ที่มา thaifreenews
โดย Bugbunny
ผมนั่งอ่านหนังสือ “กรุงแตก พระเจ้าตาก และประวัติศาสตร์ไทย” ของ ดร.นิธิ เอี่ยวศรีวงศ์ และหนังสืออีกหลายเล่มด้วยความรู้สึกว่า สถานการณ์เมืองไทยวันนี้ มันใกล้สภาพก่อนเสียกรุงครั้งที่สองเข้าไปทุกทีแล้ว
เรื่องที่อาจารย์เขียนไว้นั้นมีหลักฐานอ้างอิงมาจากสารพัดแหล่ง จดหมายเหตุ ฯลฯ ทั้งของไทยและต่างชาติที่มาปฏิสัมพันธ์กับสังคมไทยในช่วงนั้น มันมีสภาพที่ตรงกันว่า อำนาจรัฐของกรุงศรีอยุธยาในช่วงสองปีสุดท้ายก่อนเสียกรุงนั้น เป็นสภาพที่แทบจะสูญสิ้นความเป็นอำนาจรัฐลงไปหมดแล้ว สาเหตุนั้นเป็นเพราะทุกคนมองว่า กษัตริย์และระบอบสังคมของที่นั่นในช่วงก่อนหน้านั้นทั้งอ่อนแอ ไร้เกียรติ จนเป็นสิ่งที่ไม่พึงสนับสนุนอีกต่อไป กษัตริย์องค์สุดท้ายคือพระเจ้าเอกทัศน์นั้นไม่เป็นที่นิยมทั้งของขุนนางและประชาชน ทรงบีบพระเจ้าอุทุมพรน้องชายผู้มีความสามารถให้สละราชสมบัติแก่ตน แล้วใ้ห้ออกไปบวช แต่พอพม่ายกทัพมาสมัยพระเจ้าอลองพญา ก็ไปขอให้กลับมารบพม่า พอไล่ข้าศึกไปได้ ก็กลับมาบีบเอาอำนาจคืน
เรื่องไม่เป็นธรรมต่าง ๆ ก่อนเสียกรุงนั้นยังมีอีกมากมาย ความประจบสอพลอของขุนนางใกล้ชิด เรื่องน่ารังเกียจของผู้หญิงในวัง ฯลฯ ทำให้ความภักดีต่อกรุงศรีอยุธยาในวันนั้นล่มสลายอย่างสิ้นเชิง เจ้าเมืองในหัวเมืองพอพม่ายกมาใกล้ ขู่เข้าหน่อย ก็อ่อนน้อมให้ แบบไม่ต้องรบกันเลย ขุนนางหัวเมืองผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ต่างก็ไม่สนใจอำนาจของกษัตริย์ มีถึงขนาดทิ้งทัพกลับไปทำงานศพมารดา และส่วนกลางก็ทำอะไรไม่ได้ แบ๊ะ ๆ ไป
และปรากฏหลักฐานชัดเจนอีกด้วยว่า ทัพที่ยกเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยานั้นจำนวนมากมายไม่ใช่พม่า แต่เป็นกำลังของหัวเมืองซึ่งเป็นคนพูดภาษาไทยนั่นเองที่สวามิภักดิ์กับพม่า มีคนบอกว่าคนพวกนี้ทรยศ แต่ผมกลับอยากให้มองอีกมุมหนึ่งว่า สมัยนั้นเขาถือว่าอำนาจรัฐอยุธยานั้นก็คืออีกนครรัฐหนึ่งเท่านั้น ความเป็นชาติที่นักประวัติศาสตร์ศักดินาพยายามกรอกหูเรามาตลอดนั้นมันไม่มี มีแต่เมืองขึ้น เมืองออก เมืองพระยามหานคร ประเทศราช ฯลฯ บางเมืองส่งบรรณาการให้เมืองที่มีอำนาจกว่าไปพร้อมกันหลาย ๆ นครเสียด้วยซ้ำ ในยุคนั้นเขาไม่ได้ถือว่าตนเองเป็นชาวอโยธยา แต่เป็นชาวพิษณุโลกบ้าง กำแพงเพชรบ้าง ฯลฯ กันเท่านั้น ไม่ใช่ชาวสยามอย่างที่สร้างกันขึ้นทีหลังแต่ประการใด
ความเป็นสยามนั้นเพิ่งจะมาเป็นจริงเป็นจังกันในสมัย ร.๕ และนโยบายนี้ ก็ยังทำให้รัฐบริวารต่าง ๆ ยุคนั้นไม่พอใจกันอยู่พอสมควร เรื่องการต่อต้านของเจ้าเมืองเหนือ กบฏผีบุญ และกบฏไพร่อื่น ๆ อันเป็นเรื่องราวในท้องถิ่นถูกปิดกั้นไว้จากประวัติศาสตร์ฉบับคำหลวงที่บังคับให้นักเรียนเรียนกันอยู่ทุกวันนี้ คนท้องถิ่นเขาไม่ได้ถือว่าผู้นำเหล่านั้นเป็นฝ่ายอธรรมแต่ประการใด ง่าย ๆ กรณีเจ้าอนุของลาวนั้นเป็นตัวอย่าง ในประวัติศาสตร์ชาติลาว ท่านคือวีรบุรุษของชาติลาวที่ต่อสู้เพื่อให้เป็นเอกราชจากกรุงเทพ ฯ แต่ประวัติศาสตร์ไทยบอกว่าท่านเป็นกบฏ
สภาพไร้ความภักดีที่ปรากฏในขณะก่อนเสียกรุง ฯ นั้น ทำให้กรุงศรีอยุธยาที่ยึดยุทธศาสตร์การป้องกันตัวนคร แล้วให้ทัพหัวเมืองกระหนาบข้าศึกเมื่อฤดูฝนน้ำหลากนั้นไม่ได้เกิดขึ้น เพราะหัวเมืองต่างเข้ากับพม่า แล้วร่วมทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาเองเสียด้วยซ้ำ
เมื่อตีกรุงศรีอยุธยาได้ การปล้นสะดมจึงเกิดขึ้น เพราะกรุงศรีอยุธยานั้นร่ำรวยกว่าหัวเมือง ทองคำหุ้มองค์พระอย่างเดียวก็มากมายนับเป็นพันชั่งแล้ว เพราะมันเหมือนกับเมื่ออำนาจที่จะปกป้องทรัพย์สินสิ้นลง ในยามที่ตนเองร่ำรวยมหาศาลกว่าคนอื่น คนอิจฉาก็ต้องมีมากเป็นธรรมดา และเขาต้องเอาทรัพย์สินไปเป็นประโยชน์ของเขา
กำลังมองว่า วันนี้ที่คนต่างจังหวัดและแม้แต่คนกรุงเทพ ฯ จำนวนมาก รู้สึกว่าถูกอำนาจรัฐกดขี่ข่มเหงด้วยการใช้ความอยุติธรรมทุกรูปแบบอย่างนี้ คนใหญ่คนโตในประเทศนี้จะเป็นอย่างไรเมื่อเกิดเหตุที่ตนเองไม่มีปัญญาปกป้องผลประโยชน์ของชนชั้นสูงเผด็จการศักดินาอำมาตย์ได้ขึ้น ในยามไร้ทั้งอำนาจและบารมี เมื่อวันนั้นมาถึง ผลประโยชน์ของพวกคนเหล่านั้นก็คงจะพินาศไปอย่างเมื่อตอนเสียกรุงเช่นกัน เพราะพวกเขาได้สูญเสียสิ่งสำคัญที่สุดที่เกาะยึดอำนาจให้พวกเขาไปสิ้นนั่นคือความรู้สึกภักดี ซึ่งว่าใครไม่ได้นอกจากตัวเองที่ปล่อยให้สภาพนี้เกิดขึ้นจากการกระทำของตนและคนใกล้ชิดสอพลอ ขนาดสมัยก่อนนั้นข่าวสารเรื่องราวต่าง ๆ ของความอยุติธรรมในนครหลวงยังกระจายไปทั่วจนสลายความภักดีของประชาชนหัวเมืองลงได้ สมัยนี้ก็ไม่ต้องพูดอะไรกันอีกแล้ว
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Sunday, January 30, 2011
บทเรียนเรื่อง “กรุงแตก พระเจ้าตาก และประวัติศาสตร์ไทย”
ปิดฉากคดีสุดพิลึก ขายแตะ"หน้ามาร์ค" กระทบความมั่นคง อัยการ"สั่งไม่ฟ้อง"
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ แฟ้มคดี
เงียบ และเงียบอย่างยิ่ง สำหรับตำรวจจ.พระนครศรีอยุธยา หลังพนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดสั่งไม่ฟ้องน.ส.อมรวัลย์ เจริญกิจ แม่ค้าเสื้อแดงที่ขายรองเท้าแตะพิมพ์ลายคล้ายหน้านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ
น.ส.อมรวัลย์ ถูกตำรวจเมืองกรุงเก่าจับกุมระหว่างนำรองเท้าแตะไปวางขายในที่ชุมนุมของม็อบเสื้อแดง ที่จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2553 พร้อมแจ้งข้อหายาวเหยียด
"ร่วมกันจำหน่าย หรือทำให้แพร่หลายซึ่งหนังสือพิมพ์หรือสิ่งพิมพ์หรือสิ่งอื่นใด ที่มีข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว หรือทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉิน จนกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนในทั่วราชอาณาจักร"
ตำรวจสรุปคดีอย่างรวดเร็วก่อนส่งให้อัยการพิจารณา ท่ามกลางเสียงคัดค้านของทั้งเสื้อแดง และนักกฎหมาย
เนื่องเพราะคดีนี้ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน ข้อหาที่ตำรวจจับดำเนินคดีถือว่าแปลกพิสดารอย่างยิ่ง
ประการหนึ่งนักกฎหมายระบุว่าน่าจะเข้าข่ายคดีหมิ่นประมาทระหว่างแม่ค้ารองเท้าแตะ กับนายอภิสิทธิ์ หรือนายสุเทพ ไม่ใช่คดีอาญาแผ่นดินที่ตำรวจจะดำเนินการได้เอง
ประการหนึ่งพื้นที่จ.พระนครศรีอยุธยา ก็ไม่ใช่พื้นที่ประกาศเขตภาวะฉุกเฉิน
รวมไปถึงคำถามว่าการขายรองเท้าแตะของผู้หญิงคนหนึ่งกระทบต่อความมั่นคงตรงไหน
ยิ่งเมื่อมีคำถามกลับไปสมัยม็อบพันธมิตรฯ นำภาพพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และบุคคลในครอบครัวมาล้อเลียนคล้ายๆ กัน กลับไม่ดำเนินการใดๆ
อย่างไรก็ตามท้ายที่สุดคดีนี้เมื่อส่งถึงมืออัยการ ก็พิจารณาและตัดสินอย่างรวดเร็วสั่งไม่ฟ้อง ให้คดีจบสิ้นไปตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม 2553
หรือเพียงไม่นานหลังตำรวจสั่งฟ้อง
จึงมีคำถามเซ็งแซ่ทันทีว่า ตำรวจที่จับผู้หญิงคนหนึ่งดำเนินคดีให้วุ่นวาย และมีประวัติติดตัว จะรับผิดชอบอย่างไร!??
พลิกคดีรองเท้าแตะสุดพิลึก
น.ส.อมรวัลย์ อายุ 41 ปี ชาวอ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี แม่ค้าขายผัก ซึ่งในระยะหลังการขายของซบเซาลงไปมาก ประกอบกับชื่นชอบคนเสื้อแดง จึงตัดสินใจหันมาค้าขายกับผู้ชุมนุม
เธอรับสินค้ารองเท้าแตะสกรีนภาพนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ ที่มีคนเสื้อแดงทำออกมาจำหน่าย มาขายต่อโดยตระเวนไปตามจุดที่มีการชุมนุม
กระทั่งวันที่ 3 ตุลาคม 2553 กลุ่มเสื้อแดงของนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือบ.ก.ลายจุด แกนนำวันอาทิตย์สีแดง นัดชุมนุมกันที่เมืองกรุงเก่า และจะเคลื่อนขบวนแสดงพลัง
น.ส.อมรวัลย์ พร้อมพ่อค่าแม่ค้าขายของที่ระลึกให้กับผู้ชุมนุมตั้งแผงขายของบริเวณหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าอู่ทอง ต.ประตูชัย อ.พระนครศรีอยุธยา
สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อมีตำรวจมาเชิญตัวเธอไปที่เต็นท์อำนวยการพร้อมยึดรองเท้าแตะที่มีรูปนายกฯและรองนายกฯ พร้อมข้อความว่า
"มีคนตายที่ราชประสงค์"
ก่อนที่เธอจะถูกคุมตัวไปโรงพักก่อนแจ้งข้อหายาวเหยียดและได้ประกันตัวในช่วงดึกของวันเดียวกัน
"ร่วมกันจำหน่าย หรือทำให้แพร่หลายซึ่งหนังสือพิมพ์หรือสิ่งพิมพ์หรือสิ่งอื่นใด ที่มีข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวหรือทำให้เกิดความเข้าใจผิด ในสถานการณ์ฉุกเฉินจนกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนในทั่วราชอาณาจักร"
คือข้อหาที่น.ส.อมรวัลย์ ถูกดำเนินคดี
โวยตร.เส้นตื้น-กระทบมั่นคง
"รองเท้าทั้งหมดนี้ซื้อมาจากพ่อค้าที่เจอกันในม็อบ ปกติก็มาร่วมชุมนุมเป็นประจำอยู่แล้ว จึงนำของมาวางขายด้วยไม่คิดว่าจะมีความผิด เพราะคนอื่นเขาก็ขายกันทั่วประเทศ"
น.ส.อมรวัลย์ เล่าว่าช่วงที่ขายก็มีตำรวจเข้ามาซื้อไปหลายคู่จนเกือบหมดแผง จนกระทั่ง 4 โมงเย็น ก็มีนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ทราบว่าเป็นผกก.สภ.พระนครศรีอยุธยา เข้ามาที่แผง และทำทีสอบถามราคารองเท้า ก่อนจะเดินหายไป
ต่อมามีนายตำรวจอีกคนมาเชิญไปที่เต็นท์ พร้อมกับสั่งให้ลูกน้องเก็บร้องเท้าแตะสกรีนรูปหน้านายอภิสิทธิ์และนายสุเทพมาด้วยทั้งหมด พอมาถึงเต็นท์ก็สอบปากคำนานหลายชั่วโมง และแจ้งข้อกล่าวหา
น.ส.อมรวัลย์ เล่าอีกว่า ช่วงที่กำลังสอบปากคำอยู่นั้น มีนายตำรวจคนหนึ่งมาบอกว่า เราเป็นคนไทย ทำอย่างนี้ไม่ถูก ไปเอาใบหน้าคนมาใส่ในรองเท้า ก็เลยอธิบายไปด้วยว่า อย่างสหรัฐยังเอาใบหน้าประธานาธิบดีบารัก โอบามา มาใส่ในรองเท้าเหมือนกัน ไม่เห็นเป็นอะไร ยิ่งทำให้นายตำรวจคนดังกล่าวโมโห และสั่งสอบสอบสวนตั้งแต่เย็นวันนั้น กว่าจะปล่อยตัวตอนดึก
โดยแม่ค้าขายรองเท้าแตะกระทบความมั่นคงให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา เพราะนึกไม่ออกเหมือนกันว่ารองเท้าแตะราคาไม่กี่บาท จะกระทบความมั่นคงได้อย่างไร!??
เธอให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาก่อนที่นายสุรเชษฐ์ ชัยโกศล ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นผู้ประสานงานคนเสื้อแดง จ.พระนครศรีอยุธยา เดินทางมาใช้ตำแหน่งส.ส. ประกันตัวน.ส.อมรวัลย์ ออกไป
ต่อมาตำรวจแจ้งข้อหาเพิ่มเติมอีกว่า
"ข้อความและภาพที่ปรากฏนั้นไปในทางบิดเบือนข้อมูลให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ มีส่วนทำให้คนตายที่ราชประสงค์ โดยจำหน่ายให้ผู้เข้าร่วมชุมนุมและบุคคลทั่วไป อันเป็นการเผยแพร่ อีกทั้งการนำหน้าบุคคลไปปรากฏที่รองเท้านั้นเป็นการไม่เหมาะสมตามขนบธรรมเนียมประเพณีและศีลธรรมอันดีของชาวไทย อันเป็นความผิดตามพ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548"
กระทั่งวันที่ 11 ตุลาคม 2553 ตำรวจเชิญตัวน.ส.อมรวัลย์ มาพบอีกครั้งก่อนสรุปสำนวนส่งอัยการพิจารณาสั่งฟ้อง
เกินกว่าเหตุ-ไม่ผิดฉุกเฉิน
หลังเรื่องนี้กลายเป็นข่าวใหญ่จึงมีผู้เกี่ยวข้องและนักกฎหมายออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง
นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือบ.ก.ลายจุด ระบุว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.พระนครศรีอยุธยา จับกุมในข้อหาละเมิดพ.ร.ก.ฉุกเฉิน และข้อหานำรองเท้าสกรีนใบหน้านายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพเข้ามาจำหน่าย ทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองและด้านความมั่นคง ก็ตกใจที่แม่ค้าคนดังกล่าวถูกตั้งข้อหาแบบนี้ ทั้งที่พื้นที่อยุธยาปลอดจากพ.ร.ก.ฉุกเฉินไปแล้ว
"ส่วนรองเท้าที่ขายก็ดูแล้ว ไม่เห็นจะไปสร้างความวุ่นวายอะไร ที่ผ่านมากลุ่มพันธมิตรฯ ก็ยังเอาใบหน้าพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กับภรรยา มาสกรีนลงแบบนี้ ไม่เห็นถูกจับ"
นายวันชัย สอนศิริ เลขาธิการสภาทนายความ กล่าวว่าการขายรองเท้าแตะคงไม่มีความผิดตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพราะความผิดตามพ.ร.ก.ฉุกเฉินนั้นได้ระบุความผิดไว้อย่างชัดเจน เช่น ห้ามชุมนุมเกิน 5 คน ห้ามก่อความไม่สงบ ซึ่งคงไม่ครอบคลุมไปถึงเรื่องการขายรองเท้าแตะของพ่อค้าแม่ค้า อีกทั้งการขายรองเท้าแตะ คงไม่กระทบต่อความมั่นคงแต่อย่างใด
"กรณีดังกล่าวหากจะผิดคงเป็นความผิด เรื่องของการดูหมิ่น เรื่องของการละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งจะเป็นความผิดลหุโทษเท่านั้น มีโทษปรับไม่เกิน 500-1,000 บาท แต่ทั้งนี้เจ้าตัวต้องไปแจ้งความเองด้วย"
ส่วนนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย มองว่าการจำหน่ายรองเท้าแตะมีรูปใบหน้าของนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ เป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เป็นสิทธิ เสรีภาพ ไม่เห็นว่าจะไปสร้างความแตกแยกได้อย่างไร
อัยการสั่งไม่ฟ้อง-ยุติคดี
เมื่อโดนหลายฝ่ายรุมกระหน่ำโดยเฉพาะประเด็นที่ว่าตำรวจทำเพื่อเอาใจผู้นำรัฐบาล ทำให้พล.ต.ต.จารุวัฒน์ ไวศยะ ผบก.ภ.พระนครศรีอยุธยา ชี้แจงว่า การจับกุมครั้งนี้เป็นความผิดซึ่งหน้า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้กลั่นแกล้ง
"ส่วนใครจะว่าตำรวจทำเกินกว่าเหตุหรือไม่อย่างไรนั้น ตำรวจไม่ขอโต้ตอบ"
ต่อมาคดีนี้ก็เงียบหายไป แต่ในการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงมีพ่อค้าแม่ค้าหลายรายนำรองเท้าดังกล่าวมาวางขายคู่กับของที่ระลึกอื่นๆ ในทุกๆ สถานที่ที่เสื้อแดงไปชุมนุม แถมยังมีเวอร์ชั่นอื่นๆ ตามมาอีกเพียบ
พร้อมข้อความที่ขึ้นป้ายบริเวณแผงขายรองเท้าเป็นการเหน็บแนมอีกว่า
"ที่นี่จำหน่ายวัตถุอันตรายต่อความมั่นคง"
กระทั่งต่อมาน.ส.อมรวัลย์ แจ้งความคืบหน้าให้นายอานนท์ นำภา ทนายความทราบว่าได้รับหนังสือจากอัยการ ลงวันที่ 22 ธ.ค.2553 มีใจความสำคัญว่า คดีนี้อัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องผู้ต้องหา เพราะพยานหลักฐานไม่พอฟ้อง
"โดยส่วนตัวแล้วเห็นว่าคำสั่งของอัยการในครั้งนี้เป็นคำสั่งแก้เก้อ เพราะการกระทำของ น.ส.อมรวัลย์ ไม่น่าจะเข้าข่ายเป็นความผิด แต่อัยการกลับมีคำสั่งไม่ฟ้อง โดยอ้างว่าหลักฐานไม่พอฟ้อง แทนที่จะสั่งว่าไม่มีความผิด หลังจากนี้จะคุยกับ น.ส.อมรวัลย์ อีกครั้งว่าจะฟ้องเจ้าหน้าที่กลับ ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่"
คงต้องตามดูกันยาวๆ ว่าจะลงเอยเช่นใด เพราะหลังเกิดกรณีน.ส.อมรวัลย์ ตำรวจก็ไม่ได้จับกุมพ่อค้า-แม่ค้ารายใดอีกเลย
จึงมีคำถามว่าตำรวจที่ไม่จับจะเข้าข่ายการละเว้นฯ หรือไม่
หากไม่ใช่การละเว้นฯ กรณีน.ส.อมรวัลย์ ตำรวจใช้กฎหมายอะไรมาพิจารณาจับกุม
เพราะกฎหมายน่าจะเป็นอันหนึ่งอันเดียว ไม่ใช่อยากจับก็จับ หรือไม่อยากจับก็เฉยเสีย
จากตาดูดาวเท้าติดดิน..สู่การนำมวลชนเพื่อประชาธิปไตย
ที่มา thaifreenews
โดย poonnook
ผมยอมรับด้วยความภาคภูมิใจ... ไม่เคยรู้สึกเสียใจหรือเป็นปมด้อยแม้แต่น้อยที่จะบอกกับใครต่อใครว่า “ผมคือคนไทยที่ศรัทธาในแนวทางประชาธิปไตยและใส่เสื้อแดง” ในฐานะประชาชนที่จะเรียกได้ว่าเป็น “คนร่วมสมัย” หรืออาจจะเรียกว่า “คนรุ่นต่อเชื่อม” ระหว่าง คนรุ่นก่อนที่ไม่รู้จักเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ กับคนรุ่นใหม่ที่มีวิถีชีวิตที่ขาดคอมพิวเตอร์ไม่ได้ในปัจจุบัน สิ่งที่ได้รับรู้และเห็นมาโดยตลอดก็คือ.. การเปลี่ยนแปลงของโลกที่หมุมเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วมาก.. โลกเมื่อ 30 - 40 ปีที่แล้วที่เรียกว่ายุคอนาลอค.. แต่ละปีมีการเปลี่ยนไปของวิถีชีวิตไม่มากนัก..หรือบางทีอาจจะมีน้อยจนไม่รู้สึกว่ามีการเปลี่ยนแปลงด้วยซ้ำ..
แต่นับจากเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เริ่มก้าวเข้ามาสู่ความเป็น เทคโนโลยีแบบดิจิตอล.. ทุกสิ่งเปลี่ยนไปจนไม่อาจจะคาดคิดได้.. จากการคำนวณด้วยลูกคิดแบบจีน.. สไลด์รูท์.. มาเป็นการคำนวณด้วยเครื่องคิดเลขดิจิตอลอันเล็กเท่านามบัตร (หรือเล็กกว่า) .. จากโทรศัพท์สายเครื่องใหญ่เท่าโต๊ะมาสู่โทรศัพท์ไร้สายอันเล็กเท่าไม้จิ้มฟัน.. “ระบบระหัสมอส” ที่เคยเป็นนวัตกรรมอันยิ่งใหญ่เมื่อ 100 ปีก่อน ในที่สุดก็ต้องถูกเก็บเข้าพิพิธภัณฑ์ไม่มีใครนำมาใช้อีก..นี่กระมังที่เป็นสิ่งสำแดงให้เห็นถึงการเป็นไปตามกฏของไตรลักษณ์คือ “อนิจจัง..ทุกขัง..อนัตนา” หรือที่ทางพระพุทธศาสนาจะใช้คำว่า “เกิดขึ้น..ตั้งอยู่..ดับไป” เป็นธรรมดา
การเกิดขึ้นของกระแสความนิยมในตัวของท่านนายกทักษิณ ชินวัตร ก็เป็นไปตามกฏของไตรลักษณ์นี้เช่นเดียวกันคือ..ท่านนายกทักษิณ มาทำงานการเมืองพร้อมกับแนวคิดเพื่อนำพาชาติไทยก้าวไปสู่ความเปลี่ยนแปลง ให้ทันกับเทคโนโลยีของโลกที่เปลี่ยนไป.. ท่านมองเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ต้องการให้ประชาชนไทยมีความเข้าใจและใช้โอกาสที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงนี้ให้เกิดประโยชน์กับทุกๆ คนโดยรวม...
ท่านนายกทักษิณ เป็นนายกไทยคนแรกที่นำเอาระบบการทำงานแบบดิจิตอลมาใช้ในการบริหารและพัฒนาประเทศ มีวิสัยทัศน์อันกว้างไกลที่ล้ำหน้าใครหลายๆ คนที่เป็นเป็นผู้บริหารประเทศก่อนหน้านั้นอย่างชนิดเทียบกันไม่ได้.. เป็นผู้นำประเทศคนแรกที่มีแนวคิดในการบริหารประเทศแบบ win win คือทุกๆ คนในประเทศนี้ได้รับประโยชน์ร่วมกัน..(คือการสร้างระบบทุนนิยมเสรีขึ้นมา)
ปูนนก
Re:
ท่านนายกทักษิณ เป็นนักธุรกิจไทยคนแรกที่เห็นความสำคัญของระบบการสื่อสารผ่านดาวเทียมและมี ดาวเทียมเป็นของตนเอง.. เป็นนายกรัฐมนตรีไทยคนแรกที่เข้ามาทำงานการเมืองด้วยความมีฐานะเป็นเศรษฐี อันดับต้นๆ ของเมืองไทยในฐานะนักธุรกิจการสื่อสารผู้ประสบความสำเร็จ..
ใน ฐานะนักบริหารท่านนายกทักษิณ ชินวัตร ได้เขียนหนังสือแนะนำแนวทางในการดำเนินชีวิตเพื่อให้ประสบความสำเร็จในชีวิต ไว้เล่มหนึ่งชื่อว่า “ตาดูดาวเท้าติดดิน” ที่รวบรวมชีวประวัติ..ปรัชญาการทำงาน.. วิธีการดำเนินชีวิตจนประสบความสำเร็จของท่าน.. เพื่อให้ผู้คนทั้งหลายได้เรียนรู้และนำไปใช้เป็นแนวทางให้เกิดประโยชน์ใน ชีวิตจริงของตน.. โดยปรัชญาหลักๆ ของหนังสือเล่มนี้ที่น่าจะสรุปรวมได้ก็คือ “ฝันให้ไกลและไปให้ถึง” นั่นเอง
ท่าน นายกทักษิณ ชินวัตร เป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ และมีความเป็นชาตินิยมสูง ด้วยความรักชาติและคนไทยพี่น้องร่วมชาติ ท่านจึงประสงค์ที่จะเห็นคนไทยทุกๆ คนอยู่ดีมีสุขด้วยกันอย่างถ้วนหน้า..ดังนั้นนโยบายในการบริหารประเทศตลอด 5 ปีที่ท่านอยู่ในตำแหน่ง..จึงเป็นนโยบายที่ทำให้ประเทศไทยก้าวไปสู่ความ มั่งคั่งทางเศรษฐกิจ และพัฒนาความรู้ของคนในชาติทั้งสิ้น
ด้วย เหตุนี้ในห้วงเวลาดังกล่าวคนไทยส่วนใหญ่ของประเทศ (ขอย้ำว่าคนไทยส่วนใหญ่ ไม่ใช่ทุกคน) ต่างก็มีความสุขและชื่นชมยินดีกับการเปลี่ยนแปลงอย่างยิ่งใหญ่ของประเทศไทย ในขณะนั้น..
แต่อย่างที่บอกไปแล้วว่า ท่านนายกทักษิณ ชินวัตร เป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ไม่ใชนักการเมืองที่ประสบความสำเร็จ เมื่อท่านนำตัวเองเข้ามาสู่การทำงานทางการเมือง.. แม้ว่าจะโดยความปรารถนาดี และมีผลงานที่ดีเพียงใด แต่ท่านก็ยังคงเป็นเพียงแค่นักธุรกิจเท่านั้น ท่านไม่ใช่นักการเมืองอยู่ดี. .
การที่ท่านนายกทักษิณ ถูกลอบวางระเบิดเครื่องบินโดยสาร ที่จะเดินทางไปเชียงใหม่ ในช่วงแรกของการเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รวมถึงการความเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองต่างๆ ที่ต้องการทำลายล้างการทำงานของท่านนายกทักษิณ จนถึงกับตั้งเป็นวาทกรรมว่า “ระบอบทักษิณ” ซึ่งโดยที่ท่านนายกทักษิณ เอง ไม่สามารถจัดการหรือตอบโต้ใดๆ ได้เลยในทางการเมือง จนในที่สุดก็ถูกทำการรัฐประหารยึดอำนาจไปเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ...นี่แสดงให้เห็นชัดว่า ท่านนายกทักษิณ ไม่ใช่นักการเมืองที่จะสามารถเป็นผู้นำมวลชนในทางการเมืองได้อย่างแน่นอน.
ปูนนก
Re:
และแม้ว่าท่านจะถูกรัฐประหารยึดอำนาจไปแล้ว.. ต้องถูกยึดทรัพย์..ถูกตัดสินจำคุก..ถูกตามล่าตามล้างไปทั่วโลก.. ถูกใส่ร้าย.. ถูกกล่าวหา.. ถูกลอบสังหาร.. แต่ในทางการเมืองท่านนายกทักษิณ ยังไม่มีภาพชัดที่แสดงให้มวลชนที่รักท่าน และยอมตายเพื่อประชาธิปไตย (คนเสื้อแดง) เห็นว่า ท่านพร้อมที่จะเป็นผู้นำในการต่อสู้ร่วมกันในครั้งนี้.. แม้ว่าที่ผ่านๆ มาในการอยู่เบื้องหลัง พรรคพลังประชาชน.. พรรคเพื่อไทย..ก็ตาม.. การโฟนอิน หรือการเขียนลงในทวิสเตอร์ แต่ละครั้ง..ดูเหมือนจะเป็นวิธีที่ท่านนายกทักษิณ ใช้ในการเรียกคะแนนเสียงให้กับนักการเมืองในพรรคเหล่านั้นเท่านั้น.. แต่ยังไม่ใช่การร่วมมือกับประชาชนคนเสื้อแดงในการต่อสู้กับเผด็จการตัวจริงเท่าใดนัก..
จนกระทั่งแม้แต่ผมเองก็ยังมองไปว่า ท่านนายกทักษิณ ชินวัตร เป็นนักธุรกิจที่เหมาะในการบริหารประเทศ แต่ไม่ใช่นักต่อสู้เพื่อการปฏิวัติประชาธิปไตย ท่านจึงไม่เหมาะที่จะผู้นำในการต่อสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยในครั้งนี้..
ทว่าการโฟนอินของท่านนายกทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2554 ที่ผ่านมาที่ประเทศญี่ปุ่น ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า “ผมคิดผิด” การที่ท่านนายกทักษิณ พูดถึง พลเอกผัว พลเอกเมีย.. และเจ้าของบริษัท อย่างชัดเจนเช่นนี้แสดงว่า “ท่านสู้แน่” แม้ว่าการพูดโฟนอิน ในวันนั้นจะเป็นการพูดกับคนไทยที่ญี่ปุ่น แต่ท่านก็ต้องรู้ได้ว่าในโลกไร้พรหมแดนในปัจจุบันนี้ แม้เข็มตกเล่มเดียวที่ไหนในโลกประเทศไทยก็ได้ยินได้
ผมเชื่อว่าการเปิดหน้าท้าชกเช่นนี้.. ท่านนายกทักษิณ คงจะพิจารณาแล้วจะสถานการณ์โดยรวมของทั้งภายในและต่างประเทศว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศนี้จำเป็นต้องได้รับการเปลี่ยนแปลงให้เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงเสียที.. และถ้าท่านนายกทักษิณ ไม่แสดงตัวในการนำพาอย่างแท้จริง ประเทศชาติและคนในชาติก็จะต้องเสียโอกาสไปอีกนาน.. เหตุการณ์การปฏิวัติโดยประชาชนที่ประเทศ ตูนีเซีย คงจะเป็นตัวเร่งปฏิกริยา ให้ท่านนายกทักษิณ ตัดสินใจที่จะก้าวออกมานำพาพี่น้องประชาชนไทยผู้รักประชาธิปไตย ต่อสู้อย่างมีทิศทางและมีการนำที่ถูกต้อง
การต่อสู้ไม่ว่าจะเป็นสงครามใด จำเป็นต้องมีแม่ทัพที่คอยสั่งการ.. แม้การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยจะเป็นการต่อสู้โดยประชาชนก็ตาม แต่ประชาชนก็ต้องการทิศทางและแนวทางในการต่อสู้ทางยุทธวิธีด้วยเช่นกัน.. เมื่อท่านนายกทักษิณ ชินวัตร ยอมที่จะก้าวออกมาอยู่แถวหน้าและเป็นผู้นำในการต่อสู้ในครั้งนี้แล้ว... ก็ขอให้ท่านได้ช่วยนำพาให้ความคิดและอุดมการณ์ประชาธิปไตยของคนในชาติมีศูนย์รวมไปในทิศทางเดียวกันด้วย
คนเสื้อแดงไม่มีใครกลัวการรัฐประหารที่อาจจะเกิดขึ้นในเวลาอันใกล้นี้.... เพราะไม่ว่าจะยุทธวิธีในแต่ละสมรภูมิการต่อสู้จะเป็นเช่นไร แต่ถ้ายุทธศาสตร์ความคิดรวมศูนย์ฯ เดียวกัน.. สุดท้ายแล้วก็จะได้ชัยชนะในเป้าหมายที่ต้องการอย่างแน่นอนครับ..
ปูนนก
อ่านรายละเอียดต่อคลิ้ก thaifreenews
เตือนความจำเกี่ยวกับรัฐประหาร 19 กันยายน 2549
ที่มา Thai E-News
โดย ทีมข่าว ไทยอีนิวส์
29 มกราคม 2554
เพื่อสอดรับกับกระแสการปฏิวัติ เราขอเตือนความจำทุกท่านด้วยว่า วีรชนคนขับแท็กซี่ชื่อนวมทอง ไพรวัลย์ คือคนแกร่งชาวรากหญ้าที่รับรู้ถึงมหันตภัยของการรัฐประหาร 2549 และใช้ชีวิตของเขาเพื่อบอกพวกเราว่า อย่ายอมให้มีการปฏิวัติ รัฐประหารอีกต่อไปในประเทศไทย





ลุงนวมทอง ไพรวัลย์เขียนจดหมายพลีชีพฝากไว้ให้กับพวกเรา ดังนี้
เทิดทูนชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รัฐทหารและรัฐตำรวจ (ต้องไม่มี)
สวัสดีครับท่านพี่น้องประชาชนที่เคารพ เหตุที่กระผมทำการพลีชีพเป็นครั้งที่ 2 โดยการทำลายตัวเองเพื่อมิให้เสียทรัพย์เหมือนครั้งแรกก็เพื่อลบคำสบประมาท ของท่านรองโฆษก คปค.ที่ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์หลายฉบับว่า "ไม่มีใครมีอุดมการณ์มากขนาดยอมพลีชีพได้"
เหตุพลีชีพครั้งแรกของผมยอมรับว่าคำณวนความเร็วของรถแท็กซี่ผิดพลาด รถถังที่จอดลานพระบรมรูปทรงม้าติดด้านหัวถนราชดำเนินนอก เมื่อผมขับรถผ่านกองบัญชาการทัพบกพ้นหัวถนนและเกาะกลางถนนเพื่อพุ่งเข้าชน เพื่อหักเลี้ยวแบบตัว S ความเร็วจึงลดลงมากเพราะต้องการชนแบบประสานงา
ผมจึงแค่บาดเจ็บสาหัส ซี่โครงหัก 5 ซี่ ตาซ้ายบวมช้ำคางทะลุถึงภายในช่องปาก รักษาตัวโรงพยาบาลวชิรฯ มีคณะของคุณครูประทีป ฮาตะ และคณะอื่นๆ มาเยี่ยมหลายคณะและมีผู้สื่อข่าว นสพ. มาขอสัมภาษณ์ว่า ไม่พอใจหรือที่ปฏิรูปแล้วบ้านเมืองสงบสุข ไม่มีการนองเลือด ผมตอบไปว่าใครทำผิดกฎหมายและก่อความไม่สงบก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย ที่ผ่านมามีเบื้องหลังเบื้องลึกมากมาย ตอนนี้ก็เปิดหน้ากากออกมาจนเกือบหมดแล้ว เป็นการตบหน้าประชาชนอย่างไม่อาย. แต่ไม่เห็นเป็นข่าวรวมทั้งข่าวของผมที่ชนรถถังเพื่อประท้วง คปค. ลงข่าว นสพ. วันเดียวเงียบหายไปเลย ผมรักษาตัวที่โรงพยาบาลวชิรฯ 13 วัน คุณหมออนุญาตให้กลับมาพักฟื้นที่บ้านและนำ นสพ. ที่เสนอข่าวชนรถถังประท้วงคปค. ของผม พบคำสัมภาษณ์ท่านรองโฆษก ใน นสพ. ตรงกันหลายฉบับด้วยถ้อยคำที่กล่าวมาข้างต้นและยังปรามาสว่าผมแก่แล้ว คงทำด้วยอารมณ์ชั่ววูบ ก็มีเวลาเอาสีมาพ่นข้อความรอบตัวรถยังคิดว่าอารมณ์ชั่ววูบ ไม่น่าให้ทำงานและกินเงินเดือนที่ได้มาจากภาษีของประชาชนเลย.
ความคิดผม เมื่อหายป่วยดีก็จะทำมาหากินขับรถ TAXI ไม่ก่อวีรกรรมอีกต่อไป แต่พบข้อความการให้สัมภาษณ์ นสพ. ของท่านรองโฆษก คปค. ในเชิงปรามาสดังกล่าวก็เลยต้องสนองตอบกันหน่อย เพราะนิสัยคนไทยฆ่าได้แต่หยามไม่ได้ และเหตุผลที่ผมเลือกวันสุดท้ายของเดือนตุลาคมเป็นวันพลีชีพเพราะเดือนนี้ เป็นเดือนที่วิญญาณของวีรชนที่สถิตอยู่ที่อนุสรณ์สถานฯ ที่ผมทำการพลีชีพนี้ได้เรียกร้องกระทั่งได้มาซึ่งประชาธิปไตย และวิญญาณของผมก็จะสถิตอยู่กับเหล่าวีรชนแห่งนี้ตลอดไป และขอยืนยันว่าปฏิบัติการทั้งสองครั้งทำด้วยใจ ไม่มีใครจ้าง
สุดท้ายขอให้ลูกๆ และภรรยาจงภูมิใจในตัวพ่อ ไม่ต้องเสียใจ ชาติหน้าเกิดมาคงไม่พบเจอการปฏิวัติอีก
ลาก่อน พบกันชาติหน้า
ปล. ขอแก้ข่าว ขวดยาที่พบในรถภายหลังเกิดเหตุคืออาหารเสริมแคปซูลใบแปะก๊วยไม่ใช่ยาแก้ เครียดตามที่ลงข่าว นสพ. ผมไม่เครียดแต่ประท้วงจอมเผด็จการ
สวัสดีครับ
29 ตุลาคม 2549
(นายนวมทอง ไพรวัลย์)
ทำไมข้าพเจ้าจึงปฏิเสธการรัฐประหาร ไม่ว่าจะอ้างว่ากระทำในนามใดก็ตาม?
ที่มา Thai E-News
โดย จรรยา ยิ้มประเสริฐ
กลุ่มแอ็คชั่นเพื่อประชาธิปไตยในประเทศไทย
ที่มา Time Up Thailand
บทความช้ินนี้เขียนขึ้นหลังจากการประกาศคณะรัฐบาลแต่งตั้งของรัฐบาลองคมนตรีพลเอก สุรยุทธ จุลานนท์ ในเดือนตุลาคม 2549 ข้าพเจ้าเห็นว่ามีข้อมูลที่น่าสนใจหลายประการ และในสภาวะการอึมครึมของกระแสปฏิวัติที่ฮึ่มๆ กันอยู่ตอนนี้ จึงขอนำมาข้อเขียนนี้มาเผยแพร่อีกครั้งเพื่อย้ำเตือนสังคมไทยว่า ทำไมพวกเราต้องปฏิเสธการทำรัฐประหารในทุกรูปแบบ พร้อมทั้งปฎิเสธรัฐบาลพระราชทานและรัฐบาลที่มาจากคณะรัฐประหาร และร่วมกันประกาศหนักแน่นว่าไม่เอารัฐประหาร ไม่ว่าจะอ้างว่ากระทำในนามใดก็ตาม
สิ่งที่ประเทศไทยต้องการมากที่สุดในยามนี้ คือการปฏิวัติประชาธิปไตยโดยประชาชน ทั้งนี้ทหารที่รักประชาธิปไตยต้องช่วยประชาชน เพื่อให้การปฏิวัติประชาธิปไตยในประเทศไทยสำเร็จได้เสียทีหลังจากความพยายามมากว่า 100 ปี นับตั้งแต่การลุกขึ้นสู้ของกลุ่มทหารหนุ่มใน ร.ศ. 130 โดยทำหน้าที่ควบคุมกองกำลังรักษาพระองค์ และกองกำลังที่เคยออกมาสังหารประชาชน ไม่ให้ออกมาใช้กำลังสังหารประชาชนที่ลุกขึ้นมาเรียกร้องประชาธิปไตยได้อีก และสนับสนุนให้พลังของประชาชนนำประชาธิปไตยมาสู่ประเทศไทยให้สำเร็จให้จงได้
ย้ำอีกครั้งว่า "ทหารห้ามยุ่งการเมือง" และ "ขอยืนยันอย่างหนักแน่นว่า เราไม่ยอมรับการปฏิวัติ ยึดอำนาจโทยทหาร"
----------------
ชื่อบทความเดิม "สรุปที่มาและอายุของคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งทั้ง 26 คน เปรียบเทียบกับสถิติประชากรในประเทศ " เผยแพร่ 2 พฤศจิกายน 2549
------------------
ลองจับตัวเลขคณะรัฐมนตรีจากการแต่งตั้งมาแยกหมวดหมู่ และเทียบสัดส่วนกับประชากรทั้งประเทศดู การจัดทำการศึกษาเปรียบเทียบนี้ กระทำเพื่อเสริมสร้างความรู้ และเพื่อทำการศึกษาเกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตย “แบบไทย” ที่คณะมนตรีเพื่อความมั่นคงแห่งชาติได้พยายามประกาศอ้าง ทั้งนี้ไม่ได้ทำการเปรียบเทียบตัวเลขและสัดส่วนของผู้ได้รับแต่งตั้งให้อยู่ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ 242 คน
ซึ่งถ้าผู้ใดสนใจทำการศึกษาตัวเลขเหล่านั้นออกมาก็จะเป็นคุณูปการต่อการทำความเข้าใจเรื่องประชาธิปไตยของข้าพเจ้าได้มากขึ้น
ถ้าการจัดหมวดหมู่มีความผิดพลาด หรือจัดหมวดหมู่ผิดไปบ้าง เพราะบางครั้งนั้นแยกไม่ออกระหว่างข้าราชการเกษียณอายุ ที่เป็นทั้งข้าราชการ และชนชั้นสูงและ/หรือเป็นนักธุรกิจด้วยในขณะเดียวกัน หรือทหารที่เป็นชนชั้นสูงและ/หรือนักธุรกิจด้วย ขอเชิญท้วงติง และนำเสนอมาได้ยินดีน้อมรับ
ชนชั้นสูง/ทหาร = 8% (ไม่รวมนายกรัฐมนตรี)
- พลเอก บุญรอด สมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, 65 ปี
- พลเรือเอก ธีระ ห้าวเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม, 66 ปี
ชนชั้นสูง/ข้าราชการเกษียณ = 81%
- หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, 59 ปี
- คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, 60 ปี
- นายนิตย์ พิบูลสงคราม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ, 65 ปี
- นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์, 65 ปี
- นายธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, 51 ปี
- นายนิตย์ พิบูลสงคราม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ, 65 ปี
- นายสวนิต คงสิริ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, 64 ปี
- นายสรรเสริญ วงศ์ชะอุ่ม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม, 58 ปี
- นายเกษม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, 78 ปี
- นายสิทธิชัย โภไคยอุดม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร, ไม่ทราบ
- นายเกริกไกร จีระแพทย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, 63 ปี
- ดร.ธีระ สูตะบุตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, 65 ป
- นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน อดีตประธานกรรมการ, 53 ปี
- นายอารีย์ วงศ์อารยะ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, 71 ปี
- นายบัญญัติ จันทน์เสนะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย, 62 ปี
- นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม, 60 ปี
- นายอภัย จันทนจุลกะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน, 63 ปี
- คุณหญิงไขศรี ศรีอรุณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม, 69 ปี
- นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีม 62 ปี
- นายวิจิตร ศรีสอ้าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, 72 ปี
- นายมงคล ณ สงขลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข, 65 ปี
นักธุรกิจ = 11%
- นายโฆษิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม, 63 ปี
- นายสุวิทย์ ยอดมณี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬา, 64 ปี
- นายปิยะบุตร ชลวิจารณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม อายุ 57 ปี
จึงขอสรุปสัดส่วนเป็นเปอร์เซ็นต์ และเปรียบเทียบกับจำนวนประชากรทั้งประเทศ ดังนี้
- ข้าราชการ 2.65 ล้านคน
- แยกเป็นโดยประมาณสัดส่วนทหาร = 8%
- สัดส่วนข้าราชการ = 81%
- อยู่ ในคณะรัฐบาลนี้ คิดเป็นสัดส่วนร่วมกันทั้งสิ้น = 89%
- นักธุรกิจ/ชนชั้นสูง คิดเป็นสัดส่วน = 11%
(สถานประกอบการจดทะเบียน 200,000 แห่ง ประมาณคนไม่เกิน 400,000คน)
- เกษตรกร 14 ล้านคน ของประชากร มีตัวแทนในคณะรัฐบาล = 0%
- คนงานในภาคการผลิต 5.3 ล้านคน (ตัวเลขจากกระทรวงอุตสาหกรรม) = 0%
- คนงานในภาคบริการ 4 ล้านคน (คำนวณจากประกันสังคม) = 0%
- ผู้มีงานทำแต่ยังขาดหลักประกันในการดำเนินชีวิต 22-23 ล้านคน = 0%
- คนจน (ที่จดทะเบียน) 8 ล้านคน = 0%
- นักเรียน นักศึกษาประมาณ 15 ล้าน คน = 0%
ต้องขอโทษด้วยที่ทำการศึกษาเปรียบเทียบ และเขียนในเวลาจำกัด แต่ต้องการจะสื่อสารกับคนไทยทุกคนว่าถ้าผู้ที่อยู่ในส่วนระบบตัวแทนในคณะรัฐบาลที่ต้องทำหน้าที่บริหารประเทศไม่ได้มาจากทุกภาคส่วนของประชาชนอย่างเท่าเทียม ปัญหาที่คนในทุกภาคส่วนจะรู้ดีที่สุด จะสามารถได้รับการนำเสนอ และผลักดันนโยบายเพื่อประชาชนในกลุ่มต่างๆ เหล่านั้นได้อย่างไร โดยเฉพาะเป็นกลุ่มคนที่ต้องการการดูแลสวัสดิการ หลักประกัน และการหนุนช่วยมากที่สุด
จึงได้นำเสนอตัวเลขเปรียบเทียบออกมา ซึ่งเรื่องตัวแทนตามสัดส่วนกลุ่มอายุนี้ก็เป็นประเด็นใหญ่ที่ต้องพูดกัน เพราะ ครม จัดตั้งครั้งนี้อยู่ในกลุ่มอายุ "เกษียณ" กว่า 90% ซึ่งเป็นกลุ่มอายุที่ควรพักผ่อน ในขณะกลุ่มอายุที่ถือว่าในวัยกำลังทำงาน และในวัยสร้างสรรค์ต่างๆ ตั้งแต่อายุ 20-50 ปี ไม่มีตัวแทนอยู่ใน ครม. เลยเช่นกัน
ก็อยากจะเชิญชวนทุกท่านลองคิดเชิงเปรียบเทียบ ลองเอาสถิติต่างๆ มาเปรียบเทียบเพื่อหาค่าความเป็นธรรมในสังคม ก็จะเป็นอะไรที่น่าสนุกที่จะลองตั้งคำถาม และคำนวณดู และก็อาจจะได้สถิติที่น่าตกใจอีกหลายด้านใน "ประชาธิปไตยแบบไทย" แต่ใช้ชีวิตใน "วิถีชีวิตการค้าโลกเสรี" อย่างที่เป็นอยู่
ข้อมูลสถิติสวัสดิการสังคมในประเทศไทยปี 2546 (ค้นได้เพียงปีนี้)
เป็นข้อมูลพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับงานสวัสดิการสังคม โดยแบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ ดังนี้
(สรุปจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการแห่งชาติ)
การศึกษา
อัตราผู้อ่านออกเขียนได้ในประเทศไทยอยู่ที่ร้อยละ 92 ของประชากรทั้งหมด สถานศึกษามีจำนวน 50,908 แห่ง กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา
มีเงินทุนให้กู้ยืมไปแล้ว จำนวน 197,229.06 ล้านบาท มีนักศึกษาทำเรื่องกู้ยืมจำนวน 918,966 ราย
สุขภาพอนามัย
- โรงพยาบาลของรัฐ 887 แห่ง
- โรงพยาลเอกชน 424 แห่ง
ที่อยู่อาศัย
การดำเนินโครงการบ้านมั่นคง โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน เป้าหมายจำนวน 601,727 หน่วย ดำเนินการแล้วเสร็จจำนวน 2,529 หน่วย
การประกอบอาชีพ
แรงงาน ข้อมูลการสำรวจแรงงานของประเทศไทยปี 2546
- ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 48.38 ล้านคน
- กำลังแรงงาน 35.31 ล้านคน มีงานทำ 34.67 ล้านคน ว่างงาน 0.92 ล้านคน
- ภาคเกษตรกรร้อยละ 40 นอกภาคเกษตร 60
ในจำนวนนี้ผู้ที่ได้รับการคุ้มครอง จากหลักประกันทางสังคม ประมาณ ร้อยละ 30 หรือประมาณ 10 ล้านคน ประกอบด้วยกลุ่มต่างๆ ดังนี้
- ลูกจ้างเอกชนได้รับการคุ้มครองจากกฎหมาย ประกันสังคม 7.35 ล้านคน จากหลักประกันทางสังคม คิดเป็นสัดส่วน 73.5%
- ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ลูกจ้างรัฐบาล 2.65 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วน 26.5%
- ครูโรงเรียนเอกชน 0.12 ล้านคน หรือคิดเป็นสัดส่วน 1.2 %
- ผู้มีงานทำแต่ยังขาดหลักประกันในการดำเนินชีวิต 22-23 ล้านคน
ข้อมูลด้านการค้า
ประเทศไทยส่งออกเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบเป็นสินค้าออกที่มีมูลค่าสูงสุด
สถิติข้อมูลของประชาชนผู้ประสบปัญหาทางสังคมและความยากจน
- มีผู้จดทะเบียนทั้งสิ้น 8,138,081 ปัญหา
- จำนวนปัญหาทั้งสิ้น 11,997,081 ปัญหา
ปัญหามากที่สุด 3 ลำดับแรก
- ปัญหาหนี้สินภาคประชาชน 4,513,943 ปัญหา
- ปัญหาที่ทำกิน 3,881,863 ปัญหา
- ปัญหาที่อยู่อาศัย 1,908,834 ปัญหา สถิติคนเร่ร่อนที่ขอจดทะเบียน มีจำนวน 5,036 คน
สถิติอื่นๆ
มูลนิธิ จำนวน 9,209 แห่ง สมาคม จำนน 9,816 แห่ง องค์การสวัสดิการสังคมภาคเอกชน จำนวน 7,400 องค์กร อาสาสมัคร 9.7 ล้านคน
ที่มา http://www.m-society.go.th/social/modules.php?name=Content&pa=showpage&pid=20
Saturday, January 29, 2011
สส.ขายตัว มั่วหรือจริง?
ที่มา thaifreenews
โดย blablabla
ขอบคุณข่าวสด ออนไลน์[/i]
ข่าวเด่นประเด็นฮอท คงไม่พ้นเรื่อง สส.เตรียมย้ายพรรค
เพื่อให้ทันสังกัดพรรคการเมืองครบ 90 วัน เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องธรรมดาเสียแล้ว
ก็ยังเป็นวังวนเดิมๆ คำว่า สส.ขายตัว มันก็เป็นของมันแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร เชอะ
อุตริ พอๆ กับนักร้องจอมซ่าส์ เลดี้ กาก้า จะออกน้ำหอมกลิ่นอสุจิ ผสมเลือด
เหอๆ คิดไปได้นะ คนเรา....แล้วเกี่ยวกันมั๊ยเนี่ย
ผู้สันทัดกรณี ต่างชำเลืองตาดู อย่างสมเพชปนเวทนา
ไอ้ความกระสันอยากดูด สส.ด้วยวิชามาร จากพรรคการเมืองบางพรรค
ที่ใช้กลเม็ดเด็ดพรายนี้ทีไร ซะด๊วบเข้าเต็มตีนทู๊กที…ว่ามะ
แม๊ อีแค่เปรยๆ พวกลื้อ ฉนจาย มาอยู่กับพวกอั๊วหรือเปล่า? แค่เนี้ย
จริงๆ ยังไม่มีการเซเยส เซโน อะไรทั้งนั้น พวกมันก็เอาข่าวมาเล่นซะ
จนคนสับสนปนเปไปหมด ไม่รู้อะไรจริง อะไรเท็จ
ตอกย้ำตอแหลแลนด์ ดีแท้ๆ ฮ่วย
เอาล่อเอาเถิดกันเพียงนี้ คนรู้ทัน ก็พากันนั่งขำกับข่าวนี้
โดยเฉพาะเจ้าตัวที่มีชื่อเปิดเผยไปแล้วนั้น
ฮู้วว....ถือว่าเป็นการยิงนกโป้งเดียวได้หลายตัวก็แล้วกัน
ไม่ใช่อะไรหรอก ถือโอกาสโก่งค่าตัวให้สุดลิ่มทิ่มประตูโลด
คนที่ซวย ก็เจ้าของเงินทั้งหลาย ที่ไม่อยากซื้อควายทีละตัว
“อยากซื้อยกฝูงมันคุ้มกว่า”
จะทำอะไรก็รีบทำไปเถิด
เดี๋ยวพวกทะเฮี่ยลากรถถังออกมา อีก
“จะอดแดรกกันยกแก๊งค์” จะหาว่าหล่อไม่เตือน
๓ บลา / ๒๙ ม.ค.๕๔
| | |
| | บันทึกการเข้า |
สัมภาษณ์พิเศษ โดย อริน เจียจันทร์พงษ์, พงศ์พิพัฒน์ บัญชานนท์
ที่มา มติชน (ที่มา หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 28 มกราคม 2554) 
เพียง "คำถาม" ง่ายๆ แค่ว่า "คนเสื้อแดงเป็นลิ่วล้อทักษิณ และถูกจ้างให้มาชุมนุม" อย่างที่คนเขาพูดๆ กันจริงหรือไม่? 
ได้นำทีมวิจัยของอาจารย์ "อภิชาติ สถิตนิรามัย" แห่งคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) บุกเข้าไปใน "พื้นที่สีแดง" หลายจังหวัด อาทิ จ.อุบลราชธานี นครปฐม เชียงใหม่ ฯลฯ ในการวิจัยเฟสแรก ช่วงต้นปี 2553
โดยพบ "คำตอบ" ที่สร้างความฮือฮาในแวดวงนักวิชาการ ที่ว่า "เสื้อแดงไม่ใช่คนจน แม้ส่วนใหญ่จะมีอาชีพรับจ้างและเป็นเกษตรกร แต่มีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 17,000 บาท เหตุที่คนเสื้อแดงออกมาชุมนุม เนื่องจากความคับข้องใจ เรื่องความไม่เท่าเทียมทางการเมือง"
ล่าสุด "อภิชาติและคณะ" กลับไปเหยียบถิ่นเสื้อแดงถึง "รัง" ที่ จ.เชียงใหม่และลำพูน ต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา เพื่อทำการวิจัยเฟสที่สอง
ผลที่ได้คราวนี้ทำให้ "นักวิชาการ มธ." ตกใจ ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นผ่านท่าทาง-แววตา-คำพูด ที่แสดงออกถึงความคับแค้น อันน่า ขนลุก!
เขาสรุป "พัฒนาการเสื้อแดง" ในเบื้องต้นจาก 4 สาเหตุคือ 1.กลุ่มคนที่เสพติดนโยบายที่จับต้องได้ของรัฐบาล "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี 2.กลุ่มคนที่ช็อคกับเหตุการณ์ 19 กันยายน 2549 และเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับการเมืองมากขึ้น 3.กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.) ที่ปิดสนามบิน แต่ไม่ถูกจับ วาทกรรม "2 มาตรฐาน" จึงกลายเป็นคีย์เวิร์ด-หัวข้อสนทนาสำคัญ
และ 4.หลังเหตุการณ์เมษายน-พฤษภาคม 2553 ได้พบความเปลี่ยนแปลงอันน่าตกใจ คนเสื้อแดงเลิกด่าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) และ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรีแล้วเพราะรู้สึกเป็นแค่หุ่นเชิด ไปด่าคนที่อยู่เบื้องหลังแทน แต่ขณะเดียวกันมีแต่เสียงตัดพ้อว่า..คนตายตั้งเยอะ ทำไมไม่ลงมาช่วย เป็นที่มาของคีย์เวิร์คคำว่า "ตาสว่าง"
"เมื่อรัฐบาลออกนโยบายประชาวิวัฒน์มาก เขาจึงเอาไปเย้ยหยันกันว่าคิดได้แค่นี้เหรอ ขายไข่ชั่งกิโล เพราะประเด็นที่เขาสู้ตอนนี้คือประชาธิปไตย การเลือกตั้ง วันแมนวันโหวต ไม่ให้อำนาจนอกระบบเข้ามาแทรกแซง กำหนดผลการเลือกตั้ง สูงกว่านั้นหน่อยก็พูดถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการเมืองไทย จัดระบบความสัมพันธ์สถาบันต่างๆ ใหม่ โดยเฉพาะศาลที่เริ่มมีการพูดถึงระบบลูกขุนมากขึ้น"
อีกสิ่งที่ "ทีมค้นหาความจริง" พบคือความสัมพันธ์ระหว่าง "แดงรากหญ้า-แกนนำ นปช.-พรรคเพื่อไทย(พท.)-พ.ต.ท.ทักษิณ" ที่เริ่มถอยห่างจากกันมากขึ้น จึงไม่น่าแปลกใจว่าเหตุใด เมื่อแกนนำ นปช.นัดชุมนุมใหญ่ จะมีแต่ "แดงเมืองหลวง+ปริมณฑล" เท่านั้นที่มาร่วมวง
"ใน จ.เชียงใหม่ นอกจากกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ที่เป็นฐานเสียงของ พท.แล้ว ที่เหลือแทบจะเป็นอิสระจากส่วนกลาง หลายคนบอกว่า พ.ต.ท.ทักษิณเป็นแค่ผู้ร่วมขบวนการ เป็นผู้สนับสนุนทางการเงิน ขณะที่หลายคนบอกไม่ต้องเอา พ.ต.ท.ทักษิณกลับมาแล้ว มาสู้ให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ยุติธรรมดีกว่า แต่ส่วนใหญ่คับแค้นใจที่ถูกปราบ"
"อภิชาติ" ยังพบว่า เสื้อแดงแทบทุกคนที่ได้พบ แม้จะอยู่คนละหมู่บ้าน-ดอย-ภูเขา แต่มีพฤติกรรมร่วมอย่างหนึ่งคือ ด่าแกนนำ นปช.ว่ารู้อยู่แล้วว่าทหารจะสลาย ทำไมไม่ยอมถอย และด่า ส.ส.พท.ว่านอกจากชวนให้ไปชุมนุม ก็ไม่เคยมาทำอะไรให้เลย และมีประโยชน์อย่างเดียว คือไถตังค์มาตั้งเวทีได้!
นอกจากนี้ ยังมีการจัดโครงสร้างองค์กรใหม่ที่แตกต่างจากต้นปีที่ 2553 อย่างสิ้นเชิง มีการจัดตั้งแกนนำระดับจังหวัด-อำเภอ-หมู่บ้าน ที่จะทำกิจกรรม ร่วมแบ่งปันทรัพยากร เช่น เครื่องเสียง
ทว่าแต่ละกลุ่มจะรวมตัวกันอย่างหลวมๆ โดยสมาชิกกลุ่มสามารถไปร่วมกิจกรรมกับกลุ่มอื่นๆ ได้ หากกลุ่มไหนมีสถานีวิทยุก็จะมีสมาชิกมากหน่อย
"แต่ละกลุ่มจะประกอบด้วยคนท้องถิ่นหลายระดับ ทั้งอดีตครู สหายเก่า คหบดี แม่ค้า ฯลฯ โดยมีแกนนำของตัวเอง ซึ่งมักเป็นคนที่มีอาชีพอิสระ เป็นพ่อค้าระดับกลางหรือรายย่อย เช่น อำเภอหนึ่งที่ผมไป ประธานกลุ่มเป็นเจ้าของร้านขายของชำในหมู่บ้าน โดยมีครูที่เออร์ลี่รีไทร์ออกมาช่วย คนพวกมีตังค์ มีเวลา คิดเองได้ เขาจะจัดกิจกรรมของตัวเอง และไม่เห็นเหตุผลว่าทำไมจะต้องไปอยู่ภายใต้ พท."
สำหรับวิธีติดต่อสื่อสารระหว่างกลุ่ม นอกจากความสัมพันธ์ส่วนตัว สื่อที่ฮิตในหมู่ "แดงรากหญ้า" คืออินเตอร์เน็ต ที่แม้พ่อแก่แม่เฒ่าจะเล่นไม่เป็น แต่ลูกหลานในเมืองจะจัดพิมพ์ข้อมูลมาให้ นอกจากนี้ยังมี "ซีดี" ที่ปั๊มกันเอง รวมถึงสื่อกระดาษจำพวก "ใบปลิว" ที่ซีร็อกซ์และโรเนียวกันเอง ซึ่งถูกใช้อย่างแพร่หลาย
เมื่อถามถึงความเชื่อมโยงกับ นปช.ส่วนกลาง-พท. "อภิชาติ" บอกว่าเท่าที่ได้คุย เสื้อแดงส่วนใหญ่จะใช้คำว่า "แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง" ถ้าแกนนำ นปช.เรียกชุมนุมใหญ่ แล้วประเด็นน่าสนใจ ก็อาจจะเดินทางไปร่วม
แต่ที่แน่ๆ คือไม่ว่าจะเป็น "ธิดา ถาวรเศรษฐ์" รักษาการประธาน นปช. หรือ "จตุพร พรหมพันธุ์" ส.ส.สัดส่วน พท.แกนนำ นปช. ไม่สามารถสั่ง "แดงภูธร" ได้
ส่วนในการเลือกตั้งที่ พท. ชุลมุนอยู่กับการปรับยุทธศาสตร์ "ก้าวข้าม" หรือ "ก้าวคู่" พ.ต.ท.ทักษิณนั้น เขามองว่าเป็นการเถียงกันในเรื่องที่ไม่เป็นประโยชน์ เพราะอย่างไรคนเสื้อแดงก็ยังเลือก ส.ส.พท.อยู่ ทั้งที่อาจจะไม่ชอบ หรือด่า ส.ส.พท.ด้วยซ้ำ แต่ที่เลือกเพราะไม่มีตัวเลือกอื่น เลือกเพราะอยู่ตรงข้าม ปชป.แค่นั้น
ส่วนเสียงลือเสียงเล่าอ้างเรื่อง "ตำรวจมะเขือเทศ" และ "ทหารแตงโม" คณะของ "อภิชาติ" ยอมรับว่ามีจำนวนมาก โดยเฉพาะในระดับล่างๆ ซึ่งคนเหล่านี้จะทำหน้าที่เฝ้าเวทีปราศรัย และช่วยตรวจสอบความเคลื่อนไหวของฝ่ายรัฐก่อนแจ้งข่าวสารให้คนเสื้อแดง
"ทีมวิจัย"ยังสอบถามความเห็นของประชาชนใน"พื้นที่สีแดง" ที่มีต่อสีเขียว-กองทัพ หลังกองทัพภาคที่ 3 ส่งทหารไปเคาะประตูบ้าน เพื่อชี้แจง-ทำความเข้าใจ หวัง "สลายความเชื่อ" ฝังหัวคนกลุ่มใหญ่
ทว่า คำตอบจากอาจารย์ มธ.อาจทำให้บรรดา "นายพล" ผิดหวัง เมื่อชาวบ้านส่วนใหญ่ คิดว่าทหารเข้าไปสืบข่าว-เฝ้าระวัง-ติดตามความเคลื่อนไหวฝ่ายตรงข้าม ที่สำคัญคือข่มขู่ประชาชนมากกว่า เพราะมีการเรียกคนไปคุยแล้วให้เงินคนละพันบาท พร้อมบอกว่าถ้านักการเมืองเรียกก็อย่าไปร่วมชุมนุม ทหารเข้าไปด้วยทัศนคติแบบนี้ คือคิดว่าเขาไปชุมนุมเพราะถูกซื้อ
เหล่านี้คือ "ตัวตน" ของ "คนเสื้อแดง" ที่ "ทีมวิจัย" ค้นพบ ท่ามกลาง "มายาคติ" ที่ชนชั้นนำ-ผู้มีอำนาจพยายามชี้ชวนให้สังคมเชื่อว่า คนเหล่านั้นเป็นคนที่อยู่ในวัฏจักรโง่-จน-เจ็บ เป็นลิ่วล้อทักษิณ เป็นม็อบรับจ้าง เป็นพวกก่อการร้าย เผาบ้านเผาเมือง ไร้การศึกษา
เป็น "คนเสื้อแดงสายพันธุ์ใหม่" ที่แปลงดีเอ็นเอสมบูรณ์ในปี 2554!!!
"พันธมิตร"ปะทะ"ประชาธิปัตย์" "ปัจจุบัน"คือ"คำตอบ"ของอดีต ใครอยู่เบื้องหลังล้ม"ทักษิณ-สมัคร-สมชาย"
ที่มา มติชน

เมื่อเทียบปริมาณผู้ชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในวันก่อนกับวันนี้
น่าใจหายทีเดียว
เมื่อครั้งก่อนตอนที่ "ม็อบพันธมิตร" เผชิญหน้ากับรัฐบาล "ทักษิณ ชินวัตร-สมัคร สุนทรเวช-สมชาย วงศ์สวัสดิ์"
ปริมาณผู้ชุมนุมในหลักหมื่นถึงหลายหมื่นคนเป็นเรื่องธรรมดาอย่างยิ่ง
จะเคลื่อนขบวนไปทางไหนก็สั่งการผ่าน "เอเอสทีวี" มวลชนก็จะเคลื่อนไปที่นั้นทันที
กลุ่มพันธมิตรฯเป็นผู้เปิดมิติใหม่ของการชุมนุม เพราะเป็น "ม็อบทีวีดาวเทียม"
มีการถ่ายทอดสดตลอดการชุมนุม และสั่งการมวลชนผ่านทีวี
แต่วันนี้นับตั้งแต่ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี และเกิดภาวะ "น้ำแยกสาย ไผ่แยกกอ" กับกลุ่มพันธมิตร
"ม็อบพันธมิตร" กลับลดปริมาณลงอย่างน่าใจหาย
ตอนที่ชุมนุมที่หน้ารัฐสภา คนที่เข้าร่วมมีเพียงหลักร้อย สูงสุดแค่พันเศษ
"สนธิ ลิ้มทองกุล" จึงตัดสินใจนัดชุมนุมใหญ่ครั้งใหม่ในวันที่ 25 มกราคม 2554 โดยมีการโหมประโคมผ่านเอเอสทีวี และสื่อในเครือผู้จัดการ ล่วงหน้า
ทุกคนจับตามองว่าปริมาณคนที่ร่วมชุมนุมจะมากแค่ไหน
สุดท้าย ปริมาณคนเข้าร่วมในวันแรกสูงสุดประมาณ 5,000 คน และเริ่มร่อยหรอลงเรื่อยๆ
จนกลายเป็นภาระของช่างกล้อง "เอเอสทีวี" ที่ต้องหลบมุม ไม่ถ่ายภาพมวลชนหน้าเวที
ความหวังของแกนนำพันธมิตรฯอยู่ที่ช่วงคืนวันศุกร์ ต่อเนื่องถึงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์
เขาหวังว่าคนต่างจังหวัด และคนกรุงเทพจะเข้าร่วมชุมนุมในหลักหมื่นเหมือนเดิม
คำถามที่น่าสนใจก็คือ ทำไมปริมาณ "ม็อบพันธมิตร" จึงลดน้อยถอยลงอย่างน่าใจหายเช่นนี้
และบางที "คำตอบ" ที่ได้รับจะช่วยคลายปริศนาที่คนสงสัยกันมานาน
ใครอยู่เบื้องหลัง "ม็อบพันธมิตร" ในการล้มรัฐบาลทักษิณ-สมัคร และสมชาย
ใครอยู่เบื้องหลังการขนคนเข้าร่วม "ม็อบพันธมิตร"
"ปัจจุบัน" คือ คำตอบของ "อดีต" ได้เป็นอย่างดี
.................
สาเหตุที่ทำให้ "ม็อบพันธมิตร" ลดพลังลงมาจากเหตุผล 3 ประการ
ประการแรก ประเด็นเรื่อง "กัมพูชา" ที่ชูขึ้นมาในช่วงเวลานี้มี "น้ำหนัก" น้อยเกินไป
ยากระตุ้นที่ใช้มาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อใช้บ่อยขึ้นก็ย่อมมีประสิทธิภาพน้อยลง
กระแส "ชาตินิยม" ที่เคยถูกกระตุ้นอย่างรุนแรงและได้ผลตั้งแต่เรื่องปราสาทพระวิหารเมื่อครั้งรัฐบาล "สมัคร สุนทรเวช" จึงไม่ได้ผลในวันนี้
และข้อเสนอ 3 ข้อของกลุ่มพันธมิตรแรงเกินไป
ประการที่สอง คู่ชกของ "ม็อบพันธมิตร" คือ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ"
ไม่ใช่ "ทักษิณ-สมัคร-สมชาย"
ถ้าบอกว่า "ม็อบพันธมิตร" หรือ "ม็อบเสื้อแดง" นั้นเกิดจาก "ความโกรธ-ความเกลียด"
"อภิสิทธิ์" นั้นอาจเรียก "ความโกรธ-ความเกลียด" จาก "คนเสื้อแดง" ได้
แต่ไม่มีแรงดึงดูดที่แรงพอสำหรับ "คนเสื้อเหลือง"
ประการที่สาม มวลชนที่สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ไม่ขยับ
ที่ชัดเจนคือมวลชนจากภาคใต้อยู่ในระดับนิ่งสนิท
มวลชนของ "พันธมิตร" ในอดีตนั้นประกอบด้วย 3 ส่วน คือ 1.กลุ่มสันติอโศก 2.คนที่ชื่นชม "สนธิ" และ 3. มวลชนของ "ประชาธิปัตย์"
ณ วันนี้มวลชนของกลุ่มพันธมิตรฯยังเหลือถึง 2 กลุ่ม คือ "สันติอโศก" และกลุ่มที่นิยม "สนธิ"
ขาดไปเพียงกลุ่มเดียว คือ มวลชนของ "ประชาธิปัตย์"
ขาดไป 1 กลุ่ม เหลือ 2 กลุ่ม แต่ปริมาณคนกลับหายไปกว่าครึ่ง
นั่นเป็น "คำตอบ" ว่ามวลชนส่วนใหญ่ของกลุ่มพันธมิตรฯในอดีตนั้นมาจากไหน
และเป็น "คำตอบ" ว่าพลังมวลชนที่ล้มรัฐบาล "ทักษิณ-สมัคร-สมชาย" มาจากไหน
ม็อบจิ๊บๆ
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ เหล็กใน
มันฯ มือเสือ
รัฐบาลอภิสิทธิ์อาศัยทักษะทางการเมือง
ฝ่าด่านพรรคร่วมรัฐบาลที่ร่วมกันตีกรอบ กระชับวงล้อมวิกฤตแก้ไขรัฐธรรมนูญมาได้อีกครั้ง
นั่นเพราะประชาธิปัตย์จับจุดถูก นาทีนี้ไม่มีพรรคร่วมรัฐบาลใดพร้อมลงสนามเลือกตั้งตามกติกาเดิม คือแบบเขตใหญ่เรียงเบอร์
แต่ที่เป็นทีเด็ดมัดใจพรรคร่วมจนอ่อนระทวยเหมือนงูเจอเชือกกล้วย
คือการให้หลักประกันว่าทุกพรรคจะกลับมาร่วมรัฐบาลกันอีกครั้งหลังเลือกตั้งครั้งหน้า ในโควตากระทรวงและเก้าอี้รัฐมนตรีตัวเดิม
นอกจากนี้ยังมีเรื่องของงบประมาณกลางปีแสนล้าน และงบประมาณประจำปี 2555 อีก 2.25 ล้านล้าน ที่ยั่วน้ำลายจนพรรคร่วมไม่กล้าแข็งข้อ
ละครการเมืองเลยจบลงแบบละครน้ำเน่า
พระเอก-นางเอกที่ทำตัวเป็นพ่อแง่แม่งอนกันมาเกือบตลอดทั้งเรื่อง
ถึงฉากจบกลับมายืนจูบปากกอดกันกลม
สงสารแต่ม็อบพันธมิตรฯ แฟนเก่าพระเอกที่เคยอุ้มชูกันมา ตอนนี้กลับถูกเฉดหัวแบบไม่เหลือเยื่อใย
พยายามปลุกกระแส"คลั่งชาติ"มานานนับเดือน
ลงทุนส่งคนของตัวเองเดินดุ่ยๆ ไปเข้าคุกเขมรก็แล้ว ลาก"ท่านพ่อ"มาขึ้นเวทีก็แล้ว "จำลอง"ก็แล้ว "สนธิ"ก็แล้ว มากันครบ
แต่ก็ยังจุดไม่ติด
คิดแล้วก็ใจหายแทน ม็อบเรือนหมื่นเรือนแสนที่เคยร่วมสร้างวีรกรรมบุกยึดทำเนียบ ยึดสนามบิน มาวันนี้ไม่รู้หายไปไหนหมด
ปล่อยให้"เทพเทือก"เยาะเย้ยถากถาง
ม็อบข้างทำเนียบบวกกับม็อบสะพานมัฆวานฯ วันแรกมากันครึ่งหมื่น
พอวันถัดมาก็ลดวูบ ขนาดสื่อในเครือข่ายเดียวกันยังไม่กล้าระบุลงไปตรงๆ
บางฉบับด้วยความเกรงใจระบุแบบคลุมๆ ใช้คำว่าจำนวนมาก แต่บางฉบับไม่พูดถึงเลย หรือบางฉบับอวยกันสุดๆ ยังให้แค่ 3 พัน
ไม่ได้คิดดูถูกดูแคลน
แต่พูดกันตามตรง ด้วย"ต้นทุน"ขนาดนี้
เทียบกับ 3 เงื่อนไขที่ยื่นคำขาดให้รัฐบาลต้องปฏิบัติ คือ 1.ถอนตัวจากกรรมการมรดกโลก 2.ยกเลิกเอ็มโอยู 2543 และ 3.ขับไล่คนกัมพูชาออกจากพื้นที่พิพาท
ออกจะค้ากำไรเกินไปมาก
ส่วนข่าว"ปฏิวัติ"ที่สะพัดออกมาว่าคือหมุดหมายแท้จริงของกลุ่มพันธมิตรฯ ในการเข้าสู่อำนาจทางการเมืองโดยวิธีลัด
จากสถานการณ์ตอนนี้ เห็นทีจะแค่ฝันกลางวันเสียแล้ว
สัจจธรรม อธิบายความเป็นไประหว่างคนเสื้อแดง และ เสื้อเหลือง ได้ดีที่สุด
ที่มา thaifreenews
โดย kajokkub
เสื้อเหลือง ทำไมเสื่อม วันนี้พูดได้เต็มปากแล้วว่าเสื่อม
แกนนำพวกเสื้อเหลืองเองก็ต้องยอมรับ คนที่สถาปนาตัวเอง
เป็นเสื้อเหลือง เอง ก็ไม่เถียงว่า พวกตนเสื่อม คนมาน้อย
ถ้าแค่วันเดียวอาจพูดไม่ได้ แต่นี้นัดชุมนุมล่วงเลยมาหลายวัน
จำนวนผู้มาชุมนุมก็ยังไม่ถึง 3000
ความจริง ความเสื่อมได้ทำให้ แกนนำพันธมิตรประจักรมาหลายครั้งแล้ว
เพราะสันธิ ลิ้มเคยนัดพบมาก่อนนี้แล้ว จนที่สุดต้องเก็บเวทีหนีไป
แม้ครั้งนั้น ประเด็นอาจไม่มีนัก แต่วันนี้ อุตสามีประเด็นเล่น ระดับชาติ
ไม่ใช่เรื่องเล็กๆอีกต่อไป ระดับลิ้มต้องงานใหญ่ เล็กไม่ พินาศทั้งชาติทำ
วันนี้ พันธมิตรมาช่วยชาติให้สงบ ปากรักสงบ แต่เรียกร้องให้ทำสงคราม
กับชาติรอบบ้านตนเอง คงคิดว่าประเทศไทยคือมหาอำนาจ ประเทศเขมร
คือ ประเทศต่ำต้อย ความรุนแรงให้ได้มาในสิ่งที่ตนต้องการว่างั้น
แสดงความรักชาติด้วยวิธีคลั่งชาติ เขมรเคยคลั่งชาติมาก่อน
ผลคือสร้างความเสียหาย เผาทูตไทย สร้างความเสียหายต่อประเทศตนเอง
วันนี้ สิ่งนั้น ได้สอนคนเขมรเอง ว่าเรื่องระหว่างประเทศติดกัน ควรคิดอย่างไร
แต่วันนี้ พันธมิตรกลายเป็นม็อบหัวรุนแรง โลกนี้ไม่ต้องเจรจาว่างั้น ปืนอยู่ไหน
ยิงเลยว่างั้น โอ้ว สันติอโศก หรือ พินาศ สงครามเศร้าโศก กันแน่
พวกนี้คงเหมาะกับการยกเผ่าพันธุ์ไปอยู่ดาวดวงใดดวงหนึ่งกลุ่มเดียวให้มันครองไปเลย
ไม่แน่พวกมันเองก็จะกัดกันเองอีก เหมือนตอนนี้
เสื่อม การที่แกนนำพันธมิตร เล่นทุกบท เล่นทุกมุข แต่มวลชนไม่มา มันหมายความว่าอะไร
เสื่อม คำนี้ ใช้ได้หรือไม่
ทำไมต้องเสื่อม เสื่อมเพราะอะไร แล้วครั้งโน้นทำไมคนดูเยอะ แกนนำบอกอะไรเชื่อหมด
ให้ทำผิดก็ทำ ทำเลวก็ทำ ฆ่าคนก็ทำ ยึดบ้านยึดเมือง ก็ทำหมด
ถูกนำมาเป็นเครื่องมือมวลชนทางการเมืองทำลายฝ่ายตรงข้ามแกนนำพันธมิตรก็ทำ ถูกหลอกให้ขับไล่ผู้นำประเทศคนหนึ่งชื่อทักษิณก็ทำ ท่านสมชายก็ทำ ท่านสมัครก็ทำ อันนำมาเป็นเหตุผลการแตกแยกทางความคิดมาสู้การแตกแยกทางการปฏิบัติของประชาชนทั้งประเทศมาจนวันนี้ โดยเฉพาะท่านทักษิณ เขาคนนี้ที่มาทำให้พวกมันพันธมิตรมีอยู่มีกิน มาทำให้ประเทศผลิกพื้น จากคำว่าศูนย์ทุกด้าน กับมาแข็งแกร่งทุกด้าน วันนั้น แกนนำว่าอะไร เชื่อหมด เชื่อจนคลั่งอยากฆ่าทักษิณทุกวินาที เหมือนที่มันกำลังบ้าคลั่งชาติอยากฆ่าอุนเซ็นและเขมรทั้งชาติวันนี้ โดย ทุกเรื่องทุกชนิดได้ยินมาเชื่อหมดเลย ไม่ได้ค้นหาความจริงใดๆ
ความเชื่ออย่างหนึ่งพระท่านว่าการขับไล่คนดีสักคน โดยเฉพาะคนที่เคยทำให้ให้คนไทยพ้นทุกข์ รอดตายจากโรคภัยร้ายแรง อนิสงค์นี้ จะทำให้คนคิดไม่ดีต่อเขา กล่าวหา ใส่ร้ายให้อับอายเสียหาย ทำลายเขา ทุกอย่าง จะเป็นบาปหนัก ใครมีส่วนก็รับกันไปตามกรรม วาระของแต่ละคนว่ามีส่วนทำลายเขาขนาดไหน ถ้าเชื่อในทางศาสนาพุทธ
นั้นก็หมายความว่า บาปกรรมนี้ หรือไม่ ที่ย้อนมาทำลายพวกพันธมิตร ที่เคยรักกัน ร่วมมือกันทำลาย
ทักษิณ ตามฆ่า ตามไล่ไม่ให้อยู่อย่างสงบสุข วันนี้คนที่แสดงตัวว่าเกลียดทักษิณ ทำลายทักษิณ
ไม่ให้มีความสุขทั่วโลกอย่าง กษิต พิรมย์ กำลังได้รับกรรมอะไร จากพวกเดียวกันเอง เอาเป็นว่า
พันธมิตร รัฐบาล พรรคปชป นักวิชาการทั้งหมด ที่เคยร่วมกันกล่าวหาสร้างเรื่อง ใส่ร้ายทำลายทักษิณ
และครอบครัวจนมีสภาพยับ ถ้าเป็นบางคนอาจจบชีวิต ยอมแพ้ชะตากรรม ก็เป็นได้
กรรมหนักพวกนี้ กระมั่ง ที่ได้ย้อนมาให้พวกพันธมิตรร่วมทั้งหมด หันมาเกลียดกัน ผิดใจกัน ด่ากัน หยาบคาย
เสื่อม ต่อเสื่อม นำความทุกข์ร้อนทางใจกาย คำว่า พวกมาร กำลังกัดกัน มันมาเกิดในชาตินี้ ได้อย่างทันตา กรรมติดจรวจ เห็นกันในชาตินี้ ไม่ต้องรอชาติหน้า
อย่างไม่น่าเชื่อ (ไม่บังคับให้เชื่อตามครับ) แต่ทำไมละ
ส่วนคนเสื้อแดง ทั้งหมด ที่ฟังเรื่องที่เกิดปุ๊บ เห็นสิ่งที่ปรากฏปุ๊บ เจอเหตุการณ์ปุ๊บ แล้วเห็นต่างจากพันธมิตรทันที
แม้จะมีหลายหลายสาเหตุที่เห็นต่างกับพันธมิตร อาจมาจาก
1..ชื่นชอบทักษิณเลยตองชะตา
2..ชอบแนวทางการทำงาน ชอบผลงาน ชอบแนวคิด ชอบการกระทำ
3..อาจไม่ได้ชอบในตัวทักษิณเลย แต่มีใจปกติ มีจิตสัมผัสในความไม่ถูกต้อง ในเรื่องความไม่ยุติธรรมได้ไว ทนไม่ได้กับความไม่ยุติธรรมที่ปรากฏกับท่านทักษิณ
4..มีข้อมูลจริง มีสติปัญญาแยกแยะถูกผิดได้เอง จิตใจไม่สามารถทนเห็นคนไทยด้วยกันถูกกระทำฝ่ายเดียวอย่างผิดๆไม่ได้ บางคนมาทนไม่ได้ตอนเห็นเสื้อแดงถูกฆ่าอย่างป่าเถื่อน มันเกินที่มนุษย์จะรับได้
5..อาจมีหลายคนมี่ รวมหลายข้อด้วยกัน
-
- หรืออาจจะมีเหตุผลอีกมากกว่านี้ ก็ช่าง แต่สุดทายก็ส่งผลให้ท่านมาเป็นส่วนหนึ่งของคนเสื้อแดงไปแล้วตอนนี้
ทำไมคนเสื้อแดงไม่มีวันดับ หมด ลด สิ้นไป แม้จะถูกกระทำ กดทับ กดดัน ขู่ ปราบ ฆ่า ตามจัดการ จับเข้าคุกด้วยอำนาจป่าเถื่อนเท่าที่มี วันนี้ทำไมไม่เสื่อม ไม่หมดไป อย่างที่กระบวนการชั่วอยากให้เป็น ก็ตรงกันข้ามอีกกับพันธมิตร อำนาจ กฏหมายจะอวยพร อวยชัย ผ่อนความผิดเหมือนผ่อนของกันได้ ไม่ผิด กันจนวันนี้ ทำไมเสื่อม มันเกิดอะไรขึ้นแน่
คงไม่ต้องอธิบาย รายละเอียด ว่าเกิดอะไรบ้าง กับคนเสื้อแดง ตลอดมา
ดูปัจจุบันดีกว่า เสื้อแดง ได้สถาปนาตนเอง เพื่อเอาตัวให้รอด เพื่อรักษาเผ่าพันธุ์ เพื่อรักษาความถูกต้อง ความยุติธรรม
ไม่ยอมสยบต่อสิ่งใด ไม่มีอะไรจะเสีย แพ้ไม่ได้ไปมากกว่านี้อีก กลายเป็นศูนย์รวมความรักกัน สามัคคี แบบไม่เคยเป็นแบบนี
มาก่อนในการเป็นมนุษย์ในแผ่นดินในลักษณะนี้มาก่อน
เสื้อแดงทุกคนรับรู้อะไรบางอย่างในแผ่นดินนี้ว่า ไม่มีเทวดา สิ่งศักดิ์ใด ปาฏิหารใด จะเห็นใจและช่วยชีวิตคนเสื้อแดงได้เลย นอกจากเสื้อแดงด้วยกันเอง จนวันนี้อาจจะรู้กันหมดแล้วก็ได้ว่า ตัวเทวดาเองนั้นแหละตัวการใหญ่ ขนาดพระสยามเทวาฯ ยังถูกบางคนนำมาเป็นพวก นำมาอ้างเป็นของพวกมัน แม้จะเป็นคนอำมหิตขนาดนั้น แล้วจะให้เสื้อแดงหวังอะไรจากแผ่นดินนี้
ปัจจุบันนี้ เหตุผลหลักที่ทำให้คนเสื้อแดงอยู่มาได้ และพร้อมจะแกร่ง แข็งแรง เพิ่มขึ้นๆคงเพราะ
เสื้อแดงทำแต่เรื่องถูกต้อง เฉกเช่นคนที่เจริญทางปัญญา เจริญทางสติ จะคิดทำกัน
คนเสื้อแดงคือ คนที่ฉลาด มีความดีประกอบ มีเหตุผลที่ดีและถูกต้องมารองรับก่อนตัดสินใจ
เสื้อแดงไม่ว่าจะเป็นเด็ก สตรี คนชรา หนุ่มสาว ยากจน ร่ำรวย
พวกเขาเหล่านี้ก็จะต้องเห็นด้วยในที่สุด แม้ก่อนนี้อาจยังไม่ทัน ยังไม่ได้คิดเอง ยังไม่ได้ค้นหาความจริง
ยังฟังด้านเดียว ยังเชื่อง่ายไป ยังแยกแยะถูกผิดไม่ได้
เหลืองสามารถเปลี่ยนมาเป็นแดง แต่แดงไม่กลายเป็นเหลืองเพราะมีคำว่าถูกต้องรองรับอยู่
ยกตัวอย่าง นักศึกษาเยาวชนที่ได้ออกมา แสดงตน อธิบายความจริงเพิ่มมากขึ้น มากขึ้นในทุกรูปแบบ
หรือทำไมเสื้อแดงมากขึ้นมากขึ้น
อาการนี้เรียกกว่า ตาสว่างนั้นเอง
และสิ่งนี้ถ้าได้เกิดขึ้นกับใครกลุ่มใดแล้วละก็ จะปรากฏต่อไปอย่างมั่งคง และยั่งยืน ไม่มีเบี่ยงเบน ท้อถอยอีกต่อไป
เหมือนคนเสื้อแดง ที่นับวันจะมากทวีคุณขยายวงกว้างไปเรื่อยๆ จากการตาสว่าง ตาสว่าง
และตาสว่าง
ขนาดคนธรรมดา ทั้งความรู้น้อย ความรู้ปานกลาง กระทั้งคนมีความรู้สูงๆ ก็ยังตาสว่าง
แล้วยังมีคนตระกูลใด อีกที่ยังตาบอด ใจบอดเห็นผิดเป็นชอบ เห็นกงจักร... เป็นดอกบัวกันอยู่อีก
แสดงว่า หลายชาติภพส่งกรรมหนักมาให้ จนหน้ามืดตาบอดสนิท และชาตินี้ดูเหมือนอาจจะมีบุญหนัก
แต่พวกเขากลับเกิดมาเพื่อสร้างกรรมหนักเพิ่มไปอีกชาติ หลังตายคงไม่มีที่สำหรับเกิดใหม่ได้อีก
(ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่)
แน่นอนปรากฏการณ์เกิดของคนเสื้อแดง มันจะตรงข้ามกับพวกม็อบเสพแต่เรื่องโกหก หลอกลวง เบี่ยงเบน อย่างพันธมิตร นั้นไง พิสูจน์ง่ายๆ
เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ สิ่งที่และได้ทำลาย ม็อบพันธมิตรอย่างหนัก เพราะเวลาจะค่อยๆ คลี่ เฉลยๆ แก้ปม แก้ไข ทุกอย่างของมันเอง
อำมาตย์จะพินาศก็เพราะวันหนึ่งประชาชนรู้ความจริง พรรคบางพรรคคนทั้งชาติรู้ความจริงมาหมดแล้วว่า โง่ เลว ไร้ความสามารถจนไม่สามารถชนะการเลือกตั้งเลย ถ้าเลือกตั้งปกติเหมือนคนดีๆเขาทำกัน พรรคนี้จะเดิมตามทางถูกต้องมีคุณธรรมทางการเมืองไม่ได้ ต้องอาศัยอำนาจอื่น แม้วันนี้พรรคนี้ก็ยิ่งเสวยกรรมหนักเข้าไปอีก มีอำนาจเลวๆพิเศษ นำมาเป็นรัฐบาล กลายเป็นพวกมันก็ยังฆ่าตัวตายทำลายตนเองชนิดไม่ได้เกิดอีกเลย ตอนนี้มันก็ทำได้อย่างเดียวคือ หาทางตอนมีอำนาจ จะทำอย่างไร ให้พวกตนชนะการเลือกตั้งครั้งหน้า ตอนนี้พวกมัน กำลังแก้ ปั้น เสกกฏหมาย กันอยู่ แต่เชื่อเถอะ ยุคนี้คือยุคคนชั่วครองเมือง คนชั่วจะเห็นใจกัน ไหลมารวมกัน และอีกนิด รอให้คนเลวๆที่ไม่รู้ตัว ให้มันเปลี่อนพรรคก่อน นั้นแหละจะเป็นการล้างพวกชั่วให้หมดไปจากแผ่นดินทีเดียว จบไปเลย
เพราะอย่างไร ยุคกาขาวก็จะหมดไป ตอนนี้สิ้นหมดขัง ต่อไปคือสิ้นทุกอย่าง ก็จะเหลือแต่แดนศิวิไลซ์ ฟ้าสีทองผ่องอำไพ นั้นเอง
แล้วคนเลวๆพวกนี้ มันจะมามีอำนาจได้ไง
นี้คือการอธิบาย คำว่า พันธมิตร เสื้อเหลือง และคนเสื้อแดง ได้ดีที่สุด ณ วันนี้
ใครตัวใด ตระกูลใด พรรคใด ถ้ามันไม่เลือกข้างประชาชนส่วนที่ถูกต้องส่วนใหญ่แล้วละก็
มันก็จะพบกับความวิบัติ พินาศ ในที่สุด




บันทึกการเข้า