WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, February 16, 2011

สารจากรศ.ดร.วรพล พรหมิกบุตร ถึงชนชั้นกลางการศึกษาดีผู้มีอันจะกิน:คุณก็มีความหมาย ?

ที่มา Thai E-News



โดย รองศาสตราจารย์ ดร. วรพล พรหมิกบุตร

คุณก็มีความหมาย ?:สารถึงชนชั้นกลางการศึกษาดีผู้มีอันจะกิน

โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัมกล่าวกับคนเสื้อแดงที่ร่วมชุมนุมเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2554 ว่าเขาและสำนักงานกฎหมายของเขาไม่สามารถดำรงตนอยู่ได้ในโลกที่มองข้ามอาชญากรรมต่อมนุษยชาติอย่างที่เขามองเห็นจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมอย่างอำมหิตในเดือนเมษายน-พฤษภาคม ปีที่ผ่านมา

คนจนรากหญ้าส่วนใหญ่รวมทั้งชนชั้นกลางส่วนหนึ่งในประเทศไทยมีอารมณ์ร่วมแบบเดียวกันนั้น และเคลื่อนไหวอย่างเข้มแข็ง ไม่ย่อท้อไปข้างหน้าเพื่อต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย ความเป็นธรรม และสิทธิมนุษยชนสากลของพลเรือน

เป็นเรื่องน่าประหลาดอย่างยิ่งว่า คนที่ดูดีในประเทศไทยสามารถดำรงชีวิตประจำวันอย่างสุขสบายและนิ่งเฉยได้อย่างไร ขณะที่พยานหลักฐานทั้งปวงล้วนบ่งชี้ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้เกี่ยวกับความอำมหิตและความไม่เป็นธรรมเชิงโครงสร้างในสังคมของพวกตน

ถึงกระนั้นก็ตาม สิ่งที่กระจ่างชัดด้วยเช่นกันก็คือ ประชาชนเสื้อแดงจะดำเนินการรณรงค์ฟื้นฟูความเป็นธรรมและปฏิรูปประชาธิปไตยต่อไป ไม่ว่าจะได้รับความช่วยเหลือหรือไม่ได้รับความช่วยเหลือจากชนชั้นกลางไทยที่อยู่ดีมีสุขและมีการศึกษาดี

แต่ก็ยังเป็นเรื่องน่าเศร้าเสมอเมื่อประชากรชนชั้นกลางฐานะดี การศึกษาสูง ที่ไม่ใช่พวกอภิสิทธิชน ผู้ได้รับประโยชน์มากกว่าคนอื่น ๆ ในสังคมของตนเลือกที่จะยืนเฉยมองดูเพื่อนร่วมชาติรากหญ้าของตนล้มลงภายใต้การปราบปรามทางทหารที่ไร้มนุษยธรรม

โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัมยังให้คำแนะนำเล็ก ๆ น้อย ๆ แก่คนเสื้อแดงให้เขียนข้อความว่า “เราก็มีความหมาย” (we count too) สื่อสารกับชาวโลก ข้อเท็จจริงพื้น ๆ ว่าคนไทยธรรมดาที่ไม่ใช่อภิสิทธิชนก็มีตัวตน เป็นข้อเท็จจริงที่สำคัญเช่นกันและต้องไม่ถูกมองข้ามโดยบรรดาองค์กรระหว่างประเทศ

นี่เป็นช่วงเวลาอันเหมาะสม และไม่สายเกินไป สำหรับสังคมชนชั้นกลางผู้อยู่ดีมีสุขและได้รับการศึกษาสูงในประเทศไทย จะตัดสินใจว่าพวกตนมีความหมายหรือไม่ และจะร่วมพลังกับขบวนการเสื้อแดงในการเคลื่อนไหวไปสู่การปฏิรูปทางประวัติศาสตร์ในสังคมของตนด้วยหรือไม่

รองศาสตราจารย์ ดร. วรพล พรหมิกบุตร

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

**************************************************
You Count Too ?:An Address to the well-being, well-educated Thai Middle Class.

Robert Amsterdam told Thai Red-shirt people gathering in February 13, 2011 rally that he and his law firm could not exist in such a world that ignored crime against humanity as he witnessed in last April-May brutal crackdown in Thailand.

A majority of grass-root population in Thailand, and some middle-class portion as well, shared the same sentiment and moved strongly forward to fight for democracy, justice, and universal civil human right.

It is quite astonishing how any decent person in Thailand could live his or her everyday life so comfortably and remain null while all sort of evidence tell incontrovertible truth about brutality and structural injustice in their society.

Even though, it is also crystal clear that the red-shirt people will continue their campaign to restore justice and reform democracy, with or without a helping hand of the well-being, well-educated Thai middle class.

But it is always sad when the well-being, well-educated, non-aristocrat middle-class population who benefits more from their society choose to stand still and see their grass-root partners fall under inhumane military crackdown.

Robert Amsterdam also give a little advice to the Thai red shirts to write “we count too” to the world. The mere fact that ordinary, non-aristocrat Thai does exist is also important and not to be ignored by the world organizations.

It is an appropriate time, and not too late, for the well-being, and well-educated middle class society in Thailand to decide whether they also count and whether or not they will join force with the red-shirt movement towards a historic reform in their society.

Worapol Promigabutr
Thammasat University
February 14, 2011

ประชาไท:สื่อแคนาดารายงานพระมหากษัตริย์ไทย ติดอันดับ 1 ผู้นำรวยที่สุดในโลก

ที่มา Thai E-News


เวบไซต์หนังสือพิมพ์แวนคูเวอร์ซัน ของแคนาดา เสนอภาพข่าวที่ทางสำนักพระราชวังเผยแพร่พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทรงโบกพระหัตถ์ให้พสกนิกรชาวไทย เมื่อครั้งงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนม์ 80 พรรษา เมื่อปี 2550 ณ พระบรมมหาราชวัง (ภาพข่าว:Vancouversun)

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา ประชาไท

เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ เวบไซต์ประชาไท รายงานข่าวเรื่อง สื่อแคนาดารายงานพระมหากษัตริย์ไทย ติดอันดับ 1 ผู้นำรวยที่สุดในโลก

เว็บไซต์แวนคูเวอร์ซัน สื่อสายอนุรักษ์นิยมของแคนาดารายงานพระมหากษัตริย์ไทยครองอันดับหนึ่งผู้นำที่รวยที่สุดในโลก ระบุทรงถือครองที่ดินจำนวนมหาศาล รวมถึงที่ดินในกรุงเทพฯ กว่า 3,500 เอเคอร์

โดยแวนคูเวอร์ซันรายงานโดยจัดอันดับผู้นำที่รวยที่สุดในโลกพร้อมประมาณการทรัพย์สินดังนี้

อันดับหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ประเทศไทย 30,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

พระมหากษัตริย์ที่ครองราชย์นานที่สุดในโลก พระชนมายุ 82 พรรษา ทรงเป็นผู้นำที่รวยที่สุดด้วยเช่นกัน ทรัพย์สินของพระองค์นั้นประกอบด้วยการถือครองที่ดินอย่างมหาศาลรวมไปถึงที่ดินประมาณ 3,500 เอเคอร์ในกรุงเทพฯ อย่างไรก็ตามรัฐบาลไทยโต้แย้งการจัดอันดับให้พระองค์เป็นผู้นำที่รวยที่สุดในโลก โดยให้เหตุผลว่าทรัพย์สินหลายรายการนั้นไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนพระองค์

อันดับที่ 2 สมเด็จพระราชาธิบดีฮัจญี ฮัสซานัล โบลเกียห์ มูอิซซัดดิน วัดเดาละห์ 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

ก๊าซธรรมชาติและน้ำมันของบรูไนเป็นปัจจัยที่ทำให้สุลต่านของบรูไนเป็นผู้นำที่รวยติดอันดับโลก และก็ใช้เงินไปกับรถยนต์หรู การจ้างไมเคิล แจ็กสันให้เปิดการแสดงเป็นการส่วนพระองค์เพื่อฉลองวันพระราชสมภพ 50 พรรษา ในปี รายงานของศาลแสดงให้เห็นว่าทรงจ่ายเงินค่าจ้างโค้ชแบดมินตันราว 2 ล้านเหรียญสหรัฐ อีก 2 ล้านปอนด์สำหรับค่าฝังเข็มและนวด และค่าจ้างคนทำงานบ้านอีกประมาณคนละ 11 ล้านเหรียญสหรัฐ

อันดับที่ 3. ชีกห์คาลิฟา บิน ซาเอด อัล นาห์ยัน ประมาณ 18,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

ประธานาธิบดีของสาธารณรัฐอาหรับเอมิเรสต์ ซึ่งเป็นประเทศที่ถือครองน้ำมันมากติดอันดับหนึ่งในสิบของโลก ชีค กาลิฟาห์ทรงจ่ายเงิน 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับการสร้างศูนย์วัฒนธรรม ซึ่งรวมถึงการว่างจ้างแฟรงก์ เกอร์รี่ ผู้ออกแบบพิพิธภัณฑ์กุกเกนไฮม์

อันดับที่ 4 พระราชาอับดุลลาห์ บิน อาบูล อาซิซ ของซาอุดิ อาระเบีย ประมาณ 21,000 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 5 ชีกห์มูฮัมหมัด บิน ราชิด อัล มักทูม แห่งดูไบ ประมาณ 12,000 ล้านเหรียญ

ภาพอดีตประธานาธิบดีฮอสนี่ บูมารัก ที่แวนคูเวอร์ซันนำเผยแพร่ในรายงานข่าวนี้ (ภาพ:แวนคูเวอร์ซัน)

อันดับที่ 6 ฮอสนี มูบารัก ประมาณ 10,000 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 7 ซิลวิโอ เบลุสโคนี่ ประมาณ 9 พันล้านเหรียญ

อันดับที่ 8 ฮาน อดัมส์ ที่สอง แห่งลิกเตนสไตน์ ประมาณ 3.5 พันล้านเหรียญ

อันดับที่ 9 เอมิร์ แห่งการ์ตาร์ ประมาณ 2 พันล้านเหรียญ

อันดับที่ 10 อาซิฟ อาลี ซาดารี ประธานาธิบดuแห่งปากีสถาน ประมาณ 1.9 พันล้านเหรียญ

กระทรวงต่างประเทศเคยแจงสื่อต่างประเทศเสนอคลาดเคลื่อน

อย่างไรก็ตามกระทรวงต่างประเทศเคยชี้แจงกรณีที่นิตยสารฟอร์บส์ เสนอบทความพิเศษของนิตยสาร Forbes เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุด ดังต่อไปนี้

ตามที่ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2551 นิตยสาร Forbes ได้เผยแพร่บทความพิเศษเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ประจำปี พ.ศ. 2551 และได้จัดให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงอยู่ในลำดับแรก ของพระมหากษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุด นั้น สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ได้ชี้แจงว่า บทความดังกล่าวมีความคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง เนื่องจากว่า ทรัพย์สินที่บทความนำมาประเมินนั้น ในความเป็นจริง มิใช่ทรัพย์สินส่วนพระองค์ แต่เป็นของแผ่นดิน ซึ่งเป็นไปในทำนองเดียวกันกับพระมหากษัตริย์ในประเทศอื่น ที่บทความเดียวกันนี้ไม่ได้จัดอันดับฐานะความร่ำรวย เพราะทรัพย์สินต่างๆ ไม่ใช่ของกษัตริย์ หากแต่เป็นของคนทั้งชาติ

สำนักงานทรัพย์สินฯ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “ที่ดิน” ในความดูแลของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ส่วนใหญ่หน่วยงานราชการ องค์กรสาธารณะกุศลเป็นผู้ใช้ประโยชน์ และจัดให้ประชาชน ที่ไม่ได้มีฐานะร่ำรวย รวมทั้งชุมชนอีกกว่าหนึ่งร้อยแห่ง เช่าในอัตราที่ต่ำ มีเพียงส่วนน้อยประมาณร้อยละ 7 ของที่ดิน ที่จัดให้เอกชนเช่าและจัดเก็บในอัตราเชิงพาณิชย์

กระทรวงการต่างประเทศขอเรียนเพิ่มเติมว่า บทความพิเศษดังกล่าวยังได้พาดพิงถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่าทรงเกี่ยวข้องกับการปฏิวัติ เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2549 ซึ่งไม่ถูกต้อง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงไม่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับการปฏิวัติดังกล่าวแต่อย่างใด การที่ทรงมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งประธานคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นเพียงหน้าที่ขององค์พระมหากษัตริย์ ในฐานะที่ทรงเป็นพระประมุขของประเทศ ตามที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศได้ชี้แจงไปยังนิตยสาร Forbes ด้วยแล้ว

Forbesอ้างเหตุผลในหลวงทรงมีพระราชอำนาจเต็มในการจัดการทรัพย์สินจึงนับเป็นพระราชทรัพย์

อย่างไรก็ตามในปีถัดมา คือพ.ศ.2552 Forbes ยังคงจัดให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯเป็นกษัตริย์ที่ทรงมั่งคั่งที่สุดในโลกอีกปี(และจัดอันดับที่1ของโลกเป็นปีที่3ติดต่อกันในปีพ.ศ.2553ด้วย)โดยForbesอ้างเหตุผลว่า

ฟอร์บส์ระบุด้วยว่า ความมั่งคั่งของราชวงศ์มาจากมรดกตกทอดหรือตำแหน่งทางอำนาจ มักจะถูกแบ่งปันกันในเครือญาติ และหลายๆครั้งที่มันหมายถึงเงินที่ถูกควบคุมโดยราชวงศ์ในรูปของกองมรดก (trust) สำหรับประเทศหรืออาณาเขต และด้วยเหตุผลนี้ ราชวงศ์ทั้ง 15 ราชวงศ์ในรายชื่อนี้ขาดคุณสมบัติที่จะถูกจัดอันดับประจำปีของเราในบุคคลที่ร่ำรวยที่สุด ไม่ว่าเขาจะมีสินทรัพย์เท่าไร

ยกตัวอย่างเช่น กษัตริย์ Mswati ที่ 3 ของ Swaziland เป็นผู้รับผลประโยชน์ของ 2 กองทุนที่จัดตั้งขึ้นโดยบิดาของเขาใน trust ของประเทศ Swaziland ในช่วงที่ครองราชย์เขามีอำนาจตัดสินใจเบ็ดเสร็จในการใช้เงินที่เป็นรายได้จาก trust นั้น ซึ่งทำให้เขาสามารถสร้างราชวังให้กับมเหสี 13 พระองค์และพำนักอยู่ในโรงแรมระดับ 5 ดาวเมื่ออยู่ต่างประเทศ

เช่นเดียวกัน เรารวมทรัพย์สินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ของไทยในส่วนของทัรพย์สินของกษัตริย์ภูมิพลเพราะพระองค์เป็นผู้มีอำนาจเต็มในกองมรดก (trustee) อย่างไรก็ตามรัฐบาลไทยไม่เห็นด้วยและออกมาประกาศว่าทรัพย์สินของสำนักงานทรัพย์สินไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของทรัพย์สมบัติส่วนพระองค์ของกษัตริย์ แต่สำนักงานทรัพย์สินครอบครองและบริหารทรัพย์สินของสถาบันกษัตริย์ในนามของประชาชนชาวไทย

ตรงกันข้าม ราชวัง Buckingham และเครื่องเพชรของราชวงศ์ถือว่าเป็นสมบัติของชนชาติอังกฤษ ไม่ใช่ของพระราชินี Elizabeth เพราะฉะนั้นมันไม่ถูกนับว่าเป็นส่วนหนึ่งของทรัพย์สินของพระองค์ แต่ทรัพย์สมบัติของพระองค์มาจากอสังหาริมทรัพย์ในอังกฤษและสก๊อตแลนด์ ภาพศิลปะ อัญมนี และแสตมป์สะสมโดยพระอัยกา

สมศักดิ์ชี้จุดเปลี่ยนที่ทำให้กลายเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ เชื่อForbesยังประเมินรต่ำกว่าความจริง

ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ เขียนบทความเรื่องว่าด้วยการ"นิยาม"และการปฏิบัติบางประการเรื่อง "ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์" ชี้ว่า

"พรบ.จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ.2491 ยกอำนาจในการควบคุม "ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์" กลับไปให้พระมหากษัตริย์ ซึ่งเท่ากับว่า เป็นการยกเลิกการแยกแยะว่า "อันไหนเป็นส่วนพระองค์ อันไหนเป็นส่วนพระมหากษัตริย์" นั่นคือ ทำให้ "ทรัพยสินส่วนพระมหากษัตริย์" มีฐานะเป็นเหมือนทรัพย์สินส่วนพระองค์ของพระมหากษัตริย์ไป ไม่ใช่ทรัพย์สินของรัฐ (ถ้าเป็นของรัฐ จะต้องให้รัฐจัดการ และในเมือรัฐเป็นรัฐประชาธิปไตย การจัดการนั้น ก็ต้องอยู่ภายใต้ accountability เช่นเดียวกับส่วนอื่นๆของรัฐ)


ดร.สมศักดิ์ ให้ความเห็นในกระดานสนทนาคนเหมือนกันว่า อันที่จริง ต้องถือว่า Forbes ยัง "ประเมินพระราชทรัพย์" ต่ำกว่าทีเป็นจริงแน่ เพราะไม่มีการประเมิน "ทรัพย์สินส่วนพระองค์" ซึ่งน่าจะมีมูลค่าไม่น้อยทีเดียว

********
รายงานเกี่ยวเนื่อง:

-กระทรวงต่างประเทศชี้แจงกรณี:บทความพิเศษของนิตยสาร Forbes เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุด

-Forbesเทิดพระเกียรติในหลวงเป็นกษัตริย์มั่งคั่งที่1ของโลก3ปีซ้อน

-Bloomberg:กษัตริย์ไทยครองแชมป์อันดับ1ในตลาดหุ้นไทย

-สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ สมบัติของใคร? : รัฐ หรือ กษัตริย์

ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล:ว่าด้วยการ"นิยาม"และการปฏิบัติบางประการเรื่อง "ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์" ในบทความนี้ดร.สมศักดิ์ชี้ว่า
"พรบ.จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ.2491 ยกอำนาจในการควบคุม "ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์" กลับไปให้พระมหากษัตริย์ ซึ่งเท่ากับว่า เป็นการยกเลิกการแยกแยะว่า "อันไหนเป็นส่วนพระองค์ อันไหนเป็นส่วนพระมหากษัตริย์" นั่นคือ ทำให้ "ทรัพยสินส่วนพระมหากษัตริย์" มีฐานะเป็นเหมือนทรัพย์สินส่วนพระองค์ของพระมหากษัตริย์ไป ไม่ใช่ทรัพย์สินของรัฐ (ถ้าเป็นของรัฐ จะต้องให้รัฐจัดการ และในเมือรัฐเป็นรัฐประชาธิปไตย การจัดการนั้น ก็ต้องอยู่ภายใต้ accountability เช่นเดียวกับส่วนอื่นๆของรัฐ)


-สมบูรณ์ ชัยเดชสุริยะ" ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สนง.ทรัพย์สินฯ ให้สัมภาษณ์ประชาชาติธุรกิจ
พอร์ตในกรุงเทพฯมีประมาณ 2.1 หมื่นสัญญา กับที่ดินในต่างจังหวัดแต่ไม่เยอะ ส่วนใหญ่จะทำเกษตรมีอยู่ 6 จังหวัด 6 สำนักงานย่อย ครอบคลุมพื้นที่ 13 จังหวัด ซึ่งภาพภายนอกสำนักงานทรัพย์สินฯคนมองว่าพระเจ้าอยู่หัวมีที่ดินมากมายทำไมไม่เอามาแจกคนจน นั่นเป็นเพราะคนเข้าใจผิด ที่ดินในต่างจังหวัดจะมีเกษตรกรเช่าเป็นส่วนใหญ่ กับเป็นตลาดเล็ก ๆ ไม่กี่แห่ง


-กรณีตัวอย่างที่สถาบันกษัตริย์ สามารถปฏิเสธรัฐประหาร และเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้รัฐประหารพ่ายแพ้ได้ : "กบฏยังเติร์ก" 2524

Tuesday, February 15, 2011

อาจารย์ธิดา ไม่มีภาวะของผู้นำ

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย



อันที่จริง การชุมนุมของคนเสื้อแดงในวันอาทิตย์ที่ผานมา นับว่ามีความสำเร็จเป็นอย่างสูง ผู้คนเข้าร่วมกันชุมนุมมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา แน่นตั้งแต่สี่แยกคอกวัว ถึงบริเวณสะพานผ่านฟ้าและเลยออกไป แต่กระแสในเว็บบอร์ด ก็มีการตำหนิแกนนำต่างๆ ซึ่งผมได้ตอบโต้ไปบ้าง บางคนอาจไม่พอใจ อาจหาว่าผมปกป้องแกนนำมากเกินไป หรือเป็นองครักษ์พิทักษ์ นปช. อะไรประมาณนี้

แต่สำหรับผมแล้วผมถือว่าผมมีอิสระทางความคิด ผมคิดและรู้สึกอย่างไร ผมก็คงแสดงความเห็นไปแบบนั้น ไม่ได้มีผลประโยชน์อะไรกับ นปช. หรือแกนนำใดๆ (นอกจากมีโทษเท่านั้น เท่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน)

การแสดงการตำหนิ อ.ธิดา เรื่องไม่มีภาวะของผู้นำต่างๆ (คาดว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับการตอบโต้ ไปที่สุรชัย) ถือว่าเป็นการตำหนิที่ไม่มีทางออกอะไร เป็นการแสดงความไม่พอใจแกนนำ ของ นปช. (แต่สำหรับผมเสื้อแดงอาจใหญ่กว่า นปช.) ไม่พอใจต่อ อาจารย์ธิดา ที่เข้ามารับหน้าที่แกนนำ นปช. ด้วยความจำเป็นของสถานการณ์ และด้วยความเสียสละส่วนตัว ไม่ได้สมัครเข้ามา ในสภาวะที่แกนนำหลักเกือบทั้งหมด โดนขังอยู่ในคุก แกนนำที่มีชื่อเสียงที่เหลือ ต้องหนีซ่านเซ็นออกนอกประเทศ บางคนถูกตามล่าเอาชีวิต บางคนก็เสียชีวิตไปแล้ว หากเปรียบกับกองทัพ ก็คือ ส่วนบังคับบัญชา โดนทำลายล้างแทบทั้งหมด หรือหากเปรียบเทียบกับ ตำนานท้าวสุรนารี พวกผู้ชายที่เป็นผู้นำของเมืองนครราชสีมา นอกจากไม่อยู่ในเมืองแล้ว ก็โดนข้าศึกทำลายล้างไปหมด เหลือแต่ผู้หญิง แกนนำย่อยๆ ไม่กี่คน

ท่ามกลางความโหดร้ายของศัตรู มีผู้หญิงแก่ๆ คนหนึ่งจำต้องยอมรับเข้ามาเป็นแกนนำ (ผมคาดว่าชั่วคราวหากแกนนำหลักถูกปล่อยตัว) ท่ามกลางภาวะที่ศัตรูเหิมเกริมเต็มที่ ฝ่ายเราแตกสานซ่านเซ็น

เรายังชี้หน้าด่าสตรีชรานั้น ว่าไม่มีภาวะของผู้นำ (ก็เธอทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาแต่ต้น ไม่ได้มาเป็นแกนนำแต่ต้น แต่แม่ทัพตายเรียบ เธอจึงต้่องมา) ไม่มีอะไรต่างๆ นานา แทนที่พวกเราจะช่วยกันประคับประคองให้เธอสู้ศึกต่อไปได้ ให้กำลังใจเธอ

ผมไม่อยากแสดงความเห็นมากนัก ใครๆ ก็อยากได้ผู้นำที่ดี ผู้นำที่สมบูรณ์แบบ ดร. ซุนหยัดเซ็น แบบมหาตมะคานธี แต่กองทัพที่แตกพ่าย ผู้นำรุ่นก่อนตายเรียบกลางสนามรบ ผู้คนที่เหลือนอกจากไม่ให้กำลังใจคนที่เขาจำต้องมานำในภาวะเช่นนี้แล้ว กลับแสดงอาการตำหนิ ใครก็ต้องการ The Best แต่ในภาวะที่มันไม่มี The Best การมีแค่ Second Best หรือ Third Best ก็นับว่าดีที่สุดแล้ว การเป็นแกนนำ นปช. ใช่ว่าจะมีเงินเดือน มีตำแหน่ง เมื่อไหร่ มีแต่ความเสี่ยง ทั้งจากศัตรู และนี่ยังต้องมารับมือกับพวกเดียวกันอีก

ผมฟัง อ.ธิดาพูดวันนั้น และบางเรื่อง ก็มีอารมณ์ แต่เธอเป็นผู้หญิง มีผู้ชายบางคนไปเริ่มสงครามก่อน สงครามมันจึงเริ่มขึ้น หากผู้ชายคนนั้นไม่เริ่มสงครามก่อน (แทบทุกครั้ง) สงครามมันก็ไม่เริ่มขึ้น แทนที่จะเริ่มสงครามกับศัตรู กับเริ่มสงครามกับมิตร

เฮ้อ

ผมอยากเรียงลำดับให้นะครับ สำหรับสภาพการนำของ นปช. ในปัจจุบัน ที่ถือว่า พิการไปมากพอสมควร เรียกว่าแตกทัพก็แทบจะเรียกได้

แกนนำหลัก นปช.

- วีระ มุกสิกพงษ์ หมดสภาพการนำ (เพราะอะไรเราก็รู้กันอยู่)

- นพ.เหวง. ณัฐวุฒิ, กอบแก้ว, และคนอื่นๆ แทบทั้งหมดอยู่ในคุก คงเป็นแกนนำไม่ได้
- ดร.ทักษิณ , อริสมันต์, จักรภพ เพ็ญแข และคนอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่ง หนีไปต่างประเทศ

- คุณจตุพร ติดคดีอย่างที่ว่า คุณจตุพรจึงหันมาสนับสนุน อ.ธิดา ให้ออกหน้า เผื่อว่าตัวเองพลาด นปช. ก็จะยังรวมกำลังกันอยู่ได้ (จะว่าเชิด หรือดัน หรือว่าอะไรก็ตาม แต่เขาคงตกลงกันว่า ให้ อ.ธิดาออกหน้าก็แล้วกัน)

-คุณยิ่งลักษณ์ และญาติคุณทักษิณคนอื่นๆ รวมทั้ง สส. พรรคเพื่อไทย ไม่มีใครต้่องการมาเป็นแกนนำ นปช. เพราะถือว่าเป็นองค์กรแยกกัน

- สุรชัย <--- เป็นแกนนำอยู่แล้ว แต่เป็นแกนนำแดงสยาม ไม่ใช่ นปช.
- บก.ลายจุด ก็เป็นแกนนำอยู่แล้ว ของ กลุ่มเสื้อแดงวันอาทิตย์ ไม่ใช่เป็นสมาชิกของ นปช.
- สมยศ พฤษาเกษมสุข เป็น แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนยน ไม่ใช่สมาชิก นปช. อีกเช่นกัน


จากสถานการณ์แบบนี้ นปช. มีทางเลือกมากแค่ไหน ในการที่จะหาแกนนำมาเพื่อนำต่อไป ในขณะที่กลุ่มแดงสยาม ก็เป็นแค่กลุ่มย่อย อันที่จริงก็ตั้งเวทีเองได้ น้ัดชุมนุมเองได้ แต่คนไปร่วมน้อย ก็ช่วยไม่ได้เพราะคนเขาไม่ศรัทธา อ.สุรชัย มากเท่า นปช. (ก็มีคนศรัทธาบางกลุ่มเหมือนกัน) และยังไม่มีผลงานอะไรมากนัก นอกจากด่า นปช.

ในภาวะที่เรา ขาดผู้นำมากๆ เราควรต้อง ถนอมแกนนำ หรือสร้างแกนนำกลุ่มย่อยขึ้นมาเพื่อทำกิจกรรมช่วยเขา หากคนศรัทธา กลุ่มนั้นก็จะใหญ่ขึ้นแบบ นปช.ความจริงวันนี้ ที่คนเข้าไปร่วมมาก ก็กลายเป็นกลุ่มหลักไป

3 x 8 = ?????

ที่มา thaifreenews

โดย Ku ka khon

ผมไม่ใช่นักอ่านตัวยง ผมใด้เรื่องนี้มาจาก FW Mail ถ้ามีประโยชน์มอบความดีให้คนที่ส่งมาให้อ่าน(ไม่รู้ใคร)

3 x 8 = Huh???
เอี๋ยนหุยใฝ่ศึกษา มีคุณธรรมงดงาม เป็นศิษย์รักของขงจื้อ มีอยู่วันหนึ่ง เอี๋ยนหุยออกไปทำธุระที่ตลาด เห็นผู้คนจำนวนมากห้อมล้อมอยู่ที่หน้าร้านขายผ้า
จึงเข้าไปสอบถามดู จึงรู้ว่าเกิดการพิพาทระหว่างคนขายผ้ากับลูกค้า
ได้ยินลุกค้าตะโกนเสียงดังโหวกเหวกว่า “3x8ได้ 23 ทำไมท่านถึงให้ข้าจ่าย24เหรียญล่ะ!”
เอี๋ยนหุยจึงเดินเข้าไปที่ร้าน หลังจากทำความเคารพแล้ว ก็กล่าวว่า “พี่ชาย 3x8 ได้ 24

จะเป็น 23 ได้ยังไง? พี่ชายคิดผิดแล้ว ไม่ต้องทะเลาะกันหรอก”

คนซื้อผ้าไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง ชี้หน้าเอี๋ยนหุยและกล่าวว่า “ใครให้เจ้าเข้ามายุ่ง! เจ้าอายุเท่าไหร่กัน!
จะตัดสินก็มีเพียงท่านขงจื้อเท่านั้น ผิดหรือถูกมีท่านผู้เดียวที่ข้าจะยอมรับ
ไป ไปหาท่านขงจื้อกัน ”

เอี่ยนหุยกล่าวว่า “ก็ดี หากท่านขงจื้อบอกว่าท่านผิด ท่านจะทำอย่างไร?”
คนซื้อผ้ากล่าวว่า“หากท่านวินิจฉัยว่าข้าผิด ข้ายอมให้หัวหลุดจากบ่า! แล้วหากเจ้าผิดล่ะ?”
เอี๋ยนหุยกล่าวว่า “หากท่านวินิจฉัยว่าข้าผิด ข้ายอมถูกปลดหมวก(ตำแหน่ง)”
ทั้งสองจึงเกิดการเดิมพันขึ้น

เมื่อขงจื้อสอบถามจนเกิดความกระจ่าง ก็ยิ้มให้กับเอี๋ยนหุยและกล่าวว่า “3x8ได้ 23 ถูกต้องแล้ว

เอี๋ยนหุย เธอแพ้แล้ว ถอดหมวกของเธอให้พี่ชายท่านนี้เสีย”
เอี๋ยนหุย ไม่โต้แย้ง ยอมรับในการวินิจฉัยของท่านอาจารย์ จึงถอดหมวกที่สวมให้แก่ชายคนนั้น
ชายผู้นั้นเมื่อได้รับหมวกก็ยิ้มสมหวังกลับไป
ต่อคำวินิจฉัยของขงจื้อ ต่อหน้าแม้เอี๋ยนหุยจะยอมรับ แต่ในใจกลับไม่ได้คิดเช่นนั้น
เอี๋ยนหุยคิดว่าท่านอาจารย์ชรามากแล้ว ความคิดคงเลอะเลือน จึงไม่อยากอยู่ศึกษากับขงจื้ออีกต่อไป

พอรุ่งขึ้น เอี๋ยนหุยจึงเข้าไปขอลาอาจารย์กลับบ้าน ด้วยเหตุผลที่ว่าที่บ้านเกิดเรื่องราว ต้องรีบกลับไปจัดการ
ขงจื้อรู้ว่าเอี๋ยนหุยคิดอะไรอยู่ ก็ไม่ได้สอบถามมากความ อนุญาตให้เอี๋ยนหุยกลับบ้านได้
ก่อนที่เอี๋ยนหุยจะออกเดินทาง ได้เข้าไปกราบลาขงจื้อ ขงจื้อกล่าวอวยพรและให้รีบกลับมาหากเสร็จกิจธุระแล้ว
พร้อมกันนั้นก็ได้กำชับว่า “อย่าแฝงเร้นกายใต้ต้นไม้ใหญ่ อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง”
เอี๋ยนหุยคำนับพร้อมกล่าวว่า “ศิษย์จะจำใส่ใจ” แล้วลาอาจารย์ออกเดินทาง

เมื่อออกเดินทางไปได้ระยะหนึ่ง เกิดพายุลมแรงสายฟ้าแลบแปลบ เอี๋ยนหุยคิดว่าต้องเกิดพายุลมฝนเป็นแน่
จึงเร่งฝีเท้าเพื่อจะเข้าไปอาศัยอยู่ไต้ต้นไม้ใหญ่ แต่ก็ฉุกคิดถึงคำกำชับของท่านอาจารย์ที่ว่า “อย่าแฝงเร้นกาย

ใต้ต้นไม้ใหญ่ อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง”
เราเองก็ติดตามท่านอาจารย์มาเป็นเวลานาน ลองเชื่ออาจารย์ดูอีกสักครั้ง คิดได้ดังนั้น
จึงเดินออกจากต้นไม้ใหญ่
ในขณะที่เอี๋ยนหุยเดินไปได้ไม่ไกลนัก บัดดล สายฟ้าก็ผ่าต้นไม้ใหญ่นั้นล้มลงมาให้เห็นต่อหน้าต่อตา
เอี๋ยนหุยตะลึงพรึงเพริด
คำกล่าวของพระอาจารย์ประโยคแรกเป็นจริงแล้ว หรือตัวเราจะฆ่าใครโดยไม่รู้สาเหตุ?


เอี๋ยนหุยจึงรีบเดินทางกลับ กว่าจะถึงบ้านก็ดึกแล้ว แต่ไม่กล้าปลุกคนในบ้าน เลยใช้ดาบที่นำติดตัว
มาค่อยๆเดาะดาลประตูห้องของภรรยา
เมื่อเอี๋ยนหุยคลำไปที่เตียงนอน ก็ต้องตกใจ ทำไมมีคนนอนอยู่บนเตียงสองคน!
เอี๋ยนหุยโมโหเป็นอย่างยิ่ง จึงหยิบดาบขึ้นมาหมายปลิดชีพผู้ที่นอนอยู่บนเตียง
เสียงกำชับของอาจารย์ก็ดังขึ้นมา “อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง”


เมื่อเขาจุดตะเกียง จึงได้เห็นว่า คนหนึ่งคือภรรยา อีกคนหนึ่งคือน้องสาวของเขาเอง
พอฟ้าส่าง เอี๋ยนหุยก็รีบกลับสำนัก
เมื่อพบหน้าขงจื้อจึงรีบคุกเข่ากราบอาจารย์และกล่าวว่า “ท่านอาจารย์ คำกำชับของท่านได้ช่วยชีวิตของศิษย์ ภรรยาและน้องสาวไว้
ทำไมท่านจึงรู้เหมือนตาเห็นว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับศิษย์บ้าง?”
ขงจื้อพยุงเอี๋ยนหุยให้ลุกขึ้น และกล่าวว่า “เมื่อวานอากาศไม่ค่อยสู้ดีนัก น่าจะมีฟ้าร้องฟ้าแลบเป็นแน่
จึงเตือนเธอว่า อย่าแฝงเร้นกายใต้ต้นไม้ใหญ่
และเมื่อวาน เธอจากไปด้วยโทสะ แถมยังพกดาบติดตัวไปด้วย
อาจารย์จึ้งเตือนเธอว่า อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง ”
เอี๋ยนหุยโค้งคำนับ “ท่านอาจารย์คาดการดังเทวดา ศิษย์รู้สึกเคารพเลื่อมใสท่านเหลือเกิน”

ขงจื้อจึงตักเดือนเอี๋ยนหุยว่า “อาจารย์ว่าที่เธอขอลากลับบ้านนั้นเป็นการโกหก ที่จริงแล้วเธอคิดว่า
อาจารย์แก่แล้ว ความคิดเลอะเลือน
ไม่อยากศึกษากับอาจารย์อีกแล้ว เธอลองคิดดูสิ อาจารย์บอกว่า 3x8ได้ 23 เธอแพ้ ก็เพียงแค่ถอดหมวก
หากอาจารย์บอกว่า 3x8ได้ 24 เขาแพ้ นั่นหมายถึงชีวิตของคนๆหนึ่ง เธอคิดว่าหมวกหรือชีวิตสำคัญล่ะ? ”

เอี๋ยนหุยกระจ่างในฉับพลัน คุกเข่าต่อหน้าขงจื้อ แล้วกล่าวว่า “ท่านอาจารย์เห็นคุณธรรมเป็นสำคัญ
โดยไม่เห็นแก่เรื่องถูกผิดเล็กๆน้อยๆ
ศิษย์คิดว่าอาจารย์แก่ชราจึงเลอะเลือน ศิษย์เสียใจเป็นที่สุด”


จากนั้นเป็นต้นไป ไม่ว่าขงจื้อจะเดินทางไปยังแห่งหนตำบลใด เอี๋ยนหุยติดตามไม่เคยห่างกาย
จากตำนานเรื่องเล่านี้ ทำให้ข้าพเจ้านึกถึงเพลงๆหนึ่งของอิวเค่อหลี่หลิน(นักร้องดูโอของไต้หวัน)
ที่ร้องว่า “หากสูญเสียเธอไป ต่อให้เอาชนะทั้งโลกได้แล้วจะยังไง? เช่นกัน

บางครั้งคุณอาจเอาชนะคนอื่นด้วยเหตุผลของคุณ แต่อาจจะสูญเสียสิ่งที่สำคัญที่สุดไป ”
เรื่องราวต่างๆ แบ่งเป็นหนักเบารีบช้า อย่าเป็นเพราะต้องการเอาชนะให้ได้ แล้วทำให้เสียใจไปตลอดชีวิต
เรื่องราวมากมายที่ไม่ควรทะเลาะกัน ถอยหนึ่งก้าวทะเลกว้างฟ้างาม
ทะเลาะกับลูกค้า ต่อให้ชนะ ก็แพ้อยู่ดี (วันที่ส่งตัวอย่างผลิตภัณฑ์ใหม่ คุณก็จะรู้สึก)
ทะเลาะกับเถ้าแก่ ต่อให้ชนะ ก็แพ้อยู่ดี

สวัสดีปีใหม่จีน ขออวยพรให้ทุกท่าน โชคดีมีชัย สุขภาพแช็งแรง ครับ

จุดสลบ....................

ที่มา thaifreenews

โดย NuDang

นที่สุด รัฐบาล นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เดินทางมาถึงโค้งสุดท้าย
แม้จะ ผ่านวิกฤติการเมือง อย่างโชกเลือด ต้องมา สะดุดขาตัวเอง จนล้มหัวคะมำ
ผลงานการทุจริตคอรัปชันครั้งมโหฬาร จะทำอะไรรัฐบาลชุดนี้ไม่ได้แม้แต่รอยแมวข่วน
แต่เพราะ ความขาดภาวะผู้นำ
เป็นอุปสรรคในการบริหารประเทศ
และยังจุดพลุวิกฤติการเมืองไม่สะเด็ดน้ำ

ต้องย้ำว่า
รัฐบาลชุดนี้สิ้นสุดความน่าเชื่อถือ เพราะการขาดประสบการณ์และไร้ภาวะผู้นำ
การแก้ตัวไปน้ำขุ่นๆ หรือเอาสีข้างเข้าถูไปเรื่อยๆบวกกับมีตัวช่วยพิเศษ
ทำให้รัฐบาลยังสามารถลอยหน้าลอยตาอยู่ได้

เหรียญมี 2 ด้าน
การซื้อเวลาของรัฐบาลชุดนี้ ยิ่งสร้างความหายนะ ให้กับประเทศในทุกๆด้าน ข้าวยากหมากแพง การทุจริตคอรัปชัน การบริหารงานผิดพลาด
อธิปไตยความมั่นคงตามแนวชายแดน ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
แม้แต่งานพื้นฐานที่จะสร้างความสุขให้กับประชาชนก็สอบตกทั้งหมด


รัฐบาลและ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่ต้องตั้งเงื่อนไขว่าจะยุบสภาเพื่ออะไร
แต่ควรจะตั้งคำถามว่ารัฐบาลจะอยู่ไปเพื่ออะไร

เพราะสิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ปักหมุดให้เกิดความแตกแยกระหว่างประชาชนก็คือ
ข้อหาก่อการร้ายและการใช้กำลังทหารเข้าสลายการชุมนุมจนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก

สิ่งนี้ไม่เฉพาะคนไทยเท่านั้น
ชาวโลกก็รับรู้รับทราบ ไม่ว่าจะเป็นนายกฯอภิสิทธิ์ในวันนี้ หรือ
อดีตนายกฯอภิสิทธิ์ในวันข้างหน้า
ก็ยังไม่สามารถกลบกลิ่นคาวคราบเลือดเหล่านี้ไปได้


วันนี้ประเทศไทยข้าวยากหมากแพง
น้ำมันปาล์มต้องแบ่งสันปันส่วน ขาดแคลนจนต้องแย่งกันซื้อ ไข่ไก่ อาหารแห้ง
ขึ้นราคาแพงเหมือนกันหมด สินค้าอุปโภคบริโภคขึ้นราคาตามอำเภอใจ
แทนที่รัฐบาลจะรีบเข้ามารับทราบความเดือดร้อนของชาวบ้าน
กลับมานั่งดีดลูกคิดรางแก้วจะแสวงหาผลประโยชน์ตรงนี้ได้อย่างไร


สัปดาห์นี้การเมืองจะร้อนแรงขึ้น
การอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาล ล้มรัฐบาลไม่ได้ แต่ทำให้รัฐบาลเสียศูนย์ได้
กองทัพพันธมิตรฯเสื้อเหลือง กองทัพ นปช.เสื้อแดง
เขย่าบัลลังก์รัฐบาลไม่ได้
แต่สามารถทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาลได้

ช่องว่างของเวลาหลังวันที่ 17
ก.พ.ไปแล้ว หลังพิจารณางบประมาณกลางปี เมื่อ ฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ
นับไปอีก 15 วัน จนกว่าฝ่ายค้านจะอภิปรายเสร็จสรรพเรียบร้อย

นายกฯยุบสภาไม่ได้

ถ้าเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นมาช่วงนี้
จึงมีทางแก้ปัญหาอยู่สถานเดียว นั่นคือ ต้องยึดอำนาจ
ช่องว่างของเวลาการปฏิวัติรัฐประหารจะเปิดทันที ดีเดย์ 18 ก.พ.
รัฐบาลน่าจะมีเวลาโค้งสุดท้ายที่จะตัดสินใจยุบสภา


นอกจากไม่มั่นใจว่าจะชนะเลือกตั้ง

นโยบายประชานิยม
ประชาวิวัฒน์ เหมือนโยนหินลงทะเลไม่มีเสียงตอบรับจากชาวบ้าน
การประชาสัมพันธ์สร้างภาพล้มเหลว โดยสิ้นเชิง
เหลือแต่แม่ยกลิเกหลงโรงจะไปช่วยอะไรได้



หมัดเหล็ก
xxx12

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 15/02/54

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla



มาอ้างเรื่อง วุ่นวาย ของใครแน่
ทำเชือนแช หลุกหลิก มาพลิกลิ้น
พูดแต่เรื่อง จัญไร ให้ได้ยิน
ตอแหลสิ้น ด้วยสันดาน แห่งมารยา....

บอกวุ่นวาย นอกสภา น่าวิตก
แล้วหยิบยก มาอ้าง สมดังว่า
หากยุติ จะสรุป เพื่อยุบสภา
สมปากหมา เกินคน จะทนฟัง....

ยุบไม่ยุบ เรื่องพวกเอ็ง เส็งเคร็งนัก
ทำยึกยัก อวดโอ้ แบบโง่งั่ง
เห็นกอบโกย สารพัน แบ่งกันจัง
ปูทางหวัง กลับมา หาเรื่องโกง....

ทั้งหาเสียง ซื้อเสียง เหวี่ยงหว่านงบ
แล้วเลี่ยงหลบ กลบมิด ด้วยพิษสง
พวกอุบาทว์ ชาติระยำ ช่างทำลง
เมืองนี้คง ชิบหาย มลายพลัน....

กู้มาเพื่อ จ่าย-แจก และแดกด่วน
แสนหอมหวล เงินตรา ช่างพาฝัน
หมื่น-แสน-ล้าน สร้างหนี้ไว้ จากใครกัน
ก็พวกมัน ทั้งสิ้น หากินโกง....

มาช่วยกัน แช่งชัก หักกระดูก
เวรกรรมผูก จัดไว้ ให้ตายโหง
เบื้องหน้า-หลัง อัปรีย์ ที่เกี่ยวโยง
ลากลงโลง ตายห่า ทั่วหน้ากัน....


blablabla32@hotmail.co.th
http://3blabla.blogspot.com
วันอังคารที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ยูเอ็นปัดส่งกองกำลังสันติภาพ ชี้ให้อาเซียนไกล่เกลี่ยไทย-เขมร

ที่มา ข่าวสด





กษิตแขวะแผนกัมพูชา เทียบละครบรอดเวย์

เมื่อ 15 ก.พ. เอเอฟพีรายงานว่า ในการประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) สมาชิก 15 ชาติ ที่นครนิวยอร์ก ซึ่งเป็นการประชุมแบบปิดนั้น นางมาเรีย ลุยซา ริเบโร วิออตติ ประธานในที่ประชุม กล่าวเรียกร้องให้รัฐบาลไทยและกัมพูชา หยุดยิงอย่างถาวรบริเวณชายแดนของสองประเทศ และปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด โดยระบุว่า สมาชิกคณะมนตรีวิตกมากต่อเหตุการณ์การปะทะที่เพิ่งเกิดขึ้น

ไฟแนนเชียลไทมส์รายงานว่า ที่ประชุมไม่มีทีท่าโน้มเอียงว่าจะใช้กองกำลังสันติภาพจากยูเอ็นตามที่กัมพูชาเสนอ เพียงขอให้สองฝ่ายอดกลั้นในระดับสูงสุด และหยุดยิงถาวร โดยสนับสนุนให้ปัญหากันทั้งในระดับทวิภาวี และในระดับภูมิภาค ให้อาเซียนเป็นคนกลางไกล่เกลี่ย

หลังการประชุม นายฮอร์ นัมฮัง รมว.ต่างประเทศกัมพูชาให้สัมภาษณ์ว่า จะไม่ล้มเลิกการขอให้ยูเอ็นเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในด้านคุ้มกันความมั่นคง ในเมื่อคณะมนตรีฯ ไม่ส่งกองกำลังสันติภาพมาชายแดน ก็ควรส่งผู้สังเกตการณ์หรือทีมค้นหาความจริงมาในพื้นที่

ด้านมาร์ตี เนตาเลกาวา รมว.ต่างประเทศอินโดนีเซีย ในฐานะชาติประธานอาเซียน กล่าวว่า ข้อตกลงหยุดยิงของสองฝ่ายมีอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องทำให้เป็นที่เคารพปฏิบัติตามมากขึ้น

ส่วนทางการไทย กระทรวงการต่างประเทศของไทย เผยแพร่ถ้อยแถลงของนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ต่อยูเอ็นเอสซี ชี้แจงกรณีการปะทะกันระหว่างกองทัพไทยกับกัมพูชาตามแนวชายแดนเมื่อวันที่ 4-7 ก.พ.ที่ผ่านมาว่า เนื้อความแบ่งเป็น 5 ช่วง

หนึ่ง วางเรื่องที่อยู่เฉพาะหน้าเรานี้ให้อยู่ในมุมมองที่ถูกต้องเหมาะสม

สอง แจ้งให้คณะมนตรีความมั่นคงฯ ทราบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสิ่งที่ได้เกิดขึ้นจริงๆ ณ บริเวณหนึ่งของชายแดนไทย-กัมพูชาซึ่งมีความยาว 800 กิโลเมตร

สาม เปิดเผยถึงสิ่งที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

สี่ ให้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องเกี่ยวกับประเด็นสำคัญต่างๆ และลบล้างนิยายเรื่องเล่าที่ทางกัมพูชาได้กระพืออยู่

และ สุดท้าย ชี้แจงถึงแนวทางที่ประเทศไทยและอาเซียนมุ่งมั่นที่จะดำเนินต่อไป


ข้อความตอนหนึ่ง นายกษิตกล่าวโจมตีกัมพูชา ว่า "สิ่งที่กัมพูชาพูดไปยังเหตุจูงใจเบื้องหลังของการรุกรานที่มีการไตร่ตรองไว้ก่อนล่วงหน้านี้ เช่นเดียวกับละครบรอดเวย์ การรู้เค้าโครงของเรื่องเป็นสิ่งสำคัญเค้าโครงของเรื่องก็คือ สำหรับกัมพูชาแล้ว กัมพูชาต้องการสร้างสถานการณ์บริเวณชายแดนใกล้ปราสาทพระวิหารเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับยุทธศาสตร์การเมืองที่จะเลี่ยงการเจรจาทวิภาคีที่กำลังดำเนินอยู่"

ในตอนท้าย นายกษิตกล่าวว่า ไทยยินดีต่อการเยือนกัมพูชาและไทยของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซียในฐานะประธานอาเซียน เพื่อปรึกษาหารือเมื่อวันที่ 7 และ 8 กุมภาพันธ์ตามลำดับ เราเห็นพ้องกับข้อสังเกตของประธานอาเซียนว่า ปัญหาระหว่างไทยและกัมพูชาโดยสาระแล้วเป็นประเด็นทวิภาคี และทั้งสองประเทศควรแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีผ่านกลไกการหารือทวิภาคี โดยที่ภูมิภาคสามารถให้การสนับสนุนและกำลังใจได้ตามความเหมาะสม เช่นเดียวกับกัมพูชา เราได้เห็นพ้องด้วยกับข้อเสนอของประธานอาเซียนที่จะจัดการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ ที่กรุงจาการ์ตา ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2554

"เหลิม"โชว์ถกงบฯคุ้ย"3จี-ปตท."

ที่มา ข่าวสด

รายงานพิเศษ



วันที่ 14 ก.พ. พรรคเพื่อไทย โดย นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรค ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส. พร้อมคณะผู้บริหาร และส.ส. ร่วมกันเปิดแคมเปญรณรงค์หาเสียง Ƌ ล้มเหลวรัฐบาลอภิสิทธิ์ 10 จำทนของคนไทยทั้งประเทศ′

โดย 5 ล้มเหลว ประกอบด้วย

1.ความล้มเหลวในการบริหารประเทศและการแก้ไขปัญหาประชาชน 2.ความล้มเหลวที่ปล่อยให้มีการทุจริตเต็มเมือง 3.ความล้มเหลวในการสร้างคุณภาพชีวิตให้ประชาชน

4.ความล้มเหลวในการสร้างความยุติธรรมและความปรองดอง และ 5.ความล้มเหลวในการสร้างโอกาสให้ประเทศ

ขณะที่ 10 จำทนประกอบด้วย

1.จำทนกับข้าวของแพง 2.จำทนกับสังคมแตกแยก 3.จำทนกับสองมาตรฐาน 4.จำทนกับทุจริตเต็มเมือง 5.จำทนกับยาเสพติดระบาดหนัก 6.จำทนกับข้าราชการไม่มีศักดิ์ศรี การเมืองแทรกแซง

7.จำทนของผู้ใช้แรงงานขัดสน คนจนเมืองย่ำแย่ 8.จำทนของเกษตรกรทุกข์หนัก 9.จำทนกับการเก่งแต่สร้างหนี้ มีภาระให้ลูกหลาน และ 10.จำทนกับภาพลักษณ์ที่ตกต่ำและโอกาสที่หายไปของประเทศ

นอกจากนี้ ร.ต.อ.เฉลิม ยังกล่าวเสริมว่า

พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคของประชาชนเพื่อประชาชน โดยประชาชน มีความคาดหวังว่าหลังการเลือกตั้ง เราจะได้กลับมาเป็นรัฐบาล และหวังว่าจะได้รับความไว้วางใจเกินครึ่งเพื่อมาทำหน้าที่รัฐบาลของประชาชน

พรรคคิดแคมเปญเพื่อคิกออฟในการเลือกตั้งครั้งหน้า ใช้แคมเปญว่า Ƌ ล้มเหลว 10 จำทน′ ที่ประชาชนไทยกว่า 64 ล้านคนต้องแบกรับ

เริ่มต้นด้วยความล้มเหลวในการบริหารประเทศ หากดูจากผลสำรวจจากหน่วยงานทางวิชาการ ปรากฏ ว่าประชาชนมีความสุขน้อยที่สุด มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่มีความสุข



ก็รัฐมนตรีในรัฐบาล ผู้ประกอบการที่ทำการค้ากับรัฐบาลเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังล้มเหลวในเรื่องเศรษฐกิจ ไม่มีการสร้างงาน สร้างรายได้ มีแต่การสร้างหนี้กว่า 4.2 ล้านล้านบาท ประชาชนไทยที่ลืมตาขึ้นมาวันนี้มีหนี้อยู่แล้ว 7 หมื่นกว่าบาท แถมยังต้องแบกภาระข้าวยากหมากแพง

อย่างเรื่องน้ำมันปาล์ม ก็มีการไปสมคบคิดกับบริษัทพลังงานผลิตไบโอดีเซล เอาบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นเครื่องมือ และรัฐบาลก็แก้ปัญหาแปลกๆ เช่น ให้รองนายกฯฝ่ายความมั่นคงมาดูแลแก้ไขปัญหาราคาปาล์ม แทนที่จะเป็นรองนายกฯฝ่ายเศรษฐกิจ

เท่านี้ก็มีพิรุธแล้ว

ผมจะมอบเอกสารเรื่องนี้ให้คณะทำงานด้านการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพื่อไปทำหน้าที่ในสภาต่อไป

เรื่องการทุจริต เห็นได้ชัดเจนจากหลายโครงการ หลายกระทรวง ไม่ว่าเรื่องการเช่าระบบคอมพิวเตอร์ของกระทรวงมหาดไทย ผมมีข้อมูลและส่งมอบให้นายไชยา พรหมา ส.ส.หนองบัวลำภู และน.ส.วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.เชียงราย ไว้ใช้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจเช่นกัน

นอกจากนี้ยังมีการทุจริตการประมูลเครือข่าย 3 จี ที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) คัดค้าน แต่รัฐบาลยังดึงดันจนกรรมการบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ลาออกถึง 17 คน

แสดงให้เห็นว่าส่อมีการกระทำความผิดต่อพ.ร.บ.ร่วมทุนภาครัฐเอกชนอย่างชัดเจน

ที่สำคัญคือเรื่องในปตท. เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 50 หลังจากที่มีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งแล้ว นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ รมว.พลังงาน ในรัฐบาลพล.อ. สุรยุทธ จุลานนท์ ซึ่งเป็นรัฐบาลรักษาการขณะนั้น ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแล ปตท.

นำเงินไปลงทุนกับบริษัทอีสต์เมดิเตอร์เรเนียน แก๊ส อีเอ็มจี ซึ่งเป็นบริษัทวางท่อก๊าซในประเทศอียิปต์ วงเงิน 486.9 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินไทย 17,500 ล้านบาท โดยซื้อในราคาหุ้นละ 13.25 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ราคาพาร์อยู่ที่ 1 ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น

ประเด็นสำคัญคือ เป็นการนำไปลงทุนในขณะที่เป็นรัฐบาลรักษาการ โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากครม.

หากย้อนไปดูประวัติศาสตร์ชาวมุสลิมหัวรุนแรงในอียิปต์ต่อต้านบริษัทดังกล่าว เพราะส่งแก๊สให้อิสราเอล ล่าสุดถูกวางระเบิดท่อส่งแก๊สในการประท้วงที่อียิปต์ สร้างความเสียหายแก่ ปตท. ในฐานะผู้ถือหุ้น

อีกทั้งผู้จัดการบริษัทดังกล่าวเป็นเพื่อนสนิทนายฮอสนี มูบารัก อดีตประธานาธิบดีอียิปต์ แอบนำเงิน 500 ล้านเหรียญสหรัฐขึ้นเครื่องบินส่วนตัวหนีและไปถูกจับที่สนามบินเมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

หนังสือพิมพ์นิวยอร์ก ไทมส์ รายงานข่าวไปทั่วโลก แต่ ปตท. กลับไม่ได้รายงานความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อตลาดหลักทรัพย์

แม้จะเป็นการดำเนินการโดยรัฐบาลชุดก่อน แต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ต้องตรวจสอบและรับผิดชอบ จะอ้างว่าไม่มีอำนาจไม่ได้ เพราะ ปตท.มีกระทรวงการคลังถือหุ้นใหญ่ 51 เปอร์เซ็นต์

และเมื่อไม่นานมานี้ ปตท. จะเข้าประมูลซื้อห้างคาร์ฟูร์ แต่นายอภิสิทธิ์สั่งการในที่ประชุมครม. ให้น.พ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.พลังงาน ไปแจ้ง ปตท. ให้ถอนตัว ดังนั้นจะอ้างว่าไม่มีอำนาจไม่ได้

ปตท. เป็นแหล่งผลประโยชน์แอบแฝง เป็นค่าคอมมิชชั่นพิเศษจากโบรกเกอร์ผู้ขายน้ำมัน มีการซื้อน้ำมันถูกแล้วนำมาขายแพง ขึ้นราคาเมื่อไหร่ ไม่มีใครสอบถาม ราคาจริงเท่าไหร่ ไม่มีใครรู้

โรงกลั่นไทยออยล์ ผู้บริหาร ปตท. และกลุ่มเหลือบที่แอบแฝงใน ปตท. มีส่วนสมรู้ร่วมคิด

ถึงเวลาแล้วที่สื่อมวลชน ประชาชนจะกระชากหน้ากากรัฐวิสาหกิจเหล่านี้ เพราะมีพฤติการณ์เองทั้งเงินทั้งกล่อง และเงินนี้ก็เป็นเงินภาษีของพี่น้องประชาชน

เดี๋ยวจะเปิดเผยข้อมูลเป็นระยะว่าใครเซ็นสัญญากันที่ไหน อย่างไร พวกนี้ร่ำรวยกันยกใหญ่ เตรียมเอาเงินไว้ใช้จ่ายในการเลือกตั้ง

ผมพร้อมจะนำเรื่องนี้มาอภิปรายในการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายกลางปี หรือในเวที อภิปรายผลงานของรัฐบาลอย่างเต็มที่

สำหรับการทุจริต องค์กรระหว่างประเทศได้จัดลำดับของประเทศไทยในเรื่องนี้เอาไว้

สมัยรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ถูกพรรคประ ชาธิปัตย์และพันธมิตรฯโจมตีเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น ถูกจัดอันดับที่ 64 จาก 178 ประเทศ พอปี ཰ รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับถูกจัดอันดับที่ 84

สภาหอการค้าไทย ระบุว่าสมัยนี้ต้องเสียเงินใต้โต๊ะ 30 เปอร์เซ็นต์ แบ่งเป็นให้นักการเมือง 20 เปอร์เซ็นต์ ให้ข้าราชการ 5 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเอาไว้ฮั้วกันเอง

นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องการสร้างความปรองดองของคนในชาติ มีเรื่อง 91 ศพ และผู้บาดเจ็บอีก 2,000 กว่าคน ที่รัฐบาลต้องคำถามสังคมโลก เรื่องของความ 2 มาตรฐาน ปัญหายาเสพติดเต็มบ้านเต็มเมือง ที่ทำให้ประชาชนต้องจำทนกับรัฐบาลนี้

หรือแม้กระทั่งปัญหากับต่างชาติ ที่รัฐบาลมีนาย กษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ คอยสร้างเรื่องทะเลาะกับต่างชาติ

ผมจึงขอตั้งฉายารัฐบาลนี้ว่าเป็นรัฐบาลขอทานขาดทุน เพราะขอทานแม้ไม่มีรายรับแต่ก็มีรายจ่าย ค่ารถค่ารา ค่าอาหาร 3 มื้อ แต่กลับหารายได้ไม่ได้

ไปขออะไรคนก็ไม่ให้ เพราะคนยากจนกันหมดแล้ว

ละอายใจ?

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน

สมิงสามผลัด




การเปลี่ยนแปลงในอียิปต์ต้องถือว่าเป็นบทเรียนที่สำคัญของโลก

เป็นการปฏิวัติประชาชนในยุคใหม่จนเรียกกันว่า เฟซบุ๊ก เรฟโวลูชั่น

ไม่ใช่พวก เฟซบุ๊ก ขวาตกขอบ-ย้อนยุค แบบในไทย

แต่การเดินขบวนเรียกร้องประชาธิปไตยของชาวอียิปต์หลายแสนคนที่ต้องการให้นายฮอสนี มูบารัก ลาออกจากตำแหน่ง

ก็ต้องแลกมาด้วยเลือดเนื้อและความสูญเสียใหญ่หลวง

เพราะนายมูบารักส่งกองกำลังเข้าปราบปรามจนเกิดการล้มตายกว่า 3 ร้อยคน บาดเจ็บอีก 3 พันคน

ยังมีแกนนำผู้ชุมนุมโดนจับขังคุกอีกเกือบพันคน

การล้อมปราบประชาชนของผู้นำอียิปต์เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ

เพราะการที่มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคนจากการเรียกร้องประชาธิปไตย ไม่มีชาติไหนในโลกยอมรับได้

กระแสโลกจึงต่อต้านนายมูบารักอย่างรุนแรง

แม้แต่สหรัฐอเมริกา มหามิตรที่ใกล้ชิดกับนายมูบารักยังต้องประณาม

ในที่สุดนายมูบารักก็ต้องสละอำนาจ เผ่นออกนอกประเทศ

หลังโดนประชาชนประท้วงอยู่นาน 18 วัน

เหตุการณ์ในไคโร คล้ายๆ กับเหตุการณ์ที่ราชประสงค์

จุดเริ่มเหมือนกัน ผู้ชุมนุมนับแสนคนเรียกร้องประชาธิป ไตย ให้รัฐบาลคืนอำนาจ-จัดการเลือกตั้งใหม่

มีการล้อมปราบประชาชนคนเสื้อแดงเหมือนกัน

มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์กระชับพื้นที่ของรัฐบาล 91 ศพ

บาดเจ็บอีกกว่า 2 พันคน

แกนนำหลายร้อยคนถูกจับขังคุก

แต่ที่แตกต่างกันคือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีของไทยกลับยื้ออำนาจ

ไม่ยอมลาออกจากตำแหน่ง!

เพราะถือดีมี "มือที่มองไม่เห็น" หนุนหลัง

คดี 91 ศพก็โยนความผิดให้ "กองกำลังชุดดำ"

ซื้อเวลาไปวันๆ หวังให้คนไทยลืมเลือนไปเอง

ที่รับไม่ได้เลยก็คือคำให้สัมภาษณ์ของนายอภิสิทธิ์ช่วงที่นายมูบารักสั่งปราบปรามประชาชนจนล้มตายนับร้อยศพใหม่ๆ

นายอภิสิทธิ์แนะนำผู้นำอียิปต์ว่า

"ผู้นำต้องเคารพหลักการปกครอง หลักการของประชาชน และเคารพต่อหน้าที่ตน รวมถึงความอดทนอดกลั้นต่อผู้ชุมนุม ตราบใดที่อยู่ในความสงบ การชุมนุมเป็นการแสดงออกด้วยสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน"

ไม่น่าเชื่อว่าคนที่มีคดีปราบปรามประชาชน 91 ศพเป็นชนักติดหลังอยู่

ยังกล้าประณามคนอื่น

ยังกล้ายกตนว่าเป็นผู้นำที่เคารพต่อการชุมนุมเรียกร้องของประชาชนอีก

คำให้สัมภาษณ์ชิ้นนี้ สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นเผยแพร่ไปทั่วโลก

ถามจริงๆ เถอะ ไม่ละอายใจบ้างหรือไง!?

เบี้ยเดินหมาก

ที่มา มติชน



โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์



ผมไม่ทราบหรอกว่า เหตุใดจึงเกิดการปะทะกันกับกัมพูชาขึ้นที่ชายแดน ใครจะได้อะไรกับเหตุการณ์ครั้งนี้ ผมก็เดาไม่ออก ใครในที่นี้รวมถึงฝ่ายกัมพูชาซึ่งดูเหมือนมีเอกภาพในหมู่ชนชั้นนำกว่าไทย และฝ่ายไทยซึ่งแบ่งออกเป็นกลุ่มอำนาจหลากหลาย เช่นพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งก็มีหลายพรรค ไปจนถึงกองทัพ ซึ่งก็มีกลุ่มอำนาจต่างๆ ภายในกองทัพเองหลายกลุ่ม และไปจนถึงอำนาจนอกระบบ ซึ่งก็ไม่ได้มีกลุ่มเดียวอีกนั่นแหละ

ผมเพียงแต่ค่อนข้างแน่ใจว่า ไม่ว่าเหตุปะทะที่ชายแดนจะเกิดจากฝ่ายใดก็ตาม จุดมุ่งหมายไม่ใช่เพื่อแก้ปัญหาข้อพิพาทเรื่องเขตแดนระหว่างไทยและกัมพูชา เพราะทั้งฝ่ายกัมพูชาและฝ่ายกลุ่มอำนาจอันหลากหลายของไทย ต่างรู้ดีว่าการจุดชนวนปะทะกัน ไม่มีทางที่จะทำให้ข้อขัดแย้งเรื่องพรมแดนคลี่คลายไปทางหนึ่งทางใดได้ ทุกฝ่ายน่าจะรู้อยู่แล้วว่า เงื่อนไขต่างๆ ที่เป็นจริงในปัจจุบันทำให้ไม่มีทางที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด จะสามารถตกลงข้อพิพาทเรื่องเขตแดนให้เป็นไปตามใจชอบของตนแต่ฝ่ายเดียวได้

แม้แต่การปลุกระดมให้ทำสงครามอย่างที่แกนนำพันธมิตร บางคนใช้ ก็รู้กันอยู่แล้ว แม้แต่แก่ตัวผู้ปลุกระดมเองว่า ไม่มีทางที่กัมพูชาหรือไทยจะชนะขาดได้อย่างแน่นอน ฉะนั้นการปลุกระดมไปสู่สงคราม จึงไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อสงคราม แต่เพื่อการเมืองภายในของพันธมิตร เองมากกว่า

กล่าวโดยสรุปก็คือ เหตุปะทะกันที่ชายแดน ไม่ว่าใครจะเป็นฝ่ายเริ่มต้น ล้วนมีจุดมุ่งหมายเพื่ออะไรสักอย่างในการเมืองภายใน ไม่ของกัมพูชา ก็ของไทยเอง หรือของทั้งสองฝ่ายร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม การเล่นการเมืองอย่างสุ่มเสี่ยงเช่นนี้เป็นเรื่องน่ากลัว เพราะ"บานปลาย"ได้ง่าย อีกทั้งน่ากลัวแก่ไทยเสียยิ่งกว่ากัมพูชาด้วย เพราะอย่างน้อยภาวะการนำของกัมพูชาในขณะนี้ดูจะเป็นเอกภาพ จะหยุดหรือเบี่ยงประเด็นไปเมื่อไรก็ได้ ในขณะที่ในเมืองไทยเป็นตรงกันข้าม คือขาดเอกภาพอย่างยิ่ง ผมอยากจะพูดอย่างนี้ด้วยซ้ำว่า ไม่เคยมีครั้งไหนที่ชนชั้นนำไทยจะแตกร้าวกันอย่างหนักเท่าเวลานี้ ไม่ว่าจะมองไปที่เครือข่ายชนชั้นนำตามจารีต, กองทัพ, นักการเมือง, ทุน, นักวิชาการ, หรือแม้แต่คนชั้นกลางด้วยกันเอง

ความไม่เป็นเอกภาพของชนชั้นนำนั้นมีข้อดีในตัวเองด้วยนะครับ อย่างน้อยก็เกิดการถ่วงดุลอำนาจกันบ้าง แต่ในวิกฤตการณ์บางอย่าง ก็กลับกลายเป็นความอ่อนแอ ทั้งสังคมและชนชั้นนำจะตกเป็นเหยื่อของนักปลุกระดม (demagogue)ได้ง่าย

อย่างไรก็ตาม ผมขออนุญาตมองโลกในแง่ดีว่า ภาวะสุ่มเสี่ยงที่เกิดขึ้น กลับมีความสุ่มเสี่ยงในเมืองไทยน้อยลง เพราะเกิดปัจจัยใหม่ในการเมืองไทย นั่นคือสังคมโดยรวมมีสติเป็นตัวของตัวเอง ไม่ตกเป็นเครื่องมือการแย่งอำนาจกันด้วยเล่ห์กระเท่ห์ของชนชั้นนำอย่างหมดตัวเหมือนที่เคยเป็นมา (เช่นนักศึกษาไม่ออกมาเดินขบวนเรียกร้องสงคราม อย่างที่นักศึกษาเคยทำเมื่อสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม)

ผมอยากวิเคราะห์ความมีสติของสังคมดังที่กล่าวนี้ว่า มาจากอะไรบ้าง เพื่อจะได้มองเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยเอง

1/ การปลุกระดมด้วยลัทธิชาตินิยมแบบระรานของแกนนำพันธมิตร ไม่ประสบความสำเร็จ อย่างน้อยก็ไม่ทำให้ฝูงชนที่ร่วมชุมนุมมีปริมาณเพิ่มขึ้นมากนัก จึงไม่เป็นเงื่อนไขให้กลุ่มอำนาจกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด ใช้เป็นเครื่องมือในทางการเมืองของตนเองได้สะดวก

อันที่จริงชาตินิยมแบบระรานนั้น เป็นอุดมการณ์ที่ทหารใช้กันมานาน เพราะให้ความชอบธรรมแก่อำนาจทางการเมืองที่ไม่ชอบธรรมของกองทัพ แต่เพราะคนไทยส่วนใหญ่ไม่ตกอยู่ใต้มนตร์สะกดนี้ในครั้งนี้ จึงทำให้กลุ่มอำนาจในกองทัพบางกลุ่มไม่อาจใช้ชาตินิยมแบบระรานนี้ ไปยึดอำนาจทางการเมืองมาอยู่ในกลุ่มของตนได้

2/ เหตุใดคนไทยจำนวนมากจึงไม่ตกอยู่ใต้มนตร์สะกดของลัทธิชาตินิยมแบบระราน ผมคิดว่าส่วนหนึ่งมาจากการที่คนไทยจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ได้เรียนรู้แล้วว่า ความเข้มแข็งของชาตินั้นไม่ได้มาจากพื้นที่อันกว้างขวางของดินแดน บูรณภาพทางดินแดนมีความสำคัญก็จริง แต่ยืดหยุ่นได้มากกว่าหนึ่งตารางนิ้ว ในการประเมินความเข้มแข็งของชาติ จำเป็นต้องนำปัจจัยอื่นๆ เข้ามาบวกลบคูณหารด้วย เช่นปัจจัยทางเศรษฐกิจ, วัฒนธรรม, การรวมกลุ่มระหว่างประเทศ, สถานะของไทยในการเมืองโลก, และอนาคตอันยาวไกลของบ้านเมือง ทั้งหมดเหล่านี้ไม่เกี่ยวกับกองทัพ และทหารก็ไม่ได้มีความสามารถที่จะกำหนดชะตากรรมของชาติมากกว่าคนกลุ่มอื่นแต่อย่างใด

3/ ถ้าคนไทยจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ คิดอย่างที่ผมว่าไว้ในข้อสอง ก็หมายความว่ากองทัพต้องหันกลับมาทบทวนบทบาทของตนในสังคมไทยใหม่ ถ้ากองทัพยังอยากจะดำรงอยู่อย่างมีความสำคัญในสังคมอยู่บ้าง การปกป้องชาติอาจทำได้ด้วยกำลังทหาร แต่กำลังทหารอย่างเดียวไม่พอ และไม่สำคัญที่สุดด้วย มีปัจจัยอื่นๆ อีกมากที่สำคัญกว่านั้น ซึ่งเราต้องใส่ใจมากกว่าความแข็งแกร่งของกองทัพ ถ้ากองทัพคิดว่าตัวจะมีบทบาทเหมือนเดิมตลอดไป

ในไม่ช้ากองทัพเองนั่นแหละจะกลายเป็นสิ่งที่คนไทยจำนวนมากเห็นว่าเป็น"ส่วนเกิน"ของชาติ และหนักไปกว่านั้นคืออาจเห็นว่าเป็น"ตัวถ่วง"ก็ได้

4/ สิ่งที่เคยเป็น "อาญาสิทธิ์" ทุกชนิดในสังคมไทย ถูกท้าทาย, ถูกตั้งคำถาม, ถูกตั้งข้อสงสัย, หรือถูกปฏิเสธ ไปหมดแล้ว ในสภาพเช่นนี้ ไม่มีชาติใดสามารถรบกับใครได้หรอกครับ อาจปะทะกันที่ชายแดนได้ แต่รบกับเขานานๆ ชนิดที่เรียกว่า "สงคราม" ไม่ได้

ผมขอยกตัวอย่างจากรายการวิทยุท้องถิ่นแห่งหนึ่งที่ผมเพิ่งได้ยินในเชียงใหม่ เป็นรายการสนทนาที่โฆษกท่านหนึ่งพูดในวันที่มีการปะทะกันที่ชายแดน และมีทหารเสียชีวิตว่า ถึงจะเสียใจต่อความสูญเสียของครอบครัวทหารท่านนั้น แต่คิดย้อนหลังไปไม่กี่เดือนก่อนหน้า ที่ทหารยิงประชาชนซึ่งไม่ได้ถืออาวุธล้มตายจำนวนมากแล้ว ก็มีความรู้สึกพิพักพิพ่วน ด้านหนึ่งก็คือเสียใจ, โกรธแค้นกัมพูชา เพราะอย่างน้อยก็เป็นคนไทยด้วยกัน แต่อีกด้านหนึ่งก็ยังอดคิดไม่ได้ว่า ผู้ชุมนุมประท้วงก็เป็นคนไทยด้วยกันเช่นเดียวกัน

ความหมายของเขานั้นเข้าใจได้ไม่ยากนะครับ แต่ประเด็นสำคัญที่ผมอยากชี้ไว้ก็คือ จะมีกองทัพใดในโลกนี้หรือครับที่สามารถทำสงครามสมัยใหม่ได้ หากประชาชนส่วนหนึ่งรู้สึกอย่างนี้กับทหาร สงครามสมัยใหม่นั้นเป็นสงครามเบ็ดเสร็จ (Total War) คือไม่ได้รบกันที่แนวหน้าอย่างเดียว แต่รบกันทั้งสังคม ไม่เหมือนสงครามสมัยโบราณ ที่มีแต่ทัพของอัศวินรบกัน โดยประชาชนทำมาหากินและหลบหลีกภัยสงครามไปตามเรื่อง ใครแพ้ใครชนะก็ไม่เกี่ยวกับตัว เพราะนายเก่าหรือนายใหม่ก็ไม่สู้จะต่างอะไรกันนัก

5/ ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญมากก็คือ เสียงของคนชายแดนบ้านภูมิซรอล, บ้านภูมะเขือ, ฯลฯ ดังกว่าที่เสียงของคนชายแดนเคยดังมาในการปะทะกันด้วยอาวุธทุกครั้งของไทย ทีวีไทยเอาผู้ใหญ่บ้านจากหมู่บ้านแถวนั้น มานั่งสนทนากับนักวิชาการ ทีวีอีกหลายช่องไปถ่ายภาพความโกลาหลของประชาชนชายแดนที่ต้องอพยพหลบภัย มานอนกันเกลื่อนกล่นในที่ซึ่งราชการตั้งเป็นศูนย์อพยพ

มีน้ำตาของแม่ที่พลัดหลงกับลูก มีคำให้สัมภาษณ์ของคนที่ต้องทิ้งสมบัติข้าวของและวัวควายไว้โดยไม่มีคนดูแล มีอารมณ์ความรู้สึกของความสับสนวุ่นวายที่ต่างไม่สามารถจัดการกับชีวิตของตนได้ และแน่นอนมีความเสียหายทางวัตถุและชีวิตซึ่งเกิดขึ้น

เสียงของคนเล็กๆ ดังมากขึ้นในสังคมไทยมาหลายปีแล้ว ทั้งจากเอ็นจีโอ, นักวิชาการ, และการเคลื่อนไหวของพวกเขาเอง สงครามหรือปัญหาระหว่างประเทศเคยเป็นพื้นที่หวงห้ามที่ชนชั้นนำตัดสินใจกันเอง (อย่างมีเอกภาพ หรือไม่มีเอกภาพก็ตาม) แต่ครั้งนี้ไม่ใช่นะครับ มีเสียงของคนเล็กๆ สอดแทรกเข้ามา เช่นผู้ใหญ่บ้านท่านที่กล่าวแล้ว เสนอให้เปิดการเจรจากันโดยเร็วเพื่อยุติการใช้อาวุธเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้ง ท่านไม่สนใจหรอกครับว่าจะเปิดการเจรจาอย่างไรจึงจะเป็นผล นั่นเป็นหน้าที่ของรัฐบาลไปหาทางเอาเอง ท่านไม่ได้เรียกร้องให้ใช้กำลังทหารเข้าไปยึดนครวัด เสียมราบ พระตะบอง

เสียงเหล่านี้ดังเข้ามาในสภาผู้แทนราษฎรด้วย จะเพราะเหตุผลทางการเมืองหรืออะไรก็ตามที แต่เป็นประเด็นหลักของการอภิปรายกระทู้ของฝ่ายค้านต่อปัญหาที่เกิดขึ้น

เราจะอยู่กันต่อไปโดยปิดหูให้แก่เสียงของคนเล็กๆ เหล่านี้ไม่ได้เสียแล้ว และจะใช้วิธีศรีธนญชัยกับเสียงเหล่านี้ ก็คงไม่ได้ผลยั่งยืนอะไร

6/ คู่ขนานกันไปกับเสียงของคนเล็กๆ ผมคิดว่ามีเสียงของนักวิชาการซึ่งอาจไม่ดังเท่า แต่ก็ทำมาอย่างต่อเนื่องให้หันมาทบทวนกรณีพิพาทเรื่องเขตแดนจากข้อมูลหลักฐานที่เป็นจริง และหาทางออกโดยสันติ ก่อนที่นักปลุกระดมจะฉวยเอาประเด็นเหล่านี้ไปเคลื่อนไหวเพื่อประโยชน์ทางการเมืองของตน แม้ว่าเสียงของนักวิชาการเหล่านี้อาจไม่จับใจสื่อ และไม่เป็นข่าว แต่ได้สร้างฐานความรู้บางอย่างที่คนเล็กๆ สามารถหยิบฉวยไปใช้ เพื่อยับยั้งการเลือกความรุนแรงในการแก้ปัญหาได้ และในความเป็นจริงเวลานี้ ผมก็ได้พบว่าคนเล็กๆ ที่มีสติดีที่สุดและไม่มีผลประโยชน์ทางการเมืองอะไรกับข้อพิพาทชายแดน ก็กำลังกระตือรือร้นที่จะหยิบเอาฐานความรู้เหล่านี้ไปใช้ในการกำกับนโยบายของรัฐด้วย เช่นในการสัมมนาเรื่อง "สยาม-ขะแมร์ คู่รัก คู่ชัง คู่กรรม คู่เวร" ที่ มธ.เมื่อเร็วๆ นี้ ก็มีชาวบ้านจากภูมิซรอลอุตส่าห์เดินทางมาร่วมการสัมมนาด้วยจำนวนหนึ่ง

พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ คนเล็กๆ ไม่ได้ส่งเสียงเพราะตัวเองเดือดร้อนเฉพาะหน้า แต่กำลังเขยิบเข้ามามีส่วนร่วมในการกำกับนโยบายต่างประเทศอย่างเป็นหลักเป็นฐาน ด้วยสิทธิเสมอภาคกับสาวกของเวทีพันธมิตร ที่ราชดำเนิน

ในทุกที่ในโลกนี้ หากเบี้ยสามารถเดินหมากเอง สงครามจะเป็นตาอับตลอดไป แม้เรายังอาจมีข้อพิพาทและการปะทะกันด้วยอาวุธอยู่บ้าง แต่โลกนี้จะไม่มีสงคราม