ที่มา Thai E-News
คำขอโทษจากกลุ่มเส้นทางสีแดง-หลังจากกรณีเสื้อแดงขึ้นเวทีเสื้อเหลือง ตามมาด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทำนองไม่เห็นด้วยกว้างขวาง ล่าสุดกลุ่มเส้นทางสีแดงได้จัดทำคลิปขอโทษกรณีนี้ แต่ดูเหมือนยังต้องถกแถลงกันอีกต่อไป
โดย Red Path
ที่มา กระดานสนทนาInternet Freedom
ก่อนหน้านี้ผมได้พยายามชี้แจงสาเหตุที่ต้องขึ้นเวทีทักทายม็อบคนไทยหัวใจรักชาติ แต่ส่วนใหญ่เป็นการอธิบายให้กับพี่น้่องเสื้อแดงบนเวทีหรือทางสถานีวิทยุ แต่ไม่เคยอธิบายทางสื่ออินเทอร์เนท บ่ายวันนี้ได้รับคำถามสั้นๆจากเพื่อนเสื้อแดงที่ใช้ชื่อว่าคุณ "แดงชรา" ถามสั้นๆว่าวันนั้น (16 มค) ไปขึ้นเวทีเขาทำไม จึงขอเรียนชี้แจงให้พี่น้องเสื้อแดงได้ทราบดังนี้
ก่อนหน้าที่เส้นทางสีแดงจะเคลื่อนขบวนออกจากราชประสงค์ในวันที่ 16 มค. ก่อนหน้านั้น 1 อาทิตย์คือวันที่ 9 มค. เส้นทางสีแดงเคยเคลื่อนขบวนออกจากราชประสงค์เพื่อไปเยี่ยมเยียนพี่น้องเสื้อแดงย่านถนนสุขุมวิท รวมถึงแวะไป "ทักทาย" พี่น้องตำรวจที่หน้าบ้านนายอภิสิทธิ์ที่ถนนสุขุมวิท 31 ( ดูคลิป)
และได้ผ่านถนนพิษณุโลกบริเวณที่ม็อบคนไทยหัวใจรักชาติชุมนุมอยู่ในเวลาประมาณ 14.00 น. ซึ่งได้มีการถ่ายคลิปบรรยากาศไว้ คลิปดังกล่าวเป็นคลิปที่ผมได้นำลง youtube ปรากฏว่าได้รับความสนใจมาก เพียงแค่ 3 วันมีคนเข้าไปคลิกดูถึงกว่า 6,600 ครั้ง และทุกคอมเมนท์จะแสดงความประหลาดใจระคนชื่นชมความใจกว้างของคนทั้งสองสีเสื้อที่ไม่ได้ทะเลาะด่าทอกัน เป็นที่ประหลาดใจกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รักษาความปลอดภัยบริเวณนั้น (ไทยรัฐ ข่าวสด ฉบับ 10 มค.) (ดูคลิป http://www.youtube.com/watch?v=sHo_EEUAAXQ)
ความตั้งใจของผมในการเคลื่อนขบวนไปทักทายม็อบคนไทยหัวใจรักชาติในวันที่ 16 มค.คือตั้งใจที่จะไป "ทักทาย" หรือที่เพื่อนผมเรียกว่า "แหย่" กลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติอีกครั้ง เพื่อเก็บบรรยากาศที่น่าชื่นใจอีกครั้ง ผมโพสในเฟซบุ้คของผมในคืนก่อนออกเดินทางหนึ่งวันเท่านั้น
ในวันที่ 16 มค.ซึ่งเป็นวันที่เส้นทางสีแดงออกเดินทาง พวกเราเคลื่อนขบวนออกจากราชประสงค์ในเวลา 12.00 น.และจะไปสักการะอนุเสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่วงเวียนใหญ่ในเวลา 13.00 น. ผมบอกกับเสธดำซึ่งช่วงหลังมาทำกิจกรรมเส้นทางสีแดงในกรุงเทพกับผมว่าขอให้ใช้เส้นทางเดิม เราจะแวะไป "ทักทาย" ม็อบคนไทยหัวใจรักชาติอีกครั้ง
ขบวนเส้นทางสีแดงเคลื่อนขบวนไปถึงถนนพิษณุโลกบริเวณที่ม็อบตั้งอยู่ในเวลาประมาณ 12.30 น. ตามรายงานข่าวของตำรวจจราจรที่ผมอ่านพบในอินเทอร์เนทรายงานว่าขบวนเส้นทางสีแดงประกอบด้วยรถจักรยาน 30 คัน รถยนต์ 20 คัน รถกระบะ 3 คัน พวกเราต้องพบกับเรื่องไม่คาดคิดเนื่องจากพบว่าม็อบดังกล่าวได้นำรั้วเหล็กมาปิดถนนไมให้รถทุกชนิดผ่านตั้งแต่คืนที่ 15 มค. ปัญหาของเราคือว่าเราต้องเดินทางต่อไปเนื่องจากเรามีกำหนดทำกิจกรรมกับพี่น้องเสื้อแดงที่นครปฐมในเวลา 16.00 น. และหากไม่แก้ปัญหาพวกเราจะไม่สามารถเดินหน้าไปได้
พวกเราติดอยู่ตรงนั้น เดินหน้าก็ไม่ได้ถอยหลังก้ไม่ได้ ระหว่างนั้นได้มีคนที่อยู่ในม็อบค่อยๆเดินออกมาดูหลายคน ทุกคนใส่เสื้อม่อฮ่อม มีการ์ดเดินมาถามผมว่ามาทำไม ต้องการอะไร ผมบอกไปว่าพวกเราเป็นคณะปั่นจักรยานเส้นทางสีแดงจะไปวงเวียนใหญ่ จะแวะมาทักทายและขอผ่านทางไปวงเวียนใหญ่ ขอเปิดทางให้เราได้หรือไม่ การ์ดได้ขอให้ผมรอเนื่องจากการเปิดด่านไม่สามารถตัดสินใจได้จะไปตามแกนนำมาพบ ในระหว่างที่รอนั้น ผมเห็นพี่น้องที่มาร่วมกิจกรรมกับผมลงจากรถมาพูดคุยกับคนต่างสีที่อยู่ด้านใน หลายคนพูดคุยกันแบบมิตร แบบคนไทยด้วยกันที่กล่าวคำทักทายกัน นักข่าวและคนที่อยู่บริเวณนั้นหลายคนเริ่มเก็บภาพดังกล่าว สักครู่นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ก้ได้รีบเดินมาที่ด่าน พร้อมกับสื่อมวลชนที่วิ่งตามมาอีกกลุ่มใหญ่ และเมื่อทราบจุดประสงค์ของพวกเรา เขาบอกผ่านการ์ดของเขาว่าขอตัวแทนกลุ่ม 1 คนขึ้นไปกล่าวคำทักทายบนเวทีสั้นๆ จากนั้นแยกย้ายกัน
สถานการณ์ของผมขณะนั้นค่อนข้างยุ่งยากลำบากใจ เขาเชื้อเชิญเราเข้าไปด้วยดีเหมือนกับยื่นมือมาให้เราจับ และตามรรยาทของคนไทยหากผมจะปฏิเสธหรือเดินหนีจะทำให้เสื่อมเสียไปถึงพี่น้องเสื้อแดงด้วย คนเสื้อแดงไม่ใช่คนใจแคบและไม่ใช่คนขลาด การปฏิเสธจึงไม่เป็นทางเลือกของผม ในขณะเดียวกัน พวกเราได้พูดกันมานานหลังเวทีราชประสงค์แตกว่าเราควรจะหาโอกาสพูดคุยกับคนเสื้อเหลืองหรือคนที่ไม่สีสีเสื้อ เพื่อให้เขาเหล่านั้นเข้าใจจิตใจคนเสื้อแดง เพื่อว่าวันหนึ่งเขาจะได้กลายมาเป็นคนเสื้อแดงเช่นเดียวกับเรา เพิ่มจำนวนคนเสื้อแดงในสังคมให้มากขึ้นเพื่อนำไปสู่ชัยชนะในการต่อสู้ ในวันนั้นผมใส่เสื้อแดงคาดหัวด้วยผ้าแดงมีคำว่า "เรารักทักษิน" ผมได้รับคำเชิญจากแกนนำของเขา (ซึ่งเหลืองอ่อนๆพอคุยกันรู้เรื่องไม่เหมือนสนธิ จำลอง) มาเชิญพวกเราที่ด่านพร้อมกับมีสื่อมวลชนของเขารออยุ่ โอกาสนี้อาจจะมีครั้งเดียวเท่านั้น
ผมเลือกที่จะฉวยโอกาสนี้ ผมตอบตกลง ผมแจ้งการ์ดเขาไปว่าผมจะเป็นตัวแทนไปเอง สมาชิกของกลุ่มเส้นทางสีแดงหลายคนรวมถึงเสธดำได้ทัดทานผม แต่ผมปฏิเสธคำทัดทานนั้นและเดินเข้าไปในด่านลำพัง ทำให้สมาชิกในกลุ่มทั้งรต.ธนะสิทธิ์ (พี่เล็ก) พิพุฒ รอ.พิสิทธิ์ (ผู้กองเต่า) พิพุฒ รวมถึงเสธดำต้องวิ่งตามเข้าไปเนื่องจากอาจเกรงว่าจะเกิดอันตรายขึ้น
เมื่อพวกเราไปถึงเวที พิธีกรได้ให้นักดนตรีหยุดและเชิญพวกเราขึ้นไปบนเวที พวกเรารู้ว่าเราควรทำอะไร แต่ละคนได้พูดบนเวทีๆสั้นๆคนละไม่เกิน 2 นาที และพยายามหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงการเมือง ผมได้แนะนำว่าพวกเราเป็นกลุ่มเส้นทางสีแดงที่เคยไปปั่นจักรยานเยี่ยมพี่น้องที่อีสานเมื่อเดือนพย.กว่า 1700 กม.และในวันนั้นจะเดินทางไปเยี่ยมพี่น้องที่ภาคเหนืออีก 2400 กม. พวกเราเป็นกลุ่มกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง และทำทุกอย่างที่มีประโยชน์เพื่อคนเสื้อแดงและประเทศชาติ ฯลฯ ในขณะที่ผมพูด พิธีกรบนเวทีได้พูดขึ้นมาว่า "ทำไมคนเสื้อแดงเขามีคนแบบนี้ ทำไมพวกเราไม่มีคนที่ทำเพื่อพวกเราอย่างนั้นบ้าง" ผมจำประโยคนี้ได้แม่นยำ
พวกเราใช้เวลาสั้นๆไม่เกิน 10 นาทีหลังจากนั้นต้องลงมาเนื่องจากมีมวลชนรอพวกเราอยู่ที่นครปฐม กลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติได้เดินมาส่งพวกเราที่ด่านและเราจากกันด้วยมิตรภาพ
(โปรดดูคลิปของ Voice TV ttp://www.youtube.com/watch?v=NfW5TALNTqw )
นี่คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ในวันถัดมาพวกเราตรวจสอบจากข่าวหนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับพบว่ารายงานข่าวไกล้เคียงกัน ยกเว้นไทยรัฐฉบับเดียวที่พาดหัวข่าวหวือหวาทำนองว่าแดงเหลืองจับมือกัน คำว่า "จับมือ" แปลได้สองนัยยะ ความหมายแรกคือการจับมือในลักษณะการโอภาปราศัยทักทายกัน ความหมายที่สองคือการร่วมมือกันในการกระทำบางอย่าง คนเสื้อแดงจำนวนมากที่เข้าใจว่าเส้นทางสีแดงเปลี่ยนอุดมการณ์ไปร่วมมือกับม็อบคนไทยหัวใจรักชาติคงจะเข้าใจในความหมายอย่างหลังและไทยรัฐฉบับวันนั้นคงจะขายดีเป็นพิเศษ!
หลังเหตุการณ์ดังกล่าว พวกเราได้รับแจ้งว่าสื่อมวลชนต่างลงข่าวนี้เสียใหญ่โตทั้งๆที่สำหรับพวกเราไม่ใช่เรื่องใหญ่ขนาดนั้น พวกเราเป็นคนเสื้อแดงที่ทำกิจกรรมแนวมนุษยธรรมกลุ่มเล็กๆ พวกเราไม่สามารถไปชี้นำบทบาทและจุดยืนของคนเสื้อแดงได้ นปช.ต่างหากที่หน้าที่ตรงนั้นไม่ใช่เรา หลังจากนั้นพวกเราได้ชี้แจงกับมวลชนทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นนครปฐม บ้านโป่ง ราชบุรี กาญจนบุรี และทุกๆที่ที่มีโอกาส บางจังหวัดมีการถ่ายคลิปการชี้แจงไว้เป็นหลักฐานซึ่งผมก็ชี้แจงในลักษณะนี้ ทุกคนที่มีโอกาสรับฟังการชี้แจงจะเข้าใจพวกเราดีและไม่ถือโกธรพวกเรา
สาเหตุที่พวกเราไม่ชี้แจงขณะนั้นเนื่องจากเราอยู่ระหว่างการทำกิจกรรม พวกเราปั่นจักรยานทั้งวันตั้งแต่เช้ายันเย็น ค่ำลงพวกเราทานข้าวกับชาวบ้าน พูดคุย ทำความเข้าใจ เยี่ยมเยียนและมอบเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ สัปดาห์แรกมีโทรศัพท์เข้ามาเยอะมากจนแทบไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง แต่เป็นที่น่าเสียดายว่ามีผู้ไม่ประสงค์ดีได้สร้างกระแสโจมตีเส้นทางสีแดงในอินเทอร์เนท ทั้งประเด็นเรื่องแดงเทียม เป็นเหลือง เป็นน้ำเงิน เป็นสันติอโศก เรื่องเงินบริจาค ฯลฯ สารพัดที่จะคิดได้กระพือโหมกระแสขึ้นมา ซึ่งผมได้ค่อยๆทยอยชี้แจงเท่าที่จะทำได้ และจะพยายามให้ผู้ที่ถูกพาดพิงได้รับความเดือดร้อนน้อยที่สุด
สำหรับผม กรณีนี้สมควรนำไปเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันในกลุ่มคนเสื้อแดง การกระทำใดๆย้อมมีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่หากนิยามของคนเสื้อแดงคือคนที่รักความจริง รักความเป็นธรรม รักความยุติธรรมและรักประชาธิปไตย ผมอยากเพิ่มอีกคำหนึ่งว่า คนเสื้อแดงมีสิทธิ์ในการวิพากวิจารณ์แต่ไม่สมควรละเมิดสิทธิ์คนอื่นโดยเฉพาะคนเสื้อแดงด้วยกันเอง
******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:
-ลึกๆเบื้องหลังแดงขึ้นเวทีเหลือง
-แดงขึ้นเวทีเหลืองแจงไม่เคยยกป้ายด่าสมัคร
-แดงขึ้นเวทีเหลืองยังไม่จบ ยันไม่ผิดไม่ต้องขอโทษ(ข่าวเมื่อ27มกราคม)
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Saturday, February 19, 2011
กลุ่มเส้นทางสีแดงขอโทษกรณีขึ้นเวทีเสื้อเหลือง
การทำโพลล์ของไทยอีนิวส์จะกลายเป็นแผลเล็กที่จะขยายให้คนเสื้อแดงแตกยับ?
ที่มา Thai E-News
ที่มา เวบบอร์ดคนไทยยูเค
จากการติดตามสื่ออินเตอร์เน็ตที่มีคุณภาพที่สุดของคนเสื้อแดงฝ่ายประชาธิปไตย ก็เห็นจะเป็นเว็บไซด์ไทยอีนิวส์ (www.thaienews.blogspot.com) ที่มีจำนวนสถิติผู้เข้าชมนับล้านคลิ๊ก
ไม่ว่าจะเป็นข่าวสาร บทความทางวิชาการ และกระทั่งบล็อกเกอร์เว็บอื่นๆที่สามารถลิงค์เข้าชมได้อย่างต่อเนื่องนั้น ถือเป็นความสำเร็จอย่างยิ่งของสื่อในฝ่ายประชาธิปไตย สามารถยืนหยัดต่อสู้กันในรูปแบบไฮเทคฯกับฝ่ายเผด็จการที่มีปัจจัยเหนือกว่า แต่ก็ไม่สามารถครองใจ หรือยึดพื้นที่สื่ออินเตอร์เน็ทได้แต่เพียงผู้เดียว
เมื่อการต่อสู้ของฝ่ายประชาธิปไตยดูเหมือนว่าจ ะพัฒนาและก้าวหน้าเหนือกว่าฝ่ายเด็จการที่นับวันจะเพลี่ยงพล้ำ และนับถอยหลังอยู่ทุกขณะนั้น ฝ่ายเผด็จการเริ่มที่จะกลับมาใช้วิธีการเดิมๆที่นับเป็นแผนการที่รั่วมาสู่ฝ่ายประชาธิปไตยตั้งแต่สมัย คมช.หลังจากการยึดอำนาจใหม่ๆ
แผนการนั้นก็คือแผนประชาสัมพันธ์เชิงลึกที่มีการจ้างวาน ดร.คนหนึ่งที่เป็นญาติกับ นายพลฮาร์ดคอร์ชื่อดัง(ปัจจุบัน low profile ไป แต่กลับมามีข่าวว่าประชุมกันเพื่อจะทำการยึดอำนาจอีก) ในแผนการอันนั้นแผนอันสำคัญอันหนึ่งก็คือการจัดทีมงานทำการ propaganda ในสื่ออินเตอร์เน็ต และดำเนินการตอบโต้อย่างหนักหน่วง
ทั้งทำการเนียนในเชิงวิชาการ และการปั้นข่าวต่างๆเพื่อการบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือฝ่ายตรงข้าม ในตอนนั้นนักต่อสู้ไซเบอร์คนดังคือ ประดาบ นั่นเอง (แต่ต่อมาก็ทราบว่าเป็นพวกทีมงานยี้ห้อยเพราะหลังจากย้ายข้างก็หายไป)
แต่ก็นับเป็นคุณอย่างยิ่งที่ฝ่ายประชาธิปไตยได้ทราบยุทธวิธีของฝ่ายเผด็จการที่ใช้ในการบ่อนทำลายฝ่ายประชาธิปไตย และตอนนี้แผนการดังกล่าวนั้นก็มิได้หมดวาระ หรือหยุดการกระทำแต่อย่างใด แต่ยิ่งมีการพัฒนาการต่อเนื่องและมีการปรับปรุงรูปแบบ ในการทำ IO (information operation หรือ ปจว.หรือปฏิบัติการจิตวิทยา ทางการทหารนั่นเอง)อย่างเข้มข้นต่อเนื่อง
การจัดสรรงบลับที่ไม่มีการตรวจสอบ ในการปฏิบัติการ IO หรือ ปจว.นี้สามารถแทรกชึมทั้งกำลังคนในมวลชน(โดยการแสดงตนอย่างชัดเจนด้วยการอ้างว่าเป็น แตงโม หรือมะเขือเทศ)ซึ่งเป็นวิธีการที่คนเสื้อแดงวางใจไม่มีการตรวจสอบเหมือนแต่ก่อนที่กำลังพวกนี้แทรกซึมอย่างหลบซ่อน
การปล่อยข่าวบ่อนทำลายจากการเสี้ยมเขาควายจากการเสี้ยมแกนนำให้ชนกัน โดยการสมคบบางคนเข้ามาแสดงตนเพื่อแย่งยิงมวลชนจากการอ้างว่าตนเองอยู่ข้างเสื้อแดง (แต่ได้ผลน้อย) เพื่อจะแยกความคิดมวลชนหวังผลให้มวลชนเสื้อแดงแตกย่อย ก็ได้ผลบ้างแต่พัฒนาการช้ามาก เนื่องจากมวลชนมีความเข้าใจสถานการณ์และเทคนิคแบบเก่านี้มากขึ้น จากการที่มวลชนถูกกระทำด้วยความไม่เป็นธรรม จึงสามารถป้องกันแนวคิดไปโดยปริยาย
เนื่องเพราะสาเหตุดังกล่าวที่กล่าวมา ยุทธวิธีเดินนี้ก็ได้รับการปรับปรุงด้วยการแทรกตัวในเน็ทเป็นคนเสื้อแดงเหมือนกัน แต่เข้ามาเชียร์ข้างใดข้างหนึ่งอย่างจงใจ แสดงความความเห็นอย่างสอดคล้องกับแนวคิดต่างจากแนวคิดของมวลชนส่วนใหญ่อย่างชัดเจน ดำเนินการโจมตีให้มีการเข้ามาโต้แย้งจากการตั้งกระทู้แสดงความคิดเห็นที่มวลชนไม่ทันคิดถึงในกรณีแนวนี้ ที่แต่เดิมเว็บพันทิปราชดำเนินถูกใช้มาในสมัยก่อนหน้า
ยุทธวิธีนี้เริ่มแรงขึ้นๆเพื่อสร้างความแตกแยกกับมวลชนโดยตรงถ้าไม่ระวังตัว เนื่องเพราะเริ่มแยกพวกแยกตนเองออกจากแนวมวลชนกลุ่มใหญ่ที่นับวันจะมีมวลชนมากขึ้นๆ การดำเนินการนี้นับว่าได้ผล ทั้งจากนักคิดนักเขียนบทความที่ตกเป็นเหยื่ออันโอชะจากความไม่ระมัดระวังจิตใจตนเอง
มีการเขียนบทความในลักษณะชี้นำวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มใหญ่เทียบกับสงสารกลุ่มเล็ก ยกสารพัดแนวคิดให้เห็นว่า กลุ่มนั้นไม่ดีกลุ่มนี้ซิใช้ได้ แต่เมื่อมีการโต้แย้งเกิดขึ้นก็จะกล่าวหาด้วยการต่อว่า ว่าไม่ยอมรับคำวิพากษ์วิจารณ์นั้น สารพัดบริภาษอย่างดุดัน จนทำให้เกิดกองเชียร์ตอบโต้กันหนักขึ้น
นั่นเองนับว่าเข้าทางเข้ากลเกมการบ่อนทำลายของฝ่ายเผด็จการอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว จะเห็นได้ว่า ยิ่งฝ่ายเผด็จการกำลังอ่อนล้าท้าถอยอย่างหดหู่จากการเปิดโปงสารพัดหลักฐานที่มัดแน่นเข้าๆ จากการนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของสากล เผด็จการยิ่งต้องพยายามกระเสือกกระสนดิ้นสะบัดเพื่อความอยู่รอดในสารพัดวิธีการที่จะไขว่คว้าหาความชอบธรรมเพื่อให้กลับมายืนข้างตนให้จงได้
ที่สำคัญก็คือการทำให้มวลชนแตกแยกให้จงได้ มิเช่นนั้นมวลชนจะเพิ่มปริมาณทวีคูณอย่างยากที่เผด็จการโบราณจะต้องมีอันเป็นไปตามเผด็จการโบราณในต่างประเทศนั่นเอง
ที่ยกมาข้างต้นจึงอยากจะขอเตือนนักต่อสู้ในฝ่ายประชาธิปไตยที่มีความสามารถและเหล่าผู้จัดทำเว็บไซด์ต่างที่มีคุณภาพนี้พึงระมัดระวังและตระหนักในการที่ทำการสำรวจความคิดเห็น(โพลล์)ของมวลชนในกรณีที่ล่อแหลมอ่อนไหวสุ่มเสี่ยงต่อขบวนการคิดของมวลชนฝ่ายประชาธิปไตยให้จงหนัก
ควรที่จะมีการสังเคราะห์ถึงผลที่จะตามมาจาการจัดทำการสำรวจหรือจากบทความที่จะนำมาเผยแพร่ต่อสาธารณะให้ละเอียดทุกมุม เพราะหากไม่เช่นนั้นแล้วสิ่งที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์นั้น จะกลับกลายเป็นแผลที่ให้โทษต่อขบวนการหลอมรวมสร้างเสริมความคิดของมวลมหาประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยให้แหลกสลายไปคนละทิศละทาง จนยากที่กลับนำพาให้เข้ามาหลอมรวมกันอีกจนเกินจะเยียวยาแก้ไขอย่างไม่รู้ตัว หลงเข้าเกมหลอกล่อจากฝ่ายเผด็จการที่ไม่เคยจะหยุดอยู่กับที่เพื่อครอบงำประชาชนเลย
อีกกรณีที่จะเป็นกลยุทธ์ในการต่อต้านการเข้ามาโจมตีใส่สีตีไข่จากแนวเดิมที่พันทิป ราชดำเนินเคยใช้ได้ผลชงัดมาแล้วก็คือหากมีคนเนียนเข้ามาในกระทู้เสี้ยมต่างๆ นั้นก็คืออย่าไปต่อล้อต่อเถียง อย่าเข้าไปตอบโต้ในกระทู้ลักษณะนั้นอย่างเด็ดขาด ปล่อยให้กระทู้ลักษณะนั้นมันตายแห้งไป คนพวกนี้เมื่อใส่เชื้อไฟมาแล้วจุดไม่ติดมันก็จะโดนด่าจากผู้จ้างวานและก็จะแห้งตายไปจากอินเตอร์เน็ทเองโดยปริยาย
จึงขอแจ้งเตือนผ่านมาทางเว็บคนไทยูเคนี้เพื่อกระจายให้ทราบโดยทั่วกันไม่ว่าจะเป็นกรณีไทยอีนิวส์ หรือเว็บไซด์ที่กำลังฮิตอยู่เช่น internet freedom ด้วยจิตคารวะ
auss
****
เรื่องเกี่ยวเนื่อง
-สัมภาษณ์ไทยอีนิวส์:ใช่ เราคือสื่อการเมือง
-สมศักดิ์ เจียมฯ:การ "ดีเบต" ระหว่าง สุรชัย v ธิดา-จตุพร
-ซีรีส์ชุดปรับขบวนก้าวรุดไปสู่ชัยชนะ
Friday, February 18, 2011
The King′s Speech ของกษัตริย์ติดอ่าง
ที่มา มติชน
โดย วรากรณ์ สามโกเศศ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
![]() |
บุคคลที่พูดติดอ่างก็คือพระเจ้าจอร์จที่ 6 (King George VI) แห่งจักรภพอังกฤษ พระราชบิดาของสมเด็จพระราชินีอลิซาเบธที่ 2 องค์ปัจจุบัน
รางวัล Oscar ของภาพยนตร์ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกว่าเป็นรางวัลสำคัญที่สุดเช่นเดียวกับ Grammy Awards สำหรับดนตรี Emmy Awards สำหรับโทรทัศน์ และ Tony Awards สำหรับละครเวที
The Academy of Motion Picture Arts and Sciences (AMPAS) เป็นองค์กรวิชาชีพที่มีสมาชิก 5,835 คน (ณ สิ้นปี 2007) เป็นผู้โหวตลงคะแนนให้รางวัล Oscar สมาชิกของ AMPAS ต้องได้รับเชิญจากคณะกรรมการของ AMPAS เท่านั้น ซึ่งการคัดเลือกสมาชิกกระทำกันอย่างเข้มข้นโดยพิจารณาจากการมีส่วนร่วมอย่างสำคัญในกิจการภาพยนตร์ ตั้งแต่ปี 2007 เป็นต้นมาไม่มีการเปิดเผยชื่อสมาชิก (จากรายชื่อที่เปิดเผยปี 2007 จำนวน 1,311 คน เป็นดาราภาพยนตร์)
รางวัล Oscar ที่แจกกันมี 24 ประเภทของความยอดเยี่ยม เช่น ภาพยนตร์แห่งปี ผู้กำกับ ผู้แสดงชาย ผู้แสดงหญิง ตัวประกอบชาย ตัวประกอบหญิง เขียนบท สารคดี ตัดต่อเสียง ฯลฯ
ผลของการประกาศเมื่อ 25 มกราคม 2011 มาจากการโหวตรอบแรก โดยสมาชิกในแต่ละประเภทโหวตประเภทของตนเอง The King′s Speech ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล 12 ประเภท/ True Grit (10 ประเภท)/ The Social Network (เรื่องราวของการเกิด Facebook) และ Inception (8)/ The Fighter (7)/ 127 Hours (6)/ Black Swan (5) ฯลฯ
![]() |
ขณะนี้สมาชิก AMPAS กำลังโหวตรอบสองกันโดยทุกคนมีสิทธิโหวตให้ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปีข่าวคราวที่ออกมาก็คือ The King′s Speech ร้อนแรงมากเพราะได้รับรางวัล People"s Choice Award ที่ Toronto International Film Festival ปี 2010 สำหรับรางวัล Oscar ได้รับการเสนอชื่อใน 12 ประเภท คือภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ผู้แสดงนำชาย หญิง และตัวประกอบชาย การถ่ายภาพ บทภาพยนตร์ ฯลฯ
พระเจ้าจอร์จที่ 6 (ค.ศ.1895-1952) บุคคลสำคัญของเรื่องคือ The King ในชื่อของภาพยนตร์ ตอนประสูติมีพระนามว่า Prince Albert (Duke of York) ทรงเป็นพระราชโอรสองค์ที่สองของพระเจ้าจอร์จที่ 5 (King George V) ตั้งแต่เป็นเด็กทรงมีปัญหาในการพูดโดยเฉพาะในที่สาธารณะจนเป็นปมด้อยแต่ก็ไม่คิดว่าจะเป็นปัญหาใหญ่เพราะ "ไม่ได้คิดว่าจะเป็นพระเจ้าแผ่นดิน คิดว่าก็คงแอบซ่อนอยู่ในร่มเงาไหนสักแห่งพร้อมกับการติดอ่าง"
ปัญหาสำคัญเกิดขึ้นเมื่อพระราชบิดาทรงมอบให้พูดปิดงาน 1925 Empire Exhibition ครั้งนั้นคนฟังเอาใจช่วยกันเต็มที่แต่ทว่าแต่ละคำที่ทรงออกเสียงมานั้นแสนยากอย่างน่าสมเพช และจบลงด้วยความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง
พระชายา (ซึ่งต่อมาทรงเป็นที่รักใคร่ของชาวอังกฤษ โดยเรียกกันว่า Queen Mum ทรงสิ้นพระชนม์ในปี 2002 ในวัย 101 ปี) พยายามผลักดันช่วยให้หายจากการติดอ่าง ไปหาหมอหลายคนจนมาพบ "หมอหลอก" ชาวออสเตรเลีย ช่วยรักษาโดยเป็นผู้บำบัดและฝึกการพูด (speech therapist)
เจ้าชายองค์หนึ่งมีปัญหาติดอ่างกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นเมื่อพี่ชายขึ้นครองราชย์แทนพระราชบิดาในพระนามพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 (King Edward VIII) ในปี 1936 และในปีเดียวกันก็ทรงยอมสละราชสมบัติเพื่อแต่งงานกับแม่หม้ายชาวอเมริกัน Wallis Simpson
Prince Albert น้องชายก็จำต้องเป็นพระเจ้าแผ่นดินแทนในนาม King George ที่ 6 อย่างไม่เต็มใจอย่างยิ่ง เพราะทรงตระหนักดีถึงปัญหาด้านการพูดของตนเองและไม่ได้เตรียมตัวเลยในการเป็นพระเจ้าแผ่นดิน อีกทั้งสงครามกับเยอรมนีกำลังกลายเป็นความจริงขึ้นทุกที
การติดอ่างของพระองค์กลายเป็นปัญหาใหญ่มากเมื่ออังกฤษจำต้องประกาศสงครามกับเยอรมนี ซึ่งต่อมาลุกลามเป็นสงครามโลกครั้งที่สอง การพูดปลุกขวัญให้กำลังใจประชาชนของพระเจ้าแผ่นดิน ตลอดจนสื่อสารให้โลกเข้าใจบทบาทของอังกฤษ เป็นเรื่องคอขาดบาดตายในยุคที่วิทยุเริ่มเป็นตัวกลางสำคัญในการสื่อสาร
จุดไคลแมกซ์ของเรื่องคือการพูดสดครั้งสำคัญ (The King′s Speech) ทางวิทยุหลังจากที่นายกรัฐมนตรีอังกฤษได้ประกาศสงครามกับเยอรมนีไปแล้ว ในวันนั้นพระองค์ยังทรงขาดความมั่นใจในการพูดอย่างไร้ร่องรอยของคนติดอ่าง แต่ด้วยความช่วยเหลือของ "หมอหลอก" ที่ยืนสนับสนุนและโค้ชอยู่ตลอดการพูดสดทางวิทยุ "The Speech ของ King" ก็เป็นไปด้วยดี ทุกคนชื่นชมและประชาชนเกิดกำลังใจในการต่อสู้สงคราม
ภาพยนตร์ The King′s Speech ชนะใจคนดูท่วมท้นก็เพราะแสดงให้เห็นถึงการต่อสู้กับความด้อยของตนเองอย่างกล้าหาญเพื่อให้สามารถทำหน้าที่ของตนเอง การต่อสู้เช่นนี้ทุกคนต้องเผชิญ ถึงแม้จะเป็นถึงพระเจ้าแผ่นดินของจักรภพอังกฤษ อาณาจักรที่พระอาทิตย์ไม่เคยตกดินก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างขึ้นจากเค้าโครงเรื่องจริงซึ่งเขียนโดยหลานของ "หมอหลอก" บางตอนอาจจะเว่อร์ไปบ้างในเรื่องการพูดคำหยาบของ Prince Albert และ King George ที่ 6 (แต่ดูจะสะใจคนดูที่เอาใจช่วยตอนฝึกเอาชนะการติดอ่าง) และการปรากฏตัวของ Sir Winston Churchill ในบางตอนของภาพยนตร์ซึ่งผู้วิจารณ์ระบุว่าไม่ถูกต้องทางประวัติศาสตร์
หากพระองค์ไม่พยายามต่อสู้ภาวะติดอ่างอันเนื่องมาจากปัญหาการเติบโต ส่วนใหญ่ภายใต้การดูแลของพี่เลี้ยงที่มีปัญหาทางจิต การถนัดซ้ายแต่ถูกบังคับให้ใช้มือขวา ความไม่เข้าใจปัญหาติดอ่างของตนโดยพ่อ ความกลัวและความหวาดหวั่นการล้มเหลว ฯลฯ รูปโฉมสงครามโลกครั้งที่สองก็อาจเปลี่ยนแปลงไปได้ประชาชนหลายร้อยล้านคนจะมีชะตาชีวิตที่ผิดไปจากปัจจุบันอย่างแน่นอน
"เสน่ห์" ของทั้ง King และ Queen สร้างความประทับใจให้ประธานาธิบดีรูสเวลท์ และภรรยาเมื่อครั้งเสด็จประพาสสหรัฐอเมริกาในปี 1933 จนมีส่วนในการสร้างความเป็นพันธมิตรสงครามอย่างเหนียวแน่น ทั้งสองพระองค์ประทับอยู่ใน Buckingham palace ในลอนดอนตลอดสงคราม ถึงแม้ลอนดอนจะถูกเยอรมันบอมบ์จนคนตายนับพันๆ คนก็ตาม ครั้งหนึ่งระเบิด 2 ลูกตกลงไปสนามหญ้าของพระราชวังในขณะที่ทรงประทับอยู่ก็ไม่ทรงสะทกสะท้าน อีกทั้งยอมรับการแบ่งปันอาหารเช่นเดียวกับคนอังกฤษอื่นๆ ด้วยอย่างเต็มใจ
King George ที่ 6 ทรงเห็นการล่มสลายของจักรภพอังกฤษ (ไอร์แลนด์เป็นสาธารณรัฐ อินเดียประกาศเอกราช ฯลฯ) ทั้งในด้านอำนาจทหารและเศรษฐกิจ แต่ตลอดสงครามทั้งสองพระองค์ได้ทรงทำหน้าที่ให้กำลังใจทหารทุกหนแห่งในอังกฤษอย่างกล้าหาญ
ใครที่เกิดมาและประสบกับสุขภาวะที่เป็นปัญหาและทุกคนที่ต้องเผชิญปัญหาร้อยแปดจะชื่นชมภาพยนตร์เรื่องนี้ที่แสดงให้เห็นว่าการบากบั่นต่อสู้ปัญหาที่เกิดกับทุกคนในทุกระดับไม่เว้นแม้แต่พระเจ้าแผ่นดินคือคำตอบ
สำหรับผู้เขียนเองซึ่งเมื่อครั้งเป็นเด็กก็เคยติดอ่าง และสามารถเอาชนะมาได้ รู้สึกประทับใจภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นพิเศษครับ
(ทวิภาคีไทย-กัมพูชา แดง-เหลืองไร้น้ำยา รบ.รับมือปัญหารอบด้านได้) จริงเหรอ?
ที่มา มติชน
โดย ปราปต์ บุนปาน
ประเทศไทยนี้ดี
ด้านศึกสงครามความขัดแย้งกับกัมพูชา
ก็กำลังคลี่คลายไปตามความประสงค์ของรัฐบาลไทย
เพราะคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ
ได้เสนอให้ไทยและกัมพูชาเจรจากันในระดับ "ทวิภาคี"
ผิดเป้าหมายของฝ่ายเขมรอย่างสิ้นเชิง
แต่กลับตรงตามความต้องการของเราเป๊ะ
เพียงแค่มีอาเซียนเข้ามาช่วยเป็นพี่เลี้ยงหรือคนกลางให้เท่านั้นเอง
ส่วนเหตุบาดเจ็บล้มตายที่ผ่านๆ มา
สักพักความสูญเสียเหล่านั้นจะค่อยๆ จางหาย
ทุกอย่างกำลังดำเนินไปด้วยดี
ขอคนไทยทุกคนจงเชื่อตามนี้เถอะ
ประเทศไทยนี้ดี
ถึง "คนเสื้อแดง" จะมาร่วมชุมนุมกันเป็นเรือนหมื่นหลายต่อหลายครั้ง
เนืองแน่นถนนราชดำเนินและสี่แยกราชประสงค์
แต่นั่นก็เป็นเพียงการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์
"สัญลักษณ์" ที่ไม่มีพลานุภาพเพียงพอจะกร่อนเซาะบั่นทอนอำนาจรัฐไทยได้เลย
ไม่ได้เลยจริงๆ
ด้วยเหตุนี้ เราจึงไม่จำเป็นต้องมอบความยุติธรรม (ที่ไม่สองมาตรฐาน) กลับคืนไป
ตามที่พวกเขาเฝ้าเรียกร้องเพรียกหา
ส่วน "คนเสื้อเหลือง" น่ะเหรอ
ถึงพวกเขาจะหันมาใช้ไพ่ชาตินิยมเล่นงานรัฐบาล
ก็ยังปลุกเร้าผู้ร่วมชุมนุมไม่ขึ้น
ด้วยปริมาณน้อยนิดเช่นนี้
จึงมีความเป็นไปได้น้อยมากถึงน้อยที่สุด
ที่การชุมนุมอันไร้พลังของพวกเขาจะนำไปสู่สถานการณ์ทางการเมืองอื่นๆ ตามมา
อย่างที่หลายคนเคยทำนายทายทัก
ทุกอย่างกำลังดำเนินไปด้วยดี
ขอคนไทยทุกคนจงเชื่อตามนี้เถอะ
ประเทศไทยนี้ดี
พลเมืองทุกคนของเรายังคงเชื่อฟังและให้ความร่วมมือกับรัฐ
พวกเขาล้วนมีฉันทามติในเรื่องต่างๆ ร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว
อย่างสอดคล้องกับท่าทีและนโยบายของรัฐไทย
ความเปลี่ยนแปลงทางด้านวิถีชีวิต วิถีการผลิต วิถีการบริโภค
ตลอดจนความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีการสื่อสาร
เฟซบุ๊กก็ดี ทวิตเตอร์ก็ดี
การจำหน่ายจ่ายแจกซีดีดีวีดีต่างๆ อย่างแพร่หลายก็ดี
และการถือกำเนิดของสถานีวิทยุชุมชนตามจังหวัดต่างๆ ก็ดี
ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงรูปคิดจิตสำนึกของพลเมืองไทยเหล่านั้นได้เลย
ทุกอย่างกำลังดำเนินไปด้วยดี
ขอคนไทยทุกคนจงเชื่อตามนี้เถอะ
ประเทศไทยนี้ดี
เรามีรัฐบาล
รัฐบาลก็สามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนเองได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง
ท่ามกลางปัญหา (ที่ไม่เป็นปัญหาเลยจริงๆ นะ) ซึ่งรายล้อมสังคมไทยอยู่
รัฐบาลไทยชุดปัจจุบันสามารถเผชิญหน้าแก้ไขปัญหาต่างๆ เหล่านั้น ได้เป็นอย่างดี
ทุกอย่างกำลังดำเนินไปด้วยดี
ขอคนไทยทุกคนจงเชื่อตามนี้เถอะ
ว่าแต่ว่า
ทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องจริงเหรอ?
คุ้ยปมปัญหาพรมแดนกับเขมร "ธงชัย - สุรชาติ" ชี้ ไทยมั่วไร้สาระกับ "ประวัติศาสตร์เสียดินแดน"
ที่มา มติชน

ชมตัวอย่างการเสวนาของรศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข คลิกที่นี่ ชมตัวอย่างการเสวนาของศ.ดร.ธงชัย วินิจจะกูล คลิกที่นี่ เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ที่ห้องประชุมมาลัยหุวนันท์ ตึก 3 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดการเสวนาทางวิชาการ "รัฐศาสตร์ภาคประชาชน ครั้งที่ 1" เรื่อง "ฝ่าวิกฤตชายแดนไทยเขมร" โดยมี ศ.ดร.ธงชัย วินิจจะกูล อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัย วิสคอนซิล-เมดิสัน ประเทศสหรัฐอเมริกา และ รศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมเสวนา ดำเนินรายการโดย ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อาจารย์ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รศ.ดร.สุรชาติ กล่าวว่า การเรียนวิชาประวัติศาสตร์พูดผิวเผินเรื่องการเสียดินแดน ไม่ได้โทษว่าหลักสูตรไม่ดี แต่คิดว่ากระบวนการกล่อมเกลาไม่ได้สร้างให้เรารู้ภาพบางเรื่อง โตขึ้นมาก็ไม่รู้ พอมีปัญหาก็ไม่ชัดเจนกับตัวเอง และคิดว่าคนไทยยุคหลังลืมว่าศาลโลกตัดสินเรื่องเขาพระวิหารในปี พ.ศ. 2505 แล้ว เราลองย้อนไปนั้นมันเกิดอะไรขึ้น ถามเล่นๆว่าร้านกาแฟตั้งคร่อมระหว่างเนเธอร์แลนด์กับเบลเยียม ตัวอย่างพวกนี้นำไปสู่ประเด็นที่เคยนำเสนอคือ เปลี่ยนพื้นที่ความขัดแย้งเป็นพื้นที่พัฒนาร่วม ตอนที่เปลี่ยนสนามรบรอบแรกคือชาติชาย รอบสองคือทักษิณ และทั้งสองรัฐก็จบด้วยรัฐประหาร ถ้าตัดประเด็นทักษิณ ชาติชายทิ้ง มีห้าทางเลือก เรามีห้าทางเลือก คือหนึ่งไปศาลก็ต้องใช้เอกสารเดิม คำถามคือจะชนะไหม สองเจรจาพหุภาคีซึ่งเราก็ไม่เอา เพราะอดีตเราเคยคืนดินแดนที่ยึด เรากลัวอีกมุมหนึ่งคือสุดท้ายถูกผลักขึ้นศาลก็จบแบบเดิม สามคือ แบบทวิสองฝ่ายคือประชุมเจบีซี แล้วไป"ยูเอ็นเอสซี" จะให้ประชุมสองฝ่าย อยากฝากสื่อให้เผยมติยูเอ็นเอสซี คำตอบคือเกิดภายใต้กรอบพหุหรือผ่านอาเซียน ยกเว้นแต่เราจะบอกว่ายูเอ็นออกมติผิด หรือสุดท้าย ไม่รบ เพราะพื้นที่ตัดสินไม่ได้ แต่ก็เปลี่ยนพื้นที่ขัดแย้งเป็นพัฒนาร่วม อย่างเจดีเอ ไทยมาเลย์ เราเปลี่ยนด้วยการทำความตกลงเป็นพื้นที่พัฒนาร่วม เรามีความสำเร็จที่สามารถทำความตกลงลาดตระเวนร่วมระหว่างไทย เวียดนาม ไม่ยึดตัวพื้นที่แต่เอาปฎิบัตการเป็นตัวตัดสิน ลองคิดว่าร่วมฉลองมรดกโลกกับพี่น้องในพนมเปญ พอเราทำใจไม่ได้ข้อพิพาทก็ไม่หนีไปไหน ถ้าไม่อยากขึ้นศาล เราหันมาทำพื้นที่พัฒนาร่วมกันเส้นทางท่องเที่ยวแหล่งใหญ่ก็เกิดขึ้น ด้าน ศ.ดร. ธงชัย กล่าวว่า มีด้วยกัน 4 ประเด็นใหญ่ คือ 1. ฐานสาเหตุที่ปะทุขึ้นมาของความสัมพันธ์ระหว่างความคิดและการเสียดินแดน จะเรียกว่าลัทธิความเชื่อก็ได้ "ลัทธิชาตินิยมไทย" แยกไม่ออกตั้งแต่ต้นเรื่องการเสียดินแดน 2. การตีเส้นเขตแดน ความเข้าใจผิดเรื่องเส้นเขตแดน 3. เรื่องกรณีปราสาทเขาพระวิหาร 4. ความขัดแย้งไทย กัมพูชาไม่ใช่เรื่องเส้นเขตแดนทั้งสิ้น แต่เป็นเพราะเรื่องการเมืองไทย ศ.ดร.ธงชัย กล่าวเปรียบเทียบปัญหามีเรื่องใหญ่มากเหมือนช้างตัวหนึ่งอยู่ในห้องแต่สังคมไทยเรามองไม่เห็น ตราบใดที่เรายังไม่ตระหนักว่ามีช้างอยู่ในห้องก็ไม่รู้ต้องรบกันอีกกี่ร้อยยก เริ่มจากประเด็นเรื่องที่ 1. อุดมการณ์ชาตินิยม เรื่องการเสียดินแดนซึ่งเคยเขียนไปแล้ว แต่ที่คนอ่านไม่รู้เรื่อง อาจจะเพราะว่าขัดกับความเชื่อ ศ.ดร.ธงชัย กล่าวว่า ทั้งหมดเป็นความเชื่อ จึงยากมากที่จะสลัดความเชื่อออกไปได้ ความเป็นไทยและชาตินิยมไทย ถือกำเนิดมาพร้อมกับการถูกคุกคาม แยกกันไม่ออก มา 100 กว่าปี กำเนิดมาด้วยกันกับลัทธิเสียดินแดนค้ำจุ้นความเป็นไทยไว้ ความภูมิใจของการไม่เป็นเมืองขึ้นถูกปลุกมาพร้อมกับความเจ็บปวดเรื่องเสียดินแดน ในยุโรปก็ประมาณ 200 ปี เริ่มมีเรื่องความขัดแย้ง เรื่องอธิปไตยเหนือดินแดน มีการเสียดินแดน ที่เสียมาได้ไปอยู่อย่างนี้ ศ.ดร.ธงชัย กล่าวอีกว่า ระบบเมืองขึ้นสยามในสมัยนั้นขึ้นต่อเมืองอื่นเกินสองแห่งทั้งนั้น ขอถามว่ามีเมืองขึ้นใดบ้างที่จ่ายเครื่องบรรณาการ ต่อเมืองสยามเพียงแห่งเดียวซึ่งไม่มีเลย เราเชื่อแผนที่สุโขทัย เชื่อแผนที่ว่า ร.1 มีพื้นที่ใหญ่เท่านั้นเท่านี้ การเสียดินแดน 14 ครั้ง อาศัยแผนที่ทางประวัติศาสตร์ ไม่น่าเชื่อถือเลย เพราะถูกสร้างขึ้นมา แม้จะรู้เป็นอย่างดีว่าประเทศเหล่านั้นไม่ได้ขึ้นต่อประเทศสยามแต่เพียงผู้เดียว "คิดว่าจะเกิดอะไรกับภาษาไทยถ้าคืนคำว่า "ก็" ให้เขมร คงเกิดความโกลาหลกับประเทศไทยเราคงพูดไม่ออกไปอีกเยอะเลย เพราะภาษาไทยไม่มี "ไม้ไต่คู้" หรอก" ศ.ดร.ธงชัย กล่าวว่า ปัญหาพรมแดนเกิดจากเรื่องมากมายที่น่าสนใจ รากของปัญหา คือ การเมืองไทย หากความสัมพันธ์ไทยกับเพื่อนบ้านก็เกิดความสัมพันธ์ที่ดี เหมือนไทยกับมาเลเซียเป็นพรมแดนที่สั้่นที่สุด แต่ก็แก้ปัญหาไม่ได้ แต่พัฒนาเป็นเป็นพื้นที่พัฒนาร่วม ส่วนรากของปัญหาไทยที่ขัดแย้งกับกัมพูชา คือ การเมืองไทย ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องคิดหนัก
ฝรั่งเศสเข้าสู่ภูมิภาคเราประมาณค.ศ. 1859 เขาได้ไซง่อน เริ่มขยายอิทธิพลไปในแม่น้ำโขง แน่นอนว่าปะทะกับผู้มีอำนาจรัฐในท้องถิ่นที่เป็นหลักอยู่ อย่างพวกโพกผ้า, พวกอยู่ตรงกลาง และพวกด้านตะวันออกของพรมแดนเรา ต่อมาก็เหลือเจ้าพ่อเดียว ตรงลุ่มน้ำเจ้าพระยา แต่วันหนึ่งก็ต้องเผชิญกับเจ้าพ่อจากปารีส คิดว่าเริ่มเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงชุดใหญ่ เมื่อถึงจุดนี้สิ่งที่ฝรั่งเศสคิดว่าเป็นอุปสรรคในการขยายตัวคือ พื้นที่ของสยามที่เข้าไปอยู่ในพื้นที่ที่คิดว่าจะขยายอิทธิพล
จุดที่ใหญ่ที่สุดคือวิกฤติการรศ. 112 ที่เรือของฝรั่งเศสถึงขั้นตั้งศูนย์ยิง แต่โชคดีคือเรายิงเรือนำล่องของฝรั่งเศสจม ถ้าวันนั้นพลแม่นปืนยิงเรือรบหลักอีกสองลำจมการเจรจาที่กทม.ก็คงไม่เกิดและเราอาจพูดภาษาฝรั่งเศสกันทั้งประเทศ เพราะฉะนั้นเวลาที่การเจรจาเกิดทำให้เกิดสนธิสัญญา 1893
หลังจาก 1893 นั้นก็มีการทำการตกลงพ่วง เรียกว่าเป็นอนุสัญญา 1904 เป็นผลพวงจากปี 1893 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้น หลังจากนั้นพอตกลงได้ฝรั่งเศสก็ออกไปยึดเมืองตราด สุดท้าย เราเริ่มมีปัญหาคือเราไม่มีเส้นเขตแดนกำกับตัวประเทศ แต่ที่เรารับเข้ามาคือความเป็นรัฐสมัยใหม่ หรือประเทศ สองคือ เมื่อเป็นประเทศก็มีตัวเส้นเขตกำกับขอบเขตของภูมิศาสตร์ ของตัวเอง เพราะความเป็นสมัยใหม่มีอำนาจอธิปไตยจึงต้องตอบว่าอำนาจอธิปไตยของรัฐสิ้นสุดตรงไหน เพราะฉะนั้น เมิ่อเริ่มพูดใน 1904 ร. 5 จึงคิดว่าสยามต้องเป็นประเทศเหมือนในยุโรปเพราะหวังว่ามีเส้นเขตแดนแล้วสยามจะมีข้ออ้างเมื่อฝรั่งเศสรุกเข้ามา
ปี 1907 ในหลวงร.5 เราแลกดินแดนเพื่อยุติปัญหากับฝรั่งเศส เราแลกดินแดนสามส่วนซึ่งขอเรียกว่าตรงนี้ว่า พระราชวินิจฉัยทางยุทธศาสตร์ สัญญาเหล่านี้เป็นพื้นฐานความสัมพันธ์ของฝรั่งเศสทั้งหมด เมื่อมีการตกลงแล้วก็ต้องมีการปักปัน เมื่อการปักปันเริ่มขึ้นนำไปสู่การตีพิมพ์แผนที่ปักปัน
อนุสัญญากับหนึ่งแผนที่นั้น เป็นคำถามกับเราว่า ตกลงเรารับหรือไม่ว่าในหลวงของเราได้ให้สัตยาบันแล้ว เพราะเมื่อมีการให้แล้ว ปัญหาคือข้อหนึ่งของอนุสัญญาระบุว่าการปักปันเขตแดนให้ใช้เส้นน้ำ และข้อสามที่ว่ามีการให้จัดคณะกรรมการร่วมจัดการปักปัน ถ้าเราไม่ยอมรับว่าการปักปันเกิดขึ้นจริงหรือ ยอมรับหรือไม่ว่าเป็นการปักปันแบบผสม ซึ่งยืนยันได้ว่าข้อสามมีการจัดตั้งคณะกรรมการผสม เพราะฉะนั้น ข้อถกเถียงตั้งแต่ปีพ.ศ. 2551 ว่าการปักปันเป็นการดำเนินการโดยเอกเทศนั้น เป็นความเข้าใจผิด เพราะเรามีเอกสารยืนยันว่าเป็นการร่วม
ส่วนปัญหาการรับหรือไม่รับแผนที่นั้น แนวพรมแดนเราปักปันแบ่งออกเป็น 11 ระวาง เมื่อแผนที่ที่ปักปันตีพิมพ์เสร็จรัฐบาลไทยก็ขอให้รัฐบาลฝรั่งเศสตีพิมพ์เพิ่มขึ้นอีก คำขอในการสั่งตีพิมพ์จากรัฐบาลสยามถือเป็นผลผูกมัดว่ารัฐบาลยอมรับแผนที่ปักปันเขตแดนแล้ว แผนที่หนึ่งต่อสองแสนที่เราได้ยินนั้นก็คือแผนที่ชุดนี้
ประเด็นการรับแผนที่บางระวางและไม่รับระวาง คำตอบคือเป็นไปไม่ได้ เพราะถ้ารับคือต้องรับทั้งแนว ส่วนเรื่องเอกสารลับ ซึ่งความเป็นจริงแล้วไม่มีแผนที่ลับ ความตกลงลับอยู่ตามที่บางคนเข้าใจ พอมีปัญหาในปีพ.ศ. 2502 ศาลตัดสินชัดลงความเห็นว่าปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา ไทยต้องรับเพราะมีมติจากยูเอ็น เราทำรีพอร์ทกลับไปว่าเราได้ดำเนินการคือ ต้องชักธงไตรรงค์ลงจากหน้าผา, คืนวัตถุโบราณบางชิ้น คำถามคือพื้นที่รอบปราสาทนั้นมีเส้นหรือไม่ เวิ้งตรงนั้นเราตัดแล้ว แต่มันเกิดข้อโต้แย้งว่ากัมพูชาได้แต่ตัวปราสาท แต่พื้นที่ใต้ตัวปราสาทเป็นของไทย จนมีทฤษฎีเรื่องมือถือ ซึ่งกล่าวว่ากัมพูชาลืม "มือถือ" เอาไว้บน "โต๊ะ"ของไทย ซึ่งเรื่องอสังหาริมทรัพย์กับสังหาริมทรัพย์มีความต่างกัน
ในสมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ นั้นได้บอกว่าการสงวนสิทธิทางกฎหมายให้ไทยสามารถยื่นหลักฐานโต้แย้งได้ แต่ทางไทยไม่ได้มีหลักฐานใหม่ในทางกฎหมายซึ่งเกินระยะเวลา 10 ปีมาแล้วด้วย
ข้อโต้แย้งสงครามอินโดจีน อนุสัญญาโตเกียวนั้นไปจบที่วอชิงตันแล้ว ท้ายที่สุดเราคืนดินแดน เมื่อปัญหาผ่านมาทั้งหมดเราทำความตกลงช่วยจำหรือที่เรียกว่า "เอ็มโอยู 43" คือกรอบของการทำความตกลง ว่าถ้าในอนาคตข้อตกลงที่จะใช้เป็นบรรทัดฐานจะอยู่บนหลักฐาน "สามอนุสัญญาและหนึ่งแผนที่ปักปัน" เพราะฉะนั้นเลิกหรือไม่เลิก ข้อตกลงของเดิมก็ไม่ออกไปไหน
แผนที่หนึ่งต่อห้าหมื่นเป็นแผนที่ที่กองทัพสหรัฐทำในช่วงเวียดนาม แผนที่ทหารเป็นแผนที่ยุทธการไม่ใช่แผนที่เพื่อการปักปันเขตแดน ไม่สามารถนำมาใช้เป็นข้ออ้างได้เพราะเป็นแผนที่เพื่อการทหาร ตกลงวันนี้พื้นที่ทับซ้อนแนวเส้นเขตแดนเกิดจากเส้นลากในคณะกรรมการปักปัน รอยเหลื่อมระหว่างเส้นเขตแดนระหว่างสันปันน้ำ ที่ขอบหมายความว่าเราต้องทำใจเพราะปี 2505 กัมพูชาไม่ได้ฟ้องเรื่องเขตแดนถ้าฟ้องคงเป็นเรื่องปัญหามากกว่านี้
ถ้าประเด็นเป็นแบบนี้ ประเด็นจะไปถึงเรื่องทางออกสุดท้ายคือ "การรบที่ภูมิซรอล" เพราะถ้าเราไม่รับอะไรเลย ต้องกลับไปอ่านประวัติศาสตร์ใหม่ เพราะรัฐบาลแต่ละช่วงก็ดำเนินการอย่างประนีประนอม เพื่อไม่ให้กลับไปสู่การนำไปสู่การตัดสินด้วยภายนอกอย่างสมัยที่มีการตัดสินด้วยศาลโลก
ซึ่งอีก 4 ปีข้างหน้าเขตความเศรษฐกิจอาเซียนก็จะมาถึง แล้วเราจะทำอย่างไรเมื่อเส้นเขตแดนไม่มีความหมาย แรงงานก็จะข้ามได้อย่างเสรี ตำรวจไทยไม่ต้องไล่จับโรฮิงยา โจทย์เรื่องอาเซียนต้องมาถึงแน่ วันนี้ยังเดินนโยบายแบบนี้ก็ลำบาก
"เราถูกสอนมาตลอดว่า เราเสียดินแดน แต่ผมมาบอกว่า เราไม่เสียดินแดน แต่เคยมีสักคนถามไหม ว่า มีหลักฐานอะไรว่าเราเสียดินแดน เพราะเราเสียดินแดนตั้งแต่ก่อนมีคนไทยอีก ก่อนมีประเทศไทยอีก ความคิดเรื่องการเสียดินแดนมีหลายประเทศในเอเชีย ชาตินิยมหลายประเทศในเอเชีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อรูปก่อร่างออกมาโดยมีลัทธิความเชื่อ ที่พูดถึงการถูกทำให้ละอาย อย่างแสนสาหัส เขาต้องประกาศว่าตัวเองถูกรังแกให้น่าละอาย แต่ถูกรังแกบ่อยเหลือเกิน ทั้ง จีน เกาหลี ไม่ใช่เพื่อประจานตัวเอง แต่เพื่อปลุกเร้าชาตินิยม ในการเสียดินแดน ประเทศไทยมีความภาคภูมิใจว่าไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของใคร แต่อีกด้านหนึ่งที่เราบอกว่าตัวเองเสียดินแดน"
"รัฐสมัยโบราณ เป็นรัฐแบบเจ้าพ่อ ไม่ได้ตายตัวแบบอธิปไตยเหนือดินแดน เหมือนเราเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 1ที่ 2 ไม่ได้หมายความว่าเราเสียดินแดน หรือการเป็นเมืองขึ้น หรืออย่างกรณีพระนเรศวรประกาศอิสรภาพก็ไม่ได้หมายความอย่างนั้น สมัยที่พระนเรศวรเข้มแข็งเพราะทางพม่าอ่อนแอลง จากเอกสารเก่าพระนเรศวรไม่เคยประกาศอิสรภาพ แต่ประกาศแยกตัวออกมาจากพม่า เพราะการประกาศอิสรภาพหมายถึงเราต้องใหญ่เป็นอันดับหนึ่งในภูมิภาค"
"นอกจากพื้นที่ 4.6 ตร.กม.แล้ว มีพื้นที่ซ้อนทับเต็มไปหมด เพราะเราคิดว่า เป็นที่ของเรา การเสียดินแดน 14 ครั้ง เป็นความเชื่อแบบผิดๆ ร้อยปีก็เปลี่ยนไม่ได้ ถ้าอยากเชื่ออย่างนั้นว่าคนไทยมาจากไหน ถูกจีนไล่มา เราเสียดินแดนมองโกเลียในแถบเขาอัลไต ถูกไล่มาเรื่อย ๆ เราเลอะเทอะเปรอะเปื้อน ไร้สาระ ลัทธิการเสียดินแดน เป็นความเชื่อในประวัติศาสตร์ที่ผิดๆ ลัทธิชาตินิยม สร้างความเจ็บปวด จากการเสียดินแดน ทั้งหมดเป็นลัทธิความเชื่อ ที่ไม่มีมูลทางประวัติศาสตร์ ยากเหลือเกินที่จะทำให้คนเชื่อว่าเป็นลัทธิไร้สาระได้"
ศ.ดร.ธงชัย กล่าวว่า หลักฐานความทรงจำของสงครามอินโดจีนที่ไทยบุกไปยึดดินแดนของกัมพูชา ที่สำคัญ คือ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ แต่ในการจัดงานแต่ละครั้งไม่มีการรำลึกถึงทหารที่ไปรบในสงครามอินโดจีน แต่เป็นอนุสาวรีย์ที่ใช้กับอะไรก็ได้ เพราะใช้ในการรำลึกทหารผ่านศึก เพื่อลบความทรงจำในการต่อสู้ที่อินโดจีน
ศ.ดร.ธงชัย กล่าวถึงประเด็นต่อมา เรื่องเส้นเขตแดน คือ มรดกยุคอาณานิคม ใครก็แล้วแต่ ที่บอกว่าอย่าไปเชื่อเส้นเขตแดนยุคอาณานิคม เพราะชาติไทยทั้งชาติเป็นมรดกยุคอาณานิคมที่มีเส้นเขตแดนมากมายรอบประเทศไทยในปัจจุบัน แล้วทำไมจะไม่ยอมรับแค่เส้นเขตแดนเขาพระวิหาร หากจะรบกันสามารถรบได้ทุกจุดรอบประเทศเพื่อนบ้านของประเทศไทย หากจะรู้ว่ารบตรงไหนจะชี้ให้ว่ารบตรงไหนบ้าง หากจะใช้วิธีอย่างปัจจุบัน รบรอบประเทศไทยเลย เพราะว่าพรมแดนที่ยุคอาณานิคมทิ้งไว้เข้ากันไม่ได้กับรัฐยุคโบราณ และเส้นเขตแดนตัดกลางชุมชนที่เป็นวัฒนธรรมเดียวกัน พวกเขาจึงต้องข้ามไปหากัน เส้นเขตแดนสันปันน้ำ สภาพทางภูมิศาสตร์เปลี่ยนแปลง ร่องน้ำลึกเปลี่ยนไปสันปันน้ำก็เปลี่ยนได้ พรมแดนธรรมชาติเปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้นสันปันน้ำที่อยู่ในสนธิสัญญาจึงไม่ใช่เส้นเขตแดน
"เขตแดนจึงเป็นเรื่องเทคนิคอยากรบ รบได้รอบประเทศไทย ถ้าหากไม่อยากรบ เป็นเรื่องของเทคนิคปล่อยให้เจ้าหน้าที่เทคนิคจัดการแล้วปล่อยให้รัฐบาลที่มีความสัมพันธ์ดีต่อกัน จัดการไม่ดีกว่าหรือ เพราะมันตกลงกันไม่ได้ แต่ถ้าใครไปยื้อให้รบกันตาย" ศ.ดร.ธงชัย กล่าว
ศ.ดร.ธงชัย กล่าวต่อว่า เรื่องพรมแดนธรรมชาติมีปัญหาอยู่จริง แต่ยังมีพรมแดนที่มนุษย์สร้างกันเองเป็นปัญหา อย่างเรื่องพรมแดนเขาพระวิหารเป็นหน้าผา และมีคลองบ้าง ส่วนใหญ่เป็นทุ่งโล่ง หมายความว่า การข้ามเขตรู้บ้างไม่รู้บ้างมีเป็นประจำ หลักเขตที่ปักไว้โบราณจริงๆ ยกออกได้ง่ายลักษณะเหมือนหลักกิโล ช่วงอรัญประเทศ เพราะว่ารัฐไทยเคยใช้ให้เป็นทางผ่านที่เขมรแดงใช้รบหลบเข้ามาในประเทศไทย มีอยู่ช่วงหนึ่งที่แก้ปัญหาไม่ได้ เพราะว่าทุ่นระเบิดเต็มไปหมด เฉพาะทหารเท่านั้นที่ผ่านไปได้ การแก้ปัญหาหลักเขต จะไปแก้ปัญหาเหล่านั้นแก้ได้ยาก กว่าจะไปแก้ได้คงอีกนาน พรมแดนที่มีการวางทุ่นระเบิดประมาณสามล้านลูก ในชายแดนไทยเขมร ซึ่งเป็นทุนระเบิดสารพัดประเทศที่หาคนกู้ได้ยากมาก
"จึงขอฝากช่วยกันคิดหน่อยว่า ถึงวันนี้ในความเห็นผม คิดว่าเวลาผ่านไปมองย้อนหลัง เราน่าจะเข้าใจวิกฤตได้ดีกว่าเดิม หลังผ่านวิกฤตฝุ่นตลบ ปัญหาชายแดนไทยเขมรเป็นโรคที่เกิดจากอะไร ในความเห็นของผม คือ เป็นโรคที่เกิดจากสอง ปัจจัยเศรษฐกิจ สังคม และชนบทเปลี่ยนไปมากแล้ว แต่ชนชั้นนำไทย ไม่เข้าใจในการเปลี่ยนแปลงนี้ เมื่อระบบเศรษฐกิจสังคมเปลี่ยน การเมืองก็ต้องเปลี่ยน ต้องปรับให้สอดคล้องกับกล่มชนชั้นเพื่อประโยชน์ร่วมกัน ในการเปลี่ยนแปลงนั้น เขาได้รู้ว่าระบบการเลือกตั้งที่คนกรุงรังเกียจหนักหนา แต่สำหรับเขามีประโยชน์มาก การจะไปแสวงหาการเลือกตั้งที่ใสสะอาดไม่มีทาง หากเรายอมรับว่าระบบการเลือกตั้งไม่ได้สมบูรณ์ที่สุด แต่เอื้อสะท้อนผลประโยชน์ ที่นำมาแลกกันแล้วตกลงด้วยสันติ แค่นั้นเอง เศรษฐกิจสังคมเปลี่ยนไปแล้ว แต่ระบบประชาธิปไตยที่กำลังเคลื่อนไปก็ถูกสกัดอย่างแรง
"ระบบการเมืองถูกทำลายเพราะกลัวว่าฝ่ายการเมืองจะขึ้นมาเป็น ผู้มีบทบาทในการคัดเลือกบุคคลขึ้นมาดำรงตำแหน่งสำคัญสูงสุดในช่วงเปลี่ยนผ่าน เรื่องนี้มีทางออกทางเดียวเท่านั้น คือ ปรับระบบการเมือง การแก้ปัญหาต้องประนีประนอม ปล่อยตัวแกนนำเสื้อแดง เพื่อเปิดประตูที่จะนำไปสู่เรื่องความอึดอัดให้มาอยู่ในกรอบ และยกเลิกกฏหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ รวมทั้งคณะกรรมการปฏิรูป 600 ล้าน ที่แตะทุกเรื่องยกเว้นเรื่องที่ควรจะแตะ"
"ดร.คณิต ณ นคร" ผมไม่เห็นการเมืองเราพัฒนาอะไรเลย มันทำกันอย่างนี้แหละ
ที่มา มติชน ศาสตราจารย์ ดร. คณิต ณ นคร ประธาน คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหา ความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติหรือ คอป. ให้สัมภาษณ์พิเศษ กองบรรณาธิการวารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในหลายประเด็นที่น่าสนใจ มติชนออนไลน์ นำมาเสนอ ตอนแรกวันที่ 17 ก.พ. เป็นเรื่อง บทบาทของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหา ความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ พร้อมวิพากษ์กระบวนการยุติธรรม ตอนสุดท้าย 18 ก.พ. จะเป็นประเด็นเรื่องการเมือง นักการเมือง กระบวนการยุติธรรม การยึดอำนาจ และรัฐธรรมนูญ ถามว่าการเมืองเราเป็นยังไง เมื่อต้นเดือนสิงหาที่คณะนิติศาสตร์ที่ผมอยู่ ก็ไปสัมมนากันที่ระยอง แล้วก็กินข้าวเสร็จ มีร้องเพลง มีอาจารย์ท่านหนึ่งร้องเพลงเซิ้งอีสาน เท่าที่ผมทราบแต่งโดยคุณหงา คาราวาน แต่งในสมัย ที่อเมริกาเข้ามาในสมัยสงครามเวียดนาม เขาบรรยายถึงความยากแค้นการเอารัดเอาเปรียบอะไรต่างๆ ผมฟังแล้ว เนื่องจากผมมารับหน้าที่นี้ ผมฟังแล้วผมสะท้อนใจเพราะตั้งแต่ปี 2515-2516 สภาพพี่น้องเราที่อีสานนี่นะครับกับเดี๋ยวนี้ไม่แตกต่างกันเลย นี่แสดงว่าการเมืองไม่ได้ทำให้เราดีขึ้นเลยนะ และผมก็มองว่าไม่ใช่เฉพาะคนอีสานที่อยู่ในเพลงหรอก จริงๆ แล้วเป็นทั้งประเทศนั่นแหละ ผมไม่เห็นการเมืองเราพัฒนาอะไรเลยมันทำกันอย่างนี้แหละ ที่เขาบอกว่าเล่น ทำเป็นเล่น ฉะนั้น generation ต่อไปเราอย่าเพิ่งสิ้นหวัง ก็ช่วยกันให้ดีขึ้นในอนาคตต่อไป ศ.ดร.คณิต : ชัดอยู่แล้ว ไปหาเสียงทำอะไรมาไม่ได้ทำให้เกิดประโยชน์ ผมคิดว่าอย่างนี้ด้วยนะ การเมืองระยะหลัง ถ้าผมพูดตรงๆ ก็ต้องบอกว่า ขณะนี้วงการราชการเราถูกทำลายเยอะเลย โดยผลของนักการเมืองที่เก่าๆ วงการราชการแต่ก่อนนี้ ความน่าเชื่อถือมันค่อยๆ น้อยไปหน่อยแล้ว มันลงมาเล่นกับวงการราชการก็ไปกันใหญ่ ประเด็นสำคัญที่มีการปฏิรูปเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมไทยก็คือ การให้ศาลเป็นผู้ออกกฎหมาย (หมายจับ หมายค้น) แต่ยังไม่เข้าใจเนื้อหาจริงๆ เหมือนกับว่าเปลี่ยนคนเซ็นมากกว่า จากตำรวจเป็นศาล และวางหลักประกันความเป็นอิสระของผู้พิพากษา ในรัฐธรรมนูญปี 2540 เช่น ศาลไม่มีการบังคับบัญชาเป็นลำดับชั้นเพราะหากมีจะกระทบกระเทือนความมีอิสระในการทำงาน และการจ่ายสำนวน เมื่อจ่ายให้ผู้พิพากษาท่านใดทำแล้วจะเพิกถอนไม่ได้ แก้ไขเปลี่ยนแปลงสำนวนไม่ได้แต่แม้มีการปฏิรูปแล้วก็ยังไปได้ไม่ถึงไหน ในปัจจุบันก็ยังต้องปรับปรุงต่อไปอีกมาก ถ้าท่านติดตามข้อเขียนของผมก็จะทราบว่ามีอีกมากที่เราจะต้องปรับปรุงเกี่ยวกับข้อวิจารณ์ ตอนนี้คนก็เริ่มเข้าใจกันบ้างแต่ก็ยังเข้าใจไม่หมด เช่น ขณะนี้มีทั้งตำรวจ มี DSI มีอัยการ มี ปปท. ปปช. หน่วยงานทั้งหลายทะเลาะกันหมด ซึ่งเป้าหมายอันเดียวกัน ในชั้นศาลก็ยังไม่ค่อยลงรอยเท่าไหร่แต่มีปัญหาน้อย แต่ศาลก็ไม่ค่อยจะactive เป็น passive ให้อัยการต่อสู้ คดีอาญาไม่ใช่เรื่องการต่อสู้กัน ผม อ่านวิ.อาญาต่างจากคนอื่น เพราะในวิ.อาญาเราเขียนไว้เลยว่าศาลเป็นผู้สืบพยาน จะสืบในศาลหรือนอกศาลก็ได้แล้วแต่ลักษณะพยาน ดังนั้นเราไปที่ศาลเดี๋ยวนี้เราจะพบว่าศาลไม่ได้ทำทั้งหมด จะปล่อยให้สู้กันคดีมันก็ยืดเยื้อ คดีแพ่งยิ่งไม่ต้องพูดถึงยืดเยื้อหนักเลยมีหลายๆ เรื่องการไม่ active ของศาลทำให้กระบวนการยุติธรรมเราแย่ ถ้าต่างประเทศ ถ้าให้อัยการฟ้องเท่ากับว่าเชื่อได้แน่ว่าติดคุก ไม่มียกฟ้องเยอะ การที่ยกฟ้องเยอะแสดงว่าไม่มีประสิทธิภาพกระบวนการยุติธรรมไทย ผมวิเคราะห์ว่ามันมีความแย่สามประการ ประการแรก คือประสิทธิภาพด้อย ถ้าเทียบกับญี่ปุ่นคนละโลกเลย ญี่ปุ่นเขาสามารถเอานายทานากะซึ่ง เป็นนายกรัฐมนตรีติดคุกได้ เกาหลีก็ใช้ได้ ประการที่สอง คือคุกคามสิทธิของบุคคลเยอะ เช่นตีตรวจ หรือแม้กระทั่งข้อเสนอของคณะกรรมการชุดผมที่ออกไปเร็วๆ นี้ก็เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ประการที่สาม cost ในด้านบุคลากร ผมเคยเปิดหนังสือของญี่ปุ่นดู ตำรวจญี่ปุ่นเขาน้อยกว่าเรามากจำนวนผู้พิพากษาก็น้อยกว่าเรา ในขณะที่เขามีประชากรมากกว่าเราสองเท่า เราก็สุดๆ ทั้งสามด้านในคุกเราก็ยังแน่นเพราะเราไม่ได้มีการบริหารคดี เราพอมีการฟ้องก็เข้าคุกไป แน่น ที่ไม่จำเป็นก็ขัง ผมให้สัมภาษณ์เลยว่า ถ้าปฏิบัติตามผม ผู้ต้องขังในเรือนจำระหว่างคดีจะลดจากประมาณ 39% เหลือ 20% จะแก้ปัญหาคนล้นคุกได้ คนล้นคุกของเราอัยการญี่ปุ่นเขาบอกว่าสภาพคุกในเมืองไทยคือคุกญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ของเราอนุรักษ์นิยมไว้ คือเราไม่ได้แก้ปัญหาอะไรเลย ทำเสร็จๆเป็นวันๆ มีปัญหาเยอะแยะ นี่ก็คือกระบวนการยุติธรรมของเราผมก็คงตอบได้แค่นี้ แต่ว่าเราไม่ควรจะสิ้นหวัง เราต้องพัฒนาต่อไปอย่างตอนนี้ ผมพูดถึงเรื่องให้ศาลเป็นผู้ออกหมายจับ ผมไม่คาดคิดว่าผมจะได้เห็นในขณะที่ผมมีชีวิตอยู่ เพราะว่าตอนที่เราผลักเรื่องนี้เข้าไปอยู่ในรัฐธรรมนูญนี้ตำรวจเขาต่อต้านอย่างมาก บอกว่าจะไม่สะดวกในการทำงาน เขาบอกทำไมไม่ไปแก้กฎหมายทีหลัง ผมบอกว่าถ้าไปแก้กฎหมาย ผมตายสิบชาติก็ไม่เกิดหรอก และจริงๆ เรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ เมื่อเรารับระบบยุโรปมาในสมัยก่อน ศาลก็เป็นคนออกหมาย แล้วก็นอกจากความคิดของเราที่เป็นอำนาจนิยมที่ผมว่า ความคิดในวงการราชการ รวมทั้ง วงการยุติธรรมด้วย คือความคิดในเชิงราชการที่เขาเรียกในเชิง“Bureaucracy” คือจะพยายามตั้งหน่วยงานออกมาเยอะ และที่น่าสนใจที่สุดก็คือว่าคณะชุดผม ที่ผมเรียนแล้ว ช่วยผลักดันเรื่องการคุ้มครองพยานเข้าไปไว้ในรัฐธรรมนูญปี 2540 เพราะเราพบว่าพอไปเป็นพยานในศาล ลงมาจากบัลลังก์ ออกจากศาลก็ถูกยิงตาย ไม่มีใครไปดูแลความปลอดภัยให้เลย ความจริงมีคนไปดูแลเยอะ ตำรวจก็มีหน้าที่ใครก็มีหน้าที่ แต่ปรากฏว่า พอไปอยู่ตรงนั้นก็ถือโอกาสสร้างสำนักงานคุ้มครองพยานขึ้นมาในกระทรวงยุติธรรม และสำนักงานคุ้มครองพยาน หากใครอยากได้รับการคุ้มครองผมก็จะพิจารณาก่อนที่ผมจะสั่งบางที อาจเป็นอันตรายก่อน ต้องเข้าไปดูแลทันที แล้วหน่วยงานที่เกิดขึ้นมันไม่มีเล็ก มันจะใหญ่ ผมบอกว่าไอ้ที่คุณทำอย่างนี้มันภาษีผม เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เราจะต้องมาดูว่าสิ่งไหนที่ไม่จำเป็น หรือมีอยู่แล้ว ก็ไม่ควรจะมีให้ซ้ำซ้อน พอมีซ้ำซ้อนก็มีภาษีเยอะ ที่น่าสนใจ คือว่ากฎหมายว่าด้วยการตั้งสำนักงานคุ้มครองพยานเข้าคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ผมนั่งอยู่ด้วย ผมพูดให้ฟังไม่มีใครฟัง เขาก็เข็นออกมาจนได้ ผมก็ไม่รู้จะทำยังไง ของของเราก็จะยิ่งแพงขึ้นเรื่อยๆ ของเราในประวัติศาสตร์ก่อนการปฏิรูปการเมืองเมื่อปี 2540 มีกรมเกิดเยอะแต่ไม่เคยยุบเลยมีกรมเดียวที่ยุบไปก็คือ สำนักนโยบายและแผนกระทรวงมหาดไทย มีกรมเดียวนะในอดีตเพราะผมก็เคยทำงานที่ กพ. กรมที่เกิดขึ้นมาเกิดตามคน ไม่ตามภารกิจ อย่างเช่นสมัยก่อน สำนักงานอัยการสูงสุดมีกองฎีกากองอุทธรณ์ กองฎีกา อุทธรณ์ไม่ทำอะไรเลยจนกระทั่งเราเรียกว่ากองไม่อุทธรณ์ กองไม่ฎีกา สมัยผม ผมได้ยุบรวมสองกองนี้เหลือกองเดียวเรียกว่าสำนักงานอัยการศาลสูง ความต้องการของผมคือต้องการให้อัยการชุดนี้ดูแลกฎ ข้อกฎหมายให้ดี แล้วนอกจากนั้นก็วิเคราะห์การทำงานของอัยการศาลล่าง เพื่อประโยชน์ในการเลื่อนยศ ปลดย้าย แล้วก็เป็นเช่นนี้ ผมก็เลยเป็นอัยการสูงสุดคนเดียวที่พอปลดเกษียณมาถูกสำนักงานอัยการสูงสุดฟ้อง แต่ความจริงอำนาจปกครองแคบไป ต้องเรียกว่าสิทธิที่จะให้การศึกษาอบรมและดูแล และถ้าท่านอ่านตำราของผมก็จะพบคำนี้ เพราะการพรากผู้เยาว์มันเป็นการพรากไปจากบรรดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแล ผู้ดูแลไม่มีอำนาจปกครองตามความหมายที่กฎหมายเขียน และผมเจอฎีกาหลายๆ เรื่องที่พูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา ก็เริ่มติดตลาด อาจารย์ปรีดีท่านพูด “ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำต่อผู้อื่นโดยผิดกฎหมาย ให้เขาเสียหายแก่ชีวิตก็ดี ร่างกายก็ดี เสรีภาพก็ดี อนามัยก็ดี หรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใด” อย่างนี้มันก็คือคุณธรรมทางกฎหมายทั้งนั้น ไม่มีรูปร่าง ไม่มีตัวตน เป็นภาพในทางความคิด professor ญี่ปุ่นเขาเคยมา lecture ที่นี้ สมัยท่านอาจารย์เกียรติขจรเป็นคณบดี ผมก็เอานักศึกษาปริญญาโทเข้ามานั่งฟัง เขาพูดว่า ‘Legal Interest’ ไม่ใช่เรื่องใหม่ และการที่เรานำมา มันเป็นการที่ใช้ประโยชน์ได้เยอะ เพราะทำให้เราเห็นการเป็นผู้เสียหายได้ชัดเจนยิ่งขึ้น และผมเคยคิดอยากเป็นทนาย ตอนที่ผมมาสอบอัยการ เพราะว่าสมัยก่อนเวลาเราได้เนตินะ หน่วยงานที่เราอยู่จะมองว่าเราเป็นกาฝากและผมมาสอบอัยการ และถ้าสอบไม่ได้ ผมจะลาออกไปตั้งสำนักทนายความเป็นของตัวเอง เป็นทนายความ แต่บังเอิญผมสอบได้ก็เลยโชคช่วยไป หลังจากที่ปลดเกษียณไปแล้ว ผมไม่ทำเพราะว่าเหตุที่ไม่ทำเพราะว่าผมคิดว่าผมมองอะไรออกเยอะ และถ้าคิดว่าผมใช้กฎหมาย ใช้ไปในทางนั้น บางทีอาจจะไม่เป็นไปกับประโยชน์ของสังคมก็ได้ ผมเลยอยู่เฉยๆ สอนหนังสือดีกว่า และในคดีนายกอานันท์ ผมต่อสู้โดยใช้หลักนี้ คุณธรรมทางกฎหมาย ผมก็บอกว่าคนฟ้องไม่ใช่ผู้เสียหาย ฟ้องตามมาตรา 157 มาตรานี้ไม่ใช่คุณธรรมทางกฎหมาย เป็นส่วนบุคคลแต่เป็นความบริษัทสะอาดอันเป็นเรื่องส่วนรวม แต่ผมก็แพ้ในข้อกฎหมาย สู้ไปแต่ในที่สุดนายกอานันท์ก็ถูกศาลชั้นต้นยกฟ้องส่วนอีก 3 ท่านก็ไปถูกยกฟ้องในศาลฎีกา มันนำมาใช้ได้ แต่ว่าในส่วนของมาตรา 157 นี้ ความจริงมันไม่มีโอกาสที่เอกชนจะฟ้อง แต่เราก็ได้ยอมรับให้มีการฟ้อง อย่างนี้เป็นต้น ศ.ดร.คณิต : รัฐธรรมนูญปี 2550 ผมยังอ่านไม่จบ เหตุที่ผมอ่านไม่จบนั้นเพราะว่าผิดคิดต่างไปจากคนอื่น ผมว่าคนร่างไม่มี ‘justification’ แต่ผมก็ไม่ได้หมายความว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 ไม่ดี ไม่ได้พูดอย่างนั้น ผมพยายามรักษาตัวเองว่าที่ไหนที่มีสิ่งที่ถูกต้อง ถ้าไม่เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ผมก็ไม่ไปทำ สำหรับตัวรัฐธรรมนูญนั้น ผมไม่ได้บอกว่าไม่ดี แต่ผู้ร่างไม่ได้ไปในทิศทางที่ถูกไงไม่มี ‘justification’ คือหมายความว่าเราจะทำอะไร เราจะต้องมีความชอบธรรมในการทำ หมายถึงการเข้าร่าง ผู้เข้าร่างไม่มีความชอบธรรมในเบื้องต้น สมัยปี 2540 เรามี ‘justification’ เราเข้าไปโดยถูกต้อง เพราะขณะนั้นมีการเลือกโดยรัฐสภา ผมเข้าไปในฐานะผู้เชี่ยวชาญเพราะฉะนั้นในการที่เรามีความถูกต้องชอบธรรม เข้าไปเราก็มีสิทธิที่จะร่าง ส่วนจะดีหรือไม่ดี ผมไม่รับรอง แต่ในปี 2550 นี้ เขารังเกียจว่าคนร่างเข้าไปโดยไม่ถูกต้องผมไม่มีความจำเป็นในการที่จะอ่านมันจนจบ แต่ผมก็อ่านบ้าง เช่น หากผมจะต้องแต่งตำรา เช่นข้อเสนอแนะก็มีพูดถึงเรื่องรัฐธรรมนูญ ผมก็เอามาอ้าง แต่ผมไม่มีความจำเป็นต้องอ่าน และใครมาถามผม ผม ก็ไม่รู้และผมก็ไม่สนใจ ส่วนเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ ผมคิดว่าเขาก็ทำไป อย่างนั้นเอง และไม่ใช่วาจะมีผลอะไรเท่าไหร่เพราะเป็นเรื่องการเมือง เพราะฉะนั้นผมเลยวิจารณ์ แต่เรื่องกระบวนการยุติธรรมทั้งนั้น ผมต้องการให้ดี เป็นหลักได้ เพราะถ้ากระบวนการยุติธรรมไม่ดี จะพัฒนาไปไม่ได้ เช่น ดูเกาหลี ญี่ปุ่น หรือประเทศที่เจริญแล้วเช่นฝรั่งเศส เยอรมัน หรือทั้งหลายในยุโรปล้วนแล้วแต่กระบวนการยุติธรรมดีทั้งสิ้น เพราะถ้ากระบวนการยุติธรรมไม่ดีจะไปไม่รอด ของเราก็มีการยึดอำนาจกันมาตลอด ตอนที่ผมศึกษาอยู่ที่เยอรมัน เคยมีนายพลใหญ่ของกองทัพเยอรมันได้รับเชิญจากนายพล Franco ไปร่วมในพิธีสวนสนามที่สเปน ซึ่ง Franco เป็นเผด็จการ ต่อมานายพลนี้ก็ถูกปลด ส่วนประเทศอัฟริกาในสมัยเหยียดผิวไปร่วมอย่างนี้กลับมาโดนปลด ในประเด็นนี้ผมสนับสนุนให้มีการทำวิจัยเรื่องว่าบ้านเมืองอื่นเขาจัดการกับเรื่องอย่างไรที่จะไม่ให้เกิดการปฏิวัติทหารต้องจัดการอย่างไร ผมไปอ่านในรัฐธรรมนูญเยอรมัน เขาพูดถึงผู้ตรวจการทหารไม่ใช่กรรมาธิการทหารที่เราพบในสภา ซึ่งเขาเลือกมาให้มีการวิจัยเรื่องนี้ ประเทศที่เจริญแล้วเขาจะมีความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองกับอำนาจ

ผู้สัมภาษณ์ : ในฐานะที่อาจารย์อยู่ในวงการยุติธรรมมานาน อยากทราบความเห็นของอาจารย์ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในเมืองไทยทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง หรือกระบวนยุติธรรมต่างๆ นี้ ต้นเหตุของปัญหานี้เป็นเพราะตัวระบบที่เป็นอยู่ในประเทศไทย หรือเป็นเพราะตัวบุคคลที่ทำให้เกิดความวุ่นวายอยู่ในทุกวันนี้
ศ.ดร.คณิต : ผมไม่เคยเข้าไปแวดวงการเมืองนะ ผมหลงทางไปทีเดียวในสมัยคุณทักษิณคือตอนที่ร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 ผมเป็น สสร. ด้วยและคุณทักษิณก็เข้ามาทาบทามผม ว่าผมก็มีอะไรที่อยากทำอยู่เยอะ ก็เป็นเรื่องจริง และผมก็คิดว่าการเมืองตอนนั้นน่าจะเป็นมิติใหม่แล้ว แต่ก็พบว่ามันไม่จริง ผมก็เลยถอย ผมก็ข้องแวะกับการเมืองแค่นี้แหละ อย่างอื่นผมก็ไม่เคย
อันนี้ก็คือ ถ้าถามการเมืองผมก็จะตอบอย่างนี้ แต่ผมไม่เคยคิดจะลงไปเล่นการเมืองที่ผมเข้าไปนั้นผมหลงทาง นี่เขียนไว้ในตำราของผม ลองไปอ่านดูในคำนำกฎหมายอาญาภาคทั่วไป ผมไปอยู่สองปีแล้วผมก็ออกมาสอนหนังสือ ซึ่งผมก็คิดว่าสอนหนังสือมันถูกจริตผม แล้วผมก็สบายใจด้วยที่จะทำไม่ต้องไปยุ่งยากวุ่นวายกับใคร
ผู้สัมภาษณ์ : แล้วอาจารย์คิดว่าต้นเหตุอยู่ที่นักการเมืองหรือเปล่า ที่ทำให้ปัญหา ต่างๆ เกิดขึ้น
ผู้สัมภาษณ์ : กล่าวได้ว่าอาจารย์คือผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายอาญาและกระบวนการยุติธรรม หากเปรียบเทียบกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของไทยในอดีตเมื่อ 20-30 ปีที่แล้ว อาจารย์เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมทางอาญาของประเทศไทยในปัจจุบันนี้ได้พัฒนาดังที่อาจารย์ได้มุ่งหวังไว้หรือไม่ เพียงใด
ศ.ดร.คณิต : กระบวนการยุติธรรมของไทยปฏิรูปครั้งแรก ปี 2540 โดยรัฐธรรมนูญฉบับที่เรียกว่า “ฉบับประชาชน” พวกผมหลายคนอาจารย์ ดร.กิตติพงษ์ คุณพงษ์เทพ เทพกาญจนา ช่วยผลักดันเรื่องนี้มาก
ถามว่าตอนนี้ดีกว่าเก่าไหม ผมบอกได้เลยว่า “กฎหมายของเรา ไม่เลวกว่ากฎหมายใดในโลกนี้” แต่คนของเรายังต้องศึกษาอีกเยอะ เพราะฉะนั้นการให้การศึกษาจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก โดยเฉพาะในชั้นอุดมศึกษารวมทั้งมัธยมศึกษาและประถมศึกษา ก็ดีขึ้นแต่ยังไม่ดีเท่าที่ควร อาจสืบเนื่องมาจากว่าคนไทยเรามีความเป็นอำนาจนิยมสูง คนที่เกิดแบบเสรีนิยมมีน้อย เมื่ออำนาจนิยมสูงเราจึงทำงานไม่สอดประสานกัน อย่างกระบวนการยุติธรรม จริงๆ แล้วการตรวจสอบความจริงมีสองชั้นคือ เจ้าพนักงาน กับชั้นศาล ชั้นเจ้าพนักงานเรามีเจ้าพนักงานหลายฝ่ายเราก็ต่างคนต่างทำ
ตอนที่ผมอยู่สำนักงานอัยการสูงสุดมีน้องๆ มาถามผมตลอดเวลาว่าปีนี้จะได้อัตราเพิ่มซักเท่าไหร่ สิ่งที่ผมตอบว่าอะไร ผมตอบว่าผมยังไม่ทราบเลย ว่าจะหางานอะไรให้พวกคุณทำ ถ้าได้งานแล้วคนจะตาม ไม่ใช่มีคนโดยไม่มีงาน แล้วก็หน่วยงานไหนก็ตาม มีคนแล้วว่างงานเป็นปัญหาหน่วยงาน แต่พวกอัยการไม่ค่อยชอบเพราะผมไม่เคยขยายBureaucracy อย่างที่เกินความจำเป็น และผมพยายามจะยุบ แต่ยุบได้ไม่หมดเหมือนกัน
ผู้สัมภาษณ์ : อาจารย์ได้เคยเสนอเรื่องคุณธรรมทางก ฎ ห ม า ย อัน เ ป็นแนวคิดของประเทศที่ใช้ประมวลกฎหมายอ า จ า ร ย์คิด ว่า ใ นปัจจุบันได้มีการศึกษาเพิ่มเติมหรือไม่ และองค์กรตุลาการได้นำมาปรับใช้มากขึ้นหรือไม่อย่างไร
ศ.ดร.คณิต : ผมคิดว่ามี แต่ก่อนนี้ไม่มีใครพูดถึงในเรื่องนี้ ในเรื่องคุณธรรมทางกฎหมายไม่ใช่ผมคนแรกที่เอามาพูด แต่เรียกคนละอย่างกัน คนแรกที่ผมทราบ คือ ดร.ปรีดี เกษมทรัพย์ก็เป็นอาจารย์ที่นี้ แต่ท่านไม่ได้เรียกว่าคุณธรรมทางกฎหมาย แต่ท่านเอามาจากคำเดียวกับภาษาเยอรมันท่านเรียกว่า นิติสมบัติ ถ้าใครอ่านหนังสือของอาจารย์ปรีดี และขณะนี้เริ่มเข้าใจแล้วนะ เพราะฎีกาบางฎีกาพูดถึงอำนาจปกครองในความผิดฐานพรากผู้เยาว์ ซึ่งอำนาจปกครองก็คือคุณธรรมทางกฎหมายอันหนึ่ง
ไม่ติดตลาดเลย พอผมมาพูดก็เริ่มติดตลาดขึ้น เดี๋ยวนี้คนเรียนกฎหมายถ้าไม่รู้จักคำนี้ เชย และเรื่องคุณธรรมทางกฎหมายมันไม่ใช่แค่เรื่องของทางกฎหมายอาญาเท่านั้น ตอนที่ผมนำมาพูดใหม่ๆ มันมีที่ไหนในระบบกฎหมายเรา ความจริงเรามี ท่านที่เรียนละเมิดมาแล้วก็จะเห็น
และหลายๆ อย่างที่ทำให้เกิดพัฒนาอย่างผู้เสียหายในปัจจุบัน ส่วนใหญ่คือผู้เสียหายโดยนิตินัย แต่ผมไม่สอนอย่างนั้น ผมสอนว่าผู้เสียหายคือผู้ที่คุณธรรมทางกฎหมายที่เป็นส่วนบุคคลถูกล่วงละเมิด และผมใช้แนวคิดนี้ไปต่อสู้คดีให้นายกอานันท์ ปันยารชุน และถ้าท่านสนใจลองไปอ่านดูใน ข้อกฎหมายในคดีนายก อานันท์ ผมเป็นทนายใหญ่ ทนายในเมืองไทย สู้ผมไม่ได้ เพราะว่าลูกความผม ที่ผมว่าความดำเนินคดีให้ อดีตนายกรัฐมนตรี อานันท์ ปันยารชุน อดีตประธานศาลฎีกา สวัสดิ์ โชติพาณิชย์ อดีต รมต.
กระทรวงยุติธรรม
ผู้สัมภาษณ์ : ในฐานะที่อาจารย์เคยเป็นสมาชิกร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2540 อาจารย์คิดว่ารัฐธรรมนูญปีปัจจุบันปี 2550 มีข้อบกพร่องหรือไม่ อย่างไรบ้าง
แต่ผมออกห่างจากการเมืองอยู่แล้ว ผมถอยห่าง ผมไม่กลับไปยุ่ง ผมคิดว่านอกจากนั้นแล้ว หลังจากที่ผมรับหน้าที่หลังจากที่เข้าไปสัมผัสแล้วทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ารังเกียจการยึดอำนาจ ผมว่าประเทศที่เจริญด้วยเศรษฐกิจ สังคม การเมือง กระบวนการยุติธรรมเขามีประสิทธิภาพ ถ้ากระบวนการยุติธรรมไม่มีประสิทธิภาพ แบบบ้านเราหรือประเทศที่ด้อยๆ ทั้งหลาย การพัฒนาประชาธิปไตยมันเป็นไปไม่ได้
ผมไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่ผมทำวิจัย เราต้องการเปลี่ยนแปลง แต่เราต้องการให้คนอื่นเห็นว่าการเจริญเป็นเช่นนี้ ผมเคยพบปลัดกระทรวงกลาโหม ท่านใหญ่สุดรองจากรัฐมนตรี แต่ท่านบอกว่าไม่ใช่หรอกนายพลจากกองทัพที่ใหญ่จริง แต่ความจริงต้องเป็นปลัดต้องมีบทบาทที่สำคัญ ถ้ากองทัพไม่มีงบประมาณมันก็ไม่สามารถทำอะไรได้และสองสามวันต่อมาก็เชิญผมไปพูดอีก นายพลจากกองทัพก็มานั่งกันเต็ม ผมพูดไปทุกคนก็เห็นด้วยหมด แต่มันไม่เกิดความเป็นจริงขึ้นมา ถ้าตีแผ่ออกมาได้จะเป็นประโยชน์แก่สังคมอย่างมาก เราไม่ได้หมายความว่าเราจะไปห้ามเขาได้ ผมแค่ต้องการให้เห็นภาพ ผมเรียนตั้งแต่ต้นแล้วว่า งานของพวกผมที่ออกมา มองในด้าน ‘prevention’ ที่จะป้องกันไม่ให้มันซ้ำแล้วซ้ำอีก ย้ำซอยอยู่กับที่
คำแถลง"ฮุน เซน" เล็ง"ศาลโลก" ตีความคำตัดสิน"พ.ศ.2505"
ที่มา มติชน หมายเหตุ - สมเด็จฯ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา แถลงถึงสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างกัมพูชาและไทย พร้อมกับแนวทางการฟื้นฟูสัมพันธ์ของสองประเทศ ที่ทำเนียบรัฐบาลกัมพูชา กรุงพนมเปญ เมื่อเช้าวันที่ 17 กุมภาพันธ์ โดยใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงเต็ม โดยระบุพร้อมเจรจาฟื้นสัมพันธ์กับไทยแต่ต้องมีอาเซียนเป็นสักขีพยาน แต่หากการเจรจาของอาเซียนหรือคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) ไม่บรรลุผลจะยื่นต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ไอซีเจ) หรือศาลโลก วันนี้ต้องการแถลงให้ทราบถึงข้อพิพาทระหว่างไทยและกัมพูชา การที่ยูเอ็นเอสซีเรียกนายฮอ นัม ฮง รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศกัมพูชา กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยไปชี้แจงที่มหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกานั้น ฝ่ายกัมพูชาเป็นคนเสนอไปเองเพื่อให้ทั้งสองฝ่ายยุติการทำสงคราม ไม่จำเป็นว่าต้องส่งเครื่องบินมาทิ้งระเบิดถึงพนมเปญจึงจะเรียกว่าสงคราม แต่ในความเป็นจริงแล้ว การยิงกันไปมาก็คือสงคราม การปะทะกันเล็กๆ ไม่เป็นไร แต่นี่เป็นการปะทะกันอย่างต่อเนื่อง นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์กับซีเอ็นเอ็นว่า ให้กัมพูชารับฟังการตัดสินของยูเอ็นเอสซี ผมอยากให้นายกษิตเป็นผู้รับฟังเรื่องนี้เพราะว่ากัมพูชารับฟังเสียงจากนานาชาติอยู่แล้ว ผมอยากจะถามว่าใครเป็นคนต้องการให้อาเซียนเข้ามาไกล่เกลี่ยปัญหาความขัดแย้ง และใครไม่ต้องการอาเซียน ตั้งแต่ปี 2551 การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนที่ประเทศสิงคโปร์ ทางฝ่ายกัมพูชาเรียกร้องให้อาเซียนหยิบยก กรณีทหารไทยรุกล้ำพรมแดนกัมพูชาขึ้นมาหารือ แต่ฝ่ายไทยคัดค้านมาตลอดโดยไม่ต้องการให้อาเซียนเข้ามายุ่งเกี่ยวกับปัญหานี้ นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน แสดงความวิตกกังวลต่อปัญหาขัดแย้งระหว่างไทยกัมพูชา และต้องการช่วยแก้ไขปัญหา แต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ บอกว่ายังไม่ถึงเวลาที่อาเซียนเข้ามาข้องเกี่ยว ผมขอให้ผู้นำไทยบันทึกคำพูดของตัวเองให้ชัดเจนว่า วันไหนพูดอะไรออกมาบ้าง ขณะนี้ถึงเวลาแล้ว ผมคิดว่าทุกคนที่มีความรู้เป็นปัญญาชน ไม่ควรหลอกคนอื่นและต้องไม่ให้คนอื่นหลอกตัวเอง อาเซียนจะเปิดประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ฝ่ายไทยพยายามแสดงให้เห็นว่าเป็นฝ่ายดึงกัมพูชาไปร่วมประชุมคลี่คลายข้อขัดแย้ง ความจริงแล้วไม่ใช่เลย กัมพูชาต่างหากเป็นฝ่ายเรียกร้องให้อาเซียนเข้ามาแก้ปัญหา อดีตนักการทูตไทยประจำสหประชาชาติ บอกว่า ไม่ใช่ความประสงค์ของฝ่ายไทย แต่เป็นความต้องการของฝ่ายกัมพูชา อดีตนักการทูตคนนั้นพูดถูก ไทยควรจะคิดให้ละเอียดลึกซึ้ง ผมไม่เข้าใจว่า ทำไมนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีต่างประเทศของไทยจึงเป็นฝ่ายบอกว่าต้องการดึงอาเซียนเข้ามาพัวพัน ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นเป็นฝ่ายคัดค้าน คำพูดของนายกฯและรัฐมนตรีต่างประเทศไทย หมุนกลับ 180 องศา เช่นเดียวกัน ยูเนสโกส่งตัวแทนพิเศษเข้าไปดูพื้นที่ปราสาทพระวิหาร ฝ่ายไทยคัดค้าน ผมไม่อยากเอาเปรียบใครหรอก ไม่ต้องการเอาเปรียบใครทั้งนั้น แต่ขอให้ยุติธรรม ผมขออ่านคำแถลงการณ์ของนายฮอ นัมฮง เมื่อครั้งที่ไปชี้แจงกับยูเอ็นเอสซีว่า ถึงจะอดทนและหารือของฝ่ายกัมพูชาเพื่อมุ่งหวังสันติ แต่การเจรจาทั้งสองฝ่ายกลับไม่ได้ผล กระนั้นก็ตาม กัมพูชายังคงมีความตั้งใจแน่วแน่ในการแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี ตามแนวทางของอาเซียน เพราะไทยและกัมพูชาเป็นสมาชิกอาเซียนเหมือนกัน ก่อนหน้านี้ไทยเคยแสดงความจริงใจในการแก้ปัญหาเช่นนี้หรือไม่ ไทยไม่เคยเรียกร้องให้ยูเอ็นเอสซีหรืออาเซียนช่วยแก้ปัญหา มีเพียงกัมพูชาเท่านั้นที่มีเจตนามุ่งมั่นดังกล่าว และเหตุไฉน ไทยถึงอ้างว่าเป็นชัยชนะ ? ขณะนี้ไทยต้องการเจรจาทวิภาคี ผมขอถามกลับไปว่า อาเซียนเป็นใคร ? ประธานอาเซียนเป็นใคร ? จะคุยสองฝ่ายอีกหรือไม่ ก็ในเมื่อการประชุมที่ จ.เสียมราฐ หรือการประชุมที่หัวหิน นั่นเรียกว่าเป็นการประชุมทวิภาคี แต่เวลานี้ต้องไปประชุมที่กรุงจาการ์ตา ไม่ใช่สองฝ่ายอีกแล้ว เราขอประกาศว่า การประชุมสองฝ่ายระหว่างไทยกับกัมพูชา ได้ยุติลง ต่อไปจะไม่มีการประชุมทวิภาคีอีกแล้ว การประชุมครั้งต่อไปต้องมีฝ่ายที่สามนอกจากกัมพูชาและไทย จะต้องมีประธานอาเซียนซึ่งปัจจุบันเป็นอินโดนีเซีย อยากรู้ว่าไทยนับเลขออกหรือเปล่า เพราะมีอินโดนีเซียร่วมประชุมด้วย เมื่อมีเกินสองฝ่ายก็ต้องเป็นการเจรจาแบบพหุภาคี ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ เป็นการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ผู้ไปนั่งประชุมคือบุคคลที่สามแล้ว ขอบอกฝ่ายไทยว่า อย่าหลอกลวงประชาชนแล้วอย่าหลอกตัวเองด้วย เพราะจะทำให้เกิดผลกระทบถึงกรุงพนมเปญ ผมเพิ่งพูดคุยกับนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรีของไทย ก็ได้ฝากเรื่องนี้ไปถึงนายอภิสิทธิ์ด้วย วันที่ 12 กุมภาพันธ์ นายอภิสิทธิ์แจ้งไปยังผู้นำอาเซียนคนหนึ่งขอให้เห็นใจใน 3 ประเด็น 1.นายอภิสิทธิ์กับกลุ่มคนเสื้อเหลืองไม่เหมือนกัน เรื่องนี้ผมเข้าใจ แต่ผมอยากบอกว่านายอภิสิทธิ์อย่าเอาภาษาของคนเสื้อเหลืองมาพูด เพราะบางคำเหมือนคนเสื้อเหลืองพูด นายไตรรงค์บอกผมว่า การที่กลุ่มคนเสื้อเหลืองด่าผู้นำไทยแล้วลามไปถึงผู้นำกัมพูชานั้น รัฐบาลไทยไม่สามารถควบคุมได้เป็นสิทธิของกลุ่มคนเหล่านั้น ถ้าเป็นเช่นนั้น นายสนธิ (ลิ้มทองกุล) และ พล.ต.จำลอง (ศรีเมือง) ก็เป็นนายกฯแล้วสิ 2.ผมไม่เข้าใจการพิจารณากฎหมายภายในของไทย ในเรื่องให้ความเห็นชอบของรัฐสภา ทั้งที่มีมติของทั้งสองฝ่ายมีมานานและบรรลุผลกันไปแล้ว ผมเข้าใจไม่ใช่ว่าผมไม่เข้าใจหรอก แต่มันนานเกินไปตั้งแต่ปี 2551 มาถึง 2554 สภายังไม่ผ่านความเห็นในเรื่องการเจรจาพรมแดนระหว่างไทยกัมพูชา 3.ไทยบอกว่า ไม่สามารถควบคุมข่าวสารแต่กัมพูชาควบคุมได้ ปัญหาเรื่องไทยกัมพูชาไม่ใช่เรื่องการควบคุมหรอก แต่อยู่ที่รัฐบาลจะยับยั้งไม่ให้เกิดผลกระทบอย่างไร ผมเข้าใจในความลำบากและเข้าใจในสิทธิเสรีภาพข่าวสาร ปัญหาชายแดนขอให้ตรึงกำลังทั้งสองฝ่ายเอาไว้ อย่าให้เคลื่อนไหวไปมาและขอให้มีการแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างถาวร โดยปักปันตามแนวชายแดน แต่ทำยังไงได้เมื่อสองคนไม่ถูก อาเซียนไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องชายแดนไทยกัมพูชาได้ อาเซียนทำได้เพียงขัดขวางไม่ให้สองคนทะเลาะกัน ยูเอ็นเอสซีไม่มีบทบาทแก้ไขให้ปัญหามันจบสิ้นได้ แต่กัมพูชายังมีทางเดินของตัวเอง โดยจะฟ้องไปยังศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice-ICJ) หรือศาลโลก เพื่อให้พิจารณาคำพิพากษาในคดีปราสาทพระวิหาร เมื่อปี 2505 ฝ่ายไทยบอกว่าเตรียมตัวแล้ว ก็ดีไปกันสองคน เราไม่ขอให้ศาลโลกตัดสินใหม่ แต่ขอให้รื้อฟื้นคำพิพากษาเดิมดูอีกครั้งหนึ่ง ถ้าทำอย่างนี้ได้แล้ว ทางกัมพูชาสบาย ไทยเองก็หมดปัญหาด้วย เพราะจะได้ยุติข้อขัดแย้งในปัญหาเส้นแบ่งพรมแดน ตรงไหนเป็นของไทยหรือเป็นของกัมพูชา ก็เอาให้ชัดเจนไปเลย.



"เพื่อไทย"ซัดรัฐบาล เล่นละครตบตาประชาชนรายวัน ยุบสภาก่อนมิ.ย.ลั่นพร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง
ที่มา มติชน
เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ที่พรรคเพื่อไทย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงถึงกรณีทนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่าอาจจะมีการยุบสภาก่อนเดือนมิถุนายนว่า นายสุเทพพูดในตอนเช้า แต่ช่วงบ่ายนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กลับออกมาบอกว่ายังไม่ทราบเรื่อง นอกจากนี้ ก่อนหน้านี้นายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย เคยออกมาให้ข่าวว่าจะมีการยุบสภาในช่วงเดือนมิถุนายน ดังนั้น จะเห็นได้ว่าเป็นกระบวนการของรัฐบาลที่แบ่งบทกันเล่นละครเพื่อตบตาประชาชนรายวัน ทั้งนี้ หากมีการยุบสภาเมื่อใดพรรคเพื่อไทยก็พร้อมเข้าสู่การเลือกตั้งเมื่อนั้น
ยุติธรรมล่าช้า
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ เหล็กใน
สมิงสามผลัด
เคยมีคนเตือนไว้ว่า "ความยุติธรรมที่ล่าช้า คือความไม่ยุติธรรม"
แต่คำเตือนนี้ไม่มีผลเลยสำหรับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
การที่คนเสื้อแดงหลายร้อยคนยังถูกจองจำอยู่ในเรือนจำเป็นเวลานาน 7-8 เดือนแล้ว
ตอกย้ำประเด็นนี้ได้ดี
การออกมาทวงความยุติธรรมของญาติพี่น้องที่โดนจับขังคุกยังมีให้เห็นกันต่อเนื่อง
เป็นข่าวให้เห็นกันตลอด โดยเฉพาะในภาคอีสาน
เมียออกมาวิงวอนให้ปล่อยผัวออกจากคุก
ลูกน้อยเรียกร้องให้ทางการให้ประกันตัวพ่อ
ที่สำคัญถึงตอนนี้คดีความที่กรมสอบสวนคดีพิเศษก็ไม่ได้คืบหน้าไปถึงไหน
ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าผู้ที่ถูกจองจำส่วนใหญ่กระทำ ผิดจริง
หรือพูดกันง่ายๆ คือมี "ผู้บริสุทธิ์" ติดหลังแหไปด้วย
ไม่ติดหลังแหเปล่าๆ
แต่ติดคุกจริงๆ นาน 7-8 เดือน
ไม่รู้ว่านายอภิสิทธิ์รู้สึกอย่างไรกับบุคคลเหล่านี้
เห็นอกเห็นใจหรือเปล่า หรือว่ายังมองคนเหล่านี้เป็นศัตรูการเมือง
นอกจากเหยื่อเสื้อแดงที่ถูกขังลืมแล้ว
ยังมีผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมทั้งที่สี่แยก คอกวัว-ราชประสงค์ที่ทุกวันนี้ยังถูกละเลย
ขอย้ำว่าจากเหตุการณ์ดังกล่าวมีผู้บาดเจ็บกว่า 2 พันคน !
ส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับการเยียวยา ไม่ได้รับการเหลียวแล
ทั้งที่คนเหล่านี้ตกเป็นเหยื่อพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ
ตกเป็นเหยื่อคำสั่งปราบปรามของรัฐบาล
บางคนทุพพลภาพ พิการจนไม่อาจทำมาหากินเลี้ยงดูครอบครัวได้
เงินชดเชยบรรเทาทุกข์ยังไม่ถึงมือ
ทำให้รู้สึกว่าเป็นพลเมืองชั้น 2
ความล่าช้าในการให้ประกันตัวเสื้อแดงหลายร้อยคนที่ถูกขังลืม หรือการเยียวยาผู้บาดเจ็บจากเหตุสลายม็อบ
สะท้อนความไม่ยุติธรรมเป็นอย่างดี
หากจะรวมไปถึงแกนนำนปช.หลายสิบคนที่ยังโดนจองจำในคุกด้วย
ก็ยิ่งตอกย้ำไปถึงความ 2 มาตรฐานของรัฐบาลเข้าไปอีก
นปช.โดนคดีก่อการร้ายถูกจับยัดเรือนจำ ห้ามประกันตัว
เพราะกลัวว่าจะหวนกลับไปก่อม็อบ สร้างความวุ่นวายอีก
พธม.โดนจับคดีเดียวกัน ไม่ต้องติดคุก เพราะได้ประกันตัวทั้งหมด
ซึ่งแกนนำเหล่านี้ก็ก่อม็อบปิดถนนยั่วยุสงครามอยู่ในขณะนี้
ม็อบเสื้อแดงมากันเป็นแสนพรึ่บราชประสงค์ เรียกร้องให้ยุบสภา กลับโดนบุกสลาย
ม็อบเหลืองมาแค่หลักร้อย ไล่นายกฯ ไล่รัฐบาล กลับปล่อยให้ปิดถนนไปเรื่อยๆ
2 มาตรฐานได้ใจ
สมกับฉายา "หล่อหลักลอย" จริงๆ
ปัญหาจริงของประเทศไทยที่ต้องแก้ไข โดยธงชัย วินิจจะกุล
ที่มา thaifreenews
โดย prainn
ศ.ดร.ธงชัย วินิจจะกูล อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์
มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสัน ประเทศสหรัฐอเมริกา
จากงานเสวนาวิชาการ "รัฐศาสตร์ภาคประชาชน ครั้งที่ 1"
หัวข้อ "ฝ่าวิกฤตชายแดนไทย-เขมร"
ณ ห้องประชุมมาลัยหุวนันท์ ตึก 3 คณะรัฐศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
วันพฤหัสบดีที่ 17 กุมภาพันธ์ 2554





