WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, March 9, 2011

สุเทพระบุผู้ชุมนุมวิ่งเข้าใส่กระสุนปืนเอง from นปช, โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

from นปช, โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม




ลอนดอน วันที่ 9 มีนาคม 2554—

เอเอสทีวี http://www.astv-tv.com/news1/viewnews.php?data_id=1009723&numcate=1
รายงานข่าวเมื่อวันที่ 5 มีนาคมว่า รองนายกรัฐมนตรีสุเทพ เทือกสุบรรณกล่าวถึง
การเสียชีวิตของกลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยในเดือนเมษายนและพฤษภาคมเมื่อปี 2553
โดยมีใจความว่า “เราไม่คิดเข่นฆ่าประชาชน ไม่เคยใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารเข้าสลายการชุมนุม

แต่ที่ตาย เพราะวิ่งเข้ามาใส่”

และนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความกลุ่มคนเสื้อแดง ได้ตอบโต้นายสุเทพว่า

“เราขอแสดงจุดยืนที่ชัดเจนตรงนี้ว่า
ข้อเท็จจริงคือประชาชนไทยทั้ง 91 ไม่ได้วิ่งเข้ามาใส่ลูกกระสุนที่สังหารพวกเขา
แต่กระสุนเหล่านั้นต่างหากที่ถูกกองทัพและตำรวจใช้ระดมยิงเข้าใส่กลุ่มผู้ชุมนุมที่ปราศจากอาวุธ
และไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะหลบหนีเข้าไปยังสถานที่ที่ปลอดภัย”
นายอัมสเตอร์ดัมกล่าว “เมื่อรัฐเห็นว่าการเรียกร้องสิทธิประชาธิปไตยเป็นการกระทำ
ที่ไม่ต่างจากการฆ่าตัวตาย
แล้วอย่างนี้ ผู้ถูกกระทำจะคาดหวังความยุติธรรมจากศาลของพวกเขาอย่างไร?”
เวลานี้การไต่สวนที่อิสระในเหตุการณ์สังหารหมู่กรุงเทพมหานครเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน
อย่างไม่ต้องสงสัยเลย โดยเฉพาะหลังจากที่คำกล่าว
ที่ไม่น่าให้อภัยและน่าชิงชังของรองนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทยถูกเผยแพร่

นายอัมสเตอร์ดัมกล่าวต่อว่า
“หลังจากเหตุการณ์การสังหารประชาชนจำนวนมากผ่านมาเกือบปี
แต่รัฐบาลยังคงไม่ทำการสอบสวนให้แล้วเสร็จ
หรือนำตัวเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมารับผิด
แต่กลับเลื่อนตำแหน่งให้เหล่าสถาปนิกผู้สร้างความรุนแรง
มันถึงเวลาแล้วที่นายสุเทพจะเลิกอ่านตำราของกัดดาฟี่เรื่องการโฆษณาประชาสัมพันธ์
และเริ่มตอบคำถามเกี่ยวกับเหตุการณ์ในเดือนเมษายนและพฤษภาคมที่มีมานานแล้ว

รองนายกรัฐมนตรีสุเทพ ซึ่งมีหน้าที่รักษาความเรียบร้อยภายในประเทศ
และนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์เป็นหนึ่งในบุคคลที่จะถูกพรรคฝ่ายค้านลงติไม่ไว้วางใจในสภา
การอภิปรายจะมีขึ้นในอาทิตย์นี้ และจะมีการอภิปรายถึงข้อกล่าวหาที่ระบุ
ในคำร้องของคนเสื้อแดงต่อศาลอาญาระหว่างประเทศที่ยื่นในวันที่ 31 มกราคมที่ผ่านมาด้วย

ท่านใดที่สนใจ สามารถอ่านคำร้องศาลอาญาระหว่างประเทศได้ที่

http://robertamsterdam.com/thai/?p=683



http://robertamsterdam.com/thai/?p=723

คลิปชีวิต ความคิด อิสรภาพ แกนนำนปช.หลังพ้นคุก

ที่มา Thai E-News




ที่มา VoiceTV และASIA UPDATE

ครอบครัว “ใสยเกื้อ” ประกาศตัวว่าเป็นคนเสื้อแดงพร้อมต่อสู้ไปด้วยกัน มั่นใจว่าในที่สุดประชาชนจะได้รับชัยชนะ

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. เปิดใจถึงภารกิจเฉพาะหน้าที่ต้องเร่งดำเนินการ คือ การยื่นขอประกันตัวคนเสื้อแดงที่ถูกคุมขังในเรือนจำทั่วประเทศ และการทวงคืนความเป็นธรรมให้กับผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต

สิ่งที่คนเสื้อแดงต้องการ คือ “ความจริง” ที่อยู่เบื้องหลังการบาดเจ็บล้มตาย ความจริงนี้จะนำไปสู่การนำตัวผู้กระทำความผิดไม่ว่าฝ่ายใดมาดำเนินการตามกฎหมาย สิ่งที่ตัวเขาในฐานะแกนนำคนเสื้อแดง ตั้งเป้าหมาย คือ “หยุด” ฝันร้ายของประชาชน ทำลาย “ฝันดี” ของเผด็จการ ที่ทำให้เกิดการเข่นฆ่าซ้ำรอยเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 / 6 ตุลา 19 และพฤษภา 35

ขณะที่คนเสื้อแดงชูยุทธศาสตร์ 2 ขาในการต่อสู้ทางการเมือง คือ การเมืองภาคประชาชน และการเมืองในระบบรัฐสภา ณัฐวุฒิ แสดงความพร้อมที่จะต่อสู้ตามระบบรัฐสภา ด้วยการลงสมัคร ส.ส.ในนามพรรคเพื่อไทย หลังจากที่เคยลงสมัคร ส.ส.ในนามพรรคชาติพัฒนา และพรรคไทยรักไทยมาแล้ว

ณัฐวุฒิ ยังเปิดเผยเบื้องหน้าเบื้องหลังสถานการณ์การชุมนุมที่มีจุดเปลี่ยนเกิดขึ้นหลายครั้ง​ เช่น การบุกรัฐสภา เหตุการณ์ 10 เมษายน แต่ที่ยังเป็นปริศนาคาใจเขาจนถึงวันนี้ คือ ความล้มเหลวของการเจรจาในคืนวันที่ 18 พฤษภาคม หลังจากคนที่แกนนำ นปช. ตกลงกับพลเอกเลิศรัตน์ รัตนวาณิช สว.สรรหา จนได้ข้อยุติว่า เช้าวันที่ 19 พฤษภาคม ที่รัฐสภาจะมีการเจรจาระหว่างฝ่ายรัฐบาล กับแกนนำคนเสื้อแดง โดยมีประธานวุฒิสภาเป็นคนกลาง

อีกบทบาทหนึ่งของณัฐวุฒิ คือ ความเป็น “หัวหน้าครอบครัว" วันนี้เขากลับไปอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัว ซึ่งประกอบด้วย ภรรยา และลูกอีก 2 คน ขณะครอบครัว “ใสยเกื้อ”ประกาศตัวว่า เป็นคนเสื้อแดงพร้อมต่อสู้ไปด้วยกัน แม้ตัวเขาจะยังไม่รู้ว่าเส้นทางการต่อสู้ของคนเสื้อแดงในวันข้างหน้าจะต้องเผชิญกับอ​ะไรบ้าง แต่มั่นใจว่าในที่สุดประชาชนจะได้รับชัยชนะ

***********

รายงานพิเศษ : คืนความสุขของ”วีระกานต์ มุสิกพงศ์”


******

รายงานพิเศษ ชีวิต”วิภู แถลง” Asia Update TV



*********

Asia Update TV:เยี่ยม นปช.สัญจร 8-3-54 เปิดใจ นิสิต สินธุไพร


กัดดาฟีต้องลาออกใน 72 ชั่วโมง

ที่มา Voice TV









แกนนำฝ่ายต่อต้านผู้นำลิเบียยื่นคำขาดให้พันเอกกัดดาฟีลงจากตำแหน่ง ภายใน 72 ชั่วโมง

แกนนำฝ่ายต่อต้านผู้นำลิเบียยื่นคำขาดให้พันเอกกัดดาฟีลงจากตำแหน่งภายใน 72 ชั่วโมง
นายมุสตาฟา อับเดล จาลิล แกนนำของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลลิเบียและหัวหน้าคณะกรรมาธิการแห่งชาติยื่นคำขาด ให้พันเอกโมอัมมาร์ กัดดาฟี ประธานาธิบดีลิเบีย ก้าวลงจากตำแหน่งภายใน 72 ชั่วโมง และยุติการทิ้งระเบิดใส่ประชาชน ซึ่งหากทำตามเงื่อนไข พวกเขาในฐานะประชาชนของลิเบีย จะไม่นำตัวพันเอกกัดดาฟีมาดำเนินคดี และเมื่อเขาเดินทางออกนอกประเทศ ทางกลุ่มจะดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง ในข้อหาอาชญากรรม เช่น การลอบสังหาร และฆาตกรรมประชาชน

นอกจากนี้โฆษกของคณะกรรมาธิการแห่งชาติลิเบีย ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวอัล จาซีร่าห์ว่า ตัวแทนของพันเอกกัดดาฟี ติดต่อขอเจรจากับกลุ่มผู้ต่อต้านแล้ว โดยมีเงื่อนไขว่าจะลงจากตำแหน่ง หากทรัพย์สินทั้งหมดของตระกูลกัดดาฟีไม่ถูกยึด และไม่ถูกดำเนินคดีจากเรื่องที่เกิดขึ้นในประเทศลิเบีย

ขณะที่ สถานีโทรทัศน์ทางการของลิเบีย ปฏิเสธเงื่อนไขดังกล่าว พร้อมรายงานความคิดเห็นของรัฐมนตรีต่างประเทศลิเบียว่า ข้อเสนอของกลุ่มผู้ต่อต้าน เป็นเรื่องที่ไร้สาระ

ส่วนสถานการณ์การสู้รบภายในประเทศลิเบียยังคงดุเดือด โดยกองทัพลิเบีย ส่งรถถังและเครื่องบินรบโจมตีเมืองซาวิย่าอย่างต่อเนื่อง แต่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาล ยังสามารถตรึงกำลังเอาไว้ได้

นอกจากนี้ กองทัพยังให้มือปืนซุ่มยิงไปประจำการอยู่บนดาดฟ้าตึก เพื่อยิงใส่ประชาชน ซึ่งทำให้มีชาวบ้านบาดเจ็บและเสียชีวิต ขณะที่ ทีมแพทย์และพยาบาลประจำโรงพยาบาลท้องถิ่นในเมืองราส ลานูฟ ขอความช่วยเหลือผ่านสำนักข่าวอัล จาซีร่าห์ เพราะขณะนี้อุปกรณ์ทางการแพทย์และยารักษาโรคไม่เพียงพอต่อจำนวนผู้บาดเจ็บแล้ว

ปชป.อู้ฟู่ ระดมทุนเฉียด 700 ล้านบาท

ที่มา Voice TV



"Wake up Thailand ประจำวันที่ 9 มีนาึคม 2554

วันนี้นำเสนอในประเด็น

-ปชป.อู้ฟู่ ระดมทุนเฉียด 700 ล้านบาท

-ศอ.รศ ออกประกาศห้ามใช้ถนนรอบบ้านนายกฯ

-"การลอบสังหาร"การเมืองท้องถิ่นไทย ในรอบทศวรรษ

-ร่างพรบ.ชุมนุมสาูธารณะเข้าสภา

-Super skywalk แพงเกินไป?

-หม่อมอุ๋ยไม่เห็นด้วย-ประสารบอกขึ้นดอกเบี้ย

-พม่าห้ามสื่อในประเทศเสนอข่าวประท้วงในลิเบีย

-คืบหน้าสถานการณ์ในลิเบีย

เปิดใจบทบาทนักการเมืองหญิง

ที่มา Voice TV



เปิดใจบทบาทนักการเมืองหญิงในเวทีการเมือง กับคุณนฤมล ศิริวัฒน์และคุณฐิติมา ฉายแสงที่ต้องเตรียมพร้อมทุกด้านในรายการ Hot Topic

วันที่ 8 มีนาคม เป็นวันสตรีสากล ซึ่งปีนี้ครบรอบ 100 ปี ในหลายประเทศองค์กรสตรีทั่วโลก ก็มีการเคลื่อนไหวเรียกร้องกัน โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับการทำงาน หรือการใช้แรงงาน รวมทั้งทัศนคติ ความเชื่อ ค่านิยมในสังคมไทย ที่มีการเลือกปฏิบัติต่อเพศหญิง ก็ยังมีให้เห็นอยู่ทั่วไป รายการ Hot Topic วันนี้ (8 มีนาคม 2554) ได้รับเกียรติจากนักการเมืองหญิง ซึ่งมีบทบาทสำคัญทางการเมือง และเป็นผู้นำที่กำหนดแนวนโยบาย เพื่อบริหารบ้านเมือง คุณนฤมล ศิริวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา จ.อุตรดิตถ์ และคุณฐิติมา ฉายแสง ส.ส.พรรคเพื่อไทย จ.ฉะเชิงเทรา เข้ามาพูดคุยในรายการ

คุณฐิติมา ฉายแสง กล่าวว่า การที่เป็นผู้หญิงแล้วขึ้นมายืนอยู่บนเวทีการเมือง สำหรับตนไม่เป็นอุปสรรค เพราะมีครอบครัวเป็นคนปูพื้นมาก่อนแล้ว เช่นเดียวกับคุณนฤมล ศิริวัฒน์ ที่มีคนปูทางมาแล้วเหมือนกัน ซึ่งหากผู้หญิงที่ไม่มีพื้นฐานมาก่อน เชื่อว่าก็ต้องเป็นอุปสรรคบ้าง การที่ผู้หญิงจะก้าวขึ้นมาสู่เวทีการเมือง จะต้องเตรียมความพร้อมในทุกๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นการคิด การแก้ปัญหา การตัดสินใจ มีเหตุมีผล และการเป็นตัวของตัวเอง เป็นหลัก

ในด้านบทบาททางการเมืองของผู้หญิงที่จะมีโอกาสและมีอำนาจที่จะขึ้นมาเป็นผู้นำ หรือผู้บริหารสูงสุดในประเทศนั้นดูเหมือนจะยากสำหรับหญิงไทยโดยทั่วไป เพราะผู้หญิงไทยที่มายืนอยู่จุดนี้มีน้อยมาก แต่ผู้หญิงก็สามารถที่จะเป็นช้างเท้าหน้าได้ หากกล้าที่จะเปิดความคิด แสวงหาความรู้ ในเรื่องต่างๆ

"จตุพร"ซัด ผบ.ทอ.ไม่เข้าใจประชาธิปไตย ยันมีรายละเอียดเป็นวินาทีมัดแน่น"ทหาร"เผาเซ็นทรัลเวิลด์

ที่มา มติชน

เมื่อวันที่ 9 มีนาคม นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย แถลงที่ชั้น 5 ห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียล ลาดพร้าว ถึงกรณีที่ พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) ระบุว่า นักการเมืองทำผิดแล้วมีเอกสิทธิ์ ส.ส.คุ้มครองว่า คำพูดของ พล.อ.อ.อิทธพร ทำให้ทราบได้ทันทีว่า ผบ.ทอ.ไม่ได้เข้าใจเรื่องประชาธิปไตยเลย เพราะในข้อเท็จจริง ส.ส.ที่มีสิทธิไม่สามารถขอใช้เอกสิทธิ์เองเลย เพราะไม่ว่าใครที่ต้องการจะจับกุมตัว ส.ส. ทั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) อัยการและศาล จะต้องทำเรื่องถึงประธานสภาผู้แทนราษฎรก่อนหากสภาผู้แทนราษฎรอนุญาตแล้วถึงจะควบคุมตัวได้ ซึ่งที่ผ่านมาสภาผู้แทนราษฎรก็ทำเป็นประเพณีปฏิบัติคือไม่เคยอนุญาตให้ควบคุมตัว เพราะจุดประสงค์ของกฎหมายมาตราต้องการที่จะป้องกันการกลั่นแกล้งทางการเมืองจากฝ่ายที่มีอำนาจ แต่หากกองทัพต้องการให้คุมขังตน ก็ต้องบอกว่าถ้าวันหน้าตนเป็นรัฐบาลก็อนุญาตให้ขังฝ่ายรัฐบาลวันนี้บ้าง

"การที่ พล.อ.ประยุทธ์ (จันทร์โอชา) บอกว่า ทหารช่วยดับไฟนั้นก็ขอให้รอดูการอภิปรายไม่ไว้วางใจว่าทหารช่วยดับไฟหรือช่วยจุดไฟกันแน่ เพราะรายละเอียดต่างๆ ที่ผมถืออยู่นั้น แม้จะไม่ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่เชื่อว่า 90 เปอร์เซ็นต์นั้นครบถ้วนและสามารถหาข้อมูลอีก 10 เปอร์เซ็นต์ได้ โดยเป็นภาพที่มาจากทุกมุมกล้อง ไม่ว่าจะเป็นเกษรพลาซ่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.)รวมไปถึงภาพวงจรปิดทั้งในและนอกห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ครบทุกมิติ แบบที่มีรายละเอียดเป็นวินาที ที่ฟังอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้วจะสามารถตอบได้เลยว่าใครเผาบ้านเผาเมือง และผมจะไม่ขอปรองดองกับฆาตรกรเหมือนกัน" นายจตุพรกล่าว และว่า ทีมอภิปรายไม่ไว้วางใจเรื่องการสลายการชุมนุมนั้นประกอบไปด้วย ส.ส.เพื่อไทย 7 คน นำโดย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม. นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ส.ส.แพร่ ซึ่งสามารถแตะสลับมือกันเป็นไม้ 1 และไม้ 2 ได้ทั้งเรื่องการสลายการชุมนุมและข้อมูลหลักฐานการถือ 2 สัญชาติของนายกรัฐมนตรี

นายจตุพร กล่าวว่า ผบ.เหล่าทัพ ไม่ควรมาแสดงความโกรธใส่คนเสื้อแดง เพราะข้อมูลที่ตกมาถึงมือตนและคนเสื้อแดงวันนี้เกิดจากการหักหลังกันของรัฐบาลกับกองทัพ เหมือนที่รัฐบาลหักหลังกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ดังนั้น ทั้ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.อ.อิทธพร หากเป็นนักเลงจริงก็ต้องโกรธรัฐบาล แล้วไปจัดการกับรัฐบาล

โฆษกแดงเผย"ทักษิณ"นัดวิดีโอลิงก์12มี.ค.-เตรียมเปิดร.ร.นปช.ภาค2

ที่มา มติชน

นายวรวุฒิ วิชัยดิษฐ รักษาการโฆษกแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวเมื่อวันที่ 9 มีนาคม ว่า สำหรับการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงนั้น ในวันที่ 12 มีนาคม จะนัดชุมนุมตั้งเวทีปราศรัยที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยตั้งแต่ 15.00 น .โดยไม่มีกำหนดว่าจะจบเมื่อไร ซึ่งแม้จะไม่ใช่การชุมนุมยืดเยื้อ แต่เราจะเปิดโอกาสให้แกนนำคนเสื้อแดงที่เพิ่งได้รับอิสรภาพทุกคนได้พูดจาปราศรัยกับพี่น้องประชาชนจนครบทุกคน รวมไปถึงการวิดีโอลิงก์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จากนั้น จึงจะแยกย้ายกันกลับ รวมไปถึงวันที่ 19 มี.ค. จะเป็นการนัดชุมนุมใหญ่เนื่องในวันครบรอบ 10 เดือนในการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงที่สี่แยกราชประสงค์ โดยจะเริ่มตั้งแต่เวลา 13.00 น. ที่สี่แยกราชประสงค์ จากนั้น 15.00 น. จะเคลื่อนขบวนไปที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนิน นอกจากนี้ คนเสื้อแดงยังมีนัดกันในวันที่ 26 มี.ค.ในฟรีคอนเสิร์ตแกนนำคนเสื้อแดงที่โบนันซ่า เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา ในชื่อ �รุ่งอรุณแห่งความยุติธรรมŽ จากนั้น ในวันที่ 9 เมษายน ก็จะมีการอบรมแกนนำคนเสื้อแดงจำนวนประมาณ 1,500 คนจากทุกภูมิภาคและ 50 เขตในพื้นที่ กทม. ในนามของโรงเรียน นปช.-แดงทั้งแผ่นดิน เป็นครั้งแรกหลังการสลายการชุมนุมเมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 ซึ่งจะเป็นการเตรียมการสำหรับการชุมนุมใหญ่วันที่ 10 เมษายนที่จะรำลึก 1 ปีการฆ่าประชาชนที่สี่แยกคอกวัวด้วย

พีมูฟ ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 20 ธาตุแท้รัฐบาล แก้ปัญหาโดยใช้หลักกู

ที่มา มติชน





วันที่ 9 มีนาคม ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) หรือ พีมูฟ ได้ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 20 "ธาตุแท้รัฐบาล แก้ปัญหาโดยใช้หลักกู" มีเนื้อหา ดังนี้

ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) เป็นขบวนการของเกษตรกรและคนจนเมืองที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม และได้รับผลกระทบอันเลวร้ายจากนโยบายการพัฒนาประเทศ ประกอบด้วยกลุ่มคนจน ๔ เครือข่าย ๓ กรณีคือ เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย (คปท.), เครือข่ายสลัม ๔ ภาค, สมัชชาคนจน กรณีเขื่อนปากมูล (สคจ.) , และเครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง (คปสม.) ชมรมประมงพื้นบ้านจังหวัดตรัง กลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้พิบูลมังสาหาร อุบลราชธานี กลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าชีวมวลและคัดค้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ อุบลราชธานี จำนวน ๕๔๐ กรณีปัญหา ได้รวมตัวกันปักหลักชุมนุมอยู่บริเวณหน้าลานพระรูปทรงม้า กรุงเทพมหานคร เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ค้างคามายาวนาน

ผลการแก้ไขปัญหามีบางส่วนที่มีความก้าวหน้า เช่น โครงการนำสนับสนุนคนไร้บ้าน โครงการนำร่องแก้ไขปัญหาเกษตรกรภายใต้สถาบันกองทุนธนาคารทิ่ดนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และลำพูนจำนวน ๑๖๗ ล้านบาทเป็นต้น

แต่อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาโดยส่วนใหญ่ กลับไม่มีความคืบหน้า มิหนำซ้ำกลับถูกละเมิดสิทธิมากขึ้น ทั้งนี้พวกเราได้ใช้ความพยายามในการเปิดการเจรจากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงยุติธรรม กระทรวงมหาดไทย รวมทั้งอนุกรรมการต่างๆที่นายกฯและรมต.สาทิตย์ วงศ์หนองเตย แต่งตั้ง หลายปัญหาได้รับการแก้ไข และหลายปัญหาเช่น พื้นที่บ้านเก้าบาตร อำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ ได้นำทหารมาแก้ปัญหาที่ดินทำกินโดยมีเป้าหมายขับไล่ชาวบ้านออกจากพื้นที่ และกรณีปัญหาอื่นอีกกว่า ๓๐๐ กรณีปัญหา (จากทั้งหมด ๕๔๐ กรณีปัญหา) ก็ยังไม่มีข้อสรุปโดยเฉพาะกรณีปัญหาเขื่อนปากมูล

ต่อการแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูล พวกเราเคยได้รับการยืนยันจากปากนายกรัฐมนตรี เมื่อครั้ง ฯพณฯ เดินทางไปที่บ้านของพวกเรา (๑๐ ต.ค.๕๒) เราต้อนรับ ฯพณฯ เยี่ยงมิตร และยื่นไมตรีอันบริสุทธิ์ต่อ ฯพณฯ ผ่านมาปีเศษ ฯพณฯ กลับตัดไมตรีด้วยการตกลิ่มปัญหาให้จมหนักไปอีกในการประชุมครม.เมื่อวานนี้

พวกเราผิดหวังต่อมติคณะรัฐมนตรีที่ไม่รับฟังเหตุผลทางวิชาการและเลือกใช้วิธีซื้อเวลา พวกเรายืนยันว่า กรณีเขื่อนปากมูลได้มีข้อยุติที่ชัดเจนที่สุด และเพียงพอที่จะตัดสินใจแก้ไขปัญหาได้ แต่รัฐบาลกลับซื้อเวลาออกไปอีก พฤติการณ์ของรัฐบาลครั้งนี้ เราเห็นว่า นี่คือการไม่จริงใจในการแก้ปัญหา

คดีก็ไม่มีความคืบหน้า เราต้องการหยุดดำเนินคดีแต่รัฐบาลไม่นำเรื่องนี้เข้าพิจารณาเท่ากับว่า ต้องการทำลายขบวนพี่น้องด้วยคุกตาราง

ดังนั้น นับจากนี้เป็นต้นไป เรามิอาจร่วมมือกับรัฐบาลชุดนี้ได้อีกต่อไป เราขอประกาศร่วมกันว่า รัฐบาลชุดนี้ไม่มีความชอบธรรมที่จะแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูลอีกต่อไป และเราหวังว่าหลังการเลือกตั้งใหม่ เราจะกลับมาอีกครั้ง เพื่อทำความจริงให้ปรากฏ และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม

คนจนทั้งผองพี่น้องกัน
ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม
๙ มีนาคม ๒๕๕๔ / ณ หมุดทองเหลือง คณะราษฎร ๒๔๗๕ ลานพระรูปทรงม้า

นอกจาก แถลงการณ์ ลงวันที่ 9 มีนาคม แล้ว พีมูฟ ยังได้ ออก "คำประกาศคนจนเมื่อข้อตกลงถูกละเมิด ปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข รัฐบาลทำได้แค่หักหลังชาวปากมูน"

นี่คือคำประกาศความจริง ที่สั่งสมมาจากการเรียกร้องเพื่อความเป็นธรรม พวกข้าพเจ้าผู้ได้รับผลกระทบจากเขื่อนปากมูลมาเป็นเวลากว่า ๒ ทศวรรษ ตลอดเวลาที่ผ่านมาพวกเราได้ใช้ความพยายามในการนำเสนอความจริง ความจริงอันเป็นวิถีชีวิตของคนลุ่มน้ำมูนที่พึ่งพาแม่น้ำมูนอย่างสมดุล ตราบจนกระทั่งมีการสร้างเขื่อนปากมูลได้มาทำลายวิถี อันเป็นชีวิตของพวกเราจนล่มสลายลง ชาวบ้านในพื้นที่ ๓ อำเภอ กว่า ๖,๐๐๐ ครอบครัว ต้องประสบชะตากรรมการพลัดพราก ความสูญเสียที่เกิดจากน้ำมือของรัฐ ที่อ้างว่าการพัฒนา การพัฒนาที่จะนำมาซึ่งความเจริญ การกินดีอยู่ดีมาสู่คนลุ่มน้ำมูน แต่ความจริงไม่ใช่ เพราะมันคือการทำลายล้าง

ณ ลานกว้างที่แผดร้อน ต่อหน้าหมุดทองเหลือง หมุดที่จารึกการประกาศการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยของคณะราษฎร รวมถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ในอาณาบริเวณแห่งนี้ โปรดจงเป็นสักขีพยาน

พวกเรา ผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนา และนโยบายการพัฒนา การพัฒนาที่ไม่เป็นธรรม การพัฒนาที่ไปแย่งยื้อทรัพยากรธรรมชาติอันเป็นของเราและบรรพบุรุษของพวกเราไป เขื่อนปากมูล คือรูปธรรมของการทำลายล้างทรัพยากรธรรมชาติอย่างรุนแรง


ณ พื้นที่แห่งประวัติศาสตร์นี้ เป็นประจักษ์พยานด้วยว่า นับตั้งแต่ปี ๒๕๓๔ ที่กำลังมีการก่อสร้างเขื่อนปากมูล ครั้งนั้นพวกเราได้พร่ำบอกแก่พวกท่านผู้มีอำนาจทั้งหลายว่า กรุณาได้พิจารณาข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านด้วย เพราะชาวบ้านมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการอาศัยทรัพยากรธรรมชาติธรรมชาติ

เราบอกท่านว่าแม่น้ำมูนเป็นแหล่งดำรงชีวิตของพวกเรา ผืนดินริมตลิ่งอันเป็นดินตะกอนแม่น้ำมีความอุดมสมบูรณ์เหมาะสำหรับการทำการเกษตร พรรณไม้ที่มีมากมายหลายชนิด เราได้ใช้เป็นสมุนไพรในการรักษาโรค เห็ดหลายชนิด เราได้ใช้เป็นอาหารและขายเป็นรายได้ให้ครอบครัว รวมทั้งพื้นดินที่พวกท่านเอาไปเป็นอ่างเก็บน้ำยังเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าและ สัตว์ปีก รวมทั้งยังเป็นพื้นที่เลี้ยง วัว ควาย ของพวกเราอีกด้วย แก่งต่าง ๆ ตามลำน้ำ แก่งเหล่านั้น เป็นที่อาศัย หากิน และแพร่ขยายพันธ์ของปลาน้ำจืดที่มีอยู่มากกว่า ๒๖๕ ชนิด สิ่งเหล่านี้หายไปพร้อมกับการเก็บกักน้ำของเขื่อนปากมูล


พวกท่านรู้ไหมว่า ทุกครั้งที่พวกเรามองดูน้ำในลำน้ำมูน เราได้ยินเสียงร่ำไห้ คร่ำครวญของวิญญาณบรรพบุรุษของเรา พวกเขาร่ำไห้ ตัดพ้อ ต่อว่า ต่อพวกเราที่เป็นลูกหลาน ว่า พวกเราทำไมเย็นชา ไม่ปกป้องวิถีชีวิต ไม่ปกป้องอาชีพ อาชีพที่จะดำรงไว้ซึ่งเผ่าพันธุ์และวัฒนธรรมการหาปลาที่ควรจะสืบทอดต่อ พวกเราเราต้องก้มหน้าเก็บงำความข่มขื่น เราขลาดเขลาเกินกว่าที่จะเงยหน้ามองผืนแผ่นน้ำ พวกเรากลัวคำถามจากแม่น้ำมูน จากวิญญาณบรรพบุรุษ ที่สำคัญพวกเรากลัวคำถามของจิตสำนึก ต่อจิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์ เราจึงปล่อยให้ความข่มขื่นนี้ ซึมซับลงสู่ก้นบึ้งแห่งจิตวิญญาณ แล้วแปรเปลี่ยนเป็นพลังแห่งความการต่อสู้ เราทำได้แค่ความพยายาม แม้ความพยายามนี้จะยังไม่บรรลุ เราจะพยายามต่อไป


ต่อหมุดประวัติศาสตร์ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในบริเวณนี้ ข้าพเจ้าผู้เดือดร้อนจากการสร้างเขื่อนปากมูล พวกเราขอตั้งจิตปฏิญาณว่า ในสายใยแห่งมวลสรรพชีวิตในโลกนี้ มนุษย์มิใช่เจ้าของสรรพสิ่ง แต่มนุษย์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสรรพชีวิตเท่านั้น การกระทำใดของมนุษย์ที่เป็นการทำลายชีวิตอื่น ก็เท่ากับมนุษย์ได้ทำร้ายชีวิตของตนเองลงไปด้วย

ต่อเขื่อนปากมูล และนักสร้างเขื่อนทั้งหลาย พวกเราขอบอกต่อพวกท่านทั้งหลายว่า พวกเราสั่งสอนลูกหลานของพวกเราว่า แม่น้ำมูนคือแหล่งอาหาร แหล่งรายได้ อันหมายถึงชีวิตของพวกเรา เราสอนให้ลูกหลานของเรารัก และบูชาแม่น้ำมูนเสมือนหนึ่งแม่ผู้ให้กำเนิด เสมือนแม่ผู้ให้ชีวิตแก่เขา เราสอนให้ลูกหลานของพวกเรานำอัฐิ และเถ้าถ่านของเราเมื่อสิ้นชีวิต โปรยลงสู่แม่น้ำมูน เผื่อให้เราจะได้ทักทายกันในทุกครั้งที่ลูกหลานของเราลงหาปลา


เราขอบอกให้พวกท่านทั้งหลายได้โปรดสั่งสอนบุตรหลานของท่าน ให้สำนึกและหวงแหนที่ฝังเถ้าถ่านบรรพบุรุษของพวกเขา เช่นเดียวกับที่พวกเราสั่งสอนบุตรหลานของพวกเราด้วย เผื่อบุตรหลานของพวกท่านจะได้ตระหนักและยุติ ละ เลิก การกระทำดังเช่นพวกท่านนักสร้างเขื่อนได้กระทำไว้แก่พวกเรา


พวกเรามิอาจร้องขอให้พวกท่านนักสร้างเขื่อนทั้งหลายได้กรุณาปลดปล่อย หรือคืนวิถีชีวิตให้แก่พวกเราได้ แต่พวกเราขอบอกแก่พวกท่านนักสร้างเขื่อนทั้งหลายได้ทราบว่า เราจำเป็นต้องปกป้องและทวงคืนแม่น้ำมูน แม่น้ำมูนอันเป็นที่กลบเถ้าถ่านบรรพบุรุษของพวกเรา เยี่ยงท่านและบุตรหลานของพวกท่านพึงกระทำในการปกป้องเถ้าถ่านบรรพบุรุษของพวกท่าน


๒๐ ปี ที่ผ่านมา เราเหนื่อย เราลำบาก ในการต่อสู้และการทำความจริงให้ปรากฏ และท้ายสุดพวกเราก็ประสบความสำเร็จ เมื่อคณะกรรมการที่รัฐบาลแต่งตั้งขึ้นได้มีข้อสรุปชัดเจนมากว่า ให้มีการเปิดประตูเขื่อนอย่างถาวร และการเยียวยาเพื่อฟื้นฟูชีวิตชาวบ้านที่ล่มสลายมาตั้งแต่เขื่อนปากมูลเปิดใช้งาน เราดีใจ เรามีความหวังว่าวิถีชีวิตเราจะกลับคืนมา


๘ มีนาคม ๒๕๕๔ คณะรัฐมนตรีมีมติ ไม่ตัดสินใจ โดยให้ไปศึกษาข้อมูลอีก ๔๕ วัน อันเป็นการซื้อเวลา ซื้อเวลาโดยไม่มีเหตุผล และความชอบธรรมใด อันเป็นการหักหลังคนปากมูน


ต่อการตัดสินใจของรัฐบาลดังกล่าว เรามิอาจยอมรับความไร้เหตุผลของรัฐบาลชุดนี้ได้ เราขอประกาศยุติการร่วมมือใด ๆ กับรัฐบาลชุดนี้อีกต่อไป และขอเรียกร้องให้ภาคส่วนต่าง ๆ ในสังคมได้ร่วมกันยุติความร่วมมือกับรัฐบาลที่อำมหิตนี้ด้วย เราขอวิงวอน

ต่อหมุดทองเหลือง และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในอาณาบริเวณนี้ ได้โปรดเป็นพยานด้วยว่า วันนี้ในการกระทำ และความมุ่งมั่นของพวกเราด้วยว่า เราจะทวงคืนแม่น้ำมูน ทวงคืนวิถีชีวิตของพวกเรา เราขอยืนยันว่า เราจะดำเนินวิธีการตามครรลองแห่งแนวทาง แห่งสันติ


ข้าฯ แด่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายได้โปรดเป็นพยาน และดลบันดาลอำนวยชัยชนะในการทวงคืนแม่น้ำมูน ให้แก่พวกข้าพเจ้าด้วย เพื่อให้พวกเราได้กล้าสู้หน้าต่อวิญญาณบรรพบุรุษของพวกเรา และวิญญาณบรรพบุรุษของพวกข้าพเจ้าจะได้เลิกคร่ำครวญ ร่ำไห้เสียที พวกข้าพเจ้าทั้งของตั้งจิตปฏิญาณ ปฏิบัติการการกู้คืนแม่น้ำมูนให้จงได้

ประชาชนจงเจริญ
ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.)
๙ มีนาคม ๒๕๕๔

ทำไมน้ำมันปาล์มถึงแพง ฟังคำตอบจาก"จอห์น วิญญู"ไอเฮียร์ทีวี

ที่มา มติชน





เจาะข่าวตื้น กับ จอห์น วิญญู ช่อง ไอเฮียดอตทีวี ตามไปเจาะข่าวเรื่องทำไมน้ำมัน(ปาล์ม)แพง จนขาดตลาด อยากรู้อยากฮา ตามเข้าไปดูเดี๋ยวนี้ ..!!!

เปิดใจ "นิมุ มะกาเจ" 7 ปีไฟใต้ต้องล้างเงื่อนไข "เจ้าหน้าที่รัฐ" เป็นผู้มีอิทธิพลเสียเอง

ที่มา มติชน







สถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ผ่าน "หลักไมล์ 7 ปี" ด้วยความหวัง ทั้งการที่รัฐบาลตัดสินใจยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินนำร่องในบางอำเภอของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามด้วยการเร่งใช้มาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 เพื่อเปิดยุทธการแย่งชิงมวลชนจากฝ่ายขบวนการก่อความไม่สงบอีกระลอก

แต่แล้วความหวังของทุกฝ่ายที่ต้องการเห็นสันติสุขเกิดขึ้นในพื้นที่กลับต้องพังทลาย เพราะเปิดศักราชมาแค่เพียง 2 เดือนก็มีเหตุรุนแรงขนาดใหญ่เกิดขึ้นนับครั้งไม่ถ้วน เหมือนย้อนเวลากลับไปห้วงที่สถานการณ์ยังร้อนแรงถึงขีดสุดช่วงปี 2548 ถึง 2550 เลยทีเดียว


ทำให้มีเสียงถามกันเซ็งแซ่ว่าเกิดอะไรขึ้นที่ชายแดนใต้ ไหนรัฐบาลว่าเดินถูกทางแล้วไง?


นายนิมุ มะกาเจ ผู้ทรงคุณวุฒิจังหวัดยะลา และประธานสภาที่ปรึกษาเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดยะลา ในฐานะผู้นำศาสนาที่เฝ้ามองปัญหามาเนิ่นนาน มีคำตอบของคำถามดังว่านั้น พร้อมทั้งบทฟันธงว่า "ใคร" คือผู้สร้างเงื่อนไขตัวจริงที่สามจังหวัดชายแดน

O คิดอย่างไรกับการที่รัฐบาลนำร่องยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินบางอำเภอในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้?


เราต้องมองที่มาที่ไปของการใช้กฎหมายพิเศษฉบับนี้ ต้องยอมรับว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548) ให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐอย่างกว้างขวาง ทำให้มีผู้คนได้รับผลกระทบและเดือดร้อนเสียหายจำนวนมาก การริเริ่มยกเลิกผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะมันจะปลดความรู้สึกที่ไม่ดีทิ้งไป


ที่ผ่านมากฎหมายพิเศษทำให้ชาวบ้านได้รับผลกระทบ ไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างปกติได้เหมือนกับประชาชนคนไทยในจังหวัดอื่นๆ ผมคิดว่าการนำร่องยกเลิกจะทำให้สถานการณ์ในพื้นที่เปลี่ยนไป บทบาทของกำลังประจำถิ่นจะมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ชรบ. (ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน) หรือ อส. (อาสารักษาดินแดน) น่าจะมากขึ้น ส่วนกำลังทหารคงเข้ามาช่วยเหลือเมื่อมีความจำเป็น ซึ่งจะทำให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่เกิดความสบายใจมากขึ้นกว่าเดิม


อย่างไรก็ตาม เมื่อริเริ่มยกเลิกการใช้กฎหมายพิเศษแล้ว รัฐก็ควรหันมาใช้มาตรการทางสังคมร่วมในการแก้ไขปัญหา ด้วยการส่งเสริมการประกอบอาชีพ การศึกษา และพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชน


ที่สำคัญการยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินจะส่งผลทางจิตวิทยา คือประชาชนทั่วไปจะมองว่าสถานการณ์กำลังคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้นแล้ว แสดงว่าคนในพื้นที่ได้รับผลกระทบน้อยลง แต่อยากย้ำว่าการรักษาความปลอดภัยโดยรัฐยังต้องคงเดิม เช่น ชุดรักษาความปลอดภัยครู ต้องทำต่อไปเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่

O นายกรัฐมนตรีบอกว่าการยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นการใช้การเมืองนำการทหาร เห็นด้วยหรือไม่?


ผมเห็นด้วย และมีข้อสังเกตเพิ่มเติมคือ 1.กฎหมายฉบับนี้ใช้มานาน มีการกักตัวผิดคนด้วย การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในท้องที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ตั้งแต่วันที่ 19 ก.ค.2548 และต่ออายุทุกๆ 3 เดือนมาแล้ว 20 กว่าครั้ง รวมระยะเวลามากกว่า 5 ปี สิ่งที่กระทบกับประชาชนอย่างชัดเจนที่สุดคือการเอาตัวผู้ต้องสงสัยมากักไว้ได้ 30 วันเพื่อซักถาม ในกรณีที่กักถูกตัวก็ไม่มีปัญหา แต่มีการกักผิดตัวหลายครั้ง ทำให้เกิดผลกระทบ และมีกระแสเรียกร้องมาตลอดให้ยกเลิก


2.รัฐน่าจะมีข้อมูลสะสมที่น่าเชื่อถือพอสำหรับโครงสร้างของกลุ่มก่อความไม่สงบแล้ว ผมเชื่อว่าผ่านมา 7 ปี กอ.รมน.ภาค 4 (กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4) น่าจะเก็บรวบรวมข้อมูลและสถิติการก่อเหตุของทุกอำเภอใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้จึงอยากให้พิจารณายกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพิ่มเติม แล้วใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงแทน ก่อนนำไปสู่การใช้กฎหมายปกติในพื้นที่ตามเสียงเรียกร้องของประชาชน


3.เมื่อยกเลิกกฎหมายพิเศษต้องไม่ลืมเรื่องชุมชนเข้มแข็ง จุดนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก การเลือกยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินใน อ.แม่ลาน จ.ปัตตานี เพราะมีข้อมูลประจักษ์ว่าในชุมชนมีความเข้มแข็ง ให้ความร่วมมือด้วยดีทั้งกับรัฐและระหว่างประชาชนด้วยกันเอง ถือเป็นกรณีตัวอย่างให้กับพื้นที่อื่นๆ แม้กระทั่งผู้ว่าราชการจังหวัดยะลายังเห็นความสำคัญของการมีชุมชนเข้มแข็ง จึงมอบหมายให้ผู้นำสี่เสาหลักในพื้นที่ ได้แก่ ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำศาสนา และผู้นำทางธรรมชาติ ให้มาร่วมไม้ร่วมมือกันดูแลประชาชน


4.ต้องบูรณาการพลังของสังคมในทุกภาคส่วน แล้วสนับสนุนให้มีงบประมาณเพื่อสร้างชุมชนเข้มแข้ง สามารถบริหารงานได้เอง ตั้งกฎเกณฑ์กติกาและป้องกันตัวเองได้

O มีเสียงวิจารณ์ว่าการที่รัฐบาลตัดสินใจยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินช่วงปลายปีที่แล้ว และเดินหน้าใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง พร้อมๆ กับทุ่มงบพัฒนาลงพื้นที่จำนวนมาก มีเป้าหมายทางการเมืองเพื่อหวังผลเลือกตั้งซึ่งจะมีขึ้นในปีนี้...


ก็อาจจะมีส่วน แต่เราน่าจะมองที่ผลของมันมากกว่า เพราะตลอดระยะเวลากว่า 5 ปี ประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบจาก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ อย่างมาก ทำให้ชาวบ้านเบื่อหน่ายและไม่ร่วมมือกับรัฐ ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐที่มาปฏิบัติงานในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เองก็มีปัญหา บางส่วนนอกจากไม่ได้มาช่วยแล้วยังมาสร้างเงื่อนไขเพิ่มขึ้นอีก ที่สำคัญเกือบทั้งหมดขาดความเข้าใจเรื่องวัฒนธรรมท้องถิ่น


ผมเชื่อว่าท่านนายกฯเองคงจะมีข้อมูลในส่วนนี้ จึงน่าจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ท่านตัดสินใจยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และเท่าที่ดูรัฐบาลก็ยกเลิกเฉพาะพื้นที่ที่มีความพร้อมและต้องการจริงๆ อย่าลืมว่ามีบางพื้นที่เหมือนกันที่เขาไม่ต้องการให้เลิก แสดงว่ารัฐบาลก็มีแผนและข้อมูลพอสมควร จุดนี้ถ้าเรียกว่าเป็นการเอาใจก็อาจจะส่วนหนึ่ง แต่เป็นการเอาใจที่ได้ใจ ไม่ใช่เอาใจแล้วเสียหาย

O รัฐบาลยังมีนโยบายเตรียมลดกำลังพลในพื้นที่ และเร่งใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงแทน คิดว่าเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน?


เรื่องนี้เราก็รับทราบโดยภาพรวมๆ แต่รูปธรรมยังเห็นไม่ชัด เพราะฉะนั้นหากจะนำ พ.ร.บ.ความมั่นคง โดยเฉพาะมาตรา 21 มาใช้ ก็ควรประชาสัมพันธ์ให้คนในพื้นที่ได้รับทราบและมีส่วนร่วมคิดร่วมทำ เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดซ้ำซ้อนอีกในอนาคต


อีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะเน้นย้ำก็คือ การทุ่มงบพัฒนาลงมาในพื้นที่ ไม่ว่าจะใช้ชื่อว่าปฏิบัติการไทยเข้มแข็งหรือจะเปลี่ยนชื่อเป็นอะไรก็ตาม การทุ่มงบเพื่อแก้ปัญหาประชาชนถือเป็นเรื่องดี แต่ประเด็นที่ต้องติดตามตรวจสอบคือผลสัมฤทธิ์


สมมติว่าเขียนโครงการแล้วประชาชนทำได้เอง ทำเพื่อประชาชนด้วยกันเองหรือเพื่อชุมชน โดยมีหน่วยงานรัฐเป็นผู้ติดตามผลว่าชาวบ้านได้อะไร ถ้าได้ผลดีก็ทำโครงการต่อเนื่องปีที่ 2 ปีที่ 3 จนเกิดความสัมพันธ์เป็นระบบเครือข่าย ถ้าทำได้แบบนี้ก็น่าสนับสนุน คือทำจากข้างล่างขึ้นไปข้างบน


แต่ปัญหาทุกวันนี้ก็คือเรายังไม่มีหน่วยงานใดประเมินว่าโครงการที่ลงมานั้น กี่เปอร์เซ็นต์ที่เป็นโครงการจากข้างล่างขึ้นข้างบนแบบที่ผมพูด และกี่โครงการที่มีลักษณะสั่งจากข้างบนลงมาข้างล่าง ผมคิดว่าภาครัฐน่าจะทำการประเมินผลสัมฤทธิ์ แล้วนำมาเปรียบเทียบกัน เพื่อให้ประชาชนได้รับผลประโยชน์มากที่สุดและงบประมาณไม่สูญเปล่า ไม่ถูกมองว่าผลาญงบ

O มองแนวโน้มสถานการณ์หลังผ่าน 7 ปีไฟใต้อย่างไร?


ช่วงแรกมุมมองของเจ้าหน้าที่มองว่าปัญหาภาคใต้มาจากกลุ่มแบ่งแยกดินแดนเพียงอย่างเดียว แต่ต่อมาก็รู้ว่ามันไม่ใช่ มันมีขบวนการอื่นๆ ร่วมผสมโรงด้วย เช่น กลุ่มผู้ค้ายาเสพติด ลับลอบขนสินค้าหนีภาษี หรืออบายมุข แม้แต่เรื่องการเมืองท้องถิ่น ทั้งหมดนี้เป็นการสร้างเงื่อนไขในพื้นที่ทั้งสิ้น และยังมีมือที่สามที่ไม่ต้องการให้สถานการณ์สงบด้วย
ประเด็นเหล่านี้ทำให้เจ้าหน้าที่มองปัญหาระยะแรกกับระยะปัจจุบันต่างกัน ฉะนั้นประเด็นการเกิดปัญหาและการแก้ไขจึงต้องแตกต่างกันด้วย หากรัฐเดินหน้าลดเงื่อนไขในแนวทางที่ถูกต้อง ผมก็เชื่อว่าปัญหาภาคใต้ยังมีทางออก

O อยากให้ช่วยขยายความเรื่องการลดเงื่อนไขในแนวทางที่ถูกต้อง...


ผมคิดว่าต้องมองที่ตัวเจ้าหน้าที่รัฐก่อน เพราะเท่าที่ผมทราบข้อมูลมา เรื่องร้องเรียนผ่าน ศอ.บต. (ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้) จำนวน 612 เรื่องนั้น เป็นพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่รัฐมากถึง 95 เรื่อง แสดงว่าไม่ใช่น้อย


ประเด็นนี้จะต้องมีการอบรมเจ้าหน้าที่รัฐที่ลงพื้นที่มาใหม่ๆ หรือคนเก่าที่ไม่รู้ตัวว่าสร้างเงื่อนไขอยู่ตลอด อีกส่วนหนึ่งคือกลุ่มประชาชนที่แตกออกเป็นหลายกลุ่ม ไม่รู้ขึ้นอยู่กับใคร หรือมีใครคอยชักใยอยู่เบื้องหลัง การแตกเป็นกลุ่มลักษณะนี้เป็นสิ่งไม่ค่อยดี เราจะทำอย่างไรให้พื้นที่นี้ผนวกกันเป็นหนึ่ง

O รัฐบาลทุกชุดชอบพูดว่าแก้ปัญหาภาคใต้มาถูกทางแล้ว ในมุมมองของท่านคิดว่าถูกทางหรือยัง?


เราก็ถือว่าบางส่วนเดินทางมาถูกทาง ตรงกับเป้าหมาย คือตรงกับผู้ที่สร้างเงื่อนไข แต่สิ่งที่เราเสียดายมากคือการที่เจ้าหน้าที่รัฐกลับเป็นฝ่ายไปมีส่วนร่วมในการสร้างเงื่อนไขเสียเอง และไม่มีความจริงจังในการปราบปรามหรือลดเงื่อนไขอย่างเพียงพอ มีหลายหน่วยงานที่เจ้าหน้าที่รัฐบางคนในหน่วยงานนั้นๆ เป็นผู้ค้ายาเสพติด เจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ก็รู้ แต่ก็ไม่จัดการอะไร เพราะมีอำนาจจากข้างบนคอยคุ้มครอง ทำให้ปัญหาแก้ไม่ตก


อย่างไรก็ตาม หากให้ประเมินในภาพรวม ผมคิดว่าสถานการณ์ในพื้นที่ดีขึ้นเป็นลำดับ ถึงวันนี้อยู่ในระดับที่ดีราว 60–65 เปอร์เซ็นต์ ถือว่าเกินครึ่ง แต่โจทย์ข้อใหญ่คือทำอย่างไรถึงจะให้ได้ 80 เปอร์เซ็นต์ในอนาคต จุดสำคัญที่ผมอยากเสนอคือต้องลดเงื่อนไข โดยเฉพาะจากตัวเจ้าหน้าที่เองจนทำให้กลายเป็นผู้มีอิทธิพลมากในสามจังหวัดปัจจุบันนี้ เราจะทำอย่างไรให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ศอ.บต.หรือแม่ทัพมีพลังมากขึ้น เพื่อล้างอิทธิพลและคนที่สร้างเงื่อนไขเหล่านี้ให้หมดไปโดยปราศจากการแทรกแซงจากอำนาจภายนอก

(เรื่องและภาพ โดย แวลีเมาะ ปูซู โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา )