ที่มา Thai E-News
แถลงการณ์ข้อเสนอด้านเศรษฐกิจต่อรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
เนื่องจากในปัจจุบัน สถานการณ์เศรษฐกิจของชาติอยู่ในสภาวะที่ไม่มั่นคง การบริหารประเทศเป็นไปอย่างไร้ประสิทธิภาพ - ประชาชนควรจะได้รับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย หรือ สนนท. และองค์กรแนวร่วม จึงได้จัดเวทีปราศรัยให้ข้อมูลและเรียกร้องข้อเสนอด้านเศรษฐกิจ ต่อรัฐบาลปัจจุบัน บริเวณอนุสาวรีย์วงเวียนใหญ่ เขตธนบุรี เวลา 16.00 น. ของวันที่ 5 มีนาคม ศกนี้ ขอเชิญพี่น้องประชาชน ร่วมฟังการอภิปรายนอกสภาโดยพร้อมเพรียงกัน
ทั้งนี้ สนนท. และองค์กรแนวร่วม จะอภิปรายและมีข้อเสนอต่อรัฐบาลดังต่อไปนี้
1. แม้ว่าการเพิ่มภาษีสรรพสามิตน้ำมันของรัฐ จะทำให้มีงบประมาณในการนำไปกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้ แต่ผลงานของรัฐบาลภายใต้การบริหารของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า รัฐบาล ไม่มีความสามารถในการนำเงินภาษีไปใช้บริหารประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ มีการคอรัปชั่นอย่างขนานใหญ่ ในกระทรวงต่างๆ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดี และในขณะนี้ยังไม่มีท่าทีว่าจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาใด เราจึงเชื่อว่าคงไม่มีทางที่กระบวนการสืบสวนสอบสวนจะเสร็จสิ้น ภายในสมัยของรัฐบาลนี้
ดังนั้น เพื่อลดภาระของประชาชนและเอกชน ในการแบกรับภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ซึ่งเป็นปัจจัยในการผลิตที่สำคัญของเศรษฐกิจภาคประชาชน และเอกชน คณะรัฐมนตรีจะต้องลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน จาก 7 บาทต่อลิตร เป็น 5 บาทต่อลิตร เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจทางอ้อมในภาคประชาชน โดยเร็ว
2. ผลของการสูญเสียรายได้ของรัฐ ประมาณ 3.6 หมื่นล้านบาทต่อปี จากการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน นั้น รัฐบาลควรหันไปเพิ่มภาระให้กับกลุ่มนายทุน และชนชั้นสูง แทนที่จะเป็นประชาชนทั่วไป นั่นคือ รัฐบาลจะต้องมีการเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้า เก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และภาษีมรดก อย่างที่นายกรณ์ จาติกวาณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เคยใช้ในการหาเสียงกับประชาชนก่อนที่จะได้เป็นรัฐบาล การชดเชยจากภาษีในส่วนดังกล่าว จะทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศไม่ต้องแบกรับภาระภาษี ในสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำเช่นนี้ อีกต่อไป และส่วนต่างของภาษี รัฐบาลสามารถนำไปพัฒนาเป็นสวัสดิการพื้นฐานของประชาชนได้อีกหลายประการ
3. รัฐบาลต้องมองว่าการศึกษาคือการลงทุน และรัฐบาลมีหน้าที่ส่งเสริมให้ประชาชนได้รับโอกาสทางการศึกษามากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ในปัจจุบันกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา ไม่สามารถสนับสนุนนักเรียนนักศึกษาได้อย่างเต็มที่ ประสบปัญหาจากการไม่ชำระหนี้ของผู้กู้รุ่นก่อนหน้า ซึ่งสะท้อนให้เห็นปัญหาทางเศรษฐกิจ ที่ผู้กู้รุ่นก่อนหน้า ไม่สามารถประกอบอาชีพที่เพียงพอต่อการชดใช้หนี้ได้ รัฐบาลต้องรื้อฟื้น กองทุน กรอ. หรือ กองทุนเงินให้กู้ยืม ที่ผูกพันรายได้ในอนาคต - ซึ่งมีมุมมองว่าการศึกษาคือการลงทุนแบบให้เปล่า ไม่ใช่ประชาชนเป็นลูกหนี้ของรัฐบาล และ กองทุน กรอ. ยังยืดหยุ่นให้ชำระคืนได้ก็ต่อเมื่อมีรายได้เหมาะสมต่ออัตราเงินเฟ้อในขณะนั้น
สำหรับกรณีผู้กู้ที่ไม่มีรายได้ ก็ไม่จำเป็นจะต้องแบกรับภาระชดใช้คืน และสามารถยกเลิกภาระหนี้ได้ในที่สุด
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Friday, March 4, 2011
สนนท.อภิปรายนอกสภาจี้มาร์คสยบน้ำมันแพง ลดภาษีสรรพสามิตถอนขนหน้าแข้งคนรวยช่วยคนจน
Thursday, March 3, 2011
"กัดดาฟี" ท้านานาชาติรบ
ที่มา Voice TV
หลังจากที่บรรดาชาติตะวันตก ภายใต้การนำของสหรัฐอเมริกา และ อังกฤษ พร้อมด้วย ฝรั่งเศส เยอรมัน และ อิตาลี ต่างพร้อมใจกันส่งกองกำลังของตัวเอง รวมถึงกองกำลังขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) เข้าประชิดชายแดนลิเบีย เรียบร้อยแล้ว ทั้งทางเรือ และทางอากาศ
ล่าสุด สื่อต่างประเทศ รายงานในวันนี้(3 มี.ค.)ว่า พ.อ.มูอัมมาร์ กัดดาฟี ประธานาธิบดีของลิเบีย ได้ออกมาประกาศ พร้อมรบทำสงครามกับนานาชาติ ที่จะเข้ามารุกรานอย่างเต็มที่ และยกตัวอย่างว่า จะทำให้กองทัพนานาชาติรู้จัก และได้รับความเสียหายเหมือนกับการต่อสู้ในเวียดนาม ที่ทหารสหรัฐฯ พ่ายแพ้แบบย่อยยับมาแล้ว โดยระบุเบื้องต้นว่า มีอาวุธ มีกระสุนจำนวนมาก ในการที่จะต่อสู้กับชาติตะวันตก ที่จะแทรกแซงสถานการณ์ภายในของลิเบีย
ในขณะที่ กลุ่มผู้ประท้วง และผู้นำฝ่ายค้านของลิเบีย ซึ่งยึดฐานที่มั่นในเมืองเบงกาซี ได้มีโอกาสเจรจากับประธานาธิบดี บารัก โอบามา ของสหรัฐอเมริกา เรียกร้องให้นานาชาติ โจมตีฐานที่มั่นของกองกำลัง ที่สนับสนุนกัดดาฟีอยู่
อย่างไรก็ตาม กองทัพนานาชาติ ยังทำได้แค่เคลื่อนกำลังเข้ากดดัน ในย่านใกล้เคียงเท่านั้น ยังไม่มีการเปิดโจมตี เพราะว่า สหรัฐอเมริกา และ นานาชาติ ไม่ได้รับความเห็นชอบแบบเบ็ดเสร็จ จากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เพราะจีน และ รัสเซีย ยังคงสงวนสิทธิ์ ในเรื่องดังกล่าว รวมถึงยังถูกมองว่า การรุกรานเข้าไปของชาติตะวันตกนั้น หวังเพียงผลประโยชน์ ด้านน้ำมันเพียงอย่างเดียว
ขณะเดียวกันสำนักข่าวต่างประเทศ รายงานในวันนี้(3 มี.ค.)ว่า หลุยส์ โมเรโน โอคัมโป อัยการของศาลอาญาระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ในวันนี้ จะมีการไต่สวนมูลฟ้อง ที่มีการยื่นฟ้อง พ.อ.มูอัมมาร์ กัดดาฟี ผู้นำลิเบีย ใช้ความรุนแรงปราบปรามประชาชน ที่ออกมาชุมนุมประท้วง ตั้งแต่วันที่ 15 ก.พ. ที่ผ่านมา จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 1,000 คน ตามรายงานขององค์กรสิทธิมนุษยชน เพื่อตัดสินว่า จะออกหมายจับ หรือไม่
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในลิเบีย ยังคงวุ่นวาย มีการปะทะกันอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปะทะกันของกลุ่มผู้สนับสนุนกัดดาฟี ที่พยายามจะโจมตี ยึดเมืองฝั่งตะวันออกของประเทศ คืนจากกลุ่มผู้ประท้วง ในขณะที่นานาชาติ พยายามส่งกำลังทหารเข้ากดดัน หวังที่จะทำให้สถานการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้น อยู่ทุเลาเบาบางลงตามลำดับ
ชีวิตใหม่ มหาบัณฑิต วีระกานต์
ที่มา Voice TV
Voice Focus 2 มีนาคม 2554 (21.30 น.)
ปปช.VS ศาลปกครอง งานนี้สนุกแน่
ที่มา Voice TV
รายการ WAKE UP ประจำวันพฤหัสบดีที่ 3 มีนาคม 2554
นำเสนอในประเด็น
-ปปช.VS ศาลปกครอง งานนี้สนุกแน่
-นับถอยหลังอภิปรายไม่ไว้วางใจ
-สางปมบัตรประชาชน สมาร์ทการ์ด
-"เอนก เหล่าธรรมทัศน์" และ "ประเวศ วะสี" แนะแนวทางการปฏิรูปการเมือง
-สหรัฐฯส่งนาวิกโยธินประจำเรือ USS Kearsarge ใกล้ลิเบียแล้ว
ลิเบีย (Libya)
ที่มา มติชน
โดย โกวิท วงศ์สุรวัฒน์
เมื่อตอนผู้เขียนยังเด็กๆ อยู่นั้น เราเคยเรียกประเทศลิเบียว่า "ลิบยา" ซึ่งดูจากภาษาอังกฤษที่เขียนว่า "Libya" แล้วก็น่าจะอ่านว่าลิบยาจริงๆ เหมือนกัน แต่เมื่อใครๆ รวมทั้งคนลิเบียเองก็เรียกว่าประเทศนี้ว่าลิเบีย สรุปก็เรียกว่าลิเบียก็แล้วกัน เพราะขนาดว่านครเวียงจันทน์ของประเทศลาว ก็เห็นฝรั่งเรียกว่านครเวียนเทียน (Vientiane) หน้าตาเฉยเหมือนกัน
ที่เขียนเรื่องลิเบียวันนี้ เนื่องจากเกิดความคิดถึงพันเอกโมอามาร์ อัล-กาดาฟี ซึ่งผู้เขียนได้ติดตามผู้นำชาวลิเบียมาตั้งแต่เขายังเป็นทหารบกยศร้อยเอก ผู้ทำการยึดอำนาจในลิเบียได้สำเร็จเมื่อ พ.ศ.2512 (ผู้เขียนมีความสนใจเป็นพิเศษสำหรับเรื่องนายทหารชั้นผู้น้อยทำการยึดอำนาจได้สำเร็จมาตั้งแต่เด็กแล้ว เนื่องจากเบื่อการยึดอำนาจของนายทหารชั้นผู้ใหญ่ยึดอำนาจในเมืองไทยเต็มที โดยเริ่มต้นก็ติดตามร้อยเอกกองแล วีระสาน ผู้เคยยึดอำนาจในประเทศลาวได้สำเร็จเมื่อ พ.ศ.2503 แล้วก็ค้นไปเจอกบฏนายสิบของไทยเมื่อ พ.ศ.2478 ที่ล้มเหลว แต่ทราบว่าพวกกบฏนายสิบนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากการที่สิบเอกบาทิสตาแห่งคิวบายึดอำนาจในประเทศคิวบาได้สำเร็จใน พ.ศ.2476)
ครับ! กาดาฟีพอยึดอำนาจได้ก็เลื่อนยศให้ตัวเองเป็นพันเอก แล้วก็หยุดอยู่แค่นั้น ทั้งๆ ที่เป็นผู้เผด็จการของประเทศลิเบียอยู่ถึง 42 ปี เมื่อกาดาฟีได้ปกครองประเทศแล้ว ก็ขอขึ้นราคาน้ำมันดิบจากบริษัทน้ำมันของอเมริกัน อังกฤษ และเนเธอร์แลนด์ จาก บาร์เรล ละ 0.90 ดอลลาร์อเมริกันเป็น 3.45 ดอลลาร์อเมริกัน และกาดาฟียังชักชวนบรรดาประเทศสมาชิกองค์การโอเปค ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศกลุ่มอาหรับให้งดขายน้ำมันให้สหรัฐอเมริกาและเนเธอร์แลนด์ใน พ.ศ.2516 เพราะสองประเทศนี้หนุนอิสราเอลในสงครามยมคิปปูร์กับบรรดาประเทศอาหรับ
เล่นเอาโลกปั่นป่วนไปหมด เพราะน้ำมันขึ้นราคาหลายเท่าตัว (ท่านผู้อ่านเชื่อไหมว่าก่อน พ.ศ.2516 รถมอเตอร์ไซค์ขนาดเล็กเติมน้ำมัน 50 สตางค์ ยังได้เลยครับ)
เนื่องจากประเทศลิเบียเป็นประเทศที่มีเนื้อที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 17 ของโลก โดยใหญ่กว่าประเทศไทยประมาณสามเท่าครึ่ง แต่มีประชากรเพียงห้าล้านกว่าคนเท่านั้น (ประชากรของลิเบียทั้งประเทศมีน้อยกว่าประชากรของ กทม.เราเสียอีก) แต่มีน้ำมันดิบมากพิลึก ซึ่งสามารถสูบขึ้นมาได้ถึงวันละ 3 ล้านบาร์เรล เลยทีเดียว
ประเทศลิเบียตกเป็นอาณานิคมของอิตาลี เพิ่งได้เอกราชภายหลังสงครามโลก ครั้งที่ 2 นี่เอง โดยมีกษัตริย์ปกครองพระองค์เดียวคือ กษัตริย์ไอดริสที่หนึ่ง (king Idris I) ขึ้นครองราชย์เมื่อ พ.ศ.2494 จนกระทั่ง พ.ศ.2512 จึงถูกกาดาฟียึดอำนาจและปลดออกจากตำแหน่ง ขณะนี้ธงชาติสมัยพระเจ้าไอดริสที่หนึ่งได้ถูกออกนำออกมาชักขึ้นสู่เสาในสถานที่ๆ ฝ่ายต่อต้านกาดาฟียึดได้แล้วในแหล่งน้ำมันทางภาคตะวันออกของลิเบีย อาทิ ที่เมืองเบงกาซีซึ่งเป็นส่วนใหญ่อันดับสองของลิเบีย และที่สถานทูตของลิเบียในประเทศต่างๆ
ครับ! กาดาฟีได้ใช้ความมั่นคั่งของเงินจากน้ำมันมาพัฒนาประเทศตลอด 40 ปีอย่างเห็นหน้าเห็นหลัง โครงการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของกาดาฟีคือ การหาน้ำจืดให้กับพื้นที่ทะเลทรายในประเทศที่มีถึง 65% ซึ่งเป็นผลจากการ ขุดหาแหล่งน้ำมันใหม่ในเขตตอนใต้ของลิเบีย ที่ไม่เพียงแต่พบแหล่งสำรองน้ำมันขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ยังพบแหล่งน้ำจืดใต้ดินขนาดมหึมาซ่อนตัวอยู่ใต้ชั้นหิน
ประเมินกันว่าแหล่งน้ำดังกล่าวถูกเก็บกักไว้ตั้งแต่ราว 38,000 ปี ถึง 17,000 ปีก่อน เมื่อครั้งที่ทะเลทรายซาฮารายังเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ ได้เกิดซึมซับน้ำฝนเก็บกักไว้ใต้ชั้นดินและแผ่นหินมายาวนาน จนกระทั่งผืนป่าหมดสิ้น หน้าดินผุกร่อนกลายเป็นผืนทราย แต่น้ำฝนเหล่านั้นยังคงถูกเก็บกักไว้ในชั้นหิน จึงมีการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำที่รองรับน้ำจากแหล่งน้ำใต้ดินไว้ในเมืองต่างๆ เป็นระยะๆ ตลอดทางของท่อส่งน้ำ
และริมเขตอ่างเก็บน้ำเหล่านั้นก็แปรสภาพมาเป็นพื้นที่เกษตรกรรม โดยอาศัยระบบให้น้ำแบบ pivot system ซึ่งเมื่อมองจากภาพถ่ายทางอากาศแล้วจะเห็นเป็นพื้นที่วงกลมสีเขียวต่อเนื่องกันไปกลางทะเลทรายสีแดงคล้ายภาพกราฟิค ซึ่งพื้นที่ที่มีการชลประทานดังกล่าวจะเพิ่มความชุ่มชื่นให้เขตทะเลทราย อีกทั้งยังเก็บกักน้ำฝนซึ่งจะตกลงมาราวปีละ 1-2 ครั้งได้โดยไม่ซึมหายไปในพื้นทราย
รัฐบาลลิเบียวาดหวังว่า ด้วยการขยายระบบชลประทานและพื้นที่สีเขียวในเขตทะเลทรายดังกล่าวนี่เอง จะดึงดูดให้บรรยากาศมีความชื้นเพียงพอที่ไอน้ำจะกลั่นตัวเป็นฝน เพิ่มปริมาณฝนต่อปีให้มากขึ้น ทำให้พื้นที่ทะเลทรายที่พอเพาะปลูกได้ทำการเกษตรได้จากน้ำฝนต่อไป
กาดาฟีได้ใช้เงินจากน้ำมันสร้างความเจริญรุดหน้าทางเศรษฐกิจให้กับลิเบีย ประชาชนกินดีอยู่จึงทำให้เขาครองอำนาจได้ยาวนาน ประกอบกับระบบสังคมของลิเบียนั้นยังล้าหลังอยู่ในระบบชนเผ่าอยู่ ซึ่งต่างกับประเทศเผด็จการเช่น ตูนิเซียและอียิปต์ที่อำนาจส่วนใหญ่จะอยู่ในมือสถาบันทหาร แต่ของลิเบียนั้นยังขึ้นอยู่กับชนเผ่า ซึ่งกาดาฟีได้แต่งตั้งสมาชิกของเผ่าคัตตาฟา ซึ่งเป็นเผ่าของกาดาฟีเข้าคุมกำลังทหารและตำรวจทุกระดับและพยายามเอาใจหัวหน้าเผ่าอื่นๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเผ่าวาฟัลลา ซึ่งมีสมาชิกอยู่กว่าหนึ่งล้านคน ซึ่งกาดาฟีใช้วิธีแบ่งแยกและปกครอง (Divide and rule)
นอกจากนี้กาดาฟียังมีทหารรับจ้างชาวเซอร์เบียและไนจีเรียเป็นกำลังสำคัญที่สามารถฆ่าใครก็ได้ด้วยเงินเป็นกำลังสำคัญ โดยกาดาฟีก็สั่งฆ่าคนมาเยอะแยะอย่างนับไม่ถ้วนรวมทั้งเป็นสปอนเซอร์ให้กับกลุ่มก่อการร้ายทั่วโลก ก็เนื่องจากมีเงินและมีอำนาจล้นฟ้านี่เองด้วย
ครับ! แน่นอนทีเดียว วันเวลาของกาดาฟีหมดลงแล้วละครับ ก็เหมือนพวกไดโนเสาร์นั่นเองที่หมดยุคสมัยของตนแล้ว ยังไงๆ ก็ต้องปิดฉากให้ศักราชหน้าใหม่ของลิเบียเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้
ขาดทุน
ที่มา มติชน
โดย วรศักดิ์ ประยูรศุข
ปรากฏการณ์เสื้อแดงมากขึ้น เสื้อเหลืองลดลงกำลังบอกอะไร ?
ถ้ารัฐบาลเป็นกิจการขายเสื้อ และตั้งเป้าจะขายเสื้อเหลืองเอาเป็นทุนขยายกิจการ หรือเลือกตั้ง ก็คงชัดแล้วว่าขาดทุน
ขณะที่โรงงานเสื้อแดง ขายดิบขายดีจนผลิตไม่ค่อยทัน
โชคยังดีที่รัฐบาลนี้มี "สายป่าน" ยาวเหยียด ขาดทุนยังไงก็ยังอยู่ได้
ฝ่ายการตลาดของรัฐบาลอย่าง "ดีเอสไอ" ที่เปิดแคมเปญตามถล่มเสื้อแดง แต่ผลกลับยิ่งส่งเสริมให้ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลเติบโต
ตัวอย่างปืนอาก้ายิงนักข่าวรอยเตอร์ชาวญี่ปุ่น เป็นตัวอย่างล่าสุดที่เห็นกันชัดๆ
เรื่องอย่างนี้ที่จริงไม่อยากไปว่ากล่าวดีเอสไอ เพราะเบื้องลึกแล้ว ก็เป็นเรื่องของการสนองนโยบายของฝ่ายบริหาร
ถูกต้องตามหลักของอำนาจอธิปไตย
แต่ก็ฝากเตือนกันว่า อำนาจอธิปไตยมาจากปวงชนชาวไทย รัฐธรรมนูญ 2550 ในมาตรา 3 ระบุไว้อย่างนั้น รัฐธรรมนูญกี่ฉบับๆ ก็บอกเหมือนกัน
อะไรก็ตาม ถ้าไม่ได้เริ่มต้นจากผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง สุดท้ายจะพากันพังไปหมด แม้แต่รัฐธรรมนูญก็อาจจะไปด้วย แต่โปรดสังเกตว่า มาตรา 3 ยังยืนยงอยู่
หรืออย่างการติดตามเช็คบิลเสื้อแดงบางสาย
จนมีข้อสังเกตจากเสื้อแดงเขาบอกว่า ในทางหนึ่งดูเหมือนรัฐบาลพยายามประนีประนอมกับเสื้อแดง แต่อีกทางหนึ่งก็ตาม "กวาดล้าง" เสื้อแดงบางกลุ่มบางสาย
หักลบกันแล้ว อาจจะขาดทุนอีกก็ได้
กลับมาที่เรื่องเสื้ออีกครั้ง
ตัวเลขขายเสื้อนั่นก็เรื่องหนึ่ง
ที่จริงยังมีผลสะเทือนอื่นๆ อีกมาก
ปรากฏการณ์ชี้วัดความสำเร็จหรือล้มเหลวของผู้คุมอำนาจในปัจจุบันนี้ ยังได้แก่ ความแพร่หลายของ "แนวคิด" เกี่ยวกับสังคมและความยุติธรรม ที่เป็นแนวคิดคนละชุดกับที่รัฐบาลยึดถืออยู่
เว็บไซต์ เว็บบอร์ด ซีดี วีซีดี สิ่งพิมพ์ และสื่ออื่นๆ ทำหน้าที่รองรับแนวคิดอย่างนี้อย่างคึกคัก
แนวคิดหลายๆ อย่างถูกเยาะเย้ย และกลายเป็นเรื่องตลก
บางคนนึกย้อนกลับไปคิดถึงการเมืองช่วงเดือนตุลา 2516 และหลังตุลาฯ 2519
จะอธิบายเรื่องนี้ยังไงดี อาจจะเป็นเพราะไทยแลนด์ได้กลายเป็นห้องเรียนการเมืองที่สาธิตให้ประชาชนได้เรียนการเมืองจากการเมือง
จนได้เห็นสัจธรรมชัดๆ อย่างถึงเลือดถึงเนื้อว่า อะไรคือความเป็นธรรม อะไรไม่เป็นธรรม "สองมาตรฐาน" หน้าตาเป็นอย่างไร
ภาษาฝรั่งมังค่า อย่างดับเบิลสแตนดาร์ด เป็นเรื่องที่ชาวบ้านในท้องถิ่นห่างไกลเข้าใจดี
ปรากฏการณ์เหล่านี้เป็นสิ่งที่เรียกว่า "คนละเรื่องเดียวกัน"
ขณะนี้เดือนมีนาคม กลไกของระบบคงทำงานต่อไป หลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ โหวตกันพรึบพรับ ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ พรรครัฐบาลอาจจะชนะก็ได้
แต่จะจัดการอย่างไรกับศรัทธาและความคิดของผู้คนที่เปลี่ยนแปลงไป
ใครขาดทุนกันแน่ เมื่อรัฐกับประชาชนกลายเป็น "คนแปลกหน้า" ระหว่างกันอย่างสมบูรณ์
โดยไม่ต้องใส่เสื้อสีอะไรด้วยซ้ำไป
คอป.กางบัญชี "91 ศพ" เจ็บนี้...ต้องชำระ!
ที่มา มติชน
สัมภาษณ์พิเศษ โดย พงศ์พิพัฒน์ บัญชานนท์
(ที่มา หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 2 มีนาคม 2554)
![]() |
เมื่อแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) 7 คน ถูกปล่อย หลายคนคิดว่า "ฝันร้าย" จากเหตุการณ์เมษายน-พฤษภาคม 2553 ใกล้มาถึงจุดสิ้นสุด
และแม้บทบาทของ "คณิต ณ นคร" ประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบ และค้นหาความจริงเพื่อความสมานฉันท์ (คอป.) ทั้งบนดิน-ใต้ดิน จะมีส่วนสำคัญ ทำให้แกนนำคนเสื้อแดงได้รับการประกันตัว
ทว่าภารกิจของ คอป. เหมือนเพิ่งเริ่มต้น..
"สมชาย หอมลออ" กรรมการและเลขานุการ คอป. อธิบายวิธีชำระความคับแค้น-คลุ้มคลั่ง-และคดีฆาตกรรม ในเหตุการณ์ความรุนแรงที่ผู้เสียชีวิต 91 ศพ และบาดเจ็บอีกราว 2 พันคน ว่าจะต้องใช้ "ความจริง" เยียวยาผู้เสียหาย พร้อมดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างไม่มีละเว้น
เขาเริ่มกล่าวว่า ขณะนี้สังคมเริ่มไขว้เขว เพราะผู้นำบางคนชักจูงให้ทุกฝ่ายลืมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แลกกับความสมานฉันท์ในบ้านเมือง แต่ขอยืนยันว่าทำแบบนั้นไม่ได้!
"เชื่อหรือไม่ว่าในเหตุจลาจลปี 2553 แม้แต่ผู้ที่เคยได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 บางคน ก็ยังมีส่วนร่วมในกระบวนการสร้างความขัดแย้งครั้งนี้ เพราะบาดแผลที่เขาได้รับ เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้เขาเข้ามามีปฏิสัมพันธ์กับเหตุการณ์ ดังนั้น การให้อภัย โดยบอกว่าลืมกันเสียเถิด มันเป็นไปไม่ได้"
เพราะ 35 ปีผ่านไป เหตุการณ์ล้อมปราบนักศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยังไม่ได้รับการ "ชำระ" ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร และใครควรรับผิดชอบ
วาทกรรม "ให้ลืมๆ กันไป" จึงไม่ใช่แค่การ "ซุกขยะไว้ใต้พรม" แต่เหมือนกับ "กอดระเบิดเวลาไว้กับตัว"
ในมุมมองของ "สมชาย" ยารักษาแผลใจที่เต็มไปด้วยความคับแค้นของทุกฝ่าย จึงไม่มีอะไรที่ดีไปกว่า "ความจริง"
อนุกรรมการตรวจสอบและค้นหาความจริงที่เขาเป็นประธาน จึงกำหนดวันรับฟังข้อมูลข้อเท็จจริง (Hearing) ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์-19 เมษายน 2554 เพื่อให้ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ ไม่ว่าฝ่ายทหาร ผู้ชุมนุม และผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ มานั่ง "เปิดใจ" พูดถึงสิ่งที่ได้เห็น-ได้ทำ-ได้คิด ระหว่างเหตุการณ์รุนแรงเหล่านั้น
การเปิดเวทีรับฟังข้อมูลที่ผ่านมา ไม่เพียงพบสิ่งที่น่าสนใจ เช่น นายทหารยศ "พันเอก" ผู้คุมกำลังในเหตุการณ์ที่สี่แยกคอกวัว เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 กล่าว "ขอโทษ" ผู้ชุมนุม ที่อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดความสูญเสีย ยังทำให้ "คู่ขัดแย้ง" ได้มาร่วมโต๊ะเจรจา-ปรับทุกข์
ภาพความเอื้ออาทรระหว่างคนเสื้อเขียว-เสื้อแดง จึงปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกบนเวทีแห่งนี้
"สมชาย" มองว่าสิ่งที่ต้องทำควบคู่กับการค้นหาความจริง คือการเยียวยาผู้สูญเสียทั้งทางร่างกายและจิตใจ ซึ่งไม่ใช่เพียงการให้เงินชดเชยเท่านั้น
"การเยียวยาที่ผู้เสียหายได้รับปัจจุบัน เป็นเพียงมาตรฐานขั้นต่ำตามกฎหมายปกติเท่านั้น ทั้งที่ความสูญเสียดังกล่าว เกิดขึ้นในเหตุการณ์ไม่ปกติ ทำให้คน 500-600 คน ถูกกีดกันไม่ได้รับเงินชดเชย ดังนั้น คอป.จะทำเรื่องให้รัฐบาลเข้าไปแก้ปัญหานี้"
เขาพบว่า 1 ในวิธีเยียวยาที่สุดคือ "ท่าที" ของอีกฝ่าย ทั้งการแสดงความเสียใจ หรือการเอ่ยคำขอโทษ ซึ่งถึงวันนี้ยังไม่เคยได้เห็นพฤติกรรมดังกล่าวทั้งจากแกนนำผู้ชุมนุม หรือคนในรัฐบาล!
ซึ่งอาจเป็นเพราะคนที่จะกล่าวคำขอโทษได้ต้องรู้สึกว่าตัวเองรู้สึกผิดก่อน?
"เรื่องที่เกิดขึ้น ไม่ใช่แค่ความถูกหรือผิด ขาวหรือดำเท่านั้น ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ทุกคนมีส่วนร่วมไม่มากก็น้อย ความรู้สึกร่วมต้องมี ความเสียใจต้องมี แต่นักการเมืองจะต่างจากชาวบ้าน ที่จะทำอะไรมักคิดถึงผลทางการเมืองก่อน เชื่อไหมว่าถ้าปิดห้อง คนพวกนี้จะคุยกันอีกแบบ คุยกันเหมือนเพื่อน เพราะเขารู้จักกันหมด แต่พอไมค์จ่อปากจะพูด เพราะคิดว่าทุกอย่างเป็นคะแนนเสียงได้"
แน่นอนว่าภารกิจสำคัญที่สุดของ คอป.ยังได้แก่การหาคำตอบ-คลายปริศนา "91 ศพ" เกิดขึ้นได้อย่างไร
แม้ด้านหนึ่ง คอป.จะดูเหมือนทำงานคู่ขนานไปกับการสืบสวนสอบสวนหาคนผิดมาลงโทษของ "กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)"
แต่อีกด้าน คอป.จะลงลึกกว่าดีเอสไอ เพราะดูไปถึง "มูลเหตุจูงใจ" ว่าการ "เหนี่ยวไก" เป็นเพราะอะไร คิดว่าอีกฝ่ายเป็นศัตรู? สถานการณ์บีบคั้น? ลั่นกระสุนเพื่อป้องกันตัว?
แม้ระบบกฎหมายของไทยดีพอสมควร แต่การนำไปใช้ยังเป็นปัญหา เป็นเหตุให้หลายๆ คดี "คนผิด ลอยนวล"
"ปัญหาส่วนใหญ่คือกฎหมายของเราถูกบิดเบือน ผมทำงานด้านสิทธิมนุษยชนมา พบปัญหาการบังคับใช้กฎหมายบ้านเราคือ แนวคิดที่ว่าเจ้าหน้าที่รัฐทำผิดไม่ต้องรับโทษ ดังนั้นเรื่องกระบวนการยุติธรรม เราก็จะตรวจสอบด้วย เหมือนกรณีที่ดีเอสไอส่งสำนวนให้ตำรวจชันสูตรพลิกศพ 13 ศพ แต่ไม่มีความคืบหน้า คอป.ก็จะเข้าไปตรวจสอบ"
ส่วนถ้า "ชุดความจริง" ของ คอป.ออกมาไม่ตรงกับดีเอสไอ สังคมจะเชื่อข้อมูลฝ่ายใด เป็นเรื่องที่เขาตอบแทนไม่ได้
ส่วนท่าที คอป.ที่ดูเหมือน "แอบแดง" เข้าข้างผู้ชุมนุม ทำให้หน่วยงานรัฐบางหน่วยยึกยักในการให้ข้อมูล เขาเผยว่าที่ผ่านมาได้รับความร่วมมือจากดีเอสไอในระดับ "ดี" จากทหาร "พอสมควร" แต่ "ไม่ได้รับ" จากตำรวจเลย
เป็นเหตุให้ คอป.ต้องฟ้องรัฐบาลให้ "กระตุ้น" ผู้ใต้บังคับบัญชา
ที่น่าแปลกคือผู้ชุมนุมบางส่วนก็ไม่ให้ความร่วมมือ เพราะถูก "กีดกัน" จากผู้มีอิทธิพล-นักการเมืองบางคน?
เมื่อถามว่าถึงนาทีนี้ คอป.สรุปได้หรือยังว่าความรุนแรงเกิดจากอะไร?
"บางคนเชื่อว่ามีการวางแผน แต่หลายคนเชื่อว่าเป็นปฏิกิริยาปิงปอง แต่ผมคิดว่าอาจเป็นได้ทั้งปฏิกิริยาปิงปอง และมีความตั้งใจผสมอยู่ด้วย" เขาตอบ
เขายกว่าทั้ง 2 ฝ่ายต่างมีความคับแค้นอยู่ในใจ ฝ่ายเสื้อแดงเคยถูกปราบช่วงสงกรานต์เลือดเมื่อปี 2552 จึงมาแก้แค้น ฝ่ายทหารก็เจ็บใจที่ถูกหยามศักดิ์ศรี ถูกบังคับให้กราบในเหตุการณ์ที่สถานีดาวเทียมไทยคม เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2553 ซึ่งอาจเป็นเหตุให้ปฏิบัติการขอคืนพื้นที่-กระชับวงล้อม มีคนเจ็บตายจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากภารกิจ "บนดิน" คอป.ยังมีภารกิจ "ใต้ดิน" ซึ่งน้อยคนจะรู้ โดยอาศัย "คอนเน็คชั่นพิเศษ" ของกรรมการบางคน เดินสายเจรจาให้ทุกฝ่ายเดินเข้าสู่การเลือกตั้ง
แม้ "สมชาย" จะปฏิเสธให้รายละเอียด "คณะทำงานลับ" โดยบอกเพียงว่า "วงเจรจามีหลายวง" แต่ก็ฉายให้เห็นว่าการทำงานของ คอป.นั้น "ไม่ธรรมดา"
ทว่า ด้วยอำนาจที่มีเพียง "ค้นหาความจริง" ตามเป้าหมาย "เพื่อความสมานฉันท์" หลายฝ่ายจึงปรามาสว่า คอป. เป็นเพียงองค์กรปาหี่-ที่ตั้งมาเพื่อฟอกความผิดให้รัฐบาล?
เขาชี้แจง "ข้อครหาฉกรรจ์" ว่าแม้ คอป.จะไม่มีอำนาจสั่งลงโทษใคร แต่กระบวนการค้นหาความจริงที่ทำอย่างเปิดเผย จะทำให้สังคมไทยเกิดการเรียนรู้
"ผมเชื่อว่าที่สุดก็อาจต้องให้อภัยกัน แต่ทุกฝ่ายต้องผ่านกระบวนการเรียนรู้ และยอมรับความจริงก่อน ความขัดแย้งในเมืองไทยเป็นเรื่องใหญ่ ไม่ใช่จะแก้กันได้ง่ายๆ อาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 5 ปี แต่จากนี้ไปความรุนแรงเหล่านี้จะเริ่มน้อยลง เพราะทุกฝ่ายรู้แล้วว่าความรุนแรงเป็นต้นเหตุความเจ็บปวดของทุกฝ่าย"
ถือเป็นเป้าหมายสูงสุดของ "9 อรหันต์ คอป." ที่จะไม่ให้เหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นอีก!!!
"มานิตย์"นำทีม ส.ส.ชลบุรี ปชป.ซบ พท. เพื่อไทยระส่ำ "ประชา"ไม่เอาแกนนำ นปช.ลง ส.ส.เหตุไม่ใช่คนพื้นที่
ที่มา มติชน รายงานข่าวจากพรรคเพื่อไทยเมื่อวันที่ 2 มีนาคมแจ้งว่า ในที่ประชุมพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา ได้วิเคราะห์ถึงสถานการณ์เลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้าหลังยุบสภา โดยระบุว่าผลการสำรวจของโพลบางสำนักระบุว่าคะแนนแบบบัญชีรายชื่อของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) สูงกว่าพรรคเพื่อไทย (พท.) นั้น คณะทำงานของ พท.พิจารณาเทียบกับโพลที่ทำเองแล้วพบว่าไม่ตรงกับความเป็นจริง เพราะขณะนี้คะแนนนิยมของ ปชป.ลดลงอย่างต่อเนื่อง หลังจากเหตุการณ์สินค้าอุปโภคบริโภคขาดแคลนและมีราคาแพง รวมทั้งปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ที่น่าเป็นห่วงคือแม้ว่าคะแนนนิยมของ พท.จะสูงกว่า ปชป. แต่ผลสำรวจความนิยมในตัวบุคคลกลับไม่เพิ่มสูงขึ้น จึงขอให้ว่าที่ผู้สมัครลงพื้นที่ให้เข้มข้นกว่านี้ อย่าหวังกระแสนกแลเหมือนตอนพรรคไทยรักไทย
สำหรับว่าที่ผู้สมัครของ พท.ที่มีข่าวว่านายมานิตย์ ภาวสุทธิ์ ส.ส.ชลบุรี ปชป. จะมาลงสมัครในนามพรรคเพื่อไทยนั้น ล่าสุด มีการยืนยันว่าเป็นความจริง เนื่องจากนายมานิตย์ และ ส.ส.ชลบุรีกลุ่มหนึ่ง มีความไม่พอใจนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ และเลขาธิการพรรค ปชป. ที่ไปเจรจากับพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในลักษณะสมยอมให้ ภท. โดยกลุ่มของนายสนธยา คุณปลื้ม ทำกิจกรรมในพื้นที่จังหวัดชลบุรีได้เสรี จนอาจทำให้กลุ่มชลบุรีของพรรค ปชป. สอบตกได้ ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์ แกนนำ พท.มั่นใจว่าจะได้รับเลือก ส.ส.มาเป็นลำดับที่ 1 แต่ไม่แน่ใจว่าจะจัดตั้งรัฐบาลได้หรือไม่ เพราะแข่งกับคะแนนของ ปชป. และ ภท.รวมกัน เนื่องจาก 2 พรรค จับมือกันแน่นผ่านการประสานงานของนายสุเทพ ดังนั้น เป้าหมายของ พท.จึงไม่ได้อยู่ที่การได้ ส.ส.เกินกึ่งหนึ่งเท่านั้น แต่ต้องได้ ส.ส.ไม่น้อยกว่า ปชป.รวมกับ ภท. ส่วนพรรคการเมืองอื่นไม่ใช่ปัญหา เพราะเชื่อว่าพร้อมเข้าร่วมกับทุกฝ่าย หลังชัดเจนว่าเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ นอกจากนี้ พท.ยังได้ติดต่อประสานกับนายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา ส.ส.จันทบุรี ปชป. ให้มาลงสมัครในนาม พท. โดยเปิดโอกาสให้นำทายาทมาสมัครในระบบบัญชีรายชื่อได้ ซึ่งยังอยู่ระหว่างการตัดสินใจ
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ภายในพรรคเพื่อไทยได้เกิดปัญหาความขัดแย้งในการส่งตัวผู้สมัครในพื้นที่จ.สมุทรปราการ เพราะเมื่อนายนที สุทินเผือก หรือกรุง ศรีวิไล และนายจิระพันธุ์ ลิ้มสกุลศิริรัตน์ ส.ส.สมุทรปราการ ได้แสดงเจตจำนงจะไปร่วมงานกับ ภท. ทำให้พรรคต้องหาผู้สมัครใหม่ ล่าสุดได้มีมติให้นายวรชัย เหมมะ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และนางสลิลทิพย์ ชัยสะดมภ์ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ ซึ่งมาจากสายนายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ เจ้าของห้างอิมพีเรียล และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ทำให้นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ ไม่พอใจ เนื่องจากนายวรชัยไม่ใช่คนพื้นที่ จ.สมุทรปราการ ทำให้ไม่ได้รับการสนับสนุนจากนักการเมืองท้องถิ่น แม้ว่าจะมีคนเสื้อแดงสนับสนุน แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง สำหรับนางสลิลทิพย์แม้จะเป็นอดีต ส.ส. แต่ก็ย้ายไปอยู่พรรคชาติไทย และเคยขึ้นเวทีปราศรัยโจมตี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ โดยในการประชุมว่าที่ผู้สมัครของพรรคเพื่อไทยเมื่อวันที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา เมื่อนายประชาเห็นว่าทั้ง 2 เข้าร่วมประชุมด้วย จึงเดินทางกลับทันที
"จตุพร"บอกซักฟอกมีหลักฐานเด็ดแบบช็อคคาที่ "ธิดา"ปูดแพทย์ตั้งข้อสังเกต"ช่างภาพญี่ปุ่น"ตายจาก"เอ็ม16"
ที่มา มติชน นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นางธิดา ถาวรเศรษฐ รักษาการประธานแกนนำ นปช. และ นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ อดีต ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ในฐานะคณะกรรมการชันสูตรพลิกศพเหตุการณ์เสียชีวิตหลายรายในเหตุจลาจลในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ร่วมแถลงข่าวที่ชั้น 5 ห้างอิมพีเรียลลาดพร้าว
นายจตุพรแถลงว่า กรณี พล.ต.อ.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น. ดูแลงานด้านการสอบสวน ออกมาปกป้อง พล.ต.ท.อัมพร จารุจินดา อดีตผู้บัญชาการสำนักนิติวิทยาศาสตร์ (ผบช.สนว.) ที่ปรึกษากรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ มีความเห็นเรื่องกระสุนปืนที่ยิงใส่นายฮิโรยูกิ มูราโมโตะ ช่างภาพสำนักข่าวรอยเตอร์ชาวญี่ปุ่นเสียชีวิต เหตุการณ์สลายการชุมนุมแยกคอกวัวเมื่อวันที่ 10 เมษายน ว่า วัตนไปแจ้งความที่กองปราบปราบให้จับนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ และ พล.ต.ท.อัมพร ในการออกมาให้ความเห็นบิดเบือนข้อเท็จจริงว่ากระสุนปืนที่ยิงนายฮิโรยูกิ เป็นกระสุนอาวุธปืนอาก้า นอกจากนี้ พล.ต.อ.อำนวยยังแบ่งบทเล่นกับดีเอสไอ โดยกล่าวอ้างว่าดีเอสไอมั่วข้อมูลที่เคยตัดสินก่อนหน้านี้และสนับสนุนข้อมูลของ พล.ต.ท.อัมพร ซึ่งที่วันนี้แต่ละฝ่ายออกมาดิ้นรนแบ่งบทกันเล่นเพื่อบิดเบือนคดีนั้น เพราะรู้ว่าจะเจอของจริงในการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภา
"พล.ต.ต.อำนวยพยายามจะแสดงบทละครว่า ดีเอสไอมั่วเพื่อที่จะทำลายน้ำหนักสำนวนของเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ที่ทำสำนวนมาก่อนหน้านั้น พล.ต.ต.อำนวยจึงมาเล่นบทว่าดีเอสไอทำมั่ว แต่ข้อเท็จจริงก็คือว่า ในการสอบสวนทุกคดี 21 จาก 91 ศพ ตามรายละเอียดที่ ศอฉ.ส่งให้ดีเอสไอนั้น พนักงานสอบสวนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ที่ดีเอสไอแต่งตั้งเข้าร่วมสอบสวนด้วยก็คือ พล.ต.ต.อำนวยและพวกร่วมสอบสวนกับดีเอสไอมาตั้งแต่ต้น รวมทั้งพนักงานดีเอสไอและพนักงานอัยการ ดังนั้น การสอบสวนที่หลุดมาทั้งหมด 13 คดีในการสั่งฆ่าประชาชนนั้นไม่ใช่ดีเอสไอไปตรวจสอบ แต่มีทั้งตำรวจที่นำโดย พล.ต.ต.อำนวย และพนักงานอัยการ ร่วมสอบด้วย ฉะนั้น ถ้าจะกล่าวอ้างว่าดีเอสไอมั่วผลสอบก่อนหน้านี้ก็แสดงว่า พล.ต.ต.อำนวยร่วมมั่วกับดีเอสไอมาตั้งแต่แรกŽ"นายจตุพรกล่าว
นายจตุพรกล่าวว่า ตนมีเอกสารในการอภิปรายไม่ไว้วางใจซึ่งอาจใช้เวลา 3-4 ชั่วโมง มีหลักฐานการเผาห้างเซ็นทรัลเวิลด์หลักฐานก็ครบถ้วน เห็นกระทั่งหน้าคนเผาห้าง ซึ่งการอภิปรายในรอบนี้มีใบเสร็จชนิดที่ว่าช็อคคาที่ โดยเฉพาะการสลายการชุมนุม จะมีทั้ง นายเฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม. นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล ส.ส.แพร่ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทยร่วมอภิปรายด้วย รับรองว่าไม่มีทางผิดหวัง
ด้าน นพ.เชิดชัยกล่าวว่า จากที่ตนได้ร่วมเป็นคณะกรรมการพิสูจน์พลิกศพนั้น ตามคำเชิญของกรมแพทย์ทหารบก ซึ่งมีตนและ นพ.ชลน่านร่วมด้วยนั้น มีศพซึ่งอยู่ที่โรงพยบาล(รพ.)ตำรวจ 11 ศพ 1 ในนั้นมีศพนายฮิโรยูกิอยู่ด้วย ส่วนที่ รพ.พระมงกุฎเกล้า ศพทหาร 4 ศพ จากการตรวจศพนักข่าวชาวญี่ปุ่นนั้น พบว่า ถูกยิง 1 นัดเข้าที่ด้านซ้าย และทะลุออกทางแขนด้านขวา ซึ่งนั่นหมายความว่ากำลังแบกกล้องวิดีโอถ่ายภาพอยู่ (ทำท่าถือกล้องด้วยมือขวาประกอบการแถลงข่าว) ซึ่งตามหลักฐานกล้องหันหน้าไปทางทิศทางของทหาร ซึ่งจากการตรวจพิสูจน์ศพ แพทย์ระบุว่า เสียชีวิตด้วยวัตถุความเร็วสูงวิ่งเข้าที่ด้านซ้าย วิ่งทะลุอก ทะลุปอดและทะลุออกทางแขนขวาของผู้ตาย แต่ไม่ได้ระบุว่าเป็นกระสุนชนิดใดตามหลักวิชาการแพทย์ ดังนั้น การที่ พล.ต.ท.อัมพรพูดระบุว่าเป็นกระสุนชนิดใด โดยที่ไม่ได้มีการตัดชิ้นเนื้อที่ถูกกระสุนไปพิสูจน์ตามหลักนิติวิทยาศาสตร์นั้น ในทางการแพทย์ถือว่าเชื่อถือไม่ได้ เป็นการพูดจากดูภาพเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
นางธิดากล่าวเสริมว่า มีการตั้งข้อสังเกตของคณะแพทย์ด้วยว่า จากการผ่าศพนายฮิโรยูกินั้น พบว่าอวัยวะภายในมีการคว้านมากของวัตถุความเร็วสูงเป็นวงกว้าง น่าจะเป็นกระสุนปืนชนิดเอ็ม 16 แต่แพทย์ก็ไม่ระบุเช่นนั้น เพียงบอกว่าเป็นวัตถุความเร็วสูง ดังนั้น คนเสื้อแดงยังยืนยันจะมีการชุมนุมต่อเนื่อง เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้กับคนที่เสียชีวิตและบาดเจ็บ โดยเฉพาะวันที่ 12 มีนาคมนี้ จะเริ่มไปชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ตั้งแต่เวลา 15.00 น. เป็นต้นไป อาจจะชุมนุมถึงเช้าก็เป็นได้ โดยมีแกนนำที่ถูกปล่อยตัวขึ้นร่วมพูดคุยกับพี่น้องเสื้อแดงด้วย
วิป 2 ฝ่ายไฟเขียวซักฟอกนาน 4 วัน ปชป.หวั่นใช้หลักฐานคลิปวิดีโอเท็จ เล็งหารือ"ชัย"ตั้ง กก.ตรวจสอบ
ที่มา มติชน คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) และคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ประชุมหารือระยะเวลาการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ที่รัฐสภา เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 2 มีนาคม ปรากฏว่าที่ประชุมให้ใช้เวลารวม 66 ชั่วโมง หลังประชุม นายวิทยา แก้วภราดัย ประธานวิปรัฐบาล และนายวิทยา บุรณศิริ ประธานวิปฝ่ายค้าน แถลงผลการประชุมร่วมกัน
นายวิทยากล่าวว่า ได้รับแจ้งจากฝ่ายธุรการสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรว่า กำลังตรวจสอบความถูกต้องของญัตติ และน่าจะเรียบร้อยในวันที่ 3 มีนาคม ก่อนจะนำเสนอต่อนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อส่งต่อไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เบื้องต้นวิปรัฐบาลได้รับแจ้งจาก ครม.ว่ามีความพร้อมที่จะให้อภิปรายไม่ไว้วางใจตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคมเป็นต้นไป ฝ่ายค้านได้แจ้งความจำนงที่จะขออภิปรายนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีรวม 10 คน ดังนั้นจะจัดสรรเวลาให้ 40 ชั่วโมง และจะถาม ครม.ด้วยว่าจะใช้เวลาในการชี้แจงเท่าไหร่ คาดว่าคร่าวๆ น่าจะประมาณ 20 ชั่วโมง เมื่อบวกกับเวลาพักให้น้ำและเวลาประท้วงอีก 6 ชั่วโมง จะใช้เวลารวมทั้งหมดประมาณ 66 ชั่วโมง
"เรียกว่าจุใจกันไปเลย จะอภิปรายทั้งสิ้น 4 วัน ซึ่งวันสุดท้ายต้องจบภายในเวลา 23.00 น. และลงมติในเช้าของวันรุ่งขึ้น ซึ่งทั้ง 2 ฝ่ายต้องบริหารจัดการเวลาของตัวเองอย่างเคร่งครัดด้วย ขาดได้ แต่ห้ามเกิน" ประธานวิปรัฐบาลกล่าว
ด้านนายวิทยากล่าวว่า เหตุที่ฝ่ายค้านจำเป็นต้องใช้เวลาพอสมควรนั้น เนื่องจากต้องอภิปรายรัฐมนตรีถึง 10 คน เฉลี่ยแล้วรัฐมนตรีคนหนึ่งใช้เวลาอภิปรายประมาณ 4 ชั่วโมง ซึ่งถือว่าเหมาะสมแล้ว
น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ถ้าได้เวลา 40 ชั่วโมงตามที่พูดคุยกันในรอบแรก ก็จะสามารถแบ่งผู้อภิปรายได้ดังนี้ 1.เรื่องการสลายการชุมนุม จะใช้ผู้อภิปราย 7 คน 2.การทุจริต 18-22 คน และ 3.การบริหารที่ผิดพลาดและบกพร่อง 10-15 คน
ขณะที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะวิปรัฐบาล กล่าวว่า ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เห็นว่าควรตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเอกสารหรือคลิปวิดีโอที่ทางพรรคเพื่อไทยจะนำมาเปิดหรือแสดงควบคู่กับการอภิปราย เพื่อป้องกันเอกสาร หรือคลิปวิดีโอที่เป็นเท็จ เนื่องจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยเคยนำวิดีโอคลิปที่มีการตัดต่อมาฉายในการประชุมสภาจนสร้างความสับสนและเกิดปัญหาตามมา ในอีก 1-2 วันนี้นายวิทยาจะเข้าหารือกับนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เบื้องต้นคณะกรรมการประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล และ ส.ส.พรรคฝ่ายค้าน
"ผมได้รับข้อความผ่านทางเครือข่ายเฟซบุ๊ก เตือนให้ระวังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะพรรคเพื่อไทยอาจนำข้อมูลจริงปนเท็จ เกี่ยวกับการกักตุนสินค้า 3 ประเภท คือ ข้าว น้ำตาล และน้ำมันปาล์มมาอภิปราย ฝากเตือนไปยังนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งข้อมูลของเพื่อไทยนั้นจะเชื่อมโยงโดยตรงกับนายสุเทพ" นพ.วรงค์กล่าว


