ที่มา thaifreenews
โดย bozo


รับชมข่าว VDO
http://www.matichon.co.th/mtc-flv-window.php?newsid=1295867321
โดย ชฎา ไอยคุปต์
http://www.youtube.com/embed/uNdqXoFCuI8
การรวมตัวกันของคนเสื้อแดงเริ่มตั้งแต่ต้นปี 54
จำนวนผู้เข้าร่วมชุมนุมมีความหนาแน่นอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อวันที่ 9 มกราคม เป็นการนัดชุมนุมครั้งแรกหลังจากที่มีการยกเลิก
ประกาศ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ปรากฎว่า
จำนวนคนมหาศาลหลั่งไหลลงไปเดินบนนถนนราชดำริ
บริเวณสี่แยกราชประสงค์ อย่างเนืองแน่น
การรวมตัวของกลุ่มคนเสื้อแดงในรอบนี้มีทั้งคนเก่า คนใหม่ กลุ่มเดิมกลุ่มอื่นๆ
ที่เข้าร่วมแสดงพลังในทิศทางเดียว แม้จะไม่ใช่เป้าหมายเดียวกันทั้งหมด
แต่เส้นทางที่คนกลุ่มนี้เดินไปยอมย้อมตัวเป็นสีแดง
เดินขบวนเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย
แสดงความไม่พอใจการบริหารงานของรัฐบาล
และการเรียกร้องเพื่อคนที่สูญเสียในเหตุการณ์สลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง
เมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคม ที่มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก
และผู้ชุมนุมต้องหนีตายกระจัดกระจายแตกกระเจิดกระเจิง หลบกระสุน ระเบิด
กลับภูมิลำเนา เพื่อรอวันที่จะกลับมาใหม่และกลับมาจริงๆ
กลับมาพร้อมรอยแผลเก่ารอยบอบช้ำที่รัฐได้ประทับตรึงไว้
ในความทรงจำของคนเสื้อแดง "ยากจะลืม" ในชั่วลูกหลานรุ่นนี้ได้
ความคับแค้นใจ อึดอัดใจ
ความไม่พอใจ
ความไม่สบายกาย
ความไม่สบายใจ
ความรู้สึกไม่เท่าเทียมกัน
ถูกระบายลงบนแผ่นป้ายต่างๆและจำนวนคนที่ร่วมเดินขบวน
เพื่อแสดงออกทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย
ที่ประชาชนจะใช้เรียกร้องจากรัฐบาล ในฐานะพลเมืองที่มีสิทธิเสรีภาพทำได้
เมื่อประตูสิทธิเสรีภาพถูกเปิดออก มวลชนพรั่งพรูออกมาอีกครั้ง
เป็นการรวมตัวกันอย่างมีพลังและแรงขับเคลื่อนมหาศาล
หลังจากถูกกดด้วย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พร้อมกับข้อเรียกร้อง
ที่มีมากกว่าการขอให้ "ลาออก-ยุบสภา"
แต่เป็นการเรียกร้องให้รัฐบาลชดใช้ และรับผิดชอบ
การกระทำที่รุนแรงกับประชาชนจนถึงขั้นเสียชีวิต
รวมทั้งการกักขังอิสรภาพผู้คนอีกจำนวนมากและการบริหารประเทศ
ล่าสุดในการชุมนุมเมื่อวันที่ 23 มกราคมที่ผ่านมา
มีประชาชนคนเสื้อแดงจำนวนมาก
ที่ออกมาเคลื่อนไหว เดินขบวน
จากแยกสี่แยกราชประสงค์เดินเท้าขับรถมุ่งสู่ถนนราชดำเนิน
ท่ามกลางอากาศร้อนอบอ้าวในช่วงเที่ยงๆถึงบ่ายตั้งเวทีปราศรัยจนถึงเที่ยงคืน
จำนวนคนและรถยังคงหนาแน่นเต็มถนนราชดำเนินทั้งสองฝั่ง
ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงงานเลิกแยกย้ายกันกลับบ้าน
จากการสอบถามประชาชนคนเสื้อแดงที่เข้าร่วมการชุมนุมในครั้งนี้
มีทั้งคนกรุงเทพฯและคนต่างจังหวัดอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ
หรือคนต่างจังหวัดในส่วนภูมิภาค
แม้จะต้องเดินทางไปกลับวันเดียว ไม่ได้ตีตั๋วนอนค้างแรมกลางถนน
แต่พวกเขายังคงรวมกลุ่มกัน เหมารถ ลงขัน จ่ายค่าน้ำมันเพื่อมาแสดงพลังว่า
เสื้อแดงไม่ได้หลบลี้หนีจากไปไหน
ตราบใดที่ข้อเรียกร้องไม่บรรลุผลพวกเราก็จะเรียกร้องต่อไปเรื่อยๆ
ดูเหมือนว่าเหตุการณ์ความรุนแรงที่ผ่านมา
ทำให้กลุ่มคนเสื้อแดงมีแนวร่วมในขบวนการต่อสู้เพิ่มขึ้นไปอีก
รวมทั้งกลุ่มคนที่ไม่พอใจการบริหารของรัฐบาล
ได้เข้ามาร่วมขบวนกันอย่างกลมกลืนเพิ่มขนาดก้อนใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
ไม่มีทางที่รัฐจะมองข้าม "ก้อนแดง" ก้อนใหญ่นี้ได้
อีเมล : iyacoupt@hotmail.com
http://www.facebook.com/update_security_info.php?wizard=1#!/profile.php?id=100001242647508
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, January 25, 2011
"เสื้อแดง" กลับมาพร้อม "รอยแผลเก่า"
ประชาธิปไตยไม่ใช่เหลืองหรือแดง
ที่มา ประชาไท
วิบูลย์ แช่มชื่น
iLaw: เรื่องเล่าจากยะลา เมื่อนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนโดนทหารบุกบ้าน
ที่มา ประชาไท
เมื่อ 24 ม.ค. 2554
ฮุสนา (นามสมมติ) เพิ่งพ้นรั้วมหาวิทยาลัยด้วยปริญญาทางด้านกฎหมาย พื้นเพของเธอเป็นคนนครศรีธรรมราช แต่อาสามาทำงานเพื่อความช่วยเหลือประชาชนด้านกฎหมายในพื้นที่จังหวัดยะลา

ที่มาภาพ: สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์
เมื่อเร็วๆ นี้เอง ฮุสนา ซึ่งปกติมีบทบาทเป็นผู้ให้คำแนะนำช่วยเหลือชาวบ้านที่ถูกละเมิดสิทธิจากการใช้กฎหมายพิเศษ อย่างกฎอัยการศึก พ.ร.บ.ความมั่นคง และ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน กลับกลายเป็นผู้ถูกกระทำเสียเอง
เพราะมีกลุ่มทหารและตำรวจถือปืนมาดักรอค้นบ้านของเธอ
เหตุการณ์เกิดขึ้นหลังจากพ้นปีใหม่ไปได้แค่สามวัน เวลาประมาณสองทุ่มครึ่ง ฮุสนาขับมอเตอร์ไซด์กลับมาที่พัก ซึ่งเป็นชุมชนตลาดเก่าที่ตำบลสะเตง อ.เมือง จ.ยะลา เห็นเจ้าหน้าที่ทหารยืนถือปืนเฝ้าอยู่หน้าประตูมัสยิดกลางยะลา ในใจคิดว่าคงมีผู้ใหญ่ท่านใดมาถึงมีกำลังเจ้าหน้าที่ทหารมาอารักขา แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมากเพราะภาพทหารถือปืนกลายเป็นภาพที่ชินตาไปแล้ว
รถของเจ้าหน้าที่จอดยาวตั้งแต่ปากซอยไปถึงท้ายซอย โดยมีเจ้าหน้าที่ทหารจำนวนมากยืนเฝ้าอยู่ที่หน้าปากซอย ฮุสนาเริ่มคิดในใจว่า หรืออาจมีใครวางระเบิดในซอยหรือหน้าบ้าน หรือว่ามีคนโดนยิง
เจ้าหน้าที่ทหารให้สัญญาณโดยใช้ไฟฉายและโบกมือให้เข้าไปได้ เมื่อฮุสนาขี่รถไปถึงละแวกหน้าบ้านพัก ก็มีเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจนอกเครื่องแบบเข้ามาหาแล้วถามว่า “อยู่บ้านหลังไหนครับ ทางเราขอตรวจค้นบ้านเช่าหน่อยครับ” ฮุสนามองโลกแง่ดีว่า คงจะมาตรวจบ้านเช่าที่ยังไม่ขึ้นทะเบียนหรือไม่ก็เจ้าของบ้านเช่าไม่ได้จ่ายภาษี แต่ก็ฉงนใจว่า แล้วเหตุใดเจ้าหน้าที่ถึงมาในยามวิกาล
ระหว่างนั้น ฮุสนากำลังลงจากรถแล้วเดินไปเปิดประตูเพื่อจะนำรถมอเตอร์ไซด์เข้าบ้าน แต่ทันทีที่เปิดประตู เจ้าหน้าที่ก็เข้าไปในบ้าน ยังไม่ทันได้สังเกตหรือเอ่ยอะไร เจ้าหน้าที่ก็เข้ามาถามว่า
“อยู่กับใคร อยู่กี่คน”
ฮุสนาตอบว่า “อยู่คนเดียว”
ทางเจ้าหน้าที่มีท่าทีไม่ยอมเชื่อ ก็เลยถามย้ำไปซ้ำมากับคำถามเดิมๆ
คำตอบก็เหมือนเดิม จากนั้น ฮุสนาก็ถามกลับไปว่า “แล้วพี่มาค้นบ้านอาศัยอำนาจอะไร”
ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบ ตอบว่า กฎอัยการศึก
ฮุสนาเลยถามต่อว่าแล้วมีเหตุอะไรถึงต้องมาค้นยามวิกาล (ปกติแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 96 การค้นในที่รโหฐานต้องกระทำระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นและตกเท่านั้น) [1]
ทางเจ้าหน้าที่ตอบว่า “มีคนร้ายหลบหนีเข้ามาในซอยนี้ จะต้องค้นทุกบ้าน”
จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็ขอบัตรประชาชน แล้วมีเจ้าหน้าที่ผู้หญิงแต่งกายก็ใส่เสื้อโปโลมีโลโก้หรือตราสัญลักษณ์ บางอย่าง สวมกางเกงยีนส์ สวมถุงมือ พูดกับฮุสนาว่าขอค้นบ้านและให้ฮุสนาช่วยพาไปค้น ก็เลยพาเจ้าหน้าที่ไป
ลักษณะบ้านที่ฮุสนาอยู่นั้นเป็นชั้นครึ่ง ชั้นบนไว้เก็บของ เจ้าหน้าที่เข้าไปค้นประมาณ 4-5 คน จากนั้นเมื่อค้นชั้นล่างเสร็จ ทางเจ้าหน้าที่ผู้หญิงก็ทำท่าทางตกใจเมื่อเห็นว่ามีชั้นบนอีก ก็เลยตะโกนเรียกเจ้าหน้าที่ทหาร ขอกำลังมาช่วยค้น พร้อมไฟฉาย เพราะข้างบนชั้นสองมืดเนื่องจากไฟเสีย
จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็ค้นแต่ไม่เจออะไร ฮุสนาเลยถามกลับไปว่า “จะค้นอะไรอีกมั้ย”
ฮุสนาเล่าว่ามีเจ้าหน้าที่ถ่ายรูปขณะกำลังตรวจค้นภายในบ้านด้วย ซึ่งความรู้สึกของเธอเวลานั้น เหมือนเป็นบ้านที่ทำผิดหรือเจ้าของบ้านเป็นผู้ผิดอย่างไรก็ไม่รู้ แม้จะพอเข้าใจว่าก็เป็นการเก็บภาพเพื่อเป็นหลักฐานว่าทางเจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติหน้าที่แล้ว แต่ก็ยังไม่ชอบใจ อย่างน้อย น่าจะขออนุญาตสักนิดก็ยังดี
เมื่อเจ้าหน้าที่ค้นเสร็จก็มานั่งสัมภาษณ์เรื่องทั่วไป เหมือนจะถ่วงเวลาอะไรสักอย่าง จากนั้นฮุสนาก็ถามต่อว่า แล้วมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยไหนบ้าง
ทางเจ้าหน้าที่ตอบว่า สนธิกำลังสามฝ่ายทั้ง ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง
เมื่อถามต่อว่ามากันกี่นาย เจ้าหน้าที่ตอบกลับว่า “โอ้ยย..เยอะ ไม่รู้ว่าเท่าไรหรอก”
จากนั้นก็ให้ฮุสนาเซ็นต์ชื่อในใบบันทึกการค้น ก่อนเซ็นก็ได้อ่านจนมาถึงบรรทัดที่ว่า อาศัยอำนาจ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน 2548 ม.11 (4) [2]
แต่เมื่อมาถึงบรรทัดที่ต้องระบุว่า มีเจ้าหน้าที่ชื่ออะไรบ้างที่มาค้น บรรทัดนั้นกลับว่างเปล่า ฮุสนาจึงถามต่อว่า “อ้าว ทำไมไม่ระบุชื่อผู้ที่นำกำลังมาค้นและปิดล้อมครั้งนี้ว่ามีใครบ้าง”
เจ้าหน้าที่ผู้นำค้นตอบแบบหน้าตายว่า... “โอ้ยยย...มันมีเยอะอ่ะครับเขียนไม่หมดหรอก”
“ทำไมถึงตอบแบบนี้อะ” ฮุสนานั่งปะทะคารมกับเจ้าหน้าที่สักพัก แล้วถามไปว่า ถ้าไม่ยอมเซ็นหรือไม่ให้ค้นล่ะ จะเกิดอะไร เจ้าหน้าที่จึงชี้ที่บรรทัดสุดท้ายของใบบันทึกการค้นว่า “จำคุกสองปี ปรับสี่หมื่นบาท”
ในความรู้สึกฮุสนาตอนนั้น คือรู้สึกแย่มาก ทำอะไรไม่ถูก คิดไม่ทัน กะทันหันมาก กังวลสารพัดกลัวว่าทางเจ้าหน้าที่จะเอาอะไรมายัดเยียดสิ่งของผิดกฎหมายในบ้าน และกังวลว่าจะไม่ยอมปล่อยตัวไป
ฮุสนาได้ถามต่อเจ้าหน้าที่ต่อไปว่า แล้วมีบ้านไหนบ้างที่ไม่ให้ค้น เจ้าหน้าที่ก็ตอบไม่มี แล้วถ้าบ้านไหนไม่มีคนจะทำอย่างไร เจ้าหน้าที่ก็ตอบว่าก็จะให้งัดก็ไม่ได้ก็ต้องปล่อยเลยตามเลยไป
จากนั้นฮุสนาก็พยายามรวบรวมสติกลับคืนมา แล้วถามต่อว่า “แล้วพี่มาค้นบ้านยามวิกาลแบบนี้เนี่ยไม่ละเมิดสิทธิไปหน่อยเหรอ”
เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวตอบกลับมาว่า “ถ้ามันละเมิด ป่านนี้พี่คงติดคุกไปนานแล้วน้อง”
_ _ _ _ _
[1] ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ มาตรา 96
“การค้นในที่รโหฐานต้องกระทำระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นและตก มีข้อยกเว้นดังนี้
(1) เมื่อลงมือค้นแต่ในเวลากลางวัน ถ้ายังไม่เสร็จจะค้นต่อไปในเวลากลางคืนก็ได้
(2) ในกรณีฉุกเฉินอย่างยิ่ง หรือซึ่งมีกฎหมายอื่นบัญญัติให้ค้นได้เป็นพิเศษ จะทำการค้นในเวลากลางคืนก็ได้
(3) การค้นเพื่อจับผู้ดุร้ายหรือผู้ร้ายสำคัญจะทำในเวลากลางคืนก็ได้ แต่ต้องได้รับอนุญาตพิเศษจากศาลตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในข้อบังคับ ของประธานศาลฎีกา”
[2] พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน มาตรา 11 (4)
“ในกรณีที่สถานการณ์ฉุกเฉินมีการก่อการร้าย การใช้กำลังประทุษร้ายต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สิน หรือมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำที่มีความรุนแรงกระทบต่อความมั่นคง ของรัฐ ความปลอดภัยในชีวิตหรือทรัพย์สินของรัฐหรือบุคคล และมีความจำเป็นที่จะต้องเร่งแก้ไขปัญหาให้ยุติได้อย่างมีประสิทธิภาพและทัน ท่วงที ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศให้สถานการณ์ฉุก เฉินนั้นเป็นสถานการณ์ที่มีความร้ายแรง และให้นำความในมาตรา 5 และมาตรา 6 วรรคสอง มาใช้บังคับโดยอนุโลม
เมื่อมีประกาศตามวรรคหนึ่งแล้ว นอกจากอำนาจตามมาตรา 7 มาตรา 8 มาตรา 9 และมาตรา 10 ให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจดังต่อไปนี้ด้วย
...(4) ประกาศ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจออกคำสั่งตรวจค้น รื้อ ถอน หรือทำลายซึ่งอาคาร สิ่งปลูกสร้าง หรือสิ่งกีดขวาง ตามความจำเป็นในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อระงับเหตุการณ์ร้ายแรงให้ยุติโดยเร็ว และหากปล่อยเนิ่นช้าจะทำให้ไม่อาจระงับเหตุการณ์ได้ทันท่วงที”
หมายเหตุ: งานเขียนชิ้นนี้เผยแพร่ครั้งแรกที่ http://www.ilaw.or.th/node/704
ศาลอุทธรณ์ไม่ให้ประกันผู้ต้องหาส่ง SMS หมิ่น ชี้คดีร้ายแรงกระทบจิตใจประชาชน เกรงหลบหนี
ที่มา ประชาไท
24 ม.ค.54 น.ส.พูนสุข พูนสุขเจริญ ทนายความของนายอำพล ตั้งนพคุณ อายุ 61 ปี ผู้ต้องหาคดีหมิ่นเบื้องสูงโดยการส่ง SMS ไปยังมือถือเลขานุกานายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า หลังจากอัยการเป็นโจทก์ส่งฟ้องนายอำพลเป็นจำเลยในคดีหมายเลขดำ อ.311/2554 และศาลชั้นต้นสั่งให้คุมตัวนายอำพลไว้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 19 ม.ค. โดยไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว หลังจากนั้นได้มีการอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นเพื่อศาลอุทธรณ์ปล่อยตัวชั่วคราว
ล่าสุด เมื่อวันที่ 21 ม.ค.ที่ผ่านมาศาลอุทธรณ์ได้มีคำสั่งยกคำร้อง โดยระบุเหตุผลว่า “ข้อเท็จจริงตามข้อหาการกระทำความผิดตามฟ้อง กระทบต่อความรู้สึกของประชาชนและความมั่นคงของประเทศอย่างร้ายแนง คดีอยู่ในชั้นพิจารณา หากผลการพิจารณาสืบพยานมีหลักฐานมั่นคง จำเลยอาจหลบหนี เป็นอุปสรรคหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อการดำเนินคดีในศาล ในชั้นนี้ยังไม่สมควรปล่อยชั่วคราว ที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวระหว่างพิจารณา นับว่าชอบด้วยเหตุผล จึงให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นของจำเลย แจจ้งจำเลยและผุ้ขอประกันทราบตามกฎหมาย
เปิดเอกสาร: อัยการยกฟ้องคดีแม่ค้ารองเท้าแตะลายคล้ายหน้านายกฯ "พยานหลักฐานไม่พอ"
ที่มา ประชาไท
อัยการสั่งไม่ฟ้องแม่ค้าขายรองเท้าแตะหน้าลายคล้ายหน้า "อภิสิทธิ์-สุเทพ" ระบุ "พยานหลักฐานไม่พอฟ้อง"

(24 ม.ค.54) นายอานนท์ นำภา ทนายความคดีแม่ค้ารองเท้าแตะหน้าคล้ายนายกฯ แจ้งผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ได้รับเอกสารจากนางสาวอมรวัลย์ เจริญกิจ อายุ 42 ปี แม่ค้าขายรองเท้าแตะพิมพ์ลายคล้ายหน้านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ซึ่งถูกตำรวจอยุธยาจับกุมและดำเนินคดีว่า อัยการได้มีคำสั่งไม่ฟ้อง โดยระบุว่า พยานหลักฐานไม่พอฟ้อง เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 53 ที่ผ่านมา
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 3 ต.ค.53 เวลาประมาณ 17.00น. ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ระหว่างที่กลุ่มคนเสื้อแดงจัดกิจกรรมวันอาทิตย์สีแดงอยู่นั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าจับกุมนางอมรวัลย์ ซึ่งขายรองเท้าแตะพิมพ์ลาย ด้วยความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในข้อหาร่วมกันจำหน่ายหรือทำให้แพร่หลายซึ่งสิ่งพิมพ์หรือสิ่งอื่นใดที่มีข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวหรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉิน จนกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ทั้งในพื้นที่ที่ประกาศ สถานการณ์หรือในทั่วราชอาณาจักร โดยวันเดียวกัน นายสุรเชษฐ์ ชัยโกศล ส.ส.อยุธยา พรรคเพื่อไทยได้ใช้ตำแหน่งประกันตัว
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านั้น ได้มีการประกาศยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 29 ก.ค. 53
เอาฤกษ์ชุมนุมใหญ่ชูป้ายบอยคอตมาม่า+สหพัฒน์
ที่มา Thai E-News


รณรงค์คว่ำบาตรเศรษฐกิจ-ในการชุมนุมใหญ่ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 มกราคมที่ผ่านมา มีการรณรงค์ให้คว่ำบาตรสินค้าที่สนับสนุนเผด็จการอำมาตย์ได้รับความสนใจและตอบรับจากคนเสื้อแดงอย่างมาก
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา เฟซบุ๊ค
25 มกราคม 2554
ในการชุมนุมใหญ่จากราชประสงค์ถึงราชดำเนิน เมื่อวันอาทิตย์ 23 มกราคมที่ผ่านมา คนเสื้อแดงได้ตั้งเต๊นท์ที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย แจกเอกสารรายชื่อสินค้าที่ขึ้นบัญชีต้องถูกคว่ำบาตร โดยระบุในเอกสารว่าการร่วมมือกันบอยคอตสินค้าเหล่านี้จะทำให้คนเสื้อแดงแปลงสภาพจากการเป็นผู้ถูกล่ามาเป็นผู้ล่า และชูป้ายรณรงค์ต่อต้าน พร้อมกับปราศรัยให้คนไทยร่วมกันบอยคอต



ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 15 มกราคมที่ผ่านมา เครือข่ายผู้บริโภคสีแดงได้ประกาศยกระดับคว่ำบาตรสินค้าหนุนเผด็จการ จากเดือนแรกก่อผลสะเทือนมาม่า ยกสองขยายเวลา 3 เดือน พุ่งเป้าเครือสหพัฒน์ยกแผง ถึง15เมษายนรวม3เดือน เน้นสินค้ามวลชนแบรนด์ดังทั้งมาม่า ผงซักฟอกเปา ยาสีฟันSALZ แป้งโคโดโมะ น้ำยาบ้วนปากSYSTEMA ชุดชั้นในสตรีWACOAL เสื้อเชิ้ตARROW-LACOSTE รองเท้าPAN ร้านสะดวกซื้อ108SHOP
คว่ำบาตร1เดือนสะเทือนมาม่า ยกระดับบอยคอตสินค้าเครือสหพัฒน์ เริ่มวันนี้หยุดซื้อ'เปา'+90แบรนด์
เครือข่ายผู้บริโภคสีแดงประกาศว่า หลังจากคนไทยไม่ต่ำกว่า 20 ล้านคนเข้าร่วมรณรงค์คว่ำบาตรมาม่ามาเป็นเวลา 1 เดือน ระหว่างวันที่ 8 ธันวาคม 2553-8 มกราคม 2554 แม้จะก่อผลสะเทือนขนานใหญ่ ทว่าผู้บริหารในเครือสหพัฒนพิบูลยังไม่ได้แสดงความสำนึกหรือขอขมาต่อลูกค้าผู้บริโภคชาวไทยผู้มีพระคุณ ที่รักประชาธิปไตยชิงชังเผด็จการ และยังไม่ได้แสดงตนว่าจะยุติการรับใช้เผด็จการแต่อย่างใด ดังนั้นจึงเห็นสมควรเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรดังต่อไปนี้
1.ขยายเวลาการรณงค์หยุดซื้อ หยุดกินมาม่าออกไปอีก 3 เดือน ระหว่างวันที่ 15 มกราคม -15 เมษายน 2554 หรือจนกว่าผู้บริหารของมาม่า และสหพัฒน์จะสำนึกผิดและขอขมาคนไทยอย่างเป็นทางการ พร้อมประกาศยุติการรับใช้เผด็จการ
2.ยกระดับคว่ำบาตรสินค้าเครือสหพัฒน์ทั้งหมด 90 แบรนด์สินค้า โดยระยะ 3 เดือนแรกให้เริ่มจากสินค้าที่เป็นสินค้ามวลชน ผู้บริโภคจดจำตราสินค้าได้ง่าย โดยแบ่งเป็นหมวดหมู่ดังนี้
2.1 ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม ( ดูรายชื่อสินค้าหมวดนี้ของเครือสหพัฒน์ ) มุ่งโฟกัสการคว่ำบาตรมาม่า เป็นหลัก

2.2ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ในครัวเรือน ( ดูรายชื่อสินค้า ) มุ่งโฟกัสคว่ำบาตรหยุดซื้อ หยุดใช้ผงซักฟอกเปา รองลงมาคือน้ำยาล้างจานไลป้อน

2.3ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ส่วนบุคคล (ดูสินค้าหมวดนี้เครือสหพัฒน์) มุ่งเป้าโฟกัสการคว่ำบาตรหยุดซื้อหยุดใช้ ยาสีฟันSALZ และแป้ง+ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กKODOMO น้ำยาบ้วนปากSYSTEMA ชุดชั้นในสตรีWACOAL เสื้อเชิ้ตARROW-LACOSTE รองเท้าPAN เป็นต้น
2.4ธุรกิจค้าปลีก ร้านสะดวกซื้อ 108 SHOP หยุดเข้า หยุดซื้อ
"เหตุที่ต้องประกาศยกระดับการคว่ำบาตรเครือสหพัฒน์ในวันนี้ ก็เนื่องจากตรงกับวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ซึ่งพฤติกรรมการจับจ่ายของผู้บริโภค โดยเฉพาะคุณแม่บ้านมักจะช็อปปิ้งในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ หากคุณแม่บ้านเสื้อแดง หรือประชาชนไทยทั่วประเทศที่เคยเทคะแนนเสียงเลือกตั้งให้พรรคไทยรักไทย 19 ล้านเสียง บวกกับคนในครอบครัวอีกครอบครัวละ 3คน รวมกันราวๆ50ล้านคนทั่วประเทศ เริ่มหยุดซื้อมาม่า หยุดซื้อผงซักฟอกเปา หยุดซื้อยาสีฟันSALZ แป้งเด็กKODOMOในช่วง2วันของการเริ่มต้น คือ15-16มกราคมนี้ จะก่อผลสะเทือนแก่เครือสหพัฒน์แค่ไหน"เครือข่ายฯระบุ
เครือข่ายผู้บริโภคสีแดงกล่าวว่า จึงขอความร่วมมือคนเสื้อแดงร่วมกันคว่ำบาตรสินค้าเครือสหพัฒน์ตั้งแต่นี้ไป มีกำหนดระยะเวลา 3 เดือน หรือจนกว่าจะสำนึกกลับตัวกลับใจ แต่หากไม่ยอมกลับตัวกลับใจก็ต้องเจอแบนตลอดชีวิต
พร้อมกันนี้ได้ประกาศเตือนไปยังองค์กรธุรกิจต่างๆที่ยังทำตัวเป็นมือตีนสมุนรับใช้เผด็จการ เกื้อหนุนเผด็จการก็อาจตกเป็นเป้าหมายการคว่ำบาตรของประชาชนไทยเช่นกัน โดยมีบัญชีที่ต้องจับตา เช่น อินเตอร์เน็ตTRUE ห้างสะดวกซื้อ7-ELEVEN สินค้าเครื่องดื่มกระทิงแดง คาราบาวแดง เป็นต้น แต่ยังให้โอกาสปรับปรุงพฤติกรรมซักระยะก่อน หากยังไม่ดีขึ้น ก็ต้องขึ้นบัญชีดำบอยคอตแบบเครือสหพัฒน์ต่อไป
*******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:
-วิวาทะประธานมาม่า VS เครือข่ายผู้บริโภคสีแดง:สงครามคว่ำบาตรก่อผลสะเทือนฐานเผด็จการ
Monday, January 24, 2011
GAG LASVEGAS: PROPAGANDA CONTROL THE MEDIA - THE MEDIA CONTROLS US
ที่มา Thai E-News

ภาพ: GAG LASVEGAS
คำ: ปีกซ้าย
เมื่อรถถังเสพสังวาสกับปากกา
อิสราเสรีก็สูญสิ้น
เมื่อจรรยาหลับไหลใต้อุ้งตีน
ทั่วแผ่นดินก็ร่ำไห้ไร้สมดุลย์
เมื่อท็อปบู๊ทดึงดูดใจกว่าไร่ส้ม
ที่เคยถ่มก็ก้มเลียจนเสียศูนย์
ที่เคยด่าว่าซากเดนปฏิกูล
กลับเทิดทูนอำนาจเถื่อนสถาปนา
เมื่อบ้านเมืองเคืองเข็ญเป็นทุรยุค
กลับเสวยสุขอำนาจวาสนา
แถมแอบอ้างยืนข้างชาติประชา
อนิจจาฐานันดร์สี่เปลี่ยนสีแล้ว
เมื่อปากกากับปืนระรื่นชู้
ให้หดหู่โหยหาละห้อยแห้ว
อยุธเยศประเทศชาติอนาถแล้ว
ไม่เหลือแววแว่วหวังหลั่งน้ำตา
เมื่อบ้านเมืองเคืองเข็ญเป็นฉะนี้
คนดีดีไม่ล้มตายก็หายหน้า
อสัตย์อธรรมอหังการ์...
ใครจักหยัดขึ้นท้าทวงสัจธรรม?
ใครจุดไฟใต้ ? ปมที่รัฐคิดไม่ออก! บอกไม่ถูก!
ที่มา Thai E-News
“ตุรงแง” คือกลุ่มคนที่มีหน้าที่ในการปฏิบัติการ ก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ที่ได้ถูกกำหนดหน้าที่ในการปฏิบัติการ ตามกรอบใหญ่ที่เรียกว่า “เขตงาน” ที่กลุ่มขบวนการ BRN-COORDINATE ได้กำหนดไว้ ตามแผนการ การสร้างมวลชนและบุคลากรเพื่อ “ทับซ้อน” กับการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล
โดย ปาแด งา มูกอ
24 มกราคม 2554
ตุรงแง” คืออะไร? ใคร?คือ “ตุรงแง”
“ตุรงแง” เป็นภาษาถิ่นมลายู ที่มีความหมายว่า “ทหารบ้าน”
จากข้อมูล ที่ได้มีการระบุว่า “ตุรงแง” คือกลุ่มคนที่มีหน้าที่ในการปฏิบัติการ ก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
เป็นกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ที่ได้ถูกกำหนดหน้าที่ในการปฏิบัติการ ตามกรอบใหญ่ที่เรียกว่า “เขตงาน” ที่กลุ่มขบวนการ BRN-COORDINATE ได้กำหนดไว้ ตามแผนการ การสร้างมวลชนและบุคลากรเพื่อ “ทับซ้อน” กับการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล
โดยเฉพาะการทำลายความเชื่อมั่นต่อประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ทุกภาคส่วน ต่อการปฏิบัติงานของหน่วยงานภาครัฐ ในการแก้ไขปัญหาสถานการณ์และเหตุการณ์การก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (รายวัน) ที่เริ่มรุนแรงมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๔๗ เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน
โครงสร้าง “ตุรงแง”
ขบวนการ BRN-COORDINATE ได้กำหนดและจัดโครงสร้างเพื่อหลอมรวม งานมวลชนและงานด้านการทหารไว้ที่ตำแหน่ง “ตุรงแง” หรือ “ทหารบ้าน” ในการทำหน้าที่สนับสนุนการเคลื่อนไหวในพื้นที่ทุกรูปแบบ
ส่วนใหญ่บุคลากรในกลุ่มนี้เป็นเด็กหนุ่มที่ร่างกายไม่แข็งแรง ไม่สามารถผ่านขั้นตอนไปเป็นนักรบหลักอย่างคอมมานโด หรือกองกำลังติดอาวุธประจำหมู่บ้านอย่าง RKK ได้
แต่ได้ทำพิธี ซูเปาะ (สาบานตน) มาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงได้รับมอบหมายให้มาทำหน้าที่ในงานโฆษณาชวนเชื่อ เพื่อเบี่ยงเบนข้อเท็จจริงให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ ของขบวนการ จัดทำใบปลิว และนำพาตนเองไปอยู่ในร้านน้ำชาประจำหมู่บ้านเพื่อพูดชักจูงใจ และสร้างภาพอันเหี้ยมโหดอำมหิตของเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อให้ชาวบ้านเกิดอาการหวาดกลัวและเกลียดชัง
ในที่สุดนำไปสู่ความร่วมมือกับขบวนการ
บางส่วนของ “ตุรงแง” ที่เข้ามาให้ความร่วมมือช่วยเหลือการปฏิบัติงานกับเจ้าหน้าที่รัฐจนได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจ ได้สวมโอกาสดังกล่าว ในการปล่อย ข่าวลวง ชี้นำ บิดเบือน และเบี่ยงเบนข้อมูลที่เป็นจริง
เพื่อให้เจ้าหน้าที่รัฐ เกิดความไขว้เขวหรือเข้าใจผิด อาทิ การใส่ร้ายป้ายสีกลุ่มบุคคล หรือสถาบันทางสังคม เช่น ปอเนาะ มัสยิด หรือกลุ่มประชาชนที่เป็นกลาง
เมื่อเจ้าหน้าที่ (หลงเชื่อ) ใช้กำลังปิดล้อมหรือตรวจค้น,จับกุม,ควบคุมตัวเพื่อซักถาม กลับจะเป็นการผลักกลุ่มบุคคลหรือสถาบันทางสังคมเหล่านี้ ไปสู่ความร่วมมือกับขบวนการและต่อต้านต่อสู้กับอำนาจรัฐในที่สุด
( ณ ปัจจุบันวันนี้ ยังไม่มีใครหรือหน่วยงานรัฐใดในพื้นที่ จะสามารถล่วงรู้ว่าบุคคลใดหรือบุคลากรใดรวมถึง สายข่าวหรือแหล่งข่าวคนใด คือ “ตุรงแง” ที่สำคัญที่สุดคือ ไม่รู้ว่า “ตุรงแง” ได้เข้ามาแฝงตัวไว้จำนวนมากมายเท่าใด ?)
“ตุรงแง” ยังมีหน้าที่หลักอีก 3 ประการ ดังนี้
1.สืบข่าวความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่รัฐ และสมาชิกใน อาเยาะห์ ทุกคนที่มีพฤติกรรมเชื่อมโยงกับเจ้าหน้าที่รัฐ รวมทั้งพฤติกรรมของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้นำศาสนาในหมู่บ้านจัดตั้ง (อาเยาะห์)
2.ช่วยเหลือสนับสนุนการปฏิบัติการทางการทหารแก่กลุ่มนักรบ ด้วยการจัดหาอาวุธจากแหล่งซุกซ่อนใน อาเยาะห์ หรือจัดเก็บอาวุธที่ใช้ปฏิบัติการและอาวุธที่ยึดได้จากเจ้าหน้าที่ไปเก็บซุกซ่อนไว้ ณ แหล่งซุกซ่อนอาวุธในพื้นที่ อาเยาะห์
3.ปฏิบัติการขัดขวาง เจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อให้การปฏิบัติการของกลุ่มนักรบประสบความสำเร็จ เช่น การตัดต้นไม้ขวางถนน โปรยตะปูเรือใบ ขัดขวางการไล่ติดตามหรือส่งกำลังมาสนับสนุนของ เจ้าหน้าที่รัฐ
นี่คือบทบาทหน้าที่อันสำคัญของ “ตุรงแง” ที่สร้างปัญหาให้กับเจ้าหน้าที่รัฐมาโดยตลอด
จากข้อมูลของที่ได้มีการระบุว่า “ตุรงแง” คือกลุ่มคนที่มีหน้าที่ในการปฏิบัติการ ก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ที่ได้ถูกกำหนดหน้าที่ในการปฏิบัติการ ตามกรอบใหญ่ที่เรียกว่า “เขตงาน” ที่กลุ่มขบวนการ BRN-COORDINATE ได้กำหนดไว้ ตามแผนการ การสร้างมวลชนและบุคลากรเพื่อ “ทับซ้อน” กับการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลนั้น
รัฐบาลและหน่วยงานภาครัฐที่ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่ มีการดำเนินการหรือแก้ไขปัญหาที่สำคัญเช่นนี้อย่างไร จึงทำให้เกิดความสงสัยและคลางแคลงใจว่า ปัญหาการก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ประเทศมหาอำนาจอย่าง สหรัฐอเมริกา ก็มีความเป็นห่วงเป็นใยประเทศไทยอย่างสุดซึ้งเช่นเดียวกัน
โดยได้ประสานความร่วมมือมายังรัฐบาลไทย และได้กำหนดให้พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นพื้นที่ก่อการร้าย เพื่อร่วมมือในการปราบปราม กลุ่มก่อการร้าย ที่สหรัฐฯ กำหนดเป็นแผนนโยบายไว้ ซึ่งนอกจากจะใช้ในประเทศของตนเองแล้ว ยังเผื่อแผ่ไปยังประเทศพันธมิตรและประเทศในกลุ่มเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย
แต่รัฐบาลไทย ต้องการสงวนไว้เป็นเพียง กลุ่มก่อความไม่สงบ (กลัวคำว่า กลุ่มก่อการร้าย เพราะว่าคำนี้ เก็บไว้ใช้ใน กทม.และกลุ่มเสื้อแดงโดยเฉพาะ)ไว้เท่านั้น
แต่จากข้อมูลความเป็นจริงที่มีการระบุว่า การก่อการร้าย ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (TERRORISM IN SOUTHEAST ASIA) เป็นปัญหาที่สำคัญอีกปัญหาหนึ่งของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(Southeast Asia) ซึ่งมีอยู่ 11 ประเทศ คือ บรูไน กัมพูชา ติมอร์ตะวันออก อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย พม่า ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย เวียดนาม
โดยเฉพาะปัญหา การก่อการร้าย ในฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย จะมีความรุนแรงกว่าประเทศอื่นในภูมิภาคแห่งนี้ ได้แก่ กลุ่มอาบูไซยาฟในฟิลิปปินส์ และกลุ่มเจไอของ ญะมาอะห์ อิสลามียะห์(Jama ah Islamiyah)ในอินโดนีเซีย ที่มีความชัดเจนมากที่สุด
สำหรับเหตุการณ์ความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยนั้น ยังไม่มีผู้ชี้ชัดว่ามีการเชื่อมโยงโดยตรงกับกลุ่มก่อการร้ายทั้งสองกลุ่ม
เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงมีคำถามว่าแล้วทำไม สหรัฐอเมริกา จึงต้องให้รัฐบาลไทยร่วมมือในการปราบปราบกลุ่ม ก่อการร้าย ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งๆที่ไม่มีความชัดเจนของกลุ่ม ก่อการร้าย ไม่มีความชัดเจนของกลุ่มที่ต้องการ แบ่งแยกดินแดน
สรุปแล้ว ในเมื่อความไม่ชัดเจนไม่ว่าจะเป็น กลุ่มก่อการร้ายหรือกลุ่มก่อความไม่สงบและกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ไม่เคยปรากฏตัวเหมือนดังเช่น กลุ่มก่อการร้าย,กลุ่มก่อความไม่สงบ,กลุ่มแบ่งแยกดินแดนในประเทศอื่นๆ ที่เขาปฏิบัติกัน จนกลายเป็นระดับก่อการร้ายสากล
ตรงกันข้ามกลับมีแต่ความว่างเปล่า ไร้ตัวตน ไร้ร่องรอย แต่ศักยภาพในการก่อความไม่สงบกลับรุนแรงและอันตรายร้ายแรงอย่างยิ่ง หรือว่า ทหารตำรวจและหน่วยงานภาครัฐของเรา กำลังต่อสู้อยู่กับ “ผี”
แล้วหน่วยกำลัง “ผี” เหล่านี้ (ไม่ว่าจะมีชื่อเรียกว่าอย่างไรก็ตาม) ใคร? เป็นคนสร้างมันขึ้นมา และเพื่อวัตถุประสงค์อะไร? ในการสร้างสถานการณ์,เหตุการณ์ความรุนแรง จนสร้างความเสียหายต่อชีวิตทรัพย์สินทั้ง จนท.รัฐและประชาชนไปเป็นจำนวนมาก
*******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:
-ไฟใต้่ที่รัฐไม่กล้ามอง ไม่กล้าแก้ และไม่กล้าพูด! ..นโยบายที่จะให้ “ทำงานแข่งกัน” เพื่อแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมี ยศ,ตำแหน่ง,เงินเดือน ที่สูงขึ้น เป็นเดิมพัน จึงกลายเป็น “ทำงานปัดแข้งปัดขากัน” ท้ายสุดกลายเป็น “การทำลายล้างกัน”ในที่สุด มิฉะนั้นแล้วจะมีคำว่า “เกลือเป็นหนอน,หนอนบ่อนใส้ หรือ มีใส้ศึก ” เกิดขึ้นในเหตุการณ์บุกทะลวงฐานปฏิบัติการพระองค์ดำ ในครั้งนี้
แดงขึ้นเวทีเหลืองแจงไม่เคยยกป้ายด่าสมัคร
ที่มา Thai E-News
ร.ต.ธนะสิทธิ์ เสื้อแดงขึ้นเวทีเหลืองปฏิเสธไม่ได้เป็นคนยกป้ายด่าสมัครที่ฮิวส์ตัน
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
24 มกราคม 2554
หมายเหตุไทยอีนิวส์:หลังจากเปิดโครงการเส้นทางสีแดง 2,438 กิโลเมตร และได้แวะไปทักทายจับมือและขึ้นเวทีพันธมิตรเมื่อวันที่ 16 มกราคมที่ผ่านมา จนตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของมวลชนเสื้อแดง กระทั่งนปช.แดงทั้งแผ่นดินออกมาแถลงข่าวยืนยันไม่ใช่นโยบายของเสื้อแดงที่จะร่วมมือกับพันธมิตร ล่าสุดคุณFORDแกนนำกลุ่มเส้นทางสีแดง ที่เป็น"แดงขึ้นเวทีเหลืองพันธมิตร"และร.ต.ธนะสิทธิ์ พิพุฒ แกนนำอีกรายได้มีคำชี้แจงมา ดังต่อไปนี้
ตามที่มีผู้กล่าวหาตามอินเตอร์เน็ต และกระดานสนทนาคนเสื้อแดง นำเสนอข้อมูลว่า แกนนำในกลุ่มคนเสื้อแดงนอกจากคุณฟอร์ดแล้ว ที่เหลือมีประวัติที่น่ากังขา เช่น เรืออากาศตรี ธนะสิทธิ์ พิพุฒ เป็นพวก"ธรรมยาตราสันติอโศก" เคยไปชูป้ายประท้วงนายสมัคร สุนทรเวช ขณะไปรักษาตัวที่ฮิวส์ตัน สหรัฐอเมริกา ในขณะที่สมัครกำลังป่วยด้วยโรคมะเร็ง นั้น
ร.ต.ธนะสิทธิ์ได้ชี้แจงผ่านไทยอีนิวส์ว่า "การไล่ลุงหมัก ไม่ใช่ผมแน่นอน ยินดีให้ตรวจสอบ พาสปอร์ต/วีซ่าเฃ้าอเมริกา และผมเป็น MR. FITNESS การบินไทย เป็น นักปั่นจักรยาน หุ่นเฟิร์ม ไม่เฟอะฟะเหมือนคนในรูปตัดแปะ"
เขาชี้แจงเพิ่มเติมว่า "การขึ้นเวทีพันธมิตรหน้าทำเนียบฯนั้น เพราะผมไม่กลัวพันธมิตร และการฃึ้นเวที แล้วผมพูดว่า " การเป็นคนดีไม่ใด้อยู่ที่สีเสื้อ แต่อยู่ที่การกระทำ " ไม่ใช่ความผิด"

ส่วนการกล่าวหาว่าเขาเป็นพวกสันติอโศกเพราะไปร่วมเดืนยาตราเพื่อสันติใน3จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น เขาชี้แจงว่า"เดินเพื่อสันติสู่ปัตตานี 1,100 กม.จากศาลายาสู่ปัตตานีเพราะหัวใจสลายจากความตายพ่ายแพ้ อยากพิสูจน์หัวใจ ดร.โคทม อารียา และสันติอโศกที่จัดเดินขบวนเพื่อสันติภาพว่าทำด้วยอะไร ผมเป็นนักสันติวิธี ไม่โกรธ ไม่รุนแรง ไม่ตอบโต้ (สายหมอเหวง )จริงๆแล้ว ที่ผมพูดมาทั้งหมด แค่เปิด FACE BOOK แล้วพิมพ์ชื่อ ร.ต. ธนะสิทธิ์ หรือ ผู้กอง เต่า ความจริงทั้งหมดก็จะปรากฏ ไม่คิดปิดบัง"
ร.ต.ธนะสิทธิ์ชี้แจงด้วยว่า "อันที่จริง นปช. และ พรรคเพื่อไทย ไม่ใด้มีความสำคัญกับผมเท่าไร แค่อุดมการณ์เดียวกัน
....สิ่งที่ผมทำอยู่ทุกวันนี้ ผมแค่ทำในสิ่งที่อยากจะทำ และทำในสิ่งที่จำเป็นต้องทำ ด้วยเงินส่วนตัว
....ผมเป็นนายทหาร 10 กว่าปีรักความเป็นธรรมรักความยุติธรรม
....ผมเป็นวิศวกรการบินไทย 20 กว่าปี เป็นกรรมการสหภาพ 1 สมัย กรรมการสโมสร 1 สมัย
....ผมชอบการเลือกตั้ง
....นั่นคือ แบร์กกราวด์เล็กน้อยของผม"
...คงวิเคราะห์ เจาะลึกผมแล้วแหละ
...เป็น แดงแท้ แดงเทียม แดงตบทรัพย์ หรือคนแก่สติฟั่นเฟือน หัวใจสลาย
...ใน FB ใครบางคนเรียกผมว่า "นักปั่น เดินเท้า " " แสบ นครบาล "
...แต่ผมสมัครใจที่จะเรียกตัวเองว่า " ผู้ก่อการรัก "
...ยึดแนวทาง สันติวิธี ไม่โกรธ ไม่รุนแร็ง ไม่ตอบโต้ ไม่ผิดกฏหมาย
...และถ้าแกนนำ นปช. / พรรคเพื่อไทย จะผลักใสไล่ส่ง
...ผมก็ไม่ตำหนิ ไม่ตอบโต้
...ฝากเรียนฃอบคุณ
...1.ดร. อภิวันท์ รองหน.พรรคเพื่อไทย
...2.อ. ธิดา ประธาน น.ป.ช.
...3.คุณ สมหวัง แกนนำ น.ป.ช
...4.คุณ จ่า ประสิทธิ์ ตำรวจมะเฃือเทศ.....
.......ที่กรุณาประชาสัมพันธิ์ " เส้นทางสีแดงทุกครั้งที่ขึ้นเวที "

ขณะที่คุณ FORD เรด ทรู้ธ โอนลี่ ได้แจ้งว่า "ผมได้ส่งคลิปที่พวกเราส่งให้กับ Voice TV / Asia Update เป็นคลิปที่พวกเราชี้แจงกรณีไปร่วมเวทีพันธมิตรและยืนยันความตั้งใจที่จะทำกิจกรรมเส้นทางสีแดงจนจบ
อนึ่ง บนเวทีพวกเราพูดกันคนละไม่เกิน 2 นาที ผมสรุปปิดท้ายว่าเส้นทางสีแดงทำกิจกรรมเพื่อมนุษยธรรม ไม่เกี่ยวกับการเมืองและไม่มีพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองหนุนหลัง และพวกเราจะมาผ่านทางเพื่อไปทำกิจกรรมที่เชียงราย หลังจากนั้นทุกคนรีบออกมาเพราะทราบดีว่าไม่ควรจะอยู่นาน ทุกคำพูดบนเวทีไม่ได้ทำให้คนเสื้อแดงเราเสียหาย แต่ทำให้คนที่ใส่เสื้อต่างสีและสื่อสีเหลืองได้เช้าใจหัวใจคนเสื้อแดงมากกว่าเดิม
กรุณาคลิกด๔คำชี้แจงที่ http://www.youtube.com/watch?v=Bc0BjyargYc
ไนอกจากนั้นได้แจ้งข่าวประชาสัมพันธ์ว่า เมื่อ 23 มค.โครงการเส้นทางสีแดงเดินทางมาถึงอ.มโนรมย์ จังหวัดชัยนาท เข้าพักที่วัดกลาง ได้ทำการไหว้อัฐิของผู้เสียชีวิตในวันที่ 19 พค. ซึ่งถูกยิงด้วยกระสุนปืน m16 เสียชีวิตคาที่ ชาวต่างชาติที่มาร่วมกิจกรรมได้ร่วมจุดธูปคารวะดวงวิญญาณผู้ตายด้วย และเช้า 24 มค.พวกเราได้ทำบุญอุทิศสวดกุศล นิมนต์พระ 4 รูปสวดให้กับดวงวิญญาณวีรชน หลังจากนั้นจะเดินทางไปที่จ.อุทัยธานีและเข้าพักที่วัดท่าซุง
http://www.youtube.com/watch?v=P1pGtxXhMZc
http://www.youtube.com/watch?v=85bd0kArPYA
ก่อนหน้านี้(21มกราคม)คุณฟอร์ดได้ทำคำชี้แจงฉบับหนึ่ง ดังต่อไปนี้
ถึง สื่อมวลชน และเพื่อนเสื้อแดง
วันนี้(21มกราคม)เป็นวันแรกที่ผมมีโอกาสเข้าร้านเน็ท และตรวจสอบข้อมูลอย่างจริงจัง กรณีที่กลุ่มเส้นทางสีแดงขึ้นเวทีทักทายให้กำลังใจพี่น้องต่างสีเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา
พวกเราออกจากเวทีพันธมิตรในบ่ายวันนั้น แล้วเดินทางไปสักการะอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และได้เดินทางไปที่จังหวัดนครปฐม ที่นั่นผมได้ขึ้นเวทีเพื่อตอบคำถามพี่น้องเสื้อแดงนครปฐมถึงเหตุผลในการตัดสินใจขึ้นเวทีพันธมิตรในวันนั้น
ผมชี้แจงให้พี่น้องนับร้อยคนที่องค์พระปฐมเจดีย์ ทุกคนที่ได้ฟังผมล้วนแต่เข้าใจและไม่ตำหนิผม
เช่นเดียวกับพี่น้องเสื้อแดงที่บ้านโป่ง ราชบุรีที่ไปพบพวกเราที่วัดท่าเดื่อ พวกเรานั่งจับเข่าคุยกันอ่างเปิดอก ผมได้อธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นและได้ยกตัวอย่างกิจกรรมของเราที่อีสาน โดยเฉพาะกรณีที่พวกเราไปเยี่ยมคุณเกียรติศักดิ์ที่ตาบอดทั้งสองข้าง เพราะแก๊สน้ำตาในวันที่ 10 เม.ย. ทุกคนเข้าใจ
เช่นเดียวกับทุกๆที่ที่เราไปไม่ว่าจะเป็นที่กาญจนบุรี ทั้งที่ไร่ของพล.ท.มะ โพธิ์งาม และที่อ.เลาขวัญ ทุกๆสายที่โทรเข้ามาสอบถามเมื่อได้รับทราบข้อเท็จจริงต่างให้อภัย บางคนแสดงความเห็นว่าพวกเราทำในสิ่งที่ถูกต้องที่หลายๆคนไม่มีโอกาสหรือแม้แต่คิดที่จะทำ!
พวกเราปั่นจักรยานกันทั้งวันๆละ 6-8 ชม. เช้าวันที่สามพวกเราไปเยี่ยมผู้สูญเสียที่ถูกยิงที่นัยน์ตา พวกเราลากันด้วยน้ำตาทั้งผู้ส่งและผู้เยี่ยม
วันนั้นเราปั่นจากวัดชัฏป่าหวายไปบ้านพล.ท.มะ ตั้งแต่ 9.00-17.00 น. ระยะทาง 125 กม. พบผู้สูญญเสียอีกหนึ่งรายซึ่งได้ทำการเก็บข้อมูล และมอบเงินเยียวยาให้
เช้าวันถัดมาเราเดินทางไปอ.เลาขวัญ ตั้งแต่เวลา 9.00-18.00 น.ระยะทาง 112 กม.
ข้อจำกัดประการหนึ่งของการออกมาทำกิจกรรมลักษณะนี้คือ พวกเราต้องใช้เวลาส่วนใหญ๋อยู่บนท้องถนนวันละหลายๆชั่วโมง และแทบไม่มีโอกาสอ่านข่าวหนังสือพิมพ์หรือโทรทัศน์ พวกเราได้ทราบสถานการณ์จากเพื่อนๆและผู้สนับสนุนกิจกรรมของกลุ่มเท่านั้น
พวกเราได้รับการบอกเล่าว่าพวกเราถูกโจมตีในหลายๆเรื่อง หากตัดเรื่องเหลวไหลไร้สาระ ( เช่น พวกเราไม่ใช่แดงแท้ พวกเราเป็นแดงเทียม พวกเราเป็นสีเหลือง พวกเราเป็นสีน้ำเงิน พวกเราไม่โปร่งใสเรื่องเงินบริจาค พวกเราเคยถือป้ายไล่สมัคร พวกเราเป็นสันติอโศก ฯลฯ) หนึ่งในการโจมตีให้ร้ายพวกเราคือพวกเราขึ้นเวทีพันธมิตรและ "จับมือ" กับเสื้อเหลือง
พวกเราต่างแปลกใจกับข่าวที่ได้รับ พวกเราใช้เวลาว่างในการอ่านหนังสือพิมพ์ ติดตามข่าวทางโทรทัศน์ พวกเราพบว่า หนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่ต่างรายงานข่าวอย่างเป็นกลาง บางฉบับที่หวือหวาหน่อยอาจจะรายงานว่าพวกเรา "จับมือ" กับพันธมิตร (ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะกลุ่มผู้ที่ติดตามเรามาหลายคนต่าง "จับมือ" กับพี่น้องต่างสีในลักษณะของการทักทายและโอภาปราศัย แต่ไม่ปรากฏว่าพวกเราคนใดบอกว่าจะเปลี่ยนอุดมการณ์ไปสนับสนุนพันธมิตร )
แต่สำหรับข่าวโทรทัศน์แล้ว ผมพบคลิป 2 คลิปที่ youtube และพยามยามดูหลายรอบก็ไม่มีตรงไหน จุดใดที่แสดงให้เห็นว่า พวกเราไปจับมือกับพันธิมิตรในลักษณะการร่วมมือกันหรือทรยศต่อคนเสื้อแดง?!?
ผมและกลุ่มเส้นทางสีแดงทำกิจกรรมเพื่อคนเสื้อแดงกันอย่างหนัก กลับจาก 1,700 กม.ที่อีสานพวกเราเตรียมงานต่อเพื่อขึ้นภาคเหนือ 2,438 กม.
พวกเราทำกิจกรรมเพื่อคนเสื้อแดงแบบไม่หวังอะไรตอบแทน สมาชิกในกลุ่มครั้งนี้ มีทั้งนักปั่นชราอายุ 73 ปี อดีตทหารอากาศวัย 68ปี ชาวยุโรปที่รักประชาธิปไตยอายุ 68 ปี
คนพวกนี้ออกมาต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของลูกหลานไทย แต่กลับมีคนซื่อบื้อบางคนออกมาโจมตีพวกเราอย่างไร้เหตุผล และปราศจากวุฒิภาวะ ปลุกให้คนเสื้อแดงขับไล่พวกเราอย่างไร้เหตุผล
ไหนบอกว่าคนเสื้อแดงเป็นคนรักความถูกต้อง รักความยุติธรรม รักประชาธิปไตย?
นับแต่นี้ไปกลุ่มเส้นทางสีแดงจะเคลื่อนไหวโดยอิสระไม่ขึ้นกับกลุ่มใด กลุ่มจะตัดสินใจทำกิจกรรมด้วยตัวของกลุ่มเอง และจะรับผิดชอบต่อการกระทำทุกครั้ง กลุ่มเส้นทางสีแดงจะไม่มีวันทรยศต่อคำสามคำนี้ และจะไม่มีทางสนับสนุนเผด็จการ
พวกเราเป็นใคร? พวกเราจะเป็นอะไรได้นอกจากคนเสื้อแดงที่มีความเป็นนักสู้ 100% พวกเราจะไม่เสียเวลาในการจิ้มแป้นด่าผู้อื่นไปวันๆ พวกเราจะไม่เสียเวลาในการประนามผู้อื่นว่าเป็นแดงแท้ หรือแดงเทียม แต่พวกเราจะเดินหน้าต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของตัวเองและลูกหลานไทย
พวกเราจะเดินหน้าทำกิจกรรมเส้นทางสีแดง (ราชประสงค์-เชียงราย) ต่อไปโดยไม่มีการถอยหลัง ไม่ว่าจะมีใครมาต้อนรับหรือไม่ ไม่สำคัญ
จังหวัดใดที่มีข้อมูลของผู้สูญเสียเราจะเดินทางไปเยี่ยมพวกเขา ไปให้กำลังใจ และมอบเงินบริจาคที่เราได้รับให้กับผู้สูญเสียทุกราย
และในวันสุดท้ายของโครงการ 12 กพ. เส้นทางสีแดงจะนำป้ายคำขวัญโครงการว่า "สามัคคีรวมพลัง นำทักษินกลับมา" ไปติดไว้หน้าบ้านท่านนายกฯทักษินด้วยตัวของพวกเราเอง!
ด้วยความเคารพ
FORD
*******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:ลึกๆเบื้องหลังแดงขึ้นเวทีเหลือง
ความจริง ความลวง โดย ประสงค์ วิสุทธิ์
ที่มา มติชน
เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ไปร่วมสังเกตการณ์การสัมมนาสมัชชาปฏิรูปที่มี นพ.ประเวศ วะสี เป็นประธาน
เพื่อให้สื่อมวลชนเห็นภาพปัญหาความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมชัดเจน จึงเชิญตัวแทนชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาเหล่านี้มานำเสนอประเด็นที่เป็นรูปธรรมทั้งทางด้านการศึกษา ระบบภาษี กระบวนการยุติธรรม และการกระจายอำนาจ
ในประเด็นความไม่เป็นธรรมเรื่องระบบภาษีนั้น ตัวแทนแรงงานหญิงในบริษัทแห่งหนึ่งพูดด้วยเสียงสั่นเครือ น้ำตาคลอหน่วยว่า ตนเองต้องถูกหักภาษีเงินได้เป็นประจำทุกเดือน ทั้งที่มีรายได้ไม่มากนัก แต่บริษัทที่ตนทำงานอยู่ ไม่เคยเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเลยเพราะขาดทุนติดต่อกันมานับสิบปี
แรงงานหญิงคนดังกล่าวตั้งคำถามว่า ถ้าบริษัทขาดทุนในลักษณะดังกล่าวจริง ทำไมยังดำเนินกิจการอยู่ได้
ในวงการธุรกิจเป็นที่รับรู้กันว่า บริษัทที่แรงงานหญิงคนดังกล่าวอ้างถึงน่าจะมี 2 บัญชี บัญชีหนึ่งเป็นของจริงที่บริษัทมีกำไร อีกบัญชีหนึ่งสำหรับยื่นต่อสรรพากร เป็นบัญชีที่ขาดทุนเพื่อจะได้ไม่ต้องชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลซึ่งไม่เคยมีข่าวว่า กรมสรรพากรสามารถจัดการปัญหานี้ได้
มีความเชื่อกันว่า ถ้าเป็นบริษัทมหาชนและจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯการหลบ เลี่ยงภาษีคงเป็นไปได้ยากเพราะต้องมีการเปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานของบริษัทตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
แต่ความเป็นจริงแล้ว ผู้บริหารหรือ/และผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัทจดทะเบียนหลายบริษัท มีกลวิธีที่หลากหลายในการผ่องถ่ายหรือไซฟ่อนเงินของบริษัทเข้ากระเป๋าตัวเองโดยที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จับได้บ้าง จับไม่ได้บ้าง (บางครั้งขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของผู้ตรวจสอบบัญชี)
วิธีการที่นิยมกันในช่วงไม่กีปีที่ผ่านมาคือ การทำสัญญาเท็จ/เทียมว่าจ้าง/ซื้อบริการจากบริษัทกระดาษ(ไม่มีตัวตน-ไม่มีธุรกรรม) หรือบริษัทในเครือข่ายของผู้บริหารหรือผู้ถือหุ้นใหญ่ในราคาสูงเกินจริงหรือไม่มีการให้บริการจริง ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ การดำเนินคดีกับอดีตผู้บริหารบริษัทปิกนิคและเครือข่าย
นอกจากตกแต่งบัญชีแล้ว บริษัทเหล่านี้ยังเก่งกาจในการสร้างภาพว่า การดำเนินกิจการเจริญรุ่งเรือง ทำให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมของรัฐบางแห่งหลงเชื่อ (สมคบ?) ไปลงทุนในตั๋วเงินของบริษัทหลายพันล้าน จนอดีตผู้บริหารถูกดำเนินคดีอยู่ในปัจจุบัน
ล่าสุดได้อ่านงบการเงินของของบริษัทขนส่งทางอากาศแห่งนึ่งที่มีผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นบริษัทในต่างประเทศ
บริษัทแห่งนี้ พยายามสร้างภาพลักษณ์และขยายกิจการอย่างรวดเร็วจนมีส่วนแบ่งการตลาดสูงเมื่อเทียบกับคู่แข่งที่มีขนาดใหญ่กว่า
แต่ปรากฏว่า ในงบการเงินประจำปี 2552 ผู้ตรวจสอบบัญชีให้ความเห็นว่า "ได้ให้ข้อสังเกตหมายเหตุประกอบงบการเงิน... ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2552 บริษัทมีหนี้สินหมุ่นเวียนสูงกว่า สินทรัพย์หมุนเวียนจำนวน 5,983 ล้านบาท มีขาดทุนสะสมเกินทุนจำนวน 5,276 ล้านบาท (ทุนจดทะเบียน 400 ล้านบาท) โดยผลขาดทุนสะสมสุทธิสำหรับปี 2552 จำนวน 933 ล้านบาท ปัจจัยดังกล่าวตลอดจนเรื่องที่กล่าวถึงในหมายเหตุ...แสดงว่า มีความไม่แน่นอนที่เป็นสาระสำคัญซึ่งอาจเป็นเหตุให้เกิดข้อสงสัยอย่างมากเกี่ยวกับความสามารถในการดำเนินงานต่อเนื่องของกิจการ"
ในหมายเหตุงบการเงินให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า หนี้สินหมุนเวียนส่วนใหญ่เป็นยอดคงค้างกับกิจการที่เกี่ยวข้องกันในกลุ่มของบริษัทซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ทางอ้อมของบริษัทร้อยละ 49โดยบริษัทคาดว่า จะสามารถขอผ่อนผันเงื่อนไขการชำระหนี้ นอกจากนั้นผู้บริหารบริษัทเชื่อว่า กระแสเงินสดที่คาดว่า จะได้รับจากการดำเนินงานใน 12 เดือนข้างหน้าจะเพียงพอต่อการชำระหนี้สินที่เหลือของบริษัทได้...
จากการตรวจสอบงบการเงินเพิ่มพบว่า บริษัทขนส่งฯแห่งหนี้เป็นลูกหนี้ของกิจการที่เกี่ยวข้องกันกว่า 4,980 ล้านบาทจากหนี้ทั้งหมดกว่า 7,341 ล้านบาท
นอกจากนั้นเมื่อตรวจสอบงบการเงินย้อนหลัง 5 ปีหลังพบว่า บริษัทแห่งนี้ขาดทุนสะสมมาตั้งแต่ปี 2548-2552 ดังนี้ 169 ล้านบาท 127 ล้านบาท เพิ่มเป็น 1,360 ล้านบาท แล้วพุ่งสูงเป็น 4,744 ล้านบาท และ 5,677 ล้านบาทตามลำดับ
ผู้ตรวจสอบบัญชีรายหนึ่งให้ความเห็นว่า จากงบการเงินดังกล่าว บริษัทนี้ดำเนินกิจการอยู่ได้เพราะบริษัทแม่ในต่างประเทศหนุนหลัง เพราะขาดทุนสะสมจำนวนมหาศาลและหนี้ส่วนใหญ่เป็นของกิจการในเครือ
การที่มีหนี้สินจำนวนมากกับกิจการในเครือ แต่ยังคงขยายกิจการอย่างต่อเนื่องทำให้คู่แข่งตั้งข้อสงสัยว่า หนี้กับบริษัทในเครือเกือบ 5,000 ล้านบาทสูงเกินจริงหรือเป็น "หนี้เทียม" หรือไม่ เพราะการที่บริษัทยังขาดทุนสะสมทำไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล
ข้อสงสัยดังกล่าวเป็นการหวาดระแวงเกินไปหรือไม่ น่าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปตรวจสอบดูให้กระจ่างจะได้รู้ว่าอะไรคือ"ความจริง" หรือ "ความลวง" กันแน่

