ที่มา ประชาไท
ผู้เข้าร่วมการประชุม...

คนรักประชาธิปไตย ต้องช่วยกันขับไล่ เผด็จการ
ที่มา ประชาไท
ผู้เข้าร่วมการประชุม...

ที่มา ประชาไท
สุรพศ ทวีศักดิ์
เมื่อเร็วๆ นี้ อาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ เล่าให้ผมฟัง (ระหว่างสนทนากันที่โต๊ะอาหารที่บ้านผม) ว่า “สมัยเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย มีนักศึกษาที่ถูกแฟนทิ้งแล้วรู้ภายหลังว่าตนเองตั้งครรภ์ มาขอคำปรึกษาว่าการทำแท้งเป็นบาปมากหรือไม่ ถ้าเป็นบาปเป็นกรรมมาก จะมีวิธีแก้บาปกรรมอย่างไร”
“แล้วอาจารย์ตอบอย่างไรครับ?” ผมถาม
อาจารย์ประมวล: “ผมไม่สามารถพูดเรื่องศีลธรรมหรือบาปกรรมอะไรได้เลย ในสถานการณ์แบบนี้ผมไม่อำมหิตพอที่จะนำความเชื่อทางศีลธรรมสำเร็จรูปมาซ้ำเติมความทุกข์ของเด็กได้ ผมเพียงแต่ขอให้เขาเล่าปัญหาทั้งหมดให้ผมฟัง แล้วก็นั่งฟังอย่างใส่ใจ จนผมรู้สึกได้ว่าจิตใจผมซึมซับความทุกข์ของเด็กคนนั้นเสมือนเป็นความทุกข์ของผมด้วย เธอเล่าไปร้องไห้ไป ผมก็ร้องไห้ไปด้วย สุดท้ายผมก็บอกว่าหนูคือผู้ที่แบกรับความทุกข์อันหนักหน่วงนี้และเป็นผู้ที่เข้าใจได้ดีที่สุดว่า ระหว่างความทุกข์จากการทำแท้งกับทุกข์ที่ต้องไม่ทำแท้ง หนูมีพลังเพียงพอจะแบกรับความทุกข์แบบไหนได้มากกว่า”
และในระหว่างบรรยายให้นักศึกษาฟังในห้องประชุม มีนักศึกษาถามว่า “อาจารย์เข้าวัดปฏิบัติธรรมเป็นประจำหรือเปล่า?”
อาจารย์ประมวลตอบว่า “ตั้งแต่ผมลาออกจากราชการและเดินเท้าจากเชียงใหม่ถึงบ้านเกิดที่เกาะสมุยแล้ว ผมไม่เคยเข้าวัดปฏิบัติธรรมที่ไหนอีกเลย ผมคิดว่าการมีชีวิตที่ดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับรูปแบบการปฏิบัติธรรม แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราเข้าใจความหมายของชีวิตอย่างไรและมีชีวิตอยู่ในแต่ละวันกับงานที่เราทำ กับคนรอบข้าง คนที่เราพานพบ กับความเป็นไปของสังคมของเรา หรือโลกของความเป็นจริงอย่างไร”
คำพูดของอาจารย์ประมวลข้างต้น ผุดขึ้นมาในความทรงจำของผมอีกครั้ง เมื่อผมได้รับหนังสือจากวัดใหญ่แห่งหนึ่งเชิญชวนไปปฏิบัติธรรมเพื่อ “พักกายพักใจ” โดยมีโปรโมชั่นส่วนลดพิเศษ จากเดิมค่าลงทะเบียน 2,500 บาท เหลือเพียง 1,500 บาทเท่านั้น ผมวางหนังสือนั้นลงและมีคำถามตามมาจนอยากระบายความในใจต่อไปนี้ (ขออภัยหากจะทำให้บางท่านอารมณ์เสีย)
ผมพยายามนึกถึงที่อ่านมาในพระไตรปิฎก นึกอย่างไรก็ไม่พบว่า พระพุทธเจ้าเคยชวนพระสงฆ์ หรืออุบาสกอุบาสิกาที่เข้ามาหาพระองค์แล้วบอกว่า พวกเรามานั่งสมาธิกันเถอะ มานั่งเพ่งลูกแก้ว หรือเพ่งอะไรต่อมิอะไรให้จิตนิ่งแล้วจะเห็นภาพนรก สวรรค์ เห็น “นิพพาน” หรือเกิดปัญญาดับทุกข์หรือแก้ปัญหาต่างๆ ในชีวิตได้
แต่ข้อมูลที่เห็นมากมายในพระไตรปิฎกคือ พระพุทธองค์มักพิจารณาว่าวันนี้พระองค์จะไปคุยเรื่องอะไรกับใคร หลังจากสนทนาแล้วเกิดผลอย่างไร เช่น พระองค์เดินทางด้วยเท้ากว่า 200 กิโลเมตรเพื่อไปเล่ารายละเอียดการตรัสรู้ของพระองค์ให้ปัญจวัคคีย์ฟัง และหลังจากสนทนาครั้งแรก โกณทัญญะก็บรรลุโสดาบัน และเมื่อสนทนาธรรมครั้งที่สองนักบวชทั้งห้าก็บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์
เรื่องราวในพระไตรปิฎกโดยมากเป็นไปทำนองนี้ คือมีตัวอย่างจำนวนมากที่คนฟังพระพุทธเจ้าแสดงธรรมจบหรือสนทนากันจบลงแล้วบรรลุธรรม แต่พระอรรถกถาจารย์ก็เขียนอธิบายว่า ที่คนเหล่านั้นฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าแล้วบรรลุทันที เพราะว่าชาติก่อนเคยบำเพ็ญบารมีเอาไว้มาก
จะเห็นว่าข้อมูลที่ผมกล่าวมามีสองส่วนคือ ส่วนแรกคือข้อเท็จจริงที่ว่ามีการสนทนา การอธิบายให้ฟังแล้วผู้ฟังไตร่ตรองตามจนเข้าใจแจ่มแจ้ง และผลจากความเข้าใจแจ่มแจ้งนั้นทำให้ดับทุกข์ได้ ส่วนที่สองคือข้อมูลที่อธิบายว่าที่คนเหล่านั้นฟังแล้วบรรลุได้ (โดยไม่ต้องไปนั่งสมาธิ) เป็นเพราะผลของ “บุญเก่า” ในชาติปางก่อน ข้อมูลส่วนแรกเป็นคำบรรยาย “ข้อเท็จจริง” ข้อมูลส่วนหลังเป็นคำบรรยาย “ความเชื่อ”
สำหรับผมแล้วสนใจคำบรรยายข้อเท็จจริงมากกว่า เพราะ “ความเชื่อ” อธิบายด้วยเหตุผลไม่ได้ (เช่นอธิบายไม่ได้ว่าเรารู้ได้อย่างไรว่า มีความเชื่อมโยงระหว่างบุญเก่าแต่ชาติปางก่อนกับการฟังคำอธิบายความทุกข์ในชีวิตในชาติปัจจุบันแล้วเข้าใจและดับทุกข์ได้) แต่ “ข้อเท็จจริง” อธิบายด้วยเหตุผลได้ว่า เมื่อเราไม่เข้าใจเรื่องใดหรือปัญหาใด หากพบคำอธิบายหรือมีผู้อธิบายเรื่องนั้นหรือปัญหานั้นอย่างแจ่มแจ้ง ย่อมทำให้เราเข้าใจแจ่มแจ้งได้ (ประสบการณ์จำนวนมากบอกเราได้ในเรื่องนี้)
หรือพูดอีกอย่างว่า การที่เราบอกว่ารู้หรือเข้าใจเรื่องใด ปัญหาใด ก็หมายความว่าเราสามารถอธิบายเรื่องนั้นปัญหานั้น (หรือมีประสบการณ์ตรงต่อสิ่งนั้น) อย่างชัดแจ้ง ฉะนั้น โดยการทำสมาธิให้จิตนิ่งเห็น “ดวงใสสุกสว่าง” ในร่างกาย ประสบการณ์เช่นนี้ย่อมเป็นประสบการณ์ที่ไม่มี “เนื้อหา” ที่ทำให้เราเข้าใจโลกและชีวิตอะไรเลย ไม่ช่วยให้เราเข้าใจความทุกข์ในชีวิตและทุกข์ทางสังคมใดๆ เลย
ถามว่าวิธีปฏิบัติธรรมที่ไม่มี “เนื้อหา” ให้เราเข้าใจชีวิตและสังคมเช่นนี้ จะนำไปสู่การแก้ปัญหาในชีวิต ปัญหาทางสังคม หรือนำไปสู่การเป็นคนดีมีคุณธรรมที่มีความหมายเชิงสร้างสรรค์แก่ตนเองและสังคมได้อย่างไร?
จริงอยู่แม้ว่าในกิจกรรมเข้าค่ายปฏิบัติธรรม จะมีการบรรยายธรรมอยู่ด้วย แต่ในที่สุดแล้วผู้บรรยายก็จะสรุปว่า ต้องปฏิบัติธรรมจึงจะได้ผล ซึ่งการปฏิบัติธรรมที่ปลูกฝังกันก็คือ “การทำสมาธิ” ซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติที่ปราศจากเนื้อหา หรือมีรูปแบบเฉพาะที่ไม่เกี่ยวกับการไตร่ตรองปัญหาชีวิตและสังคมอย่างลึกซึ้งจริงจัง (รวมทั้งไม่มีการพูดถึงจิตสำนึกในการมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงสังคมให้เป็นธรรมหรือน่าอยู่มากขึ้นแต่อย่างใด เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องการเมืองเป็นเรื่องทางโลกที่ตรงข้ามกับเรื่องทางธรรม)
เพราะเข้าใจผิดว่า “การปฏิบัติธรรมคือการปฏิบัติสมาธิ” นี่เอง จึงทำให้ผู้ปฏิบัติธรรมสายธรรมกายมองว่า ท่านพุทธทาสภิกขุ หรือพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) แม้จะเป็นปราชญ์อ่านมากรู้มากแต่ไม่ได้ปฏิบัติธรรม หรือปฏิบัติน้อย
คำถามคือ ถ้าการปฏิบัติธรรมหมายถึงการปฏิบัติสมาธิ ทำไมพระพุทธองค์จึงเดินหันหลังให้แนวทางดังกล่าว ทั้งที่เคยฝึกสมาธิจากดาบสสองรูปจนได้สมาบัติ 8 แล้วหันมาใช้วิธีใช้ปัญญาไตร่ตรอง (วิปัสสนา) ให้เข้าใจทุกข์และวิธีดับทุกข์ และอ้างอิงวิธีนี้ชวนคนอื่นๆ ให้ใช้ปัญญาของตนเองไตร่ตรองทำความเข้าใจความทุกข์ที่เกิดกับตนเองและดับทุกข์ได้ด้วยตนเอง ซึ่งหมายถึงให้เรากลับไปหาความเป็นมนุษย์ของตนเองมากกว่าที่จะให้สมาทานหรือเดินตามความเชื่อหนึ่งใด
ทว่าปัจจุบันชาวพุทธต่างหันหลังให้วิถีการใช้ปัญญาเรียนรู้ปัญหาที่ซับซ้อนของชีวิตและสังคม ไม่มีวัฒนธรรมแห่งการเปิดใจแลกเปลี่ยนเรียนรู้ กักขังตัวเองเองอยู่ในโลกแคบๆ ของสิ่งที่ตนเองยึดถือว่าคือ “การปฏิบัติธรรม” ของสำนักใครสำนักมันที่ปราศจากเนื้อหาที่ช่วยให้เกิดความเข้าใจโลกและชีวิตตามเป็นจริง
การปฏิบัติธรรมในความหมายดังกล่าว ต่อให้ปฏิบัติแล้วเหาะได้ก็ไม่มีความหมายอะไรต่อการช่วยให้ชีวิตและสังคมดีขึ้น !
ฉะนั้น สำหรับผม หากจะให้เสียเวลาไปกับการนั่งเพ่งลูกแก้วหรือปฏิบัติธรรมตามประเพณีที่ไม่มีเนื้อหาให้เข้าใจความหมาย/คุณค่าของความเป็นมนุษย์ ผมขอใช้เวลาไปกับการอ่านหนังสือดีๆ สนทนากับเพื่อน หรือทำกิจกรรมอะไรก็ได้ที่มีเนื้อหาชวนไตร่ตรองความหมายของการมีชีวิตอยู่
หมายเหตุ : ผมได้แง่คิดในการเขียนบทความนี้จากการอ่าน “วารสารปัญญา” (ฉบับ ก.พ.54) ของ ศ.ดร.สมภาร พรมทา วารสารออนไลน์ที่ให้ดาวโหลดฟรีทั้งบทความวิชาการ เรื่องสั้น นวนิยาย และเล่มหนังสือปรัชญา/พุทธศาสนา ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ ผู้สนใจโปรดเข้าไปอ่านได้ที่ http://www.stc.arts.chula.ac.th/WisdomMag/index.html
ที่มา ประชาไท
เมื่อเวลา 20.55 น. ที่ผ่านมา เกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.8 ริคเตอร์ ศูนย์กลางอยู่ใกล้ชายแดนไทย-พม่า ด้านรัฐฉาน ห่างจาก จ.เชียงรายไปทางเหนือ ขณะที่สามารถรับรู้แรงสั่นสะเทือนได้ทั่วภาคเหนือ ล่าสุดเกิดอาฟเตอร์ช็อคอย่างน้อย 2 รอบ ขนาด 4.8 และ 5.4 ริคเตอร์

แผนที่จากเว็บไซต์สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐอเมริกา แสดงศูนย์กลางแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงหัวค่ำ ของวันที่ 24 มี.ค. โดยศูนย์กลางอยู่ห่างจากชายแดนไทย-พม่า ไปทางทิศเหนือ
เว็บไซต์สำนักงานสำรวจธรณีัวิทยาสหรัฐอเมริกา รายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 20.55 น. วันนี้ (24 มี.ค.) เกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 6.8 ริคเตอร์ โดยศูนย์กลางของแผ่นดินไหวอยู่ใกล้ชายแดนไทย-พม่า ด้านรัฐฉาน ห่างจาก จ.เชียงรายไปทางทิศเหนือ ละติจูดที่ 20.705 องศาเหนือ และลองติจูดที่ 99.949 องศาตะวันออก โดยศูนย์กลางแผ่นดินไหวลึกลงไปจากเปลือกโลก 10 กม.
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า โดยในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทยสามารถรับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือนดังกล่าว โดยแผ่นดินไหวเกิดขึ้นราว 1 นาที
นอกจากนี้เมื่อเวลา 21.50 น. สถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ได้ตัดเข้าสู่ช่วงข่าวและรายงานสถานการณ์แผ่นดินไหวดังกล่าว โดยมีรายงานว่าสามารถรับรู้แรงสั่นสะ้เทือนได้ถึงตึกสูงในกรุงเทพมหานครรวมถึงอาคารมาลีนนท์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ด้วย
เมื่อเวลา 21.57 น. สถานีโทรทัศน์ทีวีไทย รายงานว่า มีผู้เสียชีวิต 1 ราย จากเหตุแผ่นดินไหวดังกล่าว โดยที่ ต.เวียงพานคำ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ได้เกิดเหตุหลังคาบ้านได้พังถล่มทับร่างนางหงส์ คำปิง อายุ 55 ปี ขณะอยู่ในบ้าน จนเสียชีวิต
นอกจากนี้ ยังมีรายงานด้วยว่า เกิดเหตุกระแสไฟฟ้าดับในหลายพื้นที่ของ อ.แม่สาย จ.เชียงราย และที่ รพ.แม่สาย ภายหลังเหตุแผ่นดินไหวมีการอพยพผู้ป่วยออกจากอาคารของโรงพยาบาลด้วย
ล่าสุด สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐอเมริกา ยังรายงานการเกิดอาฟเตอร์ช็อคด้วย โดยเมื่อเวลาประมาณ 21.23 น. ตามเวลาในประเทศไทย เกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 4.8 ริคเตอร์ โดยศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ใกล้ชายแดนไทย-พม่า ด้านรัฐฉาน ห่างจาก จ.เชียงรายไปทางทิศเหนือ ละติจูดที่ 20.595 องศาเหนือ และลองติจูดที่ 99.862 องศาตะวันออก โดยศูนย์กลางแผ่นดินไหวลึกลงไปจากเปลือกโลก 10.2 กม.
เวลาประมาณ 20.30 น. น.ส.ณัฐฐา โกมลวาทิน ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์ทีวีไทย สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวบีบีซี ภาคภาษาพม่า ซึ่งสัมภาษณ์ผู้อาศัยในเมืองเชียงตุง เมืองหลักของรัฐฉานภาคตะวันออก ซึ่งอยู่ใกล้ศูนย์กลางแผ่นดินไหว โดยผู้อาศัยในเมืองเชียงตุงระบุว่าแผ่นดินไหวเกิดขึ้นเป็นเวลา 4-5 นาที และสิ่งของที่ไว้ข้างบน และของบนหิ้งพระตกลงมา แต่ขณะนี้ยังประเมินความเสียหายไม่ได้
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ล่าสุดเมื่อเวลา 22.54 น. เกิดแผ่นดินไหวอีกครั้ง กินเวลาประมาณ 10 วินาที โดยสามารถรับรู้แรงสั่นสะเทือนได้ในพื้นที่ภาคเหนือ
โดยเว็บไซต์สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐอเมริกา รายงานว่า แผ่นดินไหวดังกล่าววัดแรงสั่นสะเทือนได้ 5.4 ริคเตอร์ ศูนย์กลางอยู่ที่ ละติจูดที่ 20.682 องศาเหนือ และลองติจูดที่ 99.739 องศาตะวันออก ทั้งนี้ศูนย์กลางแผ่นดินไหวล่าสุด ยังคงอยู่ใกล้ชายแดนไทย-พม่า ด้านรัฐฉาน ห่างจาก จ.เชียงรายไปทางทิศเหนือ
ที่มาของข่าว: เรียบเรียงบางส่วนจาก the United States Geological Survey’s (USGS) [1] , [2] , [3]
หมายเหตุ: ประชาไทรายงานเพิ่มเติมเมื่อเวลา 21.39 น. 22.25 น. และ 23.30 น. โดยปรับข้อมูลตามเว็บไซต์ USGS
ที่มา ประชาไท
"สดศรี" อึดอัดการเมือง จ่อไขก๊อก กกต. ดอดสมัคร กก.ปฏิรูปกฎหมาย เคืองเรื่อง กม.ลูก 3 ฉบับ "นายกฯ" ไม่หวั่น "สนธิ" เดินเกมให้ใช้ มาตรา 7-ปลุกโนโหวต ชี้เป็นสิทธิตามระบอบ เชื่อทุกอย่างอยู่ที่ประชาชนตัดสินใจ
เมื่อวันที่ 24 มีนาคม นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการพรรคการเมือง กล่าวยอมรับว่า ขณะนี้ได้ไปสมัครเป็นคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายแล้ว เนื่องจากเบื่อหน่ายการเมือง หากได้รับการสรรหาเป็นคณะกรรมการปฏิรูปก็จะลาออกจากการเป็น กกต.ทันที ทั้งนี้ไม่ได้หวังว่าจะได้เป็นคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย แต่ในเมื่อมีช่องทางที่ดีกว่า ก็ต้องดิ้นรนกันไป สำหรับกระบวนการสรรหาคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายน่าจะแล้วเสร็จไม่เกินเดือนพฤษภาคม เรื่องนี้น่าจะเร็ว โดยตนไปสมัครเองในวันสุดท้าย และหากไม่ได้รับการสรรหาตนก็จะยังทำหน้าที่ กกต.ต่อไป
"ตอนนี้เราก็คิดแล้วว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะทำให้เราเหมือน กกต.ชุดที่สองหรือไม่ เพราะกฎหมายก็ไม่เรียบร้อย และลักษณะการเมืองครั้งนี้ก็ดูแปลกๆ เหมือนกับจะโยนลูกให้ กกต.รับทั้งหมด ไม่ใช่จะกลัว มาถึงขนาดนี้แล้ว ก็ต้องทำทุกอย่าง เบื่อตรงนี้ ถ้าหากดิฉันออกก็คงจะมีคนดีใจอีกเยอะ ที่ผ่านมาทุกวันนี้โดนโจมตีทุกอย่างแล้ว ไม่มีอะไรหนักหนาสาหัสไปกว่านี้แล้ว หากจะโดนโจมตีเรื่องไปสมัครเป็นคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายก็คงจะไม่เป็นไร แต่ที่ไม่สบายใจขณะนี้คือเรื่องของกฎหมายลูก 3 ฉบับที่เขาพยายามจะไม่ให้เสร็จเพื่อให้ กกต.ต้องออกประกาศ กกต.แทน ดิฉันเป็นคนเดียวที่ออกมาตีโพยตีพายและติงในเรื่องนี้คนเดียว ต่อจากนี้ไปหากมีองค์กรอิสระไหนเปิดรับสมัครก็จะไปสมัครทุกองค์กร จะไม่หยุดแค่นี้" นางสดศรีกล่าว
ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนางสดศรี สัตยธรรม จะลาออกจาก กกต. หากได้รับการพิจารณาเป็นคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายว่า ยังไม่ทราบ แต่เท่าที่จำได้ เรื่องของกฎหมายไม่น่าจะมีปัญหาอะไร สามารถดำเนินการจัดการเลือกตั้งต่อไปได้ ผู้สื่อข่าวถามว่า หาก กกต.เหลือคณะกรรมการ 4 คน สามารถจัดการเลือกตั้งได้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนเข้าใจว่าอย่างนั้น ดูตามกฎหมายแล้วไม่น่าจะมีปัญหาอะไร
เมื่อถามว่า บรรยากาศขณะนี้ใกล้การเลือกตั้งแล้ว การลาออกเหมือนกวนน้ำให้ขุ่นหรือเปล่า นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ถ้ามีเหตุผลที่จะไปดำรงตำแหน่งอื่น ก็เป็นสิทธิ ทุกอย่างต้องว่าไปตามกระบวนการกฎหมาย ทั้งนี้ยืนยันว่าทางการเมืองไม่ได้ไปกดดันอะไรเลย เพราะทุกคนต่างก็มีหน้าที่ของตนเอง ตนไปสนทนากับ กกต. เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า ทุกฝ่ายไม่มีอุปสรรคปัญหาในการทำหน้าที่
ผู้สื่อข่าวถามด้วยว่า หาก กกต.ทั้ง 5 คน ลาออกพร้อมกัน การเลือกตั้งจะดำเนินได้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อันนี้เป็นเหตุผลเฉพาะตัว เมื่อถามว่า สัญญาณที่เกิดขึ้นทั้งหมดในขณะนี้ จะสอดรับกับกระแสข่าวที่จะไม่มีการเลือกตั้งหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ ต้องไปถามท่าน เมื่อถามว่า ขณะนี้ยังมีกระแสว่าน่าจะไม่มีการเลือกตั้งในปีนี้ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ไม่มีแล้วจะไปทำอะไรกัน
ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า บนเวทีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ เรียกร้องให้ใช้มาตรา 7 นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ตนมองว่าเราได้ประคับประคองบ้านเมืองให้ผ่านสถานการณ์หลายอย่างมา ประชาคมโลกเขาจับตาดูอยู่ เศรษฐกิจเราก็เริ่มฟื้นตัว แต่ประชาชนมีความเดือดร้อนในเรื่องต่างๆ ดีที่สุด เราควรยืนยันให้ประชาคมโลกเขาเห็นว่าประเทศไทยสามารถเดินไปตามระบบ ตามกติกาปกติได้ดีที่สุดสำหรับประเทศ ดังนั้นทุกฝ่ายต้องช่วยกัน แต่ว่าอาจจะมีบางกลุ่มเท่านั้นเองที่คิดเป็นอย่างอื่น แล้วไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่าจะเดินไปอย่างไร เมื่อถามว่า มีบางฝ่ายพยายามสร้างแรงกดดันไปที่ กกต. ว่าเป็นกลไกหนึ่งในการเลือกตั้ง หาก กกต.ลาออกแล้วจะนำไปสู่วิธีการพิเศษได้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จะพิเศษอย่างไร ก็กลับมาสู่การเลือกตั้ง หนีไม่พ้นหรอก
ต่อข้อถามที่ว่า นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ ประกาศว่า ต้องการนายกฯพระราชทานให้มาบริหารงาน 3 ปี โดยไม่มีการเลือกตั้ง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในรูปแบบไหนอย่างไร ตนเรียนว่ากระบวนการต้องเดินไปตามรัฐธรรมนูญ จะไปช่องทางไหนก็ต้องกลับมาสู่การเลือกตั้ง ตนคิดว่าเราผ่านหลายสิ่งหลายอย่างมาแล้ว มีบทเรียนมาเยอะแล้ว เวลานี้ประชาชนล้ากับกระบวนการทางการเมืองที่ไม่เป็นปกติ ถึงเวลาที่จะกลับเข้าสู่ภาวะความเป็นปกติทุกอย่าง ฉะนั้นเราน่าจะช่วยกันทำให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้า
ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า นายสนธิออกมาระบุว่า ให้พรรคการเมืองใหม่คว่ำบาตรการเลือกตั้ง โดยจะออกรณรงค์ให้ประชาชนไปใช้สิทธิในช่องไม่ลงคะแนนหรือโนโหวต นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นสิทธิที่ทำได้ แล้วก็ถ้าไปรณรงค์ให้คนไปใช้สิทธิไม่ลงคะแนนให้ใคร ก็เป็นกระบวนการหนึ่งในการเลือกตั้งในกระบวนการประชาธิปไตย เมื่อถามว่า คิดว่าจะส่งผลจนเกิดจุดเปลี่ยนทางการเมืองได้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องขึ้นอยู่กับการรณรงค์ และการตอบรับของประชาชน
ที่มา: มติชนออนไลน์ และไทยรัฐออนไลน์
ที่มา ประชาไท
24 มี.ค.54 นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ เปิดเผยว่า นางกัญญาภัค มณีจักร หรือ ดีเจอ้อม ผู้ต้องหาคดีหมิ่นเบื้องสูง ตามมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา อายุ 51 ปี เดินทางเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ
ที่มา มติชน เมื่อวันที่ 24 มีนาคม ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลพิพากษายกฟ้อง นายปริญช์ มาลากุล ณ อยุธยา อายุ 48 ปี อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และประชากรไทย จำเลยในความผิดฐานดูหมิ่นพระราชินีและรัชทายาท ปลอมและใช้เอกสารปลอม ในคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญาเป็นโจทก์ฟ้องสรุปว่า เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2553 จำเลยทำหนังสือ มีตราประจำพระองค์ และลายพระหัตถ์ ส่งให้พนักงานสอบสวน สน.บางเขน โดยอ้างว่า น.ส.จุฬาลักษณ์ ฟอสเตอร์ หรือหม่อมอุ๋มอิ๋ม สั่งให้นำมาให้ ตำรวจตรวจดูแล้วเป็นหนังสือไม่ปิดผนึก และมีข้อความทำนองว่าให้ตำรวจช่วยเหลือ น.ส.จุฬาลักษณ์ เกี่ยวกับคดีละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งต่อมา น.ส.จุฬาลักษณ์เดินทางมาพบตำรวจเพื่อวิ่งเต้นเคลียร์แผงจำหน่ายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งตำรวจ สน.บางเขนไม่เชื่อว่าเป็นจดหมายจริง จึงตรวจสอบไปยังตำรวจประจำสำนักพระราชวัง พบว่าไม่เคยมีหนังสือฉบับดังกล่าว และ น.ส.จุฬาลักษณ์ก็ไม่ใช่ ม.ล.จุฬาลักษณ์ ไม่ใช่ราชนิกูล แต่เป็นผู้ต้องหารับของโจรของสถานีตำรวจแห่งหนึ่ง ตำรวจจึงจับกุมคนทั้งสองไว้ได้ จำเลยให้การปฏิเสธไม่ได้ร่วมกระทำผิดกับ น.ส.จุฬาลักษณ์ ศาลพิเคราะห์ว่า โจทก์ไม่นำสืบให้เห็นว่าจำเลยเกี่ยวข้องกับ น.ส.จุฬาลักษณ์ ปลอมหนังสือฉบับนี้อย่างไร และจำเลยเพียงนำจดหมายมาส่งแทน น.ส.จุฬาลักษณ์แล้วก็ไม่ได้กระทำอย่างใดต่อไปอีก ฟังไม่ได้ว่าจำเลยทำและใช้เอกสารปลอม อีกทั้งไม่มีพิรุธว่าได้รับประโยชน์จากการใช้หนังสือปลอมแต่อย่างใด และจำเลยก็ไม่ได้เป็นกลุ่มผู้ต้องหาคดีละเมิดลิขสิทธิ์ จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยแอบอ้างและดูหมิ่นฯตามฟ้อง พิพากษายกฟ้อง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ น.ส.จุฬาลักษณ์ ศาลอาญามีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกในความผิดฐานแอบอ้างและดูหมิ่นเบื้องสูง ในกรณีเดียวกันนี้รวม 2 สำนวน โดยสำนวนแรกศาลลงโทษจำคุก 3 ปี 2 เดือน สำนวนที่สองลงโทษจำคุก 2 ปี 8 เดือน
ที่มา Thai E-News
แมนบีไฮนด์เดอะซีน-แอ๊ด คาราบาว แถลงขอโทษจากเหตุทุ่มกีตาร์ทิ้ง โดยโยนความผิดให้ลูกน้องในวงว่าทำให้หงุดหงิด ที่บริษัท เฟรช แอร์ เฟสติวัล จำกัด ของดีเจวินิจ เลิศรัตนชัย ผู้จัดคอนเสิร์ต มหกรรมคอนเสิร์ต 30 ปี คาราบาว ที่อ้างว่าใช้งบในคอนเสิร์ตนี้100ล้านบาท โดยวินิจนั่งประกบตลอดเวลาแถลงข่าว



สำหรับ FRESH AIR ที่ได้จัดอีเวนต์ครั้งนี้ จากเอกสารข่าวที่แจกจ่ายกับสื่อมวลชนระบุไว้ชัดว่า "ได้รับการจัดจ้างให้จัดกิจกรรมโดยวิธีพิเศษ"
อันหมายถึงเป็นการได้งานภายใต้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ที่หัวหน้าส่วนราชการจะพิจารณาจากองค์ประกอบต่างๆ เช่น ผลงานที่ผ่านมา โดยอาจไม่ต้องมีการ Bid เสนอราคาขึ้นมา


ที่มา Thai E-News
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
24 มีนาคม 2554
หลังจากเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงการกระทำไม่เหมาะสมของนักร้องเพลงเพื่อชีวิตรุ่นใหญ่ "แอ๊ด คาราบาว" หรือนายยืนยง โอภากุล โดยทุ่มกีตาร์ลงพื้นก่อนเดินลงจากเวที ในงานประกาศผลรางวัลสีสันอวอร์ด ครั้งที่ 23 เมื่อคืนวันที่ 23 มีนาคม ที่โรงแรมทาวน์ อิน ทาวน์ แอ๊ด คาราวบาว ได้ออกมาแถลงชี้แจงสาเหตุที่ระเบิดอารมณ์ดังกล่าวเมื่อวันที่ 24 มีนาคม ที่บริษัท เฟรช แอร์ เฟสติวัล จำกัด ย่านอาร์ซี
โดยมี นายทิวา สาระจุฑะ บรรณาธิการนิตยสารสีสัน เจ้าของงานสีสันอวอร์ด และนายวินิจ เลิศรัตนชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เฟรช แอร์ เฟสติวัล จำกัด ผู้จัดคอนเสิร์ต มหกรรมคอนเสิร์ต 30 ปี คาราบาว ร่วมด้วย
ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนการประกวดรางวัลนักร้องเดี่ยวหญิงยอดเยี่ยม กับนักร้องเดี่ยวชายยอดเยี่ยม โดยวงคาราบาวขึ้นแสดงเต็มวง ในเพลง "เฒ่าทะเล" ขับร้องโดยนายปรีชา ชนะภัย หรือเล็ก คาราบาว จากนั้นก็เตรียมลงจากเวที เพื่อให้มีการประกาศรางวัลตามคิวที่วางไว้ อย่างไรก็ตาม นายมรกต โกมลบุตร หรือโด๋ว ดีเจคลื่นแฟตเรดิโอ 104.5 บอกให้ผู้ร่วมงานปรบมือเรียกร้องให้วงคาราบาวขึ้นมาร้องเพลงต่อ ซึ่งทั้งหมดก็ขึ้นมาตามคำเรียกร้อง และกล่าวหยอกเย้ากับผู้ชมอย่างสนุกสนาน โดยผู้ชมบางส่วนตะโกนแซวขึ้นไปบนเวทีเป็นระยะ ในช่วงนั้นเองเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน เมื่อ แอ๊ด คาราบาว ที่ขึ้นมาสะพายกีตาร์ทำท่าจะเล่นต่อ ได้ถอดสายสะพายทุ่มกีตาร์ลงพื้นเวที แล้วเดินลงจากเวทีไปอย่างรวดเร็ว สร้างความงุนงงให้แก่คนในงาน
แอ๊ด คาราบาว แถลงข่าว ชี้แจงว่า "ผมขอโทษ และยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น ตอนนั้นผมอยู่ในอารมณ์โมโหจริงๆ เนื่องจากแอมป์กีตาร์ และไมโครโฟนของผมไม่ดัง ด้วยความผิดพลาดของลูกน้องผมเอง ที่เซตอุปกรณ์ไม่ดี ซึ่งผมพยายามเรียกน้องมาแก้ไขถึง 2 ครั้ง แต่เขาก็ไม่สนใจ ทำให้ผมฟิวส์ขาด เลยเขวี้ยงกีตาร์ลงพื้น ผมต้องขอโทษทิวา ที่ต้องทำให้งานสีสันอวอร์ดต้องด่างพร้อย แต่เป็นเรื่องของอารมณ์ศิลปินจริงๆ ซึ่งผมไม่อยากให้เกิดเรื่องขึ้นอีก"
ส่วนกระแสข่าวที่ว่าดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้าไปด้วย จึงทำให้เกิดอารมณ์ร้อนนั้น แอ๊ด คาราบาว ยอมรับว่าดื่มจริง แต่ไม่ถึงกับเมา แต่เป็นเพราะเรื่องอุปกรณ์ผิดพลาด ซึ่งเคยเกิดเรื่องมาครั้งหนึ่งแล้วในงานคอนเสิร์ต 30 ปี คาราบาว จึงโกรธมากขึ้น เพราะไม่มีการแก้ไขให้ดีขึ้น
"การที่ขว้างกีตาร์เหมือนเป็นการประชดเขา ผมก็รู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และได้เรียกลูกน้องมาเคลียร์แล้วเมื่อเช้าวันที่ 24 มีนาคม ถ้าสมัยก่อนผมคงไม่ใช่แค่ขว้างกีตาร์ ผมคงชกไปเลย ถ้าพ่อผมอยู่ คงได้รับโทรศัพท์ด่าไปแล้ว แต่เมื่อพ่อผมเสียไปแล้ว ผมก็พยายามทำตัวเป็นผู้ใหญ่ และคงไม่ให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นอีก ต้องยอมรับว่าผมก็เหนื่อย พอขึ้นคอนเสิร์ต แล้วไม่ได้นอนมา 2 วัน จริงๆ งานสีสันอวอร์ดไม่อยากมาด้วยซ้ำ แต่เป็นเพราะน้าทิวากับผมรู้จักสนิทสนมกันมานาน และขอร้องให้มาโชว์ ผมจึงยอมรับปาก"
"ส่วนที่มีคนบอกว่าผมไม่พอใจที่คนตะโกนด่าในงานนั้น (ในคลิปมีคนดูตะโกนว่าอยากฟังผลประกวดมากกว่าอยากฟังแอ๊ดร้องเพลง) ตรงนี้ไม่เกี่ยวเลย และไม่มีคนตะโกนด่าด้วย มีแต่ตะโกนขอเพลงว่าอยากให้เราร้องอีก ซึ่งเราเองก็อยากจะร้องเหมือนกัน แต่มันดันเกิดปัญหา ซึ่งถามว่าผมโกรธไหม ผมก็ไม่ได้โกรธ คงต้องโทษที่ลูกพี่มันไม่ดี ไม่สามารถสอนลูกน้องให้ดีได้ ใจจริงก็อยากไล่ออก แต่สงสารลูกเมียมัน จะอยู่จะกินยังไง และผมไม่เคยไล่ใครในวงออก ทำงานและปรับจูนกันไป ต้องขอโทษที่ทำให้ทุกคนเดือดร้อน และลำบากที่จะต้องมาฟังผมอธิบายเรื่องนี้ ขอบคุณแฟนๆ พี่น้องทุกคนที่ให้กำลังใจ แต่มันเป็นเรื่องของอารมณ์ที่ตอนนั้นผมทนไม่ได้จริงๆ"
ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ผ่านมาเคยฟิวส์ขาดขนาดนี้หรือไม่ นักร้องชื่อดังกล่าวว่า เคยเตะคนดูมาแล้ว แต่ในฐานะที่เป็นคนของประชาชน จึงออกมาชี้แจงเรื่องนี้ ไม่อยากให้วัยรุ่นเอาเยี่ยงอย่าง ตอนนี้รู้สึกเสียใจมาก และเสียดายกีตาร์ตัวนั้น เพราะเพื่อน (ทศพร หงส์นัน) เป็นคนซื้อให้ในวันเกิด หลังจากเกิดเหตุการณ์ พอตื่นมาดูกีตาร์ก็เห็นว่าสามารถซ่อมได้ก็เลยสบายใจขึ้น
*******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:
-แคมเปญเสื้อแดง40ล้านคนบอยคอตคาราบาวฮ็อตในเวบสนุกด็อตคอม 2วันยอดคนแห่อ่านเกินครึ่งแสน
วินิจ เลิศรัตนชัย มืออีเว้นต์คู่บุญเนวินกับงานวันพ่อ ถึงยุคพอเพียงอลังการ500ล้านงบประมาณจากภาษี
ที่มา Thai E-News
โดย แดงเยอรมนี
24 มีนาคม 2554
ผศ.ดร.จารุพรรณ กุลดิลก อาจารย์พิเศษ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล 1 ใน 3 พิธีกรอาจารย์สาวรายการโทรทัศน์ที่นี่ความจริง ทางAia Update ( อาจารย์จา ) และ คำผกา คอลัมนิสต์ฝีปากเจ็บประจำมติชนสุดสัปดาห์ ( คนที่ 7 และ 8 ในภาพ ) ได้เดินทางมาเยี่ยมเยียนและให้กำลังใจพี่น้องชาวไทยเสื้อแดงเยอรมนี ที่ นครเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ในฐานะที่เป็นศิษย์เก่า Berlin University of Technology, Germany
งานนี้ 2 สาวหัวใจประชาธิปไตยที่ร่วมเรียงเคียงบ่ากับพี่น้องเสื้อแดงที่ต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยมาอย่างเด็ดเดี่ยวต่อเนื่อง ได้รับการต้อนรับจากเจ้าภาพ คือพี่น้องเสื้อแดงเบอร์ลินอย่างท่วมท้น
ก่อนงานเลี้ยงจะเลิกลา ดร.สาวสวย และคอลัมนิสต์ฝีปากกล้าของคนเสื้อแดงทั้งในและต่างประเทศทั่วโลก ได้กล่าวขอบคุณพี่น้องในเยอรมนีที่ร่วมกันต่อสู้กับอำนาจเผด็จการในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง และไม่ย้อท้อต่อความเหน็ดเหนื่อย ทั้งๆที่ได้ออกจากประเทศไทยมาใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศแล้ว ก็ยังมีความรักและห่วงใยต้องการให้ประเทศไทย ต่อสู้เรียกร้องให้มีระบอบการปกครองที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงเหมือนดั่งประเทศเยอรมนี
ที่มา Voice TV
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย เผยการลาออกของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ไม่กระทบพรรคเพื่อไทย
ข่าวสารเกี่ยวกับประเทศไทยที่คุณไม่อาจหาอ่านได้จากสื่อ
"ปกติการต่อสู้ทางการเมืองที่เกิดขึ้น จนมีการเปลี่ยนแปลงการเมืองครั้งสำคัญไปทั่วโลก ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เกิดจากการต่อสู้ทางอุดมการณ์และการไม่ได้รับความยุติธรรมทั้งสิ้น ความไม่ยุติธรรมนี่แหละ เป็นเหตุแห่งการที่ประชาชนต้องมารวมตัวกันต่อสู้ เพื่อให้ความยุติธรรมกลับมาสู่สังคมของเขา"
ทักษิณ ชินวัตร
1 พ.ย. 51