ที่มา ประชาไท
หนึ่ง รัฐบาลมาร์ค กองทัพ : สามารถปกป้องอธิปไตยชายแดนของไทย-กัมพูชา นำสันติภาพกลับมา
สอง พธม.ร่วมมือกับรัฐบาลในการรักษาปกป้องอธิปไตยไทย เพราะเป็นภารกิจของคนไทยทุกฝ่าย
คนรักประชาธิปไตย ต้องช่วยกันขับไล่ เผด็จการ
ที่มา ประชาไท
ที่มา Thai E-News

เป็นรูปที่มีทุกบ้าน-เมื่อวานนี้ชาวเกาหลีเหนือเฉลิมฉลองวันเกิดท่านผู้นำที่ยิ่งใหญ่อันเป็นที่รักคิมจองอิล ผู้มีอัจริยภาพทุกด้าน ผู้สืบสานปรัชญาเศรษฐกิจจูเชจากคิมอิลซุง บิดาผู้ก่อตั้งเกาหลีเหนือ ที่เน้นความพอเพียงพึ่งพาตนเอง ไม่พึ่งต่างประเทศ ปีที่แล้วท่านผู้นำสวมบทนักบุญแจกตั้งแต่ข้าวสาร ถุงยังชีพ ไปยันนาฬิกาโรเล็กซ์แก่ชาวเกาหลีเหนือผู้จงรักภักดี ปีนี้เขาอายุ69 ปีสุขภาพไม่ดี แต่ก็ยังไม่ตายตามที่ศัตรูของเขาแช่งชัก ในเกาหลีเหนือการตั้งคำถามพื้นๆว่า"หากท่านผู้นำตายแล้ว จะเกิดอะไรขึ้น"ถือเป็นสิ่งต้องห้าม!
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
17 กุมภาพันธ์ 2554
สแตมป์ท่านผู้นำอันเป็นที่รักเทิดทูนยิ่ง-สแตมป์ดวงตราไปรษณีย์ของเกาหลีเหนือ ที่ระบุว่า"ท่านสหายผู้นำที่ยิ่งใหญ่อันเป็นที่รักเทิดทูนยิ่ง"จัดทำขึ้นในโอกาสเฉลิมฉลองคล้ายวันเกิดปีที่ 69 ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ของนายคิมจองอิล
(ภาพข่าว:AP Photo/ Lee Jin-man)
ซาบซึ้ง-ชาวเกาหลีเหนือเข้าร่วมพิธีเฉลิมฉลองวันเกิดครบรอบปีที่69ของคิมจองอิล ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นรัฐพิธีและวันหยุดที่ทรงความสำคัญอย่างยิ่งของประเทศเกาหลีเหนือ(ภาพข่าว:REUTERS/Kyodo )
ตราตรึง-นักว่ายน้ำสาวชาวเกาหลีเหนือพากันแปรอักษรเป็นรูป 2.16 หรือวันที่ 16 เดือนกุมภาพันธ์ อันเป็นวันเกิดของคิมจองอิลอย่างตระการตา (ภาพข่าว:AP Photo/Korean Central News Agency via Korea News Service)

ไม่อยากให้ท่านผู้นำเหนื่อย-นักว่ายน้ำประกอบเพลง พากันร้องเพลงสรรเสริญบารมีของคิมจองอิลในเปียงยางอย่างยิ่งใหญ่(AP Photo/Kyodo News)
อวยพร-ประชาชนผู้จงรักภักดีชาวเกาหลีเหนือเข้าเยี่ยมชมนิทรรศการแสดงดอกไม้เทิดเกียรติคิมจองอิล โดยเฉพาะพันธุ์ไม้ที่ตั้งตามชื่อของท่านผู้นำได้รับการสนใจเป็นพิเศษ(ภาพข่าว:REUTERS)
ใต้ร่มบารมี-พลเมืองเกาหลีเหนือพากันถ่ายภาพที่ระลึกใต้อนุสาวรีย์คิมอิลซุง บิดาของคิมจองอิล และบิดาของประเทศเกาหลีเหนือ คิมอิลซุงเป็นเจ้าของปรัชญาเศรษฐกิจจูเช เน้นความพอเพียงพออยู่พอกิน ไม่พึงพาต่างประเทศ ซึ่งยังผลให้ชาวเกาหลีเหนืออดตายจำนวนมหาศาล (ภาพข่าว:AP Photo)

โชคดีที่ได้เกิดมาเป็นคนเกาหลีเหนือ-พนักงานโรงแรมสาวในนครเปียงยางในชุดประจำชาติพากันเต้นรำเฉลิมฉลองวันเกิดท่านผู้นำคิมจองอิล คนเกาหลีเหนือถูกสอนมาตั้งแต่เกิดว่าโชคดีที่ได้เกิดมาใต้ร่มบารมีของผู้นำที่ยิ่งใหญ่ มีอัจฉริยภาพ และทำงานเพื่อประชาชน เกาหลีเหนือเป็นโลกเดียวที่พวกเขารู้จัก (ภาพข่าว: REUTERS)
เฉลิมฉลอง-การจุดพลุไฟเทิดเกียรติคิมจองอิล ผู้นำที่ยิ่งใหญ่และเต็มไปด้วยอัจฉริยภาพ(ภาพข่าว:AFP/KCNA via KNS)
จงเจริญๆ-บิ๊กๆของพรรคการเมืองคนงานเกาหลีเหนือ,กองทัพและเจ้าหน้าที่ข้ารัฐการระดับสูงพากันเฉลิมฉลองวันเกิดท่านผู้นำต่อภาพบิลบอร์ดมหึมาออกสื่อของรัฐ(ภาพข่าว:AFP/KCNA via KNS)
ทายาทราชวงศ์คิม-คิมจองอุน บุตรชายของคิมจองอิล เป็นคิมรุ่นที่สามที่จะสืบทอดเป็นทายาทปกครองเกาหลีเหนือให้อยู่เย็นเป็นสุขอย่างพอเพียงด้วยปรัชญาเศรษฐกิจชูเจ ในภาพเขากำลังปรบมือให้กับการร้องประสานเสียงของอนุชนของชาติที่กำลังร้องเพลงสรรเสริญท่านผู้นำที่ยิ่งใหญ่ (AP Photo/Kyodo News)
*******
ถ้าผู้นำเกาหลีเหนือตาย จะเกิดอะไรขึ้น?-เป็นคำถามต้องห้าม!

ที่มา Thai E-News
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา ทีมข่าวอิสรา โต๊ะข่าวภาคใต้
18 กุมภาพันธ์ 2554
โอกาสพิเศษยิ่งที่ทีมข่าวอิศราได้ทำการสัมภาษณ์คุณเดวิด ลิปแมน เอกอัครราชทูต และหัวหน้าคณะผู้แทนคณะกรรมาธิการยุโรปประจำประเทศไทย เกี่ยวกับความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาประเทศไทยของอียู และโยงถึงคำถามแห่งความสำเร็จของการร่วมตัวของประเทศยุโรป 27 ประเทศเป็นกลุ่มสหภาพยุโรป (European Union) หรือที่รู้จักกันในนาม อียู
ไทยอีนิวส์เห็นว่าเป็นบทสัมภาษณ์ที่มีแง่มุมน่าสนใจ และอาจจะเตือนสติให้สังคมไทยฉุกคิดว่ามันมีหลายวิธีที่สามารถแก้ไขความขัดแย้งกับเพื่อนบ้านของไทย ซึ่งจากบทเรียนของความสำเร็จในการรวมตัวเป็นกลุ่มสหภาพยุโรป คือ "แก้ปัญหาการเมืองผ่านเศรษฐกิจ" ซึ่งหลายรัฐบาลที่ผ่านมาของไทยนับตั้งแต่รัฐบาลชาติชาย ชุณหะวัณ ก็ดำเนินนโยบาย "เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า" จนพัฒนาความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านได้ในระดับที่น่าพอใจ จนมาตกต่ำย่ำแย่ และสร้างความอับอายในสายตานานาชาติ ก็ในยุคอภิสิทธิชนชื่ออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และกษิต ภิรมย์นี่เอง

"ทีมข่าวอิศรา" ได้ มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ นายเดวิด ลิปแมน เอกอัครราชทูต และหัวหน้าคณะผู้แทนคณะกรรมาธิการยุโรปประจำประเทศไทย ถึงมุมมองและบทบาทของสหภาพยุโรป (อียู) ที่มีต่อปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทางออกของปัญหาขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา และประเด็นที่น่าสนใจอื่นๆ อีกหลายประเด็น
O อียูมองปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างไร และวางบทบาทอย่างไรต่อปัญหาที่เกิดขึ้น?
ประการ แรกคือเราติดตามปัญหา มองเห็นความสูญเสียที่เกิดกับชีวิตของผู้บริสุทธิ์ เราให้น้ำหนักตรงนี้ ฉะนั้นอียูจึงทำงานอย่างใกล้ชิดกับภาคประชาชนและองค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) ซึ่งทำงานในระดับรากหญ้า เน้นที่กระบวนการยุติธรรมและการบังคับใช้กฎหมาย องค์กรเหล่านี้เป็นพันธมิตรสำคัญของอียูที่ช่วยให้ความช่วยเหลือถึงมือผู้ ที่ต้องการอย่างแท้จริง
ที่ผ่านมาคณะกรรมาธิการยุโรปมอบเงิน สนับสนุนโครงการหลากหลายของ องค์กรที่ไม่ใช่รัฐ รวมไปถึงส่งเสริมการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนและดูแลสิ่งแวดล้อม การส่งมอบบริการทางสังคมขั้นพื้นฐาน การสร้างกระบวนการปรองดองผ่านการดำเนินกิจกรรมพัฒนาชุมชน การต่อสู้กับการกีดกันและทำให้ไม่มีความสำคัญทางสังคม
องค์กร เหล่านี้ก็เช่น ศูนย์ทนายความมุสลิม มูลนิธิผสานวัฒนธรรม เป็นต้น งานของเราเน้นสนับสนุนให้ประชาชนกับรัฐทำงานร่วมกันได้ดี และเน้นเรื่องกระบวนการยุติธรรม ให้ผู้ถูกจับกุมมีทนายแก้ต่างในคดีได้
O อยากให้ขยายความเรื่องการทำงานในระดับรากหญ้าที่อียูให้ความสนใจ?

นอกจากนั้นยัง มีทูตอียูจากประเทศต่างๆ ลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นระยะ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยพาเดินทางลงพื้นที่หลายครั้ง หลายช่วงเวลา แต่สถานที่ที่ไปเป็นสถานที่ที่ทางอียูเลือกเอง ไม่ได้ถูกพาไป หรือบางครั้งคณะทูตก็จะมากันเอง
สิ่งที่ผมอยากฝากก็คือ เราอยากให้เกิดสันติภาพ สันติสุข และการปรองดองแก่คนในพื้นที่ให้มากที่สุด
O การที่อียูมีประสบการณ์เรื่องการรวมตัวกันเป็นสหภาพ ก้าวข้ามเรื่องพรมแดนและเส้นเขตแดนของแต่ละประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียนกำลังก้าวตาม อยากทราบว่ามีการจัดการปัญหาหรือข้อพิพาทในระดับทวิภาคีอย่างไร เทียบกับกรณีที่กำลังเกิดปัญหาอยู่ในอาเซียน คือกรณีพิพาทระหว่างไทย-กัมพูชา?อียูเป็นดินแดน ที่ผ่านสงครามโลกครั้งที่สองมา ฝรั่งเศสกับเยอรมนีมีปัญหาชายแดนระหว่างกันเป็นประจำ อียูพยายามแก้ไขปัญหาการเมืองผ่านเศรษฐกิจ พยายามทำให้การค้าสร้างความมั่งคั่งร่วมกัน สร้างความมั่นใจให้กับทุกประเทศ สร้างรายได้ สร้างการค้าร่วมกัน ฉะนั้นเมื่อมีอียูจึงไม่มีสงครามอีก
กรณีของไทยกับกัมพูชาก็มีอาเซียนดูแลอยู่ ฉะนั้นต้องสนับสนุนให้มีความร่วมมือกันทางเศรษฐกิจ ปัญหานี้สามารถแก้ไขได้โดยผ่านการเจรจา เพราะการเจรจาเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ไม่ควรทำสงครามต่อกัน ความเป็นจริงผู้นำของทั้งสองประเทศก็เคยทำงานร่วมกันมาในหลายๆ เรื่อง รวมทั้งกระทรวงต่างประเทศ กระทรวงกลาโหมของทั้งสองประเทศก็มีกลไกหลายระดับ สามารถใช้พูดคุยเพื่อแก้ปัญหาร่วมกันได้
O โครงการ EU Travelling Tour of Thailand 2011 มีวัตถุประสงค์อะไร และทำไมถึงเลือกมาจัดในภูมิภาค (อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา)?
การจัดกิจกรรมในภูมิภาคเป็นสิ่งสำคัญในฐานะของทูตของสหภาพยุโรปที่ เห็นว่าประเทศไทยมีมากกว่ากรุงเทพฯ เรามีความตั้งใจที่จะเดินทางไปทั่วประเทศทุกภูมิภาค ทั้งเชียงใหม่ ขอนแก่น และหาดใหญ่ โดยร่วมมือกับมหาวิทยาลัยที่เป็นหลักในภูมิภาคนั้นๆ เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับสหภาพยุโรปให้มากขึ้น และในครั้งนี้ก็ได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์จัดกิจกรรมต่างๆ ขึ้น
O ทุนอีราสมุส มุนดุส เปิดโอกาสให้กับเยาวชนในพื้นที่ภาคใต้แค่ไหน อย่างไร?
ทุนนี้เป็นทุนใหญ่ที่ทางอียูให้กับนักเรียนทั่วโลกและประเทศไทย ปัจจุบันมีนักเรียนไทยได้รับทุนนี้มากถึง 260 คน ทุนอีราสมุส มุนดุสมี 2 แบบ คือทุนที่ให้กับนักเรียน นักศึกษา อาจารย์ บุคลากร กับทุนที่ต้องเซ็นสัญญาตกลงเป็นการเฉพาะกับมหาวิทยาลัยต่างๆ เป็นทุนที่ให้ในเรื่องการศึกษาตั้งแต่ระดับปริญญาตรีถึงปริญญาเอก รวมทั้งทุนวิจัยทุกด้าน ให้ทั้งค่าเล่าเรียน ค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายอื่นๆ
สำหรับ เฉพาะในภาคใต้ ล่าสุดอียูได้เซ็นสัญญาตกลงกับทางมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เพื่อให้กันที่ไว้สำหรับนักศึกษาจาก ม.อ.จำนวน 22 ทุน และอีก 29 ทุนเป็นทุนสำหรับบุคลากรกับอาจารย์ กระจายแบ่งกับมหาวิทยาลัยอื่นด้วย
O การจัด English debate training ที่ส่งเสริมการแสดงความคิดเห็นต่าง มีรายละเอียดอย่างไร?ปีที่ผ่านมาเป็นปีแรกที่มีการจัดอบรมเกี่ยวกับการโต้วาทีภาษาอังกฤษ ระดับมหาวิทยาลัยในประเทศไทย มีนักศึกษาจาก ม.อ.จำนวน 10 คนเข้าอบรมและแข่งขันด้วย นักศึกษาได้แสดงความคิดเห็นเป็นภาษาอังกฤษได้ดี อยากให้นักศึกษา ม.อ.และสถาบันการศึกษาอื่นๆ ในภาคใต้ได้เข้าร่วมกิจกรรมนี้ให้มากขึ้นในปี 2554
อีกโครงการหนึ่งที่อียูกำลังทำคือโครงการถนนปลอดภัย หรือ Road Safety เหตุผลประการแรกที่ทำโครงการนี้เพราะเห็นว่าในเมืองไทยมีเยาวชนที่ใช้รถใช้ ถนนอย่างไม่ปลอดภัยจำนวนมาก ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องเร่งสร้างความเข้าใจ เราจึงร่วมมือกับทาง ม.อ.จัดตั้งศูนย์ Center of Excellence เพื่อให้ความรู้ โดยเน้นการสร้างศักยภาพของบุคลากรในการให้ความรู้กับประชาชนทั่วไปในเรื่องการใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัย โครงการนี้ใช้งบประมาณ 16 ล้านบาท เป็นศูนย์สำหรับภาคใต้ทั้งหมดรวมทั้งของเอเชียด้วย โดยจะเปิดศูนย์ในเดือน พ.ค.นี้
O บทบาทของอียูและการมีทูตอียูประจำประเทศไทยช่วยให้ประชาคมโลกมีความเข้าใจประเทศไทยดีขึ้นแค่ไหน?เมืองไทยมีกรุงเทพฯเป็นศูนย์กลางและเป็นที่รวมของสื่อมวลชนนานาชาติ ทั้งซีเอ็นเอ็น อัลจาซีราห์ บีบีซี แม้กระทั่งสื่อของฝรั่งเศส สื่อเหล่านี้เป็นกระบอกเสียงทำให้ประชาคมโลกเข้าใจไทยได้มากขึ้นพอสมควร ขณะที่ไทยเองก็ประเทศเปิด มีความเป็นอิสระ ผมทำงานการทูตสาธารณะ เดินทางไปทั่วโลก เห็นว่าสิ่งที่ไทยกำลังทำนั้นดีแล้ว
ที่มา มติชน นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ประธานกรรมการพิจารณาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและการศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พร้อมกรรมการ ประกอบด้วย นายเจษฎ์ โทณะวณิก นายบรรเจิด สิงคะเนติ ร่วมกันแถลงผลการศึกษาแนวทางในการปรับโครงสร้างการเมืองและกระบวนการยุติธรรมของไทย ที่เตรียมเสนอต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ภายในเดือนกุมภาพันธ์ ที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 16 กุมภาพันธ์ นายบรรเจิดกล่าวว่า สาระสำคัญในการปรับโครงสร้างทางการเมือง 1.ประเด็นฝ่ายบริหาร ให้หัวหน้าพรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนเสียงสูงสุดจากระบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) มีสิทธิในการจัดตั้งรัฐบาล และดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นั่นหมายความว่าที่มาของรัฐบาลไม่ได้จากการเสียงโหวตในสภาอีกต่อไป แต่มาจากเสียงประชาชนที่ลงคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ให้ หากพรรคที่ได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์เป็นอันดับ 1 กลัวว่าเสียงจะไม่มั่นคงเพียงพอ ก็สามารถนำเสียงพรรคร่วมรัฐบาลมาจัดตั้งรัฐบาลได้ 2.เรื่องความเป็นอิสระระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ รัฐบาลไม่มีสิทธิยุบสภา เพื่อไม่ให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจเหนือฝ่ายนิติบัญญัติ ขณะเดียวกันสภาผู้แทนราษฎรไม่มีสิทธิอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี แต่สามารถตรวจสอบรัฐบาลด้วยการขอเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติได้ ตั้งกระทู้ถามสดในสภาได้ นอกจากนี้ ให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจยับยั้งกฎหมายที่มีผลกระทบกับการบริหารงานของรัฐบาลที่เสนอโดยฝ่ายนิติบัญญัติได้ด้วย ส่วนการสิ้นสภาพของรัฐบาลจะเกิดขึ้นเมื่อนายกฯถูกถอดถอน หรือลาออกเท่านั้น ระบบนี้จะช่วยให้รัฐบาลอยู่ได้ครบวาระ ช่วยให้รัฐบาลมีเสถียรภาพเข้มแข็ง ถ้าไม่สะดุดขาตัวเอง
ด้านนายสมบัติกล่าวว่า เหตุที่คณะกรรมการมีข้อเสนอเช่นนี้ เพราะต้องการให้ประชาชนเลือกพรรคการเมือง โดยพรรคที่ได้รับคะแนนนิยมสูงสุดจากระบบปาร์ตี้ลิสต์ จะได้ทำหน้าที่จัดตั้งรัฐบาล และหัวหน้าพรรคที่ได้รับคะแนนสูงสุดจะทำหน้าที่เป็นนายกฯ โดยไม่คำนึงถึงเสียงในสภา ส่วนผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต้องไม่เป็น ส.ส. หากใครเป็น ส.ส. เขตต้องลาออก แล้วจัดให้เลือกตั้งซ่อมใหม่ หากเป็น ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ก็เลื่อนลำดับถัดไปขึ้นมา เพื่อแยกอำนาจฝ่ายบริหารออกจากฝ่ายนิติบัญญัติ ทำให้รัฐมนตรีได้ทำงานบริหารอย่างเต็มที่ ส่วนการห้ามฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนั้น ต้องยอมรับว่าการอภิปรายของไทยไม่มีประสิทธิภาพ เหลวไหล ไร้สาระ เพราะฝ่ายค้านมีเสียงข้างน้อย จึงโหวตแพ้เสมอ ดังนั้น แนวทางใหม่ที่เสนอคือไม่บังคับให้ ส.ส.ต้องสังกัดพรรคการเมือง เพื่อให้ฝ่ายนิติบัญญัติมีอำนาจในการตรวจสอบอย่างอิสระและมีประสิทธิภาพ หากเป็นการกระทำผิดทางการเมือง สามารถยื่นถอดถอนได้ หากเป็นการทำผิดคดีอาญา ก็มีคณะกรรมการพิเศษขึ้นมาไต่สวนและฟ้องร้องศาลได้เลย ถ้าผิดจริงก็เข้าคุกได้เลย
ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้คุยข้อเสนอนี้กับนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ประธานคณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) หรือไม่ ถึงออกมาพูดถึงเรื่องเดียวกันนายสมับัติกล่าวว่า ไม่ทราบทรรศนะนายกอร์ปศักดิ์ และไม่เคยคุยกันในเรื่องนี้มาก่อน ใครได้ประโยชน์ก็พูดไป แต่คณะกรรมการไม่ได้คิดให้ใครได้ประโยชน์ คนไปพูดอาจจะพูดไม่จริง และเรื่องนี้เป็นเรื่องที่คณะกรรมการคิดไว้นานแล้ว
ที่มา มติชน ที่ห้องประชุมสำนักงานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) มีการประชุมแสดงความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อหาข้อสรุปและตรวจสอบหาความจริงจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม 2553 โดยยกกรณีเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน 2553 ในวันที่เจ้าหน้าที่ขอคืนพื้นที่ถนนราชดำเนิน จนเหตุการณ์รุนแรงลุกลามทำให้ทั้งสองฝ่าย คือ พลเรือนและทหาร เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ในการประชุมแสดงความคิดเห็นในครั้งนี้ ทาง คอป. ได้เชิญตัวแทนจากสถานีโทรทัศน์ "เอ็บบีที" มาแสดงความคิดเห็นในฐานะสื่อที่ทำหน้าที่รายงานสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น มีรายการวิพากษ์วิจารณ์ มีการออกแถลงการณ์ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานกาณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.) และภาพเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น นับว่าเป็นสื่อหลักที่ประชาชนคอยติดตามข่าวในช่วงเวลานั้น นายปริย นวมาลา เจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์สถานีโทรทัศน์ เอ็นบีที ได้กล่าวในประชุมสะท้อนภาพการทำงานของสื่อเอ็นบีทีว่า รัฐบาลพยายามที่จะใช้ สื่อ คือ เอ็นบีที ไม่ว่าจะเป็นข้อความตัววิ่งหน้าจอหรือการจัดเวทีสนทนาจะต้องเชิญวิทยากรที่คิดเหมือนกับรัฐบาลมาแสดงความเห็นผ่านโทรทัศน์ โดยที่ผู้จัดไม่สามารถหาคนที่เป็นกลางหรือฝ่ายที่คิดเห็นแบบเดียวกับเสื้อแดงมาออกรายการได้ เพื่อที่จะโจมตีกลุ่มผู้ชุมนุมเหมือนเป็นการราดน้ำมันลงในกองไฟ ซึ่งเอ็นบีทีกลายเป็นสื่อที่จุดชนวนความรุนแรงให้เกิดขึ้น นายปริย กล่าวว่า ความรุนแรงมาจากตรงนี้ส่วนหนึ่งรัฐบาลหลีกเลี่ยงได้ แต่เลือกที่จะมองประชาชนกลุ่มหนึ่งเป็นศัตรูของตัวเอง ทำให้นำพาเหตุการณ์ไปสู่ความรุนแรง ถ้า คอป.จะไปเจาะข้อมูลจากบุคลากรในสถานี เชื่อว่า 90 เปอร์เซนต์ไม่มีใครกล้าพูด เหตุผลก็น่าจะทราบว่าพวกตนรับเงินเดือนจากรัฐบาล แต่ส่วนตัวเห็นใจประชาชนจึงกล้าออกมาพูดเช่นนี้
รับชมข่าว VDO 
"รัฐบาลพยายามใช้องค์กรของผม ถ้าสังเกตจากตัววิ่งที่ขึ้นหน้าจอ จะเห็นว่ามีข้อความด่าคนไทยอีกกลุ่มหนึ่ง ที่คิดไม่เหมือนกับรัฐบาล ในรายการสนทนาทางผู้จัดทำรายการที่จะเชิญวิทยากรมาพูดถึงความรุนแรงในช่วงนั้น ไม่สามารถที่จะเชิญนักวิชาการที่มีความเป็นกลางหรือความคิดเห็นทางฝ่ายเสื้อแดงได้ คือ พูดง่ายๆ ระบุมาแล้วว่า จะต้องเอาคนที่คิดเหมือนรัฐบาลเท่านั้น เพื่อมาแสดงความคิดเห็นโจมตีกลุ่มผู้ชุมนุมกลุ่มประชาชนที่เห็นแตกต่างจากรัฐบาล ตรงนั้นเป็นส่วนที่เหมือนกับการราดน้ำมันลงไปในกองไฟ รัฐบาลเองก็ไม่ได้ใช้สมอง ในการเลือกหนทางที่จะแก้ปัญหาให้ถูกต้อง" นายปริย กล่าว
"ทำไมผมถึงพูดแบบนี้เพราะว่าองค์กรของผมได้รับความเดือดร้อนไม่ว่าจะเป็น ระเบิดเอ็ม 79 ก็ยอมรับว่า บางรายการนำเสนอเนื้อหาที่ไม่สร้างสรรค์ เจ้าหน้าที่จากหลายฝ่ายยอมรับว่า บุคลากรและเจ้าหน้าที่ก็เป็นบุคคลที่น่าเห็นใจ ไม่ว่ารัฐบาลใดจะมาก็ต้องทำไปตามเนื้อหาที่รัฐบาลต้องการ เพราะว่าสื่อที่ผมทำงานอยู่ก็เป็นตัวจุดชนวนให้เกิดความรุนแรง มีมุมตรงนี้ในเบื้องต้น " นายปริย กล่าว
ที่มา มติชน


นิติราษฏร์ โดย ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช
บทนำ
หลังจากที่ความขัดแย้งกรณีปราสาทพระวิหารได้ปะทุขึ้นประมาณ 4 ปีที่ผ่านมาจนในท้ายที่สุดได้นำไปสู่การใช้กำลังทางทหารของทั้งสองประเทศและมีการบาดเจ็บล้มตายทั้งฝ่ายพลรบและพลเรือนของทั้งสองฝ่าย ซึ่งขณะนี้มีความพยายามที่จะมีการระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศไม่ว่าจะเป็นแนวทางทวิภาคี (ตามแนวทางของไทย) หรือพหุภาคี (ตามแนวทางของกัมพูชา) กรณีการใช้กำลังทางทหารครั้งนี้มีประเด็นที่ควรกล่าวถึงในมุมมองของกฎหมายระหว่างประเทศ ดังนี้...
1. การใช้กำลังทางทหารระหว่างไทยกับกัมพูชาไม่ถือว่าเป็นการทำสงคราม
แม้นายฮุนเซ็นนายกรัฐมนตรีของกัมพูชาจะได้บอก นายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติว่า การใช้กำลังทางทหารครั้งนี้เป็นสงครามที่แท้จริง ไม่ใช่การปะทะของทหารอย่างที่เลขาธิการสหประชาชาติเข้าใจ แต่ตามกฎหมายระหว่างประเทศในปัจจุบันนี้ การทำสงครามไม่อาจกระทำได้อีกต่อไป การทำสงครามเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ ตามกฎบัตรสหประชาชาติ ได้ยอมรับหลักกฎหมายพื้นฐานคือ หลักการห้ามการใช้กำลังทางทหาร โดยกฎบัตรสหประชาชาติได้ยอมรับข้อยกเว้นของการใช้กำลังได้เพียงสองกรณีเท่านั้น คือกรณีการป้องกันตนเอง ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าต้องมีการโจมตีด้วยอาวุธเกิดขึ้นก่อน (Armed attack occurred) ตามมาตรา 51 และกรณีที่คณะมนตรีความมั่นคงใช้อำนาจตามหมวดเจ็ดของกฎบัตรสหประชาชาติเท่านั้น การใช้กำลังทางทหารนอกเหนือจากสองกรณีนี้ถือว่าขัดกับกฎบัตรสหประชาชาติ นอกจากนี้แล้ว การร่างกฎบัตรสหประชาชาติได้เกิดขึ้นในบริบทของการผ่านความโหดร้ายทารุณของสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและสอง
ดังนั้น ตลอดทั้งกฎบัตรสหประชาชาติรวมถึงอนุสัญญาอื่น ๆ อย่างอนุสัญญาเจนีวาจะไม่ใช้คำว่า “สงคราม” (war) เพราะหลังจากที่กฎบัตรสหประชาชาติมีผลบังคับใช้ การทำสงครามเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ แต่มีการเสนอให้ใช้คำว่า “การขัดกันด้วยอาวุธ” แทน
ดังนั้น การที่นายกฮุนเซ็นใช้คำว่า “การใช้กำลังทางทหารครั้งนี้เป็นสงครามที่แท้จริง” มิได้เป็นอะไรมากไปกว่าการใช้ถ้อยคำที่ฟังดูแล้วให้เกิดความรู้สึกว่า การใช้กำลังทางทหารครั้งนี้เป็นความขัดแย้งอย่างรุนแรงและต้องการสื่อไปยังประชาคมระหว่างประเทศว่า ฝ่ายไทยเป็นผู้ก่อสงคราม
2. การขัดกันด้วยอาวุธคืออะไร
คำถามมีต่อไปว่า หากการใช้กำลังทางทหารระหว่างไทยกับกัมพูชาไม่ใช่เป็นการทำสงครามแล้วจะเป็นอะไร คำตอบก็คือ เป็นการขัดกันด้วยอาวุธที่มีลักษณะระหว่างประเทศ (International armed conflict) ซึ่งเป็นกรณีที่มีการใช้กำลังทางทหารไม่ว่าจะด้วยอาวุธประเภทใดก็ตาม ไม่ว่าการใช้กำลังทางทหารจะกินเวลาสั้นยาวเพียงใดก็ตาม ไม่ว่าจะมีผู้บาดเจ็บล้มตายมากน้อยเพียงใดก็ตาม และไม่จำเป็นว่าจะต้องมีการประกาศอย่างเป็นทางการหรือยื่นคำขาด (Ultimatum) แก่อีกฝ่ายหนึ่งหรือมก็ตาม การใช้กำลังทางทหารถือว่าเข้าข่ายการขัดกันด้วยอาวุธแล้ว และทันทีที่มีการขัดกันด้วยอาวุธเกิดขึ้น กฎเกณฑ์ของอนุสัญญาเจนีวา ค.ศ. 1949 โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎเกณฑ์ที่มีสถานะเป็นกฎหมายประเพณีระหว่างประเทศ อย่าง “หลักการแยกแยะพลรบออกจากพลเรือน” (the Principle of Distinction) หรือหลักการใช้กำลังทางทหารจะต้องได้สัดส่วน (Proportionality) ก็จะมีผลใช้บังคับทันทีโดยไม่คำนึงว่า รัฐคู่พิพาทจะเป็นภาคีอนุสัญญาเจนีวาหรือไม่ก็ตาม
จากข่าวที่รายงานว่า ฝ่ายกัมพูชาได้ยิงระเบิดตกใส่บ้านประชาชนและโรงเรียนจนมีพลเรือนตายและบาดเจ็บนั้นเป็นการละเมิด “หลักการแยกแยะพลรบออกจากพลเรือน” ซึ่งเป็นหลักกฎหมายประเพณีระหว่างประเทศที่สำคัญที่สุดหลักหนึ่งของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ
3. การคุ้มครองปราสาทพระวิหารในฐานะที่เป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมในยามขัดกันด้วยอาวุธ
ตามอนุสัญญากรุงเฮกว่าด้วยการคุ้มครองทรัพย์สินทางวัฒนธรรมในยามการขัดกันด้วยอาวุธ ค.ศ. 1954 (Convention for the Protection of Cultural Property in the Event of Armed Conflict) ได้วางหลักการสำคัญของอนุสัญญานี้คือ รัฐภาคีจะต้องให้การเคารพทรัพย์สินทางวัฒนธรรม (Respect for cultural property) ซึ่งหลักการให้ความเคารพทรัพย์สินทางวัฒนธรรมนี้ได้มีความหมายอยู่สี่ประการคือ ประการแรกรัฐภาคีมีและจะต้องไม่ใช้ทรัพย์สินทางวัฒนธรรมและสิ่งต่างๆที่แวดล้อมทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่จะก่อให้เกิดการถูกทำลายหรือทำให้เสียหาย ประการที่สอง รัฐภาคีพันธกรณีที่จะต้องไม่โจมตีทรัพย์สินทางวัฒนธรรม ประการที่สามรัฐภาคีมีพันธกรณีที่จะป้องกันมิให้มีการปล้นสดมภ์ หรือลักพาทรัพย์สินทางวัฒนธรรมและประการสุดท้าย รัฐภาคีห้ามมิให้มีการโต้ตอบด้วยการแก้แค้นต่อทรัพย์สินทางวัฒนธรรม
อย่างไรก็ดี พันธกรณีในการให้ความเคารพทรัพย์สินทางวัฒนธรรมนี้มิใช่เป็นหลักเด็ดขาดที่ไม่มีข้อยกเว้น ข้อยกเว้นที่รัฐอาจโจมตีทรัพย์สินทางวัฒนธรรมได้หากว่า ความจำเป็นทางทหารในเชิงบังคับเรียกร้องให้มีการสละการเคารพเช่นว่านั้น ซึ่งข้อยกเว้นนี้นักวิชาการและผู้แทนของรัฐสมาชิกหลายท่านเห็นว่าเป็นจุดอ่อนของอนุสัญญานี้เนื่องจากขาดคำนิยามที่ชัดเจนแน่นอนว่า ความจำเป็นทางทหาร (military necessity) มีความหมายแคบกว้างเพียงใด การที่มิได้ให้ความหมายของคำนี้อย่างชัดเจนเป็นการเปิดช่องให้รัฐตีความกันเองซึ่งอาจนำไปสู่การใช้ดุลพินิจของรัฐโดยไม่ชอบได้
หากพิจารณาจากหลักการเคารพทรัพย์สินทางวัฒนธรรมตามอนุสัญญาเฮกซึ่งทั้งไทยและกัมพูชาเป็นภาคีของอนุสัญญาเฮกนี้แล้ว ฝ่ายไทยมีพันธกรณีที่จะต้องไม่โจมตีหรือกระทำการอันเป็นปฎิปักษ์ต่อปราสาทพระวิหารและฝ่ายกัมพูชามีพันธกรณีที่จะไม่ใช้ปราสาทพระวิหารเป็นสถานที่ในการปฎิบัติการทหารด้วย
ส่วนกรณีที่นาย ฮอร์ นำฮงรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ได้มีหนังสือไปยังประธานคณะมนตรีความมั่นคงโดยอ้างว่า การปฎิบัติการทหารของไทยนั้นทำให้บางส่วนของปราสาทพระวิหารเสียหายนั้น เป็นประเด็นสำคัญมากเพราะกัมพูชากำลังกล่าวหาไทยว่า ไทยในฐานะสมาชิกอนุสัญญาเฮกได้ละเมิดหลักการเคารพทรัพย์สินทางวัฒนธรรมซึ่งฝ่ายไทยก็ได้ชี้แจงและกล่าวหากัมพูชาว่าเป็นฝ่ายที่ละเมิดหลักการเคารพทรัพย์สินวัฒนธรรมด้วยการวางกองกำลังทางทหารที่ในตัวปราสาทพระวิหารและบริเวณรอบๆปราสาทพระวิหาร ประเด็นที่ว่า ฝ่ายไหนเป็นฝ่ายใช้กำลังทางทหารก่อนนั้นเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่สำคัญมาก การจะตอบว่าฝ่ายใดละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติมาตรา 2 (4) ที่ห้ามมิให้มีการขู่ (threat) หรือใช้กำลังทางทหารต่อบูรภาพของดินแดน และอนุสัญญาเฮก ค.ศ. 1954 นั้นเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่จะต้องมีการพิสูจน์ให้ยุติเสียก่อนจึงจะตอบได้ว่าฝ่ายใดละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ
4. ประเด็นเรื่องสายลับ
ตามที่รายงานข่าวแจ้งว่า ฝ่ายไทยได้ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยชาวกัมพูชาจำนวน 6 คนซึ่งสงสัยว่าจะทำหน้าที่หาข่าวให้กับรัฐบาลกัมพูชาซึ่งฝ่ายไทยได้มีการสืบสวนสอบสวนที่กองกำลังสุรนารีนั้น มีประเด็นข้อกฎหมายที่น่าสนใจเกี่ยวกับสถานะของสายลับตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศดังนี้
สายลับ คือ ผู้ที่ปฏิบัติการในทางลับ (Clandestinely) หรือโดยการปลอมตัว (false pretenses) เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลในดินแดนของฝ่ายศัตรูแล้วจะติดต่อสื่อสารกับฝ่ายตน โดยปกติแล้ว เมื่อสายลับถูกจับจะตกอยู่ภายใต้กฎหมายของฝ่ายศัตรู ส่วนพลรบที่ทำหน้าที่เป็นสายลับนั้นที่มิได้ปลอมตัวเข้าไปในดินแดนอันเป็นพื้นที่ของการปฏิบัติการทางทหาร ของข้าศึกหากถูกจับจะไม่ถือว่าเป็นสายลับ นอกจากนี้ ตามพิธีสารเพิ่มเติมฉบับที่ 1 ค.ศ. 1977 ของอนุสัญญาเจนีวา ค.ศ. 1949 ได้รับรองว่าสายลับเมื่อขณะถูกจับได้เกี่ยวข้องกับการทำจารกรรม (Espionage) จะมิได้มีสถานะเป็นเชลยศึก แต่จะถูกปฏิบัติในฐานะเป็นสายลับ ยกเว้นแต่จะมิได้อยู่ในดินแดนที่ถูกยึดครองและผู้นั้นไม่ได้ถูกจับก่อนที่จะกลับเข้าไปเข้าร่วมกับกองกำลังของตน กรณีนี้ ผู้นั้นได้รับสถานะเป็นนักโทษสงคราม สำหรับเรื่องสายลับนั้นประมวลกฎหมายอาญาทหารก็รับรองไว้เหมือนกัน แต่ใช้คำว่า “ลักลอบสอดแนม” โดยหากผู้ลักลอบสอดแนมถูกจับได้จะได้รับโทษสถานหนักคือประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต1
บทส่งท้าย
กฎบัตรสหประชาชาติข้อ 2 (3) กำหนดว่ารัฐสมาชิกมีพันธกรณีที่จะต้องระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธี ดังที่คณะมนตรีความมั่นคงเสนอให้มีการหยุดยิงและให้มีการเจรจาเพื่อระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธีโดยหวังว่าเวทีของอาเซียนจะมีบทบาทในการช่วยเหลือความขัดแย้งนี้
อย่างไรก็ตาม ลึกๆ ผู้เขียนเห็นว่า ปมความขัดแย้งนี้ไม่ง่ายที่จะยุติโดยดีเพราะเรื่องเขตแดนเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนไม่มีใครยอมใคร ซ้ำยังมีปมความไม่ชอบกันในทางประวัติศาสตร์อีก บางทีอนุชนรุ่นหลังอีก 20 -30 ปี อาจจะต้องมานั่งแก้ไขปัญหาปราสาทพระวิหารและพื้นที่ 4.6 อีกก็เป็นได้.
ที่มา มติชน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย อภิปรายในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาวาระเรื่องด่วน ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ 2554 (งบกลางปี) ที่รัฐสภา วันที่ 16 กุมภาพันธ์ การเสนองบกลางปี 54 ของรัฐบาล มีปัญหา 5 ประการคือ 1.บิดเบือนข้อเท็จจริงตัวเลขการเก็บภาษี 2.ไม่เป็นไปตามหลักเศรษฐศาสตร์ ทั้งที่ประเทศมีเงินเฟ้อ 3.เป็นการนำเงินในอนาคตมาใช้และขาดรายละเอียดของโครงการ 4.เน้นช่วยภัยพิบัติ ไม่เน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ดังนั้นใช้งบเดิมที่มีก็ได้แต่ที่ตั้งงบกลางปีเพื่อแบ่งในพรรคร่วมเพื่อการเลือกตั้ง 5.หาเสียงล่วงหน้า "ตัวอย่างรายละเอียดงบที่มีการเอาไปแจกกัน เช่น งบส่งเสริมกระจายอำนาจการปกครอง ก็เอาไปให้พรรคภูมิใจไทย ให้ไปซื้อเสียงกลับมาเป็นรัฐบาลสมัยหน้าใช่หรือไม่ ทำไมไม่บอกไปเลยในร่างว่า เป็นเบี้ยยังชีพคนชราและคนพิการประมาณ 5.9 พันล้านบาท นอกจากนี้ ทำไมไม่เป็นหน้าที่กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แต่กลับเอาเงินไปให้กระทรวงมหาดไทย จึงเป็นการซื้อพรรคการเมืองล่วงหน้าหรือไม่ และพรรคที่ได้เงินล่วงหน้าก็เอาไปใช้หาเสียงล่วงหน้าใช่หรือไม่ เอาไปซื้อผู้แทน เตรียมเลือกตั้ง ลองดูบรรดาโครงการ ก็จัดแบบต่ำกว่า 10 ล้านบาทในทุกกระทรวงและมีเป็นจำนวนมากทำให้ตรวจสอบไม่ได้ ผู้ประมูลรายเดียวได้ไปง่ายๆ" ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า รัฐบาลพยายามจะทำรัฐสวัสดิการ แต่ก็ไม่พัฒนาระบบการจัดเก็บภาษีและไม่ปรับอัตราภาษี ทั้งนี้คนไทย 64 ล้านคน เสียภาษี 2.3 ล้านคนเท่านั้น และในจำนวนนั้นมี 6 หมื่นคน จ่ายภาษีรวมกันเกิน 50% มีเพียง 2,500 คน เสียภาษีเกิน 10 ล้านบาทต่อปี ประเทศไทยจึงเป็น 1 ในประเทศที่กระจายรายได้แย่สุด เมื่อเป็นแบบนี้ ก็ต้องจัดงบขาดดุลเพื่อให้มีการลงทุน เพื่อสร้างผลผลิตภาคการผลิต มั่นใจอย่างไรในการเก็บภาษีที่คาดการณ์ไว้ว่าจะเกินเป้า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า ที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า มั่นใจเรื่องการเก็บภาษีตามเป้าได้อย่างไรนั้น จริงๆ ปลายปี เรื่องน้ำท่วมมีผลต่อการจัดเก็บภาษี แต่ปรากฏว่า เก็บได้เกินเป้า 20 % จึงมั่นใจว่าจะเก็บได้เกินเป้าขนาดนี้ไปจนหมดปี ส่วนที่บอกว่า ตอนนี้อยู่ในภาวะเงินเฟ้อนั้น เงินเฟ้อเกิดได้หลายทาง หากเฟ้อจากมีการใช้จ่ายมาก การเพิ่มเงินจากภาครัฐก็จะไปทำให้ยิ่งเฟ้อ แต่สำหรับคราวนี้ เฟ้อจากปัญหาต้นทุน ทั่วโลกมีปัญหาเรื่องอาหารและสินค้าแพงจากผลของราคาน้ำทันและสินค้าประเภทต้นทุนที่กำหนดราคาจากตลาดโลก แต่ที่รัฐบาลของบกลางปี 1 แสนล้าน 8.4 หมื่นล้านเป็นเงินชดเชยคลัง อีก 1.5 หมื่นล้าน เป็นการใส่เงินเข้าระบบ แต่ก็เป็นการไปฟื้นฟูภัยพิบัติ ไม่เชื่อว่าจะมีผลต่อเงินเฟ้อ
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ยืนยันว่า เบี้ยผู้สูงอายุ 500 บาทจะเป็นเงินสดแก่ผู้สูงอายุ ไม่ได้ไปอยู่ที่พรรคไหนน่า ที่จัดงบฯโครงการต่ำกว่า 10 ล้าน เพราะต้องกระจายให้ทั่วทุกพื้นที่ ตอบสนองกับภารกิจการฟื้นฟูแต่ละด้าน และกระจายไปให้ได้มากที่สุด
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ เหล็กใน
สมิงสามผลัด
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดนวิพากษ์วิจารณ์มาตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีใหม่ๆ
ว่าเป็นนายกฯเด็ก
ไม่ใช่เด็กธรรมดา แต่เป็นเด็กดื้อเสียด้วย
การแก้ปัญหาที่ผ่านมาหลายอย่างสะท้อนให้เห็นถึงวุฒิภาวะผู้นำที่ค่อนข้างมีปัญหา
โดนโจมตีมาตลอดว่าเป็นนายกฯบ่มแก๊ส
เร่งรีบผลักดันกันเกินเหตุ
ทำให้ด้อยประสบการณ์
ความจริงแล้วเรื่องวุฒิการศึกษาไม่ต้องพูดถึง ดีกรีเกียรตินิยมอันดับ 1 จากออกซ์ฟอร์ดของนายอภิสิทธิ์การันตีความรู้ได้เป็นอย่างดี
แต่การทำงานในฐานะผู้นำประเทศ เรียนเก่งอย่างเดียวไม่พอ
วุฒิภาวะผู้นำต้องถึง บารมีต้องเข้าขั้น
อาศัย "ตัวช่วย" อย่างเดียวไม่พอ
การแก้ปัญหาแบบเด็กดื้อมีให้เห็น การแต่งตั้งผบ.ตร.ที่คาราคาซังกันเป็นปี
ก็ยืนยันถึงความดื้อ เอาแต่ใจ ไม่ฟังความเห็นคนอื่น
ยิ่งมาเรื่องใหญ่ปัญหากัมพูชาก็ยิ่งยืนยันความเป็นเด็กเข้าไปอีก
ที่ผ่านมามีแต่จะทำสนามรบให้เป็นสนามการค้า
แต่รัฐบาลนี้กลับทำสนามการค้าเป็นสนามรบซะงั้น
เอาแค่เรื่องง่ายๆ ไม่มี "ผู้ใหญ่" ที่ไหนทำกันหรอก ส่งคนสนิทเดินดุ่มๆ ไปให้ทหารเขมรจับ
จนทำให้ 2 ชาติฮึ่มๆ จะทำสงครามกันแบบนี้
นี่คือความวุ่นวายที่เกิดจากน้ำมือเด็ก
ไม่ใช่แค่นายกฯเด็กอย่างเดียว
เมืองไทยยังมี "รมต.นักเลง" อีกราย
นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศของไทยโด่งดังไปทั่วโลก ในฐานะนักการทูตเจ้าอารมณ์
ปูมหลังไม่ต้องไปพูดถึง ได้ยินได้ฟังกันมาเยอะแล้ววาทะ "อาหารดี ดนตรีเพราะ" ไปจนถึง "ไอ้กุ๊ย"
พอเข้ามาเป็นเจ้ากระทรวงบัวแก้ว
ก็ถนัดแต่เรื่องทำลายสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ออกแนวฮาร์ดคอร์เสียด้วยซ้ำ
การแก้ปัญหากัมพูชา-เขาพระวิหารที่ยังไม่จบ
ส่วนใหญ่ก็เป็นเพราะรมต.คนนี้แหละ
ปัญหาไทย-เขมรถูกนำไปหารือในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ
แต่วันก่อนนายกษิตก็เปิดฉากด่ากราด ฝรั่งเศส และรัสเซีย
ซัดว่าอยู่เบื้องหลังการปะทะกันระหว่างไทย-กัมพูชา
คงลืมไปว่าฝรั่งเศสกับรัสเซียก็เป็นสมาชิกถาวรในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ
แค่นี้ก็คงรู้แล้วว่าผลการหารือในยูเอ็นจะออกมาแบบไหน
สงสารคนไทยจริงๆ มี "นายกฯเด็ก" กับ "รมต. นักเลง"
บ้านเมืองจะไปรอดมั้ยเนี่ย!?
ที่มา thaifreenews
โดย blablabla
เสียงประสาน จากต่างขั้ว ระรัวรุ่ม
มันจนมุม ที่ไหน ใครก็เห็น
ยังจีบปาก จีบคอ ก่อประเด็น
ทำหน้าเป็น ยียวน แบบกวนตีน....
ทรราช ฆาตกร กระล่อนนัก
แถมยึกยัก ยุกยิก ทำพลิกลิ้น
ประชาชน ก่นด่า เป็นอาจิณ
จึงสูญสิ้น ภาพรวม ความเป็นคน....
สมเป็นยุค ตกต่ำ ระยำแท้
บ้านเมืองแย่ ร้อนรุ่ม ทุกขุมขน
ยุติธรรม ย้ำให้เห็น เป็นเล่ห์กล
หลอกไพร่ฟ้า ปะชาชน จนหลงทาง....
เก้าเดือนกว่า จับขัง ยังมืดมิด
แถมปกปิด ความจัญไร ไม่สะสาง
แล้วบิดเบือน ใส่ร้าย หมายอำพราง
ทุกสิ่งอย่าง เกิดได้ เพราะ"ใคร"กัน....
คนเบื้องหน้า เบื้องหลัง ยังบ้าบิ่น
หวังสูญสิ้น ชาติไทย จริงไหมนั่น
ปิดประเทศ ไล่ล่า ฆ่าแดงพลัน
สมใจมัน แต่ประชา แทบบ้าตาย....
เมื่อผู้นำ สุดอุบาทว์ ขาดสติ
คิดอุตริ สัปดน จนหลากหลาย
มีแต่เรื่อง โกรธแค้น แสนวุ่นวาย
แก่ใกล้ตาย ยังชั่วช้า คิดฆ่าคน....
blablabla32@hotmail.co.th
http://3blabla.blogspot.com
วันพุธที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
ที่มา thaifreenews
โดย bozo
คำร้องขอให้ตัดสิทธิ์ผู้พิพากษาฮันส์-ปีเตอร์ คาอูล (Hans-Peter Kaul) ในการพิจารณาคดีคนเสื้อแดง Read more from โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม 16 กุมภาพันธ์ 2554 ฯพณฯ ลูอิส โมเรโน-โอแคมโป อัยการ ศาลอาญาระหว่างประเทศ ตู้ไปรษณีย์ 19519 2500 ซีเอ็ม กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ เรื่อง คดีระหว่างแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ และคำร้องต่ออัยการศาลอาญาระหว่างประเทศ ให้ทำการสอบสวนสถานการณ์ในราชอาณาจักรไทย กรณีการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ซึ่งยื่นเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2554 เรียน ท่านอัยการ เราขอยื่นบันทึกฉบับนี้ต่อท่านเพื่อขอให้ท่านใช้อำนาจตามกฎหมาย ในการขอให้ศาลอาญาระหว่างประเทศ มีคำสั่งห้ามผู้พิพากษาฮันส์-ปีเตอร์ คาอูล (Hans-Peter Kaul) มิให้เข้ามามีส่วนร่วมในการพิจารณาคดีที่ระบุข้างต้น เนื่องจากมีพฤติการณ์ที่อาจทำให้มีข้อสงสัยในความเป็นกลางของผู้พิพากษาท่านดังกล่าว (มาตรา 41.2 (60) ของสนธิสัญญากรุงโรม) ด้วยเหตุผลที่ว่า “มีการแสดงความเห็นผ่านทางสื่อมวลชน หรือโดยการเขียนบทความใดๆ หรือโดยการแสดงออกในที่สาธารณะ ซึ่งหากพิจารณาถึงวัตถุประสงค์ของการแสดงออกดังกล่าวแล้ว อาจมีผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อหน้าที่ในการวางตนเป็นกลาง ในการพิจารณาพิพากษาคดีของบุคคลดังกล่าว” (กฎข้อ 34.1 (ดี)) เราขอยื่นคำร้องก่อนที่ท่านอัยการจะเริ่มการสอบสวน กรณีการกระทำความผิดตามที่ร้องขอ ด้วยเหตุผลสองประการ ประการแรก ตามกฎข้อ 34.2 กำหนดว่า “การร้องคัดค้านคุณสมบัติผู้พิพากษา ในกระทำเป็นลายลักษณ์อักษรทันทีที่ทราบเหตุแห่งการกระทำนั้น” ประการที่สอง ในฐานะที่เป็นองค์คณะผู้พิพากษาในการพิจารณาคดีเบื้องต้น ผู้พิพากษาคาอูล อาจเข้ามีส่วนร่วมในการวินิจฉัยเบื้องต้น ในเรื่องที่เกี่ยวกับการอนุมัติการสอบสวนตามมาตรา 15.4 ของสนธิสัญญากรุงโรม และการพิจารณาเรื่องเขตอำนาจของศาลในคดีนี้ตามมาตรา 19 ของสนธิสัญญากรุงโรม คำร้องเรียนของเรามาจากพื้นฐานของข้อเท็จจริงดังต่อไปนี้ เมื่อเดือนมกราคม 2554ไม่นานก่อนที่เราจะยื่นคำร้องขอต่ออัยการในศาลอาญาระหว่างประเทศ แต่ในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นที่รับรู้กันทั่วไปในประเทศไทยว่า กำลังจะมีการยื่นคำร้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ ผู้พิพากษาคาอูลได้เดินทางมายังประเทศไทยเพื่อเข้าร่วมในการสัมมนา เรื่อง “สิทธิมนุษยชนและศาลอาญาระหว่างประเทศ” ซึ่งจัดร่วมกันโดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และสถานทูตเยอรมัน ในวันที่ 21 มกราคม 2554 หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ได้ตีพิมพ์ บทสัมภาษณ์ผู้พิพากษาคาอูล (ตามเอกสารแนบหมายเลข A) เมื่อมีการสอบถามผู้พิพากษาคาอูลถึงคำร้องของ นปช. ที่จะยื่นต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ ปรากฏข้อมูลว่า ผู้พิพากษาคาอูลได้ตอบว่า “อัยการทราบดีอยู่ว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นรัฐภาคีของสนธิสัญญากรุงโรม . . . ดังนั้น ศาลไอซีซีไม่สามารถมีอำนาจในการพิจารณาคดี ที่มีการฟ้องว่ามีการกระทำผิดกฎหมายในประเทศไทยได้ จนกว่าประเทศไทยจะให้สัตยาบันต่อสนธิสัญญากรุงโรม” “ผมขอชี้แจงให้ชัดเจนว่า ศาลไม่มีอำนาจพิจารณาคดีทำผิดกฎหมายอาญาที่เกิดขึ้นในประเทศไทย แม้ว่าการกระทำผิดดังกล่าวจะถึงขั้นที่เรียกได้ว่า เป็นอาชญากรรมต่อมนุษย์ชาติตามมาตรา 7 ของสนธิสัญญาดังกล่าวก็ตาม” ในทำนองเดียวกัน เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2554 ผู้พิพากษาคาอูลได้ให้สัมภาษณ์กับนักข่าวของสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส (ตามเอกสารแนบหมายเลข B) ซึ่งในระหว่างการให้สัมภาษณ์ดังกล่าว ปรากฏว่าผู้พิพากษาคาอูลได้ให้สัมภาษณ์ดังนี้ | ||||
| ||||
| bozo ตาสว่าง ![]() ![]() ![]() ![]() Karma: +1/-1 ออฟไลน์กระทู้: 789 |
“เป็นเรื่องที่ไร้สาระ ทำไมถึงเป็นเรื่องที่ไร้สาระ เพราะ(ทนายของ นปช.) ต้องรู้ดีว่า ตราบเท่าที่ประเทศไทยไม่ได้เป็นภาคีของสนธิสัญญากรุงโรม ศาลอาญาระหว่างประเทศไม่มีทางที่จะเข้าแทรกแซงนโยบายภายในประเทศของไทย ข้าพเจ้ายินดีที่ได้ชี้แจงข่าวสารที่มีความสำคัญเช่นนี้ เพราะมีคนจำนวนมากในประเทศนี้ที่ไม่เข้าใจระบบของสนธิสัญญา ดังนั้น ความเข้าใจของมหาชนจะต้องไม่ถูกนำไปในทางที่ผิด เพราะความเชื่อผิดๆ ซึ่งกำลังมีผู้ชี้นำความคิดเห็นของมหาชนไปในทางที่ไม่เกี่ยวข้องและไม่สามารถทำได้” “อย่างที่ข้าพเจ้าได้กล่าวแล้ว และจะขอย้ำเป็นครั้งที่สาม ศาลไอซีซีจะมีความเกี่ยวข้องกับประเทศไทยได้ ถ้าคนไทยและรัฐบาลไทยทำการตัดสินใจที่จะเข้าเป็นภาคีของไอซีซี” คำพูดของผู้พิพากษาคาอูล ได้ก่อให้เกิดอคติต่อความเข้าใจของสาธารณชน ในการยื่นคำร้องเรียนนี้แล้ว รัฐบาลและสื่อที่ให้การสนับสนุนรัฐบาลได้อ้างอิง ถึงคำพูดของผู้พิพากษาคาอูลมากมายหลายครั้ง โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะดิสเครดิตกระบวนการของ นปช. ที่จะยื่นคำร้องต่อศาลไอซีซี ยกตัวอย่างเช่น ในวันที่ 31 มกราคม 2554 หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ (ตามเอกสารแนบท้ายหมายเลข ซี) รายงานว่า: “เมื่อวันจันทร์ ทนายความของ นปช. ได้ยื่นฟ้อง นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต่อศาลอาญาระหว่างประเทศที่กรุงเฮก โดยขอให้มีการสอบสวนการกระทำผิดอาญาต่อมนุษยชาติ ในช่วงการสลายการชุมนุมเดือนเมษายน-พฤษภาคม ปีที่แล้ว” โดยก่อนหน้านี้ ผู้แทนของศาลไอซีซีได้แจ้งต่อขบวนการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงว่า ศาลไอซีซีไม่มีอำนาจพิจารณาความผิดที่ถือเป็นเรื่องทางการเมืองในประเทศไทย เพราะประเทศไทยยังไม่ได้ไห้สัตยาบันในสนธิสัญญาที่ลงนามไว้ตั้งแต่ปี 2548” ต่อมาในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2554 บทบรรณาธิการของบางกอกโพสต์ (ตามเอกสารแนบท้ายหมายเลข ดี) ได้กล่าวหาคำฟ้องของ นปช. ว่า “ราคาถูกและไร้ยางอาย” โดยอ้างว่าทนายความที่ยื่นคำร้องต่อศาลไอซีซีนั้น “รู้ดีอยู่ว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงของศาลไอซีซีได้บอกแล้วว่า ศาลไม่มีอำนาจพิพากษาคดีและไม่มีอำนาจพิจารณาคดีนี้ และไม่มีทางที่จะยินยอมที่จะรับพิจารณาคดี” บทบรรณาธิการดังกล่าวยังระบุด้วยว่า แม้จะมีการยื่นคำขอแล้ว “เพราะไอซีซีได้แถลงออกมาเองว่า จะไม่รับพิจารณาคดีดังกล่าว” ไม่เคยมีการแถลงการณ์ใดๆ จากผู้พิพากษาท่านอื่นหรือบุคคลากรท่านอื่นๆ ของศาลไอซีซี เกี่ยวกับคำฟ้องของ นปช. การที่สื่ออ้างอิงดังกล่าวจึงอ้างอิงจากคำสัมภาษณ์ของผู้พิพากษาคาอูลเท่านั้น ถ้าคำให้สัมภาษณ์ของผู้พิพากษาคาอูลถูกต้องตามความเป็นจริง หมายความว่า เขาได้แสดงความเห็นต่อสาธารณะโดยเป็นการพิพากษาตัดสินคดีแทนศาลไอซีซีแล้ว ในประเด็นเรื่องเขตอำนาจศาล การแสดงความเห็นก่อนการพิจารณาคดี จึงทำให้ผู้พิพากษาคาอูลไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นผู้พิพากษาในคดีนี้ มาตรา 41.2 (60) ของสนธิสัญญากรุงโรมระบุว่า “ผู้พิพากษาจะต้องไม่พิจารณาคดีที่อาจมีข้อสงสัย ในเรื่องความเป็นกลางของบุคคลดังกล่าว” กฎข้อ 34 (1) (ดี) ของกฎการพิจารณาคดีและพยานหลักฐานกำหนด เรื่องคุณสมบัติของผู้พิพากษาโดยผู้พิพากษาที่มีพฤติกรรม “แสดงความคิดเห็นผ่านช่องทางสื่อมวลชน โดยการเขียนหรือโดยการแสดงออกในที่สาธารณะ ในลักษณะที่อาจส่งผลกระทบต่อความเป็นกลาง” ในคดีนี้ มีข้อสงสัยอย่างสมควรเกี่ยวกับความเป็นกลางของผู้พิพากษาคาอูล เพราะได้มีการแสดงความคิดเห็นผ่านทางสื่อมวลชน โดยแสดงจุดยืนว่าศาลไอซีซี “ไม่สามารถมีอำนาจในการพิจารณาคดี” กรณีของการกระทำความผิดต่อมนุษยชาติที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เพียงเพราะไทยไม่ได้เป็นภาคีต่อสนธิสัญญากรุงโรม คำแถลงดังกล่าวของผู้พิพากษาคาอูลไม่เพียงแต่เป็นการด่วนสรุป ซึ่งสร้างความเสียหายต่อผู้เสียหายและต่อกระบวนการยุติธรรม แต่ยังเป็นคำแถลงที่ไม่ถูกต้องในสาระสำคัญ ทั้งนี้เพราะปรากฏชัดเจนว่าผู้พิพากษาท่านนี้ไม่ทราบถึงพยานหลักฐานชิ้นสำคัญ ที่ระบุในคำฟ้องของ นปช. ว่า นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของไทยซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหาว่า กระทำความผิดเป็นบุคคลสัญชาติอังกฤษ ซึ่งสหราชอาณาจักรเป็นประเทศที่เป็นภาคีของสนธิสัญญากรุงโรม ดังนั้น คำฟ้องของ นปช. จึงเข้าเงื่อนไขเรื่องเขตอำนาจศาล ในกรณีของสัญชาติตามมาตรา 12.2 (บี) ของสนธิสัญญา นอกจากนี้ ผู้พิพากษาคาอูลยังไม่ได้คำนึงถึงประเด็น ที่รัฐบาลไทยในอนาคตอาจยอมรับเขตอำนาจของศาลไอซีซี ตามมาตรา 12.3 ของสนธิสัญญาดังกล่าว และยังไม่ได้พิจารณาถึงประเด็นเรื่องสิทธิของคณะมนตรีความมั่นคง ในการเข้าพิจารณาคดีนี้ตามมาตรา 13 (บี) ของสนธิสัญญา ตามมาตรา 36 (3) ของสนธิสัญญากรุงโรม ผู้พิพากษาจะได้รับเลือกจากบรรดาบุคคลที่มีจริยธรรมสูง มีความเป็นกลาง และมีศักดิ์ศรี โดยมีคุณสมบัติตามที่ระบุในกฎหมายของแต่ละประเทศ ที่เขามีสัญชาติในการที่จะเป็นผู้พิพากษาในศาลสูงสุดของประเทศนั้นๆ” นอกจากนี้ มาตรา 40 (2) ของสนธิสัญญากรุงโรมได้ระบุไว้ว่า “ผู้พิพากษาจะต้องไม่มีส่วนในกิจกรรม ซึ่งอาจจะเป็นการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม หรืออาจกระทบต่อความเชื่อมั่นในความเป็นอิสระ” กฎข้อ 34 (1) (ดี) ของกฎของไอซีซีว่าด้วยกระบวนวิธีพิจารณาและพยานหลักฐาน ได้ระบุสาเหตุของการคัดค้านคุณสมบัติผู้พิพากษาไว้ดังนี้ “ห้ามผู้พิพากษาแสดงความคิดเห็นผ่านช่องทางสื่อมวลชน โดยการเขียน หรือการแสดงออกในที่สาธารณะในลักษณะที่อาจกระทบต่อความเป็นกลาง” ประเด็นนี้สอดคล้องกับมาตรา 41 (2) ของสนธิสัญญา ซึ่งกำหนดว่า “ผู้พิพากษา” จะต้องไม่มีส่วนร่วมในคดีที่มีข้อสงสัยในเรื่องความเป็นกลาง” ความเป็นกลางและความเป็นอิสระของตุลาการเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ตามมาตรา 6 ของสนธิสัญญาแห่งยุโรปว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ซึ่งมีผลต่อกระบวนการพิจารณาคดีของศาลไอซีซี ในคดีที่เป็นบรรทัดฐานระหว่าง Hauschildt V. Denmark ซึ่งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหภาพยุโรป (ECHR) ได้วินิจฉัยว่า “การพิจารณาเรื่องความเป็นกลางตามวัตถุประสงค์ของมาตรา 6 วรรค 1 จะต้องคำนึงถึงการตรวจสอบทางความคิดเห็น (Subjective Test) ซึ่งหมายถึง พื้นฐานความเชื่อของบุคคลที่มีต่อผู้พิพากษาคนใดคนหนึ่ง ในคดีใดคดีหนึ่งและยังต้องคำนึงถึงการตรวจสอบทางภาวะวิสัยด้วยว่า ผู้พิพากษาคนหนึ่งคนใดได้ดำเนินการใด ที่จะเป็นหลักประกันที่เพียงพอในเรื่องของความเป็นกลาง” “สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ คือ ความเชื่อมั่นซึ่งศาลในสังคมประชาธิปไตยจะต้องสร้างความเชื่อมั่นแก่สาธารณชน….. ด้วยเหตุนี้ในกรณีที่มีเหตุผลที่ควรเชื่อที่ทำให้มีความวิตกว่า ผู้พิพากษาคนหนึ่งคนใดขาดความเป็นกลาง สิ่งที่ต้องใช้ในการตัดสินคือ เหตุแห่งความวิตกนั้นสามารถมีหลักฐานยืนยันได้หรือไม่” ด้วยเหตุนี้ ในรัฐที่เป็นประชาธิปไตย หน้าที่ของศาลไม่เพียงแต่ต้องจัดให้มีความยุติธรรม แต่ต้องดำเนินการให้เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า ได้มีการให้ความยุติธรรมแล้วด้วย เมื่อคำนึงถึงคำให้สัมภาษณ์ของผู้พิพากษาคาอูล ซึ่งเป็นการด่วนสรุปความเห็นทางกฎหมาย หรือด่วนให้คำวินิจฉัยก่อนการสืบพยานในประเด็นเรื่องเขตอำนาจศาลนี้ จึงมีเหตุอันสมควรที่อาจจะทำให้เกิดข้อสงสัย ในเรื่องความเป็นกลางของผู้พิพากษารายนี้ได้ ดังนั้น ก่อนที่ผู้พิพากษาคาอูล จะมีโอกาสที่จะวินิจฉัยประเด็นเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนี้ จึงจำเป็นต้องมีการดำเนินการให้เขา “ไม่มีคุณสมบัติ” [ในการเป็นผู้พิพากษาในคดีนี้] ตามเงื่อนไขแห่งสนธิสัญญากรุงโรม อัยการของศาลไอซีซี มีอำนาจและหน้าที่ในการดำเนินการร้องขอให้มีการกำหนดว่า เขาไม่มีคุณสมบัติที่จะนั่งพิจารณาคดีนี้เมื่อมีพฤติกรรมต่างๆ ที่เข้าเงื่อนไขตามที่กำหนดไว้ในสนธิสัญญา เราจึงขอเรียกร้องให้ท่านอัยการใช้อำนาจ ในการร้องขอต่อศาลอาญาระหว่างประเทศในการกำหนด ให้ผู้พิพากษาคาอูลไม่มีคุณสมบัติที่จะนั่งพิจารณาพิพากษาในคดีนี้ นอกจากนี้ ตามกฎข้อ 34 (2) ของกฎว่าด้วย การพิจารณาคดีและพยานหลักฐานของไอซีซี เราขอร้องให้มีการส่งสำเนาคำร้องนี้ให้แก่ผู้พิพากษาคาอูลด้วย ขอแสดงความนับถือ โรเบิร์ต อาร์. อัมสเตอร์ดัม สำนักกฎหมายอัมสเตอร์ดัม แอนด์ เพรอฟ ศาสตราจารย์ ดัก แคสเซล จี. เจ. อเลกซานเดอร์ คนูป สำนักกฎหมายคนูป แอนด์ พาร์ทเนอร์ ทนายความของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ http://robertamsterdam.com/thai/?p=707 |
ข่าวสารเกี่ยวกับประเทศไทยที่คุณไม่อาจหาอ่านได้จากสื่อ
"ปกติการต่อสู้ทางการเมืองที่เกิดขึ้น จนมีการเปลี่ยนแปลงการเมืองครั้งสำคัญไปทั่วโลก ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เกิดจากการต่อสู้ทางอุดมการณ์และการไม่ได้รับความยุติธรรมทั้งสิ้น ความไม่ยุติธรรมนี่แหละ เป็นเหตุแห่งการที่ประชาชนต้องมารวมตัวกันต่อสู้ เพื่อให้ความยุติธรรมกลับมาสู่สังคมของเขา"
ทักษิณ ชินวัตร
1 พ.ย. 51