ที่มา thaifreenews
โดย ice angel
คืบเตรียมระเบิดทำเนียบ เจ้าหน้าที่ชี้โยงบึ้มป่วนกรุงหลายจุด บิ๊กซี ราชประสงค์-รางน้ำ เร่งขยายผลจับผู้ร่วมขบวน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ที่ปรึกษา สบ 10 เดินทางมาร่วมสอบปากคำผู้ต้องหาที่เตรียมนำระเบิดไปวางที่ทำเนียบรัฐบาล ที่กองบังคับการตำรวจนครบาล 6 (บก.น.6) ล่าสุด มีรายงานว่า ชายคนดังกล่าวทราบชื่อ คือ นายธวัชชัย เอี่ยมนาค อายุ 37 ปี อาชีพขับรถจักรยานยนต์รับจ้าง วินเจริญนคร 28 โดยเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนของกองบัญชาการตำรวจนครบาล จับกุมได้ขณะที่ขับขี่รถจักรยานยนต์ยี่ห้อยามาฮ่า นูโว หมายเลขทะเบียน สยบ676 กทม. ตรวจค้นภายในตัวพบระเบิดแสวงเครื่อง เป็นระเบิดชนิดทีเอ็นที น้ำหนัก 1 ปอนด์ จุดชนวนด้วยการตั้งเวลาประกอบเรียบร้อยพร้อมก่อเหตุ ขณะที่อีก1 ลูก เป็นระเบิดแสวงเครื่องยังไม่ได้ประกอบ มีพลุส่องสว่าง ประกอบเชื้อปะทุไฟฟ้า จุดชนวนด้วยโทรศัพท์โนเกีย 3310 โดยจับกุมตัวได้ที่บริเวณแยกสวนมิกสวัน จากนั้นได้ทำการสืบสวนขยายผลผู้ร่วมขบวนการที่บ้านเช่าไม่มีเลขที่กลางซอยพระราม 2 ซอย 28 ในบ้านพักพบเครื่องยิงจรวดอาร์พีจี 1 กระบอก ลูกยิงอาร์พีจี 3 ลูก ลูกระเบิดเอ็ม 79 จำนวน 34 ลูก เครื่องกระสุนอีกหลายรายการ ก่อนนำผู้ต้องหาที่จับกุมได้อีก 4 คนมาสอบปากคำ
จากการสอบสวนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า จะนำระเบิดไปวางที่บริเวณด้านหลังทำเนียบรัฐบาล บริเวณน้ำพุ ริมคลองผดุงกรุงเกษม แต่เนื่องจากมีการวางแผงเหล็กและรั้วลวดหนามกั้น คนร้ายจึงเปลี่ยนใจไปวางอีกจุดหนึ่ง ก่อนที่จะถูกเจ้าหน้าที่เข้าจับกุมตัว
ด้านพล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) กล่าวว่า การจับกุมครั้งนี้เป็นการทำงานร่วมกันของกองบัญชาการตำรวจนครบาล -บก.น.6 ร่วมกับชุดสืบสวนของ พล.ต.อ.อัศวิน สามารถจับกุมกลุ่มผู้ต้องหาที่เตรียมก่อเหตุบริเวณใกล้กับการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ซึ่งจากการตรวจสอบวงจรระเบิดจากผู้เชี่ยวชาญพบว่า มีความเชื่อมโยงกับระเบิดป่วนกรุงหลายจุดใน กทม. ที่ห้างบิ๊กซี ราชดำริ ระเบิดที่ สน.ลุมพินี ระเบิดซ.รางน้ำ และระเบิดที่มหาชัย จ.สมุทรสาคร ซึ่งหลังจากนี้จะมีการขยายผลจับกุมผู้ร่วมขบวนต่อไป
ผบช.น. กล่าวอีกว่า ปกติลักษณะการก่อเหตุของคนร้าย เชื้อปะทุไฟฟ้าและโทรศัพท์จะไม่อยู่รวมกัน แต่กรณีนี้อยู่รวมกันเพราะว่าเป้าหมายเพียงอย่างเดียวคือการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งหลังจากนี้ได้สั่งการให้บก.น.1-9 ตั้งด่านตรวจเข้ม เพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มผู้ไม่ประสงค์ดีมาสร้างสถานการณ์ นอกจากนี้ กลุ่มของผู้ต้องหาครั้งนี้เป็นลักษณะของระเบิดซ้ำ ก็คือมีการนำระเบิดลูกแรกไปวางก่อนเพื่อให้ ตร.ไปตรวจสอบ จากนั้น 30 นาทีก็จะมีการจุดชนวนระเบิดลูกที่ 2 ซึ่งก็จะทำให้เจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ
ขณะที่พล.ต.ต.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 6 (ผบก.น.6) กล่าวว่า ชุดสืบสวนได้มีการแกะรอยมานาน และทราบว่าผู้ต้องหาจะมาก่อเหตุบริเวณใกล้ทำเนียบรัฐบาล โดยสามารถจับกุมได้ขณะผู้ต้องหาเตรียมก่อเหตุ สอบสวนผู้ต้องหายอมรับตั้งใจมาก่อเหตุบริเวณหลังทำเนียบฯ แล้วเปลี่ยนใจย้ายจุดมาวางที่บริเวณสะพานชมัยมรุเชฐ ก่อนจะถูกจับกุม ทั้งนี้ผู้ต้องหารับไม่ใช่เรื่องส่วนตัว และตั้งใจสร้างสถานการณ์ แต่จะหวังผลอะไรนั้นต้องมีการสืบสวนขยายผลต่อไป
“หากพิจารณาพฤติการณ์ของคนร้าย คือลูกแรกมีการวางระเบิดตั้งเวลา 30 นาที ซึ่งหากเกิดระเบิดขึ้นจะมีรัศมีทำลายล้าง 10 เมตร หากมีประชาชนอยู่ใกล้อาจทำให้เกิดการสูญเสีย ส่วนลูกที่ 2 จะมีการวางใกล้กับจุดที่เกิดเหตุ เพื่อให้เกิดระเบิดซ้ำ หากอยู่ใกล้ก็จะได้รับอันตรายถึงชีวิตได้เช่นกัน หลังจากนี้จะให้เจ้าหน้า พฐ.เข้าตรวจสอบวัตถุระเบิดดังกล่าวอีกครั้ง” ผบก.น.6 กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับอาวุธที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ทำการจับกุมได้นั้น ประกอบด้วย ลูกยิงอาร์พีจี จำนวน 3 นัด , เครื่องยิงอาร์พีจี 1 กระบอก , ดินขับ 3 ชุด ,ตัวชนวน 4 อัน , กระสุนซ้อมยิงใช้กับปืนขนาด 20 มม. จำนวน 2 นัด , ลูกระเบิดขนาด 40 มม. เป็นแบบลูกปราย 3 นัด แบบเจาะเกราะ 4 นัด แบบสังหาร 27 นัด ซึ่งใช้กับ เอ็ม 79 , กระสุนขนาด 7.62 ใช้กับปืนอาก้า 23 นัด ,กระสุนขนาด 5.56 ใช้กับ เอ็ม16 จำนวน 115 นัด , กระสุนแบบเอ็ม 60 ขนาด 7.62 จำนวน 35 นัด ,กระสุนปืนคาร์บิ้น 117 นัด และรถกระบะ ยี่ห้ออีซูซุ สีเขียว หมายเลขทะเบียน บท-4330 ลำปาง
สำหรับรายชื่อผู้ต้องหา ทั้ง 5 คนประกอบด้วย 1.นายธวัชชัย หรือดำ เอี่ยมนาค อายุ 37 ปี อยู่บ้านเลขที่ 784 ถ.เจริญนคร แขวงบางลำพูล่าง เขตคลองสาน กทม. 2.นายดร มาตา อายุ 42 ปี อยู่บ้านเลขที่ 143 ม.3 ต.นาแส่ง อ.เกาะคา จ.ลำปาง 3.นายนพคุณ ศรีวงศ์มงคล อายุ 60 ปี อยู่บ้านลขที่ 37 ซ.พระราม 2ซอย 69 แยก 2-8 แขวงสแมดำ เขตบางขุนเทียน กทม. 4.นายวิวัฒน์ หรือ เซี๊ยะ วัฒนสกุลยิ้ม อายุ 60 ปี อยู่บ้านเลขที่ 79/125 ซ.ศิลปเดช ถ.จอมทอง แขวงบางค้อ เขตบางขุนเทียน กทม. และ5.นายมานัส รันรัตน์ อายุ 52 ปี อยู่บ้านเลขที่ 77/2 ต.ท่าช้าง อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่
http://www.posttoday.com/ข่าว/อาชญากรรม-สังคม/71154/ชี้เตรียมบึ้มทำเนียบโยงป่วนกรุง
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, January 25, 2011
ชี้เตรียมบึ้มทำเนียบโยงระเบิดป่วนกรุง
66ศพยังไร้ค่า?
ที่มา ข่าวสด
เหล็กใน
สมิงสามผลัด
การแถลงข่าวของกรมสอบสวนคดีพิเศษเมื่อสัปดาห์ก่อนถึงการสอบสวนคดี 91 ศพเสื้อแดง
แม้จะไม่มีอะไรแปลกใหม่
แต่ก็ถือว่าเป็นการเปิดปากครั้งแรกของนายธาริต เพ็งดิษฐ์ ที่ยอมรับว่า 13 ศพเสื้อแดงเกิดจากฝีมือเจ้าหน้าที่รัฐ
ในจำนวนนี้มี 2 ศพในวัดปทุมวนาราม และนักข่าว ญี่ปุ่นรวมอยู่ด้วย
นายธาริตยังระบุด้วยว่าอีก 12 ศพ รวมพ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม เป็นฝีมือของกลุ่มนปช.
ตรงนี้ก็ถือว่าชัดเจนขึ้นบ้าง
แต่ก็แปลกใจว่าแล้วอีก 65-66 ศพเป็นฝีมือใคร ??
ดีเอสไอใช้เวลาสอบสวนคดีนี้นาน 8-9 เดือนสรุปได้แค่นี้เองหรือ !!
อีก 66 ศพที่นายธาริตบอกได้แค่ว่ายังไม่ปรากฏตัวผู้กระทำผิด
ในจำนวนนี้ มีการเสียชีวิตของเสธ.แดง น้องเกด และนักข่าวอิตาลี
ตรงนี้ยังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่อไปอีก
การสรุปผลสอบแค่ 25 ศพของนายธาริตต้องการจะบ่งบอกอะไร
คนเสื้อแดง-เจ้าหน้าที่รัฐตายเท่าๆ กันแค่นั้นหรือ !?
ทั้งที่อีก 66 ศพส่วนใหญ่เป็นผู้ชุมนุมนปช. และประชา ชนผู้บริสุทธิ์
เอากันง่ายๆ ถ้าดีเอสไอตั้งใจทำคดีอย่างจริงจัง
คงไม่มีคำว่า "ยังไม่ปรากฏตัวผู้กระทำผิด"
ความจริงการชันสูตรศพผู้เสียชีวิต บ่งบอกข้อเท็จจริงอะไรบางอย่างแล้ว
แค่หลักการชันสูตรศพเบื้องต้น ยังไม่ต้องมีพยานมาประกอบ
บาดแผลรอยกระสุนก็เพียงพอบอกได้แล้วว่า
ผู้เสียชีวิตถูกยิงด้วยปืนชนิดไหน หัวกระสุนแบบไหน หัวกระสุนสีอะไร
เอาให้ลึกลงไปอีกก็ต้องบอกได้ว่าวิถีกระสุนมาจากทิศ ทางใด
ยิงจากบนลงล่าง ล่างขึ้นบน หรือระนาบเดียวกัน
เมื่อเอาบาดแผล ชนิดปืน วิถีกระสุน มาประมวลจากจุดที่ถูกยิง
ก็คงบอกได้ว่าเสธ.แดงถูกกระสุนปืนสไนเปอร์หรือไม่
น้องเกดถูกกราดยิงจากบนรางรถไฟฟ้าหรือเปล่า
แต่นายธาริตกลับไม่ทำเรื่องนี้ให้กระจ่าง
แถมยังโยนสำนวนกลับไปให้ตำรวจชันสูตรศพเพิ่มเติม
คงหวังประวิงเวลาไปได้อีกหลายเดือน
ต้องถามต่อไปว่ามีเหตุผลอะไรถึงสรุปแค่ 25 ศพ
แล้วอีก 66 ศพไร้ค่าไร้ความหมายหรืออย่างไร
ผู้บาดเจ็บจากการถูกลอบยิงอีกนับพันคน
ทำไมไม่มีการพูดถึง !?
บางคนทุพพลภาพ บางคนพิการตาบอด บางคนต้องตัดแขนตัดขา
ทำไมดีเอสไอถึงไม่สอบสวนทำคดีให้เลย
ทั้งที่บุคคลเหล่านี้เห็นกะตาตัวเองด้วยซ้ำว่าใครเป็นคนลั่นไก
คนเหล่านี้คงสิ้นหวังกับการทวงความยุติธรรมแล้ว
ยิ่งการสาวให้ถึงคนสั่งการ
คงไม่ต้องไปคาดหวังอีกเลย
ฟ้าสีหม่นหมอง ท้องถนนมีแต่สีแดง 555
ที่มา thaifreenews
โดย หงส์ศาลาแดง
สลบไสลไปวันเต็มๆ
วันนี้ขอชื่นใจกับความประทับใจ
ความภูมิใจว่าครั้งหนึ่ง
ในหน้าประวัติศาสตร์นั้น
ตัวเราก็มีส่วนร่วม
ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ
กูก็จะสู้มึงไปทุกวัน
เช้าวันที่ 23 -11-2554
เตรียมตัวไปร่วมขบวนกันตั้งแต่เช้า
ข้าวก็ต้องซื้อกินค่าน้ำมันก็ต้องช่วยกันออก
คลิ้กชมภาพทั้งหมดที่นี่ครับ
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 25/01/54
ที่มา thaifreenews
โดย blablabla
ยุคไข่ ชั่งกิโล แกล้งโง่ชิมิ
อุตริ คิดอุบาทว์ อนาถล้น
เสียเงินจ้าง ผู้วิจัย ให้สัปดน
ทุเรศคน ต้นคิด จิตอัปรีย์....
โดนชาวบ้าน ตะโกนด่า ว่าบัดซบ
ยังเลี่ยงหลบ ทดลองก่อน อ้อนโน่นนี่
แล้วจ้างสื่อ กระพือข่าว เรื่องราวมี
โครงการดี ไข่วิวัฒน์ ของรัฐบาล....
แก้ปัญหา เฉื่อยชา ไม่มาพูด
บทพิสูจน์ พวกโง่ เก่งโวหาร
พูดแต่เรื่อง เพ้อฝัน โดยสันดาน
เพื่อสืบสาน พรรคชั่วช้า มานานปี....
คุณภาพ เบาหวิว แต่หิวโหย
หวังกอบโกย ให้อิ่มหนำ ย้ำสุขี
การทำงาน แค่ศูนย์ พูนทวี
ช่างเหมาะดี สมสมัย จัญไรชน....
มีแต่เรื่อง เหลวไหล ใจวิปริต
ไม่เคยรู้ ถูกผิด จิตสับสน
ดำเป็นขาว ขาวเป็นดำ ระยำคน
หนี้ท่วมท้น ยังยิ้มร่า ว่าถูกทาง....
รัฐบาล ไข่กิโล โง่หรือบ้า
สร้างปัญหา เอาไว้ ใครสะสาง
ลูกหลานเหลน นั้นหนอ รออับปาง
ช่างเลือนลาง จริงหนอ ตอแหลแลนด์....
blablabla32@hotmail.co.th
http://www.facebook.com/profile.php?id=100001177832717
วันอังคารที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2554
"เสื้อแดง" กลับมาพร้อม "รอยแผลเก่า"
ที่มา thaifreenews
โดย bozo


รับชมข่าว VDO
http://www.matichon.co.th/mtc-flv-window.php?newsid=1295867321
โดย ชฎา ไอยคุปต์
http://www.youtube.com/embed/uNdqXoFCuI8
การรวมตัวกันของคนเสื้อแดงเริ่มตั้งแต่ต้นปี 54
จำนวนผู้เข้าร่วมชุมนุมมีความหนาแน่นอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อวันที่ 9 มกราคม เป็นการนัดชุมนุมครั้งแรกหลังจากที่มีการยกเลิก
ประกาศ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ปรากฎว่า
จำนวนคนมหาศาลหลั่งไหลลงไปเดินบนนถนนราชดำริ
บริเวณสี่แยกราชประสงค์ อย่างเนืองแน่น
การรวมตัวของกลุ่มคนเสื้อแดงในรอบนี้มีทั้งคนเก่า คนใหม่ กลุ่มเดิมกลุ่มอื่นๆ
ที่เข้าร่วมแสดงพลังในทิศทางเดียว แม้จะไม่ใช่เป้าหมายเดียวกันทั้งหมด
แต่เส้นทางที่คนกลุ่มนี้เดินไปยอมย้อมตัวเป็นสีแดง
เดินขบวนเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย
แสดงความไม่พอใจการบริหารงานของรัฐบาล
และการเรียกร้องเพื่อคนที่สูญเสียในเหตุการณ์สลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง
เมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคม ที่มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก
และผู้ชุมนุมต้องหนีตายกระจัดกระจายแตกกระเจิดกระเจิง หลบกระสุน ระเบิด
กลับภูมิลำเนา เพื่อรอวันที่จะกลับมาใหม่และกลับมาจริงๆ
กลับมาพร้อมรอยแผลเก่ารอยบอบช้ำที่รัฐได้ประทับตรึงไว้
ในความทรงจำของคนเสื้อแดง "ยากจะลืม" ในชั่วลูกหลานรุ่นนี้ได้
ความคับแค้นใจ อึดอัดใจ
ความไม่พอใจ
ความไม่สบายกาย
ความไม่สบายใจ
ความรู้สึกไม่เท่าเทียมกัน
ถูกระบายลงบนแผ่นป้ายต่างๆและจำนวนคนที่ร่วมเดินขบวน
เพื่อแสดงออกทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย
ที่ประชาชนจะใช้เรียกร้องจากรัฐบาล ในฐานะพลเมืองที่มีสิทธิเสรีภาพทำได้
เมื่อประตูสิทธิเสรีภาพถูกเปิดออก มวลชนพรั่งพรูออกมาอีกครั้ง
เป็นการรวมตัวกันอย่างมีพลังและแรงขับเคลื่อนมหาศาล
หลังจากถูกกดด้วย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พร้อมกับข้อเรียกร้อง
ที่มีมากกว่าการขอให้ "ลาออก-ยุบสภา"
แต่เป็นการเรียกร้องให้รัฐบาลชดใช้ และรับผิดชอบ
การกระทำที่รุนแรงกับประชาชนจนถึงขั้นเสียชีวิต
รวมทั้งการกักขังอิสรภาพผู้คนอีกจำนวนมากและการบริหารประเทศ
ล่าสุดในการชุมนุมเมื่อวันที่ 23 มกราคมที่ผ่านมา
มีประชาชนคนเสื้อแดงจำนวนมาก
ที่ออกมาเคลื่อนไหว เดินขบวน
จากแยกสี่แยกราชประสงค์เดินเท้าขับรถมุ่งสู่ถนนราชดำเนิน
ท่ามกลางอากาศร้อนอบอ้าวในช่วงเที่ยงๆถึงบ่ายตั้งเวทีปราศรัยจนถึงเที่ยงคืน
จำนวนคนและรถยังคงหนาแน่นเต็มถนนราชดำเนินทั้งสองฝั่ง
ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงงานเลิกแยกย้ายกันกลับบ้าน
จากการสอบถามประชาชนคนเสื้อแดงที่เข้าร่วมการชุมนุมในครั้งนี้
มีทั้งคนกรุงเทพฯและคนต่างจังหวัดอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ
หรือคนต่างจังหวัดในส่วนภูมิภาค
แม้จะต้องเดินทางไปกลับวันเดียว ไม่ได้ตีตั๋วนอนค้างแรมกลางถนน
แต่พวกเขายังคงรวมกลุ่มกัน เหมารถ ลงขัน จ่ายค่าน้ำมันเพื่อมาแสดงพลังว่า
เสื้อแดงไม่ได้หลบลี้หนีจากไปไหน
ตราบใดที่ข้อเรียกร้องไม่บรรลุผลพวกเราก็จะเรียกร้องต่อไปเรื่อยๆ
ดูเหมือนว่าเหตุการณ์ความรุนแรงที่ผ่านมา
ทำให้กลุ่มคนเสื้อแดงมีแนวร่วมในขบวนการต่อสู้เพิ่มขึ้นไปอีก
รวมทั้งกลุ่มคนที่ไม่พอใจการบริหารของรัฐบาล
ได้เข้ามาร่วมขบวนกันอย่างกลมกลืนเพิ่มขนาดก้อนใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
ไม่มีทางที่รัฐจะมองข้าม "ก้อนแดง" ก้อนใหญ่นี้ได้
อีเมล : iyacoupt@hotmail.com
http://www.facebook.com/update_security_info.php?wizard=1#!/profile.php?id=100001242647508
ประชาธิปไตยไม่ใช่เหลืองหรือแดง
ที่มา ประชาไท
วิบูลย์ แช่มชื่น
iLaw: เรื่องเล่าจากยะลา เมื่อนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนโดนทหารบุกบ้าน
ที่มา ประชาไท
เมื่อ 24 ม.ค. 2554
ฮุสนา (นามสมมติ) เพิ่งพ้นรั้วมหาวิทยาลัยด้วยปริญญาทางด้านกฎหมาย พื้นเพของเธอเป็นคนนครศรีธรรมราช แต่อาสามาทำงานเพื่อความช่วยเหลือประชาชนด้านกฎหมายในพื้นที่จังหวัดยะลา

ที่มาภาพ: สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์
เมื่อเร็วๆ นี้เอง ฮุสนา ซึ่งปกติมีบทบาทเป็นผู้ให้คำแนะนำช่วยเหลือชาวบ้านที่ถูกละเมิดสิทธิจากการใช้กฎหมายพิเศษ อย่างกฎอัยการศึก พ.ร.บ.ความมั่นคง และ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน กลับกลายเป็นผู้ถูกกระทำเสียเอง
เพราะมีกลุ่มทหารและตำรวจถือปืนมาดักรอค้นบ้านของเธอ
เหตุการณ์เกิดขึ้นหลังจากพ้นปีใหม่ไปได้แค่สามวัน เวลาประมาณสองทุ่มครึ่ง ฮุสนาขับมอเตอร์ไซด์กลับมาที่พัก ซึ่งเป็นชุมชนตลาดเก่าที่ตำบลสะเตง อ.เมือง จ.ยะลา เห็นเจ้าหน้าที่ทหารยืนถือปืนเฝ้าอยู่หน้าประตูมัสยิดกลางยะลา ในใจคิดว่าคงมีผู้ใหญ่ท่านใดมาถึงมีกำลังเจ้าหน้าที่ทหารมาอารักขา แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมากเพราะภาพทหารถือปืนกลายเป็นภาพที่ชินตาไปแล้ว
รถของเจ้าหน้าที่จอดยาวตั้งแต่ปากซอยไปถึงท้ายซอย โดยมีเจ้าหน้าที่ทหารจำนวนมากยืนเฝ้าอยู่ที่หน้าปากซอย ฮุสนาเริ่มคิดในใจว่า หรืออาจมีใครวางระเบิดในซอยหรือหน้าบ้าน หรือว่ามีคนโดนยิง
เจ้าหน้าที่ทหารให้สัญญาณโดยใช้ไฟฉายและโบกมือให้เข้าไปได้ เมื่อฮุสนาขี่รถไปถึงละแวกหน้าบ้านพัก ก็มีเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจนอกเครื่องแบบเข้ามาหาแล้วถามว่า “อยู่บ้านหลังไหนครับ ทางเราขอตรวจค้นบ้านเช่าหน่อยครับ” ฮุสนามองโลกแง่ดีว่า คงจะมาตรวจบ้านเช่าที่ยังไม่ขึ้นทะเบียนหรือไม่ก็เจ้าของบ้านเช่าไม่ได้จ่ายภาษี แต่ก็ฉงนใจว่า แล้วเหตุใดเจ้าหน้าที่ถึงมาในยามวิกาล
ระหว่างนั้น ฮุสนากำลังลงจากรถแล้วเดินไปเปิดประตูเพื่อจะนำรถมอเตอร์ไซด์เข้าบ้าน แต่ทันทีที่เปิดประตู เจ้าหน้าที่ก็เข้าไปในบ้าน ยังไม่ทันได้สังเกตหรือเอ่ยอะไร เจ้าหน้าที่ก็เข้ามาถามว่า
“อยู่กับใคร อยู่กี่คน”
ฮุสนาตอบว่า “อยู่คนเดียว”
ทางเจ้าหน้าที่มีท่าทีไม่ยอมเชื่อ ก็เลยถามย้ำไปซ้ำมากับคำถามเดิมๆ
คำตอบก็เหมือนเดิม จากนั้น ฮุสนาก็ถามกลับไปว่า “แล้วพี่มาค้นบ้านอาศัยอำนาจอะไร”
ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบ ตอบว่า กฎอัยการศึก
ฮุสนาเลยถามต่อว่าแล้วมีเหตุอะไรถึงต้องมาค้นยามวิกาล (ปกติแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 96 การค้นในที่รโหฐานต้องกระทำระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นและตกเท่านั้น) [1]
ทางเจ้าหน้าที่ตอบว่า “มีคนร้ายหลบหนีเข้ามาในซอยนี้ จะต้องค้นทุกบ้าน”
จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็ขอบัตรประชาชน แล้วมีเจ้าหน้าที่ผู้หญิงแต่งกายก็ใส่เสื้อโปโลมีโลโก้หรือตราสัญลักษณ์ บางอย่าง สวมกางเกงยีนส์ สวมถุงมือ พูดกับฮุสนาว่าขอค้นบ้านและให้ฮุสนาช่วยพาไปค้น ก็เลยพาเจ้าหน้าที่ไป
ลักษณะบ้านที่ฮุสนาอยู่นั้นเป็นชั้นครึ่ง ชั้นบนไว้เก็บของ เจ้าหน้าที่เข้าไปค้นประมาณ 4-5 คน จากนั้นเมื่อค้นชั้นล่างเสร็จ ทางเจ้าหน้าที่ผู้หญิงก็ทำท่าทางตกใจเมื่อเห็นว่ามีชั้นบนอีก ก็เลยตะโกนเรียกเจ้าหน้าที่ทหาร ขอกำลังมาช่วยค้น พร้อมไฟฉาย เพราะข้างบนชั้นสองมืดเนื่องจากไฟเสีย
จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็ค้นแต่ไม่เจออะไร ฮุสนาเลยถามกลับไปว่า “จะค้นอะไรอีกมั้ย”
ฮุสนาเล่าว่ามีเจ้าหน้าที่ถ่ายรูปขณะกำลังตรวจค้นภายในบ้านด้วย ซึ่งความรู้สึกของเธอเวลานั้น เหมือนเป็นบ้านที่ทำผิดหรือเจ้าของบ้านเป็นผู้ผิดอย่างไรก็ไม่รู้ แม้จะพอเข้าใจว่าก็เป็นการเก็บภาพเพื่อเป็นหลักฐานว่าทางเจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติหน้าที่แล้ว แต่ก็ยังไม่ชอบใจ อย่างน้อย น่าจะขออนุญาตสักนิดก็ยังดี
เมื่อเจ้าหน้าที่ค้นเสร็จก็มานั่งสัมภาษณ์เรื่องทั่วไป เหมือนจะถ่วงเวลาอะไรสักอย่าง จากนั้นฮุสนาก็ถามต่อว่า แล้วมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยไหนบ้าง
ทางเจ้าหน้าที่ตอบว่า สนธิกำลังสามฝ่ายทั้ง ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง
เมื่อถามต่อว่ามากันกี่นาย เจ้าหน้าที่ตอบกลับว่า “โอ้ยย..เยอะ ไม่รู้ว่าเท่าไรหรอก”
จากนั้นก็ให้ฮุสนาเซ็นต์ชื่อในใบบันทึกการค้น ก่อนเซ็นก็ได้อ่านจนมาถึงบรรทัดที่ว่า อาศัยอำนาจ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน 2548 ม.11 (4) [2]
แต่เมื่อมาถึงบรรทัดที่ต้องระบุว่า มีเจ้าหน้าที่ชื่ออะไรบ้างที่มาค้น บรรทัดนั้นกลับว่างเปล่า ฮุสนาจึงถามต่อว่า “อ้าว ทำไมไม่ระบุชื่อผู้ที่นำกำลังมาค้นและปิดล้อมครั้งนี้ว่ามีใครบ้าง”
เจ้าหน้าที่ผู้นำค้นตอบแบบหน้าตายว่า... “โอ้ยยย...มันมีเยอะอ่ะครับเขียนไม่หมดหรอก”
“ทำไมถึงตอบแบบนี้อะ” ฮุสนานั่งปะทะคารมกับเจ้าหน้าที่สักพัก แล้วถามไปว่า ถ้าไม่ยอมเซ็นหรือไม่ให้ค้นล่ะ จะเกิดอะไร เจ้าหน้าที่จึงชี้ที่บรรทัดสุดท้ายของใบบันทึกการค้นว่า “จำคุกสองปี ปรับสี่หมื่นบาท”
ในความรู้สึกฮุสนาตอนนั้น คือรู้สึกแย่มาก ทำอะไรไม่ถูก คิดไม่ทัน กะทันหันมาก กังวลสารพัดกลัวว่าทางเจ้าหน้าที่จะเอาอะไรมายัดเยียดสิ่งของผิดกฎหมายในบ้าน และกังวลว่าจะไม่ยอมปล่อยตัวไป
ฮุสนาได้ถามต่อเจ้าหน้าที่ต่อไปว่า แล้วมีบ้านไหนบ้างที่ไม่ให้ค้น เจ้าหน้าที่ก็ตอบไม่มี แล้วถ้าบ้านไหนไม่มีคนจะทำอย่างไร เจ้าหน้าที่ก็ตอบว่าก็จะให้งัดก็ไม่ได้ก็ต้องปล่อยเลยตามเลยไป
จากนั้นฮุสนาก็พยายามรวบรวมสติกลับคืนมา แล้วถามต่อว่า “แล้วพี่มาค้นบ้านยามวิกาลแบบนี้เนี่ยไม่ละเมิดสิทธิไปหน่อยเหรอ”
เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวตอบกลับมาว่า “ถ้ามันละเมิด ป่านนี้พี่คงติดคุกไปนานแล้วน้อง”
_ _ _ _ _
[1] ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ มาตรา 96
“การค้นในที่รโหฐานต้องกระทำระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นและตก มีข้อยกเว้นดังนี้
(1) เมื่อลงมือค้นแต่ในเวลากลางวัน ถ้ายังไม่เสร็จจะค้นต่อไปในเวลากลางคืนก็ได้
(2) ในกรณีฉุกเฉินอย่างยิ่ง หรือซึ่งมีกฎหมายอื่นบัญญัติให้ค้นได้เป็นพิเศษ จะทำการค้นในเวลากลางคืนก็ได้
(3) การค้นเพื่อจับผู้ดุร้ายหรือผู้ร้ายสำคัญจะทำในเวลากลางคืนก็ได้ แต่ต้องได้รับอนุญาตพิเศษจากศาลตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในข้อบังคับ ของประธานศาลฎีกา”
[2] พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน มาตรา 11 (4)
“ในกรณีที่สถานการณ์ฉุกเฉินมีการก่อการร้าย การใช้กำลังประทุษร้ายต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สิน หรือมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำที่มีความรุนแรงกระทบต่อความมั่นคง ของรัฐ ความปลอดภัยในชีวิตหรือทรัพย์สินของรัฐหรือบุคคล และมีความจำเป็นที่จะต้องเร่งแก้ไขปัญหาให้ยุติได้อย่างมีประสิทธิภาพและทัน ท่วงที ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศให้สถานการณ์ฉุก เฉินนั้นเป็นสถานการณ์ที่มีความร้ายแรง และให้นำความในมาตรา 5 และมาตรา 6 วรรคสอง มาใช้บังคับโดยอนุโลม
เมื่อมีประกาศตามวรรคหนึ่งแล้ว นอกจากอำนาจตามมาตรา 7 มาตรา 8 มาตรา 9 และมาตรา 10 ให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจดังต่อไปนี้ด้วย
...(4) ประกาศ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจออกคำสั่งตรวจค้น รื้อ ถอน หรือทำลายซึ่งอาคาร สิ่งปลูกสร้าง หรือสิ่งกีดขวาง ตามความจำเป็นในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อระงับเหตุการณ์ร้ายแรงให้ยุติโดยเร็ว และหากปล่อยเนิ่นช้าจะทำให้ไม่อาจระงับเหตุการณ์ได้ทันท่วงที”
หมายเหตุ: งานเขียนชิ้นนี้เผยแพร่ครั้งแรกที่ http://www.ilaw.or.th/node/704
ศาลอุทธรณ์ไม่ให้ประกันผู้ต้องหาส่ง SMS หมิ่น ชี้คดีร้ายแรงกระทบจิตใจประชาชน เกรงหลบหนี
ที่มา ประชาไท
24 ม.ค.54 น.ส.พูนสุข พูนสุขเจริญ ทนายความของนายอำพล ตั้งนพคุณ อายุ 61 ปี ผู้ต้องหาคดีหมิ่นเบื้องสูงโดยการส่ง SMS ไปยังมือถือเลขานุกานายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า หลังจากอัยการเป็นโจทก์ส่งฟ้องนายอำพลเป็นจำเลยในคดีหมายเลขดำ อ.311/2554 และศาลชั้นต้นสั่งให้คุมตัวนายอำพลไว้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 19 ม.ค. โดยไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว หลังจากนั้นได้มีการอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นเพื่อศาลอุทธรณ์ปล่อยตัวชั่วคราว
ล่าสุด เมื่อวันที่ 21 ม.ค.ที่ผ่านมาศาลอุทธรณ์ได้มีคำสั่งยกคำร้อง โดยระบุเหตุผลว่า “ข้อเท็จจริงตามข้อหาการกระทำความผิดตามฟ้อง กระทบต่อความรู้สึกของประชาชนและความมั่นคงของประเทศอย่างร้ายแนง คดีอยู่ในชั้นพิจารณา หากผลการพิจารณาสืบพยานมีหลักฐานมั่นคง จำเลยอาจหลบหนี เป็นอุปสรรคหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อการดำเนินคดีในศาล ในชั้นนี้ยังไม่สมควรปล่อยชั่วคราว ที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวระหว่างพิจารณา นับว่าชอบด้วยเหตุผล จึงให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นของจำเลย แจจ้งจำเลยและผุ้ขอประกันทราบตามกฎหมาย
เปิดเอกสาร: อัยการยกฟ้องคดีแม่ค้ารองเท้าแตะลายคล้ายหน้านายกฯ "พยานหลักฐานไม่พอ"
ที่มา ประชาไท
อัยการสั่งไม่ฟ้องแม่ค้าขายรองเท้าแตะหน้าลายคล้ายหน้า "อภิสิทธิ์-สุเทพ" ระบุ "พยานหลักฐานไม่พอฟ้อง"

(24 ม.ค.54) นายอานนท์ นำภา ทนายความคดีแม่ค้ารองเท้าแตะหน้าคล้ายนายกฯ แจ้งผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ได้รับเอกสารจากนางสาวอมรวัลย์ เจริญกิจ อายุ 42 ปี แม่ค้าขายรองเท้าแตะพิมพ์ลายคล้ายหน้านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ซึ่งถูกตำรวจอยุธยาจับกุมและดำเนินคดีว่า อัยการได้มีคำสั่งไม่ฟ้อง โดยระบุว่า พยานหลักฐานไม่พอฟ้อง เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 53 ที่ผ่านมา
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 3 ต.ค.53 เวลาประมาณ 17.00น. ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ระหว่างที่กลุ่มคนเสื้อแดงจัดกิจกรรมวันอาทิตย์สีแดงอยู่นั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าจับกุมนางอมรวัลย์ ซึ่งขายรองเท้าแตะพิมพ์ลาย ด้วยความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในข้อหาร่วมกันจำหน่ายหรือทำให้แพร่หลายซึ่งสิ่งพิมพ์หรือสิ่งอื่นใดที่มีข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวหรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉิน จนกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ทั้งในพื้นที่ที่ประกาศ สถานการณ์หรือในทั่วราชอาณาจักร โดยวันเดียวกัน นายสุรเชษฐ์ ชัยโกศล ส.ส.อยุธยา พรรคเพื่อไทยได้ใช้ตำแหน่งประกันตัว
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านั้น ได้มีการประกาศยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 29 ก.ค. 53
เอาฤกษ์ชุมนุมใหญ่ชูป้ายบอยคอตมาม่า+สหพัฒน์
ที่มา Thai E-News


รณรงค์คว่ำบาตรเศรษฐกิจ-ในการชุมนุมใหญ่ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 มกราคมที่ผ่านมา มีการรณรงค์ให้คว่ำบาตรสินค้าที่สนับสนุนเผด็จการอำมาตย์ได้รับความสนใจและตอบรับจากคนเสื้อแดงอย่างมาก
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา เฟซบุ๊ค
25 มกราคม 2554
ในการชุมนุมใหญ่จากราชประสงค์ถึงราชดำเนิน เมื่อวันอาทิตย์ 23 มกราคมที่ผ่านมา คนเสื้อแดงได้ตั้งเต๊นท์ที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย แจกเอกสารรายชื่อสินค้าที่ขึ้นบัญชีต้องถูกคว่ำบาตร โดยระบุในเอกสารว่าการร่วมมือกันบอยคอตสินค้าเหล่านี้จะทำให้คนเสื้อแดงแปลงสภาพจากการเป็นผู้ถูกล่ามาเป็นผู้ล่า และชูป้ายรณรงค์ต่อต้าน พร้อมกับปราศรัยให้คนไทยร่วมกันบอยคอต



ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 15 มกราคมที่ผ่านมา เครือข่ายผู้บริโภคสีแดงได้ประกาศยกระดับคว่ำบาตรสินค้าหนุนเผด็จการ จากเดือนแรกก่อผลสะเทือนมาม่า ยกสองขยายเวลา 3 เดือน พุ่งเป้าเครือสหพัฒน์ยกแผง ถึง15เมษายนรวม3เดือน เน้นสินค้ามวลชนแบรนด์ดังทั้งมาม่า ผงซักฟอกเปา ยาสีฟันSALZ แป้งโคโดโมะ น้ำยาบ้วนปากSYSTEMA ชุดชั้นในสตรีWACOAL เสื้อเชิ้ตARROW-LACOSTE รองเท้าPAN ร้านสะดวกซื้อ108SHOP
คว่ำบาตร1เดือนสะเทือนมาม่า ยกระดับบอยคอตสินค้าเครือสหพัฒน์ เริ่มวันนี้หยุดซื้อ'เปา'+90แบรนด์
เครือข่ายผู้บริโภคสีแดงประกาศว่า หลังจากคนไทยไม่ต่ำกว่า 20 ล้านคนเข้าร่วมรณรงค์คว่ำบาตรมาม่ามาเป็นเวลา 1 เดือน ระหว่างวันที่ 8 ธันวาคม 2553-8 มกราคม 2554 แม้จะก่อผลสะเทือนขนานใหญ่ ทว่าผู้บริหารในเครือสหพัฒนพิบูลยังไม่ได้แสดงความสำนึกหรือขอขมาต่อลูกค้าผู้บริโภคชาวไทยผู้มีพระคุณ ที่รักประชาธิปไตยชิงชังเผด็จการ และยังไม่ได้แสดงตนว่าจะยุติการรับใช้เผด็จการแต่อย่างใด ดังนั้นจึงเห็นสมควรเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรดังต่อไปนี้
1.ขยายเวลาการรณงค์หยุดซื้อ หยุดกินมาม่าออกไปอีก 3 เดือน ระหว่างวันที่ 15 มกราคม -15 เมษายน 2554 หรือจนกว่าผู้บริหารของมาม่า และสหพัฒน์จะสำนึกผิดและขอขมาคนไทยอย่างเป็นทางการ พร้อมประกาศยุติการรับใช้เผด็จการ
2.ยกระดับคว่ำบาตรสินค้าเครือสหพัฒน์ทั้งหมด 90 แบรนด์สินค้า โดยระยะ 3 เดือนแรกให้เริ่มจากสินค้าที่เป็นสินค้ามวลชน ผู้บริโภคจดจำตราสินค้าได้ง่าย โดยแบ่งเป็นหมวดหมู่ดังนี้
2.1 ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม ( ดูรายชื่อสินค้าหมวดนี้ของเครือสหพัฒน์ ) มุ่งโฟกัสการคว่ำบาตรมาม่า เป็นหลัก

2.2ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ในครัวเรือน ( ดูรายชื่อสินค้า ) มุ่งโฟกัสคว่ำบาตรหยุดซื้อ หยุดใช้ผงซักฟอกเปา รองลงมาคือน้ำยาล้างจานไลป้อน

2.3ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ส่วนบุคคล (ดูสินค้าหมวดนี้เครือสหพัฒน์) มุ่งเป้าโฟกัสการคว่ำบาตรหยุดซื้อหยุดใช้ ยาสีฟันSALZ และแป้ง+ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กKODOMO น้ำยาบ้วนปากSYSTEMA ชุดชั้นในสตรีWACOAL เสื้อเชิ้ตARROW-LACOSTE รองเท้าPAN เป็นต้น
2.4ธุรกิจค้าปลีก ร้านสะดวกซื้อ 108 SHOP หยุดเข้า หยุดซื้อ
"เหตุที่ต้องประกาศยกระดับการคว่ำบาตรเครือสหพัฒน์ในวันนี้ ก็เนื่องจากตรงกับวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ซึ่งพฤติกรรมการจับจ่ายของผู้บริโภค โดยเฉพาะคุณแม่บ้านมักจะช็อปปิ้งในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ หากคุณแม่บ้านเสื้อแดง หรือประชาชนไทยทั่วประเทศที่เคยเทคะแนนเสียงเลือกตั้งให้พรรคไทยรักไทย 19 ล้านเสียง บวกกับคนในครอบครัวอีกครอบครัวละ 3คน รวมกันราวๆ50ล้านคนทั่วประเทศ เริ่มหยุดซื้อมาม่า หยุดซื้อผงซักฟอกเปา หยุดซื้อยาสีฟันSALZ แป้งเด็กKODOMOในช่วง2วันของการเริ่มต้น คือ15-16มกราคมนี้ จะก่อผลสะเทือนแก่เครือสหพัฒน์แค่ไหน"เครือข่ายฯระบุ
เครือข่ายผู้บริโภคสีแดงกล่าวว่า จึงขอความร่วมมือคนเสื้อแดงร่วมกันคว่ำบาตรสินค้าเครือสหพัฒน์ตั้งแต่นี้ไป มีกำหนดระยะเวลา 3 เดือน หรือจนกว่าจะสำนึกกลับตัวกลับใจ แต่หากไม่ยอมกลับตัวกลับใจก็ต้องเจอแบนตลอดชีวิต
พร้อมกันนี้ได้ประกาศเตือนไปยังองค์กรธุรกิจต่างๆที่ยังทำตัวเป็นมือตีนสมุนรับใช้เผด็จการ เกื้อหนุนเผด็จการก็อาจตกเป็นเป้าหมายการคว่ำบาตรของประชาชนไทยเช่นกัน โดยมีบัญชีที่ต้องจับตา เช่น อินเตอร์เน็ตTRUE ห้างสะดวกซื้อ7-ELEVEN สินค้าเครื่องดื่มกระทิงแดง คาราบาวแดง เป็นต้น แต่ยังให้โอกาสปรับปรุงพฤติกรรมซักระยะก่อน หากยังไม่ดีขึ้น ก็ต้องขึ้นบัญชีดำบอยคอตแบบเครือสหพัฒน์ต่อไป
*******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:
-วิวาทะประธานมาม่า VS เครือข่ายผู้บริโภคสีแดง:สงครามคว่ำบาตรก่อผลสะเทือนฐานเผด็จการ

