WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, March 18, 2011

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 18/03/54

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla





ชีวิตประชาชน ต้องเลือกได้
หามีใคร ขีดเส้น เป็นโน่นนี่
อย่าใช้ความ จัญไร ใจอัปรีย์
แล้วย่ำยี ศรัทธา ประชาชน....

ใช้วาจา สามหาว เรื่องราวเท็จ
สูตรสำเร็จ ต่ำช้า พาสับสน
ใช้อำนาจ หักเห ด้วยเล่ห์กล
หวังพวกตน ยิ่งใหญ่ ในปฐพี....

เพราะเส้นทาง ชีวิต มีสิทธิ์เลือก
อย่าริเสือก นำพา มาปลุกผี
ประชาราษฎร์ รู้ได้ ใครชั่วดี
อย่าอัปรีย์ ชี้นำ ระยำคน....

อยากกินดี อยู่ดี มีความสุข
คิดถึงยุค ผ่านมา พาสุขล้น
ก็เลือกพรรค เพื่อประชา มหาชน
จะช่วยดล สิ่งดีงาม ติดตามมา....

อยากวิกฤติ ทั่วถิ่น แผ่นดินแยก
ก็เชิญแบก พรรคนั้น ตามฝันหา
เลือกหน้าหล่อ ดีแต่พูด สุดพรรณา
เชิญประชา ตัดสินใจ เลือกได้เอง....

๓ บลา / ๑๘ มี.ค.๕๔
http://3blabla.blogspot.com

คลิป ส ส วิเชียร และ ส ส วรวัจน์ ปราศรัย 17 มี.ค 54

ที่มา thaifreenews

โดย สุรชัย..namome

พิราบ dang

วิเชียร ขาวขำ อภิปรายไม่ไว้วางใจ 17 มี ค 54 Part 1


http://www.youtube.com/watch?v=AwC5CN04iM4&feature=player_embedded

วิเชียร ขาวขำ อภิปรายไม่ไว้วางใจ 17 มี ค 54 Part 2


http://www.youtube.com/watch?v=Y5WD_74EcJ0&feature=player_embedded

วรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล อภิปรายไม่ไว้วางใจ 17 มี ค 54 Part 1


http://www.youtube.com/watch?v=vWsNLpakJjo&feature=player_embedded

วรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล อภิปรายไม่ไว้วางใจ 17 มี ค 54 Part 2


http://www.youtube.com/watch?v=duePQRFtvYs&feature=player_embedded

วรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล อภิปรายไม่ไว้วางใจ 17 มี ค 54 Part 3


http://www.youtube.com/watch?v=iogBwHitnGE&feature=player_embedded

วรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล อภิปรายไม่ไว้วางใจ 17 มี ค 54 Part 4

http://www.youtube.com/watch?v=AkXJN5p80FI&feature=player_embedded

http://www.internetfreedom.us/thread-17662.html

คลิปที่ห้ามเปิดในสภา ชาติชาย ซาเหลา ถูกยิง

ที่มา thaifreenews

โดย สุรชัย..namome

เพียงดิน

ชาติชาย ชาเหลา เสียชีวิต

http://www.youtube.com/watch?v=JeoV-p2_GY0&feature=player_embedded



ttp://www.internetfreedom.us/thread-17643.html

สำหรับคนทีดูไม่ทัน จตุพร อภิปรายไม่ไว้วางใจ 17 มี ค 54

ที่มา thaifreenews

โดย สุรชัย..namome

เพียงดิน

http://www.youtube.com/watch?feature=pla...BukxKB9zrU

http://www.youtube.com/watch?feature=pla...cReNiZBfkE

http://www.youtube.com/watch?feature=pla...a8RXaSiSjk

http://www.youtube.com/watch?feature=pla...HGv3zUT-ME

http://www.youtube.com/watch?feature=pla...qfDFiGPbSc

http://www.youtube.com/watch?feature=pla...W4Zk1mOhuU

http://www.youtube.com/watch?feature=pla...leNhjoU0-Q

http://www.youtube.com/watch?feature=pla...Mf0EDWsPSE

http://www.youtube.com/watch?feature=pla...r7MRRfb_KU

http://www.youtube.com/watch?feature=pla...KqM7c-bOxo

http://www.youtube.com/watch?feature=pla...qox4lOMJsI

http://www.youtube.com/watch?feature=pla...0AZx2KNcI0

http://www.youtube.com/watch?feature=pla...CvP8PVf9VE

http://www.youtube.com/watch?feature=pla...u5VPQeuvWg

ประกายทุนเสวนา“น้ำมันปาล์มและน้ำตาลทราย กับการบิดเบือนกลไกตลาด”

ที่มา ประชาไท

วานนี้ 17 มีนาคม 2554 เวลา 14.00 -16.00 น. กลุ่มประกายทุนจัดงานเสวนาในหัวข้อ “น้ำมันปาล์มและน้ำตาลทราย กับการบิดเบือนกลไกตลาด” ที่ห้องประชุมชั้น 5 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ 2 ท่าน คือ รศ.ดร.ประยงค์ เนตยารักษ์ และ รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

วิทยากรได้ร่วมกันวิเคราะห์ถึงต้นตอปัญหาการขาดแคลนสินค้าเกษตร 2 ชนิดในท้องตลาดวันนี้ ซึ่งก็คือ น้ำมันปาล์ม และน้ำตาลทราย โดยมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้


รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ และ รศ.ดร.ประยงค์ เนตยารักษ์ แจงปัญหาขาดแคลนน้ำมันปาล์มในท้องตลาดว่า เกิดจากสองปัจจัยหลักได้แก่ การแทรกแซงจากรัฐ และปัญหาตามธรรมชาติที่ปริมาณผลผลิตปาล์มดิบลดลงเนื่องจากน้ำท่วมเมื่อปลายปี 2553
ในปัจจัยแรกนั้น รัฐบาลแทรกแซงบิดเบือนกลไกตลาดโดยร่วมมือกลุ่มคนบางกลุ่มที่เป็นเจ้าของกิจการอุตสาหกรรมกลั่นน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์แบบผูกขาดในประเทศไทย ซึ่งมีรายใหญ่อยู่ 6 ราย ทำการควบคุมปริมาณสินค้าน้ำมันปาล์มไม่ให้ออกสู่ท้องตลาดอย่างเพียงพอเพื่อให้เกิดภาวะน้ำมันปาล์มขาดตลาด แล้วราคาก็จะสูงขึ้นจากนั้นก็ค่อย ๆ ทะยอยปล่อยน้ำมันปาล์มที่กั๊กไว้ออกมาเป็นช่วง ๆ ทำให้สามารถกินกำไรส่วนต่างของราคาสินค้าที่พุ่งสูงขึ้น
ประกอบกับมีนโยบายจากรัฐคอยสนับสนุนหลายด้าน เช่นการห้ามนำเข้าน้ำมันปาล์ม (แต่ไม่ห้ามส่งออก) มาภายหลังที่สถานการณ์ขาแคลนสุกงอมจึงมีการให้โควต้านำเข้าน้ำมันปาล์ม ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วโรงงานกลั่นน้ำมันปาล์มรายใหญ่นั่นเองที่เป็นผู้นำเข้า
นอกจากนี้รัฐบาลยังกดราคาน้ำมันปาล์มให้อยู่ที่ขวดละ 47 บาท ในขณะที่ยกราคาปาล์มดิบขึ้นไปสูงสุดถึงราว 10.5 บาทต่อกิโลกรัม ในหลักเศรษฐศาสตร์ที่ราคาน้ำมันปาล์มกับราคาปาล์มดิบไม่สมดุลกันเช่นนี้จะทำให้เกิดตลาดมืดขึ้น ซึ่งขายน้ำมันปาล์มกันสูงถึงขวดละ 70 บาท ทำให้น้ำมันปาล์มส่วนหนึ่งหายไปจากตลาดสว่าง
ส่วนในปัจจัยหลังคือช่วงไตรมาสที่สี่ของปีที่ผ่านมา เกิดภาวะที่ผลผลิตปาล์มลดน้อยลงจริง หรือที่เรียกว่า ”ช่วงปาล์มขาดคอ” คือปาล์มต่อต้นให้ลูกน้อยลงอันเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ขาดปุ๋ย ขาดการบำรุงรักษา และน้ำท่วมพื้นที่ปลูกปาล์มจำนวนหนึ่ง ทำให้ปาล์มดิบขาดแคลนบวกกับการห้ามนำเข้าปาล์ม จึงทำให้ราคาปาล์มดิบสูง เรื่องนี้ทางโรงงานแปรรูปปาล์มก็รู้ จึงไปแย่งซื้อผลปาล์มดิบ เกษตรจึงได้ราคาดี และน้ำมันปาล์มอีกส่วนหนึ่งก็ถูกนำไปทำไบโอดีเซลด้วย ทว่าปัจจัยนี้ไม่ใคร่สำคัญเท่าปัจจัยแรกอันทำให้เกิดวิกฤตน้ำมันปาล์มขึ้น
กล่าวโดยสรุปของเหตุการณ์ในครั้งนี้คือ กลุ่มคนบางกลุ่มร่วมมือกับคนจากภาครัฐทำให้น้ำมันปาล์มขาดแคลนเพื่อฟันกำไรส่วนต่างที่เกิดจากการแทรกแซงแล้วมาแบ่งกัน กระบวนการทั้งหมดนี้มีการวางแผนล่วงหน้ามาแล้วระยะหนึ่งและดำเนินไปตามขั้นตอนที่วางไว้ครบถ้วนกระบวนการ งานนี้จึงมีบางกลุ่มได้ผลประโยชน์ไปเต็มเม็ดเต็มหน่วย ผลักให้ประชาชนผู้บริโภครับกรรมไปเต็มที่เช่นกันด้วยการแย่งกันซื้อน้ำมันปาล์มในราคาที่แพงมาก และติดอยู่ในภาวะวิตกกังวลต่อการขาดสินค้าบริโภค
รศ.ดร.ประยงค์ เนตยารักษ์ ได้เสนอแนะทางแก้ปัญหานี้ว่า ควรปรับราคาขายปลีกน้ำมันปาล์มขึ้นแล้วปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด ซึ่งราคาน้ำมันปาล์มจะอยู่ที่ราวขวดละ 50 – 60 บาท อย่าไปแทรกแซงแต่ว่าการเมืองชอบแทรกแซงเพื่อจะได้มีคนได้เสียผลประโยชน์ เพราะว่าราคาสินค้าเกษตรแต่ละชนิดมีขึ้น-ลงตามธรรมดา ช่วงที่ราคาสูงก็จะชดเชยช่วงที่ราคาต่ำ แต่ตอนนี้ไปกดราคาไม่ให้สูงมันก็ไม่ได้ชดเชยกันจึงเกิดปัญหา เพราะพอช่วงที่ราคาต่ำก็ไปชดเชยให้ไม่ได้ อีกประการหนึ่งสินค้าเกษตรมีการทดแทนกันอยู่แล้ว เช่น ถ้าเนื้อหมูแพงคนก็หันไปกินไก่ ถ้าปล่อยให้เป็นไปตามกลไก พ่อค้าต่าง ๆ ก็สามารถคาดการณ์ทิศทางการค้าขายได้
ส่วนในเรื่องของน้ำตาลก็ใกล้เคียงกัน รศ.ดร.ประยงค์ และ รศ.ดร.พิชิต ยืนยันว่า ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ไม่ควรวิตกว่าน้ำตาลจะขาดแคลน เพราะราคาในตลาดโลกยังคงปกติ ส่วนที่ห่วงกันว่าการเอาอ้อยไปทำเอทานอลแล้วอ้อยจะขาดแคลนทำให้ราคาน้ำตาลสูงนั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะโรงงานมีทางเลือกที่จะไปผลิตจากมันสำปะหลังได้
สิ่งหนึ่งที่จะยืนยันเสถียรภาพของน้ำตาลในประเทศไทยได้เป็นอย่างดีก็คือความสัมพันธ์ระหว่างสหพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทสไทยกับสมาคมโรงงานน้ำตาลทราย ที่ต่างก็เป็นผู้ผูกขาดด้วยกันทั้งคู่ ฝ่ายแรกผูกขาดการขายส่วนฝ่ายหลังผูกขาดการซื่อและการผลิต ทั้งสองฝ่ายต่างมีอำนาจการต่อรองที่ใกล้เคียงกันและต่อรองกันอยู่ตลอดเวลา สหพันธ์ชาวไร่อ้อยกับโรงงานมีระบบแบ่งปันผลประโยชน์กันแบบ 70-30 ตามลำดับ ระบบนี้จะกำหนดทั้งปริมาณและราคาที่ขายในประเทศ (โควต้า ก.) ในกรณีที่ชาวไร่อ้อยกับโรงงานตกลงกันไม่ได้ เมื่อนั้นรัฐบาลก็จะเข้ามาเป็นกรรมการคนกลางช่วยตกลงผลประโยชน์โดยการบอกให้โรงงานรับซื้ออ้อยทั้งหมดบ้าง เป็นต้น นี่ก็ถือเป็นการแทรกแซงจากรัฐบาลเพื่อจะอ้างการันตีว่าผู้บริโภคจะมีปริมาณน้ำตาลบริโภคเพียงพอ
แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนก็คือชาวไร่อ้อยและโรงงานต่างก็จะได้ประโยชน์สูงสุดด้วยการพยายามทำให้ราคาน้ำตาลในประเทศสูงไว้ เพราะราคามันจะไม่ลง แต่ราคาในตลาดโลกจะขึ้น-ลงตามกลไก พอราคาโลกสูงก็จะมีการลักลอบส่งออกไปขาย
ช่วงท้ายของการเสวนาพูดคุย วิทยากรตั้งข้อสังเกตเชิงสรุปว่า กลไกตลาดมักถูกรัฐบาลแทรกแซงโดยมีเรื่องการเมืองและผลประโยชน์อยู่เบื้องหลัง คนที่สูญเสียคือผู้บริโภคที่แบ่งเบาความเสียหายกันไปคนละเล็กคนละน้อยเพราะเป็นคนทั้งประเทศ แต่ละคนจึงไม่ค่อยรู้สึกเสียหายอะไร แต่ผลประโยชน์ไปตกที่คนไม่กี่คนที่รับไปเต็ม ๆ.

จดหมายรักจากพ่อ: บทบันทึกก่อนถูกตัดสินจำคุก 13 ปีในคดีหมิ่นสถาบัน

ที่มา ประชาไท

เปิดจดหมายที่ ‘ธันย์ฐวุฒิ ทวีวโรดมกุล’ นักโทษคดีหมิ่นสถาบัน (มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์) เขียนถึงลูกชายวัย 10 ขวบ นับตั้งแต่เขาถูกจับในเดือนเมษายนปีที่แล้ว และมีความจำเป็นต้องฝากลูกไว้กับคนรู้จักนานนับปี ก่อนจะถูกตัดสินจำคุก 13 ปีไปเมื่อวันที่ 15 มี.ค.ที่ผ่านมา

หมายเหตุ เว็บไซต์สำนักกฎหมายราษฎร์ประสงค์ ประชาสัมพันธ์การบริจาคค่าใช้จ่ายสำหรับเลี้ยงดูลูกชายของธันย์ฐวุฒิผ่านบัญชีของลูกชายโดยตรง ที่ ธนาคารกสิกรไทย สาขา คาร์ฟูร์ แจ้งวัฒนะ เลขที่บัญชี 583-2-07692-0 (เนื่องจากเกรงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับเด็กจึงขอปิดชื่อบัญชี สามารถโทรสอบถามชื่อบัญชีได้ที่ 0-2690-2711)

มัดคออาชญากรบงการทะเหี้ย..มสังหารหมู่ เปิดคลิปตู่+วรวัจน์จัดหนักถลกหนังแฉมือเผาCTWถึงซีด

ที่มา Thai E_news


AFPเสนอภาพรายงานข่าวว่า ฝ่ายค้านได้อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล กล่าวหาว่า นายกรัฐมนตรีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อการเผาห้างเซ็นทรัลเวิลด์ในวันสลายการชุมนุมเสื้อแดงเมื่อปีกลาย ข้ออ้างว่าผู้ชุมนุมเป็นฝ่ายเผาเป็นการโยนบาป เพราะมีหลักฐานว่าเจ้าหน้าที่เป็นคนลงมือเผา โดยปล่อยให้ชายแต่งกายแบบทหารใช้ระเบิดถล่มแล้วเผา และไล่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกับเจ้าหน้าที่ควบคุมเพลิงไม่ให้เข้ามาดับไฟ ขณะที่นายอภิสิทธิ์กับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ กล่าวตอบโต้ว่า ฝ่ายผู้ชุมนุมเป็นผู้ที่เผาห้าง(ภาพข่าว:AFP)



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
18 มีนาคม 2554

โดนจัดหนัก-สุเทพ เทือกสุบรรณ กับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 2ผู้นำรัฐบาลหุ่นเชิดระบอบปกครองอำมาตย์ ถูกฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจกรณีเป็นผู้รับผิดชอบในการสังหารหมู่ผู้ประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยเมื่อปี 2553 ในช่วงค่ำวานนี้ โดยทั้งสองใช้กลยุทธ์ชิงโอกาสรีบโต้ทันควันในช่วงเริ่มต้นการอภิปรายประเด็นนี้ในช่วงหัวค่ำ ซึ่งเป็นเวลาไพรไทม์ของรายการโทรทัศน์

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ใช้เวลาอภิปราย 3 ชั่วโมง 40 นาที โดยอ้างอิงเอกสารหลักฐานทางราชการจากDSIมัดแน่นยืนยันว่าทหารใต้การบังคับบัญชาของทั้งสองเป็นผู้สังหารประชาชนผู้บริสุทธิ์ปราศจากอาวุธ ทั้งสองจึงต้องถูกดำเนินคดีอาชญากรผู้บงการสั่งฆ่าหมู่

ซีด-หลังการอภิปรายจบลงในเวลา02.00น.ฝ่ายค้านขอให้ทั้งสองตอบทันที แต่นายอภิสิทธิ์ขอเลื่อนไปตอบในช่วงเช้าวันศุกร์ที่18มีนาคม โดยไม่ให้เหตุผลใดๆ เขามีสีหน้าอิดโรยและลดพยศความอวดดีลงอย่างเห็นได้ชัด เชื่อได้ว่าต้องการยื้อเวลาเพื่อหาหลักฐานเอกสารมาหักล้างการอภิปรายของนายจตุพร


ที่รัฐสภาวันนี้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงข้อกล่าวหาการอภิปรายของนายจตุพร โดยเริ่มต้นเมื่อเวลา 09.20น. ช่วงเริ่มต้นก็ชี้ว่านายตุพรโกหก และแก้ต่างว่าต้องให้ความเป็นธรรมกับนายทหารและทหารที่นายจตุพรอภิปรายว่า เป็นผู้ควบคุมการสังหารเสื้อแดง และเป็นผู้รับผิดชอบต่อความตาย 91 ศพ จากนั้นได้อ้างว่า ชายชุดดำซึ่งเป็นเครือข่ายก่อการร้ายของนปช.เป็นผู้รับผิดชอบการสังหาร และกล่าวหาว่าการดำเนินการของฝ่ายพ.ต.ท.ทักษิณเหมือนคอมมิวนิสต์ เพราะมีพรรคเพือไทยต่อสู้ในสภา มีมวลชนจัดตั้งเสื้อแดง มีกองกำลังชายชุดดำติดอาวุธ

นายจตุพรลุกขึ้นตอบโต้ช่วงเวลา 11.25 น.ว่า นายสุเทพไม่ยอมตอบคำถามที่เขาอภิปรายหลักฐานเอกสารจากDSIและเอกสารราชการที่ชี้ชัดว่า ทหารเป็นผู้สังหารตามคำบงการของนายสุเทพ นายอภิสิทธิ์ แต่แถไปอีกเรื่อง ซึ่งไร้หลักฐาน เป็นการหน้าด้านโกหกกลางสภา

เป็นที่น่าสังเกตว่านายอภิสิทธิ์ไม่ได้ลุกขึ้นชี้แจงใดๆ ทั้งที่ทำท่าว่าจะชี้แจงในตอนที่นายจตุพรอภิปรายเสร็จเมื่อคืนที่ผ่านมา นักสังเกตการณ์ทางการเมืองเชื่อว่า อาจจะให้นายสุเทพเน่าไปคนเดียว นายอภิสิทธิ์ไม่ชี้แจงให้เข้าตัว

สภาจะมีเวลาอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลไปจนถึงเวลา 24.00 น.วันนี้

คลิปอภิปรายซักฟอก 3 ชั่วโมง 40 นาทีโดยจตุพร





























คำต่อคำ ประเด็นการอภิปราย “ใครเผา ? central world”โดยนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล ส.ส.แพร่ พรรคเพื่อไทย









ท่านประธานที่เคารพครับ

ใน การอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้ ผมต้องขออนุญาตฝากคำขอโทษท่านนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และท่านรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผ่านท่านประธานไปด้วยครับ ว่า คำอภิปรายของผมในวันนี้ อาจจะทำให้ท่านทั้ง 2 รู้สึกไม่สบายใจ

เพราะ การที่ผมอภิปราย แล้วทำให้ท่านทั้งสอง รู้สึกว่า การตอบคำถามในสภาผู้แทนราษฏร เพื่อยืดเวลาการแสวงหาข้อเท็จจริงออกไปนั้น วันหนึ่งมันก็จะถึงวันที่ มีหลักฐาน และพยาน ยืนยันอย่างชัดเจน ว่า ท่านทั้ง 2 เป็นผู้บริหารประเทศ และกล่าวคำโกหกกลางสภานั้น! เป็นการที่ ทำให้ท่านต้องหมดเครดิตทางการเมือง และต่อไป ท่านพูดอะไร ก็คงจะเชื่อได้ยาก

นับตั้งแต่วันที่ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ตอบคำถามผมในสภาว่าท่านไม่เชื่อข้อมูลของผม แต่ท่านบอกว่าท่านเชื่อคำพูดของยามในเซ็นทรัลเวิลด์มากกว่านั้น

นับตั้งแต่วันที่กลุ่ม นปช.ถูกควบคุมตัวที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2553 นั้นผมก็ให้ความพยายามในการศึกษาสืบเสาะเพื่อหาคำตอบให้ได้ว่า ใครเป็นคนเผาเซ็นทรัลเวิลด์ และก่อให้เกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่สุดครั้งนึง ในกรุงเทพมหานครกันแน่

แต่ ปริศนาว่าใครเป็นคนเผาเซ็นทรัลเวิลด์ก็ถูกกลบด้วยการประชาสัมพันธ์และการ สร้างกระแสของรัฐบาลว่าคนเผาคือพวกเสื้อแดงและการตอกย้ำเช่นนั้นก็ทำให้ทุก คนในกรุงเทพเชื่อได้เป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะคนที่ได้รับผลกระทบมากๆ และก็ไม่อยากเชื่อว่าทางรัฐบาลจะกล้าสั่งการให้มีการเผาบ้านเผาเมืองด้วยตน เอง ก็คงเป็นพวกเสื้อแดงนั่นแหละ

และเรื่องมันก็ค่อยๆเงียบหายไป

แต่ท่านประธานครับ ในใจผมก็ยังมีปมที่เคลือบแคลงสงสัยอยู่หลายประการ

ประการแรกครับ จากการตอบคำถามในการอภิปรายของผมเรื่อง ทหารบนรางรถไฟฟ้า หน้าวัดปทุมวนาราม ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 และยิงประชาชน!

แต่ ท่านรองนายกสุเทพ เทือกสุบรรณ พยายามบอกว่า วันที่ 19 พฤษภาคม ไม่มีทหารบนรางรถไฟฟ้า ทหารบนรางรถไฟฟ้ามาวันที่ 20 พฤษภาคม และบอกว่า วันหนึ่งหลักฐานก็จะปรากฏว่า ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร

ท่านประธานครับ แล้วท่านประธานฟังคลิปวีโอคำพูดของท่านรองนายกสุเทพก่อนนะครับ (แทรกคลิป คลิปที่ 1)

วันนี้ผมไปค้นพบสำนวนบันทึกคำให้การของ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่สอบสวน

จ.ส.อ สมยศ ร่มจำปา หัวหน้าชุดปฏิบัติการ หน่วยรบพิเศษ ม.พัน 32 ลพบุรีครับ ซึ่งยืนยันได้ว่าเขาได้รับคำสั่ง จาก พ.ต นิมิตร วีระพงษ์ให้ เข้ามาปฏิบัติ งานบนรางรถไฟฟ้า บริเวณหน้าวัดปทุมตั้งแต่เช้าตรู่ของวันที่19 ซึ่งจากเอกสารชิ้นนี้ ยืนยันได้ว่าจากการที่ผมอภิปรายไม่ไว้วางใจท่านในครั้งนั้น

ท่านได้โกหกในสภาผู้แทนราษฏรว่าไม่มีทหารอยู่บนรางรถไฟฟ้า ท่านได้บิดเบือนข้อมูล ของการกระทำ ของพวกท่านมาโดยตลอด หรือท่านจะมาแก้ตัวว่าที่ทหารทำไปทุกอย่างนั้น พวกท่านไม่รู้กันเลย

ท่านประธานครับ

ใน ส่วนที่ผมจะอภิปราย และจะยืนยันในประเด็นนี้ ก็เพื่อที่ผมจะสรุปให้ท่านประธาน และพี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่ทุกท่าน ทราบว่าทหารภายใต้การบัญชาการของ ศอฉ. ซึ่งมี ฯพณฯ สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เป็นประธานนั้น ได้ เข้าควบคุมพื้นที่ แบบเบ็ดเสร็จตั้งแต่เมื่อไหร่ และผู้ก่อการร้ายในความหมายของท่านนั้น มันมีตัวตนจริงหรือไม่ หรือ?

ทำไมจึงเป็นผู้ก่อการร้ายล่องหน ซึ่งจนป่านนี้ยังจับใครไม่ได้เลยสักคนเดียว ไม่มีอาวุธ ไม่มีการใช้สไนเปอร์ยิงผู้ก่อการร้ายล่องหนตาย ได้เลยสักคน และ นอกจากนั้น ยังไม่มีร่องรอย ของการต่อสู้ เกิดขึ้นในการสำรวจภายในของเซลทรัลเวิล์ดหลังวันเกิดเหตุการณ์เลย แม้แต่น้อย

ผมต้องกล่าวหาว่า การที่ฯพณฯ รองนายกสุเทพ สามารถเร่งดับเพลิงให้สงบได้แต่ท่านไม่ทำ การนิ่งเฉย ปล่อยให้มีการเผาไหม้เกิดขึ้น ลุกลาม จนกระทั่งตึกเวิล์ดเทรดถล่ม เมื่อเวลา 21.19 น. และปล่อยให้พนักงานดับเพลิงเข้ามาดับเพลิงได้ ก็เมื่อตอน 4 ทุ่ม มันก็เท่ากับท่าน ทำผิดกฏหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 81 วงเล็บ 2 ต้อง“คุ้ม ครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลให้พ้นจากการล่วงละเมิด ทั้งโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐและโดยบุคคลอื่น และต้องอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน ”

ก่อน อื่น ผมต้องขอย้ำเตือนความจำของท่านประธานและพี่น้องประชาชนทั้งประเทศก่อนนะครับ ว่า เหตุการณ์ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 นั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง

1. ใน ช่วงเช้าเวลาประมาณ 05.00 น. ทหารเข้ากระชับพื้นที่ตั้งแต่บริเวณสวนลุม เข้ามาจนถึงแยกสารสิน ท่านประธานจะเห็นภาพรถหุ้มเกราะ เห็นภาพของทหารติดอาวุธครบมือ เต็มอัตราศึก ภาพของทหารยิงกดดันกลุ่มผู้ชุมนุมทุกคนที่อยู่ในรัศมีการยิงจนโงหัวไม่ขึ้น จนกระทั่งมีการยิงกลุ่มผู้ชุมนุมถึงแก่ชีวิตในขณะนั้น จำนวน 2 คนคือ

* 1.นายถวิล คำมูล ถูกยิงเสียชีวิตเมื่อเวลา 11.30 น.
* 2.นายธนโชติ ชุ่มเย็น ถูกยิงเสียชีวิต 11.30 น.

1. นปช. ประกาศยุติการชุมนุม เวลา 13.40 น. และได้เข้ามอบตัวให้อยู่ในการควบคุมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในเวลาต่อมา นั่นหมายถึงในขณะนั้น ทหารเริ่มเข้าคุมพื้นที่แล้วครับ
2. กลุ่มประชาชนได้ถูกกดดันให้เคลื่อนย้ายไปสู่วัดปทุมวนาราม ตั้งแต่เวลา 14.00 น.
3. ทหารเข้าควบคุมพื้นที่ราชประสงค์ไว้ได้ทั้งหมด โดยที่ท่านประธานจะเห็นภาพทหารที่ยืนคุมสถานการณ์ต่างๆไว้ ดังภาพที่ปรากฏดังต่อไปนี้

1. ภาพ ที่ 1 เป็นภาพเมื่อเวลา 14.40 น. จะเห็นได้ว่า ทหารจำนวนมาก ได้เข้าถึงเวทีได้ตั้งแต่เวลา 14.40 น.แล้ว ซึ่งเวทีจุดนี้อยู่ถนนราชประสงค์ข้างเซลทรัลเวิล์ด นับระยะสายตาประมาณ 50 เมตร ซี่งนับว่าใกล้มาก ซึ่งอยู่ตรงนี้ (ชี้ภาพประกอบ)
2. ภาพที่ 2 ทหารยืนคุมกำลังอยู่หน้าเวทีเมื่อเวลา 17.01 น. ซึ่งภาพนี้เป็นภาพโดยผู้เห็นเหตุการณ์ชาวต่างชาติ ซึ่งอยู่ตรงนี้ (ชี้ภาพประกอบ) จากภาพจะเห็นได้ว่า ทหารได้ยืนคุมกำลังกันอยู่อย่างสบายๆ ถึงขั้นถอดเสื้ออยู่ เพราะคิดว่าในบริเวณนั้นสามารถคุมกำลังกันได้เบ็ดเสร็จจนไม่มีใครที่คิดว่า เป็นผู้ก่อการร้ายของท่านอยู่ในบริเวณนั้นแล้ว
3. ภาพที่ 3 ทหารยืนคุมกำลังรายล้อมห้างเซลทรัลเวิล์ดในเวลา 17.04 .01 น. ภาพ นี้ ก็ถ่ายภาพจากผู้เห็นเหตุการณ์ชาวต่างชาติเช่นเดียวกัน
4. ภาพที่ 4 เดินมาอีกนิดหนึ่งเวลา 17.04.35 น. ก็มีภาพของทหารจำนวนมากยืนคุมสถานการณ์รายล้อมเซลทรัลเวิล์ดไว้อย่างแน่นหนา
5. ส่วนด้านหลังเซลทรัลเวิล์ดก็มีทหารยืนรายล้อมอยู่ ในส่วนที่จับภาพได้คือตั้งแต่เวลา 17.00 น. เช่นกัน
6. ถัดมา ก็มีทหารยืนรายล้อมเรียงรายเต็มไปหมดก็เป็นเวลา 17.00 น. เช่นเดียวกัน

ส่วน บนรางรถไฟฟ้าด้านหน้านั้นก็มีรายงานผลการสอบสวนของ DSI รายงานการสืบสวนคดีพิเศษ”บันทึกคำให้การ” จากการสอบปากคำของ พต.นิมิตร วีระพงษ์ รางรถไฟฟ้านั้นได้ถูกทหารเข้าควบคุมไว้หมดแล้วตั้งแต่ ช่วงเช้าและไม่มีใครสามารถขึ้นมาได้
ท่านประธานดูภาพนี้นะ ครับในช่วงเช้าเวลา 07.00 น. นั้นทหารซึ่งขึ้นควบคุมรางรถไฟฟ้าได้ใช้รถราง แบบใช้บนรางรถไฟฟ้า ขึ้นปฏิบัติงานวิ่งยาวและควบคุมไปตลอดจนถึงหน้าวัดปทุมวนาราม ท่านประธานจะเห็นภาพโดยตลอดนะครับว่าทุกภาพยืนยันได้ว่าทหารควบคุมพื้นที่ ได้ตลอดเส้นทาง ทั้งบนรางรถไฟฟ้า และด้านล่างซึ่งจากปากคำของ จ.ส.อ.สมยศ ร่มจำปาก็ได้ยืนยันว่าเขาได้เป็นผู้ปฏิบัติงานคุ้มครอง โดยมี ร.31 พัน 2 รอ.รับผิดชอบบนถนนพระรามที่ 1

ท่านประธานครับจากหลักฐานทั้ง หมด ท่านประธานคงจะเห็นแล้วว่าตั้งแต่เวลา 14.40 น. จนกระทั่ง ถึงเวลา 22.00 นาฬิกา ไม่มีบุคคลอื่นนอกจากทหารควบคุมบริเวณของสี่แยกราชประสงค์ไว้ได้เลย โดยเฉพาะเวลา17.00น.นั้น ไม่มีบุคคลอื่นที่เป็นอันตรายต่อทหารอยู่อย่างแน่นอน

ประกอบ กับหนังสือสอบถามของ DSI ต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ ยธ.0800/3108 และ หนังสือตอบของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ตช.0015.135 / 17936ลงวันที่ 8 ตุลาคม 2554 ลงนามโดย พลตำรวจตรี วรศักดิ์ นพสิทธิพร จะเห็นว่าตั้งแต่วันที่ 17 – 19 พฤษภาคม 2553 จะไม่มีตำรวจปฏิบัติงานอยู่ในบริเวณของสี่แยกราชประสงค์เลย

ท่านประธานครับ นอกจากนั้น นอกจากวงล้อมด้านใน ดังที่กล่าวมาแล้ว ทหารยังมีวงล้อมด้านนอกซึ่งตรึงกำลังไม่ให้มี บุคคลเข้า – ออก ในบริเวณนั้นได้อีก ซึ่งเป็นที่รู้กันว่า ใครจะเข้าก็ไม่ได้ และใคร จะออกมาก็ไม่ได้ เช่นกัน เพราะฉะนั้นการคุ้มกันคนเข้า - ออกบริเวณสี่แยกราชประสงค์และบริเวณ เซลทรัลเวิล์ดจึงแน่นหนามาก

ดัง นั้น ท่านประธานครับ ผมจึงขอสรุป ตรงนี้เอาไว้ก่อนว่าตั้งแต่เวลา 14.40 น.จนถึง17.00น. นั้น ทหารได้เข้าควบคุมพื้นที่บริเวณสี่แยกราชประสงค์ รอบๆเซนทรัลเวิล์ดไว้ได้แล้ว อย่างเบ็ดเสร็จ แล้วประเด็นนี้ ก็จะนำไปสู่คำถามต่อไปว่าใครเผาเซลทรัลเวิล์ดและมันเกิดเพลิงไหม้ใหญ่ได้ อย่างไร

แล้วถาม ว่า ในขณะนั้นมีการจลาจล คนเป็นหมื่นเป็นแสน กรูกันไปเผาเซลทรัลเวิล์ดจริงไม๊ ?

ท่านประธานครับ จากภาพทั้งหมดมีคนไม่ถึง 30 คนเหลืออยู่ แล้วไหนละครับมีการยิงกันและการก่อการร้าย

แล้วประเด็นนี้ ก็จะนำไปสู่คำถามต่อไปว่าใคร เผาเซลทรัลเวิล์ดและมันเกิดเพลิงไหม้ใหญ่ ได้อย่างไร

ใน ตอนนี้ ผมก็จะขอเข้าสู่ประเด็นที่ 2 ที่เกี่ยวกับคำตอบของท่านนายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ตอบผม ในสภาผู้แทนราษฎร ในตอนที่ผมอภิปรายว่า เพลิงไหม้ เซ็นทรัลเวิลด์นั้นเกิดอย่างไร และท่านนายกตอบผมว่า ในเวลา5โมงเย็นไม่มีทหารอยู่บริเวณแยกราชประสงค์ ซึ่งผมก็แสดงให้เห็นแล้วครับว่ามีทหารเข้าควบคุมพื้นที่ได้ตั้งแต่เวลา14.40 น.พร้อมรูปผู้หญิงคนสุดท้าย และในกรณีที่มีผู้เข้ามาเผาเซ็นทัลเวิลด์นั้น ท่านเลือกที่จะเชื่อ รปภ. ของเซ็นทรัลมากกว่าผู้แทนราษฏร

และวันนี้ครับ ในนามของสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร ผมก็จะขอเป็นตัวแทนของเหล่าพนักงานดับเพลิง ลูกจ้างและรปภ.ของเซลทรัลเวิล์ดตัวจริงที่ท่านพูดถึง นำเอาข้อมูลของเซลทรัลเวิล์ดที่ถือว่า เป็นเจ้าของบ้านตัวจริงมาอภิปรายให้ท่านนายกรัฐามนตรีฟัง ซึ่งเมื่อท่านรับฟังแล้วก็ช่วยตอบผมหน่อยนะครับ ว่า ท่านยืนยันใช่ไหมครับว่า ท่านขอเชื่อคำพูดของ รปภ. ของเซลทรัลเวิล์ด และต่อจากนี้ ก็จะเป็นคำอภิปรายของท่านและ เสียงคร่ำครวญจากหัวใจของพวกเค้าตัวจริงที่ส่งผ่านมาถึงท่าน ผู้เป็นนายกรัฐมนตรี ผู้เป็นคนใสซื่อ สะอาด และบริสุทธิ์

และนี่เป็นคำคร่ำครวญจากหัวใจของเหล่า ยาม ผู้เฝ้าเซลทรัลเวิล์ดที่ถูกท่านทำลาย บ้าน ของพวกเค้าไป

ท่านประธานครับ จากคำตอบของท่านนายกรัฐมนตรี ในวันนั้น ทำให้เหล่าเจ้าของบ้าน ที่ได้รับฟัง ทุกคนรู้สึกบาดใจ ผมจึงได้รับข้อมูลเพิ่มเติมจำนวนมาก จากเจ้าของบ้าน ที่อยู่ภายในเซลทรัลเวิล์ด จากผู้พบเห็นเหตุการณ์ตัวจริงที่อยู่ภายใน ถึง 417 คนเหล่านั้น ทุกคนบอกว่า พร้อม! จะพูดความจริง เพื่อให้ความจริง ปรากฏต่อแผ่นดิน! ดีกว่าปล่อยให้ มีคนพูดเท็จและทำให้ประชาชนทั้งแผ่นดิน เข้าใจผิด

ท่านประธานครับ เรื่องมันสนุกล่ะครับ

ท่านนายกรัฐมนตรีพร้อมที่จะรับฟังแล้วหรือยังครับ

1. ผมมีหลักฐานเป็นหนังสือมาจากเจ้าของบ้านที่เฝ้าอยู่ตรงนั้น มีมากถึง 417 คน
2. ผมมีหลักฐานคำตอบจากเจ้าของตัวจริงคุณสุทธิธรรม จิราธิวัฒน์ ที่ตอบคำถามในคณะกรรมาธิการ องค์กรอิสระในวุฒิสภา
3. ผม มีหลักฐานเป็นหนังสือที่สัมภาษณ์ พนักงานดับเพลิงทั้งหมด เพื่อยืนยันว่าคนเสื้อแดงไม่ได้เผา เซลทรัลเวิล์ด! แต่คนเผาเป็นคนที่มีอำนาจเหนือทหารและตำรวจ
4. ผมมีหลักฐานเป็นภาพถ่ายบัญทึกเหตุการณ์อย่างเป็นทางการ ของบริษัทเซลทรัลเวิล์ด
5. ผมมีหลักฐานเป็นคลิปวีดีโอ ที่เค้าบรรยายถึงความเจ็บปวดและเจ็บช้ำน้ำใจของเค้า ที่บ้านของเค้าถูกเผาทำลาย
6. ผม มีหลักฐานเป็นภาพถ่ายจากผู้เห็นเหตุการณ์ชาวต่างประเทศ ที่อาศัย อยู่บนชั้น 23 ของคอนโด เพลสซิเด้นเพลส ซึ่งบันทึกภาพการระเบิดในเซลทรัลเวิล์ดหลังจากทหารเข้าคุมพื้นที่ทั้งหมด แล้ว ในเวลา 17.40 น.
7. ผมมีหลักฐานเป็นแผนผัง การควบคุมการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการป้องกันและดับเพลิงทั้งหมด
8. ผมมีหลักฐานว่า ท่านรองนายกสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นคนสั่งการเกี่ยวกับการดับเพลิง หรือไม่ให้ดับเพลิง ของเซลทรัลเวิล์ดทั้งหมด
9. ผมมีหลักฐานว่า ทหาร ควบคุม พื้นที่เซลทรัลเวิล์ดไว้ได้ทั้งหมดแล้ว และมีหลักฐานการสอบสวนของ DSI ว่าทหารคุมพื้นที่อยู่ทั้งหมด
10. ผมมีหลักฐาน เป็นแบบสรุปรายงานเหตุเพลิงไหม้ของสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ที่ระบุว่า “รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ทหารว่า มีกลุ่มผู้ชุมนุมขัดขวางการปฏิบัติงาน และจะทำร้ายเจ้าหน้าที่ดับเพลิง”

ท่าน ประธานครับวันนี้ผมมีหลักฐานจำนวนมาก และเป็นหลักฐานทั้งพยานวัตถุและพยานบุคคล ที่เป็นเจ้าของบ้าน รวมทั้งเป็นหลักฐานทางราชการ เมื่อผมถามจบ ผมจะถาม สำนึกของนักการเมืองของ ท่านนายกรัฐมนตรีบ้างแล้วแหละว่า ถ้าหลักฐานทั้งหมดยืนยันได้ว่า การเกิดเพลิงไหม้ในเซลทรัลเวิล์ด พัวพัน มัด ยึดโยง กับตัวท่าน ว่า ท่านปล่อยปละละเลย ไม่สั่งการปล่อยให้เกิดเพลิงไหม้อย่างรุนแรง จนเกิดความเสียหายกับ กรุงเทพมหานคร อย่างแยกไม่ออก ท่านปกปิดเหตการณ์แบบ คนผาเข้าเผาได้ แต่คนดับไฟเข้าดับไฟไม่ได้

แล้ว ในฐานะที่ท่านเป็นผู้รับผิดชอบ ท่านจะรับผิดชอบอย่างไร

หลักฐานชิ้นที่ 1 ผมมีหลักฐานเป็นหนังสือ เสียงจากเจ้าของบ้าน ใครเผาเซ็นทรัลเวิล์ดมาจากเจ้าของบ้านที่เฝ้าอยู่ตรงนั้น มีมากถึง 417 คน

และ มีหลักฐานเป็นภาพถ่ายบัญทึกเหตุการณ์อย่างเป็นทางการ ของบริษัทเซลทรัลเวิล์ด รวมถึงผมมีหลักฐานเป็นคลิปวีดีโอ ที่เค้าบรรยายถึงความเจ็บปวดและเจ็บช้ำน้ำใจของเค้า ที่บ้านของเค้าถูกเผาทำลาย

เสียงจากเจ้าของบ้าน ใครเผาเซ็นทรัลเวิล์ด

หนังสือ ฉบับนี้ เขียนโดยเหล่าเจ้าของบ้าน ผู้รัก พิทักษ์ รักษาบ้าน เซลทรัลเวิล์ดของเค้า ด้วยความรัก ความหวงแหน ความห่วงใยผมขอนำเวลาท่านประธานและท่านผู้ชม กลับไปตั้งแต่เวลาบ่ายโมงของวันที่ 19 พฤษภาคม ท่านประธานครับในเซลทรัลเวิล์ดที่ทุกคนคิดว่า เหมือนไม่มีใครอยู่ เหมือนไม่มีใครป้องกัน เหมือนถูกทอดทิ้ง อย่างโดดเดี่ยว !

แต่ท่านประธานครับ ข้างในของเซลทรัลเวิล์ดนั้นมี พี่น้องที่มีจิตวิญญาณ ในการรักษา หวงแหน สถานที่ทำงาน อู่ข้าวอู่น้ำ และเปรียบเสมือนเป็นบ้านของพวกเค้าเอง ด้วยชีวิต พวกเขาเดินทางมาให้ข้อมูลพร้อมภาพถ่ายประกอบภายในถึงการเตรียมความพร้อม ของพวกเค้า ในการรักษาพิทักษ์ ปกป้อง เซลทรัลเวิล์ด บ้านของพวกเค้า

ในเซ็นทรัลเวิล์ดนั้นมีพนักงานรักษาความปลอดภัยอยู่ ประมาณ 200 นาย มีพนักงานดับเพลิงที่อยู่ประจำการตลอด 24 ชม. อยู่มากกว่า 50 นาย และยังมี พนักงานที่อาสาสมัคร รักษา พิทักษ์ปกป้องเซลทรัลเวิล์ด อยู่รวมถึง 417 คน

ท่าน ประธานครับ พวกเขาอยู่อาศัยในเซลทรัลเวิล์ดมาตั้งแต่ เมื่อ วันที่ 12 มีนาคม 2553 เมื่อเริ่มมีการชุมนุมของกลุ่ม นปช. ท่านประธานดูภาพครับ ชุดภาพชุดนี้เป็นภาพภายในเกี่ยวกับการดูแลความปลอดภัยและการเตรียมความพร้อม ของเซลทรัลเวิล์ด ซึ่งเป็นชุดเอกสารภายในของเซลทรัลเวิล์ดเอง ซึ่งท่านประธานจะสามารถสังเกตุได้จาก แบ็คกราวด์ ด้าน ล่าง

ท่าน ประธานครับ ตลอดระยะเวลา 67 วัน ที่พวกเค้าอยู่ในเซลทรัลเวิล์ด เขาได้อยู่อาศัยและเอื้ออาทรกับผู้ร่วมชุมนุม กันเป็นอย่างดี เขาบอกผมเองว่า เขาอยู่กับเวทีของ นปช. และกลุ่มคนที่มาร่วมชุมนุม อยู่ในบริเวณนั้น พวกเค้าแทบจะเรียกได้ว่า รู้จักคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เพราะระยะเวลา..วันนั้น เป็นระยะเวลาที่ยาวนานเพียงพอที่พวกเค้าเป็นเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดกัน

ท่านประธานครับ ในวันที่ 19 พฤษภาคมนั้น พวกเค้าได้ติดตามการชุมนุมและการสลายการชุมนุมของทหารอยู่ในตึกสูง ตลอดเวลา
ท่านประธานครับ ในวันที่ 19 นั้นเค้านำภาพถ่าย จาก cctv เวลา 14.00 น. เข้ามาให้ดูครับ ว่ามีกลุ่มคนที่พยายามจะบุกเข้ามาในเซลทรัลเวิล์ดซึ่งเป็นคนที่เค้า ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน ซึ่งดูแล้ว มีการเตรียมการมาอย่างเป็นระบบ คนทุบกระจกก็เข้ามาทุบ คนเตรียมกล่องโฟมก็ยกกล่องโฟมมาเป็นแผง ไม่ใช่กล่องโฟมเก่านะครับเป็นกล่องโฟมใหม่ทั้งตั้งเลย! รักษากันไว้อย่างดีมาก พวกเค้า

ทุบกระจก เข้ามาในเซลทรัลเวิล์ดและพยายามเผา (แทรกภาพ มีกลุ่มคนพยายามเข้ามาเผารอบแรก)

ท่าน ประธานครับ จากจำนวนผู้ที่เข้ามาบุกรุก จากภาพ cctv บอกได้ครับ ว่าคนที่เข้ามาพยายามเผาในครั้งแรกนั้น มีประมาณไม่ถึง 20 คนเท่านั้นเอง หมูมากครับ สำหรับการขับไล่ผู้บุกรุกออกไป ด้วยจำนวนคนที่อยู่ภายใน ถึง 417 คน

ท่านประธาน จะเห็นภาพ การขับไล่ผู้บุกรุกออกไป ของ เจ้าหน้าที่ป้องกันของเซ็นทรัลเวิล์ด

ท่าน ประธานครับในช่วงเวลาที่พวกเขาเหล่าเจ้าของบ้าน ยังอยู่ภายในเซลทรัลเวิล์ดและระบบสปิงเกอร์ ซึ่งมีหัวดับเพลิงอยู่ทุกๆ 3 ตารางเมตร ยังทำงานอยู่นั้น ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนก็ตามถ้าจะเข้ามาเผาพวกเขารับรองว่าจะทำไม่สำเร็จแน่นอน

ดังนั้นประเด็นที่ว่าการเกิดการเผา ไม่ว่าจะเป็นเหลือง เป็นแดง เป็นทหาร เป็นตำรวจ หรือเป็นจะเป็นใครเข้ามาเผาในช่วงบ่ายนั้น ก็ไม่มีความสำคัญเท่าไหร่แล้วครับ เพราะมันเผาไม่ได้ อย่างแน่นอน เพราะด้วยระบบการทำงานจากการป้องกันตัวเองขอบระบบสปิงเกอร์ จะเห็นได้ว่า เมื่อเวลา 14.30 น.ระบบสปิงเกอร์ ได้ทำงานดับเพลิงจนสงบลงทั้งหมด

เรื่อง นี้พ.ต.ท.ชุมพล บุญประยูร ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านสาธารณภัย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย เลขาธิการสมาคมอาสาสมัครบรรเทาสาธารณภัย ที่ปรึกษาด้านการป้องกันอัคคีภัยในเครือเซ็นทรัลกรุ๊ปได้พูดถึงเรื่องนี้เอา ไว้ในหนังสือคนช่วยคนว่า

“เอาเฉพาะแค่ระบบป้องกันอัคคีภัยในห้างก็เกิน พอแล้ว ไม่ต้องพูดถึงบุคลากรเผา อย่างไรก็ไม่ไหม้ เพราะ ทุกๆ 3 ตารางเมตร จะมีสปิงเกิ้ลตัวหนึ่ง เรียกว่า ในทุกเส้นผ่าศูนย์กลาง 3 เมตร จะมีสปิงเกิ้ลคลุมหมด ใหนจะสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ ไหนจะกล้อง cctv ที่มองเห็นทุกจุดที่เกิดเหตุ แล้วยังมีห้องควบคุมสั่งการถึง 3 จุด จะเห็นได้เลยว่า ไม่มีทางไหม้ลุกลามได้เลย แต่นี่มันตั้งใจเผา แล้วไล่คนที่ดับเพลิงออกมา เผาอย่างนี้ 2-3 ชม . ก็ไหม้หมดแล้ว ถ้าไม่มีคนดับ ”

และท่านยังบอกอีกว่า “ผมทำไมถึงรู้สึกโกรธ เจ็บแค้น ปวดร้าว ทั้งๆที่ไม่ใช่สมบัติอะไรของผมเลย หรือของพ่อแม่ผมเลย ก็เราเป็นนักดับเพลิง มันเป็นหน้าที่ของเรา ที่ต้องช่วยชีวิต ช่วยพิทักษ์ทรัพย์สิน และต้องช่วยเหลือตามมนุษยธรรม แต่เรา กลับทำอะไรไม่ได้เลย มันเป็นโศกนาถกรรมที่ไม่น่าเกิดขึ้น”นั่น เค้าเป็นพนักงานดับเพลิงเค้ายังมีจิตวิญญานที่อยากดับเพลิงเลย ทำไมท่านซึ่งเป็นผู้บริหารประเทศถึงใจดำ ปล่อยให้เกิดเพลิงใหม้เผาผลาญเมืองไปทั้งกรุงเทพฯ

และ เดี๋ยวผมจะบอกท่านประธานต่อไปอีกนะครับ ว่าแล้วเซลทรัลเวิล์ด มันเกิดไฟไหม้ได้อย่างไร

ท่าน ประธานครับ ในเวลา 14.40 น. ห่างจากครั้งแรก40นาที คราวนี้มีกองกำลังไม่ทราบฝ่าย เข้ามาในเซลทรัลเวิล์ดครับ คราวนี้นำมาด้วยระเบิด เข้ามาที่จุดเดิมแหละครับ ภาพนี้เซลทรัลเวิล์ดบรรยายภาพเลยครับว่า เป็นชายแต่งกายคล้ายทหาร
ชาย คนนี้แต่งกายรองเท้าบูท แบบทหารเลย และมีผ้าพันคอคล้ายๆกับทหารที่อยู่ด้านนอก ผูกมาด้วย เค้าคงไม่นึกว่า มีภาพ cctv จับอยู่ คราวนี้ปาระเบิดใส่พนักงานก่อนเลย

ท่านประธาน คงจะสังเกตุเห็นหลุมระเบิดนี้น่ะครับ หลุมแบบนี้ไม่ใช่ระเบิดปิงปอง แต่เป็นระเบิดที่มีอานุภาพทำลายล้างที่รุนแรง แบบที่เจ้าหน้าที่ตำรวจทหารเค้าใช้อยู่ หรือถ้าจะดูจากลักษณะการระเบิดแล้วก็น่าจะเป็นระเบิด m67 หรือระเบิดน้อยหน่า

ท่านประธานครับ คราวนี้พนักงานของเซลทรัลเวิล์ดบาดเจ็บกันเยอะแยะไปหมด โหดร้ายไหมครับท่านประธาน แค่เคลียร์พื้นที่ก็ไม่ได้คำนึงถึงชีวิตประชาชนเลย เค้าบาดเจ็บอาการหนักกันหลายคน อย่างนายประหยัด ที่นอนอยู่ตรงนี้โดนเข้ากลางหลัง สาหัสเลยครับ พวกเค้าพยายามแจ้งไปยังทหารตำรวจทุกฝ่าย แต่ไม่มีใครเข้ามาช่วยเหลือเค้าเลย จนกระทั่งมีตำรวจจากทางวังสระปทุม เข้ามาเมื่อเวลา 15.35 น. จับผู้บุกรุกได้ 9 คน และได้ถูกดำเนินคดีไปแล้วทั้งหมด

ท่านประธานครับ แปลกไม๊ครับ ตำรวจจากวังสระปทุมจำนวน40คนเข้ามาได้แต่ทหารไม่ยอมเข้ามาช่วยแม้แต่คนเดียว นี่ถ้าทหารเข้ามาข่วยนะครับ เซนทรัลเวิลด์ไม่ถูกเผาแน่นอน

ท่าน ประธานครับ การบุกรุกของผู้บุกรุกชุดที่ 2 เมื่อเวลา 14.40 น. นั้นเค้าบุกรุกเพื่อที่จะไล่พนักงานของเซลทรัลเวิล์ดออกไป เท่านั้นเองครับมันตลกมากครับ พนักงาน 417 คนรวมกับตำรวจของวังสระปทุม40คน ที่มีอาวุธครบมือ ถูกสั่งให้ออกจากพื้นที่ เมื่อเวลา 16.30 น.ด้วยการอ้างว่า กลัวผู้บุกรุกจำนวนไม่ถึง 20 คน ตามภาพที่จับได้จากกล้องวงจรปิด เข้ามาในเซลทรัล

แล้วมันก็เป็นแบบนี้แหละครับท่านประธาน พนักงานทั้ง 417 คน ถูกให้ออกจากเซลทรัลเวิล์ด ด้วยความงงงวย ว่าทำไมทหารถึงไม่ช่วยพวกเค้าในการต่อสู้กับผู้บุกรุก ที่มีจำนวนเพียง ไม่ถึง 20 คน ทั้งที่ทหารก็ได้รายล้อมเซลทรัลเวิล์ดไว้หมดแล้วตามภาพที่ผมแสดงให้เห็น เบื้องต้น แล้วเมื่อบอกให้พวกเค้าออกไป เค้าส่งต่อภาระกิจการดูแลให้แล้วทำไมทหารไม่เข้ามา ทำไมปล่อยให้เกิดเพลิงไหม้

ท่านประธานครับ พนักงานของเซลทรัลทุกคนเกิดความไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง และพวกเค้าบอกเลยว่า ลำพังแค่ไฟไหม้แค่นี้ ไม่คนามือพวกเค้าแน่นอน แต่เค้าไม่เข้าใจว่า รัฐบาลและทหารทำอะไร ปล่อยให้ไฟใหม้กรุงเทพทั้งเมือง น่าอายไม๊ครับท่านประธานครับ นอกจากพวกเค้าจะงง งวย ด้วยความไม่เข้าใจว่า ทำไมพวกเค้าถูกต้องให้ออกไปจากเซลทรัลเวิล์ด ทั้งๆที่พวกเค้าคิดว่า ถ้าเพียงแต่ทหารให้ความร่วมมือ เซ็นทรัลทรัลเวิล์ดแค่ 20 คนเท่านั้น

เซ็นทรัลเวิล์ดก็จะถูกรักษาเอาไว้ได้ และนอก จากนั้น พี่น้องประชาชนอีกเป็นจำนวนมาก ก็ยังมีคำถามว่า ทำไมทหารที่อยู่บนรางรถไฟฟ้า ต้องยิงประชาชน ที่วัดปทุมวนารามเสียชีวิต 6 ศพ และอีก 1 ศพที่หน้าวัดปทุมวนาราม

ท่านประธาน ครับ นอกจาก 9 คน ที่ถูกจับได้แล้วนั้น ผมได้รับคำบอกเล่าจากพนักงานดับเพลิงของเซ็นทรัลเวิลด์ และมอบภาพของผู้บุกรุกซึ่งมีไม่ถึง 20 คน ให้มาด้วย ซึ่งบุคคลดังกล่าวนี้ดูลักษณะแล้วเป็นกลุ่มเดียวกับที่เข้ามาขว้างระเบิด น้อยหน่าที่บริเวณหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ แทรกภาพ ชายฉกรรจ์ ในที่จอดรถ

ท่าน ประธานครับ คนกลุ่มนี้มีไม่มาก แต่ไม่มีทหารตำรวจคนใด กล้าแตะต้อง และแต่งกายรัดกุม คล้ายคนในเครื่องแบบ ประการสำคัญ พนักงานของเซ็นทรัลเวิลด์ที่คุ้นเคยกับกลุ่มคนเสื้อแดงไม่เคยพบบุคคลเหล่า นี้อยู่ในกลุ่มของคนเสื้อแดงมาก่อนเลย
ท่านประธานครับ ผมอยากให้ท่านประธานได้ดูภาพประวัติศาสตร์ ภาพที่มีการเผาเซลทรัลเวิล์ด ภาพที่ทำให้เซลทรัลเวิล์ดเกิดเพลิงไหม้จริงๆ

ท่าน ประธานครับ เซ็นทรัลเวิล์ดไม่ได้ไหม้ จากกลุ่มบุคคล ที่บุกรุกเข้าไปในเซลทรัลเวิล์ด ในตอนแรก ไม่ได้ไหม้จากบุคคลที่ท่านประธานเห็นในภาพสื่อต่างๆ ที่รัฐบาลนำมาเสนอแต่ท่านประธานครับ เซลทรัลเวิล์ดถูกเพลิงไหม้จากภาพดังกล่าวต่อไปนี้ครับ รัฐบาลนึกว่ารัฐบาลเก็บภาพ cctv ที่อยู่บริเวณหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หน้าเกสรพลาซ่า และภาพ cctv ที่อยู่บริเวณรอบๆเวทีผู้ชุมนุมออกไปได้หมดแล้ว และรัฐบาลไม่เคยคิดว่า จะมีชาวต่างประเทศถ่ายภาพนี้เอาไว้ได้

ท่านประธานครับ ภาพนี้ เป็นภาพที่เรียกว่า ระเบิดเซลทรัลเวิล์ด ไม่ใช่ภาพการเผาบ้านเผาเมืองหรอกครับแต่มันเป็นภาพ ระเบิดบ้าน ระเบิดเมือง จุดที่ระเบิดนี้ อยู่ห่างจากทหารที่หน้าเวที ประมาณ 30 เมตร อยู่ภายใต้การควบคุมของทหารอย่างใกล้ชิด รายล้อมอย่างแน่นหนา และจุดที่ระเบิดครับ อยู่ตรงนี้ และท่านประธานครับ ผมอยากจะบอกว่า เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ มันเป็นเรื่องของการ บล๊อคพื้นที่เผา หรือปล่อยให้ไฟไหม้ เพราะในช่วงเวลานั้น ได้มีการระดมยิงอย่างหนักหน่วงตั้งแต่ เวลา 16.0 0 น. เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต จำนวน 7 ศพ ได้แก่

1.นายรพ สุขสถิต ถูกยิงเสียชีวิตที่หน้าประตูวัดปทุม เวลา 16.00 น.
2. นายอัฐชัย ชุมจันทร์ อาสาพยาบาล ถูกยิงตัดขั้วหัวใจ เสียชีวิต เวลา 16.00 น.
3. นายอัครเดช ขันแก้ว ถูกยิงเวลา 16.30 น.
4. นายสุวัน ศรีรักษา ถูกยิงเวลา 17.00 น
5.นางสาวกมลเกษ อรรถฮาด หรือน้องเกตุ ถูกยิงเวลา 18.30 น. โดยประมาณ
6.นายมงคล เข็มทอง ถูกยิงในเวลา 19.00 น.
7.นายวิชัย มั่นแพร ถูกยิงเวลา 19.00 น.

ท่าน ประธานครับ เรื่องทั้งหมดนี้ มันเป็นเรื่องของการ บล๊อคพื้นที่เพื่อเผาหรือปล่อยให้ไฟไหม้ และท่ามกลางการยิงกดดันของทหาร เพื่อไล่คนออกจากบริเวณของเซลทรัลเวิล์ดหรือ จุดที่ถูกระเบิด ก็ทำให้มีคนตายอีก 7 คน และถ้าไม่มี ระเบิดบ้านระเบิดเมือง ลูกนี้ เซลทรัลเวิล์ดก็จะไม่เกิดเพลิงไหม้อย่างแน่นอน

ท่านประธานครับ บุคคลเหล่านี้มีเทวดาจัดให้ครับ จัดหนักด้วย

ท่าน ประธานครับ การเผาในขั้นตอนนี้ มันอยู่ภายใต้การควบคุมของทหารอย่างเข้มงวดแล้วครับ ท่านนายกอาจจะบอกว่าท่านไม่ได้เผา แต่ผมก็ไม่ได้บอกว่าท่านไปเผาด้วยตัวเองนี่ครับ ผมจะบอกว่าการเผาครั้งนี้มีเทวดาจัดให้ครับแล้วถ้าบอกว่าการเกิดเพลิงใหม้ ครั้งนี้คนเสื้อแดงเผา เองคนเสื้อแดงเป็นผู้ก่อการร้าย มันก็คงจะหนักไปหน่อย

ท่านประธานครับ ผมบอกไม่ได้ว่าเป็นคนเสื้อแดงหรือเปล่า

แต่ผมพอจะบอกได้ครับ ว่าไม่ใช่คนเสื้อแดง

โดยปรกติคนเสื้อแดง เค้าไม่ใส่สายรัดข้อมือครับ มันเป็นการแสดงออกของพฤติกรรมกลุ่ม ที่ทำคล้ายๆกัน

ท่าน ประธานลองฟังคำพูดในนิตยสารคนค้นคน ร.ต.อ.ชาญณรงค์ พึงรัตนะมงคล ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการเขตุใต้และธน สมาคมอาสาสมัครบรรเทาสาธารณภัยแห่งประเทศไทย เจ้าของรหัส อส.50หัวหน้าทีมดับเพลิงที่ห้างเซ็นทรัลเวิร์ล พูดถึงกรณีที่มีคนกีดกันไม่ให้เข้าไปดับเพลิงได้ดังนี้

“ผม อึดอัดมากที่ไม่สามารถเข้าไปดับเพลิงได้ตั้งแต่แรก แต่ก็ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ก่อน จะเข้าไปช่วยเขา เราก็ต้องปลอดภัยนะครับ ถ้าเขามียิงอยู่ เขาเผาอยู่ เราเข้าไปดับเค้าก็ไม่พอใจ เพราะมันไม่ใช่อุบัติเหตุ มันจงใจเผา มีการกีดกันไม่ให้เข้าไปดับ มีการปิดล้อมรถ ยึดรถ มีทุกอย่าง ทำให้การทำงานยากขึ้นมาก คนดับเพลิงก็เสียใจกันทั้งนั้นแหละครับ ที่มีคนเข้าไปเผา แล้วเรา ไม่สามารถเข้าไปดับได้ ”*
พ.ต.อ.ฤชากร จรเจวุฒิ เล่าว่า
“เหตุการณ์ ตอนนั้นมันมั่วมากๆ รถดับเพลิงก็เข้าไปดับไฟไม่ได้ เพราะว่าพนักงานดับเพลิงที่เข้าไปบริเวณนั้น โดนกลุ่มผู้บุกรุกเอาปืนจ่อหัวไม่ให้เข้าไป จึงตัดสินใจเข้าไปที่พื้นที่ แต่ทหารบอกว่ายังเข้าเครียพื้นที่ไม่ได้ แต่ก็ทนไม่ได้ที่จะเห็นไฟไหม้ต่อหน้าเช่นกัน ที่สุดแล้วก็ต่อโทรศัพท์นานมาก จนได้คุยกับท่านสุเทพ เทือกสุบรรณ ท่านถามว่า ต้องการอะไร ก็บอกว่า รถดับเพลิงและกำลังทหาร หลังจากนั้น รถดับเพลิงก็มา


ท่านประธานครับ ไม่ว่า ท่านนายกจะตอบว่าอย่างไร

ฯพณฯ รองนายกสุเทพ ผู้อำนวยการศอฉ.จะตอบว่าอย่างไร

* ท่าน จะบอกว่าท่านจะสั่งหรือไม่สั่ง ท่านจะบอกว่าท่านจะรู้หรือไม่รู้ การเกิดเพลิงไหม้ภายใต้การควบคุมพื้นที่ของทหารอย่างใกล้ชิดแล้วนั้นท่าน ต้องรับผิดชอบ

* ท่านจะสั่งให้มีการยิงประชาชนที่วัดปทุมตาย หรือไม่ แต่การที่ทหารเกณท์ ที่มาปฏิบัติงาน แล้วยิงประชาชนตาย ท่านต้องรับผิดชอบ

* ท่าน ปล่อยปละละเลย ปล่อยให้มีการเกิดเพลิงไหม้ และเซลทรัลเวิล์ดวอดวาย ทั้งที่สามารถสั่งรถดับเพลิงให้ปฏิบัติงานได้ทัน ท่านต้องรับผิดชอบ

* หรือท่านจะบอกว่าเป็นผู้ก่อการร้ายชุดดำเหมือนท่านถวิล เปลี่ยนสี อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงพูดอีก

ท่านรู้มั้ยครับ เรื่องนี้ พ.ต.ท.ชุม พล บุญประยูร ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านสาธารณภัย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย เลขาธิการสมาคมอาสาสมัครบรรเทาสาธารณภัย ที่ปรึกษาด้านการป้องกันอัคคีภัยในเครือเซ็นทรัลกรุ๊ปได้พูดไว้ในนิตยสาร คนช่วยคนอีก ไว้ว่า

“วัน นั้นมีคนอยู่ในเหตุการณ์กว่า 300 คน ที่สามารถชี้ได้ว่า เป็นฝีมือใคร ใครทำ หรือไม่ทำ โตๆ อาจจะพูดไม่ออก แต่เล็กๆนั้นพูดทั้งนั้น เพราะพวกเค้าบาดเจ็บมา โดนไล่ยิงมา ต้องคลาน ต้องหมอบกันมาตลอดทาง เป็นกิโล กว่าจะออกมาจากสถานการณ์เลวร้ายตรงนั้นได้ ”


“ตลอด เวลาสองเดือนเต็มๆ เราได้ประสานไมตรีกับผู้ชุมนุมมาเป็นอย่างดี โดยเฉพาะพวกการ์ดแทบรู้จักกันทุกคน แต่ในวันเกิดเหตุ เราไม่เห็นหน้าคนเหล่านั้นเลย มีแต่พวกที่เรียกตัวเองว่า กองกำลังไม่ทราบฝ่าย กลุ่มนี้แหละที่เค้าบอกว่า เป็นผู้ก่อการร้าย เป็นผุ้ก่อการร้ายที่แม้แต่ตำรวจ และทหาร ก็ไม่กล้าแตะ ถ้าแตะมันก็ต้องมี ศพ! กันบ้างแหละ แต่นี่ไม่ คนกลุ่มนี้ เข้า- ออก ในทีเกิดเหตุโดยไม่มีใครกล้าทำอะไรพวกเค้า ”

“ผม อยากจะถามทุกฝ่ายที่มีหน้าที่รับผิดชอบเหตุการในวันนั้นว่า ทำไม ? ถึงปล่อยให้มีการเผา ทำไม? ทางราชการถึงไม่เข้าไปดับเพลิงตั้งแต่แรก วันนั้นนะ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงของทางราชการ มาทีหลังแล้วมาตอนจะเช้าอยู่แล้ว ”

หลักฐานชิ้นที่ 2 .ผมมีหลักฐานเป็นภาพถ่ายจากผู้เห็นเหตุการณ์ชาวต่างประเทศ ที่อาศัย อยู่บนชั้น 23 ของคอนโด เพลสซิเด้นเพลส ซึ่งบันทึกภาพการระเบิดในเซลทรัลเวิล์ดหลังจากทหารเข้าคุมพื้นที่ทั้งหมด แล้ว ในเวลา 17.42 น.

หลักฐานชิ้นที่ 3 ผมมีหลักฐานเป็น “แผนปฏิบัติการระงับเหตุความไม่สงบ เรียบร้อยในสถานการณ์ฉุกเฉินบริเวณแยกราชประสงค์ จากสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร “ การควบคุมการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการป้องกันและดับเพลิงทั้งหมด

หลักฐานชิ้นที่ 4 ผมมีหลักฐาน เป็นแบบสรุปรายงานเหตุเพลิงไหม้ของสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ที่ระบุว่า “รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ทหารว่า มีกลุ่มผู้ชุมนุมขัดขวางการปฏิบัติงาน และจะทำร้ายเจ้าหน้าที่ดับเพลิง”

ท่าน ประธานครับ ผมไม่อยากบอกเลย ว่า การเกิดเพลิงไหม้เซลทรัลเวิล์ดครั้งนี้ อยู่ภายใต้การวางแผน อย่างใกล้ชิดและละเอียดรอบคอบรัดกุม ผมจะพาท่านประธานมาดูแผนผัง ของการวางกำลัง เพื่อปกป้องดูแลรักษา เซ็นทรัลเวิล์ด

การป้องกันภัยครั้งนี้ อยู่ในแผนปฏิบัติงานมีผู้รับผิดชอบชัดเจน แต่ประหลาดครับท่านประธาน ในแผนการวางกำลังของ ศอฉ.

จุดที่ 1.วางที่สยามพารากอน
จุดที่ 2. วางที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
จุดที่ 3. วางที่เกษรพลาซ่า

มีผู้ควบคุมดูแลรับผิดชอบชัดเจน ทั้ง 3 จุด ได้ถูกวางเป็นรูป สามเหลี่ยม ล้อมกรอบเซ็นทรัลเวิล์ดไว้ตรงกลาง

แต่ประหลาดตรงที่ไม่มีการวางกำลังที่เซ็นทรัลเวิล์ดเลย และจุดที่ได้วางกำลังก็ไม่ได้ถูกเพลิงไหม้เลย

และ ประหลาดที่ผู้บุกรุก ก็ไม่ได้เข้าไปบุกรุกบริเวณที่เข้าไปวางกองกำลังไว้ด้วยเลย ผู้บุกรุกชุดนี้เก่งมาก รู้ด้วยว่า ตรงไหนวางกองกำลังไว้ ตรงไหน ไม่วางกองกำลังไว้

แต่รัฐบาลแย่มาก ที่ จุด ที่น่าจะเสี่ยงที่สุด แต่กลับไม่มีการป้องกัน!

ตลกมาก แถมผู้บุกรุกไม่ถึง 20 คน จากภาพกล้องวงจรปิด ก็เข้ามาเผาเซลทรัลเวิล์ดได้อย่างสบาย ๆ

และออกจากวงล้อมของทหารที่รายล้อมอย่างใกล้ชิดแน่นหนา ได้อย่างสบายๆ

แหละไม่มีการจับกุมใครได้เลย แบบสบายๆ เค้าคงหายตัวได้มั้ง และ

ผมก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมทหารถึงไม่ยิงป้องกันหรือทำร้ายผู้ที่เข้าไปเผา โดยเฉพาะจุด ที่วางระเบิดซึ่งใกล้กับทหารมาก

ท่านประธานครับ ท่านเชื่อไหมครับว่า อันที่จริงแล้วรอบๆ ของเซลทรัลเวิล์ด และจุดที่ถูกไฟไหม้มีรถดับเพลิงอยู่จำนวนมาก
จำนวนรถดับเพลิง ทั้งหมด มีอยู่ถึง 7. คัน และจากเอกสารของสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย กรุงเทพ ฯ(แทรก)

จุดที่1.เกษรพล่าซ่า มีรถดับเพลิง2คัน
จุดที่2.ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มี2คัน
จุดที่3.หลังวัดปทุม มีรถดับเพลิง2คัน
จุดที่4.อัมรินทร์พลาซ่ามีอีก1คัน

ระบุ ไว้เลยว่า ทหารไม่ให้เข้า ด้วยอ้างว่า มีผู้ก่อการร้าย ซึ่ง ผมก็บอกแล้วว่าผู้ก่อการร้าย ชุดนี้ ประหลาดมากที่เข้าไปเผาเซลทรัลเวิล์ดได้อย่างสบายๆ และออกไปได้ อย่างสบายๆ และไม่มี ทหารคนไหนทำร้ายหรือยิงหรือเก็บ อาวุธปืนกระสุนอะไรได้เลย

ท่านประธานครับ แบบนี้แหละครับ ที่ผมเรียกว่า

บล๊อคพื้นที่ เพื่อระเบิดบ้าน ระเบิดเมือง
บล๊อคพื้นที่แล้วทำให้มีคนตาย ที่วัดปทุม 7 ศพ
บล๊อคพื้นที่ วางระเบิดแล้วกล่าวหาใส่ร้าย ว่า กลุ่ม นปช เป็นคนเผาบ้านเผาเมือง
บล๊อคพื้นที่ เพื่อทำลายหลักฐาน และกล่าวหาใส่ร้าย เพื่อกลบข้อกล่าวหาว่า มีการฆ่าสังหารประชาชนมาตั้งแต่ วันที่ 10 เมษายน 2553


ผม ได้เก็บหลักฐานทั้งหมดลำดับห้วงเวลา ทุกขั้นตอนเก็บข้อมูลทุกอย่างอย่างละเอียดละออ ทำให้วันนี้ผมเห็นภาพทั้งหมดของการปฏิบัติการ ของ ศอฉ ภายใต้การสั่งการของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ

หลักฐานชิ้นที่ 5 ผมมีหลักฐานคำตอบจากเจ้าของตัวจริงคุณสุทธิเกียรติ จิราธิวัฒน์ ที่ตอบคำถามในคณะกรรมาธิการ องค์กรอิสระในวุฒิสภา

หลักฐานชิ้นที่ 6 ผมมีหลักฐานว่า ท่านรองนายกสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นคนสั่งการเกี่ยวกับการดับเพลิง หรือไม่ให้ดับเพลิง ของเซลทรัลเวิล์ดทั้งหมด

* แทรกหน้าข่าว พ.ต.อ.ฤชากร จรเจวุฒิ เล่าว่า “เหตุการณ์ ตอนนั้นมันมั่วมากๆ รถดับเพลิงก็เข้าไปดับไฟไม่ได้ เพราะว่าพนักงานดับเพลิงที่เข้าไปบริเวณนั้น โดนกลุ่มผู้บุกรุกเอาปืนจ่อหัวไม่ให้เข้าไป จึงตัดสินใจเข้าไปที่พื้นที่ แต่ทหารบอกว่ายังเข้าเครียพื้นที่ไม่ได้ แต่ก็ทนไม่ได้ที่จะเห็นไฟไหม้ต่อหน้าเช่นกัน ที่สุดแล้วก็ต่อโทรศัพท์นานมาก จนได้คุยกับท่านสุเทพ เทือกสุบรรณ ท่านถามว่า ต้องการอะไร ก็บอกว่า รถดับเพลิงและกำลังทหาร หลังจากนั้น รถดับเพลิงก็มา”

และหลังจากนั้นพนักงานดับเพลิงจึงเข้าพื้นที่ได้ เมื่อเวลา 4 ทุ่ม

จาก หลักฐานที่ผมได้อภิปรายในวันนี้ ท่านประธานและพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ คงจะเห็นแล้วว่าแม้กระทั่งในสายตาของพนักงานของเซ็นทรัลเวิลด์ ที่ผมเรียกว่าเจ้าของบ้านนั้น และเป็นคนที่เห็นเหตุการณ์ และใกล้ชิดกับผู้บุกรุกมากที่สุด หรือแม้กระทั่งคุณสุทธิธรรม จิราธิวัฒน์ ผู้บริหารใหญ่ของกลุ่มเซ็นทรัล ให้สัมภาษณ์กับกรุงเทพธุรกิจ
ถามว่าเรากลัวเสื้อแดงไหม เราไม่กลัว มีความเสี่ยงเดียวกับเสื้อแดงคือ หากรัฐบาลยังคุยไม่รู้เรื่อง เค้าก็ถือโอกาศหาแพะรับบาป เราไม่ได้เกี่ยวกับเสื้อแดงเลย เรากับเสื้อแดงก็รักกันดี เรากับเสื้อเหลืองก็รักกันดี เราไม่มีสีเสื้อ


และนอกจากนั้นใน จิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ประธานคณะกรรมการ ติดตามสถานการณ์บ้านเมือง วุฒิสภา เผยว่า จากการเชิญตัวแทนเซ็นทรัลเวิล์ดมาให้ข้อมูล กรณีเหตุเพลิงใหม้ช่วงการชุมนุมตัวแทนระบุ เป็นฝีมือของกลุ่มคนถืออาวุธครบมือ และตลอดเวลาการชุมนุม ผู้ชุมนุมมีความสัมพันธ์ ที่เป็นไปด้วยดีกับทางห้าง ก็ยังไม่เชื่อเลยว่า คนเผาเซ็นทรัลเวิลด์เกี่ยวข้องกับคนเสื้อแดง ยิ่งหลักฐานปรากฏชัดแบบนี้

ผมอยากจะบอกว่า เก้าเดือนของการถูกคุมขังของ กลุ่ม นปช เป็น เก้าเดือน ของกระบวนการยุติธรรมของบ้านเมืองตัดสินพวกเค้าไปอย่างมีข้อมูลไม่ครบ พวกเค้าถูกคุมขังอย่างไม่เป็นธรรม ถูกกระทำจากการถูกกล่าวหาว่า เผาบ้านเผาเมืองซึ่ง จากหลักฐานทั้งหมด ผมเชื่อว่า พี่น้องประชาชน จะเห็นแล้วว่า พวกเค้าไม่ได้ทำแต่มีคนกลุ่มหนึ่ง จัดให้ ซึ่งคนเหล่านี้เป็นมนุษย์ล่องหน ทำงานรับคำสั่ง ปฏิบัติการภายใต้ การอยู่ใกล้ชิดกับทหารอย่างที่เรียกว่า “เผาขน” ได้

เป็นกลุ่มคนที่มีอำนาจที่ตำรวจทหารต้องเกรงใจ
เป็นผู้ก่อการร้ายที่แม้แต่ตำรวจ และทหาร ก็ไม่กล้าแตะ

ท่านประธานครับ

คน ปล่อยปละละเลยให้มีการระเบิดบ้าน ระเบิดเมือง อยู่ลอยนวล เสวยสุข เป็นนายกรัฐมนตรี เสวยสุข เป็นรองนายกรัฐมนตรี ร่วมกัน กับคณะรัฐมนตรีแถมยัง โกงบ้าน โกงเมือง สร้างความเดือดร้อนให้กับพ่อแม่พี่น้องประชาชนอีก 2 ปี ของการบริหารบ้านเมือง ของพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาล ก่อให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ เกิดข้าวยากหมากแพง อย่างไม่เคยเป็นมาก่อนในประวัติศาสตร์ แล้วอย่างนี้ ท่านนายกยังจะคิด หวัง อยู่ในตำแหน่ง อีกต่อไปด้วยการสนับสนุน จากคนของกองทัพ หรือครับ

วันนี้ เป็นการเผชิญหน้า ระหว่างกลุ่มของท่านที่เรียกว่ากลุ่มอำมาตย์ กับกลุ่มของพี่น้องประชาชน ที่เรียกว่า กลุ่มประชาธิปไตย จริงอยู่ วันที่ท่านอยู่ด้วยอำนาจ ท่านเหมือนได้รับชัยชนะ ท่านบอกว่าท่าน จะกลับมาเป็นรัฐบาลอีก 4 ปี ท่านรุ้ไหมครับ เพียงแค่พี่น้องประชาชน ได้ยินว่าท่านจะอยู่ต่ออีก 4 ปี ด้วยการสนับสนุนของกลุ่ม อำมาตย์ กลุ่มอำนาจนอกระบบ กลุ่มโกงกินบ้าน โกงกินเมือง แค่นี้ พี่น้องประชาชน ก็ทนไม่ไหวแล้วครับ

ท่านประธานครับ ที่ผ่านมานั้น ยังไม่พอ ผมอยากให้ท่านประธานเห็นเอกสารอีกชิ้นหนึ่ง ท่านประธานครับเมื่อไม่กี่ปีมานี้ในสมัยท่านนายกทักษิณ งบทหาร มีประมาณ 7 หมื่นล้านบาท ปีนี้ ทหารเพิ่มงบประมาณ เป็น 1แสน 7 หมื่น ล้าน แค่นี้ พี่น้องประชาชน เค้าบอกผมมาว่า เค้ารู้สึกว่า งบประมาณแผ่นดินและงบประมาณ ที่รัฐบาลได้กู้มาถึง 1.49 ล้านล้านบาท นั้นเค้าเหมือนว่า เค้าไม่ได้รับงบประมาณอะไรเท่าที่ควรเลย สภาพเศรษฐกิจ สภาพรายได้ของเค้าตกต่ำ ทุกคนมีหนี้มีสินเพิ่มมากขึ้น รัฐบาล ให้ประชาชนกู้เพิ่มขึ้น แต่การสร้างรายได้เพิ่มให้กับประชาชนไม่ได้ดีขึ้นเลย นอกจากนั้น รัฐบาลยังจะเก็บภาษี ขูดรีดภาษี พี่น้องประชาชน เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ปีก่อนเก็บภาษีน้ำมันได้เพิ่ม เป็น 2แสน 7 หมื่น 8 พันล้าน เพิ่มขึ้น 61 เปอร์เซนต์ ปีนี้ ปี 2554 เก็บภาษีน้ำมัน เพิ่มขึ้นได้อีก เอาไปทำงบกลางปี อีกแสนล้าน รัฐบาลดีใจว่าได้เงินเพิ่ม แต่พี่น้องประชาชนฝากผมมาบอก ท่านนายกว่าเงินที่ท่านเก็บได้นั้น คือเงินในกระเป๋าของเค้าเอง แล้วการใช้จ่ายงบประมาณ ก็ยังไม่โปร่งใสอีกด้วย

ท่านประธาน ครับ วันนี้ ทหารของบประมาณเพิ่ม จาก 7 หมื่นล้าน เป็น 1 แสน 7 หมื่นล้าน แล้วปีนี้เป็น 2 แสน 4 หมื่น 7 พัน ล้านแล้วพี่น้องประชาชน ของผม จะเอาอะไรกินแค่นี้เค้ายังเดือดร้อนไม่พออีกหรือครับ ท่านคิดว่า พี่น้องประชาชนจะทนไหวหรือครับ วันนี้ พี่น้องประชาชนจดจำพรรคประชาธิปัตย์ ที่โกงกินน้ำมันปาล์ม ได้อย่างขึ้นใจ

วันนี้ พี่น้องประชาชน จดจำพรรคภูมิใจไทย ที่โกงทุกอย่างที่ขวางหน้าได้อย่างเจ็บใจ

พี่ น้องประชาชนจดจำพรรค ชาติไทยพัฒนา พรรครวมใจไทย พรรคเพื่อแผ่นดิน และพรรคกิจสังคม ว่าพายเรือให้โจรนั่ง อย่างเสียใจที่สุด และผมเชื่อว่า ในวันเวลาของการเลือกตั้ง ที่จะมาถึงพี่น้องประชาชน จะร่วมมือกันสอนบทเรียนให้ทุกท่านอย่างที่ท่านจะไม่เคยรู้เคยเห็นมาก่อน การต่อสู้ของกลุ่มอำมาตยาธิปไตย กับกลุ่มของประชาชน มันมาถึงจุดสุดท้ายแล้ว

วันเลือกตั้งจะเป็นวันพิพากษา พวกท่านและถ้าหากพรรคชาติไทยพัฒนา พรรครวมใจไทย พรรคเพื่อแผ่นดิน และพรรคกิจสังคม ยังไม่กลับใจ ยังคงพายเรือให้โจรนั่ง ยังปล่อยให้มีการโกงกินบ้าน โกงกินเมือง ยังปล่อยให้คนที่สั่งการ สังหารพี่น้องประชาชน ลอยนวล ยังปล่อยให้คนที่ระเบิดบ้าน ระเบิดเมือง ทำความเจ็บช้ำให้กับพี่น้องประชาชน ผมเชื่อว่าเมื่อถึงวันเลือกตั้ง ท่านจะไม่ได้กลับคืนสู่สภาอันศักดิ์สิทธ์ของพี่น้องประชาชนเลย แม้แต่คนเดียว

ผมจะขอสรุป ข้อมูลการอภิปรายอีกครั้งหนึ่ง ว่า

1. บริเวณ ราชประสงค์ และรอบๆ เซลทรัลเวิล์ดตกอยู่ในการควบคุมของทหาร ได้ตั้งแต่เวลา 14.40 น. แล้ว ทหารทุกคนล้อมอยู่ในอริยบท แบบสบายๆ พบแต่ผู้ก่อการร้าย ล่องหน ที่สามารถลักลอบเข้าไปเผาในเซลทรัลเวิล์ด และออกมาได้อย่างไม่มีใครเห็น ไม่มีการต่อสู้ ไม่มีการใช้สไนเปอร์ยิงผู้ก่อการร้าย และไม่มีนักข่าวทั้งคนไทยและชาวต่างประเทศ พบเห็นผู้ก่อการร้าย มีแต่พนักงานของเซลทรัลเวิล์ดรายงานว่า พบ ผู้ที่เรียกว่า “ กองกำลังไม่ทราบฝ่าย ” เป็นผู้ก่อการร้ายที่แม้แต่ตำรวจ และทหาร ก็ไม่กล้าแตะ เข้าไปเผาเซลทรัลเวิล์ด

2. เซ็นทรัลเวิล์ด ถูกระเบิด เผาทำลาย อย่างรุนแรงเมื่อเวลา 17.42 น. หลังจากทหารเข้าควบคุมพื้นที่ทั้งหมดอย่างเบ็ดเสร็จแล้ว ซึ่งในระยะเวลาเดียวกัน เป็นเวลาที่ ทหารบนรางรถไฟฟ้า ระดมยิง ประชาชน ที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น ตั้งแต่พนักงานของเซลทรัลเวิล์ด ที่หลบหนีออกมา จนกระทั่งถึง 7 ศพ วัดปทุม

3. จากข้อมูล การเตรียมพร้อมของหน่วยงานป้องกันสาธารณะภัยและเซลทรัลเวิล์ดทำให้รู้ว่า ไม่มีทางเผาเซลทรัลเวิล์ดได้ พาดพิงแต่ ฯพณฯ สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ท่านผู้อำนวยการ ศอฉ. จะได้สั่งการให้ทหารเปิดทาง หรือ ให้ทางสนับสนุนพนักงานของเซลทรัลเวิล์ด หรืออนุญาตให้พนักงานดับเพลิง เข้าไปทำหน้าที่ของเค้าได้ อย่างเต็มภาคภูมิ!

สุดท้ายผมขอถามสำนึกของนักการเมือง ของท่านนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ รองนายกรัฐมนตรี ฯพณฯท่าน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ว่า การที่ท่านไม่ “คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลให้พ้นจากการล่วงละเมิด โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ และโดยบุคคลอื่น และไม่อำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน ”

เป็น การเล็งเห็นว่า การกระทำเช่นนั้น ท่านจะได้ผลประโยชน์ จากการที่ทำลายความน่าเชื่อถือของกลุ่ม นปช.ว่าเป็นกลุ่มบุคคล ที่เผาบ้านเผาเมือง หรือสามารถกลบทำลายน้ำหนักของการสังหารประชาชน ถึง 91 ศพ แต่ท่านก็ทำ ความเสียหายของบ้านเมือง ที่เกิดขึ้น มันมากมายใหญ่หลวงเกินกว่า พวกเราจะรับได้ ผมถามว่า ท่านจะรับผิดชอบอย่างไร และผม และคณะในนาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฏรที่เป็นผู้แทน ของพี่น้องประชาชน

พวกเราไม่ไว้วางใจให้ท่านบริหารงาน ราชการแผ่นดินต่อไป แล้วครับ

****
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-ภาพ เอกสาร หลักฐาน ถอดการอภิปราย ส.ส.วรวัจน์ ต่อกรณีใครเผาเซ็นทรัลเวิล์ด !

-ข้อมูลมัดแน่นสังหารหมู่10เมษา-19พฤษภา ใครฆ่าเสธ.แดง ใครเหี้ย..มสังหารหมู่วัดปทุม ใครเผาCTW?

-จาตุรนต์เตือนมาร์ค: 'มี 2 สัญชาติเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ได้'

ไฮไลท์อภิปรายวันที่ 2

ที่มา Voice TV



รายการ Wake up Thailand ประจำวันที่ 17 มีนาคม 2554

นำเสนอในประเด็น

-คืนตำแหน่ง อธิบดีการปกครอง ให้ วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พานิช
-ผบ.ทบ. ยืนยันการกระชับพื้นที่ เลี่ยงคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายไม่ได้
-ประธานรัฐสภาสนับสนุนเลื่อนโหวต 22 มีนาคม
-ดีเอสไอ ยื่นถอนประกันตัว 7 แกนนำ นปช.
-คดี นปช. ยูเอสเอ ในแง่มุม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
-จักรพรรดิ์ญี่ปุ่น ทรงแสดงความเสียพระราชหฤทัยต่อเหตุการณ์แผ่นดินไหว
-สถานการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ประเทศญี่ปุ่น
-แผ่นดินไหวที่ “เซนได” เปลี่ยน ทฤษฎีแผ่นดินไหว - สึนามิของโลก
-กษัตริย์บาห์เรนประกาศภาวะฉุกเฉิน 3 เดือน

Thursday, March 17, 2011

ใบตองแห้งออนไลน์: อุดมการณ์สื่อ Saga: จากชินคอร์ป ปตท. ถึง สสส.

ที่มา ประชาไท

งานเข้าแล้วไหมล่ะ ใบตองแห้ง มีข่าวว่าเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สสส.เรียกประชุมด่วน แล้วมีกระรอกคาบข้อเขียนของผมเข้าไปในที่ประชุม ฉะนั้นที่จะเขียนเพิ่มเติมต่อไปนี้ ก็ถือว่าผมช่วยมองต่างมุมเพื่อแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์แล้วกัน

เปล่า มิได้สำคัญตนว่าสามารถเขียนจน สสส.กระเทือนซาง ผมมองมุมกลับต่างหาก ว่าหลายคนใน สสส.ก็รู้ปัญหาและพยายามจะแก้ไข พอผมเขียนไปก็ถือว่า “เข้าทาง” แม้แต่หมอประเวศเอง มีคนบอกว่าแกรู้ตัวอยู่เหมือนกัน ว่าการไว้วางใจกันเฉพาะในเครือข่าย ไปๆ มาๆ มันก็ทับซ้อนกับ “ลัทธิพรรคพวก”

ฉะนั้นที่จะเขียนเพิ่มเติมต่อไปนี้ ก็ถือว่าผมช่วยมองต่างมุมเพื่อแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์แล้วกันนะครับ อิอิ
แต่ก่อนเขียนถึง สสส.ก็ขอทิ้งท้ายถึงกรณีของสถาบันอิศราและสมาคมนักข่าวซักนิด ดูเหมือนจะมีคนกังขาสืบหาให้วุ่นว่าผมได้ข้อมูลจากใคร ทั้งที่ความจริงมันไม่ใช่เรื่องลี้ลับ เช่น เรื่องศูนย์ข่าวอิศรา กับบิลค่า “เลี้ยงแหล่งข่าว” ทุกเย็นย่ำ ตอนที่ภัทระ คำพิทักษ์ ขอมติสมาคมนักข่าวเข้าไปเป็น สนช.และถูกบีบให้ลาออก ก็มีคนยกเรื่องนี้มาโจมตีเป็นภาคผนวก (หรือหมัดแถม) เรื่องอบรม บสส.บสก.ก็เป็นข่าวอื้อฉาวในวงการ เมาท์กันมาเป็นปี แต่สื่อไทยถือคติ “แมลงวันไม่ตอมแมลงวัน” เรื่องเน่าๆ ไม่เล่าสู่คนนอก เพื่อรักษาเกียรติภูมิของวิชาชีพไว้ สื่อไม่มีคอกอย่างผมเลยต้องเอามาพูด เพื่อให้สื่อสนใจตรวจสอบกันเองบ้าง คนดีๆ ในวิชาชีพนี้มีเยอะ อย่าทำตัวเป็นคนดีอย่างมานิจ สุขสมจิตร ซึ่งแกดีเกินไปมั้ง เห็นแก่น้องเห็นแก่รุ่นลูกรุ่นหลาน เกรงใจคนนั้นคนนี้จนทำอะไรไม่ได้ซักอย่าง ทั้งที่รับเป็นกรรมการทั่วไปหมด
ก็น่าเห็นใจนะครับ คนเราอยู่ในสังคมก็มีความผูกพัน ผมพูดได้เพราะมีความผูกพันน้อย แต่ไม่ใช่ไม่มีใครคบอย่างที่กล่าวหา ทุกคนที่ผมรู้จักก็ยังคบหากันดี เพียงแต่ผมไม่กว้างขวางในวงการ เพราะทำสื่อค่ายเล็กมาตลอด ตั้งแต่แนวหน้า INN สยามโพสต์ ไทยไฟแนนเชียล ไทยโพสต์ และไม่เคยเป็นนักข่าวภาคสนาม จึงรู้จักคนน้อย แต่ทุกคนที่รู้จักก็ไม่มีใครด่าผมได้ว่ามีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ยกเว้นเรื่องไปทำงานสาย กับไม่เป็นโล้เป็นพาย ถึงจะชอบดูหนังโป๊ แต่ไม่เคยเป็นสมภารกินไก่วัด ไม่เคยทำตัวให้น้องๆ นักข่าวสาวไม่ไว้วางใจ (ปัจจุบันไม่ใช่แค่สมภารกินไก่วัดนะครับ แต่กินไก่ตัวผู้ด้วย คริคริ นักข่าวสาวผู้ถูกแย่งแฟนสติแตกจนเตลิดเปิดเปิงไปทำอาชีพอื่น)
การรู้จักผูกพันกับคนน้อยมีด้านดี คือทำให้ไม่ต้องเกรงอกเกรงใจหรือเห็นแก่หน้าใครมากนัก สังคมไทยที่แก้ปัญหาคอรัปชั่นไม่ได้ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะเห็นแก่หน้าญาติพี่น้อง พรรคพวก เพื่อนฝูง ซึ่งไม่ใช่ผมไม่มี บางเรื่องผมก็แตะไม่ได้เหมือนกัน เช่นใครจะให้ผมเขียนด่าไทยโพสต์ ผมทำไม่ได้ มันไม่ใช่แค่ผมยังทำงานให้ไทยโพสต์ จนวันตายผมก็ด่าไทยโพสต์ไม่ได้เพราะเราอยู่ในสังคมไทย ยังถือสาเรื่องของน้ำใจและบุญคุณ
มีคนโต้แย้งว่าผมอิจฉาหรือเปล่าที่นักข่าวบางคนรับเงินเดือนต้นสังกัดแล้วยังมารับเงินเดือนสถาบันอิศราด้วย อย่าถามผมสิครับ ต้องถามนักข่าวคนอื่นๆ ในสังกัดเดียวกันว่าเขาจะรู้สึกอย่างไร ที่เพื่อนเอาเวลางานไปรับจ็อบ บ้างก็ยกตัวอย่าง บก.ศูนย์ข่าวอิศราว่าได้เงินเดือน 30,000 โดยยังได้เงินเดือนต้นสังกัดด้วย ก็น่าจะคุ้มเพราะต้องลงไปเสี่ยงอยู่ภาคใต้ ปัญหาคือเขาไม่ได้ลงไปอยู่ประจำนี่ครับ ถึงได้ถูกครหา
ที่ผมพูดเรื่องการรับเงินเดือนสองทาง ก็เพราะมีคำถามว่า เขาสามารถทำงานให้สถาบันอิศราตามโครงการของ สสส.อย่างเต็มที่หรือไม่ บางโครงการต้องการให้ลงพื้นที่ เปิดเวที นัดพบกลุ่มเป้าหมาย ฯลฯ แต่นักข่าวติดงานที่ต้นสังกัดมอบหมาย แล้วไปไม่ได้ จะทำอย่างไร ซึ่งถ้าสถาบันอิศราจ้างนักข่าวรีไทร์มาทำหน้าที่สำคัญๆ ใช้นักข่าวที่มีงานประจำเพียงบางหน้าที่ โดยให้ค่าตอบแทนเป็นเบี้ยเลี้ยง ค่ารถ ก็จะไม่ว่ากันเลย
นี่คือเรื่องที่พูดในหลักการทั้งหมด ส่วนที่ว่ามีการเล่นพรรคเล่นพวกหรือเปล่า เอาลูกศิษย์ลูกหาใครมาทำงาน เอาเมียใครมาทำวิจัย เป็นเรื่องที่ขี้เกียจพูด คนในวงการก็รู้ก็เห็น แต่ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น
แทรกแซงสื่อ
ผมตั้งหน้าตั้งตาวิพากษ์วิจารณ์ลัทธิประเวศและ สสส.ไม่ใช่เพราะเมาควันบุหรี่ฟิลิปมอร์ริสนะครับ เรื่องดีๆ ที่เครือข่ายหมอประเวศทำ ผมก็หนับหนุนอย่างจริงจังมาทั้งนั้น ยกตัวอย่างนโยบาย 30 บาท ผมไม่เอาทักษิณแต่ก็เชียร์เต็มที่ เพราะเชื่อมั่น “พี่หงวน” หมอสงวน นิตยารัมภ์พงศ์ เชื่อมั่นแพทย์ชนบท สมัยทำไทยโพสต์ผมสัมภาษณ์แพทย์ชนบทตั้งแต่พี่หมอวิชัย โชควิวัฒน์ หมอสุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ หมออำพล จินดาวัฒนะ หมอวิทิต อรรถเวชกุล ฯลฯ มาจนถึงหมอเกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ (ขาประจำซี้ย่ำปึ้ก) รวมๆ กันร่วมยี่สิบครั้งมั้ง สมัยหมอมงคลทำ CL ผมก็ไปสัมภาษณ์ สมัยรัฐบาลสมัครเด้งหมอศิริวัฒน์ ทิพธราดล ผมก็ไปสัมภาษณ์ จะปลดหมอวิชัยจากองค์การเภสัช ผมก็ไปสัมภาษณ์ ขณะที่พวกแพทยสภา แพทย์พาณิชย์ ไม่เคยได้โอกาสจากผมหรอก
คนในเครือข่ายลัทธิประเวศที่ผมได้เสวนาด้วย ล้วนเป็นคนดีๆ ทั้งนั้น รวมทั้งหมอพลเดช ปิ่นประทีป คุณสมสุข บุญญะบัญชา คุณสารี อ๋องสมหวัง เหล่านี้เป็นต้น แต่ทำไมผมต้องหันมาวิพากษ์วิจารณ์ ก็เพราะเวลาที่พวกท่านทำดีในขอบเขตที่เกี่ยวกับงานของพวกท่าน เช่น รณรงค์ต่อต้านเหล้าบุหรี่ คุ้มครองผู้บริโภค วางระบบหลักประกันสุขภาพ หรือพัฒนาชุมชนเข้มแข็ง ล้วนเป็นเรื่องที่ควรสนับสนุน (ถึงมีจุดบกพร่องบ้างก็แล้วๆ ไป) แต่พอหมอประเวศยกระดับความคิด “ชุมชนนิยม” ของท่านขึ้นมาผลักดันเป็นแนวทางหลักในการ “ปฏิรูปประเทศ” โดยใช้สรรพกำลังทุกอย่างในเครือข่าย ทั้งเครดิต ทั้งแหล่งทุน ทรัพยากร ผมก็ต้องร้องว่า เฮ้ย มันไม่ใช่แล้ว มันเป็นเรื่องที่ต้องโต้แย้งแลกเปลี่ยนความคิดกันอีกเยอะ ไม่ใช่บอกว่าพวกท่านเป็นคนดีแล้วทุกคนจะต้องเห็นด้วยกับแนวทางนี้
ซ้ำร้าย ท่านยังเอาการปฏิรูปประเทศไทย มาสร้างความชอบธรรมให้กับระบอบอภิสิทธิ์ชน โดย “แตะทุกปัญหายกเว้นปัญหาที่ควรจะแตะ” อย่างที่ธงชัย วินิจจะกูล พูดไว้เป็นวรรคทอง
เอ้า ยกเรื่องนี้ไว้ก่อนก็ได้ ต่อให้เป็นสถานการณ์ปกติ การที่เครือข่ายคนดีซึ่งมีบทบาทในกระแสรอง เป็นผู้รณรงค์เรื่องต่างๆ จะพลิกขึ้นมาเป็นกระแสหลัก เป็นผู้มีอำนาจกำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ นั้น มันไม่ใช่ว่าคุณจะกำหนดอะไรได้ถูกต้องเสมอไปนะครับ ยกตัวอย่างเช่น สสส.รณรงค์ต่อต้านเหล้าบุหรี่ คุณจะรณรงค์ให้สุดขั้วสุดโต่งอย่างไรก็รณรงค์ไปเหอะ อะไรที่สังคมเห็นด้วยและยอมรับ ก็จะรับไปกำหนดเป็นกฎเกณฑ์ร่วมกัน จาก 10 เรื่อง ก็อาจมีผล 4-5 เรื่อง ที่เหลือเอาไว้ก่อน ค่อยเป็นค่อยไป
แต่ถ้าพลิกกลับกัน ถ้า สสส.เป็นรัฐมนตรีสาธารณสุข คุณจะเอาให้ได้ตามที่ต้องการทุกอย่าง ก็ chip หายสิครับ หลายๆ เรื่องที่สังคมยังไม่เต็มใจก็จะถูกใช้มาตรการบังคับ หรือถ้า สสส.สามารถล็อบบี้ แทรกแซง มีทรัพยากร ...และมีสื่อในมือ จนทำอะไรได้ตามใจชอบ สสส.ก็จะกลายเป็นตัวปัญหา
พูดง่ายๆ คือผมหนุนเต็มที่ให้ NGO มีปากมีเสียงรณรงค์เสนอปัญหาสังคม เรียกร้อง ต่อต้าน ประท้วง อะไรก็แล้วแต่ แต่ถ้า NGO เป็นนายกฯ ประเทศชาติคงวิบัติ
ผมเชียร์สุดตัวให้คุณสารี อ๋องสมหวัง แกรณรงค์ปัญหาต่างๆ ของผู้บริโภค แต่ถ้าคุณสารีเป็น รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผมคงก่ายหน้าผาก (แค่รสนาเป็น สว.ก็ก่ายหน้าผากแล้ว อิอิ)
ฉะนั้นสิ่งที่ผมคัดค้าน ก็คือความพยายาม “ยัดเยียด” ลัทธิชุมชนนิยมให้กับสังคม โดยอาศัยเครือข่ายงบประมาณหลายพันล้าน ของ สสส.พอช.สช.สวรส.โดยอ้างว่าเป็นความต้องการของชาวบ้าน “จากล่างขึ้นบน” ทั้งที่ความจริงมันเป็นการเอาความคิดหมอประเวศไปใส่ปากชาวบ้านผ่านงบสัมมนา เบี้ยประชุม ค่าเดินทาง ฯลฯ ชัดๆ
จำได้ไหมครับที่หมอประเวศไปพูดเรื่อง “เทศาภิวัฒน์” ที่ศูนย์ประชุมไบเทค ทราบไหมว่า “เทศาภิวัฒน์” ราคาเท่าไหร่ ก็ลองคูณดู จากการเอาสมาชิก อบต.เทศบาล และผู้นำชุมชน ร่วม 3,000 คนมาพักโรงแรมหรูอย่างโนโวเทล บางนา และอวานา 3 คืน พร้อมค่าอาหารค่าเดินทาง เพียงเพื่อให้หมอประเวศแกได้พูดเรื่อง “สภาผู้นำท้องถิ่นแห่งชาติ”
ได้ยินว่าก่อนหน้านั้นยังมีการจัดประชุม 4 ภาค พร้อมค่าอาหารค่าที่พักค่าเดินทางและเซ็นชื่อรับเบี้ยประชุม (สภาผู้นำท้องถิ่นจงเจริญ!)
หมอประเวศจึงขาดเงินไม่ได้ ในการขายความคิดดีๆ
ประเด็นที่ต้องพูดในปริมณฑลของผมคือ เครือข่ายลัทธิประเวศใช้เงินในการ “เซลส์ไอเดีย” ผ่านสื่อ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้เกิดปัญหาทับซ้อนในแง่จรรยาบรรณ
ดังที่ผมเคยเขียนมาก่อนแล้วว่า การโฆษณาในสื่อปัจจุบันได้เปลี่ยนจากการลงโฆษณาว่าสินค้าของตนดีอย่างนั้นอย่างนี้ มาเป็นการพีอาร์ภาพลักษณ์ ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณจะให้นักเขียนดังมาเป็นพรีเซนเตอร์ทรูมูฟ หรือขายไก่ซีพี ก็เสียศักดิ์ศรีหมด แต่พอคุณให้มาทำรายการวิทยุซีพีเอฟ เพื่อชีวิตที่ยั่งยืน แบบนี้ค่อยรับทรัพย์อย่างถูกจริตหน่อย
มันก็อีหรอบเดียวกับที่นิตยสารสารคดีรับโฆษณา ปตท.นั่นละครับ ปตท.ก็ยินดีให้สัมภาษณ์เรื่องดีๆ เพื่อพีอาร์ภาพลักษณ์ เพราะการขายก๊าซขายน้ำมันจากโรงกลั่นของ ปตท.เป็นธุรกิจเกือบจะผูกขาดไม่ต้องกลัวคู่แข่งอยู่แล้ว ปตท.กลัวอย่างเดียวคือชาวบ้านด่า จึงต้องพีอาร์ว่าตัวเองเอาเงินไปทำเรื่องดีๆ อย่างนั้นอย่างนี้
นี่พูดด้วยความเห็นใจนิตยสารสารคดีนะ ถ้าผมเป็น บก.สารคดีผมก็ต้องเอา ค่าโฆษณาเป็นปัจจัยสำคัญต่อการอยู่รอด นิตยสารเมืองไทยอยู่ได้ด้วยโฆษณา ถ้าไม่มีโฆษณาต่อให้ขายหมดก็ขาดทุน นิตยสารบ้านเราจึงต้องสมคบกับเอเยนซี ระบุยอดพิมพ์ยอดขายเกินจริงหลอกลูกค้า เช่นพวกนิตยสารผู้หญิงที่ชอบจัดงานตามโรงแรมหรู พิมพ์ 10,000 เล่มก็บอกว่าพิมพ์ 50,000 ไม่มีใครเค้าบอกตัวเลขจริงกันหรอก
เมื่อโฆษณาเป็นปัจจัยสำคัญในการหล่อเลี้ยงชีวิตสื่อ จึงเกิดกรณีที่ “สื่อถูกซื้อ” เหมือนสมัยทักษิณที่ใช้โฆษณาชินคอร์ปเป็นเครื่องมือแทรกแซงสื่อ ซึ่งอันที่จริงก็ว่าไม่ได้เต็มปาก ไปด่าพ่อเขาแล้วเขาไม่ลงโฆษณา ก็เป็นเรื่องธรรมดา ไม่เหมือนการเอางบประมาณแผ่นดินมาลงโฆษณา แปะหน้าสะเหร่อๆ ของนักการเมือง ซึ่งก็ริเริ่มในยุคทักษิณ และยิ่งหนักข้อในยุคขวัญใจจริตนิยม
สื่อที่ไม่แคร์โฆษณาพวกนี้มีแต่ยักษ์ใหญ่อย่างไทยรัฐ ซึ่งเอเยนซีต้องเข้าคิวกราบกรานถือพานดอกไม้ธูปเทียนขอลงโฆษณา นอกนั้นส่วนใหญ่สิบเบี้ยใกล้มือต้องเอาไว้ก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคเศรษฐกิจไม่ค่อยดี
ในสภาพอย่างนี้แหละ ที่ สสส.ก้าวเข้ามาเป็นสปอนเซอร์รายหนึ่งของสื่อต่างๆ และเป็นสปอนเซอร์ที่สื่ออ้าขาผวาปีกยินดีต้อนรับ เพราะเป็นโฆษณาไม่มีพิษไม่มีภัย สมัยก่อนไม่มีเงินให้ เราก็เต็มใจช่วยรณรงค์ต่อต้านเหล้าบุหรี่ รณรงค์เสริมสร้างสุขภาพอยู่แล้ว (แต่พอได้เงินแล้ว ต่อไปถ้าไม่มีเงินให้ เราก็อาจไม่เต็มใจ อิอิ)
สสส.จึงเป็นสปอนเซอร์รายสำคัญของสื่อเกือบทุกฉบับ ไม่เว้นแม้แต่หนังสือพิมพ์กีฬา 18 บาท (พื้นที่โฆษณา 9 บาท) หน้าข้างๆ แปะปั่ว ครึ่งควบลูก ลูกควบลูกครึ่ง แต่อีกหน้าดันพีอาร์กิจกรรม สสส.รณรงค์ให้เยาวชนสนใจกีฬา ห่างไกลอบายมุข เฉยเลย
ปัญหาก็คือ มันไม่มีพิษไม่มีภัยจริงหรือเปล่า หรือว่าทำให้สื่อทั้งหลายต้องเกรงใจ สสส.ไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ สสส.ยกตัวอย่างตอนที่มีรายงาน สตง.ท้วงติงการใช้จ่ายของ สสส.ว่าให้งบประมาณแต่องค์กรหน้าเดิมๆ ในเครือข่ายไปย้ำคิดย้ำทำ ถามว่ามีสื่อรายไหนเอามาลงบ้าง (ถ้าจำไม่ผิด ดูเหมือนจะมีมติชนออนไลน์เจ้าเดียว)
พูดอย่างให้ความเป็นธรรมนะครับ สื่อส่วนหนึ่งก็สนับสนุน สสส.อย่างไม่ลืมหูลืมตา เพราะเชื่อว่าเป็นการทำความดี สนับสนุนเรื่องดีคนดี ไม่ว่าสุดขั้วสุดโต่งแค่ไหนก็ต้องเชียร์ไว้ก่อน (เราจะได้เป็นคนดีไปด้วย) ฉะนั้น สสส.ก็เลยสามารถผลักดันมาตรการหลายๆ อย่างที่มันเว่อร์ และละเมิดสิทธิเสรีภาพ เช่น ห้ามขายเหล้าวันพระใหญ่ (เมืองไทยกลายเป็นรัฐพุทธ) ห้ามใส่เหล้าในกระเช้าปีใหม่ หรือขยับอายุอนุญาตให้ซื้อบุหรี่จาก 18 ปีเป็น 20 ปี (มีสิทธิเลือกตั้ง แต่ไม่มีวิจารณญาณพอที่จะซื้อบุหรี่ ต่อไปน่าจะขยับอายุเป็น 25 ปีเท่าผู้มีสิทธิสมัคร ส.ส.)
แต่ขณะเดียวกัน ถ้ามีสื่อเสียงข้างน้อยอยากจะวิพากษ์วิจารณ์คัดค้านมาตรการเหล่านี้บ้างล่ะ หรืออยากวิจารณ์การทำงานของ สสส.บ้างล่ะ นอกจากต้องทวนกระแสแล้ว ยังต้องสวนทางกับผลประโยชน์ของโรงพิมพ์ แบบเดียวกับนิตยสารสารคดี ก็คงไม่สามารถไปสัมภาษณ์รสนา ด่า ปตท.แม้ไม่ถูกห้าม แต่มันเป็นเงื่อนไขที่มองไม่เห็น ซึ่งคุณรับมาพร้อมสัญญาโฆษณา
หมอประเวศล้มรัฐบาลได้
ด้วยเงื่อนไขทั้งสองประการ สื่อจึงเซ็นเซอร์ตัวเอง ไม่วิพากษ์วิจารณ์ สสส.ซึ่งมีทั้งเงินทั้งกล่อง และต่อมามันก็ยังไม่ใช่แค่เรื่องรณรงค์เพื่อสุขภาพ ต่อต้านเหล้าบุหรี่ แต่ยังรวมถึงการเป็นสปอนเซอร์โฆษณา “ลัทธิการเมือง” ด้วย
อย่าเถียงนะครับว่าความคิดหมอประเวศไม่ใช่ลัทธิการเมือง แนวคิดปฏิรูปประเทศไทยที่กำลังทำกันอยู่คือลัทธิที่ต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศในอีกรูปแบบหนึ่ง
งบโฆษณาของ สสส.จึงนำมาใช้ในการเผยแพร่ลัทธิประเวศ เผยแพร่แนวคิดปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งดูเหมือนจะไม่ใช่สิ่งผิด ถ้าไม่มีส่วนที่ “ต่างตอบแทน” หรือทำให้สื่อเกรงใจ ไม่วิพากษ์วิจารณ์ มีแต่สื่อฝ่ายสนับสนุนเสียงดังอยู่ฝ่ายเดียว
ตัวอย่างชัดๆ เลยคือการให้ทุนสถาบันอิศรามาจัดฝึกอบรมนักข่าว พูดในด้าน สสส.ไม่พูดด้านที่มีปัญหาในสถาบันอิศรา มันก็คือสิ่งที่ดี สิ่งที่ควรสนับสนุน แต่ขณะเดียวกันก็มี “ผลประโยชน์ต่างตอบแทน” คือสถาบันอิศราต้องมาตั้ง “ศูนย์ข้อมูลข่าวสารปฏิรูปประเทศไทย” ให้หมอประเวศด้วย
บางคนอาจบอกว่าก็เขาทำเรื่องดีๆ สมาคมนักข่าว สถาบันอิศรา ควรสนับสนุน แต่ผมจะบอกว่า เฮ้ย คุณกำลังทำให้องค์กรวิชาชีพสื่อ “ไม่เป็นกลาง” เพราะเอาตัวเข้าไปสนับสนุน “ลัทธิชุมชนนิยม” ซึ่งแม้มีส่วนดีแต่ก็ต้องมีการโต้แย้งถกเถียงกันให้ถึงแก่น ต้องผ่านการวิพากษ์ปรับเปลี่ยนกว่าจะนำมาใช้ได้จริง
ลักษณะเช่นนี้ไม่ได้ปรากฎอยู่เพียงแค่สมาคมนักข่าว แต่กระจายอยู่ในสื่อแทบทุกฉบับ ซึ่งก็แยกแยะไม่ออกเสียด้วยว่าเป็นการสนับสนุนอย่างสมัครใจ หรือว่าเป็นเนื้อที่โฆษณา หรือว่าต่างตอบแทน มันถึงได้มีข้อเขียนบทความของสาวกหมอประเวศ ข่าวสาร ข่าวพีอาร์ ไปปรากฏอยู่ในหน้านั้นหน้านี้ เพราะ สสส.ชอบทำให้สับสนระหว่างเนื้อที่โฆษณากับงานอาสาช่วยรณรงค์โดยไม่คิดสตางค์ ข่าวพีอาร์ หรือข้อเขียนบทความหลายๆ เรื่อง สสส.ไปจ้างลงโดยไม่ระบุว่าเป็นเนื้อที่โฆษณา แต่ทำเหมือนว่าเป็นข้อเขียนของกองบรรณาธิการ
เพราะชอบทำให้เกิดปัญหาทับซ้อนอย่างนี้ไง มันถึงเกิดกรณีลักไก่ นักข่าว 5-6 คนรวมหัวกันรับโครงการ สสส.เอาเพื่อนนักข่าวรีไทร์มาอุปโลกน์เป็นผู้จัดการโครงการ แล้วนักข่าวพวกนี้ก็ช่วยกันผลักดันให้สื่อต้นสังกัดของตัวเองลงข่าว อย่างที่ผมแฉไปแล้ว
อิทธิพลของ สสส.และเครือข่ายหมอประเวศที่มีต่อสื่อ แน่นอนส่วนหนึ่งมาจากการที่หมอประเวศสร้างความสัมพันธ์กับสื่อมาเป็นสิบๆ ปี สร้างความเลื่อมใสศรัทธา จากนั้นก็ให้ความสนับสนุนทางการเงินเพื่อให้ไปทำสิ่งดีๆ ต่างๆ
จึงอาจชี้ให้เห็นได้ยาก ว่าหมอประเวศมีอิทธิพลครอบงำสื่อ ซึ่งต้องแยก 2 ลักษณะ ครอบงำด้วยความคิดความเชื่อถือศรัทธาเราไม่ว่ากัน แต่ต้องแยกออกจากส่วนที่ให้ทุน ให้โฆษณา ให้ความช่วยเหลือแก่การทำงานของสื่อ ว่าต้องเป็นไปด้วยความปรารถนาดี และต้องให้สื่อคงความเป็นอิสระของตนไว้ แม้ความเป็นอิสระนั้นจะหมายถึงการมีความคิดเห็นแตกต่างจากเครือข่ายหมอประเวศก็ตาม
ปรากฏการณ์ที่เห็นภาพได้ชัดเจนที่สุด คือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในห้วงสถานการณ์แหลมคม ในช่วงที่พันธมิตรไล่รัฐบาลทักษิณ สมัคร สมชาย แน่นอน สื่อกระแสหลักให้ท้ายพันธมิตรด้วยสุคติและอคติของตัวเองอยู่แล้ว แต่เครือข่ายหมอประเวศก็มีบทบาทสำคัญอยู่ในนั้น ทำอย่างไรผมก็ไม่อาจลบภาพที่อดีตผู้จัดการ สสส.เดินเข้าทำเนียบควักกระเป๋าบริจาคเงินให้พันธมิตร ขณะที่ สสส.ใช้ Media Monitor เป็นเครื่องมือตัดเงินทุนสนับสนุนประชาไท ซึ่งมีทัศนะสวนทางพันธมิตร
อย่าปฏิเสธด้วยว่าในพันธมิตรก็มีเครือข่าย NGO ที่รับทุนจาก สสส.พอช.อยู่หลากหลายองค์กร บางองค์กรจัดเสวนาชาวบ้านในกรุงเทพฯ จ่ายค่าเดินทางค่าที่พักค่าเบี้ยประชุม เอาเข้าจริงเสวนาแป๊ปเดียว ที่เหลือพาไปทัวร์ตึกไทยคู่ฟ้า ใครจะไปรู้
นี่หมอประเวศยังมีแค่ สสส.สปสช.สวรส.สช. ทีวีไทย และ พอช.นะครับ ถ้า “รัฐซ้อนรัฐ” จัดตั้งขึ้นเต็มรูป มีทั้ง สสส.การศึกษา มีทั้งกองทุนสื่อสร้างสรรค์ ซึ่งแต่ละองค์กรล้วนมีที่มาของงบประมาณอย่างอิสระ อัตโนมัติ จากภาษีเหล้าบุหรี่ ไม่ต้องผ่านคณะรัฐมนตรี ไม่ต้องผ่านสภา
ต่อไปภายภาคหน้า ถ้าหมอประเวศไม่เอารัฐบาลไหน ที่ประชาชนเลือกตั้งเข้ามา พวกท่านก็มีทั้งเงินทั้งสื่อ ทั้งองค์กรเครือข่าย นักวิจัย นักวิชาการ และมวลชน ที่ล้มรัฐบาลได้จริงๆ นะครับ ไม่เชื่อคอยดู
เลือกปฏิบัติ?
ในขณะที่ประชาไทถูกตัดงบ ผมกลับได้ยินว่า สำนักข่าวทีนิวส์ ได้เงินไปกว่า 19 ล้านบาท เอาไปทำอะไรบ้างไม่ทราบ แต่เปิดดูเว็บทีนิวส์พบ “ศูนย์ปฏิบัติการสารสนเทศเชื่อมโยงองค์กรประชาชน” สนับสนุนโดย สสส.ซึ่งเป็นการจัดตั้งเครือข่ายวิทยุชุมชนทั่วประเทศ
ทีนิวส์เป็นของใคร ก็ของสนธิญาณ (หนูแก้ว) ชื่นฤทัยในธรรม เจ้าของฉายา “นักข่าวร้อยล้าน” ผู้บริหารสำนักข่าว INN ในเครือสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ในสมัยที่ผมไปทำงานด้วย โดยมีสมชาย แสวงการ เป็นหัวหน้ากอง บก.(สนธิญาณเคยทำงานควบคุมระบบแบ่งผลประโยชน์อ้อยน้ำตาล 70-30 ให้ อ.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา สมัยเป็น รมว.อุตสาหกรรม หัวหน้าทีมคือ สุนทร โภคาชัยพัฒน์ ซึ่งต่อมาเป็นคนสนิทของตระกูลมาลีนนท์ ทำให้สนธิญาณและสมชายได้เข้าไปทำช่อง 3)
จุดยืนสนธิญาณเป็นอย่างไรเห็นได้ชัดเจนจากการที่เว็บทีนิวส์มีเซคชั่นพิเศษ “เจาะข่าวร้อนทักษิณและขบวนการเสื้อแดง” ไม่นับรายการของสนธิญาณเอง ที่โจมตีเสื้อแดงและเชียร์รัฐบาลอภิสิทธิ์สุดลิ่มทิ่มประตู
สสส.ช่วยตอบยืนยันผมด้วยนะครับ ว่าให้เงินทีนิวส์ไป 19 ล้านจริงไหม มากกว่าสมาคมนักข่าวอีกนะ เท่าที่ผมได้ยินมา เครือข่ายวิทยุชุมชนไปเสนอขอเงินมาทำโครงการรณรงค์ด้านสุขภาพ จะถูกปฏิเสธหมด โดย สสส.ให้ไปติดต่อขอกับทีนิวส์แทน (เออ ทียังงี้ไม่ให้สมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์เป็นตัวกลาง กลับให้สนธิญาณเป็นหัวเบี้ย)
การให้เงินโครงการต่างๆ ของ สสส.มีปัญหาในเรื่องของการให้ด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจคนกันเอง อย่างเช่น โครงการวิจัยและพัฒนาชีวิตสาธารณะ-ท้องถิ่นน่าอยู่ ซึ่งหมอพลเดชเป็นผู้อำนวยการ ได้ยินว่าได้ไปกว่า 70 ล้านบาท โอเค ผมเชื่อใจหมอพลเดชเป็นคนสัตย์ซื่อสุจริต แต่ผมไม่รู้ว่าได้มรรคผลอะไรบ้าง เพราะหมอพลเดชแกก็มาอีหรอบเดียวกับหมอประเวศ คือทุ่มเงินลงไปอุ้ม “วิถีชุมชน” แล้วก็เชื่อเป็นตุเป็นตะว่าชาวบ้านศรัทธาในวิถีชุมชน มากกว่าค่าเบี้ยประชุม
หรืออย่างสถาบันส่งเสริมการจัดความรู้เพื่อสังคม ของ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช (ผู้ก่อตั้ง สกว.สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย เป็นบอร์ด สวรส.และ สช.) ได้เงินไปกว่า 200 ล้านบาท โอเค หลานชายท่านพุทธทาสก็เป็นที่เชื่อถือในความซื่อสัตย์สุจริต มีเกียรติประวัติการทำงานเพื่อสังคมที่ควรคารวะ แต่สถาบันของท่านทำอะไรได้มรรคผลแค่ไหน ผมเปิดดูเว็บไซต์เห็นมีแต่บทความของท่านเป็นตับ กับการจัดอบรมซึ่งผู้สมัครก็ต้องเสียค่าลงทะเบียนเหมือนอบรมกับสถาบันเอกชน
กรณีของสถาบันอิศรา แหล่งข่าวก็กระซิบบอกผมว่าจริงๆ แล้วมีปัญหาเรื่องเขียนโครงการไม่ชัดเจนในเป้าหมายและรายละเอียด แต่เพราะความไว้เนื้อเชื่อใจสมาคมนักข่าวไงครับ ประกอบกับนายกสมาคมฯ ไปพรีเซนส์เอง ตอบเก่งชี้แจงเก่ง โครงการก็ผ่าน
มีคำถามว่า สสส.เขาอนุมัติเงินกันอย่างไร หะแรกผมยังเข้าใจว่าทุกโครงการต้องผ่านบอร์ด หรืออย่างน้อยผ่านผู้จัดการ สสส.ที่ไหนได้ ไม่ใช่ มีผู้รู้อธิบายว่า แต่ละสำนักใน สสส.สามารถอนุมัติเงินได้หมด โดยมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 5-6 คนเป็น Reviewer โครงการไหนเสนอเข้ามามีเนื้อหาสอดคล้องสำนักไหน ก็ดูแลอนุมัติกันไป ขณะที่ส่วนกลางของ สสส.เองก็มีการจัดแผนงานขึ้น 7 แผนงาน แต่ละแผนงานมีกรอบวงเงินไม่น้อยกว่า 200 ล้านบาท มีผู้จัดการแผนงานเป็นผู้ดูแล
สำนักใน สสส.มี 9 สำนัก ที่น่าจับตานอกจากสำนัก 5 รณรงค์และสื่อสารสาธารณะเพื่อสังคม ซึ่ง รศ.ดร.วิลาสินี อดุลยานนท์ เป็น ผอ.ยังได้แก่สำนัก 3 สนับสนุนการสร้างสุขภาวะในพื้นที่และชุมชน ซึ่ง ดวงพร เฮงบุณยพันธ์ เป็น ผอ.เธอเป็นศิษย์ก้นกุฎีหมอประเวศมาตั้งแต่อยู่ สช.ตอนนี้สำนัก 3 มีแผนงานไปสร้างตำบลฝึกอบรม เช่น อบต.ปากพูน จ.นครศรีธรรมราชได้รับงบ 20 ล้านไปเป็นตำบลต้นแบบให้กับอีก 20 ตำบล ในภาคเหนือใช้ตำบลนาบัว จ.พิษณุโลกได้รับงบ 20 ล้านเช่นกัน ตำบลเหล่านี้จะถูกนำมาโฆษณาว่าเป็นตำบลต้นแบบของการบูรณาการ และนำมวลชนมาร่วมเวทีปฎิรูปประเทศไทยของหมอประเวศ/อานันท์
อ้อ ผมยังได้ยินมาว่าสำนัก 3 ของ “คุณด้วง” นี่แหละที่จัดประชุม “เทศาภิวัฒน์”
ใบตองแห้ง
17 มี.ค.54

ใจ อึ๊งภากรณ์: ข้อเสนอรูปธรรม ในการรณรงค์ให้ยกเลิก 112

ที่มา ประชาไท

กฏหมายมาตรา 112 เป็นกฏหมายที่ขัดกับประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกในทุกรูปแบบและเป็นกฏหมายที่เป็นอุปสรรคในการสร้างความโปรงใสและการตรวจสอบอำนาจรัฐ ตรงนี้ผู้รักประชาธิปไตยจำนวนมากเข้าใจดี และถ้าเราดูประเทศที่เป็นประชาธิปไตยจริง ที่มีกษัตริย์เป็นประมุข โดยเฉพาะในยุโรป เราจะพบว่าหลายประเทศยกเลิกกฏหมายนี้นานแล้ว หรือประเทศที่ยังมี ไม่มีการใช้กฏหมายในรูปธรรมในปัจจุบัน และที่สำคัญคือไม่มีการใช้เพื่อปิดปากคนที่มีความเห็นต่างทางการเมือง อันนี้คือความจริงไม่ว่านักวิชาการเสื้อเหลืองจะแอบอ้างมาอย่างไร ดังนั้นการรณรงค์ให้ยกเลิกกฏหมาย 112 เป็นสิ่งที่หลายฝ่ายทำได้ ทั้งคนที่สนับสนุนให้มีประมุขเป็นกษัตริย์ หรือคนที่ต้องการระบบสาธารณรัฐ

ปัญหาที่เราต้องมาร่วมกันคิดคือ เราจะรณรงค์ให้ยกเลิกกฏหมายนี้อย่างไร ผมในฐานะผู้หนึ่งที่โดนกฏหมาย 112 ในปี 2551 มีข้อเสนอดังนี้

กฏหมาย 112 เป็นกฏหมายที่ใช้ปกป้องเผด็จการ โดยเฉพาะทหาร และลูกน้องของทหารเช่นนักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์ หรือศาลเป็นต้น การรณรงค์ให้ยกเลิก 112 จึงแยกไม่ออกจากการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

ในเมื่อการยกเลิกกฏหมาย 112 เป็นเรื่องเดียวกับการสร้างประชาธิปไตย เราควรจะมองเห็นชัดเจนว่าผู้ที่กำลังต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย มวลชนคนเสื้อแดงนั้นเอง เป็นผู้ที่สามารถรณรงค์ให้ยกเลิก 112 ได้ ถ้าเขาตัดสินใจร่วมกันที่จะสู้ตรงนี้ ซึ่งแปลว่าถ้าเราต้องการรณรงค์ให้ยกเลิกกฏหมาย 112 เป้าหมายหลักคือการชักชวนมวลชนเสื้อแดงของ นปช. แดงทั้งแผ่นดิน ให้หันมาร่วมรณรงค์กับเรา เราไม่ต้องไปหวังพึ่งนักวิชาการที่ไม่ใช่เสื้อแดง เพราะพวกนี้ประกาศนานแล้วในงานเสวนาต่างๆ ว่าไม่อยากให้ยกเลิก 112 ไปหมด อย่างมากก็พูดว่าควร “ปฏิรูป” หรือ “ลดโทษ” ซึ่งเท่ากับปกป้องคงไว้กฏหมายที่กีดกันสิทธิเสรีภาพ

แต่ในขณะเดียวกัน เราต้อง “เข้าใจ” มวลชนเสื้อแดงส่วนใหญ่ เพราะเรื่อง 112 ล้อมรอบด้วยความกลัว หลายคนอาจคิดว่าเป็นการยกระดับการต่อสู้และเขาอาจไม่แน่ใจว่าเขาพร้อมหรือไม่ ส่วนแกนนำ นปช. แดงทั้งแผ่นดิน ซึ่งประกาศตัวอย่างซื่อสัตย์ว่าเป็นแนวปฏิรูปในโครงสร้าง อาจยังไม่พร้อมและอาจกลัวว่าจะโดนป้ายสีว่าเป็นพวก “ล้มเจ้า” ซึ่งเป็นข้ออ้างของอำมาตย์ไทยเพื่อเข่นฆ่าปราบปรามประชาชนมาตั้งแต่ ๖ ตุลาจนถึงวันนี้

สรุปแล้วเวลาเรารณรงค์เพื่อให้ยกเลิก 112 ในขบวนการเสื้อแดง เราต้องเป็นมิตรกับมวลชนที่อาจยังไม่เห็นด้วยกับเรา เราต้องใจเย็นในการอธิบายและชักชวน แต่เราต้องชักชวนอย่างต่อเนื่องให้มวลชนรากหญ้าของ นปช. แดงทั้งแผ่นดินหันมาต่อต้านกฏหมาย 112 ซึ่งเป็นวิธีสำคัญที่จะกดดันแกนนำให้เปลี่ยนใจด้วย และไม่แน่... เราอาจกดดันต่อไปสู่พรรคเพื่อไทยในอนาคตก็ได้ แต่เราหวังพึ่งพรรคเพื่อไทยไม่ได้อยู่ดี

ผู้ที่สนใจแต่จะชี้หน้าด่าคนที่คิดต่างในแกนนำ นปช. หรือกล่าวหาคนเหล่านั้นว่า “ไม่แน่จริง (เหมือนกู)” หรือป้ายร้ายว่า “ถูกซื้อตัว” หรือ “มีสัญญาลับเรื่องการปรองดอง” เป็นผู้ที่สนใจแต่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง และสนใจแต่จะแยกตัวปลีกตัวออกจากมวลชนผู้มีพลังจริงในการสร้างประชาธิปไตย เพื่อไปสร้าง “กองกำลังปฏิวัติแท้” ซึ่งไม่มีวันบรรลุอะไรได้ นักปฏิวัติอย่างเลนินกับมาร์คซ์ พูดเสมอว่าต้องทำงานกับมวลชนที่ยังไม่พร้อม เพื่อถกเถียงชักชวนให้เขาขยายความคิดและเปลี่ยนความคิด และเขาพูดอีกว่าเราไม่ควรโกหกมวลชนด้วยนิยายเท็จ

หลายคนทราบดีว่าเมื่อวันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา มีการ์ด นปช. จับสาวคนหนึ่งที่แจกใบปลิว แล้วส่งคนนี้ให้ตำรวจ ในด้านหนึ่งเราเข้าใจความหวาดกลัวของการ์ดหรือคนบนเวที แต่ไม่ว่าจะอย่างไรมันเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น และไม่ควรเกิดขึ้นอีก แต่มีใครสักกี่คนในแวดวงไซเบอร์ที่ยอมรับว่า ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ออกมาพูดตรงๆ ว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น?

นอกจากการรณรงค์ให้ยกเลิก 112 จะแยกไม่ออกจากการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยแล้ว เราควรเข้าใจอีกเรื่องหนึ่งคือ ผู้ที่ใช้และปกป้องกฏหมายนี้สุดหัวใจคือทหาร ทหารต้องการปกป้องกฏหมายนี้เพราะมันให้ความชอบธรรมในการแทรกแซงทางการเมือง ซึ่งปกติแล้วทหารไม่มีความชอบธรรมตรงนี้ การที่คดี 112 เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหลังรัฐประหาร ๑๙ กันยา เป็นเพราะนายทหารชั้นผู้ใหญ่สั่งมา และสั่งลูกน้องอย่างอภิสิทธิ์หรือนักการเมืองประชาธิปัตย์อื่นๆ อีกด้วย

ลองย้อนกลับไปพิจารณาพระราชดำรัสเดือนธันวาคมปี 2548 มีการตรัสว่าการที่คนบอกว่า... “กษัตริย์ทำอะไรไม่ผิดนั้นเป็นการดูถูกกษัตริย์ เพราะทำไมกษัตริย์จึงจะทำผิดไม่ได้ เพราะแสดงให้เห็นว่าพวกเขามองกษัตริย์ไม่ใช่มนุษย์” .... “สมมติว่าเราพูดอะไรผิด เพราะไม่ตระหนัก นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ทำผิดโดยไม่ตระหนัก และมาตระหนักว่ามันผิด มันไม่ดีที่จะทำผิดโดยตระหนักว่าทำผิด แต่บางครั้งก็ไม่ได้ตระหนัก ก็ต้องขอโทษ ถ้าพูดโดยไม่ตระหนัก การไม่ตระหนักคือการไม่ระวัง ภายหลังก็จะเสียใจ” ... “ถ้าถือคำวิพากษ์วิจารณ์ทั้งหมดว่าเป็นการหมิ่น พระเจ้าอยู่หัวก็จะเสียหาย”

เราอาจตีความพระราชดำรัสนี้ได้หลายด้าน แต่สำหรับผม พออ่านแล้วชวนให้ผมเชื่อว่าคนที่ยังผลักดันการใช้กฏหมาย 112 คือทหาร เพื่อปกป้องทหารและพรรคพวกเอง

ด้วยเหตุนี้เราควรมองว่าอุปสรรค์สำคัญในการยกเลิกกฏหมาย 112 และการสร้างประชาธิปไตย คือกองทัพ ซึ่งแปลว่าเราต้องมีข้อเรียกร้องให้ปฏิรูปกองทัพอย่างถอนรากถอนโคนด้วย และเราต้องชักชวนให้มวลชนเสื้อแดงมาร่วมรณรงค์เรื่องกองทัพกับเรา

ในระยะสั้น

1. เราควรแจกใบปลิว และเก็บลายเซ็นในจดหมายเปิดผนึกเพื่อยกเลิกกฏหมาย 112 ในมวลชนเสื้อแดง นปช. แดงทั้งแผ่นดิน ในทุกโอกาส ทุกชุมชน

2. เราควรเปิดโปงและกดดันองค์กรต่างๆ เช่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และ Amnesty International ที่เผิกเฉยกับนักโทษ 112 หรือถึงกับสนับสนุนการใช้กฏหมายนี้ เราควรไปยื่นหนังสือและยืนประท้วง

3. เราควรรณรงค์สนับสนุนและไม่ลืมนักโทษ 112 ทุกคน อย่างที่มีการทำมาหลายปีแล้วแต่ควรขยายไปสู่มวลชนจำนวนมากกว่านี้