ที่มา thaifreenews
โดย Tuxedo
2011-02-24 รัฐสภา จตุพรตีแสกหน้ามาร์คโกหกคนทั้งประเทศอีกแล้ว เฉลยท้ายคลิป
2011-02-24@1156 รัฐสภา จตุพร อภิปรายสัญชาติอังกฤษของมาร์ค ตัดประท้วงออกแล้ว
2011-02-24@1317 รัฐสภา มาร์ค ตอบเรื่องสัญชาติอังกฤษ จตุพรสวน
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Friday, February 25, 2011
2011-02-24 รัฐสภา จตุพรตีแสกหน้ามาร์คโกหกคนทั้งประเทศอีกแล้ว เฉลยท้ายคลิป
เอกสารยืนยันชัด‘มาร์ค’2สัญชาติแจ้งเกิดช้า8เดือน
ที่มา โลกวันนี้
กมธ.ต่างประเทศโชว์เอกสารจากสถานทูตไทยในอังกฤษ
ยืนยัน “อภิสิทธิ์” เป็นบุคคล 2 สัญชาติ
โดยได้สัญชาติไทยหลังสัญชาติอังกฤษ 8 เดือนเพราะแจ้งเกิดช้า
ย้ำไม่มีหลักฐานยืนยันว่าได้สละสัญชาติใดสัญชาติหนึ่งแล้วเมื่ออายุครบ 20 ปี
ตามที่กฎหมายกำหนด เชื่อศาลอาญาระหว่างประเทศรับฟ้องคดีคนเสื้อแดงแน่
ที่รัฐสภา นายต่อพงษ์ ไชยสาส์น ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย
ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร
แถลงหลังการประชุมที่พิจารณาเรื่องสัญชาติของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
นายกรัฐมนตรี ว่าคณะกรรมาธิการได้รับเอกสาร
จากสถานทูตไทยประจำลอนดอน ประเทศอังกฤษ ยืนยันมาว่า
นายอภิสิทธิ์เป็นบุคคลที่ถือ 2 สัญชาติจริง
“นายอภิสิทธิ์เกิดเมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2507 ที่อังกฤษ จึงได้สัญชาติโดยการเกิด
ส่วนสัญชาติไทยมาแจ้งเมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2508 ตามกฎหมายระบุว่า
เมื่ออายุครบ 20 ปี ต้องสละสัญชาติใดสัญชาติหนึ่ง
แต่ไม่มีหลักฐานยืนยันว่านายอภิสิทธิ์สละสัญชาติใดสัญชาติหนึ่งแล้วอย่างชัดเจน”
นายต่อพงษ์กล่าวและว่า เมื่อยังไม่สละสัญชาติอังกฤษ
ทำให้เป็นช่องทางที่นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
อดีตนายกรัฐมนตรี สามารถฟ้องเอาผิดนายกรัฐมนตรีต่อศาลอาญาระหว่างประเทศได้
อภิสิทธิ์ไม่ผิดแต่อย่างใดกรณีมีสองสัญขาติ อย่าวิตกกรณีนี้ ไม่ผิดจริยธรรมด้วย
ที่มา thaifreenews
โดย ลูกชาวนาไทย
คืออย่าโวยวายเรื่องสองสัญชาติเลยครับคุณอภิสิทธิ์ มันไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร ใครๆ ที่มีสิทธิ์มีสองสัญชาติ และถือสัญขาติอังกฤษด้วย มันเป็นเรื่องโชคดีมากกว่า รวมทั้งเท่ห์ด้วยนะครับ ไม่ผิดจริยธรรมและคุณธรรมอะไรคร้ับ คนไทยชายแดนไทยมาเลเซีย ก็ถือสองสัญชาติมากมาย มันเป็นสิทธิแต่กำเนิด ก็ไม่เห็นต้องโวยวายอะไร
ไม่มีใครคิดว่าการมีสองสัญชาติมันผิดกฎหมายอะไร มันไม่มีบทบังคับว่าต้องผิดกฎหมาย กฎหมายสัญชาติ ก็ไม่ได้มีบทลงโทษอะไร และไม่ได้ห้ามว่าเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ได้ รัฐธรรมนูญไทยก็ไม่ได้ห้ามว่าผู้ดำรงคำแหน่งทางการเมืองมีสองสัญชาติไม่ได้ (ไม่เหมือนออสเตรเลีย เขาห้ามเรื่องนี้)
เรื่องการมีสองสัญชาติของคุณอภิสิทธิ์ไม่ผิดครับผมค้ำประกัน
แต่อย่างว่า มันไปเข้ามาตรา 12 ข้อ 2(b) ของ ธรรมนูญศาลอาญาโลก พอดีเรื่องว่า ศาลอาญาโลกจะมีเขตอำนาจศาลคือ "ผู้ที่ถูกกล่าวหา มีสัญชาติของประเทศที่ให้สัตยาบันต่อธรรมนูญของศาลอาญาโลก"
เนื่องจากคุณอภิสิทธิ์มีสัญชาติอังกฤษ ที่ให้สัตยาบันต่อธรรมนูญของศาลอาญาโลก และเป็นจำเลยที่ 1 ในการยื่นฟ้องของคุณโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม คดีการสังหารหมู่คนเสื้อแดงในระหว่าง 10 เมษายน-19 พฤษภาคม 2553
คดีมีมูลและศาลอาญาโลกมีอำนาจในการรับฟ้องได้
เรื่องมันก็แค่นี้แหละครับ ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้ คุณไม่ได้ผิดกฎหมายประเทศไทยเรื่องสองสัญชาติ ไม่ต้องวิตกในกรณีนี้
แต่เตรียมตัวเตรียมใจรับกรรมเรื่องการสังหารหมู่คนเสื้อแดงให้ดีครับ กรรมมีจริงและมันถึงตัวคุณแน่
ทหาร"ยังเติร์ก"รับไม่ได้ "4 ส.ส.ปชป."ด่า ผบ.ทบ. "สุเทพ"เตรียมเรียกลูกพรรคมาคุย เคลียร์ปมอยากปลด
ที่มา มติชน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ กรณี 4 ส.ส.ปชป. ประกอบด้วย นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ นายอับดุลการิม เต็งระกีนา ส.ส.ยะลา นายอันวาร์ สาและ และนายอิสมาแอล เบญอิบรอฮิม ส.ส.ปัตตานี ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยปรับเปลี่ยนเจ้าที่รัฐซึ่งรับผิดชอบ พร้อมเปรยให้เปลี่ยนตัวผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ว่า จะเชิญ ส.ส.ทั้ง 4 คนเข้ามาชี้แจงข้อเท็จจริง เนื่องจากได้รับมอบหมายจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้กำกับดูแลปัญหาภาคใต้ ถ้า ส.ส.ปชป.มีปัญหาก็ควรมาพูดจากับตน ไปออกข่าวอย่างนั้นไม่ถูกต้อง โดยเรื่องนี้คนก็อึดอัดกันทั้งประเทศ ตนก็อึดอัด คนทำงานยิ่งอึดอัดกว่า แต่เมื่อเกิดปัญหาก็ต้องแก้ไขปัญหาร่วมกัน จะมาพูดจาเอามันสนุกสนานไม่ได้ เพราะยังมีคนเจ็บ คนเสียชีวิต
ทั้งนี้ รายงานข่าวจากกองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) การออกมาเรียกร้องให้เปลี่ยน ผบ.ทบ.ของ 4 ส.ส.ปชป. ทำให้เกิดความเคลื่อนไหวในทหารกลุ่มยังเติร์ก ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 20 (ตท.20) โดยจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นเรื่องไม่ถูกต้องที่ ส.ส.ปชป.ออกมาตั้งโต๊ะต่อว่าการทำงานของ ผบ.ทบ. เนื่องจากตำแหน่ง ผบ.ทบ.ถือเป็นสัญลักษณ์ของกองทัพบกโดยรวม ใครจะมาดูหมิ่นดูแคลนผู้บังคับบัญชาไม่ได้ กองทัพบกไม่ใช่ตัวบุคคล แต่เปรียบเสมือนองค์กรด้านความมั่นคง ไม่ใช่ว่าอยู่ดีจะออกมาด่ากันง่ายๆ
บทความพญาไม้:ดูอาการ“เหลือง” มองอิสรภาพ“แดง” บ่งบอกลอยแพ“อภิสิทธิ์”
ที่มา thaifreenews
โดย lovethai
“การเมืองวันนี้”
คอลัมน์ พญาไม้ทูเดย์
โดย พญาไม้
มองการเมืองไทย..มองแบบมองไปคิดไป..ที่เห็นอยู่แน่ๆ คือความวุ่นวาย ที่มองไม่เห็นคืออนาคต
ในแผ่นดินที่มีและเพรียบพร้อมไปด้วยสรรพสิ่งที่ทุกๆ แผ่นดิน ทุกๆ เผ่าพันธ์ุปรารถนา..เราคนไทยและแผ่นดินไทยมีอยู่อย่างเพรียบพร้อม
มีครบทุกอย่างขาดแต่อนาคต
ทว่า..อนาคตต่างหากที่มีความสำคัญสูงสุด..จะมั่งคั่งมั่งมีกันไปทำไม..ถ้าพรุ่งนี้ต้องตาย...
ทันทีที่..พันธมิตร..สนธิ-จำลอง หันมาโจมตีประชาธิปัตย์..งัดเอาเรื่องกัมพูชาออกมาเป็นสาเหตุ..แต่ข้อเสนอที่ให้รัฐกุมารเป็นเงื่อนไขนั้น..มันเป็นสิ่งที่ไม่มีใครสามารถทำได้..ก็แปลว่า..เรื่องกัมพูชาไม่ใช่..เป้าหมายหลัก..ไม่ใช่ปลายทาง..ดังนั้นพันธมิตรปรารถนาอะไร
ทันทีที่พันธมิตรยกระดับเป็นการขับไล่รัฐบาล..เป้าหมายก็กระจ่าง..อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ..ถูกแบบที่ชาวบ้านเรียกกันว่า..ตัดหางปล่อยวัด..
เขาและประชาธิปัตย์..ถูกผู้อุปถัมพ์ทั้งหลายลอยแพ..ไม่ใช่ปล่อยให้ลอยไปแต่ผลักใสขับไล่..
อะไรคือเหตุผล...??
91 ศพของประชาชนคนไทย..ที่ตายลงไปใต้อำนาจของ รัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ..นั่นเป็นความผิดพลาดที่ไม่สามารถปฏิเสธได้..นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรี..สั่งหยุดได้ทุกเวลา..แต่เขาไม่ได้ทำ..
การสังหาร..เกิดหลังจากการประกาศสลายการชุมนุมของ..แกนนำเสื้อแดง..ตั้งแต่ก่อนเที่ยงคืนวันที่ 18 พฤษภาคม..และจนถึงเช้าวันที่ 19 พฤษภาคม..มหกรรมสังหารหมู่..เกิดหลังจากนั้น..
กองทัพต้องทำตามคำสั่งรัฐบาล..ทหารต้องทำตามภาระกิจ..แต่รัฐบาลอันประกอบด้วยพรรคร่วมทั้งหลาย..มองผ่านความตายของประชาชนของท่าน..เพื่อความสะในหัวใจ..ไม่มีพรรคร่วมประกาศถอนตัว..ในการฆาตกรรมหมู่..ครั้งนี้
บัดนี้..ถึงเวลาแล้วที่ฆาตกร..จะต้องเดินทางเข้าสู่เส้นทางแห่งการพิพากษา..ผู้อุปถัมพ์ทั้งหลาย..จะไม่ตามท่านเข้าไปสู่ข้อหาและตะแลงแกง..
นั่นคือ..ที่มาของการเมือง..วันนี้
(ที่มา บางกอกทูเดย์ ,22 ก.พ. 2554)
คำว่า"ไม่มีภาวะผู้นำ"มันต้องอย่างงี้ครับ
ที่มา thaifreenews
โดย Yang Wenli
Re:
โดย ลูกชาวนาไทย
คนละเรื่องกันเลย
ไม่มีใครคิดว่าการมีสองสัญชาติมันผิดกฎหมายอะไร มันไม่มีบทบังคับว่าต้องผิดกฎหมาย หรือเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ได้
เรื่องการมีสองสัญชาติของคุณอภิสิทธิ์ไม่ผิดครับผมค้ำประกัน
แต่อย่างว่า มันไปเข้ามาตรา 12 ข้อ 2(b) ของ ธรรมนูญศาลอาญาโลก พอดีเรื่องว่า ศาลอาญาโลกจะมีเขตอำนาจศาลคือ "ผู้ที่ถูกกล่าวหา มีสัญชาติของประเทศที่ให้สัตยาบันต่อธรรมนูญของศาลอาญาโลก"
เนื่องจากคุณอภิสิทธิ์มีสัญชาติอังกฤษ ที่ให้สัตยาบันต่อธรรมนูญของศาลอาญาโลก และเป็นจำเลยที่ 1 ในการยื่นฟ้องของคุณโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม คดีการสังหารหมู่คนเสื้อแดงในระหว่าง 10 เมษายน-19 พฤษภาคม 2553
คดีมีมูลและศาลอาญาโลกมีอำนาจในการรับฟ้องได้
เรื่องมันก็แค่นี้แหละครับ ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้ คุณไม่ได้ผิดกฎหมายประเทศไทยเรื่องสองสัญชาติ ไม่ต้องวิตกในกรณีนี้
คลิบ เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่นิวซีแลนด์ เสียชิวิต 75 คน บาดเจ็บ 300 คน
ที่มา thaifreenews
โดย Tawan
สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานสรุปสถานการณ์คืบหน้าเหตุแผ่นดินไหวใหญ่วัดความรุนแรงได้ 6.3 ริกเตอร์ในเมืองไครสต์เชิร์ชของนิวซีแลนด์ ซึ่งนับเป็นภัยธรรมชาติครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 80 ปีว่า ยอดผู้เสียชีวิตและสูญหายเพิ่มขึ้นกว่า 400 ราย เป็นผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 75 ราย สูญหายอีก 300 ราย เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังคงระดมกำลังช่วยกันค้นหาผู้รอดชีวิตตามใต้ซากตึกถล่มที่ยังคงมีควันไฟลอยคุกรุ่นตลอเวลา ซึ่งคืนที่ผ่านมา ช่วยเหลือไว้ได้ 30 คน
เจ้าหน้าที่กู้ภัยจำเป็นต้องตัดแขนหรือขาของเหยื่อบางรายที่ติดใต้ซากตึกเพื่อรักษาชีวิตเอาไว้ แต่เริ่มหมดหวังว่าจะพบผู้รอดชีวิตในตึกซีทีวี ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงเรียนสอนภาษา ที่มีนักเรียนต่างชาติเข้าเรียนจำนวนมาก ในจำนวนนี้มีนักเรียนญี่ปุ่นสูญหาย 24 ราย นักศึกษาชาวไทย 6 ราย และพี่น้องชาวเกาหลีใต้อีก 1 คู่
ชาวบ้านคนหนึ่งเล่าว่า เห็นผู้หญิงคนหนึ่งถูกคอนกรีตของห้างสรรพสินค้าถล่มทับทั้งที่อุ้มลูกไว้ในอ้อมแขน ผู้เป็นแม่ตายแต่ลูกรอด คนที่อยู่ใกล้ๆ พยายามดึงแท่งปูนออกแต่ช่วยชีวิตไว้ไม่ทัน
ด้านรัสเซล กิ๊บสัน ผู้กำกับการตำรวจไครสต์เชิร์ช กล่าวว่า เจ้าหน้าที่กู้ภัยกว่า 500 คน กระจายตัวไปตามซากตึกที่ต่างๆ เพื่อค้นหาผู้รอดชีวิตที่ติดอยู่ ซึ่งอาจจะส่งสัญญาณ หรือเคาะให้เกิดเสียงเพื่อขอความช่วยเหลือ ขณะนี้ออสเตรเลีย อังกฤษ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ไต้หวัน และสหรัฐ กำลังส่งทีมกู้ภัยเข้ามาช่วยเหลือ ขณะที่นายจอห์น คีย์ นายกรัฐมนตรีประกาศภาวะ ฉุกเฉินในเมืองเพื่อระดมความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน
ข่าวสดรายวัน
วันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7392
2011-02-24@1156 รัฐสภา จตุพร อภิปรายสัญชาติอังกฤษของมาร์ค ตัดประท้วงออกแล้ว
ที่มา thaifreenews
โดย Tuxedo
2011-02-24@1156 รัฐสภา จตุพร อภิปรายสัญชาติอังกฤษของมาร์ค ตัดประท้วงออก
2011-02-24@1317 รัฐสภา มาร์ค ตอบเรื่องสัญชาติอังกฤษ จตุพรสวน
ฐาปนันท์ นิพิฎฐกุล: สารในวาระการเสวนาเพื่อรำลึกถึง "ศุขปรีดา พนมยงค์"
ที่มา ประชาไท
สารจาก อาจารย์ ดร.ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล
ในวาระการเสวนาเพื่อรำลึกถึง คุณศุขปรีดา พนมยงค์
วันเสาร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2554
ผมนั่งลงและจรดน้ำหนักปลายนิ้วบนแป้นพิมพ์หลังจากรับประทานอาหารกลางวันเป็นที่เรียบร้อย ก่อนอาหารมื้อนี้ ผมได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับอาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล และอาจารย์ได้แนะนำกับผมว่า ให้ผมเขียนสารส่งมาร่วมในงานเสวนาครบรอบหนึ่งร้อยวันมรณกาลของคุณศุขปรีดา พนมยงค์ (หรือที่ผมเรียกติดปากว่า พี่ศุขปรีดาฯ) ก็ได้ หากไม่สามารถลงมาร่วมงานที่กรุงเทพฯ ได้
ผมรู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่งที่ในครั้งนี้เช่นเดียวกับวันที่พี่ศุขปรีดาฯ จากไป (วันศุกร์ที่ 29 ตุลาคม 2553) ที่ผมไม่สามารถมาร่วมงานด้วยได้ เหตุผลก็ทั้งในด้านงานประจำที่นัดไว้เป็นการล่วงหน้าแล้วและภาระครอบครัวในช่วงที่มีการจัดงานเป็นสำคัญ อย่างไรก็ดี ผมขอขอนุญาตฝากสารชิ้นเล็กๆ นี้มาเพื่อร่วมการเสวนาในวันนี้ และขอขอบคุณอาจารย์ปิยบุตรฯ เป็นอย่างยิ่งสำหรับการแนะนำให้เขียนสารชิ้นนี้ พร้อมทั้งช่วยกรุณานำมาอ่านให้ที่ประชุมฟังด้วย
โดยส่วนตัวแล้ว ผมเริ่มคุ้นเคยกับพี่ศุขปรีดาฯ ก็ในฐานะที่เข้ามาเป็นกรรมที่ปรึกษาสถาบันปรีดี พนมยงค์ นับแต่ช่วงปี 2548 เป็นต้นมา ก่อนหน้านั้น ผมเองก็ทราบและรับรู้เช่นเดียวกับคนไทยทั่วไปว่า พี่ศุขปรีดาฯ เป็นบุตรคนที่ 4 ในจำนวน 6 คน และเป็นบุตรชายคนที่สองของท่านรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดีและท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ การได้เข้ามาเป็นผู้ร่วมงานในสถาบันปรีดีฯ คงเป็นจุดเริ่มต้นที่ได้นำผมเข้ามาสัมผัสและรับรู้ถึงจิตวิญญาณและตัวตนที่แท้จริงของท่านรัฐบุรุษอาวุโสปรีดีและท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ พี่ศุขปรีดาฯ และทายาทท่านอื่นๆ ในครอบครัวท่านรัฐบุรุษอาวุโสมากยิ่งขึ้นจากที่เคยรับรู้มาอย่างผิวเผิน
ในช่วงเวลาไม่นานนัก กล่าวคือ นับแต่ปี 2548-2551 (ก่อนมาประจำ ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง) ที่ได้ร่วมงานและสังเสวนากับพี่ศุขปรีดาฯ และทายาทท่านอื่นๆ ของรัฐบุรุษอาวุโส ผมคงไม่สามารถอ้างได้ว่า ตนเองคุ้นเคยและรู้จักทายาทรัฐบุรุษอาวุโสทุกท่านเป็นอย่างดี แต่เท่าที่ได้รู้จัก ก็พอที่จะสัมผัสได้ถึงประสบการณ์ชีวิตที่ต่างได้ผ่านความผันผวนของชีวิตมา พร้อมๆ กับท่านรัฐบุรุษอาวุโส และเท่าที่ได้สัมผัส ผมเชื่อเป็นการส่วนตัวว่าลึกๆ ลงไปแล้ว แต่ละท่านคงมิอาจสรรหาถ้อยคำใดๆ มาบรรยายได้ว่าจะนิยามประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมาแล้วนั้นอย่างไร
ในฐานะคนนอก แม้ผมจะมิได้มีโอกาสได้พบกับท่านรัฐบุรุษอาวุโสด้วยตนเองในช่วงชีวิตของผม ผมก็รับรู้ว่า ต้นโพธิ์ใหญ่ที่เป็นร่มเงาและยืนตระหง่านสู้พายุที่โหมกระหน่ำทุกทิศทางและค้ำยันครอบครัวนี้ไว้ขณะที่ท่านรัฐบุรุษอาวุโสเผชิญชะตากรรมทางการเมืองและหลังจากที่ท่านได้ถึงแก่อนิจกรรมไปแล้วคือ ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์
สำหรับท่านผู้หญิงฯ ผมจำได้ว่า พี่ศุขปรีดาฯ เคยบอกกับผมว่า ให้เรียกท่านว่า “คุณยาย” ก็ได้ ไม่ต้องเรียกเต็มยศอย่างที่ผมมักจะเรียกอยู่เป็นประจำ หรือแม้แต่ในระยะหลังๆ ที่คุยกัน พี่ศุขปรีดาฯ ก็มักจะแทนท่านผู้หญิงฯ ว่าคุณยายกับผมอยู่เสมอ ผมขอสารภาพตรงๆ ณ ที่นี้เลยว่า ไม่กล้าจะเรียกเช่นนั้น เพราะความเคารพนับถือที่ผมมีต่อสุภาพสตรีท่านนี้มีมากกว่าที่จะขอนับญาติตามธรรมเนียมไทยกับท่านได้ สำหรับผมนั้น ท่านรัฐบุรุษอาวุโสปรีดีและท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ เป็นทรัพยากรบุคคลอันล้ำค่าของแผ่นดิน เป็นคนของชาติและที่สำคัญที่สุดเป็น “คนของราษฎร” ผมเคยนึกเล่นๆ กับตัวเองว่า ถ้าหากท่านรัฐบุรุษอาวุโสปรีดีและท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ เกิดเป็นคนฝรั่งเศสและต้องเผชิญชะตากรรมในลักษณะนี้ ผมเชื่อมั่นเกิน 100 เปอร์เซ็นต์ว่า ในวาระสุดท้าย ร่างของท่านทั้ง 2 จะถูกแห่แหนในรัฐพิธีใหญ่เพื่อไว้อาลัยการจากไป ท่ามกลางสายตามวลราษฎรทั้งแผ่นดินและต่อหน้าผู้เป็นประมุขแห่งรัฐและผู้บริหารระดับสูงทุกหน่วยงาน ขบวนแห่จะมีปลายทางอยู่ ณ มหาวิหาร Panthéon ซึ่งเป็นเสมือนที่พำนักสุดท้ายของบุคคลผู้มีคุณูปการแก่บ้านเมืองเฉกเช่นนี้ และถ้าใครแหงนหน้าขึ้นมองจารึกด้านหน้ามหาวิหารแห่งนี้ให้ดี ก็จะเห็นวลีอันงดงามโดดเด่นซึ่งสลักไว้ด้านบนว่า
“Aux grands hommes la patrie reconnaissante”
ซึ่งผมขอแปลเป็นภาษาไทยเอาเองว่า แด่บรรดามหาบุรุษ ด้วยคารวะจากมาตุภูมิ
สำหรับพี่ศุขปรีดาฯ หากพิจารณาจากงานเขียนที่เผยแพร่ออกสู่สาธารณะ รวมทั้งกิจกรรมต่างๆ แล้ว พี่ศุขปรีดาฯ ต้องนับว่าเป็นปัญญาชนคนหนึ่งและเป็นคนสำคัญเสียด้วย เพราะเหตุไร ก็เพราะเป็นทายาทที่รับมรดกด้านจิตวิญญาณของผู้เป็นบุพการีทั้ง 2 นี่เป็นเหตุผลหนึ่ง อีกทั้งพี่ศุขปรีดาฯ ยังเป็นประจักษ์พยานใกล้ชิดในเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นกับท่านรัฐบุรุษ อาวุโสและท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์มาโดยตลอด ผมคิดว่า ตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมา พี่ศุขปรีดาฯ ได้ซึมซับเอาประสบการณ์ไว้ในหลากหลายรูปแบบ แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ ประสบการณ์และจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ กล่าวคือ ต่อสู้เพื่อให้ได้มาหรืออย่างน้อยก็พยายามบอกเล่าและแนะนำตัวอย่างของการต่อสู้เพื่อเป้าหมายสุดท้ายตามอุดมการณ์ที่ตั้งไว้
สำหรับผม งานเขียนแต่ละชิ้นของพี่ศุขปรีดาฯ ที่ได้รับการรวบรวมพิมพ์เป็นเล่ม ไม่ว่าจะเป็น “โฮจิมินท์: เทพเจ้าผู้ยังมีลมหายใจ” (2549) “หวอเหงียนย้าป: จอมทัพคู่บารมีโฮจิมินท์” (2552) และ “เรียนรู้ประวัติศาสตร์ลาวผ่านชีวิตเจ้าสุพานุวง” (2553) ภาพลักษณ์โดยทั่วไปของงานเขียนทั้ง 3 ชิ้นก็เป็นสารคดีกึ่งวิชาการประวัติศาสตร์ ซึ่งล้วนแต่ให้ข้อมูลและฉายภาพสถานการณ์บ้านเมืองที่ในช่วงที่ผ่านมาของประเทศเพื่อนบ้านเราในอินโดจีน แต่ที่ลึกไปกว่านั้น นี่คือภาพและวิญญาณแห่งการต่อสู้ของผู้นำซึ่งเป็นที่ยอมรับของประชาชนเพื่อนำการเปลี่ยนแปลงไปสู่อุดมการณ์ที่ประชาชาตินั้นได้เลือกแล้วว่าเหมาะสมกับตนเอง เป็นการประกาศศักยภาพและความมุ่งมั่นแห่งประชาชาติให้โลกได้รับรู้ นี่เป็นผลงานจากปลายปากกาของผู้ที่ชูการต่อสู้ของประชาชาติให้สูงเด่นขึ้น เพื่อเป็นตัวอย่างแห่งการกำหนดอนาคตและชะตากรรมของชาติด้วยน้ำมือของพลเมืองเอง
ยิ่งเมื่อผมได้เริ่มมาสัมผัสกิจกรรมต่างๆ ของพี่ศุขปรีดาฯ ผมเห็นความพยายามที่จะแนะนำและสนับสนุนแนวทางการต่อสู้เพื่อสร้างสังคม ประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริงในบ้านเมืองนี้ แม้จะประสบปัญหาในด้านสุขภาพเป็นระยะๆ แต่พี่ศุขปรีดาฯ ก็เพียรให้ข้อมูลและแลกเปลี่ยนประสบการณ์โดยเฉพาะกับคนรุ่นใหม่ เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้ตระหนักและนำไปเป็นตัวอย่างหรือแม้แต่เป็นบทเรียน สำหรับแนวทางการต่อสู้ในอนาคต ผมคิดว่านี่คือการส่งผ่านและถ่ายทอดประสบการณ์ส่วนตัวอันมีค่ายิ่งของพี่ศุขปรีดาฯ เพื่อยืนยันว่า การต่อสู้จะไม่มีวันหยุดนิ่งและสิ้นสุดลงได้ ตราบเท่าที่ยังมีสังคมมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การต่อสู้นั้นจะยิ่งเข้มข้นและแหลมคมยิ่งขึ้น หากยังปรากฏมีสังคมที่พลเมืองยังถูกปฏิเสธความเสมอภาคเท่าเทียมกัน มีการเลือกปฏิบัติ ถูกปฏิเสธเจตจำนงในการตัดสินใจอันเป็นอิสระของประชาชาติทั้งมวล ดังเช่นตัวอย่างที่พี่ศุขปรีดาฯ ได้บอกเล่าผ่านประสบการณ์ทางการเมืองของประเทศเพื่อนบ้านเหล่านั้น
แท้จริงแล้ว การต่อสู้ใดเล่าจะมีพลังอำนาจเท่ากับการต่อสู้ของบรรดาพลเมืองที่ประกอบขึ้นเป็นประชาชาตินั้นๆ แม้หากจะกล่าวถึงระบบกฎหมาย ระบบกฎหมายของบ้านเมืองในแง่หนึ่งก็เป็นเพียงการจัดโครงสร้างการใช้อำนาจของสังคมนั้น หรือเป็นระบบการกำหนดแบบแผนของการกระทำอันสอดคล้องต้องกันกับเหตุผลที่เป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้อง กฎหมายและระบบกฎหมายจึงรับภาระในอันกำหนดสัมพันธภาพในทุกๆ มิติเพื่อให้สอดรับกับเจตจำนงพื้นฐานของพลเมืองและสังคมโดยทั่วไป แต่ในทางตรงกันข้าม หากมีการปฏิเสธเจตจำนงของพลเมืองครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยมาตรการใดๆ ทั้งที่เปิดเผยและซ่อนเร้น ด้วยการคุกคามข่มขู่ บิดเบือนความจริงและข่าวสาร จนกระทั่งลงเอยด้วยความรุนแรงโหดร้ายด้วยแล้ว ประสบการณ์ของมนุษยชาติแทบจะทุกแห่งบนผืนพิภพนี้ก็ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า พลังอำนาจสุดท้ายที่เป็นกฎธรรมชาติทางสังคมและเป็นอำนาจจริงยิ่งกว่าอำนาจ ที่มีลักษณะโครงสร้างแบบกฎหมายในยามปกติก็คือ พลังอำนาจของประชาชนที่พร้อมใจกันลุกขึ้นต่อสู้นั่นเอง
เพราะเหตุไรจึงกล่าวเช่นนี้ เพราะนี่คือ อำนาจที่แท้จริงทางสังคมที่มีความชอบธรรมสูงสุดอยู่ในตัว โดยไม่ต้องมีระบบกฎหมายใดๆ มาสถาปนาความชอบธรรมนั้นให้อีก ระบบกฎหมายเองเสียอีกที่จะต้องสถาปนาความชอบธรรมขึ้นจากเจตจำนงและอำนาจที่แท้จริงในสังคมเช่นว่านี้
ในช่วงที่ท่านผู้หญิงฯ ยังเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้กับลูกหลานครอบครัวพนมยงค์นั้น บางครั้งผมได้มีโอกาสเข้าร่วมงานหรือกิจกรรมเล็กๆ ที่จัดขึ้นในบ้านซอยสวนพลู ยามที่ผมได้กลับออกมาและเห็นผู้คนขวักไขว่ไปมารอบตัวนั้น ผมมีความรู้สึกบางอย่างที่แม้แต่ตัวเองก็อธิบายไม่ถูกว่ามันคืออะไร ถ้าจะให้ลองอธิบาย มันคงเป็นความรู้สึกทำนองว่า นี่ผมเพิ่งออกมาจากบ้านของบุคคลที่เคยนำการต่อสู้และนำประชาธิปไตยมาสู่ทุกๆ คนที่ผมเห็นอยู่ตรงหน้า แต่ในที่สุดกลับประสบชะตากรรมที่มิอาจบรรยายได้ว่า แล้วเหตุใดในบั้นปลายชีวิตจึงไม่สามารถกลับสู่มาตุภูมิของตนเองได้ หรือถึงแม้บางคนจะได้กลับ ก็เป็นการกลับในสภาพที่ไม่คู่ควรกับธรรมเนียมของชาติอารยะที่พึงปฏิบัติต่อคนของแผ่นดินเช่นนี้
ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่า จิตวิญญาณเป็นพลังที่ไม่มีวันสูญสลายได้เหมือนสรีระ แม้เราจะมอบสรีระให้ผู้ใดไว้ในครอบครอง สักวันหนึ่งสรีระนั้นก็จะเป็นไปตามกฎธรรมชาติแห่งอนิจจัง แต่จิตวิญญาณนั้นเล่า หากเราเข้าใจและเห็นคุณค่า เราสามารถส่งต่อ ถ่ายทอดและมอบเป็นมรดกแก่กันได้ตลอดไป ด้วยเหตุนี้สำหรับผม พี่ศุขปรีดาฯ เป็นปัญญาชนคนสำคัญที่เป็นเสมือน “ข้อต่อ” แห่งจิตวิญญาณประชาธิปไตยจากรุ่นบุพการี และยังเป็นข้อต่อที่พยายามทำหน้าที่ส่งทอดข้อต่อนี้ไปยังคนรุ่นใหม่ เพื่อสานจิตวิญญาณการต่อสู้เพื่อให้อุดมคติบรรลุและเป็นจริงขึ้นในอนาคตอันใกล้
ในที่สุดนี้ ผมขออนุญาตอ้างถึงคำกล่าวไว้อาลัยแด่คุณสุพจน์ ด่านตระกูลของพี่ศุขปรีดาฯ เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2552 ซึ่งมีความตอนหนึ่งว่า
“ ... ผมเชื่อว่าเรามากันวันนี้ เราตั้งใจพร้อมกันอยู่อย่างหนึ่ง คือมีความตั้งใจ ตั้งปณิธานที่จะสืบเนื่องความคิด การกระทำอันดีงาม และถ้าสามารถที่จะพัฒนาต่อไปยิ่งๆ ขึ้น อันนี้ก็จะเป็นผลดีแก่ส่วนรวม ประเทศชาติและประชาชนต่อไป ..."
ครับ ผมเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า ความคิดและการกระทำอันดีงามของพี่ศุขปรีดาฯ ก็จะมีคนสืบสานและสืบทอดเป็นมรดกต่อไปอย่างแน่นอนเช่นเดียวกัน.

