ที่มา thaifreenews
โดย แมวอ้วนอ้วน
อ.วิภา เล่าเรื่องราว ความจริงที่เกิดขึ้น เมื่อ 6 ตุลา 2519
ความจริงที่อำมหิต ความจริงที่ถูกปกปิด บิดเบือน
ใครคือฆาตกร ใครเป็นผุ้สั้งการ ทำไมไม่มีการชำระความจริง ทำไม?
อยากรู้ความจริง 6 ตุลาคม2519 อ่านได้ที่ www.2519.net
**********************************************************************************
ตัวอย่างบางส่วนจาก www.2519.net
ทำไม 6 ตุลา จึงไม่ได้รับการเปิดเผยมากนัก? (ถามโดย นิ สุนิสา)
น่าจะมาจากหลายสาเหตุ เช่น
1. ไม่ใช่เรื่องน่าเปิดเผย เพราะไม่ใช่ความสำเร็จของผู้ใช้อำนาจ ตรงข้ามเป็นเรื่องชั่วร้าย ไม่ชอบธรรม เสื่อมเสียไปถึงต้นตระกูล
2. ไม่รู้จะเปิดเผยอะไรให้ไม่เสีย (ถึงผู้อยู่เบื้องหลัง) นอกจากเรื่องที่กุขึ้นมาทั้งหมด ซึ่งก็ได้พากันประโคมข่าวไปทั้งก่อนและหลังเหตุการณ์แล้วชุดใหญ่ ปล่อยไว้ให้เป็นคดีมืดดำของแผ่นดินดีกว่า (ศาลไม่ได้ตัดสิน ไม่ได้ยกฟ้อง) และดูเหมือนเขาตั้งใจให้ปิดมากกว่าเปิด จึงเลือกทางออกด้วยการนิรโทษกรรมแทนการพิจารณาคดีตามกระบวนการยุติธรรมให้ถึงที่สุด
3. สังคมไทย คนไทย คงยังไม่เชื่อเรื่องความเท่าเทียมกันตามกฎหมายของคนในสังคม จึงยังยอมรับให้มีผู้อยู่เหนือกฎหมาย เหนือความรับผิดใดๆได้ สังคมไทยเป็นสังคมพุทธที่ไม่ได้เชื่อเรื่องกฎแห่งกรรมอย่างหมดใจ จึงปล่อยให้คนผิดลอยนวล หรือมีข้อยกเว้น บางกรรมสำหรับบางคนไม่ต้องรับ
อย่างไรก็ดี www.2519.net ได้อาสาทำหน้าที่ “เปิดเผย” เท่าที่มีเรื่องให้เปิดแล้ว ช่วยกันแนะนำเพื่อนๆให้เข้ามาอ่าน เข้ามาแลกเปลี่ยนข้อมูลมากๆละกันนะ...
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, March 29, 2011
ความจริง 6 ตุลาคม 2519
กรรมมาธิการสิทธิในเยอรมันนีขอรับทราบข้อมูลในไทย
ที่มา thaifreenews
โดย ice angel
นำรายการความคืบหน้า อ.จา เล่าถึงการเข้าไปให้ข้อมูลสิทธิมนุษยชนในรัฐสภาประเทศเยอรมัน
Human Right Commition และจะนำเรื่องสืบสวนหาข้อมูลเพิ่มเติมผู้อยู่เบื้องหลังการวางแผนสังหารหมู่
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 29/03/54
ที่มา thaifreenews
โดย blablabla

ทำเป็นพูด ท้าทาย หมายเอาหน้า
แสร้งมารยา สาไถย ใจวิปริต
สมกับปาก จัญไร ไร้ความคิด
เพื่อปกปิด ความชั่ว ของตัวตน....
บทพิสูจน์ ฝีมือ คือคำตอบ
ใครจะชอบ ใครจะเป็น ล้วนเห็นผล
ทำอวดเก่ง ปากกล้า ท่าสัปดน
ที่แท้คน ชั่วช้า สุดสารเลว....
ไร้ศีลธรรม ระยำโฉด โหดอำมหิต
วิตกจริต ปากหมา พาดิ่งเหว
ดีแต่พูด ทำไม่เป็น เน้นเรื่องเลว
ดั่งไฟเปลว สุมประเทศ ทุกเขตคาม....
ประชาชน ตาดำดำ ยังช้ำหม่น
สุดสับสน ซึมเศร้า คอยเฝ้าถาม
เคยอยู่ดี มีสุข กันทุกยาม
กลับลุกลาม สู่ข้าวยาก ยุคหมากแพง....
ยังจะท้า ดีเบต ทุเรศไหม
คนจัญไร ทำซ่าส์ ท่ากำแหง
ไร้ผลงาน ยังมีน่า มาตะแบง
ไม่เสียแรง พวกห่า ที่บ้าเชียร์....
ไร้ฝีมือ ดีแต่พูด พิสูจน์แล้ว
คงมีแวว แผ่นดินแยก แตกสูญเสีย
ซ้ำสื่อชั่ว ถาโถม เข้าโลม-เลีย
กระเตงเฮี่ย กอดเก้าอี้ เห็นดีงาม....
๓ บลา / ๒๙ มี.ค.๕๔
http://3blabla.blogspot.com
ผลสำรวจมูลนิธิเอเชีย: เหลือง-แดงมีราว 10 ล้าน นักวิชาการชี้สองขั้ว ‘ขัดแย้งเทียม’ ต่างค่านิยมตัวบุคคล
ที่มา ประชาไท
ผลสำรวจเผยเหลืองแดงรวมกันร้อยละ 12 ของประชากร ‘นงเยาว์’ ฟันธงอนาคตขัดแย้งระดับภูมิภาค นโยบายข้างหน้าต้องแก้ ชี้ปัจจุบัน ‘สงครามเย็น’ เลือกตั้งหนหน้าสงครามจริง ‘กวี’ จวกสื่อหลักไม่ทันปัญหา เร่งพัฒนาสื่อชุมชน

ภาพยนตร์กับการเป็นอนุสาวรีย์ทางความคิด: กรณีภาพยนตร์ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
ที่มา ประชาไท
พิเชฐ ยิ่งเกียรติคุณ
เครือข่ายพลเมืองเน็ต
เมื่อพี่น้องลูมิแยร์สร้างกล้องบันทึกภาพยนตร์เครื่องแรกขึ้นในโลก หน้าที่ของมันในขณะนั้นไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อความบันเทิงแต่เป็นการเลือกเก็บบันทึกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ภาพยนตร์ที่มีบทกำกับการแสดงเกิดหลังจากนั้นเป็นเวลาพอสมควร และหลังจากนั้นดูเหมือนว่าเมื่อเราพูดถึงคำว่า "ภาพยนตร์" การรับรู้ขั้นต้นของเราคือภาพยนต์ที่มีบทกำกับในการแสดงอย่างเช่นปรากฏในปัจจุบัน
อ.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ เคยตั้งคำถามในข้อสอบปลายภาคสำหรับนักเรียนภาควิชาประวัติศาสตร์ครั้งหนึ่งถึงภาพยนตร์เรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ว่าเราควรมองภาพยนตร์เรื่องนี้ในบทบาทของอะไร? ผมจึงขอคัดย่อจากความทรงจำคร่าวๆ มาเรียบเรียง โดยผมมีความคิดเห็นดังนี้
ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการสร้างหน้าที่ใหม่ของภาพยนตร์(อย่างน้อยก็สำหรับประเทศไทย)นั่นก็คือ เป็นการ "สร้างอนุสาวรีย์" ทางความคิดให้เป็นมรดกของคนรุ่นต่อๆ ไป
เหตุใดจึงกล่าวเช่นนี้ ข้อจำกัดอย่างหนึ่งของภาพยนตร์อิงประวัติศาตร์โดยเฉพาะในตะวันออกก็คือส่วนใหญ่เป็นการบอกเล่าแบบมุขปาฐะ ซึ่งไม่มีความชัดเจนเพราะไม่มีการจดบันทึกโดยละเอียด ถึงแม้จะมีการค้นคว้าและเก็บข้อมูลแต่ส่วนใหญ่ก็จะมีเพียงเค้าโครงเรื่องใหญ่ๆ ที่มีความเป็น Epic อยู่ค่อนข้างสูง[1]
ปัญหาก็คือสิ่งเหล่านี้ได้เข้ามาเติมเต็มจินตนาการที่ขาดหายสำหรับแบบเรียนประวัติศาสตร์ในการศึกษาภาคบังคับที่ยังคงเว้าแหว่งด้วยการกล่าวถึงเหตุการณ์ต่างๆ โดยหยาบๆ และนำไปออกข้อสอบเพื่อทดสอบความจำในชั้นเรียน
ถึงแม้ทีมงานจะมีการ "ออกตัว" ว่าเรื่องนี้มีการดัดแปลงจากเค้าโครงเรื่องและมีการค้นคว้าข้อมูลมาเป็นอย่างดี แต่ผู้รับสารย่อมได้รับการเติมเต็มตัวอักษรที่หายไประหว่างบรรทัดจากภาพที่ปรากฏบนหน้าจอ
แน่นอนที่สุด อย่างน้อยภาพของพระนเรศวรที่คนรุ่นที่พ้นวัยศึกษาในรั้วสถาบันจะมีอยู่ในหัวก็คือภาพของผู้ชายหน้าไทย ใส่เสื้อผ้าสีดำและมีหมวกและเหล่าพลทหารที่ออกรบโดยมีโล่และผ้าประเจียดป้องกันตัว (หากคิดไม่ออกให้กลับไปหาธนบัตรชนิด 100 บาทรุ่นเก่า) ซึ่งเป็นภาพอนุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรทรงช้าง ที่ตั้งอยู่ ณ อำเภอดอนเจดีย์ จ.สุพรรณบุรี ที่ๆ เชื่อว่าเป็นจุดทำสงครามยุทธหัตถี
แต่เมื่อมีภาพยนตร์เรื่องนี้เกิดขึ้น ภาพของพระนเรศวรในความรับรู้ของคนส่วนใหญ่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีโอกาสได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้ ภาพของพันโท วันชนะ สวัสดี ในบทพระนเรศวรทรงเกราะแบบยุโรป และประทับปืนแนบบ่าจากการโปรโมทผ่านสื่อต่างกลับเข้ามาแทนที่ และแย่งชิงการเป็นความรับรู้หลักของสังคมไปเสียแล้ว

เฉกเช่นเดียวกันกับเมื่อเราคิดถึงสมเด็จพระสุริโยทัย (ไม่ใช่ "สุริโยไท" ผมเคยถามเพื่อนที่จบโรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย ถึงเรื่องนี้เธอเคยเล่าว่าพอภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าฉาย หลายๆ คนบอกว่าชื่อโรงเรียนของเธอสะกดผิด ทั้งที่โรงเรียนของเธอมีอายุเก่าแก่กว่าภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว) ภาพแรกที่คุณคิดถึงในจินตนาการย่อมเป็นภาพของหม่อมหลวง ปิยาภัสร์ ภิรมย์ภักดี ในผมทรงกระทุ่ม จากความเชื่อเดิมที่ว่าผู้หญิงไทยไว้ผมยาว
ในกรณีระดับโลกที่ฮือฮาก็จากภาพยนตร์เรื่อง "Braveheart” เมื่อ Mel Gibson ผู้สวมบทวีรบุรุษชาวสก็อตต์นาม William Wallace ได้ถูกขอให้เป็นแบบในการจัดทำอนุสาวรีย์ของวีรบุรุษคนดังกล่าว
การเติมเต็มข้อความที่หายไปในหนังสือด้วยภาพจากภาพยนตร์นั้น ไม่น่าสนใจเท่ากับ "ข้อความ" และอุดมการณ์ที่ถูกแทรกและเติมเข้ามาระหว่างบรรทัดของบทภาพยนตร์
สิ่งที่น่าสนใจนั้นก็คือ "อนุสาวรีย์ที่ไม่สามารถจับต้องได้" นั้นทรงพลังกว่าอนุสาวรีย์ที่เป็นสถานที่ให้นักท่องเที่ยวไปยืนถ่ายรูปเพื่อความบันเทิง เพราะมันเป็นการสถาปนาอำนาจนำทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่งที่ถูกฝังหัวมาโดยที่ผู้รับสารไม่รู้ตัวผ่านการบอกเล่าของตัวละครโดยทางตรงและทางอ้อม
ข้อสังเกตที่น่าขบขันก็คือทำไมเราสามารถเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนับร้อยๆ ปีที่ผ่านไปได้อย่างเป็นรูปเป็นร่างผ่านการศึกษาวิจัยของทีมสร้างภาพยนตร์ แต่เหตุการณ์ที่ผ่านไปไม่นานอย่าง 14 ตุลา 16 หรือ 6 ตุลา 19 ที่ยังคงมีพยานปากสำคัญในเหตุการณ์ดังกล่าวจำนวนมากกลับไม่ถูกเลือกที่จะนำมาถ่ายทอด[2] สิ่งที่น่าสนใจก็คือเราไม่ค่อยจะมีภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ร่วมสมัย โดยเฉพาะหลังจากยุค 2475 ถ้าหากเราคิดถึงหนังพีเรียด เรามักจะมองย้อนกลับไปช่วงก่อนกรุงรัตนโกสินทร์ หรือส่วนมากก็แค่อาศัยช่วงเวลาเป็นฉากหลังในการดำเนินเรื่องราว และส่วนใหญ่หนังประวัติศาสตร์ของไทยยังคงติดอยู่กับกรอบคิดของประวัติศาสตร์แบบ "ราชาชาตินิยม" ที่น่าสนใจคือภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนผ่านของประวัติศาสตร์ของไทยกลับไม่เคยมีการสร้างขึ้นอย่างจริงจัง
หนำซ้ำอนุสาวรีย์ที่เป็นตัวแทนของการต่อสู้เรียกร้องของประชาชน ยังถูกเตะถ่วงจนเวลาล่วงเลยเกือบ 30 ปีกว่าที่จะมีการสร้างขึ้น สิ่งเหล่านี้กำลังบอกอะไรเราอยู่ หากอนุสาวรีย์เป็นการบ่งบอกถึงความสำคัญของบันทึกประวัติศาสตร์ของชาติ ทำไมเรื่องเหล่านี้จึงถูกดึงไว้ทั้งที่เป็นประวัติศาสตร์ร่วมสมัยและเป็นการต่อสู้ของ "ประชาชน"ไทย เพื่อประชาธิปไตยอันเป็นหลักสูงสุดของประเทศ หรือว่าจริงๆ แล้วเรามิได้ปกครองกันด้วยระบอบประชาธิปไตย? หรือว่าเรื่องราวเหล่านี้มันเป็นเสี้ยนหนามแทงตำใครหรือไม่?[3]
เพราะอนุสาวรีย์นั้นถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองมาในทุกยุคทุกสมัยในการถ่ายทอด "มรดกทางความคิด" ของผู้มีอำนาจยุคต่างๆ เรามีวีรชนบ้านบางระจันในยุคที่ผู้นำต้องการให้เรามีความสามัคคี เรามีศาลพันท้ายนรสิงห์เพื่อเชิดชูความศักดิ์สิทธิ์ของนิติรัฐ[4] แล้วปัจจุบันใครเป็นผู้นำทางการเมืองของประเทศไทยที่ต้องการจะถ่ายทอดความคิดผ่านอนุสาวรีย์ในโลกเสมือนแห่งนี้?
คำถามที่สำคัญก็คือ ภาพยนตร์ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่เข้าฉายในช่วงเวลานี้กำลังจะบอก "ข้อความ" อะไรกับเรา? ผู้กำกับต้องการจะสื่อสารระหว่างบบรรทัดอะไรกับเรา? "ผู้อำนวยการสร้าง" ต้องการอยากให้เรามีทัศนคติแบบใด? หากเรามองให้ลึกๆ ภาพยนตร์เรื่องนี้จะไม่ใช่ภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ธรรมดา แต่มันกำลังจะกลายเป็นอนุสาวรีย์ทางความคิดความเชื่อที่พยายามจะสร้างมายาคติแบบใหม่ให้กับสังคม โดยเฉพาะคนที่เข้าไปดูและไม่ตั้งคำถามและเชื่อทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นบนหน้าจอ
ถ้าคุณอยากรู้ ติดตามได้ทุกโรงภาพยนตร์ใกล้บ้านคุณ....
เชิงอรรถ
[1] (ในกรณีภาพยนตร์เรื่องนี้คือ การทำยุทธหัตถี ,การหลั่งน้ำสิโณธก และการชนไก่)
[2] (ที่จริงมีอยู่ 2 เรื่องคือ 14 ตุลา สงครามประชาชน ซึ่งที่จริงแล้วดัดแปลงจากหนังสือ "คนล่าจันทร์" ของเสกสรรค์ ประเสริฐกุล ซึ่งเป็นมุมมองของเสกสรรค์ต่อเหตุการณ์ต่างๆ และ "ฟ้าใสหัวใจชื่นบาน" ที่จงใจล้อเลียนกลุ่มนักศึกษาที่เข้าป่าในช่วงหลัง 6 ตุลา 19 ให้ลดความน่าเชื่อถือเรื่องอุดมการณ์ และบริษัทอำนวยการสร้างเป็นของทายาทคนหนึ่งของผู้บัญชาการทหารเรือของคณะ คมช. ฐิติพันธุ์ เกยานนท์ บุตรชายของ พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ เกยานนท์)
[3] กรณีดังกล่าวเคยเกิดขึ้นกับ ศ.ดร.ปรีดี พนมยงค์ ซึ่งจากภาพยนตร์สารคดี 100 ปีชาตกาลปรีดี พนมยงค์นั้น มีการกล่าวว่าสาเหตุที่ท่านไม่สามารถกลับเมืองไทยได้จวบจนเสียชีวิตนั้น เพราะว่าผู้ปกครองและผู้มีอิทธิพลของประเทศเกรงกลัวท่าน เห็นได้จากความพยายามลบเลือนความทรงจำเกี่ยวกับท่านจากสังคมไทย แม้กระทั่งในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ของท่านเอง ชื่อถนนประดิษฐ์มนูญธรรม ซอยปรีดี พนมยงค์ หรือสถาบันปรีดี นั้นถูกตั้งขึ้นหลังจากการอสัญกรรมของท่าน
[4] (ทั้งสองเรื่องที่กล่าวถึงถูกจัดทำเป็นภาพยนตร์แล้ว โดยเรื่องพันท้ายนรสิงห์กำลังจะถูกทำเป็นละครทางช่อง 3 โดยมีคุณหญิงหม่อมกมลา ยุคล ณ อยุธยา ภรรยาของท่ายมุ้ย ควบคุมงานสร้าง และบทประพันธ์โดย พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าภานุพันธ์ ยุคล)
พระพุทธเจ้าเป็นคนไม่มีศาสนา
ที่มา ประชาไท
สุรพศ ทวีศักดิ์
เผยพบ “ศูนย์กลาง” แผ่นดินไหวในวันที่ 24 ที่ “เชียงราย-น่าน” ไม่ใช่อาฟเตอร์ช็อคจากพม่า
ที่มา ประชาไท
สถานการณ์ “การเมืองไทย” ต้องมองให้เห็น “ความจริง”
ที่มา ประชาไท
ชัยวัฒน์ สุรวิชัย
ข้อสันนิษฐานจากข้อเท็จจริง:เสื้อแดงอาจสูญเสียมากกว่า 91 ศพในเหตุการณ์เมษา-พฤษภา53
ที่มา Thai E-News
โดย Pegasus
29 มีนาคม 2554
ได้ฟังการอภิปรายในรัฐสภาว่า ทหารมีการใช้อาวุธชนิดพิเศษที่เรียกว่าสไนเปอร์ โดยมีขนาดกระสุน 7.62 มิลลิเมตร (.30 นิ้ว) โดยเบิกไป 3,000 นัด ส่งคืน ประมาณ 500 นัดใช้ไป 2,500 นัด และก็มีชื่อคนคุมสั่งยิงและหน่วยงานที่ออกมายิงประชาชนไปแล้ว
สิ่งที่น่าคิดแต่ยังไม่เห็นใครนำมาวิเคราะห์กันคือผลของการใช้สไนเปอร์นั้นคืออะไร หมายความว่าอย่างไร เกิดอะไรขึ้นกับกระสุน 2,500 นัดนั้น
ก่อนจะพูดกันต่อไปขอยกเอาข้อมูลจากวิกิพีเดียในเรื่องของอาวุธชนิดนี้มาวางไว้เพื่อที่จะได้ไม่มีข้อสงสัยกันโดยจะสรุปต่อท้ายต่อไป ดังนี้
Accuracy
Comparison of 0.5, 1, and 3 MOA extreme spread levels against a human torso at 800 m (left) and a human head at 100 m (right)
A military-issue battle rifle or assault rifle is usually capable of between 3-6minute of angle (MOA) (1-2 mrad) accuracy. A standard-issue military sniper rifle is typically capable of 1-3 MOA (0.3-1 mrad) accuracy, with a police sniper rifle capable of 0.25-1.5 MOA (0.1-0.5 mrad) accuracy. For comparison, a competition target or benchrest rifle may be capable of accuracy up to 0.15-0.3 MOA (0.05-0.1 mrad).
A 1 MOA (0.3 mrad) average extreme spread for a 5-shot group (meaning the center-to-center distance between the two most distant bullet holes in a shot-group) translates into 69% probability that the bullet's point of impact will be in the circle with center in point of aim and diameter of 25 cm at 800 m (about 8 inches at 800 yards), which is considered sufficient to ensure a high probability of hitting a human shape at that distance.
In 1982 a U.S. Army draft requirement for a Sniper Weapon System was: "The System will: (6) Have an accuracy of no more than 0.75 MOA (0.2 mrad) for a 5-shot group at 1,500 meters when fired from a supported, non-benchrest position".[6] Actual Sniper Weapon System (M24) adopted in 1988 has stated maximum effective range of 800 meters and a maximum allowed average mean radius (AMR) of 1.9 inches at 300 yards from a machine rest, what corresponds to a 1.6 MOA (0.5 mrad) extreme spread for a 5-shot group when using 7.62 x 51 mm M118 Special Ball cartridges.[7][8][9]
Precision Weapon Engagement Ranges & Dispersion according to the US Army.
A 2008 United States military market survey for a Precision Sniper Rifle (PSR) calls for 1 MOA (0.3 mrad) extreme vertical spread for all shots in a 5-round group fired at targets at 300, 600, 900, 1,200 and 1,500 meters.[10][11]In 2009 a United States Special Operations Command market survey calls for 1 MOA (0.3 mrad) extreme vertical spread for all shots in a 10-round group fired at targets at 300, 600, 900, 1,200 and 1,500 meters.[12][13] The 2009 Precession Sniper Rifle requirements state that the PSR when fired without suppressor shall provide a confidence factor of 80% that the weapon and ammunition combination is capable of holding 1 MOA extreme vertical spread. This shall be calculated from 150 ten (10) round groups that were fired unsuppressed. No individual group shall exceed 1.5 MOA (0.5 mrad) extreme vertical spread. All accuracy will be taken at the 1,500 meter point.[14][15] In 2008 the US military adopted the M110 Semi-Automatic Sniper System which has corresponding maximum allowed extreme spread of 1.8 MOA (0.5 mrad) for a 5-shot group on 300 feet, using M118LR ammunition or equivalent.[7][8][16] In 2010 maximum bullet dispersion requirement for M24 .300 Winchester Magnum corresponds[7][8] 1.4 MOAextreme spread for 5 shot group on 100 meters.[17]
Although accuracy standards for police rifles do not widely exist, rifles are frequently seen with accuracy levels from 0.5-1.5 MOA (0.2-0.5 mrad).[18] For typical policing situations an extreme spread accuracy level no better than 1 MOA (0.3 mrad) is usually all that is required. This is because police typically employ their rifles at short ranges.[19] At 100 m or less, a rifle with a relatively low accuracy of only 1 MOA (0.3 mrad) should be able to repeatedly hit a 3 cm (1.2 inch) target. A 3 cm diameter target is smaller than the brain stem which is targeted by police snipers for its quick killing effect.[20]
[edit]Maximum effective range
Cartridge Maximum effective range[21][22]
7.62x 39mm ...................350 m
5.56x45mm.....................550 m
7.62x51mm (.308 Winchester)...800 m
7.62x54mm R ..................800 m
.30-06 Springfield............800 m
7 mm Remington Magnum.........900–1,100 m
.300 Winchester Magnum........900–1,200 m
.338 Lapua Magnum............1,200-1,500 m
.50 BMG (12.7x99mm NATO)
12.7x108mm (Russian).........1,500–2,000 m
14.5x114mm...................1,800–2,300 m
.408 Chey Tac................2,300 m
Unlike police sniper rifles, military sniper rifles tend to be employed at the greatest possible distances so that range advantages like the increased difficulty to spot and engage the sniper can be exploited. The most popular military sniper rifles (in terms of numbers in service) are chambered for 7.62 mm (0.30 inch) caliber ammunition, such as 7.62x51mm and 7.62x54mm R. Since sniper rifles of this class must compete with several other types of military weapons with similar range, snipers invariably must employ skilled fieldcraft to conceal their position.
The recent trend in specialised military sniper rifles is towards larger calibres that offer relatively favorable hit probabilities at greater range, such as the anti-personnel .338 Lapua Magnum cartridge and anti-materiel cartridges like the .50 BMG and the 14.5x114mm. This allows snipers to take fewer risks, and spend less time finding concealment when facing enemies that are not equipped with similar weapons.
Maximum range claims made by military organizations and materiel manufacturers regarding sniper weapon systems are not based on consistent or strictly scientific criteria. The problem is only the bullet interacts after a relatively long flight path with the target (can also be a materiel target for a sniper bullet).
This implies that variables such as the minimal required hit probability, local atmospheric conditions, properties and velocity of the employed bullet (parts), properties of the target and the desired terminal effect are major relevant factors that determine the maximum effective range of the employed system.
Source : http://en.wikipedia.org/wiki/Sniper_rifle
มาดูข้อน่าสังเกตแรกคือความแม่นยำจากรูปแรกจะเห็นด้านซ้ายมือเป็นเป้ารูปคนครึ่งตัวตั้งแต่อกขึ้นไปถึงศีรษะ บทความบอกว่าในระยะ 800 เมตรซึ่งเป็นระยะแม่นยำของอาวุธปืนสไนเปอร์ขนาด 7.62 มิลลิเมตรนี้ซึ่งมีอยู่สองแบบด้วยกันนั้นจะเป็นวงรูปสีเขียวมีความกว้างสูงสุด 25 เซนติเมตร
เทียบแล้วก็สั้นกว่าไม้บรรทัดนิดหน่อย ดังนั้นในระยะ 800 เมตรต้องเข้าหน้าอกแน่นอนไม่มีเหลือ สำหรับในระยะที่ต้องการให้ยิงตัดก้านสมองให้หมดความรู้สึกทีเดียวนั้นจะใช้ระยะห่างไม่เกิน 100 เมตร จะเลือกยิงตัดเส้นประสาทได้ทันทีทำให้ผู้ที่ถือปืนอยู่ไม่สามารถเหนี่ยวไกปืนยิงไปเองได้อีกซึ่งในกรณีจะไม่กล่าวถึง
สำหรับการชุมนุมและการเลือกยิงโดยหน่วยสไนเปอร์นั้น ดูจากระยะทั้งหมดแล้วไม่เกิน 800 เมตรแน่นอน และน่าจะน้อยกว่า 300 เมตรด้วยซ้ำ เพราะประชาชนไม่มีอาวุธต่อสู้การเข้ามาใกล้กว่าระยะยิงของอาวุธปืนนั้นทำได้ง่าย ดังนั้นการยิงที่ศีรษะเหมือนยิงสัตว์เล่นนั้นปรากฏอยู่ทั่วไป
ประเด็นที่สำคัญยิ่งคือความแม่นยำที่ว่านี้ยืนยันโดยทางสถิติว่าการจะเป็นนักยิงปืนพวกนี้และใช้งานได้ต้องผ่านเกณฑ์การยิงที่เรียกว่าเข้าเป้าดำไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ตามคำพูดนี้ “The 2009 Precession Sniper Rifle requirements state that the PSR when fired without suppressor shall provide a confidence factor of 80% that the weapon and ammunition combination is capable of holding 1 MOA extreme vertical spread.”
และนี่เป็นการยิงด้วยการประทับปืนเปล่าๆไม่มีเครื่องรองรับให้มั่นคงอะไร แบบในสนามรบที่ต้องเคลื่อนที่ตลอดเวลาดังนั้นกรณีของไทยที่มีการขึ้นไปบนตึกและเตรียมการต่างๆอย่างสบายใจนั้นความแม่นยำต้องสูงกว่านี้
ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ให้ถือว่ามีความแม่นยำอยู่ที่ร้อยละ 90 ถ้ายิงคนละนัดเพราะจริงๆก็ยิงเท่านี้พอสำหรับการเด็ดชีพแล้วก็จะเป็นผู้ที่ถูกยิงเสียชีวิตอยู่ที่ ไม่ต่ำกว่า 2,250 คน(0.90x2500=2,250)
นอกจากนั้น กระสุนที่ใช้กับอาวุธสงครามทั่วไปเช่นเอ็ม16 อีกกว่า100,000 นัดนั้น สมมติว่ามีการยิงแบบสุ่มและยิงใส่ประชาชนด้วยปืนเอ็ม 16 ติดกล้อง ตีเสียว่ายิงใส่ประชาชนเพียงร้อยละ 1 นอกนั้นยิงใส่ฟ้า ใส่ดิน โดนโดยไม่เสียชีวิตไปจำนวนหนึ่งก็ 2,000 คน
ที่ทราบกันอยู่แล้วที่เหลือก็จะมีผู้เสียชีวิตไม่ต่ำกว่า1,000 คน รวมผู้ที่เสียชีวิตตามหลักฐานของทางหน่วยทหารยืนยันเองเรื่องสไนเปอร์และเอ็ม 16 ติดกล้องจึงน่าจะไม่ต่ำกว่า 3,250 คน
ตัวเลขนี้มีเหตุผลไม่เกินเลยและคิดให้ในเกณฑ์ขั้นต่ำมากอยู่แล้ว แต่ซากศพก็คงไม่พบเพราะมีการลากเก็บไปทำลายตามที่เคยทำมาแล้วหลายครั้งหลายคราว
จากการคำนวณนี้อยากให้ฝ่ายประชาธิปไตยยกข้อมูลนี้มาขยายความกันและวิพากษ์ วิจารณ์กันให้กว้างขวาง เพราะข้อมูลพื้นฐานมาจากฝ่ายทหารเอง และข้อมูลที่นำมาอ้างอิงก็เป็นมาตรฐานสากล การเรียกร้องทวงถามความเป็นธรรมสมควรได้รับการยกระดับขึ้นให้มากกว่านี้ และเผยแพร่ไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ (คงหวังลูกน้องของฝ่ายเผด็จการที่มาเป็นคณะกรรมการอะไรต่างๆในไทยได้ยาก)
เพื่อเปรียบเทียบผลของการเป็นนักสไนเปอร์ที่ยิงพลเรือนปราศจากอาวุธผลสุดท้ายเป็นอย่างไร ก็จะขอนำเอาผลการตัดสินลงโทษของกระบวนการยุติธรรมที่มีความเป็นธรรมและมีคุณธรรมเพราะเป็นประชาธิปไตย คือการตัดสินลงโทษทหารอเมริกันที่ใช้อาวุธสไนเปอร์ยิงพลเรือนที่ปราศจากอาวุธในอัฟกานิสถาน ลองดูว่าความยุติธรรมของเขาเป็นอย่างไร และลองดูที่ความคิดของทหารอเมริกันนั้นเองที่มีความเป็นมนุษย์มากกว่าทหารไทยมากนัก
“ทหารฐานทัพสหรัฐฯถูกศาลตัดสินจำคุก 24 ปีในคดีที่ก่อเหตุฆ่าผู้บริสุทธิ์ชาวอัฟกานิสถานอย่างโหดเหี้ยมโดยไตร่ตรองไว้ก่อน
ศาลสหรัฐฯตัดสินลงโทษนายเจเรมี มอร์ล็อค ทหารหน่วยรบพิเศษประจำฐานทัพสหรัฐฯ 1 ใน 5 ผู้ต้องหาที่มีส่วนร่วมในหน่วยที่เรียกกันเองว่า "ทีมสังหาร" ข้อหาเจตนาฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน รวม 3 กระทง จำคุก 24 ปี การตัดสินคดีดังกล่าวถือว่าเป็นคำตัดสินในคดีของกองทัพสหรัฐฯที่ร้ายแรงที่สุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา
มอร์ล็อคกล่าวปฏิญาณก่อนให้การในชั้นศาลด้วยการแสดงความเสียใจกับครอบครัวของเหยื่อและประชาชนชาวอัฟกานิสถาน พร้อมพูดว่าตนเองไร้ศีลธรรมที่ทำให้พลเรือนชาวอัฟกานิสถานที่ไร้อาวุธเสียชีวิต 3 ศพ ด้วยการทิ้งระเบิดและกราดกระสุนไรเฟิลเข้าใส่ พร้อมให้การกับอัยการว่าเป็นมือขวาของ หัวหน้าทีมสิบตรีคัลวิล กิบบ์ส ซึ่งสั่งให้มอร์ล็อคสุ่มเลือกเหยื่อสังหาร
"นอกจากนี้ยอมรับว่ามีสติตลอดที่กระทำลงไปเป็นสิ่งผิด" ขัดแย้งกับคำแนะนำของทนายที่ให้บอกว่าตกอยู่ในอาการเสพยา อย่างไรก็ตามเขายอมรับว่าเสพกัญชาสัปดาห์ละ 3-4 ครัง นับแต่ได้รับคำสั่งออกปฏิบัติการที่อัฟกานิสถาน
ก่อนนี้นิตยสารเดอร์ส สปีเกล ในเยอรมนี ได้ตีพิมพ์หลายภาพที่เห็นการสังหารอย่างโหดเหี้ยม หนึ่งในนั้นมีภาพที่มอร์ล็อคนั่งยองๆ ทำหน้ายิ้มกริ่มจิกศีรษะผู้ชายบนกองศพที่จมเลือดต่อหน้ากล้องถ่ายรูป
ด้านเพนตากอน หรือ กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีที่ทหารใช้ยาเสพติดปฏิบัติการ ซึ่งไม่ว่า หากพิสูจน์พบความจริงหรือไม่แต่ก็ถือว่าทำให้เพนตากอนต้องเสียชื่อเสียงและภาพลักษณ์ต่อชาวโลก
ส่วนทีมสังหารอีก 7 คน อยู่ระหว่างการสอบสวน ขณะที่เพื่อนอีก 4 คนถูกตัดสินและรับโทษจำคุกไปแล้ว”

Nick Nostitz ผู้สื่อข่าวอิสระชาวเยอรมันกับภาพถ่ายของเขาในเหตุการณ์ทหารยิงสังหารผู้ประท้วงเสื้อแดงอย่างทารรุณโหดร้าย
สำหรับในประเทศไทยคงไม่ต้องพูดกัน ดังที่เห็นจากความเห็นของผู้สื่อข่าวชาวเยอรมันซึ่งเป็นคนนอกไม่เกี่ยวกับการเมืองภายในประเทศว่าเขาคิดอย่างไรกับทหารไทยเวลายิงประชาชนที่ไม่มีอาวุธลองเปรียบเทียบกับความเป็นคนในโลกศิวิไลซ์ในคอลัมน์ที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าต่างกันราวฟ้ากับนรกนี่คือการปกครองด้วยระบบโบราณล้าหลังและเป็นเผด็จการจึงหล่อหลอมให้สังคมเป็นอะไรที่น่าสะอิดสะเอียนอย่างยิ่ง
หน้าที่ของฝ่ายประชาธิปไตยคือ นำเรื่องการสังหารประชาชนที่ไม่มีอาวุธนี้ออกไม่น้อยกว่า 3 พันคนนี้ออกมาเผยแพร่ให้มากที่สุดและชี้ให้เห็นว่า ไม่ว่าจะคิดเข้าข้างตัวเองอย่างไรทหารที่ออกมาสังหารประชาชนจะต้องได้รับการตัดสินความด้วยกระบวนการยุติธรรมที่เป็นธรรมซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า และขนาดยังไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ทหารก็ยังถูกหักหลังด้วยหน่วยงานของรัฐบาลเองรวบรวมหลักฐานชี้ให้เห็นแล้วว่าเป็นผู้สั่งการและสังหารประชาชน มีชื่อ มีสังกัดชัดเจนดังที่ปรากฏเป็นข่าวแล้วเช่นทุกวันนี้
สิ่งที่กังวลอยู่เรื่องเดียวคือ เราได้เตรียมตัวสำหรับการเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงที่น่าจะมีขึ้นก่อนวันชุมนุมใหญ่ในเดือนพฤษภาคมนี้หรือไม่และอย่างไร
มีการชี้แจงกับเสื้อแดงกลุ่มต่างๆอย่างละเอียดในทุกแง่มุมถึงการต่อสู้เมื่อมีการใช้อาวุธสงครามเช่นนี้อีกครั้งอย่างไร หรือไม่ และมีการเตรียมลุกฮือหรือไม่อย่างไร ถ้ามีการโกงเลือกตั้ง หรือ สร้างสุญญากาศให้ต้องมีนายกฯพระราชทาน หรือที่สุดคือการยึดอำนาจ แล้วกวาดล้าง
แต่ละเหตุการณ์ได้เตรียมอะไร ไว้อย่างไรบ้าง ไม่ต้องบอกมากถ้าเป็นความลับขอให้รู้ว่ามีก็พอใจกันแล้ว แต่อย่าจบแค่มีรัฐประหารมาอนุสาวรีย์ฯ เลยขั้นนั้นมาไกลแล้ว
ส่วนจะทำอย่างไรหวังว่าจะรู้กันอย่างทะลุปรุโปร่งกันแล้ว เพราะเมื่อเสนอตัวเป็นแกนนำก็ย่อมรู้ดีเป็นธรรมดา ขอร้องอย่างเดียวว่าถ้าคิดอะไรไม่ออกขอให้นำข่าวการประท้วงและการต่อสู้ของประเทศอื่นๆมาเล่าให้ประชาชนฟังเพื่อให้เห็นภาพว่าควรเตรียมตัวอย่างไร สู้อย่างไร ใช้เวลาเท่าไร และควรจะจบอย่างไร ให้มวลชนเข้าใจไว้ล่วงหน้า เพราะเมื่อเกิดเหตุคงต่างกลุ่มต่างทำหน้าที่
การเรียกมารวมตัวเป็นเป้านิ่งที่เวทีเหมือนที่ราชประสงค์คงไม่เกิดอีกแล้ว
มีบางท่านบอกว่า ประเทศในอัฟริกาเหนือลอกเราแล้วก็ทำสำเร็จ ประเด็นนี้อยากจะขยายความให้ชัดๆชี้ให้เห็นว่า ประเทศต่างๆเหล่านั้นได้แรงบันดาลใจจากเสื้อแดงเราตามที่ซีเอ็นเอ็นได้กล่าวอ้าง แต่เขาลอกการบ้านแล้วเอาไปคิด พอเข้าสู่ห้องสอบเขาทำข้อสอบและสู้ทำข้อสอบจนได้ชัยชนะ แต่ของเราทำการบ้านได้หมดแต่พอจะเข้าห้องสอบ เรากลับขอเลิกสอบเสียดื้อๆ ขอกลับไปเรียนซ้ำใหม่ จะเริ่มเลือกตั้ง ถูกแกล้ง ถูกปลด ถูกยุบอีกรอบ
นี่คือเหตุผลว่าทำไมเขาจึงสู้ชนะแล้วเราหยุดอยู่กับที่
จริงอยู่การเข้าสู่การเลือกตั้งและส่งทีมงานจาก นปช.ลงหาเสียงในพื้นที่แยกออกจากมวลชนเพื่อเจาะให้ได้จำนวน ส.ส.เกินกว่า 250คน ยังมีความจำเป็นเพื่อทำให้ฝ่ายเผด็จการหมดทางเลือก เกิดความไม่แน่ใจจำเป็นต้องใช้อำนาจพิเศษอีกครั้ง ก็จะทำให้เข้าทางในการต่อสู้และจบได้เร็วขึ้น
ถ้าเป็นเช่นนั้น นปช.ส่วนใหญ่ก็จำเป็นต้องไม่อยู่กับมวลชนในการชุมนุม แต่คงต้องลงหาเสียงในพื้นที่ให้น่าตื่นตระหนก นอกจากจะได้มวลชนเพิ่มแล้วก็เป็นการเร่งให้ฝ่ายเผด็จการต้องรีบตัดสินใจใช้กำลังและนำไปสู่ความพ่ายแพ้เร็วขึ้น
ถ้าเหตุการณ์จะเป็นเช่นที่กล่าวมาในส่วนของมวลชนก็ต้องไม่เสียเวลามากเกินไป ต้องรีบให้ความรู้ผ่านโรงเรียนฯในเรื่องที่จำเป็นโดยด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพรวมในการต่อสู้แบบต่างๆ เช่นเวลาในการสู้นับตั้งแต่มีเสียงปืนแตกของอียิปต์ 18 วัน แม้ว่าตอนนี้คณะทหารอียิปต์จะหักหลังพยายามแอบกวาดล้างฝ่ายประชาธิปไตยก็ตามเขาก็ยังไม่หยุด
ในลิเบียทหารเริ่มยิงประชาชน 15 กุมภาพันธ์ 1 สัปดาห์ประชาชนจับอาวุธถึง 16 มีนาคม แล้วสหประชาชาติเข้าแทรกแซงตั้งแต่ 17 มีนาคม ถึงปัจจุบันกำลังทางอากาศลิเบียใช้ไม่ได้และเกิดการยันกันอยู่ ฝ่ายรัฐบาลปฏิวัติกลับมาได้เปรียบอีกครั้งแต่ต้นเหตุเพราะรัฐบาลฝ่ายปฏิวัติ (ฝรั่งเศสรับรองรัฐบาลใหม่ของฝ่ายปฏิวัติแล้วจึงเท่ากับมีสงครามกลางเมืองตามกฎหมายระหว่างประเทศโดยกลุ่มที่มีศักดิ์ศรีเท่ากันไม่ใช่กลุ่มก่อการร้าย) ยึดเมืองสำคัญๆไว้ได้ทั่วประเทศ ต่างประเทศจึงให้การสนับสนุนนอกเหนือจากเรื่องผลประโยชน์ต่างๆ
อยากถามว่า ประเทศไทยมีเหมือนเขตของเสื้อแดงมากน้อยแค่ไหน และอยู่ตรงไหนที่พอจะเป็นที่มั่นได้หากเกิดสงครามกลางเมือง สิ่งต่างๆเหล่านี้คือสิ่งที่ต้องเตรียม ก่อนที่กระแสลมประชาธิปไตยจะยุติลง แล้วประเทศไทยจะกลายเป็นประเทศล้าหลังและหมดพลังการต่อสู้ตามไปด้วย
การซื้อเวลาของฝ่ายเผด็จการจึงเป็นกรณีหนึ่งที่ต้องรู้เท่าทันด้วย อย่าประนีประนอม หรือเสียเวลาเจรจามากนัก ประเทศที่ชนะการต่อสู้จะเห็นได้ว่าไม่มีที่ไหน สู้ไป เจรจาไปเลย ต่างยื่นเงื่อนไขเด็ดขาด และชี้ไปชัดๆที่ตัวปัญหาทั้งสิ้น(กรณีอียิปต์คือ มูบารัค ไม่ใช่นายกฯที่บริหารประเทศ)
เพราะการเจรจากันทั้งในและนอกเวทีการต่อสู้นั้นเป็นเพียงยุทธวิธีเท่านั้นไม่ใช่ยุทธศาสตร์หลักในการต่อสู้ ถ้านำมาเป็นแนวทางหลักก็เท่ากับพ่ายแพ้ตั้งแต่ยังไม่สู้เช่นนั้นแลฯ
หวังว่าคำถามต่างๆเหล่านี้จะไม่ทำให้กลายเป็นแดงเทียม แดงเสี้ยม แดงฯลฯ เพราะใครจะไปรู้ว่าแดงกลุ่มไหนจะเป็นอย่างไรในอนาคต
ดูมันทำ!เห็ดสดโผล่ร่วมเปิดพรรคสาวกพันธมิตร
ที่มา Thai E-News
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา กระดานสนทนาประชาทอล์ก
28 มีนาคม 2554
กระดานสนทนาประชาทอล์กได้นำเสนอภาพข่าวนางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)เดินทางไปร่วมงานพรรคการเมืองใหม่ สาขา2 จังหวัดขอนแก่นเปิดทำการสาขา และมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมอย่างกว้างขวาง
ทั้งนี้นางสดศรีแสดงทัศนะสอดคล้องกับกลุ่มพันธมิตรฯในช่วงนี้ โดยเธอแสดงความเห็นว่าการเลือกตั้งจะไม่แก้ไขปัญหาประเทศ ให้ทหารทำรัฐประหารอาจดีกว่า ขณะที่เวทีพันธมิตรเรียกร้องให้ทำรัฐประหาร คัดค้านการเลือกตั้ง หากเลือกตั้งก็ให้กา"โหวตโน" แม้พรรคการเมืองใหม่ ที่เป็นสาขาของพันธมิตรประกาศพร้อมสู้ศึกเลือกตั้งก็ตาม
นางสดศรียังบอกว่าจะลาออกเพื่อไปเป็นกรรมการในหน่วยงานอื่น ซึ่งทำให้มีเสียงวิจารณ์ว่าการกระทำของนางเพื่อปูทางไปสู่ความยุ่งยาก หากไม่มีการเบือกตั้ง เช่น การรัฐประหาร หรือการเรียกร้องนายกฯมาตรา 7




ปอกเปลือกเห็ดสด-รายการปอกเปลือกทางโทรทัศน์Spring newsในหัวข้อ"ถ้าหากไม่มีการเลือกตั้ง" บก.ลายจุดและนักวิชาการที่ร่วมรายการได้วิพากษ์วิจารณ์"เห็ดสด"อย่างรุนแรง กรณีจะไม่ทำหน้าที่เป็นกรรมการเลือกตั้ง ทั้งที่เสนอตัวเข้ามาแล้ว เปรียบเทียบกับเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นเข้าไปดับไฟจากกัมมันตรังสีนิวเคลัยร์ ยังเสียสละชีวิตทำหน้าที่แม้รู้ตัวจะตาย แต่เห็ดสดกลับจะหนีหน้าที่
********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง มาดูข่าวพวก"คนดี" :กล่าวหา'ลูกสดศรี'ลักทรัพย์เพื่อนนร.กฎหมายที่ญี่ปุ่น

