WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, January 19, 2011

มายาคติที่ (ยัง) สวมทับคนเสื้อแดง

ที่มา ประชาไท

นักปรัชญาชายขอบ เสนอให้คนเสื้อแดงสลัดพ้นมายาคติสำหรับการต่อสู้ และเสนอ "วาระที่เป็นรูปธรรม" ในการป้องกันไม่ให้อำนาจนอกระบบมายุ่งเกี่ยวกับการเมือง

ความชอบธรรมในการต่อสู้ทางการเมืองของมวลชนคือ การสามารถอธิบายได้ว่าเป็นการต่อสู้เพื่อเสรีภาพ ความเสมอภาค ความยุติธรรม และ/หรือประชาธิปไตย แน่นอนว่าถ้าใช้เกณฑ์นี้ตัดสิน การต่อสู้ของพันธมิตรย่อมหมดความชอบธรรมไปแล้วตั้งแต่เรียกร้องพระราชอำนาจและรัฐประหาร

ในทำนองเดียวกัน พรรคการเมืองที่ก้าวขึ้นมามีอำนาจรัฐด้วยอาศัย “เส้นสนกลใน” ของฝ่ายจัดการอำนาจที่ประกอบด้วยอำมาตย์ พันธมิตร และกองทัพย่อมเป็นรัฐบาลที่ไร้ความชอบธรรมตั้งแต่แรกเช่นกัน

แต่สังคมนี้ยังช่วยกันสร้าง “มายาคติความชอบธรรม” ให้กับรัฐบาลเช่นนี้ แม้เมื่อหลังสลายการชุมนุมที่มีคนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก โดยเฉพาะคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ “ปัญญาชนแถวหน้า” ยังเข้าร่วมชูธง “มายาคติความชอบธรรม” แก่รัฐบาลที่เสวยอำนาจบนความตายของประชาชนอย่างหน้าตาเฉย

เรียกว่าโจมตี “โครงสร้างอำนาจอันอยุติธรรม” มาตลอด แต่ก็ไม่รังเกียจที่จะเข้าไปร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการยืดอายุโครงสร้างอำนาจอันอยุติธรรมนั้น แถมยังชูวาทกรรมสวยหรูด้วยว่า จะปฏิรูประเทศเพื่อลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ และสร้างระบบรองรับอำนาจต่อรองทางการเมืองที่เท่าเทียมและเป็นธรรม (อย่างไรครับ?)

ในสภาวการณ์ที่สังคมยังคงเคลิ้มไปกับ “มายาคติความชอบธรรม” ของรัฐบาลที่ค้ำยันโครงสร้างอำนาจอันอยุติธรรม คนเสื้อแดงก็ถูกสวมทับด้วย “มายาคติความไม่ชอบธรรม” ที่ถูกสวมทับมาแต่เดิมก็ยังเปลื้องไม่ออก และยังสวมทับซ้ำลงไปอีกทั้งโดยการกระทำของฝ่ายอื่นและทำตัวเอง

มายาคติความไม่ชอบธรรมที่สวมทับคนเสื้อแดงมาแต่เดิม คือเรื่อง “การสู้เพื่อทักษิณ” ระยะเวลาที่ผ่านมาพิสูจน์ได้ชัดแล้วว่าคนเสื้อแดงไม่ใช่ม็อบรับจ้าง แต่ประเด็น “ข้ามพ้นทักษิณ” หรือไม่ยังเป็นมายาคติที่ 1) มีคนอื่น ฝ่ายอื่นอยากให้คนเสื้อแดงข้ามพ้นทักษิณจริงๆ และพยายามโฆษณาชวนเชื่อ (หลอกสังคม) ว่า การข้ามไม่พ้นทักษิณไม่ใช่การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย 2) คนเสื้อแดงพยายามบอกกับสังคมว่าพวกตนข้ามพ้นทักษิณไปแล้ว แต่ภาพมันฟ้องว่า “อาจจะ” ยังไม่ใช่

อันที่จริงความพยายามบอกกับสังคมใน 2) ไม่จำเป็นเลย ถ้าคนเสื้อแดงไม่หลงมายาคติใน 1) เพราะว่าความสัมพันธ์ระหว่างการต่อสู้ทางการเมืองของคนเสื้อแดงกับคุณทักษิณสามารถอธิบายได้สองแบบ

แบบแรก ถ้าคนเสื้อแดงสู้เพื่ออำนาจและผลประโยชน์ทางการเมืองของคุณทักษิณล้วนๆ หรือสู้เพื่อประชาธิปไตยแต่ผูกติดกับเงื่อนไขว่า คุณทักษิณต้องกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีเท่านั้น การต่อสู้ของคนเสื้อแดงย่อมขาดความชอบธรรม

แบบที่สอง ถ้าคนเสื้อแดงสู้เพื่อต่อต้านอำนาจนอกระบบการเลือกตั้ง ยืนยันอำนาจตามระบบการเลือกตั้ง หรือยืนยันเสรีภาพและอำนาจในการปกครองตนเองของประชาชน และถือว่าคุณทักษิณเป็นแนวร่วมหนึ่งในฐานะที่เขามาจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนแล้วถูกอำนาจนอกระบบล้มไป การต่อสู้เพื่อเสรีภาพและอำนาจในการปกครองตนเองของประชาชนย่อมเป็นความชอบธรรม และการปกป้องคุณทักษิณ (หรือใครก็ตาม) ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากอำนาจนอกระบบย่อมเป็นความชอบธรรม

ฉะนั้น หากการต่อสู้ของคนเสื้อแดงเป็นแบบที่สองก็ไม่จำเป็นต้องพูดถึงการก้าวข้ามหรือก้าวไม่ข้ามทักษิณอีกต่อไป

ระยะเวลากว่า 5 ปีที่ผ่านมาพิสูจน์อะไร พิสูจน์การต่อสู้แบบแรกหรือแบบที่สอง?

ถ้าระยะเวลาที่ผ่านมาพิสูจน์ว่าคนเสื้อแดงต่อสู้แบบที่สอง ปัญหาคือคนเสื้อแดงไปสวมมายาคติให้กับตัวเองอีกทำไม ด้วยการไปแจ้งข้อหาหมิ่นพระบรมราชานุภาพกับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และพวก

ถ้าเราจะต่อสู้เพื่อเสรีภาพของประชาชน แต่ยังไปยอมรับกฎหมายที่จำกัดเสรีภาพประชาชน นี่เป็นมายาคติที่แย่ที่สุด มันลดทอนความชอบธรรมในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของตนเองยิ่งกว่าข้อกล่าวหาว่าสู้เพื่อทักษิณด้วยซ้ำ

สู้เพื่อทักษิณยังอธิบายได้ว่า ทักษิณมาจากการเลือกตั้งของประชาชน แล้วถูกทำรัฐประหาร และถูกดำเนินการทางกฎหมายโดยไม่ชอบธรรมหรือไม่ใช้กระบวนการอันเหมาะอันควร (due process) การปกป้องทักษิณ (หรือใครก็ตาม) ที่ถูกกระทำเช่นนั้นย่อมเป็นการปกป้องหลักการประชาธิปไตยและหลักความเป็นธรรมตามกฎหมาย

แต่การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย (ที่มีความหมายสำคัญว่าสู้เพื่อเสรีภาพ ความเสมอภาค ความเป็นธรรมในอำนาจต่อรองทางการเมือง) โดยการใช้กฎหมายหมิ่นฯ กับฝ่ายตรงข้ามไม่มีทางอธิบายได้ว่าวิธีสู้แบบนี้จะได้มาซึ่งประชาธิปไตยอย่างไร?

ความจริงแล้ว คนเสื้อแดงน่าจะก้าวข้ามมายาคติเหล่านี้ไปได้แล้ว เราพูดกันเรื่อง “ตาสว่าง” ทำไมเราไม่เสนอวาระที่เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้นว่า เมื่อตาสว่างแล้วจะมีวิธีแก้ปัญหาโครงสร้างอำนาจที่ไม่เป็นธรรมอย่างไร จะทำอย่างไรบ้างเพื่อป้องกันไม่ให้อำนาจนอกระบบมาแทรกแซงการเมืองได้อีกต่อไป จะเอาอำมาตย์ เอาทหารออกไปจากการเมืองได้อย่างไร

พันธมิตรสายอุดมการณ์ (ถ้ามี) อย่างพิภพ ธงไชย ยังพูดย้ำแล้วย้ำอีกว่า “ทักษิณต้องกลับเข้ามาสู่การเมืองอีกไม่ได้” ช่วงส่งท้ายปีเก่าเขาก็พูด ราวกับว่าอุดมการณ์ของพันธมิตรคือ “สู้เพื่อไม่ให้ทักษิณกลับเข้าสู่การเมือง” ชัดเจนไหม!

วาระการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของคนเสื้อแดง ก็ไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากการต่อสู้เพื่อให้อำนาจนอกระบบการเลือกตั้งออกไปจากการเข้ามา “จัดการอำนาจปกครองประเทศ” ถ้าใครจะเข้ามาสู่การเมือง (ไม่ว่าทักษิณหรือใคร) ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการที่เป็นประชาธิปไตยเท่านั้น ยุติการปฏิวัติรัฐประหารโดยสิ้นเชิง นี่คือวาระการต่อสู้ที่ชอบธรรมอย่างแท้จริงของคนเสื้อแดง

คือถ้าคนเสื้อแดงดำรงจุดยืนที่ชัดเจนนี้ สู้ต่อไปเรื่อยๆ ด้วยแนวทางสันติวิธีจนกว่าจะบรรลุผล ก็สุดยอดแล้ว ปัญหาอื่นๆ (เช่นทุนนิยมอุปถัมภ์) สังคมก็ต้องช่วยกันแก้ คนเสื้อแดงไม่ใช่ผู้วิเศษที่จะแก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง (และไม่ควรแส่ไปทุกเรื่องเหมือนพันธมิตร)

ฉะนั้น ก้าวต่อไป คนเสื้อแดงต้องสลัดมายาคติทิ้งไป และเสนอ วาระที่เป็นรูปธรรม” ในการป้องกันไม่ให้อำนาจนอกระบบมายุ่งเกี่ยวกับการเมือง!

การปรับปรุงตลาดชาวเขา : บทสะท้อนความถนัดของระบบราชการไทยในการแก้ปัญหาเชิงเทคนิค

ที่มา ประชาไท

ช่วงเวลาผ่านไปยังไม่ทันจะครบชั่วโมง ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก ในฐานะประธานที่ประชุมก็กล่าวสรุปและชิงปิดประชุมรับฟังความคิดเห็นผู้ค้าขายในตลาดชาวเขาดอยมูเซอ ขณะที่ชาวบ้านที่เกี่ยวข้องจำนวนมากยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นให้ผู้ว่าฯ ได้รับฟัง ความโกลาหลย่อย ๆ จึงเกิดขึ้นจากความไม่พอใจของชาวบ้านหลายร้อยคนจาก 7 หมู่บ้าน

การประชุมดังกล่าว มีที่มาจากการมีเสียงคัดค้านจากชาวบ้านกลุ่มหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการปรับปรุงตลาดชาวไทยภูเขา (เก่า) ซึ่งงบประมาณดำเนินงานนั้นผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรแล้วจำนวนกว่า 7 ล้านบาท

แต่เดิมนั้น ตลาดชาวไทยภูเขา (เก่า) จัดตั้งขึ้นโดยความร่วมมือของชาวเขาในพื้นที่ดอยมูเซอ มาตั้งแต่ปี 2521 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้สร้างรายได้เสริมจากการจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตร เป็นการลดพื้นที่ปลูกฝิ่น รวมทั้งลดการบุกรุกทำลายป่า ฯลฯ ซึ่งในระยะหลังได้มีพ่อค้าแม่ค้าชาวไทยพื้นราบจำนวนมากมาจับจองพื้นที่จำหน่ายสินค้า ส่งผลกระทบต่อการค้าขายของชาวบ้านในพื้นที่เป็นอันมาก ทั้งในแง่การบดบังพื้นที่จำหน่ายเดิมและการรุกเข้าครอบครองพื้นที่เดิมของชาวบ้าน

ในแง่การปรับปรุงตลาดฯ นั้น ชาวบ้านมีบทเรียนจากในอดีตเมื่อคราวที่ อบต.ด่านแม่ละเมา ได้มาดำเนินการปรับปรุงและจัดระเบียบตลาดชาวไทยภูเขา (เก่า) แต่การดำเนินการนั้นก็มิได้เอื้อประโยชน์ให้กับชาวบ้านในพื้นที่ ในทางตรงกันข้ามการดำเนินการดังกล่าวกลับเอื้อประโยชน์ให้ชาวไทยพื้นราบที่ขึ้นมาค้าขายเสียเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนั้น ชาวบ้านทราบข้อมูลมาว่า ตลาดที่จะปรับปรุงใหม่นั้น ไม่สอดคล้องกับความต้องการและไม่สอดรับกับการแก้ปัญหาของชาวบ้านในพื้นที่ เช่น การลดขนาดของแผงวางจำหน่ายสินค้า การจำกัดจำนวนแผงซึ่งมีไม่เพียงพอต่อความต้องการของชาวบ้าน ฯลฯ

.....

ในช่วงเริ่มต้นของการประชุม ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก กล่าวถึงที่มาของโครงการฯ ที่จะต้องมีการปรับปรุงตลาดว่า ได้รับการร้องเรียนจากนักท่องเที่ยวถึงความไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย ความสกปรกรกรุงรัง ความไม่สะอาดปลอดภัยของสินค้า ฯลฯ และกล่าวเลยไปถึงว่ามีอดีตแกนนำบางคนไปพูดคุยกับชาวบ้านให้มาร่วมกันไม่ให้ยอมรับโครงการปรับปรุงตลาด และได้กล่าวในช่วงท้ายว่าการประชุมวันนี้เป็นเวทีพูดคุยรับฟังความคิดเห็น โดยเฉพาะกลุ่มผู้ค้าขายในตลาดฯ ที่ได้ส่งหนังสือเชิญมาราว 200 กว่าคน

จะพือ หรือ จักรพงษ์ มงคลคีรี ชาวลาหู่แกนนำชาวบ้านจากบ้านห้วยปลาหลด ได้พยายามอธิบายต่อจากท่านผู้ว่าฯ ว่า การที่พวกเขารวมตัวกันนั้น มิได้ตั้งใจมาคัดค้านหรือต่อต้านโครงการฯ แต่อยากให้มีการพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่เห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวไม่สามารถแก้ปัญหาได้จริง พวกเขาได้รวมตัวกันขอเข้าพบผู้ว่าฯ เพื่อชี้แจงความคิดเห็นและข้อเสนอแต่ก็ไม่ได้รับโอกาสให้เข้าพบพบ

และได้อธิบายถึงความเชื่อมโยงระหว่างการทำมาค้าขายในตลาดฯ กับการดำเนินวิถีชีวิตและการรักษาป่าว่า ตลาดฯ แห่งนี้ มีส่วนอย่างยิ่งในการบรรเทาความเดือดร้อนของชาวบ้านที่มีที่ดินจำกัด ซึ่งการประกอบอาชีพค้าขายนี้ มีส่วนช่วยยับยั้งการบุกรุกทำลายป่าเป็นอันมาก ทำให้ยังคงผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ ทั้งนี้ จะพือ ได้นำภาพถ่ายทางอากาศมาแสดงยืนยันให้เห็นว่าชาวบ้านใช้พื้นที่ปลูกพืชผักมาจำหน่ายในบริเวณที่ลุ่มเชิงเขาจำนวนเพียงเล็กน้อย ในขณะที่ผืนป่าส่วนใหญ่ยังอุดมสมบูรณ์

แต่ยังมิทันที่จะอธิบายความได้อย่างครบถ้วน และใช้เวลาไปไม่มากนัก ท่านผู้ว่าฯ ก็กล่าวขึ้นถามถึงข้อเสนอที่ต้องการ

จะพือบอกว่า ขณะนี้ปริมาณของชาวบ้านมีเพิ่มมากขึ้น แต่พื้นที่ทำกินมีอยู่จำกัด จะไปทำงานนอกพื้นที่ก็ลำบาก การปรับปรุงตลาดบนพื้นที่เดิมไม่เพียงพอต่อความต้องการ รวมทั้งแผงวางจำหน่ายสินค้าที่จะจัดสร้างใหม่นั้นก็เล็กและแคบเกินไป จึงเสนอให้จัดสร้างอาคารแห่งใหม่ในพื้นที่ที่ติดกับพื้นที่เดิมขึ้นไป ซึ่งมีพื้นที่เพียงพอที่จะรองรับกับความต้องการของชาวบ้านได้ และได้บอกเพิ่มว่าชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการเลิกจ้างงานของหน่วยงานราชการในพื้นที่ รวมทั้งชาวบ้านที่มีความยากลำบากในการประกอบอาชีพก็จะได้รับการบรรเทาความเดือดร้อนด้วย และได้เสนอเงื่อนไขว่าหากเขาได้ใช้พื้นที่ขยายตลาดซึ่งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติตากสินมหาราช ชาวบ้านจะรวมตัวกันไปปลูกและดูแลป่าให้เติบใหญ่สมบูรณ์ให้ในพื้นที่อุทยานฯ ในบริเวณที่ป่าไม่สมบูรณ์

ท่านผู้ว่าฯ กล่าวในทำนองเห็นด้วยกับข้อเสนอดังกล่าว แต่ท่านก็บอกว่านั่นจะเป็นโครงการในอนาคต สามารถดำเนินการได้ในระยะต่อไป ซึ่งจะต้องมีการขออนุญาติใช้พื้นที่จากกรมป่าไม้เสียก่อน สำหรับขณะนี้ควรจะทำการปรับปรุงของเดิมเสียก่อน ตามการออกแบบของสำนักงานโยธาธิการจังหวัดตาก และได้ให้โยธาธิการจังหวัดตากชี้แจงข้อมูลต่อที่ประชุม

อาคารที่ทางจังหวัดออกแบบนั้น เป็นอาคารโล่งชั้นเดียว หลังคาสูงโปร่ง ลดหลั่นเป็น 3 ระดับ ภายในมีแผงวางจำหน่ายสินค้าจำนวน 256 แผง ขนาดความกว้าง 1 เมตร ยาว 1.20 เมตรต่อหนึ่งแผง มีทางเดินระหว่างแถว 1.50 เมตร ด้านหน้าอาคารเป็นลานโล่งสำหรับจอดรถ มีห้องน้ำจำนวน 6 ห้องอยู่ด้านหลังอาคาร มีการประดับประดาด้วยไม้ดอก

ท่านผู้ว่าฯ ให้ข้อมูลเสริมว่าท่านได้มอบนโยบายการก่อสร้างว่าให้ดำเนินการโดยรีบด่วนภายในเวลาราว 3 เดือน เพื่อไม่ให้ชาวบ้านเดือดร้อนจากการไม่มีสถานที่วางจำหน่ายสินค้า

ชาวบ้านที่มาร่วมประชุมบางส่วนพยายามซักถามข้อสงสัยเพิ่มเติม เช่น สิทธิของผู้ค้ารายเดิม ขนาดของแผงวางจำหน่ายสินค้า ฯลฯ คำตอบแบบขอไปทีทำให้ชาวบ้านไม่พอใจ และยิ่งมีการนำเสนอตัวเลขจากการสำรวจผู้ค้าของหน่วยงานหนึ่ง ซึ่งไม่ตรงกับความเป็นจริงก็ทำให้บรรยากาศการประชุมตึงเครียดขึ้น กระทั่งท่านผู้ว่าต้องตัดบทปิดประชุมไป

.....

“...ผู้ว่าฯ ไม่ยอมฟังพวกเราเลย...”

“...ผมต้องเลี้ยงลูกเลี้ยงเมีย ต้องผ่อนรถ จะให้แผงผมแค่เมตรกว่า ๆ มันจะได้อย่างไร...”

“...ตัวเลขไม่ถูกต้อง บ้านของผมมีเยอะกว่านี้ แล้วที่หมู่บ้านนี้ไม่ใช่มีคนมาขายเยอะขนาดนี้...”

“...ไม่ให้เราขายของจะให้เราไปทำอะไร จะให้ไปบุกป่า หรือจะให้ไปขายยาบ้าหรืออย่างไร...”

“...นักท่องเที่ยวเขาไม่อยากไปเดินซื้อของในอาคารหรอก ดูที่ตลาดใหม่สิ ไม่เห็นมีนักท่องเที่ยวเดินเข้าไปซื้อของในอาคารเลย...”

“...เงินตั้งเจ็ดล้านกว่า ทำได้แค่นี้เองเหรอ...”

เสียงพูดคุยกันเองของชาวบ้านหลังปิดการประชุม ซึ่งเกือบทั้งหมดแสดงสีหน้าและอาการไม่พอใจกับการประชุมที่ผ่านไป

พ่อค้าชาวลาหู่คนหนึ่งยืนกรานว่า

“...ตลาดแห่งนี้ พ่อแม่ผมเป็นคนสร้าง ใครจะมารื้อไม่ได้ ใครมารื้อผมจะแจ้งความ...”

หลังสิ้นสุดการประชุม ตัวแทนชาวบ้านจากแต่ละแห่งมาร่วมหารือกัน และมีความเห็นร่วมกันว่าเขาจะคัดค้านโครงการดังกล่าวจนถึงที่สุด

.....

ความพยายามในการอธิบายปัญหา และการหาทางออกจากปัญหาของชาวบ้านที่อยู่อาศัยในพื้นที่ดอยมูเซออย่างเป็นระบบไม่ได้รับการรับฟังจากผู้ว่าราชการจังหวัดรวมทั้งหน่วยงานราชการที่รายล้อมท่านอยู่ในขณะนั้น ดูเหมือนว่าท่านผู้ว่าราชการจังหวัดและบรรดาผู้ติดตามทั้งหลายมีความพยายามอย่างยิ่งที่จะผลักดันให้เกิดการปรับปรุงตลาดในวงเงินกว่า 7 ล้านบาท

ซึ่งหากดำเนินการไปตามนั้น ปัญหาอุดจาดตาต่าง ๆ อาทิ ความไม่เป็นระเบียบ ความสกปรกรกรุงรัง ซึ่งเป็นปัญหาของคนมาท่องเที่ยวก็จะถูกจัดการให้หมดสิ้นไป (ซึ่งปัญหาเหล่านี้มิได้ทำให้ยอดจำหน่ายสินค้าของชาวบ้านลดลงแต่ประการใด และไม่แน่ใจว่าเป็นปัญหาในทัศนะของนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่หรือไม่) แต่ปัญหาพื้นฐานของชาวบ้านในพื้นที่ก็จะยังถูกซุกเก็บไว้ รวมทั้งความขัดแย้งซึ่งจะเป็นปัญหาใหม่ที่ชาวบ้านคาดการณ์กันไว้จะก่อตัวขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ภายใต้อาคารหลังใหม่ที่เบียดเสียดยัดเยียดสภาพไม่ต่างจากตลาดสด

อย่างไรก็ตามหากท่านผู้ว่าฯ อดทนฟังต่ออีกนิด ซึ่งจะได้รับฟังข้อมูลเพิ่มเติมจากคนในพื้นที่ อย่างน้อยก็ให้สมดุลกับข้อมูลที่เอียงกระเท่เร่จากบรรดาหน่วยงานที่รายล้อม ท่านก็จะได้เข้าใจสภาพปัญหาที่แท้จริง และจะสามารถแก้ปัญหาได้มากกว่าการแก้ในเชิงเทคนิค และก็จะเห็นความเดือดร้อนของชาวบ้านในพื้นที่มากกว่าความสะดวกสบายที่จะได้รับของนักท่องเที่ยว

ท่านควรจะรับทราบปัญหาว่า บัดนี้ชาวบ้านในพื้นที่ดอยมูเซอซึ่งมีอยู่ถึง 7 หมู่บ้าน ซึ่งยังมิรวมถึงชาวบ้านในหมู่บ้านที่ลึกเข้าไปข้างในอีกหลายหมู่บ้านมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ทำกินก็มีอยู่เท่าเดิม การบุกรุกป่าทำได้ยากขึ้นด้วยความเข้มงวดของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ รวมทั้งสำนึกในการอนุรักษ์ผืนป่าของชาวบ้านก็มีเพิ่มมากขึ้น (ดังจะเห็นได้ในบางหมู่บ้านที่สามารถดูแลรักษาป่าจนฟื้นความอุดมสมบูรณ์ถึงขนาดได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียว ซึ่งเป็นรางวัลระดับประเทศ)

นอกจากนั้นยังมีชาวบ้านอีกจำนวนมากที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นลูกจ้างของหน่วยงานราชการในพื้นที่ เมื่อคราวหน่วยงานเลิกจ้าง อีกทั้งชาวบ้านหลายสิบครอบครัวที่อพยพมาจากเชียงใหม่เพื่อเป็นคนงานปลูกป่าของกรมป่าไม้ ซึ่งภายหลังการเลิกจ้างก็มิได้มีการรองรับให้ชาวบ้านสามารถประกอบอาชีพอื่นใด ชาวบ้านเหล่านี้ก็ประสบความยากลำบากด้วยไม่มีทางเลือกอื่นในการทำมาหากินเลี้ยงครอบครัว หลายครอบครัวจึงต้องส่งลูกหลานไปทำงานในเมือง ทั้งนี้มีบางรายที่หลงผิดเข้าไปสู่วงจรการค้าขายยาเสพติด

ปัญหาดังกล่าวแม้ไม่สามารถจัดการให้หมดสิ้น แต่ก็สามารถบรรเทาลงได้ด้วยการปรับปรุงตลาดให้รองรับและสอดรับสภาพปัญหาที่ชาวบ้านพยายามสะท้อน

ชาวบ้านมีคิดออกว่าการแก้ปัญหาเกี่ยวกับการทำมาหากินที่สอดคล้องกับการรักษาป่าที่ร่อยหรอลงไปเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาในเชิงระบบ แต่ส่วนราชการมุ่งที่จะแก้ปัญหาเพียงในเชิงเทคนิค แค่ทำให้ตลาดดูดีเป็นหน้าเป็นตาเพื่อต้อนรับและได้รับความประทับใจจากนักท่องเที่ยว แต่มิได้สนใจปัญหาที่แท้จริงของชาวบ้านในพื้นที่

เพราะขีดจำกัดใดที่ทำให้ส่วนราชการมองไม่เห็นการแก้ปัญหาในเชิงระบบ จะเป็นเพราะปริมาณของงบประมาณในการก่อสร้าง 7 ล้านกว่าบาท เป็นเพราะขีดจำกัดในการเร่งใช้งบประมาณ หรือเพราะเห็นปัญหาของนักท่องเที่ยวสำคัญกว่าปัญหาของชาวบ้านในพื้นที่ ใครก็ได้ช่วยตอบท

000

ความเป็นมา-พัฒนาการและบทบาทของตลาดชาวไทยภูเขา (เก่า)

ทวน จันทรุพันธุ์

ความเป็นมาและพัฒนาการ

ชาวบ้านหลายกลุ่มชาติพันธุ์เข้ามาตั้งรกรากอยู่ในพื้นที่ดอยมูเซอ เขตรอยต่อระหว่าง ต.แม่ท้อ อ.เมือง จ.ตาก และ ต.ด่านแม่ละเมา อ.แม่สอด จ.ตาก เมื่อกว่า 50 ปีล่วงมาแล้ว อาชีพดั้งเดิมคือการทำไร่ข้าวควบคู่กับการทำไร่ฝิ่น ในส่วนการทำไร่ฝิ่นของชาวบ้านนั้นได้ส่งผลต่อการลดจำนวนของผืนป่าเป็นอันมาก นอกจากนั้นฝิ่นก็เป็นยาเสพติดที่ส่งผลร้ายต่อสังคมอย่างเอนกอนันต์

ในปี พ.ศ. 2517 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงษ์ เสด็จเยี่ยมราษฎรที่หมู่บ้านห้วยปลาหลด พระองค์ทรงมีพระราชดำริส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกทดแทนฝิ่น และต่อมาหน่วยงานราชการได้เข้ามาส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกพืชผักเศรษฐกิจหลายชนิด อาทิ กาแฟ กล่ำปลี หัวไชเท้า ผักกาดขาว บล็อคเคอรี่ คะน้า ฯลฯ

กลุ่มชาวลาหู่เริ่มรู้จักการค้าขายจากการนำพืชผักในไร่มาจำหน่ายให้กับคนงานที่มาทำการตัดถนนเส้นทางสายตาก-แม่สอด และหลังจากการสร้างเส้นทางแล้วเสร็จ ชาวลาหู่จากบ้านห้วยปลาหลดและบ้านใหม่ ได้ออกมาสร้างเพิงพักริมเส้นทางสายตาก-แม่สอด บริเวณ ก.ม. 29 ซี่งเป็นที่ตั้งของตลาดชาวเขา (เก่า) ในปัจจุบัน เพื่อนำสินค้าจำพวกพืชผักและของป่ามาวางจำหน่ายให้แก่ผู้ที่ใช้เส้นทางสัญจรไปมา รวมทั้งเป็นจุดพักเพื่อจะเดินทางต่อเข้าเมืองเพื่อซื้อสินค้าจำเป็นมาใช้ในครัวเรือน

เมื่อปี 2521 ศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขาจังหวัดตาก ได้รับงบประมาณมาดำเนินการสร้างตลาดชาวไทยภูเขา และได้ชักชวนให้ชาวบ้านที่ทางศูนย์ฯ เข้าไปส่งเสริมให้ปลูกพืชผักเศรษฐกิจต่าง ๆ และนำออกมาจำหน่าย ซึ่งนอกจากการจัดทำสถานที่จำหน่ายสินค้าแล้ว ยังได้สร้างเรือนชาวเขาเผ่าต่าง ๆ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สัญจรไปมาได้แวะชมและจับจ่ายซื้อหาสินค้าของชาวบ้าน ตลาดชาวไทยภูเขาแห่งนี้เริ่มเป็นที่รู้จักและเป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวมากขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่งกลายเป็นจุดแวะพักที่สำคัญของเส้นทางนี้ในระยะเวลาไม่นานหลังจากนั้น

พื้นที่ตั้งหมู่บ้านชาวเขาในเขตพัฒนาพื้นที่ดอยมูเซอ อยู่ในความดูแลของศูนย์ฯ ชาวเขา จ.ตากมาโดยตลอด จนกระทั่งปี 2524 กรมป่าไม้ได้ประกาศพื้นที่อุทยานต้นตระบากใหญ่ ครอบคลุมเขตพัฒนาพื้นที่ดอยมูเซอบางส่วน รวมทั้งพื้นที่ตั้งตลาดชาวไทยภูเขาที่ได้จัดตั้งขึ้นมาด้วย ศูนย์ฯ ชาวเขา จ.ตาก จึงถอนตัวออกมาจากการดูแลพื้นที่ที่ถูกประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ

หลังจากการพ้นหน้าที่การดูแลของศูนย์พัฒนาฯ จ.ตาก ก็เริ่มมีชาวพื้นราบขึ้นมาจับจองพื้นที่แถบเรือนจำลองในบริเวณตลาดชาวไทยภูเขา ซึ่งต่อมาได้ร่วมมือกันสร้างเป็นอาคารแถวหลายคูหาขึ้น ทำการค้าขายสินค้าต่าง ๆ อาทิ อาหาร ของฝาก ฯลฯ ให้กับนักท่องเที่ยวที่แวะพัก และในปี 2528 ชาวบ้านกลุ่มนี้ได้รวมตัวกันขอติดตั้งไฟฟ้าจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ซึ่งหลังจากการติดตั้งไฟฟ้าก็มีชาวพื้นราบขึ้นมาจับจองพื้นที่ทำการค้าขายมากขึ้นเรื่อย ๆ

เช่นเดียวกับชาวบ้านในพื้นที่ จากการทำมาค้าขายสินค้าทางการเกษตร ซึ่งเป็นผลิตผลจากเทือกสวนไร่นา ทำให้ชาวบ้านมีรายได้เข้าครอบครัวมากขึ้น เริ่มมีชาวบ้านเริ่มหันเหมาทำการค้าขายเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้เป็นเพราะมีปัจจัยสนับสนุนหลายประการ อาทิ การเพิ่มขึ้นของประชากรภายใต้ข้อจำกัดที่ทำกินซึ่งมีอยู่เท่าเดิม ความเข้มงวดกวดขันของกรมป่าไม้ในการทำมาหากินในเขตป่าของชาวบ้านในพื้นที่ การใช้เงินจับจ่ายใช้สอยมากขึ้นในชีวิตประจำวัน ตัวอย่างความสำเร็จของชาวบ้านในการประกอบอาชีพค้าขาย ฯลฯ

ปี 2535 คณะลูกศิษย์ของพระอาจารย์เด่น นันทิโย ซึ่งจำพรรษาอยู่ในหมู่บ้านห้วยปลาหลด ได้จัดสร้างอาคารสหกรณ์ร้านค้า สำหรับเป็นแหล่งจำหน่ายสินค้าจำพวกของระลึกให้กับนักท่องเที่ยว เป็นการสร้างรายได้ให้กับชาวบ้านอีกทางหนึ่ง ซึ่งตัวอาคารอยู่ห่างจากถนนหลวงเข้าไปด้านใน ต่อมาพื้นที่ว่างระหว่างตัวอาคารและถนนหลวง ถูกพ่อค้าชาวพื้นราบตั้งร้านค้าบังหน้าสหกรณ์ จนทำให้สหกรณ์ไม่สามารถทำการค้าขายได้อีกต่อไป

ในปี 2537 ซึ่งขณะนั้นมีชาวบ้านในพื้นที่ออกมาทำการค้าขายจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ได้รวมตัวกันโดยการนำของนายจักรพงษ์ มงคลคีรี จากบ้านห้วยปลาหลด ทำการรวบรวมเงินซื้อวัสดุก่อสร้างมาปรับปรุงอาคารและแผงวางจำหน่ายสินค้าเพื่อให้ทำการค้าขายสะดวกและรองรับปริมาณชาวบ้านที่ออกมาค้าขายที่มีมากขึ้น

ในการปรับปรุงการดำเนินงานดังกล่าวนั้น นายจักรพงษ์ มงคลคีรี ในฐานะแกนนำได้เชิญชาวบ้านอีกสองหมู่บ้านคือบ้านม้งและบ้านลีซอ ซึ่งอยู่ในพื้นที่ดอยมูเซอให้เข้ามามีส่วนร่วมในการปรับปรุงตลาด และได้จัดสรรพื้นที่ค้าขายให้กับชาวบ้านทั้งสองแห่งนั้นด้วย

ภายหลังการปรับปรุงตลาดสิ้นสุดลง ชาวบ้านในพื้นที่ทั้งชาวลาหู่ ม้งและลีซู ก็นำสินค้าทางการเกษตรมาวางจำหน่ายในแผงที่ได้รับการจัดสรรซึ่งอยู่ภายในบริเวณอาคารที่ได้รับการปรับปรุง

อย่างไรก็ตามลักษณะการค้าขายของชาวบ้านมิได้ดำเนินการในลักษณะผู้ประกอบการค้าขายเสียทีเดียว เนื่องจากอาชีพหลักของชาวบ้านยังคงเป็นการทำไร่และปลูกพืชผักบางชนิด การออกมาค้าขายในตลาดฯ โดยมาเป็นช่วงที่ชาวบ้านว่างเว้นหรือปลีกตัวจากงานหลักในเทือกสวนไร่นา นอกจากนั้นด้วยความที่ยังคงยึดมั่นในขนบธรรมเนียมที่สืบทอดมาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษ ที่จะต้องมีการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ หลากหลายเกือบทั้งปี เมื่อถึงคราวประกอบพิธีซึ่งมักจะใช้ระยะเวลายาวนา ช่วงดังกล่าวชาวบ้านจะไม่ทำงานประกอบอาชีพใด ๆ แต่จะหยุดอยู่กับบ้านเพื่อเข้าร่วมพิธีกรรมนั้น ๆ โดยพร้อมเพรียงกัน

ลักษณะดังกล่าว จึงทำการทำมาค้าขายของชาวบ้านมิได้เป็นไปอย่างต่อเนื่องทุกวัน ในวันที่ชาวบ้านมิได้มาใช้พื้นที่ค้าขาย พื้นที่เหล่านั้นก็จะถูกชาวพื้นราบที่เริ่มทะยอยขึ้นมาทำการค้าขายรุกใช้พื้นที่แทนชาวบ้านทีละเล็กละน้อย โดยเฉพาะการวางแผงจำหน่ายสินค้าบังหน้าตลอดทั้งอาคาร ซึ่งไม่เพียงกีดกั้นไม่ให้นักท่องเที่ยวที่จะมาจับจ่ายซื้อสินค้าเข้าไปภายในอาคารได้ยากลำบากเท่านั้น แต่ก็ยังทำให้ชาวบ้านที่จะนำสินค้าของตนเองซึ่งจะต้องเดินผ่านแผงจำหน่ายสินค้าของชาวพื้นราบที่ตั้งบังด้านหน้าอยู่ด้วยความยากลำบาก ในหลายกรณีชาวบ้านแบกนำสินค้าของตนเข้าไปด้านในต้องไปพลาดถูกสินค้าของชาวพื้นราบเสียหายก็ต้องชดใช้ความเสียหายในราคาสูงเท่ากับราคาจำหน่าย

ตลาดชาวไทยภูเขาเติบโตไปอย่างไร้ทิศทาง ขณะที่มีชาวบ้านจำนวนมากเข้ามาใช้พื้นที่จำหน่ายสินค้า ในปี 2541 ศูนย์ฯ ชาวเขา จ.ตาก จึงได้จัดตั้งตลาดชาวไทยภูเขาแห่งใหม่ขึ้น อยู่บริเวณปากทางเข้าหมู่บ้านส้มป่อย บนถนนเส้นทางสายตาก-แม่สอด

การดำเนินงานของตลาดชาวไทยภูเขาแห่งใหม่นี้ ทำท่าจะไปด้วยดี มีชาวบ้านจากตลาดฯ เก่าเข้ามารับจัดสรรค้าขายในพื้นที่ตลาดแห่งใหม่จำนวนมาก แต่ในระยะหลัง ศูนย์ฯ ชาวเขาในฐานะผู้ดูแลพื้นที่ ไม่สามารถบริหารจัดการให้เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับนักท่องเที่ยวที่ผ่านไปมาได้ ในที่สุดชาวบ้านส่วนใหญ่ก็ต้องย้อนกลับไปจำหน่ายสินค้าที่ตลาดแห่งเดิม

สำหรับที่ตลาดแห่งเดิมนั้น เนื่องจากไม่มีหน่วยงานใดมาบริหารจัดการ จึงทำให้สภาพตลาดไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย สกปรกรกรุงรัง ถูกนักท่องเที่ยวร้องเรียนไปยังจังหวัดหลายครั้ง ซึ่งทางจังหวัดได้สั่งการให้องค์การบริหารส่วนตำบลด่านแม่ละเมาเข้ามาจัดการดูแล และในปี 2548 ทาง อบต.แม่ละเมา จึงเข้ามาจัดระเบียบตลาดฯ เสียใหม่ ซึ่งได้ดำเนินการสร้างหลังคาคลุมพื้นที่ตั้งแผงสินค้า ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นที่วางแผงสินค้าของพ่อค้าแม่ค้าชาวพื้นราบตลอดทั้งแนว การดำเนินงานดังกล่าวก็ยิ่งทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ที่มีพื้นที่ขายสินค้าอยู่ในอาคารด้านในได้รับความลำบากมากขึ้น เนื่องจากนักท่องเที่ยวมักจะไม่เดินเข้าไปซื้อสินค้าของชาวบ้าน (ดูแผนผังและคำอธิบายประกอบแนบท้าย)

เมื่อชาวบ้านไม่สามารถจำหน่ายสินค้าในแผงของตนเองได้ จึงได้นำสินค้าออกมาจำหน่ายบริเวณริมถนนหลวง โดยการทำเป็นแผงจำหน่ายชั่วคราวตลอดแนวถนน

บทบาทของตลาดฯ ต่อการดำเนินชีวิตของชาวเขา

ชาวเขาในพื้นที่ดอยมูเซอเริ่มรู้จักการทำมาค้าขายมาแล้วหลายสิบปี เริ่มจากการนำพืชผักในเทือกสวนไร่นาออกมาจำหน่ายให้กับคนงานที่ก่อสร้างเส้นทางสายตาก-แม่สอด และเมื่อเห็นว่าผลิตผลของตนเองขายได้ก็เริ่มนำมาวางจำหน่ายโดยการสร้างเป็นเพิงจำหน่ายสินค้าในบริเวณที่ตั้งตลาดชาวไทยภูเขา (เก่า) ในปัจจุบัน

อาชีพดั้งเดิมของชาวเขาในพื้นที่เหล่านี้คือการทำไร่ฝิ่นควบคู่ไปกับการทำไร่ข้าวและเลี้ยงสัตว์ รวมทั้งการหาผลิตผลจากป่าในการยังชีพ หลังจากที่รัฐบาลรับสนองพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการส่งเสริมพืชทดแทนฝิ่น ชาวบ้านก็เริ่มหันมาปลูกพืชเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น ทั้งพืชผักและไม้ผลยืนต้น ผลผลิตจากการส่งเสริมนั้นจำนวนหนึ่งชาวบ้านนำไปเป็นสินค้าจำหน่ายให้แก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางผ่านไปมาและวะพักจับจ่าย ณ ตลาดชาวไทยภูเขา

ตัวอย่างความสำเร็จของชาวบ้านที่ทำการค้าขาย รวมทั้งปัจจัยบีบคั้นในการทำมาหากินและความจำเป็นการใช้เงินจับจ่ายใช้สอย ทำให้ชาวบ้านหันมาทำการค้าขายในพื้นที่ตลาดชาวไทยภูเขาเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ชาวไทยพื้นราบก็เห็นช่องทางในการเข้ามาค้าขายในพื้นที่ตลาดชาวไทยภูเขาก็ทะยอยขึ้นมาจับจองพื้นที่ค้าขาย กระทั่งได้ก่อสร้างและต่อเติมเป็นอาคารถาวรจำนวนมาก และกลายเป็นผู้ประกอบการส่วนใหญ่ในตลาดไปโดยปริยาย

การเกิดและเติบโตของตลาดชาวไทยภูเขา เป็นทางเลือกที่สำคัญของชาวบ้านในการปรับตัวและรับมือกับความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ชาวบ้านสามารถใช้เป็นอาชีพเสริมสร้างรายได้ให้กับครอบครัว ที่นับวันรายจ่ายในครัวเรือนจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เป็นการเติบโตตามเจตนารมย์ในการก่อสร้างตลาดแห่งนี้

การมีตลาดเป็นพื้นที่รองรับผลิตผลทางการเกษตร ทำให้ชาวบ้านใช้ที่ดินที่ครอบครองอยู่อย่างประณีตยิ่งขึ้น ใช้พื้นที่น้อยลงแต่สามารถสร้างผลิตผลได้มากขึ้น รวมทั้งยังเป็นการลดปัญหาการบุกรุกเข้าไปเปิดพื้นที่ทำกินใหม่ ๆ ในผืนป่าด้วย นอกจากนั้นยังเป็นการรองรับคนรุ่นใหม่ให้อยู่ติดพื้นที่ไม่เดินทางออกไปทำงานนอกพื้นที่อีกจำนวนไม่น้อย

ตลาดชาวไทยภูเขา โดยเฉพาะตลาดเก่า เป็นจุดพักและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญสำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางสัญจรไปมาบนเส้นทางสายตาก-แม่สอด มีการจับจ่ายเงินค่อนข้างสะพัดโดยเฉพาะในช่วงวันหยุด การได้รับความนิยมในการแวะจับจ่ายซื้อของเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เป็นปัจจัยดึงดูดให้พ่อค้าแม่ค้าจากพื้นราบขึ้นมาจับจองพื้นที่จำหน่ายสินค้าในพื้นที่ว่าง รวมทั้งการรุกคืบเข้าไปจับจองพื้นที่วางจำหน่ายสินค้าดั้งเดิมของชาวบ้านในพื้นที่

พ่อค้าแม่ค้าชาวพื้นราบได้รวมตัวกันและร้องขอให้หน่วยงานเข้ามาปรับปรุงเพื่ออำนวยความสะดวกในการประกอบการหลายประการ เช่น การขอติดตั้งไฟฟ้าจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การปรับปรุงสร้างหลังคามุงพื้นที่ขายของซึ่งอยู่ด้านหน้าอาคารเดิม ฯลฯ ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าวนั้นไม่ถูกต้องตามกฏหมายด้วยประการทั้งปวง

ในความเป็นจริงนั้น แม้ว่าการประกอบการของชาวบ้านในพื้นที่จะมีปัญหาข้อขัดข้องหลายประการ แต่ตลาดฯ ก็เป็นทางออกที่สำคัญในการจัดการปัญหาด้านการทำมาหากินของชาวบ้านในพื้นที่ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น และหากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเอาใจใส่อย่างจริงจังก็จะเป็นช่องทางในการให้ความช่วยเหลือชาวเขาที่อยู่ในเขตป่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ


แผนผังและคำอธิบายพื้นที่ตลาดชาวไทยภูเขา (เก่า)

¡ เสาไฟฟ้า

๑ คือพื้นที่ค้าขายเดิมของตลาดฯ ซึ่งตั้งอยู่หลังแนวเสาไฟฟ้า เดิมเป็นเพิงชั่วคราว ต่อมาในปี ๒๕๒๑ ศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขา จ.ตาก ได้รับงบประมาณจากทางจังหวัดมาปรับปรุง และต่อมาในปี ๒๕๓๗ อาคารเดิมชำรุดและคับแคบชาวบ้านในพื้นที่ได้รวบรวมเงินและแรงงานปรับปรุงอาหารและแผงวางขายสินค้าในบริเวณนี้

๒ เดิมคือพื้นที่สร้างบ้านจำลองชาวเขาเผ่าที่ดำเนินการโดย ศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขา จ.ตาก พร้อมกับการปรับปรุงตลาดเมื่อปี ๒๕๒๑ ต่อมาในปี ๒๕๒๔ ศูนย์ฯ ชาวเขา จ.ตาก ได้ถอนตัวออกจากการดูแล เนื่องจากกรมป่าไม้ประกาศให้พื้นที่ส่วนนี้อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ จากนั้นได้มีชาวบ้านจากพื้นราบเข้ามาจับจองพื้นที่ทำการค้าขาย และทำการก่อสร้างอาคารห้องแถวขึ้น จากนั้นในปี ๒๕๒๘ พ่อค้าแม่ค้ากลุ่มนี้ได้รวมตัวขอติดตั้งไฟฟ้าจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ภายหลังการติดตั้งไฟฟ้าก็เริ่มมีพ่อค้าแม่ค้าจากพื้นราบขึ้นมาค้าขายในพื้นที่นี้มากขึ้นเรื่อย ๆ

๓ ป้อมตำรวจ

๔ อาคารสหกรณ์

๕ - ๖ เดิมเป็นแผงของพ่อค้าแม่ค้าชาวพื้นราบ ซึ่งตั้งบังหน้าอาคารแผงขายสินค้าของชาวบ้าน (หมายเลข ๑) และการรุกออกมาจากอาคารห้องแถวของพ่อค้าแม่ค้าชาวพื้นราบ (หมายเลข ๒) และในปี ๒๕๔๘ อบต.ด่านแม่ละเมา ได้ทำการก่อสร้างหลังคาคลุมพื้นที่บริเวณนี้ ซึ่งอยู่ถัดจากอาคารหมายเลข ๑ และ ๒ ออกมา และอยู่ในเขตพื้นที่ทางหลวงด้านหน้าแนวเสาไฟฟ้า

๗ เป็นพื้นที่ว่างข้างถนนหลวง ซึ่งถูกจับจองเป็นแผงจำหน่ายสินค้าจำพวกพืชผักผลิตผลจากชาวบ้านในพื้นที่ เนื่องจากไม่สามารถวางจำหน่ายสำค้าในพื้นที่ด้านในได้ ด้วยถูกบดบังจากพ่อค้าแม่ค้าชาวพื้นราบที่ตั้งแผงบังหน้า

๘ เดิมเป็นพื้นที่ว่าง ต่อมาพ่อค้าแม่ค้าชาวพื้นราบได้รุกใช้พื้นที่บังด้านหน้าของสหกรณ์ จนทำให้สหกรณ์ต้องเลิกกิจการไป

๙ เป็นพื้นที่ที่พ่อค้าแม่ค้าชาวพื้นราบมาจับจองสร้างเป็นอาคารร้านค้าและบ้าน เรือน กลุ่มอาคารดังกล่าวนี้มีหนังสือจากกรมป่าไม้ให้ทำการรื้อถอน แต่ก็ยังมิได้ทำการรื้อถอนแต่ประการใด

๑๐ พื้นที่ที่ถูกรุกล้ำโดยพ่อค้าชาวพื้นราบ เป็นการขยายเพิ่มเติมออกไปจากพื้นที่หมายเลข ๙

รายงาน: เปิดชีวิตครอบครัวผู้ต้องหา ผลกระทบจากคดีหมิ่นสถาบัน

ที่มา ประชาไท


อำพล ตั้งนพกุล ชายวัย
61 ปี หรือที่คนในครอบครัวและคนอื่นๆ เรียกว่า “อากง” เดินทางมาศาลพร้อม ‘ป้าอุ๊’ ภรรยาและ ‘ปุ้ย’ ลูกสาวคนท้ายๆ ในบรรดาลูก 7 คน รวมถึงทนายความอาสาที่เข้ามาช่วยคดีนี้ เพราะวันนี้เป็นวันที่อัยการส่งคดีฟ้องต่อศาล กรณีที่ลุงอำพลตกเป็นผู้ต้องหาหมิ่นสถาบันด้วยการส่ง SMS ที่มีข้อความดังกล่าวไปยังเลขานุการส่วนตัวนายกรัฐมนตรี

อำพล และภรรยา อาศัยอยู่ย่านสำโรงในห้องเช่าราคาเดือนละ 1,200 บาท โดยอาศัยเงินจากลูกๆ ที่ส่งให้คนละเล็กคนละน้อย เพราะสองลุงป้าไม่ต้องการเป็นภาระกับลูกซึ่งแยกย้ายกันไปมีครอบครัวแล้ว และที่สำคัญ ล้วนแต่หาเช้ากินค่ำกันทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม เขาทั้งคู่ยังมีภาระต้องเลี้ยงดูหลาน 3-4 คน ซึ่งเป็นผลิตผลที่ลูกบางคนทอดทิ้งไว้อีกด้วย
ส่วน ‘ปุ้ย’ เป็นซิงเกิลมัม แต่สามียังช่วยส่งเสียลูก 2 คน ปัจจุบันปุ้ยกลายเป็นหัวเรือหลักในการดูแลแม่และดำเนินการเรื่องคดีพ่อ เธอมีอาชีพเป็นคนงานในโรงงานผลิตโฟมแถวบ้าน ได้ค่าจ้างตามค่าแรงขั้นต่ำ ทำงานวันละ 12 ชั่วโมง วันนี้เธอสลับกะกับเพื่อนเพื่อส่งพ่อสูงวัยมารายงานตัวที่ศาลตั้งแต่เช้า และรอจนฟ้าเกือบมืดเพื่อฟังคำสั่งศาลซึ่งไม่ให้ประกันตัวพ่อของเธอ
อากงถูกดีเอสไอบุกจับกุมเมื่อวันที่ 4 ส.ค.53 และถูกควบคุมตัวในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ อยู่ราว 2 เดือน จนได้รับอนุญาตให้ประกันตัวได้ในที่สุด สำหรับชาวบ้านธรรมดาหาเช้ากินค่ำ เรื่องราวของการที่ตำรวจเกือบ 20 นายพร้อมกองทัพนักข่าวบุกเข้าบุกค้นบ้านพักและทำการจับกุมในวันนั้นถือเป็นสิ่งที่กระทบกระเทือนความรู้สึกของภรรยาและหลานๆ อย่างไม่รู้ลืม
“มันเหมือนเราเป็นอาชญกรร้ายแรง เหมือนเราแปลกแยกกับคนอื่น เขาเข้ามาค้นทุกอย่าง ถ่ายรูปทุกอย่าง แม้แต่รูปหลานๆ ตัวเล็กๆ ที่ร้องกันกระจองงอแง มันน่ากลัว อย่าให้เกิดอีกเลย มันจะไม่มีแบบนั้นแล้วใช่มั้ย” ป้าอุ๊เล่าเรื่องไป ถามหาคำตอบไป
พาดหัวข่าววันต่อมาปรากฏข่าวจับกุมลุงอำพล พร้อมระบุว่าเป็นฮาร์ดคอร์เสื้อแดง มันทำให้ครอบครัวตั้งนพกุลหวาดระแวงกับนักข่าวตั้งแต่นั้น เพราะพวกเขายืนยันว่าอากงเป็นเพียงคนแก่ๆ ที่มีอาชีพหลักคือ อยู่บ้านเลี้ยงหลาน และด้วยความที่มีเวลาว่างมากในช่วงกลางวัน แกจึงมักจะเดินทางไปสังเกตการณ์กิจกรรมทางการเมืองหรืองานต่างๆ ที่จัดขึ้นเสมอ
“สมัยเสื้อเหลืองแกก็ไป ตอนในหลวงท่านป่วยช่วงแรกๆ แกก็ไปถวายพระพรที่โรงพยาบาลศิริราช พอมาสมัยเสื้อแดงแกก็ไปดูอีก แต่ยังไงๆ แกก็ต้องกลับมาให้ทันรับหลานกลับจากโรงเรียน” ภรรยาอากงเล่า
อำพลให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และยืนยันว่าตัวเองไม่ใช่ผู้กระทำการ เพราะเพียงจะส่ง sms ยังส่งไม่เป็น เขาเคยกล่าวกับภรรยาว่าอย่างไรก็จะยืนยันเช่นนี้ จะฆ่าจะแกงแกก็ยอม
ป้าอุ๊ยังเล่าถึงความยากลำบากภายหลังอากงถูกจับว่า ทั้งครอบครัวระส่ำระสาย เพราะไม่มีเงินว่าจ้างทนายความ ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป และเป็นห่วงอากงมาก กระทั่งได้เจอกลุ่มทนายอาสาที่เข้าให้ความช่วยเหลือ
แม้คดีความเพิ่งถึงชั้นศาล และยังศาลยังไม่ได้พิพากษา แต่สำหรับคดีเช่นนี้ สังคมไทยพิพากษาแล้วแต่แรก มันทำให้ป๊าอุ๊และหลานๆ ไม่สามารถอาศัยอยู่ห้องเช่าเดิมได้ ต้องหอบข้าวหอบของมานอนแออัดอยู่ที่ห้องเช่าของปุ้ย เพราะแม้แต่หลานตัวเล็กๆ ยังถูกกระแนะกระแหน ด่าว่า จากคนรอบข้าง ลูกชายคนเล็กต้องลาออกจากโรงงานเพราะถูกกดดันจากเรื่องคดีของพ่อ และลูกสาวถูกล้อเลียนในโรงงานว่าเป็นลูกฮาร์ดคอร์
“คนที่เข้าใจก็มี แต่กับคนที่ไม่เข้าใจเขาก็มาทำให้เราเจ็บปวดอยู่เสมอ คดีนี้ถึงที่สุดแล้วต่อให้ไม่ผิด ไม่ติดคุก สังคมก็ตัดสินเราไปแล้ว” ป๊าอุ๊ว่า
เธอกล่าวว่า เธอเชื่อว่าสามีของเธอไม่ได้กระทำการอย่างที่ยืนยัน แต่แม้ถ้าสามีกระทำการอย่างนั้นก็ไม่ควรลงทัณฑ์เลยมาถึงครอบครัว
“เป็นห่วงหลานๆ มากที่สุด ไม่อยากให้พวกเขาต้องลำบาก แค่ลำพังแค่พวกเราคนแก่ไม่เป็นไร เดี๋ยวเราก็ตายกันแล้ว ป้าอยากให้หลานๆ เปลี่ยนนามสกุลใหม่ เขาจะได้ไม่ต้องมีปัญหากับเรื่องแบบนี้ มีชีวิตใหม่” ป้าอุ๊น้ำตาเอ่อ
ในชั้นสอบสวนของตำรวจ หลังอากงติดคุกอยู่ราว 2 เดือน ในที่สุดศาลอุทธรณ์ก็อนุญาตให้ประกันตัวในวันที่ 4 ต.ค.53 โดยให้เหตุผลว่าหลักประกันน่าเชื่อถือ หลังจากก่อนหน้านี้ศาลชั้นต้นให้เหตุผลที่ไม่อนุญาตให้ประกันว่าเป็นคดีร้ายแรงกระทบกระเทือนจิตใจคนไทย เกรงจะหลบหนี อย่างไรก็ตาม การปล่อยก็ทำให้ลุงอำพลได้ออกมารักษาแผลผ่าตัดมะเร็งใต้โคนลิ้นที่กำเริบจนลิ้นบวมคับปากได้ทันการณ์
จากนั้นวันที่ 18 ม.ค. อัยการจึงมีคำสั่งฟ้องและต้องประกันตัวอีกครั้งในชั้นพิจารณาคดี ทนายความยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว ใช้โฉนดที่ดินเป็นหลักประกัน ระหว่างรอคำสั่ง ลุงอำพลถูกคุมตัวไว้ในคุกใต้ถุนศาลไม่ยอมกินข้าวกินปลา เช่นเดียวกับป้าอุ๊ที่แม้อยู่นอกกรงขังก็ไม่ยอมกินข้าวเช่นเดียวกัน รอกว่า 8 ชั่วโมง จึงได้รับทราบคำสั่ง ก่อนที่ลุงอำพลจะถูกนำตัวไปไว้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ที่เพิ่งจากมาอีกครั้ง
เย็นย่ำ แม่ลูกกระเตงกันขึ้นรถเมล์ไปซื้อของใช้จำเป็นรีบมาฝากให้อากง เสียงป้าอุ๊ที่ปลายสายสั่นเครือ ขณะที่เสียงปุ้ยก็อ่อนแรง แต่เธอต้องรีบจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยเพื่อไปเข้ากะทำงานตอนหนึ่งทุ่มวันนี้ ออกกะเจ็ดโมงเช้าในวันพรุ่งนี้แล้วรีบพาแม่มาฟังผลอุทธรณ์ขอประกันตัวอีกครั้ง

ผบ.ตร. สั่งแบนหนังสือวิเคราะห์การเมืองของ "ใจ อึ๊งภากรณ์"

ที่มา ประชาไท

ผบ.ตร.สั่งห้ามนำเข้าหนังสือ Thailand's Crisis and the Fight for Democracy ของ "ใจ อึ๊งภากรณ์" ระบุมีเนื้อหาพาดพิงสถาบันเบื้องสูง


หน้าปกหนังสือ Thailand's Crisis and the Fight for Democracy ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีคำสั่งห้ามเผยแพร่

เว็บไซต์โพสต์ทูเดย์รายงานว่า ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ คำสั่งของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 702/2553 เรื่อง ห้ามสั่งเข้าหรือนำเข้าสิ่งพิมพ์เพื่อเผยแพร่ในราชอาณาจักร

คำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า ด้วยปรากฏว่าสิ่งพิมพ์จากต่างประเทศ คือ Thailand's Crisis and the Fight for Democracy, Giles Ji Ungpakorn มีข้อความที่มีลักษณะเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี และรัชทายาท

อาศัยอำนาจตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ. 2550 ห้ามสั่งเข้า หรือนำเข้าเพื่อเผยแพร่ในราชอาณาจักร รวมทั้งให้ริบและทำลายซึ่งสิ่งพิมพ์ดังกล่าวข้างต้น

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

สั่ง ณ วันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2553 พลตำรวจเอก วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

ทั้งนี้ สื่อสิ่งพิมพ์ดังกล่าว เขียนโดยนายใจ อึ๊งภากรณ์ อดีตอาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แปลความหมายเป็นภาษาไทยว่า "ภาวะวิกฤตของประเทศไทยและการต่อสู้เพื่อ ประชาธิปไตย" แบ่งเป็น 6 บท ประกอบด้วย บทที่ 1 เสื้อแดง vs เสื้อเหลือง บทที่ 2 พันธมิตรฯ เอ็นจีโอและขบวนการประชาชน บทที่ 3 วิกฤตของสถาบันกษัตริย์ บทที่ 4 การเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ของไทย บทที่ 5 สงครามกลางเมืองในภาคใต้ และบทที่ 6 บันทึกส่วนตัว

คำแปลฉบับเต็มโทรเลขวิกิลีกส์ ฉบับลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2551: พระราชินีกับพันธมิตร, ในหลวงกับอนุพงษ์, พระอาการปวดหลัง

ที่มา Thai E-News



โดย ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ที่มา เฟซบุ๊คสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
19 มกราคม 2554

คำแปลฉบับเต็มโทรเลขวิกิลีกส์ ฉบับลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2551 ข้างล่างนี้ เดิมผมตั้งใจจะทำขึ้นเป็น "ภาคผนวก" ของบทความเรื่อง "บันทึกว่าด้วยโทรเลขวิกิลีกส์ (2) : กรณี พระราชินี กับ พันธมิตร" ซึ่งเป็นบทความที่ต่อเนื่องจากบทความในลักษณะเดียวกันที่เผยแพร่ไปแล้ว (ดู "บันทึกว่าด้วยโทรเลขวิกิลีกส์ (1): พลเอกสนธิ บอกทูตสหรัฐ 'ในหลวงทรงผ่อนคลายและมีความสุข ทรงยิ้มตลอดเวลาการเข้าเฝ้า' ในคืนรัฐประหาร และการประเมินผลสะเทือนการเข้าเฝ้าของทูตสหรัฐ" ที่นี่ http://www.prachatai3.info/journal/2010/12/32457 หรือไฟล์ pdf ที่นี่ http://www.mediafire.com/?541073avks966l3 ) แต่การเขียนบทความจริงใช้เวลามากกว่าที่คาดไว้มาก และคงอีกหลายวันกว่าจะเสร็จ ผมจึงตัดสินใจเผยแพร่ "ภาคผนวก" นี้ก่อน

เช่นเดียวกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์อื่นๆ โทรเลขวิกิลีกส์ฉบับนี้ ยังต้องผ่านการวิเคราะห์ตีความของผู้ศึกษา ผมเพียงแต่เห็นว่า การได้รับรู้ข่าวสาร หรือ "ข้อมูลดิบ" ชิ้นนี้ในภาษาไทย น่าจะเป็นประโยชน์ในการทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ในช่วงเวลาดังกล่าวได้ดียิ่งขึ้นไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ผมเองจะพยายามนำเสนอบทความวิเคราะห์โทรเลขฉบับนี้ข้างต้นในเวลาไม่นานนัก

คำแปลโทรเลขวิกิลีกส์ ฉบับลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2551

คำชี้แจง: เช่นเดียวกับเอกสารการทูตอื่นๆ ส่วนหัวของโทรเลขวิกิลีกส์ฉบับนี้ จะเต็มไปด้วยอักษรย่อที่เป็นรหัสภายในของหน่วยงาน (สถานทูต, กระทรวงต่างประเทศ) ซี่งเกือบทุกกรณีผมไม่ทราบว่าย่อมาจากอะไร จึงแปลไม่ได้ (ยกเว้น NSC ที่น่าจะมาจาก National Security Council สภาความมั่นคงแห่งชาติ) และคิดว่าไม่มีความสำคัญอะไร ขอให้สังเกตส่วนที่เป็น “เอกสารอ้างอิง” ว่ามีการกล่าวถึงโทรเลขฉบับอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

รหัสของโทรเลขเหล่านี้ขึ้นต้นด้วย BANGKOK แล้วตามด้วยเลข 4 ตัว เช่นโทรเลขฉบับนี้ มีรหัส BANGKOK 3317 แสดงว่า ยังมีโทรเลขของสถานทูตที่กล่าวถึงสถานการณ์ขณะนั้นอีกหลายฉบับ ที่ยังไม่ได้รับการเปิดเผย รวมทั้งที่อาจจะมีเนื้อหาพาดพิงถึงราชวงศ์ เช่น โทรเลข BANGKOK 3080 (ราชินีแสดงการสนับสนุน) [QUEEN SHOWS SUPPORT] (ไม่ทราบว่าหมายถึงสนับสนุนใครหรืออะไร)

สำหรับผู้สนใจการเมืองไทย ก็ได้แต่หวังว่า โทรเลขเหล่านี้จะได้รับการเปิดเผยในที่สุด (ผมไม่แน่ใจว่าอยู่ในความครอบครองของ วิกิลีกส์ หรือไม่)

ในส่วนของการแปลนั้น ผมได้พยายามแปลให้ใกล้เคียงกับต้นฉบับมากที่สุด แต่มีบางคำ (ประมาณ 2-3 คำ) ที่ผมจำเป็นต้องเลี่ยงใช้คำไทยที่ไม่ตรงกับคำภาษาอังกฤษเต็มที่ คือมีความหมายที่ “เบาลง” กว่าคำภาษาอังกฤษเล็กน้อย ซึงความจริงคำภาษาอังกฤษก็หาใช่รุนแรงอะไรไม่ ถ้าใช้ในบริบทของคนธรรมดาก็จะไม่มีใครสังเกตหรือสะดุดใจเลยด้วยซ้ำ

แต่ด้วยข้อจำกัดของกฎหมายที่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ และจารีตการตีความแบบครอบจักรวาลของ “กระบวนการยุติธรรม” ของไทยในเรื่องนี้ ผมจึงต้องเผื่อไว้ก่อน บางคำที่ผมคิดว่าอาจจะทำให้สงสัยว่ามาจากภาษาอังกฤษคำใด ผมจะใส่คำภาษาอังกฤษในวงเล็บเหลี่ยม

สำหรับส่วนที่เป็นชื่อบุคคล ที่ เดอะ การ์เดี้ยน ปกปิดไว้ด้วยการใส่ XXXXXXXXXXXX นั้น สำหรับ ผู้ใกล้ชิดราชสำนัก 2 คน ที่เป็นแหล่งข้อมูลของโทรเลขฉบับนี้ ผมใช้แทนที่ด้วย “ก” และ “ข” ตามลำดับ ส่วนที่เหลือ ผมเพียงแต่เว้นไว้ และระบุในวงเล็บเหลี่ยม ว่า “..... [ปกปิดชื่อ] .....”

ผมไม่ได้แปลข้อความที่เป็นพาดหัวและสรุปเนื้อหาโทรเลข (ไฮไล้ต์สีเทา ในภาพประกอบ) ของ เดอะ การ์เดี้ยน เอง ในส่วนราชาศัพท์นั้น ผมพยายามใช้คำธรรมดาๆแทนถ้าเป็นไปได้ เพื่อความเข้าใจง่าย (เช่น “ใจ” ไม่ใช่ “พระทัย” เป็นส่วนใหญ่) ต้นฉบับภาษาอังกฤษเองไม่มีราชาศัพพ์อยู่แล้ว


พฤหัสบดี, 6 พฤศจิกายน 2551, 07.30

ส่วนลับ 01 ใน 03 BANGKOK 003317

NOFORN

NSC [สภาความมั่นคงแห่งชาติ] สำหรับ WILDER และ PHU

EO 12958 DECL: 11/06/2018

TAGS PGOV, KDEM, MOPS, ASEC, TH

เรื่อง: คนวงในราชสำนัก [palace insider] คนหนึ่ง บอกทูต ถึงการคัดค้านรัฐประหารของในหลวง และ การประท้วงของพันธมิตร

เอกสารอ้างอิง: A. BANGKOK 3289 (การแยกเป็นสองขั้วจะคงอยู่ต่อไป) B. BANGKOK 3280 (ทักษิณกล่าวต่อ นปช) C. BANGKOK 3226 (ความหวังการมีตัวกลางให้มีการเจรจา) D. BANGKOK 3080 (ราชินีแสดงการสนับสนุน)

BANGKKOK 00003317 001.2 ใน 003

สรุปย่อและความเห็น

1. (C) “ก” ที่ปรึกษาราชินีบอกทูตเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ว่า ในหลวงภูมิพลบอกผู้บัญชาการทหารบกอนุพงษ์ เผ่าจินดา อย่างชัดแจ้งว่า อย่าทำรัฐประหาร. “ก” ยังอ้างว่า เมื่อพระราชินีเสด็จเป็นประธานในพิธีศพเมื่อวันที่ 13 ตุลาคมนั้น พระองค์มิได้ตั้งใจที่จะส่งสัญญาณสนับสนุนวาระต่อต้านรัฐบาลของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย.

“ก” กล่าวว่า การเคลื่อนไหวของพันธมิตรทำให้ในหลวงเคืองพระทัย เขาอ้างว่าพระองค์ทรงต้องการให้ผู้ประท้วงของพันธมิตรออกไปจากทำเนียบรัฐบาล.

“ก” พูดดีถึงนายกรัฐมนตรีสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ว่าสมชายเปิดกว้างที่จะประนีประนอมกับพันธมิตร แม้ “ก” จะเดาว่า สมชายจะถูกปลดจากตำแหน่งภายในสิ้นปีนี้.

แหล่งข่าวอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นนักธุรกิจผู้มีบทบาทการเมืองและมีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับราชสำนักบอกเราว่า การเสด็จงานศพของพระราชินีทำความเสียหายให้ภาพลักษณ์สถาบันกษัตริย์ ซึ่งทำให้อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร กลายเป็นฝ่ายได้ประโยชน์. นักธุรกิจผู้นี้ยังได้พูดคุยถึงความเป็นไปได้ของแผนลอบสังหารทักษิณ และแผนการก่อความรุนแรงของพันธมิตร.

แหล่งข่าวทั้งคู่อ้างว่า ในหลวงทรงเจ็บหลังและมีสภาพพระพลานามัยที่เปราะบาง.

2. (S/NF) ความเห็น: ข้ออ้างของ “ก” ที่ว่าในหลวงสั่งอนุพงษ์ไม่ให้ทำรัฐประหาร เป็นข้อมูลที่หนักแน่นที่สุดเท่าที่เราได้ยินมาถึงขณะนี้เกี่ยวกับการคัดค้านของในหลวงต่อการรัฐประหาร และการที่พระองค์ได้แจ้งต่ออนุพงษ์ถึงการคัดค้านของพระองค์นี้ นี่ก็จะเป็นคำอธิบายได้ว่าทำไมองคมนตรีเปรมและสิทธิ ซึ่งทั้งคู่ถูกมองว่าเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลปัจจุบัน จึงให้หลักประกันกับทูตได้ว่าจะไม่มีรัฐประหาร.

ขณะที่ “ก” ไม่ได้ระบุรายละเอียดว่าเขาได้ยินในหลวงบอกอนุพงษ์ได้อย่างไร แต่ข้ออ้างของเขาที่ว่าในหลวงมีคำสังกับอนุพงษ์เช่นนั้นก็ดูเหมือนจะสอดคล้องกับท่าทีของอนุพงษ์, กับการให้หลักประกันของแหล่งข่าวทางทหารต่อทูต, และรายงานจากช่องทางอื่นๆ.

ทูตและ “ก” เห็นตรงกันว่า การเสด็จงานศพของพระราชินีเป็นความผิดพลาดสำคัญ ที่สร้างความเสียหายให้แก่ความเข้าใจ [perception] ของสาธารณะที่ว่าราชสำนักมีความเป็นกลาง.

พันธมิตรดูเหมือนจะแตกแยกกันมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งความแตกแยกนี้ บวกกับสถานการณ์การเมืองไทยที่เข้มข้นและเปลี่ยนแปลงเร็ว อาจจะทำให้ดูเหมือนจะเป็นไปได้ที่จะหวังว่าจะมีการประนีประนอมระหว่างพันธมิตรกับรัฐบาล.

อย่างไรก็ตาม ความเป็นไปได้ที่จะเกิดความรุนแรงขึ้นอีกยังคงเป็นเรื่องที่น่าห่วง.

จบสรุปย่อและความเห็น.

ความสัมพันธ์ราชสำนัก-พันธมิตร

3. ( C) ทูตได้พบเป็นการส่วนตัวที่บ้านพักทูต เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน กับ “ก” ที่ปรึกษาใกล้ชิดพระราชินีสิริกิตต์ ซึ่งในอดีตยังเคยเป็นผู้ที่ในหลวงทรงให้ความไว้วางพระทัยด้วย.

“ก” ตั้งข้อสังเกตว่า เขาเสียใจกับการที่พระราชินีเสด็จไปงานศพของผู้สนับสนุนพันธมิตรคนหนึ่งเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม (เอกสารอ้างอิง D).

เขาอ้างว่า พระราชินีทรงสะเทือนใจเมื่อทรงทราบว่าเหยื่อผู้หนึ่งของความรุนแรงวันที่ 7 ตุลาคม เป็นหญิงสาวที่กำลังจะแต่งงาน, และเธอได้บอกพ่อของเธอว่าจะไปร่วมประท้วงเพื่อปกป้องสถาบันกษัตริย์.

แรกทีเดียว พระราชินีทรงต้องการส่งเจ้าหญิงจุฬาภรณ์ไปงานศพ. แต่ทรงตัดสินใจเสด็จเองก็ต่อเมื่อฟ้าหญิงจุฬาภรณ์และพระสวามี ชัยชน โลว์เจริญกุล ขอร้อง.

“ก” กล่าวว่า พระราชินีมิได้มีความตั้งใจจะนำพระองค์หรือสถาบันกษัตริย์เข้าไปเกียวข้องกับเรื่องที่เป็นการเมือง แต่, โชคไม่ดี, สาธารณชนจำนวนหนึ่งอาจจะตีความการเสด็จงานศพนั้นแตกต่างออกไปจากนี้.

“ก” กล่าวว่าหลังงานศพพระราชินีทรงยื่นมือเข้าช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ตำรวจที่บาดเจ็บสาหัส อันเป็นความพยายามที่จะแสดงให้เห็นความเป็นกลางของพระองค์, แต่การแสดงออกในด้านนี้ไม่ได้เป็นที่รับรู้เป็นส่วนใหญ่.

4. (C) “ก” ให้ข้อสังเกตว่า ในหลวงภูมิพลทรงเคืองพระทัยอย่างสูงต่อการยึดครองทำเนียบรัฐบาลของพันธมิตรและความปั่นป่วนอื่นๆที่กลุ่มต่อต้านรัฐบาลดังกล่าวก่อขึ้น

แต่ในหลวงไม่มั่นพระทัยว่าจะมีวิธีใดที่ดีที่สุด ที่จะทำให้พันธมิตรถอนตัวออกจากทำเนียบรัฐบาล.

“ก” กล่าวว่า ในหลวงทรงสั่งให้ผู้รับใช้ใกล้ชิดพระองค์ 2 คน สื่อสารความต้องการของพระองค์ที่ให้พันธมิตรออกจากทำเนียบรัฐบาล. (หนึ่งใน “ผู้ถือสาร” ดังกล่าว คือผู้ใกล้ชิดในหลวงที่รู้จักกันดี ดิศธร วัชโรทัย ซึ่งได้กล่าวอย่างเปิดเผยเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม ว่า คนไทยที่รักในหลวงควรจะ “กลับบ้าน”: ดูเอกสารอ้างอิง A)

อย่างไรก็ตาม “ก” มองว่า ..... [ปกปิดชื่อ]* ..... เป็นคนดื้อ เขากล่าวว่า สนธิหมกมุ่นอยู่กับความรู้สึกของตัวเองว่าเขามีภารกิจสูงส่งที่ต้องทำ. ในทางตรงข้าม “ก” คิดว่า ..... [ปกปิดชื่อ] ..... เป็นคนมีเหตุผลและพร้อมจะประนีประนอม.

ทัศนะในทางบวกต่อสมชาย

5. (C) “ก” อ้างว่าได้พูดกับนายกรัฐมนตรีสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เกี่ยวกับการเผชิญหน้ากันในขณะนี้. “ก” บอกทูตว่า สมชายเห็นด้วยว่า รัฐบาลสามารถพบตัวแทนพันธมิตรและบรรลุข้อตกลงประนีประนอม แต่ขณะนี้ยังไม่ถึงเวลาเช่นนั้น.

ในการสนทนากับทูต “ก” พูดถึงสมชายอย่างยกย่อง บอกว่าสมชาย “ดีมาก” มีคุณสมบัติหลายอย่างที่ทำให้เขาเหมาะเป็นนายกรัฐมนตรี เช่น ความสำนักในเรื่องความแฟร์และอารมณ์ที่ไม่ฉุนเฉียวโกรธง่าย.

กระนั้นก็ตาม “ก” คาดว่าสมชายคงไม่สามารถอยู่ในตำแหน่งได้นานนักเพราะเขาคงจะถูกปลดโดยคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ใน8fuยุบพรรคพลังประชาชน (เอกสารอ้างอิง A)

ซึ่ง “ก” เชื่อว่า ศาลจะมีคำตัดสินก่อนวันเฉลิมพระชนมพรรษา (5 ธันวาคม). “ก” คาดว่าสมชายคงจะยุบสภาก่อนที่จะถูกปลดจากตำแหน่ง.

ในหลวง บอก อนุพงษ์: อย่ารัฐประหาร

6. (C) “ก” ทำนายว่าความปั่นป่วนวุ่นวายในขณะนี้จะไม่นำไปสู่การยึดอำนาจของทหาร. เขากล่าวว่า ระหว่างมีพระราชดำรัสกับอนุพงษ์ ในหลวงได้ทรงพูดถึงรัฐประหาร 2549 แล้วทรงมีพระราชดำรัสในลักษณะที่ว่าไม่ควรมีรัฐประหารอีก.

การทำให้สถาบันกษัตริย์เป็นการเมือง [POLITICIZATION OF THE MONARCHY]

7. (C) เรายังได้พบเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน “ข” (ให้ปกปิดชื่ออย่างเข้มงวด) ทายาทตระกูลมั่งคั่งผู้กว้างขวาง และมีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับราชสำนัก. “ข” มีบทบาทสำคัญใน ..... [ปกปิดชื่อองค์กร] ..... ภรรยาของเขา ..... [ปกปิดชื่อ] ..... มีราชสกุลยศว่า “... [ปกปิด] ....” และทำงานใกล้ชิดกับพระราชินี. “ข” เห็นด้วยว่า การเสด็จไปงานศพเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ของพระราชินีมีผลสะเทือนด้านลบอย่างสูง

เขากล่าวว่า แม้แต่คนไทยที่เป็นกลางทางการเมืองจำนวนมากก็รู้สึกว่าพระองค์ได้นำสถาบันกษัตริย์เข้าสู่การเมืองอย่างไม่เหมาะสม.

เขายังยอมรับว่ามีเสียงวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์แบบกึ่งเปิดเผยเพิ่มมากขึ้น โดยรวมศูนย์อยู่ที่พระราชินี (ดูโทรเลขต่างหากอีกฉบับหนึ่ง). “ข” กล่าวอย่างมั่นใจว่า ในหลวงทรงพยายามรั้ง [deter] พระราชินีไม่ให้เสด็จงานศพ โดยทรงตั้งคำถามกับความเหมาะสมของการเสด็จนั้น แต่ก็มิได้ถึงขั้นทรงห้ามพระราชินีมิให้เสด็จ.


8. (C) “ข” พูดถึงข้อความในคำปราศรัยของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณต่อผู้สนับสนุน เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน (เอกสารอ้างอิง B) ที่ว่า มีแต่ “พระเมตตาของในหลวงหรือพลังของประชาชน” อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่จะสามารถทำให้เขากลับประเทศไทยได้.**

“ข” กล่าวว่า การยก 2 ทางเลือกนี้มาคู่กันซึ่งเขามองว่าเป็นการจงใจอย่างสำคัญมาก [highly strategic] มีผลสะเทือนที่เดาได้ล่วงหน้าในแง่ที่ไปกระตุ้นฝ่ายตรงข้ามทักษิณในค่ายรอยัลลิสต์ [ให้มีปฏิกิริยาต่อต้าน]. แล้วปฏิกิริยาเช่นนี้ก็ทำให้ทักษิณสามารถใช้ไปอ้างต่อสาธารณะได้ว่าบุคคลของราชสำนักหลายคน [many palace figures] กำลังรวมตัวกันต่อต้านเขา, ซึ่งก็ทำให้เกียรติภูมิของราชสำนักที่เกิดจากความเป็นสถาบันที่อยู่เหนือการเมืองถูกบั่นทอนลง.

(ในการพบปะกับเรา หลังการปราศรัยของทักษิณ, สมาชิกหญิงในทีมกฎหมายของทักษิณคนหนึ่ง บอกเราว่า ประโยคที่กล่าวถึงนี้เป็นส่วนหนึ่งของ “การเตรียมการอย่างละเอียดละออมาก” และเธอได้ยินทักษิณพูดซักซ้อมประโยคนี้ “4 หรือ 5 ครั้ง” ในระหว่างที่เขาซ้อมเตรียมปราศรัยครั้งนี้.)

ศัตรูทักษิณวางแผนก่อความรุนแรง

9. (C) “ข” เชื่อว่า พันธมิตร ยังคงมีเป้าหมายที่จะให้เกิดการปะทะรุนแรงเพื่อเป็นชนวนให้เกิดการรัฐประหาร. เขายืนยันว่า เขาได้พบกินอาหารกับผู้นำพันธมิตรคนหนึ่ง (เขาไม่ได้บอกว่าใคร) เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ซึ่งผู้นำพันธมิตรคนนั้นได้อธิบายให้เขาฟังว่า พันธมิตรจะยั่วยุให้เกิดความรุนแรงในการชุมนุมวันที่ 7 ตุลาคม ที่หน้ารัฐสภา. ผู้นำพันธมิตรที่ไม่ระบุชื่อผู้นั้นคาดการณ์ (ซึ่งผิด) ว่า กองทัพจะเข้าแทรกแซงในลักษณะปฏิปักษ์กับรัฐบาล ภายในค่ำวันที่ 7 ตุลาคม.

“ข” ยืนยันต่อเราว่า พันธมิตรยังคงมุ่งมั่นจะให้เกิดการปะทะ ที่จะทำให้มีคนตายอย่างน้อย 20 กว่าคน ซึ่งจะทำให้การรัฐประหารของทหารเป็นเรื่องที่ดูว่าจำเป็นและมีความชอบธรรม.

10. (C) เรากล่าวกับ “ข” ถึงการอ้างของ ..... [ปกปิดชื่อ] ..... ผู้ร่วมงานกับทักษิณที่ว่า ทักษิณตกเป็นเป้าของแผนลอบสังหาร (เอกสารอ้างอิง C). (หมายเหตุ: หลังจากทูตได้พบปะกับ “ข” แล้ว ผู้ร่วมงานกับทักษิณอีกคนหนึ่งได้อ้างกับเราถึงเรื่องนี้อีก และกล่าวว่าตัวทักษิณเองก็พูดถึงแผนลอบสังหารนี้.)

“ข” เสนอว่ารายชื่อผู้ร่วมวางแผนลอบสังหารตามการอ้างของผู้ร่วมงานกับทักษิณ ..... [ปกปิดชื่อ – คนเดียวกับคนแรกข้างต้น] ..... ซึ่งมีผู้พิพากษาผู้มีชื่อเสียง 2 คนรวมอยู่ด้วยนั้น ไม่น่าเชื่อถือ, แต่ “ข” กล่าวว่า เขาสามารถยืนยัน (คงจะเพราะเขาเคยพูดคุยด้วยตัวเองกับหนึ่งในผู้วางแผน) ว่าศัตรูทักษิณบางคน (เขาไม่ได้บอกว่าใคร) ได้พยายามที่จะฆ่าทักษิณจริง.

“ข” กล่าวว่าเขารู้สึกแปลกใจที่ได้ทราบว่าค่าจ้างฆ่าทักษิณเป็นเงินที่ค่อนข้างน้อยเพียงไม่กี่แสนบาท (ประมาณ 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ), แต่นอกจากเงินจำนวนนี้แล้วยังมีสัญญาที่จะจัดการให้ผู้มีส่วนลงมือโดยตรงได้ไปอยู่ต่างประเทศ.

ข้อสังเกตเกี่ยวกับสุขภาพของในหลวง

11. (C ) “ข” (ปลายสิงหาคม/ต้นกันยายน). ตอนนั้น, เขากล่าวว่าในหลวงทรงมีผิวพรรณหน้าตาที่ดูมีสุขภาพดี, แต่โดยรวมแล้ว ทรงดูเปราะบางไม่แข็งแรง.

เขากล่าวว่า ในหลวงทรงเคืองพระทัยกับแพทย์ไทยผู้รวบรวมทีมทำการผ่าตัดกระดูกสันหลังของพระองค์เมื่อ 2 ปีก่อน, เนื่องจากการผ่าตัดไม่ได้ผลดีตามที่ในหลวงทรงได้รับบอกให้คาดหวังไว้.

ขณะที่ “ก” ในการพบกับทูต ก็บอกว่าในหลวงทรงปวดหลัง และทรงเคลื่อนไหวได้อย่างจำกัดมากกว่าเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา. จอห์น.
_______________________________

* ผมคิดว่า ตรงนี้น่าจะหมายถึง สนธิ ลิ้มทองกุล เพราะในข้อความต่อมาในประโยคเดียวกัน มีพูดถึงสนธิในประเด็นเรื่อง “ดื้อ” นี้ ผมสงสัยว่า เดอะ การ์เดี้ยน คงจะเผลอ ลืมปกปิดชื่อสนธิในข้อความที่ตามมา ส่วนผู้นำพันธมิตรอีกคนหนึ่ง ที่กล่าวว่า “มีเหตุผล” ในประโยคถัดมา ผมไม่แน่ใจว่าจะหมายถึงใครได้ (จำลอง, พิภพ?)

** ข้อความนี้ ในต้นฉบับภาษาอังกฤษคือ “either ‘royal mercy or the people’s power’ could allow his return to Thailand”ข้อความจริงๆที่ทักษิณพูด ซึ่งเป็นประเด็นที่มีการหยิบยกขึ้นมาพูดกันพอสมควรในช่วงนั้น รวมทั้งในการสนทนาระหว่าง “ข” กับทูตสหรัฐนี้ด้วย คือ “ไม่มีใครที่จะเอาผมกลับประเทศไทยได้หรอก นอกจากพระบารมีที่จะทรงมีพระเมตตา หรือไม่ก็พลังของพี่น้องประชาชน” ดูรายงานข่าวที่นี่ http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1225547818&grpid=04&catid=01 และฟังคลิปเสียงคำปราศรัยของทักษิณ ที่นี่ http://www.matichon.co.th/mtc-flv-window.php?newsid=1225549893

คำแปลฉบับนี้ในไฟล์pdf
********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-ข่าวคึกโครมระดับโลกที่เงียบเชียบในสื่อไทย วิกิลีกส์ตีแผ่อีกเปรม-อานันท์ปูดข้อมูลลับระดับสูงสู่ทูตสหรัฐ

ปฏิวัติดอกมะลิ

ที่มา Thai E-News


โดย Chadsri
ที่มา Thais' Genuine Democracy Revival

สถานการณ์ในตูนิเซียเป็นที่สนใจของผู้รักประชาธิปไตยชาวไทยจำนวนไม่น้อย

ส่วนหนึ่งเห็นจะเป็นเพราะประชาชนตูนิเซียได้ลุกฮือขึ้นขับไล่ผู้เผด็จการครองเมืองในคราบประชาธิปไตย ที่เกาะกินบนหลังประชาชน เก็บเกี่ยวความมั่งคั่งให้แก่ครอบครัว และบริวารติดต่อกันมาเกือบสามสิบปี

แล้วปรากฏผลว่า การลุกฮือนั้นประสพความสำเร็จ ท่ามกลางการเสียชีวิตของคนที่ออกไปประท้วงโดยพร้อมใจ และไร้การนำจำนวนไม่น้อยกว่า ๖๐ ราย

ประธานาธิบดีเบ็น-อาลีผู้ซึ่งเมื่อเดือนที่แล้วยังมีทีท่าว่าจะใช้วิชามารบิดพลิ้วรัฐธรรมนูญเพื่อยืดอำนาจของตนออกไปเมื่ออายุครบ ๗๕ ปีในปีหน้า ตามที่รัฐธรรมนูญระบุว่า ไม่สามารถดำรงตำแหน่งต่อไปได้ ท้ายที่สุดจำต้องระเห็จออกนอกประเทศไปอาศัยพักพิงอยู่ในซาอุดิอาระเบีย

ประชาชนตูนิเซียซึ่งส่วนใหญ่กว่าครึ่งประเทศเป็นคนหนุ่มสาววัยยี่สิบกว่าไม่ถึงสามสิบปี ต่างแซ่ซร้องในชัยชนะที่พวกตนเรียกว่า “การปฏิวัติดอกมะลิ” (Jasmine Revolution) อันถูกจุดระเบิดจากการเผาตัวตายของหนุ่มวัย ๒๖ ปี ผู้มีการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย แต่ต้องทำมาหากินด้วยการเข็นรถขายผลไม้ แล้วยังถูกตำรวจยึดไปในข้อหาไม่มีใบอนุญาต ครั้นเขาไปร้องเรียนกลับถูกเจ้าหน้าที่สตรีนางหนึ่งตบหน้าเอา

ความคับแค้นถูกถ่ายทอดกันต่อๆ ไปบนหน้าเฟซบุ๊ค และทวิตเตอร์ ทำให้คนหนุ่มสาวที่ส่วนใหญ่เรียนจบมหาวิทยาลัย แต่ตกงานพากันออกมาประท้วงตามท้องถนนอย่างกว้างขวางดังปฏิกิริยาลูกโซ่ และภายในระยะเพียงเดือนเดียวกลับกลายเป็นการปฏิวัติโค่นล้มผู้เผด็จการในคราบประมุขสูงวัยของบ้านเมืองได้

อีกทั้งยังเกิดแรงสั่นสะเทือนไล่หลังไปถึงประเทศอาหรับใกล้เคียงที่ปกครองแบบมีรัฐสภา แต่ว่าประมุขรวบอำนาจเบ็ดเสร็จไว้คนเดียว (Autocracy) นับแต่อัลจีเรีย ลิเบีย เยเมน และอียิปต์ ไปจนถึงจอร์แดน ที่ซึ่งคนหนุ่มคนสาวในประเทศเหล่านั้นทวี้ตกันขรมว่าตูนิเซียโมเดลกำลังจะไปถึงประเทศตนบ้าง

ในอียิปต์มีทวิตเตอร์ชิ้นหนึ่งเขียนถึงประธานาธิบดีว่า “มูบารัคเตรียมตัวได้แล้ว เครื่องบินรอท่านอยู่”

แต่กระนั้น การปฏิวัติดอกมะลิของชาวตูนิเซียก็ยังเป็นที่กังขาของนักหนังสือพิมพ์ในประเทศตะวันตกที่คุ้นเคยกับสภาพสังคมการเมืองในตูนิเซีย

เนื่องจากการปฏิวัติโดยไร้การจัดตั้ง และขาดแกนนำพลังประชาชนเช่นนี้ มักก่อให้เกิดช่องว่างของอำนาจที่สุ่มเสี่ยงต่อการฉกฉวยกินหัวปลามันของนักเผด็จการรุ่นต่อไป

ขณะเขียนบทความนี้สถานการณ์ในนครตูนิส ศูนย์กลางของการลุกฮือ และการเปลี่ยนผ่านอำนาจยังอยู่ในความไม่สงบ กองกำลังรักษาความเรียบร้อยอันรวมถึงหน่วยแม่นปืน หรือสไนเปอร์ที่คุ้มครองกระทรวงมหาดไทยยังคงยิงใส่ผู้ประท้วงลงมาจากยอดตึก

แม้ว่านายกรัฐมนตรีโมฮัมเม็ด กานนุสชี ที่เข้ารับช่วงรักษาการแทนหลังประธานาธิบดีระเห็จออกนอกประเทศได้ประกาศมอบหมายอำนาจต่อให้แก่ประธานรัฐสภาเฟาอัด เมบาซ่า ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เพราะตนถูกโจมตีว่าเป็นสมุนของประธานาธิบดีก็ตาม

แต่การเลือกตั้งที่ประธานสภายืนยันว่า จะจัดให้มีขึ้นภายใน ๖๐ วัน ยังมองไม่เห็นว่าจะมีใครที่โดดเด่นเป็นที่ยอมรับของประชาชนพอทำให้ผลลัพธ์ของการลงคะแนนเป็นไปอย่างราบรื่น และนำไปสู่การเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันแท้จริงที่มีเสถียรภาพได้

ในเมื่อนักการเมืองทั้งหลายในขณะนี้ล้วนมีสายใยผูกพันกับอดีตผู้เผด็จการไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และภาคประชาชนที่พร้อมใจกันออกมาประท้วงจนสัมฤทธิ์ผลเป็นการปฏิวัตินั้นก็ไม่ปรากฏเลยว่ามีใครเป็นผู้นำ

ตัวเลือกที่จะเสนอตัวเข้าไปเป็นผู้นำต่อไปเวลานี้ มีแต่อดีตนักการเมืองฝ่ายค้านบางคนที่ต้องลี้ภัยออกไปอยู่ในฝรั่งเศส และอังกฤษ ดังเช่น ราชิด อัล-กานนูชี อดีตหัวหน้าพรรคยุคทอง (Renaissance Party) ซึ่งประกาศทันทีว่าจะเดินทางกลับไปรับเลือกตั้งหลังจากที่ลี้ภัยอยู่ในอังกฤษมา ๒๒ ปี

นอกนั้นก็เหลือแต่ผู้นำฝ่ายทหารที่ไม่เคยมีบทบาทเด่นมาก่อน เนื่องจากถูกบดบังโดยกองกำลังรักษาความสงบของประธานาธิบดี แต่เพิ่งมาแตกแถวเมื่อการประท้วงแผ่ขยายไปกว้างขวาง และรุนแรงขึ้น หนึ่งวันก่อนที่เบ็น-อาลีจะตัดสินใจหนีนั้น นายพลราชิด อัมมาร์ ผู้บัญชาการกองทัพบกแสดงตนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับประมุขชัดเจนด้วยการไม่ยอมสั่งให้ทหารยิงใส่ผู้ประท้วงตามที่ประธานาธิบดีต้องการ

สี่วันให้หลังการจากไปของเบ็น-อาลี กองทัพบกนำกำลังกลับออกมาช่วยควบคุมสถานการณ์ และมีข่าวว่าเกิดการปะทะกับกองกำลังของประธานาธิบดีด้วย อีกทั้งยังประกาศสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลสมานมิตรของประธานรัฐสภา และนายกรัฐมนตรีที่คาดว่าจะนำฝ่ายค้านเข้าร่วม

ตัวนายพลอัมมาร์นั้นยังเก็บตัวเงียบไม่แสดงบทบาทใดๆ ออกนอกหน้า แต่เชื่อกันว่าเขาอาจมุ่งหมายตำแหน่งผู้นำในอนาคตก็ได้ เพราะมีการเปิดหน้าเฟซบุ๊คเชียร์ให้เขาเป็นประธานาธิบดี ขณะนี้มีคนเข้าไปกดว่าชอบเกือบ ๒ พันรายแล้ว

นี่เป็นจุดที่นักสังเกตการณ์ตะวันตกห่วงใยว่า ในสภาพไร้การนำของพลังประชาชนช่วงหัวเลี้ยวหัวต่ออย่างนี้ ความหวังในประชาธิปไตยแท้จริงอาจจะถูกช่วงชิงโดยนักเผด็จการจำบังที่แฝงมาในคราบของอัศวินม้าขาวก็ได้

พลังประชาชนตูนิเซียน่าจะหันมาศึกษาตัวอย่างจากประเทศไทย ที่หัวเลี้ยวหัวต่อไปสู่ประชาธิปไตยต้องล่มสลายเพราะสำคัญผิดในตัวขุนทหารอัศวินม้าขาว คนแรกก็คือวีรบุรุษสะพานมัฆวานที่ไปยืนข้างนักศึกษา และประชาชนช่วยโค่นล้มจอมพล ป. พิบูลสงคราม แต่แล้วประชาชนไทยกลับได้จอมเผด็จการผ้าขะม้าแดง สฤษดิ์ ธนะรัชต์


อีกครั้งหนึ่งก่อนเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๙ เชื่อกันว่าพล.อ.กฤษ ศรีวรา ยืนอยู่ข้างขบวนการนักศึกษา และเตรียมพร้อมจะปฏิวัติช่วงชิงอำนาจจากกลุ่มของเผด็จการถนอม-ประภาสขณะนั้น แต่ก็ถูกตัดขาเค้นคอด้วยข้าวเหนียวทุเรียนเสียก่อน เปิดทางให้ลูกเสือชาวบ้าน กระทิงแดง และนวพล พร้อมด้วยตำรวจชายแดนยกกันเข้าฆ่าหมู่นักศึกษาแก้เคล็ดนำร่อง

ตามด้วยการปฏิวัติที่ใช้พลเรือเอกสงัด ชลออยู่ เป็นหัวเชิด ก่อนที่จะมอบหมายนายธานินทร์ กรัยวิเชียร องคมนตรีตั้งรัฐบาลหวังอยู่ยาว ๑๒ ปี อ้างว่าจะสร้างประชาธิปไตยแบบไทยๆ แต่ก็ดันทุรังไปไม่ได้ ท้ายสุดมาตกอยู่กับพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่บอกว่าขอเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบอยู่ได้ยาวแปดปี เมื่อเต็มกลั้นแล้วจึงขยับย้ายเข้าไปเป็นประธานองคมนตรีจนกระทั่งบัดนี้

ในทางกลับกัน สิ่งที่พลังประชาชนในประเทศที่มีผู้ปกครองแบบ Autocrat หรือเจ้าเหนือหัวจะเรียนรู้ได้จากตูนิเซียประการหนึ่งก็คือ ผู้ปกครองที่ใช้วงศ์วานว่านเครือของตนกวาดเก็บ และกอบโกยโภคทรัพย์ศฤงคารเกือบทั้งประเทศนั้นไม่มีทางที่จะคายคืนได้ง่ายๆ


ยิ่งตนเองเป็นไม้ใกล้ฝั่งก็ยิ่งยากที่จะควบคุมบริวารให้อยู่ในกรอบของความเพียงพอได้ ทางเดียวที่ผู้เผด็จการเช่นเบ็น-อาลีจะรู้ตัวยอมจำนนก็ด้วยการลุกฮือโดยพร้อมเพรียงของประชาชนเท่านั้น

อีกประการหนึ่งที่เห็นชัดจากกรณีตูนิเซีย อยู่ที่แรงสนับสนุนจากประเทศประชาธิปไตยที่ทรงอิทธิพลในตะวันตก ทั้งจากสหรัฐอเมริกา และฝรั่งเศส ซึ่งทราบดีถึงสภาพเหลื่อมล้ำ และบิดเบือนประชาธิปไตยในประเทศอาฟริกาเล็กๆ แห่งนี้ แต่ก็ทำแชเชือนเสียตลอดเวลานับสิบปีที่ผ่านเพราะผลประโยชน์ที่ผู้ปกครองให้มากกว่า

กรณีของสหรัฐ ในฐานะที่ตูนิเซียเป็นประเทศอาหรับที่ช่วยต่อต้านขบวนการก่อการร้ายนานาชาติ เช่นอัลไคดาห์อย่างแข็งขัน สาส์นอีเมล์ทางการทูตเล่าภาวะกดขี่ประชาชน จึงถูกมองข้าม จนกระทั่งวิกิลี้กส์นำมาเปิดโปง และจุดชนวนการปฏิวัติของประชาชนขึ้น นั่นแหละที่ทำให้ทั้งรัฐมนตรีต่างประเทศ นางฮิลลารี่ คลินตัน และประธานาธิบดีบารัค โอบาม่า หันมากล่าวสนับสนุนพลังประชาชนในที่สุด

นางฮิลลารี่ คลินตันเรียกร้องต่อรัฐมนตรีต่างประเทศตูนิเซียให้รับฟังเสียงประชาชนต่อความเหลื่อมล้ำในโอกาสทางเศรษฐกิจ อิสรภาพของมหาชน และจัดการเลือกตั้งอย่างเป็นประชาธิปไตย

ส่วนประธานาธิบดีโอบาม่าออกแถลงการณ์ประณามการใช้ความรุนแรง และเป็นสักขีพยานต่อ “การต่อสู้อันมุ่งมั่น และกล้าหาญเพื่อสิทธิพื้นฐาน” ของชาวตูนิเซีย

ด้านฝรั่งเศสนั้น ในฐานะที่เคยเป็นเจ้าอาณานิคมซึ่งบรรดาผู้ปกครองของตูนิเซียได้รับการปลูกฝังทั้งการศึกษา และวัฒนธรรมกันมา คนเหล่านี้เป็นสายใยเชื่อมโยงผลประโยชน์ทางธุรกิจ และการลงทุนอยู่กับฝรั่งเศสอย่างเหนียวแน่น จึงมีการตั้งใจเอาหูไปนาเอาตาไปไร่กับการคอรัปชั่น และการกดขี่สกัดกั้นเสรีภาพของประชาชนในตูนิเซีย

แม้กระทั่งสื่อสิ่งพิมพ์ของฝรั่งเศสฉบับหนึ่ง ยังเคยลงข้อเขียนสนับสนุนอุดมการณ์ต้านประชาธิปไตยด้วยซ้ำไป ดังเช่นเมื่ออาทิตย์ที่แล้วนี่เองบทความชิ้นหนึ่งอ้างว่า การรณรงค์แบบอเมริกาในการส่งเสริมประชาธิปไตยนั้นเป็นเรื่องเชยไปเสียแล้ว

ข้อเขียนในหนังสือเลอ ฟิกาโรตอนหนึ่งกล่าวว่า สิทธิในการมีประชาธิปไตยนั้นไม่สำคัญเท่าสิทธิในการยึดมั่นประวัติความเป็นมาของประเทศตน นี่ถ้าเป็นในบ้านเราก็คงตรงกับคำพูดที่ว่าต้องเป็นประชาธิปไตยแบบไทยๆ หรือทำนองเดียวกับนายกฯพระราชทาน และสูตร ๗๐-๓๐ นั่นแล้ว

แต่ครั้นเมื่อพลังประชาชนทนการกดขี่ไม่ไหวแข็งกล้าจนเกิดเป็นการปฏิวัติขึ้น นั่นแหละท่าทีของอดีตเจ้าอาณานิคมก็เปลี่ยนไป ไม่เพียงรัฐบาลฝรั่งเศสปฏิเสธไม่ยอมให้ประธานาธิบดีเบ็น-อาลีไปลี้ภัย ต่อมายังสั่งให้สมาชิกในครอบครัวของประธานาธิบดีจำนวนหนึ่งที่ไปปักหลักพักอาศัยในโรงแรมดิสนี่ย์แลนต์ปารีสจัดการย้ายออกเสียด้วย

ไม่ว่าการปฏิวัติดอกมะลิในตูนิเซียจะมีพัฒนาการต่อไปอย่างไร สิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วเป็นอุทธาหรณ์สอนเตือนจิตสำนึกของบรรดาผู้ปกครองแบบกุมอำนาจแต่ผู้เดียวทั้งหลายว่า การสื่อสารส่งผ่านความรู้ และข่าวในหมู่ประชาชนผ่านระบบอีเล็คทอรนิกส์สมัยนี้ ทำให้ทุกพื้นที่บนโลกซึบซับเอาโลกาภิวัฒน์เข้าไว้จนอิ่มตัวโดยถ้วนทั่ว ยากที่จะปกปิด หรือบิดเบือนอยู่ได้


ที่ใดยังคงปกปิด และบิดเบือนต่อไปโดยไม่แยแสต่อความรู้สึกของประชาชน ก็เหมือนความพยายามปิดฝาสกัดกั้นไอร้อนไม่ให้เล็ดลอดออกมาได้ แรงดันสะสมจะทำให้เกิดระเบิดขึ้นมาอย่างรุนแรงในไม่ช้า ต่างแต่ว่าจะเร็วกว่าแค่ไหน

อยู่ที่อัตราอ่อนแก่ในความอิ่มตัวของไอร้อนเท่านั้น

รายงานความจริงหลังลูกกรง:หลังยกเลิกใช้พรก. ยังมีนักโทษพรก.ฉุกเฉินจองจำในคุกอยู่

ที่มา Thai E-News


ตอนที่ถูกตัดสินจำคุก 1 ปี เหตุการณ์มันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก เขาไม่มีเวลาคิดอะไรเลย ไม่มีทนายความ ไม่มีโอกาสคุยกับญาติพี่น้อง แต่ในความโชคร้ายนั้น ก็มีความโชคดีอยู่บ้างที่ เขาบอกว่า เขายังมีชีวิตอยู่ และเขายืนยันว่า หากมีโอกาสเขาจะเข้าร่วมชุมนุมแน่นอน


โดย สมัชชาสังคมก้าวหน้า
18 มกราคม 2554

แม้ว่า รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะประกาศยกเลิกการใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯในกรุงเทพฯและปริมณฑล เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ ให้กับประชาชน ในปี 2554 ตามที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯผู้ซึ่งไม่มีวาจาสัตย์ ได้ลั่นวาจาไว้

แต่การยกเลิกการประกาศใช้พรก.ฉุกเฉินเป็นเรื่องเดียว ตลอดระยะเวลาเกือบ 2ปี ที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ที่นายอภิสิทธิ์ ได้กระทำตามที่ตนเองพูดแล้วก็ตาม

แต่เมื่อสำรวจสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นหลังการประกาศยกเลิกการใช้พรก.ฉุกเฉิน กลุ่มสมัชชาสังคมก้าวหน้าและ ศูนย์ข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบเหตุสลายการชุมนุมเม.ย.- พ.ค.2553 (ศปช.) พบว่า ในความเป็นจริง ยังคงมีชาวเสื้อแดงที่ติดคุกเพราะการประกาศใช้พรก.ฉุกเฉินของรัฐบาลอยู่อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งขณะนี้ใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำคลองเปรม แดน 8

ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่ได้มีความจริงใจในการยกเลิกการใช้พรก.ฉุกเฉิน อย่างแท้จริง นักโทษเสื้อแดงที่ติดคุกอยู่ข้างใน เขามีความเห็นว่า หากรัฐบาลจริงใจต่อประชาชนแล้ว หลังยกเลิก การประกาศใช้พรก.ฉุกเฉิน รัฐบาลจะต้องปล่อยนักโทษในข้อหาฝ่าฝืนพรก.ฉุกเฉินทันที หรือรัฐบาลจะต้องไม่ดำเนินคดีต่อประชาชน ในข้อหา กระทำการฝ่าฝืนพรก.ฉุกเฉิน

อภิวัฒน์ เกิดนอก เป็นหนึ่ง ในตัวอย่างของ ข้อเท็จจริงข้างต้นนี้ เขาอายุ 29 ปี รูปร่างสันทัด ผิว ดำแดง เป็นชาวอำเภอหนองสองห้อง จังหวัดขอนแก่น เกิดและเติบโตอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น มีอาชีพ ทำนา และหากมีเวลาว่าง เขาก็จะไปตระเวณแข่ง ชกมวย ตามงานวัดต่างๆเพื่อหาเงิน

เขาเล่าให้คณะของเราฟังว่า เขาติดตามข่าวสารของเสื้อแดงมานาน และ ก่อนหน้าวันที่ 17 พฤษภาคม 2553 เขาไม่เคยมาร่วมชุมนุมกับเสื้อแดงที่กรุงเทพฯเลย

เขาเล่าถึงสาเหตุที่เขามาร่วมชุมนุมว่า ก่อนหน้าวันที่ 17 พฤษภาคม 2553เขาอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น ได้ยินข่าวทางโทรทัศน์และวิทยุ ประกาศว่า คนเสื้อแดง เป็นผู้ก่อการร้าย และครอบครองอาวุธ กับพยายามทำลายความสงบของบ้านเมือง ข่าวสารที่ได้รับฟัง จากทีวีและวิทยุ แตกต่างจากชาวเสื้อแดงแถวบ้านที่ไปร่วมชุมนุมแล้วกลับมา เล่าให้เขาฟังที่หมู่บ้านและเขาก็มีความรู้สึกว่าฝ่ายรัฐบาลใส่ร้ายป้ายสีเสื้อแดงมาก ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องทำให้เขาไม่สามารถอยู่บ้านเฉยๆได้

ในเช้าวันที่ 17 พฤษภาคม 2553 เขาจึงเดินทางออกจากหมู่บ้าน มุ่งหน้าไปยัง ศาลากลางจังหวัดขอนแก่นโดยยืมเงินค่ารถคนในหมู่บ้าน จำนวน 100 บาท เขาเดินทางมาถึง ศาลากลางจังหวัดขอนแก่น ในช่วงสายๆๆ และเมื่อเดินทางมา เขาเห็นกลุ่มคนเสื้อแดงขนาดย่อมจำนวนประมาณ 200 กว่า มายืนชุมุนมกันที่ หน้าศาลากลางจังหวัด และทุกคนต่างร้อนรนกังวลถึงสถานการณ์ที่ได้ยินข่าวจากทางกรุงเทพฯ บริเวณนั้น มีการพูดโทรโข่งเป็นครั้งคราว ส่วนมากก็จับกลุ่มกัน พูดกันถึงสถานการณ์ทางกรุงเทพฯ

เขาไปนั่งฟังการชุมนุมย่อย และฟังข่าวลือต่างๆนานา อาทิเช่น ทางทหารตั้งด่านสกัดไม่ให้ชาวเสื้อแดงเข้ากรุงเทพฯ และหากฝ่าฝืนทหารจะจับ

อภิวัฒน์ เองต้องการไปช่วยเสื้อแดงที่ราชประสงค์ เขาหวังเพียงอย่างเดียวว่า ถ้าคนไปเยอะๆ อาจจะช่วยอะไรได้บ้าง เขาจึงตัดสินใจที่จะ เดินทางไปกรุงเทพฯเพื่อไปช่วยเสื้อแดงที่ราชประสงค์ ซึ่งเมื่อมีคนรู้ว่าเขาจะไป ก็มีคนบริจาคค่ารถให้เขา 500 บาท

ตอนเวลาประมาณ 2 ทุ่มกว่าของคืนวันที่17 พฤษภาคม 2553 อภิวัฒน์ พร้อมกับชาวเสื้อแดงคนอื่นๆที่เขาไม่เคยรู้จักกันเลย รวม 4 คน จึงนั่งรถโดยสารปรับอากาศเดินทางออกจากขอนแก่น โดยมีจุดมุ่งหมายคือ ต้องเข้าไปช่วยคนที่ราชประสงค์ให้ได้

เขาเล่าติดตลกว่า สุดท้ายที่เขาอยากไปกลับไม่ได้มีโอกาสเข้าไป แต่ที่เขาไม่ต้องการ กลับได้ไป ระหว่างการเดินทาง เขาและเสื้อแดงที่มาด้วยกัน ได้คุยกันไม่มาก ไถ่ถามกันแต่เพียงว่า มาจากอำเภออะไร และเมื่อไปถึงจะพากันไปช่วยกันทำอะไร

คณะของเขาเดินทางมาถึงหมอชิตใหม่ตอนราวๆตี 3- 4 ของวันที่ 18 พฤษภาคม 2553 และเรียกแท็กซี่ไปส่งที่แยกราชประสงค์ คนขับรถแท็กซี่ ขับมาถึงตรงแยกสามเหลี่ยมดินแดง แจ้งต่อคณะของเขาว่าไปได้สุดทางแค่ สามเหลี่ยมดินแดง เนื่องจากทหารซุ่มยิงเต็มไปหมด

ทั้งหมดจึงพากันอยู่แถว สามเหลี่ยมดินแดง ซึ่งขณะนั้นมีกลุ่มคนเสื้อแดงจำนวนประมาณ 100 กว่าคน รวมตัวกันเขาจำได้เลาๆว่า ที่นั่นมีเวที ปราศรัย ขนาดย่อยด้วย และคนแถวนั้นไม่ใส่เสื้อสีแดงเลย

เขาและคณะที่มาด้วยกันต่างแยกย้ายกันหาที่นอนที่นั่งแถวๆนั้นตอนเช้า เวลาประมาณ 6 โมงกว่า เขาจึงว่าจ้างวินมอเตอร์ไซค์ให้ไปส่งที่ราชประสงค์ ส่วนเสื้อแดงที่มาด้วยกันนั้นมีคนหนึ่งได้เรียกมอเตอร์ไซค์เข้าไปก่อนหน้าเขา โดยคันของเขา ขี่ตามกันไปติดๆ

เขาจำได้ว่า คันข้างหน้านั้น คนที่เข้าไปก่อน เข้าไปได้ ส่วนตัวของเขานั้น เมื่อเข้าไปในซอยรางน้ำ ก็เจอด่านทหารตั้งอยู่ ทหารก็เรียกให้เขาหยุด เขาก็ลงจากรถมอเตอร์ไซค์ ๆก็ขี่ออกไป มีทหารนายหนึ่ง เรียกเขามาถาม และก็ค้นตัวเขา ทหารค้นเจอแต่บัตรประชาชน กับบัตรนปช. แดงทั้งแผ่นดิน

อภิวัฒน์ เล่าต่อไปว่า ทหารที่ค้นตัวเขา ไม่ได้ซ้อมและทำร้ายร่างกายแต่อย่างใด ทหารถามเขาว่าจะเขาไปไหน เขาบอกว่า จะเข้าไปหาเสื้อแดงที่ราชประสงค์ ทหารก็ถามเขาว่าจะเข้าไปทำไม เขาก็บอกว่า เขาจะเข้าไปชุมนุมที่แยกราชประสงค์ ทหารก็ให้เขานั่งรออยู่แถวนั้น และมีการประสานกันระหว่างทหารว่า จะทำอย่างไรกับกรณีของเขา สักครู่ก็มีทหารมาแจ้งเขาว่าให้รอไปก่อน และบอกกับเขาอีกว่า จะส่งเขากลับบ้านที่ต่างจังหวัด

อภิวัฒน์ บอกว่า หลังจากที่ทหารบอกว่าจะส่งเขากลับบ้านเขาก็รอคอยต่อไป เขาจำได้ว่ารอนานพอสมควร เขาไม่ทราบว่าระหว่างประสานงานกันเกิดปัญหาอะไรขึ้นไม่อาจรู้ได้ อีกสักพักใหญ่ ทหารจึงควบคุมตัวเขาไปที่สน.พญาไท เขาถูกขังที่ สน.พญาไท 1 คืน ตำรวจแจ้งข้อหาเขาและเขาก็รับสารภาพ และต่อมาเช้าวันที่19 พฤษภาคม 2553 ตำรวจก็ส่งเขาไปที่ศาล แขวงดุสิต

เมื่อมาถึงศาลแขวงดุสิต ผู้พิพากษาก็อ่านคำฟ้องให้เขาฟัง บอกว่าพนักงานอัยการ กล่าวหาเขาว่า ” ฝ่าฝืนคำสั่งพนักงานเจ้าหน้าที่ ที่มีอำนาจ ซึ่งห้ามบุคคล ซึ่งมีพฤติการณ์หรือน่าเชื่อว่าเข้ามามีส่วนร่วมในการชุมนุม เพื่อกระทำการกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชน เข้ามาในพื้นที่ที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง” ซึ่งคำฟ้องของพนักงานอัยการมีข้อความว่า

“ เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2553 จำเลยนี้ได้ร่วมกันบังอาจจะเข้าไปร่วมชุมนุมที่แยกราชประสงค์ อันเป็นเขตพื้นที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารได้ตั้งด่านตรวจ ห้ามบุคคลเข้าร่วมชุมนุม จำเลยได้เดินอยู่ในซอยรางน้ำมุ่งไปเข้าถนนราชปรารภ จึงเรียกให้หยุดแล้วตรวจค้นพบบัตรประจำตัว นปช.แดงทั้งแผ่นดิน จำนวน 1ใบ และยอมรับว่าจะไปร่วมชุมนุมที่แยกสามเหลี่ยมดินแดงและแยกราชประสงค์จริง จึงจับกุมตัวจำเลยนี้ไว้ได้ การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งพนักงานเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจ ซึ่งห้ามบุคคลใดซึ่งมีพฤติการณ์หรือน่าเชื่อว่าเข้ามามีส่วนร่วมในการชุมนุมเพื่อกระทำการกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนเข้ามาในพื้นที่ที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย “


นอกจากนี้ ศาลยังได้อธิบายให้เขาฟังด้วยว่า เจ้าพนักงานจับจำเลยนี้ได้พร้อมด้วย 1.หนังสติ๊ก 1 อัน 2.ลูกแก้ว 8 ลูก ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิด เป็นของกลาง

เมื่อผู้พิพากษาอ่านให้เขาฟังและถามเขาว่าจะรับสารภาพหรือปฎิเสธ เขาก็บอกว่ารับสารภาพครับ เขาเล่าให้ คณะของเราในภายหลังทราบว่า ที่เขารับสารภาพ ก็เพราะว่า ก็เขาตั้งใจจะเข้าไปแยกราชประสงค์จริงๆ จึงไม่ประสงค์ต่อสู้คดี อย่างมากก็แค่รอลงอาญา เพราะเขาไม่เคยทำผิดมาก่อน อีกทั้งคดีของเขานั้นแค่ฝ่าฝืนพรก.ฉุกเฉิน เท่านั้น

แต่การณ์กลับไม่เป็นอย่างที่เขาคิดไว้ โดยคดีนี้ ศาลพิพากษาว่า เขามีความผิดตามฟ้อง การกระทำความผิดของเขาในขณะที่บ้านเมืองมีความวุ่นวายเกิดเหตุจลาจล อันเป็นการส่อแสดงว่า จำเลยไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง ทั้งเป็นเยี่ยงอย่างที่ไม่ดีต่อประชาชนทั่วไป เป็นการทำลายความสงบสุขของประเทศ จึงเห็นควรลงโทษสถานหนัก จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กี่งหนึ่งคงจำคุก 1 ปี

อภิวัฒน์ ยืนยันว่า เขามีบัตรนปช.แดงทั้งแผ่นดินจริง แต่เขาไม่มีหนังสติ๊กและลูกแก้ว ตามที่อัยการกล่าวหาเขา

เขาเล่าว่าตอนที่เขาถูกตัดสินจำคุก 1 ปี เหตุการณ์มันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก เขาไม่มีเวลาคิดอะไรเลย ไม่มีทนายความ ไม่มีโอกาสคุยกับญาติพี่น้อง แต่ในความโชคร้ายนั้น ก็มีความโชคดีอยู่บ้างที่ เขาบอกว่า เขายังมีชีวิตอยู่ และเขายืนยันว่า หากมีโอกาสเขาจะเข้าร่วมชุมนุมแน่นอน

หลังจากนั้น เขาก็ถูกส่งมาที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และต่อมาเขาก็ถูกย้ายมาที่เรือนจำคลองเปรม ตอนที่อยู่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ ฯเขาบอกว่ามีชาวเสื้อแดงติดคุกอยู่หลายคน และพอย้ายมาที่เรือนจำคลองเปรม เขาก็เจอชาวเสื้อแดงที่ติดคุกอยู่ด้วยจำนวนมาก

อภิวัฒน์ เล่าอีกว่า เมื่อตอนที่เขามาอยู่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯใหม่ๆนั้น มีคนเอาเอกสารใบแต่งทนายความ มาให้เขาลงชื่อแต่งตั้ง เขาก็ได้เซ็นใบแต่งทนายความให้ แต่เขาไม่เคยพบเห็นทนายความเลย คดีของเขาไม่มีการยื่นอุทธรณ์คำพิพากษา ดังนั้นคดีของเขาจึงถึงที่สุดแล้ว แต่เขาไม่ทราบว่าเหตุใดจึงไม่มีการยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาทั้งๆที่เขาได้ซ็นใบแต่งตั้งทนายความให้แล้ว

นี่คือเรื่องราวชีวิตของนักโทษการเมืองคนหนึ่ง ที่ชื่อ นายอภิวัฒน์ เกิดนอก ชาวเสื้อแดงจากจังหวัดขอนแก่น ที่มาติดคุกอยู่ในกรุงเทพมหานคร ห่างไกลจากญาติพี่น้องของเขา ขณะนี้ ถูกขังอยู่ที่ เรือนจำคลองเปรม แดน 8 มาเป็นระยะเกือบ 8 เดือนเต็ม

เขาถูกขังกับเพื่อนๆ ชาวเสื้อแดงอีก 8 คน ทางสมัชชาสังคมก้าวหน้า ขอเชิญชวนพี่น้องชาวเสื้อแดง เขียนจดหมายให้กำลังใจการต่อสู้ของเพื่อนๆที่ยังถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ และหากชาวเสื้อแดงคนใดจะสิ่งของใดๆไปให้ทางไปรษณีย์ ไม่ต้องส่งไปเนื่องจากทางเรือนจำให้ส่งได้ เฉพาะธนาณัติธรรมดาเท่านั้น โดยส่งไปที่

1. นายกฤษณะ ธัญชยพงศ์ (แดน 8) จำคุก 1ปี ขอประกันตัวระหว่างอุทธรณ์ แต่ศาลไม่อนุญาต
2. นายแสวง กงกันยา (แดน 8) จำคุก 1 ปี 12 เดือน คดีถึงที่สุดแล้ว
3. นายสุระชัย พริ้งพงษ์ (แดน 8) จำคุก 1 ปี ขอประกันตัวระหว่างอุทธรณ์ แต่ศาลไม่อนุญาต
4. นายสุรชัย เพ็ชรพลอย ( แดน 8) จำคุก 1 ปี คดีถึงที่สุดแล้ว
5. นายอภิวัฒน์ เกิดนอก (แดน 8) จำคุกคุก 1 ปี คดีถึงที่สุดแล้ว
6. นายอำนวย ชัยเสนสุข (แดน 8) จำคุก 1 ปี คดีถึงที่สุดแล้ว
7. นายเอกสิทธิ์ แม่นงาม (แดน 8) จำคุก 1 ปี คดีถึงที่สุดแล้ว
8. นายจีระวัช แซ่วี (แดน 4) ติดคุก 1 ปี คดีถึงที่สุดแล้ว

ส่งไปที่ เรือนจำกลางคลองเปรม 33/2 ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

Tuesday, January 18, 2011

แฉสอบคดีเสื้อแดงมุ่งสนองคำสั่งผู้ใหญ่ไม่ยึดความยุติธรรม

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



อนุกรรมการสอบข้อเท็จจริงเหตุสลายการชุมนุมของ คอป. แฉหมดเปลือก
พนักงานสอบสวนบางรายที่ทำคดีคนเสื้อแดงยอมรับมุ่งสนองคำสั่งผู้ใหญ่มากกว่ายึดความยุติธรรม
แถมผู้ต้องหาบางรายที่ไม่มีทนายถูกหลอกให้รับสารภาพ
อ้างโทษเบาเหมือนเล่นไพ่แต่พอขึ้นศาลกลับถูกสั่งจำคุกเป็นปี
เผยได้ข้อมูลบางเรื่องที่ไม่เคยถูกเปิดเผยมาก่อนจากสื่อทั้งในและต่างประเทศ
ขณะที่ ศอฉ. ไม่ยอมให้ข้อมูลใดๆ ยันวันที่ 24 ม.ค. มีรายงานฉบับแรกออกสู่สาธารณชนแน่
ศาลนัดสืบพยานคดีก่อการร้ายนัดแรกวันที่ 28 ก.พ. ห้ามคนไม่เกี่ยวข้องเข้าฟัง
กำชับ “จตุพร-วีระ-การุณ” ที่ได้รับประกันตัวให้เข้าฟังสืบพยานด้วย
นักวิชาการจวกรัฐบาลเวลาผ่านมาเกือบ 1 ปีชี้แจงไม่ได้ความรุนแรงเกิดจากอะไร
ใครต้องเป็นคนรับผิดชอบ

ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 908 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก วันที่ 17 ม.ค. 2554
ศาลนัดสอบคำให้การและตรวจพยานหลักฐานคดีพนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์
ฟ้องนายวีระ มุสิกพงศ์
ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แดงทั้งแผ่นดิน,
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ,
นายจตุพร พรหมพันธุ์,
นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช.,
นายการุณ โหสกุล ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคเพื่อไทย กับพวกรวม 19 คน เป็นจำเลย
ในความผิดฐานร่วมกันก่อการร้าย มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป
กระทำการเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายและก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง
โดยผู้กระทำความผิดคนหนึ่งคนใดมีอาวุธ เมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกแล้วไม่เลิก
และฝ่าฝืน พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548

เริ่มสืบพยานคดีก่อการร้าย 28 ก.พ.

ศาลอธิบายคำฟ้องให้นายจตุพรและนายการุณฟังจนเป็นที่เข้าใจแล้ว
สอบคำให้การ จำเลยให้การปฏิเสธ
ประกอบกับทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยยื่นคำร้องเข้ามาหลายกรณี
จึงนัดสืบพยานครั้งแรกวันที่ 28 ก.พ.
โดยกำชับให้นายจตุพร นายการุณ และนายวีระ ที่ได้รับการประกันตัวให้มาฟังการสืบพยาน
และสั่งห้ามไม่ให้ผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องร่วมฟังการพิจารณา

นายคารม พลทะกลาง ทนายความ นปช. เปิดเผยว่า
เตรียมยื่นคำร้องขอเปลี่ยนตัวผู้พิพากษาต่อนายบูรณ์ ฐาปนดุลย์ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา
เนื่องจากเห็นว่าไม่เปิดโอกาสให้จำเลยได้ต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ ไม่พิจารณาคดีอย่างเปิดเผย

จวกรัฐบาลคิดปิดกั้นการชุมนุม

นายประแสง มงคลศิริ รักษาการเลขาธิการ นปช. กล่าวว่า
รัฐบาลกำลังพยายามปิดกั้นสิทธิเสรีภาพของประชนชน
ด้วยการเร่งผลักดันออกกฎหมายควบคุมการชุมนุมในที่สาธารณะ

“การชุมนุมของประชาชนทุกกลุ่มที่มีผู้เข้าร่วมจำนวนมากจำเป็นต้องใช้พื้นที่สาธารณะ
แต่วันนี้เราไม่มีพื้นที่ใช้ชุมนุม สนามหลวงก็ถูกปิดกั้น
เมื่อไม่มีสถานที่ที่จะชุมนุมได้ก็ต้องชุมนุมในพื้นที่ที่กระทบต่อประชาชน” นายประแสงกล่าว
พร้อมยืนยันว่า การชุมนุมใหญ่ที่ราชประสงค์ในวันที่ 23 ม.ค. นี้จะมีตามกำหนดเดิม
โดยจะมีการเคลื่อนการชุมนุมไปที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
ส่วนกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจที่อ้างว่าได้รับความเดือดร้อนจากการชุมนุมนั้น
อยากขอร้องว่าอย่าร่วมมือกับรัฐบาลเพื่อทำลายความชอบธรรมของผู้ชุมนุม
ผู้ประกอบการควรตั้งหลักใหม่ เพราะทุกคนรู้ดีว่าคราวที่แล้วใครเป็นคนเผา

ญี่ปุ่นเกาะติดความคืบหน้าคดีช่างภาพ

ที่พรรคเพื่อไทย นายโนบุอากิ อิโตะ อัครราชทูตญี่ปุ่นฝ่ายการเมืองประจำประเทศไทย
เข้าพบ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย โดยใช้เวลาพูดคุยกันนานกว่า 1 ชั่วโมง
จึงเดินทางกลับโดยไม่มีใครเปิดเผยรายละเอียดของการหารือครั้งนี้
แต่คาดการณ์ว่าน่าจะมาติดตามเรื่องช่างภาพญี่ปุ่นเสียชีวิตจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อปีที่แล้ว
เนื่องจากคดีไม่คืบหน้าเท่าที่ควร

ทั้งนี้ มีรายงานข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แจ้งว่า
จะมีการสรุปผลสอบสวนการเสียชีวิตของประชาชนจากเหตุการณ์วุ่นวายทางการเมือง 89 ศพ
ภายในสัปดาห์นี้ และจะแถลงให้ประชาชนได้รับทราบ
แต่ส่วนใหญจะไม่ระบุว่าใครเป็นคนทำให้เสียชีวิต

อนุ คอป. แจงคืบหน้าสอบข้อเท็จจริง

ด้านการประชุมคณะกรรมการติดตามสถานการณ์บ้านเมือง วุฒิสภา
ที่มีนายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ส.ว.ศรีสะเกษ เป็นประธาน
ได้เชิญนายสมชาย หอมลออ ประธานคณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง
เหตุวุ่นวายทางการเมืองช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค. 2553
ซึ่งเป็นคณะอนุกรรมการในคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริง
เพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.) มาชี้แจงความคืบหน้าการทำงาน

นายสมชายชี้แจงกับที่ประชุมว่า คอป. ทำงานภายใต้กรอบ 3 ข้อคือ
ค้นหาความจริงของเหตุการณ์
หามาตรการเยียวยาช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบทุกฝ่าย
และหาเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดความขัดแย้ง

ยันวันที่ 24 ก.พ. สรุปรายงานรอบแรก

“คอป. ต้องรายงานความคืบหน้าการทำงานต่อรัฐบาลทุก 6 เดือน
ซึ่งวันที่ 24 ม.ค. นี้จะสรุปรายงานความคืบหน้าครั้งที่ 1
นอกจากเสนอต่อนายกรัฐมนตรีแล้วยังจะเปิดเผยต่อสาธารณชนด้วย
ซึ่งในรายงานจะไม่มีการสรุปว่าฝ่ายใดผิด ฝ่ายใดถูก
แต่จะเป็นการนำเสนอข้อมูลเพื่อให้เกิดความปรองดองมากกว่า”

นายสมชายระบุว่า การทำงานของคณะอนุกรรมการมีข้อจำกัดตรง
ที่ไม่มีอำนาจบังคับผู้เกี่ยวข้องมาชี้แจงหรือให้ข้อมูลได้
ได้แต่ขอความร่วมมือ แต่ก็พยายามทำความเข้าใจกับทุกฝ่าย
ซึ่งได้รับความร่วมมือด้วยดีทั้งผู้ชุมนุม ญาติผู้ชุมนุม แกนนำ และเจ้าหน้าที่รัฐ

ได้ข้อมูลที่ไม่เคยเปิดเผยมาก่อน

“ข้อมูลที่ได้จากผู้สื่อข่าวทั้งในและต่างประเทศมีประโยชน์มาก
เพราะว่ามีพยานหลักฐานที่เชื่อถือได้ทั้งที่เป็นภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว
การทำงานของคณะอนุกรรมการได้ข้อมูลบางอย่างที่ไม่เคยเปิดเผยต่อสาธารณชนมาก่อน
อย่างไรก็ตาม คณะอนุกรรมการยังไม่ได้ข้อมูล
ในส่วนของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.)
ทั้งที่ขอความร่วมมือไป 2 ครั้งแล้ว
หากยังไม่ได้คงต้องรายงานต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อให้สั่งการ”

นายสมชายกล่าวอีกว่า
การทำงานของ คอป. หากเห็นว่ามีเรื่องจำเป็นสามารถเสนอต่อรัฐบาลได้ตลอดเวลา
ซึ่งที่ผ่านมาอย่างเรื่องข้อเสนอให้ประกันผู้ชุมนุมที่อยู่ในเรือนจำทั้งผู้ชุมนุมทั่วไปและแกนนำ
โดย คอป. เห็นว่าหากปราศจากเหตุผลอันควร
ในการควบคุมตัวจะทำให้มีปัญหาจนเป็นอุปสรรคต่อการสร้างความสมานฉันท์ปรองดองได้

แฉเสื้อแดงโดนหลอกให้รับสารภาพ

“รัฐบาลก็ตอบสนองข้อเสนอดี แต่ติดที่บางคนถูกตั้งข้อหาแรงไป เช่น ก่อการร้าย
แม้การให้หรือไม่ให้ประกันจะเป็นดุลยพินิจของศาล
แต่คู่ความคือพนักงานสอบสวนสามารถให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อจำเลยได้
คอป. จึงแนะไปว่าหน่วยงานฝ่ายรัฐ
ต้องคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพและหนทางไปสู่ความปรองดอง
ซึ่งการทำงานที่ผ่านมาพบว่าผู้ต้องหาคดีเล็กน้อย เช่น
ละเมิดเคอร์ฟิว หรือละเมิดข้อห้ามในการชุมนุม
แต่ไม่มีทนายช่วยสู้คดีเพราะไม่มีเงินก็ได้รับความเสียหายเกินจำเป็น เช่น
มีคนร้องเรียนว่าพนักงานสอบสวนให้คำแนะนำให้รับสารภาพเพราะโทษเบาเหมือนเล่นไพ่
ศาลก็จะรอลงอาญา แต่สุดท้ายเมื่อรับสารภาพศาลก็ลงโทษสถานหนักจำคุก 1 ปี
ตรงนี้ คอป. อาจเสนอให้มีกองทุนช่วยเหลือประชาชนที่ตกเป็นจำเลยด้านกฎหมาย
เพราะถ้ามีทนายก็อาจจะสู้ในชั้นอุทธรณ์หรือขอประกันตัวออกมาก่อนได้
ไม่เช่นนั้นคนจนจะยิ่งรู้สึกกระทบจิตใจ
ตอกย้ำสิ่งที่เขารู้สึกว่ามี 2 มาตรฐาน” นายสมชายกล่าวและว่า
อีกประเด็นสำคัญที่ คอป. พบคือ
มีพนักงานสอบสวนบางคนยอมรับว่าการทำงานคำนึงถึงการตอบสนองผู้ใหญ่บางราย
ที่สั่งการมามากกว่าความยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน
เรื่องนี้สำคัญ เพราะถือว่าไม่เป็นมืออาชีพ ไม่ยึดหลักนิติรัฐ
จึงต้องเสนอให้ปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมต่อไป

ห่วงใช้อำนาจ พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่สุด

นายสมชายกล่าวอีกว่า
ในประเด็นละเมิดสิทธิมนุษยชนผู้คุมขังเท่าที่ตรวจพบไม่มีอะไรร้ายแรง
อาจมีบางรายที่ได้รับบาดเจ็บระหว่างการจับกุม
หรือถูกขังในสถานที่ไม่สมควรระหว่างใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
แต่สิ่งที่ คอป. ห่วงมากที่สุดคือการใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินมากกว่า
เพราะมีคนตั้งคำถามเข้ามามากโดยเฉพาะชาวต่างชาติว่ามากเกินไปหรือไม่
ในวงการทูตแต่ละประเทศมีความเห็นแตกต่างกัน
มีทั้งที่เห็นด้วยกับการกระทำของรัฐบาลและไม่เห็นด้วย

ไม่ควรปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น

ส่วนเรื่องการชุมนุมเชิงสัญลักษณ์หลังเหตุการณ์ นายสมชายกล่าวว่า
สิทธิการชุมนุมเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของสังคมประชาธิปไตย
หากไม่สามารถใช้กลไกอื่นๆในการปกป้องสิทธิอันชอบธรรมของตนเองได้
สิ่งที่เกิดขึ้นได้สะท้อนให้เห็นว่าพื้นที่ทางการเมือง
ที่เคยมีไม่เพียงพอต่อการพัฒนาความคิดทางการเมืองที่เติบโตมากขึ้นของคนกลุ่มต่างๆ
แต่ฝ่ายรัฐยังไม่เข้าใจจึงไปปิดพื้นที่การแสดงความคิดเห็น
ซึ่งไม่ใช่แนวทางที่เหมาะสมในการสร้างความปรองดอง
โดยเฉพาะการอ้างเรื่องความั่นคงในการปิดสื่อ
ซึ่ง คอป. เห็นว่าจะกระทบต่อการสร้างความปรองดอง การควบคุมสื่อ
ควรให้องค์กรวิชาชีพทำกันเอง หลักคือ
ควรเปิดกว้างให้มีการพูดคุยกันมากกว่าไปปิดปาก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า
การประชุมของคณะกรรมการครั้งต่อไปในวันที่ 24 ม.ค. ได้เชิญเจ้าของเว็บไซต์
ที่ได้รับผลกระทบจากการสั่งปิดของรัฐบาลมาให้ข้อมูลต่อที่ประชุม

จวก 1 ปีไม่สรุปใครต้องรับผิดชอบ

รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกูล นักวิชาการมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน กล่าวในงาน
เสวนาเรื่อง “นักโทษ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อนมนุษย์ที่ถูกลืม”
ที่กลุ่มนักศึกษาและอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง
ในนามชมรมกังหันความคิดเป็นผู้จัด ตอนหนึ่งว่า
ความรุนแรงทางการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาถูกคนในสังคมลืมและละเลย
ทั้งที่มีผู้เสียชีวิตและถูกจับเป็นจำนวนมาก
แต่ผ่านมาเกือบ 1 ปียังคงไม่มีคำตอบจากรัฐบาลว่าอะไรเป็นสาเหตุ
และผู้กระทำความผิดที่แท้จริงเป็นใคร



http://www.dailyworldtoday.com/newsblank.php?news_id=9400

อ่างขาง : เจ๊งเป็นเจ๊ง มาร่วมกันพังประเทศนี้กันดีกว่า ไม่ใช่ของเราคนเดียว

ที่มา thaifreenews

โดย namome

สนับสนุนกันเหลือเกินกับไอ้คำพูดสวะๆแบบนี้
“เจ๊งเป็นเจ๊ง ตายเป็นตาย” เมื่อครั้งที่เจ๊กลิ้มนำขบวนขนคนจากภาคใต้ จากภาคตะวันออกมาทำการขับไล่รัฐบาลที่มีท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร และพรรคพวกบริหารประเทศไทยอยู่
สามรัฐบาลโดนเล่นงานอย่างต่อเนื่อง จนกระทั้งพ้นไปจากผู้บริหารประเทศทั้งหมด
มีทั้งผู้ที่มีฐานันดรสูงส่ง มีทั้งคนที่เป็นนายกฯคนปัจจุบัน มีทั้งทหารใหญ่น้อย มีทั้งนักธุรกิจผูกขาดประเทศจนร่ำรวยแล้ว มีทั้งนายทุนนายธนาคาร ทุกกลุ่มร่วมกันสนับสนุนคำพูดของไอ้เจ๊กลิ้มทั้งนั้น ช่วยกันขนคนกันเอามาให้ ช่วยกันขนเงินร่วมกันลงขันให้ เอากันจนประเทศพินาศไปกับตาจริงๆ

มันทำเหมือนอย่างที่ปากมันว่าทุกอย่าง ประเทศฉิบหายวายวอด ณ ทันทีกว่าสองแสนล้านบาทเมื่อปิดสนามบิน ผลต่อเนื่องอีกนับไม่ถ้วน
การท่องเที่ยว เศรษฐกิจย่อยยับภายในปีนั้นกว่าล้านล้านบาท ความเชื่อถือเชื่อมั่นของสถาบันหลักป่นปี้ ตุลาการถูกประณามอย่างสาดเสียเทเสีย ชนิดที่ไม่เคยมีมาก่อน ความเสื่อมทรามของคนในชาติตกต่ำอย่างน่าใจหาย จนกระทั่งถึง ณ.ปัจจุบันนี้ ทั้งหมดก็ยังไม่ดีขึ้น

อีกแล้วครับอีกแล้ว!! ไอ้ม็อบสัปปะลังเค พวก นั้นมันมาอีกแล้ว มันกางเต้นปิดถนนกันอีกแล้ว ทั้งๆที่ขนคนมาได้แค่หยิบมือเดียว มันกำลังจะสร้างความฉิบหาย อย่างต่อเนื่องกับประเทศนี้อีก ไม่ยอมเลิกรา
มันออกมาใหม่มาไล่รัฐบาล ที่พวกมันปั้นมากับมือด้วยตัวของพวกมันเอง
ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ใช่อะไร เหตุจากผลประโยชน์ขัดแย้งกัน แบ่งส่วนกันไม่ลงตัว แค่นั้น
มันยอมกันไม่ได้ มันจึงได้ออกมาวัดกำลังกัน ใครกันแน่ที่เก่งกว่า?

ใครผิดใครถูกผมเบื่อที่จะวิเคราะห์ เบื่อที่จะไปเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับใครทั้งนั้น เพราะเบื้องหลังการถ่ายทำ พวกมันก็ร่วมกันทำประเทศให้ฉิบหายวายวอดด้วยน้ำมือของพวกมันกันเองกันทั้งนั้น
มาวันนี้ใครมีเหตุผลถูกต้องจึงไม่ใส่ใจใฝ่รู้กันมากนัก

มาดูประเด็นนี้กันดีกว่า
แดงกับเหลืองร่วมมือกันเล่นงานรัฐบาล ขับไล่รัฐบาล มันมีข้อดีข้อเสียอย่างไร มีใครเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยอย่างไร

ทั่งที่ก่อนนี้หน้านี้คล้ายกับว่าคนสองกลุ่มนี้เหมือนน้ำกับน้ำมันมิอาจรวมกันได้ เป็นศัตรูที่ถาวรกันไปเลย
ฝ่ายเหลืองโดยมีเจ๊กลิ้มเป็นผู้นำ มีคนระดับศักดินาชักใยอยู่เบื้องหลัง มีกระบือโง่ๆแบบซื้อกันมาได้ร่วมกันเขย่าบัลลังก์
ส่วนอีกฝ่ายหนึ่ง เสื้อแดง โดยมีกุนซือใหญ่ ที่ชื่อพ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง มีประชาชนชั้นกลาง ชั้นล่างเป็นหัวหอกในการสร้างม็อบ ร่วมด้วยช่วยกันต่อต้านไอ้พวกเสื้อเหลืองและพวกเอารัดเอาเปรียบสังคมคนชั้น ล่าง ที่กำลังจะทำให้ประเทศฉิบหายอยู่ในขณะนั้น
ทั้งสองสีเคยเกิดการประทะกันเองหลายครั้ง มีคนเจ็บคนตายหลายคน แต่ทุกครั้งที่เกิดเรื่องเสื้อแดงเป็นผู้ถูกระทำทั้งนั้น และ เสื้อเหลืองเป็นผู้กระทำ เมื่อได้กระทำแล้วก็เย้ยหยันถากถาง

เมื่อเป็นเช่นนั้น มันจึงมิอาจคุยกันได้
ทั้งสองม็อบถูกปฏิบัติต่อกลุ่มคนที่คล้ายว่าเป็นกลางไม่เท่าเทียมกัน กลุ่มหนึ่งสบายทุกอย่างมีเงินมีทองใช้อย่างสุขสบาย ทั้งที่ทำผิดเหมือนกันแบบเดียวกัน
แต่ อีกกลุ่มหนึ่งต้องรับกรรมอย่างแสนสาหัส ต้องโทษต้องคดี ถูกสังหาร ถูกตามล่าตามล้าง ถูกเก็บถูกหมายเอาชีวิต ถูกบิดเบือนความเป็นธรรม
สิ่งนี้จึงช่วยกันส่งเสริมความแค้นที่มิอาจร่วมกันได้ มีแต่ความแค้นฝังใจอาฆาตมาตุร้ายกันและกันเอง “วันหนึ่งวันใดกูจะเอามรึงคืนแน่” ถ้าวันนั้นมาถึง

มีคนเคยกล่าวไว้ว่า“ศัตรูของศัตรู คือ มิตร”
ศัตรูของคนเสื้อแดง
มีมากมายเหลือเกิน แต่หนึ่งในมากมายก็คือ รัฐบาลที่ไอ้พวกม็อบเหลืองปั้นมากับมือ
ศัตรูของคนเสื้อเหลืองอดีตก็มีแต่เสื้อแดง แต่เมื่อผลประโยชน์ไม่ลงตัว มันจึงมีศัตรูใหม่คือรัฐบาลชุดนี้อีกเช่นกัน
สองกลุ่มมีศัตรูคนเดียวกันร่วม ศัตรูร่วมก็คือ “รัฐบาล”
สรุป..รัฐบาลชุดนี้ เหลืองก็ไล่ แดงก็จะเอาคืน

ในขณะที่ฝ่ายเสื้อเหลืองกำลังจะจัดทัพเคลื่อนขบวนออกมาสู้
จากปากผู้นำของมันเอง “ไอ้เฒ่าหัวหงอกสมศักดิ์ โกสัยสุข” แดงกับเหลืองอาจรวมกันได้แต่ไม่ได้ร่วมกัน ซึ่งแปลความได้ว่า ต่างคนต่างตี ต่างคนต่างสังการเองเป็นเอกภาพ ทั้งหมดมีจุดหมายอันเดียวกันคือ เล่นงานรัฐบาลให้อออกไปซะที
เสื้อแดงเอง..มีบางคนบางกลุ่มคิดเช่นนี้จริงๆเห็นด้วยกับไอ้เฒ่าหัวหงอก แล้วก็ได้เข้าไปร่วมกับม็อบเสื้อเหลืองกันแล้ว หวังเอาคืนเมื่อได้เวลา

หลายท่านไม่เห็นด้วย หลายท่านกังขา หลายท่านออกอาการ หลายท่านมีปฏิกิริยา และหลายท่านไม่พอใจ
คำพูดต่างๆแม้แต่ในเว็บไซด์ก็ตำหนิการกระทำในครั้งนี้ บางท่านด่ากราดกันไปเลย ตัดออกจากการเป็นคนเสื้อแดงกันไปเลย ขาดจากกัน “กูไม่เอามรึง”

คนเสื้อแดงบางคนบางกลุ่มได้แสดงความคิดเห็นออกมาบ้างและได้ตั้งคำถามนี้ขึ้นมา
เคยได้ยินคำๆนี้ไหม “ยืมดาบศัตรูฆ่าศัตรู”
ความหมายของมันก็คือ “เราไม่ต้องทำเอง เราให้พันธมิตรออกหน้า เมื่อเห็นว่ารัฐบาลเพลี่ยงพล้ำเราจึงเข้าสวมรอย” ตอนนี้เราจึงต้องเชียร์และเข้าข้างมันเข้าไป ยุแหย่มันให้รบกับรัฐบาลให้ได้ ถือว่าเป็นโอกาสดีแล้วที่จะต้องตัดสินใจทำแบบนี้ เมื่อรัฐบาลออกไปแล้ว จึงค่อยวางแผนกันอีกที เราจะจัดการไอ้เจ๊กลิ้มกันต่อไปยังไงดี

ทั้งสองประเด็นมองเหมือนดีมองเหมือนเข้าท่า แต่ไม่ใช่อย่างที่คิด
เพราะ..ศัตรูของเสื้อแดงจริงๆมันไม่ใช่แค่รัฐบาลแต่มันมีกองกำลังติดอาวุธตอแหลอยู่อีกด้วย และยังมีอีกหนึ่งเสาหลักที่เอียงอยู่ เป็นศัตรูตัวฉกาจใหญ่
ดังนั้นถ้าแผนการนั้นบังเอิญสัมฤทธิ์ ผลรัฐบาลลาออกขึ้นมา คนเสื้อแดงก็ยังไม่ชนะอยู่ดี
ที่หนักหนาสาหัสก็คือกองกำลังติดอาวุธตอแหล ที่จะยังคงไล่ล่าคนเสื้อแดงต่ออีกไม่เลิก เพราะมันต้องปราบปรามให้เรียบตามคำสั่งตรงจาก ฟากฟ้า
คนเสื้อแดง อาจจะต้องโดนสองเด้ง ไล่รัฐบาลไปแล้วเหนื่อยแทบตายกลับต้องแพ้ ดันตีงูให้ทหารตอแหล คาบไปกินซะอีก

เมื่อเป็นเช่นนั้น
คำถาม..เราจะทำอย่างไรดี คนเสื้อแดงถึงจะฉวยโอกาสงามๆอันนี้ให้เกิดประโยชน์กับคนเสื้อแดงได้ ทำยังไงเราจะไม่เสียโอกาสอันนี้

ผมมีคำตอบครับ...
1.ไม่มีการต่อรองไดๆทั้งสิ้น ใครคิดอย่างไรให้ทำเช่นนั้น เช่นคนเสื้อแดงบางส่วนบางคณะ เห็นว่าตนเองทำถูกจะไปร่วมกับคนเสื้อเหลืองให้ไปร่วมได้เลยไม่ว่ากัน ตัวใครตัวมัน แต่อย่าเอาสัญลักษณ์คนเสื้อแดงไปใช้ เป็นเรื่องของตัวบุคคลกันไป แล้วร่วมกันขับไล่รัฐบาลทรราชชุดนี้ให้สำเร็จให้ได้

2.กลุ่มเสื้อแดงที่ยึดมั่นแนวทางของตนเองที่จะเอาคืนกับทหารตอแหล ก็ให้ทำเช่นที่คิดให้ได้ เตรียม การให้พร้อม เมื่อถึงเวลารัฐบาลลาออกจริงๆก็แสดงบทบาทของตนเองได้เลย อย่างที่คิดเอาไว้ จะไล่บี้ใครไล่ตะครุบใครก็เชิญตามอัธยาศัย แบ่งๆต้นมะขามที่ท้องสนามหลวงกันไป ของใครของมัน

3.กลุ่มคนเสื้อแดงที่รักสันติอหิงสา ก็แสดงบทบาทของตนเอง เมื่อทหารมีทีท่าจะเข้าทำการยึดอำนาจ ออกมากันให้พร้องเพรียง ปิดกันมันให้ทั่วรายงานข่าวที่สง่างามออกไปทั้งโลก เปิดเวทีไฮปาร์ค นอนขวางถนนให้รถถังทับบ้าง เขียนป้ายโจมตีบ้าง ปิดล้อมหน่วยงานของทหารให้ทั่วบ้าง หรือแม้กระทั่ง ปิดเส้นทางเข้าออกให้หมด ไม่ให้ทหารเข้าไปทำงานได้ หากมีการยึดอำนาจ

4. อะไรมันจะเกิดก็ต้องเกิด ให้ประเทศมันมั่วกันไปให้หมด สาธารณูประโภคทุกชนิด น้ำประปา ไฟฟ้า การคมนาคม ทั้งประเทศ ทำให้เป็นอัมพาตให้ได้ ใครใคร่จะทำอะไรให้ทำ สถานที่ใครสถานที่มัน ต่างคนต่างรับผิดชอบตัวเองให้ได้ ไม่มีใครเป็นผู้นำ เฉกเช่นการต่อสู้ของพี่น้องสามจังหวัดภาคใต้ที่เครือข่ายโยงใยอิสระจนเจ้า หน้าที่รัฐไม่สามารถสืบหาต้นตอที่แท้จริงได้ ใครคือไอ้โม่ง ใครคือผู้เอาเงินยื่นให้
ทำให้เศรษฐกิจ มันล่มสลายไปภายในวันเดียว

คำถาม... ทำแบบนั้นมันไม่เข้าทางทหารอีกเหรอ อาวุธมันเยอะกว่า มันฆ่าทิ้งสิ้นแน่
คำตอบ... เราไม่เดินให้มันยิงอีกแล้ว เราไม่รวมกลุ่มให้มันบล็อกเส้นทางอีกแล้ว กระจายกันออกไปให้มันตามไม่ถูก อย่ารวมตัวกันเกิน5คนเป็นอันขาด
ใครถูกจับก็ให้รับผิดชอบตัวเองไปก่อน ขณะทำงานมีแต่หน้าที่ ภารกิจที่ต้องทำให้แล้วเสร็จเท่านั้น ต่อเมื่อสำเร็จแล้วค่อยมาช่วยเหลือกันที่หลัง
ดังนั้นจุดมุ่งหมายของทุกคนที่ต้องรู้ที่ต้องทราบ คือ ต้องสำเร็จเท่านั้นอย่างเดียว ไม่มีสงครามครั้งต่อไปอีกแล้ว และไม่มีคำว่าแพ้ มีแค่เรา “ตายมากหรือตายน้อยเท่านั้น”
อย่าถอดใจถ้าจะเป็นคนเสื้อแดง ถ้าไม่สู้ก็ขอให้นอนอยู่กับบ้านไปเลย “ตายเป็นตายไม่ตายวันนี้วันหน้ามันก็ต้องตายไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้าได้”

คำถามสำคัญ...ประเทศไม่พินาศไปเหรอ ถ้าทำแบบนี้แล้วลูกหลานเราจะอยู่กันอย่างไรต่อไป
คำตอบ.. “เจ้งเป็นเจ้ง” ประเทศนี้ไม่ใช่ของเราคนเดียวจริงไหม มาลงนรกด้วยกันไอ้กลุ่มฆาตกรทั้งหลายเอ๋ย

อะไรจะเกิดก็ช่างมัน
ตายแล้วเกิดใหม่เพื่อให้เป็นไทอย่างแท้จริงก็จะยอม
ประเทศจะฉิบหายวันนี้แล้วให้เจริญรุ่งเรืองในภายภาคหน้าก็จักยอมแลกมา

จอน อึ๊งภากรณ์ : คนที่ปกป้องสถาบันมากที่สุดคือคนทำลายสถาบันมากที่สุด

ที่มา Thai E-News


คนที่ทำลายสถาบันกษัตริย์คือคนที่แสดงตัวว่าปกป้องสถาบันกษัตริย์ในลักษณะการไม่พูดถึงสถาบันกษัตริย์ กฎหมายที่ทำลายสถาบันกษัตริย์คือกฎหมายที่ห้ามไม่ให้พูดถึงสถาบันกษัตริย์ แต่ในประเทศอังกฤษมี ส.ส.หลายคนที่ชอบวิจารณ์สถาบันกษัตริย์ ก็มักตั้งคำถามเรื่องงบประมาณของสำนักพระราชวังว่าทำไมได้งบประมาณเยอะไปน่าจะยกเลิกสถาบันกษัตริย์ไปเลยดีไหม ส.ส.พวกนี้จะพูด แต่ไม่มีใครสนใจ คนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้คิดอยากจะเลิก


ที่มา เวบไซต์iLaw

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2553 ที่ผ่านมา โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) โดยการสนับสนุนของ มูลนิธิไฮน์ริค เบิลล์ ได้จัดวงอภิปราย ในหัวข้อ “14:15:20:112 พ.ร.บ.คอม/ป.อาญา : ถอดรหัสฟ้าตามหาเสรีภาพในโลกออนไลน์”ขึ้น ณ ห้องประชุมจิตติ ติงศภัทิย์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

ผู้ร่วมอภิปรายได้แก่

อ.ธีระ สุธีวรางกูร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนึ่งในกลุ่มนิติราษฎร์
ดร.เดวิด สเตร็คฟัส นักวิชาการอิสระ
อ.จอน อึ๊งภากรณ์ ผู้อำนวยการ iLaw และอดีตวุฒิสมาชิก
พ.ต.ท.ดร.ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ รองผู้กำกับการส่วนตรวจสอบสำนวนคดีอุทธรณ์และฎีกา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
โดยมี อ.สาวตรี สุขศรี เป็นผู้ดำเนินรายการ




อ.จอน อึ๊งภากรณ์

อาจารย์จอน อึ๊งภากรณ์ : สวัสดีครับที่ผมฟังงานวิจัย (การควบคุมและปิดกั้นสื่อออนไลน์ด้วยการอ้างกฎหมายและแนวนโยบายแห่งรัฐไทย) วันนี้ก็เกิดคำถามหลายๆคำถาม คำถามแรกก็คือประเทศไทยปิดกั้นเสรีภาพมากกว่าประเทศอื่นไหม ผมคิดว่าเป็นคำถามที่ตอบยากนะ ที่พยายามเสนอว่ามีเส้นแบ่งคือทางยุโรปมีเสรีภาพทางเอเชียไม่มีเสรีภาพ ผมไม่แน่ใจ

เอาแค่ประเทศสหรัฐอเมริกา ทางการสามารถเข้าไปดูได้ว่าแต่ละคนเข้าเว็บอะไรบ้าง นี่เป็นเรื่องที่น่ากลัวมากเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูล หรือในกรณีของประเทศเยอรมัน คุณจะแสดงความคิดเห็นซ้ายเกินไปก็ไม่ได้ ขวาเกินไปก็ไม่ได้ ผมอาจจะยอมรับได้ในกรณีเรื่องการปิดกั้นการละเมิดหรืออนาจารเด็ก อันนี้ผมว่าเป็นมาตรการสากล ผมยอมรับได้ว่าแบบนี้เป็นเสรีภาพ แต่ผมว่าสิ่งที่เราจะสรุปได้คืออำนาจรัฐทั่วโลกเหมือนกันหมด คืออำนาจรัฐต้องการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยอาศัยการใช้คำพูด จะมีการใช้คำพูดเรื่องความมั่นคง หรือคำพูดเกี่ยวกับเรื่องของศีลธรรมอันดีงาม หรือการต่อสู้กับสงครามก่อการร้าย

เมื่อดูพ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ (พระราชบัญญัติว่าด้วยความรับผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550) ผมก็นึกถึง พ.ร.บ. ทางหลวงในสมัยที่ผมเป็นสมาชิกวุฒิสภาเป็นการผลักดันโดยรัฐบาลทักษิณ ซึ่ง พ.ร.บ.ทางหลวงเป็นกฎหมายธรรมดาๆที่เกี่ยวข้องกับการบริหารพื้นที่ทางหลวง แต่ก็มีการสอดไส้เข้าไปมาตราเดียวว่าห้ามชุมนุมบนทางหลวงก็คือทุกถนนในพื้นที่ประเทศไทย กรณีนี้ก็คือต้องการจำกัดสิทธิในการชุมนุม ผมก็สู้เรื่องนี้ในสภา เขาก็บอกให้ไปชุมนุมในสวนสาธารณะ อันนี้ก็เป็นรัฐบาลไทยรักไทยที่ผลักดันในเรื่องนี้ ผมก็ส่งเรื่องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญตีความชี้ว่าขัดรัฐธรรมนูญกฎหมายนี้จึงถูกยกเลิกไป เช่นเดียวกัน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ก็ถูกสอดไส้เช่นกัน ถูกสอดไส้เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการจำกัดสิทธิเสรีภาพ

กฏหมายหมิ่นประมาทก็เป็นเครื่องมือใช้จำกัดเสรีภาพ

การจำกัดเสรีภาพมีหลายรูปแบบ ไม่ได้มีเฉพาะเรื่องมาตรา 112ไม่ใช่เฉพาะพ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ไม่ใช่เฉพาะ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่มีกฎหมายหมิ่นประมาททั่วไป คดีหมิ่นประมาททั่วไปถูกใช้เป็นเครื่องมือ โดยเฉพาะนักการเมืองก็ใช้กฎหมายนี้บ่อยครั้ง พยายามฟ้องคนที่กล่าวหานักการเมืองหรือพยายามที่จะตรวจสอบนักการเมือง ซึ่งจริงๆนักการเมืองต้องถือว่าเป็นบุคคลสาธารณะ

ประเทศไทยมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตราบเท่าที่ยังไม่กระทบต่อสถาบัน

อาจจะมีอีกคำถามหนึ่งว่าประเทศไทยค่อนข้างมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็นตราบใดที่ไม่พูดถึงสถาบันกษัตริย์ใช่หรือไม่ ใครค่อนข้างเห็นด้วยกรุณายกมือ (มีคนบางส่วนในห้องประชุมยกมือ ส่วนใหญ่ไม่ยกมือ) น้อยมากแต่ผมจะยกมือนะ

ใครค่อนข้างไม่เห็นด้วยกรุณายกมือ (มีคนบางส่วนในห้องประชุมยกมือ จำนวนมากกว่าครั้งแรกนิดหน่อย แต่ยังเป็นส่วนน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนคนทั้งห้องประชุม) ที่เหลือไม่มีความเห็น

ผมคิดว่าจริงในทางปฏิบัติ แต่ไม่จริงในทางทฤษฎีคือจริงในทางปฏิบัติหมายความว่า คือความน่ากลัวของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินและ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์มันเปิดโอกาสให้จำกัดสิทธิเสรีภาพในเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ได้เกือบทุกเรื่อง แต่ในทางปฎิบัติก็เป็นอย่างที่งานวิจัยนี้แสดงนะครับ ก็คือเว็บไซต์ถูกปิดก็จะปิดเรื่องหมิ่นประมาทสถาบันและถูกปิดในเรื่องลามกอนาจาร เพราะฉะนั้นข้อเท็จจริงคือประเทศไทยในระยะเวลาที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันค่อนข้างปล่อยให้มีการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองได้อย่างเสรีตราบใดที่ไม่ได้มีการพาดพิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์เลย แต่กฎหมายบางฉบับโดยเฉพาะพ.ร.บ.คอม พ.ร.ก.ฉุกเฉินรวมถึงกฎอัยการศึกและพ.ร.บ. ความมั่นคง กฎหมายเหล่านี้เปิดโอกาสการเซ็นเซอร์การแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในเรื่องที่กว้างกว่าเรื่องของสถาบันพระมหากษัตริย์แต่ไม่เคยมีใครกล้าใช้ คือรัฐบาลไหนก็ไม่ค่อยกล้าใช้เพราะใช้แล้วมันแสดงชัดเจนว่าเป็นการปิดกั้นการแสดงความเห็นของคนที่เห็นต่างกัน เพราะฉะนั้นเค้าก็จะใช้มาตรา 112 เอาเรื่องสถาบันกษัตริย์มาปิดปากมากกว่าที่จะเอาเรื่องการโจมตีในเรื่องต่างๆ ซึ่งนำไปสู่คำถามต่อไปคือ เรามีเสรีภาพที่จะพูดได้ทุกเรื่องยกเว้นเรื่องสถาบันกษัตริย์นั้นเราเดือดร้อนไหมอันนี้ถามความเห็น

ใครค่อนข้างเห็นด้วยว่าเดือดร้อนกรุณายกมือครับ (มีคนบางส่วนในห้องประชุมยกมือ ส่วนใหญ่ไม่ยกมือ)

ใครค่อนข้างไม่เห็นด้วยว่าเดือดร้อนกรุณายกมือครับ (มีคนยกมือ แต่น้อยมาก)

ระบบวัฒนธรรมของไทยเป็นตัวปิดกั้นความคิด

ผู้เข้าร่วมการเสวนายกมือขอพูดแสดงความคิดเห็นในประเด็นนี้ โดยกล่าวว่า ในประเด็นนี้ที่พยายามตั้งคำถามมานี้มันขัดแย้งกับความรู้สึกจริงๆในชีวิตประจำวัน คือเราถูกเซ็นเซอร์กระบวนการทางความคิด ลูกก็ไม่สามารถที่จะแสดงความคิดเห็นต่อพ่อแม่ นักเรียนก็ไม่สามารถแสดงความคิดเห็นต่อครู อาจารย์ และประชาชนก็ไม่สามารถแสดงความคิดเห็นต่อผู้นำหรือสถาบันที่พูดถึง คือมันครอบงำกระบวนการความคิดของคนไทยอยู่เวลานี้ซึ่งกระบวนการทางกฎหมายก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่ง ก็อยากจะชี้ให้เห็นมุมมองในส่วนนี้ คือต้องการจะบอกว่ามันมีกระบวนการปิดปากทางวัฒนธรรม ไม่ใช่แต่กระบวนการทางกฏหมายเพียงอย่างเดียว

คนที่ปกป้องสถาบันมากที่สุดคือคนทำลายสถาบันมากที่สุด

ประเด็นที่ผมตั้งคำถามคือผมเห็นว่าเราเดือดร้อนเหมือนกันที่เราไม่สามารถพูดถึงสถาบันกษัตริย์ได้ ก็จะมีคำถามว่าทำไมเดือดร้อน

ผมคิดว่าคนข้างผมจะเห็นด้วยกับผมนะคือผมคิดว่าคนที่ทำลายสถาบันกษัตริย์มากที่สุดก็คือคนที่แสดงตัวว่าปกป้องสถาบันกษัตริย์อยู่ในปัจจุบันนี้และกระบวนการที่ปกป้องสถาบันกษัตริย์นั้นคือกระบวนการทำลาย การไม่ให้คนพูดถึงสถาบันกษัตริย์ยกเว้นจะต้องสรรเสริญอย่างเดียวนั้นคือการปิดปากประชาชน

เมื่อปิดปากประชาชนประชาชนเขาก็จะไปคุยกันที่บ้าน กระซิบกันไปกระซิบกันมาข่าวลืออะไรที่ปิด ปิดกันไปปิดกันมาก็รู้กันทั้งประเทศเพียงแต่ว่าห้ามออกมาในที่สาธารณะ

แล้วข่าวลือนั้นมันจริงไม่จริงมันไม่มีโอกาสที่จะรู้ได้เลย ไม่สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้เลย

เพราะอะไร ก็เพราะว่าคุณไม่สามารถจะถามใครได้ คุณจะไปถามหนังสือพิมพ์ว่าเรื่องนี้จริงไหม คุณจะไปออกโทรทัศน์เพื่อถามใครว่าข่าวลือที่ผมได้มานี้จริงหรือไม่จริง แบบนี้มันไม่มีทางเลย

จริงๆคนที่ทำลายสถาบันกษัตริย์คือคนที่แสดงตัวว่าปกป้องสถาบันกษัตริย์ในลักษณะการไม่พูดถึงสถาบันกษัตริย์ กฎหมายที่ทำลายสถาบันกษัตริย์คือกฎหมายที่ห้ามไม่ให้พูดถึงสถาบันกษัตริย์

หลังรัฐประหาร 2549 ทำให้ประชาธิปไตยในบ้านเราไม่ปกติ

ประเด็นที่หลังปี 2549 ทำไมคนถึงอยากจะพูดเรื่องสถาบันกษัตริย์เพราะว่าคนมีคำถามที่อยากจะได้คำตอบ อยากจะได้ความกระจ่างแต่ถามไม่ได้ เมื่อถามไม่ได้ก็เดาเอาเองสมมุติเอาเองหรือระบายออกทางเว็บไซต์ต่างๆอยากรู้อันนี้จริงไหม คนอยากรู้และมีคำถามเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์อันนี้คือปัญหา ซึ่งมันทำให้เราไม่สามารถมีประชาธิปไตยแบบปกติได้

แต่เรามีสิ่งที่เรียกว่าระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งต่างจากระบอบประชาธิปไตยโดยทั่วไปก็คือระบอบประชาธิปไตยที่ครอบคลุมสถาบันกษัตริย์ด้วย และระบอบประชาธิปไตยที่ครอบคลุมสถาบันกษัตริย์คือมันทำให้สถาบันกษัตริย์อยู่ในสภาพที่ปกติ ไม่ผิดปกติ สถาบันกษัตริย์ที่เป็นปกตินั้นสังคมจะให้ความเคารพโดยธรรมชาติ ไม่ได้ต้องมีใครบอกให้มาเคารพ สังคม คนจะสามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้

อังกฤษสามารถวิจารณ์สถาบันกษัตริย์ได้

ในประเทศอังกฤษมี ส.ส.หลายคนที่ชอบวิจารณ์สถาบันกษัตริย์ ก็มักตั้งคำถามเรื่องงบประมาณของสำนักพระราชวังว่าทำไมได้งบประมาณเยอะไปน่าจะยกเลิกสถาบันกษัตริย์ไปเลยดีไหม ส.ส.พวกนี้จะพูด แต่ไม่มีใครสนใจ คนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้คิดอยากจะเลิก

เพราะเค้ารู้สึกว่าสถาบันไม่เคยทำให้เค้าเดือดร้อน ก็ดีซะอีกมีสถาบันกษัตริย์ที่เป็นที่ยึดเหนี่ยว เป็นสถาบันที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง แล้วคนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้คิดว่าอยากจะยกเลิกสถาบันกษัตริย์

เพราะฉะนั้นในระบบประชาธิปไตยที่เป็นปกติที่การเมืองเป็นปกติ ไม่ได้ปิดกั้นรุนแรงแบบประเทศไทย การพูดถึงสถาบันกษัตริย์ใครอยากจะพูดก็พูดไป อยากจะตั้งคำถามก็ตั้งไป จะล้อเลียนก็ได้ก็เป็นเรื่องที่ทำได้

ควรยกเลิกพ.ร.บ.คอมฯบางมาตราที่เป็นปัญหาโดยเสียงประชาชน

โดยปกติ ผมเองเห็นว่า พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ มาตราที่เป็นปัญหาทั้งหลายที่จำกัดสิทธิเสรีภาพต้องยกเลิกให้ได้ และต้องยกเลิกโดยพลังของประชาชนคือผมยังเชื่อว่าต้องใช้เสียงประชาชนลงชื่อกันยกเลิกแก้ไข พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ไม่ใช่ยกเลิก พ.ร.บ.ทั้งหมด แต่ต้องยกเลิกมาตราที่มีเนื้อหาที่จำกัดสิทธิเสรีภาพ ผมคิดว่ายังต้องใช้พลังของประชาชนยกเลิก กฏอัยการศึก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และพ.ร.บ.ความมั่นคงก็ควรจะต้องยกเลิก

กฎหมายหมิ่นสถาบันต้องไม่นำมาใช้เป็นเกมการเมือง

กฎหมายอาญามาตรา 112 ควรจะต้องมีดีเบตว่าจะจัดการอย่างไรดี ผมเองไม่เห็นด้วยที่จะยกเลิกมาตรา 112 โดยสิ้นเชิง ผมคิดว่าสถาบันกษัตริย์และคนที่อยู่ในสถาบันกษัตริย์ต้องมีโอกาสที่จะปกป้องตัวเองจากการดูหมิ่นเช่นเดียวกับบุคคลทั่วไปในระดับเดียวกับบุคคลทั่วไป คืออาจจะต้องมี

แต่แน่นอนมันจะต้องรูปแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันที่มีโทษตั้งแต่ 3 ปีถึง15 ปีซึ่งมันเป็นเรื่องผิดปกติของทั่วโลก ต้องไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ปัจจุบันเราจะเห็นสภาพแปลกคือทุกฝ่ายสามารถถูกคดีหมิ่นได้หมดตั้งแต่คุณสนธิก็เป็นคนที่ถูก คนที่อยู่ฝ่ายเหลืองก็โดนคนที่อยู่ฝ่ายแดงก็โดน และการกล่าวหานั้นใครก็ได้สามารถไปกล่าวหาที่สถานีตำรวจที่ไหนในประเทศไทยก็ได้

อันนี้น่ากลัวเป็นสิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลงแน่นอน

แนะ...งานวิจัยให้เพิ่มความชัดเจนยิ่งขึ้น

สุดท้าย งานวิจัยวันนี้ผมมีข้อสังเกตนิดเดียวคือเรื่องของ ยูอาร์แอล (URL) ซึ่งอาจจะมีหลายคนที่ใช้คำว่า ยูอาร์แอล และเว็บไซต์ด้วยกันผมคิดว่าคำว่า 74,000 หรือ 300,000 ยูอาร์แอล ถ้าเป็นผม ผมจะอยากรู้คำถามว่าทำไมปิดโดเมนเนม ถูกปิดทั้งชุดหรือถูกปิดบางส่วน คืออยากจะได้ละเอียดกว่านี้ว่าจริงๆมันเป็นอย่างไร

เช่น ประชาไทที่ถูกบล็อคมันมีกี่ ยูอาร์แอล กันแน่ทั้งที่มันเป็นหนึ่งเว็บไซต์ อาจเป็นหนึ่งเว็บไซต์แต่ปิดเป็นหมื่น URL หรือไม่ ผมคิดว่างานวิจัยน่าจะต้องชัดเจนมากขึ้น และอาจจะยังจะมีคำถามอีกหลายคำถามต่อไป

ขอบคุณครับ