ที่มา thaifreenews
โดย Ku ka khon
ผมไม่ใช่นักอ่านตัวยง ผมใด้เรื่องนี้มาจาก FW Mail ถ้ามีประโยชน์มอบความดีให้คนที่ส่งมาให้อ่าน(ไม่รู้ใคร)
3 x 8 =
??
เอี๋ยนหุยใฝ่ศึกษา มีคุณธรรมงดงาม เป็นศิษย์รักของขงจื้อ มีอยู่วันหนึ่ง เอี๋ยนหุยออกไปทำธุระที่ตลาด เห็นผู้คนจำนวนมากห้อมล้อมอยู่ที่หน้าร้านขายผ้า
จึงเข้าไปสอบถามดู จึงรู้ว่าเกิดการพิพาทระหว่างคนขายผ้ากับลูกค้า
ได้ยินลุกค้าตะโกนเสียงดังโหวกเหวกว่า “3x8ได้ 23 ทำไมท่านถึงให้ข้าจ่าย24เหรียญล่ะ!”
เอี๋ยนหุยจึงเดินเข้าไปที่ร้าน หลังจากทำความเคารพแล้ว ก็กล่าวว่า “พี่ชาย 3x8 ได้ 24
จะเป็น 23 ได้ยังไง? พี่ชายคิดผิดแล้ว ไม่ต้องทะเลาะกันหรอก”
คนซื้อผ้าไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง ชี้หน้าเอี๋ยนหุยและกล่าวว่า “ใครให้เจ้าเข้ามายุ่ง! เจ้าอายุเท่าไหร่กัน!
จะตัดสินก็มีเพียงท่านขงจื้อเท่านั้น ผิดหรือถูกมีท่านผู้เดียวที่ข้าจะยอมรับ
ไป ไปหาท่านขงจื้อกัน ”
เอี่ยนหุยกล่าวว่า “ก็ดี หากท่านขงจื้อบอกว่าท่านผิด ท่านจะทำอย่างไร?”
คนซื้อผ้ากล่าวว่า“หากท่านวินิจฉัยว่าข้าผิด ข้ายอมให้หัวหลุดจากบ่า! แล้วหากเจ้าผิดล่ะ?”
เอี๋ยนหุยกล่าวว่า “หากท่านวินิจฉัยว่าข้าผิด ข้ายอมถูกปลดหมวก(ตำแหน่ง)”
ทั้งสองจึงเกิดการเดิมพันขึ้น
เมื่อขงจื้อสอบถามจนเกิดความกระจ่าง ก็ยิ้มให้กับเอี๋ยนหุยและกล่าวว่า “3x8ได้ 23 ถูกต้องแล้ว
เอี๋ยนหุย เธอแพ้แล้ว ถอดหมวกของเธอให้พี่ชายท่านนี้เสีย”
เอี๋ยนหุย ไม่โต้แย้ง ยอมรับในการวินิจฉัยของท่านอาจารย์ จึงถอดหมวกที่สวมให้แก่ชายคนนั้น
ชายผู้นั้นเมื่อได้รับหมวกก็ยิ้มสมหวังกลับไป
ต่อคำวินิจฉัยของขงจื้อ ต่อหน้าแม้เอี๋ยนหุยจะยอมรับ แต่ในใจกลับไม่ได้คิดเช่นนั้น
เอี๋ยนหุยคิดว่าท่านอาจารย์ชรามากแล้ว ความคิดคงเลอะเลือน จึงไม่อยากอยู่ศึกษากับขงจื้ออีกต่อไป
พอรุ่งขึ้น เอี๋ยนหุยจึงเข้าไปขอลาอาจารย์กลับบ้าน ด้วยเหตุผลที่ว่าที่บ้านเกิดเรื่องราว ต้องรีบกลับไปจัดการ
ขงจื้อรู้ว่าเอี๋ยนหุยคิดอะไรอยู่ ก็ไม่ได้สอบถามมากความ อนุญาตให้เอี๋ยนหุยกลับบ้านได้
ก่อนที่เอี๋ยนหุยจะออกเดินทาง ได้เข้าไปกราบลาขงจื้อ ขงจื้อกล่าวอวยพรและให้รีบกลับมาหากเสร็จกิจธุระแล้ว
พร้อมกันนั้นก็ได้กำชับว่า “อย่าแฝงเร้นกายใต้ต้นไม้ใหญ่ อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง”
เอี๋ยนหุยคำนับพร้อมกล่าวว่า “ศิษย์จะจำใส่ใจ” แล้วลาอาจารย์ออกเดินทาง
เมื่อออกเดินทางไปได้ระยะหนึ่ง เกิดพายุลมแรงสายฟ้าแลบแปลบ เอี๋ยนหุยคิดว่าต้องเกิดพายุลมฝนเป็นแน่
จึงเร่งฝีเท้าเพื่อจะเข้าไปอาศัยอยู่ไต้ต้นไม้ใหญ่ แต่ก็ฉุกคิดถึงคำกำชับของท่านอาจารย์ที่ว่า “อย่าแฝงเร้นกาย
ใต้ต้นไม้ใหญ่ อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง”
เราเองก็ติดตามท่านอาจารย์มาเป็นเวลานาน ลองเชื่ออาจารย์ดูอีกสักครั้ง คิดได้ดังนั้น
จึงเดินออกจากต้นไม้ใหญ่
ในขณะที่เอี๋ยนหุยเดินไปได้ไม่ไกลนัก บัดดล สายฟ้าก็ผ่าต้นไม้ใหญ่นั้นล้มลงมาให้เห็นต่อหน้าต่อตา
เอี๋ยนหุยตะลึงพรึงเพริด
คำกล่าวของพระอาจารย์ประโยคแรกเป็นจริงแล้ว หรือตัวเราจะฆ่าใครโดยไม่รู้สาเหตุ?
เอี๋ยนหุยจึงรีบเดินทางกลับ กว่าจะถึงบ้านก็ดึกแล้ว แต่ไม่กล้าปลุกคนในบ้าน เลยใช้ดาบที่นำติดตัว
มาค่อยๆเดาะดาลประตูห้องของภรรยา
เมื่อเอี๋ยนหุยคลำไปที่เตียงนอน ก็ต้องตกใจ ทำไมมีคนนอนอยู่บนเตียงสองคน!
เอี๋ยนหุยโมโหเป็นอย่างยิ่ง จึงหยิบดาบขึ้นมาหมายปลิดชีพผู้ที่นอนอยู่บนเตียง
เสียงกำชับของอาจารย์ก็ดังขึ้นมา “อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง”
เมื่อเขาจุดตะเกียง จึงได้เห็นว่า คนหนึ่งคือภรรยา อีกคนหนึ่งคือน้องสาวของเขาเอง
พอฟ้าส่าง เอี๋ยนหุยก็รีบกลับสำนัก
เมื่อพบหน้าขงจื้อจึงรีบคุกเข่ากราบอาจารย์และกล่าวว่า “ท่านอาจารย์ คำกำชับของท่านได้ช่วยชีวิตของศิษย์ ภรรยาและน้องสาวไว้
ทำไมท่านจึงรู้เหมือนตาเห็นว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับศิษย์บ้าง?”
ขงจื้อพยุงเอี๋ยนหุยให้ลุกขึ้น และกล่าวว่า “เมื่อวานอากาศไม่ค่อยสู้ดีนัก น่าจะมีฟ้าร้องฟ้าแลบเป็นแน่
จึงเตือนเธอว่า อย่าแฝงเร้นกายใต้ต้นไม้ใหญ่
และเมื่อวาน เธอจากไปด้วยโทสะ แถมยังพกดาบติดตัวไปด้วย
อาจารย์จึ้งเตือนเธอว่า อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง ”
เอี๋ยนหุยโค้งคำนับ “ท่านอาจารย์คาดการดังเทวดา ศิษย์รู้สึกเคารพเลื่อมใสท่านเหลือเกิน”
ขงจื้อจึงตักเดือนเอี๋ยนหุยว่า “อาจารย์ว่าที่เธอขอลากลับบ้านนั้นเป็นการโกหก ที่จริงแล้วเธอคิดว่า
อาจารย์แก่แล้ว ความคิดเลอะเลือน
ไม่อยากศึกษากับอาจารย์อีกแล้ว เธอลองคิดดูสิ อาจารย์บอกว่า 3x8ได้ 23 เธอแพ้ ก็เพียงแค่ถอดหมวก
หากอาจารย์บอกว่า 3x8ได้ 24 เขาแพ้ นั่นหมายถึงชีวิตของคนๆหนึ่ง เธอคิดว่าหมวกหรือชีวิตสำคัญล่ะ? ”
เอี๋ยนหุยกระจ่างในฉับพลัน คุกเข่าต่อหน้าขงจื้อ แล้วกล่าวว่า “ท่านอาจารย์เห็นคุณธรรมเป็นสำคัญ
โดยไม่เห็นแก่เรื่องถูกผิดเล็กๆน้อยๆ
ศิษย์คิดว่าอาจารย์แก่ชราจึงเลอะเลือน ศิษย์เสียใจเป็นที่สุด”
จากนั้นเป็นต้นไป ไม่ว่าขงจื้อจะเดินทางไปยังแห่งหนตำบลใด เอี๋ยนหุยติดตามไม่เคยห่างกาย
จากตำนานเรื่องเล่านี้ ทำให้ข้าพเจ้านึกถึงเพลงๆหนึ่งของอิวเค่อหลี่หลิน(นักร้องดูโอของไต้หวัน)
ที่ร้องว่า “หากสูญเสียเธอไป ต่อให้เอาชนะทั้งโลกได้แล้วจะยังไง? เช่นกัน
บางครั้งคุณอาจเอาชนะคนอื่นด้วยเหตุผลของคุณ แต่อาจจะสูญเสียสิ่งที่สำคัญที่สุดไป ”
เรื่องราวต่างๆ แบ่งเป็นหนักเบารีบช้า อย่าเป็นเพราะต้องการเอาชนะให้ได้ แล้วทำให้เสียใจไปตลอดชีวิต
เรื่องราวมากมายที่ไม่ควรทะเลาะกัน ถอยหนึ่งก้าวทะเลกว้างฟ้างาม
ทะเลาะกับลูกค้า ต่อให้ชนะ ก็แพ้อยู่ดี (วันที่ส่งตัวอย่างผลิตภัณฑ์ใหม่ คุณก็จะรู้สึก)
ทะเลาะกับเถ้าแก่ ต่อให้ชนะ ก็แพ้อยู่ดี
สวัสดีปีใหม่จีน ขออวยพรให้ทุกท่าน โชคดีมีชัย สุขภาพแช็งแรง ครับ
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, February 15, 2011
3 x 8 = ?????
จุดสลบ....................
ที่มา thaifreenews
โดย NuDang
แม้จะ ผ่านวิกฤติการเมือง อย่างโชกเลือด ต้องมา สะดุดขาตัวเอง จนล้มหัวคะมำ
ผลงานการทุจริตคอรัปชันครั้งมโหฬาร จะทำอะไรรัฐบาลชุดนี้ไม่ได้แม้แต่รอยแมวข่วน
แต่เพราะ ความขาดภาวะผู้นำ เป็นอุปสรรคในการบริหารประเทศ
และยังจุดพลุวิกฤติการเมืองไม่สะเด็ดน้ำ
ต้องย้ำว่า
รัฐบาลชุดนี้สิ้นสุดความน่าเชื่อถือ เพราะการขาดประสบการณ์และไร้ภาวะผู้นำ
การแก้ตัวไปน้ำขุ่นๆ หรือเอาสีข้างเข้าถูไปเรื่อยๆบวกกับมีตัวช่วยพิเศษ
ทำให้รัฐบาลยังสามารถลอยหน้าลอยตาอยู่ได้
เหรียญมี 2 ด้าน
การซื้อเวลาของรัฐบาลชุดนี้ ยิ่งสร้างความหายนะ ให้กับประเทศในทุกๆด้าน ข้าวยากหมากแพง การทุจริตคอรัปชัน การบริหารงานผิดพลาด
อธิปไตยความมั่นคงตามแนวชายแดน ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
แม้แต่งานพื้นฐานที่จะสร้างความสุขให้กับประชาชนก็สอบตกทั้งหมด
รัฐบาลและ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่ต้องตั้งเงื่อนไขว่าจะยุบสภาเพื่ออะไร
แต่ควรจะตั้งคำถามว่ารัฐบาลจะอยู่ไปเพื่ออะไร
เพราะสิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ปักหมุดให้เกิดความแตกแยกระหว่างประชาชนก็คือ
ข้อหาก่อการร้ายและการใช้กำลังทหารเข้าสลายการชุมนุมจนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก
สิ่งนี้ไม่เฉพาะคนไทยเท่านั้น
ชาวโลกก็รับรู้รับทราบ ไม่ว่าจะเป็นนายกฯอภิสิทธิ์ในวันนี้ หรือ
อดีตนายกฯอภิสิทธิ์ในวันข้างหน้า
ก็ยังไม่สามารถกลบกลิ่นคาวคราบเลือดเหล่านี้ไปได้
วันนี้ประเทศไทยข้าวยากหมากแพง
น้ำมันปาล์มต้องแบ่งสันปันส่วน ขาดแคลนจนต้องแย่งกันซื้อ ไข่ไก่ อาหารแห้ง
ขึ้นราคาแพงเหมือนกันหมด สินค้าอุปโภคบริโภคขึ้นราคาตามอำเภอใจ
แทนที่รัฐบาลจะรีบเข้ามารับทราบความเดือดร้อนของชาวบ้าน
กลับมานั่งดีดลูกคิดรางแก้วจะแสวงหาผลประโยชน์ตรงนี้ได้อย่างไร
สัปดาห์นี้การเมืองจะร้อนแรงขึ้น
การอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาล ล้มรัฐบาลไม่ได้ แต่ทำให้รัฐบาลเสียศูนย์ได้
กองทัพพันธมิตรฯเสื้อเหลือง กองทัพ นปช.เสื้อแดง
เขย่าบัลลังก์รัฐบาลไม่ได้
แต่สามารถทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาลได้
ช่องว่างของเวลาหลังวันที่ 17
ก.พ.ไปแล้ว หลังพิจารณางบประมาณกลางปี เมื่อ ฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ
นับไปอีก 15 วัน จนกว่าฝ่ายค้านจะอภิปรายเสร็จสรรพเรียบร้อย
นายกฯยุบสภาไม่ได้
ถ้าเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นมาช่วงนี้
จึงมีทางแก้ปัญหาอยู่สถานเดียว นั่นคือ ต้องยึดอำนาจ
ช่องว่างของเวลาการปฏิวัติรัฐประหารจะเปิดทันที ดีเดย์ 18 ก.พ.
รัฐบาลน่าจะมีเวลาโค้งสุดท้ายที่จะตัดสินใจยุบสภา
นอกจากไม่มั่นใจว่าจะชนะเลือกตั้ง
นโยบายประชานิยม
ประชาวิวัฒน์ เหมือนโยนหินลงทะเลไม่มีเสียงตอบรับจากชาวบ้าน
การประชาสัมพันธ์สร้างภาพล้มเหลว โดยสิ้นเชิง
เหลือแต่แม่ยกลิเกหลงโรงจะไปช่วยอะไรได้
หมัดเหล็ก

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 15/02/54
ที่มา thaifreenews
โดย blablabla
มาอ้างเรื่อง วุ่นวาย ของใครแน่
ทำเชือนแช หลุกหลิก มาพลิกลิ้น
พูดแต่เรื่อง จัญไร ให้ได้ยิน
ตอแหลสิ้น ด้วยสันดาน แห่งมารยา....
บอกวุ่นวาย นอกสภา น่าวิตก
แล้วหยิบยก มาอ้าง สมดังว่า
หากยุติ จะสรุป เพื่อยุบสภา
สมปากหมา เกินคน จะทนฟัง....
ยุบไม่ยุบ เรื่องพวกเอ็ง เส็งเคร็งนัก
ทำยึกยัก อวดโอ้ แบบโง่งั่ง
เห็นกอบโกย สารพัน แบ่งกันจัง
ปูทางหวัง กลับมา หาเรื่องโกง....
ทั้งหาเสียง ซื้อเสียง เหวี่ยงหว่านงบ
แล้วเลี่ยงหลบ กลบมิด ด้วยพิษสง
พวกอุบาทว์ ชาติระยำ ช่างทำลง
เมืองนี้คง ชิบหาย มลายพลัน....
กู้มาเพื่อ จ่าย-แจก และแดกด่วน
แสนหอมหวล เงินตรา ช่างพาฝัน
หมื่น-แสน-ล้าน สร้างหนี้ไว้ จากใครกัน
ก็พวกมัน ทั้งสิ้น หากินโกง....
มาช่วยกัน แช่งชัก หักกระดูก
เวรกรรมผูก จัดไว้ ให้ตายโหง
เบื้องหน้า-หลัง อัปรีย์ ที่เกี่ยวโยง
ลากลงโลง ตายห่า ทั่วหน้ากัน....
blablabla32@hotmail.co.th
http://3blabla.blogspot.com
วันอังคารที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
ยูเอ็นปัดส่งกองกำลังสันติภาพ ชี้ให้อาเซียนไกล่เกลี่ยไทย-เขมร
ที่มา ข่าวสด เมื่อ 15 ก.พ. เอเอฟพีรายงานว่า ในการประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) สมาชิก 15 ชาติ ที่นครนิวยอร์ก ซึ่งเป็นการประชุมแบบปิดนั้น นางมาเรีย ลุยซา ริเบโร วิออตติ ประธานในที่ประชุม กล่าวเรียกร้องให้รัฐบาลไทยและกัมพูชา หยุดยิงอย่างถาวรบริเวณชายแดนของสองประเทศ และปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด โดยระบุว่า สมาชิกคณะมนตรีวิตกมากต่อเหตุการณ์การปะทะที่เพิ่งเกิดขึ้น ไฟแนนเชียลไทมส์รายงานว่า ที่ประชุมไม่มีทีท่าโน้มเอียงว่าจะใช้กองกำลังสันติภาพจากยูเอ็นตามที่กัมพูชาเสนอ เพียงขอให้สองฝ่ายอดกลั้นในระดับสูงสุด และหยุดยิงถาวร โดยสนับสนุนให้ปัญหากันทั้งในระดับทวิภาวี และในระดับภูมิภาค ให้อาเซียนเป็นคนกลางไกล่เกลี่ย หลังการประชุม นายฮอร์ นัมฮัง รมว.ต่างประเทศกัมพูชาให้สัมภาษณ์ว่า จะไม่ล้มเลิกการขอให้ยูเอ็นเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในด้านคุ้มกันความมั่นคง ในเมื่อคณะมนตรีฯ ไม่ส่งกองกำลังสันติภาพมาชายแดน ก็ควรส่งผู้สังเกตการณ์หรือทีมค้นหาความจริงมาในพื้นที่ ด้านมาร์ตี เนตาเลกาวา รมว.ต่างประเทศอินโดนีเซีย ในฐานะชาติประธานอาเซียน กล่าวว่า ข้อตกลงหยุดยิงของสองฝ่ายมีอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องทำให้เป็นที่เคารพปฏิบัติตามมากขึ้น ส่วนทางการไทย กระทรวงการต่างประเทศของไทย เผยแพร่ถ้อยแถลงของนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ต่อยูเอ็นเอสซี ชี้แจงกรณีการปะทะกันระหว่างกองทัพไทยกับกัมพูชาตามแนวชายแดนเมื่อวันที่ 4-7 ก.พ.ที่ผ่านมาว่า เนื้อความแบ่งเป็น 5 ช่วง หนึ่ง วางเรื่องที่อยู่เฉพาะหน้าเรานี้ให้อยู่ในมุมมองที่ถูกต้องเหมาะสม สอง แจ้งให้คณะมนตรีความมั่นคงฯ ทราบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสิ่งที่ได้เกิดขึ้นจริงๆ ณ บริเวณหนึ่งของชายแดนไทย-กัมพูชาซึ่งมีความยาว 800 กิโลเมตร สาม เปิดเผยถึงสิ่งที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สี่ ให้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องเกี่ยวกับประเด็นสำคัญต่างๆ และลบล้างนิยายเรื่องเล่าที่ทางกัมพูชาได้กระพืออยู่ และ สุดท้าย ชี้แจงถึงแนวทางที่ประเทศไทยและอาเซียนมุ่งมั่นที่จะดำเนินต่อไป ในตอนท้าย นายกษิตกล่าวว่า ไทยยินดีต่อการเยือนกัมพูชาและไทยของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซียในฐานะประธานอาเซียน เพื่อปรึกษาหารือเมื่อวันที่ 7 และ 8 กุมภาพันธ์ตามลำดับ เราเห็นพ้องกับข้อสังเกตของประธานอาเซียนว่า ปัญหาระหว่างไทยและกัมพูชาโดยสาระแล้วเป็นประเด็นทวิภาคี และทั้งสองประเทศควรแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีผ่านกลไกการหารือทวิภาคี โดยที่ภูมิภาคสามารถให้การสนับสนุนและกำลังใจได้ตามความเหมาะสม เช่นเดียวกับกัมพูชา เราได้เห็นพ้องด้วยกับข้อเสนอของประธานอาเซียนที่จะจัดการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ ที่กรุงจาการ์ตา ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2554

กษิตแขวะแผนกัมพูชา เทียบละครบรอดเวย์
ข้อความตอนหนึ่ง นายกษิตกล่าวโจมตีกัมพูชา ว่า "สิ่งที่กัมพูชาพูดไปยังเหตุจูงใจเบื้องหลังของการรุกรานที่มีการไตร่ตรองไว้ก่อนล่วงหน้านี้ เช่นเดียวกับละครบรอดเวย์ การรู้เค้าโครงของเรื่องเป็นสิ่งสำคัญเค้าโครงของเรื่องก็คือ สำหรับกัมพูชาแล้ว กัมพูชาต้องการสร้างสถานการณ์บริเวณชายแดนใกล้ปราสาทพระวิหารเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับยุทธศาสตร์การเมืองที่จะเลี่ยงการเจรจาทวิภาคีที่กำลังดำเนินอยู่"
"เหลิม"โชว์ถกงบฯคุ้ย"3จี-ปตท."
ที่มา ข่าวสด
รายงานพิเศษ
วันที่ 14 ก.พ. พรรคเพื่อไทย โดย นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรค ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส. พร้อมคณะผู้บริหาร และส.ส. ร่วมกันเปิดแคมเปญรณรงค์หาเสียง Ƌ ล้มเหลวรัฐบาลอภิสิทธิ์ 10 จำทนของคนไทยทั้งประเทศ′
โดย 5 ล้มเหลว ประกอบด้วย
1.ความล้มเหลวในการบริหารประเทศและการแก้ไขปัญหาประชาชน 2.ความล้มเหลวที่ปล่อยให้มีการทุจริตเต็มเมือง 3.ความล้มเหลวในการสร้างคุณภาพชีวิตให้ประชาชน
4.ความล้มเหลวในการสร้างความยุติธรรมและความปรองดอง และ 5.ความล้มเหลวในการสร้างโอกาสให้ประเทศ
ขณะที่ 10 จำทนประกอบด้วย
1.จำทนกับข้าวของแพง 2.จำทนกับสังคมแตกแยก 3.จำทนกับสองมาตรฐาน 4.จำทนกับทุจริตเต็มเมือง 5.จำทนกับยาเสพติดระบาดหนัก 6.จำทนกับข้าราชการไม่มีศักดิ์ศรี การเมืองแทรกแซง
7.จำทนของผู้ใช้แรงงานขัดสน คนจนเมืองย่ำแย่ 8.จำทนของเกษตรกรทุกข์หนัก 9.จำทนกับการเก่งแต่สร้างหนี้ มีภาระให้ลูกหลาน และ 10.จำทนกับภาพลักษณ์ที่ตกต่ำและโอกาสที่หายไปของประเทศ
นอกจากนี้ ร.ต.อ.เฉลิม ยังกล่าวเสริมว่า
พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคของประชาชนเพื่อประชาชน โดยประชาชน มีความคาดหวังว่าหลังการเลือกตั้ง เราจะได้กลับมาเป็นรัฐบาล และหวังว่าจะได้รับความไว้วางใจเกินครึ่งเพื่อมาทำหน้าที่รัฐบาลของประชาชน
พรรคคิดแคมเปญเพื่อคิกออฟในการเลือกตั้งครั้งหน้า ใช้แคมเปญว่า Ƌ ล้มเหลว 10 จำทน′ ที่ประชาชนไทยกว่า 64 ล้านคนต้องแบกรับ
เริ่มต้นด้วยความล้มเหลวในการบริหารประเทศ หากดูจากผลสำรวจจากหน่วยงานทางวิชาการ ปรากฏ ว่าประชาชนมีความสุขน้อยที่สุด มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่มีความสุข
ก็รัฐมนตรีในรัฐบาล ผู้ประกอบการที่ทำการค้ากับรัฐบาลเท่านั้น
นอกจากนี้ ยังล้มเหลวในเรื่องเศรษฐกิจ ไม่มีการสร้างงาน สร้างรายได้ มีแต่การสร้างหนี้กว่า 4.2 ล้านล้านบาท ประชาชนไทยที่ลืมตาขึ้นมาวันนี้มีหนี้อยู่แล้ว 7 หมื่นกว่าบาท แถมยังต้องแบกภาระข้าวยากหมากแพง
อย่างเรื่องน้ำมันปาล์ม ก็มีการไปสมคบคิดกับบริษัทพลังงานผลิตไบโอดีเซล เอาบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นเครื่องมือ และรัฐบาลก็แก้ปัญหาแปลกๆ เช่น ให้รองนายกฯฝ่ายความมั่นคงมาดูแลแก้ไขปัญหาราคาปาล์ม แทนที่จะเป็นรองนายกฯฝ่ายเศรษฐกิจ
เท่านี้ก็มีพิรุธแล้ว
ผมจะมอบเอกสารเรื่องนี้ให้คณะทำงานด้านการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพื่อไปทำหน้าที่ในสภาต่อไป
เรื่องการทุจริต เห็นได้ชัดเจนจากหลายโครงการ หลายกระทรวง ไม่ว่าเรื่องการเช่าระบบคอมพิวเตอร์ของกระทรวงมหาดไทย ผมมีข้อมูลและส่งมอบให้นายไชยา พรหมา ส.ส.หนองบัวลำภู และน.ส.วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.เชียงราย ไว้ใช้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจเช่นกัน
นอกจากนี้ยังมีการทุจริตการประมูลเครือข่าย 3 จี ที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) คัดค้าน แต่รัฐบาลยังดึงดันจนกรรมการบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ลาออกถึง 17 คน
แสดงให้เห็นว่าส่อมีการกระทำความผิดต่อพ.ร.บ.ร่วมทุนภาครัฐเอกชนอย่างชัดเจน
ที่สำคัญคือเรื่องในปตท. เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 50 หลังจากที่มีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งแล้ว นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ รมว.พลังงาน ในรัฐบาลพล.อ. สุรยุทธ จุลานนท์ ซึ่งเป็นรัฐบาลรักษาการขณะนั้น ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแล ปตท.
นำเงินไปลงทุนกับบริษัทอีสต์เมดิเตอร์เรเนียน แก๊ส อีเอ็มจี ซึ่งเป็นบริษัทวางท่อก๊าซในประเทศอียิปต์ วงเงิน 486.9 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินไทย 17,500 ล้านบาท โดยซื้อในราคาหุ้นละ 13.25 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ราคาพาร์อยู่ที่ 1 ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น
ประเด็นสำคัญคือ เป็นการนำไปลงทุนในขณะที่เป็นรัฐบาลรักษาการ โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากครม.
หากย้อนไปดูประวัติศาสตร์ชาวมุสลิมหัวรุนแรงในอียิปต์ต่อต้านบริษัทดังกล่าว เพราะส่งแก๊สให้อิสราเอล ล่าสุดถูกวางระเบิดท่อส่งแก๊สในการประท้วงที่อียิปต์ สร้างความเสียหายแก่ ปตท. ในฐานะผู้ถือหุ้น
อีกทั้งผู้จัดการบริษัทดังกล่าวเป็นเพื่อนสนิทนายฮอสนี มูบารัก อดีตประธานาธิบดีอียิปต์ แอบนำเงิน 500 ล้านเหรียญสหรัฐขึ้นเครื่องบินส่วนตัวหนีและไปถูกจับที่สนามบินเมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
หนังสือพิมพ์นิวยอร์ก ไทมส์ รายงานข่าวไปทั่วโลก แต่ ปตท. กลับไม่ได้รายงานความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อตลาดหลักทรัพย์
แม้จะเป็นการดำเนินการโดยรัฐบาลชุดก่อน แต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ต้องตรวจสอบและรับผิดชอบ จะอ้างว่าไม่มีอำนาจไม่ได้ เพราะ ปตท.มีกระทรวงการคลังถือหุ้นใหญ่ 51 เปอร์เซ็นต์
และเมื่อไม่นานมานี้ ปตท. จะเข้าประมูลซื้อห้างคาร์ฟูร์ แต่นายอภิสิทธิ์สั่งการในที่ประชุมครม. ให้น.พ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.พลังงาน ไปแจ้ง ปตท. ให้ถอนตัว ดังนั้นจะอ้างว่าไม่มีอำนาจไม่ได้
ปตท. เป็นแหล่งผลประโยชน์แอบแฝง เป็นค่าคอมมิชชั่นพิเศษจากโบรกเกอร์ผู้ขายน้ำมัน มีการซื้อน้ำมันถูกแล้วนำมาขายแพง ขึ้นราคาเมื่อไหร่ ไม่มีใครสอบถาม ราคาจริงเท่าไหร่ ไม่มีใครรู้
โรงกลั่นไทยออยล์ ผู้บริหาร ปตท. และกลุ่มเหลือบที่แอบแฝงใน ปตท. มีส่วนสมรู้ร่วมคิด
ถึงเวลาแล้วที่สื่อมวลชน ประชาชนจะกระชากหน้ากากรัฐวิสาหกิจเหล่านี้ เพราะมีพฤติการณ์เองทั้งเงินทั้งกล่อง และเงินนี้ก็เป็นเงินภาษีของพี่น้องประชาชน
เดี๋ยวจะเปิดเผยข้อมูลเป็นระยะว่าใครเซ็นสัญญากันที่ไหน อย่างไร พวกนี้ร่ำรวยกันยกใหญ่ เตรียมเอาเงินไว้ใช้จ่ายในการเลือกตั้ง
ผมพร้อมจะนำเรื่องนี้มาอภิปรายในการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายกลางปี หรือในเวที อภิปรายผลงานของรัฐบาลอย่างเต็มที่
สำหรับการทุจริต องค์กรระหว่างประเทศได้จัดลำดับของประเทศไทยในเรื่องนี้เอาไว้
สมัยรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ถูกพรรคประ ชาธิปัตย์และพันธมิตรฯโจมตีเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น ถูกจัดอันดับที่ 64 จาก 178 ประเทศ พอปี รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับถูกจัดอันดับที่ 84
สภาหอการค้าไทย ระบุว่าสมัยนี้ต้องเสียเงินใต้โต๊ะ 30 เปอร์เซ็นต์ แบ่งเป็นให้นักการเมือง 20 เปอร์เซ็นต์ ให้ข้าราชการ 5 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเอาไว้ฮั้วกันเอง
นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องการสร้างความปรองดองของคนในชาติ มีเรื่อง 91 ศพ และผู้บาดเจ็บอีก 2,000 กว่าคน ที่รัฐบาลต้องคำถามสังคมโลก เรื่องของความ 2 มาตรฐาน ปัญหายาเสพติดเต็มบ้านเต็มเมือง ที่ทำให้ประชาชนต้องจำทนกับรัฐบาลนี้
หรือแม้กระทั่งปัญหากับต่างชาติ ที่รัฐบาลมีนาย กษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ คอยสร้างเรื่องทะเลาะกับต่างชาติ
ผมจึงขอตั้งฉายารัฐบาลนี้ว่าเป็นรัฐบาลขอทานขาดทุน เพราะขอทานแม้ไม่มีรายรับแต่ก็มีรายจ่าย ค่ารถค่ารา ค่าอาหาร 3 มื้อ แต่กลับหารายได้ไม่ได้
ไปขออะไรคนก็ไม่ให้ เพราะคนยากจนกันหมดแล้ว
ละอายใจ?
ที่มา ข่าวสด
เหล็กใน
สมิงสามผลัด
การเปลี่ยนแปลงในอียิปต์ต้องถือว่าเป็นบทเรียนที่สำคัญของโลก
เป็นการปฏิวัติประชาชนในยุคใหม่จนเรียกกันว่า เฟซบุ๊ก เรฟโวลูชั่น
ไม่ใช่พวก เฟซบุ๊ก ขวาตกขอบ-ย้อนยุค แบบในไทย
แต่การเดินขบวนเรียกร้องประชาธิปไตยของชาวอียิปต์หลายแสนคนที่ต้องการให้นายฮอสนี มูบารัก ลาออกจากตำแหน่ง
ก็ต้องแลกมาด้วยเลือดเนื้อและความสูญเสียใหญ่หลวง
เพราะนายมูบารักส่งกองกำลังเข้าปราบปรามจนเกิดการล้มตายกว่า 3 ร้อยคน บาดเจ็บอีก 3 พันคน
ยังมีแกนนำผู้ชุมนุมโดนจับขังคุกอีกเกือบพันคน
การล้อมปราบประชาชนของผู้นำอียิปต์เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ
เพราะการที่มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคนจากการเรียกร้องประชาธิปไตย ไม่มีชาติไหนในโลกยอมรับได้
กระแสโลกจึงต่อต้านนายมูบารักอย่างรุนแรง
แม้แต่สหรัฐอเมริกา มหามิตรที่ใกล้ชิดกับนายมูบารักยังต้องประณาม
ในที่สุดนายมูบารักก็ต้องสละอำนาจ เผ่นออกนอกประเทศ
หลังโดนประชาชนประท้วงอยู่นาน 18 วัน
เหตุการณ์ในไคโร คล้ายๆ กับเหตุการณ์ที่ราชประสงค์
จุดเริ่มเหมือนกัน ผู้ชุมนุมนับแสนคนเรียกร้องประชาธิป ไตย ให้รัฐบาลคืนอำนาจ-จัดการเลือกตั้งใหม่
มีการล้อมปราบประชาชนคนเสื้อแดงเหมือนกัน
มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์กระชับพื้นที่ของรัฐบาล 91 ศพ
บาดเจ็บอีกกว่า 2 พันคน
แกนนำหลายร้อยคนถูกจับขังคุก
แต่ที่แตกต่างกันคือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีของไทยกลับยื้ออำนาจ
ไม่ยอมลาออกจากตำแหน่ง!
เพราะถือดีมี "มือที่มองไม่เห็น" หนุนหลัง
คดี 91 ศพก็โยนความผิดให้ "กองกำลังชุดดำ"
ซื้อเวลาไปวันๆ หวังให้คนไทยลืมเลือนไปเอง
ที่รับไม่ได้เลยก็คือคำให้สัมภาษณ์ของนายอภิสิทธิ์ช่วงที่นายมูบารักสั่งปราบปรามประชาชนจนล้มตายนับร้อยศพใหม่ๆ
นายอภิสิทธิ์แนะนำผู้นำอียิปต์ว่า
"ผู้นำต้องเคารพหลักการปกครอง หลักการของประชาชน และเคารพต่อหน้าที่ตน รวมถึงความอดทนอดกลั้นต่อผู้ชุมนุม ตราบใดที่อยู่ในความสงบ การชุมนุมเป็นการแสดงออกด้วยสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน"
ไม่น่าเชื่อว่าคนที่มีคดีปราบปรามประชาชน 91 ศพเป็นชนักติดหลังอยู่
ยังกล้าประณามคนอื่น
ยังกล้ายกตนว่าเป็นผู้นำที่เคารพต่อการชุมนุมเรียกร้องของประชาชนอีก
คำให้สัมภาษณ์ชิ้นนี้ สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นเผยแพร่ไปทั่วโลก
ถามจริงๆ เถอะ ไม่ละอายใจบ้างหรือไง!?
เบี้ยเดินหมาก
ที่มา มติชน
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
![]() |
ผมไม่ทราบหรอกว่า เหตุใดจึงเกิดการปะทะกันกับกัมพูชาขึ้นที่ชายแดน ใครจะได้อะไรกับเหตุการณ์ครั้งนี้ ผมก็เดาไม่ออก ใครในที่นี้รวมถึงฝ่ายกัมพูชาซึ่งดูเหมือนมีเอกภาพในหมู่ชนชั้นนำกว่าไทย และฝ่ายไทยซึ่งแบ่งออกเป็นกลุ่มอำนาจหลากหลาย เช่นพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งก็มีหลายพรรค ไปจนถึงกองทัพ ซึ่งก็มีกลุ่มอำนาจต่างๆ ภายในกองทัพเองหลายกลุ่ม และไปจนถึงอำนาจนอกระบบ ซึ่งก็ไม่ได้มีกลุ่มเดียวอีกนั่นแหละ
ผมเพียงแต่ค่อนข้างแน่ใจว่า ไม่ว่าเหตุปะทะที่ชายแดนจะเกิดจากฝ่ายใดก็ตาม จุดมุ่งหมายไม่ใช่เพื่อแก้ปัญหาข้อพิพาทเรื่องเขตแดนระหว่างไทยและกัมพูชา เพราะทั้งฝ่ายกัมพูชาและฝ่ายกลุ่มอำนาจอันหลากหลายของไทย ต่างรู้ดีว่าการจุดชนวนปะทะกัน ไม่มีทางที่จะทำให้ข้อขัดแย้งเรื่องพรมแดนคลี่คลายไปทางหนึ่งทางใดได้ ทุกฝ่ายน่าจะรู้อยู่แล้วว่า เงื่อนไขต่างๆ ที่เป็นจริงในปัจจุบันทำให้ไม่มีทางที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด จะสามารถตกลงข้อพิพาทเรื่องเขตแดนให้เป็นไปตามใจชอบของตนแต่ฝ่ายเดียวได้
แม้แต่การปลุกระดมให้ทำสงครามอย่างที่แกนนำพันธมิตร บางคนใช้ ก็รู้กันอยู่แล้ว แม้แต่แก่ตัวผู้ปลุกระดมเองว่า ไม่มีทางที่กัมพูชาหรือไทยจะชนะขาดได้อย่างแน่นอน ฉะนั้นการปลุกระดมไปสู่สงคราม จึงไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อสงคราม แต่เพื่อการเมืองภายในของพันธมิตร เองมากกว่า
กล่าวโดยสรุปก็คือ เหตุปะทะกันที่ชายแดน ไม่ว่าใครจะเป็นฝ่ายเริ่มต้น ล้วนมีจุดมุ่งหมายเพื่ออะไรสักอย่างในการเมืองภายใน ไม่ของกัมพูชา ก็ของไทยเอง หรือของทั้งสองฝ่ายร่วมกัน
อย่างไรก็ตาม การเล่นการเมืองอย่างสุ่มเสี่ยงเช่นนี้เป็นเรื่องน่ากลัว เพราะ"บานปลาย"ได้ง่าย อีกทั้งน่ากลัวแก่ไทยเสียยิ่งกว่ากัมพูชาด้วย เพราะอย่างน้อยภาวะการนำของกัมพูชาในขณะนี้ดูจะเป็นเอกภาพ จะหยุดหรือเบี่ยงประเด็นไปเมื่อไรก็ได้ ในขณะที่ในเมืองไทยเป็นตรงกันข้าม คือขาดเอกภาพอย่างยิ่ง ผมอยากจะพูดอย่างนี้ด้วยซ้ำว่า ไม่เคยมีครั้งไหนที่ชนชั้นนำไทยจะแตกร้าวกันอย่างหนักเท่าเวลานี้ ไม่ว่าจะมองไปที่เครือข่ายชนชั้นนำตามจารีต, กองทัพ, นักการเมือง, ทุน, นักวิชาการ, หรือแม้แต่คนชั้นกลางด้วยกันเอง
ความไม่เป็นเอกภาพของชนชั้นนำนั้นมีข้อดีในตัวเองด้วยนะครับ อย่างน้อยก็เกิดการถ่วงดุลอำนาจกันบ้าง แต่ในวิกฤตการณ์บางอย่าง ก็กลับกลายเป็นความอ่อนแอ ทั้งสังคมและชนชั้นนำจะตกเป็นเหยื่อของนักปลุกระดม (demagogue)ได้ง่าย
อย่างไรก็ตาม ผมขออนุญาตมองโลกในแง่ดีว่า ภาวะสุ่มเสี่ยงที่เกิดขึ้น กลับมีความสุ่มเสี่ยงในเมืองไทยน้อยลง เพราะเกิดปัจจัยใหม่ในการเมืองไทย นั่นคือสังคมโดยรวมมีสติเป็นตัวของตัวเอง ไม่ตกเป็นเครื่องมือการแย่งอำนาจกันด้วยเล่ห์กระเท่ห์ของชนชั้นนำอย่างหมดตัวเหมือนที่เคยเป็นมา (เช่นนักศึกษาไม่ออกมาเดินขบวนเรียกร้องสงคราม อย่างที่นักศึกษาเคยทำเมื่อสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม)
ผมอยากวิเคราะห์ความมีสติของสังคมดังที่กล่าวนี้ว่า มาจากอะไรบ้าง เพื่อจะได้มองเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยเอง
1/ การปลุกระดมด้วยลัทธิชาตินิยมแบบระรานของแกนนำพันธมิตร ไม่ประสบความสำเร็จ อย่างน้อยก็ไม่ทำให้ฝูงชนที่ร่วมชุมนุมมีปริมาณเพิ่มขึ้นมากนัก จึงไม่เป็นเงื่อนไขให้กลุ่มอำนาจกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด ใช้เป็นเครื่องมือในทางการเมืองของตนเองได้สะดวก
อันที่จริงชาตินิยมแบบระรานนั้น เป็นอุดมการณ์ที่ทหารใช้กันมานาน เพราะให้ความชอบธรรมแก่อำนาจทางการเมืองที่ไม่ชอบธรรมของกองทัพ แต่เพราะคนไทยส่วนใหญ่ไม่ตกอยู่ใต้มนตร์สะกดนี้ในครั้งนี้ จึงทำให้กลุ่มอำนาจในกองทัพบางกลุ่มไม่อาจใช้ชาตินิยมแบบระรานนี้ ไปยึดอำนาจทางการเมืองมาอยู่ในกลุ่มของตนได้
2/ เหตุใดคนไทยจำนวนมากจึงไม่ตกอยู่ใต้มนตร์สะกดของลัทธิชาตินิยมแบบระราน ผมคิดว่าส่วนหนึ่งมาจากการที่คนไทยจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ได้เรียนรู้แล้วว่า ความเข้มแข็งของชาตินั้นไม่ได้มาจากพื้นที่อันกว้างขวางของดินแดน บูรณภาพทางดินแดนมีความสำคัญก็จริง แต่ยืดหยุ่นได้มากกว่าหนึ่งตารางนิ้ว ในการประเมินความเข้มแข็งของชาติ จำเป็นต้องนำปัจจัยอื่นๆ เข้ามาบวกลบคูณหารด้วย เช่นปัจจัยทางเศรษฐกิจ, วัฒนธรรม, การรวมกลุ่มระหว่างประเทศ, สถานะของไทยในการเมืองโลก, และอนาคตอันยาวไกลของบ้านเมือง ทั้งหมดเหล่านี้ไม่เกี่ยวกับกองทัพ และทหารก็ไม่ได้มีความสามารถที่จะกำหนดชะตากรรมของชาติมากกว่าคนกลุ่มอื่นแต่อย่างใด
3/ ถ้าคนไทยจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ คิดอย่างที่ผมว่าไว้ในข้อสอง ก็หมายความว่ากองทัพต้องหันกลับมาทบทวนบทบาทของตนในสังคมไทยใหม่ ถ้ากองทัพยังอยากจะดำรงอยู่อย่างมีความสำคัญในสังคมอยู่บ้าง การปกป้องชาติอาจทำได้ด้วยกำลังทหาร แต่กำลังทหารอย่างเดียวไม่พอ และไม่สำคัญที่สุดด้วย มีปัจจัยอื่นๆ อีกมากที่สำคัญกว่านั้น ซึ่งเราต้องใส่ใจมากกว่าความแข็งแกร่งของกองทัพ ถ้ากองทัพคิดว่าตัวจะมีบทบาทเหมือนเดิมตลอดไป
ในไม่ช้ากองทัพเองนั่นแหละจะกลายเป็นสิ่งที่คนไทยจำนวนมากเห็นว่าเป็น"ส่วนเกิน"ของชาติ และหนักไปกว่านั้นคืออาจเห็นว่าเป็น"ตัวถ่วง"ก็ได้
4/ สิ่งที่เคยเป็น "อาญาสิทธิ์" ทุกชนิดในสังคมไทย ถูกท้าทาย, ถูกตั้งคำถาม, ถูกตั้งข้อสงสัย, หรือถูกปฏิเสธ ไปหมดแล้ว ในสภาพเช่นนี้ ไม่มีชาติใดสามารถรบกับใครได้หรอกครับ อาจปะทะกันที่ชายแดนได้ แต่รบกับเขานานๆ ชนิดที่เรียกว่า "สงคราม" ไม่ได้
ผมขอยกตัวอย่างจากรายการวิทยุท้องถิ่นแห่งหนึ่งที่ผมเพิ่งได้ยินในเชียงใหม่ เป็นรายการสนทนาที่โฆษกท่านหนึ่งพูดในวันที่มีการปะทะกันที่ชายแดน และมีทหารเสียชีวิตว่า ถึงจะเสียใจต่อความสูญเสียของครอบครัวทหารท่านนั้น แต่คิดย้อนหลังไปไม่กี่เดือนก่อนหน้า ที่ทหารยิงประชาชนซึ่งไม่ได้ถืออาวุธล้มตายจำนวนมากแล้ว ก็มีความรู้สึกพิพักพิพ่วน ด้านหนึ่งก็คือเสียใจ, โกรธแค้นกัมพูชา เพราะอย่างน้อยก็เป็นคนไทยด้วยกัน แต่อีกด้านหนึ่งก็ยังอดคิดไม่ได้ว่า ผู้ชุมนุมประท้วงก็เป็นคนไทยด้วยกันเช่นเดียวกัน
ความหมายของเขานั้นเข้าใจได้ไม่ยากนะครับ แต่ประเด็นสำคัญที่ผมอยากชี้ไว้ก็คือ จะมีกองทัพใดในโลกนี้หรือครับที่สามารถทำสงครามสมัยใหม่ได้ หากประชาชนส่วนหนึ่งรู้สึกอย่างนี้กับทหาร สงครามสมัยใหม่นั้นเป็นสงครามเบ็ดเสร็จ (Total War) คือไม่ได้รบกันที่แนวหน้าอย่างเดียว แต่รบกันทั้งสังคม ไม่เหมือนสงครามสมัยโบราณ ที่มีแต่ทัพของอัศวินรบกัน โดยประชาชนทำมาหากินและหลบหลีกภัยสงครามไปตามเรื่อง ใครแพ้ใครชนะก็ไม่เกี่ยวกับตัว เพราะนายเก่าหรือนายใหม่ก็ไม่สู้จะต่างอะไรกันนัก
5/ ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญมากก็คือ เสียงของคนชายแดนบ้านภูมิซรอล, บ้านภูมะเขือ, ฯลฯ ดังกว่าที่เสียงของคนชายแดนเคยดังมาในการปะทะกันด้วยอาวุธทุกครั้งของไทย ทีวีไทยเอาผู้ใหญ่บ้านจากหมู่บ้านแถวนั้น มานั่งสนทนากับนักวิชาการ ทีวีอีกหลายช่องไปถ่ายภาพความโกลาหลของประชาชนชายแดนที่ต้องอพยพหลบภัย มานอนกันเกลื่อนกล่นในที่ซึ่งราชการตั้งเป็นศูนย์อพยพ
มีน้ำตาของแม่ที่พลัดหลงกับลูก มีคำให้สัมภาษณ์ของคนที่ต้องทิ้งสมบัติข้าวของและวัวควายไว้โดยไม่มีคนดูแล มีอารมณ์ความรู้สึกของความสับสนวุ่นวายที่ต่างไม่สามารถจัดการกับชีวิตของตนได้ และแน่นอนมีความเสียหายทางวัตถุและชีวิตซึ่งเกิดขึ้น
เสียงของคนเล็กๆ ดังมากขึ้นในสังคมไทยมาหลายปีแล้ว ทั้งจากเอ็นจีโอ, นักวิชาการ, และการเคลื่อนไหวของพวกเขาเอง สงครามหรือปัญหาระหว่างประเทศเคยเป็นพื้นที่หวงห้ามที่ชนชั้นนำตัดสินใจกันเอง (อย่างมีเอกภาพ หรือไม่มีเอกภาพก็ตาม) แต่ครั้งนี้ไม่ใช่นะครับ มีเสียงของคนเล็กๆ สอดแทรกเข้ามา เช่นผู้ใหญ่บ้านท่านที่กล่าวแล้ว เสนอให้เปิดการเจรจากันโดยเร็วเพื่อยุติการใช้อาวุธเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้ง ท่านไม่สนใจหรอกครับว่าจะเปิดการเจรจาอย่างไรจึงจะเป็นผล นั่นเป็นหน้าที่ของรัฐบาลไปหาทางเอาเอง ท่านไม่ได้เรียกร้องให้ใช้กำลังทหารเข้าไปยึดนครวัด เสียมราบ พระตะบอง
เสียงเหล่านี้ดังเข้ามาในสภาผู้แทนราษฎรด้วย จะเพราะเหตุผลทางการเมืองหรืออะไรก็ตามที แต่เป็นประเด็นหลักของการอภิปรายกระทู้ของฝ่ายค้านต่อปัญหาที่เกิดขึ้น
เราจะอยู่กันต่อไปโดยปิดหูให้แก่เสียงของคนเล็กๆ เหล่านี้ไม่ได้เสียแล้ว และจะใช้วิธีศรีธนญชัยกับเสียงเหล่านี้ ก็คงไม่ได้ผลยั่งยืนอะไร
6/ คู่ขนานกันไปกับเสียงของคนเล็กๆ ผมคิดว่ามีเสียงของนักวิชาการซึ่งอาจไม่ดังเท่า แต่ก็ทำมาอย่างต่อเนื่องให้หันมาทบทวนกรณีพิพาทเรื่องเขตแดนจากข้อมูลหลักฐานที่เป็นจริง และหาทางออกโดยสันติ ก่อนที่นักปลุกระดมจะฉวยเอาประเด็นเหล่านี้ไปเคลื่อนไหวเพื่อประโยชน์ทางการเมืองของตน แม้ว่าเสียงของนักวิชาการเหล่านี้อาจไม่จับใจสื่อ และไม่เป็นข่าว แต่ได้สร้างฐานความรู้บางอย่างที่คนเล็กๆ สามารถหยิบฉวยไปใช้ เพื่อยับยั้งการเลือกความรุนแรงในการแก้ปัญหาได้ และในความเป็นจริงเวลานี้ ผมก็ได้พบว่าคนเล็กๆ ที่มีสติดีที่สุดและไม่มีผลประโยชน์ทางการเมืองอะไรกับข้อพิพาทชายแดน ก็กำลังกระตือรือร้นที่จะหยิบเอาฐานความรู้เหล่านี้ไปใช้ในการกำกับนโยบายของรัฐด้วย เช่นในการสัมมนาเรื่อง "สยาม-ขะแมร์ คู่รัก คู่ชัง คู่กรรม คู่เวร" ที่ มธ.เมื่อเร็วๆ นี้ ก็มีชาวบ้านจากภูมิซรอลอุตส่าห์เดินทางมาร่วมการสัมมนาด้วยจำนวนหนึ่ง
พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ คนเล็กๆ ไม่ได้ส่งเสียงเพราะตัวเองเดือดร้อนเฉพาะหน้า แต่กำลังเขยิบเข้ามามีส่วนร่วมในการกำกับนโยบายต่างประเทศอย่างเป็นหลักเป็นฐาน ด้วยสิทธิเสมอภาคกับสาวกของเวทีพันธมิตร ที่ราชดำเนิน
ในทุกที่ในโลกนี้ หากเบี้ยสามารถเดินหมากเอง สงครามจะเป็นตาอับตลอดไป แม้เรายังอาจมีข้อพิพาทและการปะทะกันด้วยอาวุธอยู่บ้าง แต่โลกนี้จะไม่มีสงคราม
กลุ่มวันอาทิตย์สีแดงนัดเดินถอยหลัง "กู้ชาติ"
ที่มา มติชน

กลุ่มวันอาทิตย์สีแดงจัดกิจกรรมเมื่อวันที่ 13 ก.พ. ที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย สถานที่ชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงเพื่อเรียกร้องปล่อยตัวแกนนำและผู้ถูกคุมขังคดีการเมืองรวมทั้งรำลึกถึงผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน 2553 นายสมบัติ บุญงามอนงค์ แกนนอนกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง กล่าวว่า ได้นัดนักเรียนแกนนอนจัดกิจกรรมโดยมีการนำรองเท้ามาเรียงต่อกันเขียนข้อความ "NO WAR" และเดินถอยหลังพร้อมกับตะโกนคำว่ากู้ชาติ เพื่อแสดงสัญลักษณ์ว่าการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เรียกร้องกู้ชาติเป็นการนำพาประเทศถอยหลัง
รับชมข่าว VDO
ทำไม "ม็อบแดง" เติบโต ทำไม "ม็อบเหลือง" ถดถอย จับตา 19 ก.พ. "สึนามิแดง" มาแล้ว
ที่มา มติชน ต้องยอมรับว่าปริมาณผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงในวันอาทิตย์ที่ 13 กุมภาพันธ์นั้นมากจริงๆ ถ้าถามแกนนำนปช. อาจบอกว่าเป็นแสน แต่รายงานของตำรวจนั้นเป็นหลักหมื่น การถกเถียงเรื่อง "ตัวเลข" นั้น ต่างฝ่ายต่างก็ตีความเข้าข้างตัวเอง แต่ภาพที่ปรากฏก็คือ จากเวทีตรงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย หันหน้าไปทางสี่แยกคอกวัว "คนเสื้อแดง" เต็มถนนราชดำเนินตั้งแต่หน้าเวทีไปถึงสี่แยกคอกวัว ส่วนด้านหลังเวทีนั้นยาวเหยียดจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยไปถึงสะพานผ่านฟ้า มีบางส่วนล้นไปถึงจปร. ปริมาณผู้ชุมนุมมากกว่าครั้งก่อนที่ผ่านมา ในขณะที่ "ม็อบเสื้อเหลือง" ที่ยืนหยัดมานานหลายวันที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ กลับมีจำนวนเพียงแค่หลักพันในช่วงค่ำ และหลักร้อยในช่วงกลางวัน ยิ่ง "ม็อบ 2 สี" มาประชันกันในวันเดียวกัน ยิ่งทำให้เห็นชัดเจนถึงความแตกต่างของ "มวลชน" ที่สนับสนุน ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ ทำไม "ม็อบเสื้อเหลือง"จึงลดลงอย่างฮวบฮาบ และทำไม "ม็อบเสื้อแดง" จึงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งที่เพิ่งถูกปราบครั้งใหญ่ไปเมื่อ 8 เดือนก่อน กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แม้จะมี "เอเอสทีวี" และสื่อในเครือจำนวนมากเป็น "นางกวัก" เรียกคน แต่ดูเหมือนว่าพลานุภาพของ "สื่อ" ในเครือจะลดความศักดิ์สิทธิ์ ในขณะที่ผู้ชุมนุมตะโกนเรียกคนหน้าจอให้ "ออกมา...ออกมา..." แต่ "คนหน้าจอ" กลับนิ่งเฉย ด้านหนึ่ง อาจเป็นเพราะ "พันธมิตร" ในอดีตไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ ในครั้งนี้ หรืออีกด้านหนึ่ง อาจเป็นเพราะปริมาณคนดูเอเอสทีวี ลดน้อยลง มีการวิเคราะห์กันว่าเหตุผลที่ทำให้ "ม็อบเสื้อเหลือง" ลดลงมาจาก 3 สาเหตุ สาเหตุแรก คือ ประเด็นการเคลื่อนไหวแบบ "รักชาติ" อย่างรุนแรง ไม่มีเสน่ห์ดึงดูดสำหรับคนไทยในพ.ศ.นี้ ปริมาณคนเข้าร่วมจึงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เมื่อทหารไทย ปะทะกับทหารกัมพูชา ทั้งที่การปะทะกันครั้งนี้น่าจะสร้างกระแส "คลั่งชาติ" เรียกคนมาร่วมชุมนุมได้อย่างถล่มทลาย แสดงให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับท่าทีของ "พันธมิตร" ในเรื่องนี้ สาเหตุที่สอง มาจาก "คู่ต่อสู้" คือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และพรรคประชาธิปัตย์ "ม็อบเสื้อเหลือง" ในอดีตที่เข้มแข็งและมีปริมาณมาก มาจากการหนุนช่วยของพรรคประชาธิปัตย์ หรือคนที่นิยมพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อ "สนธิ ลิ้มทองกุล-พล.ต.จำลอง ศรีเมือง" เลือกที่จะปะทะกับ "อภิสิทธิ์" เขาจึงรู้ว่า "ม็อบพันธมิตร" ที่คิดว่าขึ้นตรงกับเขานั้น แท้จริงแล้วมี "ใคร" ชักใยอยู่เบื้องหลัง แต่กว่าทั้งคู่จะรู้ พล.ต.จำลองและนายสนธิก็ถลำมาไกลเกินกว่าจะถอยหลัง สาเหตุที่สาม การเคลื่อนไหวของ "ม็อบพันธมิตร" ครั้งนี้ "เบาบาง" มากในเชิง "มวลชน" แต่ "รุนแรง" มากใน "เนื้อหา" การปราศรัยบนเวที สนธิทำลาย "มิตร" ในอดีตแบบไม่ไว้หน้า ไม่ว่าจะเป็น "เปลว สีเงิน" ของไทยโพสต์ "เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง" หรือแม้แต่ "อัญชลี ไพรีรักษ์" ที่เข้าไปช่วยงาน "จุติ ไกรฤกษ์" ในกระทรวงไอซีที โจมตีกลุ่มพันธมิตรฯที่ไม่ยอมออกมาชุมนุมว่าหลงความหล่อของ "อภิสิทธิ์" โจมตี พล.ต.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก อย่างรุนแรง ฯลฯ เขาใช้กลยุทธ์เก่าที่เคยได้ผลมาก่อนในอดีต คือ ทำให้ทุกคน "กลัว" ไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์ โดยลืมไปว่าพลานุภาพของ "มวลชน" และสื่อในเครือนั้นไม่เหมือนเดิม ยิ่งนานวัน กลุ่มพันธมิตรฯก็ยิ่งทำลายตัวเองลงเรื่อยๆ ยิ่งนานวัน กลุ่มพันธมิตรฯก็รู้แล้วว่าใครคือ "เส้นใหญ่" ตัวจริง ในอีกด้านหนึ่ง กลุ่ม "คนเสื้อแดง" กลับเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว การระดมคนเป็นหมื่นกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา แกนนำนปช.ปรับยุทธศาสตร์ใหม่ลด "ความรุนแรง" ลง และใช้วิธี "รักษาจุดร่วม สงวนจุดต่าง" สร้างแนวร่วมมากขึ้น ที่สำคัญเรื่อง "สองมาตรฐาน" ที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อนำสิ่งที่แกนนำ นปช.ที่ถูกจำคุกโดยไม่ได้ประกันตัวมา เทียบกับแกนนำ "ม็อบพันธมิตร" ที่เจอข้อหาก่อการร้ายเหมือนกัน แต่ได้ประกันตัวและออกมานำการเคลื่อนไหวได้ เป้าหมายของ นปช.นั้นต้องการเพิ่มจำนวนคนเข้าร่วมชุมนุมมากขึ้น "เท่าตัว" ทุกครั้ง และ 2 ครั้งที่ผ่านมา เขาทำสำเร็จ การชุมนุมครั้งต่อไปในวันเสาร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ แกนนำ นปช.ต้องการเพิ่มจำนวนผู้ชุมนุมอีกเท่าตัว แม้จะดูเหมือนว่าเป็นการคุยคำโต แต่วันนี้ไม่มีใครกล้าสบประมาทว่า "เป็นไปไม่ได้" การเติบโตของ "ม็อบเสื้อแดง" และการถดถอยของ "ม็อบเสื้อเหลือง" นั้นมีบางสิ่งที่เปลี่ยนแปลงและสวนทางกัน "ม็อบเสื้อเหลือง" ในอดีตเคยมีฐานมวลชนหลักคือ "คนกรุงเทพ" "ต่างจังหวัด" เป็นส่วนเสริม ในขณะที่ "ม็อบเสื้อแดง" นั้นต้องพึ่งพาจากคนต่างจังหวัด การชุมนุมใหญ่ในเดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2553 "คนเสื้อแดง" จึงต้องระดมคนอีสานและภาคเหนือเข้ามาในกทม. เพราะรู้ว่าฐานสนับสนุนในเมืองกรุงนั้นไม่มากนัก แต่วันนี้กลับเปลี่ยนไป "คนกรุง" หนุน "ม็อบเสื้อเหลือง" น้อยลง สังเกตได้จากปริมาณคนในช่วงเย็นวันธรรมดา ซึ่งตามปกติเคยเนืองแน่น แต่วันนี้กลับมาจำนวนคนเพิ่มน้อยมาก ในขณะที่ "ม็อบเสื้อแดง" ที่ชุมนุมในช่วงหลังแบบบ่ายไปดึกกลับ ล้วนแต่เป็นคนกรุงและจังหวัดใกล้เคียง เขาไม่ได้ระดมคนอีสานและภาคเหนือลงมาเลย แต่วันเสาร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ "จตุพร" ประกาศบนเวทีว่าจะระดม "คนเสื้อแดง" จากภาคเหนือและอีสานมาร่วมด้วย ไม่มีใครรู้ว่าการเคลื่อนไหวของ "คนเสื้อแดง"ต่อจากนี้ไปจะเดินไปอย่างไร แม้แต่ "แกนนำ นปช." เอง เหตุการณ์ในตูนีเซีย และอียิปต์ ทำให้ "คนเสื้อแดง" ฮึกเหิมขึ้น เพราะเป็นปรากฏการณ์ที่บอกว่าอะไรที่ทุกคนคิดว่า "เป็นไปไม่ได้" แท้จริงแล้ว "เป็นไปได้" "อภิสิทธิ์" ที่เคยชนะในเดือนพฤษภาคม 2553 ก็อาจพ่ายแพ้ได้เช่นกัน นี่คือ สึนามิการเมืองลูกเดิมระลอกใหม่ที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง

.................
กลุ่มไม่เอาสงครามฯ เรียกร้องสันติภาพในวันแห่งความรัก
ที่มา ประชาไท
วันนี้ (14 ก.พ.54) เวลา 18.00 น. กลุ่ม “ไม่เอาสงคราม ต้องการสันติภาพ” จัดกิจกรรมรณรงค์ต่อต้านสงครามที่บริเวณด้านหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สี่แยกปทุมวัน โดยเรียกร้องให้รัฐบาลไทยและกัมพูชายุติการสู้รบบริเวณชายแดน





















