ที่มา thaifreenews
โดย คนเมืองกาญ
ไม่รู้ดูกันยัง ที่มา jimbandon1
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, February 14, 2011
นายอรรถพรจะเอาโรเบิร์ตขึ้นศาลไทยยังไง ก็ห้ามเขาเข้าประเทศไม่ใช่หรือ?
ที่มา thaifreenews
โดย Bugbunny
ข่าวนายอรรถพร พลบุตร เรียกร้องให้ดำเนินคดีกับนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ในประเทศไทยนั้น เป็นข่าวน่ารำคาญจากคนพรรคประชาธิปัตย์ และยิ่งเห็นหน้านายอรรถพร พลบุตร ก็ยิ่งอยากอาเจียน ด้วยความสัจจริง ไม่เคยเห็นใครมีโหงวเฮ้งกังฉินได้อย่างชัดเจนทะลุปรุโปร่งทุกรูขุมขนขนาดนี้มาก่อน
วิธีตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามของนายอรรถพร พลบุตร นั้น เป็นวิธีมาตรฐานของชาวพรรคประชาธิปัตย์ โปรดสังเกตการณ์ตอบโต้คำวิจารณ์หรือการตำหนิติเตียนด้วยหลักฐานเหตุผลจากผู้อื่น ของ นายชวน หลีกภัย นายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ นายเทพไท เสนพงษ์ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ฯลฯ คนพวกนี้จะตอบโต้หรือหาทางต่อสู้ข้อมูลของฝ่ายตรงข้ามด้วยวิธีการแบบนี้ทั้งนั้น เพราะคนพวกนี้อยู่ในพรรคที่มีนักโต้วาที ทนายความ ฯลฯ มากมาย มาตรฐานเหล่านี้คือ
1. หลีกเลี่ยงจะตอบคำถามหรือคำวิจารณ์เหล่านั้นด้วยการใช้เหตุผลหักล้างอย่างมีข้อมูล แต่หันไปหาเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับเนื้อหาที่ถูกวิจารณ์ หรือหาจุดอ่อนของฝ่ายตรงข้ามที่ไม่ตรงกับเรื่องที่เขาพูด มาลดความน่าเชื่อถือของเขา หลักการนี้คือวิธีการตอแหลแบบศรีธนญชัย (ตัวอย่างพวกนี้มีเยอะแยะ เช่น อ้างว่านายอัมสเตอร์ดัมเป็นลูกจ้าง อ้างว่าตนเองไม่ได้สัญชาติมอนเตเนโกร หรืออย่างนายอรรถพรกำลังข่มขู่ว่าจะเอานายอัมสเตอร์ดัมเข้าคุกไทย ตลกมาก เพราะนายอัมสเตอร์ดัมมีรายชื่อเป็นบุคคลต้องห้ามเข้าประเทศ ฯลฯ มันจะเห่าหอนโง่งั่งงี่เง่าแบบนี้ไปถึงไหน)
2. ถ้าหาจุดด้อยแม้จะเล็กขนาดไหนของฝ่ายตรงข้ามไม่ได้ ก็หันมาใช้วิธีเรียกร้องความดีงามของตัวเอง หรือทำให้ตัวเองน่าสงสาร เอานิยายน้ำเน่ามาเล่าให้ฟังเพื่อสร้างความสำคัญให้กับตัวเอง (ตัวอย่างการอ้างเสมอว่าตัวเองเป็นแค่ลูกแม่ค้าไตปลาในตลาดของนายชวน การอ้างว่าสมัยตนภาคใต้ตายแค่ 900 ศพเองของนายถาวร ฯลฯ)
มาตรฐานของชาวพรรคประชาธิปัตย์เป็นเช่นนี้มาโดยตลอด พรรคนี้เปลี่ยนคนได้จริง ๆ จนคนดีหรือคนที่ชั่วกว่าถอยหมด เพราะทำวิธีของนักโต้วาทีและหมอความแบบนี้ของพรรคได้ไม่เก่ง แต่คนอย่างนายเทพไท นายวัชระ นายบุญยอด ฯลฯ เป็นตัวอย่างของคนรุ่นใหม่ที่รับวิธีการแบบนี้มาเต็มหัว สิ่งที่พวกเขาเชื่อมั่นกันก็คือ ฝ่ายตรงข้ามที่นิยมประชาธิปไตยนั้น อย่างมากก็แค่ฟ้องหมิ่นประมาทพวกตน เมื่อขึ้นพิจารณาคนพวกนี้ก็จะใช้สองวิธีหลัก คือการล็อบบี้ แต่ถ้าทำไม่ได้ก็จะใช้วิธีขอประนีประนอม หรือขอขมา ง่ายและทำกันจนปกติ พ้นคดีออกมาก็โจมตีถากถางเขากันต่อไป
ฉะนั้น หน้าที่ของเราถ้าจะตอบโต้คนพวกนี้ก็คือ แบ่งกลุ่มในการต่อสู้เสียเลย กลุ่มหนึ่งโต้มันเข้าไปเลย เช่น ถามกลับไปว่า โอเค นายอัมสเตอร์ดัมเข้าเมืองไทยเมื่อไหร่ให้ตำรวจจับเลย (เพราะแกเข้าไม่ได้ในตอนนี้) ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งถามมันอย่างไอ้นายอรรถพรนี่ว่า แล้วเรื่องสังหารประชาชนกลางเมืองที่เขาจะเอาพวกคุณขึ้นศาลล่ะ มีหลักฐานหักล้างเขาไหม หรือไม่ก็ถามนายอภิสิทธิว่า ตกลงเอ็งมีสองสัญชาติจริงใช่ไหมล่ะ ถึงไม่ตอบเขาตรง ๆ ฯลฯ
อย่าตกหลุมพรางของแนวทางต่อสู้แบบไปไหนมาสามวาสองศอกที่คนพรรคประชาธิปัตย์ชอบใช้ เสียทั้งเวลาทั้งสมอง ทำให้หงุดหงิดกันไปเปล่า ๆ วิธีนี้เดี๋ยวนี้คนไทยเขารู้ทันคนพรรคนี้กันหมดแล้ว ไม่ได้ผลสักครั้งเดียวในระยะหลัง
Re:
โดย ลูกชาวนาไทย
ได้ยินแล้วน่ารำคาญเหมือนกันครับ คือ พวกเขาไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรเหมือนกันกับการตอบโต้นี้ ก็เลยใช้วิธีแบบคนในประเทศด้อยพัฒนาตอบโต้ ขู่ อะไรอย่างนี้
แต่มันใช้ในเวทีระดับโลกคงไม่ได้ผล คงไม่มีใครไปสนใจ “ดิสเครดิต” เนื้อหาที่คนอื่นนำเสนอ นอกจากมุ่งสนใจไปที่เนื้อหาที่คนนำเสนอ และคุณตอบเขาตรงประเด็นในสิ่งที่เขาถามหรือไม่ อารยชนเขาไม่สนใจยุทธวิธีแบบนั้น
พวกนี้ยังไม่เคยเจอ “มวยระดับโลก” สักที ครั้งนี้เจอเป็นครั้งแรก และเรื่องที่อัมสเตอร์ดัมจะเดินเรื่องไล่พรรคประชาธิปัตย์ออกจาก สหภาพประชาธิปไตยโลก นี่คงเป็นสิ่งที่พวกเขายังหาทางตอบโต้หรือช่วยตัวเองไม่ได้ เอกสารที่อัมสเตอร์ดัมจะนำเสนอเป็นหลักฐานสำคัญที่ยากจะตอบโต้ เทคนิคของ ปชป. ที่เคยใช้ได้ผลในประเทศด้อยพัฒนา มันคงไม่มีความหมายอะไร
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 14/02/54
ที่มา thaifreenews
โดย blablabla

มันสำรอก วาจา ดั่งหมาเห่า
แถมโชว์ความ งี่เง่า ให้เขาเห็น
พูดไม่คิด จิตต่ำ ย้ำประเด็น
สมกากเดน อมนุษย์ สุดเลวทราม....
ประสบการณ์ สอนไว้ ให้มันโง่
ยังอวดโอ้ คำพูด สุดเหยียดหยาม
สมกับคน ชั่วช้า น่าประณาม
แถมลามปาม มิตรประเทศ ทุเรศนัก....
ปากพาก่อ จ่อสงคราม ลามไปทั่ว
คำพูดมั่ว เบี่ยงเบน เห็นประจักษ์
พอจับได้ ไล่ทัน มันยึกยัก
แถมเพี้ยนหนัก ให้เห็น ไม่เว้นวัน....
เพราะคนชั่ว วิปริต จิตอุบาทว์
จึงเติมวาด ไฟสงคราม เห็นตามนั้น
ตัวจัญไร ใจโสมม ช่างสมกัน
ประเทศมัน หรือไร ใครตอบที....
ยังอวดตน พูดกร่าง ไม่ว่างเว้น
ทำซ่อนเร้น เลี่ยงหลบ กลบนั่นนี่
สมกับปาก สัปดน คนอัปรีย์
ยุคกาลี เรืองรอง ครองแผ่นดิน....
คงเกิดไฟ สงคราม ตามที่อยาก
รอดูซาก เมืองไทย ได้สูญสิ้น
ประชาราษฎร์ หมดหวัง เพราะพังพิน
ฟ้าจรดดิน เตรียมรับกรรม ใครทำลาย....
blablabla32@hotmail.co.th
http://3blabla.blogspot.com
วันจันทร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
คลิบ คาร์บอมบ์ยะลา
ที่มา thaifreenews
โดย Tawan
ภาพถ่ายวิดีโอภายหลังเหตุการณ์สามชั่วไมง
ขอแสดงความเสียใจพี่น้องสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
ขอบคุณเจ้าของคลิบ[/b]
2011-02-13 อนุเสาวรีย์ปชต MP3 และ WMV + Youtube เด็ดๆ (19กพ ผมไม่อยู่บันทึกคลิป)
ที่มา thaifreenews
โดย Tuxedo
ใน Folder นี้จะมี Clip MP3 และ WMV ของ จตุพร,ดร.ประแสง,วรวุฒิ,จิรายุ และ ดร.เชิดชัย
ผมจะค่อย upload ขึ้นไปเรื่อยๆ โดยเริ่มจาก MP3 ก่อน ตาม ด้วย WMV
สนใจ เชิญคลิป ครับ >> 2011-02-13 Democracy
ประเด๊วผมจะขึ้นไปนอนแล้ว แต่ว่าจะปล่อยให้คอมพิวเตอร์ทำงาน ไปเรื่อยๆจนเสร็จสิ้นครับ
(ถ้าไม่มีอะไรผิดผลาดก็น่าจะได้ครบครับ เช่น ไฟดับ เน็ตหลุด) แฟนคลับก็ refresh เรื่อยๆนะครับ
2011-02-14@0021 อนุเสาวรีย์ปชต จตุพร Hilight ๑๑นาทีสุดท้าย บทเพลงไพร่
2011-02-13@2301 อนุเสาวรีย์ปชต ศิลปิน โสภาพรรณ ณ.เชียงของ อรพิน พานทอง
2011-02-13@2049 อนุเสาวรีย์ปชต นายกรัฐมนตรีที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกร พตท ดร ทักษิณ
2011-02-13@2152 อนุเสาวรีย์ปชต ภรรยาแกนนำ แก้มณัฐวุฒิ นกอริสมันต์ รัตน์ก่อแก้ว
สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี: ยุทธศาสตร์วัวพันหลัก
ที่มา ประชาไท
สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี
รัฐบาลไทยภายใต้การนำของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กำลังป่าวประกาศให้ชาวโลกรู้ว่าเขาได้เสนอสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเรื่องเขตแดนระหว่างไทยและกัมพูชาบริเวณปราสาทพระวิหาร ด้วยการท่องคาถา เรื่องการเจรจาทวิภาคี ทั้งๆที่รู้อยู่เต็มอกว่า กลไกนี้อยู่ในสภาพที่ง่อยเปลี้ยเสียขามาเป็นเวลาเกือบ 2 ปีแล้ว นับแต่การประชุมครั้งล่าสุดที่กรุงพนมเปญเมื่อวันที่ 6-7 เมษายน 2552
ตรงกันข้ามแนวทางของกัมพูชาในการเสนอปัญหาเข้าสู่การพิจารณาของเวทีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ นั้นกลับได้รับการสนองตอบอย่างทันท่วงที พลันที่จดหมายจากนายกรัฐมนตรีฮุน เซน แห่งกัมพูชาไปถึงนิวยอร์ค คณะมนตรีความมั่นคงก็เริ่มหยั่งเสียงความเป็นไปได้ในการจัดประชุมเร่งด่วนตามคำขอของฝ่ายกัมพูชา ในขณะที่คำยืนกรานเรื่องการเจรจาแบบทวิภาคีเป็นแค่เสียงนกเสียงกา
คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติจะเปิดประชุมเรื่องข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชาขึ้นจริงๆในวันวาเลนไทน์ที่กรุงนิวยอร์ค โดยมีรัฐมนตรีต่างประเทศของไทยและกัมพูชา พร้อมด้วยรัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซียในฐานะประธานอาเซียนเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง
เท่านั้นยังไม่พอ ข้อเสนอเรื่อง การเจรจาแบบทวิภาคีของไทยถูกปิดประตูตาย เมื่อ วา กิมฮอง ประธานคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมฝ่ายกัมพูชาตอบมาว่า เขาไม่รับข้อเสนอของฝ่ายไทยที่จะให้มีการประชุมคณะกรรมาธิการฯ หรือ ที่รู้จักกันดีในนาม เจบีซี ในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนนี้
ยิ่งการประชุมทวิภาคีระดับรัฐมนตรีต่างประเทศยิ่งเหลวไหลเข้าไปใหญ่ เพราะการประชุมที่เสียมเรียบยังไม่ทันจบดีเสียงปืนก็แตกที่ชายแดนในวันที่ 4 กุมภาพันธ์
ในขณะเดียวกัน เวทีระหว่างประเทศแห่งอื่นๆก็กลับแสดงให้เห็นว่า พร้อมที่จะเปิดรับปัญหาความขัดแย้งเรื่องชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาตลอดเวลา อย่างน้อยที่สุด ประธานอาเซียนจะเริยกประชุมเรื่องนี้อีกในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2554 ที่กรุงจาการ์ตา โดยที่รัฐมนตรีต่างประเทศของประเทศคู่พิพาททั้งสองฝ่ายก็ตอบตกลงแล้วว่าจะไปประชุมด้วย
เหตุที่ทำให้ข้อเสนอเรื่องเจรจาทวิภาคีของไทยเป็นหมันนั้นคงจะโทษใครไม่ได้ ปัญหาอยู่ที่ประเทศไทยเองได้แสดงให้ประชาคมโลกเห็นมาโดยตลอดว่า การเมืองภายในของตัวเองนั่นแหละที่เป็นอุปสรรคสำคัญที่ขวางกั้นกลไกระหว่างทวิภาคีทางด้านเขตแดนพิกลพิการ
คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมประชุมกัน 3 ครั้งแล้วนับแต่เกิดข้อพิพาทเรื่องเขตแดนบริเวณปราสาทพระวิหารตั้งแต่ปี 2551 หลังจากที่กัมพูชาประสบความสำคัญในการขึ้นทะเบียนปราสาทขอมแห่งนี้เป็นมรดกโลก แม้ว่าจะมีข้อจำกัดด้วย กฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ซึ่งกำหนดว่าจะต้องเอากรอบการเจรจามาผ่านการพิจารณาของรัฐสภา แต่ในความเป็นจริงรัฐสภาก็ผ่านกรอบการเจรจาซึ่งเป็นกรอบใหญ่ไปแล้ว ตั้งแต่เดือนตุลาคมปีเดียวกัน ทว่าจะเป็นด้วยเหตุผลกลใดยังไม่ทราบแน่ ที่กระทรวงการต่างประเทศจะต้องนำบันทึกการประชุมทั้ง 3 ครั้งนั้นมาเข้าสู่การพิจารณาของสภาอีกครั้ง โดยที่บทบัญญัติของกฎหมายในข้อนี้ก็ยังไม่ชัดเจนว่า มีความจำเป็นจะเอากลับมาพิจารณาอีกหรือไม่
มีความเป็นไปได้ 2 ทางว่าทำไมจะต้องเอากลับมาพิจารณากันให้เสียเวลา ประการแรก เจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศไม่มีหลักปฏิบัติที่ชัดเจนนักว่า การใดบ้างที่ต้องการความเห็นของรัฐสภา แต่เหตุผลประการทีสองน่าจะสำคัญกว่า กล่าวคือ รัฐบาลเกรงใจพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นสปอนเซอร์หลักในการนำพาให้รัฐบาลนี้เข้าสู่อำนาจทางการเมือง และได้ทำการคัดค้านการเจรจาเรื่องเขตแดนกับกัมพูชาอย่างแข็งขันมาโดยตลอด รัฐบาลจึงได้เลือกเวทีรัฐสภาเพื่อผ่อนคลายแรงกดดันจากพันธมิตรฯ เมื่อเลือกเส้นทางนี้ผลของมันคือทำให้งานของเจบีซีล่าช้าออกไป
ในระยะแรกๆนั้น รัฐบาลรีๆรอๆที่จะนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจาณาของสภาหลายต่อหลายครั้ง กรอบการเจรจาในลักษณะเดียวกันกับประเทศอื่นๆล้วนผ่านสภาไปได้โดยง่ายดาย แต่บันทึกการประชุม เจบีซี ไทย-กัมพูชา กลายเป็นยาขมหม้อใหญ่ของรัฐบาล และสุดท้ายเมื่อยอมเอาเข้าแล้วก็ไม่ยอมผ่านออกมาได้ในคราวเดียว หลังจากถูกแรงต้านทานจากการชุมนุมของคณะพันธมิตรฯ รัฐบาลก็ต้องซื้อเวลาต่อไปด้วยการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมเพื่อศึกษาเอกสารดังกล่าว จากเดิมจะใช้เวลา 30 วันก็เลื่อนเป็น 90 วัน นับแต่เดือนพฤศจิกายน 2553 เป็นต้นมา
เรื่องที่ทำให้เจบีซี เสียเวลานั้นเกิดจากอวิชชาโดยแท้ เพราะรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เอาเรื่องหลายเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกันมาผูกกันไว้ ทำให้ยุ่งยากในการแก้ปัญหา
เรื่องที่ไม่เกี่ยวกับแต่ถูกผูกกันเอาไว้อย่างเหนียวแน่นคือ ปัญหาเส้นเขตแดนและการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ตามหลักของอนุสัญญายูเนสโก การขึ้นทะเบียนมรดกโลกในทรัพย์สินใดๆที่ตั้งอยู่คร่อมเส้นเขตแดนของสองประเทศหรือหลายประเทศ ไม่เป็นเหตุให้เสียสิทธิในเรื่องอำนาจอธิปไตยเหนือเขตแดน
แต่อวิชชาของลัทธิชาตินิยมกลับทำให้ นายกรัฐมนตรีผู้น่าจะมีความคิดอ่านโปร่งใส ไม่สามารถทำความเข้าใจเรื่องนี้ได้ จึงได้ดำเนินการคัดค้านแผนการบริหารจัดการปราสาทพระวิหารของกัมพูชาตลอดมา แถมยังพูดให้ประชาชนไขว้เขวไปมากว่า การคัดค้านแผนการดังกล่าวจะทำให้ กัมพูชาไม่ประสบความสำเร็จในการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ทั้งๆที่การขึ้นทะเบียนนั้นมีการประกาศก้องโลกมาสามปีแล้ว
รัฐบาลอภิสิทธิ อ้างว่า แผนการบริหารจัดการของกัมพูชารุกล้ำพื้นที่ซึ่งไทยอ้างสิทธิอยู่ในพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร แต่ข้อเท็จจริงคือ พื้นที่ส่วนพิพาทนั้นได้ถูกตัดออกตั้งแต่การประกาศขึ้นทะเบียนในปี 2551 แล้ว แต่เจ้าหน้าที่ของรัฐทุกคนก็พยายามพูดเรื่องนี้ให้คลุมเครือ เพื่อให้ประเทศไทยมีสิทธิในการคัดค้านแผนการดังกล่าว
การนำข้อพิพาทเรื่องเขตแดนไปรบกวนมรดกโลกเป็นสิ่งที่ไม่ชอบด้วยเหตุผล อย่างไรเสีย คณะกรรมการมรดกโลกก็จะต้องพิจารณาแผนบริหารจัดการที่กัมพูชาเสนอไปในการประชุมเดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้ที่บาเรนห์ รัฐบาลอภิสิทธิ์จึงต้องเดินเกมที่แรงขึ้น ด้วยการขนกำลังทหารไปประชิดแนวชายแดนด้านนั้นเอาไว้ โดยเล็งเห็นผลอยู่แล้วว่า กัมพูชาจะตอบสนองด้วยการใช้กำลังทหารขึ้นมายันไว้เช่นกัน และ จะนำไปสู่การปะทะกันในที่สุด
ผลแห่งการปะทะทำให้ทหารไทยเสียชีวิต 2 นาย พลเรือนบ้านภูมิซรอลเสียชีวิต 1 คน ทหารกัมพูชาเสียชีวิต 5 นาย พลเรือนของกัมพูชาเสียชีวิต 2 คน และนั่นเป็นโศกนาฎกรรมของสงคราม
แต่ในทางการเมืองระหว่างประเทศ รัฐบาลอภิสิทธิจะอาศัยเหตุแห่งการปะทะนี้เพื่อชี้ให้ยูเนสโกและคณะกรรมการมรดกโลกเห็นว่า พื้นที่นี้ไม่สงบสุขพอที่จะมีมรดกโลกอยู่ได้ ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ให้ถอดปราสาทพระวิหารออกไปจากบัญชีมรดกโลกเสียจะเป็นการสงบสุขกว่า
รัฐบาลไทยป้องกันทุกวิถีทางไม่ให้ยูเนสโก ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจความเสียหายปราสาทพระวิหารจากการปะทะ โดยอ้างว่าพื้นที่โดยรอบซึ่งเป็นทางขึ้นนั้นอยู่ในอำนาจอธิปไตยของไทย และไทยจะไม่อนุญาตให้ผ่านเข้าไป ทั้งๆที่ในความเป็นจริง ทางขึ้นปราสาทพระวิหารมีหลายทางและบางเส้นทางนั้นไม่จำเป็นต้องผ่านพื้นที่พิพาทเลยแม้แต่น้อย
เมื่อเป็นเช่นนี้ อภิสิทธิ์ จำต้องยืนกรานกระตายขาเดียวว่า จะถอนทหารออกจากพื้นที่โดยรอบปราสาทพระวิหารตามข้อเสนอของกัมพูชานั้นไม่ได้เด็ดขาด เพราะจะทำให้พื้นที่ตรงนั้น “สงบสุข และ มีสันติภาพ” ตามที่กัมพูชาต้องการ นี่นับเป็นจุดยืนทางการเมืองที่ไม่น่าเชื่อว่าเกิดขึ้นได้ในศตวรรษที่ 21
แต่จุดยืนแบบนี้แหละที่จะเข้าเนื้อและพันคอตัวเองในการเจรจาแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะที่อยู่ในเวทีระหว่างประเทศ
หลักการสากลในการแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งชายแดนคือ ต้องทำให้พื้นที่นั้นปลอดจากเหตุแห่งการปะทะ ซึ่งในที่นี้ก็คือกำลังทหารนั่นเอง ถ้าหากยังยืนยันว่าจะคงกำลังทหารเอาไว้ การแก้ไขปัญหาย่อมทำไม่ได้ เพราะกำลังทหารที่เผชิญหน้ากันอยู่นั้นย่อมเสี่ยงต่อ การปะทะกันอีก
ประการสำคัญ การสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนย่อมไม่อาจจะกระทำได้อีกเช่นกัน หากปรากฎว่าพื้นที่ดังกล่าวยังมีกองกำลังทหารอยู่
สิ่งที่รัฐบาลอภิสิทธิ์จะต้องเตรียมการป้องกันอีกประการหนึ่งในการคงกำลังทหารเอาไว้คือ ข้อกล่าวหาว่าเป็นประเทศผู้กระหายสงคราม นิยมความรุนแรง และขัดขวางกระบวนการสันติภาพ ในขณะที่กัมพูชากำลังจะเล่นบทผู้แสวงหาสันติภาพ ข้อเสนอถอนทหารเพื่อสร้างสันติภาพถาวรนั้นเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมจากชาวโลกมากกว่าในยุคสมัยปัจจุบัน แนวคิดที่ใช้กำลังทหารยันกันเพื่อรักษาสันติภาพนั้นเป็นแนวคิด ยุคสงครามเย็น ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่า ไม่ได้ผลและเสี่ยงมากเกินไป ที่สำคัญมันไม่ได้พาโลกพัฒนาไปทางไหนเลย หากแต่วนเวียนอยู่กับสงครามอย่างไม่มีวันจบสิ้นจดหมายถึงคุณหญิง จากนายเชิง แก่นแก้ว: ว่าด้วยสงครามไทย-กัมพูชา
ที่มา ประชาไท
วิสา คัญทัพ: วันแห่งความรัก
ที่มา ประชาไท
กวีศรีประชา
รักศรัทธาประชาชนผู้ทนทุกข์
รักสังคมสันติสุขแห่งยุคใหม่
รักระบอบประชาธิปไตย
รักสัจจะจริงใจ ตรงไปตรงมา
รักสิทธิเสรียิ่งชีวิต
รักอิสรภาพซึ้งทราบค่า
รักชาติที่อยู่รอดตลอดมา
รักนักสู้ผู้กล้าอุทิศตน
รักความสงบงามตามระบอบ
รักระเบียบตรวจสอบโดยเหตุผล
รักคนไม่ทรยศคิดคดคน
รักคนชนคนสู้กับหมู่มาร
รักเคารพมนุษย์ประเสริฐผู้เลิศล้ำ
รักความเป็นธรรมในทุกด้าน
รักสู้กับอิทธิพลทั้งคนพาล
รักคนเกลียดเผด็จการสันดานโจร
รักคนมีหัวใจ สู้ไม่ถอย
ต่อเถื่อนถ่อยทมิฬมารทะยานโผน
รักจักสาดน้ำใส่ไฟลุกโชน
รักจักโค่นอธรรมอันต่ำทราม.
กวีประชาไท: ทางแพร่ง
ที่มา ประชาไท
เรืองรอง รติสุนทร
เหมือนไวรัสที่จดจ้องจะป่วนปั่น
ชาตินิยมบ่มเพาะสถาบัน
ย่อมสุ่มเสี่ยงอันตรายสายพันธุ์แปลง
ความเกลียด - ความกลัว - ความเขลา
คือรากเหง้าบ่อเกิดความรุนแรง
สละชีพเถอะเพื่อชาติตราบเลือดแล้ง
คือถ้อยคำที่ตกแต่งเพื่อตบตา
ในนามแห่งชาติไทย - คุณต้องจน
ต้องอดทนค้ำจุนผู้ใหญ่กว่า
เป็นคนจนต้องจมดินเป็นธรรมดา
อย่านะอย่า, อย่าเงยหน้าอ้าปากไป
จึงรากหญ้าพัฒนาเป็นไวรัส
ชนชั้นไหนไม่แจ่มชัดเริ่มเติบใหญ่
หลายแนวร่วมผนึกแน่นที่แค้นใจ
สงบนิ่งสงัดไว้ - รอเวลา
เกิดขึ้นมากับระบบ, อยู่กับระบบ
แต่ไร้ระเบียบอยู่ในระบบที่ใหญ่กว่า
"ความสมบูรณ์" สร้าง "ความไม่สมบูรณ์" มา
เป็นเส้นทางวิวัฒนาอารยะ !
ความรักที่ถูกรัฐเลือกปฏิบัติ
ที่มา ประชาไท
ฉันทลักษณ์ รักษาอยู่
สะพาน: กลุ่มสร้างสื่อเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมสิทธิหญิงรักหญิง
www.sapaan.org

