ที่มา ข่าวสด เมื่อวันที่ 20 ม.ค.ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. กล่าวภายหลังการประชุมเลือกก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ (ข) ว่า การคัดเลือกในวันนี้เป็นการลงคะแนนเสียงแบบลับ ซึ่งมีผู้ถูกเสนอชื่อ 15 ท่านใน 6 สาขา ผลการเลือกเป็นที่เรียบร้อย ในสาขานิติศาสตร์ได้ นายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี สาขารัฐศาสตร์ รศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์คณะรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาเศรษฐศาสตร์ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์ สาขารัฐประศาสนศาสตร์ ดร.วงศ์ศักดิ์ สวัสดิพาณิชย์ ผู้ตรวจการกระทรวงมหาดไทย สาขาอาชญาวิทยา รศ.ร.ต.อ.สรพล สุขทรรศนีย์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ม.ธรรมศาสตร์ สาขาบริหารงานยุติธรรม นายจุลสิงห์ วสันต์สิงห์ อัยการสูงสุด ขั้นตอนต่อจากนี้จะนำรายชื่อเสนอโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง ก.ตร.ทั้งสองประเภท โดยจะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ และยืนยันว่าการเลือกก.ตร.ครั้งนี้เป็นไปโดยโปร่งใส ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่มีการเมืองแทรกแซงแต่อย่างใด ผู้สื่อข่าวถามต่อว่าส่วนนายธาริต เพ็งดิษฐ์ และศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ที่ฝ่ายการเมืองสนับสนุนก็ไม่ได้เลย พล.ต.อ.อชิรวิทย์ กล่าวว่า ไม่ได้ เพราะคะแนนไม่ถึง
ส่วนพล.ต.อ.อชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช กล่าวว่า ขอบคุณ ก.ตร.โดยตำแหน่งทุกท่านที่ออกเสียงลงคะแนนครั้งนี้ ตนเห็นว่าปลอดการเมือง 100 เปอร์เซ็นต์ การเลือกครั้งนี้เป็นการลงคะแนนแบบลับ กรอกคะแนนใส่ตู้จากนั้นไปยำรวมกัน ไม่รู้ว่าใครลงใคร เท่าที่ดูคนที่ได้รับเลือกเป็นนักวิชาการอิสระ มีความเป็นตัวของตัวเอง เชื่อว่าหลังจากนี้อนาคตของตร.จะสดใสไปสู่มิติใหม่ของการบริหาร งานบุคคลที่การเมืองเข้ามาครอบงำไม่ได้
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Friday, January 21, 2011
ผลเลือก ก.ตร.ประเภท ข ธาริต-สมบัติปิ๋วตามคาด
แรงงานนอกระบบวิพากษ์ "ประชาวิวัฒน์" ฝนตกไม่ทั่วฟ้า หวั่นแค่เครื่องมือทางการเมือง
ที่มา ประชาไท
เวทีแรงงานนอกระบบวิพากษ์ "ประชาวิวัฒน์" คนงานชี้ยังไม่ครอบคลุมทุกกลุ่ม เอ็นจีโอหวั่นไม่ยั่งยืนแค่เครื่องมือทางการเมือง นักวิชาการเตือนอย่าลืมแก้ปัญหาโครงสร้างจ้างงาน สังศิตย้ำ "ประชาวิวัฒน์" ต่างจาก "ประชานิยม" เพราะออกเป็น กม. ไม่หายไปตามนายกฯ
(20 ม.ค. 54) ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ คณะเศรษฐศาสตร์ มธ. ร่วมกับสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะทำงานวาระทางสังคม เครือข่ายแรงงานนอกระบบและมูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ ร่วมจัดเสวนาหัวข้อ "เสียงสะท้อนจากแรงงานนอกระบบ" โดยมีการแสดงความเห็นต่อนโยบายประชาวิวัฒน์ของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จากมุมมองของนักวิชาการและภาคประชาสังคม
หวั่น "ประชาวิวัฒน์" ทำแรงงานนอกระบบกระจุกตัว
ปัทมาวดี ซูซูกิ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มธ. ระบุว่า แรงงานทั้งในและนอกระบบต่างอยู่ในระบบเศรษฐกิจเดียวกัน มีลักษณะที่เชื่อมโยงกัน การออกนโยบายใดๆ ก็จะส่งผลถึงกัน ดังนั้น หากมีนโยบายเพื่อแก้ปัญหาแรงงานนอกระบบโดยไม่ได้คำนึงถึงความสมดุลของการพัฒนาทั้งระบบ อาจเกิดปัญหาการกระจุกตัวของแรงงานนอกระบบ โดยคนกลุ่มต่างๆ อพยพเข้ามาสู่ภาคแรงงานนอกระบบมากขึ้น เกิดภาคเศรษฐกิจนอกระบบที่ใหญ่เกินไป และเพิ่มปัญหาต่างๆ ตามมา อาทิ ปัญหาที่อยู่อาศัย การใช้อำนาจรัฐเพื่อแสวงประโยชน์ส่วนตัว
คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มธ. เสนอว่า ควรจะต้องมีนโยบายเชิงโครงสร้าง เพื่อลดการอพยพมายังเมือง โดยสร้างสมดุลของเศรษฐกิจในเมืองและชนบท กระจายอุตสาหกรรมและการลงทุนสู่ชนบท พัฒนาเมืองขนาดย่อม รวมถึงกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นด้วย
เตือนอย่าลืมแก้ปัญหาโครงสร้างการจ้างงาน
ด้านเสาวลักษณ์ ชายทวีป อาจารย์ประจำสาขาพัฒนาสังคมและมนุษย์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวถึงนโยบายประชาวิวัฒน์ในส่วนที่พูดถึงการสร้างสวัสดิการให้แรงงานนอกระบบว่า ยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจนถึงการประกันค่าจ้างและรายได้ที่มั่นคงของแรงงานนอกระบบ พร้อมแนะนำว่าการออกนโยบายใดๆ ควรต้องคำนึงถึงความสมดุลของเศรษฐกิจโดยรวมด้วย โดยเสนอว่า ควรมีการขับเคลื่อนนโยบายทั้งแรงงานในระบบและนอกระบบไปพร้อมกัน ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นว่ามีนโยบายเสริม แต่โครงสร้างการจ้างงานยังอยู่แบบเดิม แรงงานไม่ได้มีค่าจ้างที่สูงขึ้น
โดยเธอยกตัวอย่างกรณีรัฐบาลอาร์เจนตินาออกกฎหมายการจ้างงานแห่งชาติ (National Employment Law) ที่เปิดให้รัฐเข้ามาจัดการในตลาดแรงงานนอกระบบและสร้างกฎเกณฑ์ที่เป็นทางการในทุกประเภทของแรงงานนอกระบบ รวมทั้งการให้สวัสดิการ ซึ่งปรากฏว่านายจ้างไม่ต้องรับผิดชอบในการจัดหาสวัสดิการ แต่ในขณะเดียวกันก็มีการจ้างงานในภาคไม่เป็นทางการ เช่นเดียวกับภาคที่เป็นทางการ ซึ่งเป็นการจ้างงานแบบชั่วคราว โดยที่กลับเป็นการลดภาระนายจ้างและทำให้คนงานเสียเปรียบ
เสนอแยกส่วนประกันสังคมสำหรับใน-นอกระบบ
นพ.ภูษิต ประคองสาย นักวิจัยอาวุโส สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า จากข้อมูลอย่างไม่เป็นทางการจากสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า ช่วงปี 49-52 แรงงานนอกระบบมีแนวโน้มได้รับอุบัติเหตุจากการทำงานสูงขึ้น โดยแรงงานนอกระบบกว่า 30% ในเขตเมืองยอมจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลเอง แม้ว่าจะสามารถใช้สิทธิบัตรทองได้ สาเหตุคาดว่ามาจากโรงพยาบาลในเมืองมีผู้ใช้บริการจำนวนมาก หากต้องรอคิวก็จะเสียเวลางาน จึงยินดีจ่ายเอง โดยใช้บริการร้านขายยา คลีนิกเอกชน ขณะที่แรงงานนอกระบบในต่างจังหวัดก็มี 15-18% ที่ยอมจ่ายเองเช่นกัน ซึ่งหากสามารถจัดระบบการให้บริการได้ดีกว่านี้ ก็จะทำให้แรงงานเหล่านี้เข้าถึงการบริการได้โดยไม่ต้องเสียเงินมากเกินไป
ทั้งนี้ นพ.ภูษิต ตั้งคำถามถึงนโยบายประชาวิวัฒน์ที่ให้แรงงานนอกระบบทุกคนร่วมจ่ายในอัตราเดียวกันว่าเป็นธรรมหรือไม่ เนื่องจากรายได้แต่ละคนไม่เท่ากัน แต่กลับต้องจ่ายสมทบเท่ากัน โดยเขาเสนอให้จ่ายตามกำลังของแต่ละคน นอกจากนี้ นพ.ภูษิต ยังกังวลเรื่องการจัดเก็บเงินสมทบจากแรงงานนอกระบบว่าอาจมีปัญหาในทางปฏิบัติ เพราะไม่สามารถหักผ่านบัญชีเงินเดือนได้เหมือนระบบประกันสังคม โดยมองว่า หากไม่มีระบบจัดเก็บที่ดี ก็อาจทำให้ผู้ที่อยู่ห่างไกลหรือไม่มีความรู้เข้ามาในระบบไม่ได้
ทั้งนี้ นพ.ภูษิตได้เสนอให้แยกสำนักงานประกันสังคมสำหรับแรงงานนอกระบบ ออกจากส่วนของผู้ประกันตนในระบบด้วย เพื่อให้การจัดการมีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากการจัดการกับปัญหาและการจ่ายชดเชยของแรงงานทั้งสองประเภทมีความแตกต่างกัน
ชี้ระบบสวัสดิการรัฐหลายระบบทำปชช.สับสน
สุนทรี หัตถีเซ่งกิ่ง เลขาธิการคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ภาคประชาชนได้ร่วมกันผลักดันแก้ไขร่างมาตรา 40 อยู่นานกว่า 6 ปี แต่เมื่อนโยบายประชาวิวัฒน์มาก็ทำให้ร่างที่ทำร่วมกันมานี้แท้งไป ทั้งนี้ ในส่วนของการประกันตนโดยอิสระของแรงงานนอกระบบ มีข้อสงสัยว่า ทำไมรัฐจึงให้สิทธิประโยชน์เพียง 3 อย่าง ทั้งที่ที่เรียกร้องกันนั้นต้องการ 7 อย่างเท่ากับผู้ประกันตนในระบบ ซึ่งเป็นผู้ใช้แรงงานเหมือนๆ กัน
นอกจากนี้ สุนทรีระบุว่า นโยบายประชาวิวัฒน์เกิดขึ้นภายใต้แนวคิดปฏิรูปการเมือง สร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งย้อนไปจะพบว่าเกิดหลังการเผาบ้านเผาเมืองที่ราชประสงค์ ที่กลุ่มการเมืองหนึ่งพูดเรื่องการสร้างความเป็นธรรมนี้เช่นกัน จึงไม่แน่ใจว่านโยบายนี้เกิดขึ้นเพราะเหตุผลทางการเมืองหรือไม่ หากใช่ก็มีคำถามว่าจะยั่งยืนหรือไม่ เพราะอะไรก็ตามที่เป็นเครื่องมือทางการเมืองก็มักมีปัญหาความยั่งยืนอยู่ด้วย
สุนทรีวิจารณ์ถึงระบบสวัสดิการต่างๆ ที่รัฐจัดให้ว่า เหมือนมีความเกรงใจกันในระบบราชการ แต่ละหน่วยงานต่างมีอาณาจักรของตัว พอคิดนโยบายอะไรได้ ก็ตั้งระบบใหม่ขึ้นมา ทำให้ไม่มีความเชื่อมโยงกันและสับสนวุ่นวาย มีทั้งประกันสังคม หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และการออมแห่งชาติ ดังนั้น รัฐน่าจะต้องจัดระบบสวัสดิการให้เชื่อมโยงและเป็นเรื่องเดียวกัน ให้ประชาชนเข้าใจได้ง่าย ซึ่งจะเป็นผลดีกับรัฐบาลในการจัดการ
สังศิตมั่นใจไม่เหมือน "ประชานิยม"
ด้านสังศิต พิริยะรังสรรค์ ผู้อำนวยการโครงการปริญญาดุษฎีบัณฑิตสาขาวิชาการพัฒนาธรรมาภิบาล มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ในฐานะหัวหน้าโครงการประชาวิวัฒน์ของรัฐบาล กล่าวว่า นโยบายประชาวิวัฒน์นั้นแตกต่างกับนโยบายประชานิยมทั้งในระดับปรัชญาและหลักคิดอย่างถึงที่สุด โดยขณะที่ประชานิยมเป็นการสั่งการผ่านฝ่ายการเมือง ไม่มีกรอบกฎหมายรองรับ แต่ประชาวิวัฒน์จะถูกนำเข้าสู่ระบบกฎหมาย ถึงแม้นายอภิสิทธิ์ไม่ได้เป็นนายกฯ นโยบายก็จะยังอยู่ นอกจากนี้ การออกแบบนโยบายยังนำผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียมานั่งทำงาน เพื่อหาจุดที่เจ้าหน้าที่จะไม่มีความเสี่ยงด้วย โดยยกตัวอย่างกรณีสินเชื่อราคาถูก ซึ่งให้แต่ละธนาคารออกแบบอัตราดอกเบี้ยที่แต่ละแห่งจะอยู่ได้ในระยะยาว เป็นต้น อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่ายังไม่ค่อยพอใจระบบที่ได้เท่าใด แต่ก็เห็นว่าการเริ่มต้นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด และหากมีคนเข้าสู่ระบบประกันสังคมมากขึ้น ก็คงต้องทบทวนสิทธิผลประโยชน์กันใหม่
ทั้งนี้ สังศิตให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การให้สินเชื่อแก่แรงงานนอกระบบนั้นให้ได้ทั้งรายกลุ่มจำนวน 10-25 คนและรายปัจเจก โดยรายกลุ่มจะได้ดอกเบี้ยจะถูกกว่า เพราะความเสี่ยงต่ำกว่า พร้อมเสนอว่าอย่าหวังพึ่งแต่รัฐ ควรจะต้องรวมกลุ่มจัดเองด้วย โดยยกตัวอย่างกลุ่มที่ประสบความสำเร็จ เช่น กลุ่มแม่ค้าท่าทราย จ.นนทบุรี ที่เก็บดอกเบี้ยเงินกู้สมาชิกร้อยละ 20 จ่ายจริงร้อยละ 6 อีกร้อยละ 14 กันไว้เป็นเงินออมของสมาชิก
หลังการแสดงความเห็นจากนักวิชาการ มีการเปิดเวทีให้แรงงาน นอกระบบจากอาชีพต่างๆ แสดงความเห็นโดยส่วนใหญ่ระบุว่า มาตรการต่างๆ ยังไม่ครอบคลุมทุกกลุ่มอาชีพ เช่น คนทำงานบ้าน พนักงานบริการ เกษตรกร ผู้รับงานไปทำที่บ้าน แรงงานรับจ้างทั่วไป รวมถึงยังไม่ค่อยมีความชัดเจนในการดำเนินมาตรการ เช่น การประกันกลุ่มทำอย่างไร จะทำได้เมื่อไหร่ และย้ำว่าการเข้าสู่ระบบประกันสังคมนั้นอยากได้สิทธิประโยชน์คุ้มครองเหมือนแรงงานในระบบเช่นกัน
หลังการเสวนาเครือข่ายแรงงานนอกระบบได้ร่วมกันออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลสร้างวิสัยทัศน์และนโยบายระยะยาวที่ต่อเนื่อง ชัดเจน จริงจัง และแก้ไขกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อบรรลุการสร้างหลักประกันในการทำงานและหลักประกันทางสังคมให้แก่แรงงานนอกระบบทุกกลุ่ม ทุกพื้นที่ด้วย
00000
แถลงการณ์ของเครือข่ายแรงงานนอกระบบ
ไปให้ไกลกว่าประชาวิวัฒน์
เมื่อพูดถึงแรงงานนอกระบบ เราทุกคนต่างตระหนักดีว่าเรากำลังพูดถึงชีวิตของคนจำนวน 24 ล้านคน ผู้สร้างผลผลิตและเศรษฐกิจที่มีมูลค่าถึงร้อยละ 70 ของผลผลิตมวลรวมประชาชาติ(GDP) ผู้ซึ่งต้องเผชิญหน้าอยู่กับช่องว่างทางเศรษฐกิจ ที่ความแตกต่างระหว่างคนรวยและคนจนมีมากถึง 15 เท่า ดังนั้นการสร้างหลักประกันในการทำงาน รายได้ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของแรงงานนอกระบบจึงเป็นความรับผิดชอบที่รัฐไม่สามารถปฏิเสธได้
เมื่อรัฐบาลประกาศนโยบาย“ประชาวิวัฒน์” เราแรงงานนอกระบบจึงรู้สึกขอบคุณและยินดีที่รัฐบาลได้เริ่มต้นก้าวแรกที่มีความสำคัญ แต่ขณะเดียวกันแรงงานนอกระบบก็ขอยืนยันความต้องการที่แท้จริงของพวกเรา นั่นก็คือ
1) หลักประกันในการที่จะมีงานทำอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ มีความปลอดภัย ตามที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ได้ให้การคุ้มครองไว้ และการที่จะได้รับการคุ้มครองรายได้จากการทำงานที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพ
2) ระบบประกันสังคมที่มีสิทธิประโยชน์คุ้มครองครอบคลุมความยาก ลำบาก และความเสี่ยงในเรื่อง การเจ็บป่วย การให้กำเนิดบุตร การเลี้ยงดูบุตร ทุพพลภาพ การว่างงาน ชราภาพ และ การเสียชีวิต และความเสี่ยงอื่นๆ อย่างครบถ้วน โดยมีรัฐร่วมจ่ายสมทบเข้าสู่กองทุนด้วยอัตราที่เท่ากันกับแรงงานนอกระบบที่เป็นผู้ประกันตน ไม่เป็นการตัดสิทธิ์ของแรงงานนอกระบบในการที่จะเข้าถึง ระบบสวัสดิการต่างๆ ที่รัฐจัดให้กับประชาชน เช่น หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กองทุนการออมแห่งชาติ บำนาญประชาชน และมีการบรารกงทุนที่เป็นอิสระ เพื่อแรงงานนอกระบบ และโดยตัวแทนของแรงงานนอกระบบ
3) กองทุนสนับสนุนของรัฐเพื่อการพัฒนาอาชีพของแรงงานนอกระบบทุกกลุ่ม ทุกประเภท ที่ปลอดดอกเบี้ย หรือดอกเบี้ยถูก และสามารถเข้าถึงได้ง่าย เพื่อให้แรงงานนอกระบบใช้ซื้อเครื่องมือเครื่องจักร พัฒนากระบวนการผลิต ปรับปรุงสภาพแวดล้อมการทำงาน พัฒนาการตลาด และอื่นๆ และ
4) การบริการ และมาตรการพิเศษต่างๆ จากหน่วยงานของรัฐ ที่จะสนับสนุนแรงงานนอกระบบ เช่น การพัฒนาทักษะฝีมือ การบริการข้อมูลข่าวสาร การสร้างช่องทางการตลาด การลดหย่อนภาษี การลดค่าใช้ไฟฟ้า เป็นต้น
ซึ่งนโยบาย "ประชาวิวัฒน์" ในลักษณะมาตรการเฉพาะหน้า ชั่วคราว ที่รัฐบาลได้ประกาศเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2554 ที่ผ่านมา จึงไม่พียงพอที่จะสร้างหลักประกันที่แท้จริงดังกล่าว
เราผู้นำแรงงานนอกระบบจาก กลุ่มผู้รับงานไปทำที่บ้าน ผู้ผลิตเพื่อขาย แท็กซี่ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง หาบเร่แผงลอย เกษตรตรกรรายย่อย เกษตรกรในระบบพันธะสัญญา คนทำงานบ้าน และ พนักงานบริการ รวมจำนวน 140 คน ที่เข้าร่วมการเสวนา “เสียงสะท้อนจากแรงงานนอกระบบ” จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลสร้างวิสัยทัศน์และนโยบายระยะยาวที่ต่อเนื่อง ชัดเจน จริงจัง และแก้ไขกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อบรรลุการสร้างหลักประกันในการทำงานและหลักประกันทางสังคมให้แก่แรงงานนอกระบบทุกกลุ่ม ทุกพื้นที่ และสร้างมาตรการเฉพาะที่จะตอบสนองปัญหาความต้องการ และสร้างหลักประกันที่เหมาะสมกับแรงงานนอกระบบรายประเภท รวมทั้งกลุ่มที่ยังไม่ได้ระบุไว้ ภายใต้นโยบายประชาวิวัฒน์ เพื่อที่จะขจัดความเหลื่อมล้ำ ขจัดความไม่เป็นธรรมในสังคม ดังเช่นที่รัฐบาลเคยได้ ประกาศเจตนารมณ์ไว้ต่อประชาชน
20 มกราคม 2554
ห้องแอลที คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ผลการถล่มฐานที่นราธิวาส จนท.ถูกยึดปืนกว่า 50 กระบอก
ที่มา ประชาไท
กองพิสูจน์หลักฐานระบุ เหตุถล่มฐานทหารริมถนนมะรือโบตก-รือเสาะ อ.ระแงะ เมื่อคืนวันที่ 19 ม.ค. กองกำลังติดอาวุธใช้ไม้กระดานพาดเพื่อปีนกำแพงเพื่อเข้าถล่มฐานแบบรบประชิดตัว พบปลอกกระสุนเอ็ม 79 และกระสุนปืนกลเอ็ม 60 และกระสุนอื่นๆ เกลื่อนที่เกิดเหตุกว่า 700 นัด
หลังจากที่เมื่อเวลา 19.30 น. ของวันที่ 19 ม.ค. มีกองกำลังติดอาวุธใช้อาวุธสงครามยิงถล่มฐานปฏิบัติการพระองค์ดำ สังกัด ร้อย ร.15121 ฉก.นราธิวาส 38 ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนสายมะรือโบตก-รือเสาะ ช่วงบริเวณบ้านมะรือโบตก ม.1 ต.มะรือโบตก อ.ระแงะ จ.นราธิวาส
โดยผลการโจมตี ทำให้เจ้าหน้าที่ทหารเสียชีวิต 4 นาย คือ 1. ร.อ.กฤช คัมภีรญาณ หัวหน้าฐานปฏิบัติการ 2. ส.ท.อับดุลเลาะห์ ตาหยี 3. ส.อ.เทวรัตน์ กาวา 4. พลทหาร ประวิทย์ ชูกลิ่น และได้รับบาดเจ็บ 13 นาย นั้น
ล่าสุด เช้าวันนี้ (20 ม.ค. 54) นายเดชรัฐ สิมศิริ รอง ผวจ.นราธิวาส พ.ต.ท.จันที แจ่มจันทร์ หน.กองพิสูจน์หลักฐาน จ.นราธิวาส และคณะทีมงานของแพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม รวมถึงชุดคลี่คลายคดีความมั่นคง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ร่วมเดินทางไปยังฐานปฏิบัติการ
โดยจากข้อมูลของกองพิสูจน์หลักฐาน จ.นราธิวาส มีรายงานว่า จากการตรวจสอบความเสียหายพบว่า โรงเรือนแบบน็อกดาวน์และเพิงพักของทหารถูกวางเพลิงได้รับความเสียหาย 4 หลัง รถจักรยานยนต์ถูกวางเพลิง 1 คัน โดยเฉพาะที่บริเวณโรงเรือนแบบน็อคดาวน์ที่ได้ดัดแปลงใช้เป็นสถานที่เก็บคลัง อาวุธประจำฐาน ได้ถูกงัดประตู และมีการขโมยอาวุธปืนสงคราม เอ็ม 16 และอาวุธปืนพกสั้น ขนาด 11 ม.ม. ไปจำนวนกว่า 50 กระบอก พร้อมเครื่องกระสุนกว่า 4,000 นัด
นอกจากนี้บริเวณรั้วสนามที่ใช้ทำเป็นกำแพงด้านหลังของฐาน เจ้าหน้าที่พบว่ากองกำลังที่เข้ามาโจมตีได้ใช้ไม้กระดานขนาดยาวประมาณแผ่นละ 3 เมตร จำนวนกว่า 10 แผ่น วางพาดเพื่อใช้เป็นสะพานในการวิ่งกรูเข้าโจมตีเจ้าหน้าที่ทหารแบบประชิดตัว และเจ้าหน้าที่สามารถเก็บรวบรวมหลักฐานและชิ้นส่วนของวัตถุระเบิด ซึ่งกลุ่มคนร้ายใช้เป็นอาวุธในการบุกโจมตีเจ้าหน้าที่ โดยเจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบพบหลุมเครื่องยิงลูกระเบิดเอ็ม.79 จำนวนกว่า 20 จุด ปลอกกระสุนปืน เอ็ม.16 เอ็ม.60 อาก้า ลูกซอง อาวุธปืนพกสั้น ขนาด 9 ม.ม. ขนาด 11 ม.ม. ตกอยู่เกลื่อนบริเวณฐานทหาร รวมทั้งสิ้นกว่า 700 นัด
แหล่งข่าวชุดคลี่คลายคดีความมั่นคง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และเจ้าหน้าที่ทหารที่เข้าร่วมตรวจสอบเหตุที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ได้ประเมินว่า ในปฏิบัติการโจมตีครั้งนี้ ใช้กำลังไม่ต่ำกว่า 30 คน และมีการวางแผนบุกโจมตีฐานไว้อย่างดี และมีระบบกว่าเหตุคนร้ายบุกปล้นปืนที่กองพันพัฒนา 4 ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อ.เจาะไอร้อง เมื่อวันที่ 4 ม.ค. 2547 ที่ผ่านมา ซึ่งกองกำลังดังกล่าวรู้ความเคลื่อนไหวกำลังพล และความเคลื่อนไหวภายในฐาน ซึ่งมีเจ้าหน้าที่รักษาการ และอาศัยอยู่น้อย จึงได้มีการบุกโจมตีในช่วงคืนที่ผ่านมา ซึ่งกำลังที่ปฏิบัติการในครั้งนี้อย่างน้อย 80 เปอร์เซ็นต์ เคยร่วมบุกปล้นปืนด้วย นอกจากนี้ยังมีการคาดการณ์ว่ามีนายมะแซ อุเซ็ง เป็นผู้บงการในการรวบรวมอาวุธ เพื่อเตรียมนำมาใช้ก่อเหตุร้ายครั้งใหญ่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ราวประมาณเดือนกุมภาพันธ์ และ มีนาคม ที่จะถึงนี้
ส่วนการติดตามไล่ล่าฝ่ายกองกำลังติดอาวุธนั้น ขณะนี้เจ้าหน้าที่ทหารตำรวจและฝ่ายปกครองที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ อำเภอระแงะ ได้ร่วมสนธิกำลังประมาณ 300 นายพร้อมสุนัขสงครามดมกลิ่น ได้กระจายกำลังกันโอบล้อมเทือกเขาซึ่งตั้งอยู่หลังฐาน และเป็นเส้นทางหลบหนีหลังจากปฏิบัติการณ์ถล่มฐานทหารแล้ว เสร็จ ซึ่งในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่พบร่องรอยเลือดตามเส้นทางที่ มุ่งหน้าขึ้นสู่เทือกเขา ซึ่งห่างจากฐานประมาณ 500 เมตร
คาดว่ากองกำลังดังกล่าวถูกเจ้าหน้าที่ยิงได้รับบาดเจ็บไปจำนวนหลายคน แต่ถึงอย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ได้ประสานงานไปยังผู้ที่เกี่ยวข้อง ให้ส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบตามโรงพยาบาลและสถานอนามัย เกรงว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวจะแฝงตัวปะปนกับชาวบ้านเดินทางไปรักษาอาการบาดเจ็บ
สำหรับ ร.อ. กฤช คัมภีรญาณ หัวหน้าฐานปฏิบัติการณ์พระองค์ดำ ซึ่งเสียชีวิต เป็นหลานชายของ พล.อ. ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา อดีต รมว.กลาโหม สมัยรัฐบาลทักษิณ เป็น นตท. รุ่น 38
ที่มา: เรียบเรียงจาก เว็บไซต์สมาคมหนังสือพิมพ์ภาคใต้แห่งประเทศไทย
หิมะตกหนักในรัฐคะฉิ่นของพม่า ส่วนวัว-ควายในเวียดนามล้ม 9 พันกว่าตัว
ที่มา ประชาไท
มีรายงานหิมะตกหนักบริเวณหุบเขาปันวา รัฐคะฉิ่น ใกล้ชายแดนจีน ทำให้อาหารบ้านเรือน และสำนักงานศุลกากรของพม่าพังเสียหายหลายหลัง การเดินทางสัญจรเป็นไปอย่างยากลำบาก ขณะที่รัฐฉานมีอุณหภูมิติดลบในเวลากลางคืน ขณะที่ในเวียดนามมีวัว-ควายล้มตายเนื่องจากอากาศหนาวกว่า 9 พันตัว

ภาพอาคารเสียหายจากหิมะตก บริเวณหุบเขาปันวา รัฐคะฉิ่น (ที่มาของภาพ: อิระวดี)
เมื่อวันที่ 19 ม.ค. เว็บไซต์อิระวดี รายงานว่า หิมะที่กำลังตกหนักตรงบริเวณหุบเขาปันวา ในรัฐคะฉิ่น ใกล้กับชายแดนจีน กำลังส่งผลกระทบให้อาคารบ้านเรือน รวมถึงสำนักงานศุลกากรของทางการพม่าพังเสียหายหลายหลัง และทำให้การเดินทางสัญจรไปมาเป็นไปอย่างยากลำบาก
"เราไม่เคยเจอเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน" ชาวบ้านคนหนึ่งกล่าว "หิมะตกอย่างกับฝนตกหนัก นั่นจึงทำให้อาคารหลายหลังพังเสีย หายลงมา แม้จะยังไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ แต่ก็มีการกั้นไม่ให้ประชาชนเดินทางเข้าออกตรงบริเวณที่ เกิดเหตุแล้ว"
ขณะที่การเดินทางสัญจรไปมาในเมืองชีพวย เมืองที่อยู่ถัดไปก็เป็นไปอย่างทุลักทุเลเช่นกัน เนื่องจากตามถนนเต็มไปด้วยหิมะและลูกเห็บ มีรายงานเช่นกันว่า ผู้สูงอายุเป็นจำนวนมากในเมืองบ่าหม่อเกิดอาการช็อก เป็นเพราะอุณหภูมิที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง
"ประชาชนประสบปัญหาในการเดินทาง เนื่องจากถนนและลูกเห็บเต็มถนนไปหมด" พนักงานบริษัทเอเชียวอล ซึ่งเป็นบริษัทท้องถิ่นที่ตั้งอยู่ในเมืองดังกล่าวระบุ และกล่าวด้วยว่า สภาพการเดินทางที่เป็นไปอย่างยากลำบากทำให้ความช่วยเหลือจากภายนอกไม่สามารถเข้าถึงพื้นที่ได้
ด้านนายทุน ลิน อดีตผู้อำนวยการกรมอุตุนิยมวิทยาและอุทกวิทยาในย่างกุ้ง ซึ่งเกษียณอายุแล้ว เคยคาดการณ์ว่าเมื่อเดือนนี้ว่า มวลอากาศเย็นจะปกคลุมทางตอนเหนือของรัฐคะฉิ่นอย่างต่อเนื่องระหว่างเดือน มกราคมถึงเดือนมีนาคม
โดยอุณหภูมิในพื้นที่จะเพิ่มขึ้นหรือลดลงก็ขึ้นอยู่กับความเร็วลมและทิศทาง ลมจากพื้นที่สูงในประเทศจีน เขาระบุในเว็บไซต์ของเขา
ทั้งนี้ นับตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคมปีที่แล้วถึงเดือนมกราคม พื้นที่สูงทางภาคตะวันตก ภาคเหนือและภาคตะวันออกของพม่ามีอากาศหนาวเย็นต่อเนื่อง โดยในเมืองฮักคา เมืองมินดาด ในรัฐชิน เมืองหลอยแหลมและเมืองปินโหลง ทางใต้ของรัฐฉานพบว่ามีอุณหภูมิติดลบในตอนกลางคืนด้วยเช่นกัน
ส่วนหนังสือพิมพ์ของรัฐบาลพม่า นิวไลท์ออฟเมียน์มาร์ ระบุว่าอุณหภูมิในช่วงกลางคืนของรัฐคะฉิ่น และรัฐชินอยู่ที่ 3-4 องศาเซลเซียส ซึ่งต่ำกว่าสถิติค่าเฉลี่ยของเดือนมกราคม
อุํณหภูมิยังลดต่ำลงในรัฐฉาน ซึ่งประชาชนแจ้งด้วยว่ามีลมหนาว และฝนตกเล็กน้อย
"ที่เมืองหลอยแหลม อุณหภูมิต่ำลงตั้งแต่วันอาทิตย์ ในช่วงนี้ ลมที่พัดเข้ามาหนาวกว่าปกติ" โมโม ชาวบ้านในพื้นที่ระบุ

ข่าวรายงานสภาพอากาศ ในหนังสือพิมพ์นิวไลท์ออฟเมียนมาร์ ฉบับวันที่ 20 ม.ค. 54 ระบุว่าอุณหภูมิในพื้นที่พม่าตอนบนลดต่ำลง
ขณะที่หนังสือพิมพ์นิวไลท์ออฟเมียนมาร์ ฉบับวันนี้ (20 ม.ค.) รายงานสภาพอากาศในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาของวันที่ 19 ม.ค. ว่า รัฐฉานและรัฐมอญ และภาคพะโค อุณหภูมิต่ำสุด ต่ำกว่า 3 องศาเซลเซียส ส่วนรัฐชิน ภาคสะกายตอนบน และภาคมะเกว อุณหภูมิต่ำสุด ต่ำกว่า 4 องศาเซลเซียส อุํณหภูมิต่ำสุดที่เมืองหาคา 0 องศาเซลเซียส น้ำจ๋าง อุณหภูมิต่ำสุด 5 องศาเซลเซียส ล่าเสี้ยว ปะเลวะ และ คาทา อุณหภูมิต่ำสุดที่ 6 องศาเซลเซียส
ทั้งนี้สื่อของรัฐบาลเวียดนามยังรายงานด้วยว่า ความหนาวระลอกใหม่ดังกล่าว ยังแผ่อิทธิพลไปยังตอนบนของเวียดนาม ทำให้วัวควายเสียชีวิตกว่า 9,200 ตัว โรงเรียนต้องหยุดเรียน
ที่มา: แปลและเรียบเรียงจาก
Buildings Collapse as Heavy Snow Hits Burma's Far North, By KO HTWE, Irrawaddy, Wednesday, January 19, 2011
New Light of Myanmar, Thursday, 20 January, 2011 p.15
คุณหมอประเวศ วะสี จะติด “อาวุธทางปัญญาอะไร” แก่ประชาชน
ที่มา ประชาไท
นักปรัชญาชายขอบ
วันนี้ (20 ม.ค.54) มีข่าวมติชนออนไลน์สองข่าวสะดุดความรู้สึกของผม ข่าวแรก “หมอประเวศแนะติดอาวุธปัญญาประชาชนให้ทันก่อนหันไปจับอาวุธ” รายละเอียดของข่าวเป็นการสรุปประเด็นที่ คุณหมอประเวศ วะสี ประธานคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง "ยุทธศาสตร์การฟื้นฟูประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง" ในงานสัมมนา "ยุทธศาสตร์ประเทศไทยในมิติการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และการบริหารระบบราชการ" เมื่อวันที่ 20 มกราคม ที่ห้องประชาธิปก สถาบันพระปกเกล้า
ประเด็นที่คุณหมอประเวศพูดคือประเด็นเก่าๆ ได้แก่ ปัญหาการขาดความเป็นธรรมและความเหลื่อมล้ำที่มากเกินไป เพราะโครงสร้างต่างๆ ที่ทำให้ขาดความเป็นธรรม ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างการจัดสรรทรัพยากร การรวมศูนย์อำนาจ จะต้องแก้ด้วยการกระจายอำนาจ กระจายทรัพยากร ปฏิรูประบบภาษี ปฏิรูปที่ดิน แล้วคุณหมอก็พูดถึงการปฏิรูประเทศในภาพรวมว่า
“...เริ่มตั้งแต่ครรภ์มารดาจนถึงเชิงตะกอน แต่ทั้งหมดเป็นเรื่องยากไม่มีใครไปปฏิรูปได้สำเร็จ เพราะคนมีอำนาจ คนรวย คงไม่อยากให้เกิดการปฏิรูป ฉะนั้น ประชาชนจะต้องเป็นคนปฏิรูป โดยประชาชนจะมีพลังปฏิรูปได้ต้อง "ติดอาวุธด้วยปัญญา" ดังนั้นหน้าที่นักวิชาการ สถาบันต่างๆ ต้องสร้างความรู้ให้ชัดเจนว่าจะปฏิรูปอะไร ทำอย่างไร เอาความรู้ไปให้ประชาชน เพราะถ้าไม่ติดอาวุธให้ประชาชนด้วยปัญญาหนักเข้าประชาชนจะติดอาวุธด้วยอาวุธและก็จะเกิดความวุ่นวายต่างๆ ตามมา”
อีกข่าว “เปิดหมู่บ้านคนเสื้อแดงจากรากหญ้าสู่รากแก้ว” รายละเอียดระบุว่า "หมู่บ้านเสื้อแดง" การต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ของคนรากหญ้าสู่รากแก้ว เพื่อประกาศเจตนารมณ์ว่าคนเสื้อแดงไม่ถอยไม่กลัวและจะสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยโดยการรวมกลุ่มชาวบ้านตั้งเป็น "หมู่บ้านคนเสื้อแดง" เริ่มต้นที่ อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี มีเหตุผลที่สำคัญโดยสรุป คือ
1. เพื่อประกาศว่า "กลุ่มคนเสื้อแดงอุดรธานี" ที่ไม่มีวันยอมรับการปฏิวัติก่อรัฐประหารในเหตุการณ์ที่ผ่านมา และพร้อมที่จะต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ที่ตั้งมั่น และส่งสัญญาณให้ทุกหลังคาเรือนในทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทยจับมือกันให้มั่น เกาะกลุ่มกันให้เหนียวแน่น เพื่อลุกขึ้นต่อสู้เรียกร้องสิทธิของตัวเองเรียกร้องนายกรัฐมนตรีที่ถูกรัฐประหารโค่นล้มกลับมา และ
2. ภารกิจที่สำคัญที่สุด คือ การเรียกร้องเพื่อพี่น้องเสื้อแดงที่ต้องจบชีวิตลงในเหตุการณ์เมษาทมิฬด้วยน้ำมือของคนไทยที่มีบรรพบุรุษคนเดียวกัน เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวประวัติศาสตร์การเมืองที่เกิดขึ้น จารึกไว้ในความทรงจำจากรุ่นลูกสู่รุ่นหลานและต่อไปไม่มีวันจบสิ้น ในการจากไปของวีรชนคนเสื้อแดงในเหตุการณ์ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย
ขออนุญาตเรียนถามคุณหมอประเวศว่า เหตุผลทั้งสองข้อของชาวบ้านดังกล่าวนี้ แสดงว่าประชาชนยังขาดปัญญาอย่างไรครับ รัฐประหารที่ล้มรัฐบาลที่ประชาชนเลือกคือความไม่เป็นธรรมอย่างหนึ่งหรือเปล่าครับ การต่อสู้เพื่อให้อดีตนายกฯ ที่ถูกทำรัฐประหารกลับมา (ตามวิถีทางประชาธิปไตย) การเรียกร้องความยุติธรรมให้แก่ประชาชนที่ถูกฆ่า เป็นการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมไหม
ที่ชาวบ้านเขาปฏิเสธอำมาตย์ อำนาจนอกระบบการเลือกตั้ง หรือที่นักวิชาการเสื้อแดงบางส่วนเรียกร้องการวางระบบให้สถาบันกษัตริย์ องคมนตรี กองทัพไม่ให้เกี่ยวข้องกับการเมืองหรือการจัดการอำนาจปกครองประเทศ เรียกร้องการวางระบบรองรับเสรีภาพและความเท่าเทียมในความเป็นคน ฯลฯ เหล่านี้เป็นข้อเรียกร้องเพื่อแก้ปัญหาโครงสร้างอำนาจที่ไม่เป็นธรรมหรือเปล่าครับ
คือผมได้ฟังคุณหมอประเวศพูดเหมือนท่องมนต์ว่า “ต้องติดอาวุธทางปัญญาแก่ประชาชนๆๆๆ!!!” มานานหลายปี แต่ในวิกฤตการเมืองกว่า 5 ปีมานี้ ผมไม่แน่ใจว่า “ชาวบ้านตาสีตาสาหรือราษฎรอาวุโสกันแน่ที่ขาดปัญญา” (ประโยคนี้ไม่ถือว่าล่วงเกินผู้หลักผู้ใหญ่นะครับ ถ้าคำว่า “ติดอาวุธทางปัญญาแก่ประชาชน” ไม่ได้ล่วงเกินผมในฐานะที่ผมเป็นหนึ่งใน “ประชาชน”)
เพราะจนป่านนี้ผมยังไม่เห็นคุณหมอแตะโครงสร้างอำนาจที่ไม่เป็นธรรมอย่างที่คนเสื้อแดงและนักวิชาการเสื้อแดงพยายามแตะเลยครับ
คำพูดที่ว่า “ติดอาวุธทางปัญญาแก่ประชาชน” มันเป็นคำพูดของคนที่มีสมมติฐานว่าประชาชนขาดปัญญา (เป็นสมมติฐานที่ไม่ต้องพิสูจน์!) และแน่นอนคนที่พูดเช่นนี้ย่อมคิดว่าตัวเองมีปัญญาสูงส่งกว่าประชาชน คิดดูให้ดีนะครับคำพูดแบบนี้มันน่าหดหู่ ในฐานะที่เราแต่ละคนต่างก็เป็นหนึ่งใน “ประชาชน” เราถูกคนที่พูดแบบนี้ดูถูกตลอดมา!
ผมอดสงสัยไม่ได้ว่า อาวุธทางปัญญาอะไรที่จะไปติดให้แก่ประชาชน? ในเมื่อประชาชนเขาก้าวล้ำหน้าไปแล้ว เขาออกมาเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเพื่อยืนยันเสรีภาพในการปกครองตนเอง เขาปฏิเสธโครงสร้างอำนาจอันอยุติธรรมอย่างตรงไปตรงมา
แต่คุณหมอยังมัวแต่พูดถึงการแก้ปัญหาโครงสร้างอำนาจที่ไม่เป็นธรรมอย่างคลุมเครือ โครงสร้างอำนาจที่ไม่เป็นธรรมอย่างชัดแจ้งไม่พูดถึงเลย แล้วจะเอาอาวุธทางปัญญาอะไรมาติดให้ประชาชน!
เส้นบางๆ ระหว่างฮีโร่กับคนหน้าโง่
ที่มา ประชาไท
ป.โนปิตะ
ความเสื่อมทรุดด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยกับกัมพูชา เคยมีปัญหาถึงขั้นลดความ สัมพันธ์ทางการทูตมาแล้ว แม้ภายหลังจะมีการฟื้นฟูปรับระดับความสัมพันธ์กันบ้าง แต่อาการเขม็งเกลียวในปัญหาปราสาทเขาพระวิหารยังเป็นสาเหตุสำคัญในการสร้างความเผ็ดร้อนด้านความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน
ปัญหาเขตแดนไทย-กัมพูชา นอกจากเป็นปัญหาด้านภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์แล้ว มิอาจปฏิเสธได้ว่า ขณะนี้ได้กลายเป็นปัญหาการเมืองทั้งในระดับระหว่างประเทศ และปัญหาการเมืองในประเทศไทยเอง กลุ่มก้อนการเมืองต่างๆ หยิบฉวยสถานการณ์ช่วงชิงความได้เปรียบของฝ่ายตนอย่างไม่นึกถึงแยแสใคร ไม่อายที่จะถูกตราหน้าว่าเชย เพราะในโลกสมัยใหม่การสร้างค่านิยมประเภท "ชาตินิยม" ถือว่าเป็นมนุษย์ตกโลก
สังคมโลกทุกวันนี้ เขามุ่งไปที่ความเป็นภูมิภาคนิยม ประเทศแถบยุโรป หรืออเมริกา ที่เขาเคยสู้รบตบมือกันมาก่อน ดูเดี๋ยวนี้เขางัดเครื่องมือ Negotiation หรือการเจรจามาผ่อนคลายความตรึงเครียด มาใช้ระงับข้อพิพาทเพื่ออยู่ร่วมกันอย่างสันติ ขณะเดียวกันผู้นำของเขามักเร่งหามาตรการและวิธีเจรจาเพื่อเสริมสร้างผลประโยชน์ของชาติ ให้ฝ่ายตนเสียประโยชน์น้อยที่สุด โดยที่อีกฝ่ายหนึ่งก็พึงพอใจด้วย
ทุกวันนี้ พาดหัวหนังสือพิมพ์เกือบทุกฉบับ และที่ปรากฏตามสื่อต่างๆ เสนอข่าวความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา จนแทบน่าเบื่อ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็ดูเหมือนจะตั้งรับตั้งสู้ เหมือนไม่ได้ใช้เครื่องมือทางการทูตมาแก้ไขปัญหาหรือสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อกัน
ผู้นำประเทศควรสะสมไมตรีจิตระหว่างประเทศ มีแนวคิดเห็นอกเห็นใจถ้อยทีถ้อยอาศัย ไมตรีจิตจะสร้างความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ทำให้ไทยมีจุดยืน ไม่เป็นตัวตลกในภูมิภาคนี้ ทั้งจะยังสามารถเชื่อมประสานให้ประเทศในภูมิอาเซียนนี้กลมเกลียวกลายเป็น "ภูมิภาคนิยม" สร้างความร่วมมือในระดับภูมิภาค เพื่อขับเคลื่อนยกระดับไปสู้กับกระแสโลก
ตั้งแต่คนไทย 7 คนรุกล้ำแดนกัมพูชาและถูกจับตัวเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2553 มาจนถึงวันนี้ แม้ขณะนี้จะได้การรับประกันตัวกันเกือบหมดแล้ว เหลือเพียงคุณวีระ สมความคิด ที่ศาลาอุทธรณ์กัมพูชายังไม่ให้ประกันตัว โดยชี้แจงเหตุผลว่าต้องข้อกล่าวหาประมวลข่าวสารที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของประเทศ และเกรงเรื่องความไม่ปลอดภัย
ก่อนหน้านี้มีคลิปคุณพนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และนายวีระ สมความคิด พร้อมพวก คนไทย 7 คน ที่ข้ามชายแดน ไทย-กัมพูชา โดยในคลิปคุณพนิชข้ามแดนไทย เดินทางเข้าไปยังชายแดนไทย-กัมพูชา หลักเขตที่ 46 บ้านหนองจาน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ระหว่างนั้นคุณพนิช ได้คุยโทรศัพท์แจ้งให้คนที่เชื่อกันว่าเป็นผู้ใกล้ชิดนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะว่าตนเองกำลังเดินข้ามแดนก่อนที่จะโดนทหารกัมพูชาจับกุมตัวไป
คลิปนี้ ยังไม่มีชี้แจงจากคนไทยทั้ง 7 และคนที่คุณพนิชกำชับว่า ให้ "รู้คนเดียว" ?
บุคคลสำคัญอีกคนหนึ่ง ที่ออกมาเคลื่อนไหวในช่วงกัมพูชาจับ 7 คนไทย คือคุณไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงว่าการอุตสาหกรรม คุณไชยวัฒน์ และคุณสมบูรณ์ แกนนำกลุ่มเครือข่ายประชาชนไทยหัวใจรักชาติ ถูกตำรวจจับกุมที่บริเวณห้างโลตัส สาขาถนนพระรามที่ 1 ก่อนการจับกุมตัวคุณไชยวัฒน์ครั้งนี้ คุณไชยวัฒน์กับเครือข่ายได้ถือตะเกียงนำรายชื่อประชาชนราว 82,000 รายชื่อ พร้อมพาผู้ชุมนุมที่บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาลเคลื่อนขบวนมุ่งหน้า สู่พระบรมมหาราชวังเพื่อยื่นถวายฎีกากรณีกล่าวหารัฐบาลสมคบกับรัฐบาลต่างชาติอันเป็นเหตุทำให้ไทยเสียดินแดน
หลังการยื่นถวายฎีกาคุณไชยวัฒน์ประกาศจะเดินทางไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อมอบตัว เนื่องจากมีหมายจับในข้อหาร่วมกันชุมนุมหน้าสนามบินสุวรรณภูมิ และหน้าสนามบินดอนเมือง เมื่อครั้งชุมนุมขับไล่คุณสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ให้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตามหมายจับเก่า แต่โดนตลบหลังจับกุมเสียก่อน
ภาพการจับกุมคุณไชยวัฒน์ โดยมีตำรวจสี่-ห้านายอุ้มจับบริเวณรักแร้ เท้า และหลัง หรืออาจเรียกได้ว่าหามออกจากร้านสุกี้ขึ้นรถไปสถานีตำรวจ แพร่ภาพทางสถานีโทรทัศน์ไล่เลี่ยกับภาพที่คุณวีระ เดินออกจากห้องพิจารณาศาลอุทธรณ์ ณ กรุงพนมเปญ ในวันเดียวกันคือวันที่ 18 มกราคม 2553
ภาพคุณไชยวัฒน์ถูกตำรวจหามขึ้นรถ กับภาพคุณวีระ แสดงอารมณ์ ฉุนเฉียว พร้อมตะโกนบอกว่า "ผมไม่ได้ประกันคนเดียว" และยืนยันว่า "ผมจะสู้กับมันจนถึงที่สุด" นี่คือคำพูดคุณวีระตะโกนบอกนักข่าวก่อนถูกส่งกลับเรือนจำเปรย์ซอว์" ภาพของบุคคลทั้งสองถูกแพร่ภาพในวันเดียวกัน และในเวลาไล่เลี่ยกัน
ประเทศไทยเคยมีสถานะและภาพลักษณ์ที่ดีในเวทีระหว่างประเทศ ทุกฝ่ายกำลังเร่งสร้างการยอมรับจากนานาอารยประเทศ เราทุกคนควรสร้างความสัมพันธ์และสะสมไมตรีจิตกับประเทศเพื่อนบ้าน
ในสถานการณ์เช่นนี้ การที่คนไทยทั้ง 7 ท่านนำโดยคุณพนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่อาสาไปปฏิบัติภารกิจจนถูกจับในเขตชายแดน แล้วต้องตกหลุมแห่งความอับอาย ถูกสมเด็จฮุน เซน สั่นสอนแทบทุกวัน รวมถึงภาพเหตุการณ์ในประเทศ คนที่เคยเป็นถึงอดีตรัฐมนตรีของไทยเป็นแกนนำปราศรัยประกาศเฮ้ว เฮ้ว ต้องการให้ไทยปิดชายแดนกัมพูชา โดยสร้างความเชื่อให้เข้าใจว่าประเทศไทยเราเหนือกว่ากัมพูชาทุกด้าน กองทัพเข้มแข็ง เศรษฐกิจรุดหน้า การเมืองมั่นคง กฎหมายมีมาตรฐาน หากไทยปิดชายแดนแล้วกัมพูชาจะอดตาย
ในสถานการณ์เช่นนี้ ท่านเหล่านี้ สมควรยกย่องหรือเรียกขานว่ากระไรดี...
เวบวิกิลีกส์ฉบับแปลไทยมาแล้ว:ตัวอย่างบางตอน
ที่มา Thai E-News
หมายเหตุไทยอีนิวส์:ได้มีผู้จัดทำเวบไซต์วิกิลีกส์ฉบับภาษาไทยโดยแปลจากวิกิลีกส์ในส่วนที่มีความเกี่ยวข้องกับประเทศไทยเป็นตอนๆ เราเห็นว่าบางตอนน่าสนใจ และพอจะเผยแพร่ต่อในวงกว้างได้ จึงนำเสนอบางตอนดังต่อไปนี้ ส่วนตอนอื่นๆผู้อ่านสามารถติดตามได้ที่เวบไซต์ http://www.thaicableleaks.cx.cc/main/th
ประเทศไทย: การเข้าพบพลเอกสนธิของผม
Posted on 29. Dec, 2010 by admin เอกสารปกปิด กรุงเทพ 005811
SIPDIS
SIPDIS
TREASURY PASS TO FRB SAN FRANCISCO/TERESA CURRAN
EO 12958 DECL: 09/19/2016
TAGS PGOV, PHUM, TH
เรื่อง: ประเทศไทย: การเข้าพบพลเอกสนธิของผม
จัดประเภทโดย: ทูต Ralph L. Boyce, เหตุผล 1.4 (b)(d)
1. (C) ผมได้เข้าพบพลเอกสนธิเป็นการส่วนตัว หลังจากเขาได้จัดให้กลุ่มทูตเข้าพบเมื่อบ่ายวัีนนี้(20กันยายน2549) เขาคิดว่า การเข้าพบกันดำเนินไปด้วยดี (ดูรายละเอียดใน septel; ผมยังสงสัยอยู่ว่า เหล่าทูตจากตะวันตกจะเห็นด้วยกับความคิดของเขาหรือเปล่า)
2. (C) ผมเริ่มด้วยการถามสนธิ เรื่องการเข้าเฝ้าในหลวงเมื่อคืนนี้ ใครเข้าร่วมบ้าง เขาตอบว่า ประธานรัฐบุรุษเปรม ติลสูลานนท์ นำเขาเข้าเฝ้า และมี ผบ.สูงสุดรุ่งโรจน์ และผบ.ทัพเรือ สถิรพันธุ์ ร่วมในการเข้าเฝ้า สนธิเน้นว่า ทุกคนถูกขอร้องให้เข้าไปในวัง และไม่ได้ไปเข้าเฝ้าเอง เขาบอกว่า ในหลวงดูผ่อนคลาย มีความสุข และทรงแย้มพระโอษฐ์ ตลอดการเข้าเฝ้า สนธิไม่ได้บอกอะไรเพิ่มเติม
3. (C) กลับมาเรื่องปฏิกิริยาของสหรัฐ ผมย้ำกับในการสนทนาของเราเมื่อวันที่ 31 สิงหา ที่ผมบอกเขาว่า การดำเนินการใดๆ ของกองทัพจะทำให้โปรแกรมการช่วยเหลือต่างๆ เช่น IMET, FTF และอื่นๆ ถูกระงับในทันที ผมบอกเขาด้วยว่า เขาจะได้รับแถลงการณ์จากเราในไม่ช้า พลเอกสนธิบอกว่าเข้าใจ ผมยังเสริมอีกว่า การช่วยเหลือต่างๆ จะเริ่มต้นอีกครั้ง เมื่อมีการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น ผมยังย้ำอีกว่า ก่อนถึงช่วงดังกล่าว คณะปฏิวัติต้องพยายามทำทุกวิถีทางที่จะ โน้นน้าวให้ประชาชนเชื่อว่า จะให้มีรัฐธรรมนูญ โดยเร็วที่สุด คำแถลงของเขาวันนี้ เรื่องรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว และรัฐบาลใหม่ที่จะเข้าบริหารงานภายในสองอาทิตย์ เป็นการเริ่มต้นที่ดี และผมได้ย้ำในประเด็นนี้หลายครั้ง
4. (C) สนธิตอบกลับมาว่า การกระทำของกองทัพ เพื่อต้องการปรับปรุงประชาธิปไตยของไทยให้ดีขึ้น ไม่ใช้ทำลายทิ้ง ซึ่งสถานการณ์ที่เกิดขึ้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าเพียงทักษิณแถลงต่อสาธารณะว่า จะไม่กลับเข้าีรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีก การปฏิวัติก็คงไม่เกิดขึ้น แต่การที่เขาเอาแต่คุยเป็นการส่วนตัว โดยไม่ยอมแถลงออกไปทำให้คนกลัวกันว่า ใจจริงแล้วทักษิณยังอยากกลับเข้ามามีอำนาจอีกครั้ง ทำให้กองทัพต้องปฏิวัติ แต่ก็ไม่ได้คิดจะอยู่ในอำนาจ และจะกลับเข้ากองกรมตามเดิมให้เร็วที่สุด ยิ่งเร็วยิ่งดี ผมย้ำ ผมบอกเขาว่า เขาคงถูกวิจารณ์จากนานาชาติพอสมควร เพราะการปฏิวัติโดยกองทัพ เป็นเรื่องที่ล้าหลังไปแล้วในสมัยนี้
5. (C) ผมถามว่า เขาจะยึดทรัพย์สินของทักษิณหรือไม่ เขาตอบด้วยเีสียงเรียบว่า ไม่ แล้วครอบครัว และผู้ร่วมงานอื่นๆ จะได้รับอนุญาตให้กลับเข้าประเทศหรือเปล่า ได้ โดยไม่มีข้อแม้ ชื่ออย่างเป็นทางการในภาษาอังกฤษของคณะปฏิวัติละ Council for Democratic Reform Under Constitutional Monarchy (CDRM)
6. (C) ทำไมกองทัพถึงเลือกทำปฏิวัติตอนนี้ เขายิ้มที่มุมปาก พร้อมกับโน้มตัวมาด้านหน้า ทักษิณอยู่ในช่วงที่อ่อนแอที่สุด แต่เราแข็งแกร่งที่สุด
7. (C) หมายเหตุ: สนธิดูผ่อนคลาย และใจเย็น เห็นได้ชัดว่าการเข้าเฝ้าเมื่อคืน เป็นจุดเปลี่ยน (Septel รายงานว่า ทัศนะที่แข็งกร้าวของทักษิณสลายสิ้น เมื่อได้ทราบเรื่องการเข้าเฝ้า) อย่างน้อยตอนนี้ คณะปฏิวัติเลือกทางตรงที่จะจัดการกับทักษิณ เราพร้อมที่จะติดต่อกับคณะปฏิวัติ และบีบให้พวกเขาร่างรัฐธรรมนูญให้เร็วที่สุด ระหว่างนี้ การปฏิวัติ ก็คือการปฏิวัติ และเราเชื่อว่าถ้อยแถลงที่แข็งกร้าวของสหรัฐ ที่จะระงับการช่วยเหลือต่างๆ และเรียกร้องให้มีการนำรัฐธรรมนูญกลับมาใช้ จนนำไปสู่การเลือกตั้งจะเป็นข้อต่อรองที่ดีที่สุด โดยเราจะส่งคำแนะนำผ่านทาง Setpel
BOYCE BOYCE
****
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล :คำแปลฉบับเต็มโทรเลขวิกิลีกส์ ฉบับลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2551: พระราชินีกับพันธมิตร, ในหลวงกับอนุพงษ์, พระอาการปวดหลัง
Thursday, January 20, 2011
วิวาทะประธานมาม่า VS เครือข่ายผู้บริโภคสีแดง:สงครามคว่ำบาตรก่อผลสะเทือนฐานเผด็จการ
ที่มา Thai E-News
พิพัฒ พะเนียงเวทย์ ประธานมาม่า:สีเหลืองเป็นสีของในหลวง คลิกชมข่าวประธานมาม่า ระบุสีเหลืองเป็นสีของในหลวง มาม่าไม่ได้ถือหางสีไหน แต่หากโดนบอยคอตจริงก็คงมีผลสะเทือน แต่ยังมั่นใจว่าคนไทยรู้จักมาม่าดี
สมยศ พฤกษาเกษมสุข เครือข่ายผู้บริโภคสีแดง:ถ้ามาม่าและสหพัฒน์กลับตัวกลับใจประกาศยุติสนับสนุนเผด็จการ คนเสื้อแดงพร้อมให้อภัย คลิกชมคลิปข่าวสมยศ พฤกษาเกษมสุข ตัวแทนเครือข่ายผู้บริโภคสีแดงกล่าวถึงภารกิจคนเสื้อแดงคว่ำบาตรมาม่าและสินค้าเครือสหพัฒน์
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา Voice TV
Voicetv นำเสนอข่าว "มาม่าแจงยอดขายไม่ตก แม้เครือข่ายแดงคว่ำบาตร"โดยสัมภาษณ์ประธานของมาม่า รวมทั้งสัมภาษณ์ตัวแทนเครือข่ายผู้บริโภคสีแดงที่ได้ประกาศบอยคอตมาม่าต่อไปอีก 3 เดือน และยกระดับคว่ำบาตรสินค้าเครือสหพัฒน์ทั้งเครือ
Voicetvรายงานข่าวการสัมภาษณ์นายพิพัฒ พะเนียงเวทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเพรสซิเดนท์ ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรา "มาม่า" ว่า กรณีที่มีกลุ่มเครือข่ายผู้บริโภคสีแดง ออกแถลงการณ์บอยคอตคว่ำบาตรหยุดซื้อหยุดกินมาม่าเป็นเวลา 1 เดือนนั้น
เบื้องต้นก็ได้รับรายงานข้อมูลมาซึ่งคิดว่าถ้าหากเป็นจริงก็จะมีผลกระทบเป็นอย่างมาก แต่ก็คงไม่สามารถที่จะทำอะไรได้ เพราะเป็นเรื่องส่วนบุคคลที่จะตัดสินใจ ทั้งนี้ที่ผ่านมาขอยืนยันว่า มาม่าไม่มีสี ไม่ได้ถือข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด และก็คงจะไม่มีเงินทุนพอที่จะไปสนับสนุนใครได้ คาดว่าเรื่องนี้คงจะเป็นการเข้าใจผิดกัน มาม่ามีฝ่ายเดียวคือฝ่ายประเทศไทย จึงไม่รู้จะชี้แจงยังไง
"มาม่าไม่มีสี สีเหลืองคงเป็นสีของในหลวงมากกว่า มาม่าไม่ได้ถือหางฝ่ายไหน และไม่มีงบประมาณมากพอจะไปสนับสนุนใคร เป็นฝ่ายประเทศไทยอย่างเดียว ไม่รู้จะไปชี้แจงยังไง ขอให้ทุกฝ่ายสามัคคี หากบอยคอตจริงก็คงกระทบกระเทือน แต่ผมเชื่อว่าคนไทยรู้จักมาม่าดี"นายพิพัฒกล่าว
ก่อนหน้านี้ทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ได้รายงานว่า มีนักลงทุนที่เป็นผู้ถือหุ้นมาม่าร้องเรียนมายังสำนักงานขอให้แจ้งต่อบริษัท บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ ฟูดส์ ให้ชี้แจงเป็นการเร่งด่วนเรื่องมีกระแสข่าวถูกคว่ำบาตรอย่างแพร่หลายทางอินเตอร์เน็ตและสื่อต่างๆ เพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้ถือหุ้นรายย่อย
ด้านนางสาวพจนา พะเนียงเวทย์ ผู้จัดการฝ่ายส่งออกของมาม่า และ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เพรสซิเด้นท์อินเตอร์ฟู้ด บริษัทในเครือของมาม่า ได้แจ้งต่อผู้ถือหุ้นรายย่อยของบริษัทที่ร้องเรียนไปยังบริษัทมาม่าให้ชี้แจง หลังถูกบอยคอตว่า ขอขอบคุณที่ผู้ถือหุ้นไทยเพรสซิเดนท์ฟู้ดส์แจ้งข่าวการบอยคอตคว่ำบาตรมา ดิฉันจะส่งต่อ Link ข่าว ให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป
เสื้อแดงเล็ง 'คว่ำบาตร' สินค้าเครือสหพัฒฯเพิ่ม
คลิกชมคลิปข่าวสมยศ พฤกษาเกษมสุข ตัวแทนเครือข่ายผู้บริโภคสีแดงกล่าวถึงภารกิจคนเสื้อแดงคว่ำบาตรมาม่าและสินค้าเครือสหพัฒน์
VoiceTV ยังได้ทำรายงานข่าวสัมภาษณ์ฝ่ายเครือข่ายผู้บริโภคสีแดง ที่มีนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข กลุ่ม 24มิถุนาประชาธิปไตย ในฐานะตัวแทนเครือข่ายผู้บริโภคสีแดงด้วย
เครือข่ายผู้บริโภคสีแดง เตรียมยกระดับมาตรการคว่ำบาตรสินค้าในเครือสหพัฒนพิบูลอีกครั้ง หลังมาตรการคว่ำบาตรหยุดซื้อหยุดกินมาม่าเป็นเวลา 1 เดือน เพื่อยุติการบริโภคสินค้าของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องการต่อต้านรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
ภาพยนตร์โฆษณาชุดคนเสื้อแดงไม่กิน "มาม่า" ชุดนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์คว่ำบาตรสินค้ามาม่า หนึ่งในผลิตภัณฑ์ในเครือสหพัฒนพิบูล เป็นระยะเวลา 1 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2553 จนถึง 8 มกราคม 2554 ที่ผ่านมา โดยเครือข่ายผู้บริโภคสีแดง ต้องการให้โครงการนี้ เป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ตามแนวทางประชาธิปไตย เพื่อยุติการซื้อสินค้าของกลุ่มธุรกิจ ที่ให้การสนับสนุนระบอบอำมาตย์ และมีส่วนในการขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน
ย้อนกลับไปในปี 2552 เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เครือข่ายผู้บริโภคสีแดง มีการเคลื่อนไหวที่เป็นรูปธรรมเป็นครั้งแรก จากการรณรงค์ให้กลุ่มคนเสื้อแดงยกเลิกบัญชีของธนาคารกรุงเทพ ด้วยเหตุความสัมพันธ์ของสถาบันการเงินแห่งนี้ที่ให้การสนับสนุนการรัฐประหารรวมทั้ง และเป็นแหล่งทุนรายใหญ่ของกลุ่มอำมาตย์ในการขับเคลื่อนกิจกรรมทางการเมืองในรูปแบบต่างๆ
ต่อกรณีการคว่ำบาตรผลิตภัณฑ์มาม่า เกิดขึ้นจากการปรากฎของภาพลังมาม่าจำนวนมากโดยเครือข่ายผู้บริโภคสีแดงคาดว่า มาจากที่ผู้บริหารในเครือสหพัฒน์พิบูล นำไปบริจาคให้แก่กลุ่มพันธมิตรในช่วงของการชุมนุมที่สนามบินสุวรรณภูมิ รวมทั้งการรับตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติของนายณรงค์ โชควัฒนา ผู้บริหารในเครือสหพัฒน์พิบูล ในช่วงปี 2549 - 2551 ที่มาจากการคัดสรรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช.
สำหรับการเคลื่อนไหวคว่ำบาตรหยุดซื้อหยุดกินมาม่าในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา มีผู้ลงชื่อสนับสนุนผ่านทางสื่อออนไลน์แล้วกว่า 10,000 รายชื่อ ทั้งนี้ในวันที่ 15 มกราคมที่ผ่านมา เครือข่ายผู้บริโภคสีแดง ได้มีการยกระดับการเคลื่อนไหวอีกครั้ง ด้วยการขยายเวลาการรณรงค์หยุดซื้อมาม่าออกไปอีก 3 เดือน และคว่ำบาตรสินค้าเครือสหพัฒน์กว่า 90 รายการในระยะ 3 เดือนนี้ด้วย
นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ตัวแทนเครือข่ายผู้บริโภคสีแดง กล่าวว่า จะเดินหน้ารณรงค์โครงการนี้อย่างเป็นทางการต่อไป และตั้งเป้ามีผู้สนับสนุนไม่น้อยกว่า 1 ล้านคนภายในระยะเวลา 3 เดือน นอกจากนี้ เขายังเชื่อว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงต่อจากนี้ จะมีความหลากหลาย และเกิดขึ้นจากกลุ่มคนเสื้อแดงหลายชนชั้น ที่จะมุ่งเน้นการสร้างสรรค์กิจกรรมเชิงสันติวิธีตามหลักประชาธิปไตย เพื่อนำไปสู่ความเสมอภาคเท่าเทียมกันของทุกคนในสังคม
เจาะใจ! ผู้ชุมนุมกลุ่มเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติและคนอื่นๆ บนถนนพิษณุโลก
ที่มา มติชน จากกรณีของกลุ่มเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติ ได้ปักหลักชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาลและกระทรวงการต่างประเทศ บริเวณบนถนนพิษณุโลก เพื่อเรียกร้องให้ช่วยเหลือ 7 คนไทยที่ถูกกัมพูชาจับตัวไป ตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 17 มกราคม รวมถึงการที่แกนนำกลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติ นำกลุ่มผู้ชุมนุมจากบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาลเคลื่อนขบวนธรรมยาตรามายังพระบรมมหาราชวัง เพื่อยื่นถวายฎีกา เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 18 ม.ค. "มติชนออนไลน์" ได้ไปเก็บบรรยากาศและสัมภาษณ์กลุ่มผู้ชุมนุมฯ ตลอดจนผู้คนบริเวณใกล้เคียงที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมของกลุ่มเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติ ที่เข้ามาชุมนุมตลอดระยะเวลา 2 วัน ซึ่งผู้ชุมนุมยังปักหลักอยู่บนถนนพิษณุโลก ด้านหน้าทำเนียบรัฐบาล โดยเจ้าหน้าที่ยังต้องปิดการจราจรบนถนนพิษณุโลกทั้งสองฝั่ง จากแยกพาณิชย์พระนครมาจนถึงแยกมิสกวัน 
เปิดหมู่บ้านคนเสื้อแดงจาก "รากหญ้าสู่รากแก้ว"
ที่มา มติชน "หมู่บ้านเสื้อแดง" การต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ของคนรากหญ้าสู่รากแก้ว เพื่อประกาศเจตนารมณ์ว่าคนเสื้อแดงไม่ถอยไม่กลัวและจะสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยโดยการรวมกลุ่มชาวบ้านตั้งเป็น "หมู่บ้านคนเสื้อแดง" เริ่มต้นที่ อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี เพื่อประกาศว่า "กลุ่มคนเสื้อแดงอุดรธานี" ที่ไม่มีวันยอมรับการปฏิวัติก่อรัฐประหารในเหตุการณ์ที่ผ่านมา นายอานนท์ ยังกล่าวถึง การผนึกกำลังร่วมต่อสู้ในเชิงสัญลักษณ์ที่จุดประกายหมู่บ้านคนเสื้อแดง เริ่มต้นที่ อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี เพื่อยืนยันว่า "กลุ่มคนเสื้อแดงอุดรธานี" ที่ไม่มีวันยอมรับการปฏิวัติก่อรัฐประหารในเหตุการณ์ที่ผ่านมาและเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้งถูกยึดอำนาจจากคณะปฏิวัติกลับมา ในการขยายหมู่บ้านคนเสื้อแดงในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี นำร่องโดยหมู่บ้านหนองหูลิง อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี มีประชากรอาศัยอยู่ 353 คน มี 75 ครัวเรือน ที่รับปากจะสานต่อภารกิจโครงการหมู่บ้านคนเสื้อแดง ที่ทุกคนจะร่วมกันสานต่อให้ ทุกหมู่บ้าน ทุกตำบล ทุกอำเภอ กลายเป็นหมู่บ้านคนเสื้อแดงไปทั่วทั้งจังหวัดอุดรธานี สมกับคำว่า "อุดรธานีคือเมืองหลวงของคนเสื้อแดง" นายสุบิน สาคร หัวหน้าหมู่บ้านโคกสว่าง อำเพ็ญ กล่าวว่า "อย่ารีรอมาร่วมกันคิดร่วมกันทำนำให้เป็น เกิดครั้งเดียวตายครั้งเดียว อันความตายใครมาดีหนีไม่พ้น จะมีจนก็ต้องตายกลายเป็นผี ถึงแสนล้านก็ต้องลาห่างทันทีไม่วันนี้ก็วันหน้า" ที่ปรึกกลุ่มคนเสื้อแดงอุดรธานี ประกอบด้วย 1. พ.ต.อ.ไกรจิต รักษาพล ประธานที่ปรึกษา 2. นายเกรียงศักดิ์ พันอินากูล ที่ปรึกษา 3. นายสุพงษ์ พันธุมโน ที่ปรึกษา 4. ผอ.แสนศรี ผัดเชตต์ ที่ปรึกษา สมาชิกทุกหมู่บ้าน ทุกตำบล ทุกอำเภอ ของจังหวัดอุดรธานี









นายอานนท์ แสนน่าน เลขานุการกลุ่มคนเสื้อแดงอุดรธานี ผู้ริเริ่มโครงการหมู่บ้านเสื้อแดงเล่าถึงที่มาของโครงการนี้ว่า ต้องการขยายกลุ่มคนเสื้อแดงให้มีความเหนียวแน่น ร่วมกันต่อสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยรวบรวมคนที่มีหัวใจสีแดง พร้อมที่จะต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ที่ตั้งมั่น และส่งสัญญาณให้ทุกหลังคาเรือนได้ในทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทยจับมือกันให้มั่น เกาะกลุ่มกันให้เหนียวแน่น เพื่อลุกขึ้นต่อสู้เรียกร้องสิทธิของตัวเองเรียกร้องนายกรัฐมนตรีที่ถูกรัฐประหารโค่นล้มกลับมา และภารกิจที่สำคัญที่สุด คือ การเรียกร้องเพื่อพี่น้องเสื้อแดงที่ต้องจบชีวิตลงในเหตุการณ์เมษาทมิฬด้วยน้ำมือของคนไทยที่มีบรรพบุรุษคนเดียวกัน เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวประวัติศาสตร์การเมืองที่เกิดขึ้น จารึกไว้ในความทรงจำจากรุ่นลูกสู่รุ่นหลานและต่อไปไม่มีวันจบสิ้น ในการจากไปของวีรชนคนเสื้อแดงในเหตุการณ์ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย
"หัวใจทุกดวงไม่มีวันสูญสิ้นและแตกดับ เส้นทางเรียกร้องประชาธิปไตยยังคงดำเนินต่อไป ถึงแม้จะรู้ดีว่าการต่อสู้ครั้งนี้จะมืดบอด เพราะคนไทยตาสว่างไม่เท่ากัน ถึงแม้จะรู้ดีว่า แค่สองมือเปล่า จะสู้อะไรกับด้ามกระบอกปืน แต่หัวใจทุกดวงก็จะคอยพยุงกันและกันเพื่อให้ก้าวเดินต่อไป ตราบใดที่หัวใจของเพื่อนพ้องน้องพี่คนเสื้อแดงยังคงมีอุดมการณ์ยังคงมีหัวใจที่ตั้งมั่นไม่มีวันเดินถอยหลัง ทุกฝีเท้าก็จะมุ่งหน้าไปในเส้นทางเดียวกัน ไม่มีวันแตกสลาย แตกแยกเป็นหลายเผ่าพันธุ์ ทุกหัวใจจะมีกันและกันตลอดไปเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยกลับมาเต็มใบอีกครั้ง" นายอานนท์กล่าว
"เสียงกรีดร้องเสียงแห่งความเจ็บปวดและการสูญเสีย คือ ภาพที่คนเสื้อแดงไม่มีวันลืมไปจากความทรงจำ มันกลับตอกย้ำชัดเจนว่า ใครสั่งฆ่าประชาชน การออกมาเรียกร้องครั้งแล้วครั้งเล่า ถึงแม้จะไม่เกิดประโยชน์ แต่ทุกคนมีความหวังว่า ชีวิตที่สูญเสียไปต้องมีสักวันที่ได้รับความเป็นธรรม จากการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ของพี่น้องเสื้อแดงที่ผ่านมาจะเห็นว่า มีการออกมาขับเคลื่อนบนถนนราชประสงค์ ด้วยวิถีทางแห่งการต่อสู้ หลากหลายรูปแบบทั้งการ พับนก เพื่อเสรีภาพ การทำตุ๊กตาไล่ฝน การปั่นจักรยาน 2 ขา เพื่อเรียกร้องขอความเป็นธรรมให้กับแกนนำและกลุ่มคนเสื้อแดงที่ต้องติดคุกได้รับการปล่อยตัวเป็นอิสรภาพ กับความหวังถึงแม้จะน้อยนิดแต่ทุกกลุ่มต่างก็เชื่อมั่นว่า "สักวันจะเป็นวันของเรา"
เลขานุการกลุ่มคนเสื้อแดงอุดรธานี บอกว่า หมู่บ้านคนเสื้อแดง คือ หัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยในต่างจังหวัดโดยเริ่มจากการประกาศให้รู้ว่า "คนเสื้อแดงอุดรธานีไม่มีวันตาย หรือแตกดับ" มีแต่จะเพิ่มทวีขึ้นเป็นหลักแสนหลักล้าน เพราะการกระทำของรัฐบาลที่กดดันและการบริหารแบบ 2 มาตรฐาน ที่คนไทยหัวใจสีแดงรับไม่ได้ ซึ่งหมู่บ้านคนเสื้อแดงจะออกมาต่อสู้ในเชิงสัญลักษณ์ขับเคลื่อนทางความคิด แม้จะมีแรงต้าน แต่ทุกภารกิจในกลุ่มคนเสื้อแดงอุดรธานี ต้องก้าวเดินต่อไปในฐานะของผู้ริเริ่มโครงการหมู่บ้านคนเสื้อแดง
สำหรับสัญลักษณ์ของหมู่บ้านเสื้อแดงนายอานนท์ ระบุว่า การผนึกกำลังรวมกลุ่มแสดงพลังในการต่อสู้ของหมู่บ้านเสื้อแดงจะมี "ธงสีแดง" ติดไว้หน้าบ้านทุกหลังคาเรือน โดยมีเป้าหมายในการรวบรวมพลพรรคคนเสื้อแดงตามหมู่บ้าน ตำบล และอำเภอในจังหวัดอุดรธานี ได้ออกมาขับเคลื่อนต่อสู้ในเชิงสัญลักษณ์ ที่มีอุดมการณ์เดียวกัน ที่จะยึดมั่น และสนับสนุนคนเสื้อแดงทั่วทั้งประเทศ ในการออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย แม้ว่าการต่อสู้ครั้งนี้จะเป็นการต่อสู้ในเชิงสัญลักษณ์ที่ทุกคน ต่อสู้กันด้วยสองมือเปล่า หลังจากหมู่บ้านแรกก่อตั้งขึ้นมีเสียงคนเสื้อแดงขานรับและก่อตั้งเป็นแห่งที่ 2 ในหมู่บ้านโคกสว่าง ต.นาเหล่า อ.เพ็ญ จ.อุดรธานี ที่ประกาศตัวเป็นหมู่บ้านคนเสื้อแดงแห่งที่สองอย่างเป็นทางการ มีชาวบ้านเข้าร่วมโครงการหมู่บ้านเสื้อแดงประมาณ 170 หลังคาเรือน
คุณประยอม เพิ่มพูน ประธานกลุ่มคนเสื้อแดง อ.เพ็ญ กล่าวว่า ตอนนี้อยู่เฉยๆไม่ได้แล้วเพราะรัฐบาลทำกับประชาชนขนาดนี้แล้วให้ทุกคนออกมาต่อต้านแสดงพลัง อย่ากลัวคนเราจะตายอยู่ที่ไหนทำอะไรก็ตาย ในเมื่อมาถึงจุดนี้แล้วความเป็นธรรมไม่มีแล้วก็ต้องช่วยกัน
ทางด้านชาวบ้าน แม่หมาย วงศ์อำมาตย์ ชาวบ้านหมู่บ้านโคกสว่าง กล่าวว่า มีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่มีการเปิดหมู่บ้านเสื้อแดงที่นี่ และพร้อมที่จะร่วมเรียกร้องความเป็นธรรมขอเสียงของพวกเราคืน จะทำทุกอย่างที่จะให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีกลับมา ถ้าควักตาข้างหนึ่งทิ้งได้แล้ว พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาเป็นนายกฯได้ก็พร้อมที่จะควักทิ้งทันที เพราะถ้าไม่มี พ.ต.ท.ทักษิณ พวกเราก็คงไม่มีทางได้เข้ารับการรักษาพยาบาลและทำให้พวกเราลืมตาอ้าปากได้
ทั้งนี้"หมู่บ้านคนเสื้อแดง" ของกลุ่มคนรักเสื้อแดงอุดรธานี ยังคงชูป้ายสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง
รายชื่อคณะกรรมการหมู่บ้านเสื้อแดง ร.ต.ต.กมลศิลป์ สิงหะสุริยะ ประธานกลุ่มคนเสื้อแดงอุดรธานี นายเดชา โคตรเถร รองประธานกลุ่มคนเสื้อแดงอุดรธานี นายอานนท์ แสนน่าน เลขานุการกลุ่มคนเสื้อแดงอุดรธานี


