WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, March 6, 2011

สุนัขดมกลิ่นดีกว่าGT200 ปฏิบัติงานดีกว่าเจ้าหน้าที่ ไม่อู้ ไม่โกง ไม่กิน ไม่แย่งตำแหน่ง

ที่มา Thai E-News


โดย ปะแด งา มูกอ
6 มีนาคม 2554

เห็นคำสัมภาษณ์ของ ฯพณฯท่าน ถาวร เสนเนียม (มท.3) แล้วทำให้นึกถึง ฯพณฯท่าน มิสเตอร์ด๊อก ที่ถูกบล็อกหน้าที่ในการปฏิบัติงานคมกลิ่นวัตถุระเบิดและยาเสพติดในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเจ้าเครื่องมือไฮเทคโนโลยีที่ทันสมัย GT200 ที่ได้กลายเป็นไม้ล้างป่าช้าไปเรียบร้อยแล้วในราคาเครื่องละ ตั้งแต่ 800,000 – 1,600,000 บาท โอ้....!!!! พระเจ้า

ภาพแม่ร่ำไห้กอดศพพระที่เสียชีวิต ทั้งนี้ความรุนแรงในชายแดนภาคใต้ยังมีมาต่อเนื่องนับแต่ปี2547เป็นต้นมา ล่าสุดมีการสังหารพระสงฆ์ที่อ.โคกโพธิ์ ปัตตานี ก่อความปริร้าวยิ่งขึ้นระหว่างผู้ที่ต่างศาสนา ก่อนหน้านี้เกิดเหตุสังหารอิหม่ามขึ้น ทางการไทยกล่าวว่า ผู้ปฏิบัติการประสงค์ให้เกิดความแตกแยกไม่ไว้วางใจกันระหว่างชาวพุทธกับมุสลิม(ภาพข่าว:REUTERS)


ผมสงสัยไอ้คำว่า “เจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่มีความชำนาญพิเศษในการตรวจค้นและตรวจสอบสิ่งผิดปกติ” ไม่ทราบว่าข้อสงสัยของผมมันจะผิดหรือเปล่าว่า เจ้าหน้าที่ดังกล่าว ได้ผ่านหลักสูตรการดมกลิ่นมาเรียบร้อยแล้ว มันอาจจะเป็นจริงตามข้อสงสัยของผมก็ได้ เพราะประเทศมหาอำนาจบางประเทศ เขาได้เชิญบรรดาท่านมิสเตอร์ด๊อกที่เชี่ยวชาญการรบ มาเป็นครูฝึกสอนให้แก่บรรดาทหารหาญประจำหน่วยรบในประเทศนั้น (ไม่แน่ผมอาจถูกจะหลอกในข้อมูลข่าวสารเหมือนกับกรณีส่งสตรีมุสลิมภาคใต้ไปฝึกอาวุธที่ต่างประเทศ ที่กองทัพภาค 4 ถูกหลอกมาแล้ว ก็อาจป็นได้)

ประเด็นที่มีการถกเถียงกัน รวมถึงการตั้งข้อสงสัยว่า ทำไม...??? เจ้าหน้าที่ในสามจังหวัดชายแดนใต้และบรรดาผู้บริหารประเทศที่มีหน้าที่รับผิดชอบ จึงไม่ใช้สุนัขดมกลิ่น ในการช่วยงานดมกลิ่นค้นหาวัตถุระเบิดหรือยาเสพติดในพื้นที่ต้องสงสัย รถยนต์ต้องสงสัย รถจักรยานยนต์ต้องสงสัย และบุคคลต้องสงสัย

ก่อนอื่นต้องยอมรับว่า การดมกลิ่นของสุนัขที่ได้การฝึกมาอย่างดีนั้น ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของมันต้องขอยอมรับ แบบว่าพลาดน้อนมาก (นอกจากไปแกล้งมันหรือทำให้มันแขว เช่น ไปเอากระเทียม,พริกไทย,กะปิ เครื่องแกงทั้งน้าน ไปทาหรือไปโรยที่วัตถุระเบิดหรือถุงใส่ยาเสพติด นี่แหล่ะที่ทำให้ มิสเตอร์ด๊อกของผมมันเพี๊ยนไป) นอกนั้นแล้วเสร็จโก๋หมดล่ะครับ GT200 ยังหงายเก๋งมาแล้วในการตรวจสอบความแม่นยำ

ในเมื่อทราบและยอมรับถึงความเก่งกาจและความแม่นยำของเจ้าสุนัขดมกลิ่นกันแล้ว แล้วทำไมถึงไม่ใช้งานมันเพื่อให้เกิดประโยชน์ นี่แหล่ะครับที่ต้องมาทำความเข้าใจกัน

ประเด็นแรก (สำคัญมากๆ) มีการพูดถึงความละเอียดอ่อนของศาสนาอิสลาม การปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัดของพี่น้องชาวไทยมุสลิม ที่เชื่อมโยงไปถึงสัตว์ 2 ชนิด คือสุนัข และสุกร ที่ยอมรับไม่ได้หรือพูดง่ายๆว่า “ไม่ชอบ” ประเด็นนี้ผมต้องขอประทานโทษด้วยครับว่า เพราะเหตุใด ท่านใดที่ทราบความเป็นมาในเรื่องดังกล่าวช่วยกรุณาแนะนำ หรือชี้แจงแถลงไข เพื่อเป็นวิทยาทานด้วยน่ะครับ

แต่เท่าที่เคยพูดคุยกับเพื่อนๆทั้งผู้อาวุโสชาวไทยมุสลิมหลายๆท่าน ท่านให้ความคิดเห็นที่ดีมาก ท่านบอกว่า
“เรื่องปัญหาชอบหรือไม่ชอบ เกลียดหรือไม่เกลียด สัตว์ทั้งสองชนิดนั้น ไม่ใช่ปัญหาสำคัญ แต่ที่สำคัญถ้าเจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิบัติงานในพื้นที่และรัฐบาลที่กุมนโยบาย มีความจริงใจและบริสุทธิ์ใจจริงในการแก้ไขปัญหาไฟใต้ และต้องการให้ประชาชนในพื้นที่ปลอดภัยทั้งชีวิตและทรัพย์สินจริง เรื่องการใช้สุนัขดมกลิ่นถือเป็นเรื่องไร้สาระไปเลย ขอได้โปรดอย่านำเอาประเด็นเรื่องหมาๆมาเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่โดยอ้างถึง ความละเอียดอ่อน อีกเลย”


เอาล่ะครับเมื่อถึงตอนนี้ ท่านบรรดาทหารหาญและรัฐมนตรีปัญญอ่อนทั้งหลาย ท่านจะแก้ไขในเรื่องนี้อย่างไร จะใช้สุนัขดมกลิ่น หรือจะใช้เจ้าหน้าที่ชำนาญพิเศษในการปฏิบัติงานเกี่ยวกับปัญหาเรื่องระเบิดและยาเสพติด

ผมขอแนะนำว่า น่าจะลองทำงานหรือปฏิบ้ติงานแข่งกันดู ระหว่างพี่หมากับพี่ทหารตำรวจของผม ว่าใครจะเจ๋ง กว่าใคร ใครแพ้ก็ให้ไปกราบผู้ชนะ ท่านว่าดีไหม....???????

ทนายประเวศ ฟันธง มาตรา 112 ถูกใช้เป็นเครื่องมือของรัฐทำลายฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง

ที่มา Thai E-News

โดย ประเวศ ประภานุกูล
6 มีนาคม 2554

ประเวศ ประภานุกูล คือทนายความอาวุโสที่ดูแลคดี "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" โดยเฉพาะคดีของดารณี ชาญเชิงศิลปกุล ถือได้ว่าเป็นทนายที่ศึกษาและเข้าใจเกี่ยวกับประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 อย่างลึกซึ้งมากที่สุดคนหนึ่งของเมืองไทย

เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ทำลายล้างผู้มีความคิดเห็นต่างจากผู้มีอำนาจรัฐ

ที่สำคัญได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการปิดปากประชาชนผู้มีความเห็นต่างจากผู้กุมอำนาจรัฐไม่ให้แสดงความคิดเห็น

การใช้ถ้อยคำที่กำกวม คลุมเคลือ อย่างเช่น "ดูหมิ่น" ทำให้ง่ายต่อการขยายความกฎหมาย เป็นการขยายความกฎหมายทั้งๆที่หลักกฎหมายอาญาต้อง "ตีความโดยเคร่งครัด"

หลักกฎหมายอาญาได้ถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิงจากการขยายความกฎหมายมาตรานี้ ตัวอย่างที่เห็นชัดของการขยายความ คือ การไม่ลุกขึ้นยืนขณะมีการเปิดเพลงสรรเสริญพระบารมี เป็นความผิดตามมาตรานี้เป็นการยืนยันความผิดโดยคำพิพากษาศาลฎีกา ศาลซึ่งได้ชื่อว่า ทำงานในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์

การขยายความให้การ ไม่ลุกขึ้นยืนขณะมีการเปิดเพลงสรรเสริญพระบารมี เป็นความผิดตามมาตรานี้ เท่ากับการขยายความมาตรานี้ให้มีความหมายว่า การไม่แสดงความเคารพ เท่ากับ ดูหมิ่น จะตีความหมายเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากว่า เป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคนที่ต้องแสดงความเคารพให้กับ "เพลงสรรเสริญพระบารมี" โดยการฝ่าฝืนไม่แสดงความเคารพมีโทษสูงถึงจำคุก 15 ปี

สิ่งที่ตามมาและน่าสนใจกว่าในความเห็นของผม คือ ทำไมถึงต้องเปิดเพลงสรรเสริญพระบารมี ในโรงภาพยนต์ ทำไมต้องเปิดเพลงนี้พร้อมกับฉายภาพพระบรมฉายาลักษณ์ ก่อนทำการฉายภาพยนต์

โรงภาพยนต์ คือ สถานที่ที่คนเข้าไปพักผ่อน หาความสำราญ หาความบันเทิง การเปิดเพลงสรรเสริญพระบารมี แล้วบังคับทุกคนที่เข้าไปชมภาพยนต์ให้ต้องลุกขึ้นยืน ไม่ใช่การละเมิดสิทธิ์ของผู้ที่ต้องการชมภาพยนต์??

เคยมีการถามความความเห็นประชาชนก่อนมั้ยว่า เขาต้องการให้เปิดเพลงก่อนดูภาพยนต์หรือไม่

นี่คือสิ่งที่สมควรมีและเกิดขึ้นในประเทศที่ประกาศตนว่า มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย??


*************

รายละเอียดเพิ่มเติม
กรณีดารณี ชาญเชิงศิลปกุล LM Watch

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

นิติธรรมร่ำไห้ แม้ศาลอุทธรณ์ชี้ขาดไม่มีโทษติดตัว แต่ไม่ให้ประกัน ไม่ปรานี คดีประหลาดดา ตอร์ปิโด
ทนายดา ตอร์ปิโด:คำพิพากษาที่สร้างความประหลาดใจ และคาดไม่ถึง
กาหลิบ:เหตุประหลาดในคดีดา ตอร์ปิโด

Saturday, March 5, 2011

CPJ:กรณีฟอกขาวของไทยในการสังหารมูราโมโต

ที่มา Thai E-News



ที่มา คณะกรรมการคุ้มครองผู้สื่อข่าวโลก(CPJ)
แปลโดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
5 มีนาคม 2554

Concerns of Thai whitewash in killing of Reuters' Muramoto:กรณีการฟอกขาวของไทยในการสังหารช่างภาพของรอยเตอร์ นายมูราโมโต

กรุงเทพฯ, กุมภาพันธ์ 28, 2554 –คณะกรรมการคุ้มครองผู้สื่อข่าวโลก( The Committee to Protect Journalists-CPJ) กังวลในความไม่แน่นอน ไม่คงเส้นคงวาของการสืบสวนของรัฐไทยในการสืบสวนการสังหารช่างภาพของรอยเตอร์ ฮิโร มูราโมโต ซึ่งถูกฆ่าด้วยกระสุนปืนในขณะกำลังถ่ายทำการปะทะระหว่างผู้ชุมนุมประท้วงรัฐบาลและกองกำลังความมั่นคงเมื่อ 10 เมษายน ปีที่แล้วในกรุงเทพฯ

กรมสืบสวนคดีพิเศษของประเทศไทย(DSI)กล่าวต่อผู้สื่อข่าววันนี้ว่า การสืบสวนแสดงให้เห็นว่า มูราโมโต ไม่ได้ถูกยิงโดยกองกำลังความมั่นคง ผลการสืบสวนแตกต่างจากผลสรุปก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง เกี่ยวกับการเสียชีวิตของนักข่าวซึ่งแผยแพร่และรายงานโดยสำนักข่าวต่าง ๆ เมื่อปลายปีที่แล้ว ซึ่งการค้นพบนั้น แสดงให้เห็นว่า กระสุนที่ยิงมูราโมโต มาจากทิศที่ทหารตั้งกำลังอยู่และยิงมาจากปืน M-16 เจ้าหน้าที่ปฏิเสธ ว่าเป็นแรงกดดันที่จะล้างความรับผิดชอบของกองทัพ

DSI แก้การชันสูตรโดยใช้หลักฐานที่อ้างว่า มูราโมโต ถูกสังหารโดยกระสุนที่ยิงจาก AK 47 สืบเนื่องจากหัวหน้า DSI ธาริต เพ็งดิฐษ์ ซึ่งกล่าวต่อผู้สื่อข่าวในวันแถลงข่าว เขาบอกนักข่าวว่าทหารติดอาวุธด้วยอาวุธที่แตกต่าง ได้แก่ M-16 ในช่วงการสลายการชุมนุมในวันนั้น

หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ รายงานวันอาทิตย์ว่า ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.อ. ดาวพงศ์ รัตนสุวรรณ ไปเยือน DSI เพื่อไปต่อว่าเกี่ยวกับการชันสูตรเบื้องต้นที่กล่าวหาว่า ทหารสังหารมูราโมโต ธาริต ปฏิเสธว่าเขาไม่ได้พบดาวพงศ์ในการแถลงข่าว บางกอกโพสต์รายงานว่าทหารไทยราว 20,000 คน ติดอาวุธ AK 47 ด้วย

“ความแตกต่างของการชันสูตรเบื้องต้นของการสืบสวนของการตายของนักข่าว ฮิโร มูราโมโต เป็นการตั้งคำถามเกี่ยวกับความเป็นอิสระของการสืบสวนของรัฐ” ฌอน คริสปิน ผู้แทนระดับสูงฝ่ายเอเชียตะวันออกของ CPJ กล่าว “เรากังวลอย่างยิ่งต่อรายงานว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทหารอาจกดดัน DSI ในการเซ็นเซอร์ผลการชันสูตรเบื้องต้น”

หัวหน้าบรรณาธิการของสำนักข่าว ทอมสัน รอยเตอร์ นายสตีเฟ่น เจ แอดเลอร์ กล่าวในแถลงการณ์ว่า “ความขัดแย้งที่เด่นชัดของการสืบสวนเบื้องต้นและรายงานนี้ ทำให้เห็นชัดแจ้งเกี่ยวกับกระบวนการและผลลัพธ์ที่เกิดจากการถูกบังคับ”

อย่างน้อย 90 คนถูกสังหาร และกว่า 1,800 คน บาดเจ็บ ระหว่าง เมษายน และพฤษภาคม ในปี 2553 เป็นความรุนแรงทางการเมืองที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของไทย นักข่าว 2 คน มูราโมโตและนักข่าวอิสระชาวอิตาเลียน ฟาบิโอ โพเลงกี ถูกฆ่าตาย และอย่างน้อย 9 ราย ที่นักข่าวไทยและต่างชาติยาดเจ็บสาหัส ในขณะที่กำลังเก็บภาพการปะทะระหว่างกองทัพและผู้ชุมนุม

ผู้เชี่ยวชาญนิติวิทยาศาสตร์ของตำรวจ พล.ต.ท. อัมพร จารุจินดา บอกผู้สื่อข่าวมื่อวันจันทร์ว่า ยัง “ไม่เป็นที่แน่ชัด” ว่าใครยิง โพเลงกี (สืบเนื่องจาก AP) เขากล่าวว่าการสืบสวนของ โพเลงกียังดำเนินการอยู่

การสืบสวนของCPJ ของปีที่แล้ว “ความไม่สงบในประเทศไทย นักข่าวตกอยู่ในอันตราย” เปิดเผยกรณีของการขัดขวางจากรัฐในการสอบถามจากเอกชนในกรณีการเสียชีวิตของมูราโมโต และโพเลงกี แหล่งข่าวของ CPJ กล่าวว่าทหารปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์นายทหารที่เชื่อว่าอยู่ใกล้กับมูราโมโตในขณะเวลาที่เขาถูกยิง

DSI ไม่เปิดเผยว่า ผลนั้นมาจากกล้องวงจรปิดในบริเวณที่รัฐบาลครอบครอง ที่มูราโมโตเสียชีวิต ธาริตกล่าวว่ารายงานของ DSI จะส่งไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ “ซึ่งอาจจะมีหลักฐานเพิ่มเติมที่จะทำให้กระจ่างขึ้น” ทั้งนี้จากรายงานของสำนักข่าว AP

******

เรื่องเกี่ยวเนื่อง:ดูจะๆ!! ใบชันสูตรศพ "ฮิโรยูกิ" นักข่าวญี่ปุ่นระบุ "กระสุนความเร็วสูง" ไม่ใช่ "อาก้า"??

สำนึกสุดท้าย

ที่มา Thai E-News



โดย อรุณรุ่ง สัตย์สวี

ความปลอดภัยรายรอบและโอบอุ้มตลอดช่วงปลายชีวิต
ต้นไม้เหี่ยวเฉาเหลือใบหล่อเลี้ยงนับได้
บนความสูงเหว่ว้า

ยากเย็นยามดึกดวงตาว่างเปล่าจุดหมาย
หลับหรือตื่นสะท้านเสียงสรรเสริญหรือสาบส่ง
ลมการเปลี่ยนแปลงพัดมาเป็นระลอก
พายุสงบลงหลังเสียงปืนเปิดเผย

ปริศนาก่อกำเนิดหนทางที่ผ่านมาดำเนินไปดำรงอยู่
ซุกซ่อนความตายรายทางกล่นเกลื่อนในดวงตาชาเย็น

อดีตอาจบ่งบอกบางสิ่งบางอย่าง
แม้เวียงวังเพชรแพรกลับกลายเป็นสิ่งไร้ค่ายามเรี่ยวแรงร่วงโรย
เหลือเพียงลมหายใจน้อยนิดอันแสนล้ำค่า

เจ็บปวดหลอกหลอนและกัดกร่อนหัวใจโหดเหี้ยมหนหลัง

ดึกสงัด
บนความสูง
ปลดปล่อย
สุดท้าย
ไร้สำนึก !!!

ทีวีFRANCEเผยภาพทหารยิงหัวเสื้อแดงเลือดกระจาย

ที่มา thaifreenews

โดย สุรชัย..namome

FRANCE 24 Reporters: The battle of Bangkok



Re: ทีวีFRANCEเผยภาพทหารยิงหัวเสื้อแดงเลือดกระจาย

โดย นายหัวโต

ใช้ความพยายามอดทนอย่างมากกับการดูคลิปนี้ รู้สึกขยะแขยง ตั้งแต่เห็นทหารโพล่ออกมา

ความเป็นชายชาติทหารไม่มีเหลืออยู่เลย ที่เขาบอกว่าทหารไม่ค่อยมีสมองคงต้องเชื่อ

ลูกผู้ชายก็ไม่น่าจะให้เป็น ทำได้อย่างไร ใช้อาวุธสงครามไล่ฆ่าคนเสื้อแดงใจกลางเมือง

สงสารทหารที่ดีๆ ที่ต้องมาเสียหาย กับทหารเลวๆ พวกนี้เสียเหลือเกิน

วันหนึ่งบาปกรรมต้องตามสนอง ทหารพวกนี้แน่ และ น่าจะตายด้วยศาสตราวุธ เช่นกัน

สำหรับผู้สั่งฆ่า และพวกที่น้อมรับปฏิบัติไล่เรียงกันมา น่าจะทรมาน ทุรนทุราย น่าเวทนา ก่อนตายเช่นกัน


Re: ทีวีFRANCEเผยภาพทหารยิงหัวเสื้อแดงเลือดกระจาย

โดย Comet

พิสูจน์สัญชาติ-พิสูจน์สันดาน!!!

ที่มา vattavan

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

รณี 4 ส.ส.ของพรรคแกนนำรัฐบาล ซึ่งเป็นตัวแทนจังหวัด ซึ่งเป็นพื้นที่ซึ่งมีปฏิบัติของการ “ก่อการร้าย” ทางภาคใต้ ประเทศไทย ได้ร่วมกันแถลงเมื่อ 23 ก.พ.2554 อย่างเปิดเผย ณ สถานที่สำคัญของทางราชการ คือ “รัฐสภา” นั้น
ได้สร้างความขัดเคือง ให้กับฝ่ายทหารเป็นอย่างมาก เพราะ ส.ส.พวกนี้ดันลอยหน้าลอยตา ออกมาแถลงในทำนองว่า
กองทัพภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ล้มเหลวในการจัดการกับสถานการณ์ภาคใต้ ที่เพิ่มความรุนแรงหนักยิ่งขึ้น ส่งผลให้ผู้คนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก อีกทั้งยุทธวิธีก็ได้พัฒนาไปอย่างกองทัพ ตามไม่ทันการก่อการร้าย!
นี่เป็นการประจานผู้นำกองทัพและดูแคลน ผบ.ทบ. คนปัจจุบันว่า มีประสิทธิภาพในการทำงานต่ำ!!

ด้วยความก้าวร้าวและคะนองปาก ของบรรดา ส.ส.พรรคประชาธิเปรตอย่างนี้เอง ที่ทำให้กลุ่มนายทหารยังเติร์กถึงกับฉุนขาด ที่รัฐบาลจงใจปล่อยให้ ส.ส.พรรคดักดานทั้ง 4 คนนี้ รวมหัวกัน จงใจลบหลู่ผู้บังคับบัญชาของพวกตน และยังกำแหงไปประกาศประจานกันถึงกลางรัฐสภา ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญอีกด้วย โดยมุ่งหมายจะให้ข่าวสารนี้ เผยแพร่ไปทั้งในและนอกประเทศ
นายทหารกลุ่มนี้ จึงไม่ลังเลที่จะส่งสัญญาณความไม่พอใจรัฐบาล ออกมาให้ประชาชนคนไทย ได้เห็นอย่างชัดชัดเจน จนผู้คนต่างพูดกันอื้ออึงว่า ไอ้ ส.ส.พวกนี้มัน...
“อ้อนตีน...ปฏิวัติ!”

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ คนโตของพรรคดักดาน ต้องออกมาเล่นละคร แสดงท่าทีฮึดฮัดไม่พอใจ และกำราบ ส.ส.จอมทะลึ่งทั้ง 4 ตัว ให้อยู่ในแถวในแนวเหมือนชาวบ้านเขา เพราะหากทหารยึดอำนาจเข้าจริง ความเดือดร้อนก็จะตกอยู่กับนักการเมือง ที่จะโดนหนักกว่าคนอื่น ก็คือนักการเมืองพรรคดักดานของตัวเอง ที่เป็นแกนนำรัฐบาล ในขณะนี้นั่นแหละ
ผู้คนที่มองเผินๆก็บอกว่า เหตุที่พรรคซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาลโลซก ต้องออกอาการ “เต้น” อย่างหนัก เพราะกลัวทหารปฏิวัติ และข่าวการปฏิวัติก็ไม่ใช่เรื่องเหลวไหล หรือไม่มีมูล เพราะขนาดคนอย่าง นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการนางเอกประจำวิก กกต. ถึงออกมายุส่งว่า
ถ้าปฏิวัติได้...ปฏิวัติเลย!
(*ดูไทยรัฐ 2 มี.ค.2554)

ดังนั้น ระยะนี้กระแสข่าวแพร่ออกมาอย่างหนาแน่นว่า หากมีการยึดอำนาจครั้งใหม่นี้ ฝ่ายผู้ยึดอำนาจ จะมีปฏิบัติการแบบฉับพลับทันที คือ

1. จะต้องมีการยึดหรืออายัด ทรัพย์สินของกลุ่มนักการเมืองพรรคร่วมรัฐบาลและผู้สนับสนุน ทั้งสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์โดยพลัน และให้มีระยะเวลาตรวจสอบทรัพย์สิน ยาวนานได้ถึง 10 ปี

2. เพิกถอนหนังสือเดินทาง ของนักการเมืองที่ถูกยึดทรัพย์ และห้ามเดินทางออกนอกประเทศ โดยเด็ดขาด

3. นักการเมืองที่ถูกยึดทรัพย์ จะเคลื่อนไหวทางการเมืองไม่ได้ จนกว่าจะสิ้นสุดกำหนดระยะเวลาตรวจสอบทรัพย์สิน

4. นักการเมืองที่ถูกยึดทรัพย์ หรือถูกเพิกถอนหนังสือเดินทาง หากถูกจับกุม ในความผิดฐานพยายามเดินทางออกนอกประทศ จะต้องถูกจำคุก 10 ปี

จึงมีข่าวหนาหูว่า กลุ่มนักการเมืองที่ชาวบ้านตราหน้าว่าเป็น “จอมแดก” ที่มองเห็นตัวกันอยู่ในปัจจุบัน กลัวลูกเด็ดขาดของการรัฐประหารครั้งใหม่ (ถ้ามี) จนมีข่าวแพร่ออกมาว่า
ขณะนี้ผู้ที่อยู่ในข่ายจะต้องถูกยึดทรัพย์ จึงมีความพยายามยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินจำนวนมาก ออกนอกประเทศไปแล้ว!
แม้จะเป็นกระแสข่าว หรือบางคนอาจบอกว่าเป็นข่าวลือข่าวร้าย แต่ในฐานะที่คนอย่าง “วาทตะวัน” มีประสบการณ์ในด้านการข่าว และเคยเป็นกรรมการฝ่ายตรวจสอบทรัพย์สินมาก่อน พิเคราะห์ด้วยความรอบคอบแล้ว เห็นว่า
ข่าวสารเรื่องนี้ มี ‘เค้ามูล’ ความเป็นไปได้ อยู่มากทีเดียว!

ดังนั้น ความพยายามของพรรคประชาธิเปรต ที่พยายามออกข่าวให้ร้ายกับฝ่ายทหาร และคราวนี้ถึงขั้น ส.ส.ของพรรค “บังอาจ” ประกาศก้องในทำนองขู่ว่า จะปลดหรือเปลี่ยนผู้บัญชาการทหารบก ในที่ทำการของรัฐสภา
ชวนให้ถูก ‘กระทืบ’ เป็นอย่างมาก!

อย่างไรก็ตาม ก็มีคอการเมืองบางส่วน กลับให้ความเห็นว่า นี่คงไม่ได้เป็นความคิดของ 4 ส.ส. จากจังหวัดแดนผู้ก่อการร้ายระบาดเองหรอก หากแต่น่าจะเป็นเพราะกลยุทธ์ของตัวกลั่นๆในพรรคนี้ ที่จะสร้างความเสียหาย ให้กับฝ่ายทหาร และเป็นแผนการที่มีความมุ่งร้าย หมายที่จะทำให้ทหารแตกแยกกับประชาชนคนในชาติ ด้วยเกรงว่า
ทหารจะทำการปฏิวัติ โค่นล้มรัฐบาลกาลีที่กำลังบริหารประเทศอยู่ในขณะนี้ นั่นเอง!
จึงออกมาปฏิบัติการ...ตีปลาหน้าไซเสียก่อน!!

สำหรับผมเองนั้น เมื่อได้รับฟังความเห็นคอการเมืองรายนี้ดังกล่าว และพิจารณาแล้วเห็นว่า
การวิเคราะห์ของเขา ก็มีส่วนถูกอยู่บ้าง เพราะรัฐบาลในอดีตที่มีพรรคประชาธิเปรตเป็นแกนนำ เคยถูกทหารยึดอำนาจมาแล้ว และครั้งล่าสุดก็เกิดขึ้นในยุคของ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ถึงขนาด นายชวน หลีกภัย ต้องเผ่นหนีตายออกจากทำเนียบแทบไม่ทัน เพราะมีข่าวว่า
คนกลุ่มขวาจัด จะบุกเข้าไป ‘กระทืบ’ ถึงทำเนียบ!
ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ซึ่งตอนนั้นยังเป็น ส.ส.หนุ่มของพรรคดักดาน ต้องพานายหัวชวน เล็ดลอดออกจากทำเนียบ ไปหลบภัยอยู่ที่บ้านคุณสนั่น เกตุทัต พ่อตาของอาจารย์ดำรง ลัทธพิพัฒน์
การยึดอำนาจจึงยังเป็นสิ่งที่นักการเมือง โดยเฉพาะนักการเมืองที่ชั่วร้าย
กลัวนักกลัวหนา!

อย่างไรก็ตาม ก็มีพรรคพวกผมบางคน ที่ติดตามการเมืองมาตลอด มีความเห็นที่แตกต่างออกไปอีก โดยเขาบอกกับผมว่า
นี่เป็นยุทธวิธีง่ายๆของพรรคเก่าแก่ ที่มัก ‘โยน’ ความล้มเหลวในการบริหารบ้านเมืองไปให้คนอื่นอยู่เป็นประจำ ตามสันดานของพรรคนี้ ที่มีมาอย่างต่อเนื่องไม่เคยเปลี่ยนแปลง
ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่ง ที่ควรรับฟังกันเอาไว้!
ที่คิดไกลไปกว่านั้น ก็บอกว่านี่เป็นกลยุทธ์แบบง่ายๆของพรรคดักดาน ที่จะ ‘ดักคอ’ การปฏิวัติรัฐประหาร เพราะในขณะนี้ ‘เงื่อนไข’ ที่ทหารจะทำการปฏิวัตินั้น สมบูรณ์มาก อักทั้งประชาชนได้รับรู้เรื่องการ ‘คอรัปชั่น’ แบบเอิกเกริกเกริกไกร ของรัฐบาลกาลีชุดนี้ โดยทั่วกันแล้ว

ะยะนี้ผมสังเกตว่า ผู้คนฟังวิทยุ 97.75 ที่ถ่ายทอดเสียงสดๆจากการชุมนุมที่สะพานมัฆวาน มากกว่าสถานีวิทยุอื่นๆ ส่วนพี่น้องที่รับ ASTV ได้ ก็ดูกันทางโทรทัศน์
ทั้งนี้ เป็นเพราะคนกลุ่มผู้ชุมนุม เขาโจมตี นายมาร์ค มุกควาย กับพรรคเก่าแก่ และพรรคร่วมรัฐบาลโลซกของเขา อย่างจริงจัง แบบโดนกันถ้วนทั่วทีเดียว
การระดมโจมตีนี้ ได้กระทำด้วยการปราศรัยอย่างต่อเนื่อง พร้อมเสนอหลักฐานที่มีมูลรับฟ้งได้ กินเวลานานเข้าเดือนที่สองแล้ว และไม่ได้ซาลงเลย หากยิ่งทวีความหนักหน่วงมากขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะที่ผู้คนสนใจมาก คือ
ข้อมูลเกี่ยวกับการคอรัปชั่นกันอย่างมโหฬาร ทั้งของพรรคแกนนำและพรรคร่วมในแก๊งรัฐบาลโลซก ที่พี่น้องประชาชนคนไทยได้ยินแล้ว ต่างพากันเชื่อ ถึงกับอุทานด้วยความท้อแท้ว่า
“มันแดกกันบรรลัย...วายวอดดดดดดด!!!

ที่โดนใจผมไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะข้อมูลของกลุ่มมัฆวานปาร์ตี้นั้น ฟังเข้าท่าดี มีเหตุมีเหตุผลอยู่พอสมควร แต่น่าเสียดายอยู่นิดเดียว คือ
คนกลุ่มสีเหลืองนี้ เข้าใจนายมาร์ค มุกควาย กับพรรคกาลีของเขาล่าช้าเกินไป ปล่อยให้นายมาร์ค มุกควายและลิ่วล้อ ฉกฉวยโอกาส มาเกาะกุมอาศัยอยู่กับการเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อเหลืองตั้งแต่เริ่มต้นขบวนการ จนมีโอกาสได้เข้าบริหารประเทศ และทำการคอรัปชั่นสร้างความเสียหาย ให้กับแผ่นดินไทยของเรามา เป็นเวลานานกว่า 2 ปีแล้ว
บรรดานักศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยมัฆวาน เพิ่งมา “ตาสว่าง” และได้เห็นสัจธรรม และความเลวร้ายของนักการเมืองกาลีพรรคนี้ ชัดเจนมากขึ้นทุกที ถึงขนาดคนอย่าง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำคนสำคัญ ถลันออกมาด่าสับนายมาร์ค ป่นปี้แหลกลาญเป็นชิ้นๆ ว่า
“ไม่ฉลาด! ขี้ขลาด!! ตอแหล!!!”

โอ้โฮ เฮะ!... ถ้าเป็นผมโดนด่าประณามอย่างไม่ไว้หน้า กลางที่สาธารณะอย่างนั้น หากไม่ฆ่าอีตาจำลองทิ้ง คงต้องเอาหัวไปซุกใต้กองผ้าถุงแม่ เพราะมันเจ็บจี๊ดเข้าไปถึง ขั้วหัวใจจริงๆ!!
ใช่แต่มหาจำลอง จะโจมตีหนักหน่วงคนเดียวเท่านั้น ทีมข่าวการเมือง ‘ไทยรัฐ’ ยังได้รายงานเมื่ออังคาร ที่ 1 มี.ค. 2554 ว่า
นายมาร์ค มุกควาย ไปทำเก๋ที่ตลาดจตุจักร โดนแม่ค้าในตลาดโจมตีด้วยวาทะดุเดือดไม่แพ้กันว่า
“ไอ้ตอแหล! ไอ้ฆาตกร! ไอ้รัฐบาลผีดิบ...ออกไป!!!”
นั่นไง...เห็นไหมครับ ไม่ว่าจะเป็นนายพลที่เป็นอดีตรองนายกรัฐมนตรี อย่างจำลอง ศรีเมือง หรือแม่ค้าจตุจักร ก็มีความเห็นเกี่ยวกับตัวนายมาร์ค มุกควาย เหมือนๆกันอย่างไม่ผิดเพี้ยน!
ผมไม่รู้ว่าลูกหมออรรถสิทธิ์ฯ หลานปู่หมอใช้ ที่ชื่อ อภิแสบ ภักดีโพเดียม จะมีความรู้สึกอย่างไร หรือละอายแค่ไหน?
เห็นทีจะต้องให้เป็นหน้าที่ ของผู้ต้องการทราบ ไปไต่ถามกันเอง

ที่ผมข้องใจมากอีกประการหนึ่ง คือเรื่อง “สัญชาติ” ซึ่งมีคนพูดกันมากในระยะนี้ แต่ผมเห็นว่า ไม่เห็นมีความจำเป็นอะไร ที่นายมาร์ค มุกควาย ต้องไปเสียเวลาเลี้ยวลด เมื่อถูกถามว่า
“มีสัญชาติ ‘อังกฤษ’ หรือไม่?”
ถ้าเป็นผม จะตอบว่า
“มีสัญชาติอังกฤษที่ติดมาพร้อมการเกิด แต่ตามหลักสายโลหิตแล้ว ผมเป็นคนสัญชาติไทยด้วย”
แค่นี้ก็จบ ไม่ต้องตกไปเป็น “ขี้ปาก” ของผู้คน เพราะดันเลี่ยงไปตอบเล่นมุกว่า
“ผมไม่ได้มีสัญชาติ...มอนเตเนโกร!”
ปล่อย ‘มุกควาย’ ออกมาแบบโจ๋สมัยนี้ พูดกันว่า “ทำเก๋ เท่ สง่า แต่ก็ต้อง...ตกม้าตายห่า” เพราะสุดท้ายนายมาร์ค มุกควาย ก็ไปไม่รอด ต้องไปยอมรับในสภาผู้แทนราษฎร ว่า
มีสัญชาติอังกฤษจริง...ฮี่โธ่!

เรื่องสัญชาติของนายมาร์ค มุกควาย นั้น จะเป็นปัญหาขึ้นมา ก็ต่อเมื่อเป็นเหตุปัจจัย ให้ศาลคดีอาญาระหว่างประเทศ รับฟ้อง ในคดีสังหารหมู่ประชาชน ในฐานะที่ยังคงถือสัญชาติอังกฤษอยู่ด้วย
เรื่องนี้ผมยังไม่อยากวิพากษ์วิจารณ์ เพราะดูเหมือนระยะทางเดินของการฟ้องร้อง ยังคงจะต้องใช้เวลาอีกไม่น้อย
อย่างไรก็ตาม การมีสัญชาติอังกฤษด้วย จะเป็นประโยชน์ต่อนายมาร์ค มุกควาย อย่างยิ่ง โดยเฉพาะในกรณีที่โดนทหารทำรัฐประหาร หากเจ้าตัวหลบหนีเข้าไปในประเทศอังกฤษ ที่เป็นแผ่นดินเกิด ก็จะได้รับการคุ้มครองทันที และจะไม่ถูกส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดน เช่นเดียวกับอดีตประธานาธิบดี ฟูจิโมริ แห่งเปรู ที่หลบหนีคดีสังหารประชาชน เข้าไปในญี่ปุ่น หรือหากเอาใกล้ตัวหน่อย ก็กรณีนายใจ อึ้งภากรณ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ
นอกจากนั้น ถ้ามีการปฏิวัติรัฐประหาร และนายมาร์ค มุกควาย หลบหนีออกนอกประเทศไม่ทัน ก็สามารถหลบเข้าไปอยู่ในสถานทูตอังกฤษ ก็จะได้รับความคุ้มครองทันทีเช่นกัน ในฐานะที่เป็นพลเมืองของประเทศอังกฤษ
คราวนี้ เห็นกันจะจะหรือยัง ว่า ทำไมนายมาร์ค จึงไม่ยอมสละสัญชาติอังกฤษ ก็เพราะการถือสัญชาตินี้เอาไว้ด้วย จะเป็นประโยชน์กับตัวเขา ดังที่ผมได้กล่าวไว้ข้างต้นนั่นเอง!

สิ่งที่ผมเห็นว่า เป็นเรื่องไม่ชอบหรือไม่สมควร ที่คนเป็นนายกรัฐมนตรี จะถือสองสัญชาติพร้อมกัน ขณะเข้าบริหารประเทศ ทั้งนี้ ก็เพราะว่า
หากเมืองไทยของเรา มีการเจรจาหรือตัดสินใจ กับประเทศที่มีความขัดแย้งกับประเทศอังกฤษ เช่น ประเทศอาเจนตินา หรือประเทศฝรั่งเศส ฯลฯ แล้ว ไทยอาจถูกมองจากมิตรประเทศเหล่านั้นว่า
เข้าข้าง...ประเทศอังกฤษ!
หรืออย่างนายมาร์ค มุกควาย ไปเยือนอังกฤษ แล้วให้บริษัทเทสโก โลตัส ของอังกฤษ เข้าพบเป็นรายแรก มาถึงวันนี้ ก็หนีไม่พ้นที่จะถูกมองว่า
ยังไงๆ นายกฯสัญชาติอังกฤษ ก็ต้องเอื้อประโยชน์ให้กับอังกฤษ!
จริงหรือเปล่าล่ะ!

ยิ่งไปกว่านั้น หากผมจะตั้งข้อสงสัยว่า

content/picdata/283/data/mark.jpg

การที่อังกฤษห้ามนายกฯทักษิณเข้าประเทศ โดยอ้างเรื่องโทษ “จำคุก” ในคดีผิดตามกฎหมาย ป.ป.ช.นั้น เป็นเพราะอังกฤษเอื้อประโยชน์ ในการที่จะปูทางให้นายมาร์ค มุกควาย ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทั้งๆที่อังกฤษเป็นแม่แบบของชาติประชาธิปไตย ย่อมรู้ดีว่า...
การที่คุณทักษิณฯถูกดำเนินคดีนั้น ก็สืบเนืองมาจากการปฏิวัติรัฐประหาร ซึ่งผู้นำชาติไทยคนนี้ ได้ถูกสอบสวนด้วยกฎหมายพิเศษ ที่ออกโดยคณะรัฐประหาร มาใช้บังคับกับนายกฯทักษิณโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ไม่ชอบธรรม อีกทั้ง ค.ต.ส. ที่ตั้งมาสอบสวน ก็ถูกตั้งโดยคณะปฏิวัติเช่นเดียวกัน และกฎหมายดังกล่าว ก็ดันออกมาบังคับใช้กับคนๆเดียว ทั้งๆที่ประมวลกฎหมายอาญาของไทย ก็ยังบังคับใช้กับบุคคลทั้งประเทศ โดยไม่ได้เปลี่ยนแปลง
มีแต่เพียง “ทักษิณ” คนเดียวเท่านั้น ที่ต้องถูกพิจารณาด้วยกฎหมายพิเศษ ที่แตกต่างไปจากประชาชนเพื่อนร่วมชาติคนอื่นๆทั้งประเทศ!
ที่แน่ๆคือ กฎหมาย ป.ป.ช. มาตราซึ่งเป็นต้นเหตุให้ทักษิณถูกจำคุก ไม่มีในกฎหมายอังกฤษ ทั้งก็ยังขัดแย้งกับหลักกฎหมายในเรื่อง Double criminality อีกด้วย

ผมไม่เชื่อว่า อังกฤษชาติผู้นำประชาธิปไตยของโลก จะไม่รับรู้ในข้อสงสัย ที่ผมตั้งเอาไว้ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว เพราะเขานั้นเป็นชาติเก่าแก่ ที่ชาญฉลาด
ดังนั้น อังกฤษย่อมรู้ดีว่า การจำกัดพื้นที่นายกฯทักษิณ ย่อมเป็นการเอื้อประโยชน์ ในการที่จะแผ้วทางสะดวก ให้กับคนที่มีสัญชาติของเขา (และไม่มีท่าทีที่จะสละสัญชาติ ที่ได้มาจากการเกิดทิ้งไปด้วย) นั่นคือ นายมาร์ค มุกควาย ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีของสยามประเทศให้จงได้ เพื่อตอบสนองผลประโยชน์ของอังกฤษ ที่มีอยู่ไม่น้อย บนผืนแผ่นดินไทย

สำหรับผมแล้วมองว่า การยังถือสัญชาติอังกฤษของนายมาร์ค มุกควาย เป็นเรื่องการขาด ‘ความสง่างาม’ ของการเป็นผู้นำรัฐบาล เพราะจะหลีกเลี่ยงไม่ได้กับการ ‘ถูกตั้งข้อรังเกียจ’
ต่อนานาชาติว่า...
...เป็นเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อน ขาดความถูกต้องชอบธรรม ไม่เป็นไปตามหลัก good governance หรือที่คนไทยเรียกขานว่าธรรมาภิบาล เพราะขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว เจ้าตัวอาจให้การสนับสนุนกิจการของอีกสัญชาติ ที่ตนถืออยู่ มากกว่าที่จะพึงปฏิบัติต่อชาติอื่น...
...หรือใครจะว่า...ผมพูดไม่จริง!?

ท่านผู้อ่านที่เคารพครับ
กรณีที่มีผู้พยายามพิสูจน์ว่า นายมาร์ค มุกควาย เป็นบุคคลสองสัญชาตินั้น นอกจากเป็นการพิสูจน์สัญชาติแล้ว ยังเป็นการพิสูจน์ทั้ง...

สันดานของนายมาร์ค และสันดานอังกฤษ อีกด้วย!!!

...................

ท้ายบท ผมเคยเขียนบทความเกี่ยวกับบทบาทอังกฤษ และได้รับความสนใจจากแฟนๆไม่น้อย จึงอยากให้ท่านได้มีโอกาสได้อ่านกันคือ

1. บทความชื่อ “ด่วนมาก*** จดหมายจากสถานทูตอังกฤษ กรณีขอตัวอดีตผู้นำ มาดำเนินคดีในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน!?” http://www.manager.co.th/Columnist/ViewNews.aspx?NewsID=9500000092042
บทความนี้มีผู้เข้าไปอ่าน มากกว่า 7,700 คน/ครั้ง

2. บทความชื่อ ***ด่วนที่สุด!...จดหมายจากเอกอัครราชทูตอังกฤษ ถึงหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน!!
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=99
บทความนี้มีผู้เข้าไปอ่าน มากกว่า 10,500 คน/ครั้ง

ท่านผู้อ่าน คงจะหัวเราะ...ชอบใจแน่ๆ!!!

………………

(***บทความประจำสัปดาห์ ตอน พิสูจน์สัญชาติ-พิสูจน์สันดาน!!! ออนไลน์วันเสาร์ ที่ 5 มีนาคม 2554)

บทวิเคราะห์ไทยรัฐ:“มาร์ค”ฝันกลางวันเป็นนายกรอบ2 ยิ่งใกล้เลือกตั้ง“ปชป.”ยิ่งเน่า

ที่มา thaifreenews

โดย lovethai

“คบเด็กสร้างบ้าน”


ปชป.ยิ่งลากยาวยิ่งเจ็บ เพราะเหตุบ้านการเมืองมันกระหน่ำจนตั้งตัวไม่ติด แถมคนกันเองก็ละเลงจนป่วนไปหมด แม้ผู้ใหญ่ในพรรคยังเอือม "คบเด็กสร้างบ้าน" มันก็เอวังเอาง่ายๆเยี่ยงนี้แล

ข่าว "เขย่าขวด" สุดสัปดาห์นี้ สถานการณ์ การเมือง ณ วันนี้ดูเหมือนว่ารัฐบาลกำลังเผชิญปัญหารอบด้านทั้งในและนอกประเทศ แถมภาคใต้ก็ร้อนระอุขึ้นมาอีก

ขืนลากยาวต่อไปก็มีแต่จะเป็นสาละวันเตี้ยลงๆ ไปเรื่อยๆ

คะแนนนิยมที่เคยพุ่งพรวดลดระดับไปตามภาวการณ์ เพราะยิ่งบริหารประเทศก็ยิ่งเห็นร่องรอยแล้วว่าเก่งแต่พูดมากกว่าฝีมือ

ประชาธิปัตย์เองนั้นนอกเหนือจากปัญหาภายนอกแล้ว กลับสร้างปัญหาให้ปวดหัว เพราะคนกันเองนี่แหละ

นับแต่วอลเปเปอร์ "ศิริโชค โสภา" ดอดไปคุยกับ "วิคเตอร์ บูท" ในคุกทำให้ถูกโจมตี และมีผลกระทบไปถึงรัสเซียนั่นเรื่องหนึ่ง

จากนั้น "พนิช วิกิตเศรษฐ์" ซึ่งไปถูกเขมรจับกุมพร้อมคนไทยอีก 6 คน ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา จนเกิดการปะทะและลุกลามจนปั่นป่วนไปทั่ว

วันนี้ยังไม่รู้ว่าจะมีจุดจบอย่างไร

ขณะเดียวกัน เรื่องน้ำมันปาล์มที่ขาดแคลนจนชาวบ้านร้านตลาดชยันโตกันไปทั้งประเทศด้วยข้อหาไร้ฝีมือ

แถมมีเรื่องทุจริตโกยผลประโยชน์กันเข้าไปอีก

ล่าสุดแม้กระทั่งนายกฯ "อภิสิทธิ์ เวช-ชาชีวะ" ก็เสียท่าพรรคเพื่อไทยในเรื่องสัญชาติ ต้องยอมรับกลางสภาว่าเป็นคน 2 สัญชาติ คือไทยและอังกฤษ

แม้จะเป็นเรื่องการเมืองที่ฝ่ายค้านหาช่องเจาะเพื่อผลในการฟ้องศาลโลกเกี่ยวกับ 91 ศพ จากเหตุการณ์เผาบ้านเผาเมือง

หรือนายกฯจะอ้างว่ามี 2 สัญชาติก็จริงและไม่ผิดกติกา เนื่องจากเกิดที่อังกฤษ แต่มันก็ไม่สง่างามเท่าใดนัก

เนื่องจากเป็นถึงผู้นำประเทศ แต่มันก็พิกลอยู่ ความจริงเรื่องอย่างนี้และมีการเตรียมตัวเป็นนักการเมือง เป็นนายกฯ

อะไรที่มันไม่เหมาะไม่ควรก็น่าจะแก้ไขเสียก่อน

เชื่อเถอะ...เรื่องนี้จะเป็นขี้ปากไปอีกนาน

นอกจากนั้น ล่าสุด 4 ส.ส.ปชป. 3 จังหวัดภาคใต้อยู่ดีไม่ว่าดีดันไปเสนอปลด ผบ.ทบ.ฐานแก้ปัญหาภาคใต้ไม่ได้ เล่นเอากองทัพต้องเดือดปุดๆ

ตั้งท่าจะตบเท้าให้กำลังใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำให้บ้านเมืองร้อนขึ้นมาอีก

จริงๆแล้วภาคใต้ที่มันร้อนๆขึ้นมาอีกเกิดระเบิดรายวันมันเกี่ยวพันกับเสถียรภาพของรัฐบาลอย่างแยกไม่ออก เมื่อรัฐบาลกลางอ่อนแออย่างนี้

ก็เลยถือโอกาสเอาให้จมไปเลย

ที่สำคัญ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคงที่ชื่อ "สุเทพ เทือกสุบรรณ" คือผู้รับผิดชอบโดยตรงและเป็นถึงเลขาธิการพรรค

ถ้าจะปลดมันก็ต้องคนนี้แหละ...

มีเสียงพูดกันมากว่าความผิดพลาดต่างๆที่เกิดขึ้นนั้นก็เพราะทีมงาน "เด็ก" ที่สุมหัวกันทำงานโดยไม่ได้สนใจไยดีกับผู้อาวุโสในพรรค แทนที่จะปรึกษาหารือ อย่างน้อยก็ต้องคิดว่ามีประสบการณ์ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชน

แต่เพราะคิดว่าเก๋าและแน่จึงมองไม่เห็นหัวแม้แต่น้อย

คิดจะเข้าไปช่วย ไปแนะ ให้คำปรึกษาก็ไม่กล้า เดี๋ยวจะหาว่า "เสือก" เสียผู้ใหญ่อายเด็ก ทั้งๆที่ถ้าเปิดใจรับฟังกันบ้างที่จะหนักก็เบาลงไปได้

มาถึงวันนี้ก็ต้องเป็นแบบว่าตัวใครตัวมัน เอาตัวรอดกันไปวันๆ ยิ่งใกล้เลือกตั้งยิ่งสร้างปัญหาและเพิ่มศัตรูไปรอบด้าน

ที่ว่าจะทะลวงผ่า 250 เสียงเข้าสภาอย่างที่โม้เอาไว้ดูเหมือนจะไม่มีใครเชื่อ หากยังปล่อยให้สถานการณ์เป็นไปอย่างนี้

ใครที่เคย "อุ้ม" เอาไว้ชักตงิดหัวใจกันแล้ว

ที่หวังจะคัมแบ็กรอบ 2 ดูท่าจะเป็นแค่ "ฝันกลางวัน" เสียแล้ว!!!


"ลิขิต จงสกุล"

(ที่มา ไทยรัฐ , 27 ก.พ. 2554)

บทความมติชน(สุด) : "ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" สุภาพบุรุษ "ไพร่"

ที่มา thaifreenews

โดย lovethai

"ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" สุภาพบุรุษ "ไพร่"


ในประเทศ


"เรียนพี่น้องเสื้อแดงและประชาชนทั่วประเทศ พวกผมกลับมาแล้ว ผมกลับมาแล้ว"

นี่คือ คำประกาศของ "ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" หลังออกจากเรือนจำเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ต่อหน้า "คนเสื้อแดง" ประมาณ 3,000-4,000 คน ที่มาต้อนรับอิสรภาพของ "7 แกนนำ"

การกลับมาของ "ณัฐวุฒิ" ครั้งนี้ มีพลานุภาพอย่างยิ่งทั้งกับการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง

และ "พรรคเพื่อไทย"

สำหรับ "คนเสื้อแดง" นั้น "ณัฐวุฒิ" ถือเป็น "ขวัญใจ" ที่มีคนนิยมสูงสุด

สูงกว่า "จตุพร พรหมพันธุ์"

"จตุพร" นั้น มีลีลาที่ดุดัน แข็งกร้าว

แต่ "ณัฐวุฒิ" นั้น ครบเครื่อง

จะเล่นบทดุดัน ปลุกเร้าก็ได้

หรือจะเรียกเสียงฮา อดีต "สภาโจ๊ก" คนนี้ก็ทำได้

หรือจะปราศรัยแบบกินใจเรียกน้ำตา

"ณัฐวุฒิ" ก็จัดให้ได้

ดังนั้น ในช่วงการชุมนุมใหญ่ของ "คนเสื้อแดง" แกนนำ นปช. จึงวางตัว "ณัฐวุฒิ" เป็นคนปราศรัยคนสุดท้าย เพื่อตรึงมวลชนให้อยู่จนนานที่สุด

หลังโดนสลายการชุมนุมเมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 "ณัฐวุฒิ" และแกนนำอีก 6 คน ถูกจำคุกและไม่ได้รับการประกันตัว

"แกนนำ" เหลือเพียง "จตุพร" คนเดียว

แต่ "คนเสื้อแดง" ก็ยังไม่ตาย และฟื้นตัวขึ้นอย่างช้าๆ ในช่วงแรก ก่อนจะมีพัฒนาการอย่างรวดเร็วในช่วงหลัง

ครั้งล่าสุด จำนวนผู้เข้าร่วม "ม็อบเสื้อแดง" ไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นคน

ดังนั้น การกลับมาของ "ณัฐวุฒิ" ครั้งนี้ จึงเป็นการเสริมพลังให้กับ "คนเสื้อแดง" ครั้งใหญ่

เชื่อกันว่าการชุมนุมในวันที่ 12 มีนาคมนี้ "คนเสื้อแดง" จะหลั่งไหลเข้าร่วมมากขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอน

เพราะนอกจากเป็นการรับขวัญ "7 แกนนำ" แล้ว

คนส่วนใหญ่จะมาฟัง "ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ"

ไม่แปลกที่ "คนเสื้อแดง" จะเก็บตัว "ณัฐวุฒิ" ไม่ให้เดินสายไปปราศรัยที่ไหน

แม้ว่าในต่างจังหวัดจะมีการชุมนุมย่อยแทบทุกวัน

"ณัฐวุฒิ" วันนี้ ให้สัมภาษณ์สื่อทุกแขนง เดินเรื่องการประกันตัว "คนเสื้อแดง" ทุกที่ แต่ไม่เคยปราศรัยที่ไหนเลย

เป็นกลยุทธ์การเก็บตัว "ซุป-ตาร์" เพื่อดึงคนให้เข้าร่วมในการชุมนุมใหญ่วันที่ 12 มีนาคมนี้

เพื่อฟังการเปิดใจครั้งแรกของ "ณัฐวุฒิ"



ในบทบาทของแกนนำคนเสื้อแดงนั้น "ณัฐวุฒิ" ค่อนข้างชัดเจนว่ายืนอยู่หัวแถว

แต่เมื่อเข้ามาอยู่ในพรรคเพื่อไทย

บทบาทของ "ณัฐวุฒิ" ก็อยู่ในระดับเดียวกับ "จตุพร"

ไม่ได้อยู่ในกลุ่มกำหนดนโยบายหรือตัดสินใจ

ทั้งคู่เป็น "แม่เหล็ก" บนเวทีปราศรัยหาเสียง

ซึ่งบทบาทนี้มีความหมายอย่างยิ่งในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง

เพราะในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมา นักการเมืองที่สามารถเรียกคนมาฟังการปราศรัยให้กับพรรคเพื่อไทยมีอยู่ 2 คน คือ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง และ "จตุพร พรหมพันธุ์"

ในอดีต "สารวัตรเฉลิม" อาจเป็น "แม่เหล็ก" ที่แรงที่สุด

แต่วันนี้ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคอีสาน-เหนือ ในพื้นที่ "คนเสื้อแดง" คนที่เรียกมวลชนได้มากที่สุดคือ "จตุพร"

แต่ทันทีที่ได้ "ณัฐวุฒิ" มาเสริมทีมปราศรัย

"ณัฐวุฒิ" จะกลายเป็น "แม่เหล็ก" อีกคนหนึ่ง

และเป็น "แม่เหล็ก" ที่แรงที่สุด

พรรคเพื่อไทยนั้นหวังว่า "จตพร-ณัฐวุฒิ" จะช่วยแปรคะแนนนิยมจาก "คนเสื้อแดง" ให้กลายเป็น "คะแนนเสียง" ของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้ง

เพราะคนที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทย กับ "คนเสื้อแดง" นั้น ทับซ้อนกันอยู่

ไม่แปลกที่พรรคเพื่อไทยจะเปิดพื้นที่ให้กับแกนนำคนเสื้อแดงลงสมัครรับเลือกตั้งด้วย

ทั้ง ส.ส.เขต และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ

ในส่วนของ "จตุพร" และ "ณัฐวุฒิ" เชื่อได้ว่าจะลงสมัครในระบบบัญชีรายชื่อ เพื่อจะได้เสริม "ทัพหลัก" ตระเวนปราศรัยทั่วประเทศได้

และต้องพะวงกับพื้นที่

อิสรภาพของ "ณัฐวุฒิ" จึงมีความหมายอย่างยิ่งสำหรับพรรคเพื่อไทย

โดยเฉพาะเมื่อแว่วเสียงระฆังการเลือกตั้งดังขึ้น



"ณัฐวุฒิ" เป็นคนที่คมคายมากบนเวที "คนเสื้อแดง"

เขาเป็นคนยกวาทกรรม "ไพร่-อำมาตย์" ขึ้นมา เพื่อแสดงให้เห็นถึง "สองมาตรฐาน" ในสังคมไทย

จนคำว่า "ไพร่" ซึ่งเป็นคำที่แสดงถึงความเหยียดหยาม

กลายเป็นคำที่แสดงสถานะผู้ถูกกดขี่ ของ "คนเสื้อแดง"

และสร้างพลังในการชุมนุมในช่วงที่ผ่านมา

หลังออกจากเรือนจำ "ณัฐวุฒิ" ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์มติชน ถึง "จุดยืน" ของตัวเขาเองที่ยังคมคายเหมือนเดิม

เขายืนยันว่าภารกิจแรกคือการเรียกร้องกดดันให้มีการประกันตัว "คนเสื้อแดง" ที่ยังถูกควบคุมตัวอยู่อีกกว่า 100 ชีวิต

จากนั้นคือการพัฒนา "คุณภาพ" ของ "คนเสื้อแดง" ให้เทียบเท่ากับ "ปริมาณ" ที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ

เป็นแนวทางที่สอดคล้องกับ "ธิดา ถาวรเศรษฐ์" ที่ได้จัดตั้งเครือข่ายคนเสื้อแดงในระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน อย่างเป็นระบบ

เพราะเธอเห็นปัญหาจากการชุมนุมใหญ่ครั้งที่ผ่านมา

"ณัฐวุฒิ" บอกว่า "คนเสื้อแดง" ต้องเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ตามระบอบประชาธิปไตย

ในมุมมองของเขา "คนเสื้อแดง" กับ พรรคเพื่อไทย ต้องเดินกันแบบ 2 ขา

"เมื่อเข้าสู่สนามเลือกตั้ง คนเสื้อแดงจะหันมาให้การสนับสนุนพรรคเพื่อไทย เพื่อแสดงพลังให้รู้ว่าเราคือคนส่วนใหญ่ของประเทศ"

"ณัฐวุฒิ" บอกว่า เขาไม่สามารถระดมพล 10 ล้านหรือ 20 ล้านคน ให้ออกมาชุมนุมได้

"แต่เราสามารถรณรงค์ให้คน 10-20 ล้านคน มาเลือกพรรคเพื่อไทยได้"

เขาสรุปว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นการพิสูจน์ ว่า "คนเสื้อแดง" เดินมาถูกทางหรือไม่

เพราะถ้า "ประชาธิปัตย์" ชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น ก็แสดงว่าสิ่งที่เขาคิดและเข้าใจอาจไม่ตรงกับความต้องการของคนส่วนใหญ่ในประเทศ

นี่คือ การตกผลึกทางความคิดของ "ณัฐวุฒิ" หลังจากต้องไปใช้ชีวิตในเรือนจำถึง 9 เดือน

ส่วนความสัมพันธ์กับ "ทักษิณ ชินวัตร" นั้น "ณัฐวุฒิ" บอกว่าเขาเป็นคนที่เคารพและศรัทธา พ.ต.ท.ทักษิณ และถึงวันนี้ก็ยืนยันว่าจะเคียงข้าง พ.ต.ท.ทักษิณ ต่อไป

...ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณ มีจุดยืนเคียงข้างประชาชน ผมก็ไปด้วย

...ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณ บอกว่าเหนื่อยแล้วยอมแพ้ ขอหยุด ผมก็สู้ต่อ

...แล้วถ้า พ.ต.ท.ทักษิณ บอกว่าไม่ไหวแล้ว ยืนอยู่กับประชาชนมันเหน็ดเหนื่อย เจ็บปวดท้อแท้ ขอย้ายไปอยู่อีกข้างดีกว่า

"ผมก็จะสู้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร"

คมคายและคมชัดอย่างยิ่ง

ตามแบบ "ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ"


(ที่มา มติชนสุดสัปดาห์ ,ฉบับ 4-10 มีนาคม 2554)

ทุกคนเป็นสื่อในยุคนิวมีเดีย

ที่มา Voice TV



Voice Focus 4 มีนาคม 2554

- เลื่อนอภิปรายไม่ไว้วางใจ 15 มี.ค.
- บินไทยบินรับแรงงานลิเบียกว่า4,000คน
- ทุกคนเป็นสื่อในยุคนิวมีเดีย
เลื่อนอภิปรายไม่ไว้วางใจ 15 มี.ค.
เลื่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจออกไป เป็น 15 มีนาคมนี้ อ้างเอกสารฝ่ายค้านมีปัญหา ขณะที่นายกรัฐมนตรีย้ำไม่เกี่ยวกับการชุมนุมเสื้อแดง
บินไทยบินรับแรงงานลิเบียกว่า4,000คน
บริษัทการบินไทย จัดเที่ยวบินพิเศษไปรับแรงงานไทยเพื่ออพยพออกจากประเทศลิเบีย ระหว่างวันที่ 4-14 มี.ค. คาดช่วยเหลือการอพยพได้ประมาณ 4,000 คน
ทุกคนเป็นสื่อในยุคนิวมีเดีย
5 มีนาคม วันนักข่าว สะท้อนมุมมองของสื่อมวลชนที่มีต่อสื่อด้วยกันเอง พร้อมบทบาทการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไปในยุคนิวมีเดีย

การดำเนินคดีต่อศาลอาญาระหว่างประเทศและปัญหาสองสัญชาติ

ที่มา มติชน



ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

บทนำ


ตามข่าวที่มีความพยายามจะฟ้องนายกรัฐมนตรีและผู้ที่เกี่ยวข้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court: ICC) ให้พิจารณากรณีที่มีการสลายผู้ชุมประท้วงที่ราชประสงค์จนเกิดการสูญเสียจำนวน 91 ศพนั้น ได้มีประเด็นข้อกฎหมายเกี่ยวข้องทั้งเรื่องเขตอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศและประเด็นเรื่องสัญชาติของนายกรัฐมนตรีที่ควรกล่าวถึง ดังนี้

1.หลักการเสริมเขตอำนาจศาลภายในประเทศ (Complementarity)


ศาลอาญาระหว่างประเทศเป็นศาลที่มีลักษณะถาวรหรือประจำซึ่งต่างจากศาลอาญาระหว่างประเทศแบบเฉพาะคดี (ad hoc) อย่างที่คณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติตั้งขึ้นเพื่อพิจารณาอาชญากรรมร้ายแรงที่กระทำขึ้นในยูโกสลาเวียและในรวันดา วัตถุประสงค์หลักของศาลอาญาระหว่างประเทศซึ่งสะท้อนในอารัมภบทของธรรมนูญกรุงโรมก่อตั้งศาลอาญาระหว่างประเทศก็คือ เป็นศาลที่คอยช่วยเหลือสนับสนุนศาลภายในของรัฐภาคีที่จะพิจารณาความผิดอาชญากรรมระหว่างประเทศ โดยมีเงื่อนไขว่า ศาลอาญาระหว่างประเทศจะมีเขตอำนาจก็ต่อเมื่อมีหลักฐานพิสูจน์ได้ว่า ศาลภายในของรัฐ “ไม่เต็มใจ” (unwilling) หรือ “ไม่สามารถ” (unable) ที่จะฟ้องดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาได้เท่านั้น การไม่เต็มใจนี้อาจหมายถึงรัฐนั้นไม่ยอมที่จะดำเนินคดีหรือรู้เห็นใจกับผู้ถูกกล่าวหา หรือต้องการช่วยเหลือผู้ถูกกล่าวหา เป็นต้น ส่วนการไม่สามารถที่จะดำเนินคดีนั้น หมายถึงกรณีที่กระบวนการยุติธรรมภายในของรัฐนั้นล้มเหลว ตกอยู่ในสภาพที่ไม่อาจทำงานได้ เจ้าหน้าที่กระบวนการยุติธรรมมีปัญหาคอร์รัปชั่น หรือเกิดสงครามกลางเมือง เป็นต้น


ในแง่นี้ เขตอำนาจของศาลอาญาระหว่างประเทศจึงมีลักษณะเป็นเขตอำนาจเสริมศาลภายในเท่านั้นที่เรียกว่า Complementarity การก่อตั้งศาลอาญาระหว่างประเทศจึงมิได้มีความมุ่งหมายที่จะมาแทนที่ ลบล้าง หรือตัดเขตอำนาจของศาลภายในของรัฐ ในทางตรงกันข้าม ในอารัมภบทของธรรมนูญกรุงโรมกลับย้ำว่า เป็นหน้าที่ของทุกรัฐที่จะต้องใช้เขตอำนาจของตนเหนืออาชญากรรมระหว่างประเทศที่ได้กระทำขึ้น กล่าวอีกนัยหนึ่ง ศาลภายในของรัฐมีความผิดชอบเบื้องต้นที่จะต้องใช้เขตอำนาจของตนในการพิจารณาบรรดาอาชญากรรมร้ายแรงที่อยู่ภายในเขตอำนาจของตนก่อน ต่อเมื่อรัฐนั้นไม่สามารถหรือไม่เต็มใจที่จะดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาได้ ศาลอาญาระหว่างประเทศจึงจะเข้ามาพิจารณาคดี


ดังนั้น หากจะมีการส่งเรื่องให้ศาลอาญาระหว่างประเทศพิจารณากรณีของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนั้น ก็จะต้องมีการฟ้องที่ศาลของประเทศอังกฤษเสียก่อน ต่อเมื่อกระบวนการยุติธรรมของประเทศอังกฤษ “ไม่เต็มใจ” หรือ “ไม่สามารถ” ที่จะดำเนินคดีได้ จึงจะมีการส่งเรื่องให้ศาลอาญาระหว่างประเทศพิจารณาต่อไปได้

2.ประเด็นเรื่องสองสัญชาติ


ประเด็นที่น่าสนใจอีกประเด็นหนึ่งคือ เรื่องสองสัญชาติ ซึ่งยังมีประเด็นย่อยๆอีกหลายประเด็น ดังนี้


ประเด็นแรก

การที่นายกรัฐมนตรีได้ยอมรับว่าตนเองถือสัญชาติอังกฤษนั้น จะมีผลต่อความเป็นไปได้ที่จะเสนอเรื่องให้ศาลอาญาระหว่างประเทศหรือไม่นั้น เรื่องนี้นักกฎหมายระหว่างประเทศเห็นเป็นสองแนว กลุ่มแรกเห็นว่า สัญชาติของผู้ถูกกล่าวหาจะต้องมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดอย่างแท้จริงกับรัฐเจ้าของสัญชาติที่รียกว่า “genuine link” กล่าวคือ หากผู้ถูกกล่าวหามีสองหรือมากกว่าสองสัญชาติ ก็จะต้องมีการพิสูจน์ว่า สัญชาติที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดมากที่สุด โดยอาจพิจารณาปัจจัยอื่นๆประกอบกัน เช่น ภูมิลำเนา ถิ่นที่อยู่ ฯลฯ ส่วนกลุ่มที่สองเห็นว่า ไม่ว่าผู้ถูกกล่าวหาจะถือสองสัญชาติหรือมากกว่าสองสัญชาติก็ตาม แต่ในเรื่องของการดำเนินคดีอาญานั้น ทุกสัญชาติมีความเท่าเทียมกันหมด กลุ่มนี้ใช้หลักความเท่าเทียมกันของสัญชาติที่เรียกว่า “the principle of equality”

ประเด็นที่สอง

ตามข่าวที่ว่า นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ทำนองว่าในกรณีที่กฎหมายสัญชาติขัดกันนั้น ให้ถือกฎหมายสยามนั้น ผู้เขียนเข้าใจว่า นายกรัฐมนตรีกำลังกล่าวถึงพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 6 วรรคสี่ที่บัญญัติว่า “ ในกรณีใดๆที่มีการขัดกันในเรื่องสัญชาติของบุคคล ถ้าสัญชาติหนึ่งสัญชาติใดซึ่งขัดกันนั้นเป็นสัญชาติไทย กฎหมายสัญชาติซึ่งจะใช้บังคับได้แก่กฎหมายแห่งประเทศสยาม” ประเด็นที่สมควรทำความเข้าใจอย่างยิ่งก็คือ มาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาเกี่ยวข้องอะไรด้วยกับเรื่องนี้ ศาสตราจารย์ ดร. หยุด แสงอุทัย ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายขัดกันอธิบายว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 เป็นกฎหมายที่ให้ศาลไทยเลือกใช้กฎหมายต่างประเทศได้ถูกต้องหากว่านิติสัมพันธ์ทางแพ่งหรือพาณิชย์มีองค์ประกอบต่างประเทศพัวพันเข้ามา กล่าวอีกนัยหนึ่ง พระราชบัญญัตินี้ จำกัดเฉพาะเรื่องทางแพ่งหรือพาณิชย์เท่านั้น ไม่เกี่ยวกับคดีอาญาและกฎหมายมหาชนแต่ประการใด ดังจะเห็นได้จากโครงสร้างการจัดหมวดหมู่ของพระราชบัญญัตินี้สอดคล้องกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เช่นมีเรื่อง สถานะและความสามารถของบุคคล หนี้ ทรัพย์ ครอบครัวและมรดก นอกจากนี้คำว่า “กฎหมายแห่งประเทศสยาม.” ในมาตรา 6 ของพระราชบัญญัตินี้ ศาสตราจารย์ ดร. หยุด แสงอุทัย อธิบายว่า หมายถึง พระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย.ศ. 2481 ไม่ใช่กฎหมายอะไรก็ได้ที่เป็นกฎหมายไทย


ประเด็นที่สาม


เรื่องการมีสองสัญชาติ ตามพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 และกฎหมายสัญชาติของนานาประเทศ รวมทั้งกฎหมายระหว่างประเทศ โดยหลักไม่ห้ามให้บุคคลมีสองสัญชาติ (dual nationality) หรือมากกว่าสองสัญชาติ (multi nationality) เพียงแต่กฎหมายได้เปิดช่องให้บุคคลที่มีสัญชาติมากกว่าหนึ่งสัญชาติมีสิทธิที่จะสละสัญชาติได้ โดยการสละสัญชาตินั้นเป็นสิทธิเสรีภาพของบุคคลที่จะสละหรือไม่สละก็ได้ ซึ่งต่างจากการถูกถอนสัญชาติ และขั้นตอนวิธีการสละสัญชาติใด ย่อมเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาตินั้น ส่วนการที่นายกรัฐมนตรีมีสัญชาติอังกฤษด้วยนั้นเหมาะสมมากน้อยเพียงใดหรือไม่นั้นเป็นอีกประเด็นหนึ่ง
บทส่งท้าย


เรื่องเขตอำนาจศาล (Jurisdiction) และการรับข้อเรียกร้องไว้พิจารณา (Admissibility of the claim) นั้นเป็นเรื่องสำคัญยิ่งที่จะต้องพิจารณาในเบื้องต้นเสียก่อนด้วยความรอบ และเป็นประเด็นเทคนิคทางกฎหมายที่จะอาศัยความเข้าใจทั่วๆไปของคนธรรมดามาอธิบายไม่ได้ และที่สำคัญ ต้องแยก “ประเด็นทางกฎหมาย” กับ “ประเด็นทางการเมือง” ออกจากกันให้ชัด มิฉะนั้นแล้ว การนำเรื่องการเมืองไปปนกับกฎหมายจะทำให้หลักกฎหมายหรือเหตุผลทางกฎหมายไขว้เขวได้