ที่มา thaifreenews
โดย เสรีภาพ
เมื่อคืนผมได้ฟังจตุพรพูดปราศรัยบนเวทีที่อุดรธานีได้พูดถึงสิ่งที่ได้ปรึกษากับท่านทักษิณเรื่องเงินชดเชยให้ผู้ที่เสียชีวิตจากการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย ที่ถูกล้อมฆ่าอย่างโหดเหี้ยมโดยคำสั่งการภายใต้รัฐบาลมาร์ค ที่มี "อากงสั่งฆ่า อาม่าสั่งยิง" อยู่เบื้องหลัง
คำมั่นสัญญาว่าจำนวนเงิน 10 ล้านบาทและลูกหลานเรียนฟรีถ้าหากเพื่อไทยได้กลับมาเป็นรัฐบาลอาจจะมีการวิพากษ์วิจารณ์กันโดยทั่วไปว่ามากบ้างหรือน้อยบ้างอย่างไรก็ตามแต่ สำหรับผมแล้วทุกชีวิตที่สูญเสียไปเพื่อต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยให้คนไทยทุกคนอยู่อย่างมีเกียรติ อยู่อย่างมีศักดิ์ศรีของความมนุษย์ที่เป็นเจ้าของร่วมกัน ที่บรรพบุรุษของทุกคนได้ร่วมกันปกป้องประเทศนี้มาด้วยกัน ทุกคนจึงควรที่ได้จะสิทธิ์อย่างเท่าเทียมกัน การตีความคุณค่าของอุดมการณ์ให้เป็นจำนวนเงินนั้น สำหรับผมแล้วมันประเมิณค่าเป็นตัวเงินไม่ได้เลยด้วยซ้ำไป
แต่สิ่งที่ผมได้มองย้อนกลับไปในอดีตนั้น ไม่เคยมีไพร่คนใดที่กล้าลุกขึ้นยืนสู้ท้าทายอำนาจรัฐอำมาตย์เผด็จการแล้วจะได้รับการชดเชยเป็นจำนวนเงินมากมายเพียงนี้ ส่วนใหญ่แล้วแทบจะไม่ได้รับการชดเชยเลยด้วยซ้ำไป ไม่ว่าจะเหตุการณ์ 14 ตค. 16 , 6 ตค. 19 , 17 พค.35 จนถึง 10 เมย.- 19 พค.53 มีแต่ฝ่ายอำมาตย์ที่ไล่ฆ่าประชาชนเท่านั้นที่ได้รับการปูนบำเหน็จเป็นอย่างดีเสมอมา
จึงทำให้ตัววีรชนและญาติวีรชนฝ่ายประชาธิปไตยต้องใช้ชีวิตอย่างอดอยากทุกข์ยากแสนเข็นเพราะเหตุต้องสูญเสียอาชีพ เสียโอกาส เสียอวัยวะและชีวิตไปกับการเรียกร้องประชาธิปไตยเช่นเดียวกับ นายเทิดศักดิ์ ฟุ้งกลิ่นจันทร์ ที่จบศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร (อาจจะเป็นเหตุทำให้มีวีรชนบางส่วนทนทุกข์ยากไม่ไหวต้องหันกลับไปรับใช้อำมาตย์เพื่อให้ยังชีพอยู่ได้) แต่กลับได้รับเพียงแค่กระสุนปืนเป็นสิ่งตอบแทน
ที่ผมได้เขียนมาทั้งหมดเพื่ออยากจะบอกว่าอุดมการณ์ที่เป็น "นามธรรม" ไม่สามารถจะตีคุณค่าเป็นจำนวนเงินได้ แต่เงินก็ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยชดเชยเยียวยาสิ่งต่างๆดังกล่าวที่ต้องเสียไป ให้วีรชนและญาติท่านต่างๆเหล่านี้ได้มีชีวิตอยู่อย่างภาคภูมิในขณะที่ยังมีลมหายใจ ในฐานะลูกหลานวีรชนคนกล้าท้าสู้เผด็จการ
สิ่งที่สำคัญยิ่งเหนือสิ่งอื่นใดถ้ารัฐบาลเพื่อไทยทำได้จริง มันจะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่วีรชนฝ่ายประชาธิปไตยจะได้รับการเลี้ยวแลจากสังคมอย่างจริงจัง นำไปสู่การปลูกฝังให้อนุชนรุ่นหลังเอาแบบอย่าง เพื่อสร้างวัฒธรรมภูมิคุ้มกันต่อต้านการรัฐประหารสืบไป เป็นการฝังเก็บการรัฐประหารอย่างถาวร เพราะเมื่อใดที่ใครก็ตามจะใหญ่โตเพียงใด หาญกล้าจับอาวุธลากเศษเหล็กมายึดอำนาจอธิปไตยมันจะต้องเจอกับลูกหลานวีรชนประชาธิปไตยครับ
Re:
โดย Zs0
ข้อความของคุณเสรีภาพตรงนี้ ขอแสดงอาการคารวะ และอยากขอความกรุณาให้ ช่วยกันทำ
ทหาร ตำรวจ ข้าราชการได้รับการดูแล ยกย่อง ลูกหลานได้รับการอุ้มชู ทั้งที่ การจากไปของ
บางราย มีข้อครหา แต่ มองผ่านเสีย ให้เกียรติผู้ตาย
แต่กับประชาชนที่ เสียภาษีเป็นรายได้รัฐ ที่เป็น แกน ที่รัฐจะต้องเคารพและให้การดูแล
ถูกละเลย ต้องลุกขึ้นมาสู้ ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ตน แต่เพื่อคนส่วนใหญ่
เพื่อชื่อเสียงเกียรติภูมิ ของประเทศ
นอกจากเงินทอง ที่มอบให้ ทายาทหรือบุพการี เพื่อแสดงความรับผิดชอบที่สังคมจะแบกรับภาระ
แทน วีรชน ที่จากไป หรือ วีรชนที่ พิการ บาดเจ็บ วีรกรรมทั้งหลายจะต้อง บันทึก และจารึก เพื่อ
เป็นแบบอย่างให้คนรุ่นหลัง ได้ตระหนัก ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งหมด
จึงอยากเห็นอนุสรณ์สถาน ตามจังหวัดต่างๆ
ในอเมริกา เมืองที่มีลูกหลานอาสาไปรบ เมื่อกลับมาแต่ร่างจะทำ อนุสรณ์ ใจกลางเมือง
ไม่ต้อง มโหฬาร แค่ ให้ญาตมาวางดอกไม้ และมายืนคารวะได้ ก็พอใจแล้ว
ซึ่ง คนที่อยู่ จะพยายาม ทำให้เกิดขึ้น ให้ได้ 
Re:
โดย BBBBB
ผมว่า อย่างไรก็ตาม การเยียวยาก็เป็นเรื่องจำเป็นเพราะว่า
-หลายท่าน ทั้งที่เป็นวีรชนไปแล้ว ผู้บาดเจ็บจนพิการ แผ้ถูกคุมขังอย่างไม่เป็นธรรมด้วยการยัดเยียดข้อหาก่อการร้าย เป็นเสาหลักของบ้าน มีลูก เมีย และบุพการี ที่ได้รับความลำบากแสนสาหัสจากการขาดคนที่จะมาหาเงินมาจุนเจือข้าวปลาอาหารและปัจจัยสี่
-หลายท่านที่บาดเจ็บและทุพลภาพ นอกจากขาดรายได้แล้ว ยังไม่สามารถจะประกอบอาชีพเลี้ยงตัวเองแล้ว ยังต้องมีภาระค่ารักษาพยาบาล และ ค่าใช้จ่ายในการที่จะต้องเดินทางไปสถานพยาบาล
ตั้งหมดนี้ต้องใช้เงินทั้งสิ้น
และอัตราจะต้องเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นเงินก้อนหรือแม้แต่การต้องออกมาในลักษณะมูลนิธิที่ติดตามจ่ายรายเดือน(ป้องกันเงินที่ได้หมดก่อนถึงเวลาอันควร)
Re:
โดย Bell
เราต้องการ ระบบการปกครองที่เข้มแข็ง มีสิอทธิเท่าเทียมกัน ตรวจสอบได้ แตะได้..
Re:
โดย ลูกชาวนาไทย
ผมสนับสนุนครับ ในการให้การเยียวยาผู้ที่ได้รับบาดเจ็บหรือเสืยชีวิต คนตายให้ครอบครัวได้ัรับการชดเชย 10 ล้าน คงไม่มีปัญหาอะไร เพราะเิงินจำนวนนี้สำหรับประเทศขนาดกลางอย่างประเทศไทยไม่ใช่เงินมากมายอะไร เพราะหากใช้เงินเพื่อการเยียวยาทั้งหมดก็คงไม่เกิน 2,000 ล้านบาท (หมายถึงรวมถึงคนเจ็บที่พิการด้วย)
ส่วนลูกหลานก็ให้ทุนเรียนต่อไปจนถึงชั้นสูงสุดที่เขาจะเรียนได้ (เช่น ปริญญาเอก อาจไปไม่ถึงทุกคนก็ตามแต่สติปัญญา)
เราไม่จำเป็นต้องแคร์การวิจารณ์ของพวกเสื้อเหลือง เราถึงว่าคนที่ตายไป คือ วีรบุุรุษที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย
อาจมีเกีียรติภูมิสูงกว่าทหารผ่านศึกที่ผ่านมาด้วยซ้ำ เพราะพวกเขาอาสาเข้าสู้เอง และถือว่าเป็น "นักรบพิทักษ์เสรีชน" อย่างแท้จริง พวกเขามีใจกล้าหาญกว่าทหารผ่านศึก เพราะสู้กับ "ศัตรูของประชาชนด้วยมือเปล่า" สู้แม้จะรู้ว่าสู้ไม่ได้ ความกล้าหาญจึงเป็นที่น่ายกย่องอย่างแท้จริง
ปล. ไม่ต้องให้ทหารที่ตายจากการปราบประชาชนนะครับ ถือเป็นโจรก่อการร้ายด้วยซ้ำ เพราะพวกเขาืถืออาวุธสงครามเข้าห้ำหั่นประชาชนมือเปล่า เป็นผู้ก่อการร้ายตัวจริง
Long live the people !, long live democracy !
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Sunday, April 3, 2011
ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ 10 ล้าน แด่วีรชนที่เสียชีวิตเพื่อประชาธิปไตย
กรณี อ.สมศักดิ์ เจียมฯ ได้ทำลาย "การคุ้มครองทางจารีต" ลงอย่างสิ้นเชิง
ที่มา thaifreenews
โดย ลูกชาวนาไทย
การคุ้มครองห้ามวิจารณ์ คนชั้นสูงนั้น กฎหมาย 112 คุ้มครองแค่ 4 บุคคลเท่านั้น คือ พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัททายาท ผู้สำเร็จ (ตอนนี้ไม่มี)
แต่ก่อนคนไทยไม่กล้าวิจารณ์แม้แต่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เท่านั้น เพราะคนชั้นสูงเหล่านี้พยายามสร้างกรอบทางจารีตขึ้นมาคุ้มครอง เช่น คำกล่าวจ้าบจ้วง เบื้องสูง อันที่จริง พล.อ.เปรม ไม่ได้สูงส่งอะไร เป็นแค่มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง ในสังคมประชาธิปไตยไม่มีใครสูงส่งกว่าใคร หากพฤติกรรมให้วิจารณ์ได้ ด่าได้ ก็ต้องวิจารณ์ ต้องด่า และยิ่งเป็นบุคคลสาธารณะ กินเงินเดือนสาธารณะ อยู่บ้านจากภาษีของประชาชน ยิ่งต้องวิจารณ์ให้หนัก
การวิจารณ์ของ อ.สมศักดิ์ ซึ่งเป็นการวิจารณ์เชิงวิชาการ กรณีการวิจารณ์ความเห็นของ สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ฯ น่าจะเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ดีอย่างหนึ่งของสังคมประชาธิปไตย เพราะความคิดเห็นทางการเมืองที่กระทบถึง "สาธารณะ" หรือ "นโยบายสาธารณะ" ต่างๆ ประชาชนควรมีสิทธิวิจารณ์ได้ หากไม่เห็นด้วย หรือเห็นเป็นอย่างอื่น ซึ่งการวิจารณ์ประเด็นในความเห็นทางวิชาการนั้นน่าจะทำได้ (รวมทั้งเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงด้วย เพราะเป็นแนวคิดทางการเมืองที่กระทบต่อสาธารณะชน ควรมีสิทธิวิจารณ์ในทางวิชาการได้) ไม่ควรมีความเห็นใดศักดิ์สิทธิ์ จนวิจารณ์ไม่ได้ แม้แต่ธรรมะของพระพุทธเจ้า พระองค์ยังให้วิจารณ์ได้ ตรวจสอบได้เลย คนอื่นๆ เป็นเพียงบุคคลธรรมดายิ่งควรวิจารณ์ได้ (วิจารณ์ต่างจากด่านะครับ)
ผมคิดว่าการมาตรฐาน "การคุ้มครองทางจารีต" กำลังจะหมดไป การใช้มาตรการทางสังคมเพื่อควบคุมคนนั้นเริ่มจะไม่ได้ผล เพราะ ""สังคมคนเสื้อแดง" นั้นใหญ่มากพอที่คนที่ถูกมาตรการทางสังคม (พวกเสื้อเหลือง) ทำลาย ก็คงไม่ค่อยแคร์เท่าไหร่ เพราะสามารถอยู่ในสังคมได้โดยไม่ต้องแคร์พวกเสื้อเหลือง หรือพวกอนุรักษ์นิยม ตรงกันข้ามกลับกลายเป็น ขวัญใจของคนเสื้อแดงด้วยซ้ำไป ได้รับเกียรติมากขึ้นด้วยซ้ำ เหมือน กรณี อ.สมศักดิ์ หากเป็นสมัยก่อนคงอยู่ไม่ไ่ด้แน่นอน คงโดนกดดันจนต้องลาออกจากอาจารย์แน่ๆ
วันนี้ อ.สมศักดิ์ กลายเป็นวีรบุรุษของคนเสื้อแดง อยู่ในสังคมได้สบาย และมีเกียรติยศศักดิ์ศรี อย่างสูงด้วย
ประเทศไทยควรเป็นสังคมประชาธิปไตยเสียที
Re:
โดย BBBBBไ
ม่เข้าใจเรื่องของอากง ส่งSMS ถึงนายก ใยจึงเป็นโทษร้ายแรงขนาดไม่ให้ประกัน
Re:
โดย ลูกชาวนาไทย
ข้อความคงมีปัญหาเรื่อง 112 กระมังครับ
Re:
โดย เสรีภาพ

เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ อยากให้ประชาชนได้วิพากษ์วิจารณ์โครงการต่างๆที่เป็นสาธารณะ เพราะมันอาจจะส่งผลกระทบต่อสังคมไม่มากก็น้อย
ไม่อาว..ไม่พูด “112”
ที่มา โลกวันนี้
โดย bozo
“การมีบทบัญญัติคุ้มครองเกียรติของบุคคล
ในตำแหน่งประมุขของรัฐไว้เป็นพิเศษยิ่งกว่าบุคคลธรรมดาก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดปรกติแต่อย่างใด
บทบัญญัติที่คุ้มครองประมุขของรัฐไว้เป็นพิเศษนี้มีปรากฏเช่นกัน
แม้ในประเทศที่มีรูปของรัฐเป็นสาธารณรัฐ ซึ่งประมุขของรัฐเป็นประธานาธิบดี
อย่างไรก็ตาม การบัญญัติคุ้มครองพระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไว้
เท่ากับประมุขของรัฐ ทั้งๆที่บุคคลในตำแหน่งดังกล่าวไม่ใช่ประมุขของรัฐ
และได้รับความคุ้มครองตามหลักทั่วไปอยู่แล้ว ย่อมหาเหตุผลรองรับได้ยาก”
แถลงการณ์นิติราษฎร์ ฉบับที่ 16 ในเว็บไซต์ “นิติราษฎร์ นิติศาสตร์เพื่อราษฎร”
โดยนายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ได้ให้เหตุผลถึง “ปัญหาของกฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์”
ซึ่งกลุ่มนิติราษฎร์จะมีการจัดอภิปรายเรื่อง “กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”
ในวันอาทิตย์ที่ 27 มีนาคม เวลา 13.00-15.00 น. ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
หลังจากมีเหตุจำเป็นต้องเลื่อนและเปลี่ยนวิทยากร
ที่จะมาเสวนาเป็นนักวิชาการของกลุ่มนิติราษฎร์ทั้งหมดคือ
นายวรเจตน์
นายธีระ สุธีวรางกูร
นายปิยบุตร แสงกนกกุล และ
นางสาวสาวตรี สุขศรี
การจัดเสวนาดังกล่าวจะมีแถลงการณ์ของกลุ่มนิติราษฎร์
ที่เป็นข้อเสนอแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
และจะเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น
รณรงค์เพื่อให้ประชาชนมีความตื่นรู้ในกฎหมายหมิ่นฯด้วย
อัตราโทษสูงเกินไป
นายวรเจตน์กล่าวถึงเหตุผลที่ต้องพูดถึงมาตรา 112 ว่า
เพราะในห้วงเวลาที่ผ่านมาดูเหมือนว่าความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น
หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท
หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เริ่มได้รับความสนใจจากสาธารณชนในวงกว้าง ทั้งนี้
ไม่ใช่เพียงเพราะสถิติการจับกุมดำเนินคดีกับผู้ที่ถูกกล่าวหาว่า
กระทำความผิดฐานนี้เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
และในหลายกรณีผู้ที่ถูกกล่าวหาเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาเท่านั้น
แต่เพราะความลึกลับของการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในลักษณะเช่นนี้
ประกอบกับความพยายามของหน่วยงานของรัฐที่เริ่มให้ความหมายใหม่ของความผิดฐานนี้ว่า
เป็นความผิดฐานล้มเจ้าด้วย จึงทำให้สาธารณชนที่ไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ออกมาเคลื่อนไหว
รณรงค์ให้ยกเลิกหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
ซึ่งเป็นเรื่องราวที่เริ่มอึกทึกกึกก้องดำเนินคู่ขนานไปกับความเงียบงันของแวดวงวิชาการนิติศาสตร์
เหมือนกับเรื่องครึกโครมอื้อฉาวอีกหลายเรื่องของกระบวนการยุติธรรมในห้วงเวลาที่ผ่านมา
โดยเฉพาะปัญหาอัตราโทษของมาตรา 112 ที่ปัจจุบันกำหนดโทษจำคุก 3-15 ปี
ซึ่งเป็นโทษที่ได้รับการกำหนดขึ้นโดยขาดความชอบธรรมในทางประชาธิปไตย
เพราะเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา
โดยคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ลงวันที่ 23 ตุลาคม 2519
(หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา) เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับความผิดฐานหมิ่น
พระบรมเดชานุภาพตามพระราชกำหนดลักษณะหมิ่นประมาทด้วย
การพูดหรือเขียนถ้อยคำเท็จออกโฆษณาการ ร.ศ. 118 มาตรา 4 อันเป็นกฎหมาย
ที่บัญญัติในสมัยรัชกาลที่ 5 แล้ว พบว่า
โทษหมิ่นประมาทพระผู้เป็นเจ้าซึ่งดำรงสยาม รัฐมณฑลนั้น
มีโทษจำคุกไม่เกินกว่า 3 ปี
หรือให้ปรับเป็นเงินไม่เกินกว่า 1,500 บาท
หรือทั้งจำและปรับ
แม้แต่ในประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2500 โทษตามมาตรา 112 คือ
โทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และไม่มีการกำหนดโทษขั้นต่ำไว้ จึงกล่าวได้ว่า
อัตราโทษที่กำหนดไว้ในกฎหมายปัจจุบัน
ขาดความสอดคล้องกับหลักความพอสมควรแก่เหตุอย่างสิ้นเชิง
ตำนานปรีดี พนมยงค์
“นักปรัชญาชายขอบ” เขียนบทความ “ม.112 ขัดต่อหลักความยุติธรรมอย่างไร?”
ในเว็บไซต์ประชาไท ตั้งประเด็นว่า
“มองจากหลักความยุติธรรมตามระบอบประชาธิปไตยหรือหลักการ
“พระมหากษัตริย์ทรงทศพิธราชธรรม” มาตรา 112
และรัฐธรรมนูญ มาตรา 8 ย่อมสมควรถูกยกเลิกหรือแก้ไขปรับปรุง
ให้ไปกันได้กับหลักเสรีภาพและความเสมอภาค”
แม้เรื่องสถาบันเป็นเรื่องละเอียดอ่อนในสังคมไทย
แต่ต้องยอมรับว่าวิกฤตการเมืองที่ผ่านมา มาตรา 112 ได้ถูกนำไปเป็นข้ออ้าง
หรือเครื่องมือทำลายฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง
โดยไม่คำนึงว่าจะกระทบ กระเทือนต่อสถาบันและสิทธิเสรีภาพ
ที่ขัดกับหลักประชาธิปไตยอย่างไร
บทความได้ยกข้อเขียนชื่อ “พลิกตำนาน-เบื้องลึก รัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์”
โดยอ้างถึงคำพูดของ “ดุษฎี พนมยงค์ บุญทัศนกุล” ทายาทลำดับที่ 5 จากทั้งหมด 6 คน
ของ “ปรีดี-พูนศุข พนมยงค์” ที่ระบุว่า
“ดุษฎี” เริ่มน้ำตาคลอเมื่อต้องพูดถึงความรู้สึกของผู้เป็นพ่อหลังเกิดกรณีสวรรคตรัชกาลที่ 8 ว่า
“ทุกคนชอบถาม แต่คุณพ่อไม่เคยบอกอะไรกับลูก
หรือแม้แต่คุณแม่ คุณพ่อเคยพูดกับนักเรียนไทยในอังกฤษบอกว่า
ประวัติศาสตร์เมื่อถึงเวลาแล้วประวัติศาสตร์จะบอกเองว่าได้เกิดอะไร
นี่คุณพ่อพูดแค่นี้ คุณพ่อมีความดีอยู่อย่างคือไม่เคยใส่ร้ายใคร
คุณพ่อเป็นนักวิทยาศาสตร์สังคม
และเป็นคนไม่พูดเรื่อยเปื่อยโดยไม่มีหลักฐาน ยืนยันไม่ใส่ร้ายใคร”
ยิ่งหากให้สรุปถึงเหตุการณ์ที่ “รัฐบุรุษอาวุโส” เคยเสียใจที่สุดนั้น
“ดุษฎี” พูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า
“คุณพ่อไม่ได้พูด...แต่พวกเราพูด
แต่ละไว้ จุด จุด จุด บอกแล้วว่าไม่พูดย้อนหลัง พูดแต่ข้างหน้า”
สิทธิความเป็นมนุษย์!
บทความดังกล่าวยังถามต่อ “ความเป็นมนุษย์” ในแง่ที่ว่า
ทุกคนควรมีเสรีภาพในการพูดความจริงเพื่อปลดเปลื้องตนเองจากการเข้าใจผิดของสังคม
หรือจากการถูกลงโทษทางสังคม ฯลฯ ที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่?
เพราะหากมองในมิติทางสังคมและการเมืองในสังคมเสรีประชาธิปไตยแล้ว
สังคมที่ยอมรับกฎหมายที่ขัดต่อหลักความยุติธรรมย่อมเป็นสังคม
ที่ยอมรับระบบอยุติธรรมต่อความเป็นมนุษย์นั่นเอง
เพราะสังคมเสรีประชาธิปไตย กฎหมายต้องบัญญัติบนหลักความยุติธรรมพื้นฐาน 2 ประการคือ
หลักเสรีภาพและหลักความเสมอภาค ไม่ว่าจะเป็นระหว่างชนชั้นปกครองกับประชาชน
หรือประชาชนกับประชาชน
“นักปรัชญาชายขอบ” จึงเห็นด้วยที่คนเสื้อแดงจะรณรงค์ยกเลิกมาตรา 112
รวมทั้งต้องการให้พรรคการเมืองที่คนเสื้อแดงสนับสนุนมีวาระที่ชัดเจน
ในการรณรงค์เรื่องนี้ด้วย
กรณีกษัตริย์สเปน
การเคลื่อนไหวให้ยกเลิกหรือแก้ไขมาตรา 112 ยิ่งมีมากขึ้น
หลังจากเมื่อวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมาศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปได้วินิจฉัย
คดี Otegi Mondragon v. Spain ซึ่งศาลยืนยันว่า
การที่ศาลภายในแห่งรัฐสเปนพิพากษาลงโทษบุคคล
ในความผิดฐานหมิ่น ประมาทกษัตริย์ฆวน คาร์ลอส แห่งสเปนนั้นเป็นการละเมิดเสรีภาพ
ในการแสดงความคิดเห็นตามที่อนุสัญญาสิทธิมนุษยชนยุโรปรับรองไว้
ในมาตรา 10 ของอนุสัญญาสิทธิมนุษยชนยุโรปวรรคแรกที่บัญญัติว่า
“บุคคลมีสิทธิในเสรีภาพการแสดงออก สิทธินี้ประกอบด้วย
เสรีภาพในความคิดเห็น เสรีภาพในการรับหรือสื่อสารข้อมูลข่าวสาร
หรือความคิดโดยปราศจากการแทรกแซงของเจ้าหน้าที่รัฐ...”
และวรรคสองบัญญัติว่า “การใช้เสรีภาพดังกล่าวซึ่งต้องประกอบด้วยหน้าที่
และความรับผิดอาจอยู่ภายใต้รูปแบบ เงื่อน ไข ข้อจำกัด
หรือการลงโทษตามที่กฎหมายกำหนด
ซึ่งต้องเป็นมาตรการจำเป็นในสังคมประชาธิปไตย
เพื่อความมั่นคงแห่งชาติ
การบูรณาการดินแดน ความปลอดภัยสาธารณะ
การรักษาระเบียบ
การป้องกันอาชญากรรม การคุ้มครองสุขภาพและศีลธรรม
การคุ้มครองชื่อเสียงหรือสิทธิของบุคคลอื่น
เพื่อมิให้มีการเปิดเผยข้อมูลลับ
หรือเพื่อประกันอำนาจหน้าที่และความเป็นอิสระขององค์กรตุลาการ”
โดยคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2547 เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสเปนขอหมายศาล
เพื่อบุกเข้าไปสำนักงานของหนังสือพิมพ์ Euskaldunon Egunkaria
เพื่อตรวจค้นและสั่งปิดหนังสือพิมพ์ เนื่องจากมีหลักฐานว่า
หนังสือพิมพ์นี้มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับกลุ่มแบ่งแยกดินแดนบาสก์ (ETA)
นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังจับกุมกรรมการบริหารและบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์อีก 10 คน
หลังการคุมขังโดยลับผ่านไป 5 วัน มีการร้องเรียนจากผู้เกี่ยวข้องกับผู้ถูกคุมขังว่า
เจ้าหน้าที่ปฏิบัติต่อผู้ถูกคุมขังทั้ง 10 อย่างทารุณ
วันที่ 26 กุมภาพันธ์ กษัตริย์สเปนได้รับการเชื้อเชิญ
และต้อนรับจากหัวหน้ารัฐบาลของประชาคมปกครองตนเองบาสก์
ในพิธีเปิดโรงไฟฟ้า ณ เมือง Biscaye ในวันเดียวกันนั้น
นาย Arnaldo Otegi Mondragon โฆษกของกลุ่มชาตินิยมบาสก์ Sozialista Abertzaleak
ในสภาผู้แทนราษฎร ได้แถลงข่าวว่า
การเสด็จของกษัตริย์ฆวน คาร์ลอส นั้นน่าเวทนาและน่าสลดใจ
เขาเห็นว่าการที่หัวหน้ารัฐบาลของแคว้น บาสก์ไปร่วมงาน
เปิดโรงไฟฟ้ากับกษัตริย์สเปนนั้นเป็นเรื่องน่าเศร้าอย่างยิ่ง
นับเป็น “นโยบายอันน่าละอายอย่างแท้จริง” และ “ภาพๆเดียวแทนคำพูดนับพัน”
นาย Otegi Mondragon ยังกล่าวถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ที่บุกเข้าไปปิดสำนักพิมพ์ของหนังสือพิมพ์ Eu-skaldunon Egunkaria
และจับกุมผู้ต้องหา 10 รายว่า “ผู้รับผิดชอบการทรมานผู้ต้องหา คือ
กษัตริย์นี่แหละ ที่ปกป้องการทรมาน และระบอบราชาธิปไตยของกษัตริย์
ได้บังคับประชาชนด้วยวิธีการทรมานและรุนแรง”
นาย Otegi Mondragon จึงถูกดำเนินคดีอาญาในข้อหาหมิ่นประมาทกษัตริย์
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ต่อมาศาลฎีกาพิพากษาว่า
นาย Otegi Mondragon มีความผิดฐานหมิ่นประมาทกษัตริย์
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 490 วรรคสาม ต้องรับโทษจำคุก 1 ปี
นาย Otegi Mondragon จึงใช้ช่องทางร้องทุกข์ต่อศาลรัฐธรรมนูญต่อไปแต่ไม่สำเร็จ
เขายังไม่ยอมแพ้และเดินหน้าร้องต่อศาลสิทธิมนุษยชนยุโรป จนมีคำตัดสินดังกล่าวว่า
เป็นการละเมิดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามอนุสัญญาสิทธิมนุษยชน
อนาคตกษัตริย์ในยุโรป?
นายปิยบุตร แสงกนกกุล ให้ความเห็นถึงคำวินิจฉัย
ที่ว่ากฎหมายที่กำหนดความผิดฐานหมิ่นประมาทกษัตริย์ขัดกับเสรีภาพในการแสดงออก
แต่รัฐธรรมนูญสเปนกำหนดให้กษัตริย์ไม่ต้องรับผิด และไม่อาจถูกละเมิด
ไม่อาจกีดขวางการวิจารณ์กษัตริย์ เช่นนี้แล้วในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น
สเปนจะมีการผลักดันให้แก้ไขหรือยกเลิกความผิดฐานหมิ่นประมาทกษัตริย์หรือไม่
ประเทศอื่นๆในยุโรปที่เป็นประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์เป็นประมุขจะดำเนินการแก้ไข
หรือยกเลิกกฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์หรือไม่
เพราะคดีนาย Otegi Mondragon มีความสำคัญต่อระบบกฎหมายและระบอบ
การเมืองการปกครองของประเทศในยุโรป โดยเฉพาะประเทศที่ประมุขของรัฐเป็นกษัตริย์
ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญ หมุดหมายของประวัติศาสตร์
เนื่องจากศาลสิทธิมนุษยชนยอมรับว่าความผิดฐานหมิ่นประมาท
กษัตริย์ไม่ได้แตกต่างไปกว่าความผิดฐานหมิ่นประมาทบุคคลทั่วไป
ที่สำคัญคำวินิจฉัยอาจส่งผลสะเทือนถึงระบบรัฐธรรมนูญของประเทศประชาธิปไตย
ที่มีกษัตริย์เป็นประมุขในยุโรปว่าในอนาคตบทบัญญัติเกี่ยวกับการคุ้มครองเป็นพิเศษ
แก่กษัตริย์จะเอาอย่างไรต่อไป คงเดิม ลดความเข้มข้น หรือยกเลิก?
อิงแอบสถาบัน?
โดยเฉพาะวิกฤตการเมืองไทยตั้งแต่ปลายปี 2548 จนถึงปัจจุบันพบว่า
มีการดึงเอาสถาบันไปเกี่ยวโยงอย่างชัดเจน อย่างเอกสารของ “วิกิลีกส์” ที่เปิดเผย
โทรเลขของนายอีริค จี. จอห์น เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย
ที่ส่งรายงานไปยังกรุงวอชิงตัน ฉบับลงวันที่ 20 กันยายน 2549,
1 ตุลาคม 2551, 6 พฤศจิกายน 2551, 25 มกราคม 2553
และมีการเสนอผ่านหนังสือพิมพ์ “เดอะการ์เดี้ยน” ของอังกฤษ
เมื่อกลางเดือนธันวาคม 2553 ซึ่งระบุชื่อบุคคลสำคัญคือ
พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ
พล.อ.อ.สิทธิ เศวตศิลา องคมนตรี และ
นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี
ก็ทำให้การเมืองไทยสั่นสะเทือนอย่างมาก
เพราะมีเนื้อหาที่สำคัญและน่าสนใจอย่างยิ่งเกี่ยวกับการเมืองไทย
ทั้งก่อนและหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549
รวมถึงการยึดโยงไปถึงสถาบันเบื้องสูงที่ถูกดึงมาใช้เป็นเครื่องมือและเงื่อนไข
ทางการเมืองเพื่อโค่นล้มรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และประชาชน
ที่มีความคิดเห็นตรงข้ามกับกลุ่มชนชั้นสูง
แม้แต่รายงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย
(Asian Human Rights Commission : AHCR) ยังได้กล่าวถึง
การละมิดสิทธิมนุษยชนในไทยในช่วงการชุมนุมของกลุ่ม
แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ว่า
ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ที่มีอำนาจ
เยี่ยง “รัฐทหาร” ได้ใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการ
ในสถานการณ์ฉุกเฉินกล่าวหาและจับกุมแกนนำ นปช.
และคนเสื้อแดงในข้อหาก่อการร้ายและล้มเจ้า
โดยอ้างแผนผังที่ทำขึ้นมา และเหยื่อหนึ่งในนั้นคือ
“ดา ตอร์ปิโด” หรือ น.ส.ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล ที่ถูกตัดสินจำคุก 18 ปี
ขณะที่ผู้ต้องหาคดีหมิ่นฯก็มีอีกหลายคน แม้แต่ชาวต่างชาติ รวมทั้งล่าสุดคือ
กรณีนายธันย์ฐวุฒิ ทวีวโรดมกุล ผู้ออกแบบเว็บไซต์ นปช.ยูเอสเอ ที่ถูกตัดสินให้จำคุก 13 ปี
(อ่านรายละเอียดในคอลัมน์ถนนประชาธิปไตย หน้า 9)
รณรงค์ไม่เอา 112
เช่นเดียวกับเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับนายสุรชัย แซ่ด่าน หรือนายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์
แกนนำกลุ่มแดงสยาม ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ความผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 112
ซึ่งนายสุรชัยประกาศว่าจะรณรงค์ให้ยกเลิกมาตรา 112
เพื่อเปลี่ยนแปลงสถาบันเบื้องสูงให้พ้นวังวนการเมือง
คำพูดของนายสุรชัยจึงเหมือนการปลุกกระแสให้กลุ่มที่เคลื่อนไหวยกเลิกมาตรา 112
กลับมาแพร่หลายอีกครั้ง ซึ่งไม่ใช่แค่กลุ่ม “ไม่เอา 112” ที่แพร่กระจายในสื่อออนไลน์เท่านั้น
แต่ยังทำให้วงการนักวิชาการตื่นตัวและรณรงค์เคลื่อนไหวอย่างมากเช่นกัน
เนื่องจากประวัติศาสตร์การเมืองไทยตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475
มีการใช้สถาบันเบื้องสูงเป็นเครื่องมือทำลายล้างฝ่ายปฏิปักษ์ทางการเมืองมาตลอด
ตั้งแต่รัฐประหารพฤศจิกายน 2490 ที่นายปรีดี พนมยงค์ ต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ
เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ใส่ความ พ.อ. ณรงค์ กิตติขจร บุตรชายจอมพลถนอม กิตติขจร
มักใหญ่ใฝ่สูงจะเป็นประธานาธิบดีคนแรกของประเทศไทย
เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ใส่ความนักศึกษาเล่นละครดูหมิ่นองค์รัชทายาท
หรือรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ก็อ้าง พ.ต.ท.ทักษิณจาบจ้วงและคิดล้มล้างสถาบัน
(หาอ่านได้จากหนังสือ “ขบวนการลิ้มเจ้า” โดยทีมข่าวโลกวันนี้
ที่เคยเปิดเผยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความขัดแย้งทางการเมือง
ที่มีความพยายามอิงแอบ แนบชิด และบิดเบือน)
และเอาสถาบันเบื้องสูงมาใช้เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง
ทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามโดยใช้วาทกรรมบิดเบือนต่างๆ
ไม่เอา...ไม่พูด!
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จึงไม่เคยแยกออกจากการเมืองไทยเลย
แล้วยังทำให้ประชาชนที่มีความคิดเห็นต่างในเรื่องสิทธิเสรีภาพและความยุติธรรม
ต้องปิดปากเหมือนคนเป็นใบ้ เพราะการครอบงำทางวัฒนธรรมอุดมการณ์
ที่ทำให้ทุกคนห้ามวิพากษ์วิจารณ์ แม้จะถูกนำมาเป็นเครื่องมือ
เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของคนบางกลุ่มก็ตาม
โดยเฉพาะบุคคลทั้งปวงที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม
ซึ่งนายวรเจตน์ระบุว่าจะต้องตีความให้สอด คล้องกับอุดมการณ์ของการปกครอง
ในระบอบประชาธิปไตยที่พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ใช้และตีความ
เพื่อรับใช้อุดมการณ์ของการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ซึ่งพ้นสมัยไปแล้ว
การรณรงค์ให้ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
จึงต้องยกเลิกตัวบทในปัจจุบันเพื่อสร้างตัวบทใหม่ที่สอดคล้องกับหลักการ
ในทางรัฐธรรมนูญและในทางกฎหมายอาญา
ทั้งต้องยกเลิกอุดมการณ์ในการตีความตัวบทมาตรา 112 ที่ผ่านมาด้วย
ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องอภิปรายถึงสถานะของพระมหากษัตริย์ในทางรัฐธรรมนูญ
วิเคราะห์แยกแยะส่วนที่สอดคล้องและส่วนที่ขัดแย้งกับการปกครองระบอบประชาธิปไตย
บังคับใช้ส่วนที่สอดคล้อง แก้ไขส่วนที่ขัดแย้ง
และกำหนดกฎเกณฑ์ให้สอดรับกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
การเปิดโลกทัศน์ให้มองเห็นความเป็นจริงในสังคม
จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องมีการ “พูด” และ “สื่อสาร” ออกไปให้เห็น “ความจริง”
การ “ไม่พูด” หรือ “พูดไม่ได้” นอกจากจะเป็นอุปสรรคแล้ว
อาจก่อให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยจนสร้างความเข้าใจผิดมาแทน
หรือเกิดความเชื่อใหม่ๆจากข้อมูลที่ผ่านวิธี“กระซิบ” อย่างคลุมเครือ
นิสัยคนไทยขนานแท้...
ถ้าเริ่มต้นด้วยประโยค “เรื่องนี้พูดไม่ได้...ห้ามพูด...อย่าไปบอกใคร?” นั่นหมายความว่า
เรื่องนั้นจะกลายเป็นหัวข้อฮิตในสังคมนินทา ที่กระจายไปอย่างรวดเร็วกว่าเชื้อโรค
หรือกัมมันตรังสีจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิดเสียอีก
การพูดเรื่อง “112” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเชิงวิชาการ
จึงเป็นเรื่องที่สร้างคุณูปการต่อการดำรงอยู่ของทุกสถาบัน
“ชาติ” ประกอบด้วยสรรพสิ่ง หากขาด
ซึ่ง “ประชาชน” ย่อมมิอาจดำรงเป็นชาติได้ การเปิดปากเปิดใจของประชาชนในชาติ
จึงเป็นสิ่งที่ควรเปิดหูเปิดตารับรู้ และควรสนับสนุนมากกว่าปิดกั้น
“ตาสว่าง” ไม่จำเป็นต้อง “ปากสว่าง”
แต่จำเป็นต้อง “ใจสว่าง”...เพื่อเปิดทางรับแสงสว่างแห่งประชาธิปไตยที่สาดฉายไปในทุกแผ่นดิน!!
ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 6 ฉบับ 304 วันที่ 26 มีนาคม – 1 เมษายน พ.ศ. 2554 หน้า 16
คอลัมน์ เรื่องจากปก โดย ทีมข่าวรายวัน
http://www.dailyworldtoday.com/newsblank.php?news_id=10168
"ปุระชัย" อย่างน้อยก็มีดีที่ไม่เอารัฐประหาร
ที่มา thaifreenews
โดย ice angel
"ปุระชัย" ให้สัมภาษณ์ถึงสาเหตุที่เข้ามาอยู่ในวงการการเมือง คือ
1. ตนต้องการที่จะให้เกิดการเลือกตั้ง เพราะไม่อยากเห็นการรัฐประหารเกิดขึ้นในประเทศ
2. วอนให้ประชาชนหากจะโนโหวต ขอให้เลือกตนเข้ามาทำหน้าที่รับใช้แทน
ทั้งสองข้อมีดีคืออยู่ตรงข้ามแนวนโยบายอำมาตย์
สำหรับข้อ 2 นี่อยู่ตรงข้ามแนวนโยบายม๊อบลิเกพันธมิตรชัดเจน
ร.ต.อ.ปุระชัย กล่าวว่า สาเหตุที่กลับมาทำงานทางการเมือง เพื่อต้องการให้ประเทศกลับเข้าสู่ครรลองประชาธิปไตย ส่วนความชัดเจนในการสังกัดพรรครักษ์สันติ นั้น ขณะนี้พรรครักษ์สันติ ยังไม่ได้ถูกรับรองจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ซึ่งคาดว่า ภายในเดือนเมษายนนี้ น่าจะมีความชัดเจน ส่วนที่มีข่าวระบุว่า ตนจะไปสังกัดพรรคประชาสันติ ยืนยันว่า คงไม่ใช่อย่างแน่นอน โดยเปรียบว่า พรรคการเมืองที่จัดตั้งไว้แล้วเสมือนบ้านมือ 2 ที่เราไม่สามารถรู้ได้ว่า มีหลักฐานที่มั่นคงหรือไม่ หรือมีข้อดีข้อด้อยอย่างไร แต่พรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นใหม่ เราสามารถที่จะออกแบบเองได้
ร.ต.อ.ปุระชัย ยังระบุว่า ตนต้องการที่จะให้เกิดการเลือกตั้ง เพราะไม่อยากเห็นการรัฐประหารเกิดขึ้นในประเทศ ส่วนความเป็นไปได้ที่จะชิงเก้าอี้ นายกรัฐมนตรี ยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ยังอยู่อีกไกล อย่างไรก็ตาม เบื้องต้น ได้มีการประเมินแล้วพบว่า ได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากประชาชน ทั้งนี้ วอนให้ประชาชนหากจะโนโหวต ขอให้เลือกตนเข้ามาทำหน้าที่รับใช้แทน
อย่างไรก็ตาม พรรครักสันติ มี พล.ต.ท.ถวิล สุรเชษฐพงษ์ เป็นหัวหน้าพรรค และเป็นผู้จดทะเบียนจัดตั้งพรรคตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการรับรองของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.
http://www.posttoday.com/ข่าว/การเมือง/81917/ปุระชัยแถลงเปิดตัวพรรครักสันติ
Re:
โดย surachai 2
โถ ไปร่วมนั่งร่างรัดทำนวยหัวคูน 50
นั่งหัวโด่ร่างอยู่ตั้งปี แล้วรัฐธรรมนูญปี 50 มาจากไหน
ก็มาจากการทำรัฐประหารเดือนกันยาปี 49
แล้วอย่างนี้ เรายังจะพูดว่า " "ปุระชัย" อย่างน้อยก็มีดีที่ไม่เอารัฐประหาร" ได้หรือครับ ฮา ฮา
พี่ปุของผม เขาพูดเอาดีใส่ตัวครับ 
มาร์ค มุกควาย ยังเสือก… ‘แหลลวงโลก’ อีกนะ!!!
ที่มา vattavan
วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
นายมาร์ค มุกควาย ทำให้ผมต้องพูดถึงอีกแล้วครับท่าน เพราะ ‘มติชนออนไลน์’ เมื่อ 26 มี.ค. 2554 เขาพาดหัวว่า
"มาร์ค"อวดปชป.นำพาชาติพ้นวิกฤต คุยนโยบายบรรลุเป้า ท้าคนอยู่ที่"ดูไบ"ออกทีวีประชันนโยบาย
ข่าวนี้ถูกนำไปโพสแปะ ใน tnews.teenee.com และอีกหลายๆเว็บ แต่ของ ‘ทีนิวส์’ น่าสนใจมาก เพราะมีผู้แสดงความเห็นต่อคำพูดของนายมุกควาย โชว์เอาไว้ถึง 99 ความเห็น ซึ่งผมจะนำตัวอย่าง ที่ไม่รุนแรงนัก มาฝากกันแค่ 2 ความเห็นเท่านั้น เพราะคิดว่าตรงใจท่านผู้อ่านด้วย (แต่ถ้ายังไม่จุใจ ก็ทำลิงค์เอาไว้ให้)
ความคิดเห็นที่ 2
ห่าเอ๊ย..พูดมาได้ไม่อายปาก ถุยส์....
ความคิดเห็นที่ 3
พ้นวิกฤติตรงไหน ยังไงไอ้เอี้ยมาร์ค ไอ้คนลวงโลกตอแหล หน้าด้าน พูดเองเออเอง...ไอ้บ้า...
( http://tnews.teenee.com/politic/64571.html)
ท่านผู้อ่านสังเกตบ้างไหมครับว่า อีตามาร์ค มุกควายนั้น เวลายืนเกาะโพเดียมพูดจาแล้ว ดูเหมือนเจ้าตัวจะมีความมั่นอกมั่นใจเป็นพิเศษ คงจะถูกโฉลกกับการยืนพูด แต่ก็มีบางคนบอกกับผมว่า
นี่เป็นเพราะแกฝึกฝนมา เพื่อการยืนพูดอย่างนี้เป็นพิเศษ มาก่อน โดยต้องฝึกจัดท่าทาง วางมือวางไม้ ใช้สายตาประกอบการพูดฯลฯ ซึ่งเป็นแบบฟอร์มของการโต้วาที ตั้งแต่แกยังเรียนหนังสืออยู่ ณ บ้านเกิดเมืองนอน
ที่เมืองอังกฤษโน่น!
การพูดจากับสมาชิกพรรคในวันนั้น อีตามาร์คก็ใช้มุกควายเดิมๆที่น่าเบื่อ โดยฉายหนังม้วนเก่า ให้กับลูกพรรคฟัง แกคงหวังให้สื่อสารมวลชนที่ไปทำข่าว จะช่วยกันกระจายสิ่งที่แกพูด ให้ไปถึงชาวบ้านด้วย เพราะพักนี้นายมาร์ค มุกควาย จะรู้สึกเป็นทุกข์ใจมาก เพราะสำนักงานสถิติแห่งชาติ ดันมีรายงานออกมาว่า
รายการพูดประจำสัปดาห์ของแก ที่ลอกเลียนแบบมาจากนายกฯทักษิณ ชินวัตร นั้น มีคนสนใจดูทางโทรทัศน์และฟังทางวิทยุ
เพียง 6 % (หกเปอร์เซ็นต์) เท่านั้น!
มันก็น่าตกใจสำหรับนายมาร์ค มุกควาย และสมาชิกพรรคดักดาน แต่ผมกลับไม่แปลกใจเลย เพราะเคยเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังแล้วว่า คนเขียนเคยเดินสำรวจ จากหัวซอยท้ายซอยบ้านที่อยู่อาศัย ไม่พบบ้านหลังไหนในซอย
ฟังรายการที่แสน ‘น่าเบื่อ’ ของแกเลย!!
ที่ว่ามานี้ ไม่ได้นำความเท็จมากล่าว แต่สอดคล้องกับคำพูดของนักจัดรายการรุ่นปลาร้าค้างปี๊บ อย่าง บุญระดม จิตรดอน และ อนัญญา ตั้งใจตรง ที่ผมเคยเล่าให้ฟังแล้วอีกเหมือนกันว่า เธอทั้งสอง พูดยืนยันในรายการซุบซิบนินทานักการเมืองว่า
ไม่มีชาวบ้าน เขาสนใจฟังเลย!
ผู้สื่อข่าวอย่างเธอทั้งสองคนเอง ก็ไม่ได้ฟัง ซึ่งตรงนี้ต่างกับยุคของทักษิณมาก ที่ชาวบ้านร้านตลาดพากันเงี่ยหูฟัง เพราะรายนั้นเขามีของดีๆ โครงการใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์กับพี่น้องคนไทยเราจริงๆ มาบอกเล่าเก้าสิบให้ฟัง เป็นประจำทุกสัปดาห์
ดังนั้น พอถึงวันรายการ “ทักษิณพบประชาชน” ชาวบ้านก็ตั้งอกตั้งใจ ตะแคงหูฟังกันว่า
นายกฯทักษิณได้คิดโครงการใหม่ๆอะไรขึ้นมาอีก ส่วนโครงการที่ทำไปแล้ว ให้ผลดีอย่างไรกับพี่น้องประชาชนบ้าง ทักษิณฯก็นำมาเล่าสู่กันฟังว่า
โครงการไหนประสพความสำเร็จแล้ว หรือมีโครงการอะไรที่ยังเป็นปัญหา เป็นการสื่อสารสองทาง เหมือนพี่น้องคุยกันในครัวเรือน มีการชี้แจงให้ชาวบ้านเห็นว่า ความทุกข์อะไรที่รัฐบาลแก้ไขลุล่วงไปแล้ว อะไรที่ยังไม่สำเร็จ ก็จะตั้งหน้าทำต่อไป จนกว่าจะเสร็จสิ้นสมบูรณ์ นำความสุขมาให้พี่น้องประชาชนได้ นี่เอง เป็นเหตุผลที่พี่น้องประชาชน
อยากฟังคุณทักษิณพูดจริงๆ...สื่อเองก็อยากฟังด้วย!
นอกจากนั้นแล้ว ยังมีเรื่องที่นายมาร์ค มุกควาย และพรรครัฐบาลแก้ไขไม่ได้ คือ การชุมนุมวิพากษ์วิจารณ์ของพันธมิตรที่สะพานมัฆวาน ที่เดินหน้าประกาศความเลวทรามในเรื่องการบริหารงานอย่างไร้ประสิทธิภาพ การคอรัปชั่นแบบ
“แดกกัน...ฉิบหายวายวอด”
ที่นายมาร์คกับพรรคโลซกของเขา ตระหนกมากหนักขึ้นไปอีก ก็คือ
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ซึ่งเคยเป็นสถานที่ศึกษา ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯได้สุ่มตัวอย่างสำรวจ ความนิยมนายมาร์ค มุกควาย จากประชาชน 1000 ตัวอย่าง ผลการสำรวจออกมา ยังความตื่นตะลึง เพราะมีผู้คนเชียงใหม่ ไม่ชื่นชอบนายมาร์ค ทารกรัฐมนตรี
โดยให้ความนิยม 0%
นายมาร์ค...ตกใจมาก เยี่ยวแทบเล็ดเลยทีเดียว!
ความกังวลในการเสื่อมความนิยมจากประชาชน ทำให้นายมาร์คต้องเพียรพยายาม โฆษณาผลงานของตัวเต็มที่ เพราะขืนไม่ทำ จะต้องพ่ายแพ้การเลือกตั้งเป็นคำรบ 4 ทีเดียว
ดังนั้น การพูดของนายมาร์ค มุกควาย ต่อหน้าเพื่อนร่วมพรรค 26 มี.ค. 2554 ในวันนั้น ตะแกก็นำเรื่องโครงการที่ลอกเลียนแบบทักษิณ บางโครงการกนำมาต่อยอด มาพูดโฆษณาว่าเป็นแนวความคิดของตัว เช่น นโยบายเรียนฟรี 15 ปี รวมถึงเบี้ยผู้สูงอายุ 500 บาท และเบี้ยอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) มาประกาศ ว่า
พรรคประชาธิเปรตภาคภูมิใจทำให้เกิดขึ้นได้สำเร็จ ทั้งๆที่เป็นเรื่องที่ทักษิณทำ pilot project หรือ โครงการนำเอาไว้ก่อนแล้วทั้งนั้น เรื่องคนชรานั้นก็แจกไปบ้างแล้ว และรอการระดมทั้งประเทศภายหลัง การเพิ่มเงินให้บุคลากรท้องถิ่นในยุคทักษิณก็ทำเตรียมไว้แล้วเช่นกัน
ผมเคยตั้งข้อสังเกต เรื่อง “การลอกเลียนแบบทักษิณ” หรือ “การเอาอย่างทักษิณ” ว่า
การลอกเลียนแบบนั้น ฝรั่งเขาว่า เป็นยกยอที่จริงใจที่สุด หรือ
Imitation is the sincerest form of flattery.
จึงต้องบอกประชาชนคนไทย ได้รับรู้ความจริงนี้ โดยทั่วกัน ณ วันนี้ว่า
นายอภิสิทธิ์ หัวหน้าพรรคปลาเน่า หรือนายมาร์ค มุกควาย นั้น คงชื่นชม “ทักษิณ” เป็นอย่างมาก เพราะเมื่ออยู่ในฐานะหัวหน้าฝ่ายค้าน
ก็ด่าเขาและ...ค้านตะพึดตะพือ!
ครั้นถึงวันที่บุญพาวาสนาถีบ ให้ได้เข้ามาเป็นรัฐบาลประชาปลาเน่า ได้แค่เดือนเดียวเท่านั้น พฤติกรรม “การลอกเลียนแบบทักษิณ” หรือ “เอาอย่างทักษิณ” ก็ดันโผล่ออกมาให้ประชาชน เห็นได้ชัดเจน อย่างไม่มีอะไรเคลือบแคลงแฝงแต่อย่างใดเลยเพียงแต่ลอกไปใช้ ทำได้อย่างด้อยประสิทธิภาพ
แต่ออกลูก ‘บ้องตื้น’ เท่านั้น!
นี่เป็นเครื่องแสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ ต่อพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งหลาย ว่า
วิสัยทัศน์การเป็นผู้นำระหว่าง “ทักษิณ” กับ นายมาร์ค มุกควาย นั้นห่างกันคนละชั้น หรือไกลกันคนละโยชน์
ถ้าเอาสำนวนฝรั่ง Imitation is the sincerest form of flattery. เข้ามาจับแล้ว หากผมจะพูดอีกอย่างหนึ่ง ว่า
“นายมาร์ค มุกควาย คือแฟนคลับตัวจริงของ ทักษิณ ชินวัตร!!!?”
การที่เราจะเลียนแบบคนอื่นนั้น ปกติแล้วเราจะต้องเลียนแบบคนที่เก่ง คนที่มีชื่อเสียง ไม่มีใครที่หนวย จะไปเลียนแบบ คนที่ไม่เป็นโล้เป็นพาย หรือไปเอาอย่างไอ้พวกขี้เท่อ
จริงหรือเปล่าครับ!?
ท่านผู้อ่าน ที่เคารพครับ
วันที่นายมาร์ค มุกควาย ไปเกาะโพเดียมพูดกับสมาชิกพรรคนั้น แกพยายามออกมาพูดจาโฆษณาชักจูง เพื่อให้ชาวบ้านหลงเชื่อว่า
ควรได้รับเลือกพรรคประชาธิเปรต ให้กลับมาบริหารชาติบ้านเมืองต่อไป ไม่ใช่เลือกใช้พรรคประชาธิปัตย์ในยามวิกฤติเท่านั้น
ผมได้ยินแล้วแล้ว...หัวร่อก้ากเลย!
เหตุที่ตัวคนเขียนถึงกับขำกลิ้ง ก็เพราะเคยเขียนเอาไว้ว่า พรรคประชาธิเปรตนั้น เป็น “นักกัด” ในระบอบประชาธิปไตย ตัวจริง เพราะเข้าตัวอย่างที่ นายมารค์ วอร์เนอร์ (Mark Warner) ผู้ว่าการรัฐเวอร์จิเนีย ที่เคยมีข่าว จะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี แข่งกับโอบามา เคยพูดเอาไว้ว่า
"การเมืองเป็นกิจการเดียวที่ ‘การไม่ทำอะไรเลย' นอกไปจากการกระทำให้อีกฝ่ายเสื่อมเสีย เป็นผลลัพธ์ที่ยอมรับกันได้"
(Politics is the only business where doing nothing other than making the other guy look bad is an acceptable outcome.)
ท่านลองคิดดูสิครับว่า
พฤติกรรมของพรรคนี้ มีอะไรที่คล้ายคลึงกับคำพูดของนักการเมืองสหรัฐคนนี้บ้างหรือไม่?
ที่เห็นกันชัดๆ ก็คือ...
ในการเลือกตั้ง 3 ครั้งใหญ่ที่ผ่านมา นั้น พรรคประชาธิเปรตพ่ายแพ้ต่อพรรคทักษิณติดต่อกัน แบบ ‘แฮตทริก’ เลย
เป็นฝ่ายค้านมายาวนาน ถึง 3 สมัยซ้อน!
แสดงให้เห็นชัดเจนว่า พรรคของนายมาร์คหมดปัญญาสู้กับทักษิณ จึงต้องลงเล่นใต้ดิน ด้วยการส่งสมาชิกพรรคของตน เข้าไปเป็นแกนนำของพันธมิตร เพื่อให้ช่วยบ่อนทำลายคู่ปรับที่พรรคดักดานของตัวไม่มีทางสู้อีก
นอกจากนั้น ยังสนับสนุนแบบทุ่มสุดตัว ทั้งเงินทองและความช่วยเหลืออย่างอื่นด้วย เช่น เกณฑ์คนมาร่วมชุมนุมกับพันธมิตร และบางครั้งสมาชิกคนสำคัญ ก็เข้าร่วมปราศรัยขับไล่รัฐบาล ที่พวกตนสู้ไม่ได้ ต้องพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งทุกครั้ง
ความจริงนี้มีหลักฐานชัดเจน...ปฏิเสธไม่ได้!!
เมื่อพรรคของฝ่ายทักษิณ ที่ชนะการเลือกตั้งมาแท้ๆ ต้องถูกโค่นล้มลง เพราะ ‘อำนาจอัปรีย์’ ที่ทำร้ายระบอบประชาธิปไตยโอกาสจึงเปิดออกให้ นายมาร์ค มุกควาย ได้เข้ามานั่งในตำแหน่ง ‘CEO ประเทศไทย’ โดยมีปัจจัยอื่น มาช่วยเหลือการขึ้นสู่อำนาจของเขา อย่างน่ารังเกียจ
มีหลักฐานยืนยันในเรื่องนี้ชัดเจน จากผู้นำขบวนการโค่นล้มรัฐบาลของพรรคทักษิณ คือ
นายสนธิ ลิ้มทองกุล

ผู้ซึ่งนายมาร์ค มุกควาย ไปยืน ‘กอกระดุม’ อวยพรวันเกิด อย่างอ่อนน้อม พร้อมอมยิ้มอย่างประจบประแจง ตามภาพที่ท่านได้เห็น คล้ายกับว่ารักเคาระและจงรักภักดีต่อนายสนธิเสียเหลือเกิน ดุจแกเป็นแค่ ‘ลูกกระจ๊อก’ ของเจ้าของวันเกิดมาแต่ชาติปางก่อน แต่มีบางคนกลับแย้งผมว่า
นายมาร์คจะเป็นได้ ก็แค่ ‘ลูกกระเป๋งข้างซ้าย’ ของสนธิเท่านั้น!
อีตาสนธิฯเอง ก็เพิ่งออกมาเปิดเผย อย่างเต็มปากเต็มคำ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ ณ เวทีมัฆวาน ว่า
ผู้นำทหารของเมืองไทย ได้เข้ามาแทรกแซงทางการเมือง อย่างน่าเกลียดน่าชัง โดยทำ ‘เฮดล๊อค’ ผู้นำพรรคร่วมรัฐบาลปัจจุบัน เข้าไปในค่ายทหาร แล้วข่มขู่ว่า หากไม่ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลกับประชาธิปัตย์
จะทำการปฏิวัติ!
นี่เอง ที่ทำให้พรรคการเมืองเหล่านั้น ถึงกับตัวสั่น ออกอาการ ‘ขี้หด-ตดแตก’ ต้องยอมร่วมมือกันจัดตั้งรัฐบาล โดยมีพรรคของนายมาร์ค มุกควาย เป็นแกนนำ จนเป็นเหตุให้ประชาชนคนไทย ได้...
รัฐบาลกาลี เข้ามาบริหารประเทศ นี่ไงครับ!
นายมาร์ค มุกควาย รู้ดีอยู่แก่ใจ ยังเสือกคิดว่าพี่น้องประชาชนเขาโง่ ออกมา ‘แหลลวงโลก’ ต่อไปอีกว่า
อย่าเลือกใช้พรรคดักดานของตัว ตอนที่ประเทศวิกฤติเท่านั้น
ชาวบ้านได้ยินเข้า เขาก็ฉุน ออกมาสวนว่า
“ก็ไอ้พวกจังไรอย่างมึงนั่นแหละ ที่สร้างวิกฤติให้ชาติบ้านเมือง ทำให้พวกกูต้องเดือดร้อน...ไอ้พวกเปรต!”
ผู้คนเขาจึงต้องออกมา เดินขบวนและชุมนุมคัดค้าน แต่ทหารออกมาปราบปรามรุนแรงหฤโหดสุดๆ
ราษฎรก็เลยพากันวิพากษ์วิจารณ์ในทำนองว่า
ไอ้พวกทหารนี่โง่ฉิบหาย แค่นักการเมืองโยน ‘เศษเนื้อข้างเขียง’ ให้เท่านั้น...
ก็ ‘ไล่ฆ่า’ ประชาชนเสียแล้ว...น่าทุเรศมาก!!
เมื่อพูดถึงเรื่องผู้คน ออกมาแสดงความไม่พอใจ คัดค้าน ต่อต้านรัฐบาลโลซกชุดนี้ ก็ต้องพูดถึงการชุมนุมที่สะพานมัฆวานอีกแล้ว เพราะการที่นายมาร์ค มุกควาย ต้องตาลีตาเหลือกออกมาประกาศ “ยุบสภา” สาเหตุไม่ใช่อื่นไกล แต่เป็นเพราะการปราศรัยของเหล่าพันธมิตร กระแทกใจชาวบ้านชาวเมืองมาก เพราะคนพวกนี้ขยันหาข้อมูล จนรัฐบาลเถียงไม่ออก ผู้คนเสื่อมความนิยมและ...
เกลียดชังรัฐบาลกาลีชุดนี้ มากยิ่งขึ้นทุกที!
อย่างเมื่อคืนวันอาทิตย์ก่อน ประพันธ์ คูณมี ก็ออกมาจารนัยจนผู้จัดการออนไลน์เขาออกมาพาดหัวว่า
"ประพันธ์" สับอีก 30 นิสัย 30 ล้มเหลว ยัน“มาร์ค”ไม่เหมาะเป็นนายกฯ
แล้วโปรยตามว่า
"ประพันธ์" ชี้พฤติกรรมอันตราย “มาร์ค” ยกนิสัยน่าขยะแขยง 30 ข้อการันตรีไม่เหมาะเป็นผู้นำประเทศ ชี้ที่ ปชช.รับไม่ได้สุดๆ “หน้าด้าน แถ แหลเป็นอาจิน” เผยเตรียมตอกย้ำรายวันอีก 30 ข้อ ความผิดพลาดในการบริหารประเทศ
ผมจะไม่นำข้อความทั้งหมดมาลง แต่จะระบุหัวข้อให้ท่านผู้อ่านตามไปฟังกัน คือ แค่ข้อ 2-10 ลองพิจารณาแล้วคิดตามไปด้วยก็แล้วกัน เขาเรียงข้ออย่างนี้ครับ...
2. มีจิตใจคับแคบคบคนจำกัด ไม่มีมนุษย์สัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน เห็นประชาชนเป็นแค่ลิ่วล้อทางการเมือง
3. ไม่มีวิธีคิด ไม่มีศิลปะการทำงาน ที่จะนำพาชาติไปสู่ความก้าวหน้าได้ แม้แต่เรื่องเดียว
4. ขาดความรู้ประสบการณ์ในการบริหารประเทศ ที่สำคัญมีความรู้ท่วมหัวแต่เอาตัวไม่รอด
5. ไม่เคารพความคิดเห็นของผู้อื่น
6. ไม่ใช่เป็นนักประชาธิปไตย แต่เป็นเพียงนักเลือกตั้งน้ำเน่าคนหนึ่งของประเทศไทย
7. คุกคามสิทธิเสรีภาพของประชาชน
8. ขี้ขลาด ตาขาว ขี้กลัว ยอมจำนนไม่กล้าต่อสู้ ไม่เคยมีชีวิตเพื่อต่อสู้กับความยากลำบาก โดยเฉพาะปัญหาความเป็นความตายของบ้านเมือง ไม่มีความรับผิดชอบ ปัดความรับผิดชอบต่อความล้มเหลวในการบริหารบ้านเมือง
9. หยิ่งยโสโอหัง แก้ตัวอย่างหน้าด้านๆ
10. ชอบเถียง แถ แหล เป็นอาจินต์
(http://www2.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9540000038909)
สำหรับข้อ 10 ของคุณประพันธ์ฯนั้น ดูจะถูกใจผมมากที่สุด เพราะการที่นายมาร์ค มุกควายไปเกาะโพเดียม พูดกับลูกพรรค ดังที่เล่าให้ท่านฟังแล้วนั้น
ถ้าผมเป็นเพื่อนสนิทกับ มิสเตอร์มาร์ค มุกควาย คงจะต้องเดินตรงเข้าไปหา ชี้หน้า แล้วพูดตรงๆกับเขาว่า....
“เฮ้ยไอ้มาร์ค มุกควาย เอ็งก็รู้ดีอยู่แก่ใจแล้ว ยังเสือกแหลลวงโลกอีกนะ...ไอ้เวร!!!”
............................
โปรดรับการคารวะจากฉัน:บทกวีแด่วีรชน 10 เมษายน 2553
ที่มา ประชาไท
เพียงคำ ประดับความ:กลุ่มกวีตีนแดง
เสียงปืน ดังขึ้น เมื่อย่ำค่ำ
เพลงรำ หยุดลง ตรงเดือนเสี้ยว
ห่ากระสุน พุ่งเข้าใส่ ใช่ห่าเดียว
ฟ้าสีเปลี่ยว โปรยเพลิง เป็นเปลวควัน
สองมือเปล่า พุ่งเข้าท้า ห่ากระสุน
ร่างแหลกพรุน ล่วงลับ มิดับฝัน
ชูธงแดง แกว่งไกว ไปพร้อมกัน
แม้ไหวหวั่น ไม่สั่นไหว ตายก็ยอม
มัจจุราช บรรเลง เพลงเดือนดับ
เห่กล่อมรับ ความตาย อันหวานหอม
เลือดคาวคลุ้ง กลบกลิ่นฝัน อันตรมตรอม
ไม่ได้เด็ด มาดมดอม หนอ...ประชาธิปไตย
นักสู้..ผ่านฟ้า เธอสละ แล้วทุกสิ่่ง
ขื่นขมเมื่อความจริง แผดเผา เราหม่นไหม้
ทระนงเกินกว่า จะขอเมตตา จากผู้ใด
พลังแห่งคนตาย จักสุมไฟ ให้ไหม้ฟ้า
คนเป็นสู่คนตาย เพียงชั่วไหว ใบไม้เปลี่ยน
ดวงดาวที่หมุนเวียน คือดวงเทียน แสวงหา
ส่งต่อสู่คนเป็น ในคืนเพ็ญ แสงโรยรา
โลกใหม่ใกล้เข้ามา เอื้อมมือคว้า มาแนบใจ
เจตจำนงแห่งคนตาย หล่อเลี้ยงให้ คนเป็นสู้
น้ำตาที่พรั่งพรู ยังไหลอยู่ ไม่ขาดสาย
ลมโศกเดือนเมษา ยังขื่นคาว ปวดร้าวใจ
หยดเลือดคนยากไร้ บนถนน ยังข้นแดง
กระสุนกี่ร้อยสาย พรากใบไม้ ในป่าเปลี่ยว
กระชากกลีบดอกเสี้ยว ให้แหลกร้าว ใต้เงาแสง
คนตายจักเปลี่ยนโลก สุมไฟโศก ให้เดือดแดง
ฟังสิ! เสียงสาปแช่ง ใครสั่งฆ่า น่าชิงชัง
โอ้นักสู้ผ่านฟ้า โปรดรับการคารวะ จากฉัน
เราอาจเคยสบตากัน ในสายธาร แห่งรักและหวัง
ท้องถนนในเมืองนี้ มีร่างเธอทอดลงถมทาง
หัวใจเธอถอดวาง ถางเส้นทาง สู่เสรี
ท้องถนนในเมืองนี้ มีร่างเธอ ทอดลงถมทาง
หัวใจเธอถอดวาง ถางเส้นทาง ประชาธิปไตย
2 เมษายน 2554
โสภณ พรโชคชัย: อย่าตกใจนักกับภัยธรรมชาติในขณะนี้
ที่มา ประชาไท
ดร.โสภณ พรโชคชัย
sopon@thaiappraisal.org
http://www.facebook.com/pornchokchai
ช่วงนี้มีภัยธรรมชาติเกิดขึ้นหลายกรณีทั้งแผ่นดินไหว สึนามิ วาตภัย อุทกภัย แม้แต่หิมะตกที่เมืองตากอากาศซาปาของเวียดนาม บางคนก็หลงเข้าใจผิดว่าตกเป็นครั้งแรกหรือตกหนักที่สุด จนทำให้เกิดปริวิตก ไม่เป็นอันกินอันนอน กลัวโลกจะแตก และอาจตกเป็นเหยื่อของพวกอวิชชา ผมจึงขออนุญาตนำเสนอข้อมูลบางอย่างให้ทราบบ้าง
วิบัติภัยในทุกวันนี้ยังนับว่า ‘จิ๊บจ๊อย’ นัก เมื่อเทียบกับภัยธรรมชาติในอดีต ที่หากเกิดขึ้นอีกในวันนี้ บางคนอาจช็อคตาย ฆ่าตัวตายไปเลย หรือเกิดลัทธิอุบาทว์ต่าง ๆ ทำลายชีวิตผู้คนไปมากกว่าภัยธรรมชาติก็เป็นได้
ท่านรู้จักภูเขาไฟกรากะตัวหรือไม่ ภูเขาไฟแห่งนี้ระเบิดครั้งใหญ่ที่สุดเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ.2426 หรือเมื่อ 128 ปีก่อนหน้านี้ในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยพื้นที่สองในสามของเกาะหายไปจากแรงระเบิด เถ้าธุลีลอยสูงขึ้นไปถึง 80 กิโลเมตร (ปกติเครื่องบิน ๆ สูงเพียง 10 กิโลเมตรเท่านั้น ในรัศมี 240 กิโลเมตร มองไม่เห็นแสงอาทิตย์จนคล้ายยามค่ำคืนเป็นเวลาถึง 3 เดือน เพราะเถ้าธุลีปกคลุมไปหมด
เสียงระเบิดดังกึกก้องมาก ถึงกรุงจาการ์ตา ซึ่งตั้งอยู่ห่างไป 150 กิโลเมตร จนผู้คนยังต้องเอามืออุดหู คนในกรุงเทพมหานครก็ยังได้ยินแต่ครั้งแรกนึกว่าเป็นเสียงปืนใหญ่ แม้แต่คนบนเกาะโรดริเกซในหมู่เกาะมอริเชียส ซึ่งตั้งอยู่ห่างไปถึง 4,776 กิโลเมตรก็ได้ยินเช่นกัน ที่สำคัญการระเบิดยังทำให้เกิดคลื่นสึนามิ สูง 30 เมตร เข้าถล่มเกาะต่าง ๆ แรงแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นยังสามารถตรวจจับได้ถึงอังกฤษ รวมแล้วมีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ถึง 36,000 คน ซึ่งหากเป็นในสมัยปัจจุบันที่มีประชากรหนาแน่น คงสูญเสียชีวิตนับสิบ ๆ ล้านคน
อย่างไรก็ตามยังมีเหตุการณ์ร้ายแรงกว่านี้ จนภูเขาไฟกรากะตัวกลายเป็นเรื่องเล็ก ๆ ก็คือการระเบิดของภูเขาไฟแทมโบร่าซึ่งตั้งอยู่บนเกาะซุมบาวาใกล้เกาะบาหลี เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2358 หรือเมื่อ 196 ปีที่แล้วในสมัยรัชกาลที่ 2 ความรุนแรงนั้นเท่ากับการระเบิดของอาวุธนิวเคลียร์ 60,000 ลูก ความสูงของภูเขาไฟแทมโบร่าหายไปถึง 1,400 เมตร มีสภาพเป็นหลุมกว้าง 6 กิโลเมตร ลึก 1 กิโลเมตรในปัจจุบัน เกิดฝุ่นละอองมากกว่าการระเบิดของภูเขาไฟกรากะตัวถึง 7 เท่า เสียงระเบิดดังไปไกลถึง 850 กิโลเมตร ว่ากันว่าต้นไม้ล้มระเนระนาดคล้ายกับโลกทั้งโลกจะพังทลายลงในพริบตา
พื้นผิวโลกได้รับพลังงานจากแสงอาทิตย์น้อยลงถึง 20 เปอร์เซ็นต์เพราะ ชั้นบรรยากาศของโลกเต็มไปด้วยฝุ่นละอองจนอุณหภูมิของโลกลดลงอย่างมาก นักวิทยาศาสตร์เคยพบว่าน้ำแข็งชั้นล่างบนเกาะกรีนแลนด์ในซีกโลกเหนือยังมีฝุ่นละอองจากภูเขาไฟนี้อยู่มากมาย ในทวีปยุโรปและอเมริกาเหนือไม่มีเวลากลางวันเป็นเวลาหลายสัปดาห์ เพราะถูกฝุ่นละอองภูเขาไฟบดบังแสงอาทิตย์ไว้ และทำให้ไม่มีฤดูร้อนในปีนั้น
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีเหตุการณ์ภูเขาไฟระเบิดรุนแรงเป็นชุด ๆ ทั่วโลกในห้วงเวลาเดียวกัน เช่น ภูเขาไฟลาซูฟรีในหมู่เกาะแคริเบียน และภูเขาไฟอะวูเหนือเกาะสุลาเวสี ในปี 2355 ภูเขาไฟสุวาโนเซจิมา ใกล้หมู่เกาะโอกินาวา ในปี 2356 และภูเขาไฟมายอนในฟิลิปปินส์ ในปี 2357 ลองคิดดูว่าถ้าเกิดในวันนี้ ผู้คนคงสิ้นหวัง ฆ่าตัวตายไปเท่าไหร่แล้ว ยิ่งถ้าเจอสื่อเล่นข่าวเอามัน ก็คงยิ่งไปกันใหญ่
ท่านทราบหรือไม่ว่าทั้งหมดข้างต้นยัง ‘จิ๊บจ๊อย’ เมื่อเทียบกับการระเบิดของสุดยอดภูเขาไฟ (Super Volcano) ซึ่งครั้งล่าสุดเป็นการระเบิดของภูเขาไฟโทบา ทางตอนเหนือของเกาะสุมาตราใกล้กับประเทศไทย เมื่อประมาณ 75,000 ปีที่ผ่านมา โดยลาวาพุ่งไปไกลกว่า 3,000 กิโลเมตรถึงภาคใต้ของอินเดีย อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกลดต่ำลงกว่า 5 องศา นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าการระเบิดครั้งนี้ทำให้โลกเข้าสู่ยุคน้ำแข็ง หลังจากการปล่อยเถ้าถ่าน 2,800 ลูกบาศก์กิโลเมตร พื้นที่ของภูเขาไฟโทบาได้กลายเป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดและมีความสวยงามมากที่สุดในเอเชียอาคเนย์ในปัจจุบัน การระเบิดในระดับสุดยอดภูเขาไฟนี่เองที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ของมนุษยชาติ
เห็นหรือยังครับ เหตุการณ์ที่ว่าน่าสะพรึงกลัวในทุกวันนี้ยังเป็นแค่เรื่องเล็กเมื่อเทียบกับเหตุการณ์ในอดีต ยังมีมหันตภัยล้างโลกที่เคยเกิดก่อนหน้านี้อีกมากมาย ดังนั้นอย่าไปกลัว ที่สำคัญเราต้องมีสติ คาดว่าเหตุการณ์มหาประลัยทั้งหลายคงไม่เกิดในชั่วชีวิตของเรา แต่ถึงแม้เกิดเหตุร้าย จนเราต้องสิ้นชีวิต เราก็ไม่พึงเสียเวลากลัว เพราะไม่มีใครหนีพ้นความตายดังกล่าว
ความตายเป็นธรรมดา สำคัญอยู่แต่ว่าคุณจะตายอย่างขนนก (เบาหวิวไร้ความหมายเพราะไม่เคยสร้างสรรค์อะไรเลย) หรือจะตายหนักแน่นดุจภูเขาเพราะตายอย่างมีเกียรติเพื่อประชาชนและประเทศชาติ
อ้างอิง
• การเกิดระเบิดของ Super Volcano http://www.vcharkarn.com/varticle/37495 และ http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?pid=5730• ภูเขาไฟกรากะตัว http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B0%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7
• Kratatoa. http://en.wikipedia.org/wiki/Krakatoa
• Mount Tambora http://en.wikipedia.org/wiki/Mount_Tambora
• Year Without A Summer. http://en.wikipedia.org/wiki/Year_Without_a_Summer
เมื่อนายทุนเหมืองโปแตชกับข้าราชการอุดรฯ จูบปากกัน ปัญหาความรุนแรงในพื้นที่จึงไม่มีทางออก
ที่มา Thai E-News
โดย ชุมชนฮักถิ่น
2 เมษายน 2554
รายงานสถานการณ์ : วันที่ 2 เมษายน 2554 ในพื้นที่โครงการเหมืองแร่โปแตช จ.อุดรธานี
เมื่อนายทุนเหมืองโปแตชกับข้าราชการอุดรฯ จูบปากกัน ปัญหาความรุนแรงในพื้นที่จึงไม่มีทางออก
ขอบคุณภาพจากประชาไท
จากเหตุการณ์ที่กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) รวมหัวกันกับบริษัทเอเชียแปซิกฟิกโปแตช คอร์ปอเรชั่น จำกัด (เอพีพีซี) ดำเนินการปักหมุดรังวัดในพื้นที่โครงการเหมืองแร่โปแตช จ.อุดรธานี โดยมีข้าราชการระดับสูงในจังหวัดอุดรธานี คอยเอื้ออำนวยเปิดทางให้
ย้อนเหตุการณ์ที่มีการจัดฉากจ้างชาวบ้านไปร่วมเวทีประชุมเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2553 ที่โรงแรมเซ็นทารา จ.อุดรธานี เรื่องการขออนุญาตประทานบัตรตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 และการอนุญาตประทานบัตรทำเหมืองแร่ภายใต้รัฐธรรมนูญฯ มาตรา 67 วรรค 2 และเป็นการชี้แจงการจัดทำรายงานศึกษาสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Environment Assessment: SEA) โครงการเหมืองแร่โปแตชในภาคอีสาน ตามมติคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พอรุ่งเช้าก็เร่งรีบทำการปักหมุดรังวัดขอบเขตเหมืองแร่ในพื้นที่ขอสัมปทานโครงการเหมืองแร่โปแตช แหล่งอุดรใต้ 4 แปลง พื้นที่ 26,446 ไร่ (ครอบคลุมเนื้อที่ ต.โนนสูง ต.หนองไผ่ อ.เมือง และต.ห้วยสามพาด ต.นาม่วง อ.ประจักษ์ศิลปาคม) ทันที
กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี เห็นว่าการปักหมุดรังวัดในครั้งนี้ไม่ชอบธรรม เพราะบริษัทเอพีพีซี และ กพร. ไม่ได้ดำเนินการตามมาตรา 88/9 ว่าด้วยการปรึกษาเบื้องต้นกับผู้มีส่วนได้เสีย ในพ.ร.บ.แร่ (ฉบับที่5) ปีพ.ศ.2545 และประชาชนขาดการมีส่วนร่วมตามรัฐธรรมนูญ จึงไม่ยอมรับและออกมาร่วมกันคัดค้าน ตามที่เป็นข่าว
หลังจากนั้นบริษัท เอพีพีซี ก็ได้ป่าวประกาศบอก (ข้าราชการก็ช่วยกันประชาสัมพันธ์อย่างแข็งขัน) ให้ผู้ที่มีที่ดินในเขตเหมืองนำเอาเอกสารสิทธิ์ในที่ดินไปรับเงินค่าลอดใต้ถุนไร่ละ 1,000 บาท ซึ่งเป็นแผนเพื่อบริษัทฯ จะได้หลอกเอาเอกสารสิทธิ์ในที่ดินไปประกอบเป็นหลักฐานในการขออนุญาตประทานบัตร และนำรายชื่อไปแอบอ้างว่าชาวบ้านให้การสนับสนุนเหมืองและเห็นชอบกับการปักหมุดรังวัดแล้ว ส่งผลให้ในพื้นที่ ณ เวลานี้ได้เกิดปัญหาความขัดแย้ง และทะเลาะเบาะแว้งกันอย่างรุนแรง บางรายถึงขั้นถูกขโมยเอาโฉนดที่ดินไปเพื่อยื่นขอเงินกับบริษัทเอพีพีซี โดยที่เจ้าของที่ไม่รู้และไม่ยินยอมด้วยเลย
ในวันที่ 5 เมษายน นี้ ที่เทศบาลเมืองโนนสูง-น้ำคำ บริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียร์ริ่ง แอนด์ แมเนจเมนต์ จำกัด (ได้รับการว่าจ้างจากบริษัทเอพีพีซี) ร่วมกับบริษัทเอพีพีซี จะจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อการกำหนดขอบเขตและแนวทางการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพโดยสาธารณะ (Public Scoping) โครงการเหมืองแร่โปแตช ทั้งที่โดยข้อเท็จจริงการจัดเวทีดังกล่าวไม่ได้ถูกกำหนดให้มี ตามกฎหมายแร่ หรือตามประกาศโครงการหรือกิจการที่อาจมีผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ ตามรัฐธรรมนูญในมาตรา 67 วรรค 2 เนื่องจากว่ากรณีเหมืองใต้ดินที่มีเสาค้ำยัน (โครงการเหมืองแร่โปแตช) ไม่จัดอยู่ในโครงการรุนแรงตามประกาศของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่ บริษัทเอพีพีซี กำลังจะสร้างภาพอีกครั้ง โดยใช้วิธีการจ้างชาวบ้านให้ไปร่วมรับฟัง และให้ยกมือสนับสนุนเพื่ออ้างความชอบธรรม ต่อโครงการฯ
จากการตรวจสอบในพื้นที่พบว่า มีความเคลื่อนไหว คือ ฝ่ายบริษัทเอพีพีซี ได้เข้าไปขอความร่วมมือ (ล็อบบี้) กับข้าราชการระดับสูงในจังหวัดอุดรธานี เพื่อขอให้เปิดทางให้ผู้นำหมู่บ้านได้เกณฑ์ลูกบ้านออกไปยกมือในวันนั้นอย่างน้อยหมู่บ้านละ 5 คน โดยบริษัทฯ ยินดีที่จะรับผิดชอบค่าใช้จ่าย และราคาค่าหัวทั้งหมดให้
ในวันที่ 30 มีนาคม ที่ผ่านมา ข้าราชการในจังหวัดอุดรธานี ก็ได้ลงพื้นที่มาเป่ากระหม่อมผู้นำหมู่บ้าน ที่เทศบาลตำบลหนองไผ่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว (ให้พาชาวบ้านไปร่วมเวที) ซึ่งพอได้รับสัญญาณไฟเขียวผู้นำหลายหมู่บ้านเร่งโหมโรงออกเกณฑ์ชาวบ้านกันจ้าละหวั่น โดยมีค่าหัว 200-300 บาท บางหมู่บ้านใช้วิธีการจ่ายก่อน 100 บาท แล้วบอกว่าส่วนที่เหลือให้ไปเอาในวันที่ 5 เมษา โดยกลวิธีต่างๆ นี้ ก็แล้วแต่ใครจะดำเนินการ ซึ่งส่วนใหญ่ก็ชำนาญกันอยู่แล้ว
เมื่อปี่กลองเชิด บริษัทเอพีพีซี ก็รับลูกทันที โดยในวันที่ 31 มีนาคม ก็ได้เกณฑ์ชาวบ้านฝ่ายสนับสนุนเข้าไปที่บริษัทฯ เพื่อเตรียมการด้วยเช่นกัน ฉะนั้นแล้ว สถานการณ์ 5 เมษา หน้าร้อนนี้ จึงเป็นที่จับจ้องของสาธารณชนว่าผลของเวทีจะออกมาเช่นไร?
อย่างไรก็ตาม มูลเหตุของปัญหา อันเนื่องมาจากการเร่งรัดให้มีการปักหมุดรังวัดเขตเหมืองแร่ โดยการเอื้อประโยชน์จากฝ่ายข้าราชการ เพื่อนำไปสู่กระบวนการออกใบอนุญาตประทานบัตรให้กับบริษัทฯ แต่ไม่ดำเนินการตามข้อเรียกร้องของชาวบ้านในพื้นที่ หรือแม้แต่เสียงทักท้วงจากนักวิชาการ ตลอดจนข้อเสนอขององค์กรอิสระ อาทิ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฯลฯ ที่ได้มีข้อเสนอตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเพื่อให้ กพร.และบริษัทเอพีพีซี ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายโดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงตามรัฐธรรมนูญ (การมีส่วนร่วมไม่ใช่เกณฑ์คนมาฟังแล้วให้ยกมือเห็นด้วย) ให้มีการปรึกษาเบื้องต้นกับผู้มีส่วนได้เสีย ตามมาตรา 88/9 ในขั้นแรกของการยื่นขออนุญาตประทานบัตร ตามพ.ร.บ.แร่ (ฉบับที่5) ปี พ.ศ.2545 และให้มีองค์กร หรือคณะทำงานที่มีความเป็นกลางทำการศึกษาศึกษาสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์ (SEA) โครงการเหมืองแร่โปแตชในภาคอีสาน ฯลฯ กลับเมินเฉย ซ้ำยังถูกบิดเบือนเจตนารมณ์ ดังนั้น จึงก่อปัญหาความแตกแยก และมีความขัดแย้งรุนแรงเกิดขึ้นกับชาวบ้านในพื้นที่มาตราบจนถึงทุกวันนี้ แต่เท่านั้นยังไม่พอยังจะมีฟืนมาสุมไฟให้โหมลุกไหม้แรงขึ้นอีก..
ฝึกจับโกหก นักเล่นละครไทยแลนด์
ที่มา Thai E-News
ตู่:ผมถามสั้นๆ ท่านสละสัญชาติอังกฤษหรือยัง?
มาร์ค:คุณแพ่คุณม่อของผม คุณม่อคุณแพ่ของผม บลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลา บลาบลาบลาๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆบลาบลา
โดย Pegasus
3 เมษายน 2554
ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นโรงละครโรงใหญ่ มีการเขียนบทให้เล่นละครกันแปลกๆมากมาย ถ้าประชาชนไม่รู้เท่าทันก็จะหลงใหลได้ปลื้มไปกับคนที่ดูดี น่าเคารพหรือดูท่าทางเป็นคนดี คนเก่งอะไรก็แล้วแต่จะโฆษณากันไป แต่ภายหลังกลับพบว่าเป็นคนเลวร้ายอย่างไม่น่าเชื่อ
เข้าทำนอง เทพบุตร ซาตานอะไรประเภทนั้น
การเตรียมตัวสำหรับประชาชนในการเข้าสู่สนามเลือกตั้ง หรือแม้แต่การต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตย และรวมถึงการรักษาระบอบประชาธิปไตยไว้ให้แข็งแรงมั่นคงก็อยู่ที่การมีข่าวสารข้อมูลที่ครบถ้วนสมบูรณ์ การแข่งกันทำความดีจึงจะเป็นของจริงไม่ใช่การสร้างข่าวเพื่อโปรโมทตัวเองอย่างที่คนดังๆในปัจจุบันนิยมทำกันแบบว่า ไม่อายตัวเองหรือฟ้าดิน จนไม่อาจแยกแยะได้ว่าอันไหนจริง อันไหนโกหก
ด้วยเหตุนี้การฝึกจับโกหกนักเล่นละครในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นคนที่อ้างตัวเป็นคนดี มีคุณธรรม มีอาวุโสเที่ยวสั่งสอนคนนั้นคนนี้ หรือนักการเมืองที่แลบลิ้นปลิ้นตาอยู่ในรัฐสภา คนที่อ้างว่าตัวเองพูดจริงหรือพูดว่า”เชื่อด้วยความบริสุทธิ์ใจว่า”แต่ทว่าคำพูดนั้นจริงแน่ละหรือ
ที่มาของบทความนี้มาจากทีวีซีรีส์ชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า “Lie to me” ซึ่งเป็นเรื่องของการจับโกหก เนื้อเรื่องสนุก น่าติดตามฉายมาเข้าปีที่สามแล้ว
ที่สำคัญคือมีชาวเสื้อแดงจำนวนหนึ่งอาศัยข้อมูลจากหนังทีวีซีรีส์เรื่องนี้มาจับผิดนักการเมือง และผู้ที่มาออกรายการโกหกในรูปแบบต่างๆและนำมาวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมืองกันเป็นที่สนุกสนาน
ที่น่าประหลาดใจคือมีการนำเอาคลิปของแกนนำทุกฝ่ายที่ขึ้นปราศรัยมาวิเคราะห์กันด้วยว่า ประโยคไหนโกหก ประโยคไหนเป็นความจริง โดยดูจากความขัดแย้งระหว่างคำพูดที่ออกมาจากปากกับสีหน้า แววตา ภาษากายในขณะนั้นซึ่งไม่โกหก เพื่อที่ว่าจะได้เลือกเชื่อในสิ่งที่ชัดเจนว่าไม่โกหกเท่านั้น
ฟังดูแล้วก็รู้สึกเสียวสันหลังแทนแกนนำเหมือนกัน ขอกระซิบว่า ในวันที่มีการปราศรัยสำคัญหลังจากแกนนำได้ขึ้นเวทีครบทุกคนปรากฏว่า มีการจับสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นเหมือนกัน จะผิดถูกอย่างไรคงต้องติดตามกันต่อไป
เพื่อให้แนวทางการจับผิดดังกล่าวมีความชัดเจนขึ้น จึงได้ทำการค้นคว้าจากเจ้าของทฤษฎีการจับโกหกนี้คือนักจิตวิทยาคลินิกชื่อว่า Dr. Paul Ekman แห่ง Langley Porter ตามรูปด้านล่างนี้

ซึ่งรายละเอียดและการฝึกฝนผ่านเนทสามารถทำได้ตามลิงค์ http://www.paulekman.com/about-ekman/ ท่านผู้อ่านสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ ประการสำคัญคือการวิจารณ์หนังทีวีซีรีส์ดังกล่าวด้วยว่า จุดใดตรงกับทฤษฏีหรือการวิจัย จุดไหนหรือตอนไหนไม่เป็นวิทยาศาสตร์ เป็นต้น
นอกเหนือจากแนวทางของ Ekman แล้ว ผู้เขียนขอเพิ่มเติมภาษากายบางประการเข้าไปด้วย ซึ่งแม้จะไม่เกี่ยวกับการจับโกหกโดยตรง แต่ก็สามารถใช้ประโยชน์ในเรื่องการจับโกหกด้วย

ก่อนอื่นขอเริ่มต้นจากโมเดลของ Ekman ซึ่งแสดงสีหน้าโดย Tim Roth ผู้แสดงนำในซีรีส์ชุดนี้ โดยแยกการตีความสีหน้าบุคคลออกเป็น 7 ประเภทคือ ความสุข (Happiness) การเหยียดหยาม(Contempt) การรังเกียจ(Disgust) หวาดกลัว(Fear) แปลกประหลาดใจ(Surprise) โกรธ(Anger)และ ความเศร้า(Sadness)โดยหากว่าคำพูดที่ออกมาไม่สอดคล้องกับสีหน้า แววตา ดังกล่าวนี้ก็แสดงว่า ณ จุดนั้น มีการโกหกเกิดขึ้นแต่จะเพราะอะไรต้องแกะรอยกันต่อไป
ลองมาศึกษาความหมายและลักษณะของสีหน้าดังต่อไปนี้

เวลามีความสุขจะปรากฏรอยตีนกาขึ้นที่หางตา โหนกแก้มจะยกสูงขึ้นและมุมปากสองข้างจะยกขึ้น

เวลามีอาการเหยียดหยามมุมปากด้านเดียวจะยกขึ้นแบบที่คนไทยรู้จักกันว่า ยิ้มเหยียดๆหรือยิ้มแค่นๆนั่นเอง สำหรับคนไทยอาจมีเสียง หึ หึ ตามออกมาด้วย

เวลารู้สึกรังเกียจ ที่โคนจมูกด้านบนจะย่น และริมฝีปากบนหรือระหว่างปลายจมูกกับริมฝีปากจะยกขึ้น ถ้าคิดแบบไทยๆ ก็อาจมีเสียง แหยะ หรือ แหวะ ตามมาด้วย

เวลามีความกลัว หัวคิ้วจะยกขึ้นและขมวดเข้าหากัน ขอบตาบนยกขึ้น ขอบตาล่างตึง และ มุมปากสองข้างเหยียดออกไปด้านข้างทั้งสองข้าง

เวลาประหลาดใจ คิ้วจะยกขึ้น ตาเบิกกว้างและปากเปิดขึ้นแต่จะปรากฏขึ้นเพียง 1 วินาทีเท่านั้น ถ้าทำตาโตอยู่นานๆแบบพวกนางงามเวลาได้มงกุฎอันนี้แกล้งทำ (fake) เห็นๆ

เวลาโกรธ หัวคิ้วจะกดต่ำลงและขมวดเข้าหากัน ตาถลึงกว้างและเม้มปาก ในทีวีซีรีส์จะใช้รูปแบบหน้านี้ในการจับว่าใครจะก่อกวน ลอบยิง หรือกดระเบิด

เวลาเศร้า จะมีขอบตาบนตกลง ตาเหม่อลอย และมุมปากสองข้างตกลงจนเห็นได้ชัด

ลักษณะการดึงเข้าหากันของผิวหน้าจะเป็นไปตามรูปนี้ จะเห็นได้ว่าจุดสำคัญจะอยู่ที่ คิ้ว ตา โหนกแก้ม ริมฝีปากบนและล่าง

ตัวอย่างอีก 6 รูปจากซ้ายไปขวา จากบนลงล่างคือ อาการกลัว รังเกียจ โกรธ คิด/โกรธ เศร้า เศร้า
การจับอาการดังกล่าว ต้องกระทำพร้อมๆกับการพูดออกมาด้วยคำนั้นๆ และยังมีองค์ประกอบทางภาษากายที่ใช้อธิบายเพิ่มเติมได้ยกตัวอย่างเช่น กรณีการเอามือแตะที่จมูกเมื่อจะพูดโกหกก็เพราะมีการไหลของเลือดมากขึ้นและจมูกจะไวต่อเรื่องแบบนี้
หรือ กรณีการยกมือแตะที่หู หรือ คอ ก็เป็นการแสดงถึงการโกหก ณ เวลานั้น เหมือนลักษณะการแก้เขิน บางทีเมื่อต้องตอบคำถามเมื่อพูดโกหกออกไปจะมีการกลืนน้ำลายอย่างแรงจนสังเกตได้ เป็นต้น
ยังมีการกระทำที่แสดงถึงการละอายใจที่พูดโกหก เช่น การก้มหน้า การถอยห่างจากเพื่อนที่โกหก การเมินหน้าหนีจากคนโกหก ฯลฯ หรือ เตรียมตัวโกหก ด้วยการเอามือกอดอก เอามือมาจับกันบังไว้ข้างหน้า เป็นต้น
การตีความบางทีต้องใช้ความพยายามมาก เช่น การฟังหรือหลอกถามให้ตรงคำถาม แล้วคนปากแข็งรู้สึกว่า หลอกคนฟังได้สำเร็จจะแสดงอาการเหยียดหยามคือยิ้มมุมปากออกมา หรือแกล้งโกหก แล้วคนเชื่อก็จะแสดงอาการมีความสุขออกมาเป็นต้น บางครั้งถ้าถูกจับได้ หรือแทงใจดำจะมีการกำมืออย่างไม่รู้ตัวก็เป็นภาษากายได้อย่างหนึ่ง
หรือจังหวะการพูดเปลี่ยนไปจากเร็วเป็นช้า จากช้าเป็นเร็วแสดงว่า ตรงจุดนั้นกำลังโกหก หรือเตรียมท่องมาก่อน เป็นต้น
เรื่องที่น่าขำคือ บางคนที่ได้รับความเคารพนักถือกันนักหนาในประเทศไทย พอเอาวิทยาศาสตร์แบบนี้เข้าไปจับก็ถึงบางอ้อกันมากมาย
ตัวอย่างเช่น ทนายมีชื่อท่านหนึ่ง เวลาพูดจะชอบยกหัวไหล่เล็กน้อย ซึ่งตามแนวทางของภาษากายในทีวีซีรีส์นี้คือกำลังโกหกนั่นเอง
อย่างไรก็ตามอาจไม่เป็นตามนั้นเสมอไป เพราะอาจเป็นเรื่องของความเคยชินหรือวัฒนธรรม ซึ่งจะใช้คำว่า base line แปลง่ายๆว่า พื้นฐานเป็นอย่างไรมาก่อน เช่น เป็นคนพูดช้า เวลาพูดจริงหรือโกหกหน้าตาจะเป็นไปตามกฎเกณฑ์หรือไม่ หรือไปผ่าตัดมาทำให้หน้าตึงเป็นต้น ต้องทดสอบก่อนเสมอ
ดังนั้นการยกไหล่เล็กน้อยกั บการหมุนมือเวลาโกหกอาจไม่จริงเสมอไป และนอกจากนั้นการโกหกนั้น อาจไม่ใช่การโกหกในคำตอบที่เราคิด แต่อาจเกิดจากเหตุผลอื่นที่ไม่ใช่อาชญากรรมก็เป็นได้เป็นต้น ต้องดูประกอบกับการสำนึกผิด ด้วยการก้มหน้า หรือการยกตนด้วยการเชิดคาง หรือการแสดงว่า ตัวใหญ่ด้วยการกางแขน ยกตัว เป็นต้น
เช่นบางคนปกติพูดช้า แต่พอถึงจุดสำคัญพูดเร็วก็เพราะท่องบทมาก่อน หรือปกติพูดเร็ว แต่มาพูดช้าก็เพื่อลำดับเหตุการณ์ขึ้นใหม่ด้วยการโกหก คำศัพท์ที่เพิ่มมาแบบฟุ่มเฟือย ก็แสดงถึงการโกหก เพราะตั้งตัวไม่ทั นหรือพยายามกันตัวเองออก เช่น กรณี ที่คลินตันกล่าวว่า “ลูวินสกี้ คนนั้น” คำว่าคนนั้นเป็นการสร้างเกราะป้องกันขึ้นมา แสดงความห่างเหิน ซึ่งไม่จำเป็น ปกติเรียกแต่ชื่อกันเท่านั้นจึงเป็นพิรุธอย่างหนึ่ง
Ekman ยังกล่าวต่อไปว่า ความรู้สึกเศร้า ที่มีมุมปากตกลง กับ ความรู้สึกละอาย และ ความรู้สึกผิดจะมีอาการเดียวกัน ดังนั้นต้องตีความให้ดี ความเศร้านั้นเกิดจากความผิดหวัง หมดหวังจากการสูญเสียคนสนิท ถ้าละอายเป็นการกระทำเกี่ยวกับ ใครและอะไรที่ตัวเอาทำซึ่งปกตินอกจากจะมุมปากตกเหมือนอาการเศร้าแล้วมักจะมีการเอามือมาปิดหน้าแบบไม่รู้ตัวลักษณะอยากซ่อนตัวด้วย ส่วนการรู้สึกผิดนั้นมาจากการกระทำผิดอย่างเดียว ส่วนอาการกลัวกับประหลาดใจนั้นตาเบิกกว้างเหมือนกันแต่ การกลัวนั้นตาจะกว้างชัดเจนกว่ามาก ถ้ากว้างแค่พอประมาณแสดงว่าแปลกใจมากกว่าประหลาดใจ
ยังมีแนวทางดูภาษากายอื่นๆนอกเหนือจากแนวทางของ Dr. Ekman เช่นถ้านั่งพูดแล้ววางท่าป้องกันตัวเต็มที่ด้วยการประสานมือไว้ แต่พอจะโกหก ขาจะมีการเปลี่ยนท่ากะทันหันเช่น แกว่งขาหรือกระดิกเท้า ภาษากายที่ใช้จับโกหกแบบทั่วไปคือการสังเกตการกระพริบตา ดังนั้นจึงควรจับตาคนพูดไว้ตลอดเวลา เพราะเวลาที่พูดโกหกจะมีอาการเครียด เหมือนกับการเปิดตากว้างไว้ และกระพริบตาช้าลง ต่อมาเมื่อพูดโกหกจบลง ก็จะตามด้วยการกระพริบตาจำนวนมากจนผิดปกติถึง 8 เท่า(ดร.ชารอน ลิลล์ มหาวิทยาลัย พอร์ตสมัธ ประเทศอังกฤษ)
อีกแนวทางหนึ่งมาจากหนังสือ never be lied to again โดย Dr.David J. Lieberman กล่าวโดยสรุปไว้ว่า เวลาพูดจริงมือจะแสดงออกเปิดเผย แต่ถ้าเอาซุกไว้ในกระเป๋าหรือกำแน่นเพื่อเก็บนิ้วไว้ในฝ่ามือหรือคว่ำฝ่ามือวางไว้ที่หน้าตัก แสดงว่าไม่จริงใจ หรือซ่อน หรือโกหกอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือการใช้มือ ใช้ร่างกายดูแข็งๆไม่เคลื่อนไหว
ปกติ นอกจากนั้นการใช้มือ เช่นการปิดหน้า ปิดปาก แตะลำคอ แตะจมูก เกาใบหูด้านหลัง ขยี้ตา ล้วนแต่เป็นการโกหกทั้งสิ้น
Lieberman ยังกล่าวต่อไปว่า พวกที่พูดแล้วหลบตาก็มักจะกำลังโกหก ไม่ยอมจับหน้าอกและแบมืออย่างเปิดเผย
Lieberman ยังพูดถึงการใช้จังหวะคำพูดและการแสดงออก เช่น บอกว่าผมกำลังโกรธนะ หยุดนิดหนึ่งแล้วค่อยชักสีหน้าแสดงว่าโกหก หน้าสะบัดแตกต่างจากคำพูดเช่น บอกว่าใช่แต่ศีรษะส่ายสั่นแสดงว่าไม่ใช่ หรือ บอกรักแต่กำมือแน่น หรือ การแสดงออกซึ่งใบหน้าเฉพาะที่บริเวณปากเท่านั้น ส่วนอื่นๆของใบหน้าไม่ได้คล้อยตามกันไปก็แสดงถึงการโกหกเช่นกัน
ในส่วนการแสดงออก ถ้ามีการกล่าวหาแล้วหากเป็นคนผิดจะพยามยามป้องกันตัวเองเช่นหลบ ไม่แสดงตัว ส่วนผู้บริสุทธิ์จะยินดีแสดงตัว เช่นการหลบมุม การเบี่ยงตัวจากผู้กล่าวหา หรือหลบตัวเช่นไขว้หลัง ห่อตัว พยายามไปอยู่ตรงทางออก จะไม่พยายามมาสัมผัสตัวหรือมีน้อยมากกับผู้กล่าวหา จะไม่ชี้นิ้วไปยังผู้ที่เขาอยากให้เชื่อถือ จะสร้างเครื่องกัดขวางทางกายภาพเช่น แก้วน้ำ สิ่งของขวางหน้าตัวเองหรือใช้ภาษาเช่น จะไม่พูดถึงสิ่งนั้นอีกแล้ว เป็นต้น
การพูดตอบด้วยคำพูดที่ถูกถามเช่น คุณหยิบขนมไปหรือเปล่า จะตอบกลับมาว่า เปล่าผมไม่ได้หยิบขนมนั้นไป แทนที่จะพูดแค่ว่า เปล่าครับ
หรือกรณีคำฟุ่มเฟือยอื่น เช่น คุณลูวินสกี้คนนั้น คำว่าคนนั้นเป็นคำเกินมาเป็นต้น หรือใช้คำว่ารถคันนั้น แทนที่จะพูดตรงๆว่ารถของผม
อีกตัวอย่างคือการใช้คำพูดประเภทปิดปากไม่ให้ถาม เช่น “ผมเสียใจ เราทำดีที่สุดแล้ว”
สำหรับไทยๆ อาจมีคำพูดอื่นๆสำหรับคนโกหกที่พบได้บ่อยๆเป็นการตัดบท หรือในทางจิตวิทยาเรียกว่าคำพูดปิดปาก เช่น “ก็ต้องยอมรับว่า” “ก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า” หรือ “ผมเป็นคนมีคุณธรรม หรือวีรบุรุษไม่จำเป็นต้องตรวจสอบ” เป็นต้น
นั่นแปลว่ามีปัญหาใหญ่ที่นั่งทับอยู่แน่นอน คนโกหกมักมีคำพูดเกินความจำเป็นมากมายจนผิดสังเกต หรือมักจะตอบไม่ตรงคำถามมักตอบให้คิดไปเองมากกว่าตอบตรงๆเช่น เมื่อถามว่าเป็นคนสัญชาติต่างประเทศหรือไม่ แทนที่จะตอบตรงๆว่า “ผมเป็นคนสัญชาติ..” หรือ “ผมไม่มีสัญชาติ..” แต่กลับตอบให้คิดไปเองว่า “ผมเป็นคนสัญชาติไทย” หรือ “ผมไม่ได้มีสัญชาติ...(แบบคนอื่น)” เป็นต้น
คนโกหกจะไม่ค่อยพูดคำสรรพนามเช่น เขา เธอ และมักพูดไม่เน้นคำพูดสูงต่ำ แต่จะพูดโทนเสียงเดียว หรือเบาๆ เรื่อยเปื่อย ติดจะพูดแบบถามตัวเอง เมื่อพูดจบแล้วหน้ากับตามักเงยขึ้นดังนั้นใครที่เวลาพูดเหมือนลอยหน้า ลอยตาอยู่ตลอดเวลาก็น่าจะเชื่อว่าโกหกอยู่ได้ตลอดเวลา เช่นกัน
ในแง่ภาษา คนผิดจะพอใจแสดงอาการผ่อนคลาย( ปากห่อ ผ่อนลมหายใจ) เมื่อเปลี่ยนเรื่อง ในขณะที่คนปกติจะอยากรู้เรื่องราวต่อไปมากกว่า ปกติคนโกหกจะไม่แสดงอาการโกรธถ้ามีการกล่าวหา
ที่ผิดจะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ส่วนคำที่มักใช้คือ “ผมจะโกหกทำไม” “ความจริงก็มีอยู่ว่า” “ตอบตามความจริงคือ”
หรือ มักมีคำอธิบายที่ชัดเจนจนเกินไป เช่น จำเรื่องเมื่อปีก่อนได้ทุกรายละเอียด มักมีการทวนคำถามตลอดเวลาเช่น “ได้ยินมาจากที่ไหน” “อธิบายให้ละเอียดขึ้นได้หรือไม่” หรือทวนทำถามซ้ำ เป็นต้น
หรือ มักใช้คำอ้างที่เหลือจะเชื่อเช่น “ตลอดชีวิตมานี้ไม่เคยฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเลย” หรือ มักมีคำกล่าวนำมาก่อนยืดยาว เช่น “ผมไม่ได้อยากให้คิดอะไรเช่นว่า” เป็นต้น หรือ มักจะใช้คำประเภทปฏิเสธ เช่น “เขามีปัญหาเรื่องชีวิตแต่งงาน แต่คงไม่มีผลกับงานใหม่ของภรรยาเขากระมัง” เป็นต้น
หรือ ไม่ตอบคำถามตรงๆ แต่จะพาออกไปในทางตลกเบี่ยงเบนไป แทนที่จะตั้งใจหาความจริง หรือ มักจะเสนอทางเลือกอื่นๆแทน
มีผู้รวบรวมการจับโกหกไว้เป็นหมวดหมู่ ซึ่งก็มาจากนักวิชาการด้านจิตวิทยาข้างต้นนี้นั่นเอง
13 เทคนิคจับโกหก
1.การนำมือปิดปาก
2.การนำมือแตะจมูก
3.การดูที่ตาของคู่สนทนาถ้าไม่สบตาหรือมองไปที่อื่นแสดงว่าโกหก
4.การจับปกคอเสื้อเวลาตอบคำถาม แสดงว่ากำลังโกหก
5.การดึงจับใบหู แสดงว่าคู่สนทนาไม่อยากฟังหรือไม่เชื่อในสิ่งที่ผู้พูด
พูด
6.สังเกตุการกลอกลูกนัยน์ตาของคู่สนทนา ถ้าพูดโกหกจะกลอกตาไปทางซ้าย
เพราะผู้โกหกต้องใช้สมองซีกขวาในการสร้างเรื่องขึ้นมา แต่ถ้ากลอกตา
ไปทางขวาแสดงว่าพูดความจริง(ซ้าย ขวา ของผู้ดู โปรดติดตามภาพที่จะเสนอต่อไป)
7.การกอดอก
8.สังเกตุที่ขา ถ้าเวลาถามตอนที่นั่งอยู่แล้วฝ่ายตรงข้ามมีการเอาขาไขว้ขาเก้าอี้
แสดงว่าอีกฝ่ายมีอะไรปิดบังแน่นอน
9.การนิ่งเงียบ การที่เราถามแล้วอีกฝ่ายไม่ตอบทันทีหรือมีอาการนิ่งเงียบ
แสดงว่าอีกฝ่ายต้องมีพิรุธ
10.การยักไหล่ ถ้าฝ่ายตรงข้ามมีการยักไหล่ในการตอบคำถามก็แสดงว่า
ไม่ได้ให้คำมั่นกับสิ่งที่พูดไป
11.คำพูดหลังคำว่าแต่ ถ้าการตอบคำถามของเขามีคำว่าแต่ขึ้นมาขอให้
นึกไว้ว่าเป็นการโกหก
12.สังเกตลิ้น ถ้าเวลาถามคำถามไปแล้วคนๆนั้นเลียริมฝีปากก่อนตอบ
แสดงว่าคนๆนั้นกำลังโกหกชัวร์ (อาการปรากฏในสภาไทยบ่อยๆ)
13.การจ้องตาจนผิดสังเกต ถ้าฝ่ายตรงข้ามมีอาการจ้องตามากจนผิดสังเกต
เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ ให้รู้ไว้ว่านั่นแหละคือพิรุธ
ที่มา : http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=fino4710&date=04-03-2010&group=41&gblog=35
สุดท้าย เป็นการจับโกหกแบบง่ายๆใช้สำหรับคู่สนทนาที่เห็นชัดหรือมีการบันทึกคลิปไว้ ที่มาคือเวลาที่เราพูดความจริงเราจะใช้สมองซีกซ้ายซึ่งเป็นเรื่องของเหตุผลและตัวเลข เวลาคิดจึงออกมาจากสมองด้านซ้ายเป็นลำดับไป
แต่ถ้าจะโกหกต้องเริ่มคิดเรื่องซึ่งต้องอาศัยสมองซีกขวา ซึ่งทำหน้าที่จินตนาการ หรือสร้างเรื่องขึ้นมาเวลาพูด ก็ต้องใช้สมองซีกขวา ตาก็จะมองไปตามนั้น โดยดูจากรูปได้ดังข้างล่างนี้

ยังมีอีกหลายเรื่องในการจับโกหกต่างๆเหล่านี้ แต่สำหรับชาวเสื้อแดงที่รักความจริง แสวงหาความจริง เพียงตัวอย่างเล็กๆน้อยๆเหล่านี้ก็น่าจะเกินพอแล้วสำหรับจับโกหกพวกคนดีทั้งหลาย รวมถึงแกนนำกลุ่มย่อยคนใกล้ๆตัวของทุกๆท่านด้วย*****************
"ปุระชัย"เปิดตัวคืนการเมือง ลงส.ส.บัญชีรายชื่อเบอร์ 1"รักษ์สันติ" เห็นปท.วิกฤต-ปชช.ทุกข์เฉยไม่ได้
ที่มา มติชน ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ อดีตรองนายกรัฐมตรี จัดงานแสดงวิสัยทัศน์ในหัวข้อ "ประเทศไทยในวันพรุ่งนี้" ที่สมาคมแต้จิ๋วแห่งประเทศไทย วันที่ 2 เมษายน โดยกล่าวว่า เราอยู่ภายใต้ธงไตรรงค์ ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าเรื่องของประเทศชาติ ประวัติศาสตร์คนไทยสอนว่า ยามใดที่แตกความสามัคคี มีไส้ศึก เราจะล่มสลาย ดูได้จากการเสียกรุงถึง 2 ครั้งเมื่อ พ.ศ.2112 และ พ.ศ.2310 และเมื่อใดที่มีผู้นำที่มีความสามารถ เข้มแข็ง ซื่อสัตย์ เราจะสามารถผ่านอุปสรรคทั้งปวงได้ "ถ้าประเทศใดมีประชาธิปไตยที่ไม่เป็นระเบียบ ไม่มีความซื่อสัตย์ สุจริต ศีลธรรมจะถือว่าไม่เป็นประชาธิปไตย จะเรียกว่าอนาธิปไตย คงไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้น แต่ยืนยันว่าผมไม่ได้มีเจตนาเข้ามาสร้างความขัดแย้งกับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือสีใดสีหนึ่ง แต่สีสูงสุดของผมคือสีของธงไตรรงค์เท่านั้น ไม่ประสงค์จะแย่งอำนาจจากพรรคการเมืองใด แต่เมื่อเห็นประเทศไทยอยู่ในภาวะวิกฤต ประชาชนเป็นทุกข์ ก็ไม่อาจวางเฉย เหมือนกับชาวบ้านบางระจัน ที่เป็นตัวอย่างที่ดีงาม วันนี้จึงขอฉันทามติจากท่านทั้งหลายว่าผมสมควรจะกลับมาทำงานเพื่อประเทศชาติอีกครั้งหรือไม่” ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้สนับสนุนทั้งหมดที่เข้ามาร่วมในงานได้ลุกขึ้นปรบมือดังกึกก้องทั่วห้องประชุมสมาคม ทำให้ ร.ต.อ.ปุระชัยกล่าวต่อว่า ดังนั้นเมื่อพวกท่านมีความประสงค์ให้ตนกลับมาช่วยบ้านเมือง ก็ขอทุกคนไปใช้สิทธิ อย่ากาโนโหวต ให้กาช่องที่ผู้สมัครและพรรคที่ตนสังกัด อย่างน้อยก็ขอให้เป็นทุกคนในห้องนี้ สำหรับงานดังกล่าวเป็นการเปิดตัว ร.ต.อ.ปุระชัยกลับสู่งานการเมืองอีกครั้ง ภายใต้พรรคที่กำลังดำเนินการจดทะเบียนคือพรรค "รักษ์สันติ" โดยพรรครักษ์สันตินี้ จะมี พล.ต.ท.ถวิล สุรเชษฐพงษ์ เป็นหัวหน้าพรรค มี น.ส.พรเพ็ญ เพชรสุขศิริ เป็นเลขาธิการพรรค หลัง กกต.รับรองการจัดตั้งพรรค จะเปิดที่ทำการพรรคอย่างเป็นทางการย่านถนนเลียบทางด่วนรามอินทรา-เอกมัย โดย ร.ต.อ.ปุระชัยจะลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 และจะเดินสายหาเสียงทั่วประเทศ

