ที่มา thaifreenews
โดย lovethai
“กรณ์”ยอมรับรัฐหมดทางคุม“สินค้าแพง”
กรณ์ยอมรับรัฐบาลไม่สามารถคุมราคาสินค้าได้ทั้งหมด ชี้สินค้าบางอย่างแพงขึ้นเป็นเรื่องต้องทำใจ
นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ในฐานะึคณะกรรมการติดตามโครงการประชาวัฒน์ กล่าวถึงราึคาน้ำมันปาล์มราคาแพงว่า รัฐบาลไม่สามารถควบคุมราคาสินค้าไม่ให้แพงได้ทั้งหมด ดังนั้นราคาสินค้าบางอย่างแพงขึ้นก็เป็นเีรื่องที่ต้องทำใจ
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาพยายามชดเชยรายได้ หรือ ไม่เพิ่มรายจ่ายให้กับประชาชนในทางอื่น เช่น การตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกินลิตรละ 30 บาท ทำให้ราคาสินค้่าแพงขึ้นไปอีก ซึ่งรัฐบาลมีเงินกองทุนน้ำมันอีก 2 หมื่นล้านบาท ในการชดเชยราคาน้ำมันดีเซล
"รัฐบาลไม่สามารถไปดูแลราคาสินค้าทุกประเภทได้ เพราะมันขึ้นอยู่กับปริมาณ ความต้องการสินค้า และปริมาณสินค้าในท้องตลาดที่มีจริง แต่บางประเภทสินค้าที่เราดูแลได้และส่งผลต่อค่าครองชีพของประชาชนก็ถือเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องดูแลประชาชน"นายกรณ์ กล่าว
นายกรณ์ กล่าวว่า ได้รายงานความคืบหน้าโครงการประชาวิวัฒน์ 9 มาตรการ ให้นายอภิสิืทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี รับทราบที่ดำเนินการมา 5 สัปดาห์ ซึ่งแต่ละัมาตรการอยู่ระหว่างดำเนินการ
(ที่มา โพสต์ทูเดย์ ,21 กุมภาพันธ์ 2554)
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, February 23, 2011
โพสต์ทูเดย์ รายงาน“กรณ์”ยอมรับ“รัฐบาลเทพประทาน”หมดปัญญาคุม“สินค้าแพง”
บทความข่าวสด:“น้ำมันปาล์ม” เรื่องของรัฐบาลแย่งกันโกงกินแล้วทำ"ชาวบ้าน"เดือดร้อน
ที่มา thaifreenews
โดย lovethai
กรณี น้ำมันปาล์ม จุดสลบ ของ "รัฐบาล" รัฐบาล "เส้น" ใหญ่
หากศึกษาปัญหาจากตูนิเซีย หากศึกษาปัญหาไทยก่อนเกิดสถานการณ์เมื่อเดือนตุลาคม 2516 ไม่ควรประมาทสภาวะขาดแคลนน้ำมันปาล์มอย่างเด็ดขาด
เพราะนี่คือปัญหาเศรษฐกิจ อันเกี่ยวกับปากท้องของชาวบ้าน
กรณีตูนิเซียจุดเริ่มมาจากสภาวะว่างงาน และระเบิดขึ้นเมื่อบัณฑิตซึ่งสร้างงานด้วยการเข็นรถขายของ แต่ถูกคุกคามจากเจ้าหน้าที่รัฐ
หมดหนทางถึงกับเผาตัวประชด
การประชดของหนุ่มคนนั้นสอดรับกับอารมณ์ความรู้สึกของชาวบ้านที่เหลืออดเหลือทนกับการบริหารจัดการในเรื่องเศรษฐกิจ
ก็เป็นเรื่อง
เป็นเรื่องเหมือนกับสถานการณ์ที่ชาวบ้านต้องเข้าคิวซื้อข้าวจากกระทรวงพาณิชย์ทั้งๆ ที่ประเทศไทยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ
จากความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจบานปลายกลายเป็นปัญหาทางการเมือง
ปัญหาทางเศรษฐกิจนี้แหละที่ชี้ขาดสถานการณ์และอนาคตทางการเมืองมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นยุคดึกดำบรรพ์ หรือยุคแห่งโลกาภิวัตน์
สำนวนไทยโบราณที่ว่า"ข้าวยากหมากแพง" มีความแจ่มชัดยิ่งในความหมาย
สำนวนไทยโบราณที่ว่า "เดือดร้อนไปทุกหย่อมย่าน" สะท้อนทั้งการกดขี่ทางการเมืองและการขูดรีดทางเศรษฐกิจ
นี่คือสภาพอย่างที่สรุปว่า ความคับแค้นทางจิตใจ ความยากไร้ทางวัตถุ
เป็นความคับแค้นจากความไม่เป็นธรรมในทางการเมือง เป็นความยากไร้เนื่องจากการทุจริตคอร์รัปชั่นทำให้เกิดภาวะข้าวยากหมากแพง
อย่าว่าแต่ชาวบ้านเลยที่ประสบปัญหาเนื่องแต่น้ำมันปาล์มขาดตลาด แม้แต่พระตามวัดก็มีปัญหาตั้งแต่วัดแหลมจนถึงพระปฐมเจดีย์และวัดในพระนครศรีอยุธยา
ต่อให้มี "แบ๊ก" ดีมีอิทธิพลเพียงใด ก็ยากจะรอดสันดอนไปได้หากชาวบ้านเดือดร้อน
ประเด็นที่น่าจับตาอย่างเป็นพิเศษในกรณีน้ำมันปาล์มขาด ประเด็น 1 คือน้ำมันปาล์มเป็นพืชเศรษฐกิจของภาคใต้เหมือนกับยางพารา
และอีกประเด็น 1 วิธีการนำเข้ากำลังกลายเป็นชนวนอันร้อนแรง
คำถามอยู่ที่ว่า การกักตุนอันเป็นเหตุให้เกิดการขาดแคลนนั้นใครได้ประโยชน์กันแน่ระหว่าง ส.เสือ กับ พ.พาน
นี่ล้วนเป็นเรื่องภายในของรัฐบาล ระหว่างพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลด้วยกัน มิได้เกี่ยวกับฝ่ายค้านหรือฝ่ายที่นอกรัฐบาลไม่ว่าในประเทศหรือต่างประเทศ
เป็นเรื่องแย่งกันกินแล้วผลักภาระความเดือดร้อนให้ "ชาวบ้าน"
น่าเสียดายที่พรรคฝ่ายค้านโดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยไม่แข็งแกร่ง ไม่เป็นเอกภาพ
หากพรรคเพื่อไทยมีความแข็งแกร่ง มีความเป็นเอกภาพ และส่งคนลงไปศึกษาปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านอย่างจริงจัง เรื่องนี้สามารถสั่นคลอนสถานะของรัฐบาลได้
น่าเสียดายที่พรรคเพื่อไทยไม่แข็งแกร่ง ไม่เป็นเอกภาพ ไม่มีประสิทธิภาพ
(ที่มา ข่าวสดรายวัน , 21 กุมภาพันธ์ 2554)
บุหงารายานิวส์: ปิดล้อมนราฯ ค้นบ้านผู้ผลิตสื่อทางเลือก
ที่มา ประชาไท
นักข่าวชาวบ้าน
Jurnalis Desa (JD)
เจ้าหน้าที่สนธิกำลังล้อมหมู่บ้านนาดา รือเสาะ นราธิวาส ค้นบ้านหลายหลัง แต่ไม่พบผู้ต้องส่งสัย อาวุธ หรือสิ่งผิดกฎหมายใดๆ พร้อมกันได้ตรวจค้นบ้านผู้ผลิตสื่อทางเลือกพีสมีเดีย และตรวจดีเอ็นเอ
เมื่อวันที่ 22 ก.พ. 54 เวลา 13.00 น. เจ้าหน้าที่ได้สนธิกำลังปิดล้อมหมู่บ้านนาดา ม.3 ต.รือเสาะ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส เพื่อตรวจค้นบ้านต้องสงสัย ขณะเดียวกันนั้นได้ตรวจค้นบ้านของผู้ผลิตสื่อทางเลือก เครือข่ายอาสาสมัครสื่อสันติภาพชายแดนใต้ (Southern Peace Media SPM)หรือพีสมีเดีย และได้ตรวจดีเอ็นเอ แต่ไม่พบผู้ต้องสงสัย อาวุธ หรือสิ่งผิดกฎหมายใดๆ
นายเฟาซี ผู้ผลิตสื่อทางเลือก เครือข่ายอาสาสมัครสื่อสันติภาพชายแดนใต้ (Southern Peace Media SPM) เล่าว่า เหตุที่ทำให้บ้านตัวเองถูกค้น เพราะว่าญาติออกไปข้างนอกและได้ล็อคประตูบ้านด้านนอก ตัวเองซึ่งเพิ่งกลับจากการทำงาน ได้นอนพักอยู่ในบ้านหลังดังกล่าว ทำให้เจ้าหน้าที่มองว่ามีพิรุด จึงทำการตรวจค้นบ้านผมทันที และตอนนั้นกำลังนอนอยู่ ตกใจมากที่เห็นเจ้าหน้าพกปื้นเข้ามาในบ้านตัวเอง
"ทางเจ้าหน้าที่ได้สอบถามผมทุกเรื่องที่เกี่ยวกับการทำงานว่า ทำงานอะไรอยู่ ที่ไหน ทำงานให้กับใคร องค์กรอะไร เป็นเวลานานกว่า 30 นาที พร้อมทั้งเจ้าหน้าที่ได้ค้นในกระเป๋าทำงานของผม ซึ่งมีคอมพิวเตอร์พกพา(โน็ตบุก) กล้องวีดีโอ และอีกมาก จากนั้นก็ได้พาตัวผมเพื่อให้เจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์ตรวจ อีกบ้านหนึ่ง ทำให้ผมรู้สึกเหมือนกับว่า เหมือนเป็นผู้ต้องหา แต่ผมเองก็เข้าใจในการปฏิบัติหน้าที่ตรงนั้น"
จากการสอบถามชาวบ้านในหมู่บ้านนาดา นายเฟาซี กล่าวว่า ชาวบ้านต่างรู้สึกไม่พอใจ กับการที่เจ้าหน้าที่ได้ตรวจค้นบ้านที่ไม่มีเจ้าของบ้านและได้เอา กรรไกรตัดเหล็ก มาตัดกุญแจ และงัดประตูบ้าน หลายหลังอีกด้วยกัน และต่างพูดตรงกันว่า การเข้าตรวจค้นหมู่บ้านครั้งนี้ ดูน่ากลัวมากกว่าทุกครั้ง
เครือข่ายอาสาสมัครสื่อสันติภาพชายแดนใต้ Southern Peace Media (SPM หรือ Peace Media) เป็นองค์กรภาคประชาสังคมที่ทำงานด้านสื่อภาพและเสียง ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นสื่อทางเลือกที่นำเสนอสารคดีผ่านเว็บไซต์ http://www.southernpeacemedia.tv/
ที่มา: http://www.bungarayanews.com/news/view_news.php?id=556ไม่เอา 112: โรคระบาดใหม่ทางเฟสบุค ที่กำลังแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว
ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
22 กุมภาพันธ์ 2554
badges No! Use LML – No! use the lese-majeste law. – NO! 112 ได้ถูกสร้างขึ้นที่โลกอินเตอร์เนทเพื่อให้คนสามารถเอาโลโก้นี้ไปแปะรูปของตัวเองได้ โดยผู้สร้างอธิบายเหตุผลไว้ว่า
เราไม่ใช่ ไม่เอา ม.112 มาเป็นเครื่องมือทางการเมือง เราต้องการยกเลิกหรืออย่างน้อยต้องปฏิรูปกฏหมายตัวนี้ เพราะไม่สอดคร้องกับหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยในเรื่องความรับผิด ชอบตรวจสอบได้(Accountability)
“..ประเด็นสถาบันกษัตริย์ รวมทั้งเรื่องการสืบราชสันตติวงศ์ ความจริง เป็นประเด็นสาธารณะ ที่ประชาชนทุกคนควรต้องมีสิทธิและเสรีภาพที่จะอภิปรายได้อย่างตรงไปตรงมา..” สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ดังนั้นผู้ที่นิยมในระบอบประชาธิปไตยต้องสนับสนุนให้มี สิทธิในเสรีภาพตรงนี้
อ่านความเห็นของสมศักดิ์ เกี่ยวกับกฏหมายตัวนี้ได้ที่ “นปช.แดงทั้งแผ่นดินกับโทรเลขวิกิลีกส์ ฉบับวันที่ 25 มกราคม 2553″
ร่วมลงชื่อ Vote เกี่ยวกับกฏหมายตัวนี้ได้ที่ http://ilaw.or.th/node/183
ขณะนี้ยอดติด badge นี้ในเฟสบุคมีจำนวนกว่าพันคนแล้ว สำหรับผู้สนใจยกเลิกกฎหมายหมิ่นฯ เชิญติด badge NO 112 ได้ที่นี่ http://www.picbadges.com/no-use-lml/333847/
สำหรับปรากฎการณ์วันนี้ (22 กุมภาพันธ์) เพียงชั่วไม่กี่ชั่วโมง หลังจากปรากฎการณ์การบุกจับสุรชัย แซ่ด่าน ในโลกเฟสบุค ได้มีการตื่นตัวเป็นอย่างมาก ทั้งการส่งข่าวสารการถูกจับครั้งนี้ และการเปลี่ยนรูปของพวกเขาที่มีติดโลโก้ ไม่เอา 112 กันอย่างมากมายในวันนี้
จริงๆ แล้วปรากฎการณ์ในโลกเฟสบุค เพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยกับกฎหมายหลงยุคตัวนี้ ได้มีมาอย่างต่อเนื่องและเติบโตอย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว แต่มันได้ถูกโหมกระพืออย่างรวดเร็วจากการจับตัวและคุมขังสุรชัย แซ่ด่าน หรือสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์เมื่อคืนวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2554
จรรยา ยิ้มประเสริฐได้ตั้งกลุ่ม "Overcoming Fear of Monarchy in Thailand - เอาชนะความกลัวพระบรมเดชานุภาพ" เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ โดยเขียนในคำให้การว่าเพื่อนๆ ของข้าพเจ้า และสหายหลายล้านคนในประเทศไทย ยังคงต่อสู้กับปัญหาคอรัปชั่นและความอยุติธรรมในสังคมอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ประชาชนหลายหมื่นคนจากทั่วภูมิภาคเดินทางมายังเมืองกรุงเพื่อเข้าร่วมการต่อสู้ครั้งนี้ พวกเขาหลายคนยามนี้ มีชีวิตอยู่ภายใต้ความกลัวว่าจะถูกทำร้ายร่างกาย จับกุม และคุมขังส่วนหนึ่งอาจจะเพราะความกลัวกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ส่วนหนึ่งอาจมาจากผลพวงของการเซ็นเซอร์ตัวเอง ส่วนหนึ่งอาจเนื่องมาจากเพราะความสำเร็จของหลายทศวรรษแห่งการโหมประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของสำนักพระราชวัง เรื่องราวของนักโทษคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพไม่กี่คดีเท่านั้นที่เป็นที่รับรู้ในหมู่ประชาคมนานาชาติ
นที อิสสรชน สรวารี ได้มีการตั้งกลุ่มใหม่ในเฟสบุค "ไม่เอากฏหมายอาญามาตรา 112" พร้อมแจงเหตุผล "รณรงค์ให้ยกเลิกการบังคับใช้้ กฎหมายอาญามาตรา 112 เนื่องจากเป็น กฎหมายละเมิดสิทธิมนุษยชน" และเชิญชวน "รณรงค์ส่งต่อเพจนี้ให้มากที่สุดสมาชิกกลุ่มได้แสดงความคิดเห็นมากมายถึงเหตุผลของการไม่เอา 112
กฎหมายนี้เอาใว้ทำไม?....ไม่มีประโยชน์ไม่เป็นผลดีต่อระบอบประชาธิปไตย
กฏหมายล้าหลังแบบนี้สมควรเลิกใช้ไปนานแล้ว ไม่เพียงแต่ทำลายสิทธิเสรีภาพของประชาชน มันยังถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือของกลุ่มคนที่แสวงหาประโยชน์กับสถาบัน โดยเฉพาะกองทัพ ชอบใช้มาอ้างในการทำรัฐประหาร
ไม่เอา ม.112 ไม่เอา ม.112 ไม่เอา ม.112 จะมีไว้ทำไม มีประโยชน์ เฉพาะพวกเต่าล้านปีเท่านั้น
เราไม่เอา กฎหมายที่มีไว้ทำลายคนคิดต่าง
นอกจากนี้ยังมีกลุ่ม "รวมพลังต้านกฎหมายกดขี่ 112" และผู้คนมีคอมเมนต์ และข้อเสนอเพื่อกิจกรรมเพื่อแสดงออกถึงการไม่เห็นด้วยกับกฎหมายอาญามาตรา 112
MuhammadHaris Kayem เขียนเรื่อง มาตรา 112 ไว้อย่างน่าประทับใจว่า
โปรดเย็บลวดหนามปิดปากข้าหากกังวลว่าคำพูด
และโปรดควักหัวใจของข้าออกมาด้วย
อย่าให้มันเดือดดิ้นในร่างทรงแห่งความโป้ปด
ทุกสิ่งกำลังเคลื่อนไหว ทุกสิ่ง
พวกมดกำลังกลิ้งจักรวาล
ผงคลีดินขดตัวเป็นลายก้นหอย
พายุหมุนเกลียวขึ้นจากใต้ยุ้งฉาง
หอบพัดเมล็ดพันธุ์ร่วงลงเหนือหลังคาเวียงวัง
ชูช่อโน้มลงดิน
สิ่งนี้มิใช่หรือ ที่สูงค่ากว่า
ข้ามิปรารถนาละเมิด
******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:บุกจับสุรชัยแดงสยามกลางดึกยัดคดีหมิ่นฯ เจ้าตัวได้โอกาสรณรงค์เลิกม.112-ปฏิรูปสถาบันฯพ้นการเมือง
คนเสื้อแดงปีติฮิอต้อนรับแกนนำ นปช. สู่อิสรภาพ แน่นเรือนจำคลองเปรม
ที่มา Thai E-News
ภาพคนเสื้อแดงรอตอนรับ 8 แกนนำตั้งแต่ช่วงสายวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2554 ขอบคุณภาพจากมติชน
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
22 กุมภาพันธ์ 2554
ขอต้อนรับแกนนำนปช. ทั้ง 8 คน สู่อิสรภาพ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกคนที่ยังอยู่ในคุกตอนนี้จะได้รับอิสรภาพโดยไว รวมทั้งสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์และนักโทษคดิมาตรา 112 ทุกท่าน


อ้างต่อจากมติชน รายงานช่วงคำวั่นที่ 22 กุมภาพันธ์ 2554
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 19.45 น. วันที่ 22 ก.พ. ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เจ้าหน้าที่เรือนจำได้มีการปล่อยตัวแกนนำ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ทั้ง 7 คนและแนวร่วม นปช. แล้ว ท่ามกลาง กลุ่มคนเสื้อแดงที่มารอรับและให้กำลังใจอย่างคับคั่ง โดยมีกองทัพสื่อมวลชนเดินทางมาทำข่าวจำนวนมาก จนเกิดการชุลมุนกันหน้าเรือนจำ ทันทีที่มีการปล่อยตัวแกนนำเสื้อแดง
ทั้งนี้แกนนำ นปช. ทั้ง 7 คือ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, นพ.เหวง โตจิราการ, นายก่อแก้ว พิกุลทอง, นายนิสิต สินธุไพร, นายขวัญชัย ไพรพนา, นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย และ นายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก ใส่เสื้อสีขาว ได้ชูมือกันออกมาจากเรือนจำ ก่อนหน้านี้ ในช่วงบ่าย ศาลอาญา ได้อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว
จากนั้นนั้นณัฐวุฒิ ได้ขึ้นขี่คอการ์ดนปช.เพื่อกล่าวกับสื่อมวลชนและพี่น้องเสื้อแดงที่มารอรับ ออกจากเรือนจำ นพ.เหวง ลำดับถัดไป และนายวิภูแถลง ก่อนที่จะเคลื่อนไปยังรถขยายเสียงหน้าเรือนจำเพื่อกล่าวกับพี่น้องอีกครั้ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดเส้นทางที่แกนนำเดินออกจากประตูเรือนจำกลุ่มคนเสื้อแดงได้กรูกันเข้า ประชิดตัวแกนนำโดยมีการ์ดคอยกันตลอดเส้นทาง และกลุ่มคนได้เดินตามไปตลอดทางจนถึงรถเวทีปราศรัย
ขณะเดียวกันที่หน้าเรือนจำกลุ่มผู้ชุมนุมได้ลงไปยืนรอบนพื้นผิวถนนจน ต้องปิดการจราจรถนนงามวงศ์วางฝั่งเรือนจำ ส่งผลให้การจราจรติดขัดอย่างหนัก




ขอบคุณภาพจาก Casanòva Dangsayéw
Tuesday, February 22, 2011
คลิป ยกเลิกข้อหาหมิ่น โดย อจ.ธงชัย วินิจจะกุล
ที่มา thaifreenews
โดย Comet
ที่มา http://www.internetfreedom.us ![]()
"ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" ขอบคุณศาลให้ความยุติธรรม เดินสายพบ เสธ.หนั่น -คณิต-วิชัย สังข์ประไพ
ที่มา มติชน
ผู้สื่อข่าวรายงานจากเรือนจำพิเศษ กรุงเทพมหานคร เมื่อเวลา 19.45 น. วันที่ 22 ก.พ. ได้มีการปล่อยตัว แกนนำ นปช. แล้ว ท่ามกลาง กลุ่มคนเสื้อแดงที่มารอรับและให้กำลังใจ อย่างคับคั่ง โดยมีสื่อมวลชนเดินทางมาทำข่าวจำนวนมาก จนเกิดการชุลมุนกันหน้าเรือนจำ ทันทีที่มีการปล่อยตัวแกนนำ เสื้อแดง แกนนำ นปช. ทั้ง 7 คือ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, นพ.เหวง โตจิราการ, นายก่อแก้ว พิกุลทอง, นายนิสิต สินธุไพร, นายขวัญชัย ไพรพนา, นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย และ นายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก ใส่เสื้อสีขาว ได้ชูมือกันออกมาจากเรือนจำ ก่อนหน้านี้ ในช่วงเช้า ศาลอาญา ได้อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว "ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" แกนนำ นปช. ในเสื้อยืดสีขาว ได้กล่าวเปิดใจกับคนเสื้อแดง หน้าเรือนจำพิเศษฯ โดยใช้โทรโข่ง และขี่คอายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย ขณะปราศรัย โดยกล่าวขอบคุณ ศาลอาญาที่ให้ความยุติธรรม และพยานที่ให้การไม่ว่าจะเป็น พลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ ดร. คณิต ณ นคร พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ และนายโสภณ ธิติธรรมพฤกษ์ ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพ โดยจะเดินทางไปขอบคุณทุกคน และอาจเดินทางไปพบเสธ.หนั่น ที่สนามบินน้ำ ค่ำนี้
"ธิดา" ย้ำเคลื่อนไหวต่อหลัง 7 แกนนำได้ประกันตัว นัดชุมนุม 12 มี.ค.(มีคลิป)
ที่มา มติชน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 15.30 น. ธิดากล่าวว่า ยินดีที่ศาลเมตตา ซึ่งศาลสั่งห้ามยุยงปลุกปั่นเชื่อว่าทาง7แกนนำมีวุฒิภาวะมากพอไม่ทำอย่างนั้นอยุ่แล้ว นอกจากนี้ยังยินดีกับประเทศไทย ไม่ใช่แค่ครอบครัวขอแกนนำ ด้านนายนรินพงศ์ จินาภักดิ์ทนายแกนนำ นปช. กล่าวว่า ขอบคุณความกรุณาของศาลแทนแกนนำทุกคน วันนี้แสดงให้เห็นว่าความยุติธรรมมีจริงในประเทศไทย ส่วนคดีต่างๆ ที่มีโทษเบากว่าคดีก่อการร้ายนี้ คาดว่าศาลจะใช้คดีนี้เป็นตัวตั้ง และปล่อยนปช.ที่เหลือออกมา
รับชมข่าว VDO
"มีอรุณรุ่ง ต้องการให้พระอาทิตย์ขึ้นต่อไป และขอให้มีความยุติธรรมกับคนเสื้อแดงที่ถูกคุมขังอีก100กว่าคนและผู้เสียชีวิต"
นอกจากนี้ ธิดากล่าวว่าหลังจากนี้จะพาแกนนำไปตรวจร่างกาย หลังเห็นณัฐวุฒิเดินกะเผก พร้อมยืนยันวันที่ 12 มี.ค.จะมีการชุมนุมอีกครั้ง แต่ไม่สามารถให้คำตอบได้ว่าแกนนำจะขึ้นเวทีหรือไม่ ต้องให้เขาปรึกษากันถึงความเหมาะสมกันก่อน รวมทั้งไม่ทราบว่า 7 แกนนำจะมาร่วมแถลงข่าวที่อิมพีเรียลในวันพรุ่งนี้หรือไม่
"จตุพร"นำทีมเสื้อแดงแห่รับ 8 นปช.ออกจากเรือนจำ นัดหารือ 23 ก.พ. กำหนดท่าทีเคลื่อนไหว 12 มี.ค.
ที่มา มติชน
เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 22 ก.พ. ที่หน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ หลังศาลมีคำสั่งให้ปล่อยตัว 8 แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)พบว่าบริเวณหน้าเรือนจำกลุ่มเสื้อแดงทยอยเดินทางมารอรับเกือบ 500 คน ทุกคนต่างพากันดีใจ โดยมีแกนนำหลัก อาทิ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทย และนายสมหวัง อักษราสี
นายจตุพรกล่าวว่า หลังศาลมีคำสั่งให้ปล่อยตัวชั่วคราวแกนนำ โดยมีเงื่อนไขห้ามออกนอกประเทศ และห้ามปลุกปั่นยุยงให้เกิดความไม่สงบ แต่ไม่ได้ห้ามร่วมชุมนุม ดังนั้น ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ แกนนำจะประชุมหารือกำหนดท่าทีความเคลื่อนไหว ในวันที่ 12 มีนาคม จะประชุมหารือกันว่าแกนนำที่ได้ประกันตัวจะมาร่วมชุมนุมด้วยหรือไม่
"สำหรับความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงจะยังคงเดินหน้าเรียกร้องประชาธิปไตย หากไม่มีการสร้างสถานการณ์กลุ่มคนเสื้อแดงก็จะยืนยันในจุดยืนการชุมนุมคือสันติ อหิงสา แต่พวกเราโชคร้าย ถูกกลั่นแกล้ง สร้างสถานการณ์ความรุนแรงตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม กลุ่มคนเสื้อแดงยังต้องเรียกร้องให้กลุ่มคนเสื้อแดงที่ถูกคุมขังในเรือนจำทั่วประเทศได้รับการประกันตัวเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ ยังรวมถึงนายสุรชัย แซ่ด่าน ต้องได้รับการประกันตัวเช่นเดียวกันด้วย" นายจตุพรกล่าว
คนกรุงหนุนฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล
ที่มา ประชาไท
กรุงเทพโพลล์ เผยผลสำรวจความคิดเห็นของคนกรุงเทพฯ และปริมณฑลพบว่า ประชาชน ร้อยละ 65.9 เห็นว่าฝ่ายค้านควรยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางรัฐบาลในช่วงเวลานี้ อยากให้อภิปรายประเด็นปัญหาเศรษฐกิจ-ซักฟอกสุเทพ เทือกสุบรรณมากที่สุด
22 ก.พ. 2554 ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์) เผยผลสำรวจความคิดเห็นของคนกรุงเทพฯ และปริมณฑลพบว่า ประชาชน ร้อยละ 65.9 เห็นว่าฝ่ายค้านควรยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางรัฐบาลในช่วงเวลานี้ โดยให้เหตุผลว่า ต้องการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล และต้องการให้รัฐบาลชี้แจงในเรื่องต่างๆ อย่างชัดเจน
ในขณะที่ประชาชน ร้อยละ 34.1 เห็นว่าไม่ควรยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจในช่วงเวลานี้ โดยให้เหตุผลว่า บ้านเมืองในขณะนี้มีความวุ่นวายพออยู่แล้ว ไม่อยากให้รัฐบาลเสียเวลาในการทำงาน และการเลือกตั้งใหม่ใกล้ถึงแล้ว
ทั้งนี้เมื่อถามเฉพาะผู้ที่ระบุว่าควรยื่นอภิปราย ฯ ในช่วงเวลานี้พบว่า เรื่องที่ต้องการให้มีการอภิปรายมากที่สุดคือ เรื่องเศรษฐกิจและปากท้องประชาชน เช่น น้ำมันปาล์มขาดตลาด และค่าครองชีพที่สูงขึ้น (ร้อยละ 84.2) รองลงมาคือ เรื่องการทุจริตคอร์รัปชันโครงการต่างๆ เช่น บัตรประชาชนสมาร์ทการ์ด การประมูลสินค้าเกษตร การก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วง (ร้อยละ 72.6) และเรื่องความมั่นคงของประเทศ เช่น ปัญหาพิพาทตามแนวชายแดน ไทย - กัมพูชา ปัญหาความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ร้อยละ 71.6) ตามลำดับ
ส่วนรัฐมนตรีที่เห็นว่าควรถูกอภิปรายมากที่สุด 5 อันดับแรกคือ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง (ร้อยละ 78.2) รองลงมา คือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี (ร้อยละ 71.0) นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (ร้อยละ 51.3) นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (ร้อยละ 43.4) และนายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม (ร้อยละ 34.9) ตามลำดับ
อย่างไรก็ตามประชาชนร้อยละ 54.1 ไม่เชื่อมั่นว่า ฝ่ายค้านจะสามารถอภิปรายซักฟอกรัฐบาลได้อย่างชัดเจนตรงประเด็นโดยมีข้อมูล หลักฐาน ที่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือเพียงพอ ขณะที่ร้อยละ 45.9 ระบุว่าเชื่อมั่น
สำหรับความเชื่อมั่นต่อฝ่ายรัฐบาลนั้น ประชาชนถึงร้อยละ 72.6 ไม่เชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะสามารถชี้แจง และตอบกระทู้ของฝ่ายค้านได้อย่างชัดเจน โดยมีข้อมูลหลักฐานมาแก้ต่างได้อย่างมีน้ำหนักน่าเชื่อถือเพียงพอ มีเพียงร้อยละ 27.4 เท่านั้น ที่ระบุว่าเชื่อมั่น
ดังรายละเอียดต่อไปนี้
1. ความคิดเห็นต่อการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในช่วงเวลานี้
- เห็นว่าฝ่ายค้านควรยื่นญัตติฯ ในช่วงเวลานี้ ร้อยละ 65.9
(โดยให้เหตุผลว่า ต้องการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ต้องการให้รัฐบาลชี้แจงในเรื่องต่างๆ อย่างชัดเจน เช่น ราคาสินค้าที่มีราคาแพงขึ้น ความไม่โปร่งใสในโครงการต่างๆ ความวุ่นวายไม่สงบของบ้านเมือง ฯลฯ)
- เห็นว่าฝ่ายค้านไม่ควรยื่นญัตติฯ ในช่วงเวลานี้ ร้อยละ 34.1
(โดยให้เหตุผลว่า บ้านเมืองในขณะนี้มีความวุ่นวายพออยู่แล้ว ไม่อยากให้รัฐบาลเสียเวลาในการทำงาน การ
เลือกตั้งใหม่ใกล้ถึงแล้ว ฯลฯ )
2. เรื่องที่ต้องการให้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล (ถามเฉพาะผู้ที่ตอบว่าควรยื่นญัตติอภิปรายฯ ในช่วงเวลานี้)
- เรื่องเศรษฐกิจและปากท้องประชาชน (ปัญหาสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น น้ำมันปาล์มขาดตลาด และค่าครองชีพที่สูงขึ้น) ร้อยละ 84.2
- เรื่องการทุจริตคอร์รัปชันโครงการต่างๆ (เช่น บัตรประชาชนสมาร์ทการ์ด, การประมูลสินค้าเกษตร, การก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วง) ร้อยละ 72.6
- เรื่องความมั่นคงของประเทศ (เช่น ปัญหาพิพาทตามแนวชายแดน ไทย – กัมพูชา, ปัญหาความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้) ร้อยละ 71.6
- เรื่องปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกร (เช่น ปัญหาหนี้สิน, ที่ดินทำกินและราคาพืชผลการเกษตร) ร้อยละ 58.1
- เรื่องปัญหาสังคม เช่น ปัญหายาเสพติด, ปัญหาอาชญากรรม ร้อยละ 57.0
- เรื่องการสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 ร้อยละ 49.3
- อื่นๆ อาทิ การเตรียมการป้องกันภัยพิบัติต่างๆ เรื่อง 3G ปัญหาหนี้นอกระบบ ฯลฯ ร้อยละ 3.2
3. รัฐมนตรีที่ควรถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้ (ถามเฉพาะผู้ที่ตอบว่าควรยื่นญัตติอภิปรายฯ ในช่วงเวลานี้)
- นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ร้อยละ 78.2
- นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ร้อยละ 71.0
- นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ร้อยละ 51.3
- นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร้อยละ 43.4
- นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ร้อยละ 34.9
- นายชวรัตน์ ชาญวีรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร้อยละ 34.0
- นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร้อยละ 33.3
- นายวรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ร้อยละ 21.0
- นายจุติ ไกรกฤษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ร้อยละ 17.7
- คนอื่นๆ อาทิ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ร้อยละ 2.8
4. ความเชื่อมั่นที่มีต่อฝ่ายค้าน ว่าจะสามารถอภิปรายซักฟอกรัฐบาลได้อย่างชัดเจนตรงประเด็นโดยมีข้อมูล หลักฐาน ที่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือเพียงพอ พบว่า
- ไม่เชื่อมั่น ร้อยละ 54.1
(โดยระบุว่า ไม่เชื่อมั่นเลย ร้อยละ 10.9 และไม่ค่อยเชื่อมั่น ร้อยละ 43.2)
- เชื่อมั่น ร้อยละ 45.9
(โดยระบุว่า เชื่อมั่นมากที่สุด ร้อยละ 9.0 และเชื่อมั่นค่อนข้างมาก ร้อยละ 36.9)
5. ความเชื่อมั่นที่มีต่อฝ่ายรัฐบาล ว่าจะสามารถชี้แจง ตอบกระทู้ของฝ่ายค้านได้อย่างชัดเจน โดยมีข้อมูลหลักฐานมาแก้ต่างได้อย่างมีน้ำหนักน่าเชื่อถือเพียงพอ พบว่า
- ไม่เชื่อมั่น ร้อยละ 72.6
(โดยระบุว่า ไม่เชื่อมั่นเลย ร้อยละ 21.9 และไม่ค่อยเชื่อมั่น ร้อยละ 50.7)
- เชื่อมั่น ร้อยละ 27.4
(โดยระบุว่า เชื่อมั่นมากที่สุด ร้อยละ 3.2 และเชื่อมั่นค่อนข้างมาก ร้อยละ 24.2)
ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกรุงเทพโพลล์ สำรวจโดยใช้การสุ่มตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป ที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานครและปริมณล ในระหว่างวันที่ 18 – 20 กุมภาพันธ์ 2554 ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-Stage Sampling) โดยสุ่มจากเขตการปกครองชั้นใน ชั้นกลาง และชั้นนอก จำนวนทั้งสิ้น 25 เขต ได้แก่ เขตคลองเตย คลองสามวา ดอนเมือง ดุสิต ทวีวัฒนา ทุ่งครุ บางกอกน้อย บางขุนเทียน บางเขน บางนา บางพลัด บางรัก บึงกุ่ม ปทุมวัน ประเวศ ป้อมปราบฯ พญาไท พระนคร ภาษีเจริญ ราชเทวี ลาดกระบัง สวนหลวง สะพานสูง สาทร และสายไหม และจังหวัดในเขตปริมณฑล ได้แก่ นนทบุรี และปทุมธานี ได้กลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 1,035 คน เป็นเพศชายร้อยละ 51.5 และเพศหญิงร้อยละ 48.5


