WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, February 3, 2011

ม็อบชนม็อบที่อิยิปต์ เจ็บร่วมร้อย

ที่มา ประชาไท

ที่อิยิปต์ กลุ่มผู้สนับสนุนปธน. บุกเข้าปะทะกับกลุ่มผู้ชุมนุมต่อต้าน ปธน. โดยมีการขว้างปาก้องหิน ฝ่ายสนับสนุนมีไม้และมีด บ้างขี่ม้าขี่อูฐบุกเข้าไป รายงานคนเจ็บกว่า 100 นักข่าวถูกแทง 1 ขณะที่ทหารไม่ได้เข้าห้ามการปะทะ


ที่มาของวิดีโอ Al Jazeera

2 ก.พ. 2554 - สำนักข่าว อัลจาซีร่า รายงานว่า เกิดเหตุผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลและผู้ชุมนุมสนับสนุนรัฐบาลในอิยิปต์ โดยผู้ประท้วงทั้ง 2 ฝ่ายได้ขว้างปาก้อนหินใส่กันที่จัตุรัสทะห์ฮีร์ซึ่งเป็นสถานที่ชุมนุมต่อต้านประธานาธิบดีฮอสนี มูบารักเมื่อ 9 วันที่ผ่านมา

ผู้สื่อข่าวอัลจาซีร่ารายงานจากที่เกิดเหตว่า มีประชาชนกว่า 100 รายได้รับบาดเจ็บจากเหตุปะทะในครั้งนี้ ซึ่งก่อนเกิดเหตุการณ์นี้มีผู้เห็นเหตุการณ์บอกว่าฝ่ายทหารได้ปล่อยให้กลุ่มสนับสนุนมูบารักหลายพันคนเข้ามาในพื้นที่ ซึ่งคนกลุ่มนี้มีทั้งมีดและไม้พลอง ซึ่งกลุ่มต้านรัฐบาลกล่าวหาว่ามูบารักเป็นคนสั่งให้ "อันธพาล" เข้ามาปราบปรามผู้ชุมนุม ผู้เห็นเหตุการหลายคนบอกว่าฝ่ายสนับสนุนมูบารักลากตัวผู้ต่อต้านไปให้กับหน่วยรักษาความสงบ

ผู้สื่อข่าวอีกคนหนึ่งกล่าวว่าฝ่ายทหารดูจะยืนดูเหตุการณ์เฉยๆ หรือไม่ก็ยิ่งสนับสนุนให้เกิดการปะทะ รายงานล่าสุดระบุว่าพื้นที่จัตุรัสยังคงอยู่ในการควบคุมของมวลชนต้านรัฐบาล แม้ผ่านสนับสนุนมูบารักจะยึดพื้นที่ส่วนหนึ่งได้ก็ตาม

ซัลมา หนึ่งในผู้ประท้วงต้านรัฐบาลบอกว่าจณะที่มีผู้ชุมนุมกว่าร้อยบาดเจ็บแต่ก็ไม่มีรถพยาบาลอยู่แถวนั้นเลย พวกเขาได้แต่ใช้เดดตอลล้างแผล

ผู้สื่อข่าวอีกคนบอกว่ามีคนขี่ม้าและอูฐฝ่าเข้าไปยังฝูงชน แต่ทหารก็ได้แต่ยืนอยู่เฉยๆ มีอย่างน้อย 6 รายที่ถูกดึงลงมาจากสัตว์พาหนะและถูกผู้ประท้วงทุบตีจนเลือดท่วมหน้า ผู้สื่อข่าวกล่าวอีกว่าฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลบางส่วนได้ยึดรถทหารและบางส่วนก็ยึดพื้นที่ใกล้อาคารและขว้างปาหินลงมาจากชั้นดาดฟ้า

ฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลใช้สโลแกนว่า "30 ปีแห่งเสถียรภาพ 9 วันแห่งอนาธิปไตย" ผู้อำนวยการผลิตของอัลจาซีร่าประจำกรุงไคโรบอกว่ามีการขว้างปาก้อนหินจากทั้ง 2 ฝ่าย และแม้ทหารจะตั้งแผงกั้นแต่พวกเขาก็ให้ฝ่ายสนับสนุนมูบารักผ่านเข้าไป

"คนบนหลังม้าเป็นผู้สนับสนุนมูบารัก พวกเขาเป็นกลุ่มคนผู้โกรธแค้นสอดสายตามองหาคนทำงานอัลจาซีร่าและชาวอเมริกัน พวกเขาพยายามผ่านไปยังอีกด้านที่รถถังทหารตั้งไว้ เพื่อไปหาฝ่ายต่อต้านมูบารัก มีฝ่ายสนับสนุนมูบารักผ่านเข้ามาเรื่อยๆ"

ผู้สื่อข่าวอัลจาซีร่า เจน ดัทตัน กล่าวว่าในกลุ่มสนับสนุนมูบารักนั้นมีเจ้าหน้าที่รักษาความสงบอยู่ด้วย และอาจเป็นการชี้นำให้ตำรวจปราบจลาจลเข้ามาในพื้นที่ด้วย นอกจากนี้ยังรายงานอีกว่ามีผู้สื่อข่าวจากช่อง อัล-อารบิยา รายหนึ่งถูกแทงในช่วงที่มีการปะทะกัน

ก่อนหน้าเหตุปะทะในวันนี้ กลุ่มผู้สนับสนุนประธานาธิบดีได้ชุมนุมกันในกรุงไคโรหลายครั้ง และบอกว่ามูบารักเป็นตัวแทนของเสถียรภาพ ขณะที่มีผู้เห็นเหตุการณ์รายหนึ่งบอกว่าผู้จัดชุมนุมสนับสนุน ปธน. จ่ายเงินให้หัวละ 17 ดอลลาร์ (ราว 500 บาท) ซึ่งยังไม่มีการยืนยันในเรื่องนี้

สมาชิกรายหนึ่งของกลุ่มภราดรภาพมุสลิม กล่าวว่า คำกล่าวปราศรัยของประธานาธิบดีมูบารักมีลักษณะยุยงเนื่องจากมีการใช้ถ้อยคำอ่อนไหว "มูบารักถามประชาชนว่า ให้เลือกเอาระหว่างตัวเขาหรือความโกลาหล"

ที่มา:

Clashes break out in Tahrir Square, Al Jazeera, 02-02-2011
http://english.aljazeera.net/news/middleeast/2011/02/201122124446797789.html

กวีประชาไท: อิสรภาพ

ที่มา ประชาไท

เดินเดินเดิน…เดินไกลไปข้างหน้า
หากสวรรค์มีตาคงรู้เห็น
ถึงชีวิตลำบากแสนยากเย็น
ชีวิตเป็นๆเฉกเช่นพลัดถิ่นไทย

เดินเดินเดิน..เดินไปให้โลกรู้
ประวัติศาสตร์ดำรงอยู่ต้องแก้ไข
เปลี่ยนชีวิตปลดแอกให้เป็นไท
เขียนหนังสือเล่มใหญ่ผู้ทุกข์ทน

เดินเดินเดิน..เดินไปฝ่าเปลวแดด
แม้ร้อนแผดปวดแสบปานเผาไหม้
แสงสว่างข้างหน้าเห็นรำไร
เดินเถิดเดินไปคว้าชัยมา

เดินเดินเดิน..เดินไปสู่อิสรภาพ
มรดกประวัติศาสตร์บาปชำระใหม่
คืนศักดิ์ศรีสิทธิมนุษย์คือคนไท
สร้างบทเรียนหน้าใหม่ให้ผองเรา

เดินเดินเดิน..เดินไปคงได้เห็น
ชัยชนะดั่งเช่นที่ฝันหา
ปลอบประโลมเช็ดเหงื่อคราบน้ำตา
แล้วสัญชาติจะคืนมาอย่างแน่นอน!

หน้ารัฐสภา
๒๗ ม.ค. ๕๔
ปราโมทย์ แสนสวาสดิ์

Golf4freedom -แข่งขันการกุศลเพื่ออิสรภาพนักโทษเสื้อแดง ครั้งหนึ่งในชีวิตที่นักกอล์ฟไม่มีสิทธิ์พลาด

ที่มา Thai E-News



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา Golf4freedom
3 กุมภาพันธ์ 2554

คุณวัชราภรณ์ หวลธรรม ผู้ประสานงานโครงการ"Golf4Freedom -กอล์ฟเพื่ออิสรภาพเสรีภาพ"เปิดเผยว่า สำนักข่าวไทยอีนิวส์ ร่วมกับ"กลุ่มเพื่อนอานนท์" และ Red cyber ได้ร่วมประชุมกับ ทนายอานนท์ นำภา หัวหน้าสำนักกฎหมายราษฎรประสงค์ ทีมทนายความช่วยเหลือทำคดีช่วยนักโทษการเมืองเสื้อแดงผู้ยากไร้-นักโทษคดีทางความคิด และได้มีมติให้จัดกอล์ฟการกุศลขึ้นในวันเสาร์ที่ 26 กุมภาพันธ์นี้

เพื่อระดมทุนช่วยสำนักกฎหมายราษฎรประสงค์ ไปดำเนินการช่วยว่าความและประกันตัว คดีนักโทษเสื้อแดงที่ยากไร้จากการสลายการชุมนุม 19 พฤษภาคม และนักโทษคดีทางความคิด ตามมาตรา 112 ซึ่งเป็นผลพวงจากการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย รวมทั้งเยียวยาญาติที่อยู่ในอุปการะนักโทษการเมืองเหล่านี้ ระหว่างที่ยังต้องโทษโดยไม่รู้ชะตากรรมว่าจะได้รับการปล่อยตัวเมื่อใด

การแข่งขันกอล์ฟการกุศลนัดนี้ จะจัดขึ้นที่ สนามกอล์ฟDinasty อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม (ดูลิ้งค์แผนที่)

โดยมีค่าธรรมเนียม ค่ากรีนฟี ค่าแค็ดดี้ รวมอาหารเย็น ก๊วน VIP 15,000 บาท/ก๊วน ก๊วนทั่วไป 12,500 บาท/ก๊วน ซึ่งราคานี้นับว่าถูกมากๆหากเทียบกับการจัดกอล์ฟการกุศลทั่วไปที่จะขายก๊วนละขั้นต่ำ25,000-50,000บาท ก๊วนละ 5 ท่าน(กรณีไม่มีก๊วน หรือไม่ครบก๊วน เพียงท่านละ 2,500 บาท ผู้จัดจะจัดหาให้ครบก๊วน ล้วนแต่พี่น้องเรา จะได้รู้จักผูกไมตรีกันไว้

วิธีสำรองการเข้าร่วมงาน หรือสอบถามการร่วมงาน-ติดต่อ "คุณปุ้ย" วัชราภรณ์ หวลธรรม ผู้ประสานงานโครงการ ติดต่อ: โทรศัพท์มือถือ 082-6301700 หรืออีเมล์ hwacharaporn@yahoo.com และ freeprisonproject@gmail.com

วิธีชำระเงิน-โอนได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ผ่านชื่อบัญชี วัชราภรณ์ หวลธรรม ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาเมืองทองธานีเซ็นเตอร์ 2 เลขที่บัญชี 402-293346-1 จากนั้นแจ้งการโอนมาที่อีเมล์ หรือทางมือถือคุณปุ้ย เพื่อยืนยัน

เพื่อเป็นการสนับสนุนโครงการนี้ กรุณาจองและชำระล่วงหน้าได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เพื่อจะได้มีเงินชำระค่าสนามและค่าทดรองใช้จ่ายล่วงหน้า

พิเศษสำหรับท่านที่ไม่ใช่นักกอล์ฟ แต่ประสงค์เข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารเย็นที่คลับเฮาส์ เพียงท่านละ 500 บาท ในงานพบปะกันเองและการปราศรัยจาก พันเอกดร.อภิวันท์ วิริยะชัย ทนายอานนท์ นำภา โชว์เพลงขลุ่ยและกวีที่กลั่นจากใจ และฟังการเปิดใจของทนายอานนท์ ซึ่งกวีศรีประชา วิสา คัญทัพ ได้ยกย่องให้เป็น"สาย สีมา"วีรบุรุษประชาชนในตำนาน ผู้กลับมาในยุคพฤษภาเลือดราชประสงค์ และฟังปากคำความจริงจากญาติๆของนักโทษการเมืองที่ท่านจะได้มีส่วนประทับใจในความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของคนเสื้อแดงที่จะร่วมผนึกมือปลดปล่อยเหยื่ออยุติธรรมให้ได้รับเสรีภาพ ฯลฯ พร้อมพริตตี้เสื้อแดงแท้ๆ และของรางวัลมากมาย รวมทั้งการประมูลของรักจากคนที่ท่านศรัทธา

ทั้งนี้คณะผู้จัดงานขอเชิญชวนท่านนักกอล์ฟ ผู้รักความเป็นธรรม รักประชาธิปไตยทั้งมวลได้โปรดให้การสนับสนุนเข้าร่วมกิจกรรมแข่งขันกอล์ฟการกุศลในครั้งนี้ เพราะนอกจากท่านจะได้รับความเพลิดเพลิน ได้ออกกำลังกายตามปกติแล้ว ท่านยังจะได้มีส่วนช่วยทีมงานทนายความอาสาให้มีเงินทุนทำงานเพื่อช่วยเหลือนักโทษทางการเมือง และเป็นการตอกย้ำคำว่า"เราไม่ทอดทิ้งกัน"ให้เป็นจริงในทางปฏิบัติ


กิจกรรมกอล์ฟการกุศลเพื่อเสรีภาพนักโทษการเมืองเสื้อแดงผู้ยากไร้ จะเป็นกิจกรรมที่ คณะผู้จัดงานปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะให้เป็นกิจกรรมที่ท่านจะบอกกับตัวเองว่า นี่เป็นกิจกรรมที่"ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ท่านไม่มีสิทธิ์จะพลาด"...

เตรียมพร้อม มาร่วมกัน สานฝันของเราปลดปล่อยเหยื่ออยุติธรรม ปลดปล่อยประเทศชาติสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริง

********

Golf4Freedom
ชื่อโครงการ- Golf4Freedom –การแข่งขันกอล์ฟการกุศล เพื่ออิสรภาพและเสรีภาพนักโทษการเมืองเสื้อแดงผู้ยากไร้ ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ท่านนักกอล์ฟไม่มีสิทธิ์พลาด

จัดโดย- สำนักข่าวThai E-news ร่วมกับกลุ่มเพื่อนอานนท์ และ Red Cyber

วัน/เวลา- เสาร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2554 ออกรอบช็อตกันเวลา 12.30 น.

สนาม- สนามกอล์ฟDinasty อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม (ดูลิ้งค์แผนที่)

ค่าธรรมเนียม- ค่ากรีนฟีและค่าแค็ดดี้ รวมอาหารเย็น ก๊วนVIP 15,000 บาท/ก๊วน ก๊วนทั่วไป 12,500 บาท/ก๊วน (ราคานี้นับว่าถูกมากๆหากเทียบกับการจัดกอล์ฟการกุศลทั่วไปที่จะขายก๊วนละขั้นต่ำ25,000-50,000บาท) ก๊วนละ 5 ท่าน(กรณีไม่มีก๊วน หรือไม่ครบก๊วน เพียงท่านละ 2,500 บาท ผู้จัดจะจัดหาให้ครบก๊วน ล้วนแต่พี่น้องเรา จะได้รู้จักผูกไมตรีกันไว้)

พิเศษ-ท่านที่ไม่ใช่นักกอล์ฟ แต่ประสงค์เข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารเย็นที่คลับเฮาส์ เพียงท่านละ 500 บาท ในงานพบปะกันเองและการปราศรัยจากพลเอกชัยสิทธิ์ ชินวัตร พันเอกดร.อภิวันท์ วิริยะชัย ฟังทนายอานนท์ นำภา เปิดใจ พร้อมโชว์เพลงขลุ่ยและกวีที่กลั่นจากใจ ฯลฯ พร้อมพริตตี้เสื้อแดงแท้ๆ

รางวัลเกียรติยศ-ทีมชนะเลิศไฟล์ท์ A รับโล่เกียรติยศจากนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ,ทีมชนะเลิศไฟล์ท์B รับโล่เกียรติยศจาก(กำลังประสานงานเพื่อสนับสนุนถ้วยรางวัล),ผู้ชนะเลิศเน็ตสกอร์ตีดีที่สุด รับโล่เกียรติยศจากรองประธานสภาผู้แทนราษฎร พันเอกดร.อภิวันท์ วิริยะชัย,รางวัลถ้วยเลดี้ กำลังติดต่อขอรับรางวัลจากคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และพิเศษรางวัลบู้บี้ รับโล่จากสำนักงานกฎหมายราษฎรประสงค์ พร้อมลุ้นรับของรางวัลจากผู้สนับสนุนมากมาย และการประมูลของรักจากคนที่ท่านศรัทธา


วิธีสำรองการเข้าร่วมงาน หรือสอบถามการร่วมงาน-ติดต่อ คุณปุ้ย-วัชราภรณ์ หวลธรรม ผู้ประสานงานโครงการ ติดต่อ: โทรศัพท์มือถือ 082-6301700 หรืออีเมล์ hwacharaporn@yahoo.com และ freeprisonproject@gmail.com

วิธีชำระเงิน-โอนได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ผ่านชื่อบัญชี วัชราภรณ์ หวลธรรม ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาเมืองทองธานีเซ็นเตอร์ 2 เลขที่บัญชี 402-293346-1 จากนั้นแจ้งการโอนมาที่อีเมล์ หรือทางมือถือคุณปุ้ย เพื่อยืนยัน

(เพื่อเป็นการสนับสนุนโครงการนี้ กรุณาจองและชำระล่วงหน้าได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เพื่อจะได้มีเงินชำระค่าสนามและค่าทดรองใช้จ่ายล่วงหน้า)

เวบไซต์ของโครงการ-โปรดติดตามที่ http://www.golf4freedom.blogspot.com/

ติดตามการสัมภาษณ์โครงการกอล์ฟจากทนายอานนท์:คลิ้กที่นี่เพื่อติดตามการให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับโครงการนี้ โดยทนายอานนท์ นำภา



*********

รู้จักสำนักกฎหมาย “ราษฎรประสงค์” และโครงการช่วยเหลือคดีนักโทษการเมืองเสื้อแดง



หลักการและเหตุผล

ในภาวะที่สถานการณ์ทางการเมืองที่แหลมคม สังคมไทยยังไม่ได้เรียนรู้หรือตระหนักแม้แต่น้อยว่า ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง ซึ่งแทบทุกครั้งเกิดจากการกระทำของ “รัฐ” คนที่ได้รับผลกระทบแบบเต็มๆ ก็คือคนยากคนจน คนเล็กคนน้อย ซึ่งเขาเหล่านั้นเป็นเพียงมวลชนที่ไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆ นอกเสียไปจาก “การต้องการประชาธิปไตย และความเสมอภาคทางสังคม”

สำนักกฎหมายนี้จึงถูกก่อตั้งขึ้นบนพื้นฐานที่จะทำงานกับชาวบ้านผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ทางการเมือง ทั้งที่ตกเป็นจำเลย ครอบครัวของจำเลย และผู้ได้ได้รับความเสียหายจากการกระทำของรัฐ กล่าวโดยเฉพาะคือ ภายหลังจากที่ทีมทนายความอาสาลงพื้นที่ไปทำงานกับชาวบ้าน เราพบว่าปัญหาสำคัญที่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายกว่าที่ควรคาดหมายได้คือ การไม่สามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ และเหตุผลเดียวที่ทำให้เป็นเช่นนั้นคือ เขาเหล่านั้นเป็นเพียงคนเล็กคนน้อย สิ่งที่ตามมาคือ จำเลยไม่ได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมายและครอบครัวของจำเลยล่มสลายในที่สุด

เราหลับตาลงจินตนาการถึงสังคมที่งดงาม สังคมแห่งความเสมอภาค สังคมที่มีความเป็นพี่เป็นน้อง แต่เราเองก็มิได้ลงมือหรือมีส่วนร่วมในการทำให้เป็นจริงเสียที สำนักกฎหมาย “ราษฎรประสงค์” จึงอาสาเข้ามาทำหน้าที่นี้ นอกจากงานคดีความแล้ว สำนักกฎหมาย “ราษฎรประสงค์” ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อเยียวยา และตีแผ่ความจริงที่อยู่เบื้องหลังลูกกรงสู่สาธารณะ โดยผ่านทางการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย และยกระดับเป็นองค์กรที่ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนโดยทั่วไปที่ไม่สามารถเข้าถึงความยุติธรรมได้


วัตถุประสงค์และเป้าหมาย

๑.ให้ความช่วยเหลือทางกกฎหมายแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ทางการเมือง โดยเน้นที่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมของรัฐในเหตุการณ์เมษายน-พฤษภาคม ๒๕๕๓ รวมทั้งให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมโดยทั่วไป

๒.เป็นศูนย์ประสานงานการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมของรัฐในเหตุการณ์เมษายน-พฤษภาคม ๒๕๕๓

๓.เป็นศูนย์เผยแพร่ข้อมูลทางคดีของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมของรัฐในเหตุการณ์เมษายน-พฤษภาคม ๒๕๕๓ และติดตามรวมทั้งเยียวยาจำเลย ครอบครัวของจำเลยที่ต้องขังในคีการเมือง

๔.ให้ความรู้ทางกฎหมายแก่ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

บุคลากร


สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์ มีทนายความประจำ ๓ คน ดังนี้

๑. นายอานนท์ นำภา หัวหน้าสำนักกฎหมาย

การศึกษานิติศาสตร์บัณฑิต เนติบัณทิตไทย

๒. นายอานนท์ งามสนิท ทนายความประจำ

การศึกษานิติศาสตร์บัณทิต เนติบัณทิตไทย

๓. นายยุทธการ โสภัณนา ทนายความประจำ และเลขานุการ

การศึกษานิติศาสตร์บัณฑิต และกำลังศึกษาในชั้นเนติบัณฑิต

ทั้งนี้ สำนักกฎหมายยังใช้ระบบอาสาสมัครนักกฎหมาย(รุ่นใหม่)ลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย และประสานความช่วยเหลือกับนักกฎหมายทนายความอาสา และผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

หมายเหตุ : ภาพการลงพื้นที่ และการปฏิบัติงานของทนายความ

http://www.facebook.com/album.php?id=100000942179021&aid=27796

http://www.facebook.com/album.php?id=100000942179021&aid=29923

http://www.facebook.com/album.php?aid=27347&id=100000942179021

http://www.facebook.com/album.php?aid=26909&id=100000942179021

ภาพการพาญาติมายื่นหนังสือขอความเป็นธรรม

http://www.facebook.com/album.php?aid=27844&id=100000942179021

ภาพการร่วมกิจกรรมทางวิชาการ

http://www.facebook.com/profile.php?id=100000942179021&sk=photos#!/photo.php?fbid=185525798137825&set=t.100000942179021&pid=592089&id=100000412189735

http://www.facebook.com/profile.php?id=100000942179021&sk=photos#!/photo.php?fbid=185525798137825&set=t.100000942179021&pid=592089&id=100000412189735

http://www.facebook.com/profile.php?id=100000942179021&sk=photos#!/photo.php?fbid=185525798137825&set=t.100000942179021&pid=592089&id=100000412189735

http://www.facebook.com/profile.php?id=100000942179021&sk=photos#!/photo.php?fbid=185525798137825&set=t.100000942179021&pid=592089&id=100000412189735

http://www.facebook.com/profile.php?id=100000942179021&sk=photos#!/photo.php?fbid=185525798137825&set=t.100000942179021&pid=592089&id=100000412189735

http://www.facebook.com/profile.php?id=100000942179021&sk=photos#!/photo.php?fbid=185525798137825&set=t.100000942179021&pid=592089&id=100000412189735



ภาพถ่ายหลังปฏิบัติงาน

http://www.facebook.com/photo.php?fbid=167532523288152&set=a.113629915345080.5861.100000942179021

จำนวนคดีที่ให้ความช่วยเหลือและพื้นที่ที่รับผิดชอบ

คดีหลัก

๑. คดีเผาศาลากลาง จ.มุกดาหาร ( ในนามของ ศปช.) จำเลยจำนวนทั้งสิ้น ๒๘ คน ซึ่งทนายความต้องรับผิดชอบในการทำคดี เรื่องการเยียวยาครอบครัว เรื่องสภาพความเป็นอยู่ของจำเลย รวมทั้งการร้องขอความเป็นธรรมตามหน่วยงานต่างๆ ปรากฏตามภาพประกอบข้างต้น

๒. คดีคดีเผายางรถยนต์ที่ จ.เชียงราย( ในนามของ ศปช.) (คดีสืบพยานในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ )

โดยมีจำเลย ๒ คน

๓. คดีก่อการร้าย (ในนาม ศรส.) ซึ่งเป็นทนายความจำเลยที่ ๑๙ โดยคดีจะมีการ สืบพยานทั้งปี ๒๕๕๔-๒๕๕๕

๔. คดีของนายสมบัติ บุญงามอนงค์ (หนูหริ่ง) (ในนาม ศรส.) มี ๒ คดี คือ คดีพื้นที่ สน.วังทองหลาง ๑ คดี และ สน.ดินแดง ๑ คดี

๕. คดีก่อการร้าย ซึ่งจำเลยเป็นคนกัมพูชา ๑ คดี คดีอยู่ในชั้นศาลแล้ว

๖. คดีนายกฤษณะ ธัญเจริญพงศ์ กับพวก (ขัด พรก.) ให้ความช่วยเหลือด้านการประกันตัว และร้องเรียนหน่วยงานต่างๆ

๗. คดี นายเลื่อน จ. สกลนคร ซึ่งอยู่ระหว่างการประสานงานเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน

๘. คดีนายธันย์ฐวุฒิ ทวีวโรดมกุล ( นปช.ยูเอสเอ.) หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

๙. นายสุริยัน กกเปือย ( ถูกกล่าวหาว่าโทรศัพท์ไปขู่วางระเบิดศิริราช ที่ ๑๙๑ )หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

๑๐. คดีอากง ( ถูกกล่าวหาว่า ส่ง เอสเอ็มเอส ไปที่โทรศัพท์เลขานุการนายก อันมีข้อความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ) ในนามเครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน

๑๑. คดีนายคธา (ถูกกล่าวหาว่าโพสข้อความเกี่ยวกับพระอาการประชวน จนทำให้หุ้นตก) คดีอยู่ในชั้นอัยการ

๑๒. อื่นๆ เช่น การตามเคสต่างเพื่อให้ความช่วยเหลือทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด

รวมทั้งการลงพื้นที่เยียวยาครอบครัวผู้ต้องขังในต่างจังหวัดในคดีที่มีทนายความ อยู่แล้ว โดยให้คำปรึกษาและให้ความช่วยเหลือด้านสิทธิมนุษยชน

๑๓ .เป็นกองเลขานุการ การตั้งเรื่องฟ้องกลับเจาหน้าที่รัฐในเหตุการณ์ ๑๐ เมษายน และ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ในนามของ ศปช.

นอกจากการทำคดีแล้ว ยังให้คำปรึกษาทางกฎหมายในการเคลื่อนไหวทางการเมืองของเสื้อแดงโดยทั่วไป และร่วมรรรงค์ให้มีการปล่อยนักโทษทางการเมืองอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการจับกุมของภาครัฐยังดำเนินการไปเพียง ๒๐ เปอร์เซ็น ดังนั้นจึงคาดการได้ว่าจะมีคดีเข้ามาในสำยนักกฎหมายอีกจำนวนมากในเวลาอันใกล้นี้

งบประมาณ

จากการระดมทุนและเงินบริจาคจำนวนประมาณ ๑ ล้านบาทต่อปี โดยแบ่งเป็น

๑. ค่าใช้จ่ายประจำเดือน

- เงินเดือนประจำของทนายความประจำ จำนวน ๓ คน รวม ๓๙,๐๐๐ บาท

- ค่าบริหารจัดการสำนักงานประมาณ ๑๐,๐๐๐ บาท

- ค่าเดินทาง และค่าตอบแทนนักกฎหมายอาสา ประมาณ ๑๐,๐๐๐ บาท

รวมค่าใช้จ่ายประจำสำนักงานประมาณ ๕๙,๐๐๐ บาท/เดือน

๒. ค่าใช้จ่ายการลงพื้นที่ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ เกี่ยวกับการลงพื้นที่

( ซึ่งเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่จะทำงานกับชาวบ้าน)

จำนวนประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ บาท/ปี

หมายเหตุ : ในส่วนของงบประมาณ เดิมทนายความอาสาสมัครจะได้รับเป็นเบี้ยเลี้ยงเฉพาะวันที่ลงพื้นที่เท่านั้น คือ วันละ 500 บาท และวันที่ไม่ได้ลงพื้นที่ก็จะไม่ได้รับเบี้ยเลี้ยงค่าตอบแทน ปัจจุบันคดีเดิมที่ทนายความได้ทำร่วมกับศูนย์ต่าง เช่น ศปช. หรือ ศรส. ก็ยังได้รับค่าตอบแทนในอัตราเดิม ซึ่งการทำงานแบบนั้นย่อมทำให้ไม่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างเต็มที่ เนื่องทนายความก็ยังต้องหารายได้จากทางอื่น หรือคดีธุรกิจอื่น ทำให้คดีชาวบ้านเสื้อแดงไม่ต่อเนื่องและไม่อาจทำได้อย่างเต็มที่

ระยะเวลาในการดำเนินงาน

๑ ปี (มกราคม – ธันวาคม ๒๕๕๔) และประเมินผลเพื่อการพัฒนาศักยภาพเพื่อนำไปสู่การเป็นสถาบันการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนที่มีความมั่นคงในอนาคต


พื้นที่การปฏิบัติงาน

ทั่วประเทศ โดยเฉพาะจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์การสลายการชุมนุม เช่น กรุงเทพมหานคร และจังหวัดอื่นๆที่มีนักโทษทางการเมือง


ภาพวันเปิดสำนักงาน

http://www.facebook.com/photo.php?fbid=167532523288152&set=a.113629915345080.5861.100000942179021#!/photo.php?fbid=1264362665747&set=t.100000942179021

http://www.facebook.com/photo.php?fbid=167532523288152&set=a.113629915345080.5861.100000942179021#!/album.php?fbid=1264352985505&id=1730167188&aid=32189

http://thaienews.blogspot.com/2011/01/blog-post_1412.html

http://news.voicetv.co.th/thailand/2455-สำนักกฎหมายเพื่อคนรากหญ้า.html

ความมุ่งมั่น

อยากให้เป็นจุดเล็กๆที่สามารถทำงานเพื่อชาวบ้านอย่างแท้จริง เราตระหนักเสมอว่า งานที่ทำเป็นหน้าที่ และเป็นส่วนหนึ่งของขบวนประชาธิปไตย จากเหตุการณ์เดือนเมษายน-พฤษภาคม ๒๕๕๓ งานทางกฎหมายเป็นสิ่งที่สำคัญตราบเท่าที่ความขัดแย้งทางการเมืองยังมีอยู่ และชาวบ้านยังคงตกเป็นผู้รับผลกระทบอย่างหลีดเลี่ยงไม่ได้

คดีความของคดีการเมืองย่อมเป็นที่สนใจแต่เฉพาะคดีของแกนนำ หรือผู้ที่เป็นที่รู้จักเท่านั้น ส่วนชาวบ้านคนเล็กคนน้อยต้องคอยเศษความช่วยเหลือ และรอการเงียบหายไปในสังคมเท่านั้น ทั้งที่เขาเหล่านั้นเป็นคนที่พร้อมยอมตาย และเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตย

จากการทำงานกับชาวบ้านภายหลังเหตุการณ์สลายการชุมนุม เราพบว่า การจัดการการให้ความช่วยเหลือยังมีปัญหา และอุปสรรคอยู่มาก ทั้งในเรื่องบุคลากรของนักกฎหมายทนายความ และจำนวนคดีที่ต้องให้ความช่วยเหลือ รวมทั้งความเป็นสองมาตรฐานในกระบวนการยุติธรรมไทยอันเป็นกำแพงที่ขบวนการประชาชนต้องทำลายลงให้ได้

สิ่งที่ต้องยอมรับอย่างเปิดเผยก็คือ สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์ มีคนทำงานที่เป็นคนรุ่นใหม่จริงๆ คือ เป็นนักกฎหมายที่มีอายุเพียง ๒๕-๒๖ ปี แน่นอนว่าเราถูกดูแคลนเรื่องความสามารถตามวัยวุฒิอยู่มาก แต่ด้วยความที่เป็นคนรุ่นใหม่นี่แหละที่ทำให้เราพิสูจน์ว่า เรามีความมุ่งมั่นและตั้งใจเต็มเปี่ยมที่จะทำงาน ความห้าวของคนรุ่นใหม่เป็นเหมือนใบเบิกทางให้การลงพื้นที่ไม่มีปัญหาหรืออุปสรรคใดๆ การเข้าถึงชาวบ้านและการทุ่มเททำให้จากเดิมที่เป็นเพียงทนายความอาสา ขอยื่นใบสมัครเข้ามาทำหน้าที่อันใหญ่หลวงของขบวนประชาธิปไตย

ด้วยการเล็งเห็นว่า การทำงานแบบอาสาสมัครไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ และคนทำงานก็จะไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในสังคม สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์ จงได้จัดตั้งขึ้นโดยหวังจะตอบคำถามของทั้งเนื้องานและคนทำงาน และเราได้พิสูจน์การทำงานมาในระดับหนึ่ง จนมีพี่ๆ นักกิจกรรม และนักเคลื่อนไหวทางสังคมเห็นความสำคัญและร่วมกันจัดตั้งขึ้น โดยหวังว่า เราจะได้รับการสนับสนุน และให้เป็นสำนักกฎหมายที่ “ราษฎรประสงค์” อย่างแท้จริง

รายละเอียดปรากฏตาม บทสัมภาษณ์ทนายอานนท์ นำภา ใน


http://thaienews.blogspot.com/2010/12/blog-post_30.html

รวบการุณทำคดีก่อการร้ายยึดสนามบินเหลือค่าแค่ปาหี่การเมือง ส่วนทนายณฐพรถูกแฉเป็น18มงกุฎ

ที่มา Thai E-News


คู่แสบ-การุณ ใสงาม ถูกจับที่สนามบินสุวรรณภูมิ ทำให้กลายเป็นฮีโร่ในสายตาพันธมิตร และทำให้คดีอาชญากรรมก่อการร้ายยึดสนามบินเหลือค่าแค่เกมการเมือง อย่างที่พันธมิตรเคยยกมาเป็นประเด็นต่อสู้ ส่วนณฐพร โตประยูร(อยู่หลังการุณ)ถูกกล่าวหาว่า อาจจะมีพฤติการณ์ทำนอง 18 มงกุฎหลายเรื่อง รวมทั้งหลอกต้มสถาบันพระปกเกล้าเข้าเรียนหลักสูตรระดับสูง เพื่อหาคอนเน็คชั่นแวดวงผู้ใหญ่ฟรีๆไม่ต้องจ่ายค่าเทอม


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
3 กุมภาพันธ์ 2554

รัฐบาลชุดนี้ได้ทำให้คดีอาชญากรรมร้ายแรง คือคดีก่อการร้ายยึดสนามบิน กลายเป็นเพียงคดีการเมืองอย่างแท้จริง เมื่อจับกุมนายการุณ ใสงาม แกนนำกันธมิตรรายหนึ่ง ภายหลังเดินทางกลับจากกัมพูชาเมื่อคืนนี้

ก่อนหน้านี้ก็มีการจับกุมนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ กับนายสมบูรณ์ ทองบุราณ โดยอ้างข้อหาก่อการร้ายยึดสนามบินแล้วไม่เข้ารายงานตัว

ดูมันทำ!-การุณ ใสงาม หันมา"เนียน"ใส่เสื้อแดงขึ้นเวทีพันธมิตรล่าสุด เช่นเดียวกับนายจิตตินาถ ลิ้มทองกุล ลูกชายสนธิลิ้ม หัวโจกผู้ก่อการร้ายยึดสนามบิน(ภาพล่าง) เพื่อแอบอ้างว่าเสื้อแดงร่วมมือกับเสื้อเหลืองที่เหลืออยู่โหรงเหรงจะโค่นล้มรัฐบาล

พันธมิตรยึดสนามบินเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน 2551 กระทั่งบัดนี้ผ่านไป 2 ปีเศษ ไม่มีการจับกุมดำเนินคดี ได้แต่เลื่อนไปเรื่อยๆ ขณะที่พันธมิตรฯต่อสู้ว่ากรณีนี้ไม่ใช่คดีอาชญากรรม แต่เป็นการกลั่นแกล้งมทางการเมืองเท่านั้น ดังนั้นก่ารที่รัฐบาลประชาธิปัตย์เลือกจับกุมเฉพาะนายการุณ นายไชยวัฒน์ นายสมบูรณ์ ที่เคลื่อนไหวกรณีกัมพูชาในทิศทางตรงกันข้ามกับรัฐบาล ก็ทำให้คดีก่อการร้ายยึดสนามบินได้กลายเป็นเพียงคดีการเมือง เหมือนที้พันธมิตรฯพยายามต่อสู้มาโดยตลอด

ทั้งนี้เวลาประมาณเที่ยงคืนที่ผ่านมา สำนักข่าวไทยอสมท.รายงานว่า ตำรวจได้ควบคุมตัวนายการุณ จากสนามบินสุวรรณภูมิมาที่กองปราบปราม เพื่อดำเนินคดีข้อหา 4ข้อจากกรณียึดสนามบิน ขณะที่มีสมาชิกพันธมิตรฯราว 100 คน เดินทางมาให้กำลังใจโดยร้องเพลงปลุกระดมราวกับนายกาณเป็นวีรบุรุษ

นายการุณเพิ่งเดินทางกลับจากกัมพูชา เพื่อไปช่วยเหลือคดีนายวีระ สมความคิด ถูกจับกุมและตัดสินจำคุก 8 ปี โดยไปพร้อมกับนายณฐพร โตประยูร ทนายความอีกราย

ทนายหรือ18มงกุฎ?-มีคนกล่าวหาว่าทนายณฐพรเป็น18มงกุฎ ขณะที่สถาบันพระปกเกล้าเผยว่าเขาเข้าเรียนหลักสูตรหนึ่งโดยไม่ยอมจ่ายค่าเรียน เลยไม่อนุมัติให้จบการศึกษา แต่ณฐพรก็คุ้มค่าเพราะมาได้คอนเน็คชั่นแวดวงผู้ใหญ่ไปเพียบแล้ว

สำหรับนายณฐพรนั้น แม้จะเป็นทนายพันธมิตร แต่มีคนเขียนกระทู้กล่าวหาเขาไว้ใน กระดานสนทนาตำรวจภูธรภาค4 ว่า

18 มงกุฎ ณฐพร โตประยูร

ไม่กี่วันก่อนอ่านข่าวเจอเกี่ยวกับ นายณฐพร โตประยูร ทนายความที่ยื่นอุธรณ์ถอนหมายจับ9แกนนำพันธมิตร, นายคนนี้แต่ก่อนเป็นสิบแปดมงกุฎเที่ยวหลอกสาวแก่แม่ม่าย ปอกลอกกันจนหมดตัวมาหลายคน, วันดีคืนดีก้อแต่งตัวติดยศเป็นพันตำรวจตรีเที่ยวรีดไถเบ่งไปทัว. มีทั้งเรื่องฉ้อโกง ทำร้ายร่างกาย หลอกลวงต้มตุ๋น และโจรกรรม. พยายามทำตัวให้ได้ใกล้ชิดนักการเมื่องแล้วแสวงหาประโยชน์ สมัยก่อนก้อนายบุญเท่ง ทองสวัสดิ์. และนายตำรวจใหญ่ ชลอ เกิดเทศ..อยากจะหัวร่อ ไม่รู้ว่าวันนี้เกิดปาฎิหาร์ยอะไรกลายไปเป็นทนายให้กับกลุ่ม 9 แกนนำพันธมิตรไปได้ นายคนนี้แต่ก่อนใช้ชื่อ นายสมโภชณ์ โตประยูร ผู้ใดเกี่ยวข้องอ่านเจอกระทู้นี้ไปตรวจประวัติกันให้ดีๆเถิด


ขณะที่เจ้าหน้าที่ของสถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยว่า นายณฐพรเคยเข้าศึกษาในระดับประกาศนียบัตรสำหรับผู้บริหารระดับสูง หลักสูตรการบริหารงานภาครัฐและกฎหมายมหาชนที่สถาบัน ซึ่งรุ่นที่นายณฐพรเข้าศึกษามีนักศึกษาราว 120 คน คนเด่นๆเช่น นายปราโมทย์ ไม้กลัด อดีตสว. พลเอกศิรินทร์ ธูปกล่ำ อดีตสว. และนายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่การท่าอากาศยาน

ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อนายณฐพรเป็นนักศึกษาเพียงรายเดียวในรุ่นนี้ที่เพิกเฉย และบ่ายเบี่ยงไม่ยินยอมจ่ายค่าเล่าเรียนที่สถาบันพระปกเกล้าจัดเก็บราว1แสนบาท ทางสถาบันจึงไม่อนุมัติให้จบการศึกษา ไม่ได้เข้ารับพระราชทานประกาศนียัตรฯพร้อมกับเพื่อนร่วมรุ่นเดียวกัน แต่นายณฐพรก็คงคุ้มค่ากับการเข้ามาเรียนฟรีๆเพราะได้รู้จักผู้หลักผู้ใหญ่ได้คอนเน็คชั่นจากการเข้ามาเรียนไปเรียบร้อยแล้ว แม้จะได้ไม่รับใบประกาศนียบัตรสำเร็จการศึกษาก็ตาม

สำนักกม.ราษฎรประสงค์รายงานความช่วยเหลือนักโทษเสื้อแดง หลังลงขันปลดปล่อยสู่อิสรภาพ

ที่มา Thai E-News


1 เดือนหลังจากนั้น..ทนายความอานนท์ นำภา หัวหน้าสำนักกฎหมายราษฎรประสงค์ เล่าความคืบหน้าหลังจากก่อตั้งสำนักกฎหมาย และเปิดบัญชีรับบริจาคจากผู้สนับสนุนเมื่อเกือบ 1 เดือนที่ผ่านมา สามารถช่วยประกันตัวนักโทษการเมืองสู่อิสรภาพได้แล้วหลายราย แต่นักโทษที่สิ้นหวังทั้งหลายก็ทะลักเข้ามาหาจนล้นมือเช่นกัน รวมทั้งกรณีหาเงินประกันตัวนักโทษที่มีกรณีต้องเร่งรัดทั้งรัฐบาล และพรรคเพื่อไทยให้สะสางปัญหา...ที่สำคัญพวกเราจะช่วยเหลือพี่น้องให้ออกจากคุกได้อย่างไร ด้วยวิธีใด?


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
2 กุมภาพันธ์ 2554

Q:ช่วยเล่าให้ฟังด้วยว่า หลังมีการประกาศรระดมทุนตั้งสำนักกฎหมายราษฎรประสงค์แล้ว มีผู้บริจาคสนับสนุนแล้วเท่าไหร่ และเพียงพอต่อการทำงานหรือยัง ขาดเหลือเท่าไหร่ ต้องการสนับสนุนอีกเท่าไหร่?


อิสรภาพในที่สุด-นางอ้อยทิพย์ ภรรยาของนายพระนม กันนอก กับบุตรชายซึ่งเพิ่งคลอดในคืนก่อนนายพระนมได้รับการปล่อยตัว ก่อนนี้นายพระนมซึ่งสิ้นหวังจะออกจากคุกมารับขวัญลูกได้กินผงซักฟอกพยายามฆ่าตัวตายแต่รอด ภรรยาผู้หมดหวังของเขาได้ไปดูดวง หมอดูทำนายว่า"หากลูกคลอดออกมา พ่อก็จะได้ออกจากคุก"ซึ่งก็บังเอิญที่เป็นไปตามคำทำนาย เพราะก่อนหน้านี้พยายามขอประกันมาหลายหนแต่ไม่เคยสำเร็จ ( ดูข่าว:ปาฏิหาริย์นักโทษเสื้อแดงรอดจากฆ่าตัวตาย ได้อิสรภาพออกมารับขวัญลูกคลอดตามคำทำนาย )


A: ต้องบอกว่าเกินคาดจริงๆ ผมตั้งเป้าไว้ว่าคงได้พอเดือนชนเดือน แต่ยอดบริจาคนับแต่เปิดบัญชีมาเมื่อ 6 มกราคม 2554 ยังไม่ถึงเดือน ได้กว่า ๒ แสนกว่าบาท

ทุกวันที่ ๖ ของเดือน ทางสำนักงานจะทำรายงานและเผยแพร่เพื่อความโปร่งใสว่ามียอดบริจาคเทื่ใด และได้ปฏิบัติงานมีผลงานอย่างใดบ้าง สำนักงานได้ปรึกษากันว่าจะนำเงินจากยอดบริจาค ๑๐ เปอร์เซ็นต์ มอบแก่ครอบครัวจำเลยทั้งที่โดนขัง และหลบหนี(ทุกเดือน) และลงพื้นที่เพื่อทำข้อมูลมาเผยแพร่ต่อไปครับ

แน่นอนว่าเงินที่ได้บริจาคมาตอนนี้ มันยังไม่cover ที่จะทำงานได้ถึง ๑ ปี แต่มันก็เป็นนิมิตหมายที่ดีว่า มีคนคอยดูเรา และคอยสนับสนุนเราอยู่


เดือนแรกนั้นมีค่าใช้จ่ายสำหรับการก่อตั้งสำนักงานมากหน่อย แต่เราก็พยายามใช้ของมือสอง เพื่อลดค่าใช้จ่าย ซึ่งจะมีการทำรายงานประจำเดือนในทุกวันที่ ๖ ของทุกเดือน เพื่อความโปร่งใส และเพื่อที่ท่านที่ประสงค์จะให้ความช่วยเหลือ ได้ทราบถึงความคืบหน้าของการดำเนินงานของเราด้วย

ส่วนยอดที่เราต้องการเพื่อให้ได้ทำงานได้ครบ 1 ปี คือ เป้าที่ ๑ ล้านบาทต่อปี เพื่อการทำงานที่ต่อเนื่อง และหากมีงานเข้ามามากขึ้น ก็อาจพิจารณาเพิ่มคนทำงาน ซึ่งก็จะทำให้ต้องใช้งบประมาณมากขึ้นเป็นเงาตามตัวครับ

Q:มีแนวทางที่จะระดมทุนอย่างไรบ้างในระยะต่อไป

อิสรภาพ ณ ริมโขง เมื่อวันที่ ๒๗ มกราคม ๕๔ ได้ไปเยี่ยมนายนพชัย พิกุลศรี จำเลยที่ถูกกล่าวหาว่า "ร่วมกันเผาศาลากลาง" และเพิ่งได้รับการประกันตัว แกยังยืนยันว่าแกไม่ได้ทำผิด เพียงแค่ไปยืนดูเหตุการณ์เท่านั้น หลังจากถูกขังมา ๗ เดือน แกได้รับการประกันตัว โดยการเช่าหลักทรัพย์ประกันตัว ซึ่งทีมทนายได้สำรองไปก่อน จำนวน ๕๐,๐๐๐ บ. วันนี้ แกได้ใช้ชีวิตตามปกติสุข ปลูกผักริมโขงกับครอบครัว


A: ผมคิดอย่างนี้ครับ ในระยะยาว สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์คงต้องหาช่องทางที่จะระดมทุนที่เป็นลักษณะการจัดงานอีเว้นท์หรืองานกิจกรรมต่างๆ

เพราะในระยะยาว เราไม่อาจคาดหมายเรื่องการรับบริจาคเพียงอย่างเดียวได้ เพราะเห็นหลายที่ที่เปิดรับบริจาคแบบเรา ก็มักพบว่า คนที่รู้ข่าวจะตื่นตัวช่วยบริจาคในตอนแรกๆที่รู้ข่าว แต่พอเงียบๆไป การสนับสนุนก็มักหายไปด้วย


โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่อยากเล่าให้ฟังก็คือ เมื่อเราเปิดตัวออกไปแล้ว ก็ปรากฎว่ามีคดีความหลังไหลเข้ามาเพิ่มจำนวนมาก ซึ่งเราก็มีแนวคิดที่จะเพิ่มคนทำงาน เพื่อให้ทำงานได้อย่างเต็มที่ แต่ก็ติดตรงงบประมาณนั่นหละ

ซึ่งงานที่เราเตรียมจะจัดในชั้นนี้วางโปรแกรมไว้คร่าวๆ ซึ่งก็อาศัยเพื่อนพ้องน้องพี่มาร่วมจัดการ เพราะทีมทนายความราษฎรประสงค์อยากทุ่มไปที่งานทำคดี และงานช่วยเหลือนักโทษการเมืองมากกว่า

Golf4Freedom -กิจกรรมแข่งขันกอล์ฟการกุศล เพื่ออิสรภาพเสรีภาพนักโทษการเมืองเสื้อแดงผู้ยากไร้ ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ท่านนักกอล์ฟไม่มีสิทธิ์พลาด ( รายละเอียดและสำรองก๊วน หรือมาเดี่ยว คณะผู้จัดจะจัดก๊วนให้ )


เบื้องต้นคุยกันว่า จะมีพี่ๆ เสื้อแดงที่ตื่นตัวและกระตือรือร้นอยากช่วยงานนี้ จะจัดกอร์ฟการกุศล ชื่อ Golf4Freedomให้ ก็ขอเรียนเชิญนักกอล์ฟนะครับ งานมีวันเสาร์ที่ 26 กุมภาพันธ์นี้ที่สนามกอล์ฟไดนาสตี้ นครปฐม นอกจากท่านจะได้สนุกในการออกรอบตีกอล์ฟ หรือออกกำลังกายตามปกติ ที่สำคัญท่านจะได้ช่วยหาทุนสมทบโครงการช่วยพี่น้องที่ติดคุกการเมืองด้วย เห็นว่าราคาไม่แพง หากเทียบกับการจัดกอล์ฟการกุศลทั่วๆไป


นอกจากนั้นก็ตามด้วยงานจัดโบว์ลิ่งการกุศล งานเสวนา ดนตรี ฯลฯ ซึ่งคิดจะทำกันเป็นระยะๆ เพื่อให้มีทุนมาทำงานกันแบบไม่ขาดช่วง อย่างไรก็ตาม คงต้องปรึกษากันในรายละเอียดอีกครั้งนึงครับกับพี่ๆน้องๆที่อาสามารับเป็นคนจัดกิจกรรมเหล่านี้ให้

Q:เมื่อได้ทุนมาแล้วจะนำไปดำเนินงานอย่างไรบ้าง

A: ผมอยากแบ่งออกเป็นสองส่วนใหญ่ๆ

ก้อนนึงคงต้องถูกนำมาใช้เพื่อให้คนทำงานที่สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์ให้อยู่ได้ด้วย คือเอามาบริหารในอ๊อฟฟิศ และเป็นค่าใช้จ่ายในการทำคดีความ เช่น ค่าเดินทาง เป็นต้น

ส่วนอีกก้อน จะเอาไปใช้ในงานประกันตัวนักโทษการเมือง และงานเยียวยานักโทษการเมือง และญาติๆที่ขาดอุปการะเมื่อคนสำคัญในครอบครัวต้องมาติดคุกคดีการเมือง


ซึ่งต้องบอกว่า แรกๆ จะทำกันเล็กๆ แต่ไปๆมาๆ มีเสียงเรียกร้องให้ทำงานมากขึ้น และมีคดีความเข้ามามากขึ้น ก็คงต้องระดมเพิ่มและคงต้องวางแผนการใช้ในระยาวด้วยครับ

Q:ที่ผ่านมาได้ดำเนินงานไปอย่างไรแล้วบ้าง สามารถช่วยประกันตัวนักโทษการเมืองออกมาแล้วกี่ราย หรือเยียวยาญาติผู้ต้องขังไปแล้วกี่ราย

A: ที่ผ่านมาเราเป็นทนายความอาสาของ ศปช.(ศูนย์ข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบเหตุสลายชุมนุมเม.ย.-พ.ค.53)

และปัจจุบันในส่วนของงานคดีที่เกี่ยวกับการสลายการชุมนุมก็ยังคงเป็นอยู่ เราได้ให้ความช่วยเหลือไปหลายเคสเหมือนกัน

อย่างที่เรียนไว้ในครั้งที่ไทยอีนิวส์สัมภาษณ์ครั้งแรก เราทำงานกฎหมายที่ไม่ได้ทำเพียงแค่ทนายความ แต่ทำไปถึงเรื่องการให้ความช่วยเหลือและเรื่องประกันตัวด้วย


เช่นเคสที่จังหวัดมุกดาหาร เราให้ความช่วยเหลือด้านการประกันตัวไป ๘ ราย ในคดีถูกกล่าวหาว่าเผาศาลากลาง และให้การเยียวยาครอบครัวจำเลยทั้งสิ้น กว่ายี่สิบราย โดยเราใช้วิธีลงพื้นที่ทำงานกับชาวบ้าน ประเภทเคาะถึงประตูบ้าน ซึ่งผมเองต้องบอกว่า สิ่งที่ชาวบ้านต้องการที่สุดคือกำลังใจ พอชาวบ้านเห็นเราลงพื้นที่ก็มีกำลังใจมากขึ้น และเรายังได้นำเงินบริจาคจากส่วนกลาง เช่นจาก พี่ๆกลุ่ม เรด แคมฟ็อก , กลุ่มเราไม่ทอดทิ้งกัน และอีกหลายๆ กลุ่ม รวมทั้งที่ท่านบริจาคให้สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์ เข้าไปเยียวยาเบื้องต้น


เพราะคนที่ถูกจับส่วนใหญ่จะเป็นหัวหน้าครอบครัว ซึ่งเมื่อโดนจับก็เหมือนการจองจำทั้งครอบครัว แต่ละครอบครัวก็ลำบากมาก คือขนาดยังไม่โดนจับ ครอบครัวเขาก็ลำบากมากอยู่แล้ว ยิ่งโดนคดียิ่งแทบสิ้นเนื้อประดาตัว

ในส่วนของการให้ความช่วยเหลือทางคดี การเข้าเยี่ยมจำเลยที่ไม่มีญาติก็ค่อนข้างหนัก เพราะจำนวนจำเลยและจำนวนคนทำงานที่ยังไม่เพียงพอด้วย

และยิ่งเมื่อเราเปิดตัวออกไป ก็มีคดีความหลั่งไหลเข้ามามากมาย รวมทั้งเคสที่ต้องการความช่วยหลือด้านเงินประกันตัวก็มากขึ้นด้วย ยังไม่นับคดีที่ทยอยมอบตัวนะครับ


Q:ได้ทราบว่าต้องมีเงินประกันตัวผู้ต้องหารายละ 5 แสนบาท มีหลักทรัพย์จากไหนมาประกัน จากตัวผู้ต้องขัง,จากพรรคการเมือง,จากอดีตนายกฯทักษิณ หรือต้องระดมทุนช่วยอีก

A: เรื่องเงินประกันส่วนหนึ่งก็เป็นหลักทรัพย์ของญาติจำเลย และอีกส่วนหนึ่งก็เป็นเงินส่วนตัวที่ผมไปขอหยิบยืมคนที่เข้าใจและอยากช่วยเหลือ พี่ๆที่สนับสนุนบางรายอยู่ต่างจังหวัด ก็สนับสนุนชนิดที่ว่า ลงทุนขายวัวขายควายมาช่วยให้ยืมก่อนเป็นแสนเพื่อไปประกันตัวผู้ต้องหาก็มีครับ ทั้งที่ไม่ใช่ญาติหรือคนรู้จักของเขาเลย ผมหละเกรงใจ และซาบซึ้งใจจริงๆ ยังไงต้องดิ้นรนใช้หนี้คืนให้แน่ครับ


ซึ่งต้องขอขอบคุณพี่คนนั้นไว้ ณ ที่นี้ด้วย คือพอแกเห็นเราทำงาน แกก็ให้ยืมเงินมาช่วยวางเป็นหลักประกัน ซึ่งก็หลายตังค์อยู่ทีเดียว

อันนี้ก็รวมทั้งเพื่อนๆ ที่ให้ความไว้วางใจให้ยืมเงินมาวางเป็นหลักทรัพย์ประกันผู้ต้องหาก่อน พอเราวางเงินไปแล้วก็ค่อยมาขอเบิกคืนจากพรรคเพื่อไทยครับ เพราะได้รับการประสานงานมาจากทางพรรคเพื่อไทยว่าจะช่วยตรงนี้ แต่ให้ทางผมออกเงินไปล่วงหน้าก่อน


ซึ่งตอนนี้เราก็ได้วางเงิน และเช่าหลักทรัพย์ไปแล้วกว่า ๖๒๐,๐๐๐ บาท ซึ่งตอนนี้ก็รอให้พรรคเพื่อไทยคืนเงินจำนวนนี้มา เพื่อที่เราจะได้ไปประกันชาวบ้านที่อื่นที่ติดคุกและรออยู่อีกมากหมือนกัน เอาเป็นว่าหากทางพรรคเพื่อไทยจะพิจารณาด่วนให้หน่อย ก็จะเป็นประโยชน์ครับ

Q:เห็นก่อนปีใหม่นายกฯอภิสิทธิ์ว่า จะให้กระทรวงยุติธรรมไปประกันผู้ต้องหา และมติครม.ให้ประกันผู้ต้องขัง104คน มีความคืบหน้าอย่างไรบ้าง

A: ๕๕๕ ขอขำเป็นภาษาไทยครับ ตอนนี้ยังไม่มีอะไรคืบหน้าสักเท่าไหร่ครับ เช่นที่มุกดาหาร ทั้งที่รู้ว่าศาลตั้งราคาประกันไว้ ๕๐๐,๐๐๐ บาทต่อผู้ต้องหา๑ราย แต่เจ้าหน้าที่ของกรมคุ้มครองสิทธิวางแค่ ๔๕,๐๐๐ บาท ศาลก็เลยไม่ให้ประกัน


คือมันยังมีการเข้าใจกันผิดพลาดคลาดเคลื่อนอยู่ และที่สำคัญ คนที่ได้รับอนุมัติก็ยังไม่ได้มีการประกันกันอย่างจริงจัง ผมยกตัวอย่างเช่น นายกฤษณะ และนายสุรชัย ผู้ต้องขังคดีแค่ขัด พรก. ซึ่งโทษต่ำมากคือศาลพิพากษาจำคุก ๑ ปี แต่ถึงปัจจุบันก็ยังไม่ได้มีการประกันตัวกันออกมา

อย่างไรก็แล้วแต่ ผมและทีมงานยังคงต้องตั้งความหวังกี่ยวกับหลักประกันของรัฐ เพราะมันก็คือเงินภาษีของพวกเราทุกคน และคงต้องช่วยกันส่งเสียงไปยังภาครัฐ เพื่อให้มีการดำเนินการประกันตัวผู้ต้องขังอย่างแท้จริง


เพราะนายกฯอภิสิทธิ์ก็พูดออกสื่อไปทั้งประเทศว่าจะให้ประกัน ๑๐๔ ราย จะให้เงินมาประกันตัว พูดไว้ก่อนจะปีใหม่ นี่ผ่านมาเดือนกว่ายังไม่มีผลทางปฏิบัติ แต่คนก็คิดว่าได้ประกันหมดแล้ว ความจริงคือยังครับ

Q:มีเรื่องจะดำเนินการเร่งด่วนในระยะนี้อะไรบ้าง และต้องการแรงสนับสนุนอย่างไรบ้าง

A: ผมอยากได้เงินสำหรับประกันตัวครับ คือ คนที่เป็นจำเลยสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การได้รับการประกันตัว และมีจำนวนมากด้วย แต่ต้องใช้เงินค่อนข้างเยอะ เราต้องมีเกินก้อนพอสมควร แต่เงินที่ให้มาอาจเป็นการให้ยืมก็ได้ครับ หากท่านใดอยากช่วยผู้ต้องขังคดีการเมืองให้เขาได้อิสรภาพไวๆนะครับ แจ้งผมมาเลยที่อีเมล์นี้ได้ anonnumpa@gmail.com ผมพร้อมให้รายละเอียด


ที่ผมบอกว่าขอยืมจากท่านที่อยากช่วย ก็เพราะได้รับการประสานงานจากพรรคเพื่อไทยว่า ทางพรรคมีนโยบายให้ทางผมสำรองเงินประกันล่วงหน้าไปก่อน หากประกันได้สำเร็จ ก็จะเบิกที่พรรคคืนให้ ส่วนตัวผมก็อย่างที่ทราบไม่ได้เป็นคนมีฐานะร่ำรวย เพิ่งก่อตั้งสำนักงานกฎหมายราษฎรประสงค์ พี่ๆน้องๆจของเราช่วยมาทั้งนั้น แถมยังเป็นหนี้พี่น้องเรื่องไปยืมเงินใช้ประกันตัวนักโทษเสื้อแดงอยู่อีกด้วย

อีกประการ อยากให้ช่วยกันให้กำลังใจผู้ต้องขังที่ยังถูกจองจำในเรือนจำ อาจจะไปเยี่ยม หรือเขียนจดหมายไปก็ได้ เพราะสิ่งเหล่านั้นจะทำให้เขามีกำลังใจ ต่อสู้ต่อไป

Q:เรื่องอื่นๆที่อยากเสนอต่อรัฐบาล,พรรคเพื่อไทย และต่อสาธารณชน

A: ผมว่า การให้ความช่วยเหลือด้านการประกันตัวและความใส่ใจ จริงใจกับประชาชนสำคัญที่สุด


ในส่วนของรัฐบาล ผมว่ารัฐต้องมีความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ด้วยความจริงใจ เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้น เกิดจากการตัดสินใจใช้กำลังทหารเข้าสลายการชุมนุมทั้งสิ้น

ในส่วนของคดีความก็ย่อมเดินต่อไป แต่ผมขอเรียนอย่งนี้ครับว่า รัฐบาลต้องแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการร์ให้มากกว่านี้ มิใช่แก้ผ้าเอาหน้ารอดไปวันๆ

ในส่วนของพรรคเพื่อไทย ผมคงต้องขอขอบคุณแทนชาวบ้านในส่วนของการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย แต่อย่างไรก็ตาม คงต้องขอให้ทางพรรคช่วยพิจารณาโอนเงินที่ทางทีมทนายอาสากู้หนี้ยืมสินและสำรองออกไปก่อน ช่วยจ่ายคืนมาให้เร็วขึ้น เพราะเรามีความจำเป็นมากที่จะต้องใช้เงินส่วนนี้ไปใช้ประกันพี่น้องรายอื่นๆต่อไปที่เขานับวันรออิสรภาพอยู่

และฝากขอบคุณพี่น้องที่สนับสนุนการทำงานของทีมทนายสำนักกฎหมายราษฎรประสงค์ เราต่างทำหน้าที่ ขอให้สู้ต่อไปด้วยใจมั่นคงครับ

********
ข่าวเกี่ยวเนื่อง:ลงขันปลดปล่อยนักโทษการเมือง

Wednesday, February 2, 2011

คำเตือน 5 ข้อ สำหรับประเทศไทย เกี่ยวกับปราสาทพระวิหาร

ที่มา มติชน



โดย อัครพงษ์ ค่ำคูณ



เตือนที่ 1 ศาลโลกตัดสินยกแต่เฉพาะตัวปราสาท ไม่รวมพื้นดินใต้ปราสาท จริงหรือ?

(เอกสารอ้างอิง ทำเนียบนายกรัฐมนตรี, สำนัก. คำพิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ คดีปราสาทพระวิหาร. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์สำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรี, 2505.)

"อย่างไรก็ดี ศาลมีความเห็นว่าประเทศไทยใน ค.ศ.1908-09 ได้ยอมรับแผนที่ในภาคผนวก 1 ว่าเป็นผลงานของการปักปันเขตแดน และด้วยเหตุนี้ จึงได้รับรองเส้นบนแผนที่ว่าเป็นเส้นเขตแดน อันเป็นผลให้พระวิหารตกอยู่ในดินแดนกัมพูชา ศาลมีความเห็นต่อไปว่า เมื่อพิจารณาโดยทั่วๆ ไป การกระทำต่อๆ มาของไทยมีแต่ยืนยันและชี้ให้เห็นชัดถึงการยอมรับแต่แรกนั้น และว่าการกระทำของไทยในเขตท้องที่ก็ไม่เพียงพอที่จะลบล้างข้อนี้ได้ คู่กรณีทั้งสองฝ่ายโดยการประพฤติปฏิบัติของตนเอง ได้รับรองเส้นแผนที่นี้และดังนั้นจึงถือได้ว่าเป็นการตกลงให้ถือว่าเส้นนี้เป็นเส้นเขตแดน" (ทำเนียบนายกรัฐมนตรี 2505, 45)

"การระบุเส้นสันปันน้ำในข้อ 1 ของสนธิสัญญาฉบับ ค.ศ.1904 มิได้หมายความอะไรนอกไปจากว่าเป็นวิธีที่สะดวกและแจ่มแจ้งที่จะบรรยายเส้นเขตแดนอย่างให้เห็นได้ชัด ถึงแม้ว่าจะเป็นการกล่าวเพียงกว้างๆ ก็ตาม แต่ก็ไม่มีเหตุผลที่จะให้คิดว่าคู่กรณีได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษแก่เส้นสันปันน้ำโดยเจาะจง เมื่อเปรียบเทียบกับความสำคัญที่เหนือกว่าของการยึดถือเส้นเขตแดนในแผนที่ซึ่งได้ปักปันกันในเวลาต่อมาและเป็นที่ยอมรับแก่คู่กรณี ทั้งนี้ เพื่อให้เรื่องได้เป็นที่ยุติกันไป ฉะนั้น อาศัยหลักในการตีความสนธิสัญญา ศาลจึงจำต้องลงความเห็นให้ถือเส้นเขตแดนตามแผนที่ของบริเวณพิพาท" (ทำเนียบนายกรัฐมนตรี 2505, 49-50)

"ด้วยเหตุผลดังกล่าวแล้วนี้ ศาล โดยคะแนนเสียงเก้าต่อสาม ลงความเห็นว่าปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา

โดยเหตุนี้ จึงพิพากษา โดยคะแนนเสียงเก้าต่อสาม ว่าประเทศไทยมีพันธะที่จะต้องถอนกำลังทหารหรือตำรวจ ผู้เฝ้ารักษาหรือผู้ดูแลซึ่งประเทศไทยส่งไปประจำอยู่ที่ปราสาทพระวิหารหรือในบริเวณใกล้เคียงบนอาณาเขตของกัมพูชา" (ทำเนียบนายกรัฐมนตรี 2505, 51)

คำเตือนพิเศษ โปรดสังเกตว่า ไม่มีข้อความใดในคำพิพากษาที่ระบุว่า ศาลตัดสินยกแต่เฉพาะตัวปราสาทไม่รวมพื้นดินใต้ปราสาท หรือ ไม่มีข้อความใดระบุว่า พื้นดินใต้ปราสาทยังเป็นของประเทศไทย

เตือนที่ 2 แผนที่ 1 : 200,000 ทำขึ้นโดยฝรั่งเศสแต่เพียงฝ่ายเดียว จริงหรือ?

(เอกสารอ้างอิง ทำเนียบนายกรัฐมนตรี, สำนัก. คำพิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ คดีปราสาทพระวิหาร. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์สำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรี, 2505.)

"คณะกรรมการผสมชุดที่จัดตั้งขึ้นตามสนธิสัญญาฉบับ ค.ศ.1904 ได้มีการประชุมครั้งแรกในเดือนมกราคม ค.ศ.1905 แต่ก็มิได้ปฏิบัติงานจนถึงเขตแดนทางทิศตะวันออกของทิวเขาดงรักกระทั่งเดือนธันวาคม ค.ศ.1906 ทั้งนี้ ถึงแม้ว่าจะได้ระบุไว้ในรายงานการประชุมของคณะกรรมการในการประชุมเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ค.ศ.1906 ว่า สมาชิกฝ่ายฝรั่งเศสผู้หนึ่งของคณะกรรมการ ร้อยเอก ทิกซีเอ ได้เดินทางผ่านไปตามเขาดงรักในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.1905 เช่นนั้นก็ตาม ในการประชุมเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ค.ศ.1906 ซึ่งจัดให้มีขึ้นที่นครวัดได้มีการตกลงกันว่าคณะกรรมการจะขึ้นไปบนเขาดงรักจากที่ราบต่ำของกัมพูชา โดยผ่านขึ้นทางช่องเกนซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกของพระวิหารและเดินทางไปยังทิศตะวันออกตามทิวเขาโดยอาศัยเส้นทางเดียวกัน (หรือตามเส้นเดียวกัน) กับเส้นที่ร้อยเอก ทิกซีเอ ได้ตระเวนสำรวจไว้ในปี ค.ศ.1905 ที่ประชุมตกลงกันว่า การสำรวจที่จำเป็นทั้งหมดระหว่างเส้นทางนี้และเส้นยอดเขา (ซึ่งเกือบจะขนานกัน) สามารถทำได้โดยวิธีนี้ เพราะเหตุว่าเส้นทางนี้อยู่ในด้านไทยห่างจากยอดเขาอย่างมากที่สุดประมาณ 10 ถึง 15 กิโลเมตรเท่านั้น คู่ความมิได้โต้แย้งว่าประธานฝ่ายฝรั่งเศสและประธานฝ่ายสยามในฐานะผู้แทนของคณะกรรมการได้เดินทางมาตามนี้ และได้ไปที่ปราสาทพระวิหาร แต่ทั้งนี้ ก็ไม่มีบันทึกหลักฐานใด แสดงให้เห็นว่าประธานทั้งสองได้ให้คำวินิจฉัยไว้แต่ประการใด

ในการประชุมครั้งเดียวกันคือเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ค.ศ.1906 ได้มีการตกลงกันด้วยว่า ร้อยเอกอุ่ม กรรมการผู้หนึ่งในฝ่ายฝรั่งเศสจะเป็นผู้สำรวจทิวเขาดงรักด้านตะวันออกทั้งหมด ซึ่งเป็นเขตที่พระวิหารตั้งอยู่โดยเริ่มต้นสำรวจจากจุดปลายด้านตะวันออก และว่าร้อยเอกอุ่มจะออกเดินทางเพื่อการนี้ในวันรุ่งขึ้น

จึงเป็นที่แจ้งชัดว่า คณะกรรมการผสมเจตนาอย่างเต็มที่ที่จะปักปันเขตแดนในเขตภูเขาดงรักและจะได้จัดทำทุกอย่างที่จำเป็นเพื่อเตรียมการในเรื่องงานปักปัน งานปักปันนี้ย่อมต้องสำเร็จแล้ว เพราะว่าในปลายเดือนมกราคม ค.ศ.1907 อัครราชทูตฝรั่งเศสประจำกรุงเทพฯ ได้รายงานต่อรัฐมนตรีต่างประเทศในกรุงปารีสว่า เขาได้รับแจ้งอย่างเป็นทางการจากประธานฝ่ายฝรั่งเศสในคณะกรรมการผสมว่า การปักปันทั้งหมดได้เสร็จสิ้นลงแล้วโดยไม่มีเหตุร้ายเกิดขึ้น และว่าได้มีการกำหนดเส้นเขตแดนขึ้นเป็นที่แน่นอนแล้วนอกจากในอาณาบริเวณเสียมราฐ นอกจากนั้น ในรายงานเกี่ยวกับการปักปันทั้งหมด ลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1907 ซึ่งประธานได้ส่งไปให้รัฐบาลของตนก็ได้ระบุไว้ว่า "ตลอดแนวเขาดงรักจนถึงแม่น้ำโขงการกำหนดเขตแดนไม่ได้ปรากฏความยุ่งยากใดๆ เลย" (ทำเนียบนายกรัฐมนตรี 2505, 21-22)

งานขั้นสุดท้ายในการดำเนินการปักปันเขตแดนได้แก่การตระเตรียมและการจัดพิมพ์แผนที่เพื่อจะทำงานชิ้นนี้ให้สำเร็จ รัฐบาลสยามซึ่งในขณะนั้นยังไม่มีเครื่องมือเครื่องใช้เพียงพอ จึงได้ร้องขอเป็นทางการให้พนักงานสำรวจพื้นที่ของฝรั่งเศสจัดทำแผนที่อาณาบริเวณเขตแดนนี้ขึ้น ดังจะเห็นได้ชัดจากข้อความวรรคเริ่มต้นของรายงานการประชุมคณะกรรมการผสมชุดแรก เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน ค.ศ.1905 คำร้องขอนี้ได้รับความเห็นชอบจากฝ่ายสยามในคณะกรรมการซึ่งอาจเป็นผู้ให้ความดำรินี้เพราะว่าในหนังสือลงวันที่ 20 สิงหาคม ค.ศ.1908 อัครราชทูตสยาม ณ กรุงปารีส (หม่อมเจ้าจรูญศักดิ์ กฤษฎากร) ได้ติดต่อแจ้งผลงานเกี่ยวกับการทำแผนที่ไปยังรัฐบาลของตนมีความตอนหนึ่งอ้างถึง "คณะกรรมการการปักปันเขตแดนผสม โดยคำขอร้องของกรรมการฝ่ายสยามได้มอบหมายให้กรรมการฝ่ายฝรั่งเศส จึงทำแผนที่บริเวณเขตแดนส่วนต่างๆ ขึ้น" ที่ว่าเรื่องนี้เป็นนโยบายเจาะจงของเจ้าหน้าที่ฝ่ายสยาม....(ทำเนียบนายกรัฐมนตรี 2505, 25)

รัฐบาลฝรั่งเศสได้มอบหมายให้คณะเจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสรวม 4 คน เป็นผู้จัดทำงานนี้ เจ้าหน้าที่ 3 คนในจำนวนนี้ ได้แก่ ร้อยเอก ทิกซีเอ แคร์เล และ เดอ บาทซ์ ซึ่งได้เคยเป็นสมาชิกในคณะกรรมการผสมชุดแรก เจ้าหน้าที่ชุดนี้ทำงานภายใต้ความควบคุมของพันเอกแบร์นาร์ด และในปลายฤดูใบไม้ร่วง ค.ศ.1907 ก็ได้จัดทำแผนที่ขึ้นสำเร็จรวม 11 ฉบับ ซึ่งคลุมถึงเขตแดนส่วนใหญ่ระหว่างสยามกับอินโดจีน...แผนที่เหล่านี้ได้พิมพ์ขึ้นและจำหน่ายโดยบริษัทพิมพ์แผนที่มีชื่อของฝรั่งเศสชื่อว่า อาช บาร์แรร์ (ทำเนียบนายกรัฐมนตรี 2505, 25)

อนุสัญญาฉบับวันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2446/ค.ศ.1904 ระหว่างสยามกับอินโดจีนฝรั่งเศส ทำให้เกิดการตั้งคณะกรรมการปักปันเขตแดนขึ้น คือ "คณะกรรมการเขตแดนผสมอินโดจีนและสยาม (COMMISSION DE DELIMITATION ENTRE L′ INDO-CHINE ET LE SIAM)" โดยมีประธานร่วมสองคน คือ พลตรีหม่อมชาติเดชอุดม เป็นประธานฝ่ายสยาม และมี พันเอก แบร์นาร์ด เป็นประธานฝ่ายฝรั่งเศส ทำให้เกิดแผนที่ 11 ฉบับ มาตราส่วน 1:200,000 ซึ่งตามเอกสารราชการ เลขที่ 89/525 ลงวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ.2451/ค.ศ.1908 หม่อมเจ้าจรูญศักดิ์ กฤษดากร อัครราชทูตสยามประจำฝรั่งเศส มีข้อความในจดหมายว่า "ในเรื่องที่คณะกรรมการการปักปันเขตแดนผสม ตามคำร้องขอของกรรมการฝ่ายสยามให้กรรมการฝ่ายฝรั่งเศสช่วยจัดทำแผนที่ในเขตแดนต่างๆ ขึ้นนั้น บัดนี้ คณะกรรมการฝ่ายฝรั่งเศสได้ปฏิบัติงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว" จึงได้ส่งมอบให้ สมเด็จกรมพระยาเทวะ วงศ์วโรปการ เสนาบดีกระทรวงต่างประเทศ โดยระบุรายชื่อแผนที่ทั้ง 11 ระวาง จำนวนอย่างละ 50 แผ่น ซึ่งได้แก่ แผนที่ส่วนเหนือ (Map for the north region) จำนวน 5 ระวาง คือ 1.Meakhop and Chianglom 2.rivers in the north 3.Muang Nan 4.Paklai 5.Huang River ซึ่งปัจจุบันคือ เส้นเขตแดนกับลาว และแผนที่ส่วนใต้ (Map for the south region) จำนวน 6 ระวาง คือ 6.Pasak 7.Mekong 8.Dangrek 9.Phnom Kulen 10.Lake และ 11.Muang Trat ซึ่งเป็นเส้นเขตแดนกับกัมพูชา

อัครราชทูตลงท้ายว่า ได้เก็บแผนที่ไว้ที่สถานอัครราชทูตฝรั่งเศสอย่างละ 2 ชุด และจะได้ส่งแผนที่อย่างละชุดไปยังสถานอัครราชทูต ณ กรุงลอนดอน กรุงเบอร์ลิน ประเทศรัสเซีย และสหรัฐอเมริกา จึงเหลือส่งมายังราชสำนักสยามเพียงระวางละ 44 แผ่น รวมทั้งสิ้น 484 แผ่น แผนที่ชุดนี้ปัจจุบันมีอยู่ที่กระทรวงต่างประเทศของไทย พิมพ์โดย H.BARRERE, Editeur Geographe.21 Rue du Bac, PARIS

เตือนที่ 3 เราไม่มีเทคโนโลยีและองค์ความรู้ด้านการทำแผนที่จึงถูกฝรั่งเศสโกงและเอาเปรียบ

(เอกสารอ้างอิง แผนที่ทหาร, กรม. ที่ระลึก ครบรอบวันสถาปนา 100 ปี กรมแผนที่ทหาร 3 กันยายน 2528. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์กรมแผนที่ทหาร, 2528.)

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ขึ้นครองราชย์ ในวันพุธที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ.2411/ค.ศ.1868 พระองค์ก็ดำเนินพระบรมราชวิเทโศบายเพื่อนำพาพระราชอาณาจักรให้รอดพ้นจากอำนาจและอิทธิพลของเจ้าอาณานิคม ดังนั้น จึงทรงริเริ่ม "แบบแผนตะวันตก" เพื่อพัฒนาปรับปรุงให้สยามมีความทันสมัยทัดเทียมนานาอารยประเทศ หนึ่งในพระราชกรณียกิจเหล่านั้นคือ ทรงก่อตั้ง "กองทำแผนที่" ครั้งแรกในปี พ.ศ.2418/ค.ศ.1875 ต่อมาจึงตั้ง "โรงเรียนแผนที่" เมื่อวันศุกร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ.2425/ค.ศ.1882 และตั้ง "กรมทำแผนที่" ในวันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ.2428/ค.ศ.1885 โดยมี พระวิภาคภูวดล (James Fitzroy McCarthy) ชาวอังกฤษ เป็นเจ้ากรมคนแรกผู้วางรากฐานหลักวิชาการทำแผนที่ตามเทคนิคและวิธีการแบบตะวันตก และมีผู้บัญชาการกำกับดูแลเมื่อเริ่มตั้งกรมทำแผนที่ คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ (แผนที่ทหาร 2528, 1-2)

โปรดสังเกตว่า สยามได้มีการก่อตั้ง "กรมทำแผนที่" อย่างเป็นทางการมาแล้วตั้งแต่ พ.ศ.2428/ค.ศ.1885 แสดงให้เห็นว่า ราชอาณาจักรสยามก็ได้เตรียมองค์กรรับผิดชอบกิจการด้านการทำ "แผนที่" แบบสมัยใหม่เป็นเวลากว่า 23 ปี หรือ ถ้านับตั้งแต่การเริ่มทดลองตั้ง "กองทำแผนที่" พ.ศ.2418/ค.ศ.1875 ก็เป็นเวลากว่า 33 ปี และล่วงมาแล้วกว่า 25 ปีของการสถาปนา "โรงเรียนแผนที่" พ.ศ.2425/ค.ศ.1882 ก่อนที่จะมีการทำแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 จำนวน 11 ระวางแล้วเสร็จ อันเป็นผลจากอนุสัญญาฉบับวันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2446/ค.ศ.1904

เตือนที่ 4 ต้องยึดหลักสากลใช้ "สันปันน้ำ" ในการแบ่งเขตแดนระหว่างประเทศ

(เอกสารอ้างอิง ทำเนียบนายกรัฐมนตรี, สำนัก. คำพิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ คดีปราสาทพระวิหาร. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์สำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรี, 2505.

ราชบัณฑิตยสถาน. อักขรานุกรมภูมิศาสตร์ไทย เล่ม 1 ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. กรุงเทพฯ: ห้างหุ้นส่วน จำกัด อรุณการพิมพ์, 2545.)


เส้นเขตแดนระหว่างสยามกับอินโดจีนฝรั่งเศส เกิดขึ้นตามข้อกำหนดในมาตรา 1 ของอนุสัญญาฉบับวันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2446/ค.ศ.1904 ที่มี "เขตร์แดนเนื่องไปตามแนวยอดภูเขาปันน้ำ" ซึ่งเป็น "ความประสงค์...ที่จะมีเส้นเขตแดนที่เป็นธรรมชาติและเห็นได้ง่าย....โดยเลือกถือเอาเส้นใดเส้นหนึ่งที่มองเห็นเป็นแนวเส้นได้ชัดเจนตามทิวเขาใหญ่ๆ ในหมู่เขาดงรัก เส้นนั้นอาจเป็นเส้นสันเขา เส้นสันปันน้ำ หรือชะง่อนหน้าผา.....ดังจะเห็นได้ว่า....ได้ตกลงที่จะถือตามเส้นสันปันน้ำ ในการทำเช่นนี้จะต้องสันนิษฐานว่า....ได้ทราบดีแล้วว่า ในท้องถิ่นบางแห่ง เส้นสันปันน้ำนี้ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นเส้นเดียวกันกับเส้นสันเขาหรือชะง่อนหน้าผา...." (ทำเนียบนายกรัฐมนตรี 2505, 17-18)

คำว่า "สันปันน้ำ (watershed) หมายถึง บริเวณที่สูงหรือสันเขา ซึ่งแบ่งน้ำที่อยู่แต่ละด้านของสันเขา ให้ไหลออกไป 2 ฟาก (หรือมีทิศทางตรงกันข้าม) ไปสู่แม่น้ำลำธาร แต่สันปันน้ำในการกำหนดเขตแดนนั้น หมายถึง ที่สูงหรือส่วนใหญ่คือสันเขาที่ต่อเนื่องกัน และจะปันน้ำหรือน้ำฝนที่ตกลงมา ให้แบ่งออกเป็น 2 ฟากโดยไม่มีการไหลย้อนกลับ ในกรณีที่มีสันเขาแยกออกเป็นหลายสันจะยึดถือสันเขาที่มีความต่อเนื่องมากที่สุด นั่นคือ สันเขาที่สูงที่สุดไม่จำเป็นต้องเป็นสันปันน้ำเสมอไป แต่สันเขาที่สูงและมีความต่อเนื่องมากที่สุดมักจะได้รับการพิจารณาให้เป็นสันปันน้ำ" (ราชบัณฑิตยสถาน 2545, 11)

เตือนที่ 5 ชาตินิยม กับ คลั่งชาติ

ปรีดี พนมยงค์ กล่าวว่า "เป็นความจำเป็นและผลประโยชน์ของประเทศไทยและประชาชนชาวไทย ที่จะต้องอยู่ร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านโดยสันติ ไม่ควรตกเป็นเหยื่อของสงครามเย็นและสงครามประสาท

"เราไม่ควรมีความคิดเรื่องถือผิวหรือเชื้อชาติ แต่ควรยึดมั่นในความคิดที่ชนทุกชาติอยู่ร่วมกันอย่างสันติในโลกได้"

จิตร ภูมิศักดิ์ กล่าวว่า "สำหรับข้าพเจ้า ความรู้สึกชาตินิยมกับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์นั้น รู้สึกว่าบางครั้งก็อาจจะขัดกัน; ในบทความนี้จึงเริ่มต้นด้วยข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์, มิได้เริ่มต้นจากความรู้สึกชาตินิยม, มิได้ปิดประตูตายสำหรับความหมายที่ร้าย และเปิดประตูต้อนรับเฉพาะความหมายที่ดีด้านเดียว."

ขงจื๊อกล่าวว่า "เรียนแล้วไม่คิด เป็นการเสียแรงเสียเวลา แต่คิดโดยไม่เรียน เป็นการเสี่ยงอันตราย"

"พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์" ควง "คำ ผกา" ยำใหญ่ บริษัทยักษ์ใหญ่บนเวที"กินแหนงแคลงใจ"

ที่มา มติชน



เมื่อเร็วๆ นี้ เครือข่ายกินเปลี่ยนโลก และนิตยสารไบโอสโคป โดยการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดเทศกาลภาพยนตร์กับอาหารและการกิน “กินแหนงแคลงใจ” (Food Film Festival) ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 27 ม.ค. - 30 ม.ค. ที่ผ่านมา โดยมีการชักชวนให้ตั้งคำถามกับระบบการผลิตอาหารร่วมกัน

ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมวิพากษ์วิจารณ์ภาพยนตร์สารคดีเรื่อง King Corn ในช่วงเสวนาหัวข้อ “จากแปลงสู่ปาก” โดยชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้ช่วยสนับสนุนให้คนจนเข้าสู่อาหารราคาถูก ซึ่งถ้าเทียบกับเมืองไทย ก็เคยมีนโยบายบีบราคาอาหารเกษตรให้ถูกลง เพื่อให้แรงงานในเมืองสามารถเลี้ยงตนเองได้ แต่ขณะเดียวกัน กลับสร้างปัญหาให้กับชนบท รวมทั้งยังไม่ตอบโจทย์ยุคโลกาภิวัตน์ เพราะโอกาสการเข้าถึงของคนในชนบทต้องผ่านโครงสร้างบริษัทยักษ์ใหญ่ ในลักษณะระบบการเกษตรแบบมีพันธะสัญญา (Contract Farming) ฉะนั้น โครงข่ายการผลิตอาหารในขณะนี้ จะต้องพูดถึงเรื่องความเป็นธรรมให้มากขึ้น

“เกษตรกรถูกกด เพราะระบบการผลิตขนาดใหญ่ต้องการ “บี้” ให้ทุกอย่างอยู่ในเครือข่าย เพื่อจะเอาประโยชน์จากการส่งออก ขณะเดียวกัน ระบบการผลิตดังกล่าวได้กระทบต่อชีวิตของผู้คนในสังคม จึงเป็นที่น่าสังเกตว่า จะมีความสามารถในการต่อรองกับระบบการผลิตขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงกับการเมืองได้อย่างไร”

ดร.พิชญ์ กล่าวว่า ไทยเป็นประเทศส่งออกข้าว แต่คนในประเทศกลับไม่มีรสนิยมในการกินข้าว ซึ่งต่างจากประเทศฝรั่งเศสที่คนในประเทศล้วนมีรสนิยมในการดื่มไวน์ ซึ่งถ้าเราใช้ความดัดจริตของคนชั้นกลางมาพัฒนารสนิยมดังกล่าว โดยไม่จำเป็นต้องมีเครือข่ายคุณธรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็จะช่วยให้คุณภาพข้าวไทยดีขึ้น

ด้าน “ลักขณา ปันวิชัย” นักเขียน นักวิจารณ์ นามปากกา คำ ผกา กล่าวถึงกลไกผูกขาดของอุตสาหกรรมเกษตร ตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต กระทั่งจัดจำหน่าย รวมทั้งปัญหาเรื่องการใช้ที่ดินในเมืองไทย เป็นต้นตอความยากจนของเกษตรกรไทย อีกทั้งเมื่อประเทศไทยถดถอยมาถึงจุดที่ไม่มีความเป็นธรรมทางการเมืองและเศรษฐกิจ ก็ไม่สามารถต่อสู้ในเรื่องอื่นต่อไปได้ แม้กระทั่งเรื่องของอาหาร ยิ่งเมื่อชาวนาต้องอยู่กับตลาด อยู่กับทุน ฉะนั้น คำถาม คือ จะทำอย่างไรให้คนเหล่านี้มีศักยภาพในการส่งเสียลูกเรียนได้เทียบเท่ากับคนในเมือง ข้าราชการ โดยไม่ต้องเป็นเครือข่ายบริษัทยักษ์ใหญ่

“กระบวนการต่อสู้เรื่องอาหารไม่สามารถแยกขาดกับการต่อสู้เรื่องความเป็นธรรม เช่นเดียวกับเราไม่สามารถทำให้บริษัทยักษ์ใหญ่หลุดหายจากการเมืองไทยได้ภายใน 5 ปี หรือการเสกประชาธิปไตยให้เกิดขึ้น อีกทั้งการรับรู้ในเมืองที่ไม่มีประชาธิปไตย ผู้คนจะไม่ไว้ใจ ไม่เคารพ ไม่รักกัน และเมื่อคนไม่รักกัน ก็เริ่มไม่สนใจกัน”

คำ ผกา กล่าวด้วยว่า แม้รสนิยมในการกินอาหารจะช่วยรักษาแหล่งผลิตอาหาร แต่รสนิยมดังกล่าวก็ไม่ถึงขั้นขย่มโครงสร้างการผลิตอาหารในปัจจุบันได้ เนื่องจากขาดงานวิจัย ที่มีข้อมูล มีตัวเลข เพื่อใช้ในการต่อสู้เชิงองค์ความรู้ โดยเชื่อมโยงให้เห็นเครือข่ายการเมืองทางอาหาร ถึงวันนี้ทำให้การรณรงค์ในเชิงสัญลักษณ์อย่างเดียวคงไม่เพียงพอแล้ว

( เรื่องและภาพ โดย ณัฐนันท์ อิทธิยาภรณ์ ศูนย์ข้อมูลข่าวสารปฎิรูปประเทศไทย สถาบันอิศรา )

เสกชีวิตดีดี รับ"ตรุษจีน" ให้ลั้นลาตลอดปีกระต่าย ลองปฏิบัติตัวดังนี้...สิ

ที่มา มติชน









เทศกาลตรุษจีน เวียนมาบรรจบอีกครั้งหนึ่งแล้ว โดยในปีกระต่ายนี้ ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 3 กุมภาพันธ์ 2554 ตามหลักชาวจีนนั้นจะนับวันตามหลักจันทรคติ จึงทำให้วันตรุษจีนเปลี่ยนไปในทุก ๆ ปี


ตรุษจีน เรียกว่า "วันชิวอิก" ซึ่งเป็นวันแรกของปีตามปฏิทินของชาวจีน จะเริ่มต้นเมื่อหลังเที่ยงคืนของ "วันซาจั๊บ" ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของปี เรียกอีกอย่างว่า "วันถือ" เพราะถือเป็นวันเริ่มต้นปีใหม่ ทุกคนจะพูดแต่สิ่งดีๆ สิ่งที่เป็นมงคล


เพื่อความเป็นสิริมงคล และเสริมสิ่งที่ดีงามในชีวิต ในช่วงเบิกศักราชปีเถาะ ตามธรรมเนียมความเชื่อของชาวจีน มติชนออนไลน์ จึงรวบรวมข้อควรปฏิบัติ เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย รับตรุษจีน มาให้ผู้อ่านได้รับทราบ เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติตัวต้อนรับสิ่งดีๆ ในชีวิตกัน


1. ไหว้เจ้า ไหว้บรรพบุรุษ และไหว้ผีไม่มีญาติ


ของไหว้จะมีทั้งของคาว-หวาน รวมทั้งเป็ด-ไก่ มากหรือน้อยแล้วแต่ฐานะของผู้ไหว้ ซึ่งในวันซาจั๊บ ช่วงเช้าไหว้ "ตีจูเอี๊ย" เจ้าในบ้าน ต่อด้วยไหว้บรรพบุรุษ ตอนเที่ยงจึงไหว้ผีไม่มีญาติ ทั้งนี้ควรมีเครื่องกระป๋อง ข้าวสาร เกลือ เพื่อให้ผีไม่มีญาติพกไปด้วย พร้อมกับจุดขี้ไต้ 2 ชิ้นไว้ เมื่อไหว้เสร็จจะจุดประทัด จากนั้นจะโปรยข้าวสารผสมเกลือ ขับไล่สิ่งที่ไม่ดีให้หมดไป

2. รวมญาติกินเกี๊ยว

การฉลองปีใหม่ตรุษจีน ชาวจีนจะเคร่งครัดในเรื่องของความเป็นสิริมงคลและการอยู่ "รวมญาติ" พร้อมหน้ากัน โดยทุกคนจะมาร่วมโต๊ะกิน "เจี่ยวจื่อ" หรือ เกี๊ยว การที่สมาชิกครอบครัวนั่งล้อมวงห่อเกี๊ยวด้วยกัน และรับประทานเกี๊ยวด้วยกัน ถือว่ามีบรรยากาศแห่งความสมานฉันท์และความสนุกสนานมากเลยทีเดียว

เจียวจื่อ หรือเกี๊ยว เป็นอาหารสำคัญที่ไม่อาจขาดได้ในวันตรุษจีน นอกจากนี้ ยังมีเหตุผลมาจากรูปลักษณ์ของเจี่ยวจือ ที่เป็นรูปทรงคล้ายเงินในสมัยโบราณการรับประทานเจี่ยวจือ จึงเหมือนการนำเงินทองเข้ามาสู่ตัว นอกจากนั้น ไส้ในเจี่ยวจือก็ยังสะดวกต่อการบรรจุสิ่งที่เป็นมงคลลงไปเป็นการให้ความหวังต่อคนที่รับประทานด้วย เช่น ลูกกวาด ถั่วลิสง พุทราแดง เม็ดเกาลัด เหรียญเงิน โดยคนที่กัดเจอลูกกวาด หมายถึง ชีวิตในปีใหม่ก็จะยิ่งหอมหวาน ในขณะที่ ถั่วลิสง มีความหมายว่า แข็งแรงและอายุยืนนาน ส่วน พุทราแดง และ เกาลัด หมายถึง การจะมีบุตรภายในปีนั้น และหากกัดเจอ เหรียญเงิน ก็จะยิ่งร่ำรวยเงินทอง


สำหรับชาวจีนในประเทศไทยเอง กลับไม่ค่อยนิยมในการรับประทานเกี๊ยว หรือเจียวจื่อกันเท่าไหร่นัก


3. กินเจมื้อเช้า


คนจีนจะกินเจมื้อแรกของปี ในวันชิวอิก โดยเชื่อกันว่าจะได้บุญเหมือนกับกินเจตลอดทั้งปี


4. ทำพิธีรับ "ไช่ซิงเอี้ย"

"ไช่ซิงเอี้ย" เป็นเทพพิทักษ์ทรัพย์ หรือเทพเจ้าแห่งโชคลาภ ส่วนใหญ่จะทำพิธีระหว่างหลังเที่ยงคืนของวันซาจั๊บจนถึงก่อนตี 1


5. ห้ามกวาดบ้าน

ห้ามทำความสะอาด เนื่องจากการทำงานบ้านต่างๆ เท่ากับขับไล่ความโชคดีออกไป แต่ควรทำตั้งแต่ก่อนที่วันตรุษจีนจะมาถึง เราจึงเห็นว่า ตามบ้านคนจีน หรือบริษัทคนจีน จะมีการทำความสะอาดบ้าน ปัดกวาดหยากไย่ครั้งใหญ่ เสียตั้งแต่ปลายปี เมื่อถึงวันปีใหม่จะไม่กวาดบ้านจนถึงวันชิวสี่


6. ติด "ตุ๊ยเลี้ยง" หรือคำอวยพรปีใหม่


คำอวยพรที่เขียน "ตุ๊ยเลี้ยง" ประกอบด้วยตัวอักษร 7 ตัว เขียนเป็นคำกลอน โดยมากจะอวยพรให้ทำมาค้าขึ้น ให้มั่งมีเงินทอง ติดตามสองข้างประตูบ้าน และมีอีกแผ่นสำหรับติดทางขวางตรงกลางทางเข้า-ออก เขียนคำว่า "ชุก ยิบ เผ่ง อัง" แปลว่า เข้า-ออกโดยปลอดภัย


นอกจากนี้ ยังมีการติด"หนี่อ่วย"ซึ่งเป็นภาพเด็กผู้หญิง-เด็กผู้ชายด้วย นับเป็นภาพมงคลอีกอย่างหนึ่งของชาวจีนนอกเหนือจากการตัดกระดาษ มักติดที่ประตูหน้าบ้าน


7. ใส่เสื้อผ้าใหม่สีสันสดใส


โดยเฉพาะเสื้อผ้าสีแดง เป็นสีที่นิยมใส่มาก ในช่วงเทศกาลนี้ ด้วยสีแดงถือเป็นสีแห่งความสุข จะนำความสว่างและเจิดจ้ามาให้แก่ผู้สวมใส่ เชื่อกันว่าอารมณ์และการปฏิบัติตนในวันปีใหม่ จะส่งให้มีผลดีหรือผลร้ายได้ตลอดทั้งปี เด็ก ๆ และคนโสด


8. ส้ม 4 ผล อวยพรผู้ใหญ่

ในวันชิวอิกทุกคนจะนำส้ม 4 ผล ไปกราบผู้ใหญ่ขอพร เจ้าบ้านเองนอกจากจะเตรียมเมล็ดแตงโมย้อมสีแดงไว้ 1 พาน และลูกสมอจีนไว้รับแขกแล้ว เมื่อมีผู้มาอวยพร จะรับส้มขึ้นมา 2 ผล และนำส้มในบ้านที่เตรียมไว้วางคืนลง 2 ผล

9. รับอั่งเปา


สัญลักษณ์อย่างหนึ่งของตรุษจีน คือ อั่งเปา (ซองแดง) คือ ซองใส่เงินที่ผู้ใหญ่แล้วจะมอบให้ผู้น้อย และมีการแลกเปลี่ยนกันเอง หรือ หรือจะใช้คำว่า แต๊ะเอีย (ผูกเอว) ด้วยที่มาในสมัยก่อน เหรียญจะมีรูตรงกลาง ผู้ใหญ่จะร้อยด้วยเชือกสีแดงเป็นพวงๆ และนำมามอบให้เด็ก ๆ ซึ่งจะนำมาผูกเก็บไว้ที่เอว อย่างไรก็ตาม ทั้งแต๊ะเอีย และอั่งเปา คือสิ่งสร้างสีสัน ความสุข ความตื่นเต้น ให้กับเด็กๆ เป็นอย่างมากที่จะรอลุ้นว่า ในแต่ละปี พวกตนจะได้สตางค์คนละเท่าไหร่กัน


10. ไหว้เจ้าเพื่อเป็นความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต


--------------------------------------------------------

ความเชื่อโชคลางในวันตรุษจีน

* ห้ามสระผม ความเชื่อบอกไว้ว่า ไม่ควรสระผมในวันเริ่มต้นและวันสุดท้ายของวันขึ้นปีใหม่ เนื่องจากการสระผมถือเป็นการชะล้างความโชคดีที่มาถึงในวันขึ้นปีใหม่


* ห้ามใช้ของมีคม ไม่ควรใช้ของมีคมในวันขึ้นปีใหม่ เช่น มีด , กรรไกร , ที่ตัดเล็บ ซึ่งอาจเป็นการตัดสิ่งหรืออนาคตที่ดี ที่จะนำมา ในวันขึ้นปีใหม่


* หลีกเลี่ยงการโต้เถียง ใช้คำพูดไม่ดี หยาบคาย คำที่เกี่ยวข้องกับการเจ็บป่วยหรือความตาย คำพูดไม่เป็นมงคล คำว่า สี่ ซึ่งออกเสียงคล้ายความตายก็จะต้องไม่พูดออกมา รวมถึงเรื่องผีสางก็เป็นเรื่องที่ต้องห้าม ทั้งไมม่พุดถึงเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในปีเก่าๆ แต่ควรพูดเรื่องอนาคต และทุกอย่างที่ดีกับปีใหม่และการเริ่มต้นใหม่ รวมถึงหลีกเลี่ยงการเข้าร่วมกิจกรรมที่เกี่ยวกับงานศพ และการฆ่าสัตว์ปีกด้วย

* ระมัดระวังอย่าให้ซุ่มซ่ามในการทำสิ่งใดๆ ไม่ว่าจะสะดุด หรือ ทำสิ่งของตกแตก ซึ่งนั่นจะหมายถึงการนำความโชคไม่ดีเข้ามาในอนาคต


* อย่าร้องไห้ในวันปีใหม่ เพราะอาจจะทำให้มีเรื่องเสียใจไปตลอดปี กระทั่งผู้ใหญ่ที่มีลูกหลานเด็กๆ ที่ดื้อ ซน ปฎิบัติตัวไม่ดี ก็จะต้องอดทน ไม่ตีสั่งสอน


* ทำจิตใจให้แจ่มใส อารมณ์ดี ว่ากันว่าอารมณ์และการปฏิบัติตนในวันปีใหม่ จะส่งให้มีผลดีหรือผลร้ายได้ตลอดทั้งปี เด็ก ๆ และคนโสด เพื่อรวมไปถึงญาติใกล้ชิดจะได้

* การใส่เงินอังเปา ก็ควรใช้ซองสีแดง และเป็นธนบัตรใหม่เพื่อความโชคดี


* บุคคลแรกที่พบและคำพูดที่ได้ยินคำแรกของปีมีความหมายสำคัญมาก ถือว่าจะส่งให้มีผลได้ตลอดทั้งปี รวมถึงหากได้ยินนกร้องเพลงหรือเห็นนกสีแดงหรือนกนางแอ่น ก็ถือเป็นโชคดี

* ไม่ควรเข้าไปหาใครในห้องนอนในวันตรุษจีน เพราะถือเป็นโชคร้าย

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 02/02/54

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla



อวดผลงาน 99 วัน มันทำได้
ด้วยสไตล์ พรรคอุบาทว์ ชาติตอแหล
ทำเป็นอวด ศักดา ว่าไม่แคร์
ระยำแท้ ของจริง เหนือสิ่งใด....

ออกคำสั่ง ให้สลาย ตายเห็นเห็น
ยังเบี่ยงเบน ร้อยเล่ห์ พูดเฉไฉ
91 ศพนั่น มันเพราะใคร
หมาที่ไหน สั่งมา ฆ่า นปช. .....

ตูไม่เกี่ยว ตูไม่รู้ ดูมันพูด
ข้อพิสูจน์ เด่นชัด ยังตัดพ้อ
สมกับพรรค อัปรีย์ สุดชีกอ
แถมลิ่วล้อ ยังตอแหล แย่เกินคน....

สมรัฐบาล แสนชั่ว ตัวบัดซบ
แสร้งเลี่ยงหลบ ปัญหา พาสับสน
สามจังหวัด ชายแดนใต้ ดั่งไฟลน
กลับวกวน คุยว่า มาถูกทาง....

แค่จิ๊บจิ๊บ เล็กน้อย 900 ศพ
พูดเลี่ยงหลบ กลบไว้ ไม่สะสาง
เก่งแต่ปาก เพ้อพร่ำ สุดอำพราง
จึงอับปาง ด้วยเล่ห์ เพทุบาย....

อวดผลงาน 99 วัน มันแสนช้ำ
พวกระยำ ทำพัง สมดังหมาย
นโยบาย เตรียมมา ฆ่าคนตาย
ความวุ่นวาย จึงร้อนเร่า จนเผาตัว....


blablabla32@hotmail.co.th
http://www.facebook.com/profile.php?id=100001177832717
วันพุธที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ซินเจียยู่อี่ ซินนี่ฮวดใช้

ที่มา thaifreenews

โดย คนเมืองกาญจน์
ขอให้มีความสุขและก็รวยๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ กันทุกคนเลยนะครับพี่น้องเสื้อแดง xxx12 xxx12 xxx12