบ้าง มีข้อมูลมากขึ้น มีกระบวนการการเปิดเผยข้อมูลมากขึ้น
TSM Watch ในช่วงก่อนหน้านี้สถานการณ์ปัญหาทางสังคมทำให้เราต้องสนใจเรื่องอื่น ๆ มากกว่า เช่น ปัญหาการแย่งชิงทรัพยากร ปัญหาจากองค์กรโลกบาล องค์กรข้ามชาติ ฯลฯ ทำให้ไม่ได้ไปนึกถึงเรื่องนั้น หรือรู้สึกกังวลมากเท่าไร แต่ความจริงก็ไม่ใช่ไม่มีประเด็น อย่างเช่นการเคลื่อนไหวเรื่องที่ดินก็พูดกันมานานว่าคนจนเมืองไม่มีที่อยู่อาศัย คนจนไม่มีที่ดินทำกิน แต่ก็ไม่ได้ไปดูกันว่าที่ดินกระจุกตัวอยู่ที่สำนักงานไหน และไม่มีการเรียกร้องให้กระจายที่ดินตรงนั้นออกมาให้ประชาชน แต่เราเพิ่งมาเริ่มพูดกันวันนี้ เรามัวแต่ไปพูดกันว่าคนจนเป็นผลผลิตจากการพัฒนา ใช้ทฤษฎีการพึ่งพา ทฤษฎีการพัฒนา หรือวิเคราะห์แต่ปัญหาของทุนนิยม แต่ไม่ได้ดูไปที่รัฐและสถาบันภายในประเทศที่มีอิทธิพลต่อรัฐว่ามีบทบาทอย่างไรบ้าง
ภัควดี ไม่มีนามสกุล การที่เราถูกวิจารณ์ว่าเราไม่เห็นประเด็นรัฐกับสถาบันกษัตริย์นี้ ก็เป็นการวิจารณ์ที่ถูกต้อง แต่ไม่ใช่เพราะเราปากว่าตาขยิบ แต่เพราะเมื่อก่อนถูกบดบัง ไม่มีข้อมูลวิเคราะห์มากพอ ไม่ทันได้คิดอะไรอย่างนี้มากกว่า เมื่อก่อนเราเน้นประเด็นปัญหาโลกาภิวัตน์อะไรมาก เพราะว่ากระแสมันแรงมาก และลองคิดดูว่า ถ้าเกิดข้อตกลง WTO และ FTA ผ่าน ระบบเศรษฐกิจตอนนี้ก็เปลี่ยนไปเลย จะมีทรราชตัวใหม่ที่ใหญ่กว่าด้วย ป่านนี้เราก็อาจไม่พูดถึงเรื่องที่กำลังพูดกันอยู่ แต่บังเอิญว่าข้อตกลงพวกนั้นมันไม่ผ่าน เพราะกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาไม่ยอมอ่อนข้อให้ประเทศพัฒนาแล้ว และบวกกับที่ระบบเสรีนิยมใหม่ไปทำให้ระบบเศรษฐกิจในโลกถึงจุดวิกฤติ
TSM Watch และถ้าไม่มีการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง เราก็จะไม่มาพูดเรื่องรัฐ หรือเรื่องพวกนี้กัน
ภัควดี ไม่มีนามสกุล ใช่ ถ้าไม่มีใครถูกฆ่า เราก็มองไม่เห็น เราเป็นมนุษย์ที่มีข้อจำกัด แต่การมีข้อจำกัดหมายถึงความชั่วช้าไม่มีจริยธรรมหรือเปล่า?

นักข่าวพลเมือง: ชีวิตลูกเมียผู้ต้องขัง คดีแดงปะทะเหลืองเชียงใหม่

ที่มา ประชาไท





เช้าวันเด็กแห่งชาติเมื่อเสาร์ก่อนที่สนามเด็กเล่นเล็กๆ ในหมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่ง อุดมพาลูกสาววัยสามขวบซึ่งจริงๆ แล้วเป็นลูกของน้องสาวตัวเองที่รับมาช่วยเลี้ยงดูร่วมกับสมศักดิ์ อ่อนไสว สามีที่ตอนนี้ถูกจับและถูกจองจำตลอดมาตั้งแต่เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2552 ด้วยคดีร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาอยู่ที่เรือนจำกลางเชียงใหม่ อันเนื่องมาจากเหตุการณ์การปะทะกันระหว่างคนเสื้อแดงกับฝ่ายตรงข้ามในการชุมนุมทางการเมือง (อ่านเพิ่มเติม: สั่งจำคุก 20 ปี ไม่รอลงอาญา-ห้ามประกัน 5 แกนนำเสื้อแดงเชียงใหม่ / รักเชียงใหม่ 51 ปะทะเดือดเจ็บ 2 ฝ่าย พ่อแกนนำทหารเสือพระราชาดับ)
มองเผินๆ แล้วเด็กหญิงคนนี้ก็เหมือนเด็กอื่นทั่วไปที่อยากเล่นอยากรู้อยากเห็น แต่เมื่อสังเกตติดตามไปสักพักหนึ่งก็เห็นว่า เด็กมีนิสัยเก็บตัวไม่กล้าเข้าร่วมกลุ่มกับเด็กอื่นๆ หนึ่งในนักศึกษาที่เป็นทีมงานจัดกิจกรรมวันเด็กครั้งนี้เข้าไปพูดคุยและชวนน้องเล่นกันสองคน เด็กหญิงก็เล่นด้วย แต่เมื่อชวนให้ร่วมกิจกรรมเล่นเกมหรือวาดรูปแข่งกับคนอื่น เด็กหญิงกลับหลบไปแอบเกาะติดอยู่กับแม่ จะเป็นด้วยความที่ตัวเล็กกว่าคนอื่น หรือด้วยความที่ขาดบางสิ่งบางอย่างหรือไม่ ที่ทำให้เด็กหญิงไม่กล้าเข้าร่วมกลุ่มกับเพื่อนๆ ในวัยเดียวกัน การพบเจอกันเพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ คงไม่สามารถจะสรุปได้ แต่ใครๆ ก็คงรู้สึกได้ไม่ต่างกันนัก
จากที่มีโอกาสได้พูดคุยกับอุดมในวันถัดมา ได้ความว่า หลังจากที่สมศักดิ์ถูกจับ ชีวิตก็ต้องระหกระเหินย้ายที่อยู่บ่อยครั้ง อาชีพการงานไม่เป็นหลักแหล่ง สมศักดิ์เคยขับสามล้อรับจ้างหาเลี้ยงดูแลครอบครัว แต่เมื่อถูกจับกุมก็ไม่เคยได้รับสิทธิในการปล่อยตัวชั่วคราวเพื่อต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่เลย ยังไม่ถึงปีดีก็มีคำพิพากษาศาลให้จำคุก 20 ปี ซึ่งทนายความแจ้งกับอุดมว่าคดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์ แต่ในสำเนาคำพิพากษาระบุว่าสมศักดิ์ "ไม่ได้ยื่นคำให้การ" ... แม้จากปากคำของอุดมจะเล่าว่าสมศักดิ์ในขณะที่ต้องขังอยู่นี้ยังคงเชื่อว่า "ถ้าเราไม่ได้กระทำผิดจริงคงจะไม่เป็นอะไรหรอก" แต่คำแนะนำของทนายความคือให้รอ...
แม้อุดมจะได้รับการติดต่อจากหน่วยงานสิทธิมนุษยชนที่มีหน้าที่ช่วยเหลือ แต่ก็ไม่ได้อะไรมากไปกว่าเงินช่วยเหลือส่วนตัวเพื่อการศึกษาเด็กจำนวน 3,000 บาทจากเจ้าหน้าที่บางรายที่เห็นอกเห็นใจ
อุดมประสบชะตากรรมเหมือนกับอีกหลายครอบครัวที่ไม่รู้ว่าจะหาความช่วยเหลือได้จากที่ไหนอีก ไม่ว่าในทางคดีหรือทางความยากลำบากในชีวิตส่วนตัว
ปัจจุบันอุดมรับจ้างนวดแผนโบราณอยู่ที่โรงแรมเล็กๆ และอาศัยอยู่ในโรงแรมแห่งนั้นกับลูกสาววัยสามขวบ

ดาวน์โหลด: คำพิพากษา

นิธิ เอียวฯ:ทางตันและทางออกของชนชั้นนำไทย (2)

ที่มา Thai E-News


หากชนชั้นนำต้องการปรับตัว..ควรผลักดันให้มีการเลือกตั้งทั่วไปโดยเร็ว และไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาอย่างไร ก็ต้องยอมรับผลนั้นโดยไม่แทรกแซง ควรเลิกอุ้มพรรคการเมืองที่ไม่มุ่งจะเล่นการเมืองในระบบเลือกตั้งเสียที..แต่ในความเป็นจริงแล้ว โอกาสที่จะเกิดขึ้นได้มีน้อยมาก


โดย ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์
ที่มา มติชน

เมื่อสังคมเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะเมื่อเกิดคนกลุ่มใหม่จำนวนมากที่ต้องการเข้ามาแบ่งพื้นที่ทางการเมืองบ้าง ชนชั้นนำสามารถปรับตัวให้ทันการณ์ได้หรือไม่?

โอกาสเช่นนั้นเกิดขึ้นได้เหมือนกัน แต่ไม่ง่ายนัก และมักจะมีเงื่อนไขอื่นๆ ที่กดดันชนชั้นนำร่วมไปด้วย

ดังกรณีอังกฤษหลังการปฏิวัตินองเลือดของครอมแวลล์ ชนชั้นนำสามารถประนีประนอมกันเองได้ เพื่อปราบปรามฝ่ายปฏิวัติ ในขณะเดียวกันก็จำกัดอำนาจของสถาบันกษัตริย์ลง โดยเชิญเจ้านายต่างประเทศขึ้นครองบัลลังก์ แล้วสร้างอำนาจที่แข็งแกร่งของสภาขึ้น

แต่เพราะชนชั้นนำอังกฤษมีรากฐานของผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกัน ชนชั้นนำจึงไม่ได้ประสานกันจนเป็นกลุ่มก้อนเนื้อเดียวกันนัก การแข่งขันของชนชั้นนำในสภาจึงเป็นผลให้ขยายสิทธิประชาธิปไตยออกไปกว้างขึ้นเรื่อยๆ เพื่อดึงเสียงสนับสนุนจากประชาชนระดับล่าง ซึ่งกำลังต้องการพื้นที่ทางการเมืองของตนเองพอดี

แม้จะขัดแย้งกัน แต่ชนชั้นนำอังกฤษก็ยังมีฉันทามติร่วมกันอยู่อย่างน้อยสามประการคือ

1) รักษาสถาบันกษัตริย์เอาไว้เพื่อเป็นผู้อำนวยความชอบธรรมทางกฎหมายของอำนาจที่จัดสรรกัน และแย่งกันมาได้

2) แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่มีใครเรียกร้อง ม.7 เพราะทุกฝ่ายเห็นพ้องว่าต้องจำกัดอำนาจของสถาบันกษัตริย์เอาไว้

และ 3) ต้องหลีกเลี่ยงการปฏิวัติของประชาชนระดับล่าง


บทเรียนในสมัยครอมแวลล์ชี้ให้เห็นว่า การปฏิวัติจะนำมาซึ่งการรื้อทำลายโครงสร้างอำนาจจนเละเทะ

โอกาสแห่งความสำเร็จเช่นนี้ไม่เกิดกับชนชั้นนำรัสเซีย, เยอรมนี, ฝรั่งเศส, และไทย

ในกรณีของไทย แม้ว่าก่อนการปฏิวัติใน พ.ศ.2475 ชนชั้นนำระดับบนแตกร้าวกันเองอย่างหนัก แต่ที่จริงแล้วรากฐานของผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของชนชั้นนำไทยในช่วงนั้น เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน คืออภิสิทธิ์จากกำเนิด

ความแตกร้าวจึงมาจากการแย่งชิงความโปรดปรานของอำนาจสูงสุด ไม่ใช่การปรับเปลี่ยนสังคมเพื่อตอบสนองผลประโยชน์ของตนเอง

ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไทยจึงออกจะแข็งทื่อ ไม่สามารถปรับตัวเองเพื่อรองรับการขยายตัวของคนชั้นกลางผู้มีการศึกษาซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นได้

ชนชั้นนำไทยอาจมีชื่อเสียงในการปรับตัว เพื่อรับกับความเปลี่ยนแปลงที่มาจากภายนอก เช่นจักรวรรดินิยมของคริสต์ศตวรรษที่ 19 หรือสงครามมหาเอเชียบูรพา หรือสงครามเย็น

แต่ชนชั้นนำไทยไม่เคยแสดงความสามารถเท่ากันเมื่อต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงที่มาจากภายใน

ร้ายไปกว่านั้น ชนชั้นนำไทยยังไม่มีองค์กร, สถาบัน หรือเครื่องมือสำหรับการปรึกษาหารือระดมความคิด แต่กลับเคยชินกับการตัดสินใจของผู้นำที่ชาญฉลาดและมีบารมีเพียงคนเดียว ปราศจากผู้นำลักษณะนั้น ชนชั้นนำก็เหลือกลวิธีในการเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอยู่อย่างเดียว คือความรุนแรงซึ่งมักจะทำให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลง (ดังเช่นการจัดการกับ พคท.)

ฉะนั้น เมื่อมองย้อนกลับไปในอดีตแล้ว ความเป็นไปได้ที่ชนชั้นนำไทย จะปรับตัวเพื่อเผชิญวิกฤตที่เกิดจากความเปลี่ยนแปลงภายในในครั้งนี้ จึงดูจะเกิดขึ้นได้ยาก แต่ในทางตรงกันข้าม วิกฤตครั้งนี้ก็ดูจะไม่ร้ายแรงเท่ากับวิกฤตในอดีต

อย่างน้อยการเคลื่อนไหวของคนชั้นกลางระดับล่างไม่ได้มุ่งไปสู่การ "ปฏิวัติ" ไม่ถึงกับมุ่งจะโค่นล้มอำนาจและผลประโยชน์ของกลุ่มอื่นอย่างเด็ดขาด จึงแตกต่างจากการเคลื่อนไหวของ พคท. ไม่น่ากลัวเท่าการเคลื่อนไหวของคณะราษฎร (ซึ่งในขณะนั้นถูกคนบางกลุ่มตีความว่าเป็นสาธารณรัฐนิยม) และไม่น่าหวั่นวิตกเท่ากับการเคลื่อนไหวของนักศึกษาหลัง 14 ตุลาด้วยซ้ำ

จนถึงนาทีนี้ คนเสื้อแดงเพียงแต่ต้องการเปิดพื้นที่ทางการเมืองผ่านระบบเลือกตั้ง และให้ทุกฝ่ายเคารพผลของการเลือกตั้งเท่านั้น

ในแง่นี้ หากชนชั้นนำต้องการปรับตัวเพื่อตอบรับกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสังคมไทย จึงไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไปนัก นั่นคือยอมให้การเมืองเลื่อนไหลเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตย โดยไม่ขัดขวางบิดเบือนอำนาจอธิปไตยอันเป็นของประชาชน

อย่างน้อยก็ต้องไม่ลืมว่า การเมืองระบอบนี้เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้ต่อรอง และในเกมการต่อรอง ชนชั้นนำมีพลังในการต่อรองสูงกว่ากลุ่มอื่นๆ

นับเป็นการสิ้นคิดอย่างมาก หากชนชั้นนำไปเข้าใจว่า เครื่องมือของการต่อรองมีแต่เพียงอำนาจดิบจากกองทัพ

ชนชั้นนำควรผลักดันให้มีการเลือกตั้งทั่วไปโดยเร็ว และไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาอย่างไร ก็ต้องยอมรับผลนั้นโดยไม่แทรกแซง ไม่ว่าใครจะจัดตั้งรัฐบาล ชนชั้นนำก็ยังเป็นฝ่ายต่อรองได้สูงสุดอยู่นั่นเอง ชนชั้นนำจึงควรเลิกอุ้มพรรคการเมืองที่ไม่มุ่งจะเล่นการเมืองในระบบเลือกตั้งเสียที

การกลับคืนสู่บรรยากาศประชาธิปไตยยังหมายถึง การปลดปล่อยนักโทษทางมโนธรรมสำนึกซึ่งต้องจำขังหรือติดคดีใดๆ เวลานี้ทั้งหมด ประกันสิทธิพลเมืองตามกฎหมายอย่างจริงจัง รวมทั้งเสรีภาพของสื่อทุกชนิด ซึ่งจะไม่ถูกคุกคามโดยทางลับหรือเปิดเผย

อย่าลืมว่า บรรยากาศประชาธิปไตยนั้น แม้จะให้โอกาสแก่คนกลุ่มอื่นๆ แต่ก็ให้โอกาสการต่อสู้แก่ชนชั้นนำได้เหมือนกัน ซ้ำชนชั้นนำยังมีทรัพยากรทางการเมือง และวัฒนธรรมเหนือกลุ่มใด ที่จะใช้หลักประกันสิทธิเสรีภาพของประชาธิปไตยอย่างได้ผลกว่าด้วย

ในขณะที่การต่อสู้ทางการเมืองที่อาศัยการโฆษณาชวนเชื่อไม่ได้ผลแล้ว บรรยากาศประชาธิปไตยจะทำให้ต้องหันมาต่อสู้กันด้วยเหตุผลและข้อมูลความรู้ ชนชั้นนำกุมทรัพยากรการเมืองประเภทนี้ไว้มากที่สุด จึงไม่ควรคิดว่าบรรยากาศประชาธิปไตยจะนำความอัปราชัยย่อยยับแก่ตนง่ายๆ

ยิ่งกว่านั้นการโต้เถียงกันด้วยเหตุผลยังช่วยทำให้ชนชั้นนำรู้ตัวว่า จะต้องปรับตัวในก้าวต่อไปอย่างไร จึงจะสามารถรักษาการนำทางการเมืองของตนไว้ได้

การปิดกั้นความคิดเห็นของผู้อื่นจึงมีผลเท่ากับปิดกั้นตนเอง

กองทัพหมดความสำคัญทางการเมืองเสียแล้ว ฉะนั้นควรเร่งนำกองทัพกลับกรมกอง กองทัพจะไม่สามารถได้งบประมาณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเหมือนเดิม และจะหมดภาวะการนำไปจนสิ้นเชิงในอนาคต ในส่วนกองทัพเองก็ยังอาจมีบทบาทใหม่ ปรับตัวเองให้มีศักยภาพในการเผชิญกับภัยคุกคามทางทหารจากศัตรูภายนอก ในสถานการณ์ใหม่ ไม่เกี่ยวอะไรกับการเมืองภายใน กองทัพก็จะเป็นที่ต้อนรับของประชาชน เพราะไม่คุกคามใคร เป็นกลไกของรัฐที่คนส่วนใหญ่เห็นว่าจำเป็นขาดไม่ได้ สถานะของกองทัพกลับจะมีความมั่นคงทางการเมืองมากกว่าการเป็นเครื่องมือของกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด

นี่เป็นเพียงตัวอย่างว่า ชนชั้นนำจะสามารถปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร ดูเหมือนไม่ใช่เรื่องเหลือบ่ากว่าแรงเท่าใดนัก แต่ในความเป็นจริงแล้ว โอกาสที่จะเกิดขึ้นได้มีน้อยมาก

ชนชั้นนำไทยนั้นประกอบขึ้นจากหลายกลุ่ม แต่ละกลุ่มไม่ได้มีการนำภายในกลุ่มของตนเอง และมักจะแก่งแย่งผลประโยชน์กันพอสมควร ฉะนั้นในแง่ของบทบาทและสถานะทางการเมืองของชนชั้นนำ จึงต้องอาศัยการนำของผู้ที่มีอำนาจทางวัฒนธรรมสูง เกาะเกี่ยวกันอยู่ได้ด้วยการยอมรับการนำของผู้นำ

แต่ภาวะการนำของผู้นำหลังรัฐประหาร 2549 เป็นต้นมา อ่อนแอลงตามลำดับ เป็นผลให้กลุ่มต่างๆ ในเครือข่ายเกิดความแตกร้าวภายในมากขึ้น (เช่นผู้สื่อข่าวต่างประเทศบางรายวิเคราะห์ว่า มีความหวาดระแวงและแตกร้าวในกองทัพมากขณะนี้ ยังไม่พูดถึงทุนธุรกิจและพรรคการเมือง)

ปีกเสรีนิยมของชนชั้นนำที่เคยอาศัยบารมีของผู้นำสร้างการปรับตัวครั้งใหญ่ในพ.ศ.2540 สูญเสียอิทธิพลของตนลง การจัดระบบของรัฐธรรมนูญ 2540 ไม่ได้รับความเชื่อถือว่าจะประกันความมั่นคงของชนชั้นนำได้ (จนนำมาสู่การรัฐประหาร) ในขณะที่ตัวบุคคลในปีกนี้ก็ได้รับความนิยมในหมู่ประชาชนน้อยลง ไม่เฉพาะในหมู่คนเสื้อแดงเท่านั้น แต่รวมถึงคนชั้นกลางระดับบนบางส่วนด้วย

ดังนั้นผมจึงเชื่อว่า แม้การปรับตัวของชนชั้นนำไทย เพื่อเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ-สังคมที่เกิดในประเทศไม่ใช่เรื่องยากเกินไป แต่โอกาสที่จะทำได้มีน้อยมาก

และหากชนชั้นนำไม่ปรับตัว ก็จำเป็นต้องเลือกทางเลือกที่เลือกไม่ได้ อันจะนำไปสู่ความระส่ำระสายครั้งใหญ่ในสังคมไทย

คนกลุ่มเดียวที่ผมหวังว่า จะเป็นผู้นำปรับระบบการเมืองไทยโดยสงบ เพื่อเปิดพื้นที่ให้แก่คนชั้นกลางระดับล่างซึ่งขยายตัวอย่างรวดเร็วก็คือคนชั้นกลางระดับกลางและระดับบน มีช่องทางมากกว่าที่คนชั้นกลางระดับนี้จะประสานประโยชน์ทางการเมืองกับคนชั้นกลางระดับล่าง เช่นการเลื่อนไหลเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยมากขึ้น ย่อมเพิ่มอำนาจต่อรองของคนชั้นกลางระดับกลางและระดับบนไปด้วยในตัว ไม่ว่าจะเป็นการต่อรองเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวทางเศรษฐกิจหรือการเมือง ในทางเศรษฐกิจ ตัวเองก็ถูกเอาเปรียบจากชนชั้นสูงอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน การเมืองในระบอบประชาธิปไตยเท่านั้นที่จะสามารถต่อรองเพื่อสร้างกติกาที่เป็นธรรมในตลาดขึ้นได้

ในทางการเมือง แม้ว่า ส.ส.ของตนจะเป็นคนละกลุ่มกับคนชั้นกลางระดับล่าง แต่การต่อรองทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยไม่ได้มีอยู่เฉพาะในสภา ยังมีพื้นที่ต่อรองอื่นๆ อีกมาก ซึ่งคนชั้นกลางระดับกลางย่อมได้เปรียบกว่า เช่น พื้นที่สื่อ, พื้นที่วิชาการ, พื้นที่เคลื่อนไหวอื่นๆ หรือพื้นที่ทางศิลปวัฒนธรรม เป็นต้น ในระยะยาว คนชั้นกลางระดับล่างเองเสียอีกที่จะหันมาเลือก ส.ส.คนเดียวกับคนชั้นกลางระดับกลางและบน

แท้ที่จริงแล้ว การนำเอาสถานะและความมั่นคงของตนไปผูกไว้กับชนชั้นสูง ไม่ได้ให้ประโยชน์อะไรที่แท้จริงแก่คนชั้นกลางระดับกลางและบนมากนัก ยกตัวอย่างเช่น การที่พวกเขาต้องซื้อที่อยู่อาศัยในราคาแพงลิบลิ่วขึ้นทุกทีในเวลานี้ ก็เพราะชนชั้นสูงเก็งกำไรกับที่ดินอย่างบ้าคลั่ง ทำให้ที่ดินไปกระจุกตัวอยู่ในมือของคนไม่กี่คน

เงินฝากที่คนชั้นกลางระดับกลางถือบัญชีอยู่ในธนาคาร ประกอบเป็นสัดส่วนเพียงยี่สิบกว่าเปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลือทั้งหมดอยู่ในมือของคนเพียงหมื่นกว่าคนซึ่งเป็นชนชั้นสูง

ทรัพย์สินจำนวนมากของชนชั้นสูงนี้เกิดขึ้นได้ ก็เพราะระบบที่ทำให้การเฉลี่ยทรัพย์สินเป็นไปอย่างไร้ความเป็นธรรม หากจะมีการเฉลี่ยทรัพย์สินที่ดีกว่านี้ คนชั้นกลางระดับกลางก็มีส่วนที่จะเป็นฝ่ายได้เหมือนกัน ไม่เฉพาะแต่คนชั้นกลางระดับล่างและคนจนเท่านั้น

สำนึกเช่นนี้ในหมู่คนชั้นกลางระดับกลางคงจะเกิดขึ้นได้ไม่ยาก และเมื่อเกิดสำนึกเช่นนี้ขึ้นแล้ว พวกเขาก็จะคิดได้เองว่า จะเป็นหนูที่กระโจนลงจมทะเลเมื่อเรือล่ม หรือควรจะยึดเรือเสียก่อนที่จะล่ม โดยร่วมมือกับคนชั้นกลางระดับล่างในการพัฒนาประชาธิปไตยให้ก้าวหน้าขึ้นในทุกด้าน

ไม่ว่าจะเป็นการเมือง, สังคม หรือเศรษฐกิจ

*********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:ทางตันและทางออกของชนชั้นนำไทย (1)

การแทรกแซงทางการเมืองของกลุ่มคนที่มีภาวะการนำสูงเด่น หมดความศักดิ์สิทธิ์ไปนานแล้ว อย่างน้อยก็นับตั้งแต่การรัฐประหารใน พ.ศ.2549 เป็นต้นมา ว่ากันที่จริงแล้ว อะไรที่เคยเป็น"อาญาสิทธิ์"ในประเทศไทย ถูกท้าทายจนสูญเสียความชอบธรรมไปจนหมดแล้ว

Monday, January 17, 2011

ไม่ปล่อยลอยนวล ศาลอาญาระหว่างประเทศมาไทย ฮิวแมนไรต์ฯชี้ฝ่ายฆ่าต้องเข้าสู่กระบวนยุติธรรมด้วย

ที่มา Thai E-News


ที่มา โลกวันนี้

วันที่ 21 ม.ค. นี้จะมีผู้แทนศาลอาญาระหว่างประเทศเดินทางมาประเทศไทยเพื่อร่วมเสวนากระบวนการยุติธรรมในประเทศไทย และร่วมสังเกตการณ์การค้นหาความจริงเหตุการณ์สังหารหมู่ประชาชนจากการสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดง

นักวิชาการชี้นักวิชาการทั่วโลกทั้งในยุโรปและสหรัฐกำลังนำสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยไปเป็นกรณีศึกษา เพราะเห็นว่าเป็นประเทศต้นแบบของกระบวนการยุติธรรมสองมาตรฐาน ระบุถึงเวลาที่ประชาชนต้องตัดสินใจว่าอยากอยู่ใต้ระบอบการปกครองประชาธิปไตยหรือว่าจะให้ประเทศเป็นรัฐทหาร ด้านฮิวแมนไรท์วอทช์เตรียมเสนอรายงานตรวจสอบเหตุรุนแรงในไทยภายในเดือน ก.พ. นี้ เผยครอบคลุมทุกเหตุการณ์และชี้ชัดว่าใคร ฝ่ายไหนต้องรับผิดชอบอย่างไร ย้ำต้องนำทุกฝ่ายเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างสมเหตุสมผลจึงจะเกิดความสมานฉันท์ปรองดองได้

ดร.จารุพรรณ กุลดิลก นักวิชาการอิสระ เปิดเผยว่า ตัวแทนศาลโลกมาสังเกตการณ์

ดร.จารุพรรณกล่าวว่า เรื่องที่เกิดขึ้นในประเทศไทยกำลังได้รับความสนใจจากต่างประเทศ ล่าสุดวันศุกร์ที่ 21 ม.ค. นี้ทางศูนย์เยอรมนีได้เชิญผู้แทนจากศาลอาญาระหว่างประเทศ เดินทางมาประเทศไทยเพื่อร่วมงานเสวนากระบวนการยุติธรรมในประเทศไทย พร้อมสังเกตการณ์ และติดตามการทำงานของรัฐบาลในการหาความจริงเหตุการณ์การสังหารหมู่คนไทย พร้อมทั้งจะพบปะหารือกับตัวแทนหรือญาติผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย

เสี่ยงกลับไปสู่ยุคทหารมีอำนาจ

“วันนี้ประเทศไทยกำลังอยู่บนเส้นทางที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่าเราจะยืนอยู่บนปากเหวหรือตกลงไปในเหวที่อาจจะย้อนกลับไปสู่การปกครองแบบทหารมีอำนาจ ซึ่งมีทางเดียวคือการรัฐประหาร เชื่อว่าหากทำอีกครั้งจะมีคนไทยอีกหลายล้านคนพร้อมจะตายและพร้อมตอบโต้การกระทำของผู้มีอำนาจและกองทัพอย่างแน่นอน”

นอกจากนี้ วันที่ 23 ม.ค. นี้กลุ่มนิติราษฎร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะจัดสัมนาเรื่อง “ทหารกับประชาธิปไตย” เพราะเป็นที่รู้กันดีว่าประเทศไทยถูกตีตราว่าเป็นรัฐทหาร เนื่องจากที่ผ่านมามีการใช้กฎหมายหลายมาตราที่อนุญาตให้ทหารเอาอาวุธสงครามออกมาบนถนนในการไล่ล่าสังหารประชาชน ซึ่งเป็นเรื่องที่ชาวโลกกำลังจับตาดูและมีความเชื่อว่าประชาธิปไตยในประเทศไทยกำลังถดถอย ดังนั้น ทางกลุ่มนิติราษฎร์ซึ่งเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยที่เล็งเห็นว่าประชาธิปไตยในประเทศไทยกำลังมีปัญหาจึงจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งที่ผ่านมาจัดมาหลายครั้งและได้รับความสนใจเป็นอย่างดี

ดีเอสไอทำผิดขั้นตอนสอบสวน

“การสืบสวนสอบสวนคดีผู้ชุมนุมเสียชีวิตเมื่อเดือน เม.ย. และ พ.ค. 2553 เป็นไปอย่างล่าช้า แม้จะมีรายงานหลุดออกมาค่อนข้างแน่ชัดว่าการเสียชีวิตของประชาชนบางส่วนเป็นน้ำมือของเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ผู้เกี่ยวข้องไม่ได้ดำเนินการต่อให้เกิดความชัดเจน ทั้งนี้ เรื่องนี้ควรเป็นคดีพิเศษที่พนักงานสอบสวนต้องร่วมกับอัยการดำเนินการให้แล้วสร็จภายใน 60 วัน แต่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ทำงานมานานกว่า 6 เดือนแล้ว และยังดำเนินการผิดขั้นตอน เพราะส่งเรื่องกลับไปให้สำนักงานตำรวงจแห่งชาติ ไม่ได้ส่งเรื่องให้อัยการตามที่กฎหมายระบุ”

เข้าข่ายขัดขวางกระบวนการยุติธรรม

ดร.จารุพรรณกล่าวว่า พฤติกรรมของดีเอสไอและรัฐบาลเข้าข่ายขัดขวางกระบวนการยุติธรรม เพราะดูเหมือนว่ามีเจตนาที่จะไม่ให้เรื่องนี้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม หากคนเสื้อแดงมองว่าไม่ได้รับความยุติธรรม ไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็มองว่าความยุติธรรมจากที่อื่นซึ่งมีช่องทางดำเนินการได้คือ นำเรื่องเข้าสู่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) หรือนำเรื่องฟ้องศาลอาญาระหว่างประเทศ

ดร.จารุพรรณกล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยถือว่าล้าหลังมากเมื่อเทียบกับชาติอื่นๆ หากเราหันกลับไปเป็นรัฐทหารจะยิ่งทำให้ประเทศล้าหลังมากขึ้น ประชาชนจะไม่มีสิทธิมีเสียง ถูกปิดกั้นในทุกเรื่อง กองทัพจะเข้ามามีบทบาทเหนือรัฐบาล ทำให้ต่างชาติขาดความเชื่อมั่นมากขึ้นไปอีก

ไทยต้นแบบยุติธรรมสองมาตรฐาน

“ทุกวันนี้ต่างชาติมองว่าเราเป็นประเทศต้นแบบของกระบวนการยุติธรรมสองมาตรฐาน ซึ่งในวงการวิชาการต่างประเทศนำเรื่องในประเทศไทยไปเป็นกรณีศึกษา ทั้งเรื่องการใช้อำนาจของกองทัพ เรื่องรัฐบาลบริหารผิดพลาดล้มเหลวแต่ยังอยู่ในอำนาจได้ เรื่องการสังหารหมู่ประชาชนโดยไม่ต้องมีคนรับผิดชอบ และเรื่องกระบวนการยุติธรรมที่ไร้มาตรฐาน เรื่องนี้นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ในยุโรปและอเมริกาต่างนำไปเป็นกรณีศึกษา ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าอับอายมาก”

คนนอกประเทศรู้มากกว่าคนในประเทศ

ดร.จารุพรรณกล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาคนที่อยู่ต่างประเทศรู้เรื่องราวภายในประเทศไทยมากกว่าคนไทย เขารู้ว่ามีการระดมทหารมากกว่า 80,000 นายมากระชับพื้นที่ ซึ่งมากกว่าการสู้รบเพื่อปกป้องอธิปไตย มีทหารพร้อมอาวุธครบมือขึ้นไปอยู่ตามอาคารสูงโดยรอบบริเวณที่ชุมนุม ทั้งอาคารเกสรพลาซ่า เซ็นทรัลเวิลด์ และอาคารต่างๆเป็นจำนวนมาก มีการใช้อาวุธจริงยิงลงมาที่ผู้ชุมนุมจนบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก ซึ่งทหารยอมรับเองว่ายิงลงมาจริง การสอบสวนของดีเอสไอก็พบข้อมูลเรื่องนี้ และรู้ว่ากำลังชุดไหน นำโดยใคร อยู่จุดไหน

ไม่พยายามหาตัวคนผิดฝ่ายรัฐ

“เป็นเรื่องน่าเจ็บปวดที่ทหารต้องยิงประชาชนมือเปล่า เพราะมีคนสั่งการ ตอนนั้นกำลังทหารล้อมไว้หมด ไม่มีใครเข้าไปได้ แม้แต่ในเซ็นทรัลเวิลด์ก็มีทหารเป็นจำนวนมาก ขนาดยามยังโดนไล่ออกมา แต่เกิดไฟไหม้ได้ จึงมีคำถามว่าใครกันแน่เป็นคนเผาเซ็นทรัลเวิลด์ เพราะการใช้น้ำมันมากขนาดนั้นใครจะขนเข้าไปได้นอกจากคนที่อยู่ข้างใน ซ้ำร้ายไปกว่านั้นไม่มีใครออกมายอมรับว่าเป็นคนสั่งการ และยังไม่มีความพยายามหาตัวผู้กระทำความผิดที่แท้จริงอีกด้วย”

กาชาดสากลไม่ยอมรับไทย

ดร.จารุพรรณกล่าวต่อว่า วันนี้กาชาดสากลยอมรับไม่ได้ที่มีภาพของทหารจำนวนหนึ่งเอาปืนจี้ให้เจ้าหน้าที่กาชาดที่จะเข้าไปช่วยเหลือผู้บาดเจ็บลงจากรถ และยังมีการตะโกนจากเจ้าหน้าที่ทหารว่า “ถ้าเข้าไปจะยิงให้ตายเพราะถือเป็นผู้ก่อการร้าย” เรื่องนี้กาชาดสากลรับไม่ได้จริงๆ ในขณะเดียวกันคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งประเทศไทยไม่เคยออกมายอมรับว่ามีการละเมิดสิทธิในประเทศไทย ทั้งที่รัฐบาลพยายามจะปิดกั้นข่าวสารที่ออกไปต่างประเทศ มีการปิดเว็บไซต์ที่จะเผยแพร่การกระทำของเจ้าหน้าที่กับการกระทำของรัฐบาลไปสู่สายตาชาวโลกกว่า 20,000 เว็บไซต์ ซึ่งเรื่องนี้ทั่วโลกเฝ้าจับตาดูอยู่

ฮิวแมนไรท์วอทช์ใกล้สรุปรายงาน

ด้านนายสุนัย ผาสุก ที่ปรึกษาองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศหรือฮิวแมนไรท์วอทช์ประจำประเทศไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดทำรายงานประจำปี 2554 ของฮิวแมนไรท์วอทช์ โดยเฉพาะการตรวจสอบปัญหาการสลายการชุมนุมเมื่อเดือน เม.ย.-พ.ค. 2553 ที่มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากว่า ขณะนี้การจัดทำรายงานดังกล่าวมีความคืบหน้ากว่าร้อยละ 80 โดยสำนักงานใหญ่ที่สหรัฐอยู่ระหว่างการเขียนรายงาน คาดว่าน่าจะเสร็จในเดือน ก.พ. ใกล้เคียงกับรายงานชั่วคราวของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่มี ดร.คณิต ณ นคร เป็นประธาน ซึ่งเนื้อหาส่วนใหญ่ยังมุ่งเน้นการตรวจสอบปัญหาความรุนแรงทางการเมืองไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนเป็นผู้กระทำ

ย้ำรายงานครอบคลุมตรงไปตรงมา

“เนื้อหาของรายงานเท่าที่เสร็จมีความตรงไปตรงมา โดยจะไล่ไปตามเงื่อนเวลาของแต่ละเหตุการณ์ ตั้งแต่การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)แดงทั้งแผ่นดิน การกระทำของเจ้าหน้าที่ความมั่นคง ไม่ว่าจะเป็นทหารหรือตำรวจ รวมถึงการกระทำของคนชุดดำ ซึ่งทั้ง 3 กลุ่มถูกพูดถึงทั้งสิ้น” นายสุนัยกล่าวและว่า

ในรายงานยังมีการพูดถึงการพยายามหาทางอย่างสันติวิธีแต่ล้มเหลว โดยได้วิเคราะห์ว่าความล้มเหลวเกิดจากอะไรกันแน่ รวมทั้งบทบาทของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง มีบทบาทมากน้อยแค่ไหนในเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น รวมถึงการเสียชีวิตของ เสธ.แดงด้วย

จะชี้ชัดใครต้องรับผิดชอบอย่างไร

นายสุนัยกล่าวว่า รายงานของฮิวแมนไรท์วอทช์จะชี้ให้เห็นว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นความรับผิดชอบของทุกฝ่าย ไม่ใช่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเพียงฝ่ายเดียว ที่สำคัญหวังว่าการเสนอรายงานลักษณะอย่างนี้จะทำให้คู่ขัดแย้งทุกฝ่ายที่ยังไม่ตระหนักในสิ่งที่ตัวเองต้องรับผิดชอบได้สำนึกในสิ่งตัวเองกระทำลงไป ไม่ใช่เอาแต่ชี้หน้าคนอื่นว่าต้องเป็นผู้รับผิดชอบ

ต้องรับผิดทุกฝ่ายจึงเกิดปรองดอง

“ถ้าแต่ละฝ่ายยังไม่รับผิดก็ไม่ทางเกิดความสมานฉันท์ปรองดองได้ ดังนั้น แต่ละฝ่ายต้องยอมรับก่อนว่าฝ่ายตัวเองมีคนผิดด้วย ประเด็นนี้มีความสำคัญในแง่การจะเปลี่ยนทัศนคติของสังคม เพราะที่ผ่านมาสังคมไทยมีปัญหาอย่างหนึ่งคือ ความผิดของตัวเองจะไม่รับ จะโทษคนอื่นอยู่ตลอดเวลา ทัศนคติอย่างนี้ทำให้ความขัดแย้งไม่สิ้นสุด เพราะฝ่ายตัวเองจะทำอะไรก็ได้ไม่ผิด แต่ฝ่ายตรงข้ามต้องเอาให้ตายไปข้างหนึ่ง เช่น ปล่อยให้ติดคุกยาวนานไปเลย ดังนั้น การแก้ปัญหาความขัดแย้งจะต้องเปลี่ยนทัศนคติตรงนี้ให้ได้”

ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

นายสุนัยย้ำว่า ความรับผิดชอบของแต่ละฝ่ายที่จะต้องร่วมรับผิดชอบต่อเหตุการณ์นองเลือดคือต้องมีการดำเนินคดีทั้ง 3 กลุ่มนี้ และต้องหาตัวให้เจอว่ามีใครบ้างที่ต้องถูกดำเนินคดี ไล่ตั้งแต่เจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐ ผู้กำหนดนโยบาย ฝ่ายคนเสื้อแดงกลุ่มไหน หรือฝ่ายคนชุดดำจริงๆเป็นใครกันแน่ต้องเปิดโปงออกมา และมีส่วนเชื่อมโยงกับคนเสื้อแดงอย่างไร ทุกกลุ่มต้องถูกนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อให้มีการดำเนินคดีอย่างเหมาะสมและตรงไปตรงมาเพื่อไม่ให้เกิดข้อครหาได้

ต้องดูอำนาจสั่งการใน ศอฉ.

ส่วนกรณีที่กลุ่มคนเสื้อแดงเรียกร้องให้มีการดำเนินคดีกับนายกรัฐมนตรี รวมทั้งผู้เกี่ยวข้องนั้น นายสุนัยกล่าวว่า ต้องตรวจสอบว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องกับคำสั่งของนายกรัฐมนตรีหรือไม่ อย่างไร หรือไปตัดตอนอยู่ที่ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) โดยใครเป็นผู้มีอำนาจสั่งการใน ศอฉ. ซึ่งจะเป็นการเปิดทางไปสู่การทำความกระจ่างในหลายเรื่อง และถ้ามองย้อนกลับมาในส่วนของคนเสื้อแดงต้องดูว่าเป็นคนเสื้อแดงกลุ่มไหน เพราะคนเสื้อแดงมีหลายกลุ่ม เช่น แกนนำก็มีแกนนำสันติวิธี แกนนำหัวรุนแรง ต้องดูว่าคนไหน สิ่งเหล่านี้จะเป็นก้าวแรกในการนำไปสู่ความกระจ่าง

นายสุนัยยังกล่าวถึงกรณีที่นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ รักษาการประธาน นปช. ยื่นเรื่องขอประกันตัวแกนนำคนเสื้อแดงแต่ไม่ได้รับการตอบสนองจากรัฐว่า การประกันตัวเป็นสิทธิของผู้ต้องหา โดยผู้ต้องหามีสิทธิจะขอได้ ศาลต้องพิจารณาแยกแยะเป็นรายๆไป