ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ รายงานพิเศษ
การประกาศยุบสภาภายในสัปดาห์แรกของเดือนพ.ค. ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
1.สุรชัย ศิริไกร
2.สุริชัย หวันแก้ว
3.วิทยากร เชียงกูล
4.คมสัน โพธิ์คง
กำลังได้รับการท้าทายจากฝ่ายตรงข้าม ทั้งในส่วนของผู้ชุมนุม และพรรคฝ่ายค้าน
ที่มองว่าการยุบสภาไม่ใช่ข้อเรียกร้อง จึงไม่ใช่คำตอบของการยุติการชุมนุมเคลื่อนไหว ที่ต้องเดินหน้าต่อ
อีกทั้งระแวงว่าการไม่ระบุวันยุบสภา-เลือกตั้ง ที่แน่นอน เป็นเพราะนายกฯ จะไม่ยุบสภาจริงตามที่ประกาศ
แต่ที่ประกาศเพื่อต้องการลดกระแสทางการเมือง
นักวิชาการประเมินคำประกาศ "ยุบสภา" ครั้งนี้ มีสาเหตุมาจากอะไร และจะช่วยแก้ปัญหาของบ้านเมืองได้หรือไม่
สุรชัย ศิริไกร
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาธรรมศาสตร์
สาเหตุที่รัฐบาลประกาศยุบสภาในช่วงดังกล่าวเนื่องจากมีปัญหาในการบริหารงานหลายด้าน รวมถึงถูกการกดดันจากการชุมนุมนอกสภา ทั้งจากกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
ปัญหาสำคัญที่พวกเขาเรียกร้องคือ 1.รัฐบาลไม่สามารถตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นได้ 2.กรณีปราสาทพระวิหาร ทำให้ประเทศไทยเสียดินแดนหรือไม่ 3.สินค้าแพง ทำให้เงินเฟ้อจนทำให้ราคาน้ำมันแพง และสุดท้าย 4.เรื่องภาษีบุหรี่ ที่กำลังเป็นประเด็นในขณะนี้
ถ้าปล่อยเวลาการบริหารงานไปเรื่อยๆ จะยิ่งทำให้คะแนนนิยมในรัฐบาลลดลงตามลำดับ ดังนั้น การที่รัฐบาลประกาศยุบสภา จึงถือเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับรัฐบาล
การออกมาประกาศยุบสภายังจะช่วยลดความรุนแรงในการชุมนุม รวมถึงลดระดับการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภาลงได้อีกด้วย เนื่องจากการยุบสภาคือการคืนอำนาจให้ประชาชนแล้วไปเลือกบุคคลที่ชื่นชอบเข้ามาทำงาน ทำให้ฝ่ายค้านรวมถึงพรรคร่วมจะได้ตั้งหน้าตั้งตาลงพื้นที่หาเสียง
รวมถึงกระแสข่าวที่มีอยู่ตลอดเวลาว่าจะมีการปฏิวัติรัฐประหาร ก็จะหายไปด้วย เนื่องจากคนที่จ้องจะปฏิวัติคงทำไม่ได้แล้ว เพราะรัฐบาลจะยุบสภา ส่วนการกำหนดวันเวลายุบสภาที่ชัดเจน คิดว่ารัฐบาลคงจะรอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสนอร่างพ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง 3 ฉบับต่อสภา และประกาศเป็นพระราชกฤษฎีกาก่อน ถึงจะกำหนดวันที่ชัดเจนได้
นอกจากนี้ ผมยังเชื่อว่าจะทำให้บรรยากาศการลงทุน รวมถึงความเชื่อมั่นในต่างประเทศที่มีต่อประเทศไทยจะดีขึ้นตามลำดับ จากการประกาศยุบสภา
วิทยากร เชียงกูร
คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต
การประกาศที่จะยุบสภาฯ ของนายกฯ อภิสิทธิ์ เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาไปตามกระแสเท่านั้น เพราะว่ารัฐบาลกำลังจะถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจจากฝ่ายค้าน จึงต้องการลดกระแสของช่วงเวลาดังกล่าว
เพราะนายอภิสิทธิ์ เองก็ไม่ได้ประกาศว่าจะยุบสภาฯ ในวันใด รวมทั้งไม่มีการระบุให้ชัดเจนว่าจะจัดให้มีการเลือกตั้งครั้งใหม่เมื่อใดเช่นเดียวกัน
แต่เชื่อว่าอย่างไร การยุบสภาฯ เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งครั้งใหม่คงมีอย่างแน่นอน เพราะนายอภิสิทธิ์ เป็นนักการเมือง เป็นนักเลือกตั้ง คาดว่าคงได้มีการหารือร่วมกันกับพรรคร่วมรัฐบาลไว้เรียบร้อยแล้ว จึงได้ประกาศว่าจะมีการยุบสภาแน่นอน
โดยส่วนตัว มองว่าแม้ว่ารัฐบาลประกาศจะยุบสภา แต่ก็คงไม่ช่วยให้สถานการณ์การเมืองในประเทศดีขึ้น ตนเชื่อว่ากลุ่มต่างๆ จะยังคงชุมนุมเพื่อหวังผลในทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเพื่อผลประโยชน์ของการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงตามที่รัฐบาลระบุ
และหากการเลือกตั้งครั้งใหม่มาถึง ก็จะมีแต่ปัญหาและเรื่องยุ่งยากตามมามากมาย เพราะทุกพรรคการเมืองจะงัดกลยุทธ์ขึ้นมาต่อสู้ทุกรูปแบบเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบในทางการเมือง
ในช่วงที่มีการเสนอแนวทางการปฏิรูปการเมือง ทั้งจากนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกฯ หรือแม้แต่ของ น.พ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ซึ่งเป็นแนวทางที่ดีมาก แต่นักการเมืองและพรรคการเมืองกลับไม่สนใจ ขณะที่ประชาชนก็ไม่มีทางเลือกอะไรเลย เพราะพรรคการเมืองก็มีอยู่เท่านี้
สุริชัย หวันแก้ว
ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
หลังจากนายอภิสิทธิ์ ออกมาประกาศว่ารัฐบาลน่าจะมีการยุบสภาในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนพ.ค.นี้ ส่วนตัวมีความเชื่อว่า บรรยากาศทางการเมืองและอุณหภูมิความขัดแย้งทางการเมืองในตอนนี้ น่าจะเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น ประกอบกับบรรยากาศทางการเมืองในตอนนี้ก็ไม่ได้เลวร้าย และร้อนแรงเหมือนอย่างอดีตที่ผ่านมา
ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่ดีหากรัฐบาลจะประกาศให้มีการเลือกตั้ง เพราะประชาชนและทุกภาคส่วนจะได้ออกมาร่วมตัดสินใจและกำหนดทิศทางของประเทศ นอกจากนี้ ยังเป็นการพิสูจน์ผลงานของรัฐบาลที่เคยทำมาว่าจะเข้าตาประชาชนหรือไม่
สาเหตุที่นายกฯ ประกาศให้มีการเลือกตั้งก่อนที่จะครบวาระของรัฐบาลอาจจะมีปัจจัยที่ก่อนหน้านี้ได้เคยให้คำมั่นสัญญาไว้ ประกอบกับตอนนี้เป็นช่วงที่เหมาะสมหลังจากรัฐบาลได้ทำงานมากว่า 2 ปี
ส่วนกรณีที่มีกลุ่มบุคคลบางกลุ่มไม่อยากให้มีการเลือกตั้งนั้น ยอมรับว่ากลุ่มบุคคลเหล่านี้ยังคงมีและพยายามเคลื่อนไหวอยู่ แต่กลุ่มประชาชนที่อยากเห็นการเลือกตั้งเกิดขึ้นก็มีมากเช่นกัน
การเลือกตั้งถือเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะรัฐบาลและสถานการณ์การเมืองในขณะนี้ต้องการการมีส่วนร่วมจากประชาชน
คมสัน โพธิ์คง
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
สาเหตุที่รัฐบาลออกมาประกาศยุบสภาในเวลานี้เนื่องจากรัฐบาลถูกแรงกดดันจากทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นผู้ชุมนุม ทั้งเสื้อแดง เสื้อเหลือง รวมถึงผู้ชุมนุมกลุ่มอื่นๆ พรรคการเมืองทั้งพรรคร่วมและฝ่ายค้าน รวมถึงกองทัพ
เมื่อถูกกดดันจากหลายกลุ่มจึงอาศัยการประกาศยุบสภาเลือกตั้งใหม่ เพื่อจะบอกว่า "ลงเลือกตั้งแล้วนะ ไม่ต้องมายุ่งกับผม"
เป็นการทำเพื่อลดกระแส ลดแรงกดดัน แต่มาทำเวลานี้เลยเวลาไปแล้ว หลายกลุ่มต้องการขับไล่รัฐบาลและต้องทำให้ถึงที่สุด ดังนั้น จึงไมได้ทำให้กระแสความรุนแรงในการชุมนุมลดลงไปได้ เนื่องจากปัญหาของพวกเขายังไม่ได้รับการแก้ไข รวมถึงปัญหาข้าวของแพง เช่น น้ำมันแพง มีการกักตุนสินค้า ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข
นอกจากนี้ การประกาศยุบสภายังไม่สามารถลดบรรยากาศในการอภิปรายไม่ไว้วางใจลงด้วย เพราะการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ฝ่ายค้านเขารู้ดีกว่า ไม่สามารถล้มรัฐบาลได้อยู่แล้ว แต่การอภิปรายมีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ทำให้ประชาชนทั่วไปได้ดู เป็นการทำงานควบคู่ไปกับการชุมนุมนอกสภา
เวลานี้ไม่ว่ารัฐบาลจะประกาศยุบสภา และเลือกตั้งใหม่ ได้รัฐบาลใหม่ซึ่งอาจจะนำโดยพรรคไหนก็ได้เข้ามาบริหารงานก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาบ้านเมืองที่ประเทศเรากำลังเผชิญอยู่ได้
ผลสำรวจสำนักหนึ่งระบุว่า ประชาชนร้อยละ 58.6 ระบุว่า ถ้ามีการเลือกตั้งครั้งใหม่จะไม่เลือกพรรคอะไรเลย ทำให้เห็นว่าทุกวันนี้ประชาชนเขาไม่เอานักการเมืองแล้ว ดังนั้น เลือกตั้งมาใหม่ก็ไม่เกิดประโยชน์
การเมืองในระบบเดินมาถึงทางตัน การเมืองนอกระบบก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ไม่รู้ประเทศชาติจะเดินทางไหน ดังนั้น ต้องมาปฏิรูปทางความคิด ปฏิรูประบบกันสักที ยอมเสียสละผลประโยชน์ตัวเองบ้าง
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, March 14, 2011
ยุบสภา-แก้ปัญหาหรือแค่ลดกระแส
“พล.ร.ท.ประทีป” เรียกร้องให้แม่ทัพภาคที่ 1 มาเข้ากับพันธมิตรฯ
ที่มา ประชาไท
“พล.ร.ท.ประทีป ชื่นอารมณ์” เรียกร้องให้แม่ทัพภาคที่ 1 หันมาเข้ากับ “กองทัพประชาชน” เพื่อขจัดนักการเมืองและผู้นำในกองทัพที่ตกเป็นเบี้ยล่างรัฐบาล ลั่นถ้ามีการสลายการชุมนุม นักการเมืองจะถึงจุดจบ
นิติราษฎร์ ฉบับ16: ปัญหากฎหมายหมิ่นพระมหากษัตริย์ ข้อเสนอการรณรงค์ยกเลิก ม.112
ที่มา ประชาไท
| ในห้วงเวลาที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 คือ ความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เริ่มจะได้รับความสนใจจากสาธารณชนในวงกว้าง ทั้งนี้ไม่ใช่เพียงเพราะสถิติการจับกุมดำเนินคดีกับผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานนี้จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและในหลายกรณีผู้ที่ถูกกล่าวหาเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาเท่านั้น แต่เพราะความลึกลับของการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในลักษณะเช่นนี้ ประกอบกับความพยายามของหน่วยงานของรัฐที่เริ่มให้ความหมายใหม่ของความผิดฐานนี้ว่าเป็นความผิดฐานล้มเจ้าด้วย ความสนใจของสาธารณชนที่มีต่อเรื่องนี้จะเห็นได้จากความเคลื่อนไหวในการรณรงค์ให้ยกเลิกหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มีข้อสังเกตว่าเรื่องราวที่เริ่มอึกทึกกึกก้องนี้ดำเนินคู่ขนานไปกับความเงียบงันของวงวิชาการนิติศาสตร์ เหมือนกับเรื่องครึกโครมอื้อฉาวอีกหลายเรื่องของกระบวนการยุติธรรมในห้วงเวลาที่ผ่านมา... | |
| ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มีปัญหาอย่างไร สมควรถูกยกเลิกหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือไม่ | |
ในระดับตัวบทกฎหมาย ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 มีปัญหาอย่างน้อยที่สุด 3 ประการ
ปัญหาประการแรกของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 คือ ปัญหาการคุ้มครองบุคคลในตำแหน่งต่างๆ ซึ่งบทบัญญัติมาตราดังกล่าวกำหนดไว้ 4 ตำแหน่ง คือ พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เมื่อพิจารณาจากรัฐธรรมนูญแล้ว จะเห็นได้ว่าตำแหน่งซึ่งเป็นองค์กรของรัฐที่รัฐธรรมนูญกำหนดสถานะไว้เป็นพิเศษนั้นมีตำแหน่งเดียว คือ ตำแหน่งพระมหากษัตริย์ ซึ่งในทางรัฐธรรมนูญนั้นอยู่ในฐานะที่ทรงเป็นประมุขของรัฐ ถึงแม้ว่าโดยทั่วไปแล้วประมวลกฎหมายอาญาจะมีบทบัญญัติคุ้มครองเกียรติของบุคคลธรรมดา คือ การดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาทบุคคลอื่น เป็นการกระทำที่มีโทษทางอาญาก็ตาม แต่การมีบทบัญญัติคุ้มครองเกียรติของบุคคลในตำแหน่งประมุขของรัฐไว้เป็นพิเศษยิ่งกว่าบุคคลธรรมดา ก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดปกติแต่อย่างใด บทบัญญัติที่คุ้มครองประมุขของรัฐไว้เป็นพิเศษนี้มีปรากฏเช่นกันแม้ในประเทศที่มีรูปของรัฐเป็นสาธารณรัฐซึ่งประมุขของรัฐเป็นประธานาธิบดี อย่างไรก็ตาม การบัญญัติคุ้มครองพระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไว้เท่ากับประมุขของรัฐทั้งๆที่บุคคลในตำแหน่งดังกล่าวไม่ใช่ประมุขของรัฐ และได้รับความคุ้มครองตามหลักทั่วไปอยู่แล้ว ย่อมหาเหตุผลรองรับได้ยาก อนึ่งหากในทางนิตินโยบาย ฝ่ายนิติบัญญัติต้องการคุ้มครองเกียรติของบุคคลในตำแหน่งพระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ยิ่งไปกว่าบุคคลธรรมดา ก็จะต้องอธิบายให้เห็นเหตุผลความจำเป็น แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามจะกำหนดอัตราโทษให้เท่ากับบทบัญญัติที่คุ้มครองเกียรติของบุคคลในตำแหน่งพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นประมุขของรัฐไม่ได้
ปัญหาประการที่สองของประมวลกฎหมายอาญามาตรา112 คือ ปัญหาอัตราโทษ ปัจจุบันโทษในความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ฯลฯ คือ โทษจำคุกสามปีถึงสิบห้าปี โทษดังกล่าวเป็นโทษที่ได้รับการกำหนดขึ้นโดยขาดความชอบธรรมในทางประชาธิปไตย เพราะเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาโดยคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินฉบับที่ 41 ลงวันที่ 23 ตุลาคม 2519 (หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 19) เมื่อเปรียบเทียบกับความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามพระราชกำหนดลักษณะหมิ่นประมาท ด้วยการพูดฤาเขียนถ้อยคำเท็จออกโฆษณาการ ร.ศ.118 มาตรา 4 อันเป็นกฎหมายที่บัญญัติในสมัยรัชกาลที่ 5 แล้ว พบว่าโทษหมิ่นประมาทพระผู้เปนเจ้าซึ่งดำรงสยามรัฐมณฑล คือ โทษจำคุกไม่เกินกว่าสามปี ฤาให้ปรับเป็นเงินไม่เกินกว่าหนึ่งพันห้าร้อยบาท ฤาทั้งจำคุกและปรับด้วย ความไม่สมเหตุสมผลของอัตราโทษตามมาตรา 112 คือ ในขณะที่โทษหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่เป็นโทษจำคุกนั้น กฎหมายกำหนดไว้ไม่เกินสามปี โดยไม่กำหนดโทษขั้นต่ำไว้ ซึ่งหมายความว่าศาลจะลงโทษผู้กระทำความผิดน้อยเพียงใดก็ได้ แต่โทษหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย กลับกำหนดไว้สูงสุดถึงสิบห้าปี โดยกำหนดโทษขั้นต่ำไว้ด้วยว่าต้องจำคุกไม่ต่ำกว่าสามปี มีข้อสังเกตด้วยว่าในคราวประกาศใช้ประมวลกฎหมายอาญาเมื่อ พ.ศ. 2500 นั้น โทษตามมาตรา 112 คือ โทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปีและไม่มีการกำหนดโทษขั้นต่ำไว้ อาจกล่าวได้ว่าอัตราโทษที่กำหนดไว้ในกฎหมายปัจจุบันขาดความสอดคล้องกับหลักความพอสมควรแก่เหตุอย่างสิ้นเชิง
ปัญหาประการที่สามของประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 คือ การไม่มีบทบัญญัติว่าด้วยเหตุยกเว้นความผิดในกรณีที่แสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริต ติชมด้วยความเป็นธรรมในเรื่องที่เกี่ยวกับราชการแผ่นดิน การรักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญ หรือประโยชน์สาธารณะอื่นๆ ซึ่งประชาชนในระบอบประชาธิปไตยต้องสามารถกระทำได้ การไม่มีบทบัญญัติกำหนดให้อำนาจกระทำได้เช่นนี้ ส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในประเด็นสาธารณะที่เกี่ยวพันกับราชการแผ่นดินหรือพระมหากษัตริย์ในฐานะที่เป็นองค์กรในทางรัฐธรรมนูญ เพราะผู้ที่แสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริต ย่อมไม่อาจแน่ใจได้เลยว่าการกระทำของตนนั้นจะถูกตีความว่าเป็นการกระทำอันครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 112 หรือไม่ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น บุคคลนั้นก็ไม่อาจยกเอาข้อต่อสู้ที่ว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ติชมด้วยความเป็นธรรม เพื่อประโยชน์สาธารณะขึ้นต่อสู้เพื่อให้ตนพ้นจากความรับผิดได้ ในขณะที่การหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดา สามารถยกข้อต่อสู้ดังกล่าวขึ้นกล่าวอ้างได้ มีข้อสังเกตว่าบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญา ร.ศ.127 ซึ่งเป็นประมวลกฎหมายสมัยใหม่ฉบับแรกของไทยที่ได้รับการแก้ไขเพิ่มเติมใน พ.ศ.2477 นั้น บัญญัติไว้ในมาตรา 104 ว่า การกระทำให้ปรากฏแก่คนทั้งหลายด้วยวาจา หรือลายลักษณ์อักษร หรือเอกสารตีพิมพ์หรือด้วยอุบายอย่างใดๆ ให้เกิดความดูหมิ่นต่อพระมหากษัตริย์ รัฐบาล หรือข้าราชการแผ่นดินในหมู่ประชาชน ถ้าวาจา หรือลายลักษณ์อักษร หรือเอกสารตีพิมพ์ หรือด้วยอุบายอย่างใดๆที่ได้กระทำไปภายใต้ความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือเพื่อสาธารณประโยชน์ หรือเป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต หรือเป็นเพียงการติชมตามปกติวิสัย ในบรรดาการกระทำของรัฐบาลหรือของราชการแผ่นดิน การกระทำนั้นไม่ให้ถือว่าเป็นความผิด
นอกจากปัญหาในแง่ของหลักการการคุ้มครองบุคคลในตำแหน่ง ระดับอัตราโทษ ตลอดจนเหตุยกเว้นความผิดที่ได้กล่าวมาข้างต้นแล้ว ปัญหาที่ดูจะหนักกว่าและแก้ไขได้ยากกว่าคือปัญหาการตีความตัวบทมาตรา 112 โดยองค์กรตุลาการ ปัญหาดังกล่าวนี้สัมพันธ์ใกล้ชิดกับความเข้าใจอุดมการณ์ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ กับการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด กล่าวให้ถึงที่สุดการตีความบทบัญญัติมาตรา 112 แยกไม่ออกจากความเข้าใจในเรื่อง “ระบอบ” การปกครอง
ถึงแม้ว่าบทบัญญัติมาตรา 112 จะใช้ถ้อยคำที่มีความชัดเจนตามสมควร คือ คำว่า หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย ซึ่งหมายความว่า การกระทำที่ไม่สมควร การกระทำที่มีลักษณะไม่เคารพ ไม่นับถือ ซึ่งไม่ถึงขนาดเป็นหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย จะถือว่าเป็นการกระทำความผิดตามมาตรา 112 ไม่ได้ก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาจากแนวทางการปรับใช้กฎหมายของศาล ตลอดจนการดำเนินคดีโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจและการฟ้องคดีโดยพนักงานอัยการย่อมจะเห็นได้ว่ามีการนำเอาถ้อยคำของบทบัญญัติมาตรานี้ใช้บังคับไปถึงการไม่แสดงความเคารพ ซึ่งบางกรณีก็เป็นการแสดงออกต่อสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ เช่น การไม่ยืนตรงเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมีด้วย ในทางหลักวิชา การใช้กฎหมายอาญาในลักษณะเช่นนี้ย่อมต้องถือว่าเป็นการเทียบเคียงบทกฎหมายลงโทษบุคคล ซึ่งถือว่าต้องห้าม ไม่สามารถกระทำได้ในทางกฎหมายอาญา ผลพวงจากการนี้ทำให้การแสดงความคิดเห็นที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบรัฐธรรมนูญไม่สามารถกระทำอย่างตรงไปตรงมาได้ เพราะผู้ที่แสดงความคิดเห็นอาจถูกฟ้องร้องดำเนินคดีในความผิดฐานนี้ได้
ปัญหาที่เกิดขึ้นในระดับที่มากไปกว่าตัวบทดังที่ได้ชี้ให้เห็นโดยสังเขปนี้ จะแก้ไขได้ก็แต่โดยการสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่บุคคลทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาบุคคลที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมว่า บทบัญญัติที่คุ้มครองเกียรติของประมุขของรัฐนั้น จะต้องได้รับการใช้และตีความให้สอดคล้องกับอุดมการณ์ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ใช้และตีความเพื่อรับใช้อุดมการณ์ของการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ซึ่งพ้นสมัยเสียแล้ว
กล่าวให้ถึงที่สุด การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ย่อมไม่อาจแก้ไขได้แต่เพียงระดับตัวบทเท่านั้น เพราะแม้มีการยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 แล้ว ก็ยังคงต้องมีบทบัญญัติที่คุ้มครองเกียรติของประมุขของรัฐเข้ามาแทนที่อยู่ดี การแก้ปัญหาที่ถูกต้องและยั่งยืนจึงต้องแก้ที่สำนึกเกี่ยวกับอุดมการณ์ของการปกครองที่อยู่เบื้องหลังตัวบท และเป็นตัวกำกับการตีความตัวบท จะต้องทำให้อุดมการณ์ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญเป็นสิ่งที่ฝังอยู่ในสำนึกของบรรดาบุคคลทั้งปวงในกระบวนการยุติธรรม
การรณรงค์ให้ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่กำลังทำกันอยู่นั้น จึงต้องเป็นการยกเลิกตัวบทในปัจจุบันเพื่อสร้างตัวบทใหม่ที่สอดคล้องกับหลักการในทางรัฐธรรมนูญและในทางกฎหมายอาญา และต้องเป็นการยกเลิกอุดมการณ์ในการตีความตัวบทมาตรา 112 ที่ผ่านมาด้วย ซึ่งการกระทำในระดับอุดมการณ์นี้ หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องอภิปรายถึงสถานะของพระมหากษัตริย์ในทางรัฐธรรมนูญ วิเคราะห์แยกแยะส่วนที่สอดคล้องและส่วนที่ขัดแย้งกับการปกครองระบอบประชาธิปไตย บังคับใช้ส่วนที่สอดคล้อง แก้ไขส่วนที่ขัดแย้ง และกำหนดกฎเกณฑ์เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ให้รับกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญให้ถูกต้องต่อไป.
บันทึกช่วยจำ “แผลเก่า” ถึง “แผลใหม่”: 7 ปีการหายตัวไปของทนายสมชาย
ที่มา ประชาไท
เอกรินทร์ ต่วนศิริ
ชื่อบทความเดิม: บันทึกช่วยจำ “แผลเก่า” ถึง “แผลใหม่” บทความรำลึกครบรอบ 7 ปีการหายตัวไปของทนายสมชาย นีละไพจิตร
| 1. หะยีสุหลงถูกอุ้มหาย 24 มีนาคม 2497 หะยีสุหลงตัวแทนของชาวมลายูมุสลิมปาตานีได้ยื่นข้อเสนอ 7 ข้อต่อรัฐบาลไทย จากข้อเรียกดังกล่าวจึงทำให้หะยีสุหลงถูกมองเป็นกบฏ เป็นผู้นำแบ่งแยกดินแดน ถูกจับดำเนินคดี 2 ข้อหาสำคัญ คือเป็นกบฏและหมิ่นประมาทรัฐบาลที่กล่าวหากดขี่ประชาชน ในที่สุดศาลได้ตัดสินให้หะยีสุหลงพ้นมลทินข้อหากบฏ หลังจากนั้นตำรวจสันติบาลที่สงขลาเรียกพบหะยีสุหลง อับดุลกาเดร์ โต๊ะมีนากับบุตรและเพื่อนรวมจำนวน 4 คน แต่ทว่าหลังจากนั้น ก็ไม่พบร่องรอยของหะยีสุหลงและพวก ทำให้เข้าใจกันในหมู่คนมลายูว่า หะยีสุหลงได้ถูกฆ่าและจับถ่วงน้ำที่ทะเลสาบสงขลา | ผลสะเทือน
| ผลสะเทือนทางการเมือง ปี 2500 อันเป็นปีที่กำหนดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ หะยีอามีน โต๊ะมีนา ลูกชายของหะยีสุหลงคนถัดจากอาห์มัด โต๊ะมีนา เป็นหนึ่งในผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกผู้แทนราษฎร ในช่วงการรณรงค์หาเสียง ประเด็นจึงหนีไม่พ้นเรื่องของศาสนาและการเมือง ซึ่งประจวบเหมาะกับการที่มาเลเซีย ได้รับเอกสารจากอังกฤษในปีเดียวกันนั้น ความตื่นตัวของชาวมุสลิมใน 4 จังหวัดภาคใต้เรื่องสิทธิและเสรีภาพแห่งตนจึงเกิดขึ้นอีกครั้ง หะยีอามีน โต๊ะมีนาได้รับเลือกให้เป็นส.ส.ปัตตานีทั้ง 2 ครั้งที่มีการเลือกตั้งซ้อน ๆ กันถึง 2 ครั้งในปี 2500 |
| 2. ประท้วงหน้ามัสยิดกลางปัตตานี 2518 ชาวมลายูมุสลิมถูกทหารซึ่งตั้งค่ายอยู่ที่วัดเชิงเขา ต.บารูกาสาเมาะ อ.บาเจาะ ได้กั้นรถและตรวจค้น ก่อนที่ชายทั้ง 5 คน กลายเป็นศพถูกนำไปโยนทิ้งแม่น้ำบริเวณสะพานกอตอ เนื่องจากความไม่พอใจที่มีการฆ่าชาวบ้านที่ “สะพานกอตอ” ได้ทำให้นำไปสู่การประท้วงเรียกร้องความเป็นธรรมเกิดขึ้นหน้าศาลา กลางจังหวัดปัตตานี ในวันที่ 11 ธ.ค. 2518 การ ประท้วงผ่านไปได้แค่ 3 วัน ในคืนวันที่ 13 ธ.ค. 2518 มีมือลึกลับขว้างระเบิดใส่ที่ชุมนุม ทำให้มีผู้เสียชีวิต 12 คน บาดเจ็บอีก 25 คน ก่อนจะย้ายมาชุมนุมสถานที่ใหญ่ ณ มัสยิดกลางปัตตานี | ผลสะเทือน
| ผลสะเทือนทางการเมือง ปีรุ่งขึ้นสังคมไทยตกอยู่ในภาวะ “ลงแดง” กลุ่มฝ่ายขวา ได้การปราบปรามนักศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในวันที่ 6 ตุลา 2519 |
| 3. การประท้วงฮิญาบ 2531 การประท้วงฮิญาบ เป็น เวลาหนึ่งสัปดาห์ที่จ.ยะลาเมื่อปี 2531 เป็นการประท้วงเพื่อสนับสนุนนักศึกษามุสลิมในสถาบันราชภัฎยะลาประมาณ 7 คน ที่ต้องการแต่งฮิญาบตามบัญญัติอิสลาม คือปกปิดเรือนร่างทั้งหมดด้วยเสื้อผ้าหลวม ๆ ยกเว้นใบหน้าและฝ่ามือ ซึ่งขัดกับเครื่องแบบของสถาบัน การต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งเครื่องแต่งกาย ตามบัญญัติศาสนาของนักเรียน นักศึกษา ข้าราชการทุกกระทรวงของสตรีมุสลิม เป็นการต่อสู้ที่เกิดจากภาคประชาชนภายใต้บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญว่าด้วย สิทธิในการนับถือศาสนา | ผลสะเทือน
| ผลสะเทือนทางการเมือง กรณีประท้วงฮิญาบทำให้กลุ่มวาดะฮฺนำโดย นายเด่น โต๊ะมีนา ส.ส.ปัตตานี นายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ ส.ส.นราธิวาส นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ส.ส.ยะลา และ นายสมบูรณ์ สิทธิมนต์ ส.ส.กระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ ตัดสินใจลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งเดือนกรกฎาคม 2531 และในการเลือกตั้งครั้งนั้น พรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาเป็น ส.ส. ทำหน้าที่ตัวแทนของประชาชนในพื้นที่ จ.ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เลยแม้แต่คนเดียว |
| 4. อุ้มหายทนายสมชาย 12 มีนาคม 2547 ในฐานะของทนายที่ติดตามคดีทางภาคใต้ และได้เห็นการกระทำที่เจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติต่อประชาชน สมชาย นีละไพจิตร จึงออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกกฎอัยการศึก ทั้งยังล่า 50,000 รายชื่อ เพื่อขอแก้ไขกฎหมายนี้ และออกมาเปิดโปงการทรมานผู้ต้องหาในคดีปล้นปืนเผาโรงเรียน ทั้งเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีส่งคณะแพทย์เข้าไปดูอาการของผู้ต้องหา ก่อนที่จะถูกกลุ่มชายฉกรรจ์อุ้มลักพาตัวไปในรถคันหนึ่งใจกลางกรุงเทพฯ ที่สำคัญคือในช่วงนั้น "ทนายสมชาย" กำลังดำเนินคดีสำคัญอยู่คือ เป็นทนายให้กับจำเลยในคดีก่อการร้ายในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยผู้ต้องหาเป็นมลายูมุสลิม 5 คน ถูกจับกุมและถูกซ้อมทรมานระหว่างการควบคุมตัว | ผลสะเทือน
| ผลสะเทือนทางการเมือง การถูกบังคับสูญหายทนายสมชาย นีละไพจิตร ได้ทำให้เรื่องของกระบวนการสิทธิมนุษยชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้รับการเอาใจใส่มากขึ้น เป็นคดีหนึ่งซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม และหลักนิติธรรมในประเทศไทย โดยเฉพาะกับประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งแม้รัฐบาลจะประสบความสำเร็จใน การให้ความช่วยเหลือ เยียวยา รวมถึงการพัฒนาในด้านต่างๆ แต่สิ่งเดียวที่รัฐยังไม่เคยให้แก่ประชาชนคือ ความยุติธรรม และ ความเสมอภาคทางกฎหมาย จนทำให้เกิดกระแสเรียกร้องภายในสังคมมลายูปาตานี ในเรื่องของกระบวนการตรวจสอบการทำงานของรัฐมากขึ้น และเกิดการทำงานทางด้านสิทธิมนุษยชนและสิทธิความเป็นพลเมืองตามขึ้นมาด้วย |
| 5. กรณีมัสยิดกรือเซะ 28 เมษายน 2547 เมื่อเช้าตรู่วันที่ 28 เมษายน 2547 กลุ่มผู้ก่อการ ได้โจมตีป้อมตำรวจที่อยู่ใกล้ๆ กับมัสยิดกรือเซะ พลเอก พัลลภ ปิ่นมณี รองผอ.กอ.รมน ได้เดินทางไปถึงที่เกิดเหตุ มีประชาชประมาณ 2,000-3,000 คน รวมตัวกันอยู่ที่บริเวณมัสยิด เจ้าหน้าที่ปิดล้อมมัสยิดอยู่นานครึ่งค่อนวัน ทางตำรวจทหารตัดสินใจบุกเข้าไปในมัสยิด ใช้ระเบิดมือและอาวุธ จนเป็นเหตุให้กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบที่อยู่ภายในมัสยิดทั้ง 32 คนเสียชีวิต การสังหารกลุ่มบุคคลภายในมัสยิด กรือเซะ ดังกระฉ่อนแพร่กระจายไปทั่วโลกโดยภาพรวมต่างๆที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์นี้ทำ ให้คนต้องจบชีวิตลงกว่าหลายร้อยคน นอกจากนี้แล้วสิ่งที่เลวร้ายเหล่านี้นั้นทำให้ความไม่สงบในเขตจังหวัดชายแดน ภาคใต้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆทุกวัน | ผลสะเทือน
| ผลสะเทือนทางการเมือง ในความทรงจำ กับความรุนแรงครั้งนี้ ได้ตอกย้ำความรู้สึกของผู้ที่ถูกกระทำอย่างยิ่ง เพราะว่าการสังหารหมู่ครั้งนี้ ได้กระทำต่อหน้าชาวมลายูมุสลิมปาตานีทั้วโลก เหตุเพราะว่าได้มีการถ่ายทอดสดทางทีวีในการปราบปรามและสังหารครั้งนี้ ทำให้ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลแลรัฐไทย ได้ถึงขีดต่ำสุด และเป็นความรู้สึกเย็นยะเยือกทางด้านสังคม การเมืองในจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างยิ่ง จนทำให้ผลการเลือกตั้งครั้งต่อมาหลังจากนั้น ได้ทำให้ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ no vote แก่รัฐบาลไทยรักไทย และต่อมาพรรคการเมืองฝ่านตรงกันข้ามได้รับการเลือกจากประชาชนในพื้นที่กลับมาอีกครั้ง |
| 6. สังหารหมู่ตากใบ 25 ตุลาคม 2547 เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2547 เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงจากหน่วยต่างๆ ถูกระดมมาเพื่อสลายผู้ชุมนุมชาวมุสลิม ที่มารวมตัวกันอยู่หน้าสถานีตำรวจภูธรอำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ผู้ชุมนุมประท้วง 7 คนถูกยิงเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ขณะที่ผู้ชุมนุมประท้วงอีก 78 คนขาดอากาศหายใจ หรือถูกทับจนเสียชีวิตระหว่างที่ถูกขนย้ายไปยังสถานที่ควบคุมตัว การดูแลทางการแพทย์ที่ไม่เหมาะสมในช่วงเวลาหลายวัน ที่ผู้ชุมนุมประท้วงกว่า 1,200 คนอยู่ในความควบคุมของทหาร ทำให้มีผู้ประท้วงจำนวนมากมีอาการบาดเจ็บรุนแรง และต้องถูกตัดแขน หรือขา ยังไม่มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ต้องแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ตากใบ แต่ผู้ชุมนุมประท้วงชาวมุสลิม 58 คนกลับถูกตั้งกล่าวหาว่า กระทำความผิดในทางอาญา | ผลสะเทือน
| ผลสะเทือนทางการเมือง เหตุการณ์ครั้งนี้ได้ทำให้เกิดผลกระทบอย่างกว้างขวางและยื้อเยื้อ นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์จนกระทั่งสู่กระบวนการยุติธรรมศาลไทย ที่ตัดสินว่า การตายของผู้ชุมนุมเพราะว่าขาดอากาศหาย ไร้ซึ่งคนรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดต่อชาวมลายูมุสลิมปาตานี ในทางกลับกันลูกหลานและญาติพี่น้องของผู้ที่เสียชีวิต ก็ได้ตัดสินใจจะเข้าร่วมในการปฎิบัติกับกลุ่มติดอาวุธในพื้นที่ และเหตุการณ์ครั้งนี้ก็เป็นเงื่อนไขสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้เหตุผลของกลุ่มที่ติดอาวุธมีพลังและโน้มน้าวให้เด็กรุ่นใหม่เข้าขบวนการ ส่วนทางการเมือง ทำให้เกิดภาวะ “รัฐล้มเหลว” อย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา |
ครบรอบเจ็ดปีการหายไปของทนายสมชาย
20.30 น. วันที่ 12 มีนาคม 2554
เอกรินทร์ ต่วนศิริ
หมายเหตุ:
- อนึ่ง องค์กรปลดล่อยสหปัตตานีหรือพูโล (อังกฤษ: Patani United Liberation Organization) ก่อตั้งเมื่อ 22 มกราคม พ.ศ. 2511 โดยตวนกูบีรอ กอตอนีลอ หรือ อดุลย์ ณ วังคราม บัณฑิตจากอินเดีย ได้รวมเพื่อนๆ จัดตั้งองค์กรนี้ที่ซาอุดิอาระเบีย การดำเนินงานในระยะแรกเน้นการปลุกระดมมวลชนโดยมีกลุ่มเป้าหมายที่ผู้นำศาสนาและผู้นำท้องถิ่น พูโลจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธสำเร็จเมื่อ พ.ศ. 2519 ผู้นำกองกำลังที่สำคัญมีหลายคน เช่น หะยียูโซะ ปากีสถาน และหะยีสะมะแอ ท่าน้ำ มีการส่งเยาวชนไปฝึกวิชาทหารและการก่อวินาศกรรมที่ลิเบียและซีเรีย องค์กรเริ่มมีปัญหาจากการปราบปรามของรัฐและนโยบายใต้ร่มเย็นในช่วงหลัง จน พ.ศ. 2525 จนนำไปสู่การแตกแยกภายในองค์กร
อริสมันต์แถลงผ่านYouTubeยังไม่มอบตัว-ปัดถูกจับ หลังคู่หูแรมโบ้อีสานกับ4แกนนำมอบตัวได้ประกัน
ที่มา Thai E-News
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา YouTube Thailandmirror
นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง แกนนำนปช.ที่รัฐบาลต้องการตัวมากที่สุดคนหนึ่ง แถลงผ่านทาง YouTube ปฏิเสธข่าวเข้ามอบตัวกับDSI และข่าวลือถูกจับในปอยเปต กัมพูชา โดยขอปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง
ผมจะตัดสินใจเข้ามอบตัวก็ต่อเมื่อนายอภิสิทธิ์ยุบสภา มีพรฎ.เลือกตั้ง จัดให้มีการเลือกตั้ง ผมไม่ยอมจำนนต่อรัฐบาลทรราชที่เข่นฆ่าประชาชน ผมอยากให้ประเทศมีประชาธิปไตยมีความยุติธรรม หากนายอภิสิทธิ์กับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ศอฉ. ผู้นำเหล่าทัพ ขึ้นศาลฐานอาชญากรสังหารประชาชน ผมก็พร้อมจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมต่อสู้ทุกข้อกล่าวหาที่มีกับผม
จตุพรชี้มีคนอาฆาตกี้ร์ถ้ามอบตัวไม่ปลอดภัย
นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. กล่าวถึงการเข้ามอบตัวของแกนนำ นปช. อาทิ นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ นายพายัพ ปั้นเกตุ พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ ว่า ก่อนที่จะมาได้มีการหารือกันมาแล้ว ว่ามาแล้วต้องได้รับความปลอดภัย แต่ก็ฝากไปเตือนพรรคพวกอย่าได้ประมาท เพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น ส่วนนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง ที่ยังไม่เข้ามามอบตัวเพราะต้องดูสถานการณ์ก่อน ยังเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยซึ่งเป็นเรื่องหลัก เมื่อมาแล้วจะได้ประกันตัวหรือไม่เป็นเรื่องรอง นายอริสมันต์ ยังมีคนอาฆาตถ้ามาอาจไม่ปลอดภัย นปช.ทุกคนต่างรู้เรื่องดี เลยยังไม่อยากให้มา และได้พูดคุยกันแล้วคนในครอบครัวก็เข้าใจดี
4แกนนำ แรมโบ้อีสาน,พายัพ,ไวพจน์,ชินวัฒน์มอบตัวได้ประกัน
วันนี้ เมื่อเวลา 10.00 น. นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ หรือแรมโบ้อีสาน พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ นายพายัพ ปั้นเกตุ และนายชินวัฒน์ หาบุญพาด แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ซึ่งหลบภัยการเมือง หลังถูกออกหมายจับในข้อกล่าวหาคดีก่อการร้าย ได้เดินทางมาพร้อมกับนายคารม พลทะกลาง ทนายนปช. มายังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อเข้ามอบตัวต่อสู้คดีกับพนักงานสอบสวนดีเอสไอ โดยเบื้องต้นพนักงานสอบสวนจะให้ประกันตัวแต่กำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติม ซึ่งจะครอบคลุมถึงการสั่งห้ามไม่ให้เข้าร่วมการชุมนุม
นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า พนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้แจ้งข้อกล่าวหาคดีก่อการร้ายทั้ง 4 ราย แต่ทั้งหมดปฏิเสธข้อกล่าวหาและจะขอให้รายละเอียดเพิ่มเติมภายหลัง ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ปล่อยตัวชั่วคราวด้วยเงินประกันรายละ 600,000 บาท พร้อมเงื่อนไขเช่นเดียวกันแกนนำรายอื่นที่ได้รับการล่อยตัวชั่วคราวก่อนหน้านี้คือ ห้ามยุยง ปลุกปั่น ห้ามเดินทางออกนอกประเทศ และได้เพิ่มเงื่อนไขพิเศษอีกหนึ่งข้อคือการห้ามเข้าร่วมชุมนุมทางการเมือง โดยทั้งหมดรับปากว่าจะไม่เข้าร่วมการชุมนุมโดยมิชอบ
อย่างไรก็ตาม ดีเอสไอนัดส่งตัวให้อัยการในวันที่ 29 มี.ค.นี้ ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้รับการติดต่อเพื่อเข้ารับทราบข้อกล่าวหาคดีก่อการร้ายจากแกนนำคนอื่น ๆ แต่เชื่อว่าจากเงื่อนไขของศาลก่อนหน้านี้จะทำให้แกนนำที่เหลือทยอยเดินทางเข้ามามอบตัว
สำหรับนายนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง ก็ยังไม่มีการติดต่อ และไม่ทราบว่าอยู่ที่ไหน แต่หากเข้ามามอบตัวจริงคงต้องมีเงื่อนไขที่แตกต่างจากแกนนำรายอื่น
ส่วนการขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่นปช.เมื่อวันที่ 12 มี.ค. ของ 7 แกนนำที่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวนั้น ถือเป็นเรื่องที่ดีเอสไอมีความกังวล และขณะนี้อยู่ระหว่างการถอดเทปคำปราศรัย หากเข้าข่ายยุยง ปลุกปั่นก็จะยื่นถอนประกันกับศาลทันที แต่หากไม่พบว่าเป็นการเข้าข่ายผิดเงื่อนไขก็จะติดตามความเคลื่อนไหวของแกนนำต่อไป
ด้านนายสุภรณ์ "แรมโบ้อีสาน"กล่าวภายหลังเข้ารับทราบข้อกล่าวหาว่า เป็นความตั้งใจแต่แรกที่จะเข้ามอบตัวทันทีหลังประกาศยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ อีกทั้งบรรยากาศทางการเมืองเริ่มดีขึ้น ทุกอย่างเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง และแกนนำหลายคนก็จะลงสมัครเลือกตั้งด้วย
ส่วนเงื่อนไขเรื่องห้ามเข้าร่วมการชุมนุม ตนเชื่อว่าการชุมนุมเป็นสิทธิที่สามารถทำได้หากเป็นการดำเนินการภายใต้ข้อกฎหมาย ที่ผ่านมาตนไม่ได้หลบหนีไปอยู่ประเทศกัมพูชาตามที่มีข่าว รวมถึงไม่มีโอกาสได้เจอหรือติดต่อกับนายอริสมันต์ รวมถึงไม่ได้พบกับนางวริศรียา บุญสม หรือ "อ้อ" และนายกอบชัย บุญปลอด หรือ "อ้าย" 2 ผู้ต้องหาคดีวางระเบิดหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่ให้การกับพนักงานสอบสวนว่าเคยมาพบพวกตนในประเทศกัมพูชา ทั้งนี้ในช่วงที่หลบหนีน้ำหนักตัวได้ลดลงไปกว่า 10 กิโลกรัม
ด้านนายคารม พลทะกลาง ทนายความนปช. กล่าวว่า ได้รับการติดต่อเรื่องการเข้ามอบตัวสู้คดีจากนายอริสมันต์ แต่ยังไม่สามารถระบุวันที่แน่นอนได้ เนื่องจากนายอริสมันต์ยังห่วงเรื่องความปลอดภัยส่วนตัว ขณะที่เงื่อนไขการประกันเชื่อว่าจะได้รับการปล่อยตัวเช่นเดียวกับแกนนำรายอื่น
******
ข่าวเกี่ยวเนื่อง:
-วิสา+ไพจิตรพร้อมหัวหน้าการ์ดนปช.มอบตัวตามอดิศร อริสมันต์ยันเป็นผู้ก่อการรักยังหลบภัยมืด
-อริสมันต์เปิดเส้นทางหนียิ่งกว่าในหนัง เปิดใจถึงแม่ยกรัฐบาลหากหมายหัวจะเอาชีวิตก็ให้บอกมาเลย
100 ปี สตรีสากล เครือข่ายสตรีชายแดนใต้ร้องรัฐ-สื่อ-สังคม คืนชีวิตปกติสุข
ที่มา Thai E-News
นับแต่เกิดสถานการณ์รุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีสตรีเสียชีวิตโดยตรงจากสถานการณ์รวม 289 คน ได้รับบาดเจ็บอีกจำนวน 1,310 คน สูญเสียสามี ที่เป็นหัวหน้าครอบครัวกว่า 2,000 ครอบครัว ดูแลบุตรที่กำพร้าพ่อ ไม่น้อยกว่า 5,000คน ในโอกาส 100 ปีวันสตรีสากล เครือข่ายสตรีภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ จึงขอเรียกร้องต่อรัฐ,สื่อและสังคมดังนี้..(ภาพข่าว:BungarayaNews สื่อสันติภาพชายแดนใต้)
โดย ปาแด งา มูกอ
14 มีนาคม 2554
วันนี้ผมมีความปลื้มปิติเป็นอย่างมาก พร้อมไปกับความละอายและทุเรศตัวเองอย่างมากมาก ไม่ทราบว่าบรรดาท่านสุภาพบุรุษ ชายอกสามศอกชายแดนใต้ทั้งหลายจะมีความรู้สึกเหมือนกับผมหรือไม่
ผมติดตามบทบาทหน้าที่สุภาพสตรีทุกท่านเหล่านี้มาตลอด ต้องยอมรับว่า บางเรื่องบางราวผมทำแบบท่านไม่ได้จริงๆ ความมุ่งมั่น ความจริงใจ ความอดทน ความกล้า ความอ่อนโยน คือสิ่งที่ประชาชนส่วนใหญ่ยอมรับ มิใช่แต่สุภาพสตรีเท่านั้น สุภาพบุรุษแบบผม ก็ต้องขอน้อมรับด้วยความเคารพ
เริ่มจากหญิงเหล็ก จชต.(จังหวัดชายแดนภาคใต้) ก่อนน่ะครับ
อันดับแรกคุณอังคณา นีละไพจิตร นักต่อสู้หาความเป็นธรรมให้กับสามีเธอ (คุณสมชาย นีละไพจิตร) ผู้สาบสูญ สู้ไปสู้มากลายมาเป็นนักสู้หาความเป็นธรรมให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดนใต้
อันดับสอง คุณหมอเพชรดาว โต๊ะมีนา สายเลือดนักต่อสู้ที่ได้รับมาจากคุณปู่ คุณลุง คุณพ่อ
อันดับสาม คุณพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ Ngo สาวที่ทั้งแกร่งและกล้าในพื้นที่ ที่ลูกผู้ชายหลายล้านคนไม่กล้าทำงานแบบเธอ
สำหรับหญิงเหล็ก กทม.(กรุงเทพมหานคร) ที่ประกอบด้วย อาจารย์จา,อาจารย์หวาน,อาจารย์ตุ้ม และ อาจารย์รักฯ น้องนุชสุดท้อง (ขออภัยที่เรียกชื่อเล่นท่านอาจารย์ทั้ง 4 ) ทางชายแดนใต้ท่านทั้งสี่ ท่านฟังผมให้ดีน่ะครับ ท่านคือแม่แบบแห่งการต่อสู้ของสุภาพสตรียุคใหม่
เรื่องที่ทำให้ผมปลื้มปิติ และละอายใจตัวเอง ก็คือ การแสดงบทบาทของเครือข่ายสตรีภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ เกี่ยวกับ เรื่อง 100 ปีสตรีสากล (8 มีนาคม 2554) ถึงแม้ว่าการแสดงบทบาทของเครือข่ายสตรีชายแดนใต้ครั้งนี้จะล่าช้าไปนิด แต่ถือได้ว่ากำแพงขวากหนามที่กีดกันความคิดของจังหวัดชายแดนภาคใต้ มันได้ถูกทำลายลงแล้วเมื่อวานนี้ (13 มีนาคม 2554 )
13 มีนาคม 2554 เครือข่ายสตรีภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ ออกแถลงข้อเรียกร้องเนื่องในวันครบรอบวันสตรีสากล รีบแก้ไขสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หลังสตรีเสียชีวิตโดยตรงจากสถานการณ์รวม 289 คน และได้รับบาดเจ็บอีกจำนวน 1,310 คน โดยแถลงการณ์มีข้อเรียกร้อง มีดังนี้
ข้อเรียกร้องของเครือข่ายสตรีภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้
ในโอกาสครบรอบ 100 ปี วันสตรีสากลสถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องกว่า 7 ปี ทำให้มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์กว่า 4,000 คน บาดเจ็บกว่า 7,000 คน เป็นสตรีที่ต้องสูญเสียสามี ที่เป็นหัวหน้าครอบครัวกว่า 2,000 ครอบครัว ซึ่งต้องดูแลบุตรที่กำพร้าพ่อ ไม่น้อยกว่า 5,000 คน
และยังมีสตรีที่ได้รับผลกระทบจากการที่สามี หรือสมาชิกในครอบครัว ต้องคดีความมั่นคงอีกกว่า 7,000 ครอบครัว สภาพดังกล่าวนี้ นับเป็นภาระที่สตรีต้องเผชิญ ซึ่งหนักหน่วงกว่าสตรีในพื้นที่ใดๆของประเทศนี้
ในวาระครบรอบ 100 ปี วันสตรีสากล สตรีจากทั่วทุกแห่ง ได้มีโอกาสเฉลิมฉลอง พร้อมกับส่งเสียงแห่งความ ทุกข์ยาก และเสนอข้อเรียกร้องที่ต้องการมีชีวิตที่ดีกว่า ให้คนทั้งประเทศ และทั่วทุกมุมโลกได้รับฟังและสนับสนุนมา ตั้งแต่ 8 มีนาคมที่ผ่านมา และตลอดต่อเนื่องในดือน อันเป็นวาระโอกาส ที่มีความหมายสำคัญยิ่งทางประวัติศาสตร์ในครั้งนี้
พวกเรา เครือข่ายสตรีภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ ซึ่งเป็นสตรีที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ และสตรีที่ร่วมขับเคลื่อนงาน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเสริมสร้างสันติภาพในพื้นที่ ขอร่วมเสนอข้อเรียกร้อง ดังนี้
ข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลและหน่วยงานด้านความมั่นคง
1. รีบแก้ไขและควบคุมสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นในขณะนี้ ให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร่งด่วน เพื่อให้ประชาชนสามารถดำรงชีพได้อย่างปลอดภัย ไม่ตกอยู่ภายใต้ความหวาดกลัว และหวาดระแวง
2. ปกป้อง และคุ้มครองทุกชีวิต ไม่ให้มีการสูญเสียเกิดขึ้นอีกต่อไป เพราะการสูญเสีย ทำให้สตรี โดยเฉพาะผู้เป็นแม่และเมีย ต้องเผชิญกับความทุกข์ยากลำบาก และกลายเป็นผู้ต้องแบกรับภาระและผลกระทบอันหนักหน่วงตามมาเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และรัฐบาลเองก็ต้องแบกรับภาระทางงบประมาณในการเยียวยาเช่นที่ดำเนินการมาหลายปี
3. เพิ่มมาตรการพิเศษในการปกป้องคุ้มครองสตรี ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบาง ที่นับวันได้กลายเป็นเหยื่อโดยตรงของสถานการณ์ความรุนแรงเพิ่มขึ้น ปัจจุบันมีสตรีที่เสียชีวิตโดยตรงจากสถานการณ์รวม 289 คน และได้รับบาดเจ็บอีกจำนวน 1,310 คน
4. มาตรการด้านความมั่นคงใดๆที่ใช้ต่อบุรุษ ซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัว หรือเยาวชนที่อยู่ภายใต้การดูแลของสตรี ขอให้ยึดหลักนิติธรรม สิทธิมนุษยชนอย่างเคร่งครัด และคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมาต่อสตรีและครอบครัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ข้อเรียกร้องต่อสื่อมวลชนและสื่อทางเลือก
1. คำนึงถึงผลกระทบในการนำเสนอข่าวสาร ที่จะทำให้เกิดความบาดหมางและแตกแยกระหว่างประชาชน ที่นับถือศาสนาพุทธ และอิสลาม เพราะปัจจุบัน ประชาชนทั้งสองศาสนา ล้วนเป็นเหยื่อของสถานการณ์ความรุนแรง
2. นำเสนอข่าวสารที่จะช่วยทำให้คนในประเทศ เข้าใจรากเหง้าและความสลับซับซ้อนของเหตุการณ์ มากกว่าปรากฏการณ์รายวัน รวมทั้งเพิ่มพื้นที่การนำเสนอข่าวสาร ความเคลื่อนไหว มุมมองของสตรีและภาคประชาสังคมในการคลี่คลายสถานการณ์ความรุนแรง
ข้อเรียกร้องต่อสตรีและชุมชนสังคมชายแดนใต้
1. ขอให้เท่าทันต่อสถานการณ์ความรุนแรง ไม่ส่งเสริม ไม่สนับสนุนการใช้ความรุนแรง ไม่ว่าจากฝ่ายใด
2. ใช้แนวทางสันติวิธีในการต่อสู้ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อเรียกร้องที่ต้องการ หรือเมื่อไม่ได้รับความเป็นธรรม
เครือข่ายสตรีภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้
วันที่ 13 มีนาคม 2554
อ่านจบแล้ว ขอกราบคารวะด้วยความจริงใจ ผมคิดถึงแม่ครับ
********
ข่าวเกี่ยวเนื่อง:
-BungarayaNews:เครือข่ายสตรีใต้เรียกร้องรัฐ'สื่อ'สังคมใต้ ร่วมเคลื่อนเพื่อสร้างสันติภาพชายแดนใต้
-งานเปิดตัวเฉลิมฉลอง 100 ปีวันสตรีสากล 8 มีนาคม ดุเดือด: อภิสิทธิ์ ถูกด่า "มือใครเปื้อนเลือด" "ดีแต่พูด"
-วันรัก-อาจารย์สาวเสื้อแดงคนใหม่เปิดตัว
กระต่ายกับเต่า
ที่มา Thai E-News
กระต่าย เต่าแข่งขัน หลักชัยอยู่ไกลแสนไกล
สองคนต่างไม่ท้อใจ แข่งขันไปในเส้นทาง
ต่างมุ่งในเส้นทาง
ขาเต่ากระต่ายมันต่างกัน
สั้นยาวไม่มีสัมพันธ์ กระต่ายประมาทพลันมันหลับไหล
เต่าถึงเส้นชัย..เพราะพากเพียร
หันหน้ากันคนละทาง สร้างดาวกันคนละดวง
ช่วงชิงไปสู่สวรรค์....ใครไม่ทันเป็นคนหลงทาง
..กระต่ายพ่ายเต่า
...เจ้านกแสงตะวันบินผ่านมา...
...มันส่งเสียงเจรจา...
...ทำไมเกิดมาเพื่อแข่งขัน...
น่าจะร่วมกันสู่เส้นชัย
...ปลุกเพื่อนจากการหลับไหล...
...เพื่อสร้างสมชัยร่วมกัน...
ผลงาน:คาราวาน
บรรเลง:ฆาราวาส
ปากคำสาวเสื้อแดงที่โดนการ์ดนปช.คุมตัวส่งตำรวจกรณีแจกเอกสารม.112ในที่ชุมนุมใหญ่12มีนาคม
ที่มา Thai E-News

ที่มา เฟซบุ๊คคุณปลา แด่เพื่อนผู้เดือดร้อน

ภาพบน-การรณรงค์ยกเลิกม.112ในที่ชุมนุมใหญ่12มีนาคม ภาพล่าง-เหตุระหว่างการ์ดนปช.คุมตัวกลุ่มที่เผยแพร่เอกสารม.112ส่งตำรวจ
หมายเหตุไทยอีนิวส์:เมื่อวันชุมนุมใหญ่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา เกิดเหตุการ์ดนปช.คุมตัวสตรีเสื้อแดงรายหนึ่งที่นำเอกสารเกี่ยวกับม.112จะไปเผยแพร่ในที่ชุมนุมส่งตำรวจ แต่ตำรวจปล่อยตัวเพราะตรววจสอบแล้วไม่มีความผิด ประเด็นนี้ได้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในหมู่คนเสื้อแดงอย่างกว้างขวาง สตรีรายนี้ได้เขียนบันทึกในเฟซบุ๊คเรื่อง ชี้แจงข้อเท็จจริง กรณีเจ้าหน้าที่การ์ดนปช. นำส่งปลาให้คุณตำรวจสอบสวน ดังต่อไปนี้
13 มี.ค. 53 เรียนพี่น้องท่านที่เคารพ,
หลังจากผ่านพ้นคืนวันอันยากลำบากเมื่อวาน (12 มี.ค.) ตอบคำถามมิตรสหายที่ห่วงใยพร้อมให้ข้อมูลผู้ใหญ่อีกทั้งวัน รวมไปถึงพยายามจดจ่อกับข้อความมากมายที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างดุเดือด ทั้งรุนแรง เตือนสติ ติติง ด่าทอ ชื่นชม และให้กำลังใจ ซึ่งปลายินดีน้อมรับทุกความคิดเห็น จึงคิดว่าคงปล่อยทำมึนๆ อึนๆ อยู่เฉยอีกไม่ได้ เขียนอะไรเพื่อรับผิดชอบการกระทำ และชี้แจงเหตุการณ์เสียหน่อยดีกว่า
เรื่องไม่มีอะไรมาก เตรียมเอกสารมา 3 ชุด โดยจุดประสงค์ในใจเพื่อให้ความรู้กับชาวบ้าน เจตนาตั้งใจให้ชาวบ้านที่ไม่มีอินเตอร์เน็ต ได้เข้าถึงข่าวสาร รับรู้เหตุการณ์บ้าง
หลังจากกรำงานหนักทั้งอาทิตย์ อดนอนวันศุกร์อีกทั้งคืน เพื่อผลิตงานที่อาจจะเป็นได้ทั้งโบดำและโบแดงสำหรับใครหลายๆ คน เสร็จตอนรุ่งสาง อาบน้ำแต่งตัว เตรียมอุปกรณ์กล้อง และโน้ตบุ๊ก เดินทางข้ามจังหวัด เอาต้นฉบับเอกสารมาหาที่พิมพ์ สอบถามร้านถ่ายเอกสารและโรเนียวมาไม่ต่ำกว่า 15 ร้าน เพื่อหาร้านที่ถูก และดีที่สุด ตั้งแต่มหาชัย จุฬา ธรรมศาสตร์ วังหลัง ปิ่นเกล้า แล้วก็กลับมาจบที่วังหลัง
เงินติดตัวรวมกันกับเพื่อน มีอยู่ 1500 บาท ทำได้แค่อย่างมาก 3 รีม หน้าหลัง ไม่รู้ด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม และด้วยความประมาทไม่ได้กดเงินออกมา พอจะใช้ขึ้นมาจริงๆ บัตร ATM และบัตรเครดิตทั้งหมดที่มี กดไม่ได้ ด้วยเหตุผลให้ติดต่อธนาคารเจ้าของบัตร ส่วนเพื่อนก็ลืมประเป๋าตังค์ไว้ที่บ้าน ตกลงใจ X-rox ทั้งหมดอย่างละรีม
เสร็จสิ้นขบวนการ ราวๆ เกือบบ่าย 2 ข้าวเช้ายังไม่ตกถึงท้องและยังไม่ได้นอนเลย ถึงที่ชุมนุมราวบ่าย 2 กว่าๆ ฝนเริ่มโปรยลงมาพอเป็นกระษัย เพื่อนอีก 2 คน ตัดสินใจนำเอกสารที่ได้ทั้งหมดมาอุ้มไว้ ระหว่างหันรีหันขวางจะเอายังไง ก็เริ่มมีคนสงสัยใฝ่รู้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นมวลชนสูงอายุ ที่ไม่น่าจะมี Facebook ไว้ระบาย
เริ่มเดินมาเมียงมองสงสัยสอบถาม Target มาแล้ว!!!
จากนั้นระหว่างที่เพื่อนเริ่มตอบคำถามสนทนา คนแรกเริ่มดึง คนที่สองเริ่มตาม เอกสารเริ่มอยู่ในมือผู้สนทนา ระหว่างนั้นเรายืนถ่ายภาพบรรยากาศคนไม่หนีฝนอยู่ หันมาอีกที มีคุณการ์ดหนึ่งคนมาคว้าข้อมือเพื่อนเรา ดึงเอกสารออกไปอย่างค่อนข้างรุนแรง เจรจาว่าจะแจกอะไร ควรขออนุญาตส่วนกลาง
เราจึงตกลงให้เค้าเดินนำเราไปที่ส่วนกลางเพื่อชี้แจงจุดประสงค์ในการแจกเอกสารอย่างเต็มใจ ไม่มีท่าทีขัดขืน เมื่อไปถึง เราขอเดินเข้าไปชี้แจงเรื่องที่มาของเอกสารและแสดงตนอย่างบริสุทธิ์ใจ การ์ดเดินไปรายงานผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่เราค่อนข้างคุ้นเคย มีหน้าที่ดูแลการ์ดส่วนกลางโดยตรง
หลังจากพบปะเห็นหน้าทักทาย ผู้ใหญ่รับรองกับทุกคนถึงสถานะของเราว่าไม่ใช่คนอื่นมาแฝง แกรู้จัก เราจึงแจ้งเรื่องเอกสารว่าจะขออนุญาต จากนั้นได้เดินแยกออกมาเพื่อกลับออกมาจากหลังเวที
จากนั้นมีชายประมาณ 6 – 7 คน เข้ามาพูดคุยยึดเอาเอกสารไปจากมือเรา พร้อมทั้งขอค้นตัว ค้นกระเป๋า เมื่อความเหนื่อย อดนอน บวกกับความไม่เข้าใจในพฤติกรรมของการ์ดเริ่มปะทุออกมาในเวลาเดียวกัน ความไม่พอใจจึงเริ่มบังเกิด เราขอร้องแค่เพียงให้เขาอ่านเอกสารสักนิด เขาตอบกลับมาว่า “ไม่อ่าน ไม่มีอำนาจตัดสินใจ” และไม่ให้เรากลับเข้าไปพบผู้ใหญ่ท่านนั้นเพื่อสอบถามความชัดเจน
ซึ่งภายหลังเราทราบว่าไม่ใช่การ์ดที่รับผิดชอบส่วนกลาง เพียงแต่อาจจะหวังดีและด่วนตัดสินใจ เนื่องจากซื่อตรงและตั้งใจในการปฏิบัติหน้าที่ เมื่อตกลงกันไม่ได้ เนื่องจากเราไม่เข้าใจว่าทำไมจึงไม่อ่านเอกสารทบทวนก่อน พิจารณาก่อน เมื่อเริ่มไม่รู้เรื่อง เริ่มเสียงดัง เค้าบอกเราว่า โอเค งั้นน้องมาคุยกับพี่ด้านนอก
เราจึงเดินตามออกไป ด้วยเข้าใจว่าคงไม่น่ามีอะไร น่าจะตกลงเจรจากันได้ แต่ผลปรากฏ คือ เขานำเอกสารทั้งหมดไปวางปึ้ง! ที่โต๊ะเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมสำทับว่า น้องนี่ทำเอกสารหมิ่นมาแจก ขอให้เจ้าที่ตำรวจสอบปากคำและพิจารณาได้เลย เราหันไปมองหน้าพวกเขาด้วยความไม่เข้าใจ ทวงถามว่าเหตุใดที่ด่วนตัดสินเรา ไม่ฟังความ แทนที่จะเจรจาคุยกัน แต่กลับเลือกที่จะทำเรื่องราวให้บานปลายใหญ่โต
จากนั้นมีเรื่องราวเรื่องเครื่องหมายชฎา กับอะไรต่อมิอะไรตามมาอีกมากมาย เราได้แต่บอกว่าขอให้ใครสักคนในที่นี้ช่วยอ่านสักนิด ช่วยพิจารณา ก่อนได้มั้ย จากนั้นแล้ว หากจะตัดสินเราว่าผิดอย่างไร ก็ค่อยมาว่ากันต่อ
ไม่มีคำตอบใดๆ มีเพียงแต่สายตาเหยียดหยามดูแคลนของการ์ดเพียงบางคน(ที่เข้าใจว่าเรามาแฝง) กับการตัดสินคนโดยด่วนสรุป และประโยคที่ว่า “เดี๋ยวเราไปคุยกันที่โรงพัก” จากคุณตำรวจ เราได้แต่ก้มหน้าจำทนกับความไม่ยุติธรรมที่เกิดตรงหน้า
จริงอยู่ ไม่ได้จับกุมคุมขัง
จริงอยู่ ไม่ได้ใส่กุญแจมือ
จริงอยู่ ไม่ได้มีการลงบันทึกการจับกุม
แต่หัวใจ โดนคุมขังไปแล้วเสียสิ้น... กับคำกล่าวหาที่คุณตำรวจคนหนึ่ง เอ่ยกับเราว่า “คุณมันศรีธนญชัยนี่ !!!”
โดนพิพากษา???
ระหว่างเดินไปขึ้นรถ... หันมาบอกเพื่อนอีก 2 คน อย่ายุ่ง อย่าออกตัว ขอรับผิดคนเดียว ปลาทำเอง สมควรที่จะต้องรับผิดชอบการกระทำของตนเอง เพื่อนมาร่วมหัวจมท้าย เอาตัวมาเสี่ยงช่วยกัน ก็ดีเท่าไหร่แล้ว ยังมีหน้าจะหวังเอาความผิดไปให้เพื่อนได้อีกหรือ เพื่อนคนหนึ่งทำงานในที่แจ้งตลอดเวลา ในขณะที่อีกคนมีเรื่องเงื่อนที่ทำงานมาผูกรัดตัวไว้
ไปถึงสน.หลังจากคุณตำรวจทุกคนช่วยกันอ่านเอกสาร และกำลังพิจารณา เราตัดสินใจขอใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อยืนยันถึงที่มาของข้อมูล ว่าเป็นข้อมูลสาธารณะ เผยแพร่อย่างเปิดเผย ไม่ได้มีลับลมคมในเป็นที่ปกปิดแต่อย่างใด ความหวังเรายังคงมี ว่าคุณตำรวจอาจจะเข้าใจเนื้อหาที่เราพยายามสื่อสาร ประกอบกับไม่มีเจตนาจะรบกวนให้ผู้อื่นต้องมาเป็นธุระลำบาก เราจึงไม่ได้โทรติดต่อขอความช่วยเหลือจากใคร ใดๆ
แต่สักพักไม่นาน มีคนหลายคนทยอยมากันอย่างที่เราเองก็ยังคงนึกงงๆ เพื่อนๆสนนท. ที่เราเองไม่เคยรู้จักกันเป็นการส่วนตัว ได้แต่ทราบจากหน้าค่าตา ว่าใครเป็นใครในบัญชีรายชื่อเพื่อนใน FB ไม่เคยคุยกันเลยด้วยซ้ำ เพื่อนๆคุณพ่อที่มาเป็นทั้งตัวแทนพรรคการเมืองและตัวแทนทางใจกับครอบครัว เพื่อนๆ พี่ๆ รวมไปถึงผู้ใหญ่ที่เราเคารพนับถืออีกหลายท่าน ทนายความและอาจารย์จากนิติราษฎร์ และอีกนับไม่ถ้วนที่ทยอยกันมาอย่างไม่ขาดสาย ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาเพื่อมารับฟังข่าวสารด้วยความห่วงใยและพยายามหาทางช่วยเหลือ (แต่ไม่ยักกะมีใคร เอาข้าวผัดกับโอเลี้ยงมาเยี่ยมแฮะ =_=” )
ระหว่างนั้นเราชี้แจงเรื่องที่มาข้อมูลและจุดประสงค์ในการจัดทำให้ จพนง.สืบสวนได้ทราบ พร้อมทั้งคุยกันอย่างเปิดใจ เป็นความโชคดีที่คุณตำรวจหลายๆท่านเปิดโอกาส ยินดีรับฟังคำอธิบาย ประกอบทั้งคำให้การ, หลักฐาน และเจตนา เจ้าพนักงานสืบสวนจึงลงความเห็นว่าไม่มีความผิด ไม่สามารถแจ้งข้อกล่าวหาใดๆได้ ซึ่งก่อนจะได้รับการปล่อยตัวกลับบ้าน หลังจากอยู่ที่นั่นมาร่วม 6 - 7 ชั่วโมง รองผู้กำกับการยืนยันว่าเราต้องแสดงตน แหล่งที่อยู่ที่ชัดเจน เราจึงบริสุทธิ์ใจโดยพาไปที่บ้าน และได้กลับมาที่ชุมนุมอีกครั้ง เพื่อมาแสดงตนว่าบริสุทธิ์ และมาขอคำอธิบาย
ได้รับทราบว่าทุกคนเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ได้รับทราบว่าไม่มีใครมีเจตนาอยากจะให้เกิด เราเองก็เช่นกัน...
*ขอขอบคุณทุกๆความช่วยเหลือ จากเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่ไปเป็นกำลังใจที่โรงพักทุกท่าน มันเป็นความอบอุ่น และน้ำใจอันยิ่งใหญ่ บ่งบอกให้รู้ว่า “พวกคุณไม่ทิ้งเพื่อนแน่นอน”
*ขอขอบคุณผู้ใหญ่ทุกๆ ท่านที่เป็นธุระจัดหา ประสานงานขอความช่วยเหลือทั้งเบื้องหน้า และเบื้องหลัง
*ขอขอบคุณแดงสยาม สนนท. พี่กุ้ย ประชาไท อ.สาวตรี อ.ประเวศ อ.ปิยบุตร แสงกนกกุล อ.สุดา รังกุพันธ์ พี่หนิง จิตรา คชเดช พี่โรส(ทนาย112) ทนายอานนท์ สำหรับแรงสนับสนุน ความเข้าใจ กำลังใจ และการให้ความช่วยเหลือ แนะนำด้านกฎหมาย
*ขอขอบคุณแดงนปช. รวมไปถึงแดงปัจเจก แดงเสรีชน ทุกคน ที่เป็นห่วงเป็นใยถามไถ่ และร่วมผนึกกำลังกันให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มความสามารถ
*ขอขอบคุณ ผู้ใหญ่ (พี่ชายคนนั้น) , ดร.ประแสง มงคลศิริ และคุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่พยายามติดต่อประสานงานกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่ช่วยชี้แจงข้อเท็จจริง และเหตุการณ์ รวมทั้งอุดช่องโหว่ไม่ให้ปลาถูกฉกฉวยจังหวะในการให้ร้ายเพิ่มเติม
*ขอขอบคุณคุณตำรวจ ส่วนใหญ่ที่ยังคงรักษาไว้ซึ่งความยุติธรรม เข้าใจ และเปิดใจรับฟังคำชี้แจง
ในกรณีนี้ปลาจะขอไม่โทษว่าเป็นความผิดของใคร หรืออะไร แต่เกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์และความเข้าใจผิดกันล้วนๆ หลายครั้งที่เราพลาดเพราะความเป็นห่วง กังวล เฉกเช่นเดียวกันกับที่แกนนำและเจ้าหน้าที่การ์ดที่ต้องดูแลรับผิดชอบคนจำนวนมากที่มีพฤติกรรมหลากหลาย เค้าเหล่านั้นย่อมต้องห่วง กังวลถึงเหตุร้ายไม่พึงประสงค์ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ซึ่งนี่อาจจะเป็นจุดอ่อนของคนเสื้อแดง
** 6 ศพวัดปทุม ตายเพราะพยายามช่วยเหลือกันและกัน
** วีรชนหลายคนตาย เพราะเลือกที่จะปกป้องพี่น้องคนอื่นๆ ไม่ให้ทหารเข้ามาถึงตัว จึงเลือกที่จะเป็นด่านหน้าแทนที่จะหลบหนี
** วีรชนหลายคนตาย ในขณะที่พยายามช่วยเหลือคนอื่นๆ ที่บาดเจ็บและกำลังลำบาก
*** แดงนปช. มีปัญหากับแดงสยาม เนื่องจากแดงนปช. ห่วงผลกระทบต่อมวลชน ในขณะที่แดงสยามห่วงความรู้สึกของมวลชน แต่ไม่ว่ายังไง ทั้งสองแดง มีประชาชนเป็นจุดศูนย์กลาง ซึ่งนั่นถือเป็นสิ่งดี***
*** หลายครั้ง ใครหลายคนทะเลาะกันเองอย่างดุเดือดเลือดพล่าน แต่บทสรุปสุดท้าย ต่างคนต่างก็ห่วงชาวบ้าน ห่วงอนาคตประเทศชาติ และห่วงหาอาทรต่อความยุติธรรมเฉกเช่นเดียวกัน ***
ครั้งนี้ก็เช่นกัน พวกคุณหลายคน มีปัญหากัน ขุ่นเคืองและตั้งคำถามใส่กัน เพราะความห่วง ---- ห่วงปลาบ้าง ห่วงภาพลักษณ์บ้าง ห่วงสถานภาพมวลชนโดยรวมบ้าง และห่วงชีวิต – จิตวิญญาณของมวลชนบ้าง
ข้อดีของสิ่งๆ นี้ คือ บ่งบอกให้รู้ว่าเรายังคงเป็นมนุษย์ มีชีวิตจิตใจ มีความรู้สึกนึกคิดดีอยู่ ไม่เลือดเย็นเข่นฆ่าใครได้ เหมือนอย่างฝ่ายตรงข้ามที่เรานึกรังเกียจในวิธีคิดและปฏิบัติ ปลาเชื่อและพยายามเชื่อเหลือเกินว่าเราจะไม่สามารถบูชายันต์พวกเดียวกันเองได้ไม่ว่าในกรณีใดๆ ก็ตาม
นอกจากนี้ ปลาขออนุญาตชี้แจงเหตุผลที่มาที่ไปของการจัดทำเอกสารชุดนี้ให้เพื่อนๆ ได้รับทราบ..
ประการแรก ขออนุญาตแจ้งความจำนงก่อนเลยว่า เจตนาทำมาเพื่อเผยแพร่เนื้อหาให้แก่พี่น้องเราที่ไม่มีโอกาสเข้าถึงอินเทอร์เน็ตให้ได้รับรู้ รับฟังข่าวสาร เข้าถึงเหตุการณ์ให้ง่ายขึ้น
ดังที่มีคุณตาย่าน จากเว็บ Prachatalk ได้วิจารณ์ไว้ ว่าจะโง่ เสล่อ มาเดินแจกทำไม ทำไมไม่เอาแต่ลิ้งค์มาให้ ถ้าอยากรู้อะไรจะเข้าไปหาเอง คำตอบ คือ ก็แล้วปลาจะเสียเวลาเผยแพร่ให้พวกคุณไปทำไมเล่าคะ เพราะในเมื่อคุณเองก็สามารถเข้าตามลิ้งค์ได้ เข้าถึงได้ง่ายอยู่แล้ว เหตุใดคุณจึงจะไม่มีความสามารถ พยายามใฝ่หา ใฝ่รู้ ไปค้นหาเองบ้างโดยที่ไม่ต้องมีคนเอื้ออำนวยให้ จริงมั้ยคะ???
ดังนั้น กลุ่มเป้าหมาย หรือ Target จึงไม่ใช่คนอื่นคนไกล เป็นพี่น้องลุงๆ ป้าๆ เรานี่เอง ที่หากจะให้ญาติผู้ใหญ่เราเหล่านั้นไปเปิด Facebook สักอัน เพื่ออัพเดตข่าวสารนั้น คงจะกล้ำกลืนฝืนทนเต็มที
ในแผ่นที่ว่าด้วยเรื่อง 112 นั้น ได้ประมวลข้อกฎหมายมาตราต่างๆเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นหลักและแนวทางให้เห็นถึงข้อกำหนดและบทลงโทษตามมาตราต่างๆ รวมไปถึงชี้แจงตามแนวทางถึงข้อดีและข้อเสียของการมีอยู่ คำจำกัดความและความแตกต่าง ของคำว่าวิพากษ์วิจารณ์กับคำว่าหมิ่นประมาทว่าต่างกันยังไง รู้ไว้อาจจะเป็นประโยชน์ในแนวทางและป้องกันการถูกกลั่นแกล้งได้ในระดับหนึ่ง หลายคนอาจจะคิดว่าปลาหมิ่นเหม่ ยุยงชี้ช่องให้ทำผิดกฎหมาย
แต่ในกรณีความคิดเห็นปลาแล้ว คุณจะมาแอ๊บว่าเมืองไทยเมืองพุทธไม่ควรมีหวยบนดินตอนนี้ ก็คงจะไม่ทันแล้ว ในเมื่อคนไทยเล่นหวยใต้ดินกันวันละ 3 เวลา จะเลิกก็แทบจะลงแดง แต่จะดีกว่าหรือไม่ หากแนะแนวทางให้เค้าเล่นพอเป็นกระษัย เป็นพิธีและเล่นยังไงไม่ให้หมดตูด หมดตัว!!!
ตดน่ะ ปล่อยทีละนิด ทีละ ฟี้!!!!!!! เบาๆ ดีกว่าให้มันระเบิดตูมตาม มีทั้งกลิ่น ทั้งเสียง เนื้อสัมผัสพร้อม จริงมั้ย???
เฉกเช่นเดียวกันกับกรณีข้อมูลชี้แจงข้อเท็จจริงอีก 2 แผ่นที่เหลือ ซึ่งมีเผยแพร่ทั่วไป ปลาก็ได้ใช้หลักการแบบตด คือ พื้นฐานของเท็จจริง ตรวจสอบได้ โปร่งใส ได้รับการรับรองออกสู่สาธารณะนั้น ทะยอยปล่อยออกมา ก็จะไม่มีตัวแรงไปคอยขุดคุ้ย สืบค้น ให้ระเบิด
ธรรมชาติมนุษย์ มันชอบสิ่งเร้นลับไม่รู้หรือ???
ปลายอมรับว่าเนื้อหาไม่มีจุดใดที่จะมองเป็นความผิด เพราะเป็นเรื่องทั่วๆ ไป ขึ้นอยู่กับเจตนาของการตีความ คนอ่าน ถ้าอ่านโดยทั่วๆ ไป ไม่มีเจตนาเคลือบแคลง ก็จะเล็งเห็นว่าเป็นข้อมูลธรรมดาสามัญทั่วไป ไม่แตกต่าง แต่ปลาเชื่อว่าหากใครก็ตามที่อ่านแล้วเกิดความคิดไม่ดีในใจ เจตนาร้าย นั่นก็เป็นเพราะเจตนาในใจของคนคนนั้นเป็นเหตุอยู่เอง จริงมั้ย?? คุณตำรวจ (ที่เขียนเช่นนี้ เพราะเชื่อมั่นแน่ว่า พวกเขาอ่านอยู่ตามหน้าที่ ---- หากคุณตีความออกมาไม่ดี ก็แสดงว่าใจคุณเองก็ไม่ซื่อเช่นกัน มิใช่หรือ)
อีกประการในวิธีคิดของปลา คือ มวลชนไม่ใช่ของใคร คนใดคนหนึ่ง เป็น”ประชาชน”เค้าควรมีสิทธิที่จะได้คิด และรับฟังทางเลือก ประกอบการพิจารณาตัดสินใจ ว่าจะเดินในทิศทางการต่อสู้รูปแบบไหน
หากเปรียบเทียบเป็นปลา ไม่ว่าจะเจ็บหรือจะตาย ควรจะได้รู้ว่าตัวเองจะเจ็บ หรือตายเพราะอะไร ทำไม
ประชาชนควรลุกขึ้นสู้เพื่อตัวของตัวเอง ไม่ใช่เอาชีวิตไปผูกติดกับใคร
สุดท้าย ขออนุญาตยุติความขัดแย้งและการเข้าใจผิดใดๆ หากมีข้อสงสัย ติติง หรือ ตักเตือนแนะนำ สามารถติดต่อโดยตรงได้ที่ทางเพจค่ะ
-------------------ความผิดพลาดทุกอย่าง ทุกประการ ขอน้อมรับไว้แต่เพียงผู้เดียว ค่ะ ------
เพื่อลดทอนความขัดแย้ง --- หากช่วยนำไปเผยแพร่ข้อเท้จจริง รบกวนพยายามลงทั้งดุ้น โดยไม่ฆ่าตัดตอนนะคะ ขอบคุณมากค่ะ ^_^
********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:
-กระทู้IF:เมื่อผม คือ 1 ใน 3 คนที่ถูกการ์ด จับส่ง ตำรวจเมื่อวันที่ 12 มี.ค. 54
-เวบสำนักกฎหมายราษฎรประสงค์:บันทึกเหตุการณ์"ปลา"เหยื่อความกลัว112
*กระทู้IFซึ่งระบุว่าเอกสาร 3 แผ่นที่มีการนำไปเตรียมแจกจ่ายผู้ชุมนุมเมื่อ12มี.ค.เป็นเหตุให้การ์ดนปช.คุมสาวเสื้อแดงส่งตำรวจ
-เอกสารแจกแผ่นที่ 1 ว่าด้วยเรื่องของกฏหมายหมิ่น
-เอกสารแจกแผ่นที่ 2 ว่าด้วยเรื่องหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
-เอกสารแจกแผ่นที่ 3 ว่าด้วยเรื่อง ชื่นชมพระบารมี
-เฟซบุ๊คสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล:การจับคุณปลาส่งตำรวจของการ์ด นปช. มาจากนโยบายที่ไม่ถูกต้องของแกนนำ นปช. ไมใช่ปัญหา "ความเข้าใจผิด" ของการ์ด
ไม่มีนโยบายจากแกนนำ นปช. (และประกาศย้ำเตือนหลายครั้งจากเวที) เรื่องให้จับคนที่เผยแพร่เอกสาร, ขายเสื้อ, เขียนข้อความ ที่ถูกกล่าวหาว่า "หมิ่นเหม่" ก็ไม่เกิดกรณีดังกล่าวขึ้น
นปช. ต้องเลิกนโยบาย (ย้ำ นี่เป็นนโยบาย ไมใช่เรื่อง "เข้าใจผิดของการ์ด") "ช่วยอำมาตรย์ ปราบประชาชน" ด้วยการจับคนส่งตำรวจเสียเองครับ
นปช. อ้างว่า ไม่เคย "ทำความตกลง" กับใคร เรื่อง "แลก" ระหว่างปล่อยแกนนำ กับจับ สุรชัย ผมก็เชื่่อครับ (เชื่อจริงๆ ไม่ใช่โวหาร) แต่ตอนนี้ อย่ามา "แลก" กับการใช้ "โหมดเลือกตั้ง" ของ นปช.ด้วยการ "ช่วยอำมาตย์ปราบ...
Sunday, March 13, 2011
วรรคทองของณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ตอบโจทก์คาใจ:ตาสว่าง ปากกระซิบ อียิปต์ ตูนิเซีย ลิเบีย อียิปต์ๆๆๆ..
ที่มา Thai E-News
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
13 มีนาคม 2554
ไฮไลต์คลิปปราศรัยแกนนำ ณัฐวุฒิ:เตือนอำมาตย์ อียิปต์ ตูนิเซีย ลิเบีย อียิปต์ และตาสว่าง ปากกระซิบ
ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ กล่าวปราศรัยบนเวทีราว 01.30-02.40น. ครอบคลุมทุกประเด็น ทั้งที่ค้างคาใจ และแนวทางต่อสู้ หลายคนบอกว่าการปราศรัยของเขา"ตอบโจทก์"ได้ดี
บางประโยค...
"เราไม่ว่าจะกลุ่มไหน เราก็แดงด้วยกัน ร่วมกันสู้ เราอย่าได้ล่อกันเอง เพราะในระหว่างทางมีคนคอยเล่นงานเราเยอะอยู่แล้ว"...
"การเลือกตั้งก็เป็นส่วนหนึ่ง ของการต่อสู้ แต่เป้าหมายหลักคือประชาธิปไตย ต้องเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง พี่น้องที่เสียชีวิต ต้องได้รับความยุติธรรม"...
อีกประโยคที่ฮา แต่มีสาระ...
"ถ้าพวกเผด็จการอำมาตย์ ยังไม่หยุด ยังกลั่นแกล้งหรือปฏิวัติ หรือไม่ยอมรับผลเลือกตั้งเจอแน่ อียิปต์ ลิเบีย ตูนีเซีย อียิปต์ๆๆๆๆๆๆ ท่องไว้ให้มันสะดุ้ง"...
และอีกประโยค ที่กลายเป็นวรรคทองของงานชุมนุมนัดนี้...
"ตาสว่าง ไม่จำเป็นต้องปากสว่าง ปากกระซิบก็ได้ "
ท่านผู้อ่านสามารถติดตามคลิปการปราศรัยของทักษิณ ชินวัตร และแกนนำทั้งหมด ได้ที่ลิ้งค์ของคุณtuxedo ที่ http://www.youtube.com/view_play_list?p=44F7BBEE4FD55031
โคว้ตเด็ด: นิธิ, เพ็ญ ภัคตะ, คำ ผกา และ ซูจี
ที่มา มติชน
รวมคำคมจากนิตยสารออกใหม่
แต่น่าประหลาดนะครับ หากรัฐเกิด "ระเบียบ" ได้ดีเหมือนร่างกายมนุษย์ ความจำเป็นต้องมีฮิตเลอร์ก็น้อยลงไปเรื่อยๆ เพราะกลไกทุกอย่างทำงานของมันไปได้เอง "ระเบียบ" ที่เผด็จการใช้เป็นความชอบธรรมแห่งอำนาจที่ไม่มีการถ่วงดุลของตน จึงกลับบ่อนทำลายเผด็จการเสียเอง
ดังนั้น หนึ่งในวิธีการที่เผด็จการต่างๆ จะรักษาอำนาจของตนไว้ได้ก็คือ การทำให้เกิดความไร้ระเบียบขึ้นในรัฐ หรือในการบริหารของตน
และ
ประชาธิปไตยเป็นสภาวะอุดมคติที่จะไม่มีวันบรรลุถึง แต่ต้องต่อสู้ผลักดันเพื่อขยายขอบเขตของมันให้กว้างและลึกขึ้น จนลงไปสู่ระดับสมอง ทำไปอย่างไม่มีวันสิ้นสุด แม้เป็นสภาวะอุดมคติ แต่ก็ต้องยึดถือมันไว้ อย่างน้อยก็เพื่อบ่อนทำลายเผด็จการซึ่งซ่อนอยู่ในที่ต่างๆ รวมทั้งในใจเราเองด้วย
(นิธิ เอียวศรีวงศ์, เผด็จการ, มติชนสุดสัปดาห์)
ปริศนาเรื่องการกำหนดพระธาตุ 12 นักษัตรนี้ เดิมเคยเชื่อกันว่ามีมาแล้วตั้งแต่ล้านนาโบราณยุคพระเจ้าติโลกราช ตามแนวความคิดที่พระองค์ท่านเน้นการสร้างความสัมพันธ์แบบเครือข่ายกับอาณาบริเวณต่างๆ แต่ทว่า นักวิชาการท้องถิ่นหลายท่านกลับเชื่อว่าคติการกำหนดพระธาตุประจำปีเกิดนี้เพิ่งมีขึ้นมาใหม่ในสมัยรัตนโกสินทร์ไม่เกิน 100 ปีมานี่เอง อันเป็นผลพวงมาจากปฏิกิริยาตอบโต้ "การเมืองเรื่องเจดีย์"
ภายหลังจากที่ศูนย์กลางอำนาจได้รวมพระธาตุ "จอมเจดีย์" สำคัญทั่วประเทศไว้เพื่อประกาศความเป็นปึกแผ่นของสยาม ชาวบ้านนาย่อมเกิดความรู้สึกไม่พอใจ จึงลุกขึ้นมาสร้างเครือข่ายของตนเองบ้างผ่าน "พระธาตุ 12 นักษัตร" เป็นนัยทางการเมืองว่าแท้ที่จริงแล้ว ชาวบ้านนามีความผูกพันกับชาวล้านช้าง และพม่ามากกว่าสยาม
(เพ็ญสุภา สุขคตะ ใจอินทร์, การเมืองเรื่องสถูป "จอมเจดีย์" VS "พระธาตุ 12 นักษัตร", มติชนสุดสัปดาห์)
สมมุติมีเสื้อสีขาวแล้วเปื้อนโคลน วิธีการแก้ปัญหาคือเอาเสื้อไปซัก แต่ถ้าเราส่งเสื้อตัวนี้ให้กับรัฐบาล แทนที่พวกเขาจะเอาเงินไปซื้อผงซักฟอกมาซักเสื้อ แต่เขาจะจัดแคมเปญ รณรงค์ทำงบโฆษณาเพื่อทำให้ประชาชนเปลี่ยนความคิดให้ได้ว่า เสื้อตัวนี้ไม่เปื้อน เสื้อตัวนี้ยังขาวสะอาดดีอยู่
(คำ ผกา, ไม่มีข้าวกินก็สวดมนต์สิจ๊ะ, มติชนสุดสัปดาห์)
(ถาม) คุณคิดว่ามีความเป็นไปได้ในการปกครองตนเองของกลุ่มชาติพันธุ์ไหม
ทำไมจะไม่ได้ล่ะ หลายประเทศก็มีการปกครองตนเองที่เข้มแข็งภายใต้ระบบสหพันธรัฐ ซึ่งให้อำนาจการปกครองตนเองในหลายพื้นที่ ดูอย่างในสวิตเซอร์แลนด์ พวกเขาเป็นสหพันธรัฐแต่รวมตัวกันเหนียวแน่นมาก แต่ละภาคส่วนก็มีสิทธิปกครองตนเอง
ตอนนี้มีความเข้าใจระบบสหพันธรัฐที่แตกต่างหลากหลายในพม่า เพราะว่า เอ่อ...คงต้องบอกว่าเป็นความหวาดหวั่นของนักการเมือง หรือนักวิชาการบางคน มีหลายคนเข้าใจว่าการเป็นสหพันธรัฐหมายถึงรัฐนั้นมีสิทธิเลือกที่จะแยกตัวและตั้งเป็นประเทศอธิปไตย ซึ่งไม่ใช่เช่นนั้นเลย พวกคุณก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่ามันไม่ใช่ แต่หมายความว่าในรัฐธรรมนูญที่สร้างขึ้นจะกำหนดให้แต่ละภาคส่วนของสหพันธรัฐมีหน้าที่และสิทธิของตัวเอง แยกจากรัฐบาลกลาง คือ มีรัฐบาลท้องถิ่น เท่านั้นเอง คุณจะเรียกสหพันธรัฐ สมาพันธรัฐ หรืออะไรก็ได้ที่ต้องการ แต่ข้อเท็จจริงคือสหพันธรัฐจะแยกหน้าที่กันตามรัฐธรรมนูญ ก็เหมือนกับสหรัฐอเมริกาไม่เรียกตัวเองว่าสหพันธรัฐหรือสมาพันธรัฐ แต่เรียกว่า "สหรัฐอเมริกา" สาระสำคัญคือพวกเขาแบ่งแยกหน้าที่ระหว่างรัฐบาลกลางกับรัฐบาลท้องถิ่น
(อองซาน ซูจี จากการเมืองพม่า สู่เคล็ดลับความงาม สัมภาษณ์พิเศษ อองซาน ซูจี หลังได้รับอิสรภาพ โดย วันดี สันติวุฒิเมธี และ อัจฉราวดี บัวคลี่, สารคดี)



