ที่มา มติชน นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส. สัดส่วน อภิปรายในวาระการประชุมสภา พิจารณารายงานแสดงผลการดำเนินการของครม.ตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปีที่หนึ่ง (วันที่ 30 ธันวาคม 2551 ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2552) ตอนหนึ่ง เรื่อง งานด้านปกป้องสถาบัน ว่า พวกตนไปยื่นเรื่องให้รัฐบาล กรณีที่มีข่าวลงในหนังสือพิมพ์ เดอะ การ์เดี้ยนที่อ้างจากเว็บไซต์วิกิลีกส์ว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นายอานันท์ ปันยารชุน พล.อ.สิทธิ เศวตศิลา คุยกับอีริค จี จอห์น เอกอัคราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทยในเวลานั้น ซึ่งมีการพูดถึงองค์รัชทายาทในลักษณะประทุษร้าย ซึ่งมีคนเข้าไปดูเป็นล้านคน แต่นายกฯก็เพิกเฉย ไม่เคยประท้วงไปยังสหรัฐ ไม่ดำเนินคดีกับหนังสือพิมพ์เดอะการ์เดี้ยน ไม่ดำเนินคดีกับคนไทย 3 คนดังกล่าว แถมยังไปขอพรจาก 1 ใน 3 คนนี้ "นี่หรือที่นายกฯบอกว่า พิทักษ์สถาบัน หรือเอาสถาบันมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อเล่นงานฝ่ายตรงข้าม ส่วนนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย ที่ประกาศนโยบายปกป้องสถาบันไปไหน ทำไมไม่จัดการ ฉะนั้นต่อให้รัฐบาลนี้ทำโครงการใดๆ แต่รัฐบาลไม่ทำเป็นมาตรฐานเดียว โดยถ้าเป็นพวกรัฐบาลหมิ่นได้ ถ้าเป็นคนอื่นหมิ่นไม่ได้ เปรียบเทียบกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล กับ ดา ตอร์ปิโด เป็นต้น พวกตนเจ็บปวดเพราะเคยโดนใส่ร้าย ถูกจับอยู่ในแผนผังล้มเจ้ามาแล้ว" นายจตุพร กล่าว ต่อมา เวลา 13.05 น. นายอภิสิทธิ์ ลุกขึ้นอภิปรายว่า กรณีที่กล่าวหาว่าตนไม่ดำเนินการอะไร แม้จะมีการยื่นเรื่องให้รัฐบาลดำเนินคดีกับเว็บไซต์วิกีลีกส์นั้น ไม่ใช่เรื่องจริง เมื่อมีการยื่นหนังสือมาไม่เกิน1วันตนได้ให้ สตช.ดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งตนไม่มีหน้าที่ที่จะบอกว่าคนนี้ผิดคนนั้นผิด หรือบอกว่าต้องฟ้องใครไม่ฟ้องใคร ไม่ใช่หน้าที่ตน ส่วนที่บอกว่าการสอบสวนของ ศอฉ.เกี่ยวกับโครงข่ายเรื่องสถาบันเป็นเรื่องเท็จ ขอยืนยันว่าไม่จริง ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการตรวจสอบและออกหมายเรียก หมายจับตามขั้นตอน พอสั่งปิดเว็บไซต์ก็หาว่าปิดกั้น ล้อมโรงพัก ล้มสถานี "ส่วนที่เอกสารเว็บไซต์วิกีลีกส์ได้เผยแพร่นั้น สหรัฐก็ไม่ยืนยันว่าเป็นเอกสารของสหรัฐฯ แต่ทางรัฐบาลได้มีหนังสือไปถึงสหรัฐฯแจ้งว่ามีความเป็นห่วง เนื่องจากมีการกระทบต่อสถาบันจึงขอให้หยุดเผยแพร่"
รับชมข่าว VDO
ต้องยอมรับการปิดเว็บไซต์เป็นเรื่องละเอียดอ่อน แทนที่จะเป็นผลดีทำเพื่อปกป้องความมั่นคงของประเทศ แต่ต่างประเทศกลับมาเป็นเรื่องอื่น ดังนั้น จึงดำเนินการเว็บไซต์สื่อได้ค่อนข้างยาก แต่เรื่องตัวบุคคลเป็นเรื่องที่ สตช. ต้องดำเนินการ ส่วนที่บอกว่าตนไปพบประธานองคมนตรีนั้น เพราะท่านดำรงตำแหน่งนี้ก็เป็นพระราชอำนาจ การที่บอกว่าคนที่เขาข่ายละเมิดสถาบัน ห้ามคบ ห้ามพูด ห้ามคุยด้วย แบบนี้จะไปคบใครขณะที่รอบตัวท่านเองก็มีคนเข้าข่ายละเมิดสถาบันเช่นเดียวกัน แล้วท่านจะคบใคร

สำนักข่าวใบตองแห้งรายงานว่า เมื่อเวลา 23.23 น.คืนวันที่ 23 ก.พ.ระหว่างรอเชียร์แมนฯยูในยูฟ่าแชมเปี้ยนลีก ใบตองแห้งเปิดเว็บไซต์ศาลรัฐธรรมนูญ จนป่านฉะนี้ก็ยังไม่เจอคำวินิจฉัยกลางและคำวินิจฉัยส่วนตน ในคดีที่ศาลยกคำร้องของอัยการสูงสุด ขอให้สั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์กรณีรับเงินบริจาคจากบริษัททีพีไอโพลีน ผ่านบริษัทเมซไซอะ
2 เดือน 14 วันผ่านไป นับแต่ศาลมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2553 ด้วยมติ 4 ต่อ 3 ให้ยกคำร้องเพราะเห็นว่านายทะเบียนพรรคการเมือง คือนายอภิชาติ สุขัคคานนท์ ยังมิได้มีความเห็นยุบพรรค
2 เดือน 14 วัน เฉยเลยครับ ยังไม่มีคำวินิจฉัยกลางขึ้นเว็บไซต์ มีแต่คำวินิจฉัย (อย่างไม่เป็นทางการ)
แน่นอนว่าเรื่องมันจบไปแล้ว ศาลวินิจฉัยไปแล้ว ฝ่ายค้านไม่สนใจแล้ว หนังสือพิมพ์ก็ไม่สนใจแล้ว จะมีทุจริตสอบเข้ารับราชการจริงหรือไม่ ใครเอาลูกมาเป็นเลขา น้องปอยหายไปไหน ฯลฯ เป็นธรรมดาแบบไทยๆ ที่ “จบข่าว” แล้วก็ไม่มีใครมาตามต่อ
แต่ศาลจะมาจบแบบด้วนๆ อย่างนั้นไม่ได้นะครับ เพราะคำวินิจฉัยต้องเป็นบรรทัดฐาน ให้ลูกหลานอ่านผลงานของท่านอีกร้อยปีข้างหน้า จะได้กลับมาสรรเสริญ หรืออะไรก็แล้วแต่
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ได้มีข้อกำหนดว่าจะต้องออกมาหลังอ่านคำวินิจฉัย (อย่างไม่เป็นทางการ) กี่วัน เพียงแต่มีข้อกำหนดว่า
“ข้อ 54 ตุลาการซึ่งเป็นองค์คณะทุกคนจะต้องทำความเห็นในการวินิจฉัยในส่วนของตนเป็นหนังสือ พร้อมแถลงด้วยวาจาต่อที่ประชุมก่อนการลงมติ เมื่อการลงมติเสร็จสิ้น ให้ตุลาการซึ่งเป็นองค์คณะจัดทำคำวินิจฉัยของศาล
“การทำคำวินิจฉัยของศาลตามวรรคหนึ่ง องค์คณะอาจมอบหมายให้ตุลาการคนใดคนหนึ่งเป็นผู้จัดทำคำวินิจฉัยตามมติของศาลก็ได้
“คำวินิจฉัยของศาลและความเห็นในการวินิจฉัยของตุลาการที่เป็นองค์คณะทุกคน ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา”
นั่นหมายความว่า ตุลาการทั้ง 7 ต้องเขียนวินิจฉัยส่วนตนเสร็จเรียบร้อยตั้งแต่เช้าวันที่ 9 ธ.ค.แล้วเอามาแถลงในที่ประชุม เมื่อลงมติเสร็จ ทั้ง 7 คนร่วมกันเขียนคำวินิจฉัย หรือมอบหมายให้คนใดคนหนึ่งเขียน เมื่อเขียนเสร็จ อาจใช้เวลาอีก 2-3 วัน ให้เจ้าหน้าที่พิมพ์ ตรวจทาน แล้วส่งไปลงราชกิจจานุเบกษา ซึ่งก็น่าจะใช้เวลาไม่กี่วันเช่นกัน
ดูอย่างคดีเงินกองทุนพัฒนาพรรคการเมือง 29 ล้าน ศาลอ่านคำวินิจฉัยวันที่ 29 พ.ย.53 แล้วเว็บไซต์ศาลรัฐธรรมนูญเผยแพร่คำวินิจฉัยกลางและคำวินิจฉัยส่วนตนในวันที่ 8 ธ.ค.53
แล้วไหงคดีเงินบริจาค 258 ล้าน ผ่านมา 75 วันแล้วยังไม่ลงเว็บไซต์ ข้ามมาถึงปี 2554 มีคำวินิจฉัยกลางและคำวินิจฉัยส่วนตนในคดีอื่นๆ 3 คดีแล้ว เช่นคำวินิจฉัยให้ สว.นครพนมพ้นสมาชิกภาพ
แปลว่าท่านยังเขียนกันไม่เสร็จหรือครับ หรือเกิดข้อผิดพลาดทางเทคนิคตรงไหน
ไม่รู้เป็นไง คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเนี่ย ไม่ใช่เฉพาะชุดนี้หรอก ชุดก่อนๆ ด้วย ออกช้าเป็นประจำ เหมือนกับแถลงข่าวเฉพาะผลสรุป แล้วค่อยกลับไปนั่งเขียนคำวินิจฉัยอย่างใจเย็น ต่างกับศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นั่นท่านเขียนคำวินิจฉัยจนเสร็จ แล้วถึงออกมาอ่านยืดยาว แล้วก็เอาฉบับนั้นแหละไปลงราชกิจจานุเบกษา
ลงเร็วลงช้าถ้าผลสรุปเหมือนกันยังไม่กระไร แต่คำวินิจฉัยคดี 29 ล้านสิ ฉบับชั่วคราวกับฉบับค้างคืนกลับออกมาคนละเรื่องกัน หวังว่าฉบับนี้คงไม่มีอีก
และหวังว่าคงไม่ต้องรอจนถึงเลือกตั้งนะครับ เพราะหลังศาลวินิจฉัย นักข่าวไปจี้ถามประธาน กกต.ว่าท่านจะรับผิดชอบอย่างไร จะยื่นคำร้องใหม่ หรือจะพิจารณาตัวเอง ท่านก็บอกว่าขอรอดูคำวินิจฉัยก่อน
ปรากฏว่ารอมานาน คำวินิจฉัยยังไม่ออก ประธาน กกต.ก็ลอยนวล กลับไปเตรียมการเลือกตั้งทั้งที่มีข้อกังขาในการปฏิบัติหน้าที่
ใบตองแห้ง
24 ก.พ.54











