ที่มา thaifreenews
โดย blablabla
ใช้มารยา เกี่ยวก้อย แล้วสอยเพื่อน
หวังบิดเบือน ด้วยเล่ห์ สุดเฉไฉ
มันสั่งปราบ สั่งล่า ฆ่าคนไทย
ยังเส้นใหญ่ หยิ่งผยอง ลำพองตน....
หลอกสาวก ให้เฮฮา ประสาโง่
แล้วอวดโอ้ ว่าเก่งกาจ ฉลาดล้น
เอาคำพูด จูงจมูก ผูกเวียนวน
ให้เรียกคน หรือควาย ช่วยบอกที....
เอาความดี ใส่ตัว ชั่วให้เพื่อน
พูดเลอะเลือน ตอแหล แส่โน่นนี่
ใช้เล่ห์เหลี่ยม สับปลับ แสนอัปรีย์
หวังย่ำยี คู่แข่ง แล้วแย่งไป....
หลงอำนาจ วาสนา จนหน้ามืด
ลมกำพืด แสนเลว สุดเหลวไหล
เคยสำรอก วาจา ว่าอย่างไร
จำไม่ได้ ซะงั้น เพราะมันเลว....
แล้วแก้กฎ กติกา อย่างหน้าด้าน
ทำงุ่นง่าน งุ๊งงิ๊ง จนดิ่งเหว
เพราะคำพูด สุดจัญไร ดั่งไฟเปลว
จึงแหลกเหลว นิติบัญญัติ ขัดคุณธรรม....
ยามเมื่อนักการเมือง เรืองอำนาจ
ความอุบาทว์ หลอนหลอก คอยตอกย้ำ
คงเหลือแต่ ประชาชน ทนรับกรรม
ที่พวกระยำ ก่อไว้ ให้พวกเรา....
๓ บลา / สวัสดีวันมาฆบูชาครับ
http://3blabla.blogspot.com
วันศุกร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Friday, February 18, 2011
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 18/02/54
กรุงเทพฯ: ศูนย์กลางความขัดแย้ง
ที่มา ประชาไท
นักปรัชญาชายขอบ
กรุงเทพฯ ไม่ได้เป็นเพียงศูนย์กลางอำนาจรัฐ แต่กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางของอำนาจทุกอย่าง ทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ฯลฯ โดยที่อำนาจทั้งหมดนั้นมีลักษณะรวมศูนย์อยู่ที่ “เสียง”
ไม่ได้หมายความว่ากรุงเทพฯ คือ “เสียงส่วนใหญ่” หรือเป็นตัวแทนของเสียงส่วนใหญ่ของคนในประเทศนะครับ แต่กรุงเทพฯ คือ “เสียงที่ดังกว่า” แต่เสียงที่ดังกว่าก็ไม่ได้หมายความอีกนั่นแหละว่าเป็นเสียงที่มีเหตุผลดีกว่า เที่ยงตรงกว่า ชอบธรรมมากกว่า เพียงแต่ว่าเป็นเสียงที่มีโอกาสส่งผ่านหรือสะท้อนผ่านสื่อต่างๆ มากกว่า แล้วก็มีวัฒนธรรมของการขยันแข่งกัน “ส่งเสียง” อยู่ตลอดเวลา
เสียงที่ดังกว่าดังกล่าวมันมีฐานอำนาจรัฐ อำนาจทุน อำนาจจารีต อำนาจทางศีลธรรม การศึกษา อำนาจในฐานะเจ้าของสื่อ ความได้เปรียบในการเข้าถึงสื่อ ฯลฯ รองรับอยู่อย่างหนาแน่น
แต่ระยะเวลากว่า 5 ปี มานี้ เสียงของคนต่างจังหวัด คนชนบท คนสามจังหวัดภาคใต้ คนตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา คนชั้นล่าง คนกลุ่มน้อย คนชายขอบของสังคม การเมือง เศรษฐกิจ คนชายขอบของคนชั้นกลางในเมืองและของสื่อ เริ่มดังแทรกขึ้นมามากขึ้นๆ ในสื่อทีวีดาวเทียม เคเบิลทีวี สื่อออนไลน์ ฯลฯ
ในขณะที่สื่อฟรีทีวี หนังสือพิมพ์ นิตยสารยักษ์ใหญ่ในประเทศยังเป็นกระบอกเสียงของ “เสียงที่ดังกว่า” อย่างคงเส้นคงวา!
เสียงที่ดังแทรกขึ้นเรื่อยๆ นั้นกำลังตะโกนบอกว่า เสียงที่ดังกว่าของกรุงเทพฯ คือ “เสียงแห่งความขัดแย้ง” พวกคุณคือ “ศูนย์กลางของความขัดแย้ง” เพราะมันคือเสียงแห่งคำพิพากษาตัดสินทุกเรื่องต่อเพื่อนมนุษย์และบรรทัดฐานทางสังคม-การเมืองทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ เช่น โง่-ฉลาด ถูก-ผิด ดี-ชั่ว รัก-ไม่รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เอา-ไม่เอารัฐบาลที่ประชาชนส่วนใหญ่เลือกมาแล้ว แก้-ไม่แก้รัฐธรรมนูญ เอา-ไม่เอา “การเลือกตั้ง” กระทั่งเอา-ไม่เอาสงครามกับประเทศเพื่อนบ้าน ฯลฯ

แฟ้มภาพประชาไท
แต่ “เสียงที่ดังกว่า” หาได้เข้าใจว่าพวกเขาคือศูนย์กลางของความขัดแย้งไม่ พวกเขายังดันทุรังว่า พวกเขาคือผู้ทรงภูมิปัญญา ทรงศีลธรรม ทรงไว้ซึ่งความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ มีหน้าที่ช่วยให้เพื่อนร่วมชาติหายโง่ตลอดไป
ประชาชนส่วนใหญ่ที่เลือกรัฐบาลที่มีนโยบายที่พวกเขาเห็นว่าเป็นประโยชน์ ต้องสูญเสียโอกาสที่จะขับเคลื่อนให้รัฐบาลที่พวกเขาเลือกให้ทำประโยชน์แก่พวกเขามากขึ้นๆ วิถีชีวิตของผู้คนตามแนวชายแดนขาดอิสรภาพที่จะดูแลตนเอง ไม่มีอำนาจที่จะไม่เอาสงคราม
เสียงที่ดังกว่า (แม้ว่าเป็นเสียงส่วนน้อย) บอกไม่เอารัฐบาลที่ประชาชนเลือก หรือบอกว่าไม่ต้องเลือกตั้ง หรือบอกว่าต้องรบกับเพื่อนบ้าน ดูเหมือนว่ามันง่ายกว่าที่ฝ่ายผู้ใช้อำนาจรัฐหรือกลไกอำนาจรัฐต้องทำตาม แต่เสียงของประชาชนส่วนใหญ่ที่ออกมาขอการเลือกตั้ง บอกว่าไม่เอาสงคราม ดูเหมือนว่า “ผู้ใช้อำนาจ” (ไม่ใช่เจ้าของอำนาจ) ไม่เคยได้ยิน
แต่ “ผู้ใช้อำนาจ” ไม่ได้ยินเสียงของคนส่วนใหญ่ ยังพอเข้าใจได้ว่านั่นเป็นอาการ “บ้าอำนาจระยะสุดท้าย” แต่สื่อฟรีทีวี หนังสือพิมพ์ นิตยสารยักษ์ใหญ่ ที่ไม่ได้ยินแถมยังทำตัวเป็นหางเครื่องของพวกบ้าอำนาจระยะสุดท้ายนี่สิ เป็นพฤติกรรมที่ยากจะเข้าใจได้จริงๆ!
เห็นไหมครับ “เสียงที่ดังกว่า” (เช่น หมอประเวศ วะสี) บอกว่าต้องทำ “แผนที่คน” ต้องยกย่องความรู้ในตัวคนมากกว่าความรู้ในตำรา การยกย่องความรู้ในตัวคนจะทำให้ทุกคนมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมและเคารพกันและกันมากขึ้น
อ้าว! แล้วทำไมคุณมองไม่เห็นว่า “ประชาธิปไตย” ก็มีอยู่ “ในตัวคน” ทีเสื้อเหลืองมาชุมนุมไล่รัฐบาลที่ประชาชนส่วนใหญ่เลือกคุณยกย่องว่านั่นเป็นปรากฏการณ์ “มหาวิทยาลัยมัฆวาน” เป็นมหาวิทยาลัยที่สอนประชาธิปไตยภาคประชาชนแก่สังคมที่ดีที่สุด
แต่ทีคนเสื้อแดงมาชุมนุมไล่อำมาตย์ ไม่เอาอำนาจเผด็จการจารีต คุณกลับบอกว่ามาเพราะจน ถูกหลอกมา ถูกซื้อ ถูกจ้าง ฯลฯ แล้วคุณก็อาสามาปฏิรูปประเทศเพื่อแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรม แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำให้พวกเขา (จะได้ไม่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย?)
แต่จะแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรม แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำให้พวกเขาได้อย่างไรครับ ในเมื่อคุณไม่เคยสนทนาปราศรัยกับพวกเขาในฐานะมนุษย์ที่เท่าเทียมเลย คุณมองพวกเขาในฐานะเป็นคนเหมือนคุณไหม เห็นประชาธิปไตยในคนอย่างพวกเขาไหม แล้วเหตุใดจนป่านนี้คุณไม่เคยวิพากษ์ฝ่ายที่ก่อตั้ง “มหาวิทยาลัยมัฆวาน” เลย
พูดก็พูดเถอะ เสียงที่ดังกว่าบางส่วนก็ไม่ใช่ฝ่ายอนุรักษ์นิยม เคยยกย่องประชาธิปไตยชุมชน เรียกร้องให้ประชาชนมีอิสระในการปกครองตนเอง แต่ดันบอกว่าการเลือกตั้งไม่ใช่ทางแก้ปัญหา ไม่วิจารณ์พวกเดียวกันที่กดดันให้รัฐบาลรบกับเพื่อนบ้าน ไม่เรียกร้องให้รัฐฟังเสียงของชาวบ้านที่เดือดร้อนตามแนวชาวแดนที่ตะโกนจนเสียงแหบแห้งอ่อนระโหยว่า “ไม่เอาสงคราม!!!”
เห็นไหมครับ “เสียงที่ดังกว่า” ของกรุงเทพฯ ไม่ว่าเสียงของราษฎรอาวุโส สื่อกระแสหลัก นักวิชาการดารา ม็อบผูกขาดความรักชาติ ผูกขาดความสูงส่งทางปัญญาและศีลธรรม เอาเข้าจริงพวกเขาก็ได้แต่เทศนา และพิพากษาตัดสินประชาชนส่วนใหญ่ พวกเขาไม่เคยสัมผัสปัญหาจริงๆ ไม่รู้สึกรู้สาต่อความเดือดร้อนของชาวบ้านจริงๆ ความสามารถจริงๆ ที่พวกเขามีคือ ความสามารถสร้างเงื่อนไขความขัดแย้งแตกแยกที่ไม่มีวันสิ้นสุด!
ปากก็ว่าประชาธิปไตยต้องมีจริยธรรม ประชาชนต้องมีศักดิ์ศรี ต้องมีอิสระปกครองตนเอง แต่มองไม่เห็น “ประชาธิปไตยในตัวคน” ไม่เคารพเจตจำนงของประชาชนที่ต้องการการเลือกตั้งและประชาธิปไตย และไม่ได้ยินเสียงเรียกร้องของประชาชนที่เดือดร้อนตามแนวชายแดนที่ปฏิเสธสงคราม
เสียงที่ดังกว่าของกรุงเทพฯ จึงเป็นมาเฟียประชาธิปไตย เป็นศูนย์กลางของความขัดแย้ง และสร้างเงื่อนไขความเดือดร้อนแก่ประชาชนทุกภูมิภาค!
คลิปวีดีโอ:“สันติภาพไร้พรมแดน หยุดสงครามไทย-กัมพูชา”
ที่มา ประชาไท
16 ก.พ.54 เวลา 17.00 น. ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ถนนราชดำเนิน กลุ่มนักศึกษาและนักกิจกรรมทางสังคม ร่วมกันจัดงานดนตรี “สันติภาพไร้พรมแดน หยุดสงครามไทย-กัมพูชา” โดยกลุ่มดังกล่าวประกอบไปด้วย กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย, กลุ่มประชาคมจุฬาฯ เพื่อประชาชน, กลุ่มสลึง มหาวิทยาลัยมหิดล, ชมรมอนุรักษ์ฯ มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าพระนครเหนือ, กลุ่มประกายไฟ, กลุ่ม FAN (Friend for Activist Network), สถาบันต้นกล้า, กลุ่มรองเท้าแตะและกลุ่มไม่เอาสงคราม ต้องการสันติภาพ
กิจกรรมมีการจัดแสดงภาพถ่ายผลกระทบจากการสู้รบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา และการรณรงค์ยุติสงคราม มีการแสดงดนตรี ขับร้องเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับสงครามและสันติภาพ สลับกับการพูดคุย การอ่านบทกวี และการแสดงละครโดยกลุ่มประกายไฟการละคร
ที่นี่ความจริงจาก3อาจารย์สาว:อียิปต์โมเดล
ที่มา Thai E-News
ที่นี่ความจริงกับ3อาจารย์นักวิชาการสาว:อียิปต์โมเดล ช่วง1
อียิปต์โมเดล: คนเสื้อแดงมองดูพี่น้องพี่น้องอียิปต์เป็นตัวอย่างด้วยความชื่นชม...ประชาชน เข้าร่วมอย่างเป็นเอกภาพ สหภาพแรงงานร่วมเรียกร้องประชาธิปไตยเต็มตัว ขณะแนวรบบนอินเทอร์เนตเชื่อมโยงทั้งประเด็นการต่อสู้และจังหวะก้าวต่อสู้ อย่างมีประสิทธิภาพ...
3อาจารย์นักวิขาการสาว อ.ตุ้ม-อ.จา-อ.หวาน ชวนพี่น้องประชาชนเร่งพัฒนาตนเอง เพิ่มช่องทางการติดต่อสื่อสาร นอกจากทีวีดาวเทียม ต้องใช้เครือข่ายบนเน็ต Facebook และ Twitter ให้เป็น
ช่วง2
ช่วง3
ช่วง4
สันติประชาธรรมเชิญลงชื่อเรียกร้องสันติภาพไทย-กัมพูชา แดงยุโรปจัดงานหมั้นหนุ่มไทย+สาวขแมร์
ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
18 กุมภาพันธ์ 2554
ขอเชิญชวนทุกท่านที่รักสันติภาพ และต้องการให้ใช้แนวสันติวิธีแก้ปัญหาชายแดนไทย-เขมร ร่วมลงชื่อในแถลงการณ์ที่นำเสนอโดยกลุ่มสันติประชาธรรมที่ http://www.petitiononline.com/sc2011/petition-sign.html
The Santi-prachatham Announcement on Peace not War between Thailand and Cambodia
5 February 2011
The Santi-prachatham group, consisting of professors, academics, and members of the public, who have a strong commitment to democracy and peace for Southeast Asia and the ASEAN Community, urgently request all parties involved to bear in mind the following considerations.
1. We urge the armed forces on both sides immediately to exercise patience and restraint, to preserve the lives and property of the people and the armed forces on both sides.
2. We urge the mutual withdrawal of armed forces from disputed areas as quickly as possible, in order to diminish tension and confrontations between those responsible for both countries' border security.
3. We urge both sides to cease the movement of armed forces into other areas under dispute, in order to prevent the spread of clashes elsewhere along the border.
4. We urge that the border disputes, especially those related to the Preah Vihear and its surroundings, be solved by bilateral negotiations, through the Joint Boundary Commission set up by the terms of the MOU of June 14, 2000.
5. We urge all sides to stand firm on the principle of ahimsa: non-violence, and to stop using the border problem for domestic and international political purposes, since this path will increasingly lead to a war that will be difficult to bring to an end.
แถลงการณ์สันติประชาธรรม
5 กุมภาพันธ์ 2554
จากสถานการณ์การสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านจังหวัดศรีสะเกษ บริเวณปราสาทพระวิหารและพื้นที่ใกล้เคียง จนก่อให้เกิดความสูญเสียทางทหารและพลเรือนตามแนวชายแดนของทั้งสองฝ่ายเมื่อ วันที่ 4-5 กุมภาพันธ์ 2554 ที่ผ่านมานั้น
ทางกลุ่มสันติประชาธรรม ซึ่งเป็นกลุ่มคณาจารย์ นักวิชาการ และบุคคลทั่วไป ผู้มีความปรารถนาดีต่อประเทศชาติและสันติสุขของภูมิภาคอุษาคเนย์และอาเซียน ใคร่ขอวิงวอนให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้พิจารณาข้อเสนอดังต่อไปนี้
1. ขอให้กองกำลังของทั้งสองประเทศใช้ขันติธรรม และความอดกลั้น ยุติการสู้รบโดยทันที ทั้งนี้เพื่อรักษาไว้ซึ่งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและกองทัพตามชายแดนของ ทั้งสองฝ่าย
2. ขอให้ถอนกำลังทหารของทั้งสองฝ่ายออกจากพื้นที่พิพาทอย่างเร่งด่วน เพื่อลดการเผชิญหน้าทางทหารตามชายแดนระหว่างกัน
3. ขอให้ยุติเคลื่อนกำลังทหารเข้าไปยังจุดพิพาทอื่นๆ ที่ยังคงเป็นปัญหากันอยู่ เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะมิให้ขยายตัวออกไปยังจุดอื่นๆตามแนวชายแดน
4. ขอให้เร่งรัดการแก้ไขปัญหาพิพาทเรื่องเขตแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่พิพาทบริเวณปราสาทพระวิหาร โดยผ่านกลไกการเจรจาทวิภาคีซึ่งมีอยู่แล้ว อันได้แก่คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมซึ่งได้จัดตั้งตามบันทึกความเข้าใจแห่งราช อาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ลงวันที่ 14 มิถุนายน 2543
5. ขอให้ทุกฝ่ายยึดมั่นในหลักการแห่งอหิงสา ยุติการนำประเด็นความขัดแย้งเรื่องเขตแดนมาแสวงหาประโยชน์ทางการเมือง ไม่ว่าการเมืองภายในประเทศ หรือการเมืองระหว่างประเทศ อันจะทำให้ปัญหาบานปลายกลายเป็นชนวนสงครามที่ยากจะหาทางยุติลงได้
Sincerely,
ขอเชิญร่วมลงชื่อ http://www.petitiononline.com/sc2011/petition-sign.html
เสื้อแดงยุโรปจัดงานหมั้นหนุ่มไทย+สาวขแมร์ ชุมนุมMake love ,not war

27 กุมภาพันธ์ นปช.เสื้อแดงไทยอียูจัดชุมนุมพิเศษต่อต้านสงครามและส่งเสริมมิตรภาพไทย-กัมพูชา พิธีหมั้นหนุ่มไทย+สาวขแมร์ กลางกรุงปารีส พลิกแนวรบให้พบสันติด้วยความรัก ระหว่างประชาชนสองแผ่นดินไทย-กัมพูชา รัฐบาลโง่เขลาเร้าเพลงรบ แต่ประชาชนสองฟากฝั่งชายแดนไม่เคยต้องการสภาวะสงคราม
พวกเราต้องการสันติภาพและความรัก การยอมรับกันและกัน
The United Front for Democracy Against Dictatorship Thai of Europe (UDD Thai of Eu)
แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งสหภาพยุโรป หรือ นปช.เสื้อแดงไทยในอียู ส่งเสริมสนับสนุนสันติภาพประชาชนด้วยงานชุมนุม และพิธีหมั้นหมายระหว่างหนุ่มเสื้อแดงไทยในยุโรปกับ สาวชาวกัมพูชาในวันที่ 27 Feb 2011 งานเริ่ม 14.oo -17.00 น.
ฉะนั้นจึงขอเชิญมิตรแดงทุกท่านมาร่วมชุมนุมและแสดงพลังสันติด้วยความยินดี คนเสื้อแดงฝ่ายปารีสเป็นเจ้าภาพฝ่ายชาย และเยอรมันเป็นเจ้าภาพฝ่ายเจ้าสาว
สถานที่นัดชุมนุม me'troสาย2 Alexandre Dumas, 177Rue de ChaRonne Paris สอบถามรายละเอียด
ติดต่อ 0033 667 099 103 และ 0033 611 902 708
นิติธรรมร่ำไห้ แม้ศาลอุทธรณ์ชี้ขาดไม่มีโทษติดตัว แต่ไม่ให้ประกัน ไม่ปรานี คดีประหลาดดา ตอร์ปิโด
ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
17 กุมภาพันธ์ 2554
นายประเวศ ประภานุกูล ทนายความของดา ตอร์ปิโด-น.ส.ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล เปิดเผยว่า วันนี้พี่ชายดา ตอร์ปิโด(นายกิตติชัย ชาญเชิงศิลปกุล)ได้ไปยื่นคำร้องขอประกันตัวดา โดยใช้หลักประกันเป็นเงินสด 1,000,000 บาท(จากการช่วยเหลือของผู้บริจาคที่เห็นแก่มนุษยธรรม)
นายกมล คำเพ็ญ ผู้พิพากษาศาลอาญามีคำสั่งว่า "พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ความผิดตามฟ้องมีอัตราโทษสูง ตามพฤติการณ์แห่งคดีและลักษณะการกระทำนำมาซึ่งความเสื่อมเสียสู่สถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เทิดทูนและเคารพสักการะ ประกอบกับศาลอาญาและศาลอุทธรณ์เคยมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวมาแล้วทุกครั้งโดยให้เหตุผลไว้ชัดแจ้ง ในชั้นนี้เห็นว่าหากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยอาจหลบหนี จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ยกคำร้อง แจ้งคำสั่งศาลให้จำเลยและผู้ขอประกันทราบ"
นายประเวศเปิดเผยว่า ผมจะอุทธรณ์คำสั่ง โดยมีเวลาอุทธรณ์ภายใน 1 เดือน
ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่9ก.พ.ศาลอุทธรณ์ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณณ์ที่พนักงานอัยการเป็นโจกย์ยื่นฟ้องน.ส.ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล ในข้อหาดูหมิ่นและหมิ่นประมาท องค์พระมหากษัตริย์ พระราชชินี หรือองค์รัชทายาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยในคดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำคุกจำเลยเป็นเวลา 18 ปี ต่อมาจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์ขอให้ศาลส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรมรนูญวินิจฉัย ว่าการที่่ศาลชั้นต้น สั่งพิจารณาคดีลับตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 177 โดยไม่รอการพิจารณาพิพากษาไว้ก่อน เมื่่อจำเลยขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ป.วิอาญา มาตรา 177 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่
ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่า การวินิจฉัยว่ากฎหมายใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญเป็นหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งกรณีที่ว่าป.วิอาญา มาตรา 177 ขัดหรือแย้งรัฐธรรมนูญหรือไม่ ก็ไม่เคยมีคำวินิจฉัยของรัฐธรรมนูญมาก่อน จึงมีคำสั่งให้ส่งศาลรัธรรมนูญวินิจฉัยกฎหมายดังกล่าว ส่วนที่ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลยนั้น ให้ยก โดยให้รอฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแล้วให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีใหม่แล้วแต่กรณี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาในคดีดังกล่าวนี้แล้ว ทำให้จำเลยไม่มีโทษจำคุกติดตัวในคดีนี้ ซึ่งหากจำเลยจะต้องการประกันตัวจะต้องยื่นหลักทรัพย์เพื่อประกันตัวใหม่ ส่วนจะได้รับการปล่อยตัวหรือไม่ในระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ต้องเป็นดุลยพินิจของศาลอาญา
"เมื่อศาลอุทธรณ์ตัดสินออกมาตามนี้แล้ว ก็ต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ซึ่งจะเป็น2ทาง ทางแรกหากตัดสินว่าขัดรัฐธรรมนูญก็ต้องไปเริ่มต้นนับหนึ่งที่ศาลชั้นต้นใหม่ ทางที่สองหากตีความว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญก็ต้องไปตัดสินคดีใหม่ อย่างไรก็ตามคุณดายังไม่ได้พ้นโทษ ต้องไปขอยื่นประกันตัวอีกที ต้องใช้หลักทรัพย์เป็นล้าน และยังไม่แน่ใจว่าจะได้ประกันหรือไม่ เนื่องจากเคยยื่นประกันไปหลายครั้งแล้ว ไม่เคยได้รับประกันเลย"นายประเวศ ประภานุกูล ทนายความของดา ตอปิโด กล่างแสดงความเห็นเมื่อวันที่9ก.พ. ซึ่งที่สุดก็เป็นไปตามคาดการณ์
********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง
-ทนายดา ตอร์ปิโด:คำพิพากษาที่สร้างความประหลาดใจ และคาดไม่ถึง
-กาหลิบ:เหตุประหลาดในคดีดา ตอร์ปิโด
-"ดร.คณิต"วิพากษ์"ความเชื่อถือในองค์กรยุติธรรมถึงจุดศูนย์" ไม่ใช่ ‘Double Standard’แต่ไม่มีมาตรฐาน
ศึกพันธมิตร - รบเขมร - ว่าที่นายกฯ - กรรมกรเดินเท้า - สมัชชาคนจนปักหลัก - สิบเทวดาก็ช่วยไม่ได้
ที่มา Thai E-News
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
17 กุมภาพันธ์ 2554
ศึกพันธมิตร - รบเขมร
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และกษิต ภิรมย์ หลังจากตอบแทนบุญคุณทหารด้วยงบกระสุนจริงกว่าหมื่นล้านบาท งบทหารร่วมสองแสนล้าน ยามนี้ต้องตอบแทนบุญคุณพันธมิตรคลั่งชาติ ด้วยการเปิดฉากสงครามเขาพระวิหารตามเสียงเรียกร้องของกลุ่มอันธพาลเอาแต่ใจ เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ดูเพิ่มเติม ไทยอีนิวส์
แต่ หัวหน้าแก๊งส์ผู้มีหมายเรียกหลายคดี สนธิ ลิ้มทองกุล ก็ยังหาพอใจไม่ พ่นน้ำลายใส่คนเนรคุณ จนลุกลามบานปลาย กลายเป็นสาวไส้ให้กากิน เป็นที่ขบขันของคนทั้งประเทศ
ทน ดูวีดีนี้ไม่ได้ไม่ว่ากัน ก็ได้แต่ดีใจที่คนตาสว่างกันมากขึ้น กระแสคลั่งชาติของแก๊งส์อันธพาลพันธมิตรจึงปลุกไม่ขึ้นกับประชาชนส่วนใหญ่ แต่แน่นอนมันส่งผลกับรัฐบาลอภิสิทธิ์อย่างแน่นอน ขนาดคนแค่หยิบมือ อภิสิทธิ์ยังไม่กล้าแตะแม้แต่น้อย

"ว่าที่นายกฯ" อภิปรายงบประมาณ
งานศึกซักฟอก มิ่งขวัญทำได้ดีเกินคาด จนมติชนพาดหัวข่าว " ลีลา ว่าที่นายกฯ"มิ่งขวัญ"อภิปรายงบประมาณ นุ่มๆ นิ่ม ๆ ง่ายๆ แต่"เนื้อหา"น่าตกใจ!!!"
ว่าที่นายกฯ อภิปรายงบประมาณ โดยใช้ สไลด์หลายสิบแผ่นที่เตรียมมาอย่างดี ไล่เลี่ยง ภาพรวมของงบประมาณปี 2554 ก่อนจะมาสรุปในประโยคเดียวว่า "ไม่เห็นด้วย"
มิ่งขวัญบอกว่า นี่คือมิติใหม่ของการอภิปราย ที่เน้นสไลด์มากกว่าภาพของผู้อภิปราย พร้อมห้ามกล้องจับภาพของตนเอง
ตอนหนึ่ง "เฮียมิ่ง" แนะนำผู้ชมว่า ขอให้ติดตามการอภิปรายของตน อย่างใจเป็นกลาง แล้วก็เปิดตัวเลข เปรียบเทียบ ให้ดูจะๆ ว่า26 นายกฯ 76 ปี สร้างหนี้ 8.7 แสนล้าน
นายกฯอภิสิทธิ์ 2 ปีเศษ ( คนเดียวโดดๆ) สร้างหนี้ 1.49 ล้านล้าน
มติชนรายงานว่า "ก่อนตบเข้าประเด็นว่า หนี้เฉลี่ยของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เทียบกับรัฐบาลทักษิณแล้ว มากกว่า 6.8 เท่า" ดูเพิ่มเติม ลีลา ว่าที่นายกฯ"มิ่งขวัญ"อภิปรายงบประมาณ นุ่มๆ นิ่ม ๆ ง่ายๆ แต่"เนื้อหา"น่าตกใจ!!!"

กรรมกรเดินเท้า
สำนักข่าว Voicelabour รายงานข่าวต่อเนื่องเกี่ยวกับ คนงานจาก 3 บริษัทเกือบ 2,000 คน เดินเท้าจากอำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2554 เพื่อมาประท้วงการละเมิดสิทธิแรงงานและการปิดงานไม่ยอมรับการเจรจาต่อรองกับ พนักงาน
โดยมาปักหลักประท้วงที่กระทรวงแรงงานตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ และในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ได้เดินเท้าตามถนนวิภาวดีไปสำนักงานส่งเสริมการลงทุน(BOI) เพื่อยื่นหนังสือให้มีการตรวจสอบกรณีบริษัทแม็กซิส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ที่ตั้งอยู่เลขที่ 300/1 ตำบลตาสิทธิ์ อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง ที่ผลิตยางรถยนต์ และได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากBOIเมื่อปี 2550
นายชัยรัตน์ บุษรา ประธานสหภาพแรงงานแม็กซิส ประเทศไทยกล่าวว่า ตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขการสนับสนุนการลงทุนของบริษัทข้ามชาติ เรื่องการขออนุญาตให้ใช้แรงงานข้ามชาติไร้ฝีมือในโครงการที่ได้รับการส่ง เสริมการลงทุน ซึงบริษัทได้กระทำผิดเงื่อนไขการลงทุนได้มีการนำแรงงานข้ามชาติเข้ามางานแบบเดียวกันกับคนงานไทย จึงต้องขอให้มีการตรวจสอบการปฏิบัติการนำแรงงานข้ามชาติมาทำงานอย่าไม่ถูกต้องของบริษัท ซึ่งขณะนี้กลายเป็นการใช้เป็นเครื่องมือในการต่อรองกับสหภาพแรงงานโดยการปิดงาน ไม่ยอมเจรจาจนเกิดการพิพาทแรงงานรวมถึงการยื่นข้อเรียกร้องต่อสหภาพแรงงาน เพื่อปรับสภาพการจ้างแรงงานไทยใหม่

สมัชชาคนจนปักหลัก ติดตามความคืบหน้าแก้ไขปัญหา
ประชาไทรายงาน 16 ก.พ.54 ว่า กลุ่มชาวบ้านกว่า 5,000 คน จาก “ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม” ซึ่งประกอบด้วย เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย (คปท.), เครือข่ายสลัม 4 ภาค, สมัชชาคนจน (กลุ่มเขื่อนปากมูล), และเครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง (คปสม.) ได้เดินทางจากจังหวัดต่างๆ เพื่อทวงถามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหา ที่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า และมีกำหนดปักหลักชุมนุมยืดเยื้อ จนกว่าปัญหาจะได้รับการแก้ไข

ทั้งนี้สมัชชาคนจนมีข้อเรียกร้องดังนี้
ขบวนการ ประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ได้ยื่นข้อเสนอการแก้ไขปัญหาต่อรัฐบาลแล้วตั้งแต่ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2554 ที่ผ่านมา ณ รัฐสภา รวมทั้งสิ้น 7 กลุ่มปัญหาหลัก ดังนี้
- ปัญหา ด้านนโยบายที่ไม่สำเร็จลุล่วง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายโฉนดชุมชน ที่หน่วยงานราชการ 5 กระทรวงหลักรวมทั้งกรุงเทพมหานคร ที่ไม่ยอมอนุญาตให้ใช้พื้นที่ทำโฉนดชุมชน
- ปัญหา คดีความคนจน ที่ทั้งหมดอยู่ในกระบวนการพิจารณา แก้ไขปัญหาและเยียวยาจากรัฐบาล ซึ่งการดำเนินคดีอย่างต่อเนื่องกับผู้ถูกคดี ย่อมส่งผลกระทบต่อกระบวนการแก้ไขปัญหาและไม่เกิดประโยชน์กับสาธารณะ เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของคนจน
- ปัญหาที่ดินชุมชนทับซ้อนกับที่รัฐ
- ปัญหาที่อยู่อาศัยและสาธารณูปโภค
- ปัญหาผลกระทบจากเหมืองแร่ โรงไฟฟ้า และโรงโม่หิน
- ปัญหาสัญชาติและชาติพันธุ์
- ปัญหาผลกระทบจากการสร้างเขื่อน
โดย มีกรณีเร่งด่วนตามข้อเรียกร้องทั้งหมด 31 กรณีปัญหา ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องทำให้เกิดความชัดเจนและเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะกรณีชาวบ้านชุมชนบ่อแก้ว อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ ที่กำลังจะถูกขับไล่ออกจากพื้นที่ และกรณีเหมืองแคดเมี่ยม อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ที่ชาวบ้านต้องเสียชีวิตมากว่า 30 คน จำนวนมากจากมลพิษของการทำเหมืองดังกล่าว
ปัญหาเหล่านี้ รัฐบาลยังไม่ดำเนินการช่วยเหลือชาวบ้านอย่างใดเลย ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรมมีความเห็นว่า แนวทางที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ นายกรัฐมนตรีจะต้องเร่งเปิดการเจรจากับตัวแทน ขปส. อย่างเป็นทางการ โดยเร็ว
ด้วยความรักและสมานฉันท์ในหมู่พี่น้องคนจน
ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม
16 กุมภาพันธ์ 2554

*********************ศึกหนักรุมเร้ามากมายขนาดนี้อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังสามารถยิ้มระรืนหน้าตาย ไม่ธรรมดาจริงๆ ในความด้านทน แม้ความเก่าจะไม่เท่าฮุนเซน แต่ความเก๋าและหน้าด้านหน้าทน เพราะมั่นใจในบารมีคนหนุนหลัง อภิสิทธิ์ฝ่าฟันมาได้กว่า 2 ปี เช่นนี้ ต้องยอมรับว่าไม่ธรรมดา . . เทียบกับรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีหน้าบางในประเทศอื่นที่เจอแค่โดนข้อหาโกงเงินไม่กี่ล้านบาทก็พากันลาออกไปนานแล้ว (ไม่ต้องเจอกับฉายา 91 ศพ และถูกประจานศาลโลก) . . สงสัยถ้าอภิสิทธิ์ เปิดคอร์ส "ใจต้องด้านพอ" คงมีนักการเมืองประเทศเผด็จการน้องใหม่ มาขอเข้าร่วมอบรมกันตรึม"
"เรื่องเล่า" จากแวดวงราชสำนัก: ทำไม ในหลวง ไม่ได้ทรงพระราชทานอภัยโทษ จำเลยคดีสวรรคต
ที่มา Thai E-News
ธรณีนี่นี้เป็นพยาน. . เราบ่ผิดท่านมล้าง ดาบนี้คืนสนอง : 56 ปี การประหารชีวิตจำเลยคดีสวรรคต 17 กุมภาพันธ์ 2498 - 2554
โดย ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ที่มา เฟซบุ๊ค สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
เมื่อ 6 ปีก่อน ในระหว่างที่ผมเขียนบทความเรื่อง "50 ปี การประหารชีวิต 17 กุมภาพันธ์ 2498" (ดาวน์โหลด pdf บทความนี้ได้ที่นี่่ http://www.enlightened-jurists.com/page/136 ) ประเด็นหนึ่งที่ทำให้ผมรู้สึกโกรธมาก คือ การที่หนังสือ The Revolutionary King (2001) ที่เขียนโดย วิลเลียม สตีเวนสัน (William Stevenson) ได้ให้ข้อมูลที่ผิดบางอย่างเกี่ยวกับการประหารชีวิตจำเลยคดีสวรรคตในหลวงอานันท์

ดังที่หลายคนอาจจะทราบแล้ว สตีเวนสัน คือผู้เขียนหนังสือ A Man Called Intrepid ซึ่งในหลวงทรงแปลเป็นภาษาไทยในชื่อ "นายอินทร ผู้ปิดทองหลังพระ" ในการค้นคว้าเพื่อเขียน The Revolutionary King สตีเวนสัน ได้รับพระบรมราชานุญาตให้มาใช้ชีวิตในประเทศไทยในแวดวงราชสำนัก ได้สัมภาษณ์สนทนากับทั้งในหลวง พระราชินี พระเทพ พระราชชนนี ข้าราชบริพารในพระองค์และผู้ใกล้ชิดราชสำนักจำนวนมาก น่าเสียดายที่หนังสือของสตีเวนสัน ไม่มีเชิงอรรถอ้างอิงที่แน่นอน ทำให้เราไม่สามารถบอกได้ว่า ข้อมูลใดในหนังสือของเขา เอามาจากใครบ้าง อย่างไรก็ตาม คงไม่เป็นการเกินเลยไปที่จะคิดว่า ข้อมูลที่เกี่ยวกับราชสำนักส่วนใหญ่ในหนังสือของเขา เอามาจากการเล่าของคนในแวดวงราชสำนักเอง
ในหน้า 111 ของ The Revolutionary King สตีเวนสัน เขียนในลักษณะที่ว่าในหลวงทรงตระหนักถึงความไม่ชอบมาพากลของการดำเนินคดีสวรรคตของรัฐบาลในขณะนั้นภายใต้การบงการของกลุ่มพิบูล-เผ่า รวมทั้งการพิพากษาให้ประหารชีวิตจำเลย สตีเวนสันอ้างว่า ในหลวงทรงกล่าวในภายหลัง (สตีเวนสันไม่ได้ระบุว่า เอาคำพูดของในหลวงตอนนี้มาจากที่ใด)
"กระบวนการอุทธรณ์คำตัดสินกำลังดำเนินการไป" ในหลวงทรงกล่าวในภายหลัง "ข้าพเจ้าไม่สามารถบ่อนทำลายฐานะของบรรดาผู้รักษาตัวบทกฎหมายของเราอย่างซื่อสัตย์ ด้วยการเข้าแทรกแซง จนกว่าฎีกาขออภัยโทษขั้นสุดท้ายมาถึงข้าพเจ้า"
['Fresh appeals against the sentences were in the works,' he said later. 'I couldn't undermine the position of honest upholders of our written laws by intervening until a final appeal for clemancy reached me.']
สตีเวนสันเล่าต่อไปว่า แต่เมื่อถึงเวลาที่จำเลยถูกตัดสินประหารชีวิตขั้นสุดท้าย และทำหนังสือขอพระราชทานอภัยโทษ เผ่าได้ดำเนินการประหารชีวิตจำเลยไปโดยปกปิดข่าว และด้วยการกักหนังสือฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษไว้ ไม่นำขึั้นทูลเกล้าฯถวาย ในหลวงไม่ทรงทราบข่าวการประหารชีวิตนั้นเลย จนกระทั่งเหตุการณ์ผ่านไปแล้ว และมีข่าวลือไปถึงพระองค์ (He had been told nothing about the executions. - The Revolutionary King หน้า 119) สตีเวนสันอ้างว่า ในหลวงทรงกริ้วอย่างยิ่ง (rage) . . .
ในหลวงทรงรีบกลับจากวังไกลกังวลเมื่อข่าวลือเรื่องการประหารชีวิตไปถึงพระองค์. พระองค์ได้ทรงปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยไม่ทรงเข้าแทรกแซงกับกระบวนการยุติธรรม, เพราะคิดว่าทรงได้รับหลักประกัน [จากรัฐบาล] เรื่องความเป็นอิสระและเข้มแข็งของศาลแล้ว. ในความกริ้วอย่างเงียบๆของพระองค์, พระองค์ได้ตระหนักว่าพระองค์ทรงอยู่ในฐานะไร้ซึ่งอำนาจเพียงใด. พระองค์ได้ทรงยืนยันไปก่อนหน้านั้นว่า ราษฎรทุกคนมีสิทธิที่จะถวายฎีกาขออภัยโทษถึงพระองค์โดยตรง. บัดนี้ ทรงพบว่าความพยายามที่จะถวายฎีกาถึงพระองค์ของครอบครัวแพะรับบาปทั้งสามถูกหยุดยั้่งโดยบรรดาข้าราชสำนักที่ถูกตำรวจของเผ่าดึงตัวไปเป็นพวก . . . บนโต๊ะทำงานของเผ่า หนังสือฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษของผู้ถูกประหารชีวิตทั้งสามถูกวางทิ้วไว้
[The King hurried back for Far-From-Worry when the rumours reached him. He had let the months passed without interfering with the due process of law, thinking he had won his demand for a strong and independent judiciary. In his silent rage, he saw how powerless he really was. He had insisted that every citizen had the right to petition him directly. Now he discovered that attempts to reach him by the scapegoats’ families had been stopped by courtiers subverted by Phao’s police. . . . . On Phao’s desk remained the last written appeals from the dead men for a king’s pardon.]
(ข้อความภาษาอังกฤษข้างต้นนี้ ผมได้อ้างไว้ในบทความ โดยไม่แปลอย่างจงใจ เพิ่งมาแปลในครั้งนี้)
ในบทความของผม ผมได้ยกข้อมูลชั้นต้นร่วมสมัยจำนวนมาก ทั้งรายงานการประชุมคณะรัฐมนตรีและรายงานข่าวหนังสือพิมพ์ มาแสดงให้เห็นว่า ในความเป็นจริงฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษของจำเลยทั้งสามได้รับการส่งผ่านจากคณะรัฐมนตรีไปถึงราชเลขาธิการและราชเลขาธิการได้นำขึ้นทูลเกล้าถวายตามกระบวนการ และต่อมา "ราชเลขาธิการแจ้ง [คณะรัฐมนตรี] มาว่า ความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว โปรดเกล้าฯให้ยกฎีกานี้" (คือไม่ทรงโปรดเกล้าฯให้อภัยโทษ) ในระหว่างที่ฎีกา ส่งถึงราชสำนักแล้ว แต่ยังไม่ทราบผล หนังสือพิมพ์สมัยนั้น รวมทั้ง สยามรัฐ ก็ได้รายงานข่าวอย่างแพร่หลาย มีหนังสือพิมพ์บางฉบับได้ไปสัมภาษณ์ ม.จ.นิกรเทวัญ เทวกุล ราชเลขาธิการ ด้วย ซึ่ง ม.จ.นิกรเทวัญ ทรงรับสั่งยืนยันว่า "ฎีกาของจำเลยทั้งสามคนนี้ได้นำขึ้นทูลเกล้าฯถวายมาหลายวันแล้ว" ผมยังได้ชี้ให้เห็นว่า ไม่มีทางเป็นไปได้ ที ม.จ.นิกรเทวัญ จะร่วมมือกับเผ่า กักหนังสือฎีกาไว้ไม่ทูลเกล้าถวาย เพราะ ม.จ.นิกรเทวัญ เป็นผู้ที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัย โปรดเกล้าฯให้เป็นราชเลขาธิการด้วยพระองค์เองให้อยู่ในตำแหน่งราชเลขาธิการตั้งแต่ปี 2493 จนถึงปี 2505 ซึ่งรวมเวลาที่ทรงโปรดเกล้าฯต่ออายุราชการให้ถึง 5 ครั้งจนครบตามระเบียบที่ต่ออายุราชการได้
ส่วนสาเหตุที่ทรง "โปรดเกล้าฯให้ยกฎีกา" ของ 3 จำเลยคืออะไร ผมไม่สามารถบอกได้แน่ชัด เพราะไม่มีหลักฐานยืนยัน
*******
กรุณาอ่านประกอบกับกระทู้นี้ https://www.facebook.com/photo.php?fbid=155497804503507&set=a.137616112958343.44289.100001298657012&theater

เย็นวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2498 เจ้าหน้าที่เรือนจำบางขวางได้ไปติดต่อกับภิกษุเนตร ปัญญาดีโพธิ์ เจ้าอาวาสวัดบางขวางที่อยู่ใกล้ๆกันว่าคืนนั้นขอนิมนต์ไปเทศน์ให้นักโทษที่จะถูกประหารชีวิตฟัง เวลาเดียวกันที่เรือนจำ ผู้บัญชาการ (ขุนนิยมบรรณสาร) เรียกประชุมพัศดี ผู้คุมและพนักงานเรือนจำทั้งหมด สั่งให้เตรียมพร้อมประจำหน้าที่ . . .
นักโทษ 3 คน ถูกนำตัวออกจากห้องขังมาทำการตีตรวนข้อเท้าตามระเบียบ ทั้ง 3 คน รู้ตัวทันทีว่ากำลังจะถูกประหารชีวิต . . .
นักโทษคนหนึ่งมีอาการปรกติ ขณะที่อีก 2 คนแสดงความตื่นตระหนก จนนักโทษคนแรกต้องหันไปดุว่า “กลัวอะไร เกิดมาตายหนเดียวเท่านั้น” นักโทษคนแรกยังพูดหยอกล้อกับผู้ตีตรวนได้
หลังตีตรวนเสร็จ ทั้งสามถูกนำไปพิมพ์ลายนิ้วมือและตรวจโรคทำบันทึกสุขภาพ แล้วถูกพาไปที่ห้องขังชั่วคราว (ปรกติเป็นห้องเยี่ยมญาติ) ขณะนั้นเวลาประมาณ 6 โมงเย็น ที่นั่นนอกจากมีผู้คุมเฝ้าดูอย่างใกล้ชิด เข้าประกบนักโทษคนต่อคนตลอดเวลาแล้ว ยังมีแพทย์คอยสังเกตและตรวจอาการเป็นระยะๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ป่วยเจ็บก่อนถูกประหาร มีเสื่อปูให้นอน แต่ไม่มีใครนอน ราว 19 นาฬิกา แพทย์ฉีดยาบำรุงหัวใจให้นักโทษคนแรก 1 เข็ม แต่เขายังสามารถพูดคุยกับผู้คุมได้ ขณะที่อีก 2 คน มีอาการ กอดอก ซึมเศร้า เวลา 22 นาฬิกา ผู้คุมเป็นพยานให้นักโทษทั้งสามเขียนพินัยกรรมหรือจดหมายฉบับสุดท้ายถึงญาติ . . . .
และกระทู้นี้ https://www.facebook.com/photo.php?fbid=155570287829592&set=a.137616112958343.44289.100001298657012&theater

ธรณีนี่นี้เป็นพยาน. . เราบ่ผิดท่านมล้าง ดาบนี้คืนสนอง : 56 ปี การประหารชีวิตจำเลยคดีสวรรคต 17 กุมภาพันธ์ 2498 - 2554
. . . . ประมาณตี 2 หัวหน้ากองธุรการเรือนจำอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้นักโทษทั้งสามฟัง ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเศษ นักโทษทั้งสามนั่งฟังโดยสงบเป็นปรกติ หลังจากนั้น ภิกษุเนตร (ซึ่งมาถึงตั้งแต่ตี 2) ได้เทศน์ให้นักโทษทั้งสามฟังใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง ระหว่างการเทศน์ นายเฉลียวมีอาการปรกติ ยังสามารถนำอาราธนาศีลได้ นายชิตนั่งสงบขณะที่นายบุศย์กระสับกระส่าย เมื่อเทศน์จบแล้ว ระหว่างที่ภิกษุเนตรกำลังจิบน้ำชาและพูดคุยกับนักโทษ นายบุศย์ซึ่งมีอาการโศกเศร้าที่สุดและหน้าตาหม่นหมองตลอดเวลา บอกกับภิกษุเนตรว่า “เรื่องของผมไม่เป็นความจริง ไม่ควรเลย” และพูดถึงแม่ที่ตายไปแล้วว่าเป็นห่วง ตายนานแล้วยังไม่ได้ทำศพ นายเฉลียวทำท่าจะสั่งเสียบางอย่างกับภิกษุเนตร “กระผมจะเรียนอะไรกับพระเดชพระคุณฝากไปสักอย่าง” แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไร พอดีกับ เผ่า ศรียานนท์ พร้อมด้วยบริวารเกือบ 10 คน เดินทางมาถึงและเข้ามานั่งในห้องที่เก้าอี้ด้านหลังภิกษุเนตร เผ่าอยู่ในชุดสูทสากลหูกระต่าย สวมหมวกแบเร่ต์สีแดง นายเฉลียวเห็นเข้าก็เอ่ยขึ้นว่า “อ้อ คุณเผ่า” หลังจากนี้ภิกษุเนตรก็กลับวัด . . . .
หลังพระเทศน์ นักโทษถูกนำกลับห้อง ทางเรือนจำจัดอาหารมื้อสุดท้ายให้ แต่ไม่มีใครกิน . . . .
เวลาประมาณ 4.20 น. นายเฉลียวถูกนำตัวเข้าสู่หลักประหารเป็นคนแรก โดยอยู่ในท่านั่งงอขา หันหลังให้ที่ตั้งปืนกลของเพชรฆาต ห่างจากปืนกลประมาณ 5 เมตร นักโทษถูกมัดเข้ากับหลักประหาร มือทั้งสองพนมถือดอกไม้ธูปเทียนไว้เหนือหัวมีผ้าขาวมัดไว้ และมีผ้าขาวผูกปิดตา ด้านหน้านักโทษเป็นกองดิน ด้านหลังเป็นฉากผ้าสีน้ำเงิน บังระหว่างนักโทษกับเพชรฆาต บนฉากผ้ามีวงกลมสีขาวเป็นเป้าสำหรับเพชรฆาต ซึ่งตรงกับบริเวณหัวใจของนักโทษ เมื่อได้เวลา เพชรฆาตประจำเรือนจำ นายเหรียญ เพิ่มกำลังเมือง ก็ยิงปืนกลรัวกระสุน 1 ชุด จำนวน 10 นัด เสร็จแล้วแพทย์เข้าไปตรวจดูนักโทษเพื่อยืนยันว่าเสียชีวิต
หลังการประหารนายเฉลียวประมาณ 20 นาที นายชิต ก็ถูกนำตัวมาประหารเป็นคนต่อไปในลักษณะเดียวกัน . . . .
หลังจากนั้นไปอีก 20 นาที ก็ถึงคราวของนายบุศย์ เขามีโรคประจำตัวเป็นลมบ่อย และเป็นลมอีกก่อนถูกนำเข้าหลักประหารเล็กน้อย ต้องช่วยให้คืนสติก่อน . . .
เพชรฆาตยิงนายบุศย์เสร็จ 1 ชุดแล้ว ตรวจพบว่านายบุศย์ยังมีลมหายใจ จึงยิงซ้ำอีก 2 ชุด โดยยิงรัว 1 ชุด แล้วตามด้วยการยิงทีละนัดจนหมดอีก 1 ชุด
ผลการยิงถึง 30 นัดนี้ทำให้เมื่อญาติทำศพ พบว่านายบุศย์เหลือเพียงร่างที่แหลกเหลว และมือขาดหายไป . . . .
นักศึกษาและนักกิจกรรมร่วมจัดดนตรีสันติภาพ ยุติศึกไทย-กัมพูชา
ที่มา ประชาไท














