WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, March 17, 2011

จูเลียน อัสซานจ์: "อินเทอร์เน็ตคือเครื่องมือสอดแนมประชาชนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด"

ที่มา ประชาไท

แปลจาก Julian Assange tells students that the web is the greatest spying machine ever (http://www.guardian.co.uk/media/2011/mar/15/web-spying-machine-julian-assange)

ในการปรากฏตัวต่อสาธารณชนครั้งล่าสุด จูเลียน อัสซานจ์ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์จอมแฉ "วิกิลีกส์" กล่าวว่าอินเทอร์เน็ตเป็น "เครื่องมือสำหรับคอยสอดแนมประชาชนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในโลก" และมันไม่ใช่เทคโนโลยีที่เอื้อประโยชน์ต่อเสรีภาพในการแสดงออกเสมอไป

อัสซานจ์กล่าวว่าอินเทอร์เน็ตอาจจะช่วยตรวจสอบความโปร่งใสของรัฐบาลและช่วยอำนวยการประสานงานระหว่างนักเคลื่อนไหวทางสังคม แต่มันก็ยังให้โอกาสรัฐที่จะจับตาดูและจับกุมผู้ต่อต้าน

"แม้ว่าในบางที อินเทอร์เน็ตได้เปิดเผยให้เราได้รู้อย่างที่ไม่เคยรู้มาก่อนว่ารัฐบาลกำลังทำอะไรอยู่ และเป็นช่องทางให้เราได้ติดต่อประสานงานกันเพื่อเรียกร้องความรับผิดชอบจากรัฐบาลและองค์กรที่กดขี่ผู้คน แต่อินเทอร์เน็ตก็ยังเป็นเครื่องมือที่ถูกใช้สอดแนมประชาชนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในโลก" เขากล่าวกับนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ในการบรรยายที่คนนับร้อยต่อคิวฟังนานนับชั่วโมง

เขากล่าวต่อว่า "มัน [อินเทอร์เน็ต] ไม่ใช่เทคโนโลยีที่เข้าข้างเสรีภาพในการแสดงออก มันไม่ใช่เทคโนโลยีที่เข้าข้างสิทธิมนุษยชน มันไม่ใช่เทคโนโลยีที่เข้าข้างความเป็นพลเมือง แต่มันเป็นเทคโนโลยีที่สามารถถูกใช้สร้างการจับตาดูประชาชนในระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ ชนิดที่เราไม่เคยพบเจอมาก่อน แต่ในขณะเดียวกัน หากถูกใช้โดยพวกเรา โดยเหล่าผู้ที่เคลื่อนไหวทางสังคม โดยผู้ที่ต้องการจะหักเหทิศทางของโลกเทคโนโลยี มันก็อาจจะเป็นสิ่งที่เราพอจะให้ความหวังได้"

อัสซานจ์ยังเสนอว่าที่จริงแล้วเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์มีบทบาทต่อการลุกฮือของประชาชนในตะวันออกกลางน้อยกว่าที่ถูกกล่าวอ้างโดยคนในแวดวงสื่อออนไลน์และนักการเมือง

"ใช่ [ทวิตเตอร์และเฟซบุ๊ก] ก็มีส่วนช่วยอยู่บ้าง แม้ว่าจะไม่มากเท่าที่สำนักข่าวอัลจาซีราทำก็ตาม แต่คู่มือที่นักเคลื่อนไหวในอียิปต์ผลิตขึ้นนั้นเขียนไว้ตั้งแต่หน้าแรกว่า 'อย่าใช้เฟซบุ๊กและทวิตเตอร์' และย้ำอีกในหน้าสุดท้ายว่า 'อย่าใช้เฟซบุ๊กและทวิตเตอร์'"

"มันมีที่มาของเรื่องนี้อยู่ ที่จริงแล้วเคยมีการใช้เฟซบุ๊กเคลื่อนไหวลุกฮือในกรุงไคโรเมื่อสามสี่ปีก่อน มันเป็นการเคลื่อนไหวที่เล็กมาก หลังจากเหตุการณ์นั้นเฟซบุ๊กก็ถูกใช้ในการสืบหาและรวบตัวเหล่าผู้นำขบวนการ ซึ่งต่อมาถูกซ้อมทรมาน สอบสวน และคุมขัง"

อัสซานจ์กล่าวว่าข้อมูลสถานทูตสหรัฐฯ ที่วิกิลีกส์เผยแพร่นั้นแสดงให้เห็นถึงทัศนคติที่สหรัฐฯ มีต่ออดีตผู้นำตูนิเซีย และช่วยเสริมกำลังให้แก่กองกำลังปฏิวัติทั่วภูมิภาค

"โทรเลขเกี่ยวกับตูนิเซียแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าสหรัฐฯ นั้น ถ้าต้องเลือกข้างระหว่างฝ่ายกองทัพตูนิเซียกับฝ่ายอดีตประธานาธิบดี บิน อะลี แล้ว สหรัฐฯ อาจจะเลือกข้างกองทัพ"

เขากล่าวต่อว่า "นี่เป็นสิ่งที่น่าจะทำให้ประเทศรอบข้างตูนิเซียคิดว่าถ้าตนใช้กำลังทหารเข้าแทรกแซง ก็อาจจะไม่ได้อยู่ข้างเดียวกับสหรัฐฯ"

อัสซานจ์ ผู้ซึ่งกำลังยื่นอุทธรณ์คำสั่งเนรเทศจากอังกฤษไปยังสวีเดนเนื่องจากถูกฟ้องด้วยข้อหาทางเพศ กล่าวว่าการเปิดเผยข้อมูลโดยวิกิลีกส์นั้นยังเป็นการบังคับให้สหรัฐฯ ต้องหยุดการแอบสนับสนุน มูบารัค อดีตผู้นำอียิปต์

"เนื่องจากการเปิดเผยโทรเลขเกี่ยวกับสุไลมาน [รองประธานาธิบดีอียิปต์ภายใต้การนำของมูบารัค] ซึ่งเป็นตัวเลือกของสหรัฐฯ และอิสราเอลที่จะมาสืบทอดตำแหน่ง เนื่องจากการเปิดเผยถึงคำสั่งที่มูบารัคอนุญาตให้วิธีซ้อมทรมานของสุไลมาน รองประธานาธิบดี สหรัฐฯ โจเซฟ ไบเดน จึงไม่สามารถกล่าวได้อีกอย่างที่เคยว่ามูบารัคไม่ใช่เผด็จการ และทำให้ฮิลลารี คลินตัน ไม่สามารถออกมาสนับสนุนมูบารัคอย่างโจ่งแจ้งได้"

เมื่อมีการถามถึงแบรดลีย์ แมนนิง พลทหารสหรัฐฯ ที่ถูกคุมขังเพราะถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ลักลอบเผยแพร่ข้อมูลลับให้วิกิลีกส์ อัสซานจ์กล่าวว่า "เราไม่รู้เลยว่าเขาเป็นหนึ่งในแหล่งข่าว ระบบของเราถูกออกแบบมาให้เราไม่สามารถรู้ได้"

อัสซานจ์ยังแสดงความเห็นใจต่อแมนนิงด้วยว่า "เขาตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้าย และถ้าเขาไม่สามารถถูกเชื่อมโยงกับเราได้ นั่นก็แปลว่าเขาถูกคุมขังทั้งๆ ที่เป็นผู้บริสุทธิ์ และถ้ามีการเชื่อมโยงระหว่างเขากับข้อมูลของเราจริง ก็แน่นอนว่าเราต้องมีส่วนรับผิดชอบบ้าง แต่ยังไม่มีการกล่าวหาใดๆ ว่าเขาถูกจับในเรื่องที่เกี่ยวกับเรา ข้อหามีเพียงเขาถูกจับหลังจากพูดคุยกับนิตยสาร ไวร์ด ในสหรัฐฯ"

นอกจากนี้ อัสซานจ์ยังวิจารณ์หนังสือพิมพ์ นิวยอร์ก ไทม์ส ด้วยว่าเก็บงำเรื่องราวเกี่ยวกับปฏิบัติการลับทางทหารของสหรัฐฯ ในอัฟกานิสถาน

'วิกิลีกส์' แฉไอเออีเอเคยเตือนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ญี่ปุ่นไม่สามารถทานต่อแผ่นดินไหวรุนแรงได้

ที่มา ประชาไท

วิกิลีกส์เผยไอเออีเอ เคยเตือนว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ญี่ปุ่นไม่สามารถทานต่อแผ่นดินไหวรุนแรงได้ พร้อมแฉรัฐบาลญี่ปุ่นเคยกลับคำตัดสินของศาลที่สั่งปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งหนึ่ง ซึ่งศาลระบุว่าถ้าเกิดอุบัติเหตุประชาชนจะได้รับสารกัมมันตภาพรังสี ขณะที่มี ส.ส.ญี่ปุ่นเคยให้ข้อมูลกับทูตสหรัฐฯ ว่ารัฐบาลญี่ปุ่นละเลยเรื่องพลังงานทางเลือก แถมทำให้ต้นทุนที่แท้จริงและปัญหานิวเคลียร์เป็นเรื่องคลุมเครือ

หนังสือพิมพ์เทเลกราฟ ของอังกฤษ รายงานเมื่อคืนวันที่ 15 มี.ค. ว่า เว็บไซต์วิกิลีกส์ เปิดเผยข้อมูลว่า ทางการญี่ปุ่นได้รับการเตือนเมื่อสองปีก่อนโดยสำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ หรือไอเออีเอ ว่า โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ของญี่ปุ่นไม่สามารถต้านทานเหตุแผ่นดินไหวที่รุนแรงได้

โดยเจ้าหน้าที่ของไอเออีเอ กล่าวเมื่อเดือนธันวาคมปี 2551 ว่า มาตรการรักษาความปลอดภัยล้าสมัยแล้ว และแผ่นดินไหวขนาดใหญ่จะทำให้เกิด “ปัญหาร้ายแรง” แก่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์

รัฐบาลญี่ปุ่นเคยให้หลักประกันว่าจะยกระดับมาตรการด้านความปลอดภัยของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั้งหมด แต่ขณะนี้ต้องเผชิญคำถามซึ่งไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ว่ามาตรการที่ได้ทำไปนั้นเพียงพอหรือไม่

ในขณะที่ ทางการญี่ปุ่นตอบสนองต่อคำเตือนด้วยการสร้างศูนย์รับมือภาวะฉุกเฉินขึ้นที่โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ฟุกุชิมะ แต่มีการออกแบบมาให้ทนต่อแผ่นดินไหวระดับ 7.0 ริกเตอร์เท่านั้น ขณะที่เหตุแผ่นดินไหวเมื่อวันศุกร์ (11 มี.ค.) รุนแรงถึง 9.0 ริกเตอร์

การเตือนเรื่องความปลอดภัยของโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ในญี่ปุ่น ประเทศซึ่งเกิดเหตุแผ่นดินไหวบ่อยครั้งของโลก ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือระหว่างการประชุมกลุ่มความปลอดภัยและความมั่นคงทางนิวเคลียร์ของกลุ่มประเทศจี 8 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี 2551

ในเอกสารที่วิกิลีกส์เผยแพร่กล่าวว่า “เขา (เจ้าหน้าที่ไอเออีเอ) ได้อธิบายเกี่ยวกับแนวทางด้านความปลอดภัยจากเหตุแผ่นดินไหวที่มีการปรับปรุงแก้ไขกันเพียง 3 ครั้ง ในระยะเวลา 35 ปีที่ผ่านมา และว่า ทางไอเออีเอได้ตรวจสอบแนวทางดังกล่าวใหม่แล้ว”

“เช่นกัน ผู้นำเสนอยังได้ยกตัวอย่างเหตุแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นบางกรณี ซึ่งรุนแรงเกินขีดที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ออกแบบเอาไว้ และนี่จะเป็นปัญหาหนักที่นำไปสู่การจัดการมาตรฐานความปลอดภัยด้านแผ่นดินไหว”

ในเคเบิลของสถานทูตสหรัฐอเมริกาดังกล่าว ซึ่งถูกเผยแพร่ในวิกิลีกส์ และเทเลกราฟ ยังอ้างอิงคำพูดของผู้เชี่ยวชาญซึ่งไม่ได้มีการระบุชื่อ ที่แสดงความกังวลเกี่ยวกับแนวทางในการปกป้องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จากเหตุแผ่นดินไหวที่มีการปรับปรุงแก้ไขเพียง 3 ครั้ง ในรอบ 35 ปี

นอกจากนี้ วิกิลีกส์ยังเปิดเผยรายงานที่ระบุว่ารัฐบาลญี่ปุ่นได้คัดค้านคำสั่งของศาลในการปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ที่ตั้งอยู่ในภาคตะวันตกของญี่ปุ่น เนื่องจากเกรงว่าโรงไฟฟ้าจะไม่สามารถทนต่อแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ได้

โดยศาลตัดสินว่า มีความเป็นไปได้ที่ประชาชนในท้องถิ่นจะได้รับสารกัมมันตภาพรังสี ถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นกับโรงงาน ซึ่งสร้างมานานแล้วและสามารถรองรับเหตุแผ่นดินไหวในระดับ 6.5 ริกเตอร์ โดยเทเลกราฟขยายเพิ่มเติมว่า ทั้งนี้ แผ่นดินไหวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งมีจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหว 81 ไมล์จากชายฝั่ง มีกำลังถึง 9.0 ริกเตอร์

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากเคเบิลที่บันทึกไว้ในเดือนมีนาคมปี 2549 รายงานข้อกังวลของศาล ไม่ได้รับการเผยแพร่โดยสำนักงานด้านความปลอดภัยอุตสาหกรรมและนิวเคลียร์ ของประเทศญี่ปุ่น

ในบันทึกกล่าวว่า “สำนักงานด้านความปลอดภัยอุตสาหกรรมและนิวเคลียร์ ของญี่ปุ่น เชื่อว่าแกนปฏิกรณ์มีความปลอดภัย และการวิเคราะห์เรื่องความปลอดภัยทั้งหมดนั้นมีความเหมาะสมแล้ว

โดยรัฐบาลประสบความสำเร็จในการกลับคำตัดสินของศาลในปี 2552

ในเคเบิลอีกฉบับ รายงานถึงความกังวลของวอชิงตันที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์รุ่นใหม่ของญี่ปุ่นที่นำเชื้อเพลิงนิวเคลียร์เก่ากลับมารีไซเคิลอีก ซึ่งมีความเสี่ยงอันตราย

เคเบิลฉบับดังกล่าว อ้างคำพูดของหนังสือพิมพ์ญี่ปุ่นที่รายงานว่า “มีบางสิ่งที่ไม่ปลอดภัยเกี่ยวกับวิธีที่โรงไฟฟ้าทุกแห่งกำลังดำเนินไปเหมือนกันภายใต้ฉลาก “นโยบายแห่งชาติ” เราเห็นการแข่งกันลดต้นทุนในหลายกรณี ซึ่งยิ่งมีผลกระทบต่อความเสี่ยงภัย”

ในเคเบิลยังเปิดโปงนายทาโร โคโนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรญี่ปุ่นผู้มีชื่อเสียง ซึ่งเคยแจ้งแก่นักการทูตสหรัฐอเมริกาในเดือนตุลาคมปี 2551 ว่ารัฐบาลกำลัง “ปกปิด” อุบัติเหตุด้านนิวเคลียร์

ส.ส.ญี่ปุ่นผู้นี้กล่าวหารัฐบาลว่าละเลยต่อพลังงานทางเลือกอื่นๆ อย่างเช่น พลังงานลม

ในเคเบิลเขียนว่า “เขากล่าวหาต่อ “มิติ” (กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม หรือ METI) ว่ากำลังปกปิดเรื่องอุบัติเหตุจากนิวเคลียร์ และทำให้ต้นทุนที่แท้จริงและปัญหาจากอุตสาหกรรมนิวเคลียร์เป็นเรื่องคลุมเครือ” เขากล่าวด้วยว่า เหตุแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในญี่ปุ่นได้ทำให้มีการหยิบยกเรื่องข้อกังวลเกี่ยวกับการเก็บนิวเคลียร์

ทั้งนี้นายนาโอโตะ คัง นายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่นปัจจุบัน ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งเมื่อครั้งที่มีการเตือนภัยเรื่องนิวเคลียร์ โดยเขาเพิ่งเป็นรัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเมื่อปี 2552 และเป็นนายกรัฐมนตรีในเดือนมิถุนายนปี 2553


แปลและเรียบเรียงจาก
Japan earthquake: Japan warned over nuclear plants, WikiLeaks cables show, By Steven Swinford, and Christopher Hope, Telegraph, 9:30PM GMT 15 Mar 2011
http://www.telegraph.co.uk/news/worldnews/wikileaks/8384059/Japan-earthquake-Japan-warned-over-nuclear-plants-WikiLeaks-cables-show.html

เสวนา: จากห้องเรียนสังคมศาสตร์ สู่ 'พื้นที่' สังคมไทย (ตอนที่ 2)

ที่มา ประชาไท

พฤกษ์พูดถึงความเพิกเฉยต่อสถานการณ์วิกฤติทางการเมืองที่ทำให้มีคนตาย 90 กว่าคน การพูดถึง 'รัฐ' แต่ในเชิงนามธรรม การไม่มีผลประโยชน์ยึดโยงอะไรกับประชาชน วินัย บุญลือ เล่าเรื่องเปรียบเปรยว่านักศึกษาอาจยังเข้าไม่ถึงแก่นของอาจารย์


ภาพโดย http://www.rentvine.com/

วันที่ 13 มี.ค. 2554 ในงานสัมมนาเครือข่ายนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา สาขาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ครั้งที่ 10 "ท้าทายสังคมศาสตร์ไทย: ความรู้ท่วมหัว เอาตัว(สังคม)ไม่รอด" ซึ่งจัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีการเสวนาเรื่อง “จากห้องเรียนสังคมศาสตร์ สู่ ‘พื้นที่’สังคมไทย” นำเสวนา โดย พฤกษ์ เถาถวิล, เก่งกิจ กิติเรียงลาภ, เกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร, วินัย บุญลือ ดำเนินรายการโดย อัจฉรา รักยุติธรรม

ก่อนการเสวนา ผู้ดำเนินรายการตั้งคำถามกับผู้ร่วมเสวนาว่าในฐานะที่ยังคงวนเวียนอยู่กับ วงการสังคมศาสตร์เช่นนี้ มี "ความคาดหวัง" จากห้องเรียนสังคมศาสตร์อย่างไร มี "ความหวัง" จากห้องเรียนสังคมศาสตร์หรือไม่ โดยกล่าวถึงชื่องานเสวนา "ความรู้ท่วมหัวเอาตัว(สังคม)ไม่รอด" ว่าการเรียนสังคมศาสตร์สามารถสร้างความรู้เพื่อจะเป็นคำตอบของสังคมไทยได้ หรือไม่ ห้องเรียนสังคมศาสตร์ช่วยสร้างสังคมทีดีขึ้นได้จริงหรือไม่ สิ่งเหล่านี้เป็นความคาดหวังมากเกินไปหรือเปล่า

หลังจากตอนที่ 1 ได้นำเสนอข้อคิดเห็นของวิทยากร 2 ท่านคือ ดร.เก่งกิจ กิติเรียงลาภ และ เกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร ไปแล้ว ในตอนที่ 2 จะเป็นการนำเสนอข้อคิดเห็นของวิทยากรที่เหลืออีก 2 ท่านคือ ผศ.พฤกษ์ เถาถวิล และ นายวินัย บุญลือ

พฤกษ์: ความนิ่งเฉยอย่างน่าผิดหวังของปัญญาชน
พฤกษ์ เถาถวิล อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ตีความหัวข้อนี้เป็นประเด็นเรื่อง "ปัญญาชนสังคมศาสตร์กับกระบวนการทางสังคม" โดยให้นิยามคำว่า 'ปัญญาชน' ว่าเป็นครู-อาจารย์ นักศึกษา อาจรวมถึงนักกิจกรรมที่ผ่านการเรียนรู้ในทางสังคมศาสตร์

พฤกษ์กล่าวว่า ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาปัญญาชนเป็นกลุ่มที่คอยชี้นำ เป็นปากเสียงให้กับผู้ที่ด้อยอำนาจได้เป็นอย่างดี ดูจากการวิจัยการเรียนการสอน การเข้าร่วมกิจกรรมกับบุคคลเหล่านั้น การเชื่อมโยงระหว่างปัญญาชนกับชาวบ้านคือเรื่องประเด็นปัญหาที่พวกเขาสนใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิทธิฯ ของคนกลุ่มต่างๆ เรื่องคนชายขอบ เรื่องทรัพยากร เรื่องสิ่งแวดล้อม หรือการร่วมกับชาวบ้านที่มีปัญหาเดือดร้อนต่างๆ

พฤกษ์กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันเมื่อเกิดปรากฏการณ์ทางสังคมและการเมืองที่มีนัยสำคัญสูงต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยไม่กี่ปีที่ผ่านมา ปัญญาชนทางสังคมศาสตร์กลับมีบทบาทที่แตกต่างจากที่เคยเป็นมา ส่วนใหญ่นิ่งเฉย แม้กระทั่งบางส่วนก็มีบทบาทที่สวนทางอย่างน่าผิดหวัง

พฤกษ์ขยายความว่า ปรากฏการณ์สำคัญทางสังคมและการเมืองดังกล่าวคือ "การชุมนุมขนานใหญ่ของประชาชนเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น"

"เพียงแต่คนเหล่านี้นิยมทักษิณ และใส่เสื้อสีแดง" พฤกษ์กล่าว

พฤกษ์กล่าวต่อว่า ปรากฏการณ์ต่อมาคือ "การสังหารโหดกลางเมือง 90 กว่าชีวิต" ท่ามกลางการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารผู้ที่เข้าอินเทอร์เน็ตได้ก็รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกลางเมืองหลวง แต่รัฐบาลที่ควรจะรับผิดชอบต่อเรื่องนี้ก็ยังคงมีอำนาจต่อไป ไม่ว่ารัฐบาลชุดนี้จะเป็นผู้กระทำหรือไม่ก็ตาม ซึ่งเป็นเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้

"แต่โดยบรรทัดฐานของสังคมอารยะทั่วไป รัฐบาลอยู่ไม่ได้ เราไม่สมควรให้รัฐบาลอยู่" พฤกษ์กล่าว

ประเด็นต่อมาพฤกษ์กล่าวถึงการพยายามเสนอการปฏิรูปประเทศไทยของรัฐบาล การใช้สองมาตรฐานในกระบวนการยุติธรรม และการใช้กฏหมายอาญามาตรา 112 ที่กลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องน่าตกใจที่ปัญญาชนส่วนใหญ่กลับเงียบเฉยต่อปรากฏการณ์เหล่านี้

โดยส่วนตัวพฤกษ์มองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นวิกฤตการณ์ แม้บางคนอาจจะไม่นิยมเสื้อแดง แต่เหตุที่มีคนเสียชีวิตก็ควรถือว่าพวกเขาเป็นมนุษย์คนหนึ่ง เป็นสามัญสำนึกขั้นต่ำมากๆ ที่คนไม่จำเป็นต้องเป็นปัญญาชนควรจะมีความรู้สึกต่อเหตุการณ์

"คนที่ยอมให้มันเกิดอย่างนี้ได้ ผมมองว่ามันน่าตกใจ" พฤกษ์กล่าว

พฤกษ์กล่าวว่า แม้เรื่องเหล่านี้อาจต้องใช้ความรู้ทางสังคมศาสตร์ในการทำความเข้าใจอยู่บ้าง แต่ก็ไม่จำเป็นต้องถึงขั้นเป็นนักสังคมศาสตร์ นักสันติวิธี หรือนักสิทธิมนุษยชนชั้นแนวหน้า ก็เข้าใจได้ว่าเรื่องนี้เป็นปัญหา เป็นเรื่องที่ข้ามพ้นจากเรื่องสีเสื้อ

"เป็นเรื่องที่เราไม่ควรละเว้น ถ้าเราละเว้นคำถามก็คือ เราจะมีปัญญาชนไว้ทำไม" พฤกษ์กล่าวและว่า "ผมอุปมาว่าเรากำลังนั่งคุยกันตามประสานักสังคมศาสตร์ กำลังคุยว่าเราจะทำให้สังคมมันดีขึ้นยังไง อยู่ๆ มีคนโยนศพลงมาหน้าห้องประชุม เราไม่ชอบหน้าคนนี้หรอก แต่มันตายอย่างมีเงื่อนงำ แล้วเราควรจะทำอย่างไรต่อสถานการณ์นี้"

"เราจะละเว้นไม่สนใจได้หรือ ดังที่ปัญญาชนส่วนใหญ่บอกว่าเอาไว้ก่อนนะ เราไม่ถนัด เราขอเดินอ้อมไปก่อน ขอเดินข้ามไปก่อนเพราะเรามีภารกิจที่สำคัญรออยู่ข้างหน้า" พฤกษ์กล่าว และบอกว่าเรื่องนี้ถือเป็นการตั้งประเด็นไว้ให้ถกเถียงกันต่อไป

ปัญหาการพูดถึง ‘รัฐ’ แต่ในเชิงนามธรรม

พฤกษ์กล่าวในอีกประเด็นหนึ่งว่า เหตุใดปัญญาชนสังคมศาสตร์ไทยถึงเพิกเฉยหรือเซ็นเซอร์ตัวเองต่อวิกฤตการณ์ที่ผ่านมา

พฤกษ์ให้ความเห็นว่า ประการแรกคือปัญหาเรื่องท่าทีต่อรัฐของปัญญาชน อาจารย์บางท่านอาจมองว่าปัญญาชนไทยไม่มีจินตภาพเรื่อง 'รัฐ' แต่พฤกษ์เห็นว่าคำว่า 'รัฐ' ที่ปัญญาชนไทยมองไม่ใช่รัฐโดยภาพรวม นักสังคมศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อว่า 'รัฐ' คือสถาบันหลักที่กำกับความสัมพันธ์ในสังคม มีการวิจารณ์เรื่อง 'รัฐ' กันอย่างซับซ้อนแหลมคม แต่คำว่า 'รัฐ' ที่ปัญญาชนวิจารณ์ก็เป็นเพียงรัฐในเชิงนามธรรม

"ปัญหาคือเวลาเราพูดเรื่องรัฐ เราพูดมันอยู่ในโลกวิชาการ เราพูดถึงรัฐที่เป็นนามธรรม เราวิจารณ์ในเชิงหลักการ เป็นรัฐที่เป็นอกาลิโก เหนือกาล เหนือสถานที่" พฤกษ์กล่าวและว่า "เวลาเราพูดเรื่องรัฐมันเหมือนเราพูดถึงนรก-สวรรค์"

พฤกษ์กล่าวต่อว่า แต่เมื่อรัฐในความเป็นจริงสำแดงอำนาจออกมา แม้จะ "ป่าเถื่อน" "ต่ำต้อยกว่ามาตรฐานของสังคมอารยะ" เพียงใดก็ตามก็กลับละเว้นที่จะวิจารณ์ เมื่อใดก็ตามที่เราต้องวิจารณ์ผู้มีอำนาจตัวจริงในสังคม ก็จะเว้นไว้ก่อนหรือมีการแก้ต่างให้

"ดังนั้น พวกเราถึงวิจารณ์รัฐในทุกเรื่อง แต่ไม่วิจารณ์เรื่องกระบวนการยุติธรรม เราไม่วิจารณ์กองทัพ ไม่วิจารณ์องคมนตรี ไม่พูดถึงกฏหมายบางมาตรา แม้มันจะผิด หรือจะเป็นห่วงคล้องคอเราอยู่ก็ตาม" พฤกษ์กล่าวและบอกอีกว่า สิ่งเหล่านี้กลายเป็นท่าที เป็นวัฒนธรรมในวงปัญญาชน เป็นปัญหาสองมาตรฐานในวงวิชาการ

หนีไม่พ้น ระบบอุปถัมภ์-ระบบราชการ
พฤกษ์กล่าวถึงประเด็นที่สองว่า เป็นปัญหาเรื่องสถานภาพทางสังคมของพวกเขา ปัญญาชนบางคนมีสถานภาพเชื่อมโยงผลประโยชน์กับคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่มีผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องอันใดกับประชาชน ซึ่งรวมถึงการที่ต้องขึ้นอยู่กับระบบราชการไม่มีความยึดโยงกับประชาชน

"เศรษฐกิจจะแย่ คนจะตกงาน พรรคใดจะเป็นรัฐบาล ไข่จะชั่งกิโลขาย จะหาซื้อน้ำมันปาล์มไม่ได้ ประเทศไหนจะแผ่นดินไหว หรือรวมถึงการเคลื่อนไหวในแอฟริกา-โลกอาหรับด้วยก็ได้ มันก็ไม่เกี่ยวกับเรา" พฤกษ์กล่าวถึงท่าทีของปัญญาชนบางส่วน "สิ้นเดือนเราก็จะได้รับเงินเดือน และเงินเดือนก็จะเพิ่มขึ้นตามเวลาที่เราทำงาน เพราะเจ้านายของเราคือระบบราชการ"

พฤกษ์กล่าวถึงประการสุดท้ายคือระบบอุปถัมภ์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับความก้าวหน้าในระบบราชการ การได้เลื่อนขั้นทางวิชาการ การจะได้ตำแหน่งบริหาร การจะได้ทุนไปต่างประเทศขึ้นอยู่กับผู้หลักผู้ใหญ่ เป็นเรื่องเส้นสายระบบอุปถัมภ์เกี่ยวข้องกับเรื่องสำคัญของพวกเขา คือเรื่องการได้รับทุนวิจัย ซึ่งเป็นแหล่งทุนที่มีอิทธิพลดูได้จากงบประมาณที่ได้รับแต่ละปี

"แต่ก็คงเป็นการมักง่ายเกินไปที่จะบอกว่าแหล่งทุนวิจัยเหล่านั้นทำหน้าที่สนองความมั่นคงของรัฐอย่างทื่อๆ แต่ก็คงไม่ผิดที่จะบอกว่าทุนวิจัยมีวาระ (agenda) บางอย่าง และมีผู้มีอิทธิพลจำนวนหนึ่งในการเลือกสรรโครงการวิจัย" พฤกษ์กล่าว

"สำหรับนักวิชาการอาวุโส การที่จะได้เป็นนักวิชาการโครงการขนาดใหญ่ วงเงินหลายๆ ล้าน การมีความสามารถทางวิชาการอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีกับแหล่งทุนด้วย สำหรับนักวิชาการย่อยๆ ลงมาการจะได้ร่วมชุดวิจัยกับโครงการใด ก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณมีสายสัมพันธ์ส่วนตัวกับนักวิชาการรุ่นใหญ่หรือไม่" พฤกษ์กล่าว

พฤกษ์ให้ความเห็นต่อว่า ระบบอุปถัมภ์ทำให้เกิดการ "ว่าอะไรก็ว่าตามกัน" เช่นการที่ปัญญาชนบางกลุ่มเข้าร่วมเป็นเสื้อสีหนึ่งโดยไม่มีเหตุผลอะไรซับซ้อนไปกว่าผู้หลักผู้ใหญ่อาจารย์ของตนเข้าร่วมกับเสื้อสีนั้น หรือปัญญาชนที่เข้าร่วมคณะปฏิรูปเพราะมีผู้หลักผู้ใหญ่ที่เคารพชักชวนเข้าไป

หรือปัญญาชนยึดโยงกับ ‘อำมาตย์’ มากกว่าประชาชน?
"ทั้งสามประเด็นแสดงให้เห็นว่า ปัญญาชนไม่ได้มีบทบาทยึดโยงกับประชาชนทั่วไป ไม่ว่าจะในแง่ผลประโยชน์ หรือความสัมพันธ์ในแง่มุมใด แต่ปัญญาชนอย่างพวกเรายึดโยงอย่างแน่นแฟ้นกับระบบราชการ ซึ่งในระบบราชการก็โยงขึ้นไปสู่ชนชั้นนำทางเศรษฐกิจ-การเมืองไทย" พฤกษ์กล่าวสรุป

"คงจะไม่ผิดที่จะเรียกส่วนที่เรายึดโยง โดยอาศัยวาทะยอดนิยมทางการเมืองว่า 'อำมาตย์' และคงจะไม่ผิดเกินไปหากเราบอกว่านักวิชาการก็เป็นส่วนหนึ่งของระบบอำมาตย์" พฤกษ์กล่าวและบอกว่าสิ่งเหล่านี้คือเหตุผลว่าทำไมพวกเขาจึงเซ็นเซอร์ตัวเอง เฉยชาต่อเหตุการณ์ ไม่กล้าพูดในสิ่งที่จะกระทบต่อสถานภาพ วิจารณ์ 'รัฐ' แบบที่เป็นนามธรรม เลือกสัมพันธ์กับชาวบ้านเพียงบางกลุ่มตามรสนิยมที่มี

พฤกษ์เสนอทางออกต่อปัญหานี้ว่า ต้องทำให้ปัญญาชนมีความสัมพันธ์ที่ยึดโยงกับประชาชน แทนที่จะยึดโยงกับระบบราชการหรือ "อำมาตย์" พฤกษ์ออกตัวว่าทางออกเชิงรูปธรรมที่เสนอนี้ยังเป็นท่าทีแบบทีเล่นทีจริง คือเสนอให้เงินเดือนแบบลอยตัวตามภาวะเศรษฐกิจ เศรษฐกิจดีก็เงินเดือนขึ้น เศรษฐกิจแย่ก็เงินเดือนตก ส่วนเรื่องการทำประเมินต่างๆ เรื่องคุณภาพหลักสูตรหรือการขอทุนวิจัย ก็ต้องเปลี่ยนโดยการเอา สกอ. (สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา) ออกไป แล้วลองให้ อบต. เป็นผู้ประเมินดูบ้าง

วินัย: เรื่องตลกของนักเทศน์เครายาว
วินัย บุญลือ นักศึกษาปริญญาเอก ม.เชียงใหม่ เริ่มต้นการเสวนาด้วยการเล่า "เรื่องตลก" ว่า

"มีนักเทศน์ชาวจีนผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง หนวดดกดำ พร่ำสอนในดินแดนหมื่นลี้พันวา พร่ำสอนเทศน์เกี่ยวกับทฤษฎี เช่น ความซับซ้อนของทฤษฎีไข่มดแดง ว่าชาวบ้านเขามีทฤษฎีไข่มดแดงหรือความซับซ้อนของสิทธิ หรือไม่เช่นนั้นก็คือต้นเหตุมรณะของมหาวิทยาลัยคอนแนล ที่คอนแนลปลูกแต่ต้นเอล์มอย่างเดียว พอมันตายก็ตายหมด แล้วเขาก็สรุปได้ว่าเพราะฉะนั้นทางออกก็คือ สรุปได้ว่าน่าจะเป็น 'บักแคว่นและต้นต๋าว' ที่จังหวัดน่าน" วินัยเล่า

"ขณะที่พร่ำสอนอยู่นั้น ก็จะมีนักวิชาการผู้ยิ่งใหญ่คนนี้ ปกติเขาจะนั่งอยู่บนแท่นธรรมมาสแทนโพเดียม ก็มีคนนั่งฟังอยู่แล้วมีคนหนึ่งก็เริ่มร้องไห้ เริ่มเศร้า เพราะนักเทศน์คนนี้ก็ตีหน้าเศร้าเล่าความจริงเขาฟัง แล้วก็เสริมซึมซับเอาความเศร้าเหล่านี้เข้ามาในจิตใจของตนเอง ยิ่งทำให้นักเทศน์คนนี้ฮึกเหิมคิดว่าสิ่งที่เขาพูดสามารถดึงเอาอารมณ์ความรู้สึกของผู้ฟังเหล่านี้ได้ ด้วยความฮึกเหิมหลังจากพูดเสร็จก็ลงไปถามว่า 'คุณป้าครับขอบคุณมากนะครับที่มาฟังผมพร่ำสอน รู้สึกดีใจมากที่มีอารมณ์ร่วม แต่ว่ามีความเศร้าอะไรหรือ' ป้าก็ตอบว่า 'ตอนที่ท่านเทศน์สอนอยู่นี้ หนวดยาวๆ ของท่านทำให้ดิฉันคิดถึงแพะของฉัน ที่เพิ่งตายไปเมื่อไม่นานมานี้ทำให้เกิดความเศร้า' " วินัยเล่าต่อ

วินัยบอกว่าสิ่งที่เขาต้องการนำเสนอจากเรื่องเล่านี้โยงกับประเด็นเรื่องห้องเรียนสังคมศาสตร์ต่อสังคมไทย โดยเริ่มชวนตั้งคำถามว่า 'สังคมไทย' มีจริงหรือไม่ เมื่อในดินแดนแถบนี้ไม่มี 'คนไทย' เลย มีแต่คนที่มีภาษาต่างกัน อยู่กระจัดกระจายกันที่นี่ ฉะนั้นความเป็นตัวตนของตนเองก็มีแบบที่ต่างกัน

วินัยมองว่าการที่ปัญญาชนคนรุ่นใหม่ยังไม่มีบทบาทในปัจจุบันมากนัก และยังไม่เห็นผู้นำทางปัญญาคนรุ่นใหม่ ถือเป็นเรื่องท้าทาย สังคมไทยตอนนี้ยังไม่มีคนที่เด่นขึ้นมาจริงๆ

และสิ่งที่วินัยต้องการยกขึ้นมาเปรียบเทียบกับเรื่องเล่าดังกล่าวคือ นักศึกษาคนรุ่นใหม่อาจจะมัวมอง 'หนวด' ของอาจารย์โดยที่ไม่มองเนื้อหา ก็เลยเศร้าตามหนวด ฟังอีกอย่างหนึ่งคิดเป็นอีกอย่างหนึ่ง เราไม่ได้เข้าถึงแก่นที่เขาพยายามจะสอน เลยอาจไม่มีอะไรเด่นขึ้นมาก็ได้

‘นักวิชาการบ้านเช่า’
วินัยมองว่าแม้นักวิชาการจะมีความรู้ความสามารถ แต่ก็ไม่สามารถปกป้องตนเองได้ หน้าที่ของปัญญาชนคือการสร้างปัญญาให้กับมวลชน ขณะเดียวกันก็วิจารณ์ว่านักวิชาการในสังคมไทยมีความเป็น 'นักวิชาการบ้านเช่า' คือการไป 'เช่า' ปัญญาของคนอื่นเฉยๆ ไม่ได้เป็นบ้านของตนเอง แต่ไปเช่าวิชาการจากยุโรป จากกรีก ที่กลายมาเป็นตัวครอบงำวิธีคิดของศาสตร์สมัยใหม่

"ศาสตร์สมัยใหม่ไม่เคยเป็นพื้นที่การสรรค์สร้างของมนุษย์ ศิลป์ต่างหากที่เป็นตัวสร้างมนุษย์ ฉะนั้นเราควรเป็นสังคมศาสตร์ให้เป็นสังคมศิลป์ เป็นพื้นที่ของนักสร้างสรรค์ที่ดีในอนาคต" วินัยกล่าว

สัญญาณบอกเหตุ คงพบเหตุอาเภทภัย

ที่มา Thai E-News

โดย ปาแด งา มูกอ
16 มีนาคม 2554


ผมเรื้อมานานกับเหตุการณ์ กทม. 38 ปีที่ผ่านมา จาก 14 ตุลา ที่ได้ให้บทเรียนแก่ชีวิต ทั้งความภาคภูมิใจ,ความเสียสละ และความโง่เขลา ผมและเพื่อนๆของผม ไม่ใช่แกนนำครับ แต่ก็ได้ช่วยชีวิตแกนนำหลายๆคนให้มีชีวิตอยู่รอดปลอดภัยมาจนถึงทุกวันนี้

ผมไม่เข้าใจ และก็เชื่อแน่ว่าท่านผู้อ่านอีกนับพันนับหมื่นท่าน ก็คงไม่เข้าใจเหมือนเช่นผม ที่หลังจาก 7 แกนนำ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน ได้รับการประกันตัวออกมา มันเริ่มมีสิ่งบอกเหตุบางอย่างที่ทำให้ผมหวนคิดไปถึงเรื่องราวและเหตุการณ์เมื่อ 38 ปีที่ผ่านมา มันช่างเหมือนกันเหลือเกิน

หรือจงใจให้มันเหมือน

“พลังมวลชน” หรือ “พลังมหาชน” มันคือปรากฏการณ์แห่ง “พลังศักดิ์สิทธิ์” ที่ไม่มีใครจะสามารถหยุดยั้งหรือทำลายลงได้ และเมื่อใดที่ “พลังศักดิ์สิทธิ์” ก่อตัวขึ้นอย่างเต็มที่แล้ว มันจะเกิดปรากฏการณ์พลังแฝงแห่งความชั่วเข้ามาทันทีเช่นกัน

หลายๆเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศชาติ ไม่ว่า “เหตุการณ์ 14 ตุลา 16” “6 ตุลา 19” “พฤษภาทมิฬ 35” รวมถึง “เมษาพฤษ 53อำมหิต” ทุกท่านก็ได้เห็นเป็นประจักษ์ (ยกเว้นรุ่นลูกรุ่นหลานของเราเท่านั้นที่ไม่ทันเหตุการณ์ ทั้ง 2 ตุลาฯ) ถึงพลังอันศักดิ์สิทธิ์ของมวลชน มาแล้ว

และก็ได้เห็นมาแล้วที่ “พลังศักดิ์สิทธิ์” ได้ถูกทำลายลงอย่างราบคาบ

สื่งที่มาทำลาย “พลังศักดิ์สิทธิ์” นั้นมิใช่เกิดจากใครหรือกลุ่มใด แต่มันเกิดขึ้นจากภายในของ “พลังศักดิ์สิทธิ์” เอง ยิ่ง “พลังศักดิ์สิทธิ์” ทรงพลังมากขึ้นแค่ไหน (อย่างเช่น “พลังศักดิ์สิทธิ์” นปช.แดงทั้งแผ่นดิน ในปัจจุบันนี้) พลังแห่งความชั่วที่แอบแฝงอยู่จะเพิ่มทวีคูณมากขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถทำลาย “พลังศักดิ์สิทธิ์” ให้ล่มสลายลงไปได้

ในยุค 38 ปีที่ผ่านมา การสื่อสารติดต่อกันมิใช่ของง่าย ไม่มีโทรศัพท์มือถือ ไม่มีคอมพิวเตอร์ ไม่มีอินเตอร์เนท แต่ทำไมเมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นครั้งใด “พลังศักดิ์สิทธิ์” จะปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นที่น่าอัศจรรย์ โดยไม่ต้องมีแกนนำ ไม่ต้องมีแนวร่วม มีแต่หัวใจ เรื่องนี้เรียนถามท่าน นายแพทย์เหวง และคุณธิดา ดูได้

และให้เรียนถามต่อว่า ในเมื่อไม่มีแกนนำและไม่ต้องมีแนวร่วมแล้ว ทำไม “พลังศักดิ์สิทธิ์” ที่ทรงพลังมากในขณะนั้นหลัง 14 ตุลา 16 มันจึงถูกทำลายลง ในเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 หากมิใช่เกิดจาก ตัวของ “พลังศักดิ์สิทธิ์” เองแล้ว ใครหรือกลุ่มใดก็ไม่อาจที่จะทำลายพลังอันนี้ได้

ผมขอเฉลยแทน พลังแห่งความชั่วที่แฝงอยู่ใน “พลังศักดิ์สิทธิ์” ที่สามารถทำลายและทำให้ “พลังศักดิ์สิทธิ์” ล่มสลายลงได้ คือ “กลุ่มกระทิงแดง” และ “กลุ่มนวพล” นั่นเอง

ดังนั้นผมจึงเป็นห่วงและหวั่นวิตกว่า “พลังศักดิ์สิทธิ์ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน” อาจถูกลากไปสู่อดีต ด้วยระบบยุค IT ที่มีทั้งคุณประโยชน์มหาศาลและโทษมหันต์อันตราย ในการที่จะทำลาย “พลังศักดิ์สิทธิ์ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน” ให้ล่มสลายลงได้

โบราณท่านว่า ให้ระวังแมลงวันตอม ????

ฝันของผู้ยากไร้ (The Possible Dream)

ที่มา Thai E-News




โดย เพียงคำ ประดับความ
ที่มา เฟซบุ๊ค

ดินแดนใดหนอ แทรกแซงความฝัน
ผู้คนเมืองนั้น ฝันเป็นสีไหน
สีของพระจันทร์ หรือดวงตะวันใด
แล้วผู้ยากไร้ ฝันได้กี่วัน

โอ้ปณิธาน ความฝันอันสูงสุด
จินตนาการถูกฉุด สู่หลักประหาร
หัวอกกลัดหนอง ห้องใจไหวหวั่น
เอ้า! กราบหมอบคลาน หมั่นถอนสายบัว

อาทิตย์ถึงจันทร์ อังคารโศกเศร้า
ฟังนิทานเก่าเก่า เรื่องเล่าเมียผัว
พุธพฤหัส ศุกร์เสาร์เมามัว
ภาพนั้นพันพัว ทั่วทุกเสาไฟ

อยากนอนดูดาว แสงขาวบนราวฟ้า
ฟังนิทานยายตา กลางแสงจันทร์ฉาย
ไม่ต้องไหวหวั่น จันทร์ดวงนั้นของใคร
ไม่ต้องหวั่นไหว ภาพใครเต็มเมือง

อยากนอนมองฟ้า ที่กว้างกว่ากว้าง
โน่นทะเลเวิ้งว้าง กลางเปลวแดดเหลือง
แสงตะวันทาบทา ขอบฟ้ามลังเมลือง
ฤดูกาลเปล่าเปลือง เยื้องย่างผ่านไป

ไม่มีมนุษย์ ที่ไหนหยุดฝัน
เราคนเหมือนกัน ไม่ว่าชนชั้นไหน
ขอปีกแห่งรัก นำทางเราไป
ฝันอันยากไร้ กลางดงดอกไม้บาน

อยากฟังเพลงรัก จิ้งหรีดกับดวงดาว
คนธรรพ์เปลี่ยวเหงา เพลงบทเศร้าขับขาน
วิมานแมนสรวง ล้วนหลอกลวงกัน
เถิดเรามีฝัน สู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง

นิทานชาวนา โรแมนติกกว่าเทพนิยาย
ยินเพลงรักชาวไร่ ปนเหงื่อไคลระเหยแห้ง
รอยยิ้มสาวกรรมกร ผ่อนร้อนกลางลมแล้ง
สวยกลางแดดแรง หอมกลิ่นแป้งไร้ราคา

เถิดเลิกฝันใฝ่ ในฝันอันเหลือเชื่อ
เลิกท่องบทสวดพร่ำเพรื่อ เลิกเชื่อบุญวาสนา
เลิกนั่งรอคอย ความตายจากฟากฟ้า
สองมือแกร่งตีนกล้า โถมทายท้าปีนเกลียว

หยุดยัดเยียดให้รัก หยุดปักป้ายริมถนน
หยุดกรอกหูประชาชน หยุดปล้นดวงจันทร์เสี้ยว
หยุดโฆษณา ประชาสัมพันธ์ด้านเดียว
ท่ามคืนฟ้าเปลี่ยว เราอยากเห็นดาวเต็มดวง

จงเปิดพื้นที่ ให้แก่เสรีภาพ
ให้วิจารณ์ให้กราบ ให้ซาบซึ้งก้าวล่วง
ให้ตั้งคำถาม บนความจริงทั้งปวง
เลิกลุ่มหลงรักลวง ล้วนบ่วงอันตราย

มหาบุรุษ ย่อมยิ้มรับคำประณาม
หากแปดเปื้อนเลวทราม ย่อมไต่ถามเอาผิดได้
เข้าสู่การตรวจสอบ ชอบธรรมเป็นไป
ฝันของผู้ยากไร้ สำเร็จได้ด้วยเรา

ยังจำได้ไหม???

ที่มา Thai E-News


โดย เก๋ไก๋ สไลเดอร์
ที่มา เฟซบุ๊ค


เย็นของวันที่ 31 ธันวาคม 2553 เวลาประมาณ 17.00 น. มีชายแก่ๆคนนึงพร้อมรถโมบายเครื่องเสียงมาจอดหน้าเรือนจำกลางพิเศษกรุงเทพมหานคร

ในขณะที่แกนนำบางคนของ นปช. ได้พักผ่อนอยู่กับญาติสนิทมิตรสหาย แต่ชายแก่ๆคนนี้ กลับยืดอกออกมาทำหน้าที่เรียกร้องการปล่อยตัวของแกนนำ นปช. และคนเสื้อแดงทั้งหมดที่อยู่ในเรือนจำ

ชายแก่ๆนำมวลชนร่วมห้าพัน มาเป็นกำลังใจให้แกนนำในเรือจำ ชายแก่ๆมาร่วมส่งความสุขจากคนข้างนอกส่งถึงคนข้างในเรือนจำ

ชายคนนั้น คือ อ.สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์

ในคำคืนวันนั้น อ.สุรชัย รวมไปถึงทีมปราศรัยจากแดงสยามได้มาเป็นตัวหลักในการร่วมกันส่งกำลังใจและเรียกร้องอิสรภาพให้เพื่อนๆในเรือนจำกลางพิเศษกรุงเทพฯ

ถ้าจำไม่ผิดนอกจากแดงสยามแล้ว ก็มีสหายสีแดง อ.ตุ้ม อ.เล็ก ชาย วันชิโร่ อ๊อด 24 มิถุนา คุณแก้มภรรยาคุณเต้น-ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ภรรยาคุณสมชาย ไพบูลย์

ส่วนแกนนำ นปช. เห็นว่าท่าจะมี ดร.ประแสงเพียงท่านเดียวเท่านั้น

มาถึงวันนี้ วันที่แกนนำนปช.ในเรือนจำพิเศษฯได้รับการประกันตัวชั่วคราว แม้กระทั่ง เจ๋ง ดอกจิก ซึ่งเป็นผู้ต้องหาคดีหมิ่น 112 อีกคดี ก็ได้รับการประกันตัว

แต่กลับมีอีก 1 แกนนำผู้ซึ่งทำหน้าที่พูดจาปราศรัยกับพีน้องเสื้อแดงอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่ย ตลอดเวลาที่ไม่มีแกนนำ ตั้งแต่ 19 พ.ค. 53 เค้าได้ถูกกักขังอิสรภาพอยู่ภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร

อ.สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ โดนจับกุมด้วยคดีผิดม. 112 ตั้งแต่คืนวันที่ 21 ก.พ. 54 จนมาถึงวันนี้ แม้จะมีข่าวว่าทาง นปช.ส่งทนายคารม พลทะกลาง มาช่วยเรื่องคดี

แต่เหตุใดเล่า ยังไม่มีคำพูดใดๆที่ส่งผ่านความห่วงใยจากแกนนำ นปช. ไปถึงท่านอ.สุรชัย

แตเหตุใดเล่า นปช. ถึงปิดกั้นการรณรงค์ยกเลิกกฏหมาย 112 ซึ่งเป็นคดีที่หลายคนที่(เคย)เป็น นปช. โดนคดีนี้

แต่เหตุใดเล่า นปช. ถึงปิดกั้นไม่ให้เอเชียอัพเดท สื่อเพื่อประชาธิปไตย ออกข่าว อ.สุรชัย



ครั้งหนึ่งที่หน้าเรือนจำ แกนนำ นปช. ยังจำได้ไหม???

********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:รวมพลังจม.หมื่นฉบับปล่อยสุรชัยเหยื่อคดีหมิ่น แดงล้านนามติต้าน112 ฮือร่วมทั่วไทยเลิกกม.เผด็จการ

รวมพลังจม.หมื่นฉบับปล่อยสุรชัยเหยื่อคดีหมิ่น แดงล้านนามติต้าน112 ฮือร่วมทั่วไทยเลิกกม.เผด็จการ

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา เฟซบุ๊คแดง เชียงใหม่


กลุ่มผู้สนับสนุนนายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ผู้ต้องขังคดีม.112 ได้เปิดโครงการ"หนึ่งหมื่นฉบับหนึ่งหมื่นความห่วงใย" เป็นโครงการเชิญชวนปรระชาชนเขียนจดหมายถึงนายสุรชัย เริ่มตั้งแต่วันนี้ ให้ได้10,000 ฉบับ ก่อนวันที่ 21 เมษายนนี้ ซึ่งจะเป็นวันครบรอบ 2เดือนที่นายสุรชัย โดนจับกุมตัว

โดยจะนำจดหมายทั้งหมดมาเรียงร้อยต่อกันเพื่อให้เป็นจดหมายที่ยาวที่สุดในโลก และจะนำจดหมายมาแสดงนิทรรศการกลางแจ้งที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

โดยผู้สนับสนุนนายสุรชัย ต่อต้านม.112 สนับสนุนประชาธิปไตยและความยุติธรรมให้รวมพลังกันส่งมาที่

อาจารย์สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์
87/2 หมู่ที่6 ซอยกรุงเทพนนท์14 ตำบลบางเขน อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000


หรือหย่อนในกล่อง/ฝากทีมงาน ในช่วงเวลาที่แดงสยาม และแนวร่วมแดงสยามเพื่อประชาธิปไตย เดินทางไปปราศรัย(ทุกวันอาทิตย์ประจำอยู่ที่หน้าเรือนจำ)

แดงล้านนา17จจังหวัดลงมติต้าน112 ฮือร่วมทั่วไทยเลิกกม.เผด็จการ

เมื่อวันที่ 14 มีนาคมที่ผ่านมาเสื้อแดงล้านนา 17 จังหวัดภาคเหนือ จัดประชุมเสวนาตาสว่างทางรอดประเทศ ที่จังหวัดพะเยา และมีมติขับเคลื่อนให้ปล่อยตัวนายสุรชัย แซ่ด่าน และนักโทษการเมืองคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพทุกคน พร้อมทั้งรณรงค์ประชาชนทุกจังหวัด ชุมนุมต่อต้านมาตรา112

รวมทั้งมติที่ประชุมที่โรงแรมภูทองพาเลช จังหวัดพะเยาว่า ในวันที่ 3เมษายนนี้ จะประชุมสมัชชาตัวแทนทุกภาคพิจารณาแนวทางต่อสู้ต้านม.112 ขึ้นที่กรุงเทพฯ

ซึ่งในวันดังกล่าวจะมีตัวแทนจาก 17 จังหวัดภาคเหนือเข้าร่วมด้วย เพื่อต่อยอดหาแนวทางในการเคลื่อนไหวทางการเมือง เกี่ยวกับ ม.112 เพื่อช่วยเหลือหาทางออกให้กับคนไทยทุกคนที่ต้องตกอยู่ภายใต้กฎหมายที่ เอาเปรียบประชานทางด้านสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน

ในโอกาสนี้ขอเรียนเชิญพี่น้องผู้เป็นเจ้าของประเทศร่วมเปลี่ยนกฏหมายและเปลี่ยนผ่านประเทศนี้ ด้วย 2 มือของพวกเรา เริ่มลงชื่อร่วมกันได้ตั้งแต่ 3 เม.ย.2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะครบ10,000 รายชื่อ แล้วนำเสนอต่อรัฐสภาเพื่อแก้กฏหมายต่อไป

********
ข่าวเกี่ยวเนื่อง:

-เสื้อแดงภาคตะวันตก7จังหวัดผนึกจัดตั้งเครือข่าย กระตุ้นนปช.ประกาศนโยบายปชต.แท้จริง-ค้าน112

-ยังจำได้ไหม???

-ตัดสินคุก13ปีหนุ่ม เมืองนนท์คดีหมิ่นฯ พลิกไปพลิกมาได้ประกันหรือไม่ สุดท้ายส่งให้ศาลอุทธรณ์ชี้ขาด

Wednesday, March 16, 2011

ฝ่ายค้านเปิดซักฟอกรัฐบาลวันแรก

ที่มา Voice TV



Voice Focus 15 มีนาคม 2554 (21.30 น.)

- ฝ่ายค้านเปิดซักฟอกรัฐบาลวันแรก
- วิกฤตการณ์นิวเคลียร์ในประเทศญี่ปุ่น
- เปิดหมู่บ้านเสื้อแดงอุดรธานี
วิกฤตการณ์นิวเคลียร์ในประเทศญี่ปุ่น
ประชาชนทั่วโลกต่างเฝ้าจับตามองถึงสถานการณ์โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ ฟุกุชิม่า หลังอาคารเตาปฏิกรณ์ปรมาณูระเบิดส่งผลให้มีการแพร่กระจายของสารกัมมันตภาพ รังสี
ฝ่ายค้านเปิดซักฟอกรัฐบาลวันแรก
ฝ่ายค้าน อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเน้นประเด็นความล้มเหลวด้านพลังงานส่งผลให้ประชาชน ต้องเผชิญกับภาวะของแพงที่สุดในประวัติศาสตร์ ขณะที่นายกรัฐมนตรีระบุข้อมูลฝ่ายค้านตัดต่อ
เปิดหมู่บ้านเสื้อแดงอุดรธานี
อุดรธานีนำร่องเปิดตัวหมู่บ้านเสื้อแดงแห่งแรกในประเทศไทย หวังสร้างต้นแบบให้จังหวัดอื่นทำตาม

มาตรา 112 ...ละเมิืดประชาชน

ที่มา Voice TV



รายการ Wake up Thailand ประจำวันที่ 16 มีนาคม 2554

นำเสนอในประเด็น

-มาตรา 112 ...ละเมิืดประชาชน

-ไฮไลท์ อภิืปรายไม่ไว้วางใจ

-เอแบคโพล ระบุฝ่ายค้าน-รัฐบาล อภิปรายสูสี

-ภัยพิบัติญี่ปุ่นไม่กระทบการลงทุน 4 แสนล้านในไทย

-ญี่ปุ่นต้องลงทุนครั้งใหญ่เศรษฐกิจถึงจะฟื้น

-พิพากษาผู้ทำเว็บไซต์ นปช. ยูเอสเอ จำคุก 13 ปี

-บทความ อ.วรเจตน์ กลุ่มนิติราษฏร เรื่องการเคลื่อนไหวมาตรา 112

-ซาอุดิอาระเบีย และ ยูเออีั ส่งทหารเข้าบาห์เรน

-ราชวงศ์ในตะวันออกกลาง สกัดโดมิโน่ ประชาธิปไตย

พ.ต.ท.ทักษิณเสนอแนวคิดผู้ประสบภัยญี่ปุ่นพักในไทย

ที่มา Voice TV

พ.ต.ท.ทักษิณเสนอแนวคิดผู้ประสบภัยญี่ปุ่นพักในไทย

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เสนอแนวคิดไทยช่วยเหลือผู้ประสบภัยญี่ปุ่น จากเหตุแป่นดินไหว และสึนามิ โยพ.ต.ท.ทักษิณ เสนอแนวคิดผ่านทางทวิตเตอร์ โดยระบุว่า รัฐบาลควรเสนอให้ผู้ประสบภัย เข้ามาพักในไทยชั่วคราว

“ วันนี้ขออนุญาตแนะนำรัฐบาล เพราะช่วงนี้มีอภิปรายไม่ไว้วางใจอาจยุ่งอยู่ แต่จังหวะต้องตัดสินใจด่วน เพื่อเป็นการแสดงน้ำใจต่อชาวญี่ปุ่นที่กำลังประสบภัยพิบัติสึนามิอยู่ในขณะนี้ โดยให้เขาเข้ามาพำนักที่ประเทศไทย ได้เป็นเวลา๖เดือนโดยไม่ต้องทำวีซ่าหรือเป็นวีซ่าที่มาประทับตราเมื่อเดินทางเข้ามาถึง เพื่อให้ความสะดวก โดยเป็นการปฏิบัติฝ่ายเดียว ไม่ต้องเจรจาขอต่างตอบแทน เพราะเท่ากับบอกว่า เขากำลังเดือดร้อนนะ มาอยู่บ้านเราเถิด เรายินดีต้อนรับเพื่อนที่ดีของเรา โดยเฉพาะยามทุกข์ของเขา การมาอยู่บ้านเรา ทั้งมีความสุข บริการดี อาหารดี คนไทยมีน้ำใจดี และประหยัดกว่าเยอะ ถ้าสะดวก ไม่ต้องวีซ่า เจ้าบ้านเต็มใจต้อนรับ เขาจะเลือกมาพักอยู่กับเรา

และอย่าลืมว่าเรามีคนญี่ปุ่นที่ทำงานอยู่ในบ้านเราอยู่แล้วหลายหมื่นคน ญาติและเพื่อนๆ ที่มีความเดือดร้อน มีความกังวลเรื่องกัมมันตภาพรังสีจากโรงไฟฟ้าปรมาณู หรือการอยู่แบบไม่สะดวก เพราะไฟฟ้าไม่พอใช้ อาจอยากมาอยู่ด้วยก็ได้

เราอาจให้โอกาสไม่ต้องใช้วีซ่าสำหรับคนญี่ปุ่นถึงสิ้นปีพ.ศ.นี้ แล้วค่อยมาประเมินผลอีกครั้งว่า จะต่อ หรือจะยกเลิก หรือจะไปเจรจาต่างตอบแทนภายหลัง "