ที่มา Thai E-News
โดย Pegasus
29 มีนาคม 2554
ได้ฟังการอภิปรายในรัฐสภาว่า ทหารมีการใช้อาวุธชนิดพิเศษที่เรียกว่าสไนเปอร์ โดยมีขนาดกระสุน 7.62 มิลลิเมตร (.30 นิ้ว) โดยเบิกไป 3,000 นัด ส่งคืน ประมาณ 500 นัดใช้ไป 2,500 นัด และก็มีชื่อคนคุมสั่งยิงและหน่วยงานที่ออกมายิงประชาชนไปแล้ว
สิ่งที่น่าคิดแต่ยังไม่เห็นใครนำมาวิเคราะห์กันคือผลของการใช้สไนเปอร์นั้นคืออะไร หมายความว่าอย่างไร เกิดอะไรขึ้นกับกระสุน 2,500 นัดนั้น
ก่อนจะพูดกันต่อไปขอยกเอาข้อมูลจากวิกิพีเดียในเรื่องของอาวุธชนิดนี้มาวางไว้เพื่อที่จะได้ไม่มีข้อสงสัยกันโดยจะสรุปต่อท้ายต่อไป ดังนี้
Accuracy
Comparison of 0.5, 1, and 3 MOA extreme spread levels against a human torso at 800 m (left) and a human head at 100 m (right)
A military-issue battle rifle or assault rifle is usually capable of between 3-6minute of angle (MOA) (1-2 mrad) accuracy. A standard-issue military sniper rifle is typically capable of 1-3 MOA (0.3-1 mrad) accuracy, with a police sniper rifle capable of 0.25-1.5 MOA (0.1-0.5 mrad) accuracy. For comparison, a competition target or benchrest rifle may be capable of accuracy up to 0.15-0.3 MOA (0.05-0.1 mrad).
A 1 MOA (0.3 mrad) average extreme spread for a 5-shot group (meaning the center-to-center distance between the two most distant bullet holes in a shot-group) translates into 69% probability that the bullet's point of impact will be in the circle with center in point of aim and diameter of 25 cm at 800 m (about 8 inches at 800 yards), which is considered sufficient to ensure a high probability of hitting a human shape at that distance.
In 1982 a U.S. Army draft requirement for a Sniper Weapon System was: "The System will: (6) Have an accuracy of no more than 0.75 MOA (0.2 mrad) for a 5-shot group at 1,500 meters when fired from a supported, non-benchrest position".[6] Actual Sniper Weapon System (M24) adopted in 1988 has stated maximum effective range of 800 meters and a maximum allowed average mean radius (AMR) of 1.9 inches at 300 yards from a machine rest, what corresponds to a 1.6 MOA (0.5 mrad) extreme spread for a 5-shot group when using 7.62 x 51 mm M118 Special Ball cartridges.[7][8][9]
Precision Weapon Engagement Ranges & Dispersion according to the US Army.
A 2008 United States military market survey for a Precision Sniper Rifle (PSR) calls for 1 MOA (0.3 mrad) extreme vertical spread for all shots in a 5-round group fired at targets at 300, 600, 900, 1,200 and 1,500 meters.[10][11]In 2009 a United States Special Operations Command market survey calls for 1 MOA (0.3 mrad) extreme vertical spread for all shots in a 10-round group fired at targets at 300, 600, 900, 1,200 and 1,500 meters.[12][13] The 2009 Precession Sniper Rifle requirements state that the PSR when fired without suppressor shall provide a confidence factor of 80% that the weapon and ammunition combination is capable of holding 1 MOA extreme vertical spread. This shall be calculated from 150 ten (10) round groups that were fired unsuppressed. No individual group shall exceed 1.5 MOA (0.5 mrad) extreme vertical spread. All accuracy will be taken at the 1,500 meter point.[14][15] In 2008 the US military adopted the M110 Semi-Automatic Sniper System which has corresponding maximum allowed extreme spread of 1.8 MOA (0.5 mrad) for a 5-shot group on 300 feet, using M118LR ammunition or equivalent.[7][8][16] In 2010 maximum bullet dispersion requirement for M24 .300 Winchester Magnum corresponds[7][8] 1.4 MOAextreme spread for 5 shot group on 100 meters.[17]
Although accuracy standards for police rifles do not widely exist, rifles are frequently seen with accuracy levels from 0.5-1.5 MOA (0.2-0.5 mrad).[18] For typical policing situations an extreme spread accuracy level no better than 1 MOA (0.3 mrad) is usually all that is required. This is because police typically employ their rifles at short ranges.[19] At 100 m or less, a rifle with a relatively low accuracy of only 1 MOA (0.3 mrad) should be able to repeatedly hit a 3 cm (1.2 inch) target. A 3 cm diameter target is smaller than the brain stem which is targeted by police snipers for its quick killing effect.[20]
[edit]Maximum effective range
Cartridge Maximum effective range[21][22]
7.62x 39mm ...................350 m
5.56x45mm.....................550 m
7.62x51mm (.308 Winchester)...800 m
7.62x54mm R ..................800 m
.30-06 Springfield............800 m
7 mm Remington Magnum.........900–1,100 m
.300 Winchester Magnum........900–1,200 m
.338 Lapua Magnum............1,200-1,500 m
.50 BMG (12.7x99mm NATO)
12.7x108mm (Russian).........1,500–2,000 m
14.5x114mm...................1,800–2,300 m
.408 Chey Tac................2,300 m
Unlike police sniper rifles, military sniper rifles tend to be employed at the greatest possible distances so that range advantages like the increased difficulty to spot and engage the sniper can be exploited. The most popular military sniper rifles (in terms of numbers in service) are chambered for 7.62 mm (0.30 inch) caliber ammunition, such as 7.62x51mm and 7.62x54mm R. Since sniper rifles of this class must compete with several other types of military weapons with similar range, snipers invariably must employ skilled fieldcraft to conceal their position.
The recent trend in specialised military sniper rifles is towards larger calibres that offer relatively favorable hit probabilities at greater range, such as the anti-personnel .338 Lapua Magnum cartridge and anti-materiel cartridges like the .50 BMG and the 14.5x114mm. This allows snipers to take fewer risks, and spend less time finding concealment when facing enemies that are not equipped with similar weapons.
Maximum range claims made by military organizations and materiel manufacturers regarding sniper weapon systems are not based on consistent or strictly scientific criteria. The problem is only the bullet interacts after a relatively long flight path with the target (can also be a materiel target for a sniper bullet).
This implies that variables such as the minimal required hit probability, local atmospheric conditions, properties and velocity of the employed bullet (parts), properties of the target and the desired terminal effect are major relevant factors that determine the maximum effective range of the employed system.
Source : http://en.wikipedia.org/wiki/Sniper_rifle
มาดูข้อน่าสังเกตแรกคือความแม่นยำจากรูปแรกจะเห็นด้านซ้ายมือเป็นเป้ารูปคนครึ่งตัวตั้งแต่อกขึ้นไปถึงศีรษะ บทความบอกว่าในระยะ 800 เมตรซึ่งเป็นระยะแม่นยำของอาวุธปืนสไนเปอร์ขนาด 7.62 มิลลิเมตรนี้ซึ่งมีอยู่สองแบบด้วยกันนั้นจะเป็นวงรูปสีเขียวมีความกว้างสูงสุด 25 เซนติเมตร
เทียบแล้วก็สั้นกว่าไม้บรรทัดนิดหน่อย ดังนั้นในระยะ 800 เมตรต้องเข้าหน้าอกแน่นอนไม่มีเหลือ สำหรับในระยะที่ต้องการให้ยิงตัดก้านสมองให้หมดความรู้สึกทีเดียวนั้นจะใช้ระยะห่างไม่เกิน 100 เมตร จะเลือกยิงตัดเส้นประสาทได้ทันทีทำให้ผู้ที่ถือปืนอยู่ไม่สามารถเหนี่ยวไกปืนยิงไปเองได้อีกซึ่งในกรณีจะไม่กล่าวถึง
สำหรับการชุมนุมและการเลือกยิงโดยหน่วยสไนเปอร์นั้น ดูจากระยะทั้งหมดแล้วไม่เกิน 800 เมตรแน่นอน และน่าจะน้อยกว่า 300 เมตรด้วยซ้ำ เพราะประชาชนไม่มีอาวุธต่อสู้การเข้ามาใกล้กว่าระยะยิงของอาวุธปืนนั้นทำได้ง่าย ดังนั้นการยิงที่ศีรษะเหมือนยิงสัตว์เล่นนั้นปรากฏอยู่ทั่วไป
ประเด็นที่สำคัญยิ่งคือความแม่นยำที่ว่านี้ยืนยันโดยทางสถิติว่าการจะเป็นนักยิงปืนพวกนี้และใช้งานได้ต้องผ่านเกณฑ์การยิงที่เรียกว่าเข้าเป้าดำไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ตามคำพูดนี้ “The 2009 Precession Sniper Rifle requirements state that the PSR when fired without suppressor shall provide a confidence factor of 80% that the weapon and ammunition combination is capable of holding 1 MOA extreme vertical spread.”
และนี่เป็นการยิงด้วยการประทับปืนเปล่าๆไม่มีเครื่องรองรับให้มั่นคงอะไร แบบในสนามรบที่ต้องเคลื่อนที่ตลอดเวลาดังนั้นกรณีของไทยที่มีการขึ้นไปบนตึกและเตรียมการต่างๆอย่างสบายใจนั้นความแม่นยำต้องสูงกว่านี้
ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ให้ถือว่ามีความแม่นยำอยู่ที่ร้อยละ 90 ถ้ายิงคนละนัดเพราะจริงๆก็ยิงเท่านี้พอสำหรับการเด็ดชีพแล้วก็จะเป็นผู้ที่ถูกยิงเสียชีวิตอยู่ที่ ไม่ต่ำกว่า 2,250 คน(0.90x2500=2,250)
นอกจากนั้น กระสุนที่ใช้กับอาวุธสงครามทั่วไปเช่นเอ็ม16 อีกกว่า100,000 นัดนั้น สมมติว่ามีการยิงแบบสุ่มและยิงใส่ประชาชนด้วยปืนเอ็ม 16 ติดกล้อง ตีเสียว่ายิงใส่ประชาชนเพียงร้อยละ 1 นอกนั้นยิงใส่ฟ้า ใส่ดิน โดนโดยไม่เสียชีวิตไปจำนวนหนึ่งก็ 2,000 คน
ที่ทราบกันอยู่แล้วที่เหลือก็จะมีผู้เสียชีวิตไม่ต่ำกว่า1,000 คน รวมผู้ที่เสียชีวิตตามหลักฐานของทางหน่วยทหารยืนยันเองเรื่องสไนเปอร์และเอ็ม 16 ติดกล้องจึงน่าจะไม่ต่ำกว่า 3,250 คน
ตัวเลขนี้มีเหตุผลไม่เกินเลยและคิดให้ในเกณฑ์ขั้นต่ำมากอยู่แล้ว แต่ซากศพก็คงไม่พบเพราะมีการลากเก็บไปทำลายตามที่เคยทำมาแล้วหลายครั้งหลายคราว
จากการคำนวณนี้อยากให้ฝ่ายประชาธิปไตยยกข้อมูลนี้มาขยายความกันและวิพากษ์ วิจารณ์กันให้กว้างขวาง เพราะข้อมูลพื้นฐานมาจากฝ่ายทหารเอง และข้อมูลที่นำมาอ้างอิงก็เป็นมาตรฐานสากล การเรียกร้องทวงถามความเป็นธรรมสมควรได้รับการยกระดับขึ้นให้มากกว่านี้ และเผยแพร่ไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ (คงหวังลูกน้องของฝ่ายเผด็จการที่มาเป็นคณะกรรมการอะไรต่างๆในไทยได้ยาก)
เพื่อเปรียบเทียบผลของการเป็นนักสไนเปอร์ที่ยิงพลเรือนปราศจากอาวุธผลสุดท้ายเป็นอย่างไร ก็จะขอนำเอาผลการตัดสินลงโทษของกระบวนการยุติธรรมที่มีความเป็นธรรมและมีคุณธรรมเพราะเป็นประชาธิปไตย คือการตัดสินลงโทษทหารอเมริกันที่ใช้อาวุธสไนเปอร์ยิงพลเรือนที่ปราศจากอาวุธในอัฟกานิสถาน ลองดูว่าความยุติธรรมของเขาเป็นอย่างไร และลองดูที่ความคิดของทหารอเมริกันนั้นเองที่มีความเป็นมนุษย์มากกว่าทหารไทยมากนัก
“ทหารฐานทัพสหรัฐฯถูกศาลตัดสินจำคุก 24 ปีในคดีที่ก่อเหตุฆ่าผู้บริสุทธิ์ชาวอัฟกานิสถานอย่างโหดเหี้ยมโดยไตร่ตรองไว้ก่อน
ศาลสหรัฐฯตัดสินลงโทษนายเจเรมี มอร์ล็อค ทหารหน่วยรบพิเศษประจำฐานทัพสหรัฐฯ 1 ใน 5 ผู้ต้องหาที่มีส่วนร่วมในหน่วยที่เรียกกันเองว่า "ทีมสังหาร" ข้อหาเจตนาฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน รวม 3 กระทง จำคุก 24 ปี การตัดสินคดีดังกล่าวถือว่าเป็นคำตัดสินในคดีของกองทัพสหรัฐฯที่ร้ายแรงที่สุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา
มอร์ล็อคกล่าวปฏิญาณก่อนให้การในชั้นศาลด้วยการแสดงความเสียใจกับครอบครัวของเหยื่อและประชาชนชาวอัฟกานิสถาน พร้อมพูดว่าตนเองไร้ศีลธรรมที่ทำให้พลเรือนชาวอัฟกานิสถานที่ไร้อาวุธเสียชีวิต 3 ศพ ด้วยการทิ้งระเบิดและกราดกระสุนไรเฟิลเข้าใส่ พร้อมให้การกับอัยการว่าเป็นมือขวาของ หัวหน้าทีมสิบตรีคัลวิล กิบบ์ส ซึ่งสั่งให้มอร์ล็อคสุ่มเลือกเหยื่อสังหาร
"นอกจากนี้ยอมรับว่ามีสติตลอดที่กระทำลงไปเป็นสิ่งผิด" ขัดแย้งกับคำแนะนำของทนายที่ให้บอกว่าตกอยู่ในอาการเสพยา อย่างไรก็ตามเขายอมรับว่าเสพกัญชาสัปดาห์ละ 3-4 ครัง นับแต่ได้รับคำสั่งออกปฏิบัติการที่อัฟกานิสถาน
ก่อนนี้นิตยสารเดอร์ส สปีเกล ในเยอรมนี ได้ตีพิมพ์หลายภาพที่เห็นการสังหารอย่างโหดเหี้ยม หนึ่งในนั้นมีภาพที่มอร์ล็อคนั่งยองๆ ทำหน้ายิ้มกริ่มจิกศีรษะผู้ชายบนกองศพที่จมเลือดต่อหน้ากล้องถ่ายรูป
ด้านเพนตากอน หรือ กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีที่ทหารใช้ยาเสพติดปฏิบัติการ ซึ่งไม่ว่า หากพิสูจน์พบความจริงหรือไม่แต่ก็ถือว่าทำให้เพนตากอนต้องเสียชื่อเสียงและภาพลักษณ์ต่อชาวโลก
ส่วนทีมสังหารอีก 7 คน อยู่ระหว่างการสอบสวน ขณะที่เพื่อนอีก 4 คนถูกตัดสินและรับโทษจำคุกไปแล้ว”

Nick Nostitz ผู้สื่อข่าวอิสระชาวเยอรมันกับภาพถ่ายของเขาในเหตุการณ์ทหารยิงสังหารผู้ประท้วงเสื้อแดงอย่างทารรุณโหดร้าย
สำหรับในประเทศไทยคงไม่ต้องพูดกัน ดังที่เห็นจากความเห็นของผู้สื่อข่าวชาวเยอรมันซึ่งเป็นคนนอกไม่เกี่ยวกับการเมืองภายในประเทศว่าเขาคิดอย่างไรกับทหารไทยเวลายิงประชาชนที่ไม่มีอาวุธลองเปรียบเทียบกับความเป็นคนในโลกศิวิไลซ์ในคอลัมน์ที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าต่างกันราวฟ้ากับนรกนี่คือการปกครองด้วยระบบโบราณล้าหลังและเป็นเผด็จการจึงหล่อหลอมให้สังคมเป็นอะไรที่น่าสะอิดสะเอียนอย่างยิ่ง
หน้าที่ของฝ่ายประชาธิปไตยคือ นำเรื่องการสังหารประชาชนที่ไม่มีอาวุธนี้ออกไม่น้อยกว่า 3 พันคนนี้ออกมาเผยแพร่ให้มากที่สุดและชี้ให้เห็นว่า ไม่ว่าจะคิดเข้าข้างตัวเองอย่างไรทหารที่ออกมาสังหารประชาชนจะต้องได้รับการตัดสินความด้วยกระบวนการยุติธรรมที่เป็นธรรมซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า และขนาดยังไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ทหารก็ยังถูกหักหลังด้วยหน่วยงานของรัฐบาลเองรวบรวมหลักฐานชี้ให้เห็นแล้วว่าเป็นผู้สั่งการและสังหารประชาชน มีชื่อ มีสังกัดชัดเจนดังที่ปรากฏเป็นข่าวแล้วเช่นทุกวันนี้
สิ่งที่กังวลอยู่เรื่องเดียวคือ เราได้เตรียมตัวสำหรับการเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงที่น่าจะมีขึ้นก่อนวันชุมนุมใหญ่ในเดือนพฤษภาคมนี้หรือไม่และอย่างไร
มีการชี้แจงกับเสื้อแดงกลุ่มต่างๆอย่างละเอียดในทุกแง่มุมถึงการต่อสู้เมื่อมีการใช้อาวุธสงครามเช่นนี้อีกครั้งอย่างไร หรือไม่ และมีการเตรียมลุกฮือหรือไม่อย่างไร ถ้ามีการโกงเลือกตั้ง หรือ สร้างสุญญากาศให้ต้องมีนายกฯพระราชทาน หรือที่สุดคือการยึดอำนาจ แล้วกวาดล้าง
แต่ละเหตุการณ์ได้เตรียมอะไร ไว้อย่างไรบ้าง ไม่ต้องบอกมากถ้าเป็นความลับขอให้รู้ว่ามีก็พอใจกันแล้ว แต่อย่าจบแค่มีรัฐประหารมาอนุสาวรีย์ฯ เลยขั้นนั้นมาไกลแล้ว
ส่วนจะทำอย่างไรหวังว่าจะรู้กันอย่างทะลุปรุโปร่งกันแล้ว เพราะเมื่อเสนอตัวเป็นแกนนำก็ย่อมรู้ดีเป็นธรรมดา ขอร้องอย่างเดียวว่าถ้าคิดอะไรไม่ออกขอให้นำข่าวการประท้วงและการต่อสู้ของประเทศอื่นๆมาเล่าให้ประชาชนฟังเพื่อให้เห็นภาพว่าควรเตรียมตัวอย่างไร สู้อย่างไร ใช้เวลาเท่าไร และควรจะจบอย่างไร ให้มวลชนเข้าใจไว้ล่วงหน้า เพราะเมื่อเกิดเหตุคงต่างกลุ่มต่างทำหน้าที่
การเรียกมารวมตัวเป็นเป้านิ่งที่เวทีเหมือนที่ราชประสงค์คงไม่เกิดอีกแล้ว
มีบางท่านบอกว่า ประเทศในอัฟริกาเหนือลอกเราแล้วก็ทำสำเร็จ ประเด็นนี้อยากจะขยายความให้ชัดๆชี้ให้เห็นว่า ประเทศต่างๆเหล่านั้นได้แรงบันดาลใจจากเสื้อแดงเราตามที่ซีเอ็นเอ็นได้กล่าวอ้าง แต่เขาลอกการบ้านแล้วเอาไปคิด พอเข้าสู่ห้องสอบเขาทำข้อสอบและสู้ทำข้อสอบจนได้ชัยชนะ แต่ของเราทำการบ้านได้หมดแต่พอจะเข้าห้องสอบ เรากลับขอเลิกสอบเสียดื้อๆ ขอกลับไปเรียนซ้ำใหม่ จะเริ่มเลือกตั้ง ถูกแกล้ง ถูกปลด ถูกยุบอีกรอบ
นี่คือเหตุผลว่าทำไมเขาจึงสู้ชนะแล้วเราหยุดอยู่กับที่
จริงอยู่การเข้าสู่การเลือกตั้งและส่งทีมงานจาก นปช.ลงหาเสียงในพื้นที่แยกออกจากมวลชนเพื่อเจาะให้ได้จำนวน ส.ส.เกินกว่า 250คน ยังมีความจำเป็นเพื่อทำให้ฝ่ายเผด็จการหมดทางเลือก เกิดความไม่แน่ใจจำเป็นต้องใช้อำนาจพิเศษอีกครั้ง ก็จะทำให้เข้าทางในการต่อสู้และจบได้เร็วขึ้น
ถ้าเป็นเช่นนั้น นปช.ส่วนใหญ่ก็จำเป็นต้องไม่อยู่กับมวลชนในการชุมนุม แต่คงต้องลงหาเสียงในพื้นที่ให้น่าตื่นตระหนก นอกจากจะได้มวลชนเพิ่มแล้วก็เป็นการเร่งให้ฝ่ายเผด็จการต้องรีบตัดสินใจใช้กำลังและนำไปสู่ความพ่ายแพ้เร็วขึ้น
ถ้าเหตุการณ์จะเป็นเช่นที่กล่าวมาในส่วนของมวลชนก็ต้องไม่เสียเวลามากเกินไป ต้องรีบให้ความรู้ผ่านโรงเรียนฯในเรื่องที่จำเป็นโดยด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพรวมในการต่อสู้แบบต่างๆ เช่นเวลาในการสู้นับตั้งแต่มีเสียงปืนแตกของอียิปต์ 18 วัน แม้ว่าตอนนี้คณะทหารอียิปต์จะหักหลังพยายามแอบกวาดล้างฝ่ายประชาธิปไตยก็ตามเขาก็ยังไม่หยุด
ในลิเบียทหารเริ่มยิงประชาชน 15 กุมภาพันธ์ 1 สัปดาห์ประชาชนจับอาวุธถึง 16 มีนาคม แล้วสหประชาชาติเข้าแทรกแซงตั้งแต่ 17 มีนาคม ถึงปัจจุบันกำลังทางอากาศลิเบียใช้ไม่ได้และเกิดการยันกันอยู่ ฝ่ายรัฐบาลปฏิวัติกลับมาได้เปรียบอีกครั้งแต่ต้นเหตุเพราะรัฐบาลฝ่ายปฏิวัติ (ฝรั่งเศสรับรองรัฐบาลใหม่ของฝ่ายปฏิวัติแล้วจึงเท่ากับมีสงครามกลางเมืองตามกฎหมายระหว่างประเทศโดยกลุ่มที่มีศักดิ์ศรีเท่ากันไม่ใช่กลุ่มก่อการร้าย) ยึดเมืองสำคัญๆไว้ได้ทั่วประเทศ ต่างประเทศจึงให้การสนับสนุนนอกเหนือจากเรื่องผลประโยชน์ต่างๆ
อยากถามว่า ประเทศไทยมีเหมือนเขตของเสื้อแดงมากน้อยแค่ไหน และอยู่ตรงไหนที่พอจะเป็นที่มั่นได้หากเกิดสงครามกลางเมือง สิ่งต่างๆเหล่านี้คือสิ่งที่ต้องเตรียม ก่อนที่กระแสลมประชาธิปไตยจะยุติลง แล้วประเทศไทยจะกลายเป็นประเทศล้าหลังและหมดพลังการต่อสู้ตามไปด้วย
การซื้อเวลาของฝ่ายเผด็จการจึงเป็นกรณีหนึ่งที่ต้องรู้เท่าทันด้วย อย่าประนีประนอม หรือเสียเวลาเจรจามากนัก ประเทศที่ชนะการต่อสู้จะเห็นได้ว่าไม่มีที่ไหน สู้ไป เจรจาไปเลย ต่างยื่นเงื่อนไขเด็ดขาด และชี้ไปชัดๆที่ตัวปัญหาทั้งสิ้น(กรณีอียิปต์คือ มูบารัค ไม่ใช่นายกฯที่บริหารประเทศ)
เพราะการเจรจากันทั้งในและนอกเวทีการต่อสู้นั้นเป็นเพียงยุทธวิธีเท่านั้นไม่ใช่ยุทธศาสตร์หลักในการต่อสู้ ถ้านำมาเป็นแนวทางหลักก็เท่ากับพ่ายแพ้ตั้งแต่ยังไม่สู้เช่นนั้นแลฯ
หวังว่าคำถามต่างๆเหล่านี้จะไม่ทำให้กลายเป็นแดงเทียม แดงเสี้ยม แดงฯลฯ เพราะใครจะไปรู้ว่าแดงกลุ่มไหนจะเป็นอย่างไรในอนาคต
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, March 29, 2011
ข้อสันนิษฐานจากข้อเท็จจริง:เสื้อแดงอาจสูญเสียมากกว่า 91 ศพในเหตุการณ์เมษา-พฤษภา53
ดูมันทำ!เห็ดสดโผล่ร่วมเปิดพรรคสาวกพันธมิตร
ที่มา Thai E-News
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา กระดานสนทนาประชาทอล์ก
28 มีนาคม 2554
กระดานสนทนาประชาทอล์กได้นำเสนอภาพข่าวนางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)เดินทางไปร่วมงานพรรคการเมืองใหม่ สาขา2 จังหวัดขอนแก่นเปิดทำการสาขา และมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมอย่างกว้างขวาง
ทั้งนี้นางสดศรีแสดงทัศนะสอดคล้องกับกลุ่มพันธมิตรฯในช่วงนี้ โดยเธอแสดงความเห็นว่าการเลือกตั้งจะไม่แก้ไขปัญหาประเทศ ให้ทหารทำรัฐประหารอาจดีกว่า ขณะที่เวทีพันธมิตรเรียกร้องให้ทำรัฐประหาร คัดค้านการเลือกตั้ง หากเลือกตั้งก็ให้กา"โหวตโน" แม้พรรคการเมืองใหม่ ที่เป็นสาขาของพันธมิตรประกาศพร้อมสู้ศึกเลือกตั้งก็ตาม
นางสดศรียังบอกว่าจะลาออกเพื่อไปเป็นกรรมการในหน่วยงานอื่น ซึ่งทำให้มีเสียงวิจารณ์ว่าการกระทำของนางเพื่อปูทางไปสู่ความยุ่งยาก หากไม่มีการเบือกตั้ง เช่น การรัฐประหาร หรือการเรียกร้องนายกฯมาตรา 7




ปอกเปลือกเห็ดสด-รายการปอกเปลือกทางโทรทัศน์Spring newsในหัวข้อ"ถ้าหากไม่มีการเลือกตั้ง" บก.ลายจุดและนักวิชาการที่ร่วมรายการได้วิพากษ์วิจารณ์"เห็ดสด"อย่างรุนแรง กรณีจะไม่ทำหน้าที่เป็นกรรมการเลือกตั้ง ทั้งที่เสนอตัวเข้ามาแล้ว เปรียบเทียบกับเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นเข้าไปดับไฟจากกัมมันตรังสีนิวเคลัยร์ ยังเสียสละชีวิตทำหน้าที่แม้รู้ตัวจะตาย แต่เห็ดสดกลับจะหนีหน้าที่
********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง มาดูข่าวพวก"คนดี" :กล่าวหา'ลูกสดศรี'ลักทรัพย์เพื่อนนร.กฎหมายที่ญี่ปุ่น
Monday, March 28, 2011
เสื้อแดงชนะเร็วไป!อันตราย!:บก.ลายจุด
ที่มา ประชาไท
โดย prainnสมบัติ บุญงามอนงค์
ร่วมเสวนางานเปิดตัวหนังสือ "ประชาธิปไตย เข้าใจไหม?"
บทเสวนาว่าด้วย สิทธิ เสรีภาพ และเสมอภาค
การเมืองภาคประชาน ธรรมาภิบาล และนิติรัฐ
ณ ตึก1 ห้อง103 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
วันที่ 26 มีนาคม 2554
Re:
โดย ice angel
บก.ลายจุด ยกตัวอย่างอ.จรัล บอกว่า มันเป็นปรากฏการณ์การดีเบท
นิยามการเป็นประชาธิปไตยและช่วงนี้เป็นช่วงการช่วงชิงนิยามความเป็นประชาธิปไตย
เรื่องที่เสื้อแดงพูดน้อยที่สุดคือ พูดเรื่องความเป็นประชาธิปไตย
ผมรู้สึกว่าแม้จะเป็นช่วงหัวเลี้ยงหัวต่อ ทางประวัติศาสตร์
เป็นการตื่นตัวในระหว่างการสู้รบ แต่ไม่ได้ถูกจัดการศึกษาทางการเมือง
มันรบทางการเมือง ไม่ได้ฝึกการบำเพ็ญเพียรภาวนา
เราใช้ความโกรธเกลียดกันอย่างต่อเนื่อง ....
ผมมีความเห็นว่า ด้วยบรรยากาศแบบนี้มันจะสร้างความคัดแย้ง
ถ้าเรายังมีสติอยู่บ้าง เราต้องฉกฉวยบ่มเพาะ สถานการณ์แบบนี้
โดยไม่ติดไปกับกับดัก การสู้รบกันแบบเสียเพื่อนเสียมิตรนั้น
เราต้องใช้โอกาสนี้ศึกษาและสร้างประชาธิปไตย
การล้มอำมาตย์ก็ไม่เกิดประชาธิปไตย
บางทีผมนึกกลัว ถ้าเสื้อแดงชนะเร็วไปผมยังนึกกลัว
ถ้าเรามีเป้าหมายเดียวกันคือสร้างประชาธิปไตย ผมอยากดึงเรื่องนี้ให้ยาวที่สุด
ด้วยบรรยากาศแบบนี้จะทำให้เราช่วงชิงสร้างกระบวนการเรียนรู้ประชาธิปไตย
เมล็ดพันธุ์มหาศาลที่เราจะบ่มเพาะปลูกสร้าง ในปัจจุบันนี้ไม่มีการบ่มเพาะ
การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ประชาธิปไตยที่มันกลมกล่อม
มันต้องมีทุกระดับการออกแบบในทุกระดับ และกลายเป็นวัฒนธรรม
คนนั้นสนใจและเบื่อการเมืองไปพร้อมกัน เพราะมันถูกกระทบ
ที่มันเบื่อการเมืองเพราะมันไม่คืบหน้า มันไม่เข้าใจมันไม่ก่อประโยชน์มันเสียเวลา
หากเราตอบโจทย์ของการเมืองได้ ตามการเมืองสนุก เขาตอบโจทย์มันได้
ดังนั้นเราสร้างกระบวนการให้มันกลมกล่อมกันได้เราจะสนุก
ปรากฏการณ์ตาสว่าง เกิดผลทางจิตวิทยา
ตาสว่าง เป็นภาวะปิดิ มีความสุข
กูรู้แล้ว มรึงรู้แล้วหรือยัง
อ่านข้อเสนอแก้กฎหมาย 112 และคำอภิปรายของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ที่มา ประชาไท
ตัวช่วยเฮือกสุดท้ายของวีระ & ราตรี
ที่มา Thai E-News
โดย ปาแด งา มูกอ
28 มีนาคม 2554
ญาติวีระ-ราตรีจ่อขอทักษิณช่วยถ้านายกฯเหลว (ข่าว:ไอเอ็นเอ็น)
ส.ส. ปชป."พนิช" นำญาติ "วีระ-ราตรี" ยื่นหนังสือถึง นายกฯ ให้ความช่วยเหลือ ใน 7 วัน หากพ้นกำหนด อาจพึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ
นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ นำญาติของ นายวีระ สมความคิด และ น.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ ที่ถูกคุมขัง ในเรือนจำประเทศกัมพูชา เข้ายื่นหนังสือถึงนายกฯ เพื่อขอให้รัฐบาล เร่งรัดดำเนินการช่วยเหลือทั้ง 2 คน ภายใน 7 วัน
ซึ่งน้องชายของนายวีระ เปิดเผยว่า หลังจาก 7 วัน ตามกำหนด ยังไม่มีความชัดเจนจากรัฐบาล ทางญาติก็จะหาวิธีดำเนินการช่วยเหลืออย่างเต็มที่ โดยหาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ยื่นมือเข้ามาช่วยเจรจากับทางกัมพูชา พวกตนก็ยินดีและพร้อมจะให้ดำเนินการในทุกช่องทาง เพราะไม่เคยยึดติดกับกลุ่มการเมืองใด
ขณะเดียวกัน ล่าสุดที่ญาติได้เดินทางไปเยี่ยม นายวีระ ก็พบว่า อาการป่วยดีขึ้นมากตามลำดับ ด้าน นายพนิช ก็เชื่อว่า นายวีระ ไม่ต้องการให้มีการปลุกระดมทางเครือข่ายใด ๆ ทั้งสิ้น โดยต้องการเพียงแต่ให้ รัฐบาล เจรจากับทางกัมพูชา และได้รับการอภัยโทษโดยเร็วที่สุด
ผมอ่านข่าวพาดหัวในเรื่องนี้แล้ว ทำให้นึกถึงเหตุการณ์ที่ พ่อเจ้าประคุณ ศิวรักษ์ ชุติพงษ์ สายลับสมัครเล่น ในคดีจารกรรมตารางการบินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และศาลได้ตัดสินจำคุก 7 ปี ปรับ 10 ล้านเรียล
เหตุการณ์ครั้งนั้นถ้าผมจำไม่ผิด เห็นท่าน พลเรือเอก บรรณวิทย์ เก่ง..(อะไรผมจำไม่ได้) อดีตรองปลัดกระทรวงกลาโหมและสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ออกมาเปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า การจับวิศวกรไทยในเขมรแท้จริงแล้วเป็นแค่แผนสร้างวีรบุรุษกำมะลอ ซึ่งจะไม่ยอมให้คนไทยถูกหลอกลวงด้วยการเล่นปาหี่เช่นนี้ ตอนแรกที่ได้ข่าวคนไทยถูกจับในเขมร ก็รู้สึกตกใจและเป็นห่วง เพราะเข้าใจว่าเขมรต้องการสร้างสถานการณ์ที่จะก่อสงครามกับประเทศไทย แต่ครั้น ตรวจสอบข่าวสารทางลึก ก็พบว่า เป็นแค่แผนการสร้างวีรบุรุษกำมะลอเพื่อให้นักโทษชายทักษิณ-เป็นพระเอกเท่านั้น (กับอีแค่แผนสร้างวีรบุรุษ แค่นี้น่ะ เด็กชั้น ป.4 มันก็รู้แล้ว นี่ถึงขนาดลงทุนตรวจสอบข่าวสารทางลึกเลยน่ะนี่ สุดยอดๆ) ตัวละครที่เกี่ยวข้อง เริ่มถูกเปิดเผยออกมาแล้วว่าผู้ถูกจับ เป็นลูกจ้างของบริษัทในเครือข่ายของนักโทษชายทักษิณ ถูกโทรศัพท์ตามตัวด่วนเพื่อรับทราบแผนการก่อนถูกจับ แล้วปล่อยข่าวว่ามีแผนสังหารนักโทษชาย โดยผู้ถูกจับเป็นสายลับไปลักลอบตรวจสอบเที่ยวบินของนักโทษชาย ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นสายลับ และไม่ได้เกี่ยวข้องในเรื่องการเมืองใดๆ เลยเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งเท่านั้น ส่วนมารดาของผู้ถูกจับก็เป็นเครือญาติของนักการเมืองใหญ่ที่เพิ่งเข้าพรรคเพื่อไทย แกล้งออกมาโวยวายว่าลูกป่วยหนัก หากขาดยาอาจเสียชีวิต ทั้งๆ ที่ความจริงไม่ได้ป่วยดังที่พูดถึงเลย เป็นการสร้างสถานการณ์เพื่อกดดันรัฐบาล
พลเรือเอก บรรณวิทย์ สรุปว่าปาหี่เรื่องนี้ทำขึ้นโดยมีเป้าหมาย 3 ประการ คือ ช่วงแรก ต้องการสร้างความขัดแย้งกับรัฐบาลไทย และต้องการตบหน้ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ทำให้เกิดพะว้าพะวัง ในวันที่นักโทษชายอยู่ในเขมร และจะจบลงด้วย วีรบุรุษ คือ นักโทษชายทักษิณ ( โอ้แม่เจ้า เป้าหมาย 3 ประการ ของแก ไม่รู้คิดออกมาจากส่วนไหนของร่างกาย โคตรสุดยอดจริงๆ )
อย่างไรก็ตาม นายศิวรักษ์ ชุติพงษ วิศวกรไทย ได้เปิดใจหลังจากที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษ ว่า "ไม่คิดว่า การที่ถูกควบคุมตัวครั้งนี้ เป็นการจัดฉาก พร้อมกับยอมรับว่า ตลอด 32 วันที่ติดคุกในเขมร นอนไม่หลับสักคืน เพราะคิดมาก และกลัวว่าจะติดคุกยาวนาน"
ส่วนกรณี "คำรบ ปาลวัฒน์วิไชย " เลขานุการสถานทูตไทยในกัมพูชา หลังเกิดเหตุไม่เคยติดต่อกับตน และมารดา ทั้งที่อย่างน้อยน่าจะโทรศัพท์มาสอบถามมารดาบ้าง นอกจากนี้ ยังต้องการพบนายคำรบ เพื่อทราบเจตนารมณ์ ที่ให้ตนนำตารางการบินของทักษิณมามอบให้
นายศิวรักษ์ ยังกล่าวต่อว่า ตนซาบซึ้งที่สมเด็จนโรดม สีหมุนี พระราชทานอภัยโทษให้ ซึ่งอนาคตตนยังไม่ได้ปรึกษาใครในครอบครัว แต่โดยส่วนตัวแล้วตนอยากจะกลับไปทำงานที่ประเทศกัมพูชาอีก
ด้านนางสิมารักษ์ ณ นครพนม มารดาของนายศิวรักษ์ กล่าวว่า อยากให้ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องทำให้ไทยและประเทศกัมพูชา กลับมามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ซึ่งนายฮุน เซน บอกว่า ท่านมีความสัมพันธ์ที่ดีกับประชาชนคนไทย แต่ท่านมีปัญหากับผู้บริหารบางคนเท่านั้น
นายศิวรักษ์ ชุติพงษ วิศวกรไทย หลังจากที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษ
“คำรบ" โผล่แล้ว ( ท่านบรรณวิทย์ ตัวละครของท่านที่ตกหล่นไป มันโผล่ออกมาแล้ว) ยันบริสุทธิ์ใจไม่มีใครสั่งล้วงความลับเที่ยวบิน "แม้ว" ลั่นเสียใจ "ศิวรักษ์" ต้องติดคุก (ข่าว:มติชนออนไลน์)
"คำรบ" เปิดใจครั้งแรก ปัดมีคนสั่งจารกรรมข้อมูลการบิน "ทักษิณ" แจงเป็นแนวทางทูตต้องรายงานความเคลื่อนไหวคนสำคัญ เสียใจปฏิบัติงานด้วยความบริสุทธิ์ใจ แต่ "ศิวรักษ์" กลับได้รับผลกระทบทั้งที่บริสุทธิ์
นายคำรบ ปาลวัฒน์วิไชย เลขานุการเอก สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์ที่โดนขับออกนอกกัมพูชา หลังติดต่อขอทราบเที่ยวบินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จากนายศิวรักษ์ ชุติพงษ์ ซึ่งได้รับพระราชทานอภัยโทษพ้นการจำคุก 7 ปีข้อหาจารกรรมข้อมูล ว่า ได้ติดต่อไปหน่วยงานต่าง ๆ รวมถึงติดต่อหานายศิวรักษ์ เพื่อขอความอนุเคราะห์ตรวจสอบว่า พ.ต.ท.ทักษิณมาถึงกรุงพนมเปญแล้วจริงหรือไม่อย่างไร ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติทั่วไปของนักการทูตทุก ๆ ประเทศ ส่วนเหตุที่ต้องรายงานการเดินทางถึงกัมพูชาของ พ.ต.ท.ทักษิณนั้น เนื่องจากทางราชการติดตามความเคลื่อนไหว ไม่ใช่เฉพาะกรณีนี้เท่านั้น หากได้ทราบว่ามีบุคคลสำคัญอื่น ๆ ไม่ว่าไทยและต่างประเทศไปกัมพูชา ก็ต้องรายงานด้วยเช่นกัน
เรื่องนี้ผู้วิเคราะห์เหตุการณ์ หน้าแตก ครับ มาดูว่า เป้าหมาย 3 ประการของเหตุการณ์ทีเกิดขึ้นที่ท่านบรรณวิทย์ฯ วิเคราะห์ไว้ คือ ช่วงแรก ต้องการสร้างความขัดแย้งกับรัฐบาลไทย (หน้าแตกอันดับแรก มันไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่เขมรจะมาสร้างความขัดแย้งกับรัฐบาลไทย กับไอ้เรื่องขี้ปะติ๋วแบบนี้)
และต้องการตบหน้ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ทำให้เกิดพะว้าพะวัง ในวันที่นักโทษชายอยู่ในเขมร (หน้าแตกอันดับสอง ระดับสมองนายพล คิดได้แค่นี้น่ะ “ต้องการตบหน้า” “ทำให้เกิดพะว้าพะวัง” แต่ท่านควรมีมารยาทหน่อยที่ไปว่าท่านแม้วเป็น นักโทษชาย กับไอ้แค่ความผิดที่ไปเซ็นชื่อให้เมียซื้อที่ ให้เกียรติกันหน่อยเถอะครับ ในฐานะที่ท่านก็เคย ครับผม ครับผม ขอรับ ขอรับ เวลาท่านแม้วมีอำนาจ จำได้หรือเปล่า)
และจะจบลงด้วย วีรบุรุษ คือ นักโทษชายทักษิณ (ข้อนี้เอาคะแนนไปเต็มร้อยท่านบรรณวิทย์ วิเคราะห์แม่นจริงๆ แสดงว่าข่าวสารทางลึกของท่านทำงานได้ผล)
ที่นี้เรามาพูดถึงกรณีปัญหาของคุณวีระฯและคุณราตรีฯกันบ้าง อย่างที่ผมบรรยายเหตุการณ์กรณีคุณศิวรักษ์ฯเสียจนยืดยาว ผมคิดว่าไม่ว่าท่านแม้ว จะเป็นวีรบุรุษหรือฮีโร่ อะไรก็ตาม ผมก็ยังมั่นใจว่า ถ้าหากญาติพี่น้องของคุณวีระฯและคุณราตรีฯ ไปขอความช่วยเหลือจากท่านแม้วล่ะก็ ผมเชื่อว่าท่านแม้ว คงไม่ใจไม้ใส้ระกำเป็นแน่ และหากท่านแม้วรับปาก โพะคะเมีย(เพื่อนฝูง)ของท่านแม้ว อย่างท่านฮุนเซน ก็คง เจิงบาน สะเอย ปรับ บาน (อยากได้อะไรบอกมาได้เลย)
ผมขอฟันธงว่า จะต้องสำเร็จถ้าน้องชายคุณวีระฯและหลานสาวของคุณราตรีฯกล้าที่จะติดต่อกับท่านแม้วเพื่อขอความช่วยเหลือ ที่ผมกล้าฟันธงเพราะผมมีหลักฐานมาแสดง ความผูกพันและความรักใคร่ของท่านแม้วและสมเด็จฮุนเซน ไม่ใช่ขี้ไก่ที่ใครต่อใครที่ไม่ชอบหน้าจะไปดูถูกดูแคลน
ผมว่าดีกว่าไปเข้าพบท่านพนิช เห็บขะแมเกาะหัว ให้ช่วย อย่าว่าภายใน 7 วันที่รัฐบาลจะช่วยเลยครับ ขนาดแกยังโดนเข้าไปกี่วันล่ะ จนกระทั่งเห็บในคุกเขมรเกาะกินกบาลเอา จึงได้ออกจากคุกกลับประเทศไทยมาได้ (นี่ขนาดนายกฯมาร์ครู้คนเดียวน่ะ) ไม่มีทางหรอกภายใน 7 วัน นายกฯมาร์คมันไม่สนหรอก มันกลัว พะว้าพะวัง และจบลงด้วย วีรบุรุษ คือ นักโทษชายทักษิณ (ภาค 2) อย่างที่ท่านพลเรือเอกบรรณวิทย์ฯท่านวิเคราะห์ไว้ในภาคแรก ของเหตุการณ์คุณ ศิวรักษ์ ชุติพงษ์ นั่นเอง
เดินหน้าลุยเลยครับญาติๆของคุณวีระฯและคุณราตรีฯชาวไทยทุกคนในประเทศเป็นกำลังใจให้ครับ
คนไทยในเยอรมันร่วมขบวนเสื้อแดงนานาชาติ ผนึกฝ่ายประชาธิปไตยในประเทศเคลื่อนพลยกเลิก#112
ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
28 มีนาคม 2554
กิจกรรมรณรงค์ให้ยกเลิกมาตรา 112 เป็นไปอย่างแพร่หลายทั้งในและต่างประเทศ ล่าสุดกลุ่มคนไทยในเยอรมนี ได้จัดกิจกรรมรณรงค์ขึ้นที่ Saarbruecken เมืองหลวงของแคว้น Saarland
กิจกรรมรณรงค์ครั้งนี้นอกจากเพื่อหนุนเสริมความเคลื่อนไหวในประเทศไทย และคนไทยในระดับนานาชาติแล้ว ก็เพื่อสร้างความตระหนักรับรู้ในปัญหานี้ให้เป็นที่แพร่หลาย เพื่อนำไปสู่การยกเลิกมาตรา 112
********
ชมวิดิโอ หรือเทปเสียงงานอภิปรายนิติราษฎร์ ที่ธรรมศาสตร์ 27 มี.ค.54
เสียง ftp://baygon5.no-ip.org/savefiles/27-03-11/niti27-03-11.mp3
vdo แบ่ง3ช่วง
ช่วง 1 ftp://baygon5.no-ip.org/savefiles/27-03-11/niti27-03-11-1.wmvช่วง 2 ftp://baygon5.no-ip.org/savefiles/27-03-11/niti27-03-11-2.wmvช่วง 3 ftp://baygon5.no-ip.org/savefiles/27-03-11/niti27-03-11-3.wmv
*********
ก่อนหน้านี้คนไทยในต่างประเทศ ในนามเสื้อแดงนานาชาติได้ออกแถลงการณ์ฉบับหนึ่งเรียกร้องให้ยกเลิกม.112
จดหมายเปิดผนึกฉบับที่ 1 เสื้อแดงนานาชาติ :สนับสนุนให้ยกเลิกกฏหมายอาญามาตรา 112 
ถึง บุคคล กลุ่มบุคคล องค์กร สถาบัน และหน่วยงานเกี่ยวข้อง อันสามารถกำหนดให้ข้อเรียกร้องที่ระบุในจดหมายนี้บรรลุผล
นับแต่มีการรัฐประหารล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙ เป็นต้นมา ประเทศไทยตกอยู่ภายใต้การปกครองอย่างเผด็จการซ่อนรูป จากอำนาจรวมศูนย์ของบุคคล (Autocracy) และกลุ่มคณะบุคคล (Oligarchy) ร่วมมือประสานความสอดคล้อง โดยวิธีปฏิบัติบิดเบือนระบอบประชาธิปไตยด้วยกระบวนการตุลาการภิวัฒน์และองค์กรอิสระ ทำลายรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง โดยชี้นำบังคับให้กลุ่มการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งบางส่วนแปรพักตร์ไปสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีคะแนนเสียงส่วนน้อย เป็นแกนจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร
เมื่อประชาชนออกมาชุมนุมเรียกร้องให้กลับไปสู่การยอมรับเสียงข้างมากจากการเลือกตั้ง รวมทั้งต่อต้านการเข้ามาแทรกแซงทางการเมืองโดยอำนาจแฝงเร้น หรือที่เรียกว่า “มือที่มองไม่เห็น” ไปจนถึงการต่อต้านอำนาจนอกระบบของมือที่มองเห็น เช่นประธานองคมนตรี แต่กลุ่มอำนาจนอกระบบกลับไม่สนใจตอบสนอง จึงเป็นเหตุสำคัญทำให้ประชาชนเข้าร่วมประท้วงแบบสันติวิธีขยายจำนวนมากขึ้นหลายแสนคน ในนามแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปช.)
ด้วยความกลัวในพลังประชาชนและกลัวต่อความสูณเสียอำนาจ จึงใช้กำลังทหารพร้อมอาวุธสงคราม และพลแม่นปืน (สไน้เปอร์) เข้าปราบปรามเข่นฆ่าผู้ประท้วงที่ชุมนุมกันอย่างสันติ และปราศจากอาวุธ ระหว่างวันที่ ๑๐ เมษายน ถึง ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ จนเป็นผลให้ประชาชนที่เรียกร้องต้องการให้มีประชาธิปไตยแท้จริง เสียชีวิตไม่น้อยกว่า ๙๑ คน บาดเจ็บเกือบสองพัน และสูญหายอีกจำนวนหนึ่ง
ไม่เพียงแต่เท่านั้น ผู้เข้าร่วมการชุมนุมระดับแกนนำที่รอดตายจำนวนมาก ถูกกฎหมายเถื่อนตามกวาดล้างคร่าชีวิตไม่ต่ำกว่า ๕ ราย และบางส่วนไม่น้อยกว่าสองร้อยคนถูกจับกุมคุมขัง ตั้งข้อหาร้ายแรงเป็นผู้ก่อการร้าย โดยไม่ได้รับสิทธิของการดำเนินคดีเฉกเช่นประเทศอารยะต่างๆในสากลโลก
ส่วนประชาชนที่เห็นพ้องและ/หรือ สนับสนุนการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย ได้แสดงความคิดเห็นของตนอย่างเสรีตามสิทธิอันพึงมีของปัจเจกชนในสังคมประชาธิปไตย กลับถูกคุกคาม รังควาญ กลั่นแกล้งด้วยการแจ้งข้อหา ต้องการล้มสถาบันหรือหมิ่นพระบรมเดชานุภาพฯ อันเป็นความผิดตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ทำให้มีผู้ที่ถูกคุมขังด้วยข้อหาดังกล่าวจำนวนมาก รวมทั้งหลายรายถูกตัดสินอย่างเร่งรัดให้รับโทษจำคุกเป็นเวลานานตั้งแต่ ๘ ปีถึง ๑๘ ปี ซึ่งขบวนการพิจารณาคดีทั้งหมดนั้น กระทำโดยลักษณะขัดหลักการและระเบียบกฏหมายสากลที่อาระยะประเทศยอมรับ
ด้วยเหตุแห่งความไม่ชอบในหลักปกครอง และกระบวนยุติธรรมดังกล่าวข้างต้น จึงทำให้ประเทศชาติเต็มไปด้วยความแตกแยก จนเป็นความขัดแย้งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนั้น ฝ่ายกลุ่มผู้กุมอำนาจและกลุ่มสนับสนุน ยังพยายามอย่างไม่ลดละที่จะจุดไฟสร้างความเกลียดชัง เพื่อกล่าวหาประชาชนที่มีความคิดต่าง ยิ่งทำให้ประชาชนผู้ไม่ได้รับความเป็นธรรม ก้าวมาสู่จุดที่ไม่สามารถถอยและพร้อมที่จะแตกหักเพื่อปกป้องตนเอง
ดังนั้น พวกเราผู้ยึดมันในความถูกต้อง ความยุติธรรม และรักประธิปไตย ที่มีชื่อต่อท้ายจดหมายเปิดผนึกฉบับนี้เห็นพ้องร่วมกันว่า เพื่อระงับยับยั้งแนวโน้มมิคสัญญีในชาติเสียแต่บัดนี้ และเชื่อว่าจะเป็นหนทางเดียวที่แก้ปัญหาได้ จึงขอเรียกร้องต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหลาย ให้ดำเนินการดังต่อไปนี้
๑. ยกเลิกกฏหมายอาญามาตรา ๑๑๒ เสียโดยสิ้นเชิง เพราะการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์นั้นบรรลุได้ด้วยการบังคับใช้กฏหมายอาญาปกติซึ่งมีอยู่แล้ว การคงมาตรา ๑๑๒ ไว้รังแต่จะทำให้เสื่อมเสียแก่สถาบันมากยิ่งขึ้น ด้วยเพราะถูกนำมาใช้ทางผลประโยชน์การเมือง และการทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม
๒. ปลดปล่อยผู้ต้องหา และผู้ต้องโทษทางการเมืองทั้งหมดโดยไม่มีเงื่อนไข ไม่ว่าจะเป็นข้อหาผู้ก่อการร้ายจากผลแห่งการประกาศใช้พระราชกำหนดปฏิบัติราชการสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือข้อหาหมิ่นตามประมวลกฏหมายอาญามาตรา ๑๑๒
๓. เร่งรัดการสืบสวน เพื่อนำคนผิดมาลงโทษ กรณีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์วันที่ ๑๐ เมษายน และการกระชับพื้นที่สี่แยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓
สุดท้ายนี้ จึงขอปฏิญานว่า จะร่วมยืนเคียงข้างกับพี่น้องคนไทยทั่วทุกมุมโลก พี่น้องคนไทยผู้ยึดมันในหลักการประชาธิปไตยในประเทศทุกคน รณรงค์ต่อสู้อย่างไม่หยุดยั้ง ในการที่จะทำให้ได้รับการตอบสนองจากข้อเรียกร้องและทำให้ประเทศไทยมีประชาธิปไตยสมบูรณ์ ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งปณิธานไว้โดยเร็ว
ร่วมลงนามโดย
Thai Red Australia
Red USA
แดงสังคมนิยม Sweden
Thai Red Japan
Red in Japan
แดงแนวร่วม Taiwan
แดงแนวร่วม Greek
********
จดหมายเปิดผนึกฉบับภาษาอังกฤษ
March 10, 2011
An Appeal for Justice:
An Open Letter to the People of Thailand and Their Representatives:
Ever since the military coup of September 19, 2006 that overthrew the legitimate government of Prime Minister Thaksin Shinawatra whose Thai Rak Thai Party was overwhelmingly elected into office.
Thailand now ruled by Dictatorial Power of Autocracy and Oligarchy.
The group of these ruling elite has been lying and distorting facts, claiming that Thailand is a democratic state. They were brutal. They used every tools in their disposals, including Military, Judicial, and ‘Independent Bodies’ whose mandate is to be fair and impartial, destroying the governments elected by the people.
They used the military and its apparatus to force MPs to switch side. And helped forming the current Thai government of Mr. Abhisit Vejjajiva which literally can be said was born from the military womb.
Once the people learnt of the truth, they came out en-masse to protect their rights. Under the banner of United Front for Democracy against Dictatorship or UDD, they demanded the return of power to the people through electoral process, demanding ‘no political interference’ from hidden power or ‘Invisible Hands’, and Privy Council.
What they got in return were bullets in the heads in 2009 and 2010!
During 10 April to 19 May 2010, the ruling elite used military force (tanks and snipers) to disperse the demonstrators in Bangkok, resulted in 91 deaths, almost 2000 injuries, hundred missing.
Many local leaders of the UDD who survived the ‘Bangkok Massacre’ went home, some into hiding. There was news report of no less than 5 local leaders were assassinated. Over 200 remained in jails on terrorism charge for exercising their Constitution Rights of peaceful assembly.
Those in jails seldom allowed to have bails, If bails were granted, amount was so large that beyond the means of many families and friends to provide.
Now Thailand behaves as a 3rd rate nation.
People who agreed or supported the ideal of democracy or against the political interference of Thai politics from ‘Outsider’ by expressing their views in public were harass, intimidated and/or charged with Les Majeste (LM) under Criminal Law 112.
Any citizens of the world can see the oddness of this law. Everyone can file the LM charge. Once file, the authorities have to investigate and proceed with the charge. If the authority refuses to do so may misconstrue as an act of disrespect and/or constitutes as violation of the LM itself. So every LM accusations are taken seriously by the authorities. Often it is used to stifle dissents and now more than ever becomes a political tool.
Cases of LM skyrocketed. As of today, 5 more will be charged, and 39 more will be investigated. The penalty is unusually harsh. For each counts, the minimum penalty is 3 years, and maximum 15 years. This penalty is much harsher than during the time of absolute monarchy!
No wonder Thailand is now divided.
The small ruling elite, in light of this awareness, seek to ignore. The flame of injustice is still hotly burning. How long can people take?
As concerned Thais, we are afraid that Thailand will be next in line for chaos and violent just like Libya should Thailand remains status quo. Movement for Democracy is spreading.
To prevent this destructive path, we believe Thailand must change. A sense of justice and fair play must be restored.
To achieve that end, we would like to propose the followings for your consideration:
1. Campaign to reform Les Majeste Law. Help free Khun Surachai Danwattananusorn and many others charged with Les Majeste. Les Majeste Law shall not be used for any political purpose, gain, or to stifle dissents. We believe the first step is to abolish Section 112 of the Criminal Law. There are laws currently in the book such as Defamation is sufficient enough to protect the institution of Monarchy.
2. We believe in healing the wound. The first step must be to free all Political Prisoners and Prisoners of Conscience. This would include those arrested for demonstrations during the Emergency Decree. Wound cannot be healed if victims still victimized.
3. Truth and Reconciliation Commission has to be more effective, and impartial. It is almost one year since the ‘Bangkok Massacre’ and the commission has not yet issue a single report. Reconciliation and Forgiveness are very important--- but truth must come first. The perpetrators of murder have to be identified. Should amnesties be considered, it must be made aware that this does not change the fact that overthrowing the government in a coup or shooting unarmed civilians is wrong and against the law. We believe those responsible for the massacre during 10 April through 19 May 2010 should be brought to justice.
We understand that this undertaken is not easy, but necessary. We also understand that this idea is not new in Thailand. Many have done or making similar plea before us. We admire and applaud them and would like to follow their footsteps.
We wrote this letter to you, the People of Thailand as well as the representatives of the Thai People because we strongly believe that if Thailand is truly to be democratic and civilized, actions must come from you.
We the undersigned are committed to the course of justice. We want to see a better Thailand. We pledge to work together with friends around the world to help bring justice, peace, democracy, and prosperity to Thailand.
“If mind can conceive it, and your heart can believe it, we know you can achieve it”
Yours Truly,
Thai Red Australia
Red USA
แดงสังคมนิยม Sweden
Thai Red Japan
Red in Japan
แดงแนวร่วม Taiwan
แดงแนวร่วม Greek 

ยกเลิก-กิจกรรมรณรงค์ยกเลิกมาตรา112 เป็นไปอย่างแพร่หลาย ทั้งในและต่างประเทศ ขณะที่"คณะชาวไทยผู้สนับสนุนประชาธิปไตยในสหรัฐอเมริกา"เคยเคลื่อนไหวยื่นจดหมายต่อรัฐบาลนายชวน หลีกภัย เมื่อปี2536 หรือ 18 ปีที่แล้ว ให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญและกฎหมายอาญาหลายมาตรา เพื่อไม่ให้ฝ่ายต่างๆนำสถาบันกษัตริย์ไปเป็นเครื่องมือทางการเมือง ซึ่งกระทบกระเทือนต่อสถาบันฯเอง และให้ประชาชนแสดงความเห็นได้โดยเปิดเผยเช่นเดียวกับอารยะประเทศทั่วโลก เหตุการณ์ผ่านไป 18 ปี การณรงค์ประเด็นนี้กลับมาอีกคำรบ
*******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:
-อภิปรายนิติราษฎร์ พร้อมด้วยข้อเสนอ การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายเกี่ยวกับกฎหมายมาตรา 112
-เคลื่อนไหวใหญ่เลิก#112วันนี้ เจ้ย-อภิชาติพงศ์โดดร่วมนักวิชาการ-คนดังระดับโลกตื่นรู้กฎหมายหมิ่นฯ
ใกล้หายนะ....กระทู้ดักคออำมาตย์
ที่มา thaifreenews
โดย blablabla

เมื่อคนชั่ว มุ่งร้าย ทำลายบ้าน
แล้วรุกราน สิทธิชน คนทั้งผอง
ใช้กลเกม เล่ห์กล เพื่อตนครอง
ฉีกครรลอง แห่งวิถี อันดีงาม....
หวังขีดเส้น เป็นแนว แล้วเหยียบมิด
สร้างจริต นำพา น่าเกรงขาม
แล้วผงาด ชุบตัว เพียงชั่วยาม
คนเฮตาม ชื่นชม อย่างสมใจ....
อย่าสร้างภาพ หลอกลวง เป็นบ่วงบาป
ตนถูกสาป ยังเริงร่า ว่ายิ่งใหญ่
อย่าขุดหลุม ฝังตน พร้อมคนไทย
หายนะ มันเข้าใกล้ ไม่รู้ตัว....
ช่างมืดมน หนทาง ทุกย่างก้าว
แผ่นดินร้าว ฟ้ามืดมิด ปิดสลัว
เดี๋ยวร้อนหนาว เดี๋ยวฝน จนน่ากลัว
ใจสั่นรัว มองไป ไร้ทิศทาง....
ฝากกลอนนี้ ถึงอำมาตย์ ผู้ขลาดเขลา
อย่าคิดเอา อำนาจ สร้างบาดหมาง
อย่าฮึกเหิม เพิ่มระยำ เพื่ออำพราง
แม้นสุดทาง หลังพิงฝา จะท้าชน....
๓ บลา / ๒๘ มี.ค.๕๔ (บ่าย)
http://3blabla.blogspot.com

