ที่มา thaifreenews
โดย Tuxedo
RedMach April 10
2010-04-10@1207 CH3 สด รปส ชายอ้างเป็นจนท.ศอฉ ยื่นหมายจับแกนนำเจอไล่,ตัดสัญญาณมือถือ
http://www.youtube.com/watch?v=22JRmiMcByY
2010-04-10@1451 CH3 สด มัฆวาน จนทฉีดน้ำและแก๊สน้ำตาสลายแดง, รปส จนทตรึงกำลังพร้อม
http://www.youtube.com/watch?v=BiwcdtA6Vk8
2010-04-10@1612 CH3 สด ผ่านฟ้า จนทผลักดัน แดงถอยร่น, รปส จนทตรึงกำลัง แดงรักษาพื้นทีชุมนุม
http://www.youtube.com/watch?v=pC8L9pgIhAE
2010-04-10@1701 ศอฉ แถลง ขอคืนพื้นที่ ทำตามขั้นตอนจากเบาไปหนัก กระสุนจริงยิงขึ้นฟ้า
http://www.youtube.com/watch?v=-agci5HigNE
2010-04-10@1712 ลำดับเหตุการณ์ช่วงบ่าย จนทปะทะแดง ที่หน้ากองทัพภาค๑ มัฆวาน ๔แยกคอกวัว
http://www.youtube.com/watch?v=XdqWFox6Pqw
2010-04-10@1715 สด รปส แดงตั้งรับ วีระลั่นถ้าชนะตั้งรัฐบาลปชช BTSปิดบริการ
http://www.youtube.com/watch?v=2BwBzupVjLw
2010-04-10@1719 เจ็บ๘๔ แดง๖๒ ตร๓ ทหาร๑๙ เหตุBTSปิด แดงเชียงใหม่บุกศาลากลาง
http://www.youtube.com/watch?v=VLuFyumlkcI
2010-04-10@1720 สด ผ่านฟ้า แดงยึดคืนมัฆวานได้ เผชิญหน้าแยกจปร ๔แยกคอกวัว ฮบินโปรยใบปลิว
http://www.youtube.com/watch?v=UZRuaEDzmg8
2010-04-10@1727 คืบหน้ายิงM79ใส่กองปราบ สร้างสถานะการณ์,จราจรตจว
http://www.youtube.com/watch?v=LP31qkREp88
2010-04-10@2012 สด จนทปะทะแดง ๔แยกคอกวัว ดินสอ,รปส ณัฐวุฒิอริสมันนำแดงเสริมกำลังผ่านฟ้า
http://www.youtube.com/watch?v=Ty12HeERjA4
2010-04-10@2103 ไก่อูแถ จนทถูกยิง&ระเบิดเจ็บสาหัสโดยผู้ชุมนุม,ส่งกอร์ปศักดิ์ดูแลยุติปะทะ๒ฝ่าย
http://www.youtube.com/watch?v=iHaSceWFbUI
2010-04-10@2202 สด ผ่านฟ้า ยุติปะทะ เจ็บ๔๘๖ตาย๕ ข่าวยุ่นตาย,M79ถล่มทำเนียบ,แดงอุดรสกลนครสวรรค์move
http://www.youtube.com/watch?v=S6MuljNtvgE
2010-04-10@2251 CH3มิติ ผ่านฟ้า สรุปเหตุการณ์ปะทะช่วงค่ำ,บ่ายและเย็น เจ็บตาย๒ฝ่าย.
http://www.youtube.com/watch?v=22IOSIyEbmc
2010-04-10@2310 CH3มิติ ไก่อูส่งกอร์ปศักอิ์คุยหยุดยิง, รปส ยุบสภาทันที
http://www.youtube.com/watch?v=vjtzdWsDrhg
2010-04-10@2320 CH3มิติ แดงเชัยงใหม่ อุดร ลำปาง ร้อยเอ็ด ยโสธร เคลื่อนไหว.
http://www.youtube.com/watch?v=1n4bVR9H8oM
2010-04-10@2323 สด มาร์คแถ แดงเกินขอบเขตกม , 3มิติ จนทเจ็บ๒๓๐ สาหัส๙๒ ตาย๑
http://www.youtube.com/watch?v=13YiURFXqKc
2010-04-11@0114 มาร์คแหล ใสเจียต่อความสูญเสีย (ภาพปะทะที่มัฆวาน).
http://www.youtube.com/watch?v=NkrvcBLDSPs
2010-04-11@0115 สด สัมภาษณ์โฆษกรัฐบาล ปณิธาน เหตุการณ์ที่เกิด แนวทางคลี่คลายปัญหา.
http://www.youtube.com/watch?v=VHV4xOmhNtU
2010-04-11@0123 สด รปส แกนนำแดงประณามรัฐ,ยุบสภาทันที,อาลัยวีรชนแดง
http://www.youtube.com/watch?v=dhcaL8hC-qI
2010-04-11@0130 สด ผ่านฟ้า แดงจับ๔ทหารใช้อาวุธสลายมาสอบสวน,ภาพทหารบาดเจ็บที่ดินสอ
http://www.youtube.com/watch?v=OkzHyE7j1O8
2010-04-11@0205 BBC Army clashed Red Shirts,Thai Slimmering Politic Crisis has exploded
http://www.youtube.com/watch?v=XJQ0eRTB4kQ
2010-04-11@0404 ผ่านฟ้า ไล่เรียงเหตุการณ์ปะทะ จนทกับเสื้อแดง,รายชื่อผู้เสียชีวิต๑๕คน.
http://www.youtube.com/watch?v=3vXs1q60XMA
2010-04-11@0412 รพกลาง ฑูตญี่ปุ่นมารับศพนักข่าวฮิโรยูกิ,สด ผ่านฟ้า แดงพักรบ,มาร์คใสเจียนะจ๊ะ
http://www.youtube.com/watch?v=n4IX1TZtqoA
2010-04-11@0653 ล่าสุดตาย๑๕ Conorบาดเจ็บ มาร์คใสเจียต่อปฏิบัติขอคืนพื้นที่
http://www.youtube.com/watch?v=JId8Sj__Tkc
2010-04-11@0700 ลำดับเหตุการณ์ขอคืนพื้นที่ ฮบินทิ้งบอมบ์แก๊สน้ำตาที่ผ่านฟ้า.
http://www.youtube.com/watch?v=R0XueuF4iuE
2010-04-11@0714 M79ถล่มทำเนียบ,เสื้อแดงปัดเจรจา
http://www.youtube.com/watch?v=JSDyEu82J0U
2010-04-11@1005 BBC Thai Unrest situation,Interview Sean
http://www.youtube.com/watch?v=y2_JTszd4Js
2010-04-11@1100 ล่าสุด เจ็บ๘๓๔ ตาย๑๙ ปชช๑๕ ทหาร๔ ข่าวยุ่นถูกยิงหน้าอกตาย,สด ไทยคม แดงร้องคืนสัญญาณ.
http://www.youtube.com/watch?v=7oP7Ocwsn2I
2010-04-11@1105 สด รปส แกนนำแดงเตรียมพิธีกุศลให้วีรชน และช่วยเหลือญาติวีรชน
http://www.youtube.com/watch?v=E3w7pmb2qZk
2010-04-11@1108 สด ผ่านฟ้า ถ.ตะเนา ร่องรอยความเสียหาย,รับแจ้งผู้สูญหาย,ข้าวสาร นักท่องเที่ยวเผ่น
http://www.youtube.com/watch?v=S48fwsvdedg
2010-04-11@1112 มาร์คงดรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับมาร์คนะจ๊ะ rerunมาร์คใสเจียแทน
http://www.youtube.com/watch?v=-u5CfiVSMfg
2010-04-11@1125 ศอฉค้นหาคนเจ็บตายอาวุธหาย ยินดีให้สอบ ยันไม่ใช้อาวุธ&ทำสังคมสูญเสีย แดงอาจใส่ร้าย
http://www.youtube.com/watch?v=24WCDW0Xo0E
2010-04-11@1130 BTSวิ่งปกติเว้นสยาม&นานา MRTวิ่งปกติปิดประตูสีลม BUSวิ่งปกติเว้นจุดชุมนุม
http://www.youtube.com/watch?v=k41xwhZ16XI
2010-04-11@1138 มาคร์ลั่น ให้ชันสูตรศพอย่างโปร่งใส และยุติธรรม
http://www.youtube.com/watch?v=R1V-77WDos0
2010-04-11@1140 ลำดับเหตุการณ์ปะทะเมื่อวานที่รปส&ผ่านฟ้า ตั้งแต่เริ่มจนยุติ
http://www.youtube.com/watch?v=3gIn8GXKO-0
2010-04-11@1202 AP รุนแรงสุดใน๑๘ ปี,นักวิเคราะห์เยอร์มัน มาร์คล้มเหลว,เมกาให้เน้นเจรจา
http://www.youtube.com/watch?v=VVI0Ix0NVTc
2010-04-11@1204 เพลงยังมีประเทศไทย ร้องโดยแอ๊คคาราบาว ประมวลภาพเมื่อวาน.
http://www.youtube.com/watch?v=C47qkukuFrU
2010-04-11@1213 ตายอีก๑ รวม๒๐,แห่๑๔ศพแดงรอบกรุงพรุ่งนี้,๓๐๓นวกเสนอตั้งกก.กลางสอบ,ปธอุตชี้ศกฉิบหาย
http://www.youtube.com/watch?v=3V630dsTyjs
2010-04-11@1343 ผ่านฟ้า แดงส่งคืนทหาร เย็นจัดงานศพ, ปฐมพงษ์นำเสื้อชมพูเรียกร้องสงบ&ให้กำลังใจจนท
http://www.youtube.com/watch?v=LHz2e_8OUIY
2010-04-11@1443 ศอฉ ปณิธาน ยันจนทไม่ได้ใช้อาวุธฆ่าปชช พร้อมขึ้นยุติธรรม & ตั้งกก.สอบศพอย่างแฟร์ๆ
http://www.youtube.com/watch?v=Em1CXQ_zlY0
2010-04-11@1715 ตาย๒๐ เจ็บ๘๗๔ ตั้งกกสอบศพ,แดงบุกไทยคมร้องคืนสัญญาณ,เทพพร้อมรับผิด,แดงจัดงานศพวีรชน
http://www.youtube.com/watch?v=DvTtNlP2MoY
2010 04 11@1721 สด รปส เชื่อมีสลายรอบ๒,เป็นมิตรกับสื่อ ระวังหลงกลแดงเทียมยั่วยุ
http://www.youtube.com/watch?v=5Z78BIb-M04
2010-04-11@1727 ลำดับเหตุการณ์สำคัญๆของบ่ายวันนี้,Poll,เมกาเน้นเจรจา
http://www.youtube.com/watch?v=ouhsgc_fWPc
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Friday, February 11, 2011
Clipข่าว 10-11เมษา2010 (ครบ 10เดือน 10เมษา2010)
สนั่น ชูสกุล: ราษีไศล คนจนไม่พ้นคุก
ที่มา ประชาไท
สนั่น ชูสกุล
“สนั่น ชูสกุล” เขียนถึง “สมเกียรติ เจือจาน (ศิระสิงหบัญชร)” คดีสมัชชาคนจนชุมนุมที่เขื่อนราษีไศล (๒๕๔๓) ศาลฎีกาสั่งจำคุก ๑ ปี ไม่รอลงอาญา (๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔)
สมเกียรติเป็นชาวบ้านเพียมาต ตำบลหนองแค อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ เป็นผู้เดือดร้อนจากการก่อสร้างเขื่อนราษีไศลคนหนึ่ง เข้าร่วมต่อสู้เรียกร้องกับสมัชชาคนจนมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ สมเกียรติมีบทบาทเป็นแกนนำคนหนึ่ง และในหมู่บ้านเขาก็เป็นผู้นำชุมชนคนสำคัญ ล่าสุด ขณะที่เขาถูกสั่งจำคุกนี้ เขาได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลหนองแค และได้รับเลือกเป็นประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลหนองแค
วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ที่ศาลจังหวัดศรีสะเกษ ศาลฎีกาสั่งลงโทษจำคุกสมเกียรติ ๑ ปี โดยไม่รอลงอาญา ในข้อหา “บุกรุก ทำให้เสียทรัพย์ ความผิดต่อเสรีภาพ”กรณีสมัชชาคนจนบุกเข้าชุมนุมที่หัวงานเขื่อนราษีไศลเมื่อ เดือนพฤษภาคม ๒๕๔๓ และมีผลให้สมเกียรติต้องถูกจำคุกที่เรือนจำจังหวัดศรีสะเกษ ทันที
เหตุการณ์(ที่ศาลไม่ได้ไต่สวน)ในขณะนั้นคือ หลังจากที่สมัชชาคนจนเคลื่อนไหวให้รัฐบาลจ่ายค่าชดเชยที่ดินและการศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้นตามกฎหมายสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ปี ๒๕๓๗ จนรัฐบาล พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ จ่ายค่าชดเชยให้ผู้เดือดร้อนประมาณ ๘๐๐ คนในเดือนตุลาคม ๒๕๔๐ และอีกเดือนหนึ่งต่อมารัฐบาลก็ลาออก มีพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นมาเป็นรัฐบาลต่อ ความขัดแย้งทางการเมืองอย่างหนักในช่วงนั้นทำให้นักการเมืองนำเรื่องการจ่ายค่าชดเชยเขื่อนราษีไศลมาเป็นเครื่องมือโจมตีกันทางการเมืองกันอย่างเกรียวกราวหลายระลอก(โดยเฉพาะช่วงก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจและก่อนการเคลื่อนไหวขององค์กรประชาชนประท้วงรัฐบาลกรณีต่างๆ) โดยกล่าวหาว่ามีนักการเมืองพรรคความหวังใหม่ทุจริตเงินค่าชดเชย และพาดพิงชาวบ้านว่าร่วมกันทุจริต กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงานฟ้องแพ่งชาวบ้านจำนวน ๔๑๕ รายเพื่อเรียกเงินคืน นายตำรวจใหญ่พลตำรวจโทเสรี เตมียเวส ออกมาให้สัมภาษณ์กล่าวหาชาวบ้านราษีไศลอย่างหนักหน่วง หน่วยงานราชการใช้เงินจ้างบริษัทประชาสัมพันธ์โครงการละ ๕ ล้านเพื่อกระพือข่าวนี้ นักเคลื่อนไหวทางสังคมหลายคนออกมาประท้วงจนมีการฟ้องหมิ่นประมาทกันไปกันมาหลายคดีระหว่างปี ๒๕๔๑-๒๕๔๓
ชาวบ้านสมัชชาคนจนราษีไศลเมื่อผ่านจากการต่อสู้ยาวนานเพื่อสิทธิ์ จึงลุกขึ้นมาสู้อีกครั้งเพื่อ “ศักดิ์ศรี” เพราะถูกกล่าวหาและถูกดูถูกอย่างหนัก จึงเปิดการชุมนุมต่อมาอีกหลายครั้งเพื่อท้าพิสูจน์ แต่ก็เป็นไปได้เพียงทำนอง “ตีนช้างเหยียบปากนก” เสียงของผู้มีอำนาจเบื้องบนไม่มีทีท่าจะคำนึงถึงคนยากคนจนว่าจะเกิดความคับแค้นต่อการกระทำดังกล่าวสักเพียงใด
จนถึงต้นปี ๒๕๔๓ สมัชชาคนจนราษีไศลปักหลักชุมนุมอยู่ในพื้นที่ป่าทามท้องอ่างเก็บน้ำบริเวณบ้านผึ้ง ตำบลหนองแค อำเภอราษีไศลมาเป็นเวลาหลายเดือน เรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเขื่อนเพื่อพิสูจน์สิทธิ์ผู้เดือดร้อนทั้งที่รับค่าชดเชยไปแล้วแต่ถูกกล่าวหาว่าโกงเงินหลวงและสมาชิกอีกจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับค่าชดเชย ทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลทำการศึกษาผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากการก่อสร้างเขื่อนราษีไศล แต่ไม่มีท่าทีจากรัฐบาลว่าจะรับฟังเสียงเรียกร้องหรือตอบสนองแต่อย่างใด
อนึ่ง ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหน้าที่ประจำเขื่อนกับชาวบ้านผู้เดือดร้อนจากเขื่อนราษีไศลขณะนั้นแย่เอามากๆ นายประสิทธ์ หวานเสร็จ นายช่างหัวหน้าเขื่อนเป็นคนแข็งกร้าว กราดเกรี้ยวกับชาวบ้าน และยังมีนายอำเภอชื่อ นายกรีศักดิ์ ไพบูลย์ ที่ตามขู่ปรามและออกหน้าปลุกระดมจัดตั้งชาวบ้านนอกพื้นที่มาต่อต้านกลุ่มผู้เรียกร้องแบบ “ม็อบชนม็อบ”หลายครั้ง และกล่าวกับชาวบ้านว่า “ถ้ารัฐบาลจ่ายค่าชดเชยเขื่อนราษีไศล ให้เอามีดมาปาดคอผม”
คืนวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๔๓ ชาวบ้านสมัชชาคนจนเคลื่อนพลเข้าไปชุมนุมที่หัวงานเขื่อนราษีไศล และชุมนุมต่อเนื่องมาอีกระยะหนึ่ง จนรัฐบาล ชวน หลีกภัย มีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อคราวประชุมวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๔๓ ให้เปิดบานประตูเขื่อนราษีไศลทั้ง ๗ บาน จนกว่าจะมีการพิสูจน์สิทธิ์ผู้เดือดร้อน และมีการศึกษาผลกระทบทางสังคมโดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแล้วเสร็จ
เหตุการณ์คืนวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๔๓ นั้น เป็นที่มาของการออกหมายจับแกนนำ ๑๒ คน ทั้งแกนนำชาวบ้านและที่ปรึกษาสมัชชาคนจน กระทั่ง ในปี ๒๕๔๗ จึงเริ่มมีการจับกุม “ไพจิตร ศิลารักษ์” ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำคุก ๒ ปี ฐานความผิดทำให้เสียทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้ใช้เพื่อสาธารณะประโยชน์และฐานร่วมกันบุกรุกในเวลากลางคืน ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค ๓ สั่งจำคุก ๑ ปี ๖ เดือน ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนฎีกา
ฝ่ายสมเกียรติ เจือจาน เป็นคนที่ ๒ ที่ถูกจับกุมเมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๔๘ ศาลชั้นต้นตัดสินไปตามแนวทางเดียวกันกับไพจิตร คือสั่งจำคุก ๒ ปี ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น
และเมื่อ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ศาลฎีกาก็สั่งจำคุกสมเกียรติ ๑ ปี ไม่รอลงอาญา
เขาต้องเดินเข้าคุกทันที เมื่อปีก่อนตอนศาลอุทธรณ์สั่งจำคุก เขาก็ติดคุกจริงๆอยู่ ๗ วันก่อนได้รับประกันตัว ออกมาอยู่บ้านกับลูกเมียและญาติพี่น้อง ทำงานเป็นประธานสภา อบต. และต่อสู้ร่วมกับสมัชชาคนจนต่อไป แต่คราวนี้เขาต้องสูญเสียอิสรภาพไปเป็นปี และเสียสิทธิ์เสียคุณสมบัติที่จะอยู่ในตำแหน่งที่เคยทำงาน-ตลอดไปเพราะ”เคย”ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีอาญา เสียโอกาสที่จะทำมาหากินเช่นปกติ ลูกคนหนึ่งกับหลาน ๒ คน เคว้งคว้าง
อนาคตที่พึงควรมีของสมเกียรติถูกทำลายพังยับเยินลงแล้ว ด้วยเหตุเพราะเขาเป็นคนรักความเป็นธรรม ไม่ยอมจำนนและลุกขึ้นปกป้องสิทธิ์ของตน ต่อต้านอำนาจรัฐที่กดขี่ ในสังคมที่ขาดความเป็นธรรม
ช่วยเขา ช่วยลูกเมียและญาติพี่น้องเขา
แล้วช่วยกันทำให้สังคมไทยน่าอยู่กว่านี้เถิด ต้องทำอย่างไรกันบ้าง เรารู้กันอยู่ดี ถ้าอคติไม่บังตา.
ปัญหาระหว่างไทยกับกัมพูชา: ผลกระทบต่อความร่วมมือระหว่างประเทศ
ที่มา ประชาไท
นรุตม์ เจริญศรี
สำนักวิชาการระหว่างประเทศ
คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาที่กำลังดำเนินอยู่นั้น ไม่ได้ส่งผลแค่ต่อความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเท่านั้น หากแต่ยังส่งผลกระทบต่อความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความคลั่งชาติของกลุ่มพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตยที่ปรากฏให้เห็นในสาธารณะนั้นรุนแรง ก้าวร้าว และขาดสติ ข้อเสนอที่น่ากังวลมากคือการที่ผู้นำกลุ่มพันธมิตรเสนอให้มีการบุกเข้าไปยึดพื้นที่ในกัมพูชาจนกว่าจะมีการคืนปราสาทเขาพระวิหารให้กับประเทศไทย ราวกับว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ก้าวร้าว บ้าคลั่ง และรุกราน
แน่นอนว่าความขัดแย้งระหว่างสองประเทศนั้นจะไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพียงแค่สองประเทศเท่านั้น หากแต่ยังจะส่งผลกระทบเป็นโดมิโนไปยังประเทศและความร่วมมืออื่นๆ เพราะในกรณีของไทยกับกัมพูชานั้น ทั้งสองเป็นสมาชิกของอาเซียน และโครงการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง หรือจีเอ็มเอส
แน่นอนว่าอาเซียนซึ่งเป็นองค์การระหว่างประเทศของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ย่อมได้รับผลกระทบไม่มากก็น้อย เพราะอาเซียนต้องเผชิญกับคำถามในมิติทางความมั่นคงที่ว่า ทำไมอาเซียนถึงไม่มีบทบาทต่อการแก้ไขปัญหาดังกล่าว และอาเซียนควรมีการปรับเปลี่ยน “วิถีอาเซียน” (ASEAN Way) หรือไม่
วิถีอาเซียน คือ แนวทางในการแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศภายในอาเซียน มันเป็นคำที่ใช้เรียกกระบวนการแก้ไขปัญหาตามที่ระบุไว้ใน “สนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” (Treaty of Amity and Cooperation: TAC) ซึ่งเกิดขึ้นในปี ค.ศ.1976 สนธิสัญญานี้กำหนดหลักการสำคัญๆในการแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศไว้ คือ การเคารพซึ่งความเท่าเทียม อำนาจอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และอัตลักษณ์ของแต่ละชาติ หลักการไม่ถูกแทรกแซงกิจการภายใน การแก้ไขปัญหาด้วยวิธีสันติ และการไม่ใช้กองกำลังทางทหาร วิถีดังกล่าวได้ถูกเรียกรวมกันว่าวิถีอาเซียนและใช้ในการเป็นแนวทางในการจัดการเรื่องราวภายในอาเซียนตลอดมา
ในกรณีของความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา สิ่งที่เห็นและมีหลายฝ่ายตั้งคำถาม คือ แล้วอาเซียนมีบทบาทอย่างไร
เราจะเห็นได้ว่า ตลอดเวลาที่มีปัญหาระหว่างสองประเทศนั้น อาเซียนมีท่าทีและการพูดถึงปัญหาดังกล่าวน้อยมาก ล่าสุด เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน ได้แสดงความวิตกกังวลต่อความรุนแรงที่ปะทุขึ้นจากเหตุการณ์ยิงปะทะกันระหว่างสองประเทศเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ โดยเสนอให้สองประเทศหันมาตกลงกันบนโต๊ะเจรจาแบบวิธีการทางการทูตแทนการใช้กองกำลังทหาร
ดูเหมือนว่านี่ก็เป็นวิธีการเดียวที่อาเซียนจะทำได้ คือ การแสดงความคิดเห็น เพราะอาเซียนเองนั้นไม่ได้มีกองกำลังในการรักษาสันติภาพเป็นของตนเองแบบที่นาโต (NATO) ของยุโรปมีไว้ใช้จัดการหรือช่วยเหลือเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในยุโรป หรือออกไปช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในที่ต่างๆ
ในทางตรงกันข้าม จากข้อจำกัดของอาเซียนในการเข้าไปแทรกแซงกิจการระหว่างประเทศเช่นนี้ ส่งผลให้อาเซียนซึ่งเป็นองค์การระหว่างประเทศที่มีเป้าหมายหนึ่งในการสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในภูมิภาคนี้ถูกตั้งข้อสังเกตถึงบทบาทที่กำลังเป็นอยู่ และ/หรือบทบาทที่ควรจะเป็นต่อไปในอนาคต ว่าควรมีแนวทางการปรับปรุงวิถีอาเซียนหรือไม่ อย่างไร
วิถีอาเซียนยังถูกตั้งคำถามต่อไปอีกว่า ถ้าเช่นนั้นแล้ว การแก้ไขปัญหาระหว่าสองประเทศ และกัมพูชาเสนอให้องค์การสหประชาชาติ หรือยูเอ็น (United Nations: UN) เข้ามาเป็นตัวกลางในการแก้ไขปัญหานั้น ควรเป็นไปเช่นนั้นหรือไม่
เพราะหากพิจารณาแล้ว เราคงต้องตั้งคำถามว่า ถ้านี่เป็นเรื่องความขัดแย้งภายในภูมิภาคหรือบ้านของเรา เราจะยินดีให้คนนอกบ้านเข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างนั้นหรือ ข้อเสนอในลักษณะนี้อาจได้รับการสนับสนุน เพราะยูเอ็นถูกเชื่อว่าเป็นกลางและน่าจะให้ความเป็นธรรมได้ แต่หลักการการให้ประเทศคู่ขัดแย้งเจรจาและแก้ไขกันเองก่อนนั้นก็ยังเป็นข้อที่ทำให้ยูเอ็นไม่อาจเข้ามาได้
อาเซียนเองซึ่งเป็นองค์การระหว่างประเทศของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ควรมีบทบาทในการแก้ไขปัญหานี้มากกว่าที่จะปล่อยให้องค์การระหว่างประเทศอื่นๆเข้ามามิใช่หรือ เพราะเราควรคิด ถกเถียง และเปิดเวทีระหว่างประเทศเพื่อนำไปสู่แนวทางว่าในกรณีเช่นนี้แล้ว เราจะส่งเสริมหรือพัฒนากลไกของอาเซียนที่มีอยู่แล้วให้มีประสิทธิภาพ มีอำนาจ และสามารถเข้ามาจัดการเรื่องราวในภูมิภาคได้อย่างไม่ต้องโดนตราหน้าจากประเทศในภูมิภาคกันเองว่า “อย่ามาแส่” หรือจะมีการตัดลด เพิ่มเติมกลไกที่ดี มีประสิทธิภาพได้อย่างไร
อาจเป็นที่เข้าใจได้ว่าประเด็นเรื่องการไม่ต้องการให้เกิดการแทรกแซงกิจการภายในประเทศนั้น เกิดขึ้นเพราะรัฐหลายรัฐในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่งเป็นรัฐชาติสมัยใหม่มาได้ไม่นาน เพราะรัฐชาติหลายรัฐในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นเพิ่งเกิดขึ้นอันเป็นผลพวงจากสงครามโลกครั้งที่สอง มันไม่ได้มีวิวัฒนาการการต่อสู้ แย่งชิง ร่วมมือกันมายาวนานเฉกเช่นเดียวกับรัฐชาติสมัยใหม่ที่เกิดขึ้นในยุโรปที่ผ่านการต่อสู้แย่งชินดินแดน การสร้างเมือง การทำสงครามระหว่างกัน จนมาถึงสร้างความร่วมมือและบูรณาการทางเศรษฐกิจและการเมือง จนจินตนาการของเส้นเขตแดนได้เลือนหายไปจนเกือบหมดสิ้น ในขณะที่รัฐชาติสมัยใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังอยู่ในช่วงที่หวงแหนสิ่งที่เพิ่งได้มา ซึ่งนั่นก็คือ เส้นเขตแดน และอธิปไตย
สิ่งที่พอจะทำได้ในปัจจุบัน คือ การรอคอยว่าเมื่อใดที่มือที่กุมกำความหวงแหนเหล่านั้นจะค่อยๆคลาย และมองว่าเส้นเขตแดนเป็นเพียงสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น เป็นจินตนาการร่วมกันของคนในรัฐ และเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่สำคัญของนักการเมืองที่หยิบขึ้นมาใช้ได้เพื่อปลุกความเป็นชาตินิยม
ล่าสุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอินโดนีเซีย นายมาร์ตี นาตาเลกาวา (Marty Natalegawa) ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นประธานของอาเซียน ได้เสนอว่าจะเป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยปัญหา ความหวังของอาเซียนจึงได้บังเกิดขึ้นในฐานะที่อาเซียนได้ทำอะไรเสียที เพราะในเมื่ออาเซียนเป็นองค์การของภูมิภาค เราก็ควรคาดหวังอย่างมากให้อาเซียนมีบทบาทในการแก้ไขปัญหาภูมิภาค เพื่อใช้อาเซียนให้เป็นประโยชน์ มิใช่เป็นเพียงองค์การระหว่างประเทศที่ตั้งขึ้นมาเพื่อเป้าหมายทางเศรษฐกิจ และทำอะไรอย่างอื่นไม่ได้ แต่เราควรเสนอให้อาเซียนมีบทบาทในการเข้ามาจัดการ ดูแล และเสนอทางแก้ไขต่อปัญหาในภูมิภาคได้
และแม้ไม่มีอะไรจะรับประกันถึงความสามารถในการแก้ไขปัญหาของอาเซียน แต่อย่างน้อยเราก็ได้ใช้เครื่องมือที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์ ไม่ใช่ละทิ้งสิ่งที่มีอยู่แล้วไปใช้กลไกอื่น ความหวังต่อองค์การระหว่างประเทศให้ทำหน้าที่จึงยังพอมีให้เห็น และแม้อาจกล่าวโต้เถียงอีกว่า แล้วเมื่ออาเซียนออกมาแล้ว แล้วหากไทยและกัมพูชาไม่แยแสต่อความเห็น ข้อเรียกร้องของอาเซียน มันก็ทำให้เราคิดต่อไปอีกว่า ท้ายที่สุดแล้วเรามีวัฒนธรรมในการยอมรับและปฏิบัติกฎหมายมากพอหรือไม่ เพราะนอกจากจะไม่สนใจกฎหมายในประเทศอยู่บ่อยครั้งแล้ว ไฉนเลยกฎหมายระหว่างประเทศจะมาบังคับประเทศเราได้ เพราะหากมันไม่ช่วยให้เราได้สิ่งที่เราต้องการ เด็กเอาแต่ใจตัวเองอย่างเราก็จะขอประกาศกระทืบเท้า รุกราน เกรี้ยวกราด และร้องขออย่างไร้สติต่อไป ชาตินิยมของเราก็ทำให้ระบบระหว่างประเทศปั่นป่วน สับสน และไร้ซึ่งทางออก เพราะเมื่อทางออกได้มีมาแล้ว ก็ไม่มีคนฟัง เราไม่เอา เราไม่ยอม
หากจะกล่าวสรุปต่อบทบาทของอาเซียน เราจะเห็นได้ว่า อาเซียนแม้จะเป็นองค์การระหว่างประเทศที่ทุกประเทศคาดหวังให้เป็นตัวกลางในการประสานความร่วมมือในมิติต่างๆ แต่อาเซียนเองก็ยังมีกลไกการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่ยังไม่มีประสิทธิภาพ เพราะยังไม่สามารถเข้าไปแทรกแซง แสดงความเห็น หรือใช้กองกำลังในการจัดการแก้ไขปัญหา บรรเทา เยียวยา หรือให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่ได้ แม้อาจโต้เถียงว่า เพราะอาเซียนมิได้มีกองกำลังเป็นของตนเอง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า อาเซียนจะมีกองกำลังที่ไว้บรรเทาทุกข์ไม่ได้ บางทีเราอาจจะต้องดูตัวแบบจากสหภาพยุโรปในการมีกองกำลังไว้เป็นของตนเอง เพียงแต่เปลี่ยนร่างแปลงรูปและบทบาทของกองกำลังไม่ได้ให้มีอำนาจในการรุกรานหรือไปทำร้ายใคร แต่มีไว้เพื่อรักษาความสงบสุข ไว้ให้ความช่วยเหลือแก่พื้นที่ต่างๆ
เพราะหากแม้เราไม่มีความขัดแย้งถึงขั้นเลือดตกยางออกอันเกิดจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ แต่เราก็ยังอาจใช้ประโยชน์ในการช่วยเหลือบรรเทาทุกข์อันเกิดจากภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในโลกที่กำลังมีสภาพอากาศที่แปรปรวน หรือใช้ส่งไปให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่เพื่อนร่วมโลกที่กำลังประสบปัญหาในพื้นที่ต่างๆ โดยอาจเสนอว่ามิใช่เพื่อส่งไปร่วมรบ หากแต่ส่งไปเพื่อช่วยบรรเทา รักษา เยียวยา ก่อสร้าง ขนส่งอาหาร ยา และขอใช้ที่สำคัญ ซึ่งอาหารจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็มีมาก มิตรไมตรีของพลเมืองอาเซียนที่จะเป็นเป็นกองกำลังด้านมนุษยธรรมก็เป็นที่ประทับใจ เป็นมิตร และห่วงใยผู้คนที่ตกทุกข์ได้ยากเป็นแน่
นอกจากนั้น อาเซียนเองก็มิใช่ความร่วมมือเพียงความร่วมมือเดียวที่ควรพิจารณา บนภาคพื้นทวีปของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เองนั้นยังมีอีกหนึ่งความร่วมมือที่ควรได้รับความสนใจ คือ โครงการจีเอ็มเอส (The Greater Mekong Subregion Economic Cooperation: GMS) โครงการจีเอ็มเอสเป็นโครงการที่อยู่ภายใต้การดูแลของธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย หรือเอดีบี (Asian Development Bank: ADB) โครงการจีเอ็มเอสถือกำเนิดขึ้นในปี ค.ศ.1992 หนึ่งปีหลังความวุ่นวายในลุ่มแม่น้ำโขงซึ่งได้แก่ปัญหาในอินโดจีนได้สิ้นสุดลง โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายในการสนับสนุนความร่วมมือระหว่างประเทศ เสริมสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้เกิดขึ้นกับประเทศสมาชิก ปัจจุบันมีมณฑลกวางสีและมณฑลยูนนาน พม่า ไทย ลาว เวียดนาม และกัมพูชาเป็นสมาชิก
โครงการจีเอ็มเอสในปัจจุบันมีโครงการย่อยๆรวมสิบเอ็ดโครงการที่มีเป้าหมายในการสนับสนุนให้เกิดความเจริญร่วมกัน อาทิ การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจ (Economic Corridors) โทรคมนาคม พลังงาน การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การเกษตร เป็นต้น
ระเบียงเศรษฐกิจดูเหมือนจะเป็นโครงการที่ได้รับความสนใจและได้รับการตอบสนองจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชนจากประเทศสมาชิกมากที่สุด โดยพิจารณาจากความกระตือรือร้นในการทำการศึกษาแนวทาง ผลกระทบ และความคืบหน้าของโครงการ รวมไปถึงงบประมาณที่แต่ละประเทศสนับสนุน โครงการระเบียงเศรษฐกิจประกอบไปด้วยระเบียงเศรษฐกิจจำนวนสามเส้นทางที่สำคัญ คือ ระเบียงเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ (North-South Economic Corridor: NSEC) ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor: EWEC) และระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้ (Southern Economic Corridor: SEC)
ระเบียงเศรษฐกิจที่ไทยและกัมพูชามีส่วนร่วมโดยตรง คือ ระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้ เส้นทางนี้เชื่อมโยงกรุงเทพมหานครไปยังกัมพูชาและเวียดนาม เป็นเส้นทางการขนส่งสินค้าเส้นหนึ่งที่สำคัญ เพราะเป็นการเชื่อมต่อเส้นทางการขนส่งสินค้าจากเขตอุตสาหกรรมในชลบุรีและระยองให้ส่งไปยังท่าเรือในเวียดนาม อีกทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งในการขนส่งสินค้าจากจีนตอนใต้ให้ผ่านมายังพม่าหรือลาวและเข้าสู่ประเทศไทย ก่อนจะลงมายังเส้นทางดังกล่าว
อีกทั้งยังมีความร่วมมือระหว่างไทยกับกัมพูชาในประเด็นการสื่อสาร พลังงาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อีกมาก ความร่วมมือในกรอบมิติต่างๆนี้สะท้อนอยู่ในงานของ พวงทอง ภวัครพันธุ์ ที่มีชื่อว่า “สงคราม การค้า และชาตินิยมในความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” (2552, หน้า 93-131) บทความนี้จึงจะไม่แจกแจงรายละเอียดดังกล่าวแต่ขอให้ผู้อ่านไปตามอ่านรายละเอียดได้ที่งานของพวงทอง
งานของพวงทองสะท้อนให้เห็นภาพความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยประเด็นที่สำคัญคือการที่ไทยยังมองว่าตัวเองเป็น “พี่” ของกัมพูชาที่เป็น “น้อง” มโนทัศน์ “บ้านพี่เมืองน้อง” จึงเป็นเรื่องของการมองใครใหญ่กว่าใคร ไม่ได้มองว่าเขาและเราเป็น “เพื่อนบ้าน” กัน พวงทองชี้เอาไว้อย่างน่าสนใจว่า เราสำคัญตัวว่าเรามีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของกัมพูชา โดยไม่ได้ตระหนักเลยว่าแท้ที่จริงแล้วประเทศจีน ญี่ปุ่น และเวียดนามต่างหากที่มีบทบาทกับกัมพูชามาก
ความร่วมมือในกรอบจีเอ็มเอสจะได้รับผลกระทบอันเกิดจากความขัดแย้งระหว่างสองประเทศนี้อย่างแน่นอน เพราะมันเป็นเรื่องของทั้งการเมืองและการค้าระหว่างสองประเทศ อีกทั้งยังส่งผลต่อบรรยากาศที่ไม่ดีในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศระดับภูมิภาค ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องการแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติ แต่เป็นปัญหาอันเกิดจาก “ชาตินิยม” ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองภายในประเทศ
ชาตินิยมที่ถูกใช้จากจุดศูนย์กลางของประเทศ ได้กลายเป็นเครื่องมือในการทำลายผู้คนที่อาศัยในพื้นที่ที่ถูกเรียกว่า “ชายแดน” เส้นเขตแดนที่ถูกสร้างจากส่วนกลาง ได้ทำลายและทำร้ายสิ่งที่เรียกว่า “คนชายแดน”
ปัญหาความขัดแย้งระหว่างเมืองหลวงได้ส่งผลให้บรรยากาศในภูมิภาคอึมครึม ก้าวต่อไปไม่ได้ และอาจถอยหลัง เพียงเพราะผู้คนบางกลุ่มตกอยู่ในห้วงที่ถูกทำให้เชื่อว่า “การเสียดินแดนแม้เพียงตารางนิ้วเดียวนั้นยอมไม่ได้” จนกลายเป็นปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ และความชะงักงันของภูมิภาคที่ทุกส่วนหันมาจับจ้องบทบาทของไทยที่เชื่อว่าตนเองเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่ เป็นผู้นำ และศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ว่าจะมีบทบาทอย่างไร มีจุดยืน หรือแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างประเทศที่มีสติ เป็นอารยะ และมีวัฒนธรรมของรัฐชาติที่เจริญและพัฒนาสืบทอดมายาวนานแบบที่รัฐไทยเชื่อหรือไม่
ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ก็เป็นเพียงมุมมองของผู้ศึกษาด้านการเมืองระหว่างประเทศ ผู้คาดหวังให้คนไทยและพลเมืองอาเซียนตระหนักถึงการใช้องค์การระหว่างประเทศให้เป็นประโยชน์ เรามีอาเซียน เราเป็นพลเมืองของอาเซียนแล้ว ไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ก็ตาม คุณจะเห็นความสำคัญของมันหรือไม่ก็ตาม แต่อาเซียนมันเกิดขึ้นแล้ว มันมีตัวตนแล้ว และมันกำลังจะส่งผลต่อชีวิตของผู้คนในรัฐต่างๆไม่มากก็น้อย ไม่ทางตรงก็ทางอ้อมเป็นแน่ แต่เราควรตระหนักว่าเรามีอาเซียนและควรใช้อาเซียนให้เป็นประโยชน์
นอกจากนี้ ผู้เขียนมิใช่ผู้ต่อต้านชาตินิยม ชาตินิยมเป็นสิ่งที่ดีและมีประโยชน์ในบางเรื่อง แต่เราควรตระหนักว่า เรากำลังใช้มันในแง่ใด หรือใครกำลังใช้มันเพื่ออะไร หากเราใช้เพื่อสร้างความมั่นคง ความรักชาติ และพยายามส่งเสริมให้คนอุทิศตนทำงานให้กับชาติบ้านเมืองก็คงเป็นสิ่งดี แต่หากชาตินิยมได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง เราในฐานะผู้ถูกพยายามทำให้เชื่อ ก็ควรระมัดระวัง พิจารณาตามหลักวิชาการ กฎหมาย และบรรทัดฐานที่ประเทศต่างๆมีใช้ร่วมกัน มิใช่ใช้อารมณ์และ “สามัญสำนึก” จนกระทั่งไม่พิจาณาประเด็นอื่น หรือปฏิเสธบรรทัดฐานที่ไทยมีร่วมกับประเทศอื่น จนเหมือนเราเป็นอันธพาล ผู้หลงคิดและถูกทำให้เชื่อว่าเรายิ่งใหญ่ สำคัญ และต้องเป็นผู้ได้เสมอ จนทำให้บ้านเมืองอื่น และระบบระหว่างประเทศเดือดร้อนกันไปตามๆกัน
และที่สำคัญ ขอให้คิดเสมอว่า เส้นเขตแดนที่กำลังทะเลาะกัน มันถูกขีดขึ้นโดยคนอื่น มันมาทีหลัง มันเป็นจินตนาการและสิ่งสร้างในฝันที่ดูเหมือนจะสวยงาม ดังที่ เกษียร เตชะพีระ เคยกล่าวไว้ว่า ชาตินิยมจะมองเห็นก็ต่อเมื่อหลับตาลง เพราะแท้ที่จริงแล้วเส้นเขตแดน มันพาดผ่านทอดทับหมู่บ้าน ผู้คน กลุ่มชน และครอบครัวที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นั้นๆมานานแล้ว มันแบ่งแยกเราเขาที่พูดภาษาเดียวกัน เคยเป็นครอบครัวเดียวกัน เคยไปมาหาสู่ซื้อขายสินค้า พบปะสังสรรค์ มันอาจมีความสำคัญกับรัฐชาติสมัยใหม่ แต่ไม่ได้มีความสำคัญมากมายกับชีวิตผู้คนที่เขาอยู่ตรงนั้นมานานแล้ว ดังนั้น อย่าให้สิ่งที่มันเป็นเพียงจินตนาการที่มีประโยชน์ไม่มากมาทำลายชีวิตผู้คน การทำมาหากิน การได้ใช้ชีวิตปกติ ครอบครัว และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเลย
กลุ่มสันติภาพรณรงค์ร้องเพลงชาติถอยหลังต้านแนวคิดคลั่งสงคราม
ที่มา ประชาไท
กลุ่มไม่เอาสงครามฯ รณรงค์ต้านสงครามไทย-กัมพูชาต่อเนื่องที่สวนสันติภาพ พร้อมร้องเพลงชาติถอยหลัง เพื่อสะท้อนความเสื่อมของชาติที่เกิดจากรัฐบาลนำชาติเข้าสู่ภาวะสงคราม

เมื่อเวลา 17.00 น. เมื่อวานนี้ (9 ก.พ. 54) ที่บริเวณหน้าสวนสันติภาพ ถนนราชวิถี กลุ่มนักกิจกรรมอิสระที่เรียกตัวเองว่า "กลุ่มไม่เอาสงครามต้องการสันติภาพ" อันประกอบด้วยกลุ่มนักรณรงค์อิสระ กลุ่มเยาวชนหนุ่มสาว นักศึกษา และคนวัยทำงานที่ไม่นิยมความรุนแรง จำนวนประมาณ30-40 คน ได้จัดกิจกรรมต่อต้านสงครามไทย-กัมพูชาต่อเนื่องจากกิจกรรมครั้งก่อนที่จัดที่บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

กิจกรรมเริ่มต้นด้วยการติดโปสเตอร์แสดงการคัดค้านสงคราม ชูป้ายที่มีข้อความประท้วงที่สมาชิกแต่ละคนจัดเตรียมกันมาเอง และปูผืนผ้าสีขาวให้ประชาชนทั่วไปลงชื่อร่วมต่อต้านสงคราม พร้อมกับปราศรัยโดยใช้เครื่องขยายเสียงพกพา โดยสมาชิกในกลุ่มหลายคนผลัดกันยืนพูดบนเก้าอี้ไม้สีขาว มีการแสดงดนตรีโดยกิติเดช บัวศรี และดำ บุญมี ศิลปินอิสระ ร้องเพลงที่มีเนื้อหาใฝ่สันติภาพ ต่อจากนั้น กลุ่มประกายไฟการละครได้ร่วมแสดงละครเสียดสีกรณีพิพาทที่ชายแดนไทย-กัมพูชาด้วย ขณะที่กลุ่มคนหนุ่มสาวแจกใบปลิวต่อต้านสงครามเรียกร้องสันติภาพให้แก่ประชาชนทั่วไปที่เดินผ่านไปมาตลอดช่วงเวลาของกิจกรรม
จากนั้น น.ส.จิตรา คชเดช นักกิจกรรมด้านสหภาพแรงงานได้ชักชวนให้สมาชิกร่วมกันจุดเทียนเพื่อสันติภาพ และอ่านแถลงการณ์ที่ร่างขึ้นมาด้วยฉันทามติของกลุ่มฯ ผ่านทางหน้ากิจกรรมใน Facebook

สุดท้ายมีการร้องเพลงชาติถอยหลัง โดยผู้จัดกิจกรรมให้เหตุผลว่า เพื่อแสดงออกในเชิงสัญลักษณ์ต่อต้านการปลุกปั่นกระแสคลั่งชาติสร้างสถานการณ์ให้ประเทศเข้าสู่สภาวะสงคราม ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นการทำให้บ้านเมืองถอยหลังอีกด้วย
สมาชิกในกลุ่มทั้งหมดได้เดินเรียงแถวเป็นขบวนต่อกันพร้อมทั้งชูป้ายประท้วงเดินบนทางเท้าไปยังอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ แล้วแยกย้ายจากกันไปอย่างสงบในเวลาประมาณ 19.00น. เศษ
อนึ่ง มีนักกิจกรรมนักเคลื่อนไหวทางสังคม อาทิเช่น พันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ กิตติชัย งามชัยพิสิฐ พิภพ อุดมอิทธิพงศ์ และสมบัติ บุญงามอนงค์ มาร่วมรณรงค์ในฐานะมวลชนของกิจกรรมครั้งนี้ โดยไม่ได้มีบทบาทเป็นแกนนำแต่อย่างใด








สืบพยานจำเลย คดีผู้ออกแบบเว็บ "นปช.ยูเอสเอ" ศาลนัดพิพากษา 15 มี.ค.
ที่มา ประชาไท
ศาลไต่สวนคดีเว็บไซต์ นปช.ยูเอสเอ จำเลยเผยถูกตำรวจบังคับให้สารภาพ ยันไม่ได้เป็นผู้ดูแลระบบ และไม่ได้โพสต์ข้อความตามฟ้อง ด้านผู้เชี่ยวชาญอินเทอร์เน็ตได้ให้การเป็นพยานจำเลยด้วย โดยศาลนัดพิพากษา 15 มี.ค. นี้
วันนี้ (10 ก.พ. 54) ในการสอบพยานจำเลยคดีฟ้องนายธันย์ฐวุฒิ ทวีวโรดมกุล ผู้ออกแบบเว็บไซต์ นปช.ยูเอสเอ ว่ากระทำผิดพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์มาตรา 14, 15 และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112
นายธันย์ฐวุฒิ ทวีวโรดมกุล จำเลย ซึ่งให้การเป็นพยานตัวเองกล่าวว่า เขาเป็นเจ้าของบริษัทออกแบบและสร้างเว็บไซต์ ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่จะอยู่ในธุรกิจโรงแรมและท่องเที่ยว โดยเมื่อเดือนมีนาคม 2553 มีคนติดต่อเข้ามาผ่านหน้าเว็บ redthai.org ที่เขาดูแลอยู่ว่าให้ช่วยทำโลโก้และพื้นหลังของเว็บไซต์ หลังจากนั้นติดต่อกันผ่านทางอีเมล นายธันย์ฐวุฒิได้รับอีเมลเป็นลิงก์ที่เข้าถึงโปรแกรม FTP (File Transfer Protocol) ซึ่งเมื่อกดแล้วพบว่ามีแฟ้มข้อมูลอยู่หนึ่งแฟ้ม เมื่อเข้าไปแล้วก็คลิกต่อไปไม่ได้
หลังจากนั้น จำเลยถูกจับกุมในวันที่ 1 เม.ย. 53 ที่อพาร์ทเมนท์ของเขา โดยตำรวจบอกกับเขาว่าคดีนี้รุนแรงควรรับสารภาพ รวมทั้งเมื่อไปถึงสถานีตำรวจมีตำรวจนายอื่นกล่าวอีกว่า คดีนี้รุนแรงไม่น่าจะหลุด ให้รับสารภาพจะได้มาอยู่กับลูก ยิ่งคดีเสร็จเร็วก็จะได้กลับบ้านเร็ว แต่จำเลยไม่ยอมเซ็นสารภาพ ตำรวจจึงกล่าวกับเขาว่า "ให้มึงไปคิดคืนหนึ่ง ถ้าอยากกลับบ้านก็เซ็นซะ" คืนนั้นเขาและลูกชายวัย 10 ขวบนอนค้างที่สถานีตำรวจ ตอนเช้าเขาตื่นขึ้นเพราะมีคนเดินเข้ามาในห้องบอกกับเขาว่า เขาไม่รักในหลวง เขาเป็นบุคคลอันตราย จากนั้นก็เริ่มการสอบสวนต่อโดยตำรวจบอกเขาว่าให้รีบเซ็นเสียจะได้กลับไปอยู่กับลูกเหมือนเดิม ไม่งั้นประชาสงเคราะห์จะมารับตัวลูกไป
ในวันที่ 2 เม.ย. 53 เขาจึงเซ็นชื่อว่าเป็นผู้โพสต์ข้อความสองข้อความตามที่ฟ้อง สำหรับอีกข้อความหนึ่งซึ่งคาดว่าเป็นบทความของ ใจ อึ๊งภากรณ์ นั้น ตำรวจกล่าวว่าไม่ต้องเซ็นรับสารภาพเพราะมีวิธีจัดการวิธีอื่น และบอกให้เขาเขียนกำกับเอาไว้ว่า "เฉพาะข้อความนี้ข้าพเจ้าไม่ได้เป็นคนโพสต์"
ทั้งนี้ จำเลยได้กลับคำให้การในชั้นศาลว่า ที่จำเลยรับสารภาพในชั้นสอบสวนนั้นไม่เป็นความจริง จำเลยยืนยันในชั้นศาลว่าไม่ได้เป็นผู้ดูแลระบบ และไม่ได้โพสต์ข้อความตามฟ้อง
จากนั้น ในการสืบพยานจำเลยปากที่สอง ดร.จิตร์ทัศน์ ฝักเจริญผล อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เบิกความเป็นพยานผู้เชี่ยวชาญ
ศาลให้ ดร.จิตร์ทัศน์อ่านข้อมูลการจราจรที่เป็นหลักฐานในคดีนี้ ดร.จิตรทัศน์อธิบายว่า เอกสารดังกล่าวแสดง Log หรือปูมบันทึกเหตุการณ์ในอินเทอร์เน็ต ซึ่งจะสามารถบอกได้ว่า ในช่วงเวลาหนึ่งๆ มีผู้ใช้คอมพิวเตอร์หมายเลขไอพีหนึ่งเข้าสู่ระบบผ่านโปรแกรม FTP ซึ่งเป็นรูปแบบการให้บริการแบบหนึ่งบนอินเทอร์เน็ตที่ใช้สำหรับโอนย้ายแฟ้มข้อมูล คนทั่วไปก็สามารถใช้โปรแกรมนี้ได้
ศาลถามว่าการจะใช้โปรแกรม FTP ได้นั้นจำเป็นต้องมีรหัสผ่านหรือไม่ ดร.จิตร์ทัศน์กล่าวว่า มีทั้งแบบที่ต้องใช้รหัสผ่านและไม่ต้องใช้รหัสผ่าน ทั้งนี้รูปแบบการใช้งาน FTP นั้น เมื่อใส่ชื่อผู้ใช้เข้าไปแล้วหากเป็นระบบที่ตั้งไว้ว่าต้องใช้รหัสผ่าน ระบบจะส่งข้อมูลกลับมาถามอีกครั้ง แต่ในปูมหรือบันทึกดังกล่าวไม่ได้แสดงผลส่วนนี้ จึงไม่รู้ว่าผู้จัดทำข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์นี้ไม่ได้เก็บเอาไว้ หรือว่าไม่มีการใช้รหัสผ่าน ซึ่งเป็นได้ทั้งสองกรณี
ทั้งนี้ ข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ที่แสดงว่าเข้าสู่เว็บไซต์นปช.ยูเอสเอมีสองส่วน ส่วนแรกแสดงข้อมูลจราจรสามบรรทัด ทนายจำเลยถามว่า เอกสารจราจรคอมพิวเตอร์ดังกล่าวบอกได้หรือไม่ว่าเมื่อเข้าสู่ระบบแล้วไปโพสต์อะไร พยานผู้เชี่ยวชาญให้การว่า จากปูมดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า มีการล็อกอินเข้าไปแต่ไม่ได้ทำอะไร ศาลถามต่อว่าได้แสดงหรือไม่ว่ามีการโอนย้ายข้อมูล พยานผู้เชี่ยวชาญดูข้อมูลจราจรแล้วตอบว่า ไม่มี
ข้อมูลการจราจรส่วนที่สองนั้น ดร.จิตร์ทัศน์อธิบายว่า ข้อมูลดังกล่าวแสดงว่าผู้ใช้พยายามโอนไฟล์จากเครื่องตัวเองเข้าสู่ระบบ แต่ไม่รู้ว่าโอนสำเร็จหรือไม่ เพราะถ้าโอนสำเร็จจะต้องมีคำตอบกลับมาว่า 200 OK หรือ 250 OK กรณีนี้ไม่มีการยืนยันกลับมา
ทนายจำเลยถามต่อไปว่า หลักฐานภาพจากหน้าเว็บที่ระบุว่า wrtitten by admin นั้น มีความหมายว่าอะไร พยานตอบว่า หมายความว่าข้อความนั้นๆ ถูกโพสต์โดยผู้ใช้ที่ใช้ชื่อบนเว็บว่า admin ซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ดูแลระบบ เนื่องจากเว็บไซต์สมัยใหม่อนุญาตให้ผู้ใช้บริการตั้งชื่อตัวเองได้ แต่ส่วนใหญ่จะไม่สามารถตั้งซ้ำได้
การเบิกพยานจำเลยเสร็จสิ้นลงในวันนี้ ศาลนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 15 มีนาคม 2554
แอมเนสตี้ฯ เรียกร้อง รบ.ไทยยกฟ้องทุกข้อกล่าวหาต่อ ผอ.ประชาไท
ที่มา ประชาไท
ชี้การจับกุมและดำเนินคดีต่อ ‘จีรนุช’ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลมุ่งจัดการความเห็นของฝ่ายค้านให้เงียบเสียง ทั้งยังเป็น ‘ซีรีย์ล่าสุด’ ของการโจมตีเสรีภาพการแสดงความเห็นในประเทศไทย เหมือนยิง “คนนำสาร” ชี้รัฐบาลไทยกำลังละเมิดกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ซึ่งรัฐบาลไทยเคยลงนามรับรอง
เมื่อวันที่ 10 ก.พ. แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล หรือ องค์กรนิรโทษกรรมสากล เรียกร้องให้ทางการไทยยกฟ้องทุกข้อกล่าวหาต่อจีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไทและกระดานสนทนา โดยคดีดังกล่าวจีรนุชถูกตั้งข้อกล่าวหาเนื่องจากลบความเห็นหมิ่นเหม่ในกระดานสนทนาช้าเกินไป
"จีรนุชไม่ควรอยู่ในคอกจำเลย ความคิดเห็นท้ายข่าว ซึ่งเธอต้องกลายเป็นผู้รับผิดแทนนั้นไม่ควรถูกลงโทษห้ามแต่แรก โดยเฉพาะเมื่อความเห็นพวกนั้นโพสต์โดยบุคคลอื่น" เบนจามิน ซาแวคกี ผู้เชี่ยวชาญด้านประเทศไทยของแอมเนสตี้กล่าว
จีรนุชถูกตั้งข้อหาตามมาตรา 14 และ 15 ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ซึ่งตามกฎหมายดังกล่าวตัวกลางออนไลน์ก็ต้องรับผิดด้วย รวมทั้งผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISPs) และ ผู้ดูแลเว็บ โดยตามที่ระบุในกฎหมายยังรวมถึงผู้ที่สนับสนุนหรือยินยอมให้มีการโพสต์ข้อความที่เกี่ยวข้องความมั่นคงของชาติในระบบคอมพิวเตอร์ที่เขาเป็นผู้ดูแลด้วย
“การจับกุมและดำเนินคดีจีรนุชเป็นการแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไทยต้องการมุ่งจัดการความเห็นของฝ่ายค้านและฝ่ายที่ไม่นิยมรัฐบาลให้เงียบเสียงเพียงไร” ซาแวคกีกล่าว
“คดีของจีรนุชมีนัยยะสำคัญเพราะเป็นการคุกคาม และเป็นการ “ยิงคนนำสาร” นอกเหนือไปจากการพยายามเอาผิดกับข้อความด้วย” ซาแวคกีกล่าว “นอกจากนี้ยังเป็นซีรีย์ล่าสุดของการโจมตีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประเทศไทย ในรอบไม่กี่ปีมานี้ด้วย”
ทั้งนี้กระทรวงไอซีทีได้ประกาศในเดือนมิถุนายนปี 2553 ว่า ได้บล็อกเว็บไซต์ไปแล้ว 43,908 เพจ ในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ ในเดือนต่อมาประชาไทได้ปิดเว็บบอร์ดการแสดงความคิดเห็นของตน เนื่องจากถูกกดดันและเซ็นเซอร์อย่างหนักโดยรัฐบาล ทั้งนี้เฉพาะปี 2553 เป็นต้นมา ประชาไทถูกดำเนินคดีเพิ่มตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ อีก 5 ข้อหา รวมเป็น 15 ข้อหาหากนับตั้งแต่ปี 2550
ทั้งนี้การจับกุมและตั้งข้อหาจีรนุช เกิดขึ้นในเดือนมีนาคมและเมษายน 2552 หลังจากมีผู้แสดงความเห็นในเว็บบอร์ดประชาไทในเดือนเมษายนและสิงหาคมปี 2551 จีรนุชถูกกล่าวหาแยกเป็น 10 คดี แต่ละคดีต้องโทษจำคุกสูงสุด 5 ปี ทั้งนี้ประชาไทประเมินว่าในปี 2551 มีความเห็นใหม่ๆ ราว 2,500 ความเห็นถูกโพสต์ในเว็บไซต์ โดยที่จีรนุชเป็นผู้ดูแลเว็บบอร์ดในช่วงนั้น โดยเหตุที่ยกมากล่าวหาต่อจีรนุชก็คือ ปล่อยให้มีความเห็นดังกล่าวค้างอยู่ในเว็บไซต์เป็นเวลา 1 ถึง 20 วัน
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลระบุว่า หากจีรนุชถูกตัดสินให้มีความผิดและต้องโทษจำคุก จะเป็นนักโทษที่ต้องโทษเพียงเพราะเป็นผู้แสดงออกซึ่งเสรีภาพในการแสวงหา ได้รับ และติดต่อสื่อสารเพื่อข้อมูลและแนวคิดต่างๆ” ซึ่งเป็นเสรีภาพซึ่งได้รับการการันตีอยู่ในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (the International Covenant on Civil and Political Rights)
“ขณะที่ประเทศไทยได้ลงนามในกติการะหว่างประเทศดังกล่าว ดังนั้น “ความมั่นคงของชาติ” และ “กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ไม่ควรถูกใช้เพื่อละเมิดเสรีภาพและเพื่อทำให้การวิพากษ์วิจารณ์ต้องเงียบเสียง” ซาแวคกีกล่าว
ประท้วงตรงโน้น หนาวถึงคนตรงนี้
ที่มา Thai E-News
ได้เวลาหรือยังที่จะหันมาติดตามข่าวการประท้วงในอียิปต์ ต่อการปกครองแบบเผด็จการต่อเนื่องยาวนานตั้งแต่สมัยฟาโรห์ มาจนถึงเผด็จการซ่อนรูปในหน้าฉากประชาธิปไตยจอมปลอมของอียิปต์ ได้เวลาหรือยังที่จะศึกษาการออกมาประท้วงในแบบที่ไม่ต้องมีการเจรจา ปรองดองอะไร ไม่ยอมถูกหลอก ไม่ยอมให้แกนนำใดๆไปยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มต่อสู้
โดย Pegasus
เสียงชาวอียิปต์ที่ตะโกนผ่านรายการ บีบีซี ว่า “เราต้องการอิสรภาพ เราต้องการเสรีภาพ เราเป็นเผด็จการมาห้าพันปีแล้ว...”
คนไทยโชคดีกว่าชาวอียิปต์มากมาย เรามีอิสรภาพ และประชาธิปไตยอย่างน้อยก็ 5 เดือน 13 วัน ตั้งแต่ 24 มิถุนายน 2475 และสิ้นสุดลงเมื่อ 10 ธันวาคม 2475
บัดนี้มีเรื่องสะเทือนขวัญเกิดขึ้นในโลกนี้ ถึงขนาดบางประเทศต้องเปิดสงครามกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของคนในชาติออกไปจากเรื่องน่าหวาดหวั่นนี้
นั่นก็คือการปฏิวัติของประชาชนทั่วทั้งโลก และจะเชื่อหรือไม่ว่า ได้แรงบันดาลใจบางส่วนมาจากการประท้วงของพี่น้องเสื้อแดงนี่เอง
การประท้วงนี้ระบาดอยู่ในอัฟริกาเหนือ ตั้งแต่ ตูนิเซีย เยเมน จอร์แดน ซีเรีย ลิเบีย มากบ้างน้อยบ้าง ส่วนใหญ่ผู้ประท้วงสามารถไล่รัฐบาลได้สำเร็จมาตลอด
มาจนถึงอียิปต์ ที่เป็นจุดสำคัญเพราะเป็นจุดยุทธศาสตร์ของโลก ที่สหรัฐและโลกอาหรับต่างเฝ้าจับตามอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐฯ ซึ่งมองว่าระบอบของมูบารัค จะรักษาเสถียรภาพในภูมิภาคไว้ได้
ส่วนมูบารัคก็คิดว่ามีสหรัฐหนุนหลังจะทำอะไรก็ได้ คล้ายๆกับในบางประเทศล้าหลังอื่นๆเช่นกัน ทั้งๆที่ ไม่มีประเทศไหนอีกแล้วที่สหรัฐจะแคร์มากเท่ากับอียิปต์
มาดูวิธีการที่สื่อต่างประเทศทั้ง ซีเอ็นเอ็น บีบีซี และ อัลจาซีร่า ทำข่าวกันตั้งแต่ตอนที่ผู้เดินขบวนยังไม่มาก มาจนถึงกว่าครึ่งเดือนแล้ว ตั้งแต่การปะทะระหว่างผู้ประท้วงกับตำรวจ และพวกสนับสนุนมูบารัค ซึ่งออกมากล่าวว่า พวกตนมาเรียกร้องความจงรักภักดี และ ความสงบสันติ ซึ่งมาพร้อมกับก้อนหิน ระเบิดขวดแบบโมโลตอฟฯ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงที่ปลอมตัวเป็นพลเรือนแล้วยิงปืนใส่ผู้ประท้วงจนปัจจุบัน
กลุ่มสิทธิมนุษยชนสากลกล่าวว่ามีผู้เสียชีวิตไปแล้ว 297 คนและบาดเจ็บกว่า 4000 คน ในขณะที่ข่าวเป็นทางการนับได้สิบคนเท่านั้นเป็นต้น
สื่อต่างประเทศถูก นักวิชาการสายเหยี่ยวของมูบารัคบอกว่า ทำข่าวบิดเบือน ฝ่ายมูบารัคมีแต่ความสันติ ฝ่ายประท้วงเป็นคนก่อความวุ่นวาย
นักข่าวถามว่า แล้วที่ถูกจับได้ว่า เป็นเจ้าหน้าที่ของทางการหลายต่อหลายคนหมายความว่าอย่างไร คำตอบคือ ต้องสืบสวนความจริงอย่าเชื่อที่ฝ่ายประท้วงสร้างขึ้นมา
ยังมีการใส่ร้ายป้ายสีต่างๆในรูปแบบเดิมของฝ่ายเผด็จการ เช่น ผู้ประท้วงเป็นฝ่ายนิยมความรุนแรง มีต่างชาติชักใยอยู่เบื้องหลัง มีอาวุธในที่ชุมนุม ฯลฯ ช่างเหมือนกับการใส่ร้ายป้ายสีของประเทศไทยต่อผู้ชุมนุมเสื้อแดงเป็นอย่างมาก
ที่น่าสนุกคือ สื่อต่างชาติมีดวงตาเห็นธรรม หรือ ตาสว่างแล้วจากการทำการแบบสมคบคิดของไทยในตอนเมษาฯ 52 และ เมษา พฤษภา 53 ถึงกลเม็ด อุบายของฝ่ายเผด็จการในวิธีการต่างๆนี้
จนทำให้ผู้เขียนสงสัยว่า มีมือสร้างสถานการณ์ไทย ไปรับจ้างมูบารัคสร้างเรื่องหรือเปล่า ทั้งเอาตำรวจมาปลอมตัวใส่เสื้อพลเรือน(เสียดายไม่ได้สีน้ำเงิน) ขว้างหิน ยิงปืนใส่ ฯลฯ เป็นการยั่วยุให้เกิดการปะทะฯลฯ วันที่มีการปิดล้อมทุกด้าน แล้วเอาพวกสนับสนุนมูบารัคเข้าโจมตีฝ่ายประท้วงถึงสองวัน ตอนที่ผู้ประท้วงมีจำนวนลดลง
น่าจะเป็นบทเรียนสำหรับฝ่ายเสื้อแดงต่อไปว่า ต้องไม่ให้มีใครมาปิดล้อมได้เหมือนเดิม(6 ตุลา 19 และ ปี 52 กับ 53... เอ๊ะทำไมทำผิดซ้ำซากอยู่ก็ไม่ทราบได้) วันนั้นคิดว่า ฝ่ายประท้วงจะลดลงแล้วเหมือนของเรา แต่วันรุ่งขึ้นคนมาร่วมจำนวนมหาศาล
นี่คือความแตกต่างกับฝ่ายเสื้อแดงเรา ตอนที่เขียนบทความนี้ได้มีการผลัดเปลี่ยนกันมาชุมนุม และขยายตัวเต็มพื้นที่แล้ว น่าชมเชยและเห็นชัยชนะอยู่ไม่ไกล
สิ่งหนึ่งที่ชาวเสื้อแดงมักบ่นกันคือ เผด็จการมีสหรัฐหนุนหลัง จะสู้ได้อย่างไร ก็ขอให้มองอียิปต์ เขาสู้อย่างทรหดตั้งแต่มีการปะทะกันมาถึงกว่าครึ่งเดือนแล้ว โดยพูดประโยคที่เหมือนมาจากสวรรค์สองคำคือ “ไม่มีการเจรจา ออกไปเดี๋ยวนี้”
นอกจากนั้นไม่รับรู้การเจรจาลวงๆระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้าน ฯลฯ (เหมือนกันทั่วโลก พวกเผด็จการ ดังนั้นขอให้ศึกษาบทเรียนจากอียิปต์แล้วอย่าพลาดซ้ำซากอีกต่อไป)
สื่อสหรัฐทุกสายได้โจมตีวิธีการโกหกของรัฐบาลเผด็จการที่ใช้ออกมา ไม่ว่าจะเรื่องการก่อการร้าย การมีอาวุธ การชุมนุมโดยมีอาวุธ ฯลฯ สื่อทุกค่ายไปเที่ยวรายงานแล้วแสดงให้ดูว่า ไม่เคยมีอาวุธในกลุ่มผู้ประท้วงเลย และชี้ชัดว่า ความรุนแรงเกิดขึ้นจากฝ่ายรัฐบาล(หมายถึงตอนเริ่มชุมนุมก็สงบดี แต่พอพวก สงบ สันติ อหิงสา ออกมาก็เริ่มขว้างปา ขว้างระเบิด ยิงปืนใส่ รวมถึงการขี่ม้า ขี่อูฐ เอารถตำรวจพุ่งเข้าชน ฯลฯ)
เหตุการณ์เหล่านี้ในที่สุดรัฐบาลสหรัฐก็พูดซ้ำๆให้มูบารัคลาออกทันทีตามที่ผู้ประท้วงต้องการ แต่แน่ล่ะเผด็จการที่ไหนจะเชื่อ ก็ลองติดตามกันดูว่าสหรัฐจะมีน้ำยา น้ำพริกอะไรหรือไม่ต่อไป แต่ที่แน่ๆ ไม่ช่วยฝ่ายเผด็จการแน่
ประเด็นที่น่าสนใจคือ แล้วอียิปต์จะกลายเป็นรัฐอิสลามหรือไม่ ซึ่งฝ่ายค้านของอียิปต์จะนิยมอิหร่านสายปกครองด้วยกฎศาสนา แต่ผู้ประท้วงคนหนึ่งอายุ 16 ปีโทรศัพท์ไปยัง ซีเอ็นเอ็นกล่าวว่า ผมไม่เคยดูข่าวอะไรมาก่อน แต่พอเกิดเรื่องได้รับข่าวจากทางอินเตอร์เนทเท่านั้น (คุ้นๆกับประเทศเผด็จการบางประเทศหรือไม่ครับ) ขอขอบคุณซีเอ็นเอ็นที่ได้ให้ความจริงกับผม ผมไม่ใช่พวกคลั่งศาสนา ผมต้องการเพียงเสรีภาพเท่านั้น ผมไปประท้วงไม่เกี่ยวอะไรกับความต้องการรัฐอิสลาม...
ตอนที่ชาวมุสลิมก้มลงละหมาด ก็มีผู้ประท้วงชาวคริสต์จับมือล้อมกันอยู่รอบๆเพื่อคอยระวังภัยให้ เห็นแล้วน่าประทับใจอย่างยิ่ง
ยังมีอะไรๆอีกมากมายในการประท้วงครั้งนี้ที่น่าสนใจ เสียดายที่คนไทยส่วนใหญ่คงไม่ได้เห็น เพราะการสร้างความตื่นตกใจและสร้างเรื่องไทยปะทะกัมพูชาขึ้นกลบข่าวนี้ และก็ขอโทษด้วยนะครับ สื่อนอกเขาทันเกมส์เผด็จการนี้ ซีเอ็นเอ็น เขาเฉยๆเรื่องชายแดนไทย แถมรู้กันภายในว่า ไทยสร้างสถานการณ์เพื่ออะไรบางอย่าง จะเป็นรัฐบาลแห่งชาติ นายกพระราชทาน หรือไม่ไหวก็ยึดอำนาจก็ว่ากันไป
ที่แสบทรวงคือ สำนักข่าวอัลจาซีร่า รายงานว่าไทยเป็นฝ่ายเปิดฉากการยิงใส่กัมพูชาก่อน
สื่อไทยเองก็ไม่ใช่ย่อย ไปเที่ยวสัมภาษณ์เจาะลึกพบว่า ชาวบ้านบอกว่าพันธมิตรเป็นคนสร้างเหตุบ้างล่ะ มีคนเห็นทหารเอาอาวุธ หรือรถถังไปวางไว้ใกล้ๆวัด กับโรงเรียนเพื่อล่อให้กัมพูชายิงมาใส่วัด ใส่โรงเรียนบ้างล่ะ (คงเห็นภาพโรงเรียนถูกยิงไปแล้ว สิ่งนี้เขาทำเพื่อให้กัมพูชาทำผิดกฎหมายระหว่างประเทศที่ห้ามยิงใส่เป้าหมายพลเรือน แต่ในทางกลับกันชาวบ้านเขาก็ด่าว่า แล้วเอาอาวุธไปไว้ตรงนั้นทำไม ทำไมไม่สู้แบบซึ่งๆหน้า...คำตอบจากฝ่ายทหารก็คงเป็นแบบว่า...แหม ก็กัมพูชาเขามีปืนนี่ตัวเอง เค้าก็ไม่กล้าไปสู้แบบลูกผู้ชายสิ เธอ)
บทความนี้เป็นครั้งแรกที่ได้เขียนหลังจากการล้อมปราบที่ราชประสงค์แล้ว ด้วยความเบื่อหน่ายในอารมณ์ ที่เห็นเหตุการณ์ซ้ำซาก แต่ไม่มีใครยอมอ่านประวัติศาสตร์ เก่งแต่การขึ้นเวทีปราศรัยกันเท่านั้น มามีกำลังใจขึ้นก็ตรงการต่อสู้ของพี่น้องชาวมุสลิมในอัฟริกาเหนือนี่เอง พอมาเห็นอียิปต์แล้วจึงพอมีกำลังใจที่จะติดตามข่าวสารการเมืองขึ้นมาบ้าง ด้วยว่าจะมีบทเรียนเป็นรูปธรรมสำหรับชาวเสื้อแดงที่จะเดินกันข้างหน้าต่อไปได้ถูกต้อง ที่สำคัญจะได้ไม่ต้องกังวลว่าจะมีใครมาเป็นแกนนำอีก ไม่สำคัญแล้ว โดยจะขอเล่าความเป็นมาของเหตุที่เกิดต่อไปนี้
เดิมเมื่อกลางปีก่อน มีนักธุรกิจถูกตำรวจลากจากร้านเน็ทไปซ้อมจนตายแล้วเรื่องเงียบ ก็มีพนักงานของกูเกิลคนหนึ่ง ตั้งหัวข้อในเฟสบุ๊กในทำนองว่า เราทุกคนก็เป็นเช่น (ซื่อ) นั้น แล้วก็มีคนมาร่วมกัน แสนสามหมื่นคน คนแค่แสนกว่าคนนี้ พูดกันเรื่องความไม่ยุติธรรม การกดขี่ การไร้เสรีภาพ พูดไปพูดมาก็เป็นที่มาของการประท้วงนี้
เห็นหรือไม่ครับ ใช้คนไม่มากเลย กรณีของไทยแค่เรื่อง เด็กไม่มีใบขับขี่ เส้นใหญ่ชอบเล่นบีบี ยังมีคนไปตามถล่มทีเดียว สามแสนคน กว่าสองเท่าของอียิปต์
ตอนนี้พนักงานกูเกิลคนนี้ถูกปล่อยตัวออกมาแล้ว หลังถูกจับไปตั้งแต่เริ่มเกิดประท้วง แล้วคนประท้วงไม่มีแกนนำเลย นอกจากพนักงานกูเกิลนี้ เลยขอให้มาเป็นโฆษกของกลุ่มประท้วง ไม่งั้นเกรงว่า จะมีคนสวมรอย ซึ่งแน่ละคือพวกนักการเมืองฝ่ายค้านเป็นสำคัญ ซึ่งผู้ประท้วงไม่ยอมไว้ใจอีกต่อไป แถมยังพยายามจูงไปเป็นรัฐอิสลามเสียอีก
ในการสัมภาษณ์ซีเอ็นเอ็นถาม พนักงานคนนี้เข้าใจว่าชื่อ กาอิม ว่า คิดอย่างไรกับคนตาย เขาร้องไห้และบอกว่าเขาเสียใจกับผู้สูญเสียแต่ไม่เสียใจกับสิ่งที่ได้ทำลงไป และจะสู้เพื่อเสรีภาพ
ท่านผู้อ่านครับ ได้เวลาหรือยังครับที่จะหันมาติดตามข่าวการประท้วงของพี่น้องชาวโลก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในอียิปต์ต่อการปกครองแบบเผด็จการต่อเนื่องยาวนานตั้งแต่สมัยฟาโรห์มาจนถึงเผด็จการซ่อนรูปในหน้าฉากประชาธิปไตยจอมปลอมของอียิปต์

ได้เวลาหรือยังที่จะศึกษาการออกมาประท้วงในแบบที่ไม่ต้องมีการเจรจา ปรองดองอะไร ไม่ยอมถูกหลอก ไม่ยอมให้แกนนำใดๆไปยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มต่อสู้
ประการสำคัญคือได้เวลาหรือยังที่จะลองคิดถึงสาเหตุปัญหาที่ทำให้เผด็จการมีอำนาจต่อเนื่องยาวนานของแต่ละประเทศเช่นของอียิปต์ สาเหตุมาจากประธานาธิบดีมูบารัค ของประเทศอื่นๆ สาเหตุมาจากไหน ได้เวลาที่จะพูดถึงสาเหตุของปัญหานั้นๆจริงๆหรือยัง ไม่ใช่อ้อมๆแอ้มๆกัน อย่างทุกวันนี้
ในความเห็นของผู้เขียนเอง การไม่เป็นประชาธิปไตยของไทยเกิดจากรัฐธรรมนูญสองฉบับสำคัญ
ฉบับแรกคือการยกเลิกการกำหนดให้การปฏิบัติพระราชกรณียกิจใดๆของพระมหากษัตริย์ต้องมีการลงนามร่วม (counter signature) โดยคณะกรรมการราษฎร(คณะรัฐมนตรี) ตามรัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม 2475 ทำให้อำนาจของรัฐบาลและฝ่ายประชาชนหมดลง
ในฉบับที่สองคือการยึดอำนาจของพรรคการเมืองเก่าแก่ร่วมกับทหารกับบางส่วนของคณะราษฎรที่ทะเลาะกัน(เหมือนตอนนี้ของฝ่ายแกนนำเสื้อแดง)และทรยศหันมาเข้าข้างฝ่ายเผด็จการ ทำการรัฐประหารในปี 2489 แล้วสร้างกลไกสำคัญได้แก่ คณะอภิรัฐมนตรีต่อมาเปลี่ยนเป็นคณะองคมนตรี ซึ่งมีบทบาททางการเมืองนอกรัฐธรรมนูญตลอดมา ทั้งการทำให้เกิดรัฐประหารต่อรัฐบาลจอมพลแปลก พิบูลสงคราม โดยจอมพลสฤษดิ์ ฯลฯ การใช้ทหารเป็นผู้คุมอำนาจแทน ฯลฯ หรือยึดอำนาจเมื่อเห็นว่าฝ่ายประชาชนแข็งแรงขึ้น
การที่จะตัดวงจรอุบาทว์หรือการยึดอำนาจก็คือการย้อนคืนกลับไปสู่รัฐธรรมนูญของคณะราษฎรเพื่อเริ่มต้นการอภิวัฒน์ต่อ ก็เท่านั้นเอง
ส่วนการเรียกร้องในการเดินขบวนประท้วงครั้งต่อไปก็ทำได้ในกรอบของรัฐธรรมนูญคือการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจนดังนี้
ประการที่หนึ่ง ขอให้ยกเลิกหมวดที่เกี่ยวข้องกับคณะองคมนตรี และให้คณะรัฐมนตรีรับหน้าที่แทนเหมือนกับสมัยก่อน 2489
ประการที่สอง ให้คณะกรรมการอิสระและผู้ที่มาจากการแต่งตั้งหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ออกจากตำแหน่งทั้งหมด ได้แก่ กกต ปปช วุฒิฯแบบแต่งตั้ง เป็นต้น แล้วให้ สหประชาชาติส่งผู้แทนมาทำหน้าที่แทน
ประการที่สาม ให้รัฐสภาให้สัตยาบันการเป็นสมาชิกภาคีธรรมนูญกรุงโรมเพื่อให้มีการสอบสวนการละเมิดสิทธิมนุษยชนและเป็นหลักประกันว่าจะไม่เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนในไทยอีกต่อไปตราบชั่วกาลนาน
ประการที่สี่ ให้ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ภายใน 1 เดือน ให้รัฐบาลนี้แหละรักษาการณ์ไม่ต้องรีบออกไปไหน แต่การยุบสภาก็เพื่อให้ประชาชนได้ใช้เสรีภาพของตนอย่างเต็มที่ ที่จะกำหนดชะตาชีวิตของตนเอง
ข้อเรียกร้องดังกล่าวนี้ไม่ยากเกินไป ผู้เขียนได้ฟังบางส่วนจากการสนทนากันของเหล่าเสื้อแดง จึงได้นำมาเรียบเรียงไว้เป็นแนวทาง
จะเห็นได้ว่า มีคนต้องออกจากตำแหน่งเนื่องจากการยุบเลิกองค์กร และลาออกตามความจำเป็นจำนวนไม่ถึงร้อยคนเท่านั้น การให้สัตยาบันต่อศาลโลกก็ง่ายๆแค่ยกมือ การยุบสภาฯก็ไม่เสียหายอะไรเพราะบอกว่าจะยุบอยู่แล้ว ไม่ด้วยเวลานี้ก็ด้วยหมดเวลา แต่การให้ยุบสภานี้ก็เพื่อป้องกันการสร้างเรื่องขอยึดอำนาจตัวเองเท่านั้น
ปัญหามีอยู่นิดเดียวว่า มวลชนพร้อมแล้ว แกนนำพร้อมหรือยัง หรือว่า จะให้มวลชนเริ่มประกาศการออกมชุมนุมกันเองอย่างยืดเยื้อได้แล้ว โดยมีข้อเรียกร้องดังกล่าวข้างต้นอย่างง่ายๆ แต่มีการเตรียมตัวพร้อมรับการเข่นฆ่าอีกครั้งอย่างไม่ประมาท ไม่ยอมให้ล้อม หาช่องทางให้สื่อต่างประเทศถ่ายภาพที่ชุมนุมได้ตลอดเวลา เพื่อเป็นการป้องกันตัวจากการลอบทำร้ายอย่างที่ทำกันได้อย่างดีในอียิปต์หรือไม่
ผู้เขียนเชื่อว่า ครั้งต่อไปนี้สื่อต่างประเทศจะมีส่วนร่วมในการโค่นล้มเผด็จการในประเทศไทยได้แน่นอน เพราะมีประสบการณ์ต่างๆครบถ้วนแล้ว
ทหารไทยเองก็จะยากที่จะออกมาฆ่าใครส่งเดชได้ เพราะเท่าที่โดนรัฐบาลหักหลัง จะจับขึ้นศาลเพื่อปัดภาระให้พ้นตัวนี่ก็ทำให้เข็ดหลาบไปเยอะแล้ว
ดังนั้น ณ เวลานี้ ฝ่ายเผด็จการอ่อนกำลังจนไม่เหลืออะไรเป็นที่พึ่งแล้ว สหรัฐก็ชัดเจนแล้วว่า เลือกประชาชนมากกว่าสมุนรับใช้ คำถามคือ แกนนำ ท่านทำอะไรกันอยู่
สำหรับมวลชน ขอให้ร้องเพลงของเบิร์ด ทำตัวเบิร์ดๆ ในทำนองว่า
“ประท้วงตรงโน้น หนาวถึงคนตรงนี้” ได้แล้ว
เครือข่ายเสื้อแดงโลกเตือนDSIยุติไล่ล่าแดงต่างแดน จ่อดำเนินคดีกงสุลLAฐานเป็นมาเฟียเหนือกม.สหรัฐ
ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
10 กุมภาพันธ์ 2554
ตามที่ไทยอีนิวส์ได้นำเสนอข่าว DSIเบ่งกล้ามข้ามโลก ส่งกงสุลข่มขู่ขบวนการของคนเสื้อแดงในแอลเอ หลังจัดตาสว่างกลางอเมริกา เหตุการณ์อเมื่อวันที่ 7 ก.พ.ที่ผ่านมา นายคมกฤช จองบุญวัฒนา (ซ้าย) บุกไปหาคนเสื้อแดงแอลเอ ถึงที่พักโดยมิได้นัดหมาย ตอนแรกอ้างตัวมาจากDSI พอซักหนักเข้ายอมรับว่าเป็นกงสุลไทยประจำแอลเอ โดยแจ้งว่าเดือนหน้าDSIจะมาเอง ให้ไปให้การกรณีเสื้อแดงแอลเอจัดงาน แล้วเชิญนายจักรภพ เพ็ญแข โฟนอินมาสนทนาตั้ง 2 ปีมาแล้ว แต่คนเสื้อแดงอเมริกากังขาว่าเป็นการมาคุกคามมากกว่า เพราะเสื้อแดงในอเมริกากำลังขยายตัวเติบใหญ่ท้าทายระบอบปกครองเผด็จการอำมาตย์ในไทย
ล่าสุดเครือข่าวคนเสื้อแดงทั่วโลกได้ออกแถลงการณ์ฉบับหนึ่ง เตือนให้สถานกงสุลไทยประจำแอลเอ ,DSI และรัฐบาลเผด็จการของไทย ยุติการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ทั้งแจ้งว่า จะดำเนินคดีต่อสถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอส แองเจลีส อันมี นายดำรง ใคร่ครวญ เป็นผู้รับผิดชอบ และกรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยนายธาริต เพ็งดิษฐ์ และรัฐบาลไทย โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โทษฐานละเมิดสิทธิมนุษยชน และล่วงล้ำอำนาจแห่งกระบวนการยุติธรรมของสหรัฐอเมริกา
โดยรายละเอียดแถลงการณ์มีดังนี้
แถลงการณ์ของเครือข่ายคนเสื้อแดงทั่วโลก:DSI โปรดสำเหนียก
ท่ามกลางสถานการณ์จุดไฟสงครามกับเพื่อนบ้านในการยิงปืนใหญ่ และระเบิดโต้ตอบกับกองกำลังทหารเขมรที่อำเภอกันทลักษณ์ใกล้ปราสาทพระวิหาร อันทำให้ชาวบ้านที่เคยอยู่อย่างสงบสุขนับร้อยครอบครัวต้องอพยพหลบภัยละทิ้งที่อยู่อาศัย ในขณะที่ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในเมืองต้องเผชิญกับปัญหาสินค้าอุปโภคบริโภคขึ้นราคาสูงผิดปกติ แล้วยังขาดแคลนไม่มีจำหน่าย
รัฐบาลไทยชุดปัจจุบันที่ได้ชื่อว่า “เทพประทาน” อันมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง และนายกษิต ภิรมย์ เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ กำลังประกอบกรรมทำเข็ญอีกทางหนึ่ง นอกเหนือจากที่ได้ทำการสังหารประชาชนที่คิดต่างไปแล้วอย่างน้อย ๙๑ ราย บาดเจ็บกว่าสองพัน ในการขอคืนพื้นที่สี่แยกคอกวัว วันที่ ๑๐ เมษายน ไปถึงการกระชับพื้นที่ราชประสงค์วันที่ ๑๙ พฤษภาคม ปี ๒๕๕๓
บัดนี้หน่วยงานลักษณะเกสตาโปของรัฐบาลอภิสิทธิ์ ภายใต้สมัญญานามว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ของนายธาริต เพ็งดิษฐ์ ซึ่งรับช่วงปฏิบัติการมาจากศูนย์อำนวยการภาวะฉุกเฉิน (ศอฉ.) ในการตามล้างตามผลาญคนเสื้อแดงผู้เรียกร้อง และต้องการประชาธิปไตย ให้บ้านเมืองบังคับใช้กฏหมายอย่างเที่ยงตรงไม่เป็นสองมาตรฐานนั้น
ได้ทำตัวเป็นดั่งมาเฟีย ส่งคนออกไปคุกคามข่มขู่นักกิจกรรมเพื่อประชาธิปไตยเสื้อแดงถึงในนครลอส แองเจลีส สหรัฐอเมริกา
ปรากฏว่าเมื่อวันจันทร์ที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ นี้เองได้มีเจ้าหน้าที่สถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอส แองเจลีสนายหนึ่งนามว่า คมกฤช จองบุญวัฒนา ไปเคาะประตูขอคุยกับนักกิจกรรมเสื้อแดงคนหนึ่งถึงอพ้าร์ตเม้นต์ที่พัก แรกทีเดียวเจ้าหน้าที่นายนี้อ้างตัวว่าเป็นคนของดีเอสไอ หลังจากพูดคุยซักถามรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับการจัดอภิปรายโดยนายจักรภพ เพ็ญแข นานมาแล้ว นายคมกฤชจึงยอมรับว่าตนเป็นเจ้าหน้าที่ประจำสถานกงสุลที่รับงานมานัดหมายเรียกตัวนักกิจกรรมดังกล่าวให้ไปพบเมื่อเจ้าหน้าที่ดีเอสไอเดินทางมาถึง
การกระทำดังกล่าวของเจ้าหน้าที่สถานกงสุลไม่เพียงแต่ล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชนของบุคคล แล้วยังบังอาจใช้วิธีการซ่อนเร้น อีแอบ และหมกเม็ด ในการคุกคาม และข่มขู่ต่อพลเมือง หรือผู้อยู่อาศัยถาวรของประเทศที่ยึดมั่นในหลักการแห่งอธิปไตยของปัจจเจกชนอย่างเปี่ยมล้นเช่นสหรัฐอเมริกา
การกระทำอย่างอุกอาจละเมิดสิทธิอาณาเขต และก้าวร้าวต่อบุคคลเชื้อชาติไทย โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลทำนองนี้ เคยปรากฏมาแล้วเมื่อไม่นานมานี้ตามรายงานข่าวที่ปรากฏในไทยอีนิวส์กลางปีที่แล้ว ว่าเจ้าหน้าที่ดีเอสไอสองคนเดินทางมานครลอสแองเจลีสผ่านทางสถานกงสุล ได้ติดต่อเข้าสอบสวนพลเมืองอเมริกันเชื้อสายไทยนายหนึ่ง ถึงกรณีที่เขาเคยเข้าไปเล่นเว็บที่มีการวิจารณ์สถาบันกษัตริย์ไทยนานนับสิบปีมาแล้ว ชาวอเมริกันเชื้อสายไทยผู้นั้น ได้ทำการฟ้องร้องทางการไทยต่อหน่วยงานสิทธิมนุษยชน ขณะนี้คดีความไปถึงกรรมาธิการรัฐสภาสหรัฐแล้ว
สำหรับกรณีที่เพิ่งเกิดขึ้นอีกในลอส แองเจลีสนี้ ได้มีการส่งข่าวแพร่หลายไปตามเว็บไซ้ท์ และกลุ่มเรียกร้องประชาธิปไตยไทยทั่วสหรัฐ (Red in USA) อย่างรวดเร็วภายใน ๒๔ ชั่วโมง และได้มีการทำหนังสือเวียนส่งถึงชาวอเมริกันอื่นๆ โดยกลุ่มRed USA/Chicago ใจความตอนหนึ่งว่า
“There were many cases of human rights violations. Draconian Les Majeste laws were used to silence freedom of speech. Thousands and thousands of web sites were closed or blocked. Intimidations were wide spread. Thai Media were afraid to speak the truth.
.................
If you think Egypt is worst--- Thailand is far worst. ...”
ส่วนในลอส แองเจลีส กลุ่ม Red USA/LA ได้ปรึกษากันแล้วเห็นว่า การที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ผ่านทางสถานกลสุลใหญ่ แอล.เอ. กระทำการก้าวก่ายสิทธิส่วนบุคคล โดยบังอาจจัดให้มีสายไปเรียกตัวบุคคลเพื่อการสอบสวนทางอาญา โดยไม่ผ่านกระบวนการทางกฏหมายของประเทศที่เขาอยู่อาศัยเช่นนี้ เป็นการละเมิดต่อสิทธิ และเสรีภาพส่วนบุคคลอย่างร้ายแรง
แล้วยังคุกคามความสงบสุขของคนกลุ่มใหญ่ เนื่องจากมีคนเชื้อชาติไทยในนครแห่งนี้เป็นจำนวนมากที่พร้อมใจในการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยสำหรับประเทศไทย และร่วมกันดำเนินกิจกรรมในนามของเสื้อแดงอย่างสม่ำเสมอ การข่มขู่สมาชิกคนใดคนหนึ่งย่อมเป็นการเขย่าขวัญคนทั้งกลุ่มพร้อมกันไปโดยปริยาย
ดังนี้กลุ่ม Red USA/LA จึงเห็นพ้องกันที่จะดำเนินคดีต่อสถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอส แองเจลีส อันมีนายดำรง ใคร่ครวญ เป็นผู้รับผิดชอบ กรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยนายธาริต เพ็งดิษฐ์ และรัฐบาลไทย โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โทษฐานละเมิดสิทธิมนุษยชน และล่วงล้ำอำนาจแห่งกระบวนการยุติธรรมของสหรัฐอเมริกา
ทั้งนี้ได้มีการติดต่อกับทนายความผู้เชี่ยวชาญเรื่องคดีสิทธิมนุษยชน สังกัดสำนักทนายใหญ่แห่งหนึ่งของนครลอส แองเจลีสแล้ว ส่วนรายละเอียดของรูปคดีและขั้นตอนการดำเนินการจะได้มีการนำเสนอให้สารธารณชนทั้งในและนอกประเทศไทยได้รับทราบเป็นระยะๆ
ในระหว่างที่ทนายความตัวแทนของคนเสื้อแดงกำลังรวบรวมเอกสารหลักฐาน ค้นคว้าข้อกฎหมายและคดีที่ใช้เป็นมาตรฐานอ้างอิงเพื่อดำเนินการฟ้องร้อง เราขอแจ้งให้ทราบว่า หากเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลไทยยังกระทำการอันเป็นการคุกคามคนเสื้อแดงทั้งในที่อยู่อาศัย เคหะสถาน และ/หรือสถานประกอบการและธุรกิจ เกี่ยวกับคดีต่างๆ และกิจกรรมของคนเสื้อแดงที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลเผด็จการไทย เราจะแจ้งเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นผู้มีอำนาจตามกฏหมายให้จับกุมตัว และดำเนินคดีกับตัวแทนรัฐบาลไทยนั้นๆในทันที แม้เอกสิทธิ์ทางการฑูตจะเป็นเกราะปกป้องมิให้ท่านต้องถูกจับกุมคุมขังก็ตาม แต่การกระทำของบุคคลตัวแทนรัฐบาลไทยเหล่านั้น จะถูกนำมาเป็นพยานและหลักฐานประกอบคดี Harassment and Intimidation ซึ่งจะยังคงดำเนินการอยู่อย่างต่อเนื่อง
อนึ่ง ต่อการที่นายคมกฤช เจ้าหน้าที่กงสุลแจ้งต่อนักกิจกรรมเสื้อแดงว่ าให้รอรับการเรียกตัวไปสอบสวนโดยเจ้าหน้าที่ดีเอสไอที่จะเดินทางมาแอล.เอ. และจะชวนใครไปด้วยก็ได้นั้น เราขอให้ท่านพึงสำเหนียกว่า ท่านไม่มีอำนาจเรียกตัวคนที่อยู่อาศัยในสหรัฐไปสอบสวน (แม้ว่าจะใช้วาทกรรม "ขอคุย" ก็ตาม)
การใช้อำนาจในฐานะตัวแทนรัฐบาลไปละเมิดสิทธิ์ผู้อื่นอาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมากต่อชื่อเสียงของประเทศ
แถลงการณ์มา ณ วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2554
RED USA – LA
RED USA – NY
RED USA – IL
RED USA – FL
RED USA – TEXAS
RED USA – LAS VEGAS
RED USA – ARIZONA
RED USA – MICHIGAN
RED JAPAN
RED TAIWAN
THAI RED AUSTRALIA
RED GERMANY
RED BELGIUM
RED FRANCE
RED NORWAY
RED DENMARK
RED FINLAND
UDD Thai of Eu
แนะนำวิธีรับมือและตอบโต้กรณีรัฐบาลเผด็จการคุกคามคนไทยต่างแดน
คุณดวงจำปา เขียนกระทู้ในกระดานสนทนาInternet Freedom เรื่อง สืบเนื่องจากกระทู้ DSI ส่งคนมาที่ Los Angeles -แนว ทางแก้ไขค่ะ ถ้ามีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นนะคะ คนที่อยู่ในบ้านต้องปฏิบัติดังนี้
1. เรียกตำรวจท้องถิ่นทันที
2. ถึงแม้ว่า ตัว Consul จะได้รับการปกป้องโดยสิทธิทางการฑูต หรือ Diplomatic Immunity ซึ่งทางผู้บังคับใช้กฎหมายท้องถิ่น ไม่สามารถทำอะไรกับเขาได้ก็ตาม ขอร้องให้ผู้บังคับใช้กฎหมาย ลงบันทึกรายวัน เป็นลายลักษณ์อักษรไว้
3. อธิบายด้วยว่า เขามาข่มขู่ และ สืบข้อมูลเรื่องอะไร
4. ติดต่อกับ News Agency หรือ สื่อมวลชนในท้องถิ่น อธิบายเรื่องที่เกิดขึ้น (ข้อนี้สำคัญมาก และเป็นการย้อนศรที่เจ็บแสบ)
5. จดทะเบียนรถ หรือ รูปรถที่มันขับมาด้วย ว่า เป็นรถอะไร สีอะไร และทะเบียนอะไร ถ่ายรูปไว้เลยนะคะ
6. กรุณาอย่าไปที่สถานฑูตไทย เพราะทางการฑูต เขามีสิทธิเท่าเทียมกันกับดินแดนของประเทศไทย คุณจะต้องอยู่นอกสถานฑูต เพราะยังถือว่า เป็นดินแดนของประเทศสหรัฐอเมริกาอยู่ พวกนี้จะต้องการหลอกล่อให้ท่าน เข้าไปในเนื้อที่ของสถานฑูต เพราะสามารถดำเนินการกับท่านทางกฎหมายไทยได้
สิ่งที่สำคัญคือ คุณอย่าไปเซ็นเอกสารอะไรโดยเด็ดขาด คุณมีสิทธิทุกอย่างในการอัดเสียงหรือนำพยานบุคคลที่เป็นคนไทย มาอยู่กับท่านได้ เรื่องนี้ ไม่คำนึงถึงสถานะของคุณเลยนะคะ เขาไม่มีสิทธิที่จะถามถึงเรื่อง Green Card หรือแม้แต่ใบขับขี่ของคุณ
สิทธิของคุณยังถูกปกป้องด้วยรัฐธรรมนูญของประเทศสหรัฐอเมริกา ในบทเพิ่มเติมที่ 5 และบทเพิ่มเติมที่ 7 ค่ะ ไม่มีใครมาพิจารณาคดีของคุณได้ และคุณยังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ และสามารถเฉยเมยไม่พูดอะไรได้ทั้งสิ้น
บุคคลผู้นี้ ไม่ใช่ผู้บังคับใช้กฎหมายค่ะ ถ้ามีจริง อำนาจศาลของเขา จะขัดกับอำนาจทางศาลของท้องถิ่น ซึ่งเขาจะมีปัญหาในการเข้ามากร่างในดินแดนในเมืองเหล่านั้นค่ะ
บุคคลผู้นี้ จะใช้การข่มขู่ทางจิตวิทยา หรือ Psychological intimidation เป็นต้นว่า ถ้าไม่ร่วมมือ คุณจะกลับเมืองไทยไม่ได้ หรือ ครอบครัวที่เมืองไทยของคุณ จะมีปัญหา อย่างนู้นอย่างนี้ ถ้าไม่ได้ช่วยเหลือเขา
บุคคลผู้นี้ ไม่ได้ถือคำสั่งจากศาลท้องถิ่น และไม่มีสิทธิ์อะไรในท้องถิ่นค่ะ ผู้ถือหมายศาลจะเป็น Police, Sheriff หรือ Court Officers เท่านั้นค่ะ นายคนนี้ กำลังปฎิบัติการใช้อำนาจซ้อนอำนาจศาลท้องถิ่น ในการใช้ Diplomatic Immunity เข้ามาบังหน้าค่ะ
ในฐานะที่เคยทำงานต่อการบังคับใช้กฎหมายมาก่อน ดิฉันขอบอกให้ท่านทราบว่า ตัว Police & Sheriff ในท้องถิ่น เขาไม่ชอบแน่ๆ ที่มีคนมาใช้อำนาจต่างๆ ในเขตบังคับใช้กฎหมาย หรือ Jurisdiction ของเขาค่ะ ยิ่งถ้าไม่ได้ติดต่อกับพวกเขาก่อนแล้ว ถือว่าเป็นการไม่ไว้หน้าค่ะ (ขนาด FBI จะมาปฎิบัติการในท้องถิ่นนั้น เขายังต้องติดต่อกับผู้บังคับใช้กฎหมายของท้องถิ่นก่อนเลย ว่า เขาจะ takeover เคสนั้นๆ)
เรื่องแบบนี้ ถ้าเกิดขึ้นเกิน 2 หนขึ้นไป จะมีการสืบค้นเองค่ะ เพราะถือว่า ตัวกงศุล ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ กับบุคคลที่อยู่ในท้องถิ่นนั้น ทางผู้บังคับใช้กฎหมาย เขาก็คงจะไม่พอใจ ที่มีคนมาสร้างอำนาจในท้องถิ่นของเขา เรื่องบันทึกรายวันนั้น คุณสามารถส่งไปให้กับสื่อต่างๆ ได้ เอาให้สื่อมวลชน ลงข่าวให้หนักเลย จะดีไหมคะ?
ขอแนะนำให้ติดต่อกับ Fox News, NBC, ABC หรือ CBS นะคะ เอาให้มันเสียไปเลย เรื่องสื่อมวลชนนี้ เป็น Worst Nightmare ของบุคคลเหล่านี้จริงๆ เพราะถึงแม้จะมี Diplomatic Immunity แต่ที่นี่เขามี Freedom of Expression กันนะคะ ว่า จะออกข่าวยังไง เขาเอาคุณกร่างนี้ ไม่เลี้ยงค่ะ
ถ้ามาทาง Ohio ก็บอกให้ทราบก่อนนะคะ แต่คิดว่า คงอยู่ทาง West Coast มากกว่า จะมากร่างแถบ Midwest ก็เชิญเลยค่ะ ยินดีต้อนรับเสมอ...
Diplomatic Immunity มันสู้ข่าวกระจายทางเนท และ โดยสื่อมวลชนไม่ได้หรอกค่ะ คุณกงศุลจะทำอะไรบ้าๆ บอๆ แบบนี้ คราวหลัง ก็ดูแล้วกันว่า คุณจะเอาชื่อเสียงของประเทศ มาสู้กับฝ่ายสื่อมวลชนที่นี่ จะเอาไหมคะ?
แปลข้อความข่าวจาก Thai-eNews โดย: ดวงจำปา
Constitutional Rights Violations by the Thai Mafia Diplomat on the U.S. Soil
This story had just recently happened. On the late morning of Monday, February 7, 2011, local time in Los Angeles, USA, Mr. Komkrich Chongbunwatana, a Thai Consulate from Royal Thai Embassy, as seen from the enclosed business card, spontaneously appeared in front of a small apartment and inquired about one of the Red-Shirt members who has been residing in the USA without setting up any prior appointments or notices. He, himself, claimed that he was an officer from the Thai’s Department of Special Investigation, ( DSI.)
However, the business card given turned out to display of his genuine place of employment, which is the Royal Thai Consulate in Los Angeles.
The objective of his visit, based on what he informed this head of the household, was that he had been acting on the behalf of the DSI’s executive order by informing that the DSI officials will be traveling to Los Angeles, in order to interview and investigate Mr. Jakrapob Penkair’s case. The Consul requested this individual to travel to the Royal Thai Consulate’s office in Los Angeles when the DSI officers arrive next month. He also stated that this individual could bring anyone with him.
The strangest thing that puzzled everyone was how this Consul, who claimed that he was from DSI, knew about this Red-shirt individual’s name and the address.
After 30-40 minutes of conversation between an uninvited guest and the Red-shirt individual currently rents this small apartment, had been circling on the topics of Mr. Jakrapob Penkair’s speech that was delivered in the United States. Some of the questions involved were regarding to the event’s promoter, the sources of the capital and expenditures, the audiences, the contents in Mr. Jakrapob’s speeches, and of course, any Lèse Majesté contents in the speech, etc.
After discussing for over several minutes, that Red-Shirt individual decided to vent on the injustices and double standard practices by the aristocrats and the Thai’s administration. However, Consul Komkrich continued listening pleasantly without revealing his big pile of documentation that he had been carrying regarding what types of documents they were or why he carried them or whether they were real documents but had the tape recording surveillance hidden underneath.
If that Red-shirt individual had no job, this conversation (or the correct definition of interrogation) should be longer than expected.
The story of Mr. Jakrapob’s speech in Los Angeles happened over several years ago. Why do they presently need to interview and investigate the Red-Shirt individuals who are living in the USA?
Has the Red-shirt movement in the USA been growing better and stronger on the daily basis, until the aristocrats and the Thai tyrannical administration could no longer bear? If the Red-Shirt movements have not been eliminated since they are little, they will definitely become major obstacles for the aristocrats in the near future.
The recent overseas travel of MP Sunai Julaponsathorn from Pua Thai political party, in order to deliver his speeches at several major cities in the United States, by having the Red-Shirts members in Los Angeles became a centralized location for the main event titled, “Eye-opening in the USA,” was undoubtedly proven that the Red-shirt movements in various cities around the USA were truly harmonized. They exchanged their data and information and had efficient ways of creating effective communications and they were ready to unite themselves in order to encounter the tyrannical strengths of the dictatorial nobles.
This must be the reason why they decided to resurrect Mr. Jakrapob Penkair’s story in order to intimidate the Red-Shirt movement in the USA.
However, no matter what the hidden agenda might be, please contact Consul Komkrich Chongbunwatana at telephone number (323) 610-1752 whether Mr. Tarit Pengdit, the DSI Director-General, will conduct his own investigation.
--------------------------------------------------------------
Fifth Amendment of the United States Constitution consists of this part:
Individual can refuse to testify by invoking the Fifth Amendment, which states that nobody may be forced to testify as a witness against himself or herself.
มาตราห้าของบทเพิ่มเติม กล่าวไว้ว่า
บุคคลสามารถปฎิเสธที่จะให้การได้ โดยการกล่าวถึงบทเพิ่มเติมที่ห้าจาก รัฐธรรมนูญของประเทศสหรัฐอเมริกา, ซึ่งได้กล่าวว่า ไม่มีใครสามารถบังคับตัวบุคคลนั้น ให้การเป็นพยานได้เลย คือ ไม่ต้องพูดอะไรทั้งสิ้นค่ะ
Seventh Amendment of the United States Constitution:
In Suits at common law, where the value in controversy shall exceed twenty dollars, the right of trial by jury shall be preserved, and no fact tried by a jury, shall be otherwise re-examined in any Court of the United States, than according to the rules of the common law."
บทเพิ่มเติมที่ 7 ของรัฐธรรมนูญประเทศสหรัฐอเมริกา ว่าด้วยการขอรับการตัดสินพิจารณาความโดยคณะลูกขุน
ในดคีฟ้องร้องตามกฎหมายคอมมอนลอว์ ที่มีมูลค่าเกินกว่า ยี่สิบดอลลาร์ สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาโดยคณะลูกขุนให้ทรงไว้และข้อเท็จจริงใดที่ลูกขุนพิจารณา แล้ว ศาลใดแห่งสหรัฐจะพิจารณาใหม่ เป็นอย่างอื่นผิดไปจากกฎเกณฑ์ แห่งกฎหมายคอมมอนลอว์มิได้
*****************************
ถ้าบุคคลใดถูก กงศุลผู้นี้กลั่นแกล้ง กรุณาแจ้งความที่ สำนักงานบังคับใช้กฎหมายภายในท้องถิ่นของท่านด้วย เพราะบุคคลผู้นี้ กำลังใช้อำนาจนอกเหนือรัฐธรรมนูญของประเทศสหรัฐอเมริกา โดยการข่มขู่ พลเมืองถาวรของประเทศ โดยปราศจากหมายศาลและเขตอำนาจของศาลในประเทศสหรัฐอเมริกา
เปิดบัญชีผู้รับผิดชอบสังหาร10เมษา-19พฤษภา
ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา บอร์ดInternet freedom
10 กุมภาพันธ์ 2554
กระดานสนทนาการเมืองInternet freedom ได้เปิดเผยเอกสารรายชื่อทหาร-หน่วยงานที่ได้รับคำสั่งเข้าสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง พร้อมพื้นที่ปฏิบัติการ และเหยื่อสังหาร ซึ่งรวมทั้งเสธ.แดง พลตรีขัติยะ สวัสดิผล (อย่างไรก็ดียังไม่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมายอมรับหรือปฏิเสธเอกสารที่"หลุด"ออกมาแต่อย่างใด)ดังต่อไปนี้
1.)พล.ม.2รอ.กับเหยื่อสังหารนักข่าวญี่ปุ่นและเหยื่อ10เมษาฯ
เอกสารแผ่นแรกเปิดเผยรายชื่อผู้เสียชีวิต 19 รายรวมทั้งนักข่าวรอยเตอร์ชาวญี่ปุ่น ในเหตุการณ์ 10 เมษายน 2553
พล.ม.2รอ.มีชื่อเต็มๆว่า กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ 
ปัจจุบันนี้มีพล.ต. สุรศักดิ์ บุญศิริ เป็น ผบ.พล.ม.2 รอ.
พ.อ.กู้เกียรติ ศรีนาคา ผู้รับผิดชอบเหตุการณ์แยกคอกวัว เคยไล่เสธ.แดงออกจากกองทัพมาแล้ว

พ.อ.ธรรมนูญ วิถี ผู้รับผิดชอบบริเวณถนนดินสอ ที่นักข่าวญี่ปุ่นเสียชีวิต และนายวสันต์ ภู่ทอง ถูกยิงกระโหลกเปิด แต่พ.อ.ธรรมนูญก็บาดเจ็บจากการนี้ ซึ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เสด็จทรงเยี่ยมอาการบาดเจ็บด้วย(ภาพข่าว:เดลินิวส์)
2.)พล.ม.2รอ.,พล.1รอ.และพล.ร.9กับ10เมษาและกรณีสังหารพลทหารณรงค์ฤทธิ์
เอกสารแผ่นทื่2เปิดเผยถึงเหตุการณ์เหยื่อสังหาร10เมษาอีกรายบริเวณสะพานมัฆวานฯมีพล.1รอ.รับผิดชอบ,เหตุการณ์ระเบิดที่สีลม22เม.ย.และเหตุการณ์เสื้อแดงเคลื่อนไปตลาดไทย เป็นเหตุให้พลทหารณรงค์ฤทธิ์ สาละ เสียชีวิต เวลานั้นสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าถูกฝ่ายเจ้าหน้าที่ด้วยกันยิง
พล.1รอ.ย่อมาจาก กองพลที่ ๑ รักษาพระองค์ ส่วนพล ร.9 ย่อมาจาก กองพลทหารราบที่ 9 กาญจนบุรี
3.)พล.ม.2รอ.กับการตายของตำรวจและเหยื่อ
เอกสารแผ่นที่3กล่าวถึงการเสียชีวิตของตำรวจ 2 นาย ผู้ชุมนุม 1 ราย คือนายชาติชาย ซาเหลา
โดยมีพล.ม.2รอ.รับผิดชอบภายใต้การบังคับบัญชาของ พ.อ.จุมพล จุมพลภักดี
4.)สังหารเสธ.แดงและ6ศพวัดปทุม-พล.ม.2รอ.,พล.1รอ.,ร.31พัน2รอ.และกองพันรบพิเศษที่1 กรมทหารรบพิเศษที่3(ลพบุรี)

เอกสารแผ่นที่4กล่าวถึงการสังหารเหยื่อในวันที่ 15 พ.ค.บริเวณซอยงามดูพลี,แยกบ่อนไก่,ซอยสุวรรณสวัสดิ์ มีผู้เสียชีวิต 4 ศพ
มีพล.ม.2รอ.ใต้บังคับบัญชาของ พ.อ.เพชรพรม โพธิ์ชัย รับผิดชอบ
เอกสารแผ่นนี้กล่าวถึงการสังหาร6ศพวัดปทุมฯรวมทั้ง"น้องเกด"เหตุเกิดวันที่ 19-20พ.ค.2553 มีพล.1รอ.ภายใต้การบังคับบัญชาของ พ.ท.ยอดอาวุธ พึ่งพักตร์
นศล.ภายใต้บังคับบัญชาของ พ.อ.ณรงค์ฤทธิ์ คำภีระ 
และรบพิเศษที่3ลพบุรี มีพ.ต.นิมิต วีระพงศ์ กับจสอ.สมยศ ร่มจำปา(ในภาพ) เป็นผู้บังคับบัญชา

เอกสารแผ่นนี้ยังกล่าวถึงการยิงสังหารเสธ.แดงในระยะไกลด้วยว่ามีพล.ม.2รอ.ภายใต้การบังคับบัญชาของ พ.ต.สุรพงษ์ กาญจนโพธิ์ พ.ต.ณัฐพล บุญกระพือ ร.อ.จิรจำนง โกษาวัง(ในภาพ) และร.อ.ศันศนะ เพ็ชรสุข
5.)พล.ม.2รอ.กับเหตุการณ์สังหาร14-17เมษายน

เอกสารแผ่นนี้กล่าวถึงเหตุการณ์สังหารที่บริเวณถนนวิทยุ,สนามมวยลุมพินี,ธนาคารกรุงเทพสำนักงานใหญ่,ซอยปลูกจิต,สวนลุมพินี,แยกศาลาแดงระหว่างวันที่ 14-17พ.ค.2553 นอกจากพ.อ.เพชรพนม โพธิ์ชัยแล้ว มีพ.ท.โกญจนาท ธูปเทียนรัตน์ และพ.ท.วิฑูร โพธิ์ร่มรื่น เป็นผู้บังคับบัญชา
6.)พล.ม.2รอ.

เอกสารแผ่นนี้กล่าวถึงเหตุการณ์ระหว่างวันที่15-19พฤษภาคม ซึ่งเป็นเหตุให้ช่างภาพชาวอิตาลีเสียชีวิต พร้อมผู้ชุมนุมที่ตกเป็นเหยื่อสังหารอีก 7 ราย อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของพล.ม.2
เหตุการณ์นี้มีผู้บังคับบัญชาคือพ.อ.ถนัดพล โกษยเสวี , พ.อ.ไตรเทพ ศรีพันธุ์วงศ์ ,พ.ท.ฉัตรชัย ดวงรัตน์,พ.อ.เพชรพนม โพธิ์ชัย
7.)พล.ม.2รอ.กับเหตุสลายม็อบราชประสงค์

เอกสารแผ่นสุดท้านนี้เปิดเผยว่า มีผู้เสียชีวิต1ราย โดยกองพลทหารม้าที่2รักษาพระองค์เป็นผู้รับผิดชอบ นอกจากพ.อ.ไตรเทพแล้วมีพ.อ.ธัชพล เปี่ยมวุฒิ เป็นผู้บังคับบัญชา (บุคคลในภาพ)
รู้จัก กองพลทหารม้าที่2รักษาพระองค์ (พล ม.2 รอ.)
เวบไซต์ของกองพลทหารม้าที่ 2รักษาพระองค์ http://cav2div.rta.mi.th/index0.htm ซึ่งมีคำขวัญประจำกองพลว่า"รวดเร็ว รุนแรง เด็ดขาด"
เวบบอร์ดของพล ม2 รอ. http://board.yimwhan.com/board.php?user=25000u&Cate=1
Thursday, February 10, 2011
จากตูนิเซียสู่กลุ่มประเทศอาหรับ
ที่มา มติชน
โดย โกวิท วงศ์สุรวัฒน์
![]() ประเทศตูนิเซีย |
เมื่อวันที่ 17 ธันวาคมปีที่แล้ว นายโมฮัมหมัด บูอะซิซี่ บัณฑิตทางวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ชาวเมืองซิดี บูซิส วัย 26 ปี ได้เผาตัวตายประท้วงเนื่องจากเขาถูกตำรวจหญิงไล่ไม่ให้ขายผลไม้ในรถเข็นเพื่อเลี้ยงครอบครัว ซึ่งหลังจากการเผาตัวตายเพียง 18 วัน จึงเกิดการปฏิวัติดอกมะลิ (The Jasmine Revolution-ปฏิวัติชื่อเป็นดอกไม้นี่นะครับเป็นการลุกฮือของประชาชนตามประเทศต่างๆ ที่สามารถโค่นล้มระบอบเผด็จการได้สำเร็จภายใน 10 ปีของสหัสวรรษนี้ เช่น ปฏิวัติดอกกุหลาบในจอร์เจีย ปฏิวัติดอกส้มในยูเครน ปฏิวัติดอกทิวลิปในเคอร์กีจิสถาน เป็นต้น) ขึ้นในตูนิเซียโดยประชาชนตูนิเซียลุกฮือขึ้นมาขับไล่ผู้นำเผด็จการที่ครองอำนาจอยู่กว่า 20 ปี จนต้องหนีออกนอกประเทศ
ตูนิเซียนับเป็นประเทศในกลุ่มอาหรับ (ประเทศในกลุ่มอาหรับมีอยู่ 22 ประเทศ-ดูแผนที่) ประเทศแรกที่มีการปฏิวัติของประชาชนขับไล่รัฐบาลเผด็จการ (ไม่ใช่ทหารยึดอำนาจแล้วอ้างว่าปฏิวัติเหมือนบางประเทศ) ซึ่งประเทศในกลุ่มอาหรับทั้ง 22 ประเทศนั้นล้วนแต่มีรัฐบาลเผด็จการเกือบทุกประเทศแหละครับ
![]() กลุ่มประเทศอาหรับ 22 ประเทศ |
ที่น่าสังเกตของการปฏิวัติดอกมะลิในประเทศตูนิเซียนี้ก็คือ ประเทศตูนิเซียจัดว่าเป็นประเทศที่ก้าวหน้าทางเศรษฐกิจมากที่สุดในบรรดากลุ่มประเทศอาหรับ โดยมีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP-หมายถึง มูลค่าตลาดของสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายที่ถูกผลิตภายในประเทศในช่วงเวลาหนึ่งๆ โดยไม่คำนึงว่าผลผลิตนั้นจะผลิตขึ้นมาด้วยทรัพยากรของชาติใด) ใน พ.ศ. 2551 ถึง 41 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวคิดตามแบบ GDP (PPP) คือ GDP ที่คิดตามหลักความเท่าเทียมกันของอำนาจซื้อ (purchasing power parity หรือ PPP) ซึ่ง PPP เป็นค่าประมาณสำหรับอัตราแลกเปลี่ยนที่จำเป็นสำหรับอำนาจซื้อของสกุลเงินที่แตกต่างกัน ความเท่าเทียมกันของอำนาจซื้อซึ่งเป็นดัชนีเปรียบเทียบคุณภาพชีวิตของประชาชนในประเทศ ในลักษณะเดียวกับมูลค่าของ GDP สูงถึง 82 พันล้านเหรียญสหรัฐ
ครับ ! ชาวตูนิเซียมีคุณภาพชีวิตสูงที่สุดในกลุ่มประเทศอาหรับทั้ง 22 ประเทศโดยเทียบจาก GDP (PPP) นอกจากนี้ตูนิเซียยังเป็น 1 ใน 8 สิงโตแห่งทวีปแอฟริกา (8 สิงโตแห่งแอฟริกาก็เหมือนเสือในเอเชียคือเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ที่เจริญก้าวหน้าของทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วได้แก่ประเทศแอฟริกาใต้ แอลจีเรีย บอตสวานา อียิปต์ มอริตัส ลิเบีย โมร็อกโก และตูนิเซีย) ซึ่งตามรายงานเมื่อเดือนกรกฎาคม 2553 ของบริษัทที่ปรึกษา Boston Consulting Group ผู้จัดอันดับประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของโลกรายงานว่ากลุ่มประเทศ 8 สิงโตแห่งแอฟริกานี้มี GDP รวมกันเป็นปริมาณถึง 70% ของ GDP ของทวีปแอฟริกาซึ่งมีประเทศอยู่ 61 ประเทศ
นอกจากนี้ใน พ.ศ.2551 ตูนิเซียเป็นประเทศที่เป็นอันดับหนึ่งในทวีปแอฟริกาในความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจและเป็นอันดับที่ 40 ของโลกเชียวนะครับ แต่ปัญหาที่นำไปสู่การปฏิวัติดอกมะลินี่ก็คือการศึกษาเนื่องจากชาวตูนิเซียมีการศึกษาดีที่สุดในกลุ่มประเทศอาหรับเพราะมีการศึกษาภาคบังคับถึง 10 ปี และตูนิเซียถูกจัดเป็นประเทศที่มีระบบการศึกษาระดับอุดมศึกษาดีเป็นอันดับที่ 17 ของโลกและมีระบบการศึกษาระดับประถมศึกษาดีเป็นอันดับที่ 21 ของโลก (รายงานของ The Global Competitiveness Report 2008-9 โดย The World Economic Forum)
แต่เมื่อคนหนุ่มสาวชาวตูนิเซียจบการศึกษาแล้วกลับไม่มีงานทำดังตัวอย่างของนายโมฮัมหมัด บูอะซิซี่ บัณฑิตทางวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ที่ต้องขายผลไม้ในรถเข็นแถมยังถูกห้ามอีกซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ในสังคม เมื่อเขาเผาตัวตายแล้วคนรุ่นหนุ่มสาวที่มีการศึกษามีเครื่องมือไอที อันทันสมัยไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟนที่มีทั้งเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์แต่ไม่มีงานทำเกิดความคับข้องใจในครอบครัวและพรรคพวกของผู้นำเผด็จการที่คอร์รัปชั่นต่างโกงกินกันอย่างเปิดเผย ทั้งยังอวดมั่งมีกันด้วยบ้านและรถยนต์ที่หรูหราแบบไม่เห็นหัวชาวบ้าน คนหนุ่มสาวที่ยังไม่มีครอบครัวให้ห่วงจึงเป็นหัวหอกสร้างเครือข่ายของการปฏิวัติประชาชนขับไล่รัฐบาลเผด็จการออกไปในที่สุด
ปัจจุบันนี้การปฏิวัติประชาชนติดต่อไปถึงอียิปต์ จอร์แดน และเยเมนแล้วและมีท่าทีว่าจะขยายไปสู่ลิเบีย ซูดาน และซาอุดีอาระเบียต่อไป
ครับ ! คิดถึงเมืองไทยเพราะมีคนจบจากมหาวิทยาลัยราชภัฏแล้วหางานทำไม่ได้แต่มีสมาร์ทโฟนกันเยอะนะครับ




