WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, February 15, 2011

"เหลิม"โชว์ถกงบฯคุ้ย"3จี-ปตท."

ที่มา ข่าวสด

รายงานพิเศษ



วันที่ 14 ก.พ. พรรคเพื่อไทย โดย นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรค ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส. พร้อมคณะผู้บริหาร และส.ส. ร่วมกันเปิดแคมเปญรณรงค์หาเสียง Ƌ ล้มเหลวรัฐบาลอภิสิทธิ์ 10 จำทนของคนไทยทั้งประเทศ′

โดย 5 ล้มเหลว ประกอบด้วย

1.ความล้มเหลวในการบริหารประเทศและการแก้ไขปัญหาประชาชน 2.ความล้มเหลวที่ปล่อยให้มีการทุจริตเต็มเมือง 3.ความล้มเหลวในการสร้างคุณภาพชีวิตให้ประชาชน

4.ความล้มเหลวในการสร้างความยุติธรรมและความปรองดอง และ 5.ความล้มเหลวในการสร้างโอกาสให้ประเทศ

ขณะที่ 10 จำทนประกอบด้วย

1.จำทนกับข้าวของแพง 2.จำทนกับสังคมแตกแยก 3.จำทนกับสองมาตรฐาน 4.จำทนกับทุจริตเต็มเมือง 5.จำทนกับยาเสพติดระบาดหนัก 6.จำทนกับข้าราชการไม่มีศักดิ์ศรี การเมืองแทรกแซง

7.จำทนของผู้ใช้แรงงานขัดสน คนจนเมืองย่ำแย่ 8.จำทนของเกษตรกรทุกข์หนัก 9.จำทนกับการเก่งแต่สร้างหนี้ มีภาระให้ลูกหลาน และ 10.จำทนกับภาพลักษณ์ที่ตกต่ำและโอกาสที่หายไปของประเทศ

นอกจากนี้ ร.ต.อ.เฉลิม ยังกล่าวเสริมว่า

พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคของประชาชนเพื่อประชาชน โดยประชาชน มีความคาดหวังว่าหลังการเลือกตั้ง เราจะได้กลับมาเป็นรัฐบาล และหวังว่าจะได้รับความไว้วางใจเกินครึ่งเพื่อมาทำหน้าที่รัฐบาลของประชาชน

พรรคคิดแคมเปญเพื่อคิกออฟในการเลือกตั้งครั้งหน้า ใช้แคมเปญว่า Ƌ ล้มเหลว 10 จำทน′ ที่ประชาชนไทยกว่า 64 ล้านคนต้องแบกรับ

เริ่มต้นด้วยความล้มเหลวในการบริหารประเทศ หากดูจากผลสำรวจจากหน่วยงานทางวิชาการ ปรากฏ ว่าประชาชนมีความสุขน้อยที่สุด มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่มีความสุข



ก็รัฐมนตรีในรัฐบาล ผู้ประกอบการที่ทำการค้ากับรัฐบาลเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังล้มเหลวในเรื่องเศรษฐกิจ ไม่มีการสร้างงาน สร้างรายได้ มีแต่การสร้างหนี้กว่า 4.2 ล้านล้านบาท ประชาชนไทยที่ลืมตาขึ้นมาวันนี้มีหนี้อยู่แล้ว 7 หมื่นกว่าบาท แถมยังต้องแบกภาระข้าวยากหมากแพง

อย่างเรื่องน้ำมันปาล์ม ก็มีการไปสมคบคิดกับบริษัทพลังงานผลิตไบโอดีเซล เอาบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นเครื่องมือ และรัฐบาลก็แก้ปัญหาแปลกๆ เช่น ให้รองนายกฯฝ่ายความมั่นคงมาดูแลแก้ไขปัญหาราคาปาล์ม แทนที่จะเป็นรองนายกฯฝ่ายเศรษฐกิจ

เท่านี้ก็มีพิรุธแล้ว

ผมจะมอบเอกสารเรื่องนี้ให้คณะทำงานด้านการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพื่อไปทำหน้าที่ในสภาต่อไป

เรื่องการทุจริต เห็นได้ชัดเจนจากหลายโครงการ หลายกระทรวง ไม่ว่าเรื่องการเช่าระบบคอมพิวเตอร์ของกระทรวงมหาดไทย ผมมีข้อมูลและส่งมอบให้นายไชยา พรหมา ส.ส.หนองบัวลำภู และน.ส.วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.เชียงราย ไว้ใช้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจเช่นกัน

นอกจากนี้ยังมีการทุจริตการประมูลเครือข่าย 3 จี ที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) คัดค้าน แต่รัฐบาลยังดึงดันจนกรรมการบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ลาออกถึง 17 คน

แสดงให้เห็นว่าส่อมีการกระทำความผิดต่อพ.ร.บ.ร่วมทุนภาครัฐเอกชนอย่างชัดเจน

ที่สำคัญคือเรื่องในปตท. เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 50 หลังจากที่มีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งแล้ว นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ รมว.พลังงาน ในรัฐบาลพล.อ. สุรยุทธ จุลานนท์ ซึ่งเป็นรัฐบาลรักษาการขณะนั้น ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแล ปตท.

นำเงินไปลงทุนกับบริษัทอีสต์เมดิเตอร์เรเนียน แก๊ส อีเอ็มจี ซึ่งเป็นบริษัทวางท่อก๊าซในประเทศอียิปต์ วงเงิน 486.9 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินไทย 17,500 ล้านบาท โดยซื้อในราคาหุ้นละ 13.25 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ราคาพาร์อยู่ที่ 1 ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น

ประเด็นสำคัญคือ เป็นการนำไปลงทุนในขณะที่เป็นรัฐบาลรักษาการ โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากครม.

หากย้อนไปดูประวัติศาสตร์ชาวมุสลิมหัวรุนแรงในอียิปต์ต่อต้านบริษัทดังกล่าว เพราะส่งแก๊สให้อิสราเอล ล่าสุดถูกวางระเบิดท่อส่งแก๊สในการประท้วงที่อียิปต์ สร้างความเสียหายแก่ ปตท. ในฐานะผู้ถือหุ้น

อีกทั้งผู้จัดการบริษัทดังกล่าวเป็นเพื่อนสนิทนายฮอสนี มูบารัก อดีตประธานาธิบดีอียิปต์ แอบนำเงิน 500 ล้านเหรียญสหรัฐขึ้นเครื่องบินส่วนตัวหนีและไปถูกจับที่สนามบินเมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

หนังสือพิมพ์นิวยอร์ก ไทมส์ รายงานข่าวไปทั่วโลก แต่ ปตท. กลับไม่ได้รายงานความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อตลาดหลักทรัพย์

แม้จะเป็นการดำเนินการโดยรัฐบาลชุดก่อน แต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ต้องตรวจสอบและรับผิดชอบ จะอ้างว่าไม่มีอำนาจไม่ได้ เพราะ ปตท.มีกระทรวงการคลังถือหุ้นใหญ่ 51 เปอร์เซ็นต์

และเมื่อไม่นานมานี้ ปตท. จะเข้าประมูลซื้อห้างคาร์ฟูร์ แต่นายอภิสิทธิ์สั่งการในที่ประชุมครม. ให้น.พ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.พลังงาน ไปแจ้ง ปตท. ให้ถอนตัว ดังนั้นจะอ้างว่าไม่มีอำนาจไม่ได้

ปตท. เป็นแหล่งผลประโยชน์แอบแฝง เป็นค่าคอมมิชชั่นพิเศษจากโบรกเกอร์ผู้ขายน้ำมัน มีการซื้อน้ำมันถูกแล้วนำมาขายแพง ขึ้นราคาเมื่อไหร่ ไม่มีใครสอบถาม ราคาจริงเท่าไหร่ ไม่มีใครรู้

โรงกลั่นไทยออยล์ ผู้บริหาร ปตท. และกลุ่มเหลือบที่แอบแฝงใน ปตท. มีส่วนสมรู้ร่วมคิด

ถึงเวลาแล้วที่สื่อมวลชน ประชาชนจะกระชากหน้ากากรัฐวิสาหกิจเหล่านี้ เพราะมีพฤติการณ์เองทั้งเงินทั้งกล่อง และเงินนี้ก็เป็นเงินภาษีของพี่น้องประชาชน

เดี๋ยวจะเปิดเผยข้อมูลเป็นระยะว่าใครเซ็นสัญญากันที่ไหน อย่างไร พวกนี้ร่ำรวยกันยกใหญ่ เตรียมเอาเงินไว้ใช้จ่ายในการเลือกตั้ง

ผมพร้อมจะนำเรื่องนี้มาอภิปรายในการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายกลางปี หรือในเวที อภิปรายผลงานของรัฐบาลอย่างเต็มที่

สำหรับการทุจริต องค์กรระหว่างประเทศได้จัดลำดับของประเทศไทยในเรื่องนี้เอาไว้

สมัยรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ถูกพรรคประ ชาธิปัตย์และพันธมิตรฯโจมตีเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น ถูกจัดอันดับที่ 64 จาก 178 ประเทศ พอปี ཰ รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับถูกจัดอันดับที่ 84

สภาหอการค้าไทย ระบุว่าสมัยนี้ต้องเสียเงินใต้โต๊ะ 30 เปอร์เซ็นต์ แบ่งเป็นให้นักการเมือง 20 เปอร์เซ็นต์ ให้ข้าราชการ 5 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเอาไว้ฮั้วกันเอง

นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องการสร้างความปรองดองของคนในชาติ มีเรื่อง 91 ศพ และผู้บาดเจ็บอีก 2,000 กว่าคน ที่รัฐบาลต้องคำถามสังคมโลก เรื่องของความ 2 มาตรฐาน ปัญหายาเสพติดเต็มบ้านเต็มเมือง ที่ทำให้ประชาชนต้องจำทนกับรัฐบาลนี้

หรือแม้กระทั่งปัญหากับต่างชาติ ที่รัฐบาลมีนาย กษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ คอยสร้างเรื่องทะเลาะกับต่างชาติ

ผมจึงขอตั้งฉายารัฐบาลนี้ว่าเป็นรัฐบาลขอทานขาดทุน เพราะขอทานแม้ไม่มีรายรับแต่ก็มีรายจ่าย ค่ารถค่ารา ค่าอาหาร 3 มื้อ แต่กลับหารายได้ไม่ได้

ไปขออะไรคนก็ไม่ให้ เพราะคนยากจนกันหมดแล้ว

ละอายใจ?

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน

สมิงสามผลัด




การเปลี่ยนแปลงในอียิปต์ต้องถือว่าเป็นบทเรียนที่สำคัญของโลก

เป็นการปฏิวัติประชาชนในยุคใหม่จนเรียกกันว่า เฟซบุ๊ก เรฟโวลูชั่น

ไม่ใช่พวก เฟซบุ๊ก ขวาตกขอบ-ย้อนยุค แบบในไทย

แต่การเดินขบวนเรียกร้องประชาธิปไตยของชาวอียิปต์หลายแสนคนที่ต้องการให้นายฮอสนี มูบารัก ลาออกจากตำแหน่ง

ก็ต้องแลกมาด้วยเลือดเนื้อและความสูญเสียใหญ่หลวง

เพราะนายมูบารักส่งกองกำลังเข้าปราบปรามจนเกิดการล้มตายกว่า 3 ร้อยคน บาดเจ็บอีก 3 พันคน

ยังมีแกนนำผู้ชุมนุมโดนจับขังคุกอีกเกือบพันคน

การล้อมปราบประชาชนของผู้นำอียิปต์เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ

เพราะการที่มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคนจากการเรียกร้องประชาธิปไตย ไม่มีชาติไหนในโลกยอมรับได้

กระแสโลกจึงต่อต้านนายมูบารักอย่างรุนแรง

แม้แต่สหรัฐอเมริกา มหามิตรที่ใกล้ชิดกับนายมูบารักยังต้องประณาม

ในที่สุดนายมูบารักก็ต้องสละอำนาจ เผ่นออกนอกประเทศ

หลังโดนประชาชนประท้วงอยู่นาน 18 วัน

เหตุการณ์ในไคโร คล้ายๆ กับเหตุการณ์ที่ราชประสงค์

จุดเริ่มเหมือนกัน ผู้ชุมนุมนับแสนคนเรียกร้องประชาธิป ไตย ให้รัฐบาลคืนอำนาจ-จัดการเลือกตั้งใหม่

มีการล้อมปราบประชาชนคนเสื้อแดงเหมือนกัน

มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์กระชับพื้นที่ของรัฐบาล 91 ศพ

บาดเจ็บอีกกว่า 2 พันคน

แกนนำหลายร้อยคนถูกจับขังคุก

แต่ที่แตกต่างกันคือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีของไทยกลับยื้ออำนาจ

ไม่ยอมลาออกจากตำแหน่ง!

เพราะถือดีมี "มือที่มองไม่เห็น" หนุนหลัง

คดี 91 ศพก็โยนความผิดให้ "กองกำลังชุดดำ"

ซื้อเวลาไปวันๆ หวังให้คนไทยลืมเลือนไปเอง

ที่รับไม่ได้เลยก็คือคำให้สัมภาษณ์ของนายอภิสิทธิ์ช่วงที่นายมูบารักสั่งปราบปรามประชาชนจนล้มตายนับร้อยศพใหม่ๆ

นายอภิสิทธิ์แนะนำผู้นำอียิปต์ว่า

"ผู้นำต้องเคารพหลักการปกครอง หลักการของประชาชน และเคารพต่อหน้าที่ตน รวมถึงความอดทนอดกลั้นต่อผู้ชุมนุม ตราบใดที่อยู่ในความสงบ การชุมนุมเป็นการแสดงออกด้วยสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน"

ไม่น่าเชื่อว่าคนที่มีคดีปราบปรามประชาชน 91 ศพเป็นชนักติดหลังอยู่

ยังกล้าประณามคนอื่น

ยังกล้ายกตนว่าเป็นผู้นำที่เคารพต่อการชุมนุมเรียกร้องของประชาชนอีก

คำให้สัมภาษณ์ชิ้นนี้ สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นเผยแพร่ไปทั่วโลก

ถามจริงๆ เถอะ ไม่ละอายใจบ้างหรือไง!?

เบี้ยเดินหมาก

ที่มา มติชน



โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์



ผมไม่ทราบหรอกว่า เหตุใดจึงเกิดการปะทะกันกับกัมพูชาขึ้นที่ชายแดน ใครจะได้อะไรกับเหตุการณ์ครั้งนี้ ผมก็เดาไม่ออก ใครในที่นี้รวมถึงฝ่ายกัมพูชาซึ่งดูเหมือนมีเอกภาพในหมู่ชนชั้นนำกว่าไทย และฝ่ายไทยซึ่งแบ่งออกเป็นกลุ่มอำนาจหลากหลาย เช่นพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งก็มีหลายพรรค ไปจนถึงกองทัพ ซึ่งก็มีกลุ่มอำนาจต่างๆ ภายในกองทัพเองหลายกลุ่ม และไปจนถึงอำนาจนอกระบบ ซึ่งก็ไม่ได้มีกลุ่มเดียวอีกนั่นแหละ

ผมเพียงแต่ค่อนข้างแน่ใจว่า ไม่ว่าเหตุปะทะที่ชายแดนจะเกิดจากฝ่ายใดก็ตาม จุดมุ่งหมายไม่ใช่เพื่อแก้ปัญหาข้อพิพาทเรื่องเขตแดนระหว่างไทยและกัมพูชา เพราะทั้งฝ่ายกัมพูชาและฝ่ายกลุ่มอำนาจอันหลากหลายของไทย ต่างรู้ดีว่าการจุดชนวนปะทะกัน ไม่มีทางที่จะทำให้ข้อขัดแย้งเรื่องพรมแดนคลี่คลายไปทางหนึ่งทางใดได้ ทุกฝ่ายน่าจะรู้อยู่แล้วว่า เงื่อนไขต่างๆ ที่เป็นจริงในปัจจุบันทำให้ไม่มีทางที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด จะสามารถตกลงข้อพิพาทเรื่องเขตแดนให้เป็นไปตามใจชอบของตนแต่ฝ่ายเดียวได้

แม้แต่การปลุกระดมให้ทำสงครามอย่างที่แกนนำพันธมิตร บางคนใช้ ก็รู้กันอยู่แล้ว แม้แต่แก่ตัวผู้ปลุกระดมเองว่า ไม่มีทางที่กัมพูชาหรือไทยจะชนะขาดได้อย่างแน่นอน ฉะนั้นการปลุกระดมไปสู่สงคราม จึงไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อสงคราม แต่เพื่อการเมืองภายในของพันธมิตร เองมากกว่า

กล่าวโดยสรุปก็คือ เหตุปะทะกันที่ชายแดน ไม่ว่าใครจะเป็นฝ่ายเริ่มต้น ล้วนมีจุดมุ่งหมายเพื่ออะไรสักอย่างในการเมืองภายใน ไม่ของกัมพูชา ก็ของไทยเอง หรือของทั้งสองฝ่ายร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม การเล่นการเมืองอย่างสุ่มเสี่ยงเช่นนี้เป็นเรื่องน่ากลัว เพราะ"บานปลาย"ได้ง่าย อีกทั้งน่ากลัวแก่ไทยเสียยิ่งกว่ากัมพูชาด้วย เพราะอย่างน้อยภาวะการนำของกัมพูชาในขณะนี้ดูจะเป็นเอกภาพ จะหยุดหรือเบี่ยงประเด็นไปเมื่อไรก็ได้ ในขณะที่ในเมืองไทยเป็นตรงกันข้าม คือขาดเอกภาพอย่างยิ่ง ผมอยากจะพูดอย่างนี้ด้วยซ้ำว่า ไม่เคยมีครั้งไหนที่ชนชั้นนำไทยจะแตกร้าวกันอย่างหนักเท่าเวลานี้ ไม่ว่าจะมองไปที่เครือข่ายชนชั้นนำตามจารีต, กองทัพ, นักการเมือง, ทุน, นักวิชาการ, หรือแม้แต่คนชั้นกลางด้วยกันเอง

ความไม่เป็นเอกภาพของชนชั้นนำนั้นมีข้อดีในตัวเองด้วยนะครับ อย่างน้อยก็เกิดการถ่วงดุลอำนาจกันบ้าง แต่ในวิกฤตการณ์บางอย่าง ก็กลับกลายเป็นความอ่อนแอ ทั้งสังคมและชนชั้นนำจะตกเป็นเหยื่อของนักปลุกระดม (demagogue)ได้ง่าย

อย่างไรก็ตาม ผมขออนุญาตมองโลกในแง่ดีว่า ภาวะสุ่มเสี่ยงที่เกิดขึ้น กลับมีความสุ่มเสี่ยงในเมืองไทยน้อยลง เพราะเกิดปัจจัยใหม่ในการเมืองไทย นั่นคือสังคมโดยรวมมีสติเป็นตัวของตัวเอง ไม่ตกเป็นเครื่องมือการแย่งอำนาจกันด้วยเล่ห์กระเท่ห์ของชนชั้นนำอย่างหมดตัวเหมือนที่เคยเป็นมา (เช่นนักศึกษาไม่ออกมาเดินขบวนเรียกร้องสงคราม อย่างที่นักศึกษาเคยทำเมื่อสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม)

ผมอยากวิเคราะห์ความมีสติของสังคมดังที่กล่าวนี้ว่า มาจากอะไรบ้าง เพื่อจะได้มองเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยเอง

1/ การปลุกระดมด้วยลัทธิชาตินิยมแบบระรานของแกนนำพันธมิตร ไม่ประสบความสำเร็จ อย่างน้อยก็ไม่ทำให้ฝูงชนที่ร่วมชุมนุมมีปริมาณเพิ่มขึ้นมากนัก จึงไม่เป็นเงื่อนไขให้กลุ่มอำนาจกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด ใช้เป็นเครื่องมือในทางการเมืองของตนเองได้สะดวก

อันที่จริงชาตินิยมแบบระรานนั้น เป็นอุดมการณ์ที่ทหารใช้กันมานาน เพราะให้ความชอบธรรมแก่อำนาจทางการเมืองที่ไม่ชอบธรรมของกองทัพ แต่เพราะคนไทยส่วนใหญ่ไม่ตกอยู่ใต้มนตร์สะกดนี้ในครั้งนี้ จึงทำให้กลุ่มอำนาจในกองทัพบางกลุ่มไม่อาจใช้ชาตินิยมแบบระรานนี้ ไปยึดอำนาจทางการเมืองมาอยู่ในกลุ่มของตนได้

2/ เหตุใดคนไทยจำนวนมากจึงไม่ตกอยู่ใต้มนตร์สะกดของลัทธิชาตินิยมแบบระราน ผมคิดว่าส่วนหนึ่งมาจากการที่คนไทยจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ได้เรียนรู้แล้วว่า ความเข้มแข็งของชาตินั้นไม่ได้มาจากพื้นที่อันกว้างขวางของดินแดน บูรณภาพทางดินแดนมีความสำคัญก็จริง แต่ยืดหยุ่นได้มากกว่าหนึ่งตารางนิ้ว ในการประเมินความเข้มแข็งของชาติ จำเป็นต้องนำปัจจัยอื่นๆ เข้ามาบวกลบคูณหารด้วย เช่นปัจจัยทางเศรษฐกิจ, วัฒนธรรม, การรวมกลุ่มระหว่างประเทศ, สถานะของไทยในการเมืองโลก, และอนาคตอันยาวไกลของบ้านเมือง ทั้งหมดเหล่านี้ไม่เกี่ยวกับกองทัพ และทหารก็ไม่ได้มีความสามารถที่จะกำหนดชะตากรรมของชาติมากกว่าคนกลุ่มอื่นแต่อย่างใด

3/ ถ้าคนไทยจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ คิดอย่างที่ผมว่าไว้ในข้อสอง ก็หมายความว่ากองทัพต้องหันกลับมาทบทวนบทบาทของตนในสังคมไทยใหม่ ถ้ากองทัพยังอยากจะดำรงอยู่อย่างมีความสำคัญในสังคมอยู่บ้าง การปกป้องชาติอาจทำได้ด้วยกำลังทหาร แต่กำลังทหารอย่างเดียวไม่พอ และไม่สำคัญที่สุดด้วย มีปัจจัยอื่นๆ อีกมากที่สำคัญกว่านั้น ซึ่งเราต้องใส่ใจมากกว่าความแข็งแกร่งของกองทัพ ถ้ากองทัพคิดว่าตัวจะมีบทบาทเหมือนเดิมตลอดไป

ในไม่ช้ากองทัพเองนั่นแหละจะกลายเป็นสิ่งที่คนไทยจำนวนมากเห็นว่าเป็น"ส่วนเกิน"ของชาติ และหนักไปกว่านั้นคืออาจเห็นว่าเป็น"ตัวถ่วง"ก็ได้

4/ สิ่งที่เคยเป็น "อาญาสิทธิ์" ทุกชนิดในสังคมไทย ถูกท้าทาย, ถูกตั้งคำถาม, ถูกตั้งข้อสงสัย, หรือถูกปฏิเสธ ไปหมดแล้ว ในสภาพเช่นนี้ ไม่มีชาติใดสามารถรบกับใครได้หรอกครับ อาจปะทะกันที่ชายแดนได้ แต่รบกับเขานานๆ ชนิดที่เรียกว่า "สงคราม" ไม่ได้

ผมขอยกตัวอย่างจากรายการวิทยุท้องถิ่นแห่งหนึ่งที่ผมเพิ่งได้ยินในเชียงใหม่ เป็นรายการสนทนาที่โฆษกท่านหนึ่งพูดในวันที่มีการปะทะกันที่ชายแดน และมีทหารเสียชีวิตว่า ถึงจะเสียใจต่อความสูญเสียของครอบครัวทหารท่านนั้น แต่คิดย้อนหลังไปไม่กี่เดือนก่อนหน้า ที่ทหารยิงประชาชนซึ่งไม่ได้ถืออาวุธล้มตายจำนวนมากแล้ว ก็มีความรู้สึกพิพักพิพ่วน ด้านหนึ่งก็คือเสียใจ, โกรธแค้นกัมพูชา เพราะอย่างน้อยก็เป็นคนไทยด้วยกัน แต่อีกด้านหนึ่งก็ยังอดคิดไม่ได้ว่า ผู้ชุมนุมประท้วงก็เป็นคนไทยด้วยกันเช่นเดียวกัน

ความหมายของเขานั้นเข้าใจได้ไม่ยากนะครับ แต่ประเด็นสำคัญที่ผมอยากชี้ไว้ก็คือ จะมีกองทัพใดในโลกนี้หรือครับที่สามารถทำสงครามสมัยใหม่ได้ หากประชาชนส่วนหนึ่งรู้สึกอย่างนี้กับทหาร สงครามสมัยใหม่นั้นเป็นสงครามเบ็ดเสร็จ (Total War) คือไม่ได้รบกันที่แนวหน้าอย่างเดียว แต่รบกันทั้งสังคม ไม่เหมือนสงครามสมัยโบราณ ที่มีแต่ทัพของอัศวินรบกัน โดยประชาชนทำมาหากินและหลบหลีกภัยสงครามไปตามเรื่อง ใครแพ้ใครชนะก็ไม่เกี่ยวกับตัว เพราะนายเก่าหรือนายใหม่ก็ไม่สู้จะต่างอะไรกันนัก

5/ ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญมากก็คือ เสียงของคนชายแดนบ้านภูมิซรอล, บ้านภูมะเขือ, ฯลฯ ดังกว่าที่เสียงของคนชายแดนเคยดังมาในการปะทะกันด้วยอาวุธทุกครั้งของไทย ทีวีไทยเอาผู้ใหญ่บ้านจากหมู่บ้านแถวนั้น มานั่งสนทนากับนักวิชาการ ทีวีอีกหลายช่องไปถ่ายภาพความโกลาหลของประชาชนชายแดนที่ต้องอพยพหลบภัย มานอนกันเกลื่อนกล่นในที่ซึ่งราชการตั้งเป็นศูนย์อพยพ

มีน้ำตาของแม่ที่พลัดหลงกับลูก มีคำให้สัมภาษณ์ของคนที่ต้องทิ้งสมบัติข้าวของและวัวควายไว้โดยไม่มีคนดูแล มีอารมณ์ความรู้สึกของความสับสนวุ่นวายที่ต่างไม่สามารถจัดการกับชีวิตของตนได้ และแน่นอนมีความเสียหายทางวัตถุและชีวิตซึ่งเกิดขึ้น

เสียงของคนเล็กๆ ดังมากขึ้นในสังคมไทยมาหลายปีแล้ว ทั้งจากเอ็นจีโอ, นักวิชาการ, และการเคลื่อนไหวของพวกเขาเอง สงครามหรือปัญหาระหว่างประเทศเคยเป็นพื้นที่หวงห้ามที่ชนชั้นนำตัดสินใจกันเอง (อย่างมีเอกภาพ หรือไม่มีเอกภาพก็ตาม) แต่ครั้งนี้ไม่ใช่นะครับ มีเสียงของคนเล็กๆ สอดแทรกเข้ามา เช่นผู้ใหญ่บ้านท่านที่กล่าวแล้ว เสนอให้เปิดการเจรจากันโดยเร็วเพื่อยุติการใช้อาวุธเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้ง ท่านไม่สนใจหรอกครับว่าจะเปิดการเจรจาอย่างไรจึงจะเป็นผล นั่นเป็นหน้าที่ของรัฐบาลไปหาทางเอาเอง ท่านไม่ได้เรียกร้องให้ใช้กำลังทหารเข้าไปยึดนครวัด เสียมราบ พระตะบอง

เสียงเหล่านี้ดังเข้ามาในสภาผู้แทนราษฎรด้วย จะเพราะเหตุผลทางการเมืองหรืออะไรก็ตามที แต่เป็นประเด็นหลักของการอภิปรายกระทู้ของฝ่ายค้านต่อปัญหาที่เกิดขึ้น

เราจะอยู่กันต่อไปโดยปิดหูให้แก่เสียงของคนเล็กๆ เหล่านี้ไม่ได้เสียแล้ว และจะใช้วิธีศรีธนญชัยกับเสียงเหล่านี้ ก็คงไม่ได้ผลยั่งยืนอะไร

6/ คู่ขนานกันไปกับเสียงของคนเล็กๆ ผมคิดว่ามีเสียงของนักวิชาการซึ่งอาจไม่ดังเท่า แต่ก็ทำมาอย่างต่อเนื่องให้หันมาทบทวนกรณีพิพาทเรื่องเขตแดนจากข้อมูลหลักฐานที่เป็นจริง และหาทางออกโดยสันติ ก่อนที่นักปลุกระดมจะฉวยเอาประเด็นเหล่านี้ไปเคลื่อนไหวเพื่อประโยชน์ทางการเมืองของตน แม้ว่าเสียงของนักวิชาการเหล่านี้อาจไม่จับใจสื่อ และไม่เป็นข่าว แต่ได้สร้างฐานความรู้บางอย่างที่คนเล็กๆ สามารถหยิบฉวยไปใช้ เพื่อยับยั้งการเลือกความรุนแรงในการแก้ปัญหาได้ และในความเป็นจริงเวลานี้ ผมก็ได้พบว่าคนเล็กๆ ที่มีสติดีที่สุดและไม่มีผลประโยชน์ทางการเมืองอะไรกับข้อพิพาทชายแดน ก็กำลังกระตือรือร้นที่จะหยิบเอาฐานความรู้เหล่านี้ไปใช้ในการกำกับนโยบายของรัฐด้วย เช่นในการสัมมนาเรื่อง "สยาม-ขะแมร์ คู่รัก คู่ชัง คู่กรรม คู่เวร" ที่ มธ.เมื่อเร็วๆ นี้ ก็มีชาวบ้านจากภูมิซรอลอุตส่าห์เดินทางมาร่วมการสัมมนาด้วยจำนวนหนึ่ง

พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ คนเล็กๆ ไม่ได้ส่งเสียงเพราะตัวเองเดือดร้อนเฉพาะหน้า แต่กำลังเขยิบเข้ามามีส่วนร่วมในการกำกับนโยบายต่างประเทศอย่างเป็นหลักเป็นฐาน ด้วยสิทธิเสมอภาคกับสาวกของเวทีพันธมิตร ที่ราชดำเนิน

ในทุกที่ในโลกนี้ หากเบี้ยสามารถเดินหมากเอง สงครามจะเป็นตาอับตลอดไป แม้เรายังอาจมีข้อพิพาทและการปะทะกันด้วยอาวุธอยู่บ้าง แต่โลกนี้จะไม่มีสงคราม

กลุ่มวันอาทิตย์สีแดงนัดเดินถอยหลัง "กู้ชาติ"

ที่มา มติชน





กลุ่มวันอาทิตย์สีแดงจัดกิจกรรมเมื่อวันที่ 13 ก.พ. ที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย สถานที่ชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงเพื่อเรียกร้องปล่อยตัวแกนนำและผู้ถูกคุมขังคดีการเมืองรวมทั้งรำลึกถึงผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน 2553 นายสมบัติ บุญงามอนงค์ แกนนอนกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง กล่าวว่า ได้นัดนักเรียนแกนนอนจัดกิจกรรมโดยมีการนำรองเท้ามาเรียงต่อกันเขียนข้อความ "NO WAR" และเดินถอยหลังพร้อมกับตะโกนคำว่ากู้ชาติ เพื่อแสดงสัญลักษณ์ว่าการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เรียกร้องกู้ชาติเป็นการนำพาประเทศถอยหลัง

รับชมข่าว VDO

ทำไม "ม็อบแดง" เติบโต ทำไม "ม็อบเหลือง" ถดถอย จับตา 19 ก.พ. "สึนามิแดง" มาแล้ว

ที่มา มติชน





ต้องยอมรับว่าปริมาณผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงในวันอาทิตย์ที่ 13 กุมภาพันธ์นั้นมากจริงๆ

ถ้าถามแกนนำนปช. อาจบอกว่าเป็นแสน

แต่รายงานของตำรวจนั้นเป็นหลักหมื่น

การถกเถียงเรื่อง "ตัวเลข" นั้น ต่างฝ่ายต่างก็ตีความเข้าข้างตัวเอง

แต่ภาพที่ปรากฏก็คือ จากเวทีตรงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย หันหน้าไปทางสี่แยกคอกวัว

"คนเสื้อแดง" เต็มถนนราชดำเนินตั้งแต่หน้าเวทีไปถึงสี่แยกคอกวัว ส่วนด้านหลังเวทีนั้นยาวเหยียดจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยไปถึงสะพานผ่านฟ้า

มีบางส่วนล้นไปถึงจปร.

ปริมาณผู้ชุมนุมมากกว่าครั้งก่อนที่ผ่านมา

ในขณะที่ "ม็อบเสื้อเหลือง" ที่ยืนหยัดมานานหลายวันที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ กลับมีจำนวนเพียงแค่หลักพันในช่วงค่ำ และหลักร้อยในช่วงกลางวัน

ยิ่ง "ม็อบ 2 สี" มาประชันกันในวันเดียวกัน ยิ่งทำให้เห็นชัดเจนถึงความแตกต่างของ "มวลชน" ที่สนับสนุน

ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ ทำไม "ม็อบเสื้อเหลือง"จึงลดลงอย่างฮวบฮาบ

และทำไม "ม็อบเสื้อแดง" จึงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งที่เพิ่งถูกปราบครั้งใหญ่ไปเมื่อ 8 เดือนก่อน

กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แม้จะมี "เอเอสทีวี" และสื่อในเครือจำนวนมากเป็น "นางกวัก" เรียกคน

แต่ดูเหมือนว่าพลานุภาพของ "สื่อ" ในเครือจะลดความศักดิ์สิทธิ์

ในขณะที่ผู้ชุมนุมตะโกนเรียกคนหน้าจอให้ "ออกมา...ออกมา..."

แต่ "คนหน้าจอ" กลับนิ่งเฉย

ด้านหนึ่ง อาจเป็นเพราะ "พันธมิตร" ในอดีตไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ ในครั้งนี้

หรืออีกด้านหนึ่ง อาจเป็นเพราะปริมาณคนดูเอเอสทีวี ลดน้อยลง

มีการวิเคราะห์กันว่าเหตุผลที่ทำให้ "ม็อบเสื้อเหลือง" ลดลงมาจาก 3 สาเหตุ

สาเหตุแรก คือ ประเด็นการเคลื่อนไหวแบบ "รักชาติ" อย่างรุนแรง ไม่มีเสน่ห์ดึงดูดสำหรับคนไทยในพ.ศ.นี้

ปริมาณคนเข้าร่วมจึงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เมื่อทหารไทย ปะทะกับทหารกัมพูชา

ทั้งที่การปะทะกันครั้งนี้น่าจะสร้างกระแส "คลั่งชาติ" เรียกคนมาร่วมชุมนุมได้อย่างถล่มทลาย

แสดงให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับท่าทีของ "พันธมิตร" ในเรื่องนี้

สาเหตุที่สอง มาจาก "คู่ต่อสู้" คือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และพรรคประชาธิปัตย์

"ม็อบเสื้อเหลือง" ในอดีตที่เข้มแข็งและมีปริมาณมาก มาจากการหนุนช่วยของพรรคประชาธิปัตย์ หรือคนที่นิยมพรรคประชาธิปัตย์

เมื่อ "สนธิ ลิ้มทองกุล-พล.ต.จำลอง ศรีเมือง" เลือกที่จะปะทะกับ "อภิสิทธิ์"

เขาจึงรู้ว่า "ม็อบพันธมิตร" ที่คิดว่าขึ้นตรงกับเขานั้น แท้จริงแล้วมี "ใคร" ชักใยอยู่เบื้องหลัง

แต่กว่าทั้งคู่จะรู้ พล.ต.จำลองและนายสนธิก็ถลำมาไกลเกินกว่าจะถอยหลัง

สาเหตุที่สาม การเคลื่อนไหวของ "ม็อบพันธมิตร" ครั้งนี้ "เบาบาง" มากในเชิง "มวลชน" แต่ "รุนแรง" มากใน "เนื้อหา" การปราศรัยบนเวที

สนธิทำลาย "มิตร" ในอดีตแบบไม่ไว้หน้า ไม่ว่าจะเป็น "เปลว สีเงิน" ของไทยโพสต์ "เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง" หรือแม้แต่ "อัญชลี ไพรีรักษ์" ที่เข้าไปช่วยงาน "จุติ ไกรฤกษ์" ในกระทรวงไอซีที

โจมตีกลุ่มพันธมิตรฯที่ไม่ยอมออกมาชุมนุมว่าหลงความหล่อของ "อภิสิทธิ์"

โจมตี พล.ต.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก อย่างรุนแรง ฯลฯ

เขาใช้กลยุทธ์เก่าที่เคยได้ผลมาก่อนในอดีต คือ ทำให้ทุกคน "กลัว" ไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์ โดยลืมไปว่าพลานุภาพของ "มวลชน" และสื่อในเครือนั้นไม่เหมือนเดิม

ยิ่งนานวัน กลุ่มพันธมิตรฯก็ยิ่งทำลายตัวเองลงเรื่อยๆ

ยิ่งนานวัน กลุ่มพันธมิตรฯก็รู้แล้วว่าใครคือ "เส้นใหญ่" ตัวจริง
.................

ในอีกด้านหนึ่ง กลุ่ม "คนเสื้อแดง" กลับเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

การระดมคนเป็นหมื่นกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา

แกนนำนปช.ปรับยุทธศาสตร์ใหม่ลด "ความรุนแรง" ลง และใช้วิธี "รักษาจุดร่วม สงวนจุดต่าง" สร้างแนวร่วมมากขึ้น

ที่สำคัญเรื่อง "สองมาตรฐาน" ที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อนำสิ่งที่แกนนำ นปช.ที่ถูกจำคุกโดยไม่ได้ประกันตัวมา

เทียบกับแกนนำ "ม็อบพันธมิตร" ที่เจอข้อหาก่อการร้ายเหมือนกัน แต่ได้ประกันตัวและออกมานำการเคลื่อนไหวได้

เป้าหมายของ นปช.นั้นต้องการเพิ่มจำนวนคนเข้าร่วมชุมนุมมากขึ้น "เท่าตัว" ทุกครั้ง

และ 2 ครั้งที่ผ่านมา เขาทำสำเร็จ

การชุมนุมครั้งต่อไปในวันเสาร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ แกนนำ นปช.ต้องการเพิ่มจำนวนผู้ชุมนุมอีกเท่าตัว

แม้จะดูเหมือนว่าเป็นการคุยคำโต แต่วันนี้ไม่มีใครกล้าสบประมาทว่า "เป็นไปไม่ได้"

การเติบโตของ "ม็อบเสื้อแดง" และการถดถอยของ "ม็อบเสื้อเหลือง" นั้นมีบางสิ่งที่เปลี่ยนแปลงและสวนทางกัน

"ม็อบเสื้อเหลือง" ในอดีตเคยมีฐานมวลชนหลักคือ "คนกรุงเทพ"

"ต่างจังหวัด" เป็นส่วนเสริม

ในขณะที่ "ม็อบเสื้อแดง" นั้นต้องพึ่งพาจากคนต่างจังหวัด

การชุมนุมใหญ่ในเดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2553 "คนเสื้อแดง" จึงต้องระดมคนอีสานและภาคเหนือเข้ามาในกทม.

เพราะรู้ว่าฐานสนับสนุนในเมืองกรุงนั้นไม่มากนัก

แต่วันนี้กลับเปลี่ยนไป

"คนกรุง" หนุน "ม็อบเสื้อเหลือง" น้อยลง สังเกตได้จากปริมาณคนในช่วงเย็นวันธรรมดา ซึ่งตามปกติเคยเนืองแน่น แต่วันนี้กลับมาจำนวนคนเพิ่มน้อยมาก

ในขณะที่ "ม็อบเสื้อแดง" ที่ชุมนุมในช่วงหลังแบบบ่ายไปดึกกลับ ล้วนแต่เป็นคนกรุงและจังหวัดใกล้เคียง

เขาไม่ได้ระดมคนอีสานและภาคเหนือลงมาเลย

แต่วันเสาร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ "จตุพร" ประกาศบนเวทีว่าจะระดม "คนเสื้อแดง" จากภาคเหนือและอีสานมาร่วมด้วย

ไม่มีใครรู้ว่าการเคลื่อนไหวของ "คนเสื้อแดง"ต่อจากนี้ไปจะเดินไปอย่างไร

แม้แต่ "แกนนำ นปช." เอง

เหตุการณ์ในตูนีเซีย และอียิปต์ ทำให้ "คนเสื้อแดง" ฮึกเหิมขึ้น

เพราะเป็นปรากฏการณ์ที่บอกว่าอะไรที่ทุกคนคิดว่า "เป็นไปไม่ได้"

แท้จริงแล้ว "เป็นไปได้"

"อภิสิทธิ์" ที่เคยชนะในเดือนพฤษภาคม 2553

ก็อาจพ่ายแพ้ได้เช่นกัน

นี่คือ สึนามิการเมืองลูกเดิมระลอกใหม่ที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง

กลุ่มไม่เอาสงครามฯ เรียกร้องสันติภาพในวันแห่งความรัก

ที่มา ประชาไท



วันนี้ (14 ก.พ.54) เวลา 18.00 น. กลุ่ม “ไม่เอาสงคราม ต้องการสันติภาพ” จัดกิจกรรมรณรงค์ต่อต้านสงครามที่บริเวณด้านหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สี่แยกปทุมวัน โดยเรียกร้องให้รัฐบาลไทยและกัมพูชายุติการสู้รบบริเวณชายแดน

กิจกรรมมีการนำผ้าสีขาวขนาดใหญ่ปูบนพื้นเพื่อให้ร่วมกันเขียนข้อความต่อต้านสงคราม มีการชูป้ายข้อความเรียกร้องสันติภาพ และแจกใบปลิวเชิญชวนผู้ที่สัญจรไปมาเข้าร่วมกิจกรรม รวมทั้งมีการแจกดอกกุหลาบสีแดงให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมนำมาวางเรียงเป็นรูปวงกลมสัญลักษณ์ของสันติภาพ
กิจกรรมครั้งนี้มีทั้งนักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปที่ให้ความสนใจ โดยเฉพาะชาวต่างชาติเข้ามาสนทนาและร่วมในการรณรงค์ดังกล่าวนี้ด้วย กิจกรรมยุติลงในเวลาประมาณ 19.30 น.




































สื่อแคนาดารายงานพระมหากษัตริย์ไทย ทรงเป็นผู้นำรวยที่สุดในโลก

ที่มา ประชาไท

เว็บไซต์แวนคูเวอร์ซัน สื่อสายอนุรักษ์นิยมของแคนาดารายงานพระมหากษัตริย์ไทยครองอันดับหนึ่งผู้นำที่รวยที่สุดในโลก ระบุทรงถือครองที่ดินจำนวนมหาศาล รวมถึงที่ดินในกรุงเทพฯ กว่า 3,500 เอเคอร์

แวนคูเวอร์ซันรายงานโดยจัดอันดับผู้นำที่รวยที่สุดในโลกพร้อมประมาณการทรัพย์สินดังนี้

อันดับหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ประเทศไทย 30,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
พระมหากษัตริย์ที่ครองราชย์นานที่สุดในโลก พระชนมายุ 82 พรรษา ทรงเป็นผู้นำที่รวยที่สุดด้วยเช่นกัน ทรัพย์สินของพระองค์นั้นประกอบด้วยการถือครองที่ดินอย่างมหาศาลรวมไปถึงที่ดินประมาณ 3,500 เอเคอร์ในกรุงเทพฯ อย่างไรก็ตามรัฐบาลไทยโต้แย้งการจัดอันดับให้พระองค์เป็นผู้นำที่รวยที่สุดในโลก โดยให้เหตุผลว่าทรัพย์สินหลายรายการนั้นไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนพระองค์

อันดับที่ 2 สมเด็จพระราชาธิบดีฮัจญี ฮัสซานัล โบลเกียห์ มูอิซซัดดิน วัดเดาละห์ 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
ก๊าซธรรมชาติและน้ำมันของบรูไนเป็นปัจจัยที่ทำให้สุลต่านของบรูไนเป็นผู้นำที่รวยติดอันดับโลก และก็ใช้เงินไปกับรถยนต์หรู การจ้างไมเคิล แจ็กสันให้เปิดการแสดงเป็นการส่วนพระองค์เพื่อฉลองวันพระราชสมภพ 50 พรรษา ในปี รายงานของศาลแสดงให้เห็นว่าทรงจ่ายเงินค่าจ้างโค้ชแบดมินตันราว 2 ล้านเหรียญสหรัฐ อีก 2 ล้านปอนด์สำหรับค่าฝังเข็มและนวด และค่าจ้างคนทำงานบ้านอีกประมาณคนละ 11 ล้านเหรียญสหรัฐ

อันดับที่ 3. ชีกห์คาลิฟา บิน ซาเอด อัล นาห์ยัน ประมาณ 18,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
ประธานาธิบดีของสาธารณรัฐอาหรับเอมิเรสต์ ซึ่งเป็นประเทศที่ถือครองน้ำมันมากติดอันดับหนึ่งในสิบของโลก ชีค กาลิฟาห์ทรงจ่ายเงิน 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับการสร้างศูนย์วัฒนธรรม ซึ่งรวมถึงการว่าจ้างแฟรงก์ เกอร์รี่ ผู้ออกแบบพิพิธภัณฑ์กุกเกนไฮม์

อันดับที่ 4 พระราชาอับดุลลาห์ บิน อาบูล อาซิซ ของซาอุดิ อาระเบีย ประมาณ 21,000 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 5 ชีกห์มูฮัมหมัด บิน ราชิด อัล มักทูม แห่งดูไบ ประมาณ 12,000 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 6 ฮอสนี มูบารัก ประมาณ 10,000 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 7 ซิลวิโอ เบลุสโคนี่ ประมาณ 9,000 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 8 ฮาน อดัมส์ ที่สอง แห่งลิกเตนสไตน์ ประมาณ 3,500 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 9 เอมิร์ แห่งการ์ตาร์ ประมาณ 2,000 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 10 อาซิฟ อาลี ซาดารี ประธานาธิบดีแห่งปากีสถาน ประมาณ 1,900 ล้านเหรียญ

ของดีเลยมาสายหน่อย นี่ไงพบแล้วหลักฐานต้นเหตุไทยรบเขมร ไก่อูมีอะไรจะแถ-ลง ลวงโลกอีกมั้ย?!

ที่มา Thai E-News



แปลกแต่เป็นเรื่องจริง หลังการปะทะไม่มีการชี้แจงทำความเข้าใจกับสื่อไทย จากผู้นำกองทัพว่าเกิดอะไรขึ้น และอะไรเป็นสาเหตุของการปะทะ ..ข่าวตอนแรกสับสนว่าทหารไทยไปคัดค้านทหารเขมรสร้างทางในพท. 4.6 ข้อเท็จจริงคือตรงกันข้ามครับ


โดย Nipaporn Freedom
ที่มา เฟซบุ๊คของคุณเสริมสุข กสิติประดิษฐ์

นี่ไงพบแล้ว หลักฐานที่เป็นต้นเหตุของการยิงปะทะกันระหว่างไทยกับกัมพูชาในวันที่ 4 ก.พ.54 ไก่อู แถ-ลง คนไทยและชาวโลก ลำดับเรื่องราวกันดูคร่าวๆ ค่ะ อย่าเชื่อคำโฆษณาชวนเชื่อของไก่อู

: ของดีเลยมาสายไปหน่อย..เป็นภาพที่ทหารในกองทัพส่งมาให้ดูเลยเอามาให้ดูต่อ..รถแทรกเตอร์ที่เป็นของทหารกองทัีพภาคสองที่ตัดเส้นทางเข้าไปในพท.4.6 จากบริเวณสระตราวที่อยู่ทางตอนเหนือของปราสารพระวิหารประมาณ 800 เมตร มีการรุกในพท.ของทหารไทยตัดถนนเข้าไปใน 4.6

ต้องบอกว่าเป็นครั้งแรกที่ทหารไทยภายใต้การนำของบิ๊กตู่ ตัดสินใจเช่นนี้ เหตุการณ์เกิดตอนบ่ายสามโมงของวันพุธที่4 กพ. ระหว่างตัดทางเข้าไปและยังอยู่ในเขตไทย แต่กำลังจะเข้าไปใน พท.4.6 ทหารเขมรยิง RPG ใส่รถแทรกเตอร์ของไทย

จากนั้นก็เกิดการสู้รบลามไปถึงภูมะเขือที่อยู่ห่างจุดปะทะตรงแทรกเตอรืไปทางตะวันตกประมาณสองกม. ตอนทหารเขมรสร้างทางขึ้นมาใน 4.6 ทหารไทยหวานเย็นมาตลอด ไม่เคยทำอะไรทีเป็นรูปธรรม แต่พอเราตัดถนนเข้าไปใน พท.4.6 ทหารเขมรแสดงสิทธิ์ในการปกป้องอธิปไตยของมันทันทีด้วยการยิง RPG ใส่

แปลกแต่เป็นเรื่องจริง หลังการปะทะไม่มีการชี้แจงทำความเข้าใจกับสื่อไทยจากผู้นำกองทัพว่าเกิดอะไรขึ้น และอะไรเป็นสาเหตุของการปะทะ ..ข่าวตอนแรกสับสนว่าทหารไทยไปคัดค้านทหารเขมรสร้างทางในพท. 4.6 ข้อเท็จจริงคือตรงกันข้ามครับ

ผบ.ทบ.สั่งให้กองทัพภาคสองปรับการทำงานในพท.4.6 และให้ตัดทางเข้าไปในพท. 4.6 จากสระตราว เพราะตระหนักดีว่าสภาพการณ์ที่เป็นอยู่เราเป็นรองมากหลายช่วงตัว เนื่องจากทหารเขมรอยู่เต็มพท.4.6 ตั้งแต่ปราสาท วัดแก้ว และถนน (กลับไปดูแผนที่ที่ผมเคยเอามาลงดูอีกทีนะครับจะได้เข้าใจ) มีการสร้างเสริมที่มั่นทางทหารในพท. ถ้ารบกันเราอาจเสียเปรียบเนื่องจากมันอยู่มานานมีการดัดแปลงพท.เป็นพท.สู้รบ เลยจำเป็นต้องตัดถนนเข้าไปในพท. เพื่อขนทหารเข้าไปหากสู้รบกันยาว

เรื่องนี้ท่านฮวยเซง รับทราบดีถึงการรุกคืบของทหารไทย ก่อนหน้านี้ไม่มีนะครับ ไม่ได้ทำอะไรเลย เอาทหารไปวางไว้เฉยๆ ไม่มีแผนอะไรทั้งนั้นนอกจากรักษาพท. แล้่ววันดีคืนดีก็เอากำลังออกจากวัด ขึ้นไปทางตอนเหนือ อย่างนี้ก้เสร็จมัน ยังมึนงงจนทุกวันนี้ว่าคิดอย่างนี้ได้อย่างไร ปรับอย่างนั้นเข้าteen มันเลย



(ขอบคุณภาพและข้อมูลจากคุณเสริมสุข กสิติประดิษฐ์)

Monday, February 14, 2011

คาร์บอมบ์ยะลา จงใจหรือหมั่นใส้

ที่มา Thai E-News



ผู้ต้องสงสัย?-นายมะแซ อุเซ็ง หรือ อุสตาซแซ(ภาพบน)แกนนำกองกำลังBRN Co-ordinate ภาพซ้ายเป็นภาพเก่าที่ทางการไทยออกหมายจับ ส่วนภาพด้านขวาเป็นรูปในปัจจุบัน (ภาพล่าง)โดยภาพล่าสุดนั้นขยายจากภาพถ่ายร่วมกับนายนัจมูดดิน อูมา ส.ส.นราธิวาส ภาพนี้เชื่อกันว่าถ่ายในมาเลเซีย อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า ฝีมือคาร์บอมบ์หนล่าสุดที่ยะลาไม่ใช่ฝีมือของอุสตาซแซ


โดย ปะแด งา มูกอ
14 กุมภาพันธ์ 2554

ลอบวางระเบิดประกอบรถยนต์ (คาร์บอมบ์) กลางเมืองยะลา ทหารบาดเจ็บสาหัส 3 นาย ตำรวจ 1 นาย ประชาชน บาดเจ็บ 13 ราย เพลิงเผาผลาญร้านค้า 15 คูหา

วันอาทิตย์ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา 09.50 น.


ศูนย์วิทยุ สภ.เมืองยะลา ได้รับแจ้งเกิดเหตุระเบิดขึ้นที่บริเวณ ถนน ณ.นคร เยื้องธนาคารนครหลวง เขตเทศบาลนครยะลา มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก

จุดเกิดเหตุอยู่หน้าร้านเฮนเบเกอรี่ เลขที่ 33 ถนน ณ นคร ต.สะเตง มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุระเบิดทันทีจำนวนหลายราย
ประกอบด้วย

1.ส.อ.ชานนท์ สองแก้ว อายุ 26 ปี (บาดเจ็บสาหัส)
2.จ.ส.ท.ประสิทธิ์ อิสโร อายุ 35 ปี (บาดเจ็บสาหัส)
3.พลทหารวรินทร์รัตน์ จันทร์ดี อายุ 22 ปี (บาดเจ็บสาหัส)
4.ส.ต.อ.ชาติ ประไมยะ อายุ 31 ปี สังกัด ภ.จ.ยะลา
5.น.ส.อังคณางค์ ภัทรพงศ์ อายุ 20 ปี
6.นายเดชณรงค์ พันโท อายุ 25 ปี (บาดเจ็บสาหัส)
7.น.ส.ชลัยพร เรือนธรรม อายุ 42 ปี
8.นายสมศักดิ์ รักษ์พงษ์ อายุ 35 ปี
9.นางศิริพร เรือนธรรม อายุ 38 ปี
10.นางทักษิณา วงศ์จุมปู อายุ 30 ปี
11.นายหมู แซ่เสี้ยว อายุ 59 ปี
12.ด.ช.นิลพัทธ์ แก้วเกาะสะบ้า อายุ 5 ปี
13.นายสุวัฒน์ ไตรรงค์เจริญสุข อายุ 31 ปี
14.นายสมมาตร บุญรุ่ง อายุ 42 ปี
15.นายธนันต์ ฉั่วพานิชย์ อายุ 54 ปี
16.นางปภาดา ผิวเกลี้ยง อายุ 61 ปี
17.นางเตือนใจ กลัดทอง อายุ 44 ปี

เจ้าหน้าที่กู้ภัยร่วมกันลำเลียง ส่งโรงพยาบาลศูนย์ยะลา แรงระเบิดทำให้เกิดเพลิงเผาผลาญบ้านเรือนไปรวม 15 คูหา

ที่เกิดเหตุพบซากรถกระบะคาร์บอมบ์ยี่ห้อโตโยต้าดีแม็กซ์ยังไม่ทราบหมายเลขทะเบียนสภาพพังยับเยิน อาคารร้านค้าฝั่งตรงข้ามได้รับความเสียหารพร้อมรถยนต์เก๋ง กระบะและรถจักรยานยนต์รวมกว่าสิบคัน พบระเบิดแสวงเครื่องที่อัดไว้ในถังแก๊สปิกนิกอีกลูกวางอยู่ พื้นถนนใกล้ซากรถคาร์บอมบ์

เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด ภ.จ.ยะลา ไปจัดการเก็บกู้ไว้ได้สำเร็จ ห่างจากจุดระเบิดไปราว 10 เมตร พบรถปิกอัพยี่ห้ออิซูสุทะเบียน บต-6817 ปัตตานี จอดอยู่กลางถนน บนกระบะท้ายมีสัมภาระเครื่องอุปโภคบริโภค เป็นรถของเจ้าหน้าที่ทหาร พบสะเก็ดระเบิดตัดจากเหล็กเส้นกระจัดกระจายเป็นวงกว้าง

การสอบสวนทราบว่า กล้องวงจรปิดในบริเวณจุดเกิดเหตุ สามารถบันทึกภาพของคนร้ายที่นำรถคันดังกล่าวมาจอดได้ โดยเมื่อเวลาประมาณ 07.30 น. คนร้ายได้ขับรถยนต์กระบะดีแมกซ์ มาจอดตรงจุดเกิดเหตุ แล้วเดินลงจากรถข้ามฝั่งไปยังด้านหน้าของธนาคารนครหลวงไทย สาขายะลา

จนกระทั่งเวลาประมาณ 09.50 น.ในขณะที่เจ้าหน้าที่ทหารหน่วยเฉพาะกิจยะลาที่ 14 ขับรถยนต์กระบะอีซูซุ หมายเลขทะเบียน บต.6817 ปัตตานี ผ่านมา คนร้ายจึงกดระเบิดขึ้น ทำให้เจ้าหน้าที่ทหารและชาวบ้านบาดเจ็บดังกล่าว ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้นำภาพจากกล้องวงจรปิดที่สามารถบันทึกภาพของคนร้ายเอาไว้ได้ มาเทียบกับกลุ่มคนร้ายเป้าหมายแล้ว

สำหรับระเบิดที่คนร้ายนำมาซุกซ่อนอยู่ในรถคันดังกล่าว เป็นระเบิดชนิดแสวงเครื่องบรรจุในถังแก๊สปิกนิกจำนวน 4 ลูก น้ำหนักลูกละ 30 กก. เนื่องจากยังมีถังแก๊สปิกนิกบรรจุระเบิด กระเด็นออกจากตัวรถอีก 1 ถัง และไม่ได้เกิดระเบิดขึ้น ถังน้ำมันขนาด 5 ลิตร ที่ใส่ไว้ในรถ จำนวน 8 ถัง จุดชนวนด้วยโทรศัพท์มือถือ

นี่คือความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชนอีกครั้งหนึ่ง โดยไม่ทราบว่าไอ้บ้าคนไหนเป็นผู้กระทำ ทั้งที่หน่วยข่าวความมั่นคงในจังหวัดชายแดนใต้ ได้รับรายงานหรือว่านั่งเทียนเขียนรายงาน ว่าจะเกิดเหตุการณ์การลอบวางระเบิดประกอบรถยนต์ [CAR BOMB] ในตัวเมืองจังหวัดยะลา ดังปรากฏในรายละเอียดของรายงาน

วันจันทร์ที่ 3 มกราคม 2554

หน่วยข่าวความมั่นในพื้นที่ภาคใต้รายงานงานว่า นายมะแซ อุเซ็ง หรือ อุสตาซแซ อายุ 51 ปี อยู่บ้านเลขที่ 33/1 บ.เจาะเกาะ ม.1 ต.บูกิต อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส แกนนำฝ่ายปกครองระดับกัส (เขต) ได้เรียกประชุมสมาชิกกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง ที่บาลาเซาะ บ.ดาบง อ.กัวลากรัย รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ซึ่งมีสมาชิกเดินทางไปร่วมประชุมประมาณ 30 คน

เบื้องต้นทราบชื่อจำนวน 3 คน ประกอบด้วย นายมะปีเยาะ ฮูแตมา นายมุสตากิน ฮูแตมาแจ นายเปาะดายะ ปุลากาซิง โดยสาระสำคัญในการประชุมมีการกล่าวถึงความสูญเสียของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ต่างๆ ทั้งที่เสียชีวิตจากการปะทะกับเจ้าหน้าที่และถูกจับกุม

ที่ประชุมยังได้พูดถึงแนวทางการต่อสู้ใน ปี 2554 คือให้สมาชิกปฏิบัติการ โดยแต่งกายเหมือนเจ้าหน้าที่ขณะออกปฏิบัติการก่อเหตุต่อเป้าหมายต่างๆ ให้ประชาชนที่พบเห็นเข้าใจว่า เป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ เพิ่มความถี่ในการปฏิบัติการต่อเป้าหมายที่เป็นคนไทยพุทธ โดยใช้วิธีลอบวางระเบิดและยิง เพื่อสร้างความหวาดกลัวแก่คนไทยพุทธที่ยังคงอาศัยอยู่ในพื้นที่

ตลอดจนตรวจสอบพฤติกรรม กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สมาชิก อบต. และผู้นำศาสนา ที่ให้ความร่วมมือกับทางราชการ และเร่งกำจัดโดยเร็ว เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างกับคนอื่น

มีแผนที่จะให้สมาชิกกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงระดับปฏิบัติการที่ยังไม่ถูกเปิดเผยพฤติกรรม และไม่มีหมายจับให้ใช้ชีวิตตามปกติ โดยไม่ต้องหลบหนี เพื่อคอยตรวจสอบการเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ และให้สร้างมวลชนในพื้นที่ต่างๆ เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะเยาวชน ให้คัดเลือกเข้ารับการฝึกเป็นกองกำลังในการปฏิบัติการต่อไป

พร้อมสั่งการให้กลุ่มของนายมาหามุ มะแตหะ และนายซาการียา บาเหะ เดินทางเข้าไปในพื้นที่ จ.ยะลา เพื่อก่อเหตุลอบวางระเบิดคาร์บอมบ์ในเขตเทศบาลนครยะลา ในช่วงวันที่ 30 ธ.ค.53 - 5 ม.ค.54 โดยรถที่จะใช้ก่อเหตุคาร์บอมบ์ระบุเป็นรถเก๋ง ยี่ห้อมิตซูบิชิ รุ่นแชมป์ สีขาว ไม่ทราบแผ่นป้ายทะเบียน จะนำรถไปจอดบริเวณหน้าสถานบันเทิงในเขตเทศบาลนครยะลา จากนั้นจะมีสมาชิกแนวร่วมใช้ รถจักรยานยนต์รับในการหลบหนี

เมื่ออ่านดูตามเนื้อข่าวของรายงาน มันก็ล่วงเวลามานานเป็นเดือนแล้ว รวมถึงเจ้ารถคาร์บอมบ์มันก็คนละเรื่องกันเลย ยิ่งสถานที่ยิ่งไปกันใหญ่ จึงไม่น่าจะเป็นฝีมือของพ่อเจ้าประคุณ มะแซ อุเซ็ง เป็นแน่แท้

ในเมื่อไม่ใช่ฝีมือลูกน้อง มะแซ อุเซ็ง เป็นคนทำ แล้วไอ้ลูกผีเปรตตนใดที่เป็นคนทำ

ประเด็นนี้น่าคิด เพราะมันมีเหตุการณ์อันหนึ่งที่ชวนให้ฉุกคิด คือภายหลังจากวันสวนสนาม ครบรอบวันสถาปนากองอาสารักษาดินแดน (10 ก.พ. 54) แล้ว มีกระแสข่าวว่า ยะลาถ้าจะไม่รอดอีกคราวนี้ เพราะทะลึ่งมาแสดงแสนยานุภาพเพื่อเป็นความข่มขวัญฝ่ายตรงกันข้าม คงจะต้องมีเหตุการณ์รับขวัญอะไรบางอย่างเกิดขึ้นแน่ๆ และแล้วมันก็เป็นจริงขึ้นมา


(วันที่ 10 ก.พ.) ที่บริเวณลานฝึกศูนย์ปฏิบัติการตำรวจชายแดนภาคใต้ (ศชต.) ถ.สุขยางค์ เขตเทศบาลนครยะลา อ.เมือง จ.ยะลา นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย/รองผู้บัญชาการกองอาสารักษาดินแดน เป็นประธานในพิธีกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณ และสวนสนาม เนื่องในวันครบรอบวันสถาปนากองอาสารักษาดินแดน โดยมี นายภาณุ อุทัยรัตน์ รองปลัดกระทรวงมาหดไทย ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (เลขาธิการ ศอ.บต.) พล.ต.ท.ไพฑูรย์ ชูชัยยะ ผู้บัญชาการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ผบช.ศชต.) นายกฤษฎา บุญราช ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา หัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ สมาชิกอาสารักษาดินแดน จ.ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และ 4 อำเภอของ จ.สงขลา เข้าร่วมในพิธีสวนสนาม จำนวน 825 นาย

นายถาวร เสนเนียม ได้กล่าวในพิธีสวนสนามว่า
“และตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นไป ทหารที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะต้องถอนกำลังกลับไปปฏิบัติภารกิจป้องอริราชศัตรู ไม่ให้รุกล้ำเขตแดนไทย ซึ่งหลังจากนี้ จะมีการเพิ่มกำลังพลอาสารักษาดินแดน ทั้ง 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 12,000 นาย ในการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่ของอาสารักษาดินแดนนั้น จะอยู่ในรูปแบบของกองกำลังประจำถิ่น

รัฐบาลมีความมั่นใจว่า กองกำลังภาคประชาชนจะปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ได้ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากเป็นกองกำลังที่รู้จักคน รู้จักภูมิประเทศ และรู้จักขนบธรรมเนียมประเพณี ง่ายแก่การสร้างความเข้าใจ ส่วนความพร้อมด้านสมรรถนะทางด้านร่างกาย และจิตใจได้มีการฝึกการปฏิบัติการพิเศษให้แก่อาสารักษาดินแดนด้วย”


ด้วยเหตุการณ์สวนสนามครั้งนี้แหล่ะ ที่ประชุมของสภากาแฟ จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า ยะลาโดนเรื่องนี้แหงๆ............


ข้อเตือนสติ

ปัตตานี มันสมองสั่งการ
นราธิวาส มันสมองปฏิบัติการ
ยะลา มันสมองทำลาย (สัญลักษณ์หน่วยงานของรัฐ)


*******
ข่าวเกี่ยวเนื่อง:
-เหตุการณ์ความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ สมัยรัฐบาลนี้ ตายแค่ 900 ศพ …!!!!

อียิปต์ยุบสภา เตรียมจัดการเลือกตั้งใน 6 เดือน พิพิธภัณฑ์แฉโบราณวัตถุรูปปั้นตุตันคาเมนถูกฉก

ที่มา มติชน



สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 14 ธ.ค.ว่า กองทัพอียิปต์ได้เดินหน้าล้างระบบการเมืองเดิมที่เคยคุมโดยอดีตประธานาธิบดีฮอสนี มูบารัค ซึ่งได้ประกาศลาออกเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยสภาสูงสุดของกองทัพได้ออกแถลงการณ์ประกาศยุบสภา ระงับการใช้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน และจะร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่สนับสนุนการปฎิรูปการเมืองและประชาธิปไตย ก่อนจะเสนอให้ประชาชนลงประชามติเห็นชอบ

รายงานระบุว่า แถลงการณ์ยังระบุว่า รัฐบาลเฉพาะกาลที่ส่วนใหญ่ยังคงเป็นบุคคลที่สนับสนุนอดีตประธานาธิบดีมูบารัค จะทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินจนกว่าจะมีการเลือกตั้ง โดยชี้ว่า สาเหตุที่กองทัพต้องสนับสนุนรัฐบาลเฉพาะกาลนี้เพื่อประโยชน์ด้านความมั่นคง แต่รัฐบาลเฉพาะกาลนี้จะสลายไปในอนาคตอันใกล้ นอกจากนี้ แถลงการณ์ยังเรียกร้องให้กลุ่มยุวชนอียิปต์ ซึ่งที่ผ่านมาได้พบปะกับกองทัพ จัดตั้งพรรคการเมือง เพื่อร่วมกระบวนการปฎิรูปการเมืองอียิปต์ด้วย

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า พิพิธภัณฑ์ดูแลโบราณวัตถุอียิปต์ต้องเผชิญเหตุสลดถูกโจมตีระหว่างเหตุจลาจลโค่นผู้นำอียิปต์ โดยมรดกโบราณหลายชิ้นได้ถูกขโมยไปจากพิพิธภัณฑ์ รวมทั้งรูปปั้นของฟาโรห์ตุตันคาเมนด้วย เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 ม.ค.ซึ่งมีการโจมตีพิพิธภัณฑ์ซึ่งตั้งอยู่นอกจัตุรัส"ทาเรียร์"

ขณะเดียวกัน นายอาเหม็ด ชาฟิก นายกรัฐมนตรีอียิปต์ เปิดเผยว่า ขณะนี้นายฮอสนี มูบารัค ยังคงพำนักอยู่ในประเทศ หลังจากมีรายงานข่าวลือสะพัดว่า อดีตผู้นำอียิปต์ได้ลี้ภัยยังสหรัฐอาหรับอิมิเรสต์

ทั้งนี้ มีรายงานว่า นายมูบารัค ได้ใช้ 18 วันระหว่างถูกประชาชนกดดันเรียกร้องให้ลงจากอำนาจ โยกทรัพย์สินมูลค่ากว่า 40,000 ล้านดอลลาร์ จากธนาคารต่าง ๆ ที่มีอยู่ในต่างประเทศ โดยก่อนหน้านี้ ธนาคารสวิสเซอร์แลนด์ ได้ประกาศเตรียมอายัดทรัพย์แล้ว รวมทั้งยังมีแรงกดดันให้อังกฤษ ซึ่งเป็นแหล่งฝากทรัพย์สินจำนวนมากของอดีตผู้นำอียิปต์ อายัดทรัพย์ด้วย แต่แหล่งข่าวตะวันตก มูบารัคได้เคลื่อนไหวโยกย้ายทรัพย์สินของเขาจากต่างประเทศแล้ว