WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, March 22, 2011

เปิดเวทีอภิปราย เรื่อง "กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ "

ที่มา thaifreenews

โดย TFN

อาทิตย์ที่ 27 มีนาคม 2554 เวลา 13.00 นั้น ณ ห้อง LT 1 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์



ตามที่นิติราษฎร์ (นิติศาสตร์เพื่อราษฎร) ได้ประกาศจัดการอภิปราย เรื่อง "กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ " ในวันอาทิตย์ที่ 27 มีนาคม 2554 เวลา 13.00 นั้น ณ ห้อง LT 1 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นั้น

ด้วยเหตุผลจำเป็นบางประการ จึงขอปรับเปลี่ยนกำหนดการ และรายชื่อผู้เข้าร่วมเสวนา ดังต่อไปนี้

13.00 – 15.00 เสวนา เรื่อง กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดย กลุ่มนิติราษฎร์

1. วรเจตน์ ภาคีรัตน์
2. ธีระ สุธีวรางกูร
3. สาวตรี สุขศรี
4. ปิยบุตร แสงกนกกุล

15.00 – 15.30 แถลงการณ์ข้อเสนอแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 โดย กลุ่มนิติราษฎร์

15.30 – 16.30 เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น (ครั้งที่ 1)

16.30 – 18.00 เวที มาตรา 112 : รณรงค์เพื่อความตื่นรู้ในกฎหมายหมิ่นฯ โดย กลุ่มรณรงค์ 112

วันอาทิตย์ที่ 27 มีนาคม 2554 ณ ห้อง LT 1 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

จึงขอแจ้งเพื่อทราบ และขอเชิญผู้สนใจทุกท่านร่วมแลกเปลี่ยนทัศนะ รวมทั้งวิพากษณ์วิจารณ์ข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฏร์ ในวันและเวลาดังกล่าว.


http://enlightened-jurists.com/

คอนเสริ์ต 35 ปี 6 ตุลา 19 จากลานโพธิ์ถึงภูพาน จากภูพานสู่ลานโพธิ์

ที่มา thaifreenews

โดย prainn

บรรยากาศคอนเสริ์ต 35 ปี 6 ตุลา 19 จากลานโพธิ์ถึงภูพาน จากภูพานสู่ลานโพธิ์
เป็นแนวรบด้านวัฒนธรรม ดนตรี และบทกวีแห่งการต่อสู้
สนุกสนานคละเคล้าด้วยรอยยิ้มแห่งน้ำตา กับละครวันเดือดแดง โดยกลุ่ม 24มิถุนาประชาธิปไตย
และละครประกอบเพลงการะเกดแห่งประกายไฟการละคร
ทั้งแขกรับเชิญอาทิ จตุพร พรหมพันธ์ จาตุรนต์ ฉายแสง
บทเพลงจากครอบครัว โตจิราการ
พูดคุยผ่านสไกร์กับจักรภพ เพ็ญแข
อ่านบทกวีโดยกวีตีนแดง และป้าปากเกร็ด ฯลฯ
บทเพลงโดยกลุ่มแนวร่วมศิลป บทกวี ดนตรี แห่งการต่อสู้
ครบครันความบันเทิงและสาระโดย วัฒน์ วรรลยางกูร
ณ หอประชุมศรีบูรพา(หอเล็ก)ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2554






[align=center][/center]





ภาพทั้งหมด>>>https://picasaweb.google.com/108313507613178447448/356202011#

ประพันธ์ลั่นไม่เอา “เลือกตั้ง” แต่ขอระบอบอะไรก็ได้ให้ “คนดีๆ” ปกครองบ้านเมือง

ที่มา ประชาไท

“ประพันธ์ คูณมี” ปราศรัยเวที พธม. ชี้วิธีไหนก็เอาทั้งนั้น ขอให้ได้คนดีปกครองบ้านเมือง ย้ำเป็นสิทธิโดยชอบธรรมที่ต้องการระบอบการปกครองที่ดีกว่าทุกวันนี้ พร้อมไล่อภิสิทธิ์และนักการเมืองไปลงนรก ลั่นในวันที่ พธม. ระดมพลขอให้ทุกคนออกมาเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง ให้ออกมาช่วยเหลือตัวเองก่อน แล้ว “เทวดา พระเจ้า จะช่วยพวกเรา”

ประพันธ์ชี้ประเทศเสียหายจากนายกฯ เลือกตั้ง มากกว่านายกฯ ปฏิวัติ

ระหว่างการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เวลาประมาณ 20.50 น. วานนี้ (21 มี.ค.) นายประพันธ์ คูณมี แกนนำพันธมิตรฯ ได้ปราศรัยว่า ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองปีพุทธศักราช 2475 เราเดินมาถึงวันนี้ 79 ปี ของระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะช่วงหลังจากที่มีการเลือกตั้งระบอบตัวแทน ประเทศไทยฉิบหายมากกว่าระบอบที่นายกฯ มาจากการแต่งตั้งและการปฏิวัติ

ตนดูหมดแล้วนายกฯที่มาจากการปฏิวัติ รัฐประหาร ไม่ต้องเลือกตั้ง ได้แก่ พลเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา จอมพล ป. พิบูลสงคราม ดร.ปรีดี พนมยงค์ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จอมพลถนอม กิตติขจร นายสัญญา ธรรมศักดิ์ นายอานันท์ ปันยารชุน หรือแม้กระทั่งพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ก็ต้องถือว่าเป็นนายกฯที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ทั้งหมดนี้รวมกันทำความเสียหายให้บ้านเมือง โกงทุจริต ยังน้อยกว่านายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้งคนเดียว นี่คือความระยำบัดซบของการเมืองระบอบเลือกตั้ง

ยกตัวอย่างสารพัดผู้นำแต่งตั้ง ชี้สมัยเปรมไม่มีการเลือกตั้ง แต่บ้านเมืองมีความสุข
บรรดาเหล่านี้ ปรากฏว่ายุคที่นายกฯ มาจากการแต่งตั้งบ้านเมืองกลับเจริญมากกว่าการเลือกตั้ง โดยนักการเมืองโสโครกสกปรกพวกนี้ พระยาพหลพลพยุหเสนา ท่านปรีดี พนมยงค์ เป็นยุควางรากฐานการเมือง และระบอบเศรษฐกิจ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ก็มีการสร้างกองทัพ พัฒนาบ้านเมือง เปลี่ยนแปลงประเพณีหลายสิ่ง แม้บางสิ่งไม่ดีแต่ก็ฝ่าฟันมา ความเสียหายที่เกิดขึ้น โกงทุจริต เสียชาติเสียแผ่นดิน ไม่มี มาถึงยุคจอมพลสฤษดิ์ ยุคนั้นมีการพัฒนาประเทศอย่างมาก เรียกว่าน้ำไหล ไฟสว่าง มีการตั้งสภาพัฒนาเศรษฐกิจ
นายสัญญา ธรรมศักดิ์ ก็มีการแก้ไขปฏิรูปกฎหมายมากมาย มีกฎหมายแรงงาน ค่าแรงขั้นต่ำเกิดในยุคนี้ มีการคุ้มครองแรงงาน ส่วนชาวไร่ชาวนา ก็มีปฏิรูปที่ดิน สปก. 4-01 ก็เกิดในยุคนี้ นายอานันท์ มาจากปฏิวัติโดย พล.อ.สุจินดา ก็มีการปรับปรุงภาษี พัฒนาการคมนาคม ประมูลระบบโทรศัพท์ มีการวางพื้นฐานให้ประชาชนสะดวกสบาย ส่วน พล.อ.เปรม ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ตอนนั้นนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง แต่กลัวอำนาจทหาร จึงตั้ง พล.อ.เปรม เป็นนายกฯ ยุคนี้จากการบริหารประเทศ 8 ปี พล.อ.เปรม ทำให้เศรษฐกิจเจริญรุ่งเรือง เงินคลัง ทุนสำรอง เหลือมากมาย ขุดพบแหล่งพลังงาน เป็นยุคที่โชติช่วงชัชวาล ข้าราชการไปดูงานเงินเหลือต้องคืนคลัง จัดเลี้ยงที่ทำเนียบก็ประหยัดให้ดื่มน้ำ ไม่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การโกงทุจริตไม่มี มีจับได้ก็ไล่ออก และแม้จะเต็มไปด้วยคอมมิวนิสต์ โจรแบ่งแยกดินแดน ท่านก็ใช้ความรู้ความสามารถแก้ไขปัญหาได้หมด บ้านเมืองมีแต่ความสุข โดยไม่ต้องมาจากเลือกตั้ง
ชี้ยึดทรัพย์ทหารได้น้อยกว่านักการเมืองปัจจุบันโกง
ทีนี้มาดูตลอดยุครัฐประหารมีการยึดทรัพย์ 2 ครั้ง ครั้งแรกจอมพลสฤษดิ์ ถูกกล่าวหาว่าทุจริต ก็ยึดทรัพย์กว่า 604 ล้านบาท หนที่ 2 จอมพลถนอมและพวกก็ยึดไม่ถึง 100 ล้านบาท น้อยมากถ้าเทียบกับการโกงในยุคปัจจุบัน
หลังจากยุคพลเอกเปรม นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งเริงร่าเลย พล.อ.ชาติชาย ยุคนี้เรียกว่าบุฟเฟ่ต์คาบิเนต แดกด่วน มือใครยาวสาวได้สาวเอา โกงมโหฬาร จากนั้นพล.อ.สุจินดาก็ทำการปฏิวัติ ยึดทรัพย์พล.อ.ชาติชายถึง 1,600 ล้านบาท นี่ยังไม่รวมคณะรัฐมนตรียุคนั้นที่ร่วมกันโกง รวมกันแล้วเป็นหมื่นล้านบาท
มายุค พล.อ.ชวลิต มีการลดค่าเงินบาท เศรษฐกิจล่มสลาย เงินคงคลังเกลี้ยง เหตุการณ์นี้คนที่รวยที่สุดก็คือคนที่ไปอยู่มอนเตรเนโกร เพราะแบบนี้นักเลือกตั้งมันถึงอยากเลือกตั้ง มาถึงยุคนายชวนรอบแรก การทุจริตไม่มาก แต่พอมาเป็นนายกฯรอบ 2 มีการเซ็นกฎหมาย 11 ฉบับ กู้ไอเอ็มเอฟ เซ็นเอ็มโอยู 2543 การออกกฎหมาย 11 ฉบับ ทำให้บริษัทต่างชาติเข้ามาประมูลหนี้สินคนไทยถูกๆ ทำกำไรอย่างมหาศาล เป็นยุคแรกของการขายชาติ ประชาธิปัตย์ถูกตราหน้าว่าขายชาติ
อัดโกงทั้งทักษิณ-อภิสิทธิ์ ส่วนพวกแต่งตั้งหน้าบางกว่าพวกมาจากการเลือกตั้ง
ต่อมานายบรรหาร การทุจริตก็ฉาวโฉ่ อยู่แค่ปีเดียวก็ลงจากอำนาจ ต่อมาเลวร้ายสุดคือยุคนายทักษิณ ศาลฟ้องว่าร่ำรวยผิดปกติ 7.6 หมื่นล้าน ผลงานวิจัยของอาจารย์สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ ก็ชี้ว่าสามารถทำธุรกิจตัวเองร่ำรวยขึ้น 6 หมื่นล้าน ถึงเกือบแสนล้านบาท คตส.ก็พบการทุจริตเฉพาะ 13 โครงการเกือบ 3 แสนล้าน นี่ไงระบอบเลือกตั้ง ประชาธิปไตยจอมปลอม ที่สำคัญยุคทักษิณ ได้สร้างวัฒนธรรมการโกงแบบใหม่ คือโกงคำโต เป็นมรดกตกทอดมายังไอห้อย ไอ้โหน ไอเตี้ย ไอหน้าดำ แดกทีเป็นหมื่นๆล้าน
มาดูนายอภิสิทธิ์ ไม่น้อยหน้า ไม่ว่าเมล์เอ็นจีวี ฟิลลิป มอร์ริส ไทยเข้มแข็ง ถนนปลอดฝุ่น รถไฟความเร็วสูง ฯลฯ นี่อยู่ไม่ถึง 5 ปี รวมแล้วไม่ต่ำกว่า 3 แสนล้านแล้ว เจาะไปกระทรวงไหนก็โกงทั้งนั้น เห็นหรือยังมาจากการเลือกตั้งกับการรัฐประหารแต่งตั้ง อันไหนชั่ว อันไหนเลวกว่า มาดูเรื่องสปิริต และความรับผิดชอบทางการเมือง พวกแต่งตั้งก็หน้าบางกว่าพวกเลือกตั้งมาก อีกทั้งปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาสังคม การคุกคามเสรีภาพประชาชน ก็ปรากฏให้เห็นแล้วว่านักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งสร้างปัญหามากกว่า
ลั่นถ้าไม่เอาการเลือกตั้ง ก็เอาระบอบอะไรก็ได้ให้คนดีๆ มาปกครองบ้านเมืองวิธีไหนก็เอา
นายประพันธ์ ยังกล่าวอีกว่า พวกแม่ยกชอบถามว่าถ้าไม่เอานายอภิสิทธิ์ แล้วจะเอาใคร คำตอบคือเอาใครก็ได้ที่ไม่ใช่พวกนักการเมืองที่มีอยู่ทุกวันนี้ แล้วถ้าถามว่าไม่เอาเลือกตั้งจะเอาระบอบอะไร ก็เอาระบอบอะไรก็ได้ที่ไม่ต้องมีพวกโจรห้าร้อยมามาปกครองบ้านเมือง ให้คนดีๆ มาปกครองบ้านเมืองมาวิธีไหนก็เอาทั้งนั้น
"เราไม่ได้แสวงหาระบอบการปกครองที่จะเป็นอันตรายต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ แต่เป็นสิทธิโดยชอบธรรมที่เราต้องการระบอบการปกครองที่ดีกว่าทุกวันนี้" นายประพันธ์ กล่าว
นายประพันธ์ กล่าวว่า ขอบอกเลยวันนี้นายอภิสิทธิ์ และโจร 500 ไปลงนรกได้แล้ว เราไม่รับอำนาจการปกครองของพวกนี้อีกต่อไป เราต้องลุกขึ้นมาสามัคคีกันให้มากที่สุด ขอเพียงถึงวันที่เราระดมกำลังเราต้องมากันให้เต็มแผ่นดิน ฝากถึง ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ ควรมีจุดยืนที่เห็นแก่บ้านเมือง ถึงวันนั้นต้องบอกทุกคนให้ออกมาช่วยเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองด้วยตัวของเราเอง ขอแค่ร่วมมือกันออกมาช่วยตัวเองก่อน เทวดา พระเจ้า จะช่วยพวกเรา
ที่มา: เรียบเรียงจาก เอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์

รายงาน : เมื่อชนเผ่ารวมตัวเปิดสำนักงานทนายความพิทักษ์สิทธิมนุษยชนชาติพันธุ์

ที่มา ประชาไท

“เราเป็นห่วงเรื่องของการใช้อำนาจของรัฐ และภาพรวมของประเทศในเรื่องสิทธิมนุษยชนของกลุ่มชาติพันธุ์
ซึ่งคิดว่าในอนาคต การละเมิดสิทธิของชุมชนจะค่อนข้างรุนแรงมากขึ้น
สุมิตร วอพะพอ
ผู้ประสานงานเครือข่ายพิทักษ์สิทธิมนุษยชนชาติพันธุ์ (คพสช.)





เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2554 ที่ผ่านมา ที่ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ มีกลุ่มชนเผ่าหลากหลายชาติพันธุ์ อาทิ คะฉิ่น ดาระอั้ง ลีซู ปกาเกอะญอ ลาหู่ ไทยใหญ่ ฯลฯ ได้ร่วมกันเปิดสำนักงานทนายความพิทักษ์สิทธิมนุษยชนชาติพันธุ์ กันขึ้น โดยมีตัวแทนหน่วยงานทั้งรัฐและองค์กรเอกชนเข้าร่วมกันคับคั่ง
ที่น่าสนใจก็คือ สำนักงานทนายความดังกล่าวนี้ เกิดขึ้นจากตัวแทนเครือข่ายชนเผ่า กลุ่มชาติพันธุ์ ได้ร่วมกันจัดตั้งขึ้นมา เพื่อปกป้องรักษาสิทธิของตน โดยมีนักกฎหมาย ทนายความด้านสิทธิมนุษยชนคอยเป็นพี่เลี้ยงและหนุนช่วยอยู่ข้างหลัง
“จงเป็นปากเป็นเสียงให้ผู้ที่ไม่มีโอกาส...สำนักงานทนายความแห่งนี้ จึงมีเป้าหมายคือการเรียกร้องสิทธิในความเป็นมนุษย์ คือมีสิทธิที่จะมีชีวิตอยู่ในโลกใบนี้ได้อย่างเท่าเทียมกัน เพราะฉะนั้น จงตัดสินเขาอย่างยุติธรรม ให้มีความเที่ยงธรรมแก่เขา โดยใช้กฎหมายที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์” อาจารย์เกียรติยศ หิรัญรัตน์ ตัวแทนเครือข่าย ได้กล่าวหนุนใจเปิดสำนักงานทนายความ ในวันนั้น
“การมีสำนักงานทนายความชนเผ่า เป็นสิ่งดี เพราะจะช่วยเปิดหูเปิดตา ได้ความรู้เรื่องสิทธิ เพราะเมื่อพูดถึงความเป็นธรรม บ่อยครั้งที่พวกเราไม่ได้รับความเป็นธรรม” นายบุญลือ เตโม ชาวบ้านชนเผ่าปกาเกอะญอบ้านห้วยงูใน ต.สันทราย อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ กล่าว
นายสุมิตร วอพะพอ ผู้ประสานงานเครือข่ายพิทักษ์สิทธิมนุษยชนชาติพันธุ์ (คพสช.) บอกเล่าถึงที่มาของการก่อตั้งสำนักงานทนายความพิทักษ์สิทธิมนุษยชนชาติพันธุ์ นี้ขึ้นมาว่า ที่ผ่านมาทางเครือข่ายชนเผ่า ได้มีการทำงานขับเคลื่อนเรื่องสิทธิให้กับพี่น้องชนเผ่ากันมาอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว แต่ก็เจอกับปัญหาละเมิดสิทธิอย่างรุนแรงมาโดยตลอด โดยเฉพาะกรณีเจ้าหน้าที่เข้าจับกุมพี่น้องชนเผ่าดาระอั้ง หรือปะหล่อง เมื่อปีพ.ศ. 2540 และปี พ.ศ.2547 ที่ผ่านมา ยิ่งทำให้รู้ว่าพี่น้องชนเผ่าล้วนถูกละเมิดสิทธิ ถูกจับกุม ถูกยัดเยียดข้อกล่าวหา รวมทั้งเรื่องของการจำกัดสิทธิในการออกนอกพื้นที่อยู่อย่างต่อเนื่อง
“ปัญหาดังกล่าว ทำให้พี่น้องชนเผ่าได้ตระหนัก กระทั่งในปี 2549-2550 ได้เริ่มมีการจัดอบรมกฎหมาย เรื่องของการละเมิดสิทธิ โดยนำตัวแทนพี่น้องชนเผ่านแต่ละเผ่า จำนวน 42 คน มาเป็นอาสาสมัครนักกฎหมายในชุมชน กระทั่งเมื่อวันที่ 16-17 ธันวาคม 2553 ที่ผ่านมา ได้มีการจัดประชุมสมัชชาใหญ่ ขึ้นที่ จ.เชียงใหม่ มีผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์ จากหลายๆ ชุมชนในเขตพื้นที่จังหวัดตาก เชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอน และได้มีการรวมตัวเป็น ‘เครือข่ายพิทักษ์สิทธิมนุษยชนชาติพันธุ์’ (คพสช.) ขึ้นมา โดยในที่ประชุมได้มีมติแต่งตั้งให้ พะตีจอนิ โอ่โดเชา เป็นประธาน พะตีมูเสาะ เป็นรองประธาน นายสุมิตรชัย หัตถสาร เป็นเลขานุการ และผมเป็นผู้ประสานงาน หลังจากนั้น ทุกคนเห็นชอบให้มีการตั้งสำนักงานทนายความเครือข่ายพิทักษ์สิทธิมนุษยชนชาติพันธุ์ นี้ขึ้นมา”
ผู้ประสานงานเครือข่ายพิทักษ์สิทธิมนุษยชนชาติพันธุ์ กล่าวด้วยว่า ภารกิจหลักของสำนักทนายความชนเผ่านี้ ก็เพื่อพัฒนาศักยภาพแกนนำในเรื่องของการอบรมให้ความรู้เรื่องสิทธิมนุษยชนที่ลึกไปกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกฎหมาย หลักการประนีประนอม การเจรจาต่อรอง ซึ่งที่ผ่านมา พี่น้องชนเผ่ายังมีปัญหาเรื่องศักยภาพของการเจรจาต่อรองกับหน่วยงาน ส่วนใหญ่เขาทำไม่ได้ ไม่กล้าพูด ไม่รู้ว่าจะเอาตรงไหนมาอ้าง
“อีกภารกิจหนึ่งที่สำคัญก็คือ เรื่องการตรวจสอบ การปกป้องสิทธิ การละเมิดสิทธิในชุมชน นี่เป็นเรื่องของเราที่ทำเป็นประจำ และยังเป็นภารกิจหลักอยู่แล้ว และเราต้องการขยายพื้นที่ของเครือข่ายในเรื่องสิทธิให้ขยายไปทั้งในระดับชุมชน รวมทั้งหน่วยงาน องค์กรอื่นๆที่เป็นภาคีและเครือข่ายร่วมกันต่อไปด้วย”
เมื่อสอบถามประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชนของกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย ว่าจะมีแนวโน้มเป็นอย่างไรต่อไปในอนาคต
ผู้ประสานงานเครือข่ายพิทักษ์สิทธิมนุษยชนชาติพันธุ์ กล่าวว่า ในมุมมองของตน ภาพรวมของประเทศในเรื่องของสิทธิมนุษยชนของกลุ่มชาติพันธุ์ คิดว่าการละเมิดสิทธิของชุมชนค่อนข้างจะรุนแรงมากขึ้นในอนาคต แม้ว่าเรื่องของสัญชาติ การศึกษา สุขภาพนั้นอาจคลี่คลาย มีความสบายใจในระดับหนึ่ง แต่เรื่องของสถานะบุคคลก็เป็นประเด็นค่อนข้างที่จะถูกละเมิดสิทธิ และชุมชน ชาวบ้านอาจจะเข้าไปไม่ถึงสิทธินั้น
“อีกเรื่องหนึ่ง ก็คือประเด็นเรื่องสิทธิในการปกป้องรักษาทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเรื่องของป่า ซึ่งจะมีกระแสของความรุนแรงมากยิ่งขึ้น อย่างเรื่องของสภาวะโลกร้อน ที่รัฐบาลมีนโยบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ในการปราบปราม ซึ่งมีการตั้งกฎระเบียบเพิ่มมากขึ้น เช่น คดีป่า คดีโลกร้อน และคดีต่างๆ เหล่านี้ ในมุมมองของตน คิดว่าเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง เพราะที่ผ่านมา ชาวบ้านมักจะเป็นแพะ ต้องถูกจับ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากลัว”
อย่างที่รู้ๆ กันนั่นแหละว่า ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลชุดไหนๆ นโยบายของรัฐมักขัดแย้งและสวนทางกับกลุ่มชาติพันธุ์อยู่เนืองๆ ซึ่งทางเครือข่ายพิทักษ์สิทธิมนุษยชนชาติพันธุ์ ก็รู้สึกวิตกกังวล ยิ่งใกล้ถึงวันยุบสภาและมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
“ในแง่ของคนทำงานในเรื่องของสิทธิมนุษยชน มองว่าหากรัฐบาลจะมีมุมมองตั้งแง่ อคติที่ไม่ดีกับพี่น้องชนเผ่า ก็เป็นเรื่องที่ลำบากเหมือนกัน แต่อยากจะฝากให้กับทางรัฐบาล คือ คิดว่ารัฐก็มีบทบาทในการเป็นคนที่ปกครองประเทศ แต่ขณะเดียวกัน การเป็นนักปกครองประเทศ ก็ต้องมองเรื่องสิทธิมนุษยชนด้วย เราจะต้องเคารพ ซึ่งมีการเคารพในความเป็นมนุษย์ เคารพใน
สิทธิของประชาชนด้วย การที่ตัวเองมีบทบาทแล้วมีอำนาจ แต่การใช้อำนาจที่ผิดก็อาจจะนำไปสู่ความไม่เป็นธรรม”




ในขณะ นายสุมิตรชัย หัตถสาร ทนายความ และเป็นเลขาธิการเครือข่ายพิทักษ์สิทธิมนุษยชนชาติพันธุ์ ได้กล่าวถึงเป้าหมายของการตั้งสำนักงานทนาความครั้งนี้ว่า ต้องการสร้างอาสาสมัครนักกฎหมายของพี่น้องชนเผ่า โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่หรือเด็กที่จบมาใหม่ๆ ขึ้นมา โดยมีเป้าหมายหลักๆ อยู่ 3 เรื่อง คือ 1.ติดตามเฝ้าระวังในเรื่องของสิทธิมนุษยชนชนเผ่า 2.การช่วยเหลือในกระบวนกลไกยุติธรรม และ 3.เพิ่มศักยภาพในการสร้างผู้นำและอาสาสมัครชุมชน
“ซึ่งในการทำงาน เรามีการประสานงานกันทุกระดับ ทั้งในพื้นที่ การทำงานกับชุมชนเรื่องประสานงานกับองค์การหน่วยงานด้านยุติธรรม รวมทั้งการระวังการละเมิดสิทธิ เราก็สามารถที่จะนำกรณีปัญหาแต่ละเรื่องนี้ นำไปเพื่อขอความช่วยเหลือโดยการใช้กลไกการตรวจสอบของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน นี่เป็นการทำงานที่จะประสานหลายภาคส่วนเข้ามาอยู่ภายใต้วัตถุประสงค์เดียวกัน
ปัจจุบัน มีสมาชิกเครือข่ายทั้งหมด 40 กว่าพื้นที่ จากทั้งหมด 4 จังหวัด คือ เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน และตาก ส่วนประเด็นเรื่องของการละเมิดสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์นั้น นายสุมิตรชัย หัตถสาร มองว่า สถานการณ์การละเมิดสิทธินั้นยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงเท่าไหร่นัก ก็ยังมีการละเมิดสิทธิอยู่เหมือนกับที่ผ่านมา เพียงแต่ว่าไม่เป็นประเด็นกรณีใหญ่ๆ เหมือนกับคดีปางแดง คดีลำพูน แต่ว่าจะมีการละเมิดสิทธิเป็นรายกรณีอีกมาก
“ดังนั้น เป้าหมายของเรา เมื่อมีการรวมตัวแล้ว มีตัวตน มีสำนักงานทนายความ มีความเป็นเครือข่ายที่ชัดเจน เราก็จะใช้หัวเครือข่ายในการขับเคลื่อน หมายถึงว่า ต้องมีการผลักดันให้เกิดการปฏิบัติ ต้องทำในเรื่องของการเรียกร้อง การยื่นข้อเสนอ กับฝ่ายรัฐ และเอาปัญหาออกมาตีแผ่ให้ทุกคนได้เห็นว่าปัญหามันคืออะไร มีการสื่อสารกับรัฐ นโยบายต่อสังคมมากยิ่งขึ้น เพราะว่าที่ผ่านมา การแก้ไขปัญหานั้นเป็นปัจเจก รายกรณี เป็นเรื่องที่ลำบากมาก มันไม่มีผลในการปฏิบัติ ถึงแม้ว่าจะแก้ปัญหาพื้นที่นี้ได้ ก็ยังมีพื้นที่อื่น มีรายอื่นต่อไปที่ตามมา ฉะนั้น ถ้าเป็นการแก้ไขที่เป็นรูปธรรมจริงๆ เราต้องนำมาสู่การรวมตัว การมีส่วนร่วม เผยแพร่ต่อสาธารณะ และผลักดันให้มีการแก้ไขปัญหาทางนโยบายที่ชัดเจน” เลขาธิการเครือข่ายพิทักษ์สิทธิมนุษยชนชาติพันธุ์ กล่าวในตอนท้าย.

นักปรัชญาชายขอบ: "ม.112" ขัดต่อหลักความยุติธรรมอย่างไร

ที่มา ประชาไท

ไม่ว่าจะมองจากหลักความยุติธรรมตามระบอบประชาธิปไตย หรือหลักการ “พระมหากษัตริย์ทรงทศพิธราชธรรม” มาตรา 112 และรัฐธรรมนูญมาตรา 8 ย่อมสมควรถูกยกเลิก หรือแก้ไขปรับปรุงให้ไปกันได้กับหลักเสรีภาพและความเสมอภาค

ความตอนหนึ่งในข้อเขียนชื่อ “พลิกตำนาน-เบื้องลึก รัฐบุรุษอาวุโว ปรีดี พนมยงค์” (คอลัมน์ ข้างหลังเซียน มติชนรายวัน 20 มีนาคม 2554) อ้างถึงคำพูดของ "ดุษฎี พนมยงค์ บุญทัศนกุล" ทายาทลำดับที่ 5 จากทั้งหมด 6 คนของ "ปรีดี-พูนศุข พนมยงค์" ระบุว่า

"ดุษฎี" เริ่มน้ำตาคลอเมื่อต้องพูดถึงความรู้สึกของผู้เป็นพ่อหลังเกิดกรณีสวรรคตรัชกาลที่ 8 ว่า

"ทุกคนชอบถาม แต่คุณพ่อไม่เคยบอกอะไรกับลูกหรือแม้แต่คุณแม่ คุณพ่อเคยพูดกับนักเรียนไทยในอังกฤษบอกว่าประวัติศาสตร์เมื่อถึงเวลาแล้วประวัติศาสตร์จะบอกเองว่าได้เกิดอะไร นี่คุณพ่อพูดแค่นี้ คุณพ่อมีความดีอยู่อย่างคือไม่เคยใส่ร้ายใคร คุณพ่อเป็นนักวิทยาศาสตร์สังคมและเป็นคนไม่พูดเรื่อยเปื่อยโดยไม่มีหลักฐานยืนยันไม่ใส่ร้ายใคร"

ยิ่งหากให้สรุปถึงเหตุการณ์ที่ "รัฐบุรุษอาวุโส" เคยเสียใจที่สุดนั้น "ดุษฎี" พูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า

"คุณพ่อไม่ได้พูด...แต่พวกเราพูด แต่ละไว้จุด จุด จุด บอกแล้วว่าไม่พูดย้อนหลังพูดแต่ข้างหน้า"

คำถามที่เราควรถามต่อ “ความเป็นมนุษย์” ของตนเองคือ หากเราเป็นคนในตระกูล “พนมยงค์” เราจะรู้สึกคับแค้นใจเพียงใดที่ “จำเป็นต้องไม่พูดความจริง” ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าการพูดความจริงนั้นมันยุติธรรมต่อความเป็นมนุษย์ของเราในแง่ที่ว่า “ทุกคนควรมีเสรีภาพในการพูดความจริงเพื่อปลดเปลื้องตนเองจากการเข้าใจผิดของสังคม หรือจากการถูกลงโทษ (ทางสังคม ฯลฯ) ที่ไม่เป็นธรรม”

และหากมองในมิติทางสังคม-การเมืองในสังคมเสรีประชาธิปไตย เราจะตอบได้อย่างไรว่า สังคมที่ไม่อนุญาตให้ประชาชนพูดความจริงด้านลบของบุคคลสาธารณะใดๆ เป็นสังคมที่มีความยุติธรรมในความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ (ชนชั้นปกครอง) กับประชาชน !

นี่คือหัวใจของปัญหาแห่งประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือที่นิยมเรียกกันว่า “กฎหมายหมิ่นพระบรมราชานุภาพ” และบทบัญญัติมาตรา 8 วรรค 1 แห่งรัฐธรรมนูญที่ว่า “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้”

ในทางนิติปรัชญา กฎหมายคือเครื่องมืออำนวยความยุติธรรม ซึ่งหมายความว่ากฎหมายจะต้องบัญญัติขึ้นบน “หลักความยุติธรรม” (principle of justice) บางอย่าง

เช่นในสังคมเสรีประชาธิปไตยกฎหมายต้องบัญญัติขึ้นบนหลักความยุติธรรมพื้นฐาน 2 ประการ คือ หลักเสรีภาพ และหลักความเสมอภาค

ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และมาตรา 8 แห่งรัฐธรรมนูญ คือกฎหมายที่ขัดกับหลักความยุติธรรมพื้นฐานทั้งสองประการโดยตรง เพราะเป็นกฎหมายที่วางระบบความสัมพันธ์ระหว่างชนชั้นปกครองกับประชาชนอย่างอยุติธรรม
เนื่องจาก 1) กำหนดสถานะความไม่เท่าเทียมในความเป็นคนระหว่างชนชั้นปกครองกับประชาชน 2) จำกัดเสรีภาพในการตรวจสอบของประชาชน คือประชาชนไม่มีสิทธิ์ตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์ สืบค้นหาความจริงหรือข้อเท็จจริงด้านลบของบุคคลที่มีสถานะพิเศษตามข้อ 1)

หากมองในระดับลึก สังคมที่ยอมรับกฎหมายที่ขัดต่อหลักความยุติธรรมเช่นนั้น ย่อมเป็นสังคมที่ยอมรับระบบอันอยุติธรรมต่อ “ความเป็นมนุษย์” ของตนเอง !

กรณีชะตากรรมของรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์และครอบครัวก็ดี กรณีนางสาวดารณี ชาญเชิงศิลปะกุล ก็ดี หรือประชาชนทุกคนที่ถูกจำกัดเสรีภาพในการพูดความจริงคือผู้ที่ได้รับความอยุติธรรมจากกฎหมายดังกล่าว

เพราะโดยความเป็นมนุษย์ในแง่มโนธรรมสำนึก ไม่ยุติธรรมเลยที่มนุษย์เราจะถูกบังคับหรือกำหนดโดยกฎหมายให้ต้องเคารพสักการะบุคคลใดๆ ก็ตาม เพราะการเคารพสักการะหรือความศรัทธาเชื่อถือเป็นอิสระทางจิตใจของแต่ละบุคคล

และไม่ยุติธรรมเลยที่ประชาชนต้องถูกจำกัดเสรีภาพในการพูดถึงความจริงทั้งด้านบวกและลบของบุคคลสาธารณะใดๆ ที่ยังชีพด้วยภาษีของประชาชน และยิ่งเป็นความโหดร้ายต่อจิตใจมนุษย์หากชีวิตเขาต้องยอมจำทนไม่พูดความจริงที่ควรจะพูด (อย่างที่ครอบครัวปรีดี พนมยงค์ประสบ)

นอกจากมาตรา112 และรัฐธรรมนูญมาตรา 8 จะขัดกับหลักความยุติธรรมตามระบอบประชาธิปไตยดังกล่าวแล้ว ยังขัดแย้งโดยตรงต่อระบบความเชื่อที่ว่า “พระมหากษัตริย์ทรงทศพิธราชธรรม” หรือ “ปกครองแผ่นดินโดยธรรม”

เพราะหากปราศจากเสรีภาพในการตรวจสอบแล้วประชาชนจะ “รู้” (ไม่ใช่ “เชื่อ”) ได้อย่างไรว่า พระมหากษัตริย์ปฏิบัติตามทศพิธราชธรรมหรือปกครองแผ่นดินโดยธรรมจริงหรือไม่?

นี่คือประเด็นสำคัญอีกประเด็นหนึ่ง หากเรายอมรับว่าระบบความเชื่อที่ว่า “พระมหากษัตริย์ทรงทศพิธราชธรรม” เป็นระบบความเชื่อที่มาจากพุทธศาสนา เราจำเป็นต้องยอมรับต่อไปว่า “คุณธรรมหรือความดีงามตามกรอบคิดของพุทธศาสนานั้นสัมพันธ์อย่างจำเป็นกับการตรวจสอบ”

เพราะตามหลักกาลามสูตร สัจจะและความดีงามทางศีลธรรมม่อาจถูกยืนยันได้ด้วย “อำนาจ” และ “การสร้างความเชื่อ” แต่ถูกยืนยันหรือรับรองด้วย “เสรีภาพในการตรวจสอบ” อย่างเต็มที่

ฉะนั้น ไม่ว่าจะมองจากหลักความยุติธรรมตามระบอบประชาธิปไตย หรือหลักการ “พระมหากษัตริย์ทรงทศพิธราชธรรม” มาตรา 112 และรัฐธรรมนูญมาตรา 8 ย่อมสมควรถูกยกเลิก หรือแก้ไขปรับปรุงให้ไปกันได้กับหลักเสรีภาพและความเสมอภาค

จึงเป็นเรื่องสมเหตุผลอย่างยิ่งที่คนเสื้อแดงรณรงค์ยกเลิก ม.112 และที่จริงแกนนำ แกนนอน และพรรคการเมืองที่คนเสื้อแดงสนับสนุน ควรมีวาระที่ชัดเจนและจริงจังมากขึ้นในการรณรงค์เรื่องนี้ !

กวีประชาไท: ทับ “ธรรม” แหละ...

ที่มา ประชาไท

กว่าสองพันห้าร้อยปีที่ล่วงผ่าน
จะช้านานอย่างไรไม่แปรเปลี่ยน
‘จิตเดิมแท้’ ยังตั้งอยู่เพื่อรู้เรียน
หนทางเวียนทางลัดจัดไว้แล้ว

ในจิตที่มีความปริสุทธิ์
กิเลสผุดแค่ผ่านไม่นานแผ่ว
มีสติรู้ตัวไม่กลัวแกล้ว
จะโลกุตฯ โลกิฯ แผ้วผ่านไป

พุทธองค์ทรงประกาศความเทียมเท่า
คนหนึ่งคนเป็นคนเพราะตนไต่
มิใช่เพราะวรรณะกักกันไว้
อยู่ที่ใฝ่ดีชั่วตัวประพฤติ

พระธรรมเอกพุทธองค์ทรงสอนสั่ง
ชีวิตนั้นมีค่าดารดึก
จิตมีใจ ใจมีจิตที่คิดนึก
การพรากพฤติบาปหนาคณานัก

โลกุตฯ โลกิฯ มิแยกไม่แปลกดอก
แต่จะต้องเกื้อเพื่อคนทนทุกข์หนัก
ต้องเพื่อห้ามประหัตชีวิตอวิชนัก
ต้องรู้หลักแยกแยะในแง่นี้

พระพม่าต้านปฏิวัติหยุดการฆ่า
จีวรเหลืองสะบัดหราสู้ทุกที่
ถึงกระบอกปืนทหารจะผลาญพลี
แต่โลกิฯ ดุลโลกุตฯ ดุจเดียวกัน

หากทว่า “ทับธรรม” ไทยในวันนี้
เรียกให้มีปฏิวัติรัฐประหาร
ถือกระบอกปืนเพื่อว่าจะฆ่าฟัน
ควบคุมมันด้วยปืน ไม่เป็นไร

ไม่อยู่ข้างชั้นชนคนทุกข์ยาก
ร่วมจัดฉากชาตินิยมขึ้นมาใหม่
เพื่อกลบอธรรมไร้ประชาธิปาไตย
ที่แก่นธรรมพระทรงชัยวางไว้นั้น

สันตินั้นอยู่ไหน กรูไม่รู้
กรูไม่หยุด หาความรู้ กรูไม่หัน
สมณะพระพุทธเจ้าได้อย่างไรกัน?
ทับพระธรรม์ของพระองค์ลงแหลกลาญ...

หมายเหตุจากผู้เขียน: บทกวีนี้เขียนขึ้นมาเพื่อล้อเลียนหน้าปกมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 21-27 มกราคม 2554 ที่พาดหน้าปกว่า "ทับ 'ธัมมั้ง' ?"

แคมเปญเสื้อแดง40ล้านคนบอยคอตคาราบาวฮ็อตในเวบสนุกด็อตคอม 2วันยอดคนแห่อ่านเกินครึ่งแสน

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
22 มีนาคม 2554

กระดานสนทนาสนุกด็อทคอม ลงกระทู้เรื่อง เสื้อแดง 40 ล้านคน บอยคอต "แอ๊ด คาราบาว" เมื่อวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา ในช่วงที่มีการจัดคอนเสิร์ต 30ปีคาราบาว ผ่านไปเพียง 2 วัน มียอดผู้อ่านกระทู้นี้เฉียด 65,000 คลิ้ก

เนื้อหากระทู้ระบุว่า ไม่รู้จะมาจากสาเหตุอะไร ที่สื่อเิืสื้อแดงตีข่าวสั้นๆว่าจะไม่สนับสนุนศิลปินเพื่อชีวิตรุ่นใหญ์"แอ๊ด คาราบาว"รวมทั้งไม่ขอข้องเกี่ยวกับเครื่องดื่มชูกำลังยี่ห้อ"คาราบาวแดง" เนื้อความ ดังนี้

"เสื้อแดงทั่วประเทศที่เคยออกเสียงเลือกทรท.19 ล้านคน รวมคนในครอบครัวอีก1 ขั้นต่ำก็ 40 ล้านคนทั่วประเทศ รวมพลังงดอุดหนุน งดดู งดฟัง งดสมาคมกับแอ๊ด คาราบาว คว่ำบาตรเครื่องดื่มคาราบาวแดง"


ไม่รู้เป็นเพราะน้าแอ๊ด แกไปประกาศวาจาแบบนี้ ฟังดูแล้วเหมือนสัญญาลูกผู้ชายกลางงานระดมทุนของพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2554 หรือเปล่า

"ต้องกราบขอโทษสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งถือว่าตัวเองเป็นเด็กน้อยทางการเมือง ไม่ประสีประสา ตอนนี้รู้แล้วว่า พรรคประชาธิปัตย์ เป็นพรรคการเมืองที่ยืนอยู่เคียงข้างประชาชน และผมขอสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์"


มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นทั้งเห็นด้วย และไม่เห็นด้วยกับการรณรงค์ดังกล่าว และมีการตั้งข้อสังเกตว่าคนเสื้อแดงทั่วประเทศมีมากถึง 40 ล้านคนจริงหริอ?

ทั้งนี้ไทยอีนิวส์ได้นำประเด็นการรณรงค์บอยคอตคาราบาวมานำเสนอไว้ที่เวบของเราในหน้าแรก ภายหลังจากมีการรณรงค์บอยคอตคาราบาวตามกระดานสนทนาต่างๆ เพื่อสะท้อนถึงการต่อต้านที่แอ๊ด คาราบาว ประกาศบนเวทีจัดเลี้ยงหาทุนพรรคประชาธิปัตย์

สำหรับงานคอนเสิร์ต 30 ปีคาราบาว ที่จะขึ้นเวทีที่สนามเวโลโดม หัวหมากนั้น ผู้จัดการกล่าวว่า รายได้ไม่หักค่าใช้จ่ายใดๆเลย มอบสมทบทุนมูลนิธิราชประชานุเคราะหทั้งหมด

และเนื่องในปีมหามงคลปีนี้ แอ๊ด คาราบาว ได้แต่งเพลงพิเศษเพื่อเฉลิมพระเกียรติในหลวงของเรา ในชื่อเพลง "ผู้ปิดทองหลังพระ" ซึ่งร้องและบรรเลงในคอนเสิร์ต "เวโลโดรมรีเทิร์น" ทั้ง 2 วัน คือ19-20 มีนาคมที่ผ่านมา เป็นครั้งแรก

ไทยรัฐออนไลน์รายงานว่า ฟังจากแผ่นตัวอย่างแล้วน้ำตาซึมที่ได้เกิดมาเป็นคนไทยภายใต้พระบารมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน

นปช.EUพบทักษิณในยุโรป

ที่มา Thai E-News



โดย เมย์ (แดงแจ๊ด) เยอรมนี
22 มีนาคม 2554

ประธานและคณะUDD THAI OF EU เข้าเยี่ยมคารวะนายกฯทักษิณที่สหภาพยุโรป

คุณมนูญ มิ่งชัย ประธานนปช.สหภาพยุโรป(นปช.อียู) และคณะเข้าเยี่ยมคารวะนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่โรงแรมแห่งหนึ่งในสหภาพยุโรปเมื่อไวๆนี้

ซึ่งการเข้าพบครั้งนี้ได้มีการพูดคุยถึงอนาคตทางเศรษฐกิจ และการเมืองของประเทศไทย

นายกฯทักษิณ ได้เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารเย็นให้กับคณะนปช.อียู และได้กล่าวขอบคุณที่พี่น้องเสื้อแดงที่อยู่ในต่างประเทศที่ได้มองเห็นความไม่ยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย จึงได้รวมตัวกันต่อต้านรัฐบาลเผด็จการ และต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมให้กับพี่น้องที่เมืองไทย

ก่อนเดินทางกลับได้ให้กำลังใจ และขอให้พี่น้องเสื้อแดงไม่ว่าจะอยู่ที่ใหนของโลกให้รักกันและเป็นกำลังใจให้กันและกันตลอดไป

Monday, March 21, 2011

เพชรวรรตมอบตัวสู้เลือกตั้ง-ดีเจอ้อมคิวพรุ่งนี้ ทะเหี้ย..มทัพภาค3ปูด188รายชื่อแกนนำแดงเหนือ

ที่มา Thai E-News



โดยทีมข่าวไทยอีนิวส์
21 มีนาคม 2554

'เพชรวรรต'ผอ.วิทยุเชียงใหม่51เข้ามอบตัวแล้วหลังหลบภัย9เดือน ประกาศเดินหน้าสู่สนามเลือกตั้ง พรุ่งนี้ดีเจอ้อมมอบตัวที่กรุงเทพฯหลังยืนหยัดจนนาทีสุดท้ายที่ราชประสงค์ ทะเหี้ย..มกองทัพภาค3ปูด188รายชื่อแกนนำแดงภาคเหนือตกเป็นเป้าจับตามอง

เพชรวรรต ผอ.วิยุเชียงใหม่51มอบตัวเตรียมลงเลือกตั้ง

วันนี้ นายเพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุล แกนนำกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 เดินทางมามอบตัวต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่สถานีตำรวจภูธรแม่ปิง จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีแกนนำกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 รุ่นที่ 2 ร่วมมาให้กำลังใจ โดยผอ.เพชรวรรตได้รับทราบข้อกล่าวหา และยื่นขอประกันตัวในคดีบุกรุกกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 โดยใช้หลักทรัพย์จำนวน 1 แสนบาท ก่อนที่จะออกมาพบปะกับสมาชิกกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 จำนวนหนึ่งที่มารอแสดงความยินดีบริเวณหน้าสถานีตำรวจภูธรแม่ปิง

นายเพชรวรรต เป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยคนสำคัญของเชียงใหม่ เป็นผู้อำนวยการสถานีวิทยุรักเชียงใหม่ 51 ที่มีบทยาทต่อต้านเผด็จการเรียกร้องประชาธิปไตยอย่างโดดเด่น ได้ตกเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับของเจ้าหน้าที่ตำรวจในคดีต่างๆ หลายคดี แต่ได้หายตัวไปนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์สลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในช่วงเดือนเมษายน 2553 จนกระทั่งเมื่อแกนนำคนเสื้อแดงที่หลบภัยไปหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวเริ่มทยอยเดินทางเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ นายเพชรวรรตจึงได้เดินทางมามอบตัว

นายเพชรวรรต กล่าวถึงการเข้ามอบตัวในครั้งนี้ว่า ได้ยื่นประกันตัวใน 2 คดี รวมประมาณ 20 ข้อหา ซึ่งในส่วนของคดีความนั้นจะดำเนินการสู้คดีต่อไป ที่ผ่านมาได้หลบไปพักอาศัยอยู่ในต่างประเทศ ก่อนจะตัดสินใจเดินทางกลับมาสู้คดี เนื่องจากรัฐบาลเตรียมที่จะยุบสภาและจัดการเลือกตั้ง รวมทั้งผู้ใหญ่ได้แนะนำให้เข้ามามอบตัวสู้คดีด้วย

สำหรับแนวทางการเคลื่อนไหวในอนาคตนั้น คงจะเป็นการเตรียมการเพื่อเข้าสู่การเลือกตั้งตามที่รัฐบาลได้ประกาศไว้ ซึ่งจากบัดนี้ไปก็จะเหลือเวลาอีกประมาณ 45 วันก่อนที่จะมีการยุบสภา โดยที่ตัวเขาเองได้รับมอบหมายจากพรรคเพื่อไทยให้รับผิดชอบในการออกไปประชาสัมพันธ์และให้ความรู้เกี่ยวกับนโยบายและแนวทางการดำเนินงานของพรรคในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือ รวมทั้งยังชื่อเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคอีกด้วย แต่จะลงสมัครรับเลือกตั้งในเขตใดนั้นขึ้นอยู่กับการพิจารณาของพรรค

ดีเจอ้อมเข้ามอบตัวพรุ่งนี้ที่กรุงเทพฯ

ขณะที่การเคลื่อนไหวของกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 นั้น นายเพชรวรรตกล่าวว่า คงจะไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับทางกลุ่มมากนัก เพราะจะต้องรับผิดชอบเดินสายให้ความรู้กับประชาชนเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง อีกทั้งกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 เองก็มีแกนนำรุ่นที่ 2 ซึ่งจะเป็นผู้ที่ทำหน้าที่ตัดสินใจเกี่ยวกับการดำเนินการต่างๆ ของทางกลุ่มเอง

ส่วนความเคลื่อนไหวของแกนนำของกลุ่มคนอื่นๆ ที่ยังหลบหนีคดีความอยู่นั้น นายเพชรวรรตกล่าวว่าทั้งหมดจะทยอยกันมามอบตัว โดยนางกัญญาภัค มณีจักร หรือดีเจอ้อม แกนนำกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 อีกคนหนึ่งจะเดินทางกลับมามอบตัวสู้คดีที่กรุงเทพฯ ในวันพรุ่งนี้

ทั้งนี้ดีเจอ้อมเล่าในเฟซบุ๊คว่า วันที่มีการสลายการชุมนุมนั้นเธอเดินไปหน้าเวทีราชประสงค์ และยืนยันปักหลักสู้จนถึงที่สุด แต่มีหญิงชราคนหนึ่งที่จำเธอได้ดีมากอดแล้วร้องไห้ขอร้องให้หลบภัยไปก่อน เพราะเกรงว่าเผด็จการต้องสังหารเธอแน่ เพราะฝ่ายเผด็จการกล่าวหาว่าเธอเป็นพวกแดงฮาร์ดคอร์ เธอจึงต้องจำใจผละจากที่ชุมนุมและหลบภัยยาวนาน

ด้านนายกฤษณะ พรมบึงรำ แกนนำกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 รุ่นที่ 2 กล่าวถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ว่า จากนี้ไปกลุ่มคนเสื้อแดงจะเน้นไปที่การตั้งมั่นอยู่ในพื้นที่เพื่อเตรียมรับการเลือกตั้ง โดยมีเป้าหมายคือต้องช่วยกันทำให้พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งและได้จัดตั้งรัฐบาล ขณะเดียวกันก็จะมีการติดตามเรียกร้องความเป็นธรรมจากรัฐบาล ออกประชาสัมพันธ์เผยแพร่แนวคิดประชาธิปไตย และพบปะประชาชนเพื่อประชาสัมพันธ์เผยแพร่นโยบายของพรรคเพื่อไทยให้ประชนรับทราบ ซึ่งหากพรรคเพื่อไทยได้คะแนนเสียง 250 เสียงขึ้นไปก็จะมีเสียงข้างมากและมีความชอบธรรมที่จะจัดตั้งรัฐบาล

เชียงใหม่51เปิดทางให้คนในรัฐบาลมาหาเสียงได้ไม่ต่อต้าน

นอกจากนี้ แกนนำกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 รุ่นที่ 2 ยังเปิดเผยด้วยว่าทางกลุ่มจะเน้นในเรื่องการลดเงื่อนไขความขัดแย้งเพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง โดยต่อจากนี้จะไม่มีการออกมาต่อต้านหากมีรัฐมนตรีจากรัฐบาลเดินทางมาปฏิบัติงานที่จังหวัดเชียงใหม่ เช่นเดียวกับในช่วงการเลือกตั้งที่ทุกพรรคการเมืองจะมีสิทธิในการหาสียงและนำเสนอนโยบายโดยไม่มีการต่อต้าน ซึ่งในส่วนนี้ทางกลุ่มจะได้ชี้แจงและขอความร่วมมือจากสมาชิกของกลุ่มต่อไป ทั้งนี้เชื่อว่าสมาชิกของกลุ่มเป็นคนมีเหตุผลและรู้ว่าสิ่งใดควรไม่ควร

“ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรี หรือ ครม.สามารถเดินทางมาเชียงใหม่ได้โดยจะไม่มีการต่อต้าน รวมไปถึงช่วงการเลือกตั้งด้วย โดยเราตั้งใจจะให้เชียงใหม่เป็นแบบอย่าง ว่าใครก็สามารถเดินทางมาหาเสียงได้ ไม่มีการประท้วงต่อต้านเพื่อที่สมาชิกของพรรคเพื่อไทยจะได้สามารถเดินทางไปยังภาคอื่นๆ ได้ด้วยเช่นกัน”

นายกฤษณะ กล่าวด้วยว่า อาจมีการแสดงความเห็นหรือแสดงออกในเชิงคัดค้านหรือไม่เห็นด้วย อาทิการยกป้ายประท้วง หากมีคนขอรัฐบาลเดินทางเข้ามาในพื้นที่ซึ่งถือเป็นสิทธิส่วนบุคล แต่ทางกลุ่มจะพยายามขอความร่วมมือจากสมาชิก โดยจะไม่ให้มีการใช้กริยาที่ไม่สุภาพหรือการด่าทออย่างเด็ดขาด

กองทัพภาค3ขึ้นรายชื่อ188แกนนำเสื้อแดงภาคเหนือต้องจับตา


เอกสารซึ่งอ้างว่า กองทัพภาคที่ 3 ขึ้นบัญชีรายชื่อ 188 แกนนำเสื้อแดงภาคเหนือภาคส่วน (รายละเอียดทั้งหมดอ่านที่กระทู้ในกระดานสนทนาอินเตอร์เน็ตฟรีด้อม)

ขณะเดียวกันมีการเปิดเผยว่า กองทัพภาคที่ 3 ซึ่วเป็นทหารที่ควบคุมภาคเหนือทั้งหมดได้รวบรวมรายชื่อแกนนำมวลชน ในเขต 17 จังหวัดภาคเหนือ จำนวน 188 คน ขึ้นบัญชีที่ต้องติดตามความเคลื่อนไหว โดยในเอกสารดังกล่าวนี้มีการใส่เครื่องหมาตราดาวให้ตั้งแต่ 1 ไปถึง 3 ดาว ตามแต่บทบาทของแต่ละคน เช่น ผอ.เพชรวรรต และดีเจอ้อมได้ 3 ดาว เพราะมีบทบาทมาก

แกนนำเสื้อแดงภาคเหนือรายหนึ่งเปิดเผยว่า แกนนำทั้ง 188 รายนี้ ส่วนใหญ่จะเคยโดนทหารเรียกตัวไปพูดคุยหลายครั้ง หรือทุกครั้งที่เราจะทำกิจกรรมของคนเสื้อแดง แต่ในครั้งนี้มีการเปิดเผยอีกว่ามีรายชื่อใหม่ๆ ในกลุ่มที่ไม่เคยโดน และมีติดรายชื่อทุกจังหวัดของภาคเหนือ

จากการวิเคราะห์ของกลุ่ม “ศูนย์ประสานงานกลาง นปช. แดงเชียงใหม่”แล้ว พอจะมีรายละเอียดดังนี้

1. ในจังหวัดเชียงใหม่เป็นรายชื่อเดิมๆ เป็นส่วนมาก ที่มีหายไปหลายชื่อเพราะบางคนไม่ได้ร่วมทำกิจกรรมมาแล้วหลายปี (ไม่ออกหน้า) ส่วนที่มีรายชื่อเพิ่มเข้ามาก็ไม่แน่ใจว่าเพิ่งมีรายชื่อ หรือไม่เคยไปรายงานตัว เพราะบางท่านที่ไม่ค่อยมีบทบาทในการทำกิจกรรมกลับมีรายชื่อ (มีอยู่คนหนึ่งเป็นอดีตสมาชิกสมาพันธ์ชาวเหนือเพื่อประชาธิปไตย ติดอยู่ในรายชื่อนี้ แต่เจ้าตัวบอกว่า ไม่เคยทราบมาก่อน ) เพราะฉะนั้นหมายความว่า ในรายงานชิ้นนี้ มีการปรับปรุงข้อมูลเช่นกันในการตัดรายชื่อและเพิ่มรายชื่อ แต่ยังเป็นข้อมูลที่ไม่ยังไม่เป็นปัจจุบัน

รายชื่อเหล่านี้ น่าจะจัดทำช่วงปลายปี 2552

2.สังเกตจากรายชื่อของกลุ่ม ศูนย์ประสานงานกลาง นปช. แดงเชียงใหม่ ( รายชื่อเชียงใหม่ ลำดับที่ 15 – 23 เป็นกลุ่มบุคคลที่โดนเรียกตัวทุกครั้ง) ในรายงานพฤติกรรมของทุกๆคน และการเขียนชื่อบุคคลในลำดับที่ 20 นายสาทิน(นิกร) สุกันทา มีความเหมือนกันมากในรายงานการประชุมกลุ่มศูนย์ประสานงานฯ ที่พิมพ์แจกจ่ายในการประชุม (ในการรวมกลุ่มกันครั้งแรก เราก็ยังไม่รู้จักกันเป็นส่วนตัว จึงยังต้องมีการแนะนำตัวเองในที่ประชุม เรารวมกลุ่มกัน หลัง เม.ย 52 ) อย่างเช่นคุณสาทิน ไม่มีใครรู้จัก เพราะเรารู้จักชื่อเดิมเขาในชื่อ นิกร จึงต้องวงเล็บไว้ และที่จริงต้องเขียนว่า สาธิน จึงจะถูกต้อง แต่ในที่ประชุมครั้งนั้นมีการเขียนผิด และรายชื่อของ ทพ.3 ก็เลยผิดตาม

3.ในรายชื่อกลุ่ม ศูนย์ประสานงานกลาง นปช. แดงเชียงใหม่ ลำดับที่ 15 คุณ สุเทพ สายทอง ไม่เคยเข้าร่วมในการทำกิจกรรมใดๆเลย (เพราะต้องเก็บตัวจากอุปสรรคงานประจำ และธุรกิจ) และลำดับที่ 17 นายพีรพล มรกต ไม่ได้เข้าร่วมทำกิจกรรมร่วมกับกลุ่ม มาตั้งแต่ หลัง 19 พ.ค.53 พอสรุปได้ว่ารายชื่อเหล่านี้หลุดไปจาก รายงานการประชุมกลุ่มฯ และมีอีกหลายรายชื่อที่ทหารมีอยู่ในมือ แต่ยังไม่นำเอาเข้าใส่ในรายชื่อบัญชีเป้าหมาย และรายชื่อเหล่านี้น่าเป็นข้อมูลเก่าตั้งแต่ปี 2552 - 2553

การที่กองทัพภาคที่ 3 นำรายชื่อเหล่านี้"หลุด"ออกมาเผยแพร่ในครั้งนี้ น่าจะเป็นการออกมาป้องปราบแกนนำคนเสื้อแดงบางคนให้เท่านั้น เพราะช่วงนี้จะเป็นการเดินทางกลับมาของบุคคลในบัญชีรายชื่อหลายท่าน โดยเฉพาะในกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ที่ ผอ.เพชร(ลำดับที่ 1.) และ ดีเจอ้อม (4.) จะเดินทางเข้ามอบตัว

เพราะฉนั้นพอสรุปได้ว่า ในการเอารายชื่อเหล่านี้ออกมาเปิดเผยน่าจะเป็นฝีมือของทหาร และต้องนำออกมาจำนวนมากหลายชุด เพื่อหวังผลในการกดดันแกนนำ และสร้างความแตกตื่นให้แก่มวลชนที่ได้รับเอกสารเหล่านี้ โดยการอำพรางว่าเป็นเอกสารลับ

"เราจึงมีความคิดกันว่า ต้องทำให้เอกสารเหล่านี้กลายเป็นเอกสารสว่าง หรือเอกสารธรรมดาไม่มีความพิเศษ ใครก็สามารถเห็นได้โดยทั่วไป จึงมีการนำเอกสารของทัพภาคที่3ออกเผยแพร่เพื่อแสดงว่าแกนนำเสื้อแดงเคลื่อนไหวอย่างเปิดเผย ตามระบอบประชาธธิปไตย"แกนนำเสื้อแดงภาคเหนือรายหนึ่งระบุ

10ภัยร้ายออนไลน์:มหันตภัยแห่งความทันสมัย

ที่มา Thai E-News


ทวิตเตอร์และเฟซบุ๊ก ก็มีส่วนช่วยอยู่บ้าง แม้ว่าจะไม่มากเท่าที่สำนักข่าวอัลจาซีราทำก็ตาม แต่คู่มือที่นักเคลื่อนไหวในอียิปต์ผลิตขึ้นนั้นเขียนไว้ตั้งแต่หน้าแรกว่า 'อย่าใช้เฟซบุ๊กและทวิตเตอร์' และย้ำอีกในหน้าสุดท้ายว่า 'อย่าใช้เฟซบุ๊กและทวิตเตอร์' ”:จูเลียน อัสซานจ์ Wikileaks


โดย ปาแด งา มูกอ
21 มีนาคม 2554

วันนี้ผมรีบร้อนและร้อนรน จึงขอเสนอเรื่องที่ท่านผู้อ่านทุกท่าน ได้โปรดใช้วิจารณญาณ รอบคอบและรู้ทัน มหันตภัยของเล่นชนิดใหม่ของผู้เรืองปัญญา ระวังกันไว้ให้มากๆน่ะครับ โดยเฉพาะการใช้facebook และtwitterของกลุ่มพลังทวลชนบนโลกออนไลน์

ก่อนอื่นขอนำข้อมูลเกี่ยวกับภยันตรายสมัยใหม่ที่มากับโลกออนไลน์ให้พิจารณากันก่อน

10 อันดับภัยร้ายออนไลน์

นักท่องเว็ป,กลุ่มท่องเว็ป,พลังมวลชนที่ชอบท่องเว็ป ท่านกำลังจะตกหลุมพรางให้อาชญากรคอมพิวเตอร์ ซึ่งมักหาผลประโยชน์ ในช่วงเหตุการณ์ หรือเทศกาลต่างๆ ซึ่งมีผู้นิยมใช้บริการมากที่สุด และมักวางแผน ใช้เล่ห์กลลวง โดยใช้ชุมชน เครือข่ายสังออนไลน์ เป็นเครื่องมือ หลอกล่อ ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต ที่ไม่ได้ระวังตัว

นักวิจัย เทรนด์ ไมโคร อิงค์ เผยว่า กลุ่มผู้บริโภคที่เลือกใช้บริการ สั่งซื้อสินค้า,การเลือกเข้ากลุ่มในการทำกิจกรรม ทางอินเตอร์เน็ตส่งข้อมูล ล้วนเสี่ยงต่อภัยคุกคาม ข้อมูลบนเว็บ,ไวรัส และการขโมยข้อมูล ส่วนบุคคลทั้งสิ้น

โดยมีข้อแนะนำให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต ทั้งหลาย ระมัดระวังการใช้งานให้เพิ่มมากขึ้น และขอแจ้ง 10 อันดับ ภัยคุกคามลออนไลน์ ได้แก่

อันดับ 1 ใบแจ้งราคาสินค้าปลอม ที่ส่งมาทางอี-เมลอาจแฝงภัยร้ายมัลแวร์ไว้ :

เมื่อผู้ใช้เปิดไฟล์ หรือคลิกลิงก์ที่ได้รับผู้ใช้ ก็จะถูกขโมยข้อมูลส่วนตัวทันที ยิ่งผู้ใช้ที่ไม่ใช่นักช็อปออนไลน์ ที่ได้รับข้อความในลักษณะนี้ และแน่ใจว่าไม่ได้ทำการ สั่งซื้อสินค้าใดๆ ตามที่กล่าวอ้างในข้อความ ก็อาจสงสัย และเปิดไฟล์แนบท้ายได้เช่นกัน ผู้ใช้เน็ตจึงจำเป็นต้องระมัดระวัง และคำนึงถึงความปลอดภัยระหว่างเลือกซื้อสินค้าออนไลน์

อันดับ 2 โทรจัน ที่มาพร้อมใบเสร็จจากผู้จัดส่งสินค้าปลอม ข้อความต่างๆ จากผู้จัดส่งสินค้ายอดนิยม

ซึ่งแจ้งว่าไม่สามารถ ส่งมอบ ของให้ผู้รับได้ ดังนั้น ผู้รับข้อความจำเป็นต้องเรียกข้อมูล หรือไฟล์แนบท้าย ที่มีลักษณะ เหมือนใบเสร็จรับเงิน ขึ้นมาดู แต่จริงๆ แล้วเป็นสแปม ล่อลวงผู้ใช้ให้ติดตั้งโทรจัน ลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ ปัญหาดังกล่าวค่อนข้าง แยกแยะลำบาก สำหรับนักช็อปออนไลน์

อันดับ 3 อี-คอมเมิร์ซฟิชชิ่ง :

ปกติอาชญากรคอมพิวเตอร์ จะใช้วิธีล่อลวงเหยื่อ (ฟิชชิ่ง) ด้วยข้อความอี-เมล์ที่มาจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ แต่ว่าจริงๆ แล้วคือลิงก์ที่เป็นอันตราย จากนั้นลิงก์ดังกล่าว จะนำผู้ใช้งานไปยังเว็บไซต์ลวงที่มีดูเหมือนปกติทั่วไป เช่น เว็บอีเบย์ ได้รับการจัดอันดับ ว่าเป็นร้านค้าปลีกออนไลน์ที่ได้รับความนิยมสูงสุด และยังเป็นเว็บไซต์ ที่ถูกเหล่าอาชญากร คอมพิวเตอร์ เลือกเป็นไซต์ฟิชชิ่ง สูงที่สุดด้วย และเป็นส่วนหนึ่งของกลอุบาย ที่จะขโมยข้อมูลส่วนตัว

อันดับ 4 กับดักข้อมูลส่วนบุคคลในรูปบัตรของขวัญ และโปรโมชั่น :

ผู้ใช้ที่ชอบค้นหาของฟรี หรือโปรโมชั่นพิเศษบนเว็บ เสี่ยงต่อการถูกโจมตี ในลักษณะนี้ได้ เนื่องจากสิ่งที่ดูเหมือน จะไม่เป็นอันตรายนี้ มักจะถูกใช้เพื่อรวบรวมข้อมูล ส่วนบุคคลของคุณ ได้โดยของรางวัล บัตรของขวัญ หรือแม้แต่เงินสด มักจะถูกใช้เพื่อล่อเหยื่อ ให้กรอกแบบสำรวจปลอม โดยที่เหยื่อจะไม่ทราบว่านั่นคือ ฟิชชิ่งไซต์ เป็นส่วนหนึ่งของแผนการ ขโมยข้อมูลส่วนตัวที่เป็นความลับ

อันดับ 5 เว็บไซต์ลวง เว็บยอดนิยมที่มีคนเข้าเยี่ยมชมเป็นจำนวนมาก :

อาชญากรคอมพิวเตอร์จะเลือกเป้าหมาย ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่ได้รับความนิยม และมีการคลิกเข้าเยี่ยมชมเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงวันหยุดเทศกาลสำคัญๆ ซึ่งผู้ซื้อสินค้าออนไลน์ ทั้งหลายมักจะมุ่งตรงไปยังร้านค้าออนไลน์ เว็บไซต์ประมูล หรือเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ

อันดับ 6 ผลของการค้นหาข้อมูลแฝงภัยร้าย :

โดยผลของการค้นหาคำตอบ สำหรับข้อมูลที่ต้องการ ถูกใช้เป็นกลอุบายของมัลแวร์ โดยผู้เขียนมัลแวร์ มักจะใช้เทศกาล ต่างๆ เป็นตัวกำหนดว่าผู้ใช้เน็ต มักจะเลือกใช้คำค้นหาคำใด ที่จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นอันตรายของตน ได้ในปี 2550 ผลค้นหาคำว่า "Christmas gift shopping" ถูกพบว่านำไปสู่มัลแวร์หลากหลายชนิด ที่เป็นอันตราย และเมื่อเร็วๆ นี้ ผลของการค้นหาคำว่า "Halloween costumes" ถูกพบว่าเป็นกลลวงที่แอบซ่อนภัยร้ายมัลแวร์ไว้ด้วยเช่นกัน

อันดับ 7 โฆษณามัลแวร์ (Malvertisements) :

ผู้ร้ายจะใช้โฆษณา และโปรโมชั่นที่เป็นอันตราย (ดูเหมือนเป็นโฆษณาปกติ) แจกจ่ายมัลแวร์ขึ้นอยู่กับ ผู้ซื้อสินค้าออนไลน์ ด้วยว่าสนใจในโฆษณาที่เห็นหรือไม่ จะเห็นได้ว่าโฆษณาที่แสดงในเว็บไซต์ ที่มีการเข้าชมสูง มักจะถูกใช้ เพื่อกระตุ้นให้มี การดาวน์โหลดมัลแวร์โดยเว็บไซต์ยอดนิยม เช่น Google, Expedia.com, Rhapsody.com, Blick.com และแม้แต่ MySpace มักถูกใช้เป็นที่แอบแฝงของโฆษณาแบนเนอร์ ที่เป็นอันตรายโดยไม่รู้ตัว ส่งผลให้มีการ คลิกมัลแวร์ เพื่อดาวน์โหลด ลงในระบบคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ได้ จึงแสดงให้เห็นว่าโฆษณา ที่เป็นอันตราย เหล่านี้ สามารถถูกฝังตัวไว้ในที่ใดก็ได้

อันดับ 8 บัตรอวยพรอิเล็กทรอนิกส์ (อี-การ์ด) :

นำมาซึ่งข่าวร้าย พวกผู้ร้ายมักจะใช้อี-การ์ด ล่อลวงเหยื่อให้คลิกลิงก์ ที่เป็นอันตรายในข้อความ สแปม และนั่นอาจทำให้ เครื่องคอมพิวเตอร์ของเหยื่อ ตกอยู่ในอันตรายได้ การโจมตีชนิดนี้ มักจะใช้ประโยชน์ของเทศกาลวันหยุด เนื่องจาก ผู้ใช้มักจะส่งอี-การ์ดให้แก่กัน และกัน ซึ่งหลายคนมักจะคาดว่าอี-การ์ดที่ได้รับนั้นอาจมาจากเพื่อน หรือเครือญาติ

อันดับ 9 ไซต์การกุศลจอมปลอม :

ในสหรัฐที่ผ่านมา ความเสียหายจากเฮอร์ริเคนแคทรีนา และกุสตาฟ เหตุการณ์แผ่นดินไหวในจีน ไฟป่าในแคลิฟอร์เนีย ภัยพิบัติเหล่านี้ ล้วนถูกอาชญกรคอมพิวเตอร์ นำมาใช้ประโยชน์ เพื่อหลอกลวง และวัตถุประสงค์อื่นๆ ซึ่งผู้ใช้ออนไลน์ ส่วนใหญ่ เกิดความรู้สึก "อยากทำบุญ และต้องการบริจาค" อยู่แล้ว

อาชญกรคอมพิวเตอร์อาศัย ความรู้สึกนี้ นำไปสู่ การบรรลุตามแผนการ ที่วางไว้ นอกจากผู้ใช้ใจบุญ ซึ่งตอบกลับ ข้อความอี-เมล์ ลวง หรือเว็บไซต์ จะไม่ได้ ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ใดแล้ว ยังจะต้องสูญเสีย เงิน หรือข้อมูล ที่เป็นความลับ ไปแทนอีกด้วย

อันดับ 10 ภัยลวงนักล่าของถูก อาชญากรคอมพิวเตอร์จะใช้ส่วนลด และโปรโมชั่น :

เพื่อหลอกล่อเหยื่อ ให้คลิกลิงก์ ที่เป็นอันตราย หรือป้อนข้อมูล ที่เป็นความลับ ของตนลงในไซต์หลอกลวง โดยทั่วไปแล้ว ผลิตภัณฑ์ที่นำมาใช้ล่อเหยื่อ จะเป็นสินค้า ยอดนิยม และสินค้าขายดี ซึ่งอาจทำให้ผู้ใช้ อดใจไม่ได้ ที่จะคลิกลิงก์ที่ปรากฏ

ปีนี้ เทรนด์ไมโครพบว่า โทรจัน TROJ_AYFONE.A ใช้ประโยชน์ของการเปิดตัว AppleiPhone เป็นมัลแวร์ จะแสดงในรูปแบบ ของโฆษณาลวง เหมือนกับการสร้างเว็บไซต์ลวง ของร้านค้า ออนไลน์ ที่สามารถซื้อผลิตภัณฑ์ ดังกล่าวได้

ข้อดีและข้อเสียของ FaceBook

ข้อดี

1.FaceBook จะเป็นการสร้างเครือข่ายและจุดประกายด้านการศึกษาได้อย่างกว้างขวางหากใช้ได้อย่างถูกวิธี
2.ทำให้ไม่ตกข่าว คือทราบความคืบหน้า เหตุการณ์ของบุคคลต่างๆและผู้ที่ใกล้ชิด
3.ผู้ใช้สามารถสร้างเครือข่ายทางสังคม แฟนคลับหรือผู้ที่มีเป้าหมายเหมือนกันและทำงานให้สำเร็จลุล่วงไปได้
4.สามารถสร้างมิตรแท้ หรือเพื่อนที่รู้ใจที่แท้จริงได้
5.FaceBook เป็นซอฟแวร์ที่เอื้อต่อผู้ที่มีปัญหาในการปรับตัวทางสังคม ขาดเพื่อน อยู่โดดเดี่ยวหรือผู้ที่ไม่สามารถออกจากบ้านได้ ให้มีเครือข่ายทางสังคม และเติมเต็มชีวิตทางสังคมได้อย่างดีไม่เหงาและปรับตัวได้ง่ายขึ้น
6.สร้างเครือข่ายที่ดี สร้างความเห็นอกเห็นใจ และให้กำลังใจที่ดีแก่ผู้อื่นได้



ข้อเสีย

1.FaceBook เป็นการขยายเครือข่ายทางสังคมในโลกอินเตอร์เนตดังนั้นการมีเพิ่มเพื่อนเครือข่ายที่ไม่รู้จักดีพอ จะทำให้เกิดการลักลอบขโมยข้อมูลหรือการแฝงตัวของขบวนการหลอกลวงต่างๆได้
2.เพื่อนทุกคนในเครือข่ายสามารถเขียนข้อความต่างๆลง Wall ของ FaceBook ได้ แต่หากเป็นข้อความที่เป็นความลับ การใส่ร้ายกัน หรือแฝงไว้ด้วยการยั่วยุต่างๆ จะทำให้ผู้อ่านที่ไม่มีวุฒิภาวะพอ หลงเชื่อ เกิดความขัดแย้ง และปัญหาตามมาในภายหลังได้
3.Facebook อาจเป็นช่องทางในการสร้างสังคมแห่งการนินทา หรือการยุ่งเรื่องส่วนตัวของผู้อื่นโดยใช่เหตุ โดยเฉพาะสังคมที่ชอบสอดรู้สอดเห็น
4.การเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวทั้งหมดให้กับบุคคลภายนอกที่ไม่รู้จักดีพอ เช่นการลงรูปภาพของครอบครัวหรือลูก อาจนำมาเรื่องปัญหาการปลอมตัว หรือการหลอกลวงอื่นๆที่คาดไม่ถึงได้
5.ในการสร้างความผูกพันและการปรับตัวทางสังคมเป็นการพบปะกันในโลกของความจริง มากกว่าในโลกอินเตอร์เนต ดังนั้นผู้อยู่ในโลกของไซเบอร์มากเกินไปอาจทำให้มีปัญหาทางจิต หรือขาดการปรับตัวทางสังคมที่ดี โดยเฉพาะผู้ที่ชอบเล่น FaceBook ตั้งแต่ยังเด็ก
6.FaceBook อาจเป็นแรงขับให้มีการพบปะทางสังคมในโลกแห่งความเป็นจริงที่น้อยลงได้ เนื่องจากทราบความเคลื่อนไหวของผู้ที่อยู่ในเครือข่ายอย่างตลอดเวลา


จึงกล่าวได้ว่า ท่านนักท่องเว็ปที่นิยมท่องโลกอินเตอร์เน็ต ให้มีความระมัดระวังและมีวิจารณญาณในการเล่นFacebookมากยิ่งขึ้น เพราะFaceBookนั้นเป็นทั้งสื่อที่มีทั้งคุณอนันต์และโทษมหันต์ในเวลาเดียวกัน

บทสรุป ที่ทุกท่านควรปฏิบัติตาม เพราะมันเป็นคำแนะนำ จากปรมาจารย์นักล้วงตับไตใส้พุง ถลกหนังหัว ที่เก่งที่สุดในโลกยุคปัจจุบัน ติดตามได้เลยครับ

"ใช่ [ทวิตเตอร์และเฟซบุ๊ก] ก็มีส่วนช่วยอยู่บ้าง แม้ว่าจะไม่มากเท่าที่สำนักข่าวอัลจาซีราทำก็ตาม แต่คู่มือที่นักเคลื่อนไหวในอียิปต์ผลิตขึ้นนั้นเขียนไว้ตั้งแต่หน้าแรกว่า 'อย่าใช้เฟซบุ๊กและทวิตเตอร์' และย้ำอีกในหน้าสุดท้ายว่า
'อย่าใช้เฟซบุ๊กและทวิตเตอร์' ”

"มันมีที่มาของเรื่องนี้อยู่ ที่จริงแล้วเคยมีการใช้เฟซบุ๊กเคลื่อนไหวลุกฮือในกรุงไคโรเมื่อสามสี่ปีก่อน มันเป็นการเคลื่อนไหวที่เล็กมาก หลังจากเหตุการณ์นั้น เฟซบุ๊ก ก็ถูกใช้ในการสืบหาและรวบตัวเหล่าผู้นำขบวนการ ซึ่งต่อมาถูกซ้อมทรมาน สอบสวน และคุมขัง"


จูเลียน อัสซานจ์: "อินเทอร์เน็ตคือเครื่องมือสอดแนมประชาชนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด" Wed, 2011-03-16 18:52 แปลจาก Julian Assange tells students that the web is the greatest spying machine ever(http://www.guardian.co.uk/media/2011/mar/15/web-spying-machine-julian-assange)

ท่านใดไม่เชื่อก็ตามใจ น่ะครับ แต่ผมเชื่อล้านเปอร์เซ็นต์ เพราะผมโดนมาแล้วครับ....!!!!