WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, March 17, 2011

เสวนา: จากห้องเรียนสังคมศาสตร์ สู่ 'พื้นที่' สังคมไทย (ตอนที่ 2)

ที่มา ประชาไท

พฤกษ์พูดถึงความเพิกเฉยต่อสถานการณ์วิกฤติทางการเมืองที่ทำให้มีคนตาย 90 กว่าคน การพูดถึง 'รัฐ' แต่ในเชิงนามธรรม การไม่มีผลประโยชน์ยึดโยงอะไรกับประชาชน วินัย บุญลือ เล่าเรื่องเปรียบเปรยว่านักศึกษาอาจยังเข้าไม่ถึงแก่นของอาจารย์


ภาพโดย http://www.rentvine.com/

วันที่ 13 มี.ค. 2554 ในงานสัมมนาเครือข่ายนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา สาขาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ครั้งที่ 10 "ท้าทายสังคมศาสตร์ไทย: ความรู้ท่วมหัว เอาตัว(สังคม)ไม่รอด" ซึ่งจัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีการเสวนาเรื่อง “จากห้องเรียนสังคมศาสตร์ สู่ ‘พื้นที่’สังคมไทย” นำเสวนา โดย พฤกษ์ เถาถวิล, เก่งกิจ กิติเรียงลาภ, เกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร, วินัย บุญลือ ดำเนินรายการโดย อัจฉรา รักยุติธรรม

ก่อนการเสวนา ผู้ดำเนินรายการตั้งคำถามกับผู้ร่วมเสวนาว่าในฐานะที่ยังคงวนเวียนอยู่กับ วงการสังคมศาสตร์เช่นนี้ มี "ความคาดหวัง" จากห้องเรียนสังคมศาสตร์อย่างไร มี "ความหวัง" จากห้องเรียนสังคมศาสตร์หรือไม่ โดยกล่าวถึงชื่องานเสวนา "ความรู้ท่วมหัวเอาตัว(สังคม)ไม่รอด" ว่าการเรียนสังคมศาสตร์สามารถสร้างความรู้เพื่อจะเป็นคำตอบของสังคมไทยได้ หรือไม่ ห้องเรียนสังคมศาสตร์ช่วยสร้างสังคมทีดีขึ้นได้จริงหรือไม่ สิ่งเหล่านี้เป็นความคาดหวังมากเกินไปหรือเปล่า

หลังจากตอนที่ 1 ได้นำเสนอข้อคิดเห็นของวิทยากร 2 ท่านคือ ดร.เก่งกิจ กิติเรียงลาภ และ เกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร ไปแล้ว ในตอนที่ 2 จะเป็นการนำเสนอข้อคิดเห็นของวิทยากรที่เหลืออีก 2 ท่านคือ ผศ.พฤกษ์ เถาถวิล และ นายวินัย บุญลือ

พฤกษ์: ความนิ่งเฉยอย่างน่าผิดหวังของปัญญาชน
พฤกษ์ เถาถวิล อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ตีความหัวข้อนี้เป็นประเด็นเรื่อง "ปัญญาชนสังคมศาสตร์กับกระบวนการทางสังคม" โดยให้นิยามคำว่า 'ปัญญาชน' ว่าเป็นครู-อาจารย์ นักศึกษา อาจรวมถึงนักกิจกรรมที่ผ่านการเรียนรู้ในทางสังคมศาสตร์

พฤกษ์กล่าวว่า ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาปัญญาชนเป็นกลุ่มที่คอยชี้นำ เป็นปากเสียงให้กับผู้ที่ด้อยอำนาจได้เป็นอย่างดี ดูจากการวิจัยการเรียนการสอน การเข้าร่วมกิจกรรมกับบุคคลเหล่านั้น การเชื่อมโยงระหว่างปัญญาชนกับชาวบ้านคือเรื่องประเด็นปัญหาที่พวกเขาสนใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิทธิฯ ของคนกลุ่มต่างๆ เรื่องคนชายขอบ เรื่องทรัพยากร เรื่องสิ่งแวดล้อม หรือการร่วมกับชาวบ้านที่มีปัญหาเดือดร้อนต่างๆ

พฤกษ์กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันเมื่อเกิดปรากฏการณ์ทางสังคมและการเมืองที่มีนัยสำคัญสูงต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยไม่กี่ปีที่ผ่านมา ปัญญาชนทางสังคมศาสตร์กลับมีบทบาทที่แตกต่างจากที่เคยเป็นมา ส่วนใหญ่นิ่งเฉย แม้กระทั่งบางส่วนก็มีบทบาทที่สวนทางอย่างน่าผิดหวัง

พฤกษ์ขยายความว่า ปรากฏการณ์สำคัญทางสังคมและการเมืองดังกล่าวคือ "การชุมนุมขนานใหญ่ของประชาชนเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น"

"เพียงแต่คนเหล่านี้นิยมทักษิณ และใส่เสื้อสีแดง" พฤกษ์กล่าว

พฤกษ์กล่าวต่อว่า ปรากฏการณ์ต่อมาคือ "การสังหารโหดกลางเมือง 90 กว่าชีวิต" ท่ามกลางการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารผู้ที่เข้าอินเทอร์เน็ตได้ก็รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกลางเมืองหลวง แต่รัฐบาลที่ควรจะรับผิดชอบต่อเรื่องนี้ก็ยังคงมีอำนาจต่อไป ไม่ว่ารัฐบาลชุดนี้จะเป็นผู้กระทำหรือไม่ก็ตาม ซึ่งเป็นเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้

"แต่โดยบรรทัดฐานของสังคมอารยะทั่วไป รัฐบาลอยู่ไม่ได้ เราไม่สมควรให้รัฐบาลอยู่" พฤกษ์กล่าว

ประเด็นต่อมาพฤกษ์กล่าวถึงการพยายามเสนอการปฏิรูปประเทศไทยของรัฐบาล การใช้สองมาตรฐานในกระบวนการยุติธรรม และการใช้กฏหมายอาญามาตรา 112 ที่กลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องน่าตกใจที่ปัญญาชนส่วนใหญ่กลับเงียบเฉยต่อปรากฏการณ์เหล่านี้

โดยส่วนตัวพฤกษ์มองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นวิกฤตการณ์ แม้บางคนอาจจะไม่นิยมเสื้อแดง แต่เหตุที่มีคนเสียชีวิตก็ควรถือว่าพวกเขาเป็นมนุษย์คนหนึ่ง เป็นสามัญสำนึกขั้นต่ำมากๆ ที่คนไม่จำเป็นต้องเป็นปัญญาชนควรจะมีความรู้สึกต่อเหตุการณ์

"คนที่ยอมให้มันเกิดอย่างนี้ได้ ผมมองว่ามันน่าตกใจ" พฤกษ์กล่าว

พฤกษ์กล่าวว่า แม้เรื่องเหล่านี้อาจต้องใช้ความรู้ทางสังคมศาสตร์ในการทำความเข้าใจอยู่บ้าง แต่ก็ไม่จำเป็นต้องถึงขั้นเป็นนักสังคมศาสตร์ นักสันติวิธี หรือนักสิทธิมนุษยชนชั้นแนวหน้า ก็เข้าใจได้ว่าเรื่องนี้เป็นปัญหา เป็นเรื่องที่ข้ามพ้นจากเรื่องสีเสื้อ

"เป็นเรื่องที่เราไม่ควรละเว้น ถ้าเราละเว้นคำถามก็คือ เราจะมีปัญญาชนไว้ทำไม" พฤกษ์กล่าวและว่า "ผมอุปมาว่าเรากำลังนั่งคุยกันตามประสานักสังคมศาสตร์ กำลังคุยว่าเราจะทำให้สังคมมันดีขึ้นยังไง อยู่ๆ มีคนโยนศพลงมาหน้าห้องประชุม เราไม่ชอบหน้าคนนี้หรอก แต่มันตายอย่างมีเงื่อนงำ แล้วเราควรจะทำอย่างไรต่อสถานการณ์นี้"

"เราจะละเว้นไม่สนใจได้หรือ ดังที่ปัญญาชนส่วนใหญ่บอกว่าเอาไว้ก่อนนะ เราไม่ถนัด เราขอเดินอ้อมไปก่อน ขอเดินข้ามไปก่อนเพราะเรามีภารกิจที่สำคัญรออยู่ข้างหน้า" พฤกษ์กล่าว และบอกว่าเรื่องนี้ถือเป็นการตั้งประเด็นไว้ให้ถกเถียงกันต่อไป

ปัญหาการพูดถึง ‘รัฐ’ แต่ในเชิงนามธรรม

พฤกษ์กล่าวในอีกประเด็นหนึ่งว่า เหตุใดปัญญาชนสังคมศาสตร์ไทยถึงเพิกเฉยหรือเซ็นเซอร์ตัวเองต่อวิกฤตการณ์ที่ผ่านมา

พฤกษ์ให้ความเห็นว่า ประการแรกคือปัญหาเรื่องท่าทีต่อรัฐของปัญญาชน อาจารย์บางท่านอาจมองว่าปัญญาชนไทยไม่มีจินตภาพเรื่อง 'รัฐ' แต่พฤกษ์เห็นว่าคำว่า 'รัฐ' ที่ปัญญาชนไทยมองไม่ใช่รัฐโดยภาพรวม นักสังคมศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อว่า 'รัฐ' คือสถาบันหลักที่กำกับความสัมพันธ์ในสังคม มีการวิจารณ์เรื่อง 'รัฐ' กันอย่างซับซ้อนแหลมคม แต่คำว่า 'รัฐ' ที่ปัญญาชนวิจารณ์ก็เป็นเพียงรัฐในเชิงนามธรรม

"ปัญหาคือเวลาเราพูดเรื่องรัฐ เราพูดมันอยู่ในโลกวิชาการ เราพูดถึงรัฐที่เป็นนามธรรม เราวิจารณ์ในเชิงหลักการ เป็นรัฐที่เป็นอกาลิโก เหนือกาล เหนือสถานที่" พฤกษ์กล่าวและว่า "เวลาเราพูดเรื่องรัฐมันเหมือนเราพูดถึงนรก-สวรรค์"

พฤกษ์กล่าวต่อว่า แต่เมื่อรัฐในความเป็นจริงสำแดงอำนาจออกมา แม้จะ "ป่าเถื่อน" "ต่ำต้อยกว่ามาตรฐานของสังคมอารยะ" เพียงใดก็ตามก็กลับละเว้นที่จะวิจารณ์ เมื่อใดก็ตามที่เราต้องวิจารณ์ผู้มีอำนาจตัวจริงในสังคม ก็จะเว้นไว้ก่อนหรือมีการแก้ต่างให้

"ดังนั้น พวกเราถึงวิจารณ์รัฐในทุกเรื่อง แต่ไม่วิจารณ์เรื่องกระบวนการยุติธรรม เราไม่วิจารณ์กองทัพ ไม่วิจารณ์องคมนตรี ไม่พูดถึงกฏหมายบางมาตรา แม้มันจะผิด หรือจะเป็นห่วงคล้องคอเราอยู่ก็ตาม" พฤกษ์กล่าวและบอกอีกว่า สิ่งเหล่านี้กลายเป็นท่าที เป็นวัฒนธรรมในวงปัญญาชน เป็นปัญหาสองมาตรฐานในวงวิชาการ

หนีไม่พ้น ระบบอุปถัมภ์-ระบบราชการ
พฤกษ์กล่าวถึงประเด็นที่สองว่า เป็นปัญหาเรื่องสถานภาพทางสังคมของพวกเขา ปัญญาชนบางคนมีสถานภาพเชื่อมโยงผลประโยชน์กับคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่มีผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องอันใดกับประชาชน ซึ่งรวมถึงการที่ต้องขึ้นอยู่กับระบบราชการไม่มีความยึดโยงกับประชาชน

"เศรษฐกิจจะแย่ คนจะตกงาน พรรคใดจะเป็นรัฐบาล ไข่จะชั่งกิโลขาย จะหาซื้อน้ำมันปาล์มไม่ได้ ประเทศไหนจะแผ่นดินไหว หรือรวมถึงการเคลื่อนไหวในแอฟริกา-โลกอาหรับด้วยก็ได้ มันก็ไม่เกี่ยวกับเรา" พฤกษ์กล่าวถึงท่าทีของปัญญาชนบางส่วน "สิ้นเดือนเราก็จะได้รับเงินเดือน และเงินเดือนก็จะเพิ่มขึ้นตามเวลาที่เราทำงาน เพราะเจ้านายของเราคือระบบราชการ"

พฤกษ์กล่าวถึงประการสุดท้ายคือระบบอุปถัมภ์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับความก้าวหน้าในระบบราชการ การได้เลื่อนขั้นทางวิชาการ การจะได้ตำแหน่งบริหาร การจะได้ทุนไปต่างประเทศขึ้นอยู่กับผู้หลักผู้ใหญ่ เป็นเรื่องเส้นสายระบบอุปถัมภ์เกี่ยวข้องกับเรื่องสำคัญของพวกเขา คือเรื่องการได้รับทุนวิจัย ซึ่งเป็นแหล่งทุนที่มีอิทธิพลดูได้จากงบประมาณที่ได้รับแต่ละปี

"แต่ก็คงเป็นการมักง่ายเกินไปที่จะบอกว่าแหล่งทุนวิจัยเหล่านั้นทำหน้าที่สนองความมั่นคงของรัฐอย่างทื่อๆ แต่ก็คงไม่ผิดที่จะบอกว่าทุนวิจัยมีวาระ (agenda) บางอย่าง และมีผู้มีอิทธิพลจำนวนหนึ่งในการเลือกสรรโครงการวิจัย" พฤกษ์กล่าว

"สำหรับนักวิชาการอาวุโส การที่จะได้เป็นนักวิชาการโครงการขนาดใหญ่ วงเงินหลายๆ ล้าน การมีความสามารถทางวิชาการอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีกับแหล่งทุนด้วย สำหรับนักวิชาการย่อยๆ ลงมาการจะได้ร่วมชุดวิจัยกับโครงการใด ก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณมีสายสัมพันธ์ส่วนตัวกับนักวิชาการรุ่นใหญ่หรือไม่" พฤกษ์กล่าว

พฤกษ์ให้ความเห็นต่อว่า ระบบอุปถัมภ์ทำให้เกิดการ "ว่าอะไรก็ว่าตามกัน" เช่นการที่ปัญญาชนบางกลุ่มเข้าร่วมเป็นเสื้อสีหนึ่งโดยไม่มีเหตุผลอะไรซับซ้อนไปกว่าผู้หลักผู้ใหญ่อาจารย์ของตนเข้าร่วมกับเสื้อสีนั้น หรือปัญญาชนที่เข้าร่วมคณะปฏิรูปเพราะมีผู้หลักผู้ใหญ่ที่เคารพชักชวนเข้าไป

หรือปัญญาชนยึดโยงกับ ‘อำมาตย์’ มากกว่าประชาชน?
"ทั้งสามประเด็นแสดงให้เห็นว่า ปัญญาชนไม่ได้มีบทบาทยึดโยงกับประชาชนทั่วไป ไม่ว่าจะในแง่ผลประโยชน์ หรือความสัมพันธ์ในแง่มุมใด แต่ปัญญาชนอย่างพวกเรายึดโยงอย่างแน่นแฟ้นกับระบบราชการ ซึ่งในระบบราชการก็โยงขึ้นไปสู่ชนชั้นนำทางเศรษฐกิจ-การเมืองไทย" พฤกษ์กล่าวสรุป

"คงจะไม่ผิดที่จะเรียกส่วนที่เรายึดโยง โดยอาศัยวาทะยอดนิยมทางการเมืองว่า 'อำมาตย์' และคงจะไม่ผิดเกินไปหากเราบอกว่านักวิชาการก็เป็นส่วนหนึ่งของระบบอำมาตย์" พฤกษ์กล่าวและบอกว่าสิ่งเหล่านี้คือเหตุผลว่าทำไมพวกเขาจึงเซ็นเซอร์ตัวเอง เฉยชาต่อเหตุการณ์ ไม่กล้าพูดในสิ่งที่จะกระทบต่อสถานภาพ วิจารณ์ 'รัฐ' แบบที่เป็นนามธรรม เลือกสัมพันธ์กับชาวบ้านเพียงบางกลุ่มตามรสนิยมที่มี

พฤกษ์เสนอทางออกต่อปัญหานี้ว่า ต้องทำให้ปัญญาชนมีความสัมพันธ์ที่ยึดโยงกับประชาชน แทนที่จะยึดโยงกับระบบราชการหรือ "อำมาตย์" พฤกษ์ออกตัวว่าทางออกเชิงรูปธรรมที่เสนอนี้ยังเป็นท่าทีแบบทีเล่นทีจริง คือเสนอให้เงินเดือนแบบลอยตัวตามภาวะเศรษฐกิจ เศรษฐกิจดีก็เงินเดือนขึ้น เศรษฐกิจแย่ก็เงินเดือนตก ส่วนเรื่องการทำประเมินต่างๆ เรื่องคุณภาพหลักสูตรหรือการขอทุนวิจัย ก็ต้องเปลี่ยนโดยการเอา สกอ. (สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา) ออกไป แล้วลองให้ อบต. เป็นผู้ประเมินดูบ้าง

วินัย: เรื่องตลกของนักเทศน์เครายาว
วินัย บุญลือ นักศึกษาปริญญาเอก ม.เชียงใหม่ เริ่มต้นการเสวนาด้วยการเล่า "เรื่องตลก" ว่า

"มีนักเทศน์ชาวจีนผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง หนวดดกดำ พร่ำสอนในดินแดนหมื่นลี้พันวา พร่ำสอนเทศน์เกี่ยวกับทฤษฎี เช่น ความซับซ้อนของทฤษฎีไข่มดแดง ว่าชาวบ้านเขามีทฤษฎีไข่มดแดงหรือความซับซ้อนของสิทธิ หรือไม่เช่นนั้นก็คือต้นเหตุมรณะของมหาวิทยาลัยคอนแนล ที่คอนแนลปลูกแต่ต้นเอล์มอย่างเดียว พอมันตายก็ตายหมด แล้วเขาก็สรุปได้ว่าเพราะฉะนั้นทางออกก็คือ สรุปได้ว่าน่าจะเป็น 'บักแคว่นและต้นต๋าว' ที่จังหวัดน่าน" วินัยเล่า

"ขณะที่พร่ำสอนอยู่นั้น ก็จะมีนักวิชาการผู้ยิ่งใหญ่คนนี้ ปกติเขาจะนั่งอยู่บนแท่นธรรมมาสแทนโพเดียม ก็มีคนนั่งฟังอยู่แล้วมีคนหนึ่งก็เริ่มร้องไห้ เริ่มเศร้า เพราะนักเทศน์คนนี้ก็ตีหน้าเศร้าเล่าความจริงเขาฟัง แล้วก็เสริมซึมซับเอาความเศร้าเหล่านี้เข้ามาในจิตใจของตนเอง ยิ่งทำให้นักเทศน์คนนี้ฮึกเหิมคิดว่าสิ่งที่เขาพูดสามารถดึงเอาอารมณ์ความรู้สึกของผู้ฟังเหล่านี้ได้ ด้วยความฮึกเหิมหลังจากพูดเสร็จก็ลงไปถามว่า 'คุณป้าครับขอบคุณมากนะครับที่มาฟังผมพร่ำสอน รู้สึกดีใจมากที่มีอารมณ์ร่วม แต่ว่ามีความเศร้าอะไรหรือ' ป้าก็ตอบว่า 'ตอนที่ท่านเทศน์สอนอยู่นี้ หนวดยาวๆ ของท่านทำให้ดิฉันคิดถึงแพะของฉัน ที่เพิ่งตายไปเมื่อไม่นานมานี้ทำให้เกิดความเศร้า' " วินัยเล่าต่อ

วินัยบอกว่าสิ่งที่เขาต้องการนำเสนอจากเรื่องเล่านี้โยงกับประเด็นเรื่องห้องเรียนสังคมศาสตร์ต่อสังคมไทย โดยเริ่มชวนตั้งคำถามว่า 'สังคมไทย' มีจริงหรือไม่ เมื่อในดินแดนแถบนี้ไม่มี 'คนไทย' เลย มีแต่คนที่มีภาษาต่างกัน อยู่กระจัดกระจายกันที่นี่ ฉะนั้นความเป็นตัวตนของตนเองก็มีแบบที่ต่างกัน

วินัยมองว่าการที่ปัญญาชนคนรุ่นใหม่ยังไม่มีบทบาทในปัจจุบันมากนัก และยังไม่เห็นผู้นำทางปัญญาคนรุ่นใหม่ ถือเป็นเรื่องท้าทาย สังคมไทยตอนนี้ยังไม่มีคนที่เด่นขึ้นมาจริงๆ

และสิ่งที่วินัยต้องการยกขึ้นมาเปรียบเทียบกับเรื่องเล่าดังกล่าวคือ นักศึกษาคนรุ่นใหม่อาจจะมัวมอง 'หนวด' ของอาจารย์โดยที่ไม่มองเนื้อหา ก็เลยเศร้าตามหนวด ฟังอีกอย่างหนึ่งคิดเป็นอีกอย่างหนึ่ง เราไม่ได้เข้าถึงแก่นที่เขาพยายามจะสอน เลยอาจไม่มีอะไรเด่นขึ้นมาก็ได้

‘นักวิชาการบ้านเช่า’
วินัยมองว่าแม้นักวิชาการจะมีความรู้ความสามารถ แต่ก็ไม่สามารถปกป้องตนเองได้ หน้าที่ของปัญญาชนคือการสร้างปัญญาให้กับมวลชน ขณะเดียวกันก็วิจารณ์ว่านักวิชาการในสังคมไทยมีความเป็น 'นักวิชาการบ้านเช่า' คือการไป 'เช่า' ปัญญาของคนอื่นเฉยๆ ไม่ได้เป็นบ้านของตนเอง แต่ไปเช่าวิชาการจากยุโรป จากกรีก ที่กลายมาเป็นตัวครอบงำวิธีคิดของศาสตร์สมัยใหม่

"ศาสตร์สมัยใหม่ไม่เคยเป็นพื้นที่การสรรค์สร้างของมนุษย์ ศิลป์ต่างหากที่เป็นตัวสร้างมนุษย์ ฉะนั้นเราควรเป็นสังคมศาสตร์ให้เป็นสังคมศิลป์ เป็นพื้นที่ของนักสร้างสรรค์ที่ดีในอนาคต" วินัยกล่าว

สัญญาณบอกเหตุ คงพบเหตุอาเภทภัย

ที่มา Thai E-News

โดย ปาแด งา มูกอ
16 มีนาคม 2554


ผมเรื้อมานานกับเหตุการณ์ กทม. 38 ปีที่ผ่านมา จาก 14 ตุลา ที่ได้ให้บทเรียนแก่ชีวิต ทั้งความภาคภูมิใจ,ความเสียสละ และความโง่เขลา ผมและเพื่อนๆของผม ไม่ใช่แกนนำครับ แต่ก็ได้ช่วยชีวิตแกนนำหลายๆคนให้มีชีวิตอยู่รอดปลอดภัยมาจนถึงทุกวันนี้

ผมไม่เข้าใจ และก็เชื่อแน่ว่าท่านผู้อ่านอีกนับพันนับหมื่นท่าน ก็คงไม่เข้าใจเหมือนเช่นผม ที่หลังจาก 7 แกนนำ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน ได้รับการประกันตัวออกมา มันเริ่มมีสิ่งบอกเหตุบางอย่างที่ทำให้ผมหวนคิดไปถึงเรื่องราวและเหตุการณ์เมื่อ 38 ปีที่ผ่านมา มันช่างเหมือนกันเหลือเกิน

หรือจงใจให้มันเหมือน

“พลังมวลชน” หรือ “พลังมหาชน” มันคือปรากฏการณ์แห่ง “พลังศักดิ์สิทธิ์” ที่ไม่มีใครจะสามารถหยุดยั้งหรือทำลายลงได้ และเมื่อใดที่ “พลังศักดิ์สิทธิ์” ก่อตัวขึ้นอย่างเต็มที่แล้ว มันจะเกิดปรากฏการณ์พลังแฝงแห่งความชั่วเข้ามาทันทีเช่นกัน

หลายๆเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศชาติ ไม่ว่า “เหตุการณ์ 14 ตุลา 16” “6 ตุลา 19” “พฤษภาทมิฬ 35” รวมถึง “เมษาพฤษ 53อำมหิต” ทุกท่านก็ได้เห็นเป็นประจักษ์ (ยกเว้นรุ่นลูกรุ่นหลานของเราเท่านั้นที่ไม่ทันเหตุการณ์ ทั้ง 2 ตุลาฯ) ถึงพลังอันศักดิ์สิทธิ์ของมวลชน มาแล้ว

และก็ได้เห็นมาแล้วที่ “พลังศักดิ์สิทธิ์” ได้ถูกทำลายลงอย่างราบคาบ

สื่งที่มาทำลาย “พลังศักดิ์สิทธิ์” นั้นมิใช่เกิดจากใครหรือกลุ่มใด แต่มันเกิดขึ้นจากภายในของ “พลังศักดิ์สิทธิ์” เอง ยิ่ง “พลังศักดิ์สิทธิ์” ทรงพลังมากขึ้นแค่ไหน (อย่างเช่น “พลังศักดิ์สิทธิ์” นปช.แดงทั้งแผ่นดิน ในปัจจุบันนี้) พลังแห่งความชั่วที่แอบแฝงอยู่จะเพิ่มทวีคูณมากขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถทำลาย “พลังศักดิ์สิทธิ์” ให้ล่มสลายลงไปได้

ในยุค 38 ปีที่ผ่านมา การสื่อสารติดต่อกันมิใช่ของง่าย ไม่มีโทรศัพท์มือถือ ไม่มีคอมพิวเตอร์ ไม่มีอินเตอร์เนท แต่ทำไมเมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นครั้งใด “พลังศักดิ์สิทธิ์” จะปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นที่น่าอัศจรรย์ โดยไม่ต้องมีแกนนำ ไม่ต้องมีแนวร่วม มีแต่หัวใจ เรื่องนี้เรียนถามท่าน นายแพทย์เหวง และคุณธิดา ดูได้

และให้เรียนถามต่อว่า ในเมื่อไม่มีแกนนำและไม่ต้องมีแนวร่วมแล้ว ทำไม “พลังศักดิ์สิทธิ์” ที่ทรงพลังมากในขณะนั้นหลัง 14 ตุลา 16 มันจึงถูกทำลายลง ในเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 หากมิใช่เกิดจาก ตัวของ “พลังศักดิ์สิทธิ์” เองแล้ว ใครหรือกลุ่มใดก็ไม่อาจที่จะทำลายพลังอันนี้ได้

ผมขอเฉลยแทน พลังแห่งความชั่วที่แฝงอยู่ใน “พลังศักดิ์สิทธิ์” ที่สามารถทำลายและทำให้ “พลังศักดิ์สิทธิ์” ล่มสลายลงได้ คือ “กลุ่มกระทิงแดง” และ “กลุ่มนวพล” นั่นเอง

ดังนั้นผมจึงเป็นห่วงและหวั่นวิตกว่า “พลังศักดิ์สิทธิ์ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน” อาจถูกลากไปสู่อดีต ด้วยระบบยุค IT ที่มีทั้งคุณประโยชน์มหาศาลและโทษมหันต์อันตราย ในการที่จะทำลาย “พลังศักดิ์สิทธิ์ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน” ให้ล่มสลายลงได้

โบราณท่านว่า ให้ระวังแมลงวันตอม ????

ฝันของผู้ยากไร้ (The Possible Dream)

ที่มา Thai E-News




โดย เพียงคำ ประดับความ
ที่มา เฟซบุ๊ค

ดินแดนใดหนอ แทรกแซงความฝัน
ผู้คนเมืองนั้น ฝันเป็นสีไหน
สีของพระจันทร์ หรือดวงตะวันใด
แล้วผู้ยากไร้ ฝันได้กี่วัน

โอ้ปณิธาน ความฝันอันสูงสุด
จินตนาการถูกฉุด สู่หลักประหาร
หัวอกกลัดหนอง ห้องใจไหวหวั่น
เอ้า! กราบหมอบคลาน หมั่นถอนสายบัว

อาทิตย์ถึงจันทร์ อังคารโศกเศร้า
ฟังนิทานเก่าเก่า เรื่องเล่าเมียผัว
พุธพฤหัส ศุกร์เสาร์เมามัว
ภาพนั้นพันพัว ทั่วทุกเสาไฟ

อยากนอนดูดาว แสงขาวบนราวฟ้า
ฟังนิทานยายตา กลางแสงจันทร์ฉาย
ไม่ต้องไหวหวั่น จันทร์ดวงนั้นของใคร
ไม่ต้องหวั่นไหว ภาพใครเต็มเมือง

อยากนอนมองฟ้า ที่กว้างกว่ากว้าง
โน่นทะเลเวิ้งว้าง กลางเปลวแดดเหลือง
แสงตะวันทาบทา ขอบฟ้ามลังเมลือง
ฤดูกาลเปล่าเปลือง เยื้องย่างผ่านไป

ไม่มีมนุษย์ ที่ไหนหยุดฝัน
เราคนเหมือนกัน ไม่ว่าชนชั้นไหน
ขอปีกแห่งรัก นำทางเราไป
ฝันอันยากไร้ กลางดงดอกไม้บาน

อยากฟังเพลงรัก จิ้งหรีดกับดวงดาว
คนธรรพ์เปลี่ยวเหงา เพลงบทเศร้าขับขาน
วิมานแมนสรวง ล้วนหลอกลวงกัน
เถิดเรามีฝัน สู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง

นิทานชาวนา โรแมนติกกว่าเทพนิยาย
ยินเพลงรักชาวไร่ ปนเหงื่อไคลระเหยแห้ง
รอยยิ้มสาวกรรมกร ผ่อนร้อนกลางลมแล้ง
สวยกลางแดดแรง หอมกลิ่นแป้งไร้ราคา

เถิดเลิกฝันใฝ่ ในฝันอันเหลือเชื่อ
เลิกท่องบทสวดพร่ำเพรื่อ เลิกเชื่อบุญวาสนา
เลิกนั่งรอคอย ความตายจากฟากฟ้า
สองมือแกร่งตีนกล้า โถมทายท้าปีนเกลียว

หยุดยัดเยียดให้รัก หยุดปักป้ายริมถนน
หยุดกรอกหูประชาชน หยุดปล้นดวงจันทร์เสี้ยว
หยุดโฆษณา ประชาสัมพันธ์ด้านเดียว
ท่ามคืนฟ้าเปลี่ยว เราอยากเห็นดาวเต็มดวง

จงเปิดพื้นที่ ให้แก่เสรีภาพ
ให้วิจารณ์ให้กราบ ให้ซาบซึ้งก้าวล่วง
ให้ตั้งคำถาม บนความจริงทั้งปวง
เลิกลุ่มหลงรักลวง ล้วนบ่วงอันตราย

มหาบุรุษ ย่อมยิ้มรับคำประณาม
หากแปดเปื้อนเลวทราม ย่อมไต่ถามเอาผิดได้
เข้าสู่การตรวจสอบ ชอบธรรมเป็นไป
ฝันของผู้ยากไร้ สำเร็จได้ด้วยเรา

ยังจำได้ไหม???

ที่มา Thai E-News


โดย เก๋ไก๋ สไลเดอร์
ที่มา เฟซบุ๊ค


เย็นของวันที่ 31 ธันวาคม 2553 เวลาประมาณ 17.00 น. มีชายแก่ๆคนนึงพร้อมรถโมบายเครื่องเสียงมาจอดหน้าเรือนจำกลางพิเศษกรุงเทพมหานคร

ในขณะที่แกนนำบางคนของ นปช. ได้พักผ่อนอยู่กับญาติสนิทมิตรสหาย แต่ชายแก่ๆคนนี้ กลับยืดอกออกมาทำหน้าที่เรียกร้องการปล่อยตัวของแกนนำ นปช. และคนเสื้อแดงทั้งหมดที่อยู่ในเรือนจำ

ชายแก่ๆนำมวลชนร่วมห้าพัน มาเป็นกำลังใจให้แกนนำในเรือจำ ชายแก่ๆมาร่วมส่งความสุขจากคนข้างนอกส่งถึงคนข้างในเรือนจำ

ชายคนนั้น คือ อ.สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์

ในคำคืนวันนั้น อ.สุรชัย รวมไปถึงทีมปราศรัยจากแดงสยามได้มาเป็นตัวหลักในการร่วมกันส่งกำลังใจและเรียกร้องอิสรภาพให้เพื่อนๆในเรือนจำกลางพิเศษกรุงเทพฯ

ถ้าจำไม่ผิดนอกจากแดงสยามแล้ว ก็มีสหายสีแดง อ.ตุ้ม อ.เล็ก ชาย วันชิโร่ อ๊อด 24 มิถุนา คุณแก้มภรรยาคุณเต้น-ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ภรรยาคุณสมชาย ไพบูลย์

ส่วนแกนนำ นปช. เห็นว่าท่าจะมี ดร.ประแสงเพียงท่านเดียวเท่านั้น

มาถึงวันนี้ วันที่แกนนำนปช.ในเรือนจำพิเศษฯได้รับการประกันตัวชั่วคราว แม้กระทั่ง เจ๋ง ดอกจิก ซึ่งเป็นผู้ต้องหาคดีหมิ่น 112 อีกคดี ก็ได้รับการประกันตัว

แต่กลับมีอีก 1 แกนนำผู้ซึ่งทำหน้าที่พูดจาปราศรัยกับพีน้องเสื้อแดงอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่ย ตลอดเวลาที่ไม่มีแกนนำ ตั้งแต่ 19 พ.ค. 53 เค้าได้ถูกกักขังอิสรภาพอยู่ภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร

อ.สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ โดนจับกุมด้วยคดีผิดม. 112 ตั้งแต่คืนวันที่ 21 ก.พ. 54 จนมาถึงวันนี้ แม้จะมีข่าวว่าทาง นปช.ส่งทนายคารม พลทะกลาง มาช่วยเรื่องคดี

แต่เหตุใดเล่า ยังไม่มีคำพูดใดๆที่ส่งผ่านความห่วงใยจากแกนนำ นปช. ไปถึงท่านอ.สุรชัย

แตเหตุใดเล่า นปช. ถึงปิดกั้นการรณรงค์ยกเลิกกฏหมาย 112 ซึ่งเป็นคดีที่หลายคนที่(เคย)เป็น นปช. โดนคดีนี้

แต่เหตุใดเล่า นปช. ถึงปิดกั้นไม่ให้เอเชียอัพเดท สื่อเพื่อประชาธิปไตย ออกข่าว อ.สุรชัย



ครั้งหนึ่งที่หน้าเรือนจำ แกนนำ นปช. ยังจำได้ไหม???

********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:รวมพลังจม.หมื่นฉบับปล่อยสุรชัยเหยื่อคดีหมิ่น แดงล้านนามติต้าน112 ฮือร่วมทั่วไทยเลิกกม.เผด็จการ

รวมพลังจม.หมื่นฉบับปล่อยสุรชัยเหยื่อคดีหมิ่น แดงล้านนามติต้าน112 ฮือร่วมทั่วไทยเลิกกม.เผด็จการ

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา เฟซบุ๊คแดง เชียงใหม่


กลุ่มผู้สนับสนุนนายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ผู้ต้องขังคดีม.112 ได้เปิดโครงการ"หนึ่งหมื่นฉบับหนึ่งหมื่นความห่วงใย" เป็นโครงการเชิญชวนปรระชาชนเขียนจดหมายถึงนายสุรชัย เริ่มตั้งแต่วันนี้ ให้ได้10,000 ฉบับ ก่อนวันที่ 21 เมษายนนี้ ซึ่งจะเป็นวันครบรอบ 2เดือนที่นายสุรชัย โดนจับกุมตัว

โดยจะนำจดหมายทั้งหมดมาเรียงร้อยต่อกันเพื่อให้เป็นจดหมายที่ยาวที่สุดในโลก และจะนำจดหมายมาแสดงนิทรรศการกลางแจ้งที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

โดยผู้สนับสนุนนายสุรชัย ต่อต้านม.112 สนับสนุนประชาธิปไตยและความยุติธรรมให้รวมพลังกันส่งมาที่

อาจารย์สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์
87/2 หมู่ที่6 ซอยกรุงเทพนนท์14 ตำบลบางเขน อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000


หรือหย่อนในกล่อง/ฝากทีมงาน ในช่วงเวลาที่แดงสยาม และแนวร่วมแดงสยามเพื่อประชาธิปไตย เดินทางไปปราศรัย(ทุกวันอาทิตย์ประจำอยู่ที่หน้าเรือนจำ)

แดงล้านนา17จจังหวัดลงมติต้าน112 ฮือร่วมทั่วไทยเลิกกม.เผด็จการ

เมื่อวันที่ 14 มีนาคมที่ผ่านมาเสื้อแดงล้านนา 17 จังหวัดภาคเหนือ จัดประชุมเสวนาตาสว่างทางรอดประเทศ ที่จังหวัดพะเยา และมีมติขับเคลื่อนให้ปล่อยตัวนายสุรชัย แซ่ด่าน และนักโทษการเมืองคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพทุกคน พร้อมทั้งรณรงค์ประชาชนทุกจังหวัด ชุมนุมต่อต้านมาตรา112

รวมทั้งมติที่ประชุมที่โรงแรมภูทองพาเลช จังหวัดพะเยาว่า ในวันที่ 3เมษายนนี้ จะประชุมสมัชชาตัวแทนทุกภาคพิจารณาแนวทางต่อสู้ต้านม.112 ขึ้นที่กรุงเทพฯ

ซึ่งในวันดังกล่าวจะมีตัวแทนจาก 17 จังหวัดภาคเหนือเข้าร่วมด้วย เพื่อต่อยอดหาแนวทางในการเคลื่อนไหวทางการเมือง เกี่ยวกับ ม.112 เพื่อช่วยเหลือหาทางออกให้กับคนไทยทุกคนที่ต้องตกอยู่ภายใต้กฎหมายที่ เอาเปรียบประชานทางด้านสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน

ในโอกาสนี้ขอเรียนเชิญพี่น้องผู้เป็นเจ้าของประเทศร่วมเปลี่ยนกฏหมายและเปลี่ยนผ่านประเทศนี้ ด้วย 2 มือของพวกเรา เริ่มลงชื่อร่วมกันได้ตั้งแต่ 3 เม.ย.2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะครบ10,000 รายชื่อ แล้วนำเสนอต่อรัฐสภาเพื่อแก้กฏหมายต่อไป

********
ข่าวเกี่ยวเนื่อง:

-เสื้อแดงภาคตะวันตก7จังหวัดผนึกจัดตั้งเครือข่าย กระตุ้นนปช.ประกาศนโยบายปชต.แท้จริง-ค้าน112

-ยังจำได้ไหม???

-ตัดสินคุก13ปีหนุ่ม เมืองนนท์คดีหมิ่นฯ พลิกไปพลิกมาได้ประกันหรือไม่ สุดท้ายส่งให้ศาลอุทธรณ์ชี้ขาด

Wednesday, March 16, 2011

ฝ่ายค้านเปิดซักฟอกรัฐบาลวันแรก

ที่มา Voice TV



Voice Focus 15 มีนาคม 2554 (21.30 น.)

- ฝ่ายค้านเปิดซักฟอกรัฐบาลวันแรก
- วิกฤตการณ์นิวเคลียร์ในประเทศญี่ปุ่น
- เปิดหมู่บ้านเสื้อแดงอุดรธานี
วิกฤตการณ์นิวเคลียร์ในประเทศญี่ปุ่น
ประชาชนทั่วโลกต่างเฝ้าจับตามองถึงสถานการณ์โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ ฟุกุชิม่า หลังอาคารเตาปฏิกรณ์ปรมาณูระเบิดส่งผลให้มีการแพร่กระจายของสารกัมมันตภาพ รังสี
ฝ่ายค้านเปิดซักฟอกรัฐบาลวันแรก
ฝ่ายค้าน อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเน้นประเด็นความล้มเหลวด้านพลังงานส่งผลให้ประชาชน ต้องเผชิญกับภาวะของแพงที่สุดในประวัติศาสตร์ ขณะที่นายกรัฐมนตรีระบุข้อมูลฝ่ายค้านตัดต่อ
เปิดหมู่บ้านเสื้อแดงอุดรธานี
อุดรธานีนำร่องเปิดตัวหมู่บ้านเสื้อแดงแห่งแรกในประเทศไทย หวังสร้างต้นแบบให้จังหวัดอื่นทำตาม

มาตรา 112 ...ละเมิืดประชาชน

ที่มา Voice TV



รายการ Wake up Thailand ประจำวันที่ 16 มีนาคม 2554

นำเสนอในประเด็น

-มาตรา 112 ...ละเมิืดประชาชน

-ไฮไลท์ อภิืปรายไม่ไว้วางใจ

-เอแบคโพล ระบุฝ่ายค้าน-รัฐบาล อภิปรายสูสี

-ภัยพิบัติญี่ปุ่นไม่กระทบการลงทุน 4 แสนล้านในไทย

-ญี่ปุ่นต้องลงทุนครั้งใหญ่เศรษฐกิจถึงจะฟื้น

-พิพากษาผู้ทำเว็บไซต์ นปช. ยูเอสเอ จำคุก 13 ปี

-บทความ อ.วรเจตน์ กลุ่มนิติราษฏร เรื่องการเคลื่อนไหวมาตรา 112

-ซาอุดิอาระเบีย และ ยูเออีั ส่งทหารเข้าบาห์เรน

-ราชวงศ์ในตะวันออกกลาง สกัดโดมิโน่ ประชาธิปไตย

พ.ต.ท.ทักษิณเสนอแนวคิดผู้ประสบภัยญี่ปุ่นพักในไทย

ที่มา Voice TV

พ.ต.ท.ทักษิณเสนอแนวคิดผู้ประสบภัยญี่ปุ่นพักในไทย

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เสนอแนวคิดไทยช่วยเหลือผู้ประสบภัยญี่ปุ่น จากเหตุแป่นดินไหว และสึนามิ โยพ.ต.ท.ทักษิณ เสนอแนวคิดผ่านทางทวิตเตอร์ โดยระบุว่า รัฐบาลควรเสนอให้ผู้ประสบภัย เข้ามาพักในไทยชั่วคราว

“ วันนี้ขออนุญาตแนะนำรัฐบาล เพราะช่วงนี้มีอภิปรายไม่ไว้วางใจอาจยุ่งอยู่ แต่จังหวะต้องตัดสินใจด่วน เพื่อเป็นการแสดงน้ำใจต่อชาวญี่ปุ่นที่กำลังประสบภัยพิบัติสึนามิอยู่ในขณะนี้ โดยให้เขาเข้ามาพำนักที่ประเทศไทย ได้เป็นเวลา๖เดือนโดยไม่ต้องทำวีซ่าหรือเป็นวีซ่าที่มาประทับตราเมื่อเดินทางเข้ามาถึง เพื่อให้ความสะดวก โดยเป็นการปฏิบัติฝ่ายเดียว ไม่ต้องเจรจาขอต่างตอบแทน เพราะเท่ากับบอกว่า เขากำลังเดือดร้อนนะ มาอยู่บ้านเราเถิด เรายินดีต้อนรับเพื่อนที่ดีของเรา โดยเฉพาะยามทุกข์ของเขา การมาอยู่บ้านเรา ทั้งมีความสุข บริการดี อาหารดี คนไทยมีน้ำใจดี และประหยัดกว่าเยอะ ถ้าสะดวก ไม่ต้องวีซ่า เจ้าบ้านเต็มใจต้อนรับ เขาจะเลือกมาพักอยู่กับเรา

และอย่าลืมว่าเรามีคนญี่ปุ่นที่ทำงานอยู่ในบ้านเราอยู่แล้วหลายหมื่นคน ญาติและเพื่อนๆ ที่มีความเดือดร้อน มีความกังวลเรื่องกัมมันตภาพรังสีจากโรงไฟฟ้าปรมาณู หรือการอยู่แบบไม่สะดวก เพราะไฟฟ้าไม่พอใช้ อาจอยากมาอยู่ด้วยก็ได้

เราอาจให้โอกาสไม่ต้องใช้วีซ่าสำหรับคนญี่ปุ่นถึงสิ้นปีพ.ศ.นี้ แล้วค่อยมาประเมินผลอีกครั้งว่า จะต่อ หรือจะยกเลิก หรือจะไปเจรจาต่างตอบแทนภายหลัง "

ปัญหาคนสองสัญชาติกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ที่มา มติชน



โดย คนในศาล

บทความที่ท่านผู้อ่านจะอ่านต่อไปนี้ ขอให้ท่านผู้อ่านทำใจให้ว่าง ไม่ยึดติดกับตัวบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และสัญชาติใดสัญชาติหนึ่ง เพื่อจะได้มองเห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายได้อย่างแจ่มชัดว่ากฎหมายมุ่งหมายให้มีความหมายเช่นไร มิฉะนั้น การแปลความกฎหมายจะบิดเบือนไปตามอคติความชอบและความเกลียด หาแก่นแท้ไม่ได้

รัฐธรรมนูญแห่งราชาอาณาจักรไทยได้กำหนดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไว้ในมาตรา 101 ประการแรกว่า ต้องมีสัญชาติไทยโดยการเกิด และมาตรา 171 กำหนดคุณสมบัติของผู้จะเป็นนายกรัฐมนตรีไว้ว่า ต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น

ดังนั้น ผู้ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีได้จึงต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิดเช่นกัน

กล่าวคือ ได้สัญชาติไทยมาพร้อมกับการเกิดเป็นบุคคล

แต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมิได้ให้ความหมายของคำว่า "ผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิด" มีความหมายอย่างไร

หากบุคคลที่จะสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีสัญชาติไทยโดยการเกิดสัญชาติเดียว คือ พวกผู้เกิดโดยบิดาหรือมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทยและเกิดในราชอาณาจักรไทย ตาม พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2508 มาตรา 7 (1) (2) ทั้งนี้ เป็นไปตามหลักสืบสายโลหิตและหลักดินแดนทั้งสองหลัก ย่อมไม่มีปัญหาในเรื่องคุณสมบัติ

แต่หากบุคคลดังกล่าวเกิดนอกราชอาณาจักร แม้จะได้สัญชาติไทยโดยการเกิดตาม พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2508 มาตรา 7 (1) ตามหลักสืบสายโลหิต แต่ขณะเดียวกันก็จะได้สัญชาติของประเทศที่ผู้นั้นเกิดตามหลักดินแดน บุคคลนี้จึงเป็นบุคคลผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิด

ขณะเดียวกันก็มีสัญชาติของประเทศที่ผู้นั้นเกิดโดยการเลือกอีกสัญชาติหนึ่งตามกฎหมายของประเทศนั้น

ปัญหาจึงเกิดมีขึ้นว่า คนที่มีสองสัญชาติโดยการเกิดในลักษณะเช่นนี้จะมีคุณสมบัติเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่

หากไม่มีแน่นอนย่อมไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี

ปัญหานี้เป็นปัญหาใหญ่ เพราะเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ สมควรอย่างยิ่งที่บุคคลที่เกี่ยวข้อง ว่าไปแล้วคนไทยทุกคนก็เกี่ยวข้องหมด จะต้องหยิบยกขึ้นมาพิจารณาให้ตกผลึกโดยองค์กรที่มีอำนาจ ซึ่งจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ไม่ใช่ยังไม่มีผู้เสนอเรื่องเข้าสู่องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการเลือกตั้ง บุคคลในองค์กรนั้นก็ออกมาแสดงความคิดเห็นรับรองคุณสมบัติของคนสองสัญชาติทันทีว่า ไม่ขาดคุณสมบัติของการเป็นนายกรัฐมนตรี ผู้เขียนรู้สึกอายที่ครั้งหนึ่งเคยร่วมอาชีพด้วย

ผู้เขียนได้ศึกษา พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2508 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 แล้ว ปรากฏว่าไม่มีบทบัญญัติให้บุคคลสองสัญชาติสละสัญชาติใดสัญชาติหนึ่ง

ดังนั้น บุคคลสองสัญชาติจึงมีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายของประเทศที่ตนมีสัญชาติทั้งสองสัญชาติ

ด้วยเหตุนี้รัฐบาลทุกรัฐบาลไม่ว่าประเทศใดต่างมีนโยบายขจัดปัญหาคนสองสัญชาติ ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย ทั้งนี้ เนื่องจากปัญหาคนสองสัญชาติกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ดังจะเห็นได้จากบริเวณชายแดนไทยและมาเลเซีย จะมีคนกลุ่มหนึ่งมีสองสัญชาติ คือ สัญชาติไทยและสัญชาติมาเลเซีย คนกลุ่มนี้บางคนได้กระทำความผิดต่อกฎหมายไทยในราชอาณาจักรไทย แล้วก็หลบหนีไปอยู่ในดินแดนของประเทศมาเลเซีย ทำให้ยากต่อการที่จะติดตามจับกุมตัวมาลงโทษ หรือแม้แต่จะขอให้ทางการของประเทศมาเลเซียส่งคนดังกล่าวในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนมาพิจารณาคดีที่ศาลไทยก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะคนดังกล่าวย่อมจะต้องอ้างว่าตนเป็นคนสัญชาติมาเลเซีย และโดยหลักการแล้วประเทศต่างๆ จะไม่ยอมส่งคนสัญชาติของตนไปให้ประเทศอื่นพิจารณาลงโทษ

เข้าทำนองว่า หากลูกเราทำผิดเราก็จะลงโทษเอง จะไม่ส่งลูกของเราไปให้คนอื่นลงโทษ ยกเว้นประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันมีการแก้กฎหมายต่างไปจากอดีต ทำให้มีการส่งคนสัญชาติไทยเป็นผู้ร้ายข้ามแดนไปให้ประเทศอื่นลงโทษ

ปัญหานี้รัฐบาลไทยทุกรัฐบาลมีนโยบายขจัดปัญหาคนสองสัญชาติมาโดยตลอด โดยมีการเจรจากับรัฐบาลมาเลเซียเพื่อแก้ปัญหา ท่านผู้อ่านลองหลับตานึกภาพดูซิว่า หากบุคคลผู้กำหนดนโยบาย (นายกรัฐมนตรี) เป็นบุคคลสองสัญชาติเสียเองแล้ว ปัญหาดังกล่าวจะแก้ไขให้สำเร็จลุล่วงไปได้หรือ และความมั่นคงของประเทศจะเป็นเช่นไร ลองตรองดู

เมื่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยกำหนดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแต่เพียงว่า ต้องมีสัญชาติไทยโดยการเกิด

จึงมีปัญหาว่ามีความหมายเช่นไร

เนื่องจากบุคคลคนหนึ่งอาจมีหนึ่งสัญชาติหรือมีกว่าหนึ่งสัญชาติก็ได้ ถ้ามีเพียงสัญชาติเดียวการแปลความย่อมไม่มีปัญหา แต่หากมีสองสัญชาติจำต้องแปลความหมาย (ตีความ) ของกฎหมายว่ามีความมุ่งหมายหรือเจตนาอย่างไร ซึ่งการตีความที่เด็ดขาดเป็นเรื่องของอำนาจตุลาการ

แต่ขณะที่ยังไม่มีคดีความขึ้นสู่ศาลที่มีอำนาจพิจารณา บรรดาผู้ใช้กำหมายทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นนักกฎหมายหรือไม่ก็ตาม หรือแม้แต่ประชาชนคนเดินดินก็มีสิทธิที่จะตีความกฎหมายได้

ผู้เขียนจึงขอแสดงความคิดเห็นให้ท่านผู้อ่านลองพิจารณาดูว่า คนสองสัญชาติจะมีคุณสมบัติเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและนายกรัฐมนตรีหรือไม่

1.ขอให้ท่านผู้อ่านลองถามใจตนเองว่า เรารับบุคคลสองสัญชาติเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและนายกรัฐมนตรีได้หรือไม่

คนบางคนแค่เพียงอาศัยแผ่นดินประเทศอื่นเกิดแล้วก็กลับมาอยู่ประเทศไทย เรียนหนังสือ ทำงาน มีครอบครัวในประเทศไทย

คนคนนี้ท่านว่าเขามีความเป็นคนไทยเต็มตัวหรือไม่

เมื่อเทียบกับอีกคนหนึ่งพ่อแม่เป็นคนไทย แต่เกิดต่างประเทศ เติบโต เรียนหนังสือ มีชีวิตอยู่ในประเทศที่เกิดเรื่อยมาจนเรียนจบ แล้วจึงกลับประเทศไทยและได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาตลอดตั้งแต่เมื่ออายุครบ 25 ปี จนกระทั่งเป็นนายกรัฐมนตรีโดยประชาชนไม่รู้มาก่อนว่าคนคนนี้มีสองสัญชาติ และยังไม่สละสัญชาติที่ไม่ใช่สัญชาติไทยจนบัดนี้ พูดง่ายๆ คนคนนี้ปกปิดข้อเท็จจริงต่อประชาชนมาโดยตลอดจนกระทั่งถูกจับได้กลางสภา ก็ยังคงอ้างข้างๆ คูๆ ว่า เรียนหนังสือก็เสียค่าเทอมแบบคนต่างชาติ เข้าไปประเทศที่ตนถือสัญชาติอีกสัญชาติหนึ่งก็ต้องขอวีซ่า เท่ากับมีเจตนาที่จะถือสัญชาติไทยสัญชาติเดียว ซึ่งฟังดูก็มีเหตุผลแต่ไม่สมเหตุสมผล ประเด็นอยู่ตรงที่ว่า ยังไม่ได้สละสัญชาติที่ไม่ใช่สัญชาติไทย

จึงมีคำถามถามต่อไปว่า ถ้ามีเจตนาจะถือสัญชาติไทยเพียงสัญชาติเดียว มีเหตุผลใดจึงไม่สละสัญชาติอื่นเสียแต่ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสียแต่แรก

2.หากบุคคลสองสัญชาติซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีต้องไปเจรจา ลงนามทำสัญญาทางการค้าหรือด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ของประเทศไทยกับประเทศที่นายกรัฐมนตรีถืออีกสัญชาติหนึ่ง ท่านผู้อ่านจะไว้วางใจได้โดยสนิทใจหรือ ว่านายกรัฐมนตรีคนนี้จะทำเพื่อประโยชน์ของประเทศไทยและประชาชนชาวไทยเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์

3.หากสัญชาติอีกสัญชาติหนึ่งของนายกรัฐมนตรีเป็นสัญชาติของประเทศเพื่อนบ้านที่มีชายแดนติดกัน และมีความขัดแย้ง ตลอดจนมีการปะทะกันด้วยกำลังทหารถึงขั้นประกาศว่าเป็นสงคราม เช่นนี้ ท่านผู้อ่านจะยังคงไว้วางใจให้คนคนนี้เป็นนายกรัฐมนตรีบริหารประเทศต่อไปหรือไม่

ยิ่งมีพฤติการณ์ที่แสดงออกให้เห็นว่าไม่เป็นประโยชน์ต่ออธิปไตยของประเทศไทย เช่น นายกรัฐมนตรีตลอดจนรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ต่างประกาศยอมรับว่าดินแดนที่ 7 คนไทยถูกจับเป็นดินแดนของประเทศเขมร ให้ 7 คนไทยรับสารภาพแล้วจะขอพระราชทานอภัยโทษให้

จะเห็นได้ว่าเรื่องที่กล่าวมาทั้งหมด เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศทั้งสิ้น ฉะนั้น หากท่านผู้อ่านไม่สามารถรับเรื่องที่กล่าวข้างต้นทั้งสามข้อได้ ย่อมแสดงว่าท่านผู้อ่านแปลความหมายของคำว่า "สัญชาติไทยโดยการเกิด" หมายความว่า ต้องมีสัญชาติไทยเพียงสัญชาติเดียว

แต่หากท่านผู้อ่านยอมรับได้กับเรื่องที่กล่าวข้างต้นทั้งสามข้อ ย่อมแสดงว่าท่านผู้อ่านแปลความหมายของคำดังกล่าวว่า หมายความว่า จะมีสัญชาติกี่สัญชาติไม่สำคัญแม้จะเป็นสัญชาติของประเทศที่เป็นศัตรูกับประเทศไทยก็ตาม ขอเพียงแต่ให้สัญชาติไทยโดยการเกิดรวมอยู่ด้วย ก็มีคุณสมบัติของการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสามารถดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยได้ก็ไม่ว่ากัน

สุดแท้แต่วิจารณญาณของท่าน

อย่างที่ผู้เขียนได้กล่าวแต่ต้นแล้วว่า ปัญหาของคนสองสัญชาติมีคุณสมบัติเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ หากไม่มีคุณสมบัติเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็ย่อมไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีได้

ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศโดยตรง จึงใคร่ขอให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่จำกัดเฉพาะพรรคฝ่ายค้าน โดยเฉพาะพรรคที่นายกรัฐมนตรีสังกัดควรเป็นธุระจัดการปัญหานี้ให้ตกผลึก โดยการร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งว่า บุคคลสองสัญชาติขาดคุณสมบัติของการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศโดยตรง ไม่ใช่จำกัดเฉพาะพรรคการเมือง

และควรอย่างยิ่งที่คณะกรรมการการเลือกตั้งจะเสนอคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งให้สั่งว่า บุคคลสองสัญชาติคนนี้ขาดคุณสมบัติของการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมีคำวินิจฉัยออกมาให้ถึงที่สุดว่า คุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องมีสัญชาติไทยโดยการเกิดนั้นมีความหมายเช่นไร

แต่หากท่านไม่ดำเนินการจะเป็นเพราะเห็นแก่พวกพ้องหรือไม่ก็ตาม บรรดาผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหลายก็มีสิทธิที่จะร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งได้

คอป.ซักปมยิง"เสธ.แดง"ข้อมูลหลวม สืบความจริงไม่ได้! จี้ถามทางการ ทำไมปล่อยมือปืนก่อเหตุ

ที่มา มติชน




นายสมชาย หอมลออ ประธานอนุกรรมการตรวจสอบและค้นหาความจริง


ผู้ให้ข้อมูลกรณี เสธ.แดง ถูกยิง


พ.ท.สิทธิศักดิ์ ธิวันนา ผู้ช่วยฝ่ายยุทธการกองทัพภาคที่ 1 (ผช.ฝยก.ทภ.1)


ภาพเหตุการณ์ ภายหลังเสธ.แดง ถูกยิง เมื่อ 17 พ.ค.53

อนุกรรมการตรวจสอบและค้นหาความจริง คอป. ได้รับข้อมูลที่ไม่น่าพอใจกรณีการเสียชีวิตของพลตรี ขัตติยะ สวัสดิผล หลังจากที่เชิญกองทัพภาคที่ 1 และทางโรงพยาบาลหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติมาชี้แจง เนื่องจากข้อมูลที่ได้ไม่ชัดเจน และไม่สามารถให้คำตอบเรื่องการควบคุมพื้นที่ และการพบหัวกระสุนปืนในศีรษะของเสธ.แดงที่หายไป

ที่ห้องประชุมสำนักงานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ในการประชุมครั้งที่ 7 วันที่ 15 มีนาคม 2554 นายสมชาย หอมลออ ประธานอนุกรรมการตรวจสอบและค้นหาความจริง เป็นประธานในที่ประชุมโครงการรับฟังข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ความไม่สงบจากทุกฝ่าย (Hearing) ได้นำกรณีการเสียชีวิตของพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก เมื่อวันที่ 17 พ.ค.2553 ขึ้นมาพิจารณา โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ตัวแทนจากกองทัพภาคที่ 1 ผู้สื่อข่าวเดอะเนชั่น ตัวแทนโรงพยาบาลหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ และเจ้าหน้าที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดยมีผู้สังเกตการณ์จาก ศรส. EU และตัวแทนสถานทูตออสเตรเลีย ส่วนหน่วยงานที่คอป. เชิญเข้าร่วมชี้แจงแต่ไม่ได้มาเข้าร่วมการประชุมคือ ตำรวจ สน.ลุมพินี สน.สามเสน และ นายแพทย์จรูญศักดิ์ นวลแจ่ม จากโรงพยาบาลวชิระพยาบาล


นายสมชาย ในฐานะประธานที่ประชุมได้กล่าวเปิดประชุมโดยกล่าวว่า นายคณิต ณ นคร ในฐานะประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ ได้กล่าวไว้ว่าการสร้างความปรองดองต้องค้นพบความจริงเสียก่อน เพื่อจะนำไปสู่ความปรองดองได้ ที่ผ่านมาได้รับฟังข้อเท็จจริง กรณีดาวเทียมไทยคม กรณีการเสียชีวิตของช่างภาพญี่ปุ่น กรณีความรุนแรงบริเวณบ่อนไก่-สีลม ฯลฯ เป็นต้นมา และครั้งนี้เป็นกรณีเสียชีวิตของ เสธ.แดง พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ที่ถูกยิงเมื่อวันที่ 13 พ.ค. 2553 ซึ่งความรุนแรงดังกล่าวเป็นสิ่งที่ไม่น่าเกิดขึ้น และเป็นคดีอุกอาจ เพราะถูกยิงต่อหน้าผู้สื่อข่าว

หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ของ คอป. ได้นำข้อมูลเสนอต่อที่ประชุม เป็นคำให้การของนายโธมัส ฟุลเลอร์ ผู้สื่อข่าวนิวยอร์คไทม์ ที่กล่าวถึงตำแหน่งการยืนของพล.ต.ขัตติยะ ว่า ในตอนที่เสธ.แดงให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวอยู่นั้น ได้หันหน้าไปทางถนนพระราม 4 ตัวผู้สื่อข่าวเองยืนห่างออกมาประมาณ 2 ฟุต โดยในขณะนั้นมีผู้สื่อข่าวเสียงอเมริกา (VOA) ร่วมสัมภาษณ์อยู่ด้วย และทางเจ้าหน้าที่ คอป. ได้เปิดภาพถ่ายวิดีโอการช่วยเหลือนำตัวเสธ.แดง ส่งโรงพยาบาล และมีหลักฐานจากคำพูดของ น.พ.จรูญศักดิ์ นวลแจ่ม หัวหน้าภาควิชานิติเวชศาสตร์ โรงพยาบาลวชิระพยาบาล ที่ได้กล่าวไว้เมื่อวันที่ 16 พ.ค.ว่า วันที่ 13 พ.ค. เสธ.แดงยังไม่เสียชีวิต แต่เนื้อสมองตายแล้ว แพทย์ชันสูตรพบว่า เสธ.แดง ถูกยิงตายด้วยกระสุน 1 นัดแต่ไม่ทราบว่าเป็นชนิดใด เนื่องจากไม่มีหัวกระสุนในเนื้อสมอง และบาดแผลถูกยิงทำมุม 30 องศา

โดยนายปองพล สารสมัคร ผู้สื่อข่าวเดอะเนชั่นได้ชี้แจงว่า ตนไม่ได้อยู่ในช่วงที่พล.ต.ขัตติยะหรือเสธ.แดง ถูกยิง เมื่อไปถึงพื้นที่ เห็นเสธ.แดงให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวต่างประเทศอยู่ก่อนแล้ว จึงเข้าไปร่วมสัมภาษณ์ จากการสังเกตอาการเสธ.แดงวันนั้น มีลักษณะท่าทางที่ไม่อยู่นิ่ง หันซ้ายหันขวา ก้มหน้าดูพื้นตลอดเวลา ทำให้ช่างภาพทำงานยาก หลังจากนั้นได้แยกตัวออกไป เมื่อเดินออกไปผ่านหน้าโรงแรมดุสิต ได้ยินเสียงดังมาก ในตอนแรกคิดว่าเป็นเสียงประทัด ต่อมาทางโรงพิมพ์แจ้งว่า เสธ.แดงถูกยิงให้รายงานสถานการณ์ด่วน

ด้านนายชูชีพ บุญเส็ง เจ้าหน้าที่ควบคุมกู้ชีพผลัดที่ 1 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ซึ่งเป็นผู้พาพล.ต.ขัตติยะ จากโรงพยาบาลหัวเฉียวฯ ไปโรงพยาบาลวชิระพยาบาล ชี้แจงว่าเป็นผู้นำส่งเสธ.แดงไป ขณะนั้นยังไม่เสียชีวิต โดยมีเจ้าหน้าที่ พยาบาลจาก ร.พ.วชิระมารับเสธ.แดงด้วย และได้นำรถออกทางด้านหลังโรงพยาบาลหัวเฉียวฯ เนื่องจากด้านหน้ามีผู้ชุมนุม ซึ่ง9oไม่ทราบว่าใครเป็นผู้สั่งย้าย พล.ต.ขัตติยะออกจากโรงพยาบาล

ส่วน นางโสรญา สิทธิผิน พยาบาลประจำการศูนย์หัวเฉียวพิทักษ์ชีพ ชี้แจงว่าตอนที่คนไข้เข้ามาโรงพยาบาลยังไม่เสียชีวิตและไม่รู้สึกตัว จากนั้นได้นำคนไข้ไป ศูนย์เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ จากนั้นนำไปรักษาตัวที่ห้องไอซียู จากนั้นประมาณ 2 ชั่วโมงก็มีการเคลื่อนย้ายคนไข้ไป ร.พ.วชิระ เมื่ออนุกรรมการถามว่า เห็นหัวกระสุนตอนที่ทำ CT สแกนหรือไม่ นางโสรญาบอกว่าไม่ได้ดู และไม่ทราบเรื่องการสั่งย้าย เพราะคนที่ทราบคือ ผู้บริหารโรงพยาบาล รู้แต่เพียงคนไข้ไม่รู้สึกตัว มีผ้าพันแผลที่ศีรษะ และมีเลือดไหลตลอด

ขณะที่ พ.ท.สิทธิศักดิ์ ธิวันนา ผู้ช่วยฝ่ายยุทธการกองทัพภาคที่ 1 (ผช.ฝยก.ทภ.1) ได้ชี้แจงว่า ในพื้นที่ถนนพระราม 4 มีหน่วยงานของ กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ควบคุมอยู่เต็มพื้นที่ร่วมกับตำรวจ และหน้าที่หลักที่ได้รับคำสั่งมาคือ การป้องกันการก่อเหตุจากมือที่ 3 ในการเข้ามาชี้แจงต่อคอป. นั้น ตนไม่เห็นด้วยที่คณะกรรมการเชิญมาสอบโดยมีผู้สื่อข่าวนั่งฟังอยู่ด้วย และจะชี้แจงทางหนังสือตามมาทีหลัง ส่วนการสอบสวนคิดว่าควรเป็นหน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษมากกว่า

อย่างไรก็ตาม นายสมชาย หอมลออ กล่าวว่า การประชุมวันนี้ได้รับข้อมูลที่ไม่น่าพอใจ เพราะตัวแทนที่เกี่ยวข้องที่เชิญมาร่วมประชุมหลายฝ่ายไม่มา ดังนั้นต้องทำการตรวจสอบกรณีนี้ต่อ เพื่อที่จะได้ข้อมูลที่แท้จริง เพราะยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับพื้นที่และอาวุธปืนที่ พล.ต.ขัตติยะถูกยิงด้วยสไนเปอร์ เพราะพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่พิเศษ และหน่วยงานที่มีปืนชนิดนี้มีแต่หน่วยงานราชการเท่านั้น แต่การจะอ้างว่ามีเจ้าหน้าที่แตกแถวไปบ้างนั้น คนที่ยิงได้แม่นขนาดนี้ต้องมีความแม่นยำและได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี และวิถีกระสุนที่เจาะเข้าศีรษะทางด้านขวา ทำมุมเฉียง 30 องศานั้น จึงเป็นการยิงจากมุมสูง ผู้เสียชีวิตหันหน้าไปถนนพระราม 4 เป็นไปได้ว่า วิถีกระสุนน่าจะมาจากอาคารทางด้านฝั่งขวา ซึ่งจะมีอาคารที่น่าจะเกี่ยวข้อง เช่น สีลมพล่าซ่า หรืออาคารโรงพยาบาลจุฬาฯ นอกจากนั้น พื้นที่ในระยะใกล้ หรือที่สูง ในช่วงเกิดเหตุดังกล่าวน่าจะอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของเจ้าหน้าที่มาแล้วหลายวัน การที่จะมีมือปืนแปลกปลอมเข้าไปก่อเหตุได้นั้น ทางการต้องอธิบายให้ได้ว่า ทำไมถึงเปิดช่องให้มือปืนแปลกปลอมเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ได้ คำถามนี้ ทางคณะอนุกรรมการฯ ต้องการคำตอบไม่ใช่เฉพาะกรมสอบสวนคดีพิเศษเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อความกระจ่างตามที่ได้ภาระหน้าที่มอบหมายมา รวมทั้งเรื่องโรงพยาบาลพบหัวกระสุนจริง แล้วหัวกระสุนหายไปได้อย่างไร เพราะหัวกระสุนจะได้รู้คำตอบว่ามาจากปืนกระบอกใด ซึ่งจะต้องตรวจสอบต่อไป