ที่มา thaifreenews
โดย kajokkub
เคยเขียนไปหลายครั้งแล้ว ถามว่าตลอดเวลาทุกวันที่เสื้อแดงชุมนุมอยู่นั้น เซ็นทรัลนั้นแหละคือส่งกวนใจของคนอยากปราบเสื้อแดง อยากให้เสื้อแดงเลิกชุมนุม เพราะเสื้อแดงอยู่ชุมนุมได้ เพราะมีเซ็นทรัลให้ความมีมนุษยธรรมต่อมนุษย์ด้วยกันมากที่สุดเท่าที่ ธุรกิจเอกชนจะทำได้

ภาพเสื้อแดงสามารถเข้าไปนั่งในลานหน้าห้างเซ็นทรัลฯอย่างสะดวกสบายขณะชุมนุม
ดังนั้นพอจะเห็นแล้วว่า ใครละที่ไมพอใจเซ็นทรัล ก็ต้องเป็นฝ่ายอำมาตย์และรัฐบาลเองต่างหาก และธุรกิจได้ที่ไม่ต้อนรับประชาชนตาดำๆที่มาเรียกร้องความเป็นธรรม เรียกร้องประชาธิปไตย ก็แสดงว่าธุรกิจนั้นเกลียดประชาชน ก็แน่นอนคิดไปได้ว่าพวกนี้ ต้องทำทุกอย่างเพื่อให้เสื้อแดงหายไป เพราะเมื่อจิตใจพวกมันไม่เป็นมิตรก็แสดงว่าเป็นศัตรูไปแล้ว50%
อำมาตย์ รัฐบาล และนักธุรกิจที่สนับสนุนรัฐบาลในแถบนั้น นั้นแหละคือตัวการ ชี้หน้าได้เลย
ไม่ใช่เซ็นทรัล ถ้าเสื้อแดงทำอะไรกับเซ็นทรัล แสดงว่ามันชั่วสุดๆ แน่นอนตัดปัญหานี้ไปเลย
เพราะเสื้อแดงด้วยกันเองรู้กันเองว่า พวกเรา ไม่ใช่คนเลวชั่วแบบนี้
ถ้าจะหาทางกำจัดเสื้อแดงให้พ้นไปจากที่นั้น ก็คือต้องกำจัดเซ็นทรัล!!!
และเชื่อว่า ใครละ จะสามารถชุมหัวเลวๆร่วมกัน เพื่อหาทางกำจัดคนเสื้อแดง และเซ็นทรัลได้
และเชื่อว่าในการร่วมหัวกันกำจัด จะต้องมีคนเสนอว่า ยิงปืนนัดเดียวได้นก 2ตัว
คือปราบเสื้อแดงด้วยความรุนแรงและเร็ว (แกนนำกล่าวหน้าเวลาไม่ทันระเบิดมาถึงเวทีแล้ว) แสดงว่า
พวกนี้ได้รับคำสั่งให้ทำแบบนี้ ส่วนจะมีการตายของคนเสื้อแดงเท่าใดนั้น พวกคนสั่งปราบ ขอถนนคืน
มันไม่คิดแน่นอน (เคยได้ยินยอดว่า ตายเป็น 1000 ก็ต้องทำ)
และอีกเช่นกัน การที่ยิงเสื้อแดงให้ออกจากที่นั้น สวนมากเป็นหญิงด้วย นาทีนั้น ใครจะมีอารมไปค้นอุปกรณ์มาเผา
และถ้าเป็นเสื้อแดงจะเตรียมพร้อมอุปกรณ์เผาขนาดใหญ่นั้นได้อย่างไร หรือจะนำไปซ้อนไว้ที่ไหน
และคนที่จะลงมือ ต้องมีอำนาจที่จะขอข้อมูลจากหน่วยรักษาความปลอดภัยในห้างเซ็นทรัลเองว่ามีกำลังเท่าไหน อย่างไร
เพื่อจะหาทางนำกำลังคนมาบีบ ถ้าไม่เป็นผลก็อาจจะฆ่าต่อไป
และจากเหตุการณ์จริงๆที่รับทราบกันทั้วโลกว่า การปราบยิงฆ่ายิงกราด ยิงกดไม่ให้ใครโงหัวขึ้น ในพริบตาคนเสื้อแดงหาย
ไปจากพื้นที่นั้น ยกเว้นคนตาย และในเสี่ยววินาทีนั้น มีภาพทหารกำลังติดอาวุธครบมือเข้ายึดสถานที่บริเวณนั้นทั้งหมดไว้ได้
และที่สำคัญภายในห้างนั้น ถูกทหารปิดล้อมไม่ให้คนเข้า ให้แต่คนออก (เพิ่งมาทราบอีกทีว่า มีกำลังติดอาวุธหนักบีบให้ หน่วยรปภ.ห้างออกให้หมด) ก็ใช่เวลานานพอสมควรจากเสื้อแดงสลายไป ค่อยมีไฟไหม้ตามมา ส่วนอีกกองกำลังก็ทำเป็นไปค้นหาเจออาวุธเพียบ ก็มีเวลามากพอที่จะขนอาวุธทั้งหมด(เอามาทั้งประเทศ เครื่องบิน เรือรบ ก็น่าจะเอามาเล่นแผนนี้ได้)ลงจากรถหุ้นเกาะไปวางให้ตัวเองค้นเจอ เพราะมีแต่พวกเดียวกันทั้งหมดที่นั้น

ภาพทหารคุมพื้นที่รอบไว้หมด..สงสัยไหมว่า ทำไมทหารจึงยึดพื้นที่ห้างเซ็นทรัลฯแทนที่จะไปปกป้องห้างเกษรมากกว่า
ถ้าจะคิดว่าเสื้อแดงจะเผาทำลาย


ภาพ มีคนถามว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายใด ชุดดำถือวิทยุสีแดง นี้แหละเป็นคนบีบให้ รปภ.ห้างและคนข้างใน ออกมาให้หมด
ก่อนมีไฟไหม้ มีทั้งภาพมันคุมสั่งให้ รปภ.ออกมา ภาพนี้มันพาทหารเข้าไปค้นในห้างด้วย ป่านนี้ไม่รู้ว่าพวกมันเป็นใครชุดดำด้วย
คงไม่ใช่การ์ดแดงแน่นอน การ์ดแดงคงไม่อยู่กับทหารได้
-
-
ตามแผนนี้ คนสั่งปราบ และคนที่เกลียดคนเสื้อแดงที่สุด ก็จะได้ฆ่านก 2 ตัวไปพร้อมกัน คือฆ่าปราบเสื้อแดง และกำจัดสั่งสอน
ห้างเซ็นทรัลฯ ไปในตัว บังอาจเป็นพันธมิตรกับเสื้อแดง ให้พื้นที่ชุมนุมและอำนวยความสะอวดเรื่องห้องน้ำห้องทาตลอดการชุมนุม
ถามว่าใคร อยากกำจัดเสื้อแดง คนพวกนี้แหละอยากจัดการห้างเซ็นทรัลฯ
แผนปราบแดงให้รุนแรงรวดเร็ว ต่อด้วยเผาเซ็นทรัลฯ แล้วสร้างเรื่อง ให้เสื้อแดงนี้แหละเป็นคนเผาเซ็นทรัลฯ!!
พวกมันก็กล่าวหาเสื้อแดงเผาบ้านเผาเมืองจนวันนี้ เสื้อแดงเผาจริงคือยางรถยนบนถนนเท่านั้น และวิธีนี้ถือว่าเป็นหลักสากลของประชาชนมือเปล่าที่จะทำได้ เพื่อสร้างเกาะกำบังซ้อนเล้นให้พวกตน จากกระสุนปืน โดยใช้ควันเท่านั้น
ส่วนภาพที่เห็น ผู้กล้าเหล่านี้ กล้าพอที่จะต่อสู้กับปืนความเร็วสูง พร้อมจะแหวกอากาศมาเจาะกระโหลก มีเพียงหนังสติ๊กเป็นหลัก .....ถามว่า ถ้าพวกเขามีปืนจริงๆ จะเอาหนังสติ๊ก มาเล่นทำไม แลกกันตายไป2 ฝ่าย แบบประชาชนลิเบียไม่ดีกว่ารึ
.......ถ้ายิ่งขืนปรากฏว่า เสื้อแดงยังเป็นคนเผา เป็นคนฆ่าทหารอยู่...แผ่นดินนี้ก็ไม่น่าจะเจริญไปจากวันนี้แล้ว คือโง่สุด..ทางสมอง บกพร่องทางความถูกต้องยุติธรรม แล้วละ...



เสื้อแดงถ้าจะเผามันทำได้แค่เผายางเพื่อเป็นม่านกำบังตัวที่เป็นเนื้อหนังจากลูกปืนจากภาษีตัวเองเท่านั้น ถือเป็นแนวทางสากลสำหรับประชาชนไม่มีอาวุธที่จะทำได้ เป็นภาษาทั่วเดียวทั่วโลก
ร้อนทนได้แต่ทนเห็นเผด็จการกดขี่ข่มเหงประชาชนไม่ได้
แม้จะมีบางคนอาจลืมตัวไป ลืมว่ารถที่ใช้อยู่ไม่ได้หุ้มเกาะอะไรเลย

สู้จนหมดแรง ของนักกล้า
อาวุธหาได้เท่านี้ บั๊งไฟเล็ก
ส่วนนี้อาวุธหนักสุดแล้วละ ประทัดยักย์ใส่ยิงจากท่อเหล็ก เท่าที่จะหาได้
ส่วนท่านนี้ หมดทางหาอาวุธเครื่องทุนแรงใดๆ ก็หาได้เท่าที่มีติดตัวมานี้แหละ แต่เสี่ยงไปน่ะครับ ไม่มีอะไหล่
-
-
-
พวกเขาสู้อยู่กับอะไร...อาวุธแบบไหนกันแน่
กำลังติดอาวุธ ไม่ควรเรียกว่าทหารเพราะนั้นมีเกียรติเกินไป
มีอาวุธร้ายแรงในมืออยู่ในมือคนไร้จิตสำนึก นั้นคึอประชาชน
แต่มันก็ขอทำตามคนสั่ง ก็พอ...สัตว์นรก
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Saturday, March 5, 2011
ใครเผาเซ็นทรัลเวิล์ดถ้าโลกนี้มีความยุติธรรม ก็ไม่น่าจะถามอีกต่อไปยกเว้นที่นี้ไทย
เห็นคลิปของคุณแมวอ้วนอ้วนที่หน้า DSI แล้ว อยากเห็นที่หน้าศาลยุติธรรมด้วย
ที่มา thaifreenews
โดย ลูกชาวนาไทย
เป็นการกระทำเชิงสัญลักษณ์ที่ดีมากครับ อย่างน้อยก็คงกระตุ้นต่อมสำนึกของข้าราชการบางคน (ยกเว้นนายธาริต ที่คงไม่มีต่อมสำนึกแต่อย่างใด) ผมเชื่อว่าข้าราชการส่วนใหญ่ก็คงมีจิตสำนึกที่ดี แต่มันมีข้าราชการเลวๆ บางคนที่เป็นใหญ่เท่านั้น อันที่จริงระบบราชการนั้นทำงานโดยข้าราชการระดัีบกลางประมาณ ซีหกซีเจ็ด ที่ต้องลงมืปฎิบัตืจริง ให้ได้เนื้องานออกมา ทั้งหนังสือ และสำนวนต่างๆ การกระตุ้นต่อมสำนึกอย่างนี้น่าจะเกิดประโยชน์ ให้ข้าราชการเหล่านี้ได้สำนึก อธิบดีแบบธาริต จะซ่าส์อย่างไร หากข้าราชการระดับปฎิบัติเฉื่อย หรือไม่มีใจให้เสียแล้วมันก็ยากที่จะทำงานสำเร็จ และโดยมากข้าราชการเก่งๆ ฉลาดก็มักมีจิตสำนึกสูง พวกที่ประจบสอพลอ ส่วนใหญ่ก็ไม่ฉลาดพอที่จะทำงานที่มีคุณภาพดีได้ ยิ่งนายธาริต ใกล้เกษียณก็คงยากที่จะบีบใครให้ทุ่มเทให้ได้ ตำแหน่งมันก็๋มีให้คนไม่กี่คน หากไม่มีคุณธรรมยากที่จะหาคนร่วมมือทำงานที่ดีให้ได้
สำนวนของดีเอสไอ จึงบกพร่อง จนเกิดช่องโหว่มากมาย ผมเดาว่าคนเก่งๆ เข้าไม่ทำงานให้ มีแต่พวก สอพลอ ทำงานให้ ดังนั้นผลงานดีเอสไอจึงมีแต่คารมปากของนายธาริต
ผมอยากให้ บก.ลายจุดนัดพวกเราเสื้อแเดงไปพร้อมกันที่หน้าศาลฎีกา แล้วตระโกนว่า "หน้าที่ของผู้พิพากษาคือนำความยุติธรรมมาสู่แผ่นดิน"
ไม่เคยมีในประวัติศาสตร์ที่คนจำนวนมากไปชี้หน้าตะโกนหน้าศาล ดังนั้น มันคงกระตุ้นต่อมสำนึกของผู้พิพากษา ไม่ให้มีสองมาตรฐานกันได้บ้าง
กลยุทธ์การจู่โจมไปที่จิตใจ น่าจะพอมีผลบ้างนะครับ ให้มันถึงตัว ถึงหน้าบ้านผู้พิพากษาส่วนใหญ่จริงๆ
เหมือนที่ไปชี้หน้าตะโกนที่ดีเอสไอ มันถึงหน้าบ้านของข้าราชการเหล่านี้ ให้พวกเขาทั้งหมดได้อาย เพราะก่อนๆ มามันก็มีแต่นายธาริต สัมภาษณ์ ข้าราชการอื่นๆ ในกรมนี้แม้จะรู้สึกแต่มันก็ไกลตัว ไม่ได้เกี่ยวข้อง
การมีประชาชนไปชี้หน้าตะโกนด่าหน้าสำนักงานมันจะสะเทือนไปยาวนานในประวัติศาสตร์ของกรมนี้
อย่างน้อยผมเชื่อว่า่ข้าราชการอื่นๆ ลับหลังนายธาริต ก็คงด่าเสียๆ หายๆ หรือเกิดคลื่นใต้น้ำขนาดใหญ่ในกรมเป็นแน่
ผมไม่เชื่อว่าข้าราชการทั้งกรม จะเลวระยำคิืดแบบเดียวกันหมด
้เพราะคนอื่น ๆ คงไม่ได้เป็นใหญ่เพราะนายสุเทพ ตั้งมา หรือได้ประโยชน์จากนายสุเทพ
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 05/03/54
ที่มา thaifreenews
โดย blablabla

เลือกกันได้ ก็เลือกไป ไม่เคยว่า
เห็นน้ำหน้า ความระยำ ที่ทำไว้
หากเห็นดี เห็นงาม ก็ตามใจ
ขอเชิญไป เลือกมัน อย่าหวั่นกลัว....
ประเทศชาติ ชิบหาย มลายสิ้น
เพราะเล่ห์ลิ้น สามานย์ สันดานชั่ว
กู้มาโกง กันเพลิน จนเกินตัว
หนี้ท่วมหัว สูงสุด อย่าหยุดมัน....
คอรัปชั่น กินเมือง เรื่องบัดซบ
ทำเลี่ยงหลบ กลบมิด สนิทนั่น
บริหาร ไร้น้ำยา บ้าตามกัน
เชิญเลือกมัน เข้ามาอีก อย่าหลีกไป....
แถมพูดดี มีเส้น เป็นตัวหนุน
คราบนักบุญ แสนเลว สุดเหลวไหล
สั่งฆ่าคน ให้เห็น ไม่เป็นไร
เชิดหน้าได้ เต็มที่ ไม่มีเกรง....
ยุคข้าวยาก หมากแพง แรงถดถอย
นั่งตาปรอย ถูกเหยียบย่ำ ซ้ำข่มเหง
ทำสามหาว เก่งกล้า ท่านักเลง
แล้วอวดเบ่ง สัปดน เป็นคนพาล....
การค้าขาย เคยเฟื่องฟู อย่างรู้แจ้ง
กลับสำแดง โง่เง่า อย่างห้าวหาญ
เป็นสนาม รบพลัน ด้วยสันดาน
เชิญพวกมาร เลือกเข้ามา ช้าอยู่ใย....
๓ บลา / ๕ มี.ค.๕๔
http://3blabla.blogspot.com
คลิ๊ป Vdo Flash mob หน้าDSI วันนี้(4-02-54)
ที่มา thaifreenews
โดย prainn
แกนนอนวันอาทิตย์สีแดง บก.ลายจุด
ร่วมกับพี่น้องประชาชนรวมตัวที่หน้ากรมสอบสวนคดีพิเศษ
เพื่อบอกกล่าวให้อธิบดีนายธ่ริต เพ็งดิษฐ์ พึงรู้ว่า
"หน้าที่ของข้าราชการคือรับใช้ประชาชน"
"หน้าที่ของข้าราชการคือรับใช้ประชาชน"
"หน้าที่ของข้าราชการคือรับใช้ประชาชน"
เริ่มเวลาบ่ายโมงเศษวันที่ 4 มีนาคม 2554
ผลพิสูจน์ชี้ชัด โดนยิงหัวยี่สิบศพจากเก้าสิบเอ็ดศพ
ที่มา thaifreenews
โดย Tawan
ผลการชันสูตรศพผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ไม่สงบช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553
มีข้อสังเกตุว่าศพถูกยิงที่ศรีษะมีถึง 20 ศพจากผู้เสียชีวิตทั้งหมด 91 ศพ บ่งบอกถึงอะไร
บ่งบอกว่า ยิงแบบเล็งส่องเป้า ไม่ต้องตีความใดๆอีก แถมเป็นกระสุนจากอาวุธปืนความเร็วสูง ยิ่งชัดเจนเข้าไปใหญ่ จึงสรุปได้ว่า ว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อาวุธปืนความเร็วสูงยิงใส่ประชาชนแบบเล็งส่องเป้า ผิดกฎหมายแน่นอนทั้งผู้สั่งและผู้ปฏิบัติตาม
มาดูรายชื่อผู้ที่ถูกยิงที่ศรีษะทั้ง20คน
ชุดที่1 จากสี่แยกคอกวัววันที10 เมษายน 2553 จำนวน 8 คน
2 นายสวาท วงงาม อายุ 43 ปี ถูกยิงศีรษะด้านบนข้างขวาทะลุขมับซ้าย เสียชีวิตก่อนถึง ร.พ.
6.นายวสันต์ ภู่ทอง อายุ 39 ปี ถูกยิงศีรษะด้านหลังทะลุด้านหน้า เสียชีวิตก่อนถึง ร.พ.
9.นายอำพน ตติยรัตน์ อายุ 26 ปี ถูกยิงศีรษะด้านหลังทะลุด้านหน้า เสียชีวิตก่อนถึง ร.พ.
11.นายไพรศล ทิพย์ลม อายุ 37 ปี ถูกยิงศีรษะด้านหน้าทะลุท้ายทอย เสียชีวิตที่ ร.พ.
20 นายสมิง แตงเพชร อายุ 49 ปี ถูกยิงศีรษะ เสียชีวิตที่ ร.พ.
22 นายบุญธรรม ทองผุย อายุ 40 ปี ถูกยิงหน้าผากซ้ายทะลุศีรษะด้านหลังส่วนบน เสียชีวิตก่อนถึง ร.พ.
25 นายมานะ อาจราญ อายุ 23 ปี ถูกยิงศีรษะด้านหลังทะลุด้านหน้า เสียชีวิตก่อนถึง ร.พ.
ชุดที่2 ช่วงวันที่ 13-19 พฤษภาคม 2553 จำนวน 12 คน
31.พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล อายุ 58 ปี ถูกยิงบริเวณศีรษะ เสียชีวิตที่ ร.พ.
32.นายชาติชาย ชาเหลา อายุ 25 ปี มีแผลเปิดบริเวณท้ายทอย เสียชีวิตที่จุดเกิดเหตุ
43 นายสรไกร ศรีเมืองปุน อายุ 34 ปี แผลที่ศีรษะ เสียชีวิตก่อนถึง ร.พ.
47 นายทิพเนตร เจียมพล อายุ 32 ปี แผลที่ศีรษะ เสียชีวิตก่อนถึง ร.พ.
48 นายสุภชีพ จุลทัศน์ อายุ 36 ปี แผลที่ศีรษะ เสียชีวิตก่อนถึง ร.พ.
50 นายมานะ แสนประเสริฐศรี อายุ 22 ปี แผลถูกยิงที่ศีรษะ เสียชีวิตก่อนถึง ร.พ. (อาสาสมัครป่อเต็กตึ๊ง)
52 นายธันวา วงศ์ศิริ อายุ 26 ปี แผลที่ศีรษะ เสียชีวิตก่อนถึง ร.พ.
57 นายเกรียงไกร เลื่อนไธสง อายุ 25 ปี ถูกยิงที่ศีรษะ เสียชีวิตที่ ร.พ.
61 นายสมชาย พระสุวรรณ อายุ 43 ปี ถูกยิงที่ศีรษะ เสียชีวิตที่ ร.พ.
67 จ.ส.อ.พงศ์ชลิต ทิพยานนทกาญจน์ อายุ 31 ปี ถูกยิงที่ศีรษะ เสียชีวิตที่จุดเกิดเหตุ
73 นายถวิล คำมูล อายุ 38 ปี มีแผลที่ศีรษะ เสียชีวิตก่อนถึง ร.พ.
83 นายนรินทร์ ศรีชมภู บาดแผลกระสุนปืนทำลายสมอง เสียชีวิตที่ ร.พ.
นายไก่อูอ่านระเบียบฉับๆว่าทหารใช้อาวุธจริงได้เพื่อป้องกันตัว ถ้าเอาเฉพาะเหตุการณ์ที่ราชประสงค์แห่งเดียว ปรากฏว่าไม่มีเหตุการณ์ที่ผู้ชุมนุมยิงต่อสู้กับทหารจนทหารเสียชีวิตแม้แต่คนเดียว ที่ตายหนึ่งคนคือทหารอากาศที่พลัดหลงเข้าไปแล้วโดนพวกเดียวยิงกันเองเท่านั้น ส่วนที่แยกสารสินมีบาดเจ็บหรือตายไม่ทราบสาเหตุ 1 คน ตายที่สี่แยกคอกวัวหรือข้างรร.สตรีวิทย์ แค่ 5 คน อ้อ ที่อนุสรณ์สถาน 1 คน รวม 6 คน
ที่น่าตกใจคือทำไมรัฐบาลถึงใช้มาตรการณ์เดียวกับที่สี่แยกคอกวัว คือซุ่มยิงหัวผู้ชุมนุมตายถึง12 คน และอ้างชายชุดดำอีกเช่นเคย
แค่ที่รัฐบาลสลายการชุมนุมด้วยวิธีซุ่มยิงผู้ชุมนุม น่าที่จะอยู่ไม่ได้แล้วผิดร้อยเปอร์เซ็นต์
ใครช่วยเหลือรัฐบาลอยู่ แอ่น แอ้น มาแล้วอมาตยาธิปไตยผู้ยิ่งใหญ่ สั่งผ่านศาลมาแล้ว นี่ไง ลองอ่านคำพิพากษาศาลแพ่งอนุญาติให้ใช้กำลังอาวุธสลายการชุมนุมได้จึงถึงบางอ้อ
" ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยทั้งสองมีคำสั่งห้ามเจ้าหน้าที่ใช้อาวุธสงครามต่อ ประชาชนผู้เข้าร่วมชุมนุมนั้น เห็นว่าข้อเท็จจริงได้ความจากนายคารม พลทะกลาง ทนายความโจทก์ว่าเหตุการณ์ใช้อาวุธต่อบุคคลที่ระบุในคำร้องไม่อาจยืนยันได้ ว่าเป็นการกระทำของฝ่ายใด ประกอบกับการที่เจ้าหน้าที่ดำเนินการสลายการชุมนุมเพื่อให้เกิดความสงบสุขใน บ้านเมือง โดยมีอาวุธติดตัว ซึ่งหากมีความจำเป็นก็สามารถนำมาใช้เพื่อระงับยับยั้งได้ไปตามสถานการณ์ หรือเหตุการณ์เฉพาะหน้า หรือป้องกันตนเองได้ อันเป็นไปตามหลักสากล กรณียังไม่มีเหตุผลอันสมควรและเพียงพอที่จะนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อน พิพากษาตามที่โจทก์ขอมาใช้บังคับได้ จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง"
หลังจากนั้นพวกก็สร้างชายชุดดำไล่ล่าคนเสื้อแดงตามที่อมาตยาธิปไตย เอ้ย ไม่ใช่ ศาลอนุญาตยังไงเล่า
น่าจะมีการสกรีนรูปทหารในเซ็นทรัลเวิร์ดลงเสื้อแดงแล้วใส่กันนะครับ
ที่มา thaifreenews
โดย Yang Wenli


แล้วติดตัวหนังสือโตๆว่า
ใครโขมย?ใครเผา?
แม่ลูกจันทร์ไทยรัฐ ปูด“รัฐบาลเทพประทาน”ชักงบช่วย“คนงานไทย”ใน“ลิเบีย”เข้ากระเป๋า
ที่มา thaifreenews
โดย lovethai
“มันยั่วใจ”
รัฐบาลกำลังเร่งช่วย เหลือแรงงานไทย 20,000 คน ที่ไปขุดทองในประเทศ ลิเบีย ซึ่งได้รับผลกระทบจากสงครามกลางเมืองขับไล่จอมเผด็จการอำมหิต "กัดดาฟี" ให้เดินทางกลับบ้านด้วยความปลอดภัย
ล่าสุดมีแรงงานไทยเดินทางกลับมาแล้วสองพันคน ยังเหลือแรงงานที่ตกค้างในประเทศลิเบียอีกหมื่นกว่าคน และประเทศใกล้เคียงรอกลับบ้านอีกประมาณห้าพันคน
"แม่ลูกจันทร์" ขอเอาใจช่วยพี่น้องแรงงานไทยทุกท่านที่กำลังเผชิญชะตากรรมอยู่ในลิเบีย เพราะส่วนใหญ่ประสบความเดือดร้อนขาดอาหารและน้ำกิน
หนังสือเดินทางสูญหาย ทรัพย์สินส่วนตัวถูกกองกำลังไม่ทราบฝ่ายปล้มสะดม
แรงงานบางกลุ่มก็ถูกนายจ้างลอยแพไม่ดูดำดูดี ต้องเสี่ยงอันตรายกระเสือกกระสนหลบหนีตามยถากรรม
นี่แหละคือชีวิตช้ำๆของพี่น้องผู้ใช้ แรงงานที่ตั้งความหวังว่าจะไปทำงานเก็บเงินมาตั้งตัวก็ต้องกลับบ้านมือเปล่า แถมต้องแบกหนี้สินอีกก้อนโต!!
การที่รัฐบาลเร่งช่วยเหลือแรงงานไทยให้เดินทางกลับบ้านโดยเร็วจึงเป็นเรื่องที่ควรอนุโมทนา
"แม่ลูกจันทร์" ขอย้อนกลับมาโฟกัสงบฉุกเฉิน 746 ล้านบาท ที่รัฐบาลอนุมัติช่วยเหลือแรงงานไทยให้เดินทางกลับบ้านโดยเร็ว
โดยกระทรวงการต่างประเทศจะใช้งบ 403 ล้านบาท เช่าเครื่องบิน เช่าเรือโดยสาร ขนแรงงานไทยที่ยังตกค้างอยู่ในลิเบีย และที่อิตาลี กรีซ ตุรกี อียิปต์ ซึ่งเป็นศูนย์พักพิงชั่วคราว
"แม่ลูกจันทร์" เป็นห่วงว่าจะมีผู้ไม่ประสงค์ดีฉวยโอกาสงาบงบฉุกเฉินกันเพลินอุรา??
เพราะแรงงานบางส่วนบริษัทนายจ้างเป็นผู้รับผิดชอบออกค่าใช้จ่ายเอง
บางบริษัทลงทุนเช่าเหมาเครื่องบินและเรือโดยสารไปรับแรงงานโดยตรง
ระวังจะมีรายการ "มั่วนิ่ม" เอารายชื่อแรงงานกลุ่มนี้ไปเบิกรวมในรายจ่ายงบฉุกเฉินของรัฐบาล
เช่นเดียวกับงบฉุกเฉิน 343 ล้านบาทของกระทรวงแรงงาน ก็มองเห็นช่องโหว่ที่จะรั่วไหลไปเข้ากระเป๋าใครบางคน??
เพราะ ครม.อนุมัติให้กระทรวงแรงงานจ่ายเงินปลอบใจให้แรงงานไทยทุกคน คนละหนึ่งหมื่นห้าพันบาทฟรีๆ
แรงงานสองหมื่นคน แจกคนละหมื่นห้า รวมเป็นเงิน 300 ล้านบาท
นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานจะจ่ายเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายเป็นค่าอาหาร 1 มื้อ และค่ารถกลับบ้านอีก 1,500 บาท ต่อคน
แรงงานสองหมื่นคน แจกเบี้ยเลี้ยงคนละพันห้า ก็ 30 ล้านบาทพอดี
ตรงนี้ถ้าการตรวจสอบไม่รอบคอบรัดกุม ระวังจะมี "บัญชีผี" เบิกงบฉุกเฉินเกินความเป็นจริง
คำถามคาใจ คือเมื่อมีการเหมาจ่ายเบี้ยเลี้ยงค่าอาหารและค่ารถกลับบ้านคนละ 1,500 บาท ให้แรงงานไทยที่เดินทางกลับจากลิเบียทุกคน
เหตุไฉน ยังมีรายการเบิกค่าเช่ารถบัส 5 คัน เป็นเวลา 30 วัน คิดเป็นเงินอีก 3 ล้านบาทโผล่เพิ่มขึ้นมา??
รวมทั้งรายการสุดท้ายที่น่าสงสัยว่าจะเป็นรายการต้มยำหม้อโต
กระทรวงแรงงานตั้งงบรายจ่ายค่าออกข่าวเผยแพร่ความคืบหน้าการช่วยเหลือแรง งานไทยทางสื่อวิทยุ ทีวี 10 ครั้ง ครั้งละห้าแสนบาท
รวมเป็นเงิน 5 ล้านบาทขาดตัว!!
"แม่ลูกจันทร์" ไม่เชื่อว่ามีวิทยุหรือทีวีรับค่าจ้างออกข่าวแรงงานไทยในลิเบีย
แต่ถ้าเป็นเรื่องจริง ก็ขอให้ระบุชื่อให้ ชัดๆว่าสื่อวิทยุคลื่นไหน? ทีวีรายการใด? ที่รับจ้างออกข่าวแรงงานไทยครั้งละห้าแสนบาท ตามที่กระทรวงแรงงานชงเรื่องขออนุมัติ ครม.
นี่ถ้าเรื่องไม่บานทะโร่ออกมาซะก่อน...ก็ไม่รู้ว่างบก้อนนี้จะไหลเข้ากระเป๋าใคร??
แม่ลูกจันทร์
(ไทยรัฐ , 4 มี.ค. 2554)
นักปรัชญาชายขอบ: อภิสิทธิ์ “เบี้ยที่ไร้คุณค่า” (?)
ที่มา ประชาไท
นักปรัชญาชายขอบ
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยข้ออ้างที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ “ต้องการเข้ามาแก้ปัญหาวิกฤตความแตกแยกของคนในชาติ นำสังคมกลับสู่ความสงบสมานฉันท์”
เหตุผลที่เขาย้ำอยู่เสมอว่าเขามีความชอบธรรมที่จะมาทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีเพื่อนำสังคมกลับคืนสู่ความสงบสมานฉันท์ คือ “ผมไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัวแอบแฝง ไม่ได้ทำอะไรเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง แต่ทำเพื่อชาติเพื่อปกป้องสถาบัน”
จะเห็นได้ว่า วิธีอ้างเหตุผลของอภิสิทธิ์เป็นการอ้าง “คุณธรรมส่วนตัว” (เช่น ความซื่อสัตย์) เหนือ “หลักการ” ด้วยความดีส่วนตัวทำให้เขาเห็นว่า เขามีความชอบธรรมที่จะขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี แม้ว่าจะก้าวขึ้นมาด้วยวิธีการผิดหลักการประชาธิปไตยก็ตาม เช่น ใช้ “เส้นสนกลใน” ไปฉก ส.ส.จากพรรคคู่แข่งมาร่วมจัดตั้งรัฐบาล ไปฟอร์มรัฐบาลในค่ายทหาร หรือยอมเป็นรัฐบาลอำมาตย์อุ้ม กระทั่งยอมเป็น “เบี้ย” ให้กับอำนาจเผด็จการจารีต
วิธีคิดที่ว่า ถ้าเป็นคนดีมีคุณธรรมแล้ว (เช่น “สุรยุทธ์เป็นคนดีที่สุด” ฯลฯ) ย่อมมีความชอบธรรมที่จะขึ้นมามีอำนาจรัฐ แม้ว่าการขึ้นมามีอำนาจนั้นจะผิดหลักการประชาธิปไตยก็ตาม ก็คือวิธีคิดเดียวกันกับถ้าเป็นคนเลวหรือไม่มีคุณธรรมแล้วก็สมควรถูกขจัดออกไปจากอำนาจรัฐแม้ด้วยวิธีรัฐประหารก็ตาม
วิธีคิดเช่นนี้คือวิธีคิดที่ยืนยันความชอบธรรมของรัฐประหารขจัดคนเลว และจัดหาคนดีมาปกครองประเทศ ทว่าคนทำรัฐประหารและมีอำนาจจัดหาคนดีคือกลุ่มชนชั้นนำที่อยู่ในเครือข่ายของโครงสร้างหรือที่สนับสนุนโครงสร้างอำนาจเผด็จการจารีตเท่านั้น !
และยิ่งวันเวลาผ่านไปกลุ่มชนชั้นนำดังกล่าวยิ่งแสดงอำนาจเหิมเกริมไม่เห็นหัวประชาชน ยิ่งทำให้เกิดกระแสต่อต้านและเรียกร้องประชาธิปไตยที่ยืนยัน “ระบบที่เป็นประชาธิปไตย” ที่ประชาชนมีเสรีภาพในการปกครองตนเองอย่างแท้จริง ความสงบสมานฉันท์ยิ่งไม่มีทางเป็นไปได้
เมื่อมันเป็นความขัดแย้งในเชิงหลักการและอุดมการณ์ที่แตกต่างอย่างชัดเจน ไม่ใช่เป็นเรื่องความความโกรธกัน เกลียดกัน การที่ใครก็ตามเอาแต่อบรมประชาชนว่า เราเป็นคนไทยด้วยกันต้องรักกัน ต้องสามัคคีกัน ต้องเห็นแก่ชาติบ้านเมือง ฯลฯ ย่อมเป็นการอบรมที่เพ้อเจ้อ
เพราะการสร้างความสงบสมานฉันท์จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมทั้งระบบ คือโครงสร้างอำนาจจารีตจะต้องไม่ขัดแย้งกับระบอบประชาธิปไตย กฎหมายหมิ่นฯ หรือกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตราใดๆ ที่ขัดกับหลักความเสมอภาคในความเป็นมนุษย์ ความเสมอภาคตามกฎหมาย และเสรีภาพที่เท่าเทียมของประชาชน จำเป็นต้องถูกแก้ไขปรับปรุง
แต่ในเบื้องต้นต้องเริ่มการเปลี่ยนผ่านโดยการเข้าสู่กระบวนการประชาธิปไตยก่อนคือการเลือกตั้ง
ทว่าทั้งที่อภิสิทธิ์เป็นเงื่อนไขสำคัญของความขัดแย้ง เพราะเขายอมตัวเป็น “เบี้ย” ของเครือข่ายอำนาจจารีตที่ทำรัฐประหารซึ่งถูกต่อต้านโดยประชาชนที่ต้องการประชาธิปไตย ฉะนั้น การคิดจะขึ้นมาเป็นนายกฯ เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตความขัดแย้งถ้าไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันหลอกตัวเองสุดๆ ก็เป็นเรื่องของการแสดงละครน้ำเน่าสุดๆ
ยิ่งพูดเป็น “แผ่นเสียงตกร่อง” ว่า “พร้อมจะยุบสภาเมื่อบรรยากาศของบ้านเมืองสงบ ปรองดอง” ยิ่งเป็นการพูดที่ไร้สาระ เพราะตัวผู้พูดนั่นเองคือเงื่อนไขของความแตกแยก
อภิสิทธิ์ลงจากอำนาจเมื่อใดเท่ากับเงื่อนไขของความขัดแย้งแตกแยกถูกแก้ไปเปราะหนึ่ง
การอยู่ในอำนาจของอภิสิทธิ์ไม่ว่าที่ผ่านมาหรือต่อไปไม่มีหลักประกันใดๆ ว่าบ้านเมืองจะสงบสุข เหตุการณ์เมษา-พฤษภา 53 คือข้อพิสูจน์ เพื่อรักษาอำนาจของคนที่บอกว่า “ผมไม่มีผลประโยชน์อะไรจากการเป็นนายกฯ” ประชาชนต้องบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก
จะว่าไปแล้วอภิสิทธิ์ก็แทบไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการเป็นนายกฯ เลยจริงๆ เพราะการก้าวขึ้นมาเป็นนายกฯ ดูเหมือนจะง่ายกว่าการลงจากอำนาจ แค่เล่นเกมไม่กี่เกม เช่น ไม่ยอมลงเลือกตั้ง เสนอมาตรา 7 ส่งคนมาร่วมชุมนุมกับพันธมิตร ยอมตัวเป็น “เบี้ย” ของโครงสร้างอำนาจจารีต ก็ได้เป็นนายกแล้ว
แต่การลงจากตำแหน่ง “นายกฯ 91 ศพ” จะลงอย่างไรถึงจะมีชีวิตอย่างปกติสุขในวันข้างหน้า และที่สำคัญกว่านั้นคือจะทำอย่างไรที่จะให้ตัวเองไม่ตกอยู่ในสถานะกลายเป็น “เบี้ยที่ไร้คุณค่า”
แน่นอนว่าอภิสิทธิ์คือ “เบี้ยที่ไร้คุณค่า” มานานแล้ว ในสายตาของประชาชนที่ยืนยันหลักการประชาธิปไตยหรือต่อสู้เพื่อเปลี่ยนผ่านสังคมสู่ความเป็นประชาธิปไตย
แต่ก็น่าฉงนว่า เขาเป็นเบี้ยที่มีคุณค่าจริงๆ ในสายตาของ “ผู้ใช้เบี้ย” หรือเปล่า?
รูปธรรมที่เห็นคือ ในยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ทำให้กองทัพมีอำนาจสุดๆ ตั้งเพิ่มสองกองพลในภาคเหนือและอีสานอย่างง่ายดาย ไม่ต้องพูดถึงอำนาจจัดการความมั่นคงภายใน การได้งบประมาณมหาศาล ปัญหาทุจริตโดยไม่มีการตรวจสอบและเอาผิดอย่างจริงจัง ฯลฯ แต่ทั้งหมดนี้ทำให้อภิสิทธิ์เป็น “เบี้ยที่มีคุณค่า” ในสายตาของ “พวกเขา” จริงหรือ?
เกรงแต่ว่า การยืดเวลายุบสภาออกไปเรื่อยๆ โดยข้ออ้างทื่อๆ เดิมๆ จนเข้าสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจที่กำลังจะมีขึ้น ยิ่งมีโอกาสสูงที่จะทำให้อภิสิทธิ์กลายเป็น “เบี้ยสะบักสะบอม” และอาจกลายเป็น “เบี้ยที่ไร้คุณค่า” ในที่สุด
“เบี้ยอภิสิทธิ์” จึงเป็นบทเรียนของนักการเมืองรุ่นใหม่ที่สอนให้รู้ว่า การยอมตัวเป็น “เบี้ย” ของโครงสร้างอำนาจเผด็จการจารีต โดยอ้างความดีของตนเองอย่างฉาบฉวย ไร้มโนสำนึกรับผิดชอบอย่างจริงจังต่อการปกป้องหลักการประชาธิปไตย และไม่เห็นหัวประชาชนนั้น
สุดท้ายแล้ว ไม่ happy ending อย่างที่คิด !
ใบตองแห้งออนไลน์: อุดมการณ์สื่อ Saga: สถาบันอิศรา 2
ที่มา ประชาไท
มีผู้แสดงความคิดเห็นต่อบทความชิ้นก่อน (คุณเป็ด) ว่าเหมือนผมจับแพะชนแกะ โยนขี้ให้ สสส.เกินไป เพราะการสนับสนุนให้อบรมนักข่าวไม่ใช่เรื่องเสียหาย เรื่องน่าเกลียดเช่นการจัดกอล์ฟไปเที่ยวเมืองนอก หรือปัญหาโครงสร้างค่าตอบแทนของสถาบันอิศรา เป็นปัญหาของสมาคมนักข่าว ไม่ควรโทษแหล่งทุนอย่าง สสส.หรือหมอประเวศ จนทำให้ประเด็นของบทความอ่อนลง
ยินดีรับฟังนะครับ และยอมรับว่าผมเขียนโดยเอา 2 ประเด็นมาพัวพันกัน บางครั้งอาจสับสน ประเด็นแรกคือปัญหาในสมาคมนักข่าวและสถาบันอิศรา ซึ่งถ้าให้พูดกันตรงๆ ก็คือ “มีแนวโน้มจะเกิดความไม่ชอบมาพากลและเล่นพรรคเล่นพวก” แต่เนื่องจากผมอยู่ในฐานะกึ่งคนในกึ่งคนนอก คืออยู่ในวงการ แต่ไม่เคยเกี่ยวข้องสุงสิงกับสมาคม ก็เขียนถึงเท่าที่ได้รับฟัง
อันที่จริงมันมีหลายเรื่องที่พูดได้ไม่เต็มปาก มีข้อมูลข้อครหาที่พุ่งไปยังตัวบุคคลบางคน ในทำนองที่ว่ามันเกิดความไม่ชอบมาพากลขึ้นแล้ว ไม่ใช่แค่ “แนวโน้ม” แต่ผมไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าจริงหรือไม่ ไม่มีพยานหลักฐานที่แน่ชัด จึงต้องเขียนถึงในภาพรวมแบบ “นุ่มๆ” เพื่อกระตุ้นเตือนผู้ที่เกี่ยวข้องกับสมาคมว่าจะต้องมีการเข้มงวดตรวจสอบแล้วนะครับ เพราะเงินมันเยอะ ตั้งแต่ผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการลงมาถึงนักข่าวในพื้นที่ หรือโต๊ะข่าวแต่ละฉบับ ต้องรู้แล้วนะว่างานสมาคมมันไม่ใช่งานอาสาอีกต่อไป แต่มีผลตอบแทน ที่เคยให้นักข่าวมาช่วยงานสมาคมเพราะคิดว่าเป็นงานการกุศล ต้องคิดใหม่ และต้องช่วยกันตามติด เพราะถึงจะไม่ได้เป็นสมาชิกสมาคม มันก็เป็นศักดิ์ศรีหน้าตาของวิชาชีพ (อย่าปล่อยให้เขาบล็อกโหวตกันอยู่ไม่กี่คน แบบล็อบบี้กันภายใน หรือยกทีมจาก นสพ.ฉบับเดียวมา 30-40 คน กรรมการสมาคมนักข่าวต้องได้รับเลือกจากนักข่าวตัวจริงที่ทำข่าวอยู่ในพื้นที่ทุกคน)
ผมจำเป็นต้องเขียนเรื่องนี้เพราะไม่งั้นก็ไม่มีใครเขียน เนื่องจากทุกคนมีความผูกพันมีเพื่อนพ้องน้องพี่มีต้นสังกัด มีพันธะหลายด้าน ทำให้ต้องเกรงใจกัน แต่ผมมีความผูกพันน้อย และอยู่ในสถานะที่ไม่ต้องเกรงใจใคร (ฉะนั้น ใครอยากแฉใครในวงการสื่อ ติดต่อมาได้ ใบตองแห้งยินดีรับงานทั่วราชอาณาจักร ฮิฮิ)
ประเด็นที่สอง เรื่องการให้ทุนของ สสส. ฟังดูอาจไม่ยุติธรรมที่ไปโทษคนให้เงิน คงเพราะผมไม่ได้เน้นว่าการให้เงินของ สสส.เข้าข่าย “สิ้นเปลือง” แม้ฟังดูอาจเข้าทีว่าให้เงินนักข่าวภูมิภาคไปทำข่าวเจาะคนละ 40,000 บาท คุ้มนะครับ ให้น้อยไปด้วยซ้ำ บางโครงการเช่น “ราชดำเนินเสวนา” ก็คุ้ม เพราะให้ข่าวที่ดีให้ความรู้ที่ดี แต่จะใช้เงินซักแค่ไหนเชียวกับการเชิญวิทยากรมาพูดที่สมาคมนักข่าว ไม่ต้องมีเงิน สสส.เราก็ทำได้ เลี้ยงกาแฟแก้วเดียวไม่ต้องมีค่าวิทยากร เราก็ทำกันมาเยอะแล้ว
ฉะนั้นถามว่าเงินตั้ง 14 ล้าน เอาไปใช้อะไร ตรงนี้ผมก็ไม่มีรายละเอียด นอกจากโครงการอบรม บสส. บสก.ที่ว่าใช้ 3 ล้านบาท แล้วอีก 11 ล้านล่ะ ผมอนุมานเอาว่าน่าจะเป็นการจ้างทำวิจัย จ้างนักวิชาการ ให้เงินไปจัดประชุม จัดอบรม จัดเวทีสาธารณะ เป็นค่าเบี้ยประชุม ค่าเดินทาง ค่าที่พัก ฯลฯ ตามสไตล์ สสส.ซึ่งตั้งแต่ก่อตั้งมาจนบัดนี้ คงให้เงินทำวิจัยไปไม่น้อยกว่าพันล้าน แล้วก็เอาผลวิจัยไปกองไว้เป็นตั้งๆ
ขอคัดตรงนี้มาให้ดูดีกว่าว่า โครงการปฏิรูประบบสื่อสารเพื่อสุขภาวะ มูลค่า 14 ล้านกว่าบาท มีเป้าหมายอย่างไรบ้าง
“๑) เกิดองค์ความรู้เกี่ยวกับการดำเนินงานของหนังสือพิมพ์ทัองถิ่นทั่วประเทศกว่า ๓๐๐ ฉบับ และวิทยุท้องถิ่นทั่วประเทศกว่า ๕๐๐ สถานี ภายในระยะเวลา ๑๒ เดือน
๒) กลุ่มผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานในองค์กรสื่อมวลชน ทั้งในส่วนกลางและท้องถิ่น และทั้งในสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ รวมทั้งภาคเครือข่ายอื่นๆ จากภาควิชาการ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม จำนวน ๑๔๐ คน ได้รับการพัฒนาศักยภาพองค์ความรู้ด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและกฎหมาย เป็นระยะเวลา ๓ เดือน และ ๖ เดือน ตามแต่ระดับของผู้เข้ารับการอบรม
๓) กลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนทั้งในส่วนกลางและท้องถิ่นจำนวน ๖๐ คนจะได้รับการเสริมสร้างศักยภาพด้านการสื่อข่าวเชิงสืบสวน ภายในระยะเวลา ๖ เดือน และผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนในท้องถิ่นอีก ๒๐ คนได้มีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้การสื่อข่าวเชิงสืบสวนจากการปฏิบัติจริง โดยมีเป้าหมายให้เกิดเนื้อหาการรายงานข่าวเชิงสืบสวนอย่างน้อย ๒๐ เรื่องออกเผยแพร่ผ่านการพิมพ์เป็นหนังสือและเว็บไซต์
๔) กลุ่มนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนจำนวนประมาณ ๑๐ คนจาก ๑๐ มหาวิทยาลัยจะได้เข้ามาส่วนร่วมในกระบวนการสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับการดำเนินงานของหนังสือพิมพ์ทัองถิ่น และวิทยุท้องถิ่นทั่วประเทศ ขณะเดียวกัน นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนจะเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการสร้างเครือข่ายกับผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนผ่านการประชุมและสัมมนาอีกไม่น้อยกว่า ๑๐๐ คน จาก ๕๐ มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ
๕) กลุ่มนักสื่อสารภาคประชาชนและสื่อมวลชนท้องถิ่น จะได้รับประโยชน์จากเนื้อหาข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาชุมชนและท้องถิ่น เพื่อนำไปเผยแพร่ผ่านวิทยุชุมชน วิทยุท้องถิ่นกว่า ๑,๐๐๐ สถานีทั่วประเทศและหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นอีกกว่า ๑๐๐ ฉบับทั่วประเทศ
๖) กลุ่มองค์กรด้านประชาสังคมและสุขภาวะอื่นๆ จะได้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการสร้างองค์ความรู้สื่อท้องถิ่น ผ่านการประชุมระดมความคิดเห็น และได้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการสร้างเครือข่ายกับผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนผ่านการประชุมและสัมมนาอีกไม่น้อยกว่า 200 คน จากทั่วประเทศ
๗) กลุ่มประชาชนผู้รับสาร จะได้ข้อมูลข่าวสารจากผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนที่ผ่านการพัฒนาศักยภาพด้านองค์ความรู้และทักษะทางด้านวิชาชีพต่างๆ พร้อมทั้งจะได้รับประโยชน์โดยตรงจากข้อมูลข่าวสารที่ผลิตเพื่อนำไปเผยแพร่ผ่านวิทยุชุมชน วิทยุท้องถิ่นและหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นทั่วประเทศ”
ฟังดูสวยหรูไหมครับ แต่ถามว่าเห็นผลอะไรบ้าง จากการดำเนินโครงการระยะเวลา 18 เดือนตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2551 มาถึงเดือนสิงหาคม 2552 ซึ่งเป็นเฟสแรก แล้วยังต่อเฟสที่สองอีก 18 เดือน ตอนนี้เข้าเฟสที่ 3 ไปแล้วมั้ง
ผมก็เห็นแต่ตัวเลข แต่ไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงทางคุณภาพ
นี่คือสไตล์การให้เงินของ สสส.และเครือข่ายหมอประเวศ ที่กลายเป็นสูตรไปแล้วว่า เอาเงินไปจัดเสวนา เอาชาวบ้านมาเสวนา ให้ค่าเบี้ยประชุม ค่าที่พัก ค่าเดินทาง จ้างคนมาเป็นผู้จัดการโครงการ จ้างทำวิจัย แล้วก็เขียนบทสรุปสวยหรูให้เข้ากับทฤษฎีชุมชนนิยม โดยไม่เคยตรวจสอบเลยว่าค่าใช้จ่ายเพื่อ “งานนามธรรม” เหล่านี้ มันได้มรรคผลที่แท้จริงอย่างไรหรือไม่
ถ้าเราเชื่อว่าวิธีการจ้างคนเสวนาสามารถเปลี่ยนแปลงประเทศไทยได้ ทำไมกระทรวงศึกษาจัดอบรมเสวนาครู บังคับให้ครูทำรายงานประกอบการเลื่อนขั้นมา 20-30 ปีแล้วจึงปฏิรูปการศึกษา ยกระดับคุณภาพครูไม่สำเร็จ
ให้ตายเถอะ ไม่อยากทุบหม้อข้าวเพื่อนพ้องเลย แต่ผมจะบอกว่า ถ้าอยากพัฒนาคุณภาพนักข่าวให้ได้ผล ให้เงินแค่ปีละ 5-6 ล้านบาทแล้วเน้นโครงการเนื้อๆ ที่ได้ผลเป็นจริงก็พอ (ที่เหลือตัดมาให้ประชาไทดีกว่า ฮิฮิ)
แต่ความที่ สสส.มีเงินเยอะจนไม่รู้จะใช้อะไร และความที่ สสส.มักจะให้เงินเฉพาะองค์กรที่คุ้นเคยไว้วางใจกัน ก็เลยให้เงินตะบี้ตะบันโดยไม่ตรวจสอบผลลัพธ์อยู่อย่างนี้
ถ้ามันเป็นโครงการไกลปืนเที่ยง ไกลหูไกลตา แล้วมีปัญหาเรื่องการใช้เงิน ก็คงพูดได้ว่าอย่าโทษ สสส. แต่โครงการของสถาบันอิศราไม่ใช่อยู่ไกลหูไกลตา เพราะบอกแล้วว่าตัวตั้วตัวตีก็คือ รศ.วิลาสินี อดุลยานนท์ ผู้อำนวยการสำนักรณรงค์และสื่อสารสาธารณะเพื่อสังคม สสส.(และเป็นภริยารองผู้จัดการ สสส.อีกตำแหน่งหนึ่ง) ผู้คลุกคลีตีโมงกับสมาคมนักข่าวมาเนิ่นนาน
นอกจากนี้ โครงสร้างค่าตอบแทน ก็เป็นโครงสร้างที่ผ่านการอนุมัติของ สสส. การจ้างผู้จัดการโครงการเงินเดือนแพงทั้งที่มีงานประจำอยู่ ทำไม สสส.จะไม่รู้ แต่ สสส.ทำอย่างนี้กับหลายโครงการ (ได้ข่าวว่า Media Monitor ก็กำลังถูกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของ สสส.เพ่งเล็งว่าค่าจ้างแพงเกินไป)
ผมยังได้ยินเรื่องเล่าอีกเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับสมาคมนักข่าวและสถาบันอิศรา บอกว่าโครงการรณรงค์ด้านสาธารณสุขของ สสส.โครงการหนึ่ง มีนักข่าว 5-6 คนรวมหัวรับไปทำ โดยตั้ง nominee ขึ้นมาเป็นผู้จัดการโครงการ ได้เงินไปแบ่งกัน โครงการนี้ประสบความสำเร็จมาก เป็นข่าวตลอด เพราะนักข่าวแต่ละสำนักช่วยกันผลักดันให้หัวหน้าลงข่าว อย่างน้อยก็ได้ลงเว็บไซต์
เรื่องแบบนี้ถ้าเป็นบริษัทเอกชน ก็คือสื่อรับซอง แต่พอเป็น สสส.พอเป็นการรณรงค์เรื่องสุขภาพ มันกลับกลายเป็นรับทรัพย์อย่างชอบธรรม ถามจริงว่า สสส.ไม่รู้ หรือ สสส.เกรงใจนักข่าว
ผมจึงเรียกร้องมาหลายครั้งแล้วว่า สสส.ให้เงินใครไปทำอะไร ควรเปิดเผยตัวเลขให้ชัดเจนลงเว็บไซต์ และเชื่อมต่อไปถึงแต่ละองค์กร แจกแจงรายละเอียดว่าคุณใช้เงินทำอะไรบ้าง มีการประเมินผลไหม ได้ผลอย่างไร เช่น สถาบันอิศรา ควรเปิดเผยข้อมูลข่าวสารว่าที่ได้เงินมา 2 เฟส เอาไปทำอะไรบ้าง แจกแจงให้ละเอียดยิบ เพื่อสาธารณชนและคนในวงการสื่อด้วยกัน ประเมินผลได้ว่ามันคุ้มค่าไหม
นอกจากนี้ การใช้เงินของ สสส.มันไม่ควรจะเป็นการเอาเงินไป “สร้างเครือข่าย” ที่มีความคิดเห็นเหมือนตัวเองหรือเหมือนหมอประเวศ แบบที่ทำให้สมาคมนักข่าวกลายเป็นกระบอกเสียงของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย แลกกับการให้เงินช่วยเหลือ หรือแบบที่เอาเงินไปซื้อโฆษณาหนังสือพิมพ์ต่างๆ เพื่อให้ลงข้อเขียนสนับสนุนแนวคิดหมอประเวศ
สสส.ต้องเปลี่ยนความคิดตัวเองว่า “ไม่ว่าแมวสูบบุหรี่หรือไม่สูบบุหรี่ก็จับหนูได้เหมือนกัน” คือถ้าใครเขาจะทำอะไรที่สร้างสรรค์ ต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพ แม้คิดคนละแนวทาง แม้คิดไม่เหมือนหมอประเวศ ก็ต้องให้การสนับสนุน อย่าทำตัวแบบชินคอร์ปสมัยทักษิณเป็นนายกฯ ใครด่าพ่อกูก็ตัดงบโฆษณา
จุ๊ จุ๊ ข้อมูลใหม่
เขียนไปไม่ทันข้ามวัน งานเข้าอีกแล้ว มีผู้ประสงค์ดีส่งข้อมูลมาให้ทันที ว่าสถาบันอิศรากำลังเสนอ “โครงการพัฒนาศักยภาพด้านองค์ความรู้ในเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และกฎหมาย ที่จำเป็นแก่ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง” ซึ่งก็คือการอบรม บสส.บสก.และ บสต.ในเฟสที่สาม โดยครั้งนี้เสนอของบประมาณถึง 9 ล้านบาทเศษ เฉพาะโครงการนี้โครงการเดียว
แน่นอนว่างานนี้ไม่มีทัวร์นอกอีก เพราะความแตกแล้ว แต่ก็มีข้อท้วงติงจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของ สสส.ว่าวงเงินสูงเกินไป ไอ้ที่ทำมาตั้งแต่ปี 2551 ยังไม่มีการประเมินผลเลย ทั้งที่ปกติต้องประเมินผลแล้ว (อ้าว ไม่รู้จักฐานันดรที่สี่ซะแล้ว) นอกจากนี้ก็ยังไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนในการเลือกผู้เข้าอบรมว่าเลือกใครและอย่างไร
ลืมบอกรายละเอียดไปนะครับว่า บสส.รุ่น 1 เขากำหนดคุณสมบัติไว้ว่า สื่อระดับหัวหน้าข่าวถึงบรรณาธิการ 25 คน นักวิชาการระดับหัวหน้าภาควิชาขึ้นไป 5 คน ผู้บริหารองค์กรพัฒนาเอกชนตั้งแต่ผู้จัดการขึ้นไป 5 คน ผู้บริหารองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระและเอกชนตั้งแต่ ผอ.ขึ้นไป 5 คน รวม 40 คน
ส่วน บสก.กำหนดว่า สื่อระดับรีไรเตอร์ถึงผู้ช่วยหัวหน้าข่าว 30 คน นักวิชาการอายุงานสิบปีขึ้นไป 5 คน ผู้บริหารองค์กรพัฒนาเอกชนระดับหัวหน้าโครงการขึ้นไป 5 คน ผู้บริหารองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระและเอกชนตั้งแต่หัวหน้าแผนกขึ้นไป ฝ่ายละ 5 คน รวม 50 คน
เฟสใหม่นี่ได้ข่าวว่าจะตัดพวก NGO ออก แต่ไปเพิ่มด้านไหนผมไม่รู้ จะเลือกคนเข้าอบรมด้วยวิธีไหนก็ไม่รู้ โดยเฉพาะภาคเอกชนที่เป็นตัวปัญหา
เรื่องสำคัญคือ การอบรม บสส.บสก.ที่ผ่านมา กลายเป็นดาบทิ่มอก สสส.เข้าอย่างจัง เพราะสถาบันอิศราไปเอากรรมการแพทยสภาเข้ามาอบรมด้วย นั่นคือนาวาเอก (พิเศษ) น.พ.อิทธิพร คณะเจริญ รองเลขาธิการแพทยสภา เข้ามาอบรม บสก.และนาวาโท น.พ.ธนาธิป ศุภประดิษฐ์ กรรมการแพทยสภา กรรมการผู้จัดการ ร.พ.ปิยะเวท อบรม บสส.รุ่น 2 เป็นเลขานุการรุ่นซะด้วย
ถามว่าเป็นคนของแพทยสภาผิดตรงไหน ไม่ผิดหรอกครับ แต่ไม่ใช่แพทยสภาหรือที่เป็นตัวตั้งตัวตีค้าน ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการบริการสาธารณสุข ที่เครือข่ายหมอประเวศเองสนับสนุน โดยหมอธนาธิปและหมออิทธิพรเป็นตัวตั้งตัวตีมีบทบาทสำคัญ
การอบรม บสส.และ บสก.จึงสร้าง “คอนเนคชั่น” ระหว่างแพทยสภากับนักข่าว หมอสองคนนี้เดินเข้านอกออกในสมาคม สนิทสนมกับหัวหน้าข่าว บก.ข่าว ไปทั่ว
การอบรม บสก.ยังเกิดกรณีงามหน้า เมื่อชมรมผู้บริหารสื่อมวลชนระดับกลาง จัดสัมมนาหลักสูตร “ผู้สื่อข่าวสาธารณสุขมืออาชีพ ครั้งที่ 1” ร่วมกับแพทยสภาและสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ หรือ “พรีม่า” พูดง่ายๆ ก็สมาคมบริษัทยานั่นละครับ แถมเป็นบริษัทยาข้ามชาติด้วย
งานนี้จัดที่บ้านผางามรีสอร์ท ปราจีนบุรี (ติดวังน้ำเขียว) วันที่ 18-20 มิ.ย.ปีที่แล้ว เขาบอกว่าจัดสัมนนาให้กับสื่อมวลชนและนักประชาสัมพันธ์ขององค์กรที่เกี่ยวข้อง อาทิ บริษัทยาต่างๆ ที่มีความสนใจ (ใครไม่สนใจก็บ้าแล้ว)
การสัมมนาครั้งนิ้ นักข่าวทั้งหลายได้เข้ารับฟังข้อมูลจากแพทยสภา และตัวแทนบริษัทยา ซึ่งได้ข่าวว่ามีการอัดเครือข่ายประชาสังคมที่เสนอร่าง พรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ ไปหลายดอก รวมทั้งโจมตีเรื่องการทำ CL ยา ทั้งในและนอกรอบ
หลังจากนั้นเมื่อเดือนธันวาคมนี่เอง ชมรมผู้บริหารการสื่อสารมวลชนระดับกลาง ได้ร่วมกับพรีม่า และแพทยสภา เผยแพร่คู่มือสื่อมวลชนกับงานข่าวสุขภาพ 2553 ซึ่งมีเนื้อหาตามความต้องการของพรีม่าและเหล่าแพทย์พาณิชย์ เผยแพร่ให้ผู้สื่อข่าว องค์กรสื่อ คณะนิเทศศาสตร์และวารสารศาสตร์ต่างๆ

มีข่าวว่า พรีม่ายังเป็นสปอนเซอร์รายสำคัญช่วยควักกระเป๋าให้ผู้เข้าอบรม บสก.ไปทัวร์เกาหลีตามที่เล่าไปแล้ว จริงหรือไม่ สถาบันอิศราช่วยตอบที
บริษัทยาเข้าถึงนักข่าว เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ แพทย์ชนบททราบแล้วเปลี่ยน
ใบตองแห้ง
5 มี.ค.54
ป.ล.มีคนถามว่ารู้เรื่องมูลนิธิอิศรา อมันตกุล ส่งนักข่าว 3 คน นักวิชาการ 1 คนไปอบรมที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซินไหม ทำไมต้องไปรับเงินอุดหนุน 3 แสนบาทจากชาตรี โสภณพนิช แห่งแบงก์กรุงเทพ มีภาพมีข่าวลงในสื่อหลายฉบับราว 2 เดือนที่ผ่านมา
เรื่องนี้สอบถามให้แล้วนะครับ ‘จารย์ป๋อง พงษ์ศักดิ์ พยัฆวิเชียร ประธานมูลนิธิ ท่านเป็นตัวตั้งตัวดีในฐานะศิษย์เก่าวิสคอนซิน ติดต่อจนได้ทุนมา คนได้ไปก็เป็นนักข่าวที่ได้รับรางวัล ไม่มีข้อครหา แต่คำถามที่ว่าทำไมต้องรับเงินเอกชนและจะเป็นหนี้บุญคุณกันหรือไม่ ก็ตอบยาก เพราะเอกชนเหล่านี้ก็บริจาคเงินการกุศลผ่านสื่อต่างๆ ให้เห็นกันประจำปริศนาธรรมพินัยกรรมหลวงตาบัว-พุทธทาส
ที่มา Thai E-News
พาดหัวหนังสือพิมพ์ข่าวสดฉบับวันที่ 5 มีนาคมระบุนับล้านคนเข้าร่วมพิธี(ภาพบน) อย่างไรก็ดีหนังสือพิมพ์ในแนวตลาดอีกฉบับคือไทยรัฐพาดหัวว่านับแสนร่วมอาลัย(ภาพล่าง) แต่ไม่ว่าจะแสนหรือล้านคน ก็นับว่าเป็นจำนวนมากมหาศาล
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
5 มีนาคม 2554
ในวันนี้เวลาราว 17.00 น. สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชทานเพลิงศพพระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน)ณ วัดป่าบ้านตาด โดยโทรทัศน์ช่อง11ถ่ายสดสู่ชาวพุทธทั่วประเทศ สื่อมวลชนรายงานว่ามีชาวพุทธจะเข้าร่วมการพระราชพิธีจำนวนมหาศาล แม้รายงานไม่ตรงกันนัก เช่น หนังสือพิมพ์ข่าวสดพาดหัวว่านับล้านคน ขณะที่ไทยรัฐรายงานว่านับแสนคน
ในประเทศไทยนั้นพระที่นับได้ว่าเป็นอริยสงฆ์ที่เคยมีพิธีศพเป็นที่รู้จักกันมากนอกจากกรณีหลวงตาบัว วัดป่าบ้านตาดแล้ว ในอดีตก็คือพิธีศพของท่านพุทธทาสภิกขุ
พิธีศพของพระอริยสงฆ์ทั้งสองท่านน่าจะทิ้งปริศนาธรรมบางประเด็นไว้ให้สาธุชนได้พิจารณาโดยแยบคายอยู่บ้างดอกกระมัง..
พินัยกรรมท่านพุทธทาส

สมุดภาพ “ช่วงสุดท้ายแห่งชีวิตของพุทธทาสภิกขุ” ซึ่งจัดทำโดย มูลนิธิโกมลคีมทอง มูลนิธิเด็ก และสวนสร้างสรรค์นาคร-บวรรัตน์ จัดพิมพ์ครั้งที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๓๗ เกี่ยวกับการทำพินัยกรรมของพระธรรมโกศาจารย์ พุทธทาสภิกขุ อินทปัญโญ เมื่อวันที่ ๒๘ มี.ค. ๓๖ ณ วัดธารน้ำไหล สวนโมกขพลาราม อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี
ในปีเดียวกันก่อนที่ท่านจะมรณภาพในวันที่ ๘ ก.ค. ๓๖ โดยกล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการทำพินัยกรรม เพื่อให้เป็นไปตามพระอริยวินัย ดังต่อไปนี้
-ในเรื่องการจัดการศพให้เป็นไปตามธรรมดาที่สุด นอกเหนือจากการกำหนดผู้จัดการศพ (พระครูปลัดศีลวัฒน์ - โพธิ์ จันทสโร)
-ให้ละเว้นการขอพระราชทานโกฐและทำพิธีอย่างอื่นนอกจากที่กำหนดไว้ในพินัยกรรม
-ให้เก็บศพในโลง ปิดมิดชิด ละเว้นการเปิดดู ละเว้นพิธีรดน้ำศพ ละเว้นการฉีดยาศพ ละเว้นพิธีสวดศพ
-และให้เผาศพใน ๓ เดือน หรือถ้าจำเป็นก็ไม่เกิน ๑ ปี โดยจัดการอย่างง่ายที่สุด ไม่จัดงานพิธี
-ให้เผาศพในบริเวณเขาพุทธทอง กระดูกทั้งหมดให้นำไปเก็บไว้ในที่ที่ทำไว้ในศาลาธรรมโฆษณ์แห่งเดียว และเทซีเมนต์ทับ
-กำหนดให้แบ่งเถ้ากระดูกออกเป็น ๓ ส่วน คือ


พุทธบริษัทนำเถ้าอัฐิท่านพุทธทาส1ใน3ส่วนไปโปรยลงที่ต้นน้ำตาปี(ภาพจากสมุดภาพ ช่วงสุดท้ายแห่งชีวิตของพุทธทาสภิกขุ)
นำไปโปรยที่ช่องอ่างทอง อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ส่วนหนึ่ง
นำไปโปรยที่ต้นแม่น้ำตาปี เขาสก อ.พนม จ.สุราษฎร์ธานี ส่วนหนึ่ง
และนำไปเก็บไว้บนเขาประสงค์ อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี ส่วนหนึ่ง
พินัยกรรมหลวงตาบัว วัดป่าบ้านตาด

สื่อมวลชนรายงานถึงพินัยกรรมหลวงตาบัว วัดป่าบ้านตาด ดังต่อไปนี้
“พินัยกรรมฉบับนี้ทำที่วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี ทำเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ.2543 ข้าพเจ้าพระธรรมวิสุทธิมงคล (พระมหาบัว ญาณสัมปันโน) อายุ 87 ปี พำนักอยู่ที่วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี ขอทำพินัยกรรมฉบับนี้เพื่อให้ทราบว่า เมื่อข้าพเจ้ามรณภาพแล้ว ให้จัดการทรัพย์สินและทำงานศพข้าพเจ้าดังนี้
- 1.บรรดาทรัพย์สินที่มีอยู่แล้วในขณะที่ข้าพเจ้ามรณภาพ และบรรดาทรัพย์สินต่าง ๆ ที่จะได้รับบริจาคในงานศพของข้าพเจ้าให้จัดการดังนี้
1.1 ส่วนที่เป็นทองคำให้หลอมเป็นทองคำแท่ง
1.2 ส่วนที่เป็นเงินไม่ว่าจะเป็นเงินสกุลใดให้นำเข้าซื้อทองคำแท่ง
ให้นำทองคำแท่งทั้ง ข้อ 1.1 และ 1.2 ไปมอบให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อใช้เป็น เงินทุนสำรองเงินตราของฝ่ายบำบัดธนาคารแห่งประเทศไทย โดยข้าพเจ้าไม่มีเจตนาที่ใช้บุคคลใดหรือคณะบุคคลใดนำไปใช้ในงานอันใด นอกจากใช้เป็นเงินทุนสำรองของประเทศ
- 2.ให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นจัดงานศพและจัดการดูแลทรัพย์สินทั้งปวงที่มีอยู่ในขณะมรณภาพและที่จะได้รับบริจาคในงานศพของข้าพเจ้าโดยให้ดำเนินการอย่างเปิดเผยและดำเนินการตามเจตนาของข้าพเจ้าระบุไว้ในข้อ 1.
- 3.ให้คณะกรรมการตามข้อ 2 จำนวน 9 คน ประกอบด้วย 1.พระอาจารย์ฝัก สันติธรรมโม (มรณภาพแล้ว) 2.พระอาจารย์อินทร์ถวาย สันตุสสโก 3.พระปัญญา วัตโก 4.พระอาจารย์วันชัย วิจิตโต 5.องคมนตรี ดร.เชาวน์ ณ ศีลวัน 6.นายศิริ คูสกุล 7.ม.ร.ว.ทองศิริ ทองแถม 8.พ.ต.อ.กฤษดา บูรณพานิช 9 พ.ต.ประชัย
- 4.ข้าพเจ้าขอตั้งให้พระสุดใจ ทันตมโน เป็นผู้จัดการมรดกของข้าพเจ้า พินัยกรรมฉบับนี้ทำไว้ 3 ฉบับ มีข้อความถูกต้องตรงกัน เก็บไว้ 3 แห่งคือ ฉบับแรกที่วัดป่าบ้านตาด ฉบับที่ 2 เก็บไว้ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาอุดรธานี ฉบับที่ 3 เก็บไว้ที่ธนาคารกสิกรไทยสาขาอุดรธานี
พินัยกรรมฉบับนี้ทำขึ้นด้วยความสมัครใจของข้าพเจ้าและข้าพเจ้ายังมีสติสัมปชัญญะดีทุกอย่าง จึงชื่อไว้ต่อหน้าพยาน
ลงชื่อ พระมหาบัว ญาณสัมปัญโญ (พระธรรมวิสุทธิมงคล)

คณะสงฆ์ศิษย์หลวงตามหาบัวหลายพันรูป อัญเชิญหีบศพหลวงตาขึ้นสู่จิตกาธาน โดยวันที่ 5 มี.ค. สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถจะเสด็จฯ ไปทรงเป็นประธานพิธีพระราชทานเพลิง(ภาพและคำบรรยาย:ข่าวสด 5 มีนาคม 2554)
ข่าวสดรายงานว่า มีผู้ศรัทธา เตรียมผอบทองคำประดับเพชร เพื่อนำมาใส่อัฐิขององค์หลวงตา แต่พระวัดป่าบ้านตาดชี้แจงว่าไม่ใช่ความประสงค์ของหลวงตาบัว
และนำอัฐิธาตุหลวงตาแจกจ่ายให้วัดสาขา ที่มีอยู่ประมาณ 130 แห่ง นำไปบูชา นอกจากนี้จะเก็บไว้วัดป่าบ้านตาดจำนวนหนึ่ง เพื่อบรรจุในเจดีย์ที่ทางวัดเตรียมจัดทำขึ้น โดยเจดีย์นี้จะสร้างครอบเมรุเผาศพหลวงตามหาบัว เพื่อเป็นที่ระลึก และให้พระสงฆ์ ตลอดจนพุทธศาสนิกชนกราบไหว้สืบไป"
ในวันที่ 5 มี.ค. เวลา 15.00 น. สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต ไปยังท่าอากาศยาน กองบัญชาการกองทัพอากาศ เวลา 15.30 น. ประทับเครื่องบินพระที่นั่งไปยังท่าอากาศยานทหาร กองบิน 23 อ.เมือง จ.อุดรธานี เวลา 16.30 น. ประทับรถยนต์พระที่นั่งไปยังวัดเกษรศีลคุณ เวลา 17.00 น. สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชทานเพลิงศพพระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน) ณ เมรุชั่วคราววัดเกษรศีลคุณ บ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี
สถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศ



