ที่มา thaifreenews
โดย Yang Wenli
Re:
โดย ลูกชาวนาไทย
คนละเรื่องกันเลย
ไม่มีใครคิดว่าการมีสองสัญชาติมันผิดกฎหมายอะไร มันไม่มีบทบังคับว่าต้องผิดกฎหมาย หรือเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ได้
เรื่องการมีสองสัญชาติของคุณอภิสิทธิ์ไม่ผิดครับผมค้ำประกัน
แต่อย่างว่า มันไปเข้ามาตรา 12 ข้อ 2(b) ของ ธรรมนูญศาลอาญาโลก พอดีเรื่องว่า ศาลอาญาโลกจะมีเขตอำนาจศาลคือ "ผู้ที่ถูกกล่าวหา มีสัญชาติของประเทศที่ให้สัตยาบันต่อธรรมนูญของศาลอาญาโลก"
เนื่องจากคุณอภิสิทธิ์มีสัญชาติอังกฤษ ที่ให้สัตยาบันต่อธรรมนูญของศาลอาญาโลก และเป็นจำเลยที่ 1 ในการยื่นฟ้องของคุณโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม คดีการสังหารหมู่คนเสื้อแดงในระหว่าง 10 เมษายน-19 พฤษภาคม 2553
คดีมีมูลและศาลอาญาโลกมีอำนาจในการรับฟ้องได้
เรื่องมันก็แค่นี้แหละครับ ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้ คุณไม่ได้ผิดกฎหมายประเทศไทยเรื่องสองสัญชาติ ไม่ต้องวิตกในกรณีนี้
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Friday, February 25, 2011
คำว่า"ไม่มีภาวะผู้นำ"มันต้องอย่างงี้ครับ
คลิบ เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่นิวซีแลนด์ เสียชิวิต 75 คน บาดเจ็บ 300 คน
ที่มา thaifreenews
โดย Tawan
สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานสรุปสถานการณ์คืบหน้าเหตุแผ่นดินไหวใหญ่วัดความรุนแรงได้ 6.3 ริกเตอร์ในเมืองไครสต์เชิร์ชของนิวซีแลนด์ ซึ่งนับเป็นภัยธรรมชาติครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 80 ปีว่า ยอดผู้เสียชีวิตและสูญหายเพิ่มขึ้นกว่า 400 ราย เป็นผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 75 ราย สูญหายอีก 300 ราย เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังคงระดมกำลังช่วยกันค้นหาผู้รอดชีวิตตามใต้ซากตึกถล่มที่ยังคงมีควันไฟลอยคุกรุ่นตลอเวลา ซึ่งคืนที่ผ่านมา ช่วยเหลือไว้ได้ 30 คน
เจ้าหน้าที่กู้ภัยจำเป็นต้องตัดแขนหรือขาของเหยื่อบางรายที่ติดใต้ซากตึกเพื่อรักษาชีวิตเอาไว้ แต่เริ่มหมดหวังว่าจะพบผู้รอดชีวิตในตึกซีทีวี ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงเรียนสอนภาษา ที่มีนักเรียนต่างชาติเข้าเรียนจำนวนมาก ในจำนวนนี้มีนักเรียนญี่ปุ่นสูญหาย 24 ราย นักศึกษาชาวไทย 6 ราย และพี่น้องชาวเกาหลีใต้อีก 1 คู่
ชาวบ้านคนหนึ่งเล่าว่า เห็นผู้หญิงคนหนึ่งถูกคอนกรีตของห้างสรรพสินค้าถล่มทับทั้งที่อุ้มลูกไว้ในอ้อมแขน ผู้เป็นแม่ตายแต่ลูกรอด คนที่อยู่ใกล้ๆ พยายามดึงแท่งปูนออกแต่ช่วยชีวิตไว้ไม่ทัน
ด้านรัสเซล กิ๊บสัน ผู้กำกับการตำรวจไครสต์เชิร์ช กล่าวว่า เจ้าหน้าที่กู้ภัยกว่า 500 คน กระจายตัวไปตามซากตึกที่ต่างๆ เพื่อค้นหาผู้รอดชีวิตที่ติดอยู่ ซึ่งอาจจะส่งสัญญาณ หรือเคาะให้เกิดเสียงเพื่อขอความช่วยเหลือ ขณะนี้ออสเตรเลีย อังกฤษ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ไต้หวัน และสหรัฐ กำลังส่งทีมกู้ภัยเข้ามาช่วยเหลือ ขณะที่นายจอห์น คีย์ นายกรัฐมนตรีประกาศภาวะ ฉุกเฉินในเมืองเพื่อระดมความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน
ข่าวสดรายวัน
วันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7392
2011-02-24@1156 รัฐสภา จตุพร อภิปรายสัญชาติอังกฤษของมาร์ค ตัดประท้วงออกแล้ว
ที่มา thaifreenews
โดย Tuxedo
2011-02-24@1156 รัฐสภา จตุพร อภิปรายสัญชาติอังกฤษของมาร์ค ตัดประท้วงออก
2011-02-24@1317 รัฐสภา มาร์ค ตอบเรื่องสัญชาติอังกฤษ จตุพรสวน
ฐาปนันท์ นิพิฎฐกุล: สารในวาระการเสวนาเพื่อรำลึกถึง "ศุขปรีดา พนมยงค์"
ที่มา ประชาไท
สารจาก อาจารย์ ดร.ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล
ในวาระการเสวนาเพื่อรำลึกถึง คุณศุขปรีดา พนมยงค์
วันเสาร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2554
ผมนั่งลงและจรดน้ำหนักปลายนิ้วบนแป้นพิมพ์หลังจากรับประทานอาหารกลางวันเป็นที่เรียบร้อย ก่อนอาหารมื้อนี้ ผมได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับอาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล และอาจารย์ได้แนะนำกับผมว่า ให้ผมเขียนสารส่งมาร่วมในงานเสวนาครบรอบหนึ่งร้อยวันมรณกาลของคุณศุขปรีดา พนมยงค์ (หรือที่ผมเรียกติดปากว่า พี่ศุขปรีดาฯ) ก็ได้ หากไม่สามารถลงมาร่วมงานที่กรุงเทพฯ ได้
ผมรู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่งที่ในครั้งนี้เช่นเดียวกับวันที่พี่ศุขปรีดาฯ จากไป (วันศุกร์ที่ 29 ตุลาคม 2553) ที่ผมไม่สามารถมาร่วมงานด้วยได้ เหตุผลก็ทั้งในด้านงานประจำที่นัดไว้เป็นการล่วงหน้าแล้วและภาระครอบครัวในช่วงที่มีการจัดงานเป็นสำคัญ อย่างไรก็ดี ผมขอขอนุญาตฝากสารชิ้นเล็กๆ นี้มาเพื่อร่วมการเสวนาในวันนี้ และขอขอบคุณอาจารย์ปิยบุตรฯ เป็นอย่างยิ่งสำหรับการแนะนำให้เขียนสารชิ้นนี้ พร้อมทั้งช่วยกรุณานำมาอ่านให้ที่ประชุมฟังด้วย
โดยส่วนตัวแล้ว ผมเริ่มคุ้นเคยกับพี่ศุขปรีดาฯ ก็ในฐานะที่เข้ามาเป็นกรรมที่ปรึกษาสถาบันปรีดี พนมยงค์ นับแต่ช่วงปี 2548 เป็นต้นมา ก่อนหน้านั้น ผมเองก็ทราบและรับรู้เช่นเดียวกับคนไทยทั่วไปว่า พี่ศุขปรีดาฯ เป็นบุตรคนที่ 4 ในจำนวน 6 คน และเป็นบุตรชายคนที่สองของท่านรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดีและท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ การได้เข้ามาเป็นผู้ร่วมงานในสถาบันปรีดีฯ คงเป็นจุดเริ่มต้นที่ได้นำผมเข้ามาสัมผัสและรับรู้ถึงจิตวิญญาณและตัวตนที่แท้จริงของท่านรัฐบุรุษอาวุโสปรีดีและท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ พี่ศุขปรีดาฯ และทายาทท่านอื่นๆ ในครอบครัวท่านรัฐบุรุษอาวุโสมากยิ่งขึ้นจากที่เคยรับรู้มาอย่างผิวเผิน
ในช่วงเวลาไม่นานนัก กล่าวคือ นับแต่ปี 2548-2551 (ก่อนมาประจำ ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง) ที่ได้ร่วมงานและสังเสวนากับพี่ศุขปรีดาฯ และทายาทท่านอื่นๆ ของรัฐบุรุษอาวุโส ผมคงไม่สามารถอ้างได้ว่า ตนเองคุ้นเคยและรู้จักทายาทรัฐบุรุษอาวุโสทุกท่านเป็นอย่างดี แต่เท่าที่ได้รู้จัก ก็พอที่จะสัมผัสได้ถึงประสบการณ์ชีวิตที่ต่างได้ผ่านความผันผวนของชีวิตมา พร้อมๆ กับท่านรัฐบุรุษอาวุโส และเท่าที่ได้สัมผัส ผมเชื่อเป็นการส่วนตัวว่าลึกๆ ลงไปแล้ว แต่ละท่านคงมิอาจสรรหาถ้อยคำใดๆ มาบรรยายได้ว่าจะนิยามประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมาแล้วนั้นอย่างไร
ในฐานะคนนอก แม้ผมจะมิได้มีโอกาสได้พบกับท่านรัฐบุรุษอาวุโสด้วยตนเองในช่วงชีวิตของผม ผมก็รับรู้ว่า ต้นโพธิ์ใหญ่ที่เป็นร่มเงาและยืนตระหง่านสู้พายุที่โหมกระหน่ำทุกทิศทางและค้ำยันครอบครัวนี้ไว้ขณะที่ท่านรัฐบุรุษอาวุโสเผชิญชะตากรรมทางการเมืองและหลังจากที่ท่านได้ถึงแก่อนิจกรรมไปแล้วคือ ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์
สำหรับท่านผู้หญิงฯ ผมจำได้ว่า พี่ศุขปรีดาฯ เคยบอกกับผมว่า ให้เรียกท่านว่า “คุณยาย” ก็ได้ ไม่ต้องเรียกเต็มยศอย่างที่ผมมักจะเรียกอยู่เป็นประจำ หรือแม้แต่ในระยะหลังๆ ที่คุยกัน พี่ศุขปรีดาฯ ก็มักจะแทนท่านผู้หญิงฯ ว่าคุณยายกับผมอยู่เสมอ ผมขอสารภาพตรงๆ ณ ที่นี้เลยว่า ไม่กล้าจะเรียกเช่นนั้น เพราะความเคารพนับถือที่ผมมีต่อสุภาพสตรีท่านนี้มีมากกว่าที่จะขอนับญาติตามธรรมเนียมไทยกับท่านได้ สำหรับผมนั้น ท่านรัฐบุรุษอาวุโสปรีดีและท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ เป็นทรัพยากรบุคคลอันล้ำค่าของแผ่นดิน เป็นคนของชาติและที่สำคัญที่สุดเป็น “คนของราษฎร” ผมเคยนึกเล่นๆ กับตัวเองว่า ถ้าหากท่านรัฐบุรุษอาวุโสปรีดีและท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ เกิดเป็นคนฝรั่งเศสและต้องเผชิญชะตากรรมในลักษณะนี้ ผมเชื่อมั่นเกิน 100 เปอร์เซ็นต์ว่า ในวาระสุดท้าย ร่างของท่านทั้ง 2 จะถูกแห่แหนในรัฐพิธีใหญ่เพื่อไว้อาลัยการจากไป ท่ามกลางสายตามวลราษฎรทั้งแผ่นดินและต่อหน้าผู้เป็นประมุขแห่งรัฐและผู้บริหารระดับสูงทุกหน่วยงาน ขบวนแห่จะมีปลายทางอยู่ ณ มหาวิหาร Panthéon ซึ่งเป็นเสมือนที่พำนักสุดท้ายของบุคคลผู้มีคุณูปการแก่บ้านเมืองเฉกเช่นนี้ และถ้าใครแหงนหน้าขึ้นมองจารึกด้านหน้ามหาวิหารแห่งนี้ให้ดี ก็จะเห็นวลีอันงดงามโดดเด่นซึ่งสลักไว้ด้านบนว่า
“Aux grands hommes la patrie reconnaissante”
ซึ่งผมขอแปลเป็นภาษาไทยเอาเองว่า แด่บรรดามหาบุรุษ ด้วยคารวะจากมาตุภูมิ
สำหรับพี่ศุขปรีดาฯ หากพิจารณาจากงานเขียนที่เผยแพร่ออกสู่สาธารณะ รวมทั้งกิจกรรมต่างๆ แล้ว พี่ศุขปรีดาฯ ต้องนับว่าเป็นปัญญาชนคนหนึ่งและเป็นคนสำคัญเสียด้วย เพราะเหตุไร ก็เพราะเป็นทายาทที่รับมรดกด้านจิตวิญญาณของผู้เป็นบุพการีทั้ง 2 นี่เป็นเหตุผลหนึ่ง อีกทั้งพี่ศุขปรีดาฯ ยังเป็นประจักษ์พยานใกล้ชิดในเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นกับท่านรัฐบุรุษ อาวุโสและท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์มาโดยตลอด ผมคิดว่า ตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมา พี่ศุขปรีดาฯ ได้ซึมซับเอาประสบการณ์ไว้ในหลากหลายรูปแบบ แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ ประสบการณ์และจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ กล่าวคือ ต่อสู้เพื่อให้ได้มาหรืออย่างน้อยก็พยายามบอกเล่าและแนะนำตัวอย่างของการต่อสู้เพื่อเป้าหมายสุดท้ายตามอุดมการณ์ที่ตั้งไว้
สำหรับผม งานเขียนแต่ละชิ้นของพี่ศุขปรีดาฯ ที่ได้รับการรวบรวมพิมพ์เป็นเล่ม ไม่ว่าจะเป็น “โฮจิมินท์: เทพเจ้าผู้ยังมีลมหายใจ” (2549) “หวอเหงียนย้าป: จอมทัพคู่บารมีโฮจิมินท์” (2552) และ “เรียนรู้ประวัติศาสตร์ลาวผ่านชีวิตเจ้าสุพานุวง” (2553) ภาพลักษณ์โดยทั่วไปของงานเขียนทั้ง 3 ชิ้นก็เป็นสารคดีกึ่งวิชาการประวัติศาสตร์ ซึ่งล้วนแต่ให้ข้อมูลและฉายภาพสถานการณ์บ้านเมืองที่ในช่วงที่ผ่านมาของประเทศเพื่อนบ้านเราในอินโดจีน แต่ที่ลึกไปกว่านั้น นี่คือภาพและวิญญาณแห่งการต่อสู้ของผู้นำซึ่งเป็นที่ยอมรับของประชาชนเพื่อนำการเปลี่ยนแปลงไปสู่อุดมการณ์ที่ประชาชาตินั้นได้เลือกแล้วว่าเหมาะสมกับตนเอง เป็นการประกาศศักยภาพและความมุ่งมั่นแห่งประชาชาติให้โลกได้รับรู้ นี่เป็นผลงานจากปลายปากกาของผู้ที่ชูการต่อสู้ของประชาชาติให้สูงเด่นขึ้น เพื่อเป็นตัวอย่างแห่งการกำหนดอนาคตและชะตากรรมของชาติด้วยน้ำมือของพลเมืองเอง
ยิ่งเมื่อผมได้เริ่มมาสัมผัสกิจกรรมต่างๆ ของพี่ศุขปรีดาฯ ผมเห็นความพยายามที่จะแนะนำและสนับสนุนแนวทางการต่อสู้เพื่อสร้างสังคม ประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริงในบ้านเมืองนี้ แม้จะประสบปัญหาในด้านสุขภาพเป็นระยะๆ แต่พี่ศุขปรีดาฯ ก็เพียรให้ข้อมูลและแลกเปลี่ยนประสบการณ์โดยเฉพาะกับคนรุ่นใหม่ เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้ตระหนักและนำไปเป็นตัวอย่างหรือแม้แต่เป็นบทเรียน สำหรับแนวทางการต่อสู้ในอนาคต ผมคิดว่านี่คือการส่งผ่านและถ่ายทอดประสบการณ์ส่วนตัวอันมีค่ายิ่งของพี่ศุขปรีดาฯ เพื่อยืนยันว่า การต่อสู้จะไม่มีวันหยุดนิ่งและสิ้นสุดลงได้ ตราบเท่าที่ยังมีสังคมมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การต่อสู้นั้นจะยิ่งเข้มข้นและแหลมคมยิ่งขึ้น หากยังปรากฏมีสังคมที่พลเมืองยังถูกปฏิเสธความเสมอภาคเท่าเทียมกัน มีการเลือกปฏิบัติ ถูกปฏิเสธเจตจำนงในการตัดสินใจอันเป็นอิสระของประชาชาติทั้งมวล ดังเช่นตัวอย่างที่พี่ศุขปรีดาฯ ได้บอกเล่าผ่านประสบการณ์ทางการเมืองของประเทศเพื่อนบ้านเหล่านั้น
แท้จริงแล้ว การต่อสู้ใดเล่าจะมีพลังอำนาจเท่ากับการต่อสู้ของบรรดาพลเมืองที่ประกอบขึ้นเป็นประชาชาตินั้นๆ แม้หากจะกล่าวถึงระบบกฎหมาย ระบบกฎหมายของบ้านเมืองในแง่หนึ่งก็เป็นเพียงการจัดโครงสร้างการใช้อำนาจของสังคมนั้น หรือเป็นระบบการกำหนดแบบแผนของการกระทำอันสอดคล้องต้องกันกับเหตุผลที่เป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้อง กฎหมายและระบบกฎหมายจึงรับภาระในอันกำหนดสัมพันธภาพในทุกๆ มิติเพื่อให้สอดรับกับเจตจำนงพื้นฐานของพลเมืองและสังคมโดยทั่วไป แต่ในทางตรงกันข้าม หากมีการปฏิเสธเจตจำนงของพลเมืองครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยมาตรการใดๆ ทั้งที่เปิดเผยและซ่อนเร้น ด้วยการคุกคามข่มขู่ บิดเบือนความจริงและข่าวสาร จนกระทั่งลงเอยด้วยความรุนแรงโหดร้ายด้วยแล้ว ประสบการณ์ของมนุษยชาติแทบจะทุกแห่งบนผืนพิภพนี้ก็ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า พลังอำนาจสุดท้ายที่เป็นกฎธรรมชาติทางสังคมและเป็นอำนาจจริงยิ่งกว่าอำนาจ ที่มีลักษณะโครงสร้างแบบกฎหมายในยามปกติก็คือ พลังอำนาจของประชาชนที่พร้อมใจกันลุกขึ้นต่อสู้นั่นเอง
เพราะเหตุไรจึงกล่าวเช่นนี้ เพราะนี่คือ อำนาจที่แท้จริงทางสังคมที่มีความชอบธรรมสูงสุดอยู่ในตัว โดยไม่ต้องมีระบบกฎหมายใดๆ มาสถาปนาความชอบธรรมนั้นให้อีก ระบบกฎหมายเองเสียอีกที่จะต้องสถาปนาความชอบธรรมขึ้นจากเจตจำนงและอำนาจที่แท้จริงในสังคมเช่นว่านี้
ในช่วงที่ท่านผู้หญิงฯ ยังเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้กับลูกหลานครอบครัวพนมยงค์นั้น บางครั้งผมได้มีโอกาสเข้าร่วมงานหรือกิจกรรมเล็กๆ ที่จัดขึ้นในบ้านซอยสวนพลู ยามที่ผมได้กลับออกมาและเห็นผู้คนขวักไขว่ไปมารอบตัวนั้น ผมมีความรู้สึกบางอย่างที่แม้แต่ตัวเองก็อธิบายไม่ถูกว่ามันคืออะไร ถ้าจะให้ลองอธิบาย มันคงเป็นความรู้สึกทำนองว่า นี่ผมเพิ่งออกมาจากบ้านของบุคคลที่เคยนำการต่อสู้และนำประชาธิปไตยมาสู่ทุกๆ คนที่ผมเห็นอยู่ตรงหน้า แต่ในที่สุดกลับประสบชะตากรรมที่มิอาจบรรยายได้ว่า แล้วเหตุใดในบั้นปลายชีวิตจึงไม่สามารถกลับสู่มาตุภูมิของตนเองได้ หรือถึงแม้บางคนจะได้กลับ ก็เป็นการกลับในสภาพที่ไม่คู่ควรกับธรรมเนียมของชาติอารยะที่พึงปฏิบัติต่อคนของแผ่นดินเช่นนี้
ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่า จิตวิญญาณเป็นพลังที่ไม่มีวันสูญสลายได้เหมือนสรีระ แม้เราจะมอบสรีระให้ผู้ใดไว้ในครอบครอง สักวันหนึ่งสรีระนั้นก็จะเป็นไปตามกฎธรรมชาติแห่งอนิจจัง แต่จิตวิญญาณนั้นเล่า หากเราเข้าใจและเห็นคุณค่า เราสามารถส่งต่อ ถ่ายทอดและมอบเป็นมรดกแก่กันได้ตลอดไป ด้วยเหตุนี้สำหรับผม พี่ศุขปรีดาฯ เป็นปัญญาชนคนสำคัญที่เป็นเสมือน “ข้อต่อ” แห่งจิตวิญญาณประชาธิปไตยจากรุ่นบุพการี และยังเป็นข้อต่อที่พยายามทำหน้าที่ส่งทอดข้อต่อนี้ไปยังคนรุ่นใหม่ เพื่อสานจิตวิญญาณการต่อสู้เพื่อให้อุดมคติบรรลุและเป็นจริงขึ้นในอนาคตอันใกล้
ในที่สุดนี้ ผมขออนุญาตอ้างถึงคำกล่าวไว้อาลัยแด่คุณสุพจน์ ด่านตระกูลของพี่ศุขปรีดาฯ เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2552 ซึ่งมีความตอนหนึ่งว่า
“ ... ผมเชื่อว่าเรามากันวันนี้ เราตั้งใจพร้อมกันอยู่อย่างหนึ่ง คือมีความตั้งใจ ตั้งปณิธานที่จะสืบเนื่องความคิด การกระทำอันดีงาม และถ้าสามารถที่จะพัฒนาต่อไปยิ่งๆ ขึ้น อันนี้ก็จะเป็นผลดีแก่ส่วนรวม ประเทศชาติและประชาชนต่อไป ..."
ครับ ผมเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า ความคิดและการกระทำอันดีงามของพี่ศุขปรีดาฯ ก็จะมีคนสืบสานและสืบทอดเป็นมรดกต่อไปอย่างแน่นอนเช่นเดียวกัน.
อภิสิทธิ์รับถือสองสัญชาติไทย-อังกฤษ ยันไม่ได้จ้างทหาร-ตำรวจมาทำร้ายคนไทย
ที่มา ประชาไท
ประชุมสภาแสดงผลการดำเนินงาน ครม. “อภิสิทธิ์” แจงใช้งบเป็นเบี้ยเลี้ยงให้ทหาร-ตำรวจดูแลความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่มาชุมนุม ไม่ได้จ้างมาทำร้ายคนไทย ส่วนเรื่องที่ “จตุพร” ปูดเรื่องสัญชาติ เพราะต้องการนำคดีขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ ไม่ได้เป็นไปเพื่อรักษาผลประโยชน์บ้านเมือง รับถือสัญชาติอังกฤษด้วย ลั่นพร้อมสละสัญชาติอังกฤษ แต่เกรงจะถูกกล่าวหาว่าหนีคดี
วันนี้ (24 ก.พ. 54) ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณารายงานแสดงผลการดำเนินการของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ปีที่ 1 (วันที่ 30 ธ.ค. 2551 ถึงวันที่ 30 ธ.ค. 2552)
จตุพรอัดรัฐบาลส่งรายงานล่าช้า ต้องส่งปี 52 แต่แสดงปี 54
นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า รัฐบาลได้นำเสนอรายงานแสดงผลการดำเนินการของคณะรัฐมนตรี ล่าช้าไม่ทันกับสถานการณ์เนื่องจากรายงานดังกล่าวสิ้นสุดเพียงปี 2552 ทั้งที่ตอนนี้เป็นปี 2554 แล้วทำให้ไม่เข้ากับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
นายจตุพรกล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาของรัฐบาลที่ผ่านมาในทุกๆ ด้านถือว่าล้มเหลวโดยเฉพาะเรื่องการเมืองเพราะรัฐบาลได้เข้าสลายการชุมนุมของประชาชนทั้งในปี 2552 และปี 2553 ที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก จึงอยากสอบถามว่ารัฐบาลได้ใช้งบประมาณในการดำเนินการดังกล่าวไปจำนวนเท่าไหร่
อัดรัฐบาลไม่จัดการ “วิกิลีกส์ - เปรม - สิทธิ – อานันท์” และไม่แสดงจุดยืนต่อสหรัฐ
นายจตุพร กล่าวว่า ได้มีเว็บไซต์การ์เดี้ยนไปเอาข้อความจากเว็บไซต์วิกิลีกส์ ซึ่งมีเนื้อหาการสนทนาระหว่าง นายอานันท์ ปันยารชุน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และ พล.อ.อ.สิทธิ เศวตศิลา องคมนตรี ไปพูดกับนายอีริค จี จอห์น อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย มีถ้อยคำเข้าข่ายประทุษร้ายต่อองค์รัชทายาท ชนิดรับฟังไม่ได้ พวกตนก็ไปยื่นหนังสือกับนายกรัฐมนตรี แต่ก็ไม่ได้มีการดำเนินการใดๆ ทั้งๆ ที่อ้างว่าตัวเองเทิดทูนสถาบัน
นายจตุพร กล่าวต่อว่า นอกจากไม่ดำเนินคดีแล้วก็ไม่ทำเรื่องประท้วงไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา เรื่องแนวนโยบายความมั่นคงแห่งรัฐที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ หากมีแต่ตัวหนังสือพูดเอาสวยหรูไม่มีประโยชน์อะไร เพราะหากตัวท่านไม่เป็นแบบอย่างจัดการคนที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ พวกท่านหมิ่นได้ เปรียบเทียบกรณีดา ตอร์ปิโด กับนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ แต่ทำไม 3 คนนี้มากล่าวประทุษร้ายต่อองค์รัชทายาทได้ แล้วทำไมทำไม่รู้ไม่เห็น วอลเปเปอร์ไม่บอกท่านเลยหรืออย่างไร หรือว่าเห็นแล้วทำอะไรไม่ถูก กลายเป็นพวกตัวเองโอละพ่อ เรื่องนี้เราเอามาใช้เป็นเกมทางการเมืองไม่ได้ พวกตนเจ็บปวดมาก่อน ถูกใส่ร้ายเกือบทุกวัน แต่พอคนของตัวเองทำความผิดบ้างกลับทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทำไมนายกฯ ไม่จัดการกับเว็บไซต์ดังกล่าว ไม่แสดงจุดยืนต่อประเทศสหรัฐฯ และทำไมไม่จัดการกับ 3 คนดังกล่าว
ท้าอภิสิทธิ์ถ้าไม่ได้ถือสัญชาติอังกฤษ ให้นำใบสละสัญชาติมาแสดง
เขากล่าวด้วยว่า ขณะเดียวกันเรื่องสัญชาติของนายอภิสิทธิ์ก็เป็นปัญหาเพราะคนเสื้อแดงต้องการให้นายกฯ ขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ แต่ไม่มีช่องทางดำเนินการได้เพราะรัฐบาลไทยไม่ได้เป็นภาคีดังกล่าว ซึ่งตอนนี้หลักฐานว่านายกฯ มีสองสัญชาติระหว่างไทยกับอังกฤษที่จะทำให้นายอภิสิทธิ์ขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศได้ โดยในสูติบัตรระบุว่า นายอภิสิทธิ์เกิดเมื่อวันที่ 3 ส.ค. 1964 หรือ พ.ศ. 2507 ซึ่งอังกฤษถือว่าคนที่เกิดในอังกฤษก่อน พ.ศ. 2526 มีสัญชาติอังกฤษ และต้องมีสัญชาติอังกฤษไปตลอดชีวิต หากนายอภิสิทธิ์ยืนยันว่าสละสัญชาติอังกฤษ มาถือสัญชาติไทยแล้ว ต้องเอาใบสละสัญชาติมาแสดง
"ถ้านายอภิสิทธิ์ไม่ได้ถือสัญชาติอังกฤษ ก็ต้องนำใบสละสัญชาติมาแสดง นายอภิสิทธิ์มีสัญชาติไทยได้ เพราะมีพ่อแม่เป็นคนไทย นายอภิสิทธิ์มีสัญชาติอังกฤษได้เพราะเกิดที่นิวคาสเซิล ดังนั้นนายอภิสิทธิ์เป็นคน 2 สัญชาติ" นายจตุพรกล่าว
ส.ส.เพื่อไทยแจกควายให้ ส.ส.ปชป.
ทั้งนี้ระหว่างการอภิปรายของนายจตุพรอภิปรายเรื่องสัญชาตินายกฯปรากฏว่า ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์นำโดยนายประมวล เอมเปีย ส.ส.ชลบุรี ได้ลุกขึ้นประท้วงให้นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาฯ ซึ่งทำหน้าที่ประธานการประชุมให้นายจตุพรยุติการอภิปรายเรื่องดังกล่าวเนื่องจากไม่เกี่ยวข้องกับการรายงานผลการดำเนินงานของรัฐบาล
โดยระหว่างนี้นายสุชาติ ลายน้ำเงิน สส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย ได้ตะโกนสวนกลับมาต่อว่านายประมวลว่า "ควาย" จากนั้นให้รัฐบาลชี้แจงการอภิปรายของนายจตุพร
อภิสิทธิ์แจงใช้งบเพื่อดูแลความสงบเรียบร้อย ไม่ได้จ้างเจ้าหน้าที่มาทำร้ายคนไทย
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า งบประมาณในการใช้ควบคุมการชุมนุมที่ผ่านมาทั้งหมดใช้ไปกับเบี้ยเลี้ยงของกำลังพลทั้งทหารและตำรวจเพื่อดูแลความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่มาชุมนุมแต่ละครั้ง และไม่เคยใช้งบประมาณจ้างเจ้าหน้าที่ทำร้ายประชาชนคนไทยด้วยกัน
ยันถือสัญชาติไทยเพราะขอวีซ่าทุกครั้ง ลั่นพร้อมสละสัญชาติอังกฤษ
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ส่วนตัวยึดถือสัญชาติไทยมาโดยตลอด เห็นได้จากการเดินทางไปศึกษาที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งทางครอบครัวก็ออกค่าใช้จ่ายเอง รวมถึงการขอวีซ่าทุกครั้งที่เดินทางไปอังกฤษ นอกจากนี้ ได้สอบถามนักกฎหมายและมีการส่งเรื่องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบว่าขัดกับกฎหมายหรือไม่ซึ่งได้รับการชี้แจงว่าเรื่องดังกล่าวไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม พร้อมสละสัญชาติอังกฤษแต่เกรงว่าจะถูกกล่าวหาว่าหนีคดีดังกล่าว
“การที่ท่านพยายามเดินหน้าในเรื่องนี้ เป็นเพราะต้องการนำคดีการสลายการชุมนุมทางการเมืองขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอาญาระหว่างประเทศ ไม่ได้เป็นไปเพื่อรักษาผลประโยชน์ของบ้านเมืองอย่างแท้จริง” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
กรณีวิกิลีกส์ แจ้งสหรัฐฯ ไปแล้วว่ามีความห่วงใย เพราะกระทบไทย
ส่วนกรณีเว็บไซต์วิกิลีกส์ที่มีการสนทนาพาดพิงถึงสถาบันฯ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ได้ส่งเรื่องให้ สตช.ไปดำเนินการตามกฎหมาย แต่ไม่มีหน้าที่ไปบอกว่าคนนั้นผิด ต้องสั่งฟ้องคนนี้ไม่ใช่หน้าที่ตน แต่เมื่อมีการร้องขึ้นมาตนก็ส่งข้อมูลให้หน่วยงานไปดำเนินการ เรื่องเว็บไซต์ต่างๆ ตนก็ได้ระมัดระวัง ถ้าเป็นลักษณะการละเมิดกฎหมายก็ให้ดำเนินการ ส่วนกระทรวงการต่างประเทศกับสหรัฐฯ ก็มีการพูดกัน เพราะการแจ้งสหรัฐฯ กับการดำเนินการต่อนั้น เอกสารที่เว็บไซต์วิกิลีกส์เอาออกไปไม่ใช่เอกสารของไทย สหรัฐฯ ก็ไม่ยืนยัน แต่เราแจ้งไปว่าห่วงใยเพราะกระทบถึงประเทศไทย
ที่มา: เรียบเรียงจาก สถานีโทรทัศน์เอ็นบีที, มติชนออนไลน์, ผู้จัดการออนไลน์ และโพสต์ทูเดย์
อธิบดีกรมราชทัณฑ์เผย "เสื้อแดง" ถูกคุมขังอีก 151 คน-ศาลให้ประกันตัว "สมชาย ไพบูลย์" เพิ่ม
ที่มา ประชาไท
อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เผยผู้ต้องขังคดีเกี่ยวกับชุมนุมทางการเมืองที่ได้รับการปล่อยตัวแล้ว มีจำนวน 109 คน ยังเหลือผู้ต้องขังในเรือนจำ 151 ราย ด้านศาลอาญาให้ประกันตัว "สมชาย ไพบูลย์" แนวร่วม นปช.สั่งห้ามยั่วยุ-ออกนอก ปท.
(24 ก.พ.54) นายชายชาติ สุทธิกลม อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวถึงกรณีจำนวนผู้ต้องขังคดีเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองว่า เรือนจำได้ควบคุมตัวผู้ต้องขังกลุ่มดังกล่าวทั้งหมด 260 คน ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมและช่วงก่อนหน้ากรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ บางรายได้รับการปล่อยตัวตามกำหนดเวลา ดังนั้น จำนวนของกรมราชทัณฑ์กับกรมคุ้มครองสิทธิฯ จะแตกต่างกัน
สำหรับจำนวนผู้ต้องขังที่ได้รับการปล่อยตัวในแต่ละเรือนจำมีจำนวน 109 คน ซึ่งมีทั้งคดีฝ่าฝืน พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน และการขอประกันตัว ดังนั้น จะเหลือยอดผู้ต้องขัง 151 ราย อยู่ในการควบคุมของเรือนจำ
นายชาติชาย กล่าวต่อว่า เรือนจำไม่ทราบว่าเป็นแนวร่วมกลุ่มคนเสื้อแดงทั้งหมดหรือไม่ แต่ใช้ฐานข้อมูลการจับกุมช่วงวัน เวลา เกิดเหตุ เพราะข้อหาแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางรายโดยคดีลักทรัพย์ คดีวางเพลิงเผาทรัพย์ คดีฝ่าฝืน พ.ร.ก. บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน
ศาลให้ประกันตัว "สมชาย ไพบูลย์" หลักทรัพย์ 1 แสน
วันเดียวกัน ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก เวลา 14.30 น. ศาลมีคำสั่งอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราวนายสมชาย ไพบูลย์ อดีต สข. พรรคไทยรักไทยแนวร่วมนปช.จำเลยคดีฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ฯ ภายหลังไต่สวนคำร้องที่ยื่นพร้อมหลักทรัพย์เป็นเงินสด 200,000 บาท
โดยศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่าพฤติกรรมความผิดของคดีนี้ เกี่ยวข้องกับคดีหมายเลขดำที่ อ.2542/2553 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ฟ้อง นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธาน นปช. กับพวก ซึ่งเป็นแกนนำ และแนวร่วม นปช. รวม 19 คน เป็นจำเลย ในความผิดฐานร่วมกันก่อการร้าย ซึ่งในคดีดังกล่าว ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวแกนนำหลายคน เนื่องจากการไต่สวนมีเหตุให้เปลี่ยนแปลงคำสั่ง จึงอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวในคดีนี้เช่นกัน โดยตีหลักทรัพย์ 100 , 000 บาท พร้อมทั้งวางข้อกำหนดห้ามไม่ให้จำเลยกระทำการอันเป็นการยั่วยุ ปลุกปั่น ปลุกระดม เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือ กระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน อันที่จะทำให้เกิดความไม่สงบขึ้นในราชอาญาจักรหรือให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน และห้ามจำเลยดังกล่าวเดินทางออกนอกราชอาญาจักร เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาล
ภายหลังศาลมีคำสั่งปล่อยตัวชั่วคราวแล้ว จะได้ออกหมายปล่อยแจ้งให้เรือนจำทราบเพื่อดำเนินการต่อไปตามขั้นตอน
ที่มา: มติชนออนไลน์ และเนชั่นทันข่าว
ระบบกัดดาฟี ลูกเมียและ บริวาร …. !?!
ที่มา TalkyStory นิวยอร์คไทม์สเปิดเผยถึงโทรเลขทางการทูตจากลิเบีย ซึ่งถูกนำมาเปิดโปงโดยวิกิลีก ทำให้เราพอมองเห็นสภาพรัฐบาลเผด็จการในประเทศนั้น พร้อมกับเข้าใจความโกรธแค้นของประชาชนที่มีต่อการปกครองของนายพลกัดดาฟี มีรายงานในสื่อมวลชนตะวันตกว่า หลังวันปีใหม่ของปี 2009 เซอีฟ กัดดาฟี (Seif Qaddafi) ซึ่งเป็นลูกชายคนหนึ่งของนายพลกัดดาฟี จ่ายเงินหนึ่งล้านเหรียญ เพื่อให้ มารายห์แครี ไปร้องเพลงเพียงสี่เพลงให้ฟัง ที่เกาะ St. Barts ในทะเลคาริบเบียน โทรเลขทางการทูตรายงานว่า เซอีฟ กัดดาฟีได้ปฏิเสธเรื่องนี้ผ่านหนังสือพิมพ์ที่เขาควบคุมอยู่ โดยเขากล่าวว่า เจ้ามือหลักคือ มูอาทัซซิม(Muatassim) น้องชายของเขา ซึ่งเป็นที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของประเทศ โทรเลขทางการทูตยังระบุว่ามูอาทัซซิมผู้นี้เอง ที่ในปี 2008 เรียกร้องเงิน 1.2 พันล้านเหรียญจากประธานบริษัทน้ำมันแห่งรัฐของลิเบีย ทั้งนี้เพื่อจัดตั้งกองกำลังของตนขึ้น ขณะเดียวกัน คามิส (Khamis) น้องชายอีกคนหนึ่ง ก็เป็นผู้บัญชาการกองรบพิเศษ ซึ่งทำหน้าที่ปกป้องระบบเผด็จการอยู่ โทรเลขในปีเดียวกัน ระบุว่าลูกๆของนายพลกัดดาฟี ต่างวิ่งเต้นเพื่อหาตำแหน่ง ขณะที่ผู้เป็นพ่อแก่ตัวลง พร้อมระบุว่า ขณะที่ลูกชายสามคน ต่างแย่งชิงผลประโยชน์จากแฟรนไชส์ของโคคาโคลา นั้น “ลูกๆทุกคนของกัดดาฟี รวมถึงสมุนที่เขาโปรดปราน ล้วนรายได้จากบริษัทน้ำมันแห่งรัฐ และ บริษัทลูกๆที่ทำธุรกิจบริการด้านน้ำมัน” โทรเลขทางการทูตในปี 2010 กล่าวว่า คนหนุ่มสาวชาวลิเบีย มองว่า เซอิฟลูกชายคนที่สองของกัดดาฟี เป็น “ความหวัง” ของอนาคตของลิเบีย หนุ่มสาวเหล่านี้ เห็นว่า เขาเป็นคนมีการศึกษา มีวัฒนธรรม และเป็นคนที่ต้องการเห็นอนาคตซึ่งดีขึ้นของลิเบีย ซึ่งแตกต่างกับพี่น้องคนอื่นๆ แต่นั่นก็เป็นเพียงอดีต เพราะภายหลังจากที่ประชาชนลิเบียออกมาขับไล่ครอบครัวกัดดาฟีนั้น เซอิฟผู้นี้เอง ที่ออกมาประกาศทางโทรทัศน์ ว่า ลิเบียอาจจะต้องพบกับ “สงครามกลางเมือง” และ ต้องเผชิญกับ “แม่น้ำแห่งสายเลือด” หากประชาชนไม่หันมาสนับสนุนพ่อของตน
โทรเลขทางการทูตในปี 2006 เรียกระบบที่กุมอำนาจรัฐในลิเบียว่า “กลุ่มบริษัทกัดดาฟี (Qadhafi Incorporated)” เพื่อสะท้อนให้เห็นสภาพการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือย และการเล่นพรรคเล่นพวกที่แพร่หลายในประเทศนี้
Permalink : http://www.oknation.net/blog/StayFoolish
Thursday, February 24, 2011
"มาร์ค"ลั่นเกิดที่อังกฤษ ถือสัญชาติไทย ตั้งใจทำงานเพื่อชาติ ท้า"แม้ว"กล้าสละสัญชาติหรือไม่
ที่มา มติชน นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณารายงานแสดงผลการดำเนินการของคณะรัฐมนตรี( ครม.)ตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปีที่ 1 (วันที่ 30 ธันวาคม 2551 ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2552) ที่รัฐสภา วันที่ 24 กุมภาพันธ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย(พท.) อภิปรายตอนหนึ่งว่า ปัญหาสัญชาติของนายกฯก็เกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐ ขอให้นายกฯตอบตรงๆ ในสภาว่า นายกฯสละสัญชาติอังกฤษแล้วหรือยัง เพราะกฎหมายอังกฤษบอกว่า เกิดในอังกฤษก่อนปี 2526 จะได้สัญชาติอังกฤษทันที และมีหลักฐานว่า นายกฯเกิด 3 สิงหาคม 2507 แต่ลงทะเบียนกับสถานเอกอัครราชทูตไทยวันที่ 1 เมษายน 2508 ฉะนั้นถ้าไม่ถอนก็จะเป็นคน 2 สัญชาติ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า เรื่องของสัญชาติไม่เคยปิดบังอะไร เกิดที่ประเทศอังกฤษ เมืองนิวคาสเซิล พ่อแม่เป็นคนแจ้งเกิด อยากถามท่านว่าเป็นคนแจ้งเกิดเองหรือไม่ พ่อแม่ไม่ได้อยู่ลอนดอน เมื่อย้ายมาอยู่ลอนดอน จึงได้ไปแจ้งทางการอังกฤษ การที่สงสัยว่าสละสัญชาติอังกฤษนั้น ยอมรับว่าไม่เคยทำเรื่องสละสัญชาติอังกฤษด้วยเหตุผล เป็นการเข้าใจว่าการถือสัญชาติ ถ้าเป็นกฎหมายที่ขัดกัน ก็ให้ถือกฎหมายของไทยเป็นหลัก “ผมเกิดที่อังกฤษ ถือสัญชาติไทย ตั้งใจทำงานเพื่อประเทศไทย ไม่คิดถือสัญชาติอื่นแล้วไปหาผลประโยชน์ในประเทศอื่น ไม่คิดขอลี้ภัย แล้วไปขอสัญชาติประเทศเขา เพื่อไปหาผลประโยชน์จากประเทศอื่น จะแลกกันไหม ถ้าไม่มีผลประโยชน์ใดๆ ผมไม่มีปัญหาอยู่ในใจอยู่ในหัวในตัว ผมสละได้ และได้ไปถามนักวิชาการ และ กกต.(คณะกรรมการการเลือกตั้ง) เขาบอกว่าไม่มีปัญหา ถ้าจะไล่ให้ถือสัญชาติเดียวก็ยินดี ถ้าจะให้ผมสละสัญชาติอังกฤษ ผมก็สละได้ แต่คนของท่านที่ถือพาสปอร์ตหลายประเทศ ก็ต้องสละด้วย จะยอมหรือไม่” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
ใครสวาปาล์ม 3 เดือน 5,000 ล้าน 3 ล็อตใหญ่ ใคร หนอ"พุงกาง"?
ที่มา มติชน ที่สุดรัฐบาลก็ออกมาตรการในการแก้ไขปัญหาน้ำมันปาล์มขาดแคลน ด้วยการให้กระทรวงพลังงานนำน้ำมันปาล์มดิบ 15,000 ตัน มากลั่นเป็นน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์บรรจุขวดขายลิตรละ 47 บาท โดยรัฐบาลอุดหนุนราคาให้ลิตรละ 9.50 บาท นอกจากนั้น ยังให้สมาคมโรงกลั่นนำเข้าน้ำมันปาล์มดิบแยกไขจำนวน 30,000 ตัน โดยให้องค์การคลังสินค้า (อคส.) ควบคุมการนำเข้ามาภายใน 15 วัน ส่วนนี้รัฐบาลชดเชยให้ลิตรละ 5 บาท รวมๆ รัฐบาลต้องชดเชยให้ 200 ล้านบาท นี่เป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ เป็นการแก้ไขปัญหาหลังจากประชาชนเดือดร้อนอย่างหนัก และเป็นการแก้ไขหลังจากที่ "แก๊งสวาปาล์ม" อิ่มหนำสำราญกับน้ำตาของชาวบ้านไปเรียบร้อยแล้ว ทำให้เกิดคำถามว่า ปัญหาส่อเค้ามาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2553 ทำไมไม่ใช้สมองส่วนหน้าในการแก้ไขปัญหา ปล่อยให้ปัญหาเรื้อรัง เริ่มจากคำถามที่ว่า ทำไมคณะกรรมการนโยบายปาล์มแห่งชาติ ที่มีรองนายกฯสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นประธาน จึงปล่อยให้ปาล์มดิบหมดไปจากสต๊อคโดยไม่คิดแก้ไข เพราะก่อนหน้านี้มีการกำหนดสต๊อคไว้คร่าวๆ ว่าต้องมีอย่างน้อยราวๆ 200,000 ตัน เพื่อรักษาสมดุลน้ำมันปาล์มในประเทศ หากดูตัวเลขสต๊อคน้ำมันปาล์มในเดือนสิงหาคม 2553 อยู่ที่ 209,659 ตัน ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่ในเดือนกันยายน ตุลาคม สต๊อคลดลงเรื่อยๆ จนเหลือล่าสุด 98,015 ตัน ในเดือนพฤศจิกายน 2553 ห้วงนั้น มีเสียงติงไปยังคณะกรรมการนโยบายปาล์ม ว่าให้นำเข้าเพื่อมาเสริมสต๊อค เพราะอดีตการนำเข้า 10,000-20,000 ตัน ก็เคยมีการนำเข้ามาแล้ว ถือเป็นเรื่องปกติ แต่ปรากฏว่าคณะกรรมการนโยบายปาล์มที่มี สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ เป็นประธาน ไม่มีการดำเนินการใดๆ ปล่อยให้สต๊อคน้ำมันปาล์มหมดลงไม่เหลือแม้แต่ตันเดียว ในเดือนธันวาคม 2553 นี่คือ "คำถาม" ว่าทำไม รองนายกฯสุเทพถึงปล่อยให้ปาล์มดิบหมดสต๊อค คำถามต่อมาคือ เมื่อรู้ว่าหมด ทำไมไม่เร่งนำเข้าเพื่อเติมสต๊อคให้เต็ม แต่กลับมีการอนุมัติให้ขึ้นราคาน้ำมันปาล์มจากราคาลิตรละ 36.50 เป็น 47 บาท พ่อค้ากินส่วนต่างจากการกักตุนทันที ลิตรหรือขวดละ 10 บาท นั่นคือ "ผลประโยชน์" ล็อตแรกที่แก๊งสวาปาล์มได้รับ ยิ่งไปกว่านั้น ยังพบว่าในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2553 มีการรับซื้อปาล์มจากเกษตรกรในราคาที่ต่ำกว่าราคาที่รัฐบาลประกาศ กล่าวคือรัฐบาลประกาศราคาขายที่กิโลกรัมละ 11 บาท แต่โรงหีบกลับรับซื้อในราคาแค่ 6 บาท มีส่วนต่างกิโลกรัมละ 5 บาท เมื่อเข้าสู่กระบวนการผลิตต่างๆ ราคาที่โรงหีบอยู่ที่ลิตรละ 37.28 บาท แต่เมื่อส่งไปยังโรงกลั่นน้ำมันพืชต้นทุนอยู่ที่ 50 บาท เพราะคิดตามราคาที่รัฐบาลประกาศคือ 11 บาท ไม่ใช่ราคารรับซื้อจริงจากเกษตรกรคือ 6 บาท เมื่อรวมค่ากลั่น 15 บาท ทำให้ราคาน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ต่ำสุด จะอยู่ที่ลิตรละ 65 บาท ตรงนี้ ว่ากันว่าโรงหีบได้ค่าส่วนต่างมากถึง 12.72-24 บาทต่อลิตร โรงหีบสำคัญๆ ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคใต้ สุราษฏร์ธานี ชุมพร กระบี่ เนื่องจากทั้ง 3 จังหวัดมีผลผลิตต่อปีมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ มีโรงหีบ 65-67 แห่ง ปรากฏว่าโรงหีบเหล่านี้ มีเจ้าของที่ใส่ชื่อไขว้กันไปมาแค่ 10 คนเท่านั้น ซึ่งล้วนเป็นนักการเมือง หรือไม่ก็หัวคะแนนของพรรคการเมืองใหญ่ คำนวณกันคร่าวๆ ในช่วงเดือน 2 เดือน ก่อนจะมีการนำเข้าปาล์มในกลางเดือนมกราคม 2554 จำนวน 30,000 ตัน ผลประโยชน์จาก "ค่าส่วนต่าง" ตรงนี้อยู่ที่ 4,000-5,000 ล้านบาท เป็นผลประโยชน์ "ล็อตสอง" ที่แก๊งสวาปาล์มได้รับ คำถามต่อมาก็คือ เมื่อรู้แนวโน้มว่าปาล์มจะขาดแคลน ทำไมยังปล่อยให้มีการส่งออกน้ำมันปาล์มช่วงปลายปี 2553 มากจนผิดปกติ แล้วทำไมเอาปาล์มไปผลิตไบโอดีเซลมากถึง 400,000 ตัน ทั้งที่การผลิตไบโอดีเซลมีแต่ขาดทุน และรัฐบาลต้องอุดหนุนมากกว่า 1,000 ล้านบาท อีกทั้ง หากดูตัวเลขผลผลิตของปาล์มสดที่ออกมา ในปี 2553 พบว่ามากถึง 8,223,135 ตัน มากกว่าปี 2552 ถึง 60,432 ตัน ตรงนี้ จึงไม่ใช่เหตุผลที่จะมาบอกว่าทำให้ผลปาล์มดิบขาดตลาด อันเนื่องจากประสบปัญหาอุทกภัยใหญ่ จึงไม่น่าแปลกใจที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ จะถูกตั้งคำถามว่า เป็นการ "จงใจ" ทำให้ปาล์มขาดตลาด เพื่อให้ เพื่อนพ้องน้องพี่เก็บเกี่ยวผลประโยชน์เข้าประเป๋า เพื่อใช้ในการกิจกรรมการเมืองหรือไม่ เป็นการตั้งคำถาม อันเนื่องมาจากสงสัย สงสัยในความจริงใจของรัฐบาลที่มีฐานเสียงในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีเกษตรกรชาวสวนปาล์มมากที่สุด ส่วนการนำเข้า 30,000 ตัน หรือการนำเข้าล็อตใหม่ เป็นแค่การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุของรัฐบาล ถามว่า คนอย่างนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คนอย่างรองนายกฯสุเทพ ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายปาล์มแห่งชาติ และเจ้าของสวนปาล์ม คนอย่างอัญชลี วานิช เทพบุตร เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่คุ้นเคยกับเกษตรกรชาวสวนปาล์มมาทั้งชีวิต รวมทั้งพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล ส.ส.กระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ ที่มีสวนปาล์มเป็นหมื่นๆ ไร่ จะไม่รู้แนวทางการแก้ไขก่อนที่ปัญหาจะลุกลามบานปลายในฐานะคนประชาธิปัตย์เลยหรือ นี่คือ "คำถาม" ที่ทิ้งท้ายไว้เพื่อรอ "คำตอบ" ( จาก น.ส.พ. มติชน ) 

เปิดใจ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ "ความสูญเสียประชาชนรอช้าไม่ได้"
ที่มา ข่าวสด
สัมภาษณ์พิเศษ
ในที่สุดแกนนำนปช.ทั้ง 7 คนที่ถูกคุมขังก็ได้รับการปล่อยตัว ภายหลังศาลอนุญาตให้ประกันตัวชั่วคราว เมื่อ 22 ก.พ. ที่ผ่านมา ท่ามกลางกลุ่มเสื้อแดงมารอรับและให้กำลังใจจำนวนมาก
โดยวางเงินประกันคนละ 6 แสน พร้อมเงื่อนไข 2 ข้อ คือ ห้ามออกนอกประเทศ และห้ามยุ่งเกี่ยวกับม็อบ
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช. หนึ่งในผู้ได้รับการปล่อยตัว ให้สัมภาษณ์ถึงอิสรภาพที่ได้มาหลังถูกจองจำนานถึง 9 เดือน ตลอดจนแนวทางการเคลื่อน ไหวนับจากนี้
ทบทวนการชุมนุมของนปช.
การต่อสู้เพื่อให้ได้มาเพื่อประชาธิปไตยและความเสมอภาคเท่าเทียมในบ้านเมืองนี้จะต้องพบกับอุปสรรคอีกมากมายรออยู่ข้างหน้า เหตุการณ์เมื่อเดือนเม.ย.และพ.ค.53 พิสูจน์ยืนยันแล้วว่าผู้มีอำนาจหรือผู้ที่ยึดกุมอำนาจอยู่ พร้อมจะทำทุกอย่าง
แม้แต่เข่นฆ่าประชาชนเพื่อรักษาอำนาจของตัวเอง ทั้งที่อำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศเป็นของประชาชน แต่เมื่อประชาชนเรียกร้องต้องการสิ่งนั้น กลับได้รับชะตากรรมที่โหดร้าย
ดังนั้น เมื่อเราแน่ใจว่าผู้มีอำนาจพร้อมทำทุกอย่างและมีความอำมหิตถึงเพียงนี้ จะต้องมีความละเอียดรอบคอบ เก็บเอาเหตุการณ์ที่ผ่านมาทุกอย่างเป็นบทเรียนพื้นฐานในการเดินไปข้างหน้าต่อไป จะทำให้เรามั่นคงขึ้น ปลอดภัยขึ้น
การต่อสู้ของคนเสื้อแดงเป็นการต่อสู้ระยะยาว ไม่ใช่แค่การเลือกตั้งแล้วยุติ แต่ประชาธิปไตยและความเสมอภาคเท่าเทียมอย่างแท้จริงเท่านั้น จะเป็นปลายทางของคนเสื้อแดง
อาจไม่มาในการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ แต่อย่างน้อยที่สุดถ้าประชาชนร่วมกันแสดงเจตนารมณ์ในการตัดสินใจทางการเมืองในสนามเลือกตั้งก็เป็นก้าวย่างต่อไป แต่ต้องรอบคอบ รัดกุม ไม่สุ่มเสี่ยง
การเคลื่อนไหวที่ผ่านมาผิดพลาดจนเกิดความสูญเสีย
ในทุกขบวนต่อสู้ ไม่ว่าในประเทศหรือต่างประเทศ มีทั้งความสำเร็จและความผิดพลาด หรือข้อบกพร่องที่จะเป็นสิ่งที่ขบวนต่อสู้ต่างๆ จะได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน
ที่ผ่านมาสิ่งที่คนเสื้อแดงทำไม่ใช่ความผิดพลาด แต่ไม่นึกว่าจะเผชิญกับความอำมหิต วิธีการที่รุนแรง การเข่นฆ่าล่าล้างขนาดนี้ อย่างเหตุการณ์ที่คอกวัวเมื่อ 10 เม.ย. 53 พอเกิดขึ้นแล้วมีผู้เสียชีวิตกว่า 30 คน บาดเจ็บจำนวนมาก ทำให้อารมณ์ความรู้สึกโกรธแค้นชิงชังเข้ามามีอิทธิพลต่อการต่อสู้ของเรา
แต่มันไม่ใช่ความผิดพลาด เป็นบทเรียนที่เราต้องเรียนรู้
ต้องปรับแนวทางการเคลื่อนไหวหรือไม่
เป้าหมายกับทิศทางของคนเสื้อแดงมาถูกต้องแล้ว พิสูจน์ได้จากพี่น้องจำนวนมากเข้าร่วมแนวทางการต่อสู้ของเรามากขึ้นทุกวัน ตรงนี้เป็นตัวอธิบาย การประกาศหลักคิดหรือการต่อสู้ที่ไม่สอดรับกับความจริงกับความต้องการของประชาชน วันหนึ่งจะถูกปฏิเสธ
น.พ.เหวง โตจิราการ / วิภูแถลง พัฒนภูมิไทย
ขณะเดียวกันถ้าสิ่งที่เราประกาศออกมาถูกต้อง ตรงกับความต้องการของประชาชน แม้จะเริ่มต้นจากการถูกดูหมิ่นดูแคลน แต่เมื่อเดินมาถึงวันหนึ่งจะพบว่าพลังการต่อสู้มีแต่จะเติบโตขึ้นทุกวัน
มั่นใจว่า 9 เดือนที่ผมอยู่ในเรือนจำ คนเสื้อแดงโตขึ้นทุกวัน แล้วเมื่อออกมาก็โตขึ้นอีก ไม่ใช่โตเพราะอิสรภาพของพวกผม แต่เติบโตเพราะความต้องการเสรีภาพและความยุติธรรมของประชาชน
9 เดือนในเรือนจำเป็นอย่างไร
เป็นช่วงที่เราใช้เวลาทบทวนหลายๆ สิ่งที่ผ่านมา เก็บเกี่ยวศึกษาเรียนรู้แบบอย่างแนวทางการต่อสู้ทั้งของในและต่างประเทศ ได้อ่านหนังสือตำรามากพอสมควร โดยให้ญาติๆ และพรรคพวกที่มาเยี่ยมส่งไปให้
จึงเกิดการทบทวน แลกเปลี่ยนเรียนรู้กำหนดแนวทางเดินหน้าต่อไป ได้ทำงาน เขียนเพลง เขียนกวี บันทึกความคิด ชีวิตบางช่วงบางตอน
คุ้มหรือไม่ที่ต่อสู้แล้วถูกจับขังจนไม่ได้เจอหน้าครอบครัว
ไม่คิดว่าอะไรที่เกิดขึ้นกับเราจะอธิบายได้ด้วยคำว่าคุ้มหรือไม่คุ้ม เราไม่ได้ทำสิ่งนี้เพื่อผลตอบแทนที่จับต้องเป็นกำไร หรือความคุ้มค่า หรือการขาดทุน แต่ทำเพื่อให้อำนาจที่เป็นของเรามีอยู่จริง ให้เกิดเป็นจริงขึ้นมาได้
หากประชาชนได้รับชัยชนะ มันไม่มีกำไรหรือขาดทุนแต่เสมอตัว เราสู้เพื่ออำนาจที่เป็นของๆเราอยู่แล้ว แต่ถูกกดขี่เบียดบังไปเท่านั้นเอง
ไม่มีใครต้องการผลประโยชน์ใด เพียงแต่ต้องการเสรีภาพของความเป็นมนุษย์เท่าที่เราควรมี ตามหลักการที่ตกลงกันว่าบ้านเมืองนี้เป็นประชาธิปไตย
การสูญเสียอิสรภาพของผม ไม่ได้พบลูกเมีย ครอบครัว เทียบไม่ได้เลยกับความสูญเสียของผู้บาดเจ็บผู้เสียชีวิตจำนวนมาก คนเหล่านั้นอาจไม่มีใครรับรู้ ไม่มีใครยืนเคียงข้างให้กำลังใจเหมือนที่พวกผมได้รับมาตลอดระยะเวลา 9 เดือน
แต่คนเหล่านั้นต่อสู้และเสียสละในสิ่งที่ตัวเองคิด ตัวเองเชื่ออย่างนักสู้นิรนาม เป็นผู้เสียสละที่แท้จริง ดังนั้น ผมพร้อมจะเสียสละต่อไป พร้อมเผชิญอุปสรรคหรือสิ่งกีดขวางใดๆ ต่อไป โดยมีความเสียสละของพี่น้องจำนวนมากเป็นพลัง
วางแผนกลับมาเป็นแกนนำต่อไปหรือไม่
ทีมที่ทำหน้าที่ก็ทำได้ดีอยู่แล้ว รูปลักษณ์องค์กรจะปรับโครงสร้างอย่างไร ยังไม่ได้ปรึก ษาหารือกัน แต่คงไม่ใช่ประเด็นสำคัญ มันสำคัญว่าหัวใจและจิตวิญญาณของเรายังอยู่ที่เดิมหรือเปล่า ถ้าอยู่ที่เดิมก็เดินหน้าตั้งแต่ออกจากเรือนจำ
สิ่งที่ผมจะทำเร่งด่วน 2 เรื่องแรกและต้องลงมือทำทันที คือ ติดตามทวงถามความยุติธรรม เยียวยาผู้บาดเจ็บผู้เสียชีวิตจนถึงที่สุด คดีความของพี่น้องที่สูญเสียต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม คดีความที่พวกผมถูกกล่าวหา จะสู้กันจนถึงที่สุด
อีกสิ่งคือเร่งให้มีการประกันตัวทั้งในกทม.และต่างจังหวัด อย่างช้าสัปดาห์หน้าจะเร่งยื่นประกันพี่น้องของเราในต่างจังหวัด แต่ต้องดูข้อกล่าวหา คดี และความเป็นไปได้ด้วย
2 สิ่งนี้ต้องทำทันที เรื่องอิสรภาพและความสูญเสียของประชาชนรอช้าไม่ได้
ผมกลับมาแล้ว อยู่ร่วมเส้นทางกับพี่น้องเสื้อแดงแน่นอน ไม่มีเวลามากังวลว่าใครจะมายื่นถอนประกันหรือจะทำอะไร สิ่งนั้นเป็นเรื่องไร้สาระ ถ้าผมตัดสินใจจะเดินหน้าต่อสู้โดยยึดหลักสันติวิธี อหิงสา ผมมีเสรีภาพก็จะทำ
ถ้าต้องกลับเข้าคุกอีกเพียงเพราะต้องการให้บ้านเมืองเป็นประชา ธิปไตย ผมไม่กังวล อะไรที่ถูกต้องแล้วทำได้ ผมก็จะทำ โดยมีจุดยืน 3 ข้อ คือ
1.พวกผมพร้อมที่จะเดินหน้าไปสู่ความปรองดอง 2.หากมีการรัฐประ หาร พวกผมลุกขึ้นสู้ทันที 3.หากมีการเลือกตั้ง พวกเราพร้อมที่จะต่อสู้ในกรอบกติกาที่มีอยู่ทันที
การชุมนุม 12 มี.ค.เข้าร่วมด้วยหรือไม่
ทุกครั้งที่เสื้อแดงชุมนุม หัวใจผมไปร่วมทุกครั้งอยู่แล้ว แต่คราวนี้คงต้องหารือกับพรรคพวกก่อน แต่การแสดงออกทางการเมืองโดยสงบสันติ ไม่น่ามีปัญหาอะไร ไม่มีเหตุผลที่จะเอาคุกไปขังคนพวกนี้
รัฐบาลระบุเป็นแกนนำก่อการร้ายโดยมีหลักฐานเป็นคลิปปลุกระดม
คลิปนั้นเป็นการปราศรัยที่เขาสอยดาว จ.จันทบุรี พูดในลักษณะว่าหากมีการรัฐประหารแล้วเราจะทำอย่างไร ต่อสู้อย่างไร แล้วก็พูดในลักษณะปรามคนที่คิดจะก่อรัฐประหารว่าอย่าทำ เพราะมีคนรู้ทัน
ที่สำคัญเป็นการพูดก่อนการชุมนุมใหญ่ที่ผ่านฟ้าฯ และราชประสงค์ ส่วนคลิปที่บอกว่ามีอะไรให้หนีเข้าห้าง ก็เป็นการปรามคนที่คิดจะใช้กำลังสลายประชาชนว่าหากทำอย่างนั้นจะเกิดความเสียหายอย่างไรบ้าง แล้วตอนท้ายก็บอกทุกครั้งว่าพูดเล่น
แต่รัฐบาลเอาคลิปพวกนี้มาตัดต่อ ไม่เปิดให้หมด ซึ่งไม่เป็นไร พร้อมจะเอาข้อมูลทุกอย่างต่อสู้ในชั้นศาล ที่สำคัญมั่นใจว่าคนเสื้อแดงไม่ได้เผาเซ็นทรัลเวิลด์ เจ้าของเขาก็รู้ ยามเองก็รู้ว่าใครทำ
แต่เมื่อไม่มีใครกล้าพูด เร็วๆ นี้ถึงเวลาต้องเปิดเผยความจริง
น.พ.เหวง โตจิราการ
ตลอด 9 เดือนในเรือนจำกรุงเทพฯ พวกผมพูดคุยกับเพื่อนๆ นักโทษด้วยกัน ทำตัวเป็นมิตรกับผู้คุมทุกระดับเพื่อไม่ให้เป็นภาระของเขา
การติดคุกไม่ใช่ปัญหา เป็นการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยอีกรูปแบบหนึ่ง ถือว่าเข้ามาเรียนรู้ สร้างความอดทนให้กับตนเองให้เกิดความแข็งเกร่ง
วันแรกที่ถูกส่งตัวเข้ามาไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แค่รู้สึกว่าไม่สามารถออกไปมีบทบาทข้างนอกได้ ไม่มีอิสรภาพ แต่ไม่มีใครท้อแท้สิ้นหวัง
คิดเสมอว่าสักวันจะได้รับการประกันตัว ยิ่งเห็นนายวีระ มุสิกพงศ์ อดีตประธานนปช. ได้ประกันออกไปแล้วยิ่งดีใจ มีความหวังมากขึ้น ยังมีนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ คดีก่อการร้ายเช่นกันได้รับการประกันตัวอีก ยิ่งมั่นใจ จึงพยายามยื่นเรื่องต่อศาล กระทั่งได้รับอิสรภาพ
ผมอยู่ในเรือนจำแดน 6 ห้องนอน 11 ร่วมทำกิจกรรมและปฏิบัติตัวตามกฎระเบียบทุกอย่าง เวลา 06.30 น. ตื่นขึ้นมาทำกิจวัตรประจำวัน อาบน้ำแต่งตัว เวลา 08.00 น. เคารพธงชาติ
10.00 น. ซ้อมกีตาร์ เวลา 11.00 น. ออกมาเยี่ยมพี่น้องคนเสื้อแดงจนถึงเที่ยง จากนั้นนั่งพูดคุยกับบรรดาแกนนำจนถึง 14.30 น. เข้าเรือนนอน เป็นอย่างนี้เกือบทุกวัน
หลังจากนี้จะเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ปล่อยตัวคนเสื้อแดงตามเรือนจำทั่วประเทศ ให้จับฆาตกรที่ฆ่าประชาชนในเดือนเม.ย. และพ.ค.
การฟ้องร้องหน่วยงานรัฐยังไม่ได้หารือ แต่คาดว่าจะมีแน่นอนโดยเฉพาะดีเอสไอ เพราะมาจับกุมคุมขังพวกผมโดยไม่สอบพยาน แต่กลับตั้งข้อหาร้ายแรงก่อการร้าย
วิภูแถลง พัฒนภูมิไทย
การได้รับประกันตัวแสดงให้เห็นว่ายังมีลำแสงอยู่ที่ปลายอุโมงค์ ความยุติธรรมไม่มืดมนเสียทีเดียว แม้จะมาช้าก็ดีกว่าไม่มา
ความเป็นอยู่ในเรือนจำ เราได้รับความอบอุ่นจากเพื่อนผู้ต้องขังอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นสีอะไร เพราะทุกคนได้รู้ตัวตนของเราว่าน่าคบ สนุกสนาน ไม่ได้ทำร้ายสังคม หรือก่อการร้ายตามที่รัฐบาลกล่าวหา
ผู้คุมมากกว่า 90 เปอร์ เซ็นต์ เคยร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงทั้งนั้น จึงได้รับการอำนวยความสะดวก
ข้าวที่กินก็ดี ไม่มีข้าวแดงเหมือนสมัยก่อน แต่ที่แย่มากๆ คือโรคภูมิแพ้เพราะถูกขังรวม เปิดพัดลมทั้งวันทั้งคืนทำให้มีอาการเรื้อรัง
นับจากนี้สิ่งแรกที่ต้องทำคือ เร่งช่วยเหลือเพื่อนของเรากว่า 200 ชีวิตที่ยังอยู่ในเรือนจำ ให้ได้ออกมาพบกับอิสรภาพ เบื้องต้นจะระดมเงินประกันตัว รวมถึงเร่งทำงานด้านความคิดให้มากขึ้น มีวินัย เฉลียวฉลาด ที่ผ่านมาเราสั่งสมประสบการณ์มาตลอด
ส่วนการขึ้นเวทีปราศรัย หากจะขึ้นก็เป็นในลักษณะวิทยากร
ตารางกิจกรรมเสื้อแดง
27 ก.พ. เวลา 10.00 น. ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้เสียชีวิตที่วัดปทุมวนาราม
12 มี.ค. กิจกรรมครบ 1 ปี เคลื่อนพลทั้งแผ่นดิน แกนนำที่ได้รับการปล่อยตัวทุกคนขึ้นเวทีปราศรัย ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถ.ราชดำเนิน
26 มี.ค. คอนเสิร์ตรับขวัญแกนนำที่ได้รับการปล่อยตัว ที่โบนันซ่าเขาใหญ่ จ.นครราชสีมา


