ที่มา ข่าวสด
รายงานพิเศษ
ข่าวความขัดแย้งแตกแยกในพรรคเพื่อไทย มีมาเป็นระลอก
สะท้อนได้จากการแต่งตั้งผู้นำ ที่จนบัดนี้ยังไม่มีความชัดเจน
ยังผลให้การขับเคลื่อนของพรรคทั้งในสภา และการตรวจสอบรัฐบาลขาดเอกภาพ พูดกันไปคนละทิศละทาง
โดยเฉพาะการสรุปญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ที่กลายเป็นปมปัญหาล่าสุด
กระแสข่าวทางหนึ่งระบุพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สนับ สนุนนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ เป็นผู้นำอภิปราย
อีกฝ่ายก็ว่าต้องขึ้นกับเสียงส่วนใหญ่ของส.ส.ในพรรค
รอยร้าวถ่างชัดขึ้นอีกเมื่อมีกระแสข่าวร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เตรียมแยกตัวออกไปตั้งพรรคใหม่
ร.ต.อ.เฉลิม เปิดใจกับสื่อระหว่างงานแต่งงานลูกชาย เมื่อวันที่ 18 ม.ค. ไว้ดังนี้
กระแสข่าวตั้งพรรคการเมือง
ยอมรับว่ามีแนวคิดนี้ ที่ผ่านมาผมทำงานให้พรรคเต็มที่ ทั้งรณรงค์หาเสียงเมื่อมีการเลือกตั้ง บรรยายให้สมาชิกพรรค ทำให้เห็นว่ามีประชาชนชื่นชมพ.ต.ท.ทักษิณมาก จึงได้ขายแนวคิดนี้ ไม่ใช่อยู่ๆ ไปประกาศจะเอาพ.ต.ท.ทักษิณ กลับบ้าน
แต่ได้อธิบายว่าตั้งแต่มีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร มีรัฐประหารและมีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้น วันนี้ต้องลดความขัดแย้ง สร้างความปรองดอง ผมเสนอให้ออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้ทุกภาคส่วน ตั้งแต่หลังเหตุการณ์รัฐประหารปี 2549 และรับพ.ต.ท.ทักษิณ กลับบ้าน
แต่คนในพรรคหลายคนออกมาคัดค้าน และเห็นว่าใครก็ตามที่ผูกพันกับพ.ต.ท.ทักษิณ แปลว่าไม่ได้ออกเงินและหวังได้ดี ซึ่งไม่ใช่ ผมไม่ได้ออกเงินจริง เพราะไม่มีเงิน และไม่มีเงินมาเล่นการเมืองเนื่องจากไม่เคยทุจริต ผมไม่มีเงินมากพอที่จะไปแจกคนในพรรค
เมื่อเริ่มมีแนวคิดไม่ตรงกันก็ต้องแสดงความเห็น เมื่อในพรรคยังพิจารณาว่าจะไม่ขายพ.ต.ท.ทักษิณ แล้วจะขายใครเพื่อให้ชนะเลือกตั้ง เพราะขี้เหร่ทั้งนั้น ผมก็ขายไม่ได้ เพราะมีตำหนิและถูกมองว่ารักลูกเกินไป
อีกกรณีหนึ่ง ผมเคยเสนอแนวคิดว่ากรุงเทพฯ มีขนาดใหญ่ มีส.ส. 36 คน พรรคควรปรับปรุงบ้าง แต่ไม่ใช่ผมจะมากุมอำนาจ
เสนอให้แบ่งกรุงเทพฯ ออกเป็น 3 โซนคือ รอบนอก กรุงเทพฯ ตรงกลาง และกรุงเทพฯ ฝั่งธนฯ แต่พรรคก็เฉย ตรงกันข้ามกลับสกัดกั้น พูดจาแขวะไปมาทำนองว่าผมจะเอาบุตรชายลงสมัครรับเลือกตั้ง ยืนยันว่าบุตรชายจะไม่ลงสมัครส.ส.
เรื่องญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ผมไม่ได้น้อยใจ แต่มีข่าวว่าการอภิปรายครั้งนี้จะดุเดือดเลือดพล่านเหมือนที่ผ่านมาไม่ได้ แสดงว่าคุณแขวะใคร ทำไมเมื่อก่อนคุณไม่แขวะผม เพราะรับประโยชน์มาหรือไม่
การอภิปรายเป็นแนวทางที่ไม่ตรงกับผม แนวทางผมคือเมื่อเราเป็นฝ่ายค้านไม่ไว้วางใจรัฐบาล ต้องเน้นเรื่องทุจริต การบริหารงานที่ผิดพลาด ต้องเต็มที่ เปิดโปง เปิดแผล เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง มั่นใจว่าที่ผ่านมาผมได้ฝากแผลเป็นให้กับพรรคประชาธิปัตย์
หากข้อเสนอของผม พรรคเพื่อไทยปฏิเสธแล้วยังเดินแนวทางตามเดิม ไม่ยอมขายพ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ปรับปรุงกทม. ไม่คิดทำแนวทางใหม่ๆ ผมก็มี 2 ทางเลือก คือ 1.ยุติการเมือง 2.ถ้าจะเล่นการเมืองต้องตั้งพรรคขึ้นใหม่ แต่จะถึงขั้นนั้นหรือไม่ขอดูท่าทีก่อน
ยืนยันถ้าผมออกจากพรรคจะไม่ทำให้พรรคปั่นป่วน ผมมาคนเดียว ขอไปคนเดียว และไม่ได้พูดคุยกับพ.ต.ท. ทักษิณ เรื่องนี้
ไม่ต้องห่วง ผมเป็นหัวหน้าพรรคมาตั้งแต่ปี 2529 ถ้าตั้งพรรคใหม่ก็หวังได้ 5 ที่นั่งก็พอใจแล้ว การหาเสียงก็จะนำพ.ต.ท.ทักษิณ กลับบ้าน เพราะพรรคเพื่อไทยเขาขอให้ก้าวข้ามพ.ต.ท.ทักษิณ แต่ร.ต.อ.เฉลิม ไม่ก้าวข้าม
พรรคใหม่ก็จะดึงคนที่พรรคเพื่อไทยไม่รับจำนวนมาก หรือเรียกว่าเป็นไวน์น้ำสอง เอามาลงรับสมัคร อย่านึกว่าผมไม่มีพวกนะ เพราะพวกของผมเกิดจากที่ผมทำงาน ไม่ได้เกิดจากการที่ผมเอาสตางค์มาไล่แจก และผมไม่มีวันทำอย่างนั้น
การตั้งพรรคใหม่จะได้ข้อสรุปเมื่อใด
อย่างน้อย 3 เดือนนับจากนี้ เพราะถ้าปล่อยยาวไปจะเตรียมตัวไม่ทัน ผมยังชื่นชมพ.ต.ท.ทักษิณ เหมือนเดิม ไปหาเสียงก็จะพูดว่าอยู่พรรคเพื่อไทยช่วยพ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้ก็ให้มาทางนี้
สำหรับชื่อพรรคคิดไว้แล้วจะใช้ชื่อ "พรรคทางเลือกใหม่" หรือ "นิว อัลเทอร์เนทีฟ ปาร์ตี้" โดยมีจุดมุ่งหวังลดความขัดแย้ง สร้างความปรองดอง และผมจะลงสมัครเขตกรุงเทพฯ เพื่อเป็นการพิสูจน์ พวกปากหอยปากปูจุ๊บจิ๊บในพรรคว่าคนกรุงเทพฯไม่เลือกเฉลิม น้องชายผมได้คะแนนสูงสุด ส.ก. ผมมีที่มาที่ไป
ขอบอกถึงนายมิ่งขวัญ ขอให้ตั้งใจทำงานให้ดี อย่ามาห่วงผม แล้วใครก็ตามที่ออกมาพูด ถ้าเป็นคนที่รับเงินจากคุณ คุณต้องห้ามเขาเพราะพวกในพรรคผมก็มี เดี๋ยวเขาก็ออกไปสวนบ้าง เดี๋ยวไปกันใหญ่ ผมอดทนมามาก อะไรก็ไม่เคยพูด
นึกว่าผมไม่รู้หรือไปจ่ายสตางค์กันชั้นไหน ที่สภาใครจ่ายเงิน ผมรู้ทั้งนั้น ใครจ่ายอะไรผมรู้หมด แต่ว่าอย่าทำลายกัน เพราะผมไม่ได้เป็นอุปสรรคในพรรค
การจ่ายเงินส.ส.เพื่อให้มาเป็นพวกมีจำนวนมากน้อยเท่าใด
เวลาจ่ายสตางค์ผู้แทนฯ ก็รับทั้งนั้น แต่เวลามาเป็นพวก เป็นหรือไม่ผมไม่ทราบเพราะไม่เคยใช้วิธีการนี้ ผมใช้สมอง ไม่ได้ใช้สตางค์ และยังหลับตานึกไม่ออกว่าที่แอ๊กชั่นกันอยู่ในขณะนี้ ในสภาจะพูดอะไรกัน เพราะไปข้างนอกนั่งกันเงียบกริบฟังผมพูดทั้งนั้น
วันดีคืนดีได้รับเงินทองไปหน่อยมาด่าผม อย่างนี้มันไม่ยุติธรรม หัวใจผมทำด้วยเนื้อไม่ใช่เหล็ก
แกนนำพรรคใหม่ที่จะตั้ง
ไม่มี ผมคิดว่าจะคุยกับนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ และร.ต.อ. นิติภูมิ นวรัตน์ รวมถึงคนที่อยากลงกรุงเทพฯ แต่ถูกสกัดกั้น ผม 3 คนตอนลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.ได้ 1.7 แสนคะแนน ร.ต.อ.นิติภูมิ ลงส.ว. ได้ที่หนึ่ง นายชูวิทย์ได้ 3.38 แสนคะแนน รวมกันมันก็ไปได้
แต่ก่อนไปถึงจุดนั้นจะขอดูท่าทีพรรคเพื่อไทยก่อน ถ้าปฏิเสธแนวคิดที่บอกก็เป็นเรื่องที่ตัดสินใจง่ายขึ้น
พุดคุยกับนายชูวิทย์ และร.ต.อ.นิติภูมิ แล้วใช่หรือไม่
กับนายชูวิทย์ พูดคุยแล้ว แต่ร.ต.อ.นิติภูมิ ยังไม่ได้คุย ต้องให้ผมตัดสินใจก่อนว่าพรรคเพื่อไทยไม่เอาแนวทางที่ผมคิดเลย เมื่อตัดสินใจแล้วถึงจะพูดคุยกับร.ต.อ.นิติภูมิ
ในส่วนของนายชูวิทย์ ที่ตั้งพรรค"รักประเทศไทย" สามารถพูดคุยกันได้แล้วค่อยมาเปลี่ยนชื่อภายหลัง
ถ้าพรรคเพื่อไทยแก้ไขบางเรื่องใน 3 แนว ทางที่ให้ไว้พร้อมจะอยู่กันต่อไปหรือไม่
ต้อง 3 ข้อ ถ้าไม่ทำทั้ง 3 ข้อผมก็คิดใหม่ และไม่ได้บังคับเพราะข้อเสนอของผมเป็นเรื่องดี
ขอถามนิดนึงถ้าขายนายมิ่งขวัญ เอาอะไรไปขาย ขายผมก็ไม่ได้ ต้องขายพ.ต.ท.ทักษิณ คุณเก่งกันนักเคยออกพื้นที่ไหม ก็ไอ้นักรบห้องแอร์ สร้างความปั่นป่วน บางคนมีสตางค์หน่อยก็สร้างความยุ่งยากในพรรค ผมรับไม่ได้
เชื่อว่าเรื่องนี้อยู่ที่พ.ต.ท.ทักษิณ ตัดสินใจ เพราะในพรรคไม่มีใครตัดสินใจได้ มีพ.ต.ท.ทักษิณ คนเดียว ถามว่าผมเอาประโยชน์อะไรเข้าตัว ที่ผมเสนอไป 3 ข้อ ถ้าคุณมาเป็นราหูอมจันทร์อย่างนี้ มันไม่ได้ แล้วมันไม่ชนะ มันพากันแพ้หมด
พรรคเพื่อไทยวันนี้ถ้าอยู่ในพื้นที่อันตราย ถ้าคุณไม่ได้เกินกึ่งหนึ่งไม่ได้ตั้งรัฐบาล ถ้าได้เกินกึ่งแต่ถ้าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไม่รับรอง แต่หากคุณได้มากก็อาจมีการเปลี่ยนแปลง
ฉะนั้นคราวนี้ต้องชนะแลนด์สไลด์ ซึ่งมีทางเดียวต้องขายทักษิณ จะเอานายมิ่งขวัญ ประกบคุณอภิสิทธิ์ (เวชชาชีวะ) หรือ มันไม่ได้ แต่ถ้าน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวพ.ต.ท.ทักษิณ ก็ไปได้ ชายหล่อกับหญิงสวย ทั้งสองคนนักเรียนนอก
ไม่ใช่ว่าผมคัดค้านนายมิ่งขวัญ ก็เพราะมันไม่ชนะ
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, January 19, 2011
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง หัก'พท.'ตั้ง'ทางเลือกใหม่'
อังคณา-แม่น้องเกด
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ เหล็กใน
น่ายกย่องและเชิดชูอย่างยิ่งสำหรับการทวงความยุติธรรมของ นางพะเยาว์ อัคฮาด แม่ของ "น้องเกด"กมนเกด อัคฮาด ผู้ช่วยพยาบาล 1 ใน 6 ศพที่ถูกสังหารหมู่ในวัดปทุมวนาราม
นางพะเยาว์เคลื่อนไหวในฐานะผู้สูญเสียลูกสาวไปในเหตุการณ์สลายม็อบเสื้อแดง
เพราะไม่มีคนไหนที่จะยอมให้ลูกตัวเองตายฟรี
ต้องทำทุกวิถีทางที่จะนำตัว"คนสั่งการ"มารับโทษให้ได้
ที่สำคัญการเคลื่อนไหวของนางพะเยาว์ยังส่งผลต่อสังคมโดยรวม
เป็นการตีแผ่อำนาจรัฐใช้อาวุธสงครามปราบปรามประชาชน
ยิ่งการเดินทางไปให้การต่อคณะกรรมการด้านสิทธิมนุษย ชนของประเทศอังกฤษของนางพะเยาว์ในช่วงปลายเดือนม.ค.นี้
ยิ่งมีผลอย่างใหญ่หลวงต่อการทวงความยุติธรรมของคนเสื้อแดงในเมืองไทย
เพราะสามารถให้โลกได้รับรู้ถึง"ข้อเท็จจริง"จากปาก ของผู้ที่สูญเสีย ไม่ได้รับฟังคำชี้แจงของรัฐบาลไทยเพียงฝ่ายเดียว !?
ในอดีตก็เคยมีผู้หญิงไทยที่ออกมาทวงความยุติธรรมในลักษณะนี้มาแล้ว
นางอังคณา นีละไพจิตร ได้รับการยกย่องในฐานะนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน
เพราะเคยออกมาทวงความยุติธรรมคดีการหายตัวไปของนายสมชาย นีละไพจิตร สามีซึ่งเป็นประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม
ซึ่งเกิดขึ้นจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ !
นางอังคณาก็เคยนำเรื่องทนายสมชายไปตีแผ่ในองค์กรสิทธิมนุษยชนนานาชาติได้รับทราบ
จนกลายเป็นตัวจักรสำคัญในการต่อต้านการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของพี่น้องชาวมุสลิมใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในเวลาต่อมา
ทั้งนางพะเยาว์และนางอังคณาต่างมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน
เป็นคนธรรมดาคนหนึ่งที่ออกมาเรียกร้องทวงความยุติ ธรรม
เพราะต้องสูญเสียคนที่รักไป
แต่ผลของการเรียกร้องก็ขยายวงกว้าง
กระตุ้นให้คนไทยหันมาใส่ใจเรื่องสิทธิมนุษยชนมากขึ้น
บทบาทของทั้ง 2 คนดูเหมือนจะล้ำหน้าการทำงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่มีนางอมรา พงศาพิชญ์ เป็นประธานฯเสียด้วยซ้ำ
เพราะทุกวันนี้คณะกรรมการชุดนี้ยังทํางานไม่เต็มที่
อาจพูดได้ว่ายังไม่ได้ช่วยเหลือเหยื่อ 91 ศพและผู้บาดเจ็บเกือบ 2 พันคนอย่างจริงจัง
จะเห็นได้ว่าจนถึงตอนนี้ยังคงเห็นญาติผู้สูญเสียจากเหตุ การณ์สลายม็อบแดงเรียกร้องความยุติธรรมอยู่อย่างต่อเนื่อง
คณะกรรมการสิทธิฯแทบไม่มีบทบาทอะไรเลยกับการปกป้องสิทธิให้เหยื่อ 91 ศพ
กลับปล่อยให้มีการละเมิดสิทธิกันตั้งแต่ก่อนจะมีการสลายม็อบแดงด้วยซ้ำ
ฉะนั้น ไม่ต้องไปคาดหวังอีกแล้วว่าองค์กรอิสระของไทย
จะเป็นตัวจักรสำคัญในการติดตามดำเนินคดีกับคนสั่งการสังหารหมู่ประชาชน
แม่ทัพภาค 3 ประกาศชัดขจัดขบวนการล้มเจ้าทุกรูปแบบ
ที่มา thaifreenews
โดย namome
พล.ท.วรรณทิพย์ ว่องไว แม่ทัพภาคที่ 3 ประกาศชัดเจน 4 ประเด็นหลักคือ
1.สกัดกั้น ปราบปรามยาเสพติด โดยเฉพาะตามแนวตะเข็บชายแดน
2.ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ
3.สกัดกั้นผู้หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย
4.ทำความเข้าใจต่อมวลชนใน 17 จว.ภาคเหนือ ต่อกรณีเหตุการณ์วันที่ 17 เม.ย.2553
พล.ท.วรรณ ทิพย์ กล่าวย้ำด้วยว่า “มีผู้ไม่หวังดีสร้างความไม่สงบในพื้นที่ ไม่หวังดีต่อสถาบัน” “ที่ผ่านมา สังคมไทยเกิดความสับสนไม่รู้บทบาทของตัวเอง ผมขอบอกพวกเราทุกคนเพื่อไม่ให้สับสน ว่า ตราบใดที่สังคมไทยยังเป็นเช่นนี้ และมีรัฐธรรมนูญอย่างนี้ พวกเราทุกคนในที่นี้เป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” "ผู้คนบางกลุ่มพยายามในการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์จริง ดังนั้น ทหาร ซึ่งมีภารกิจหน้าที่โดยตรงในการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงต้องทำทุกวิถีทางในการรักษาไว้ซึ่งสถาบันดังกล่าว รวมไปถึงข้าราชการ ตำรวจ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน กำนัน และผู้ใหญ่บ้านทุกคน ต้องร่วมมือกันอย่างจริงจังที่จะปกป้องสถาบันหลักนี้ไว้ให้จงได้" "หลายฝ่ายไม่รู้และด้วยความไม่เข้าใจของประชาชนมาบิดเบือนใส่ร้ายและจาบจ้วง เบื้องสูง ในเรื่องนี้ทางทหารมีนโยบายชัดเจนว่าจะต้องดำเนินการอย่างจริงจัง และพร้อมที่จะสนับสนุนทางตำรวจอย่างเต็มที่หากมีการร้องขอ นอกจากนี้ หากมีกรณีการหมิ่นสถาบันในอนาคต จะให้ทหารในพื้นที่เข้าแจ้งความดำเนินคดีได้ทันที ตอกย้ำให้เห็นถึง “การมีอยู่” ของขบวนการล้มเจ้า
เขียนโดย JJ_Sathon
เรื่องการบล็อกเว็บไซต์
ที่มา thaifreenews
โดย ลูกชาวนาไทย
เมื่อวานไทยฟรีนิวส์ก็โดนบล็อกนะครับ ไม่ใช่มีสิทธิพิเศษมากกว่า IF หรือ ประชาท็อล์ก นะครับ แต่บังเอิญเรามีเว็บมาสเตอร์ที่มีฝีมือดี จึงสามารถแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว ตอนนี้ก็ยังโดนบล็อกอยู่นะครับ
ผมจับได้ว่าเขาบล็อกโดย ISP ของบริษัท CS Loxinfo เฉพาะบริการอินเตอร์เน็ตที่ผ่านบริษัทนี้เท่านั้นที่โดนบล็อก ผมลองใช้ ISP ของบริษัทอื่น ปรากฎว่าไม่โดนบล็อก
ทำให้ผมเชื่อว่า "เขากำลังมีปฎิบัติการใหม่" และอยู่ในช่วง ทดสอบปฎิบัติการใหม่ของเขาอยู่ และอาจประเมินการตอบโต้
การบล็อกโดย ISP ผมคิดว่าเป็นการกระทบที่ผิดกฎหมายนะครับ แต่ใครที่มีความรู้ทางกฎหมายช่วยหาคำตอบด้วยครับ
ผมไม่วิตกกับแก้รัฐธรรมนูญ 375/125 ของ ปชป. พรรคเล็กจะเสียประโยชน์ไม่ใช่เพื่อไทย
ที่มา thaifreenews
โดย ลูกชาวนาไทย
คือบางคนอาจวิตกกับประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ ปชป. จะเพิ่มสัดส่วน สส.จากระบบสัดส่วนเป็น 125 เสียง และมี สส.เขตเพียง 375 เสียง ซึ่งมีบางคนบอกว่าพรรคประชาธิปัตย์จะได้ สส.สัดส่วนเพิ่มขึ้น 25 เสียง แต่ไม่ได้บอกว่า 25 เสียงที่เพิ่มขึ้นนี่แย่งมาจากฐานเสียง เพื่อไทยหรือเปล่า ผมคาดว่าไม่ทั้งหมด แต่ส่วนใหญ่จะมาจากฐานของพรรคเล็กที่จะหดตัวลง
สส. สัดส่วน ชื่อมันก็บอกว่าเป็น สส.สัดส่วน แม้จะแบ่งออกเป็น 8 เขต แต่คะแนนที่นำมาคิด ก็จะมาจากจำนวนคะแนนทั้งหมดที่แต่ละพรรคจะได้อยู่ดี และผมเชื่อว่า "การเมืองไทย" ได้แบ่งออกเป็น สองฝากอย่างเต็มที่แล้ว ทำให้คนเสื้อแดงยากที่จะไปลงคะแนนให้พรรคเล็ก หรือแม้แต่พรรคประชาธิปัตย์ แม้ว่าในพื้นทีอาจไม่ชอบตัวผู้สมัครที่ลงในบางเขต แต่คะแนนพรรคก็ต้องลงให้พรรคเพื่อไทยอยู่ดี ดังนั้นสัดส่วนคะแนนที่ลงให้กับ ประชาธิปัตย์ กับเพื่อไทย ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงมากนัก แต่พรรคที่จะได้รับผลกระทบคือ พรรคเล็กมากกว่า
ผมเชื่อว่า 125 เสียงในระบบสัดส่วน ส่วนใหญ่จะแบ่งกันระหว่าง เพื่อไทยกับ ประชาธิปัตย์
ผมคิดว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีความหวังที่จะได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชน โดยใช้ผลงานของตนแล้ว ดังนั้นวิธีการเอาชนะจึงมีแต่เพียง หาความได้เปรียบเล็กๆ น้อยๆ จากกติกา ซึ่งอาจสร้างความได้เปรียบเล็กๆ น้อยๆ แต่ภาพรวมคือ "ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เอาพรรคนี้อยู่ดี"
เรื่องแก้ไขกติกาให้ได้เปรียบนี่มันเป็นดาบสองคม เหมือนรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่พวกเขาแก้ไขหวังว่าจะทำให้รัฐบาลนายชวน หลีกภัยได้เปรียบทางการเมือง มีการวางกลไกต่างๆ สนับสนุนเอาไว้ แต่ "คนคำนวณไม่สู้ฟ้าลิขิต" ประชาชนเขาไม่เอาด้วย สุดท้ายก็เกิดทักษิณขึ้นมา และได้ใช้รัฐธรรมนูญนั้น ทำให้การอภิปรายนายกรัฐมนตรีทำไม่ได้ เพราะไปเขียนกติกาเอาไว้เองว่าต้องใช้เสียง ไม่ต่ำกว่า 200 เสียง เพื่อไม่ให้นายชวนโดนอภิปราย
การแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 ก็เหมือนกัน คิดจะทำให้ตัวเองได้เปรียบ แต่ผลมันจะไม่เป็นอย่างนั้น และมันจะเป็นดาบสองคม กลับมาแทงตัวเอง
ผมคิดว่าหากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องให้มันเป็นธรรม เป็น Fair game เพราะความนิยมของประชาชนเปลี่ยนแปลงไปได้ เมื่อเราไม่ได้อำนาจรัฐเราจะได้ไม่เสียเปรียบมากเกินไป
พรรคการเมืองควรมีฐานสนับสนุนที่แท้จริงคือประชาชน ไม่ใช่แสวงหาความได้เปรียบจากกติกา หรืออำนาจอื่น เพราะหากประชาชนสนับสนุนอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์เช่นไร ก็ไม่ล่มสลาย ก็เหมือนพรรคเพื่อไทยวันนี้ แม้นักการเมืองในพรรคจะโดนกลั่นแกล้งตัดสินไปแล้วสองรอบ สส.ของพรรคปัจจุบันเป็นพวกแถว 4 แถวห้า พรรคอ่อนแอเต็มที่ แต่ก็ไม่ล่มสลาย เพราะเสียงที่แท้จริงของประชาชนสนับสนุนอยู่ ความอ่อนแอปัจจุบันจึงเป็นภาวะชั่วคราวเท่านั้น รอวันฟิ้นตัวกลับมาใหม่ เมื่อนักการเมืองที่โดนกลั่นแกล้งกลับเข้ามาอีก หรือมีการพัฒนาลบจุดอ่อนแอนั้นไป
การได้อำมาตย์สนับสนุน ทำให้คุณอยู่ได้ชั่วคราวเท่านั้น เพราะไม่มีฐานกำลังที่แท้จริง สุดท้ายจะล่มสลายไป
ผมเชื่อว่าการเมืองไทยจะยังวุ่นวายไม่ลงตัวไปอีก 4-5 ปี จนถึงจุด "เปลี่ยนแปลง" ที่ใครก็รู้ แล้วจะค่อยๆ กับเข้าสู่เส้นทางประชาธิปไตยที่เข็มแข็ง เพราะประชาชนต่อสู้กันมาเอง
สำหรับระบอบอำมาตย์ นี่คือวันคืน ท้ายๆ ก่อนหายไปกับกาลเวลาแบบกู้กลับคืนไม่ได้ เป็นแค่ "สายฟ้าแลบ" ก่อนหายไปเท่านั้น พวกเขาซ่าซ์ได้จนถึงจุดเปลี่ยนที่อยู่ไม่ไกลเท่านั้น พวกเขาเอา "อนาคตทั้งหมด" มาแลกกับการสนับสนุนนายอภิสิทธิ์แค่ 4-5 ปีเท่านั้น
วันคืนเก่าๆ ของอำมาตย์ไม่กลับมาอีกแล้ว
มีการจัดปราศรัย เริ่มศุกร์ที่ 21 ขอนแก่น มาจบที่จันทบุรี เสาร์ที่ 22
ที่มา thaifreenews
โดย fee-faw-fum
มีการจัดปราศรัย เริ่มศุกร์ที่ 21 ขอนแก่น มาจบที่จันทบุรี เสาร์ที่ 22
ขอมาเผยแพร่ข่าวสาร ขอนแก่น ร่วมฟังการปราศรัย ในงานชุมนุมคนเสื้อแดงขอนแก่น
ณ ลานอเนกประสงค์ ถนนเลี่ยงเมือง ก่อนถึงหมู่บ้านแลนด์แอนด์ เฮ้าส์ จ.ขอนแก่น ใน
วันศุกร์ ที่ 21 มกราคม 54 ตั้งแต่เวลา บ่าย 3 โมง จนถึง เที่ยงคืน ร่วมปราศรัยโดย
จตุพร พรหมพันธุ์ และแกนนำคนสำคัญ จัดงานโดย สถานีวิทยุ อิสานอัฟเดท เอฟเอ็ม
92.25 Mhz.และ 98.7 Mhz.
ส่วนงาน ตาสว่างทั้งแผ่นดินของ จันทบุรี ก็จะเป็นวันเสาร์ 22 ม.ค.2554 เวลา 16.00 น.-
24.00 น.พบการปราศรัย นปช.ชุดใหญ่ อภิวัน อ.ธิดา จตุพร ประแสง วรชัย ณ.รร.หนอง
สลุด ต.ปัถวี อ.มะขาม จ.จันทบุรี (อาหารฟรี)
มีการถ่ายทอดสดครั้งใด เว็บไซด์ด้านล่างนี้ จะมีการลิงค์สัญญาณกันและกัน ติดตามได้จาก-
ที่มา http://thaivoice.org/
และ
ที่มา http://speedhorsetv.blogspot.com/
และ
ที่มา : http://webwarper.net/ww/~av/www.norporchoreusweden.org/
และ
ที่มา http://www.smgermany.co.cc/
และ
ที่มา http://translate.google.com/translatehl=th&sl=th&tl=en&u=http://webwarper.net/
ww/~av/redsiam.info/&rurl=translate.google.com&anno=2
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 19/01/54
ที่มา thaifreenews
โดย blablabla
เมื่อต่างคน ต่างอวดดี เพราะมีเส้น
จึงได้เห็น ภาพลวงตา พากันสร้าง
เอาล่อหลอก เหล่าสาวก ตกหลุมพราง
แล้วก็อ้าง เพื่อชาติ อุบาทว์มัน....
เส้นเจอเส้น เล่นตามบท กำหนดไว้
แฝงอัปรีย์ จัญไร ได้ทั้งนั้น
ทำปากว่า ตาขยิบ มุบมิบกัน
หลอกคนโง่ ไปวันวัน ไม่หวั่นกลัว....
แสดงละคร ย้อนยุค ปลุกกระแส
หวังเพียงแค่ พวกตน ได้พ้นชั่ว
บอกรักชาติ มากล้น จนตามัว
หลงลืมตัว แค่หยิบมือ มาถือดี....
มือถือสาก ปากถือศีล รอสิ้นชาติ
ยังบังอาจ เพ้อฝัน เรื่องนั่นนี่
ปลุกกระแส คนชั่ว ทั่วปฐพี
เพื่อไว้มี ต่อรอง สนองตน....
จะเบี่ยงเบน คนสั่งฆ่า ประชาราษฎร์
แล้วเติมวาด เฉไฉ ให้สับสน
เพราะสันดาน ชั่วช้า พาสัปดน
จึงเล่นกล ย้อนคืนมัน จนบรรลัย....
จะเส้นเล็ก เส้นใหญ่ ไม่ว่าหรอก
เพียงมาบอก กันก่อน สังวรณ์ไว้
รอวันชด ใช้กรรม เคยทำใคร
ความหมองไหม้ รอเชือด อย่างเดือดดาล....
blablabla32@hotmail.co.th
http://www.facebook.com/profile.php?id=100001177832717
วันพุธที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2554
เสาร์ที่ 22 มกราคม 2554 แดงชลบุรี รวมพลัง
ที่มา thaifreenews
โดย blanckchonburi
.....วันเสาร์นี้ ( 22 ม.ค.54 )
กลุ่มแดง " คนกันเอง " อมตะนคร ชลบุรี
จัดงานมหกรรมคอนเสิร์ท คนเสื้อแดง
ณ.แยกบ้านเก่า (เข้าพานทอง ) ริมถนน บางนา-ตราด ก่อนถึง นิคมฯอมตะนคร ชลบุรี
พบกับ อาทิ. ท่านรองประธานสภา ดร.อภิวัณ,พล.อ ชัยสิทธิ์,คุณจตุพร และแกนนำอีกหลายท่าน
งานเริ่ม 17.00 น ที่ชลบุรี ( ช่วงเช้ามีขบวนแรลลี่จากอิมพีเรียล ลาดพร้าว )
รายละเอียดติดต่อ คุณ รุ่ง 086-323 0949,082-242 3794
ปล.ช่วยประชาสัมพันธ์ ให้ครับ
มายาคติที่ (ยัง) สวมทับคนเสื้อแดง
ที่มา ประชาไท
นักปรัชญาชายขอบ
นักปรัชญาชายขอบ เสนอให้คนเสื้อแดงสลัดพ้นมายาคติสำหรับการต่อสู้ และเสนอ "วาระที่เป็นรูปธรรม" ในการป้องกันไม่ให้อำนาจนอกระบบมายุ่งเกี่ยวกับการเมือง
ความชอบธรรมในการต่อสู้ทางการเมืองของมวลชนคือ การสามารถอธิบายได้ว่าเป็นการต่อสู้เพื่อเสรีภาพ ความเสมอภาค ความยุติธรรม และ/หรือประชาธิปไตย แน่นอนว่าถ้าใช้เกณฑ์นี้ตัดสิน การต่อสู้ของพันธมิตรย่อมหมดความชอบธรรมไปแล้วตั้งแต่เรียกร้องพระราชอำนาจและรัฐประหาร
ในทำนองเดียวกัน พรรคการเมืองที่ก้าวขึ้นมามีอำนาจรัฐด้วยอาศัย “เส้นสนกลใน” ของฝ่ายจัดการอำนาจที่ประกอบด้วยอำมาตย์ พันธมิตร และกองทัพย่อมเป็นรัฐบาลที่ไร้ความชอบธรรมตั้งแต่แรกเช่นกัน
แต่สังคมนี้ยังช่วยกันสร้าง “มายาคติความชอบธรรม” ให้กับรัฐบาลเช่นนี้ แม้เมื่อหลังสลายการชุมนุมที่มีคนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก โดยเฉพาะคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ “ปัญญาชนแถวหน้า” ยังเข้าร่วมชูธง “มายาคติความชอบธรรม” แก่รัฐบาลที่เสวยอำนาจบนความตายของประชาชนอย่างหน้าตาเฉย
เรียกว่าโจมตี “โครงสร้างอำนาจอันอยุติธรรม” มาตลอด แต่ก็ไม่รังเกียจที่จะเข้าไปร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการยืดอายุโครงสร้างอำนาจอันอยุติธรรมนั้น แถมยังชูวาทกรรมสวยหรูด้วยว่า จะปฏิรูประเทศเพื่อลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ และสร้างระบบรองรับอำนาจต่อรองทางการเมืองที่เท่าเทียมและเป็นธรรม (อย่างไรครับ?)
ในสภาวการณ์ที่สังคมยังคงเคลิ้มไปกับ “มายาคติความชอบธรรม” ของรัฐบาลที่ค้ำยันโครงสร้างอำนาจอันอยุติธรรม คนเสื้อแดงก็ถูกสวมทับด้วย “มายาคติความไม่ชอบธรรม” ที่ถูกสวมทับมาแต่เดิมก็ยังเปลื้องไม่ออก และยังสวมทับซ้ำลงไปอีกทั้งโดยการกระทำของฝ่ายอื่นและทำตัวเอง
มายาคติความไม่ชอบธรรมที่สวมทับคนเสื้อแดงมาแต่เดิม คือเรื่อง “การสู้เพื่อทักษิณ” ระยะเวลาที่ผ่านมาพิสูจน์ได้ชัดแล้วว่าคนเสื้อแดงไม่ใช่ม็อบรับจ้าง แต่ประเด็น “ข้ามพ้นทักษิณ” หรือไม่ยังเป็นมายาคติที่ 1) มีคนอื่น ฝ่ายอื่นอยากให้คนเสื้อแดงข้ามพ้นทักษิณจริงๆ และพยายามโฆษณาชวนเชื่อ (หลอกสังคม) ว่า การข้ามไม่พ้นทักษิณไม่ใช่การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย 2) คนเสื้อแดงพยายามบอกกับสังคมว่าพวกตนข้ามพ้นทักษิณไปแล้ว แต่ภาพมันฟ้องว่า “อาจจะ” ยังไม่ใช่
อันที่จริงความพยายามบอกกับสังคมใน 2) ไม่จำเป็นเลย ถ้าคนเสื้อแดงไม่หลงมายาคติใน 1) เพราะว่าความสัมพันธ์ระหว่างการต่อสู้ทางการเมืองของคนเสื้อแดงกับคุณทักษิณสามารถอธิบายได้สองแบบ
แบบแรก ถ้าคนเสื้อแดงสู้เพื่ออำนาจและผลประโยชน์ทางการเมืองของคุณทักษิณล้วนๆ หรือสู้เพื่อประชาธิปไตยแต่ผูกติดกับเงื่อนไขว่า คุณทักษิณต้องกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีเท่านั้น การต่อสู้ของคนเสื้อแดงย่อมขาดความชอบธรรม
แบบที่สอง ถ้าคนเสื้อแดงสู้เพื่อต่อต้านอำนาจนอกระบบการเลือกตั้ง ยืนยันอำนาจตามระบบการเลือกตั้ง หรือยืนยันเสรีภาพและอำนาจในการปกครองตนเองของประชาชน และถือว่าคุณทักษิณเป็นแนวร่วมหนึ่งในฐานะที่เขามาจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนแล้วถูกอำนาจนอกระบบล้มไป การต่อสู้เพื่อเสรีภาพและอำนาจในการปกครองตนเองของประชาชนย่อมเป็นความชอบธรรม และการปกป้องคุณทักษิณ (หรือใครก็ตาม) ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากอำนาจนอกระบบย่อมเป็นความชอบธรรม
ฉะนั้น หากการต่อสู้ของคนเสื้อแดงเป็นแบบที่สองก็ไม่จำเป็นต้องพูดถึงการก้าวข้ามหรือก้าวไม่ข้ามทักษิณอีกต่อไป
ระยะเวลากว่า 5 ปีที่ผ่านมาพิสูจน์อะไร พิสูจน์การต่อสู้แบบแรกหรือแบบที่สอง?
ถ้าระยะเวลาที่ผ่านมาพิสูจน์ว่าคนเสื้อแดงต่อสู้แบบที่สอง ปัญหาคือคนเสื้อแดงไปสวมมายาคติให้กับตัวเองอีกทำไม ด้วยการไปแจ้งข้อหาหมิ่นพระบรมราชานุภาพกับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และพวก
ถ้าเราจะต่อสู้เพื่อเสรีภาพของประชาชน แต่ยังไปยอมรับกฎหมายที่จำกัดเสรีภาพประชาชน นี่เป็นมายาคติที่แย่ที่สุด มันลดทอนความชอบธรรมในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของตนเองยิ่งกว่าข้อกล่าวหาว่าสู้เพื่อทักษิณด้วยซ้ำ
สู้เพื่อทักษิณยังอธิบายได้ว่า ทักษิณมาจากการเลือกตั้งของประชาชน แล้วถูกทำรัฐประหาร และถูกดำเนินการทางกฎหมายโดยไม่ชอบธรรมหรือไม่ใช้กระบวนการอันเหมาะอันควร (due process) การปกป้องทักษิณ (หรือใครก็ตาม) ที่ถูกกระทำเช่นนั้นย่อมเป็นการปกป้องหลักการประชาธิปไตยและหลักความเป็นธรรมตามกฎหมาย
แต่การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย (ที่มีความหมายสำคัญว่าสู้เพื่อเสรีภาพ ความเสมอภาค ความเป็นธรรมในอำนาจต่อรองทางการเมือง) โดยการใช้กฎหมายหมิ่นฯ กับฝ่ายตรงข้ามไม่มีทางอธิบายได้ว่าวิธีสู้แบบนี้จะได้มาซึ่งประชาธิปไตยอย่างไร?
ความจริงแล้ว คนเสื้อแดงน่าจะก้าวข้ามมายาคติเหล่านี้ไปได้แล้ว เราพูดกันเรื่อง “ตาสว่าง” ทำไมเราไม่เสนอวาระที่เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้นว่า เมื่อตาสว่างแล้วจะมีวิธีแก้ปัญหาโครงสร้างอำนาจที่ไม่เป็นธรรมอย่างไร จะทำอย่างไรบ้างเพื่อป้องกันไม่ให้อำนาจนอกระบบมาแทรกแซงการเมืองได้อีกต่อไป จะเอาอำมาตย์ เอาทหารออกไปจากการเมืองได้อย่างไร
พันธมิตรสายอุดมการณ์ (ถ้ามี) อย่างพิภพ ธงไชย ยังพูดย้ำแล้วย้ำอีกว่า “ทักษิณต้องกลับเข้ามาสู่การเมืองอีกไม่ได้” ช่วงส่งท้ายปีเก่าเขาก็พูด ราวกับว่าอุดมการณ์ของพันธมิตรคือ “สู้เพื่อไม่ให้ทักษิณกลับเข้าสู่การเมือง” ชัดเจนไหม!
วาระการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของคนเสื้อแดง ก็ไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากการต่อสู้เพื่อให้อำนาจนอกระบบการเลือกตั้งออกไปจากการเข้ามา “จัดการอำนาจปกครองประเทศ” ถ้าใครจะเข้ามาสู่การเมือง (ไม่ว่าทักษิณหรือใคร) ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการที่เป็นประชาธิปไตยเท่านั้น ยุติการปฏิวัติรัฐประหารโดยสิ้นเชิง นี่คือวาระการต่อสู้ที่ชอบธรรมอย่างแท้จริงของคนเสื้อแดง
คือถ้าคนเสื้อแดงดำรงจุดยืนที่ชัดเจนนี้ สู้ต่อไปเรื่อยๆ ด้วยแนวทางสันติวิธีจนกว่าจะบรรลุผล ก็สุดยอดแล้ว ปัญหาอื่นๆ (เช่นทุนนิยมอุปถัมภ์) สังคมก็ต้องช่วยกันแก้ คนเสื้อแดงไม่ใช่ผู้วิเศษที่จะแก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง (และไม่ควรแส่ไปทุกเรื่องเหมือนพันธมิตร)
ฉะนั้น ก้าวต่อไป คนเสื้อแดงต้องสลัดมายาคติทิ้งไป และเสนอ “วาระที่เป็นรูปธรรม” ในการป้องกันไม่ให้อำนาจนอกระบบมายุ่งเกี่ยวกับการเมือง!
การปรับปรุงตลาดชาวเขา : บทสะท้อนความถนัดของระบบราชการไทยในการแก้ปัญหาเชิงเทคนิค
ที่มา ประชาไท
ทวน จันทรุพันธุ์
ช่วงเวลาผ่านไปยังไม่ทันจะครบชั่วโมง ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก ในฐานะประธานที่ประชุมก็กล่าวสรุปและชิงปิดประชุมรับฟังความคิดเห็นผู้ค้าขายในตลาดชาวเขาดอยมูเซอ ขณะที่ชาวบ้านที่เกี่ยวข้องจำนวนมากยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นให้ผู้ว่าฯ ได้รับฟัง ความโกลาหลย่อย ๆ จึงเกิดขึ้นจากความไม่พอใจของชาวบ้านหลายร้อยคนจาก 7 หมู่บ้าน
การประชุมดังกล่าว มีที่มาจากการมีเสียงคัดค้านจากชาวบ้านกลุ่มหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการปรับปรุงตลาดชาวไทยภูเขา (เก่า) ซึ่งงบประมาณดำเนินงานนั้นผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรแล้วจำนวนกว่า 7 ล้านบาท
แต่เดิมนั้น ตลาดชาวไทยภูเขา (เก่า) จัดตั้งขึ้นโดยความร่วมมือของชาวเขาในพื้นที่ดอยมูเซอ มาตั้งแต่ปี 2521 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้สร้างรายได้เสริมจากการจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตร เป็นการลดพื้นที่ปลูกฝิ่น รวมทั้งลดการบุกรุกทำลายป่า ฯลฯ ซึ่งในระยะหลังได้มีพ่อค้าแม่ค้าชาวไทยพื้นราบจำนวนมากมาจับจองพื้นที่จำหน่ายสินค้า ส่งผลกระทบต่อการค้าขายของชาวบ้านในพื้นที่เป็นอันมาก ทั้งในแง่การบดบังพื้นที่จำหน่ายเดิมและการรุกเข้าครอบครองพื้นที่เดิมของชาวบ้าน
ในแง่การปรับปรุงตลาดฯ นั้น ชาวบ้านมีบทเรียนจากในอดีตเมื่อคราวที่ อบต.ด่านแม่ละเมา ได้มาดำเนินการปรับปรุงและจัดระเบียบตลาดชาวไทยภูเขา (เก่า) แต่การดำเนินการนั้นก็มิได้เอื้อประโยชน์ให้กับชาวบ้านในพื้นที่ ในทางตรงกันข้ามการดำเนินการดังกล่าวกลับเอื้อประโยชน์ให้ชาวไทยพื้นราบที่ขึ้นมาค้าขายเสียเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนั้น ชาวบ้านทราบข้อมูลมาว่า ตลาดที่จะปรับปรุงใหม่นั้น ไม่สอดคล้องกับความต้องการและไม่สอดรับกับการแก้ปัญหาของชาวบ้านในพื้นที่ เช่น การลดขนาดของแผงวางจำหน่ายสินค้า การจำกัดจำนวนแผงซึ่งมีไม่เพียงพอต่อความต้องการของชาวบ้าน ฯลฯ
.....
ในช่วงเริ่มต้นของการประชุม ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก กล่าวถึงที่มาของโครงการฯ ที่จะต้องมีการปรับปรุงตลาดว่า ได้รับการร้องเรียนจากนักท่องเที่ยวถึงความไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย ความสกปรกรกรุงรัง ความไม่สะอาดปลอดภัยของสินค้า ฯลฯ และกล่าวเลยไปถึงว่ามีอดีตแกนนำบางคนไปพูดคุยกับชาวบ้านให้มาร่วมกันไม่ให้ยอมรับโครงการปรับปรุงตลาด และได้กล่าวในช่วงท้ายว่าการประชุมวันนี้เป็นเวทีพูดคุยรับฟังความคิดเห็น โดยเฉพาะกลุ่มผู้ค้าขายในตลาดฯ ที่ได้ส่งหนังสือเชิญมาราว 200 กว่าคน
จะพือ หรือ จักรพงษ์ มงคลคีรี ชาวลาหู่แกนนำชาวบ้านจากบ้านห้วยปลาหลด ได้พยายามอธิบายต่อจากท่านผู้ว่าฯ ว่า การที่พวกเขารวมตัวกันนั้น มิได้ตั้งใจมาคัดค้านหรือต่อต้านโครงการฯ แต่อยากให้มีการพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่เห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวไม่สามารถแก้ปัญหาได้จริง พวกเขาได้รวมตัวกันขอเข้าพบผู้ว่าฯ เพื่อชี้แจงความคิดเห็นและข้อเสนอแต่ก็ไม่ได้รับโอกาสให้เข้าพบพบ
และได้อธิบายถึงความเชื่อมโยงระหว่างการทำมาค้าขายในตลาดฯ กับการดำเนินวิถีชีวิตและการรักษาป่าว่า ตลาดฯ แห่งนี้ มีส่วนอย่างยิ่งในการบรรเทาความเดือดร้อนของชาวบ้านที่มีที่ดินจำกัด ซึ่งการประกอบอาชีพค้าขายนี้ มีส่วนช่วยยับยั้งการบุกรุกทำลายป่าเป็นอันมาก ทำให้ยังคงผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ ทั้งนี้ จะพือ ได้นำภาพถ่ายทางอากาศมาแสดงยืนยันให้เห็นว่าชาวบ้านใช้พื้นที่ปลูกพืชผักมาจำหน่ายในบริเวณที่ลุ่มเชิงเขาจำนวนเพียงเล็กน้อย ในขณะที่ผืนป่าส่วนใหญ่ยังอุดมสมบูรณ์
แต่ยังมิทันที่จะอธิบายความได้อย่างครบถ้วน และใช้เวลาไปไม่มากนัก ท่านผู้ว่าฯ ก็กล่าวขึ้นถามถึงข้อเสนอที่ต้องการ
จะพือบอกว่า ขณะนี้ปริมาณของชาวบ้านมีเพิ่มมากขึ้น แต่พื้นที่ทำกินมีอยู่จำกัด จะไปทำงานนอกพื้นที่ก็ลำบาก การปรับปรุงตลาดบนพื้นที่เดิมไม่เพียงพอต่อความต้องการ รวมทั้งแผงวางจำหน่ายสินค้าที่จะจัดสร้างใหม่นั้นก็เล็กและแคบเกินไป จึงเสนอให้จัดสร้างอาคารแห่งใหม่ในพื้นที่ที่ติดกับพื้นที่เดิมขึ้นไป ซึ่งมีพื้นที่เพียงพอที่จะรองรับกับความต้องการของชาวบ้านได้ และได้บอกเพิ่มว่าชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการเลิกจ้างงานของหน่วยงานราชการในพื้นที่ รวมทั้งชาวบ้านที่มีความยากลำบากในการประกอบอาชีพก็จะได้รับการบรรเทาความเดือดร้อนด้วย และได้เสนอเงื่อนไขว่าหากเขาได้ใช้พื้นที่ขยายตลาดซึ่งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติตากสินมหาราช ชาวบ้านจะรวมตัวกันไปปลูกและดูแลป่าให้เติบใหญ่สมบูรณ์ให้ในพื้นที่อุทยานฯ ในบริเวณที่ป่าไม่สมบูรณ์
ท่านผู้ว่าฯ กล่าวในทำนองเห็นด้วยกับข้อเสนอดังกล่าว แต่ท่านก็บอกว่านั่นจะเป็นโครงการในอนาคต สามารถดำเนินการได้ในระยะต่อไป ซึ่งจะต้องมีการขออนุญาติใช้พื้นที่จากกรมป่าไม้เสียก่อน สำหรับขณะนี้ควรจะทำการปรับปรุงของเดิมเสียก่อน ตามการออกแบบของสำนักงานโยธาธิการจังหวัดตาก และได้ให้โยธาธิการจังหวัดตากชี้แจงข้อมูลต่อที่ประชุม
อาคารที่ทางจังหวัดออกแบบนั้น เป็นอาคารโล่งชั้นเดียว หลังคาสูงโปร่ง ลดหลั่นเป็น 3 ระดับ ภายในมีแผงวางจำหน่ายสินค้าจำนวน 256 แผง ขนาดความกว้าง 1 เมตร ยาว 1.20 เมตรต่อหนึ่งแผง มีทางเดินระหว่างแถว 1.50 เมตร ด้านหน้าอาคารเป็นลานโล่งสำหรับจอดรถ มีห้องน้ำจำนวน 6 ห้องอยู่ด้านหลังอาคาร มีการประดับประดาด้วยไม้ดอก
ท่านผู้ว่าฯ ให้ข้อมูลเสริมว่าท่านได้มอบนโยบายการก่อสร้างว่าให้ดำเนินการโดยรีบด่วนภายในเวลาราว 3 เดือน เพื่อไม่ให้ชาวบ้านเดือดร้อนจากการไม่มีสถานที่วางจำหน่ายสินค้า
ชาวบ้านที่มาร่วมประชุมบางส่วนพยายามซักถามข้อสงสัยเพิ่มเติม เช่น สิทธิของผู้ค้ารายเดิม ขนาดของแผงวางจำหน่ายสินค้า ฯลฯ คำตอบแบบขอไปทีทำให้ชาวบ้านไม่พอใจ และยิ่งมีการนำเสนอตัวเลขจากการสำรวจผู้ค้าของหน่วยงานหนึ่ง ซึ่งไม่ตรงกับความเป็นจริงก็ทำให้บรรยากาศการประชุมตึงเครียดขึ้น กระทั่งท่านผู้ว่าต้องตัดบทปิดประชุมไป
.....
“...ผู้ว่าฯ ไม่ยอมฟังพวกเราเลย...”
“...ผมต้องเลี้ยงลูกเลี้ยงเมีย ต้องผ่อนรถ จะให้แผงผมแค่เมตรกว่า ๆ มันจะได้อย่างไร...”
“...ตัวเลขไม่ถูกต้อง บ้านของผมมีเยอะกว่านี้ แล้วที่หมู่บ้านนี้ไม่ใช่มีคนมาขายเยอะขนาดนี้...”
“...ไม่ให้เราขายของจะให้เราไปทำอะไร จะให้ไปบุกป่า หรือจะให้ไปขายยาบ้าหรืออย่างไร...”
“...นักท่องเที่ยวเขาไม่อยากไปเดินซื้อของในอาคารหรอก ดูที่ตลาดใหม่สิ ไม่เห็นมีนักท่องเที่ยวเดินเข้าไปซื้อของในอาคารเลย...”
“...เงินตั้งเจ็ดล้านกว่า ทำได้แค่นี้เองเหรอ...”
เสียงพูดคุยกันเองของชาวบ้านหลังปิดการประชุม ซึ่งเกือบทั้งหมดแสดงสีหน้าและอาการไม่พอใจกับการประชุมที่ผ่านไป
พ่อค้าชาวลาหู่คนหนึ่งยืนกรานว่า
“...ตลาดแห่งนี้ พ่อแม่ผมเป็นคนสร้าง ใครจะมารื้อไม่ได้ ใครมารื้อผมจะแจ้งความ...”
หลังสิ้นสุดการประชุม ตัวแทนชาวบ้านจากแต่ละแห่งมาร่วมหารือกัน และมีความเห็นร่วมกันว่าเขาจะคัดค้านโครงการดังกล่าวจนถึงที่สุด
.....
ความพยายามในการอธิบายปัญหา และการหาทางออกจากปัญหาของชาวบ้านที่อยู่อาศัยในพื้นที่ดอยมูเซออย่างเป็นระบบไม่ได้รับการรับฟังจากผู้ว่าราชการจังหวัดรวมทั้งหน่วยงานราชการที่รายล้อมท่านอยู่ในขณะนั้น ดูเหมือนว่าท่านผู้ว่าราชการจังหวัดและบรรดาผู้ติดตามทั้งหลายมีความพยายามอย่างยิ่งที่จะผลักดันให้เกิดการปรับปรุงตลาดในวงเงินกว่า 7 ล้านบาท
ซึ่งหากดำเนินการไปตามนั้น ปัญหาอุดจาดตาต่าง ๆ อาทิ ความไม่เป็นระเบียบ ความสกปรกรกรุงรัง ซึ่งเป็นปัญหาของคนมาท่องเที่ยวก็จะถูกจัดการให้หมดสิ้นไป (ซึ่งปัญหาเหล่านี้มิได้ทำให้ยอดจำหน่ายสินค้าของชาวบ้านลดลงแต่ประการใด และไม่แน่ใจว่าเป็นปัญหาในทัศนะของนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่หรือไม่) แต่ปัญหาพื้นฐานของชาวบ้านในพื้นที่ก็จะยังถูกซุกเก็บไว้ รวมทั้งความขัดแย้งซึ่งจะเป็นปัญหาใหม่ที่ชาวบ้านคาดการณ์กันไว้จะก่อตัวขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ภายใต้อาคารหลังใหม่ที่เบียดเสียดยัดเยียดสภาพไม่ต่างจากตลาดสด
อย่างไรก็ตามหากท่านผู้ว่าฯ อดทนฟังต่ออีกนิด ซึ่งจะได้รับฟังข้อมูลเพิ่มเติมจากคนในพื้นที่ อย่างน้อยก็ให้สมดุลกับข้อมูลที่เอียงกระเท่เร่จากบรรดาหน่วยงานที่รายล้อม ท่านก็จะได้เข้าใจสภาพปัญหาที่แท้จริง และจะสามารถแก้ปัญหาได้มากกว่าการแก้ในเชิงเทคนิค และก็จะเห็นความเดือดร้อนของชาวบ้านในพื้นที่มากกว่าความสะดวกสบายที่จะได้รับของนักท่องเที่ยว
ท่านควรจะรับทราบปัญหาว่า บัดนี้ชาวบ้านในพื้นที่ดอยมูเซอซึ่งมีอยู่ถึง 7 หมู่บ้าน ซึ่งยังมิรวมถึงชาวบ้านในหมู่บ้านที่ลึกเข้าไปข้างในอีกหลายหมู่บ้านมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ทำกินก็มีอยู่เท่าเดิม การบุกรุกป่าทำได้ยากขึ้นด้วยความเข้มงวดของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ รวมทั้งสำนึกในการอนุรักษ์ผืนป่าของชาวบ้านก็มีเพิ่มมากขึ้น (ดังจะเห็นได้ในบางหมู่บ้านที่สามารถดูแลรักษาป่าจนฟื้นความอุดมสมบูรณ์ถึงขนาดได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียว ซึ่งเป็นรางวัลระดับประเทศ)
นอกจากนั้นยังมีชาวบ้านอีกจำนวนมากที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นลูกจ้างของหน่วยงานราชการในพื้นที่ เมื่อคราวหน่วยงานเลิกจ้าง อีกทั้งชาวบ้านหลายสิบครอบครัวที่อพยพมาจากเชียงใหม่เพื่อเป็นคนงานปลูกป่าของกรมป่าไม้ ซึ่งภายหลังการเลิกจ้างก็มิได้มีการรองรับให้ชาวบ้านสามารถประกอบอาชีพอื่นใด ชาวบ้านเหล่านี้ก็ประสบความยากลำบากด้วยไม่มีทางเลือกอื่นในการทำมาหากินเลี้ยงครอบครัว หลายครอบครัวจึงต้องส่งลูกหลานไปทำงานในเมือง ทั้งนี้มีบางรายที่หลงผิดเข้าไปสู่วงจรการค้าขายยาเสพติด
ปัญหาดังกล่าวแม้ไม่สามารถจัดการให้หมดสิ้น แต่ก็สามารถบรรเทาลงได้ด้วยการปรับปรุงตลาดให้รองรับและสอดรับสภาพปัญหาที่ชาวบ้านพยายามสะท้อน
ชาวบ้านมีคิดออกว่าการแก้ปัญหาเกี่ยวกับการทำมาหากินที่สอดคล้องกับการรักษาป่าที่ร่อยหรอลงไปเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาในเชิงระบบ แต่ส่วนราชการมุ่งที่จะแก้ปัญหาเพียงในเชิงเทคนิค แค่ทำให้ตลาดดูดีเป็นหน้าเป็นตาเพื่อต้อนรับและได้รับความประทับใจจากนักท่องเที่ยว แต่มิได้สนใจปัญหาที่แท้จริงของชาวบ้านในพื้นที่
เพราะขีดจำกัดใดที่ทำให้ส่วนราชการมองไม่เห็นการแก้ปัญหาในเชิงระบบ จะเป็นเพราะปริมาณของงบประมาณในการก่อสร้าง 7 ล้านกว่าบาท เป็นเพราะขีดจำกัดในการเร่งใช้งบประมาณ หรือเพราะเห็นปัญหาของนักท่องเที่ยวสำคัญกว่าปัญหาของชาวบ้านในพื้นที่ ใครก็ได้ช่วยตอบที
000
ความเป็นมา-พัฒนาการและบทบาทของตลาดชาวไทยภูเขา (เก่า)
ทวน จันทรุพันธุ์
ความเป็นมาและพัฒนาการ
ชาวบ้านหลายกลุ่มชาติพันธุ์เข้ามาตั้งรกรากอยู่ในพื้นที่ดอยมูเซอ เขตรอยต่อระหว่าง ต.แม่ท้อ อ.เมือง จ.ตาก และ ต.ด่านแม่ละเมา อ.แม่สอด จ.ตาก เมื่อกว่า 50 ปีล่วงมาแล้ว อาชีพดั้งเดิมคือการทำไร่ข้าวควบคู่กับการทำไร่ฝิ่น ในส่วนการทำไร่ฝิ่นของชาวบ้านนั้นได้ส่งผลต่อการลดจำนวนของผืนป่าเป็นอันมาก นอกจากนั้นฝิ่นก็เป็นยาเสพติดที่ส่งผลร้ายต่อสังคมอย่างเอนกอนันต์
ในปี พ.ศ. 2517 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงษ์ เสด็จเยี่ยมราษฎรที่หมู่บ้านห้วยปลาหลด พระองค์ทรงมีพระราชดำริส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกทดแทนฝิ่น และต่อมาหน่วยงานราชการได้เข้ามาส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกพืชผักเศรษฐกิจหลายชนิด อาทิ กาแฟ กล่ำปลี หัวไชเท้า ผักกาดขาว บล็อคเคอรี่ คะน้า ฯลฯ
กลุ่มชาวลาหู่เริ่มรู้จักการค้าขายจากการนำพืชผักในไร่มาจำหน่ายให้กับคนงานที่มาทำการตัดถนนเส้นทางสายตาก-แม่สอด และหลังจากการสร้างเส้นทางแล้วเสร็จ ชาวลาหู่จากบ้านห้วยปลาหลดและบ้านใหม่ ได้ออกมาสร้างเพิงพักริมเส้นทางสายตาก-แม่สอด บริเวณ ก.ม. 29 ซี่งเป็นที่ตั้งของตลาดชาวเขา (เก่า) ในปัจจุบัน เพื่อนำสินค้าจำพวกพืชผักและของป่ามาวางจำหน่ายให้แก่ผู้ที่ใช้เส้นทางสัญจรไปมา รวมทั้งเป็นจุดพักเพื่อจะเดินทางต่อเข้าเมืองเพื่อซื้อสินค้าจำเป็นมาใช้ในครัวเรือน
เมื่อปี 2521 ศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขาจังหวัดตาก ได้รับงบประมาณมาดำเนินการสร้างตลาดชาวไทยภูเขา และได้ชักชวนให้ชาวบ้านที่ทางศูนย์ฯ เข้าไปส่งเสริมให้ปลูกพืชผักเศรษฐกิจต่าง ๆ และนำออกมาจำหน่าย ซึ่งนอกจากการจัดทำสถานที่จำหน่ายสินค้าแล้ว ยังได้สร้างเรือนชาวเขาเผ่าต่าง ๆ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สัญจรไปมาได้แวะชมและจับจ่ายซื้อหาสินค้าของชาวบ้าน ตลาดชาวไทยภูเขาแห่งนี้เริ่มเป็นที่รู้จักและเป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวมากขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่งกลายเป็นจุดแวะพักที่สำคัญของเส้นทางนี้ในระยะเวลาไม่นานหลังจากนั้น
พื้นที่ตั้งหมู่บ้านชาวเขาในเขตพัฒนาพื้นที่ดอยมูเซอ อยู่ในความดูแลของศูนย์ฯ ชาวเขา จ.ตากมาโดยตลอด จนกระทั่งปี 2524 กรมป่าไม้ได้ประกาศพื้นที่อุทยานต้นตระบากใหญ่ ครอบคลุมเขตพัฒนาพื้นที่ดอยมูเซอบางส่วน รวมทั้งพื้นที่ตั้งตลาดชาวไทยภูเขาที่ได้จัดตั้งขึ้นมาด้วย ศูนย์ฯ ชาวเขา จ.ตาก จึงถอนตัวออกมาจากการดูแลพื้นที่ที่ถูกประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ
หลังจากการพ้นหน้าที่การดูแลของศูนย์พัฒนาฯ จ.ตาก ก็เริ่มมีชาวพื้นราบขึ้นมาจับจองพื้นที่แถบเรือนจำลองในบริเวณตลาดชาวไทยภูเขา ซึ่งต่อมาได้ร่วมมือกันสร้างเป็นอาคารแถวหลายคูหาขึ้น ทำการค้าขายสินค้าต่าง ๆ อาทิ อาหาร ของฝาก ฯลฯ ให้กับนักท่องเที่ยวที่แวะพัก และในปี 2528 ชาวบ้านกลุ่มนี้ได้รวมตัวกันขอติดตั้งไฟฟ้าจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ซึ่งหลังจากการติดตั้งไฟฟ้าก็มีชาวพื้นราบขึ้นมาจับจองพื้นที่ทำการค้าขายมากขึ้นเรื่อย ๆ
เช่นเดียวกับชาวบ้านในพื้นที่ จากการทำมาค้าขายสินค้าทางการเกษตร ซึ่งเป็นผลิตผลจากเทือกสวนไร่นา ทำให้ชาวบ้านมีรายได้เข้าครอบครัวมากขึ้น เริ่มมีชาวบ้านเริ่มหันเหมาทำการค้าขายเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้เป็นเพราะมีปัจจัยสนับสนุนหลายประการ อาทิ การเพิ่มขึ้นของประชากรภายใต้ข้อจำกัดที่ทำกินซึ่งมีอยู่เท่าเดิม ความเข้มงวดกวดขันของกรมป่าไม้ในการทำมาหากินในเขตป่าของชาวบ้านในพื้นที่ การใช้เงินจับจ่ายใช้สอยมากขึ้นในชีวิตประจำวัน ตัวอย่างความสำเร็จของชาวบ้านในการประกอบอาชีพค้าขาย ฯลฯ
ปี 2535 คณะลูกศิษย์ของพระอาจารย์เด่น นันทิโย ซึ่งจำพรรษาอยู่ในหมู่บ้านห้วยปลาหลด ได้จัดสร้างอาคารสหกรณ์ร้านค้า สำหรับเป็นแหล่งจำหน่ายสินค้าจำพวกของระลึกให้กับนักท่องเที่ยว เป็นการสร้างรายได้ให้กับชาวบ้านอีกทางหนึ่ง ซึ่งตัวอาคารอยู่ห่างจากถนนหลวงเข้าไปด้านใน ต่อมาพื้นที่ว่างระหว่างตัวอาคารและถนนหลวง ถูกพ่อค้าชาวพื้นราบตั้งร้านค้าบังหน้าสหกรณ์ จนทำให้สหกรณ์ไม่สามารถทำการค้าขายได้อีกต่อไป
ในปี 2537 ซึ่งขณะนั้นมีชาวบ้านในพื้นที่ออกมาทำการค้าขายจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ได้รวมตัวกันโดยการนำของนายจักรพงษ์ มงคลคีรี จากบ้านห้วยปลาหลด ทำการรวบรวมเงินซื้อวัสดุก่อสร้างมาปรับปรุงอาคารและแผงวางจำหน่ายสินค้าเพื่อให้ทำการค้าขายสะดวกและรองรับปริมาณชาวบ้านที่ออกมาค้าขายที่มีมากขึ้น
ในการปรับปรุงการดำเนินงานดังกล่าวนั้น นายจักรพงษ์ มงคลคีรี ในฐานะแกนนำได้เชิญชาวบ้านอีกสองหมู่บ้านคือบ้านม้งและบ้านลีซอ ซึ่งอยู่ในพื้นที่ดอยมูเซอให้เข้ามามีส่วนร่วมในการปรับปรุงตลาด และได้จัดสรรพื้นที่ค้าขายให้กับชาวบ้านทั้งสองแห่งนั้นด้วย
ภายหลังการปรับปรุงตลาดสิ้นสุดลง ชาวบ้านในพื้นที่ทั้งชาวลาหู่ ม้งและลีซู ก็นำสินค้าทางการเกษตรมาวางจำหน่ายในแผงที่ได้รับการจัดสรรซึ่งอยู่ภายในบริเวณอาคารที่ได้รับการปรับปรุง
อย่างไรก็ตามลักษณะการค้าขายของชาวบ้านมิได้ดำเนินการในลักษณะผู้ประกอบการค้าขายเสียทีเดียว เนื่องจากอาชีพหลักของชาวบ้านยังคงเป็นการทำไร่และปลูกพืชผักบางชนิด การออกมาค้าขายในตลาดฯ โดยมาเป็นช่วงที่ชาวบ้านว่างเว้นหรือปลีกตัวจากงานหลักในเทือกสวนไร่นา นอกจากนั้นด้วยความที่ยังคงยึดมั่นในขนบธรรมเนียมที่สืบทอดมาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษ ที่จะต้องมีการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ หลากหลายเกือบทั้งปี เมื่อถึงคราวประกอบพิธีซึ่งมักจะใช้ระยะเวลายาวนา ช่วงดังกล่าวชาวบ้านจะไม่ทำงานประกอบอาชีพใด ๆ แต่จะหยุดอยู่กับบ้านเพื่อเข้าร่วมพิธีกรรมนั้น ๆ โดยพร้อมเพรียงกัน
ลักษณะดังกล่าว จึงทำการทำมาค้าขายของชาวบ้านมิได้เป็นไปอย่างต่อเนื่องทุกวัน ในวันที่ชาวบ้านมิได้มาใช้พื้นที่ค้าขาย พื้นที่เหล่านั้นก็จะถูกชาวพื้นราบที่เริ่มทะยอยขึ้นมาทำการค้าขายรุกใช้พื้นที่แทนชาวบ้านทีละเล็กละน้อย โดยเฉพาะการวางแผงจำหน่ายสินค้าบังหน้าตลอดทั้งอาคาร ซึ่งไม่เพียงกีดกั้นไม่ให้นักท่องเที่ยวที่จะมาจับจ่ายซื้อสินค้าเข้าไปภายในอาคารได้ยากลำบากเท่านั้น แต่ก็ยังทำให้ชาวบ้านที่จะนำสินค้าของตนเองซึ่งจะต้องเดินผ่านแผงจำหน่ายสินค้าของชาวพื้นราบที่ตั้งบังด้านหน้าอยู่ด้วยความยากลำบาก ในหลายกรณีชาวบ้านแบกนำสินค้าของตนเข้าไปด้านในต้องไปพลาดถูกสินค้าของชาวพื้นราบเสียหายก็ต้องชดใช้ความเสียหายในราคาสูงเท่ากับราคาจำหน่าย
ตลาดชาวไทยภูเขาเติบโตไปอย่างไร้ทิศทาง ขณะที่มีชาวบ้านจำนวนมากเข้ามาใช้พื้นที่จำหน่ายสินค้า ในปี 2541 ศูนย์ฯ ชาวเขา จ.ตาก จึงได้จัดตั้งตลาดชาวไทยภูเขาแห่งใหม่ขึ้น อยู่บริเวณปากทางเข้าหมู่บ้านส้มป่อย บนถนนเส้นทางสายตาก-แม่สอด
การดำเนินงานของตลาดชาวไทยภูเขาแห่งใหม่นี้ ทำท่าจะไปด้วยดี มีชาวบ้านจากตลาดฯ เก่าเข้ามารับจัดสรรค้าขายในพื้นที่ตลาดแห่งใหม่จำนวนมาก แต่ในระยะหลัง ศูนย์ฯ ชาวเขาในฐานะผู้ดูแลพื้นที่ ไม่สามารถบริหารจัดการให้เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับนักท่องเที่ยวที่ผ่านไปมาได้ ในที่สุดชาวบ้านส่วนใหญ่ก็ต้องย้อนกลับไปจำหน่ายสินค้าที่ตลาดแห่งเดิม
สำหรับที่ตลาดแห่งเดิมนั้น เนื่องจากไม่มีหน่วยงานใดมาบริหารจัดการ จึงทำให้สภาพตลาดไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย สกปรกรกรุงรัง ถูกนักท่องเที่ยวร้องเรียนไปยังจังหวัดหลายครั้ง ซึ่งทางจังหวัดได้สั่งการให้องค์การบริหารส่วนตำบลด่านแม่ละเมาเข้ามาจัดการดูแล และในปี 2548 ทาง อบต.แม่ละเมา จึงเข้ามาจัดระเบียบตลาดฯ เสียใหม่ ซึ่งได้ดำเนินการสร้างหลังคาคลุมพื้นที่ตั้งแผงสินค้า ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นที่วางแผงสินค้าของพ่อค้าแม่ค้าชาวพื้นราบตลอดทั้งแนว การดำเนินงานดังกล่าวก็ยิ่งทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ที่มีพื้นที่ขายสินค้าอยู่ในอาคารด้านในได้รับความลำบากมากขึ้น เนื่องจากนักท่องเที่ยวมักจะไม่เดินเข้าไปซื้อสินค้าของชาวบ้าน (ดูแผนผังและคำอธิบายประกอบแนบท้าย)
เมื่อชาวบ้านไม่สามารถจำหน่ายสินค้าในแผงของตนเองได้ จึงได้นำสินค้าออกมาจำหน่ายบริเวณริมถนนหลวง โดยการทำเป็นแผงจำหน่ายชั่วคราวตลอดแนวถนน
บทบาทของตลาดฯ ต่อการดำเนินชีวิตของชาวเขา
ชาวเขาในพื้นที่ดอยมูเซอเริ่มรู้จักการทำมาค้าขายมาแล้วหลายสิบปี เริ่มจากการนำพืชผักในเทือกสวนไร่นาออกมาจำหน่ายให้กับคนงานที่ก่อสร้างเส้นทางสายตาก-แม่สอด และเมื่อเห็นว่าผลิตผลของตนเองขายได้ก็เริ่มนำมาวางจำหน่ายโดยการสร้างเป็นเพิงจำหน่ายสินค้าในบริเวณที่ตั้งตลาดชาวไทยภูเขา (เก่า) ในปัจจุบัน
อาชีพดั้งเดิมของชาวเขาในพื้นที่เหล่านี้คือการทำไร่ฝิ่นควบคู่ไปกับการทำไร่ข้าวและเลี้ยงสัตว์ รวมทั้งการหาผลิตผลจากป่าในการยังชีพ หลังจากที่รัฐบาลรับสนองพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการส่งเสริมพืชทดแทนฝิ่น ชาวบ้านก็เริ่มหันมาปลูกพืชเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น ทั้งพืชผักและไม้ผลยืนต้น ผลผลิตจากการส่งเสริมนั้นจำนวนหนึ่งชาวบ้านนำไปเป็นสินค้าจำหน่ายให้แก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางผ่านไปมาและวะพักจับจ่าย ณ ตลาดชาวไทยภูเขา
ตัวอย่างความสำเร็จของชาวบ้านที่ทำการค้าขาย รวมทั้งปัจจัยบีบคั้นในการทำมาหากินและความจำเป็นการใช้เงินจับจ่ายใช้สอย ทำให้ชาวบ้านหันมาทำการค้าขายในพื้นที่ตลาดชาวไทยภูเขาเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ชาวไทยพื้นราบก็เห็นช่องทางในการเข้ามาค้าขายในพื้นที่ตลาดชาวไทยภูเขาก็ทะยอยขึ้นมาจับจองพื้นที่ค้าขาย กระทั่งได้ก่อสร้างและต่อเติมเป็นอาคารถาวรจำนวนมาก และกลายเป็นผู้ประกอบการส่วนใหญ่ในตลาดไปโดยปริยาย
การเกิดและเติบโตของตลาดชาวไทยภูเขา เป็นทางเลือกที่สำคัญของชาวบ้านในการปรับตัวและรับมือกับความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ชาวบ้านสามารถใช้เป็นอาชีพเสริมสร้างรายได้ให้กับครอบครัว ที่นับวันรายจ่ายในครัวเรือนจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เป็นการเติบโตตามเจตนารมย์ในการก่อสร้างตลาดแห่งนี้
การมีตลาดเป็นพื้นที่รองรับผลิตผลทางการเกษตร ทำให้ชาวบ้านใช้ที่ดินที่ครอบครองอยู่อย่างประณีตยิ่งขึ้น ใช้พื้นที่น้อยลงแต่สามารถสร้างผลิตผลได้มากขึ้น รวมทั้งยังเป็นการลดปัญหาการบุกรุกเข้าไปเปิดพื้นที่ทำกินใหม่ ๆ ในผืนป่าด้วย นอกจากนั้นยังเป็นการรองรับคนรุ่นใหม่ให้อยู่ติดพื้นที่ไม่เดินทางออกไปทำงานนอกพื้นที่อีกจำนวนไม่น้อย
ตลาดชาวไทยภูเขา โดยเฉพาะตลาดเก่า เป็นจุดพักและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญสำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางสัญจรไปมาบนเส้นทางสายตาก-แม่สอด มีการจับจ่ายเงินค่อนข้างสะพัดโดยเฉพาะในช่วงวันหยุด การได้รับความนิยมในการแวะจับจ่ายซื้อของเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เป็นปัจจัยดึงดูดให้พ่อค้าแม่ค้าจากพื้นราบขึ้นมาจับจองพื้นที่จำหน่ายสินค้าในพื้นที่ว่าง รวมทั้งการรุกคืบเข้าไปจับจองพื้นที่วางจำหน่ายสินค้าดั้งเดิมของชาวบ้านในพื้นที่
พ่อค้าแม่ค้าชาวพื้นราบได้รวมตัวกันและร้องขอให้หน่วยงานเข้ามาปรับปรุงเพื่ออำนวยความสะดวกในการประกอบการหลายประการ เช่น การขอติดตั้งไฟฟ้าจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การปรับปรุงสร้างหลังคามุงพื้นที่ขายของซึ่งอยู่ด้านหน้าอาคารเดิม ฯลฯ ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าวนั้นไม่ถูกต้องตามกฏหมายด้วยประการทั้งปวง
ในความเป็นจริงนั้น แม้ว่าการประกอบการของชาวบ้านในพื้นที่จะมีปัญหาข้อขัดข้องหลายประการ แต่ตลาดฯ ก็เป็นทางออกที่สำคัญในการจัดการปัญหาด้านการทำมาหากินของชาวบ้านในพื้นที่ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น และหากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเอาใจใส่อย่างจริงจังก็จะเป็นช่องทางในการให้ความช่วยเหลือชาวเขาที่อยู่ในเขตป่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แผนผังและคำอธิบายพื้นที่ตลาดชาวไทยภูเขา (เก่า)

¡ เสาไฟฟ้า
๑ คือพื้นที่ค้าขายเดิมของตลาดฯ ซึ่งตั้งอยู่หลังแนวเสาไฟฟ้า เดิมเป็นเพิงชั่วคราว ต่อมาในปี ๒๕๒๑ ศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขา จ.ตาก ได้รับงบประมาณจากทางจังหวัดมาปรับปรุง และต่อมาในปี ๒๕๓๗ อาคารเดิมชำรุดและคับแคบชาวบ้านในพื้นที่ได้รวบรวมเงินและแรงงานปรับปรุงอาหารและแผงวางขายสินค้าในบริเวณนี้
๒ เดิมคือพื้นที่สร้างบ้านจำลองชาวเขาเผ่าที่ดำเนินการโดย ศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขา จ.ตาก พร้อมกับการปรับปรุงตลาดเมื่อปี ๒๕๒๑ ต่อมาในปี ๒๕๒๔ ศูนย์ฯ ชาวเขา จ.ตาก ได้ถอนตัวออกจากการดูแล เนื่องจากกรมป่าไม้ประกาศให้พื้นที่ส่วนนี้อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ จากนั้นได้มีชาวบ้านจากพื้นราบเข้ามาจับจองพื้นที่ทำการค้าขาย และทำการก่อสร้างอาคารห้องแถวขึ้น จากนั้นในปี ๒๕๒๘ พ่อค้าแม่ค้ากลุ่มนี้ได้รวมตัวขอติดตั้งไฟฟ้าจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ภายหลังการติดตั้งไฟฟ้าก็เริ่มมีพ่อค้าแม่ค้าจากพื้นราบขึ้นมาค้าขายในพื้นที่นี้มากขึ้นเรื่อย ๆ
๓ ป้อมตำรวจ
๔ อาคารสหกรณ์
๕ - ๖ เดิมเป็นแผงของพ่อค้าแม่ค้าชาวพื้นราบ ซึ่งตั้งบังหน้าอาคารแผงขายสินค้าของชาวบ้าน (หมายเลข ๑) และการรุกออกมาจากอาคารห้องแถวของพ่อค้าแม่ค้าชาวพื้นราบ (หมายเลข ๒) และในปี ๒๕๔๘ อบต.ด่านแม่ละเมา ได้ทำการก่อสร้างหลังคาคลุมพื้นที่บริเวณนี้ ซึ่งอยู่ถัดจากอาคารหมายเลข ๑ และ ๒ ออกมา และอยู่ในเขตพื้นที่ทางหลวงด้านหน้าแนวเสาไฟฟ้า
๗ เป็นพื้นที่ว่างข้างถนนหลวง ซึ่งถูกจับจองเป็นแผงจำหน่ายสินค้าจำพวกพืชผักผลิตผลจากชาวบ้านในพื้นที่ เนื่องจากไม่สามารถวางจำหน่ายสำค้าในพื้นที่ด้านในได้ ด้วยถูกบดบังจากพ่อค้าแม่ค้าชาวพื้นราบที่ตั้งแผงบังหน้า
๘ เดิมเป็นพื้นที่ว่าง ต่อมาพ่อค้าแม่ค้าชาวพื้นราบได้รุกใช้พื้นที่บังด้านหน้าของสหกรณ์ จนทำให้สหกรณ์ต้องเลิกกิจการไป
๙ เป็นพื้นที่ที่พ่อค้าแม่ค้าชาวพื้นราบมาจับจองสร้างเป็นอาคารร้านค้าและบ้าน เรือน กลุ่มอาคารดังกล่าวนี้มีหนังสือจากกรมป่าไม้ให้ทำการรื้อถอน แต่ก็ยังมิได้ทำการรื้อถอนแต่ประการใด
๑๐ พื้นที่ที่ถูกรุกล้ำโดยพ่อค้าชาวพื้นราบ เป็นการขยายเพิ่มเติมออกไปจากพื้นที่หมายเลข ๙
