ที่มา ข่าวสด
เหตุการณ์ทหารกัมพูชาเปิดฉากยิงปะทะกับทหารไทย
บริเวณชายแดนภูมะเขือ ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ใกล้กับปราสาทเขาพระวิหาร เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ด้วยปืนใหญ่และอาวุธหนัก
สภาพไม่ต่างจากสงครามขนาดย่อม ชาวบ้านในพื้นที่ต้องอพยพออกจากพื้นที่หนีตายกันอลหม่าน
ถึงหลายคนจะคาดคิดไว้อยู่แล้วว่าเหตุการณ์ปะทะกันจะต้องเกิดขึ้น เพราะก่อนหน้านั้นแม้ในระดับผู้นำรัฐบาลจะยืนกรานแก้ไขปัญหาข้อพิพาทกับกัมพูชา ด้วยแนวทางเจรจาสันติวิธี
แต่อีกด้านหนึ่งทางการทหารทั้งสองฝ่ายต่างก็ส่งกำลังพล ปืนใหญ่ รถถัง รถหุ้มเกราะ เคลื่อนเข้าประชิดแนวชายแดนในฝั่งของตนเอง มีการซ้อมรบกันด้วยกระสุนจริง ปืนจริง ข่มขวัญกันไปมา
แน่นอนว่าสงครามไม่ว่าขนาดเล็กหรือใหญ่ สิ่งที่ตามมาคือความสูญเสียทั้งทรัพย์สินและชีวิตประชาชน ส่วนจะสูญเสียมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการสู้รบจะยืดเยื้อยาวนาน หรือยุติลงในระยะเวลาสั้นๆ
การสู้รบระหว่างไทย-กัมพูชาครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความปั่นป่วนวุ่นวายภายในไทย
จากกรณีกลุ่มพันธมิตรประชา ชนเพื่อประชาธิปไตย ร่วมกับกลุ่มเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติ และกลุ่มสำนักสันติอโศก จัดชุมนุมกดดันรัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
ยื่นคำขาดให้ปฏิบัติตามเงื่อนไข 3 ข้อ คือ ให้ถอนตัวจากคณะกรรมการมรดกโลก ยกเลิกเอ็มโอยู 2543 และขับไล่ชาวกัมพูชาออกจากพื้นที่พิพาททับซ้อน
ซึ่งทั้งหมดเป็นเงื่อนไขที่รัฐบาลและนายกฯ อภิสิทธิ์ ยืนยันไม่อาจทำตามข้อเรียกร้องได้ ไม่เช่นนั้นจะเกิดผลเสียหายต่อประเทศชาติมากกว่าเกิดผลดี
กลุ่มพันธมิตรฯ ยังยกระดับข้อเรียกร้อง ให้รัฐบาลไทยกดดันให้ทางกัมพูชา "ปลดธง" ออกจากวัดแก้วสิกขาคีรีศวร ที่ถือเป็นพื้นที่ทับซ้อน
พร้อมทั้งประกาศขีดเส้นตายให้เร่งดำเนินการช่วยเหลือ 2 คนไทย คือนายวีระ สมความคิด และน.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์
ซึ่งศาลกรุงพนมเปญตัดสินจำคุก 8 ปี และ 6 ปี ในความผิด 3 ข้อหา รุกล้ำดินแดน เข้าไปในเขตพื้นที่ทหาร และหนักสุดคือจารกรรมข้อมูลข่าวสารด้านความมั่นคง ให้ได้โดยเร็วที่สุด
สังคมมองว่า กลุ่มพันธมิตรฯ ต้องการตั้งเงื่อนไขให้สุดโต่งเข้าไว้เพื่อไม่ให้เป็นจริงในทางปฏิบัติ จะได้ใช้เป็นเงื่อนไขในการขับไล่รัฐบาล
และยั่วยุให้กองทัพออกมาจัดระเบียบประเทศอีกครั้ง ซึ่งจะเห็นได้จากการปราศรัยของแกนนำที่พยายามปลุกเร้าให้ทหารออกมาปกป้องประเทศชาติ ร่วมเคลื่อนไหวกับกลุ่มพันธมิตรฯ
อย่างไรก็ตาม หากใครติดตามเส้นทางความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชารอบใหม่นี้
จะพบว่ามีจุดเริ่มจากกรณี นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ นายวีระ สมความคิด แกนนำเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติ และคณะคนไทยรวม 7 คน
ถูกทหารกัมพูชาจับกุมในบริเวณพื้นที่พิพาท
สร้างความไม่พอใจให้กับกลุ่มเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติ ที่ได้ก่อหวอดชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งช่วยเหลือ 7 คนไทย
พร้อมทั้งยืนยันแข็งกร้าวว่าพื้นที่เกิดเหตุอยู่ในเขตแดนไทย ไม่ใช่เขตแดนกัมพูชา ต่อมากลุ่มสันติอโศกนำโดย สมณะโพธิรักษ์ ได้นำสมาชิกกองทัพธรรมเข้าร่วมชุมนุม
ขณะที่รัฐบาลไทยยืนยันจะใช้วิธีทางการทูตเจรจาช่วยเหลือ 7 คนไทย ซึ่งสามารถช่วยเหลือนำตัวกลับประเทศได้เพียง 5 ราย เหลือแต่นายวีระกับน.ส.ราตรี
เป็นจังหวะเดียวกับที่กลุ่มพันธมิตรฯ เดินเครื่องจัดการชุมนุมใหญ่ ทำให้เกิดข้อสงสัยว่ากรณี 7 คนไทยน่าจะมีเบื้องหลังแอบแฝง
ตั้งใจจัดฉากเดินไปให้ทหารเขมรจับกุม
เพื่อปลุกกระแส "คลั่งชาติ" เป็น การโหมโรงปลุกประเด็นทวงคืนพื้นที่รอบปราสาทเขาพระวิหารหรือไม่
ในตอนแรกมีการตั้งข้อสงสัยเรื่อง 7 คนไทยถูกทหารเขมรจับกุม ไปในสองแนวทาง คือ รัฐบาลมีส่วนรู้เห็นกับการสร้างสถานการณ์ครั้งนี้ด้วยหรือไม่
หรือรัฐบาลถูกลวงเข้าไปติดกับดักของคนบางกลุ่ม ที่มีเจตนาแฝงเร้น ต้องการสร้างเรื่องเพื่อนำมาขยายผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายใน
อย่างไรก็ตาม หลังจากแกนนำพันธมิตรฯ ออกมาแถลงข่าวโจมตีนายกฯ และรัฐบาลอย่างรุนแรง มากขึ้นทุกวัน ทั้งยังทิ้งไพ่ตาย ข่มขู่จะบุกยึดทำเนียบรัฐบาลอย่างที่เคยทำมาแล้ว ทำให้ข้อสงสัยข้อแรกถูกโยนทิ้งไป
นายกฯ อภิสิทธิ์ รับมือกับกลุ่มพันธมิตรฯ โดยทางหนึ่งยืนยันว่าพร้อมเจรจาปรับความเข้าใจกับมิตรเก่า
แต่อีกทางหนึ่งก็ให้สัมภาษณ์ตอบโต้แกนนำด้วยถ้อยคำแรงๆ หลายครั้ง พร้อมทั้งสั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจวางมาตร การป้องกันทำเนียบฯ ไม่ให้ผู้ชุมนุมบุกรุกเข้ามาโดยเด็ดขาด
นายกฯ อภิสิทธิ์ ยังส่งสัญญาณเตือนตรงๆ ว่าความเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ อาจทำให้การช่วยเหลือนายวีระกับน.ส.ราตรี ทำได้ยากขึ้น
ที่สำคัญยังอาจเป็นเหตุให้ไทยต้องเพลี่ยงพล้ำซ้ำสองให้กับทางกัมพูชา ทั้งบนเวทีเจรจาระดับภูมิภาคและระดับโลก ในประเด็นพื้นที่รอบเขาพระวิหาร
ทั้งนี้ การชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ เมื่อปี 2551 ได้บุกยึดทำเนียบฯ และสนามบินนานาชาติ 2 แห่ง ก่อความเสียหายร้ายแรงให้กับประเทศชาติมากน้อยขนาดไหน เป็นที่รับรู้กันอยู่
ขณะที่การดำเนินคดีกับแกนนำในข้อหาก่อการร้าย ก็ไม่ได้เป็นไปอย่างเข้มข้นเหมือนกรณีแกนนำคนเสื้อแดง
ปัญหาของรัฐบาลและนายกฯ อภิสิทธิ์ขณะนี้ คือจะปล่อยให้กลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งมีจำนวนอยู่แค่หลักร้อยหรือมากสุดแค่หลักพันต้นๆ ปิดถนนยึดครองพื้นที่สาธารณะชุมนุมข่มขู่รัฐบาลถึงเมื่อใด
ภายหลังการปะทะระหว่างทหารไทยกับกัมพูชาในพื้นที่บ้านภูมิซรอล จนเป็นเหตุให้มีคนไทยเสียชีวิต และทหารได้รับบาดเจ็บ
นอกจากรัฐบาลเองแล้ว การปักหลักชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ กำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนักจากสังคม ว่าจะต้องมีส่วนรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ดังกล่าวด้วยหรือไม่
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Sunday, February 6, 2011
ไทยรบกัมพูชา คำถามถึงรัฐบาล
We have made history ! โค่นเผด็จการตูนิเซีย
ที่มา ประชาำไท
สุรชาติ บำรุงสุข
ที่มา: มติชนออนไลน์
ยุทธบทความ
.........................................
"ในทุกรูปแบบของรัฐบาล
ประชาชนคือผู้ออกกฎหมายที่แท้จริง"
เอ็ดมันด์ เบิร์ก
นักปรัชญาชาวอังกฤษ
...............................................
ตูนิเซีย เป็นประเทศอยู่ในภูมิภาคแอฟริกาเหนือ และถือได้ว่าเป็นประเทศเก่าแก่ เนื่องจากเป็นที่ตั้งเดิมของพวกคาเธจ ซึ่งเป็นนักรบในยุคโบราณที่เคยทำสงครามกับจักรวรรดิโรมมาแล้วถึง 3 ครั้ง จนกระทั่งในที่สุดพ่ายแพ้ และถูกกวาดล้างแบบถอนรากถอนโคน จนอาณาจักรคาเธจต้องสูญสิ้นไป
หลังจากปี ค.ศ.1574 จักรวรรดิออตโตมันได้ขยายอิทธิพลเข้าครอบครองพื้นที่ในส่วนนี้ และได้กลายเป็นพื้นที่ภายใต้การปกครองของชาวอิสลามมาอย่างยาวนาน จนกระทั่งในปี ค.ศ.1881 อิทธิพลของจักรวรรดิออตโตมันเริ่มอ่อนแอลง พร้อมกับการขยายตัวของจักรวรรดิตะวันตก และฝรั่งเศสได้เข้ามาเป็นผู้ดูแลพื้นที่นี้แทน แต่ก็ยังดำรงการปกครองให้อยู่ภายใต้ผู้ปกครองเดิมที่เรียกว่า "Bey"
จักรวรรดิฝรั่งเศสได้บริหารจัดการพื้นที่ พร้อมๆ กับการกำหนดเส้นพรมแดนระหว่างประเทศ และเตรียมจัดตั้งให้ตูนิเซียเป็นประเทศสมัยใหม่ แต่ขณะเดียวกัน ก็เกิดขบวนการเรียกร้องเอกราชในชื่อของ "ขบวนการรัฐธรรมนูญใหม่"
ยุคหลังเอกราช
ในที่สุด รัฐบาลฝรั่งเศสได้ถอนตัวออกจากการปกครองตูนิเซียในปี ค.ศ.1956 และคืนอำนาจให้แก่ Bey ในการแต่งตั้งรัฐบาล ซึ่งทำให้กลุ่มรัฐธรรมนูญใหม่ก้าวขึ้นสู่อำนาจ โดยมีอดีตทนายความ ฮาบิบ บัวร์กิบา (Habib Bourguiba) ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศ เขาได้รับเสียงสนับสนุนอย่างท่วมท้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหภาพแรงงานซึ่งเป็นฐานหลักในการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้อง เอกราช ต่อมาได้มีการล้มล้างระบอบการปกครองเก่า พร้อมกับประกาศให้ตูนิเซียเป็นสาธารณรัฐ
กลุ่มผู้นำใหม่เข้ามาบริหาร ประเทศพร้อมกับแนวคิดทางสังคมใหม่ที่ต้องการล้มล้างระบอบของผู้ปกครองอิสลาม แบบเดิม พร้อมกับการนำเอาแนวคิดของการปฏิรูปทางสังคมแบบฝรั่งเศสมาใช้ จนทำให้ตูนิเซียกลายเป็นประเทศก้าวหน้าในโลกอาหรับ
ไม่ว่าจะเป็นการยึดที่ดินจากการถือครองของศาสนจักรมาเป็นของรัฐ การยกเลิกโรงเรียนและศาลศาสนา แม้กระทั่งประกาศยกเลิกเทศกาลบางงานของศาสนาอิสลาม ตลอดรวมทั้งการยกสถานะของผู้หญิงในสังคม และยกเลิกประเพณีทางศาสนาบางประการ เป็นต้น
ตูนิเซียมีความ ก้าวหน้าอย่างมากเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศโลกที่สามอื่นๆ เพราะประเทศมีกองทัพขนาดเล็ก และไม่มีภาระจากงบประมาณทหารเป็นจำนวนมาก เช่น ประเทศโลกที่สามทั้งหลาย ทำให้รัฐบาลสามารถใช้งบประมาณเพื่อการพัฒนาทางสังคมได้มากขึ้น
ผลจากสภาพเช่นนี้ จะเห็นได้ว่า อย่างน้อยประมาณ 25 ปีหลังจากประเทศได้รับเอกราช บทบาทของทหารในการเมืองตูนิเซียอยู่ในระดับต่ำมาก
จนกลายเป็นกรณีแปลกสำหรับประเทศโลกที่สาม ซึ่งยุคหลังเอกราช มักจะเป็นยุคของการแทรกแซงทางการเมืองของกองทัพ
ยุคของการปราบปราม
แต่ผลของการครองอำนาจอย่างยาวนานของผู้ปกครองจากยุคหลังเอกราช ทำให้ลักษณะการปกครองเป็นไปในทิศทางแบบอำนาจนิยมมากขึ้น การถอยออกจากนโยบายแบบสังคมนิยม จึงไม่ได้เป็นปัจจัยนำไปสู่การปกครองแบบเสรีนิยมแต่อย่างใด และในช่วงกลางทศวรรษของปี 1970 รัฐบาลได้ขยายบทบาทของกองทัพในการเมือง โดยเฉพาะการใช้กองทัพในการปราบปรามการประท้วงที่ขยายตัวมากขึ้น
แม้การเมืองจะมีความผันผวนอย่างมาก แต่ผลจากการค้นพบแหล่งน้ำมัน ทำให้ทุนต่างชาติไหลเข้าประเทศมากขึ้น แม้กระนั้นก็ไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจของประเทศได้รับการแก้ไข โดยเฉพาะอัตราการว่างงานสูง และแรงงานเป็นจำนวนมากไหลออกไปสู่ตลาดงานในยุโรป ประกอบกับการไหลเข้าพื้นที่เขตเมืองของแรงงานจากชนบท
แต่เมื่อการลง ทุนจากต่างชาติลดลง พร้อมกับการตกต่ำของราคาน้ำมันในตลาดโลก ทำให้เศรษฐกิจของตูนิเซียอยู่ในภาวะวิกฤต และอัตราการว่างงานเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก จนไอเอ็มเอฟ (IMF) ได้ตัดสินใจเข้าแทรกแซง และบังคับให้รัฐบาลต้องขึ้นราคาอาหาร โดยเฉพาะขนมปังและแป้งที่ใช้ทำอาหาร อันนำไปสู่การประท้วงและขยายตัวเป็นการจลาจลจากชนบทไปสู่เมือง และขยายตัวไปสู่เมืองใหญ่ของประเทศ
รัฐบาลแก้ปัญหาด้วยการปราบปรามเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการล้อมปราบ จับกุม ปิดหนังสือพิมพ์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการกล่าวหาว่าผู้ประท้วงเป็น "หุ่นของอิหร่าน" ที่ถูกส่งเข้ามาก่อความวุ่นวายในตูนิเซีย
ผลจากสถานการณ์เช่นนี้ทำให้นายพล ซินี เอล-อบิดีน เบน อาลี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและหัวหน้าหน่วยความมั่นคงทางทหาร ได้รับคำสั่งให้ขยายการปราบปรามให้มากขึ้น
ซึ่่งก็เป็นจุดที่แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลได้หันมาพึ่งพากองทัพในการปราบปรามประชาชน ต่างจากเดิมที่มักจะพึ่งกลไกของตำรวจ
ยุคหลังรัฐประหาร
แต่แล้วในที่สุด ผู้รับคำสั่งปราบก็ตัดสินใจทำรัฐประหารเสียเองในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.1987 พร้อมกับสั่งปลดประธานาธิบดีบัวร์กิบาออกจากตำแหน่ง
ซึ่งผลของการ เปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ได้ทำให้การเมืองเปลี่ยนทิศทางแต่อย่างใด ส่วนที่แตกต่างจากเดิมได้แก่ รัฐบาลใหม่ใช้กลไกทางทหารในการควบคุมและการปราบปรามทางการเมืองมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม รัฐบาล เบน อาลี พยายามสร้างภาพลักษณ์ของ "ความปรองดอง" ด้วยการเปิดระบบการเมืองมากขึ้น การประกาศนิรโทษกรรม การเชื้อเชิญให้ผู้ลี้ภัยทางการเมืองกลับประเทศ การปฏิรูปรัฐธรรมนูญ และการหาทางเจรจากับกลุ่มผู้นำอิสลาม
พร้อมทั้งแสดงท่าทีใหม่ของ รัฐบาลด้วยการสร้างมัสยิด การประกาศการสวดมนต์ผ่านสถานีวิทยุของรัฐ ความพยายามจัดตั้งมหาวิทยาลัยอิสลาม เป็นต้น
จุดเริ่มต้นของจุดจบ
แต่ในที่สุด สถานการณ์การเมืองในช่วงปลายปี ค.ศ.1989 ก็เริ่มถอยกลับสู่ที่เดิม ด้วยการจับกุมผู้นำฝ่ายค้านและห้ามการแข่งขันทางการเมือง (กับพรรครัฐบาล) และปี ค.ศ.1990 จึงเป็นการเริ่มต้นการปราบปรามและการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวาง
แต่ขณะเดียวกัน ก็เกิดการขยายตัวของการต่อต้านรัฐบาล พร้อมๆ กับเศรษฐกิจของประเทศก็ตกต่ำลงอย่างมาก...สังคมการเมืองตูนิเซียตกอยู่ภาย ใต้การควบคุมอย่างเข้มงวดของรัฐบาล หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ การเมืองตูนิเซียกลับสู่ระบอบอำนาจนิยมอย่างเต็มรูปอีกครั้งนับจากปี ค.ศ.1990 เป็นต้นมา
ในสังคมเผด็จการของตูนิเซียนั้น เศรษฐกิจของประเทศก็ตกต่ำอย่างมาก ความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจกลายเป็นเพียงเรื่องเล่าในอดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบเศรษฐกิจที่ประสบปัญหามาตั้งแต่เมื่อครั้งไอเอ็มเอ ฟต้องเข้าแทรกแซงนั้น ไม่สามารถฟื้นตัวได้แต่อย่างใด
ยิ่งประกอบกับความขัดแย้งทางการเมืองภายในที่ประชาชนไม่สนับสนุนรัฐบาล แต่รัฐบาลกลับอยู่ในอำนาจได้ด้วยการค้ำประกันของกองทัพ และการใช้กลไกการปราบปรามเป็นเครื่องมือ
ก็ยิ่งทำให้การเมืองตูนิเซียอยู่ในลักษณะของการรอให้วิกฤตการณ์เกิดระเบิดขึ้นเพื่อให้การเมืองคลายตัวออกได้
จุดจบ
ดังนั้นเมื่อชายหนุ่มคนหนึ่งตัดสินใจ "เผาตัวเอง" เพื่อประท้วงรัฐบาล อันเป็นผลจากการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐได้ห้ามไม่ให้เขาขายผักบนถนน เพราะเขาไม่มีใบอนุญาต...ผลของการ "เผาตัว" ในวันที่ 17 ธันวาคม ค.ศ.2010 (2553) ได้กลายเป็นดังการจุดประกายไฟให้เกิดการประท้วงและนำไปสู่การจลาจลในหลายพื้นที่ของประเทศ
จุดเริ่มต้นจากการเริ่มต้นของชายหนุ่มยากจนบนถนน ที่ห่างไกลอำนาจรัฐ ได้นำพาให้คนจนอีกเป็นจำนวนมากในประเทศตระหนักว่า รัฐบาลเผด็จการไม่ได้ช่วยอะไรพวกเขา พร้อมๆ กับคนในเมืองที่ต้องประสบกับภาวะตกงาน พวกเขาก็รู้สึกเช่นเดียวกันว่า รัฐบาลเผด็จการไม่ใช่เครื่องมือของการแก้ปัญหาปากท้อง พวกเขาเชื่อมากขึ้นว่า ปัญหาของประเทศต้องแก้ไขด้วยการให้เสรีภาพแก่ประชาชน
แต่รัฐบาลแก้ปัญหาโดยการกล่าวว่า ผู้ประท้วงถูกจ้างโดยพรรคฝ่ายค้าน รวมไปถึงการกล่าวหาว่า คนเหล่านั้นเป็น "ผู้ก่อการร้าย" และตามมาด้วยการสั่งให้ตำรวจปราบปรามผู้ประท้วงอย่างรุนแรง
ผลจากการ ตัดสินใจที่กองกำลังของรัฐใช้อาวุธยิงผู้ประท้วง แทนที่จะทำให้เกิดความกลัว กลับทำให้เกิดความโกรธ และยิ่งทำให้การประท้วงขยายตัวมากขึ้น การปะทะระหว่างกลุ่มผู้ประท้วงกับกองกำลังของรัฐบาลในวันที่ 8-9 มกราคมที่ผ่านมา แม้รัฐบาลจะกล่าวว่ามีผู้เสียชีวิตเพียง 23 คน แต่นักเคลื่อนไหวทางการเมืองกล่าวว่าผู้เสียชีวิตไม่น่าต่ำกว่า 60 คน และผลของการใช้มาตรการเด็ดขาดและรุนแรงก็ยิ่งกลายเป็นการ "เติมเชื้อไฟ" ให้การต่อต้านรัฐบาลขยายตัวจนกลายเป็นการประท้วงขนาดใหญ่ในเมืองหลวง
รัฐบาล แก้ปัญหาด้วยการสั่งปิดโรงเรียนและมหาวิทยาลัย เพื่อให้คนหนุ่มสาวอยู่กับบ้านและไม่ออกไปร่วมการประท้วง และประกาศจัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการคอร์รัปชั่น พร้อมๆ กับประกาศนโยบายประชานิยมด้วยการขยายงานอีกมากกว่า 3 แสนตำแหน่ง
นอกจากนี้ รัฐบาลยังสัญญาว่าจะควบคุมราคาอาหาร ให้เสรีภาพแก่สื่อและอินเตอร์เน็ต และสัญญาอย่างสำคัญว่าจะสร้างประชาธิปไตยในตูนิเซีย
แต่ดูเหมือนว่าข้อเสนอและคำสัญญาดังกล่าวจะไม่มีใครเชื่อ หลังจากการถูกควบคุมเสรีภาพมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะการใช้กำลังปราบปราม การควบคุมข่าวสารในสื่อ และการควบคุมอินเตอร์เน็ต ทำให้ประชาชนไม่เชื่อรัฐบาล และการต่อต้านยังดำเนินต่อไป
ไพ่ใบสุดท้าย!
ผู้นำรัฐบาล "ทิ้งไพ่ใบสุดท้าย" ด้วยการประกาศลาออกและเตรียมเปิดการเลือกตั้งในอีก 6 เดือนข้างหน้า แต่ก็ตามมาด้วยการประกาศภาวะฉุกเฉินพร้อมๆ กับการประกาศห้ามออกนอกบ้านทั่วประเทศ ห้ามชุมนุมเกินกว่า 3 คน และให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่สามารถยิงผู้ใดก็ได้ที่ฝ่าฝืนคำสั่งนี้
ผลก็คือประชาชนยิ่งไม่เอารัฐบาลมากขึ้น จนในที่สุด ผู้นำรัฐบาลและครอบครัวต้องหนีออกนอกประเทศ จุดจบของเผด็จการไม่ได้แตกต่างกันมากนัก ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นใคร มีอำนาจมากเท่าใด หรือยิ่งใหญ่เพียงใดก็ตาม คำสัญญาและคำหลอกลวงลมๆ แล้งๆ ไม่เคยช่วยอะไรได้จริง!
การประท้วงในขอบเขตทั่วประเทศใช้ระยะเวลา 4 สัปดาห์ ก็สามารถโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการที่มีอายุถึง 23 ปีภายใต้การสนับสนุนของทหารลงได้ และคงไม่ผิดนักที่จะสรุปดังคำกล่าวของชายหนุ่มที่ชื่อ อลาดีน เดอร์บารา (Alaedine Derbala) ว่า "พวกเราได้สร้างประวัติศาสตร์แล้ว...14 มกราคมจะเป็นวันที่ยิ่งใหญ่สำหรับตูนิเซีย และเป็นวันที่เราเปลี่ยนแปลงประเทศของเราตลอดไป"
บทเรียนการล้มลงของรัฐบาลเผด็จการตูนิเซีย เป็นข้อคิดทางการเมืองในปัจจุบันเป็นอย่างดี ส่วน "ท่านผู้นำ" คนไหนจะคิดได้หรือคิดไม่ได้ ก็คงขึ้นอยู่กับ "สติ" และ "สมอง" ที่ยังหลงเหลืออยู่ เท่านั้นเอง!
สื่อกัมพูชาเผยภาพ "ปราสาทพระวิหาร" เสียหายหลังเหตุปะทะทหารไทย
ที่มา ประชาไท
สื่อกัมพูชาเผยแพร่ภาพความเสียหายบริเวณปราสาทพระวิหารและวัดแก้วสิกขาคีรีสวายเรียะ หลังทหารไทยปะทะทหารกัมพูชา ขณะที่ รอง ผบ.สส. “พล.อ.เจีย ดารา” ให้กำลังใจกำลังพลใกล้ชิด ด้าน รมต.ต่างประเทศกัมพูชาทำจดหมายประท้วงไปยังคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติแล้ว



สภาพความเสียหายของวัดแก้วสิกขาคีรีสวายเรียะ (ที่มา: สำนักข่าว DAP-News)

ภาพจรวดตกใกล้บริเวณปราสาทพระวิหาร (ที่มา: สำนักข่าว DAP-News)



ทหารกัมพูชาเตรียมพร้อมที่ปราสาทพระวิหาร ขณะที่ภาพล่างสุด พล.อ.เจีย ดารา รองผู้บัญชาการทหารสูงสุดกองทัพกัมพูชา ระหว่างตรวจเยี่ยมให้กำลังใจทหารกัมพูชาในพื้นที่ (ที่มา: สำนักข่าว DAP-News)
วานนี้ (5 ก.พ.) สำนักข่าวดึมอำปึล หรือต้นมะขาม (DAP-News) ของกัมพูชา เผยแพร่ภาพความเสียหายบริเวณปราสาทพระวิหารและวัดแก้วสิกขาคีรีสวายเรียะ หลังเมื่อวันที่ 4 ก.พ. และเช้าวันที่ 5 ก.พ. เกิดการปะทะระหว่างทหารไทยและทหารกัมพูชา
ทั้งนี้ ชนวนปะทะดังกล่าว เกิดขึ้นหลังทหารชุดเฉพาะกิจ กรมทหารพรานที่ 23 กองกำลังสุรนารี ได้เข้าไปสร้างเส้นทาง และสะพานในพื้นที่ตะวันออกของผามออีแดง เพื่อก่อสร้างสะพานข้ามลำธารที่อยู่ระหว่างโขดหิน ทางขึ้นสู่วัดแก้วสิกขาครีสวายเรีย แต่ทหารกัมพูชาถือว่าเป็นพื้นที่ของกัมพูชา จึงทำให้มีการปะทะกันเกิดขึ้น
โดยสำนักข่าวดึมอำปึล เผยแพร่ภาพลูกจรวดที่ยิงจากฝั่งไทย ตกใกล้กับตัวปราสาทพระวิหาร ซึ่งสร้างมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 9 นอกจากนี้บริเวณศาสนสถานของวัดแก้วสิกขาคีรีสวายเรียะก็เต็มไปด้วยรอยกระสุน นอกจากนี้มีการเผยแพร่ภาพ พล.อ.เจีย ดารา รองผู้บัญชาการทหารสูงสุดกองทัพกัมพูชา ตรวจพลและให้กำลังใจทหารกัมพูชาที่รักษาพื้นที่ปราสาทพระวิหารด้วย




ภาพตัวปราสาทพระวิหาร ซึ่งปรากฏร่องรอยความเสียหายหลังการปะทะ ขณะที่ภาพล่างสุดเป็นภาพทหารกัมพูชายืนเฝ้าระวังชายแดน (ที่มา: สำนักข่าว CEN)
นอกจากนี้สำนักข่าว CEN ของกัมพูชา ยังได้เผยแพร่ภาพตัวปราสาทพระวิหารหลายภาพ โดยบริเวณปราสาทมีร่องรอยได้รับความเสียหายหลังเกิดการปะทะด้วย

หนังสือร้องเรียนต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งองค์การสหประชาชาติ ลงนามโดย ฮอร์ นัมฮง รัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา
นอกจากนี้สำนักข่าวดึมอำปึล ยังรายงานด้วยว่า นายฮอร์ นัมฮง รัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา ได้ทำหนังสือร้องเรียน แสดงความกังวลไปยังคณะมนตรีความมั่นคงแห่งองค์การสหประชาชาติ กล่าวหาว่าไทยเป็นฝ่ายรุกล้ำดินแดนกัมพูชา เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2011 ระหว่างเวลา 15.00 น. ถึง 17.00 น. โดยทหารไทยกว่า 300 นายได้เข้ามายังดินแดนกัมพูชาและโจมตีกัมพูชาจาก 3 จุด และเช้าวันที่ 5 ก.พ. 2011 เวลา 06.30 น. โดยไทยยิงกระสุนปืนใหญ่ขนาด 105 ม.ม. ที่ภูมะเขือ เป็นเวลา 20 นาที
“การโจมตีเป็นผลให้เกิดความเสียหายรุนแรงอย่างมากต่อปราสาทพระวิหาร ซึ่งเป็นมรดกโลก เช่นเดียวกับการเสียชีวิตและบาดเจ็บของทหารกัมพูชาและประชาชนกว่าสิบราย” หนังสือร้องเรียนของทางการกัมพูชาระบุ
ในหนังสือร้องเรียนยังระบุด้วยว่า ไทยได้ละเมิดศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ กฎบัตรสหประชาชาติ สนธิสัญญาทางไมตรีและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งกัมพูชาและประเทศไทยเป็นภาคี และละเมิดข้อตกลงสันติภาพปารีสปี 1991 ในเรื่องความเป็นเอกราช บูรณภาพแห่งดินแดน การไม่อาจล่วงล้ำ ความเป็นกลาง ความเป็นเอกภาพของชาติของกัมพูชา
พธม.ลายออกเฉดมาร์คให้'คนดี'เสียบ นักวิชาการแถลงยุตินำข้อพิพาทเขมรแสวงประโยชน์การเมือง
ที่มา Thai E-News
หยุดยิง-พล.ท.ธวัชชัย สมุทรสาคร แม่ทัพภาคที่2ของไทย(ซ้าย)กับพลเอกเจียมอน แม่ทัพภาค4ของกัมพูชา(ขวา)นั่งโต๊ะเจรจาที่เมืองอัลลองเวง จังหวัดอุดรมีชัย และได้ข้อตกลงหยุดยิง หลังเกิดข้อพิพาทสู้รบกันในวันก่อนนี้ เป็นผลให้มีผู้เสียชีวิตทั้งสองฝ่าย(ภาพข่าว:ซินหัว)
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
5 กุมภาพันธ์ 2554
เมื่อเวลาราว 20.45 น. พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กลุ่มเคลื่อนไหวการเมืองขวาจัดราชาชาตินิยม ได้ออกแถลงการณ์โจมตีรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กรณีข้อพิพาทเขตแดนไทย-กัมพูชา และได้กล่าวโจมตีว่ารัฐบาลคอรัปชั่นหลายเรื่อง รวมทั้งผิดสัญญากับพันธมิตรหลายเรื่อง ไม่รับฟังความเห็นของพันธมิตร จึงไม่สมควรจะดำรงตำแหน่งนายกฯต่อไป ขอให้ลาออกจากตำแหน่งทั้งคณะ และเปิดทางให้คนดีมีคุณธรรมปกป้องแผ่นดินมาทำหน้าที่รัฐบาลแทน
ให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พิจารณาตัวเองด้วยการลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เปิดโอกาสให้บุคคลที่มีความรู้ความสามารถ กล้าหาญ กล้าตัดสินใจในการปกป้องดินแดนและอธิปไตยของชาติ มุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นในชาติให้หมดสิ้น มีวุฒิภาวะและมีความเป็นผู้นำที่ ซื่อสัตย์ต่อชาติ ต่อประชาชนไม่โกหกหลอกลวงประชาชน มีคุณธรรม ศีลธรรม เข้ามาบริหารชาติบ้านเมืองต่อไป


กระหายสงครามVSเหยื่อสงคราม-พันธมิตรชุมนุมยืนคำขาดให้นายอภิสิทธิ์ลาออกจากตำแหน่ง เปิดทางคนดีมีคุณธรรมปกป้องชายแดนมาเป็นรัฐบาลแทน เหตุไม่พอใจหลายเรื่อง ขณะที่ชาวบ้านแนวชายแดนไทย-กัมพูชาพากันอพยพลี้ภัยมาอยู่ในที่พักพิงฉุกเฉินด้วยความยากลำบาก(ภาพ:AP)
ชาญวิทย์นำนักวิชาการออกแถลงการณ์เรียกร้องยุตินำข้อพิพาทแสวงผลประโยชน์ทางการเมือง
นักวิชาการในนาม"สันติประชาธรรม"นำโดยดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีธรรมศาสตร์ ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ นักวิชาการ รัฐศาสตร์ จุฬาฯ ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร นักวิชาการ สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ม.ธรรมศาสตร์ ได้ออกแถลงการณ์ลงนามในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2554 เกี่ยวกับข้อพิพาทไทย-กัมพูชา โดยมีเนื้อหารายละเอียดดังต่อไปนี้
จากสถานการณ์การสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านจังหวัดศรีสะเกษ บริเวณปราสาทพระวิหารและพื้นที่ใกล้เคียง จนก่อให้เกิดความสูญเสียทางทหารและพลเรือนตามแนวชายแดนของทั้งสองฝ่ายเมื่อวันที่ 4-5 กุมภาพันธ์ 2554 ที่ผ่านมานั้น
ทางกลุ่มสันติประชาธรรม ซึ่งเป็นกลุ่มคณาจารย์ นักวิชาการ และบุคคลทั่วไป ผู้มีความปรารถนาดีต่อประเทศชาติและสันติสุขของภูมิภาคอุษาคเนย์และอาเซียน ใคร่ขอวิงวอนให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้พิจารณาข้อเสนอดังต่อไปนี้
1. ขอให้กองกำลังของทั้งสองประเทศใช้ขันติธรรม และความอดกลั้น ยุติการสู้รบโดยทันที ทั้งนี้เพื่อรักษาไว้ซึ่งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและกองทัพตามชายแดนของทั้งสองฝ่าย
2. ขอให้ถอนกำลังทหารของทั้งสองฝ่ายออกจากพื้นที่พิพาทอย่างเร่งด่วน เพื่อลดการเผชิญหน้าทางทหารตามชายแดนระหว่างกัน
3. ขอให้ยุติเคลื่อนกำลังทหารเข้าไปยังจุดพิพาทอื่นๆ ที่ยังคงเป็นปัญหากันอยู่ เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะมิให้ขยายตัวออกไปยังจุดอื่นๆตามแนวชายแดน
4. ขอให้เร่งรัดการแก้ไขปัญหาพิพาทเรื่องเขตแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่พิพาทบริเวณปราสาทพระวิหาร โดยผ่านกลไกการเจรจาทวิภาคีซึ่งมีอยู่แล้ว อันได้แก่คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมซึ่งได้จัดตั้งตามบันทึกความเข้าใจแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ลงวันที่ 14 มิถุนายน 2543
5. ขอให้ทุกฝ่ายยึดมั่นในหลักการแห่งอหิงสา ยุติการนำประเด็นความขัดแย้งเรื่องเขตแดนมาแสวงหาประโยชน์ทางการเมือง ไม่ว่าการเมืองภายในประเทศ หรือการเมืองระหว่างประเทศ อันจะทำให้ปัญหาบานปลายกลายเป็นชนวนสงครามที่ยากจะหาทางยุติลงได้
(แถลงการณ์ฉบับภาษาอังกฤษ)
The Santi-prachatham Announcement on Peace not War between Thailand and Cambodia
5 February 2011
The Santi-prachatham group, consisting of professors, academics, and members of the public, who have a strong commitment to democracy and peace for Southeast Asia and the ASEAN Community, urgently request all parties involved to bear in mind the following considerations.
1. We urge the armed forces on both sides immediately to exercise patience and restraint, to preserve the lives and property of the people and the armed forces on both sides.
2. We urge the mutual withdrawal of armed forces from disputed areas as quickly as possible, in order to diminish tension and confrontations between those responsible for both countries' border security.
3. We urge both sides to cease the movement of armed forces into other areas under dispute, in order to prevent the spread of clashes elsewhere along the border.
4. We urge that the border disputes, especially those related to the Preah Vihear and its surroundings, be solved by bilateral negotiations, through the Joint Boundary Commission set up by the terms of the MOU of June 14, 2000.
5. We urge all sides to stand firm on the principle of ahimsa: non-violence, and to stop using the border problem for domestic and international political purposes, since this path will increasingly lead to a war that will be difficult to bring to an end.
Saturday, February 5, 2011
ตายอย่าง "บ้าๆ-โง่ๆ"
ที่มา มติชน
โดย สรกล อดุลยานนท์
(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2554)
ถามว่ามีคนไทยกี่คนที่ได้เห็นหรือเคยไปสัมผัสพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร ที่เป็น "พื้นที่ทับซ้อน" ของไทย-กัมพูชาบ้าง
เรื่อง "รักชาติ" หรือการรักษา "อธิปไตย" ของชาตินั้นพูดแล้วหล่อ ฟังแล้วเพราะ
แต่ถามว่า เคยตั้งคำถามไหมว่า "ชาติ" คืออะไร "อธิปไตย" คืออะไร
แค่ก้าวข้ามเส้นพรมแดนซึ่งต่างฝ่ายต่างเชื่อไม่เหมือนกัน แล้วหมายความว่า อีกฝั่งหนึ่งกำลังละเมิดอธิปไตยของเรา
คนที่คิดจะเจรจากันดีๆ กลายเป็นคนไม่รักชาติ
นึกถึงเด็กที่ทะเลาะกัน ใช้วิธีขีดเส้นเส้นหนึ่งขึ้นมาเหมือนเป็นเส้นพรมแดน
ท้าทายกันว่าแน่จริงก็เหยียบเส้นนี้สิ หรือเอาเท้าลบเส้นที่ขีดไว้สิ
สุดท้ายก็ชกกัน
เส้นพรมแดนนั้นเป็นแค่เส้นสมมุติ ว่าใครอยู่ประเทศไหน แต่ความจริงก็คือ ความสัมพันธ์ของคนไม่ได้ขึ้นอยู่กับเส้นเขตแดน ไม่ได้ขึ้นกับเชื้อชาติหรือสัญชาติ
คนภูมิซรอล จังหวัดศรีสะเกษ เขาไม่รู้จักคนกรุงเทพฯที่กำลังพูดเรื่อง "อธิปไตย" หรอกครับ
ทั้งที่เป็น "คนไทย" เหมือนกัน
แต่คนภูมิซรอลกลับคุ้นเคยและสนิทสนมกับคนกัมพูชาที่หมู่บ้านอยู่ติดกัน และเดินไปมาหาสู่กันเป็นประจำมากกว่า
ทั้งที่เป็นคนละชาติกัน
ครับ ระหว่างคนศรีสะเกษกับคนกรุงเทพฯ
ถามจริงๆ เถอะว่าใครควรจะเสียงดังเรื่องเส้นพรมแดน หรืออธิปไตยของชาติมากกว่ากัน
การปะทะกันเมื่อวันก่อน
ใครล่ะที่เสียชีวิตและบาดเจ็บ
ฟังเสียงของเขาบ้างสิ
แค่ธงชาติเล็กๆ ผืนหนึ่งบนพื้นที่ทับซ้อน เราจะต้องรบกันเชียวหรือ
ถอยออกมาแล้วตั้งสติกันสักนิด
ผมนึกถึงข้อเขียนของอาจารย์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อปี 2519
"จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน"
เป็นแนวคิดเรื่องความต้องการพื้นฐานของอาจารย์ ป๋วย เป็นความฝันของคนธรรมดาคนหนึ่งที่เรียบง่าย ตั้งแต่วันแรกที่อยู่ใน "ครรภ์มารดา"
จนถึงวันสุดท้ายของชีวิต
อาจารย์ ป๋วยบอกว่า เมื่อแก่ เขาและเมียก็ควรได้ประโยชน์ตอบแทนจากการประกันสังคม ซึ่งได้จ่ายบำรุงตลอดมา
"เมื่อจะตาย ก็ขออย่าให้ตายอย่างโง่ๆ อย่างบ้าๆ คือตายในสงครามที่คนอื่นก่อให้เกิดขึ้น ตายในสงครามกลางเมือง ตายเพราะอุบัติเหตุรถยนต์ ตายเพราะน้ำหรืออากาศเป็นพิษ หรือตายเพราะการเมืองเป็นพิษ"
"เจริญ ผาหอม" ชาวบ้านภูมิซรอล ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้ก็คงตั้งคำถามเหมือนกัน
ทำไมเขาต้องตายอย่างโง่ๆ อย่างบ้าๆ ด้วย
สัญชาติมาร์ค
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ เหล็กใน
มันฯ มือเสือ
กลายเป็นประเด็นให้ต้องถกเถียงกัน เกี่ยวกับสัญชาติของนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
เรื่องนี้มีจุดเริ่มจากเสียงท้วงติงกรณี นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความนปช.
ยื่นฟ้องรัฐบาลไทยภายใต้การนำของนายกฯอภิสิทธิ์ ในคดี 91 ศพ ต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือไอซีซี ว่าไม่น่าทำได้
เนื่องจากเนื้อหาที่นำไปฟ้องร้องไม่อยู่ในขอบข่ายที่ไอซีซีจะรับไว้พิจารณา
ที่สำคัญประเทศไทยไม่ได้เป็นรัฐภาคีกับไอซีซี เนื่องจากไม่ได้ลงสัตยาบันไว้
แต่นายอัมสเตอร์ดัม อ้างว่าการที่ไอซีซีจะรับคดีไว้พิจารณาหรือไม่ ยังต้องรอกระบวนการตรวจสอบหลักฐานทั้งหมดก่อน
ส่วนเรื่องที่ไทยไม่ได้เป็นรัฐภาคีกับไอซีซีนั้น
ตรงนี้แหละที่นำมาสู่ประเด็น ว่าด้วยสัญชาติของนายกฯอภิสิทธิ์
ตามประวัติอันเป็นที่รับรู้กันนายกฯอภิสิทธิ์ เกิดเมืองนิวคาสเซิล ประเทศอังกฤษ ไม่ได้เกิดที่บ้านซอยสุขุมวิท 31
นั่นทำให้นายกฯอภิสิทธิ์ ได้รับสัญชาติอังกฤษโดยอัตโนมัติ
เมื่อนายอภิสิทธิ์ มีสัญชาติอังกฤษ และประเทศอังกฤษร่วมเป็นรัฐภาคีกับไอซีซีโดยสมบูรณ์
ถ้ายึดตามหลักตรรกะนี้ ก็จะสามารถฟ้องร้องนายอภิสิทธิ์ ต่อไอซีซีได้
การที่ใครต่อใครหลายคนช่วยตอบโต้ หรือแม้กระทั่งตัวนายอภิสิทธิ์เอง ที่ตอบคำถามนักข่าวยืนยันว่าตนเองสัญชาติไทยนั้น
เป็นการตอบแบบ 'คนละเรื่องเดียวกัน'
นายอภิสิทธิ์ มีพ่อคือหมออรรถสิทธิ์ แม่คือแพทย์หญิงสดใส เป็นคนไทยทั้งคู่ ตามกฎหมายนายอภิสิทธิ์ จึงมีสัญชาติไทยโดยการเกิด
ตรงนี้ไม่มีใครสงสัย
ที่สงสัยกันอยู่ก็คือแล้วนายอภิสิทธิ์ ถือสัญชาติอังกฤษด้วยหรือไม่
ใช่หรือไม่ใช่ ควรตอบต่อสังคมให้ชัดเจน เพราะเรื่องนี้มีแต่ตัวนายอภิสิทธิ์ เท่านั้นที่รู้จริงกว่าใคร
คนเป็นนายกฯ ไม่สมควรตอบแบบคลุมๆ เครือๆ หรือลดเลี้ยวไปมาเกี่ยวกับสัญชาติของตนเอง
เช่นตอบว่า "ผมสัญชาติไทย ไม่มีสัญชาติมอนเตเนโกร"
อย่างนี้คนละเรื่อง
หรือการพยายามจะอธิบายว่า ตอนเรียนหนังสือที่อังกฤษก็จ่ายค่าเล่าเรียนเหมือนคนต่างประเทศ เวลาจะเข้าประเทศอังกฤษก็ต้องขอวีซ่า
ถึงจะชัดขึ้นมาหน่อย แต่ก็ยังไม่ตรงอยู่ดี ไม่รู้จะ'กั๊ก'ไว้ทำไม
เรื่องง่ายๆ ดันทำให้เป็นเรื่องยาก ส่วนเรื่องยากๆ อย่างคดี 91 ศพ ดันไม่ทำอะไรเลย
สมควรแล้วถ้าจะโดนจับขึ้นศาลโลกเสียให้เข็ด
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 05/02/54
ที่มา thaifreenews
โดย blablabla

ทั้งหน้าด้าน ทั้งเส้นใหญ่ กว่าใครหมด
ผู้กำหนด คือเบื้องหลัง สั่งอุ้มสม
หวังอำนาจ พวกตน คนโสมม
ความโง่งม ครอบงำ จึงทำไป....
ฆาตกร ผู้สั่งฆ่า ประชาราษฎร์
ยังสามารถ ลอยตัว ทำชั่วได้
ทั้งสั่งปราบ สั่งล่า ฆ่าคนไทย
ยังเฉไฉ ยิ้มร่า อย่างหน้ามึน....
ทุกปัญหา ถาโถม จนล่มสลาย
ยังกรีดกราย โน้นนี้ ว่ามีกึ๋น
นิติรัฐ นิติธรรม ซ้ำพังครืน
ยังหยัดยืน ว่าตน คนทำงาน....
มาช่วยงัด เก้าอี้ เด็กมีเส้น
แม้นยากเข็ญ เรื่องราว ที่กล่าวขาน
เพราะคนอยู่ เบื้องหลัง คอยสั่งการ
ยังสามานย์ ด้วยเล่ห์กล คนระยำ....
จะจบลง แบบไหน ก็ไม่แปลก
ช่วยชำแรก เรื่องชั่วช้า มาตอกย้ำ
ช่วยเปิดโปง เรื่องจริง ทุกสิ่งทำ
เพื่อประชา ตาดำดำ ได้ทำใจ....
ช่วยซักฟอก เด็กอัปรีย์ คนมีเส้น
พวกกากเดน ทรชน แต่หนไหน
เพื่อประชา มีหวัง กำลังใจ
มันเส้นใหญ่ ช่างมัน อย่าหวั่นเกรง....
๓ บลา / ๕ ก.พ.๕๔
จากมุมหนึ่งของประเทศไทย
ประชาชนวิเคราะห์ข่าว ปรี๊ดแตก ออกโรงฉะ ปชป.
ที่มา thaifreenews
“เจ๊วา” ปรี๊ดแตก ออกโรงฉะ “เด็กปชป.” ไล่ส่งให้หยุดเหยียบบ่าพรรคร่วมฯได้แล้ว ยันทุ่มเทแก้ปัญหาของแพงเต็มที่ เผยราคาน้ำมันปาล์มพุ่ง ให้ไปดูที่ "ต้นทาง" ของปัญหาว่าทำไมถึงแพง และใครรับผิดชอบอยู่ เหน็บเป็นส.ส.น่าคิดให้รอบคอบ ไม่ใช่มาเอะอะโวยวายแบบนี้
แฉ "นักการเมืองใหญ่" สมคบ "ผู้ผลิต" ได้ประโยชน์วิกฤติน้ำมันปาล์มขาด รวมหัวทำให้ขาดแคลนจนต้องขึ้นราคาและนำเข้า เปิดรายชื่อบอร์ดน้ำมันปาล์ม พบตัวแทนกลุ่มโรงงานโรงสกัดเพียบ
วันที่ 3 ก.พ. 2554 ที่รัฐสภา นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ และเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย เปิดแถลงข่าวตอบโต้นายวัชระ เพชรทอง ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ กรณีตีปี๊บแถลงข่าว กล่าวหารมว.พาณิชย์ไม่แก้ปัญหาราคาน้ำมันปาล์มแพง จากปี๊บละ 560 บาท เป็น 1,150 บาท และราคามะขามเปียกที่ราคากิโลกรัมละ 45 บาท เป็น 110 บาทว่า นายวัชระควรที่จะไปดูที่ต้นน้ำของปัญหา ว่าทำไมสินค้าถึงแพง เพราะกระทรวงพาณิชย์มีหน้าที่แก้ปัญหาที่ปลายน้ำ นายวัชระควรที่จะวิคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้นให้ถูกต้อง ไม่ใช่ตีปี๊บพูดเอามัน ตีกิน เหยียบบ่าเพื่อนพรรคร่วมรัฐบาล เพราะถือว่าไม่ถูกต้อง คนเป็นพรรคแกนนำรัฐบาล น่าจะเข้าใจ ยืนยันว่าตนได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ แต้ต้องดูว่าต้นทางอยู่ที่ไหน ใครรับผิดชอบเรื่องปาล์ม กระบวนการมันมีอยู่ ถ้าตนมีอำนาจคนเดียวก็จะสามารถสั่งการได้เร็ว แต่ตนต้องรับนโยบายจากกรรมการหลายชุด แต่กระทรวงพาณิชย์ได้พยายามตรึงราคา และต้องดูในมุมดีด้วยว่าปัญหาสินค้าแพง ผู้ที่ได้รับประโยชน์คือเกษตรกร ดังนั้นคนเป็นส.ส.ไม่ใช่จะมาเอะอะโวยวาย น่าจะคิดให้รอบคอบกว่านี้
ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่บอกให้ดู "ต้นทาง" หมายถึงในพื้นที่ภาคใต้ขชองพรรคประชาธิปัตย์ เป็นพื้นที่ปลูกปาล์ม ด้วยหรือไม่ นางพรทิวา กล่าวยอมรับว่า พื้นที่ภาคใต้มีผลผลิตปาล์มมาก แต่เมื่อผลผลิตออกมาน้อย ราคาก็ต้องสูงเป็นธรรมดา และเกษตรกรก็เป็นผู้ได้ประโยชน์จากราคาที่สูงขึ้น เป็นไปตามกลไกตลาด อย่างไรก็ตาม ปัญหาเรื่องที่มีส.ส.ออกมาพูด คงไม่ต้องมีการพูดคุยกับแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล เพราะแกนนำก็เข้าใจว่าตนเป็นคนทำงาน ทั้งนี้ ภายหลังจากที่นายวัชระแถลงข่าวเมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา นายวัชระได้เข้ามาขอโทษตน โดยบอกว่าได้แถลงข่าวเรื่องของแพง ซึ่งตนก็ไม่ทราบรายละเอียด แต่พอตื่นเช้า เห็นข่าวแล้วก็โมโห ปรี๊ดขึ้นมาทันที
เมื่อถามว่า "ต้นน้ำ" ที่ว่า หมายถึงคณะกรรมการนโยบายน้ำมันปาล์มแห่งชาติ ที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง เป็นประธาน ใช่หรือไม่ นางพรทิวา กล่าวว่า คณะกรรมการชุดดังกล่าวรับผิดชอบเรื่องตรงนี้อยู่แล้ว แต่ต้นทางคือการเพาะปลูก แต่ปลายทางกระทรวงเป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งเชื่อว่าเรื่องดังกล่าวแกนนำหรือผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์เข้าใจดี แต่นายวัชระไม่เข้าใจมาทำภาพรัฐบาลเสียหาย เพราะเรื่องดังกล่าวไม่ใช่เกิดกับใครคนใดคนหนึ่ง
สถานการณ์การขาดแคลนน้ำมันปาล์มบรรจุขวด ยังคงเพิ่มความรุนแรงมากขึ้น แม้ว่ากระทรวงพาณิชย์จะอนุมัติให้มีการปรับราคาจำหน่ายขึ้นขวดละ 9 บาท เป็น 47 บาท และคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ ที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้มีมติให้นำเข้าน้ำมันปาล์มกึ่งบริสุทธิ์จำนวน 30,000 ตัน เพื่อนำมาบรรจุขวด 23 ล้านขวด วางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าและร้านค้าปลีกทั่วไปแล้วก็ตาม
ล่าสุด คณะกรรมการนโยบายปาล์มฯ ได้มีมติให้นำเข้าน้ำมันปาล์มกึ่งสำเร็จรูปอีก 120,000 ตัน เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลน แต่พบว่าปัญหาดังกล่าวไม่ได้คลี่คลายลง แต่กลับมีมากขึ้น
ทั้งนี้มีรายงานว่า ส่วนหนึ่งของการขาดแคลนน้ำมันปาล์ม นอกจากปัญหาน้ำท่วมในช่วงปลายปี 2553 แล้ว ยังมาจากการคาดการณ์การผลิตที่ผิดพลาดของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสต็อกคงเหลือ ณ สิ้นเดือน ม.ค.2554 อยู่ที่ 67,787 ตัน จากคาดการณ์ในเดือน ธ.ค.2553 ที่คาดว่าจะมี 80,005 ตัน หรือลดลง 25.34%
ขณะเดียวกัน สศก.คาดการณ์ว่า ในปี 2554 สำหรับเดือนม.ค.จะมีผลผลิตปาล์มสด 328,418 ตัน เป็นน้ำมันปาล์มดิบ 51,083 ตัน, เดือนก.พ. ปาล์มสด 443,090 ตัน เป็นน้ำมันปาล์มดิบ 69,107 ตัน, เดือนมี.ค. ปาล์มสด 922,875 ตัน เป็นน้ำมันปาล์มดิบ 143,753 ตัน, เดือนเม.ย. ปาล์มสด 1,031,124 ตัน เป็นน้ำมันปาล์มดิบ 162,196 ตัน, เดือนพ.ค. ปาล์มสด 1,027,455 ตัน เป็นน้ำมันปาล์มดิบ 171,27 ตัน และเดือนมิ.ย. ปาล์มสด 988,925 ตัน เป็นน้ำมันปาล์มดิบ 165,052 ตัน
ขณะที่กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า สถานการณ์น้ำมันปาล์มดิบขาดแคลนรุนแรงมากขึ้น จากการแจ้งปริมาณการผลิตน้ำมันปาล์มดิบของโรงงานสกัดเดือน ธ.ค.53 ผลิตได้ 45,360 ตัน ต่ำกว่าที่ผลิตได้เฉลี่ยเดือนละ 110,000 ตัน ขณะที่ความต้องการเฉลี่ยเดือนละ 100,000 ตัน โดยเป็นน้ำมันพืช 65,000 ตัน และไบโอดีเซล 35,000 ตัน และราคาผลปาล์มสดเพิ่มขึ้น ณ วันที่ 20 ม.ค.เป็น กก.ละ 8.85-9.90 บาท และน้ำมันปาล์มดิบเป็น กก.ละ 58.75-63.50 บาท และได้เสนอให้มีการนำเข้าแค่ 50,000 ตันเท่านั้น แต่ในที่สุดคณะกรรมการฯ ได้อนุมัติให้นำเข้าสูงถึง 120,000 ตัน
อย่างไรก็ดี มีการตั้งข้อสังเกตว่าน้ำมันปาล์มขาดแคลนจริงหรือไม่ และใครเป็นผู้ได้ประโยชน์จากการปรับราคาน้ำมันปาล์มบรรจุขวดและการนำเข้า น้ำมันปาล์มกึ่งบริสุทธิ์จากต่างประเทศ
แหล่งข่าวจากวงการผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์ม ระบุว่า จริงๆ แล้วน้ำมันปาล์มไม่ได้ขาดแคลนหนักอย่างที่เป็นข่าว เพียงแต่ปริมาณลดลง เนื่องจากผลผลิตออกน้อยจากภาวะน้ำท่วมในช่วงปลายปี 2553 แต่การที่น้ำมันปาล์มหายไปจากตลาดเนื่องจากมีกระบวนการที่ต้องการให้เกิด ความปั่นป่วนเพื่อจะได้ขอปรับราคาขึ้น
โดยในส่วนของผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มในปัจจุบันมี 9 ราย แต่มีอยู่ประมาณ 5 รายที่เป็นผู้มีอำนาจเหนือตลาด เนื่องจากบางรายผลิต 2 ยี่ห้อ โดยผู้ผลิตกลุ่มนี้จะวิ่งหานักการเมืองที่มีตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลโดยอ้างว่า สินค้าขาดแคลนจำเป็นต้องขอปรับราคาขึ้น ซึ่งหลังจากที่กระทรวงพาณิชย์อนุมัติให้มีการปรับราคาน้ำมันปาล์มขวดขึ้นอีก ขวดละ 9 บาท จาก 38 บาทเป็น 47 บาท แต่สถานการณ์ยังไม่คลี่คลายลง ขณะเดียวกันผู้ผลิตกลุ่มดังกล่าวยังกดดันให้รัฐบาลต้องนำเข้าน้ำมันปาล์ม กึ่งบริสุทธิ์จากต่างประเทศ เนื่องจากผู้ผลิตกลุ่มนี้มีการติดต่อและร่วม มือกับกลุ่มผู้ผลิตในมาเลเซียและอินโดนีเซีย ซึ่งมีผลผลิตปาล์มจำนวนมาก กระทั่งคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติต้องมีมติให้มีการนำเข้าน้ำมัน ปาล์มล็อตแรก 30,000 ตัน ภายในเดือนม.ค.และอีก 120,000 ตัน ภายในเดือนก.พ.-มี.ค.
"แม้ว่าเวลานี้จะไม่มีใบเสร็จระบุได้ชัดว่าใครได้ประโยชน์จากการปรับราคา น้ำมันปาล์มและนำเข้าครั้งนี้ แต่เป็นที่รับรู้กันว่านักการเมืองที่กลุ่มผู้ผลิตวิ่งหานั้นเป็นเจ้าของ พื้นที่ปลูกปาล์มทางภาคใต้ถึง 50,000 ไร่ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้ครอบครองในชื่อของตัวเอง แต่ใช้นอมินีถือแทน ซึ่งก็รู้ๆ กันอยู่"แหล่งข่าวกล่าว
แหล่งข่าว กล่าวย้ำว่า กระบวนการของกลุ่มผู้ผลิตและนักการเมืองคนดังกล่าวพยายามทุกวิถีทางเพื่อให้ เกิดภาวะขาดแคลนในตลาดจนต้องมีการขึ้นราคาและนำเข้าสินค้า ซึ่งจะเป็นช่องทางได้ระบายสินค้าที่ได้กักตุนเอาไว้โดยผู้ผลิตน้ำมันปาล์ม ทั้ง 9 ราย เช่น ยี่ห้อโอลีน แวว มรกต ทับทิม เกษร หยก ผึ้ง เป็นต้น
สำหรับคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติมีนายสุเทพเป็นประธาน ส่วนรองประธานมี นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.พลังงาน และนายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรฯ ส่วนกรรมการมาจากกระทรวงเกษตรฯ, กระทรวงพลังงาน, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม, กระทรวงพาณิชย์, กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, กระทรวงอุตสาหกรรม เป็น ต้น ส่วนกรรมการจากภาคเอกชนมาจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มแห่งประเทศไทย สมาคมโรงกลั่นน้ำมันปาล์ม ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทยโดยมี เลขาธิการ สศก.เป็นกรรมการและเลขานุการ
แหล่งข่าวจากห้างหุ้นส่วนจำกัด วันไชยปิโตรเลียมแอนด์เซอร์วิส เปิดเผยว่า จากภาวะที่ปาล์มได้ขยับราคาสูงขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ขณะนี้ได้ส่งผลกระทบต่อ พลังงานเชื้อเพลิงไบโอดีเซล น้ำมันดีเซลบี 5 และดีเซลบี 3 แล้ว โดยคลังน้ำมันบางแห่งได้บอกกับผู้ค้าส่งว่าภายในสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2554 นี้จะงดขายน้ำมันดีเซลบี 5 และบี 3
แหล่งข่าวจากวงการปาล์มน้ำมัน เปิดเผยว่า ปาล์มน้ำมันมีแนวโน้มว่าราคาจะขยับ สูงขึ้นถึง 15 บาท/กก. ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ปาล์มราคาสูงขึ้นมาก เนื่องจากเป็นที่สงสัยว่ามีการกักตุนทั้งน้ำมันปาล์มดิบ ทั้งที่น้ำมันปาล์ม ดิบที่เก็บสต็อกไว้เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมามีประมาณ 5 ล้านล้านลิตร ซึ่งในขณะนั้นน้ำมันไบโอดีเซลบี 3 และ 5 เพิ่งแจ้งเกิดใหม่โดยกระจายไปตามแท็งก์น้ำมันในภาคใต้และภาคอีสาน เชื่อว่าสินค้าเหล่านี้ทยอยออกสู่ตลาดเพราะจะได้ราคาที่ดี
http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/topic/I10203632/I10203632.html
ต้องทำลายรัฐบาลประชาชน และเปลี่ยนเป็นรัฐทหารปิดประเทศเท่านั้น
ที่มา thaifreenews
โดย poonnook
สถานการณ์ประเทศในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมานี้..เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วจนแทบจะปรับจิตใจไม่ทัน.. นับตั้งแต่การเสื่อมความนิยมลงอย่างรวดเร็วจากกระแส “ตาสว่าง” ที่เกิดขึ้นทั้งแผ่นดิน.. ความขัดแย้งของประชาชนในประเทศที่แผ่ขยายจนรัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาได้... แม้ว่ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์ จะได้รับการอุ้มสมให้ขึ้นมาบริหารประเทศโดยมีอำนาจที่มองไม่เห็นหนุนหลังอยู่อย่างเต็มที่เพียงไร ก็ไม่สามารถทำให้กระแสความนิยมกลับคืนมาได้..และมีแต่จะลดถอยลงไปอย่างน่าตกใจ..
การจุดกระแสให้เกิดความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาในเรื่องเขตแดนทับซ้อน.. ซึ่งใครๆ ก็มองออกว่าเป็นเพียงการปลุกกระแสคลั่งชาติขึ้นมาสร้างสถานการณ์เพื่อบังหน้าเท่านั้น.. การที่นายวีระ สมความคิด.. และพรรคพวก เดินข้ามเขตแดนเข้าไปยังพื้นที่ ที่ยังมีข้อขัดแย้งกันอยู่ จนถูกทหารกัมพูชาจับไปนั้น จะมองไปเป็นอื่นไม่ได้เลยนอกจากว่าเป็นการจงใจเข้าไปเพื่อเป็นการจุดชนวนความขัดแย้งขึ้นระหว่างไทยกับกัมพูชา แล้วกลุ่มพันธมิตร และกลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติ ก็ออกมาชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาล...
จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจแต่อย่างใดที่กระแสการจุดชนวนคลั่งชาติเพื่อสร้างความขัดแย้งกับกัมพูชาในครั้งนี้จึงไม่มีประชาชนไทยให้ความสนใจมากนัก.. พูดง่ายๆ ก็คือเพราะเราไปหาเรื่องเขาก่อน..
แต่สิ่งที่น่าจะพิจารณาและนำมาวิเคราะห์ถึงสถานการณ์ในขณะนี้ก็คือ.. ทำไมกลุ่มพันธมิตร ที่เคยแนบแน่นอยู่กับ รัฐบาลประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะนายอภิสิทธิ์ เคยถึงขั้นเดินทางไปเยี่ยม พันธมิตร ถึงหน้าเวทีการชุมนุมและแสดงความเห็นอกเห็นใจมาแล้ว.. และที่สำคัญ พันธมิตรที่เรียกกันว่า “ม๊อบมีเส้น” กับรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ก็เป็น “รัฐบาลที่มีเส้น” เช่นกัน.. และที่แน่ๆ เส้นของทั้งสองฝ่ายก็เป็นเส้นชนิดเดียวกัน.. แล้วทำไมถึงมาเกิดความขัดแย้งกันได้..ชนิดผีไม่เผา เงาไม่เหยียบ...
ความขัดแย้งจนถึงขั้นชุมนุมขับไล่นี้มิได้เกิดขึ้นระหว่าง “พันธมิตรและรัฐบาลอภิสิทธิ์” ด้วยตัวเอง.. เพราะถึงอย่างไรทั้งสองกลุ่มก็มีคนหนุนหลังที่เป็นคนเดียวกัน.. แต่ทว่าภาพความขัดแย้งรุนแรงถึงขั้นขับไล่กันนี้ น่าจะพิจารณาได้ว่าเป็นความขัดแย้งเทียม (หรือภาพเบื้องหน้า) ที่แสดงให้คนทั้งโลกและทั้งชาติเห็นว่า “เกิดความขัดแย้งและความวุ่นวาย” ขึ้นภายในประเทศนี้.. และต้องการให้เรื่องลุกลามจนกลายเป็นปัญหาระหว่างชาติ.. เพื่อเพิ่มน้ำหนักของความวุ่นวายให้มากยิ่งขึ้น.. เพื่อสอดคล้องกับกระแสข่าวการรัฐประหาร หรือการเข้ายึดกุมอำนาจรัฐของทหาร
การที่จะให้ทหารเข้ามายึดกุมอำนาจรัฐนั้นมิใช่เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งชายแดน หรือแก้ปัญหาการบริหารประเทศของรัฐบาลอภิสิทธิ์... แต่เป็นการให้ทหารเข้ามาเพื่อแก้ปัญหาวิกฤติศรัทธาที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรุนแรงในขณะนี้.. เวลานี้หนทางเดียวที่จะทำให้เกิดการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จในการบริหารประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาทุกปัญหาของฝ่ายเผด็จการอมาตย์ที่กำลังประสบอยู่นั้นก็คือ การยึดกุมอำนาจรัฐแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด.. และหนทางเดียวที่ทำได้ก็คือ การทำรัฐประหาร.. หรือ การประกาศกฎอัยการศึก เพื่อให้ทหารมีอำนาจเต็มในการควบคุมประเทศ
ปูนนก
Re:
แต่ดูเหมือนว่าหนทางทั้งสองก็เป็นหนทางที่เลือกที่สุ่มเสี่ยงมิใช่น้อย.. ท่ามกลางกระแสการต่อต้านเผด็จการที่กำลังดำเนินอยู่ทั่วโลกในขณะนี้.. ทว่าเวลาก็มีน้อยลงเรื่อยๆ นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ได้ยื่นฟ้อง ICC ต่อรัฐบาลไทยโดยเฉพาะนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะนายกรัฐมนตรี.. และให้บังเอิญเปิดช่องให้ฟ้องได้ในฐานะเป็นผู้มีสัญชาติอังกฤษ
เจ้าของอำนาจเผด็จการคงจะไม่ยอมให้นายอภิสิทธิ์ ถูกนำตัวขึ้นไต่สวนในคดีนี้อย่างแน่นอน เพราะทุกอย่างจะถูกเปิดเผยต่อหน้าชาวโลก..ด้วยเหตุนี้ การใช้อำนาจสุดท้ายที่มีอยู่ควบคุมประเทศนี้จึงเป็นหนทางสุดท้ายในเวลาอันจำกัดนี้..
แต่ถึงอย่างไรไม่ว่าจะให้ทหารออกมาทำรัฐประหารหรือไม่.. หรือจะปล่อยให้นายอภิสิทธิ์บริหารประเทศต่อไป ท่ามกลางกระแสประชาธิปไตยที่กำลังไหลเชี่ยวกรากไปทั่วทั้งโลกเวลานี้ ไม่มีทางที่อำนาจเผด็จการที่ครอบประเทศอยู่ขณะนี้จะดำรงอยู่ได้อีกแล้ว.. ประชาชนผู้รักประชาธิปไตย คนเสื้อแดงและผู้ที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาตลอดหลายสิบปี ต่างรอคอยเวลานี้มาอย่างยาวนาน
ต้นไม้ประชาธิปไตยที่ถูกราดรดด้วยน้ำตา..คราบเลือด.. และชีวิตของวีรชนเหล่านั้น กำลังเกิดดอกออกผลแล้ว.. วันที่ประชาชนจะโห่ร้องด้วยความยินดีที่ได้รับประชาธิปไตยกลับมาอย่างแท้จริงกำลังจะมาถึงแล้ว.. “และครั้งนี้จะเป็นการต่อสู้กับเผด็จการครั้งสุดท้ายอย่างแท้จริง” แล้วเราจะร่วมถือป้ายประชาธิปไตยด้วยกัน
“To banish the trace of a tear from eyes;
A thousand deaths would I gladly die;
If one more life were granted me;
I’d spend that life in serving thee.”
By Awetik Issaakjan
“เพื่อลบรอยคราบน้ำตาประชาราษฎร์
สักพันชาติจักสู้ม้วยด้วยหฤหรรษ์
แม้นชีพใหม่มีเหมือนหวังอีกครั้งครัน
จักน้อมพลีชีพนั้นเพื่อมวลชน”
จิตร ภูมิศักดิ์ (ผู้แปล)
"ไม่มีอำนาจใดในโลกหล้า ผู้ปกครองต่างมาแล้วสาปสูญ
ไม่มีใครต่างล้ำเลิศน่าเทิดทูน ประชาชนสมบูรณ์นิรันดร์ไป
เมื่อยืนหยัดต่อสู้ผู้กดขี่ ประชาชนย่อมมีชีวิตใหม่
เมื่อท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนย่อมเป็นใหญ่ในแผ่นดิน"
วิสา คัญทัพ
ปูนนก



