WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, April 5, 2011

ลมเปลี่ยนทิศ ไทยรัฐ:“ชาวใต้”นับล้านระทมทุกข์ “ปชป.”มัวห่วงประชุม“หัวคะแนน”

ที่มา thaifreenews

โดย lovethai

วิกฤตซ้ำใต้ รัฐบาล ปชป.ทำอะไร


วิกฤตฝนหลงฤดูที่ตกหนักต่อเนื่องจน น้ำท่วม แผ่นดินถล่ม ที่เกิดขึ้นในภาคใต้นานนับสัปดาห์ในเวลานี้ ต้องบอกว่ารุนแรงและสาหัสกว่าตอน น้ำท่วมหาดใหญ่ เยอะ ล่าสุดรัฐบาลประกาศ เพิ่มพื้นที่ภัยพิบัติอีก 2 จังหวัด รวมเป็น 10 จังหวัด แล้ว ประกอบด้วย ชุมพร, สุราษฎร์ธานี, นครศรีธรรมราช, กระบี่, พังงา, ตรัง, พัทลุง, สงขลา, สตูล และนราธิวาส

มีประชาชนได้รับความเดือดร้อนทั้งสิ้น 579,062 ครัวเรือน รวม 2,004,350 คน พื้นที่เกษตรเสียหายกว่า 900,000 ไร่ ถนน สะพาน และบ้านเรือนพังอีกไม่รู้เท่าไร

แต่น่าแปลกที่รัฐบาลประชาธิปัตย์ กลับไม่ค่อยทุ่มเทให้การช่วยเหลือประชาชนใน 10 จังหวัดภาคใต้ที่กำลังเดือดร้อนสักเท่าไร ทั้งๆที่มีคนเดือดร้อนกว่า 2 ล้านคน ไร้ที่อยู่อาศัย ไม่มีข้าวกิน ไม่มีน้ำกินน้ำใช้ ไม่มีไฟฟ้า

วันเสาร์ที่ 2 เมษายนที่ผ่านมานี้เอง คุณเทพเทือก สุเทพ เทือกสุบรรณ ที่มีข่าวว่าจะดัน คุณกรณ์ จาติกวณิช หรือ อภิรักษ์ โกษะโยธิน ขึ้นเป็น หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แทน คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในอนาคตอันไม่ไกลนี้ กลับพาผู้บริหารพรรคไปนั่งสัมมนาเครือข่ายพรรคประชาธิปัตย์กว่า 2,000 คน ที่โรงแรมสมุย ปาล์ม บีช รีสอร์ท บนเกาะสมุย ด้วยความสบายอกสบายใจ

ผมไม่เข้าใจ ผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ บริหารบ้านเมืองกันแบบไหน

ระหว่าง ประชาชน 2 ล้านกว่าคน ใน 10 จังหวัดใต้ ซึ่งกำลังเดือดร้อนสาหัสจากพายุฝนพัดถล่มกว่าสัปดาห์จนเกิดน้ำท่วม ดินถล่ม ถนนพัง สะพานขาด ติดต่อโลกภายนอกไม่ได้ บ้านเรือนเสียหายไปเกือบ 6 แสนครัวเรือน และที่สำคัญกว่านี้ ประชาชนที่กำลังเดือดร้อนกว่า 2 ล้านคนนี้ล้วนเป็น ฐานเสียงพรรคประชาธิปัตย์โดยตรง เลือกพรรคประชาธิปัตย์มาไม่รู้กี่หน

เทียบกับ การประชุมหัวคะแนนเพื่อหาเสียง ทั้งๆที่ยังไม่ได้ยุบสภา

เรื่องไหนจะสำคัญกว่ากัน

แต่ดูเหมือน คุณสุเทพ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ จะให้คำตอบที่ชัดเจนแล้วว่า เขาให้ความสำคัญกับการประชุมกับหัวคะแนน เพื่อวางแผนหาเสียงเลือกตั้ง มากกว่าความเดือดร้อนของคนใต้กว่า 2 ล้านคนใน 10 จังหวัด ที่ลงคะแนนเลือกพวกเขา แถมยังไปจัดประชุมกันที่เกาะสมุยให้คนใต้เจ็บใจเล่นอีกด้วย

ถ้าผมเป็น นายกฯอภิสิทธิ์ หรือ รองนายกฯสุเทพ ผมจะยุติกิจกรรมอย่างอื่นทั้งหมด และ ระดมลูกพรรคประชาธิปัตย์สายใต้ทุกคน ทั้ง รัฐมนตรี ส.ส. และ หัวคะแนนพรรค ลงไปให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของคนใต้กว่า 2 ล้านคนโดยเร็วที่สุด คนเราจะเห็นน้ำใจกันก็ในยามที่เดือดร้อนที่สุดนี่แหละ

แต่พรรคประชาธิปัตย์กลับไม่มีใจให้ นายกฯอภิสิทธิ์ก็แค่บินลงไปเยี่ยมประเดี๋ยวประด๋าวเป็นข่าวแล้วก็กลับ

การช่วยเหลือพ่อแม่พี่น้องที่ประสบภัยพิบัติในภาคใต้ครั้งนี้ ผมขอแสดงความชื่นชม 3 เหล่าทัพ คือ ทัพบก ทัพเรือ ทัพอากาศ ที่ทุ่มกำลังลงไปมากมาย ช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่ตลอด 24 ชั่วโมง แม้ในตอนแรกจะยังฝืดๆก็ตาม แต่สามสี่วันมานี้ถือว่าใช้ได้และเข้มแข็งเป็นอย่างยิ่ง สมควรได้รับคำชมเชย

การช่วยเหลือที่มีประสิทธิภาพที่สุด น่าจะเป็น เฮลิคอปเตอร์ กองทัพบก ที่ส่งไปช่วยส่งเสบียงอาหารและอพยพผู้คนที่ติดอยู่ตามที่ต่างๆ 7 ลำ เป็นแบบ ฮิวอี้ 3 ลำ ซีนุก 2 ลำ และแบล็กฮอว์ค 2 ลำ กองทัพอากาศก็ส่งเครื่องบินติดเครื่องกระจายเสียง บินกระจายข่าวให้ประชาชนไปรวมตัวกันที่จุดช่วยเหลือ และส่งเครื่องบินติดกล้องตรวจการณ์ขึ้นบิน เพื่อส่งข้อมูลจากกล้องไปที่ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย เพื่อรู้จุดช่วยเหลือ เป็นต้น

แค่ การเลือกช่วยเหลือประชาชนที่กำลังเดือดร้อนจากภัยพิบัติ 2 ล้านกว่าคน กับ การประชุมหัวคะแนนพรรค รัฐบาลประชาธิปัตย์ก็ยัง เลือกอย่างหลัง

ก็ไม่รู้อยากเป็นรัฐบาลไปเพื่อหาอะไรไม่ทราบ.



"ลม เปลี่ยนทิศ"


(ที่มา ไทยรัฐ , 4 เม.ย. 2554)

บทความมติชน :“มาร์ค”ผิดเต็มประตู แก้ปัญหา“น้ำท่วม”ล่าช้าซ้ำซาก

ที่มา thaifreenews

โดย lovethai

คิดแบบ "เฟอร์รารี่"


คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12

โดย สรกล อดุลยานนท์




เห็นการแก้ปัญหาอุทกภัยภาคใต้ของรัฐบาลแล้วผมคิดถึงเรื่องโรงพยาบาลเด็ก กับ "เฟอร์รารี่" ขึ้นมา

โรงพยาบาลเด็กแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา ออกแบบห้องฉุกเฉินสำหรับเด็กด้วยวิธีการใหม่

เขาติดต่อทีมงานของ "เฟอร์รารี่" มาช่วยวางแผน

ทีมงานชุดนี้ คือทีมในสนามแข่งรถสูตร 1 แบบเดียวกับรถแข่งที่ "กระทิงแดง" นำมาโชว์ที่ถนนราชดำเนิน

เพราะในสนามแข่งรถที่เร็วที่สุดในโลก หากเกิดปัญหากับตัวรถขึ้นมา ทีมนี้ต้องจัดการแก้ปัญหาในเวลาที่เร็วที่สุด

ไม่ใช่ชั่วโมง ไม่ใช่นาที

แต่เขาคิดเป็น "วินาที"

ทุกอย่างต้องคิดละเอียดทุกขั้นตอน

เอา "เวลา" เป็นตัวตั้ง

ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลเด็ก มีเป้าหมายเดียวกับทีมเฟอร์รารี่ คือต้องนำเด็กที่ป่วยหนักเข้าห้องฉุกเฉินให้เร็วที่สุด อุปกรณ์ทุกอย่างต้องพร้อมที่สุด และแพทย์ต้องปฏิบัติการให้เร็วที่สุด

หลักคิดแบบนี้ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ควรนำมาใช้กับการแก้ปัญหาน้ำท่วม

เอา "เวลา" มาเป็น "เป้าหมาย"

โดยเฉพาะการแก้ปัญหาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า ซึ่งเป็นปัญหาที่สำคัญที่สุด

1.การสื่อสารติดต่อกับภาครัฐ 2.ที่พัก-ห้องน้ำ 3.อาหาร-น้ำดื่ม 4.ยารักษาโรค 5.เสื้อผ้า

ทุกปัญหาต้องกำหนดเป้าหมายการแก้ปัญหาด้วย "เวลา"

เกิดน้ำท่วมขึ้น ต้องสามารถติดต่อหน่วยงานรัฐได้ภายในเวลาเท่าไร

เมื่อหน่วยงานของรัฐรู้ปัญหา ต้องส่งความช่วยเหลือไปถึงมือผู้เดือดร้อนภายในเวลาเท่าไร

ต้องกำหนดแผนงานและเป้าหมายเวลาเป็น "ชั่วโมง"

ไม่ใช่ 3 วัน 7 วัน ชาวบ้านยังต้องช่วยตัวเองอยู่เลย

อย่าลืมว่าคนที่เดือดร้อน 1 ชั่วโมง ก็เหมือนกับ 1 วัน

"นาฬิกาความรู้สึก" มันวิ่งเร็ว

อุปกรณ์ต่างๆ เช่น เรือท้องแบนต้องเตรียมพร้อม อาหาร-น้ำดื่ม ต้องออกแบบไว้เลย ต้องไม่เสียง่าย เปิดกินง่าย และมีวัสดุห่อหุ้มไม่ให้เปียกน้ำ ฯลฯ

เลิกเสียทีเถอะครับ น้ำท่วมที่นครศรีธรรมราช-กระบี่ แต่ส่งอาหาร-น้ำดื่มจากกรุงเทพฯไปช่วย

ทำไมไม่ซื้อจากจังหวัดใกล้ๆ เพื่อลดเวลาการขนส่ง

ทำไมไม่วางแผนประสานงานกับเทสโก้โลตัส บิ๊กซี หรือบริษัทเครื่องดื่มไว้ก่อน

มีปัญหาเมื่อไรก็ประสานงานให้ส่งจากจังหวัดใกล้เคียงไปก่อนเลย

อย่าลืมว่า "เวลา" มี "ราคา"

"ธนินท์ เจียรวนนท์" เจ้าสัวซีพี เจ้าของแนวคิด "2 สูง" ที่ "อภิสิทธิ์" นำมาใช้เคยบอกไว้ว่า "คนทำผิดครั้งแรกไม่ผิด แต่ทำผิดในสิ่งเดิม ครั้งที่ 2 นั่นคือ ความผิดที่แท้จริง"

น้ำท่วมครั้งนี้ ผมเห็นทุกหน่วยงานทำงานกันอย่างหนัก

แต่ที่น่าเสียดาย คือแผนในการแก้ปัญหาไม่ดีเลย

ครับ ถ้าน้ำท่วมใหญ่แบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในรอบ 10 ปี รัฐบาลยังสามารถอ้างเหตุผลได้ว่าเหนือความคาดหมาย

แต่น้ำท่วมใหญ่เพิ่งเกิดไม่นาน ไม่กี่เดือนเอง

รอยแผลยังสดๆ อยู่เลย

การแก้ปัญหาควรจะดีกว่านี้ไม่ใช่หรือครับ !



(ที่มา มติชน , 2 เมษายน 2554)

ญาติ'วีระ-ราตรี'บุกยื่นหนังสือขอ'ทักษิณ'ช่วยพ้นคุกเขมร

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



แม่และน้องชายวีระ สมความคิดพร้อมญาติ น.ส.ราตรี บุกพรรคเพื่อไทย ยื่นหนังสือ
ขอให้ อดีตนายกฯ 'ทักษิณ' ช่วยพ้นคุกเขมร ตัดพ้อรัฐบาล ไม่ชัดเจน แต่ยันไม่ได้เกิดความขัดแย้ง...

วันที่ 4 เม.ย. นางวิไลวรรณ และ นายปรีชา สมความคิด แม่และน้องชายของ นายวีระ สมความคิด
พร้อมด้วย นางสาววริสา ทองเงิน ญาติ ของนางสาวราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์
เดินทางเข้าพบนายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย เพื่อยื่นหนังสือ
ขอความช่วยเหลือ นายวีระ และ นางสาวราตรี
ที่ยังคงถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำเปรย์ซอว์ ประเทศกัมพูชา
โดยนายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า ฝ่ายของนางวิไลวรรณ ได้ประสานมายังตน
ให้ช่วยดำเนินการในเรื่องดังกล่าวโดยนายนพดลได้เป็นตัวแทนในการรับหนังสือ

ด้าน นางวิไลวรรณ กล่าวว่า เป็นระยะเวลานานกว่า 4 เดือนแล้ว
ที่ลูกของตนถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ ที่สำคัญร่างกายของคุณวีระก็ป่วยจากการที่ครอบฟันหลุด
ทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย ประกอบกับ โรคประจำตัวที่เป็นมานานกว่า 10 ปี ทั้งนี้
ได้รอความช่วยเหลือจากทางรัฐบาลมา 4 เดือนแล้ว ยังไม่คืบหน้า
ซึ่งปัจจุบันสุขภาพของตนก็ไม่ไหว จะไปเยี่ยมลูกก็ลำบาก เห็นสภาพแล้วทนไม่ไหว
รู้สึกเครียดมาก หมดหนทางแล้ว จนนึกถึงทางพรรคเพื่อไทย ที่ได้เคยให้ความช่วยเหลือ
นายศิวรักษ์ ชุติพงษ์ ในข้อหาเดียวกันกับทั้ง 2 คน ดังนั้น
จึงอยากให้ทางพรรคเพื่อไทยดำเนินการอีกแนวทางหนึ่ง

ขณะที่นายปรีชา สมความคิด กล่าวว่า การที่เดินทางมายื่นหนังสือ ขอให้พรรคเพื่อไทยช่วยนั้น
ยืนยันไม่ได้มีความขัดแย้งกับทางรัฐบาล ยังคงให้เกียรติ ในเรื่องการช่วยเหลือ
นายวีระ และ นางสาวราตรี ซึ่งในช่วงเดือนแรกที่ถูกจับ ทางครอบครัวก็ยังไม่มีการเคลื่อนไหว
แต่พอเวลาผ่านไปรัฐบาลยังไม่มีความชัดเจน ทั้งนี้ ล่าสุดวันที่ 25 มีนาคม ที่ผ่านมา
ได้มีการยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อใช้อำนาจรัฐในการเจรจากับรัฐบาลของกัมพูชา
ให้ช่วยบุคคลทั้ง 2 โดยขีดเส้นไว้ 7 วัน ซึ่งเวลาดังกล่าวได้ล่วงเลยมาแล้ว
แต่ยังไม่ได้รับการยืนยันใด ๆ จากภาครัฐ ดังนั้นทางครอบครัว
จึงตัดสินใจขอความช่วยเหลือทางพรรคเพื่อไทยอีกแนวทางหนึ่งเท่านั้น อย่างไรก็ตาม
เรื่องดังกล่าวทางครอบครัวได้ดำเนินการ โดยที่ยังไม่ได้ปรึกษากับนายวีระ
เพราะคิดว่า อยากให้หลายฝ่ายช่วยกันดำเนินการ ช่วยเหลือพี่ชายของตนออกมาได้เร็วที่สุด
ส่วนนางสาวริสา กล่าวเพียงสั้น ๆ ว่า ยังไงก็ได้ แต่ขอให้น.ส.ราตรีกลับมาโดยเร็วที่สุดก็พอ

ทั้งนี้ นายนพดล ซึ่งเป็นตัวแทนรับหนังสือ กล่าวว่า จะส่งหนังสือไปให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ
แต่ตอนนี้อดีตนายกรัฐมนตรี กำลังเดินทางอยู่แถวประเทศตะวันออกกลาง
จากนั้น คงต้องไปหารือกับ สมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ว่าสามารถช่วยเหลือได้หรือไม่
โดยทั้งนี้ ทางพรรคมองเห็นว่าเป็นเรื่องของหลักมนุษยธรรม
การที่นายวีระและนางสาวราตรี เป็นคนไทย ดังนั้น ต้องช่วยกัน ไม่ได้มองว่าเป็นการขัดแย้ง
อีกทั้งคงต้องรอดูท่าทีของนายวีระ อีกด้วย ว่ารับรู้เรื่องที่เกิดขึ้นและเห็นด้วยหรือไม่
ที่จะให้พรรคเพื่อไทยช่วยเหลือ อย่างไรก็ตาม
กระบวนการเบื้องต้น คงเป็นเรื่องภายในของประเทศกัมพูชา ที่จะต้องมีการหารือกันอีกครั้ง


http://www.thairath.co.th/content/pol/161241

Re:

โดย ลูกชาวนาไทย



ช่วย ก็จะหาว่าแทรกแซงระบบยุติธรรมของกัมพูชา และคนที่ทำผิดก็ไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือจากทักษิณเลย
เขาใช้เป็นแค่หมากกดดันรัฐบาลเท่านั้น

แต่ผมไม่มีความเห็นเรื่องนี้ จะปฎิเสธก็จะหาว่าไร้มนุษยธรรม รับปากหากทำไม่ได้ก็เสียหาย
ดังนั้นรับเรื่องไว้แล้วติดต่อกัมพูชาอย่างเป็นทางการก็พอแล้ว ส่วนเขาจะตกลงหรือไม่ ก็ต้องแล้วแต่กัมพูชา
เรื่องนี้มันดังมากแล้ว ยากที่จะใช้ความสัีมพันธ์ส่วนตัวได้ กรณีวิศวกร นั้นมันเป็นการกระทำต่อทักษิณโดยตรง ไม่ได้เป็นผลประโยชน์อะไรของกัมพูชา เขาแค่ดูแลเกิดในบ้านเขาเท่านั้น คนกัมพูชาก็คงไม่ได้คิดอะไรมาก ถือว่าคนที่โดนประทุษร้าย เขาอภัยให้แล้ว ขอร้อง เขาก็แสดงน้ำใจอภัยโทษมา

กรณี นายวีระ สมความคิด เป็นการท้าทายอำนาจของกัมพูชาโดยตรง เป็นผลเกียติภูมิของประเทศเขา หากกัมพูชายอมให้ทักษิณล็อบบี้เรื่องนี้ ฮุนเซนก็คงเสียหาย จะหาว่าถูกแทรกแซงอธิปไตย ยังไงก็ต้องให้เรื่องเงียบไปก่อนอย่างน้อยก็ติดคุกสองสามปีแน่นอน และเขาคงไม่ยอมในยุครัฐบาลอภิสิทธิ์

ตาสว่างที่อ่างทอง

ที่มา thaifreenews

โดย vinitaya

ตาสว่างที่อ่างทอง

สามเมษาตาสว่างที่อ่างทอง
ประชาร้องเย้ยฟ้าข้าจะสู้
จะยืนหยัดท้าอธรรมที่ทำกู
ให้โลกรู้คนเสื้อแดงไม่เลิกรา

พร้อมลุกสู้ยืนหยัดขจัดภัย
เผด็จการผลาญไทยให้สิ้นท่า
นำประชาธิปไตยให้กลับมา
ใช้ปกครองพาราประเทศไทย

พวกอำมาตย์ไร้ธรรมระยำแย่
ที่รังแกประชาจงจำไว้
ประชาชนเขารู้ทันท่านเป็นใคร
ตาสว่างกันไปทั้งแผ่นดิน

จากนี้ไปเขารู้สิ้นแผ่นดินทั่ว
อำมาตย์ชั่วตัวกาลีเขารู้สิ้น
สั่งสังหารคนตายหลายชีวิน
คนอ่างทองรู้สิ้นตาสว่างกัน

นับจากนี้จะเดินหน้าไม่ลามือ
อุดมการณ์ยืดถือไม่เหหัน
ตะโกนกู่ทายท้าทุกคืนวัน
จากนี้นั้นประชาจะท้าทาย

เสียงสาปแช่งทุกแห่งจะแข่งขัน
จากตรงนั้นไปตรงนี้ไม่มีหาย
เกิดเพราะฆ่าประชาชนจนมากมาย
คนจึงแช่งอยากให้ตายทุกคืนวัน


วินิตยา
04/04/2554

‘พสิษฐ์’เตรียมขึ้นเวทีเสื้อแดงชุมนุมครบรอบ1ปี10เม.ย.มีเซอร์ไพรส์ 'จตุพร' ดักคออย

ที่มา thaifreenews

โดย สุรชัย..namome

‘พสิษฐ์’เตรียมขึ้นเวทีเสื้อแดงชุมนุมครบรอบ1ปี10เม.ย.มีเซอร์ไพรส์ 'จตุพร' ดักคออย่าอุ้ม



“นาย พสิษฐ์จะขึ้นปราศรัยในเวลาประมาณ 18.00 น. โดยจะเป็นการเปิดใจพูดเกี่ยวกับเรื่องทั้งหมด ขอร้องผู้มีอำนาจว่าอย่าได้หิ้วตัวนายพสิษฐ์ไปก่อนที่จะได้พูดความจริงกับ ประชาชน หรืออย่าตัดสัญญาณถ่ายทอดช่วงที่นายพสิษฐ์พูด”

“พสิษฐ์” เข้ามอบตัวกับตำรวจแล้ว ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา เผยหลบไปอยู่ฮ่องกงตั้งแต่เกิดเรื่องและเข้าประเทศทางภาคใต้โดยไม่ผ่านด่าน ตรวจคนเข้าเมือง เตรียมขึ้นเวทีเสื้อแดงปราศรัยครบรอบ 1 ปี เหตุการณ์สลายการชุมนุมวันที่ 10 เม.ย. “จตุพร” ระบุจะเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่ผูกโยงให้เห็นขบวนการยุบพรรคพลังประชาชน ดักคอฝ่ายคุมอำนาจอย่าชิงอุ้มตัวไปก่อน โฆษก นปช. คุยเวทีปราศรัยจะมีเซอร์ไพรส์ให้ตื่นเต้นตลอดเวลา “ธิดา” ปลุกเสื้อแดงร่วมสอดส่องการเลือกตั้งให้เป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม เพราะบางฝ่ายยังมีแนวคิดสร้างสถานการณ์เพื่อปิดประเทศจัดระเบียบตามที่ต้อง การนาน 5 ปี

นายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ อดีตเลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ต้องหาตามหมายจับคดีเป็นเจ้าพนักงานรู้หรืออาจรู้ความลับในราชการ กระทำการใดๆอันมิชอบด้วยหน้าที่ให้ผู้อื่นล่วงรู้ความลับนั้น และร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 เดินทางมาพร้อมนายประชุม ทองมี ทนายความ เข้ามอบตัวที่กองปราบปราม

“พสิษฐ์” ปฏิเสธข้อหาได้ประกันตัว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พนักงานสอบสวนใช้เวลาสอบปากคำนานกว่า 3 ชั่วโมง โดยนายพสิษฐ์ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา จากนั้นยื่นหลักทรัพย์เป็นเงินสด 75,000 บาทประกันตัวออกไป

พ.ต.อ.นัยวัฒน์ ผะเดิมชิต รอง ผบก.ป. เปิดเผยว่า นายพสิษฐ์ให้การว่าหลบไปอยู่ที่ฮ่องกง เข้ามอบตัวเพราะทนแรงกดดันจากการติดตามของเจ้าหน้าที่ไม่ไหวและไม่อยากอยู่ แบบหลบซ่อนจึงเดินทางกลับประเทศ แต่ไม่ได้ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองปรกติ โดยหลบเข้ามาทางภาคใต้ ส่วนผู้ต้องหาอีกคนที่ร่วมกันกระทำความผิดคือ น.ส.ชุติมา หรือพิมพิจญ์ แสนสินรังสี อายุ 29 ปี อดีตข้าราชการระดับ 3 ศาลรัฐธรรมนูญ นายพสิษฐ์ยืนยันว่าไม่ได้ติดต่อกัน

ตำรวจเร่งสรุปสำนวนส่งอัยการ

“ได้ขอให้นายพสิษฐ์ติดต่อกับ น.ส.ชุติมาเพื่อให้เข้ามอบตัวเพราะเชื่อว่ายังหลบอยู่ภายในประเทศ ส่วนเรื่องการรักษาความปลอดภัยนายพสิษฐ์นั้นเชื่อว่าเขามีคนดูแลอยู่แล้วจึง ไม่ได้ร้องขอเรื่องนี้กับตำรวจ” พ.ต.อ.นัยวัฒน์กล่าวและว่า จะพยายามเร่งสรุปสำนวนคดีส่งให้อัยการภายในสัปดาห์นี้

ด้านนายพสิษฐ์ไม่ได้ให้สัมภาษณ์ใดกับผู้สื่อข่าว โดยกล่าวเพียงว่า “เขาไม่ให้ผมพูด”

นปช. ดึง “พสิษฐ์” ขึ้นเวทีปราศรัย

นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แดงทั้งแผ่นดิน เปิดเผยว่า การชุมนุมของ นปช. ในวันที่ 10 เม.ย. นี้ นายพสิษฐ์ที่เป็นจิ๊กซอว์คนสำคัญในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ พรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย ที่ตกเป็นผู้ต้องหาหลังเปิดเผยคลิปการสนทนาของคนในพรรคประชาธิปัตย์เกี่ยว กับคดียุบพรรค และเปิดโปงการโกงสอบเข้าเจ้าหน้าที่ศาลจะร่วมขึ้นเวทีปราศรัยด้วย

ล็อกคิวพูด 6 โมงเย็นวันที่ 10 เม.ย.

“นายพสิษฐ์จะขึ้นปราศรัยในเวลาประมาณ 18.00 น. โดยจะเป็นการเปิดใจพูดเกี่ยวกับเรื่องทั้งหมด ขอร้องผู้มีอำนาจว่าอย่าได้หิ้วตัวนายพสิษฐ์ไปก่อนที่จะได้พูดความจริงกับ ประชาชน หรืออย่าตัดสัญญาณถ่ายทอดช่วงที่นายพสิษฐ์พูด”

นายจตุพรกล่าวอีกว่า สัปดาห์หน้าจะเดินทางไปสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่ง ชาติ (ป.ป.ช.) พร้อมญาติผู้เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุม เพื่อยื่นให้สอบเอาผิดนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี และผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ที่ไม่ดำเนินการตามกฎหมายในกรณีการชันสูตรพลิกศพผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ สลายการชุมนุม

จี้ศาลชี้แจงไม่ให้ประกันแนวร่วม

ส่วนการช่วยเหลือประกันตัวแนวร่วมทั่วประเทศนั้น นายจตุพรกล่าวว่า หากศาลยังไม่ให้ประกันตัวต้องชี้แจงเหตุผลให้ได้ การอ้างว่าเป็นคดีร้ายแรงไม่เหมาะสม เพราะระดับแกนนำที่ถูกตั้งข้อหาก่อการร้ายได้รับการประกันตัวทุกคน ไม่มีข้อหาไหนร้ายแรงกว่านี้แล้ว ศาลต้องอธิบายว่าใช้มาตรฐานอะไรในการพิจารณา

นายวรวุฒิ วิชัยดิษฐ โฆษก นปช. กล่าวว่า การชุมนุมวันที่ 10 เม.ย. จะเริ่มเวลา 15.00 น. โดยการนิมนต์พระสงฆ์มารับสังฆทานเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ผู้เสียชีวิต จากนั้นจะเริ่มการปราศรัยโดยจะมีเซอร์ไพรส์ทุกช่วงเวลา

ยันยังมีความพยายามล้มเลือกตั้ง

“ขณะนี้ยังมีกลุ่มกระบวนการไม่ต้องการเลือกตั้ง เป็นกลุ่มที่สนับสนุนปฏิวัติเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 โดยพยายามบีบให้คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ลาออกเพื่อจัดการเลือกตั้งไม่ได้ หรือแม้มีเลือกตั้งก็จะใช้วิธีการเดิมๆจัดการกับฝ่ายตรงข้าม ขอให้พี่น้องเสื้อแดงจับตาระวังและเตรียมตัวให้พร้อม”

นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ รักษาการประธาน นปช. กล่าวว่า วันนี้ยังมีแนวร่วมอีกหลายคนที่ไม่ได้รับการประกันตัว โดยอ้างว่าเป็นคดีร้ายแรง แสดงให้เห็นว่าบ้านเมืองยังไม่ปรกติ ซึ่งทีมกฎหมายจะยื่นอุทธรณ์ขอประกันตัวแนวร่วมที่เหลือทุกคนโดยเร็ว

เรียกร้องเสื้อแดงตรวจสอบเลือกตั้ง

“ยืนยันว่ายังมีกลุ่มจารีตนิยมสุดโต่งต้องการทำรัฐประหาร ไม่อยากให้มีการเลือกตั้ง โดยต้องการให้ปิดประเทศ 5 ปี แต่คนเสื้อแดงต้องการให้มีการเลือกตั้ง โดยจะตรวจสอบให้เป็นไปอย่างโปร่งใส ยุติธรรม ขอให้มั่นใจว่ายุคนี้จะเป็นยุคสุดท้ายของระบอบอำมาตยาธิปไตย เพราะเขาไม่อาจต้านกระแสของประชาชนที่ต้องการความเท่าเทียม ความเสมอภาคได้อีกต่อไป” นางธิดากล่าวและว่า ขอให้คนเสื้อแดงมั่นใจว่าการต่อสู้ของเราเดินมาถูกทางแล้ว

วรเจตน์ ภาคีรัตน์

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



“ทางกลุ่ม (นิติราษฎร์) จะพยายามทำงานวิชาการในลักษณะนี้ต่อไปอีก
แต่ก็มีปัญหาในแวดวงวิชาการ ผมรู้สึกและประเมินว่ามีความมืดมนอยู่
ผมไม่คิดว่าข้อเสนอนี้จะได้รับการตอบรับในวงกว้าง
ผมคิดว่าแวดวงวิชาการเองก็ไม่ต่างกับแวดวงอื่นๆ มันมีเครือข่าย มีผลประโยชน์
การจะให้ออกมาพูดในเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องยาก แต่อย่างน้อยก็เป็นการกระตุ้น แม้แต่การคัดค้านก็ตาม”

นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)
หนึ่งในผู้ก่อตั้ง “กลุ่มนิติราษฎร์ (นิติศาสตร์เพื่อราษฎร)”
และเว็บไซต์ www. enlightened-jurists.com กล่าวตอบนายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลังการอภิปรายเรื่อง
“กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” เมื่อวันอาทิตย์ที่ 27 มีนาคมที่ผ่านมา
ซึ่งนายสมศักดิ์เป็นหนึ่งในนักวิชาการที่เคลื่อนไหวให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ
ในประเด็นสถาบันกษัตริย์มาอย่างต่อเนื่อง
เพราะเห็นว่าที่ผ่านมาสถาบันกษัตริย์เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ทางการเมืองอย่างแยกกันไม่ออก
จึงต้องแก้ทั้งตัวบทกฎหมายในรัฐธรรมนูญและอุดมการณ์ทางความคิดไปพร้อมๆกัน
เพื่อให้ “สถาบันกษัตริย์ทรงเป็นสัญลักษณ์ถึงความสามัคคีของประ-ชาชน” อย่างแท้จริง
เพราะตราบใดที่ไม่สามารถหยุดการใช้อำนาจที่ล้อมรอบสถาบันกษัตริย์ได้
ก็ไม่อาจจะบรรลุเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตยได้

สถาบันกับวิกฤตการเมือง

นายสมศักดิ์ได้กล่าวถึงวิกฤตการณ์บ้านเมืองที่ดึงสถาบันมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองว่า
ไม่ใช่สิ่งที่แสดงออกเรื่องการใช้สิทธิรักหรือเคารพในหลวงเลย
โดยเฉพาะการเข่นฆ่ากลางเมืองเมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553
เช่นเดียวกับคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ที่นำสถาบันมาอ้าง
ในการทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549
จนกลายเป็นความอัปยศและหายนะของประเทศมาจนถึงทุกวันนี้

ขณะที่คำแถลงที่มาของ “กลุ่มนิติราษฎร์” เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2553 ระบุว่า
รัฐประหาร 19 กันยา-ยน 2549 ของ “คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบ
ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” เป็นรัฐประหารที่อัปยศ
และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการรวมตัวกันของกลุ่มคนกลุ่มเล็กๆ
ที่ประกอบอาชีพสอนวิชากฎหมายในสถานการณ์ที่คนจำนวนมากยินดีกับรัฐประหาร
ส่วนผู้ที่ไม่เห็นด้วยไม่สามารถทำอะไรได้ จึงเกิด “กลุ่มนิติราษฎร์”
และตัดสินใจออกแถลงการณ์ประณามรัฐประหาร

“ภายหลังรัฐประหารสำเร็จประเทศไทยตกอยู่ภายใต้สถานการณ์
ที่กฎหมายถูกนำไปใช้อย่างบิดเบี้ยว ทั้งการตราตัวบทกฎหมาย
ที่ไม่สอดคล้องกับนิติรัฐประชาธิปไตย
การใช้และการตีความกฎหมายขององค์กรผู้มีอำนาจไปในทิศทาง
ที่ไม่สนับสนุนนิติรัฐประชาธิปไตย และก่อให้เกิดความไม่ยุติธรรม
ซึ่งเราได้แสดงความเห็นผ่านแถลงการณ์สาธารณะวิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์เหล่านี้อย่างสม่ำเสมอ”

จุดยืนกลุ่มนิติราษฎร์

กลุ่มนิติราษฎร์ที่ประกอบด้วยนักวิชาการที่ประ-กอบอาชีพสอนวิชากฎหมายคือ
น.ส.จันทจิรา เอี่ยมมยุรา
นายฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล
นายธีระ สุธีวรางกูร
นายประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช
นายปิยบุตร แสงกนกกุล
นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ และ
น.ส.สาวตรี สุขศรี
จึงเป็นการประกาศตัวเป็นปรปักษ์กับอำนาจเผด็จการอย่างไม่ เกรงกลัว
ทั้งที่ขณะนั้น คมช. ยังมีอำนาจ และกระแสต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กับพวก
ยังเป็นกระแสที่รุนแรง แต่กลุ่มนิติราษฎร์ให้เหตุผลว่า
หวังจะเป็นฟันเฟืองหนึ่งในการสถาปนาอุดมการณ์กฎหมาย-การเมืองนิติรัฐประชาธิปไตย
เพื่อให้ “อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย” และ
“มนุษย์ทั้งปวงเกิดมามีอิสระและเสมอภาคกันในศักดิ์ศรีและสิทธิ”

อย่างที่นายวรเจตน์ได้ประกาศใน “นิติราษฎร์ฉบับที่ 1” ว่า
นับตั้งแต่การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ปฏิเสธไม่ได้ว่า
กฎหมายถูกใช้เป็นเครื่องมือช่วงชิงอำนาจและสร้างความชอบธรรมให้กับอำนาจ
นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างบาดแผลที่ลึกอย่างยิ่ง
ให้กับวงการกฎหมายและวงวิชาการนิติศาสตร์ไทย
สร้างความอยุติธรรมอย่างรุนแรงให้เกิดขึ้นกับผู้คนในสังคม
ขณะที่คนจำนวนหนึ่งที่มีบทบาทชี้นำสังคมและนักกฎหมายที่เป็นชนชั้นนำ
ก็ปิดล้อมความคิดความอ่านของผู้คนด้วยการ
ยกเอาข้อธรรม ความเชื่อในทางจารีตประเพณี
ตลอดจนบุคคลที่ถูกสร้างให้เป็นที่ยึดถือศรัทธาขึ้นเป็นกรงขัง
การใช้เหตุผลและสติปัญญาของผู้คน

“เพื่อจะไปให้พ้นจากสภาวะเช่นนี้ เราเห็นว่าสังคมไทย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งวงการกฎหมายและวงวิชาการนิติศาสตร์
จะต้องก้าวข้ามยุคมืดไปสู่ยุคแห่งความสว่างไสวทางสติปัญญา
หรือที่บางท่านเรียกว่ายุคภูมิธรรมหรือยุคพุทธิปัญญา
(Enlightenment; les Lumières; Aufklärung ดังที่ได้เคยเกิดมาแล้วในยุโรป
โดยเฉพาะอย่างยิ่งยุคภูมิธรรมหรือพุทธิปัญญาในช่วงศตวรรษที่ 17 และ 18
ซึ่งในที่สุดแล้วเป็นรากฐานสำคัญ
ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย”

นายวรเจตน์ขยายความลักษณะของ Enlightenment คือ
การเกิดความเคลื่อนไหวทางความคิดในทุกแขนงวิชาในลักษณะ
การตั้งคำถาม
การวิพากษ์วิจารณ์
การสงสัยต่อสิ่งที่ยอมรับเด็ดขาดเป็นยุติ
ห้ามโต้แย้ง ห้ามคิดต่าง เช่น ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
หรือคำสอนทางศาสนา โดยถือว่า “เหตุผล” มีคุณค่าเท่าเทียมกับ “ความดี”
การใช้สติปัญญาครุ่นคิดตรึกตรอง ไม่หลงเชื่ออะไรอย่างงมงายมีค่าเป็นคุณธรรม
ซึ่งมนุษย์ทั้งหลายสามารถได้รับการฝึกฝนให้ใช้สติปัญญาและถือว่า
เหตุผลเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการรับรู้ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นรอบตัวอย่างเท่าทัน
ดังคำขวัญของ Immanuel Kant (ค.ศ. 1724-1804) นักปรัชญาผู้เรืองนามชาวเยอรมัน
ที่ให้ไว้ว่า “จงกล้าที่จะใช้ปัญญาญาณแห่งตน!”
(Habe Mut, dich deines eigenen Verstandes zu bedienen!)

“ยุคแห่งความสว่างไสวทางสติปัญญาคือ
ยุคที่เสรีภาพจะเข้าแทนที่สมบูรณาญาสิทธิ์
ความเสมอภาคจะเข้าแทนที่ระบบชนชั้น
เหตุผล ความรู้ วิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์จะเข้าแทนที่อคติและความงมงายทั้งหลาย” นายวรเจตน์กล่าว

ถูกยัดเยียดข้อหา

ขณะที่นายปิยบุตร อาจารย์หนุ่มไฟแรงของกลุ่ม
ตั้งคำถามกับสังคมการเมืองไทยแบบตรงๆในสภาวะที่สังคมแตกแยกแบ่งขั้วว่า
แม้แต่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในคณะนิติศาสตร์บรรยากาศยังเปลี่ยนไป
ทั้งในแง่กายภาพและด้านความรู้

“การรู้จัก ความคุ้นเคย เปลี่ยนไปเยอะมาก ปฏิเสธไม่ได้ว่าตั้งแต่ 19 กันยา 2549
ทำให้คนเห็นต่างกันมากขึ้น ทะเลาะกันมากขึ้น
ในทางความคิดคุยกันไม่ค่อยสนิทใจกับคนคิดต่าง
แต่ผมพยายามไม่คุยเรื่องที่คุยแล้วอาจทะเลาะกัน
อย่างกลุ่ม 5 อาจารย์เราก็สนทนา กัน ตั้งวงคุยกัน บรรยากาศที่เห็นต่างกัน
หรือความ รู้สึกคุยกันไม่ได้เหมือนเดิมก็พอปรับตัวได้
แต่ขอข้อเดียว อันนี้เป็นความรู้สึกส่วนตัว คือ
ผมไม่ชอบข้อหากับวิธีการยัดข้อหา การแทงข้างหลัง
กล่าวร้ายกับกลุ่มพวกผมในที่ลับ ผมคิดว่าการคิดต่างน่าจะคุยกันตรงไปตรงมาได้
ยกตัวอย่างเช่น
มีข่าวลือพูดกันขนาดว่าจะไล่ให้พวกผมเผาตำราทิ้งไปอยู่ดูไบหรือมอนเตเนโกร
ซึ่งจริงๆถ้าไม่เห็นด้วยน่าจะแลกเปลี่ยนคุยกันตรงๆได้ในทางวิชาการ”

นักวิชาการแกะดำ

กลุ่มนิติราษฎร์ โดยเฉพาะนายวรเจตน์จึงตกเป็นเป้าที่ถูกโจมตีอย่างรุนแรง
จากทั้งภาคประชาชนเสื้อเหลือง นักวิชาการ ฝ่ายการเมืองที่อยู่ตรงข้าม
และมีความคิดแตกต่างว่าเป็น “นักวิชาการเสื้อแดง” หรือ “นักวิชาการแกะดำ”
ทั้งที่ความเห็นหรือแถลงการณ์ต่างๆของกลุ่มนิติราษฎร์
เป็นการวิเคราะห์และวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงวิชาการชัดเจน
โดยเฉพาะข้อกฎหมายและมิติในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

แต่ต้องยอมรับว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มนิติราษฎร์เกือบทุกเรื่อง
ล้วนทำให้ผู้มีอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือกลุ่มผู้มีอำนาจนอกรัฐธรรมนูญไม่พอใจ
โดยเฉพาะการชี้ให้สังคมเห็นถึงปัญหานิติรัฐและกระบวนการยุติธรรม “สองมาตรฐาน” ที่เกิดขึ้น

รัฐธรรมนูญอำพราง

อย่าง “รัฐธรรมนูญปี 2550” นายวรเจตน์ระบุว่า
เมื่อพิจารณาในทางนิติศาสตร์แล้วถือเป็นรัฐธรรมนูญ
ที่เขียนขัดแย้งกันเองมากที่สุดฉบับหนึ่ง
ซึ่งมีการซ่อนเร้นอำพรางแนวความคิดทางกฎหมาย
ที่เป็นปรปักษ์กับหลักนิติรัฐหรือหลักนิติธรรมอย่างชัดเจน

ส่วน “ตุลาการภิวัฒน์” เป็นหน้าฉาก
ที่เรียกร้องให้ศาลแผ่ขยายบทบาทเข้าไปแก้ปัญหาทางการเมือง
โดยอ้างอิงหลักการจากประเทศที่เป็นนิติรัฐ
แต่หลังฉากคือข้อเรียกร้องให้ศาลใช้อำนาจทางกฎหมายเข้าจัดการกับปรปักษ์ทางการเมือง
โดยอ้างหลักกฎหมายจากต่างประเทศอย่างครึ่งๆกลางๆ
โดยไม่ได้คำนึงถึงลักษณะโครงสร้างอำนาจตุลาการของไทยเลยว่ามีพัฒนาการมาอย่างไร
ตลอดจนไม่ได้คำนึงถึงโครงข่ายความสัมพันธ์ของกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมือง
โดยเฉพาะกลุ่มผลประโยชน์ในระดับบน

“ตุลาการภิวัฒน์” (หรือบางท่านเรียกว่า ตลก. ภิวัฒน์)
จึงมีความหมายเท่ากับ “การบิดเบือนการใช้อำนาจตุลาการ”
ซึ่งประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งหลายถือว่าเป็นความผิดอาญาเท่านั้น

ค้านคดียึดทรัพย์ “ทักษิณ”

นายวรเจตน์ยังระบุว่า
จากการตัดสินคดีหลายคดีนับตั้งแต่ก่อนรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เรื่อยมา
จนกระทั่งหลังการรัฐประหาร ต่อเนื่องมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน
เป็นการตัดสินคดีที่องค์กรตุลาการ (ผู้พิพากษา ตุลาการ)
เข้าทบทวนตรวจสอบการใช้อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร
หรือตรวจสอบบรรดาบุคคลที่ดำรงตำแหน่งในทางการเมือง
โดยสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่ถูกต้องเป็นธรรมจริงหรือไม่
การกล่าวอ้างสิ่งที่เรียกว่า “ตุลาการภิวัฒน์”
ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการให้คุณค่าในถ้อยคำดังกล่าวด้วยว่า
เป็นสิ่งที่ดีหรือเป็นตัวแทนของคุณธรรมความดีงามทั้งปวง

อย่างคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ตัดสินให้ยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัว 46,000 ล้านบาท เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553
กลุ่มคณาจารย์นิติราษฎร์ก็ออกบทวิเคราะห์คำพิพากษายึดทรัพย์ในทุกประเด็นว่าทำไมจึง
“ไม่อาจเห็นพ้องด้วยได้” เพราะเห็นว่าคำพิพากษาไม่ได้วินิจฉัยแยกแยะว่า
ประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการกระทำที่เป็นการเอื้อประโยชน์แต่ละกรณีเกิดขึ้นเมื่อใด
แต่วินิจฉัยว่าราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นนั้นได้เกิดขึ้นอย่างไม่สมควร
นับตั้งแต่วันที่ พ.ต.ท.ทักษิณดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และมีสาเหตุเพียงประการเดียวคือ
เกิดจากการที่ พ.ต.ท.ทักษิณปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ
จนนำไปสู่การพิพากษาให้ยึดทรัพย์สิน

ประณามสลายเสื้อแดง

ส่วนการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แดงทั้งแผ่นดิน
ซึ่งรัฐบาลได้ประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน
และนำไปสู่การใช้กำลังทหารนับหมื่นพร้อมอาวุธสงครามสลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงนั้น
นายวรเจตน์ได้เขียนบทความเรียกร้องให้ยกเลิกประกาศ คำสั่ง และข้อกำหนด
ที่เกี่ยวข้องโดยทันทีและ ไม่มีเงื่อนไข
เพราะเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง
เป็นการใช้อำนาจเพื่อทำให้มาตรการที่ปรกติแล้วไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ในทางเนื้อหาให้กลายเป็นมาตรการที่ชอบด้วยกฎหมายในทางรูปแบบ
ซึ่งไม่ช่วยแก้ไขวิกฤตให้บรรเทาเบาบางลงแล้ว
ยังเป็นตัวเร่งให้สถานการณ์ตึงเครียดและรุนแรงมากขึ้น

“วันนี้เราลืมถามประเด็นนี้ไป
เพราะเราไปพูดถึงเรื่องคืนความสุข กลายเป็นว่าคนมาชุมนุมสร้างความทุกข์
คนที่คิดอย่างนี้ไม่รู้ว่าคนที่มาชุมนุมจำนวนไม่น้อยเขาทุกข์กว่าพวกคุณไม่รู้กี่เท่า
แล้วก็ไม่เคยมีความสุขอย่างที่พวกคุณมี ภายใต้โครงสร้างของสังคมที่เป็นอยู่นี้
หลายคนรู้สึกโล่งใจว่าจบสักทีหนึ่ง แต่หารู้ไม่ว่านี่คือการสร้างปัญหาใหม่
ซึ่งมันจะแก้ยากกว่าเดิม”

โดยเฉพาะการทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก รวมถึงการเผากลางเมืองนั้น
รัฐบาลต้องรับผิดชอบ ซึ่งเกิดหลังการใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุม เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม
เพราะ 2 เดือนของการชุมนุมไม่ เกิดการเผา
หรืออาจบอกว่าคนเสื้อแดงคือคนที่รักษาบ้าน เมืองไว้ไม่ให้ถูกเผา
แต่เมื่อรัฐบาลใช้กำลังเข้าสลายจึงทำให้เกิดการเผา คือ
ถ้าไม่มีการใช้อาวุธหนักเข้าสลายการชุมนุมก็จะไม่มีการเผาหรือไม่มีการเปิดโอกาสให้เผา
เหมือนกรณีที่มีผู้ถูกยิงเสียชีวิตถึง 91 ศพ บอกว่าไม่รู้ใครยิง แต่กลับบอกว่าทหารไม่ได้ยิง
ทั้งที่ยังไม่มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริง หากเกิดความรุนแรงแบบนี้
รัฐบาลต้องแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองแล้ว ทั้งที่เคยพูดว่า
ความรับผิดชอบทางการเมืองต้องสูงกว่าหรือต้องมาก่อนความรับผิดชอบทางกฎหมาย

ประเด็นร้อนมาตรา 112

โดยเฉพาะการเสนอให้แก้ไขเพิ่มเติม “กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”
ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน
และยิ่งทำให้กลุ่มนิติราษฎร์ถูกต่อต้านจากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยมากยิ่งขึ้นนั้น
กลุ่มนิติราษฎร์ตระหนักดี โดยนายปิยบุตรยืนยันว่า เป็นข้อ เสนอที่ถือว่า
ประนีประนอมที่สุดแล้ว เพราะคนเราไม่ควรติดคุกด้วยคำพูด ถ้าทำได้ทั้งระบบ คือ
เหลือแค่โทษปรับก็น่าจะเป็นไปได้
ส่วนเรื่องข้อเสนอให้ยกเลิกมาตรา 112 ไม่จำเป็นต้องคิดอะไรสลับซับซ้อน
(อ่านบทความประกอบในคอลัมน์ถนนประชาธิปไตย หน้า 9)

“ผมสังเกตว่าหลังการเสวนาเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2553 ก็มีการพูดประเด็นเหล่านี้มาก
ผมคิดถึงคนอย่างคุณดา ตอร์ปิโด คือคนที่เขาอยากพูดแต่พูดไม่ได้
แต่เมื่อมีคนไปส่งเสริมให้เขาพูด พอพูดแล้วก็โดนทุบอีก
ภายใต้สังคมปัจจุบันไม่มีทางอื่นใดอีกเลยที่เราจะรักษา
ให้สามัญชนคนธรรมดาพูดเรื่องสถาบันกษัตริย์อย่างสอด คล้องกับประชาธิปไตย
มีทางเดียวคือปัญญาชนทั้งหลาย ต้องออกมาช่วย
ไม่ต้องไปผูกผ้าเป็นแกนนำหรอก ปัญญาชนคนหนึ่งคนเดียวไม่พอ
ต้องพึ่งเป็นหลักร้อยหลักพัน และต้องทำให้เป็นประเด็นสาธารณะ” นายปิยบุตรกล่าว

จุดเทียนกลางพายุ

ขณะที่นายสมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน กล่าวถึงเรื่องมาตรา 112 ว่า
ภาคประชาชนหลายฝ่ายออกมาเคลื่อนไหว
ให้ปฏิรูปหรือยกเลิกมาตั้งแต่ก่อนเกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549
เพราะเป็นเรื่องที่สำคัญและมีผลกระทบต่อสังคมไทย
รวมทั้งมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนพยายามจุดประเด็นนี้เมื่อหลายปีก่อน
มีการนำเสนอให้ถกเถียง แลกเปลี่ยน
ไม่ให้ใช้กฎหมายนี้เป็นเครื่องมือทางการเมืองไปแอบอ้างเรื่องความจงรักภักดี
เพื่อทำลายศัตรูทางการเมือง แต่เรื่องก็เงียบหายไป

ด้านนายพนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ให้ความเห็นถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มนิติราษฎร์ว่า ถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่
ที่ไม่มีใครคิดว่าจะเกิดขึ้นได้ในวงการนิติศาสตร์
เพราะ วงการนิติศาสตร์ค่อนข้างจะเป็นพวกอนุรักษ์นิยมมากกว่าเสรีนิยม
จึงไม่เคยมีความคิดก้าวหน้าเช่นนี้มาก่อน แม้ยากจะเห็นเป็นรูปธรรม
แต่กลุ่มนิติราษฎร์ก็เหมือน “จุดเทียนกลางพายุ” ทำได้แค่เสนอ
อย่าไปคาดหวังกับฝ่ายการเมือง เพราะคงไม่มีใครกล้า กลัวจนหัวหด

อย่างไรก็ตาม นายพนัสเชื่อว่าอย่างน้อยจะปลุกกระแสวงวิชาการนิติศาสตร์รุ่นใหม่
ให้เข้ามาร่วมเป็นสมาชิกมากขึ้น ซึ่งคงไม่มากนัก
แต่อาจถูกนักวิชาการสาขาอื่นออกมาโต้แย้ง อย่างในอดีต
ที่นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ออกมาโต้แย้ง
เอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์เรื่องมาตรา 112 จึงเป็นห่วงกลุ่มนิติราษฎร์มากกว่า
เพราะถูกเพ่งเล็งแน่นอน

“ผมคิดว่ากลุ่มนิติราษฎร์เป็นความหวังของคนในวงการวิชาการ อาจเรียกว่า
เป็นธูปดอกเดียวที่มีประกายไฟเล็กๆจุดหนึ่งเท่านั้นเอง และเชื่อว่า
จะทำให้นักวิชาการคนอื่นๆกล้าทำแบบพวกเขา โดยเฉพาะถ้าอิงกับวิชาการ
และหลักการจริงๆไม่น่าจะต้องกลัวอะไร
เพียงแต่ว่านักวิชาการส่วนใหญ่ไม่อยากหาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัวเอง
ที่สำคัญในวงการนิติศาสตร์เราจะไปหวังเฉพาะนักวิชาการอย่างเดียวไม่ได้
การจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในแวดวงนิติศาสตร์จริงๆได้ต้องพวกปฏิบัติ เช่น
พวกผู้พิพากษา อัยการ ไม่ต้องกล้าอะไรมาก
แค่ตัดสินคดีตามหลักวิชาอย่างที่กลุ่มนิติราษฎร์เสนอก็แก้ปัญหาได้มากอยู่แล้ว”

แสงเทียนท่ามกลางความมืดสลัว

การออกมาแสดงจุดยืนทางวิชาการของกลุ่มนิติราษฎร์จึงเป็นดั่งแสงสว่างของเปลวเทียนเล่มเล็กๆ
ท่ามกลางความมืดมน แต่แสงเทียนนี้จะทำให้นักวิชาการนิติศาสตร์และสาขาอื่นๆ
ที่ปลีกวิเวก คิดแต่ความสุขส่วนตัว หรือหลบอยู่ในซอกมุม
เพราะความกลัวต่ออำนาจรัฐลุกขึ้นมากล้าพูด กล้าวิจารณ์ในเชิงวิชาการ
ตามอุดมการณ์อย่างแท้จริงได้บ้าง ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับกลุ่มนิติราษฎร์

โดยเฉพาะข้อเสนอให้แก้ไขมาตรา 112 ที่ไม่ต่างกับ “วาระแห่งชาติ”
หรืออาจเรียกว่าเป็น “วาระแห่งสิทธิมนุษยชน” อย่างแท้จริง
ซึ่งพรรคการเมืองต้องนำไปประกาศเป็นนโยบาย
โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยที่ประกาศต่อสู้เพื่อประชาชนและประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
ยกเว้นพรรคเพื่อไทยจะเป็นแค่พรรคการเมืองน้ำเน่าที่โกหกตอแหล
เพียงเพื่อให้ได้อำนาจและผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องเท่านั้น!

อย่างไรก็ตาม วันนี้ถือว่ากลุ่มนิติราษฎร์ได้จุดเทียน
เพื่อให้สังคมไทยได้เห็นแสงสว่างท่ามกลางความมืดสลัวทั้งทางวิชาการและการเมือง

กลุ่มนิติราษฎร์จึงเป็นดั่ง “แสงเทียนท่ามกลางความมืดสลัว”
ที่ปลุกวงการวิชาการที่กำลังหลับไหลให้ตื่นขึ้นมา
ยอมรับความจริงและต่อสู้เพื่อประชาชน
ไม่ใช่หลับไหล ขายวิญญาณ เพื่อผล ประโยชน์ของตัวเองอย่างเช่นทุกวันนี้

ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 6 ฉบับ 305 วันที่ 2 - 8 เมษายน พ.ศ. 2554 หน้า 16-17
คอลัมน์ เรื่องจากปก โดย ทีมข่าวรายวัน



http://www.dailyworldtoday.com/newsblank.php?news_id=10258

นักข่าวพลเมือง: ‘เยาวชน’ แจ้งข่าว ‘คนอุดรฯ’ เวทีรับฟังความเห็นเหมืองโปแตชมิชอบ

ที่มา ประชาไท

นายสมพงศ์ อาษากิจ
ศูนย์ข้อมูลสิทธิมนุษยชนและสันติภาพ (ศสส.) อีสาน

กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี ร่วมกลุ่มเยาวชนคนฮักถิ่น จัดรณรงค์ให้ข้อมูลคนอุดรฯ ชี้สถานการณ์ปัญหาโครงการเหมืองแร่โปแตช ก่อนบริษัทจัดเวที 5 เม.ย.นี้ จวกเวทีหวังสร้างภาพเพื่อหวังผลผลักดันโครงการเหมืองฯ




วานนี้ (4 เม.ย.54) เวลา 10.00 น.กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี และกลุ่มเยาวชนคนฮักถิ่น จำนวนกว่า 150 คน ร่วมกันรณรงค์ให้ข้อมูลแก่ชาวเมืองจังหวัดอุดรธานี ต่อสถานการณ์ปัญหาโครงการเหมืองแร่โปแตชล จ.อุดรธานี และให้ข้อมูลเกี่ยวกับการจัดเวทีต่อการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อการกำหนดขอบเขตและแนวทางการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพโดยสาธารณะ (Public Scoping) โครงการเหมืองแร่โปแตช ของบริษัทเอเชียแปซิกฟิก โปแตช คอร์ปอเรชั่น จำกัด (เอพีพีซี) ร่วมกับบริษัททีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนต์ จำกัด ที่จะมีขึ้นในวันที่ 5 เม.ย.54 ณ เทศบาลเมืองโนนสูง โดยกลุ่มชาวบ้านมองว่า การจัดเวทีดังกล่าวเป็นการสร้างภาพเพื่อหวังผลผลักดันโครงการเหมืองฯ จึงระดมพลเพื่อการรณรงค์ให้ข้อมูลต่อชาวบ้านในพื้นที่
การรณรงค์ของกลุ่มชาวบ้านและกลุ่มเยาวชน ได้ร่วมกันทำกิจกรรมรณรงค์ให้ข้อมูลในเขตพื้นที่ อ.เมือง จ.อุดรธานีโดยมีจุดเริ่มต้นจากสถานที่สำคัญหลายแห่ง อาทิเช่น ตลาดเมืองทอง ตลาดบ้านห้วย โรงพยาบาลอุดรธานี มหาวิทยาลัยราชภัฎอุดรธานี และโรงเรียนสตรีราชินูทิศ แล้วขบวนการรณรงค์มาบรรจบกันบริเวณห้าแยกน้ำพุ จ.อุดรธานี ซึ่งการณรงค์ในครั้งนี้กลุ่มเยาวชนคนฮักถิ่นได้มีบทบาทสำคัญในการแจกเอกสารใบปลิว และให้ข้อมูลกับชาวเมืองอุดรธานี ซึ่งกลุ่มเยาวชนเหล่านี้ต่างได้พร้อมใจกันใส่เสื้อสีเขียวประจำกลุ่มอนุรักษ์ฯ และนัดหมายกันออกมาทำภารกิจปกป้องท้องถิ่นในช่วงปิดภาคเรียนกันอย่างพร้อมเพรียงกัน
นางสาววราภรณ์ บุตรศรี ตัวแทนกลุ่มเยาวชนคนฮักถิ่นจากบ้านหนองลุมพุก ต.นาม่วง อ.ประจักษ์ศิลปาคม จ.อุดรธานี สะท้อนมุมมองต่อการเข้าร่วมกิจกรรมรณรงค์ในครั้งนี้ว่า การที่กลุ่มเด็กและเยาวชนได้ร่วมกันออกมาทำกิจกรรมรณรงค์ให้ข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาโครงการเหมืองแร่โปแตช นั้น สิ่งสำคัญที่สื่อออกไปคือจิตใจที่ใสซื่อบริสุทธิ์ของเด็ก ในการที่จะปกป้องท้องถิ่น และที่มากกว่านั้นคือการที่กลุ่มเยาวชนได้รับการปลูกฝังในการทำกิจกรรมเพื่อที่จะปกป้องท้องถิ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกๆ คน ต้องร่วมกันทำในอนาคตข้างหน้าอยู่แล้ว
“สิ่งที่ทุกคนมาร่วมกันทำในวันนี้ก็ได้รับเสียงตอบรับจากคนในเมืองเป็นอย่างดีต่อปัญหาเหมืองโปแตช และเวทีที่บริษัทโปแตชฯ จะขึ้นในวันที่ 5 เมษา ทางพวกเราก็จะร่วมกันออกไปรณรงค์ให้ข้อมูลในวันนี้ด้วย เพราะบริษัทจัดเวทีขึ้นมาด้วยความไม่ชอบธรรม” นางสาววราภรณ์กล่าว
ขณะที่ เด็กชายนิมิต ยังสีนาถ เยาวชนคนฮักถิ่นจากบ้านโนนสมบูรณ์ ต.ห้วยสามพาด อ.ประจักษ์ศิลปาคม จ.อุดรธานี กล่าวว่า รู้สึกดีที่ได้มาเป็นตัวแทนของหมู่บ้านในการออกมาพูดถึงปัญหาโครงการเหมืองแร่โปแตช ใบปลิวที่ได้แจกไปก็มีคนเมืองหลายคนที่ให้ความสนใจเป็นอย่างดี บางคนก็มาซักถามข้อมูลเพิ่มเติมบ้าง ก็ตอบไปตามความเข้าใจที่เรามีอยู่ ถ้าครั้งหน้ามีกิจกรรมอย่างนี้ก็จะพากันมาอีก ช่วงที่ผ่านมาก็ได้ไปร่วมกับกลุ่มผู้ใหญ่มาตลอด
ส่วนเด็กหญิงอรจิรา โพธิสัตว์ กลุ่มเยาวชนคนฮักถิ่นจากบ้านสังคม ต.ห้วยสามพาด อ.ประจักษ์ศิลปาคม จ.อุดรธานี ได้กล่าวถึงเหตุผลในการออกมาร่วมกันทำกิจกรรมรณรงค์ของกลุ่มเยาวชนคนฮักถิ่นในวันนี้ว่า ที่ออกมาทำกิจกรรมร่วมกันในวันนี้ก็ต้องการจะบอกให้คนในเมืองรู้ว่าพวกเราคัดค้านโครงการเหมืองแร่โปแตช
“รู้สึกสนุกสนานกับกิจกรรมในวันนี้ ได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับผู้ใหญ่ที่เขาต่อสู้คัดค้านโครงการเหมืองแร่โปแตชในช่วงเวลาที่ผ่านมา และที่สำคัญทำให้เราได้กล้าแสดงออกในการที่จะพูดถึงปัญหาโครงการเหมืองแร่โปแตชที่จะทำให้เกิดแผ่นดินทรุด นำเกลือท่วมนาซึ่งเรากลุ่มเยาวนต้องช่วยกันรักษาไว้” เด็กหญิงอรจิรากล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อกลุ่มเยาวชนคนฮักถิ่นร่วมกันทำกิจกรรมรณรงค์กับพ่อแม่พี่น้องกลุ่มอนุรักษ์ฯ แล้วเสร็จ เด็กและเยาวชนทุกคนต่างร่วมกันแสดงความยินดีและกลับบ้านไปเพื่อที่จะเตรียมตัวเข้าร่วมกิจกรรมกับกลุ่มชาวบ้านอีกครั้งในวันที่ 5 เม.ย.นี้

ฅนนอกคุก

ที่มา ประชาไท

ธีร์ อันมัย

“ตอนนี้ ฉันมีอยู่สี่สิบบาท ไม่รู้จะไปพึ่งใครแล้วตอนนี้”
ผมเพียงแค่ทำหน้าที่ตามคำร้องขอผ่านลูกกรง ที่สามีเธอฝากบอกไว้ก่อนจากลากันเมื่อวันที่เข้าไปสัมภาษณ์เขา ณ เรือนจำกลางอุบลราชธานี ท่ามกลางสายลมหนาวปลายเดือนมีนาคม
ผมไม่อยากได้ยินเสียงร้องไห้ของแม่ลูกสามกรอกมาตามสายในบ่ายวันนี้
“ช่วยโทรไปถามเขาหน่อยนะครับ ที่ว่าเจ้าของบ้านเช่าจะไล่ออกจากบ้านนั้น ตอนนี้เป็นอย่างไร ลูกสามคนกับเมียผมเป็นอย่างไรบ้าง ผมห่วงพวกเขาจนไม่รู้จะอยู่อย่างไรแล้วตอนนี้”
เกือบขวบปีแล้วที่ลิขิต สุทธิพันธ์ ชายวัยห้าสิบต้นๆ ผู้เหลือปอดเพียงข้างเดียวถูกจองจำในเรือนจำกลาง ข้อหาฉกาจฉกรรจ์ของชายที่มีแรงเพียงพยุงตัวเองให้เดินได้ตามปกติคือ ก่อการร้าย เผาศาลากลางจังหวัด ขณะที่กระบวนการไต่สวนในชั้นศาลดำเนินไปอย่างเนิ่นช้า
เขาและคนร่วมชะตากรรมในเรือนจำกลางอุบลราชธานีรวม 21 คน ไม่ได้รับสิทธิ์ประกันตัวเพื่อให้ได้รับอิสรภาพแม้เพียงชั่วคราว
การไต่สวนยังมีแนวโน้มยืดเยื้อออกไป พลังใจที่หลงเหลือเพียงน้อยนิดของผู้ต้องขังถูกลดทอนบ่อนเซาะด้วยมาตรฐานยุติธรรมของแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง
แต่นั่นไม่หนักหนาเท่ากับชะตากรรมของคนข้างหลังที่ชีวิตของพวกเขาต้องปกป้อง ดูแลรับผิดชอบ บ้างลูกสาวถูกข่มขืน บ้างมีหนี้สินล้นพ้นตัว บ้างนั่งเศร้าเมื่อลูกหมดอนาคตทางการเรียนกลางคัน
“บ้านเช่าหลังเก่า เราค้างค่าเช่ามาสามเดือนแล้ว เจ้าของบ้านจะยึดคืนไปให้คนอื่นเช่า”
เขาบอกผมคร่าวๆ และวานให้โทรศัพท์ถามข่าวคราวจากภรรยาและลูกๆ ของเขา
“เมื่อคืนมีวัยรุ่นสามคนมาทุบบ้าน ตะโกนขู่ว่าจะทำร้ายฉันกับลูกๆ ดีที่ฉันล็อกประตูทัน”
คำบอกเล่าเสียงสั่นเครือของซือนะ แวสะมะแอ ภรรยาของลิขิต สุทธิพันธ์ ขยี้ซ้ำตรงจุดที่เปราะบางที่สุดในใจผม ผม-ผู้ขลาดเขลา น่าละอาย เทียบไม่ได้กับพวกเขาทั้งยี่สิบเอ็ดคน ผม-ผู้พิสูจน์ตัวเองด้วยความไม่กล้าเอาชีวิตเข้าแลกกับความคิดความเชื่อของตัวเอง
“ค่าเช่าเดือนละ 1,500 บาทที่เราค้างยังไม่ได้จ่ายเขา ฉันก็ไม่รู้จะไปหาที่ไหน อยากไปหางานทำแต่ก็ห่วงลูกที่ยังเล็กและไม่มีใครดูแล”
เธอกำลังร้องไห้กับผม คนที่ไม่เคยรู้จักหน้าค่าตากันเลย
ผมตัดสินใจละทิ้งการประชุมพิจารณาหลักการคิดงบประมาณตามแผนใน มาตรฐานคณะกรรมการอุดมศึกษา 2 ที่กำลังจะเริ่มขึ้นทันที
อยากมีทรัพย์สินมากกว่านี้ อยากมีอำนาจมากกว่านี้ หรือเป็นผีห่าซาตานสักตัวก็ได้ที่จะมีส่วนช่วยทำให้ชีวิตของผู้เป็นแม่ได้นำพาลูกๆ กินอิ่มนอนอุ่น ในวันที่สามีผู้ที่เป็นพ่อของลูกถูกจองจำในคุกอย่างยาวนานในยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ บนแผ่นดินธรรมแผ่นดินทองอันความยุติธรรมพิกลพิการเช่นนี้
“ตอนนี้ ฉันได้ลองหาที่ใหม่ไว้แล้ว ค่าเช่า 600 บาทต่อเดือน มันอยู่ใกล้ชุมชนและฉันจะได้มีอาชีพขายของเล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่ที่บ้าน เลี้ยงลูกได้โดยไม่ต้องห่วงกังวล แต่ตอนนี้ฉันมีอยู่สี่สิบบาท ไม่รู้จะไปพึ่งใครแล้วตอนนี้”
ส่วนอิสรภาพของสามีนั้น เธอไม่อยากพูดถึงมัน เธอได้แต่หวัง ได้แต่รอมาสิบเดือนเศษ จนวันนี้ สิ่งที่เธอรอไม่ได้คือ ปากท้องและความปลอดภัยของลูกๆ 3 คน วัย 15 ปี 5 ขวบ และ 2 ขวบรวมทั้งตัวของเธอเอง
“ใครก็ได้ช่วยกันดูแลลูกๆ ของผมและเมียของผมด้วย เมื่อไม่มีอิสรภาพ ผมหมดหนทาง”
คำฝากจากเรือนจำกับเสียงสะอื้นไห้ทางโทรศัพท์ ทำให้ผมไม่อยากทำงาน
รู้ไหม? ผมกลับแอบมีความหวังกับเพื่อนมิตรที่จะช่วยเหลือครอบครัวของลิขิต สุทธิพันธ์ ได้ทันท่วงที
อาจไม่มากมาย แต่เต็มหัวใจในฐานะมนุษย์ผู้ต้องการความเป็นธรรม
...
เขียนบันทึกนี้เสร็จ ผมจะไปโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร ไทยพาณิชย์ สาขาวารินชำราบ เลขที่ 583 2614075 ของซือนะ แวสะมะแอ
หมายเหตุ: บทความเผยแพร่ครั้งแรกใน Facebook ส่วนตัวของธีร์ อันมัย เมื่อวันที่ 4 เม.ย.54 ประชาไทเห็นว่ามีความน่าสนใจจึงนำมาเผยแพร่ต่อ

แม้ไม่มีพระสงฆ์และพุทธศาสนาแบบจารีตประเพณี “พุทธปรัชญา” ก็ยังคงอยู่

ที่มา ประชาไท

ขอทำความเข้าใจก่อนว่า ผมไม่ได้ปฏิเสธคุณค่าของพระสงฆ์และพุทธศาสนาแบบจารีตประเพณี เพราะเราต้องยอมรับความจริงว่า การที่พุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองและสืบทอดมากว่าสองพันห้าร้อยปี พระสงฆ์ย่อมมีบทบาทสำคัญแน่ ส่วนพุทธศาสนาแบบจารีตประเพณีก็ย่อมมีคุณค่าเช่นกัน กล่าวอย่างถึงที่สุดแม้แต่พระรดน้ำมนต์ เป่าตาแดง ทำพิธีไล่ผีปอบ ฯลฯ ก็ถือว่าเป็นที่พึ่งทางจิตวิทยาของชาวบ้านที่มีความทุกข์ในเรื่องนั้นๆ ได้

แต่ผมอยากชวนคิดในประเด็นปัญหาที่ตั้งเป็นชื่อบทความนี้ ท่ามกลางปรากฏการณ์ในปัจจุบัน คือ 1) จำนวนพระภิกษุสามเณรมีแนวโน้มลดลง วัดร้างมากขึ้น 2) วัดและพระสงฆ์เน้นบทบาทการดำรงรักษาพุทธศาสนาแบบจารีตประเพณี 3) พุทธศาสนาแบบจารีตประเพณี เช่น การปฏิบัติธรรม การเผยแผ่ธรรมะแบบฮาวทู วัตถุมงคล ฯลฯ มีลักษณะเชิงพาณิชย์มากขึ้น 4) พุทธศาสนาในเชิงปรัชญาชีวิต ปรัชญาสังคม และพุทธศาสนาในมิติจิตวิญญาณอยู่ในมือของฆราวาสมากขึ้น

ในชีวิตเด็กชนบทผมเคยเห็นพระเป่าตาแดง พระทำพิธีไล่ผีปอบเป็นต้น ตอนนั้นผมไม่ได้คิดเรื่องงมงายหรือไม่งมงาย แต่ที่ได้เห็นคือชาวบ้านคลายทุกข์หรือสบายใจขึ้นจากพิธีกรรมเช่นนั้น (แม้ปัจจุบันผมก็ไม่อยากตัดสินว่าชาวบ้านงมงาย เพราะทุกข์จากลูกเป็นตาแดงหรือทุกข์จากความเชื่อเรื่องผีปอบเป็นต้น ชาวบ้านชนบทคงไม่ต้องการพระของคนชั้นกลางในเมืองอย่างพระไพศาล หรือท่าน ว.วชิเมธี ฯลฯ)

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางพุทธศาสนาแบบจารีตประเพณีดังกล่าวก็มีเรื่องเล่าทำนองว่า ปู่ยาตาทวดในชนบทสมัยก่อน บางคนที่เข้าวัดเข้าวาเป็นประจำ พอถึงเวลาจะตายก็ตายอย่างมีสติ เช่นบางคนเมื่อป่วยหนักรู้ว่าตนเองไม่รอดแน่ก็เรียกลูกหลานมาสั่งเสีย อธิบายให้ลูกหลานเข้าใจความจริงของชีวิตที่ต้องเป็นไปตามกฎไตรลักษณ์ ตัวเองก็ทำใจยอมรับความจริงนั้นได้และตายอย่างสงบ

ผมคิดว่าเรื่องเล่าทำนองนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความกลมกลืนไปด้วยกันได้ระหว่างพุทธศาสนาแบบจารีตประเพณีและพุทธศาสนาแบบปรัชญาชีวิต

“พุทธศาสนาแบบปรัชญาชีวิต” หมายถึงโลกทัศน์ชีวทัศน์แบบพุทธที่เข้ามาอยู่ในชีวิตคน ในพุทธศาสนาจารีตประเพณีแบบชาวบ้านอีสานสมัยก่อน ปรัชญาชีวิตแบบพุทธไปแทรกอยู่ในทั้งกิจกรรมบันเทิง ศิลปะ หรือกิจกรรมทางปัญญา เช่น ใน “กลอนลำ” ของหมอลำ ผญา พิธีบายศีสู่ขวัญ ผูกเสี่ยว ทำขวัญนาค ฯลฯ

จึงไม่แปลกที่ท่ามกลางพุทธศาสนาจารีตประเพณีเช่นนั้นจะทำให้เกิด “พระดีภาคอีสาน” เช่น พระอาจารย์เสาร์ พระอาจารย์มั่น พระอาจารย์ชา ฯลฯ

แต่ปัจจุบันชนบทอีสาน (ภาคอื่นๆ ก็เช่นกัน) มีวัดร้างจำนวนมาก ลูกชาวบ้านที่ยังมีบวชก็บวชเรียน เข้ามาอยู่ในเมืองมาเรียนมหาวิทยาลัยสงฆ์ เติบโตเป็นพระสังฆาธิการ มีสมณศักดิ์ตั้งแต่ชั้นสามัญจนถึงชั้นสมเด็จ ตัดขาดจากรากเหง้า หรือเชื่อมไม่ติดกับการรักษาบทบาทพุทธศาสนาแบบจารีตประเพณีที่ตอบสนองต่อทุกข์ของชาวบ้านชนบท ท่านเหล่านนี้กลายเป็น “พระของคนชั้นกลางในเมือง” อย่างเต็มตัว (ทว่ามีจำนวนน้อยที่สามารถเป็นที่ยอมรับในบทบาทการชี้นำทางความคิดเทียบเท่าท่าน ว.วชิเมธี)

หมายความว่า พระสงฆ์ที่มาจากลูกชาวบ้านชนบท (ซึ่งเป็นพระสงฆ์ส่วนใหญ่ของประเทศ) นอกจากจะหลุดจากรากเหง้าของตนเอง หรือเชื่อมไม่ติดกับพุทธศาสนาจารีตแบบชาวบ้านชนบทที่ (เคย) มีมิติของปรัชญาชีวิตอยู่ด้วยอย่างหนักแน่นแล้ว การกลายเป็น “พระของคนชั้นกลางในเมือง” ก็เป็นได้ในฐานะผู้ตอบสนองความต้องการด้านพิธีกรรมเชิงพาณิชย์เป็นส่วนใหญ่ เช่นพิธีศพแบบอลังการ เจิมป้ายสำนักงาน ธุรกิจวัตถุมงคล ฯลฯ

พระสงฆ์ที่เป็นพระของคนชั้นกลางในเมืองที่มีบทบาทการชี้นำทางความคิดจริงๆ คือพระที่มีรากเหง้ามาจากคนชั้นกลางในเมืองที่มีภูมิหลังทางการศึกษาที่ดีมาก่อน เช่น พระไพศาล พระวัดพระธรรมกาย สมณะสันติอโศก เป็นต้น

ท่ามกลางสภาพความเป็นไปเช่นนี้ พุทธศาสนาจารีตประเพณีแบบชาวบ้านที่เคยกลมกลืนกับปรัชญาชีวิตแบบพุทธ ก็ดูเหมือนกำลังปรับตัวเข้าสู่รูปแบบพุทธศาสนาจารีตประเพณีเชิงพาณิชย์แบบคนชั้นกลางในเมืองมากขึ้น (ซึ่งเป็นอิทธิพลของรูปแบบการปกครองคณะสงฆ์และกลุ่มทุนวัตถุมงคลพาณิชย์) ฉะนั้น พุทธศาสนาแบบจารีตประเพณีที่แฝงปรัชญาชีวิตแบบชนบทกำลังจะหายไป พร้อมกับการปรากฏขึ้นของวัดร้างในหมู่บ้านห่างไกลจำนวนมาก และมีวัดสร้างใหม่ในตำบลหรืออำเภอที่เน้นความใหญ่โตอลังการทางวัตถุมากขึ้น (แต่มีพระสงฆ์อาศัยอยู่ไม่กี่รูป)

จากสภาพการณ์ที่พุทธศาสนาจารีตประเพณีที่แฝงปรัชญาชีวิตแบบชาวบ้านชนบทกำลังจะหมดไป พุทธศาสนาจารีตประเพณีเชิงพาณิชย์แบบชนชั้นกลางในเมืองก็ไม่สามารถตอบสนองมิติทางปัญญา ทางจิตวิญญาณ และมิติทางสังคมได้ (มหาวิทยาลัยสงฆ์ก็ตอบสนองไม่ได้) พุทธศาสนาแบบสวนโมกข์ สันติอโศก ธรรมกายจึงกลายเป็น “ทางเลือกใหม่” สำหรับคนชั้นกลางในเมืองที่ต้องการพุทธศาสนามากกว่า “พิธีกรรม”

แต่บทบาทของธรรมกายและสันติอโศกก็ถูกตั้งคำถามมากขึ้น ทั้งจากคณะสงฆ์กระแสหลักและชาวพุทธฝ่ายจารีตนิยม และฝ่ายก้าวหน้าที่ไม่เห็นด้วยกับการใช้พุทธศาสนาในเชิงพาณิชย์ และการใช้พุทธศาสนาเป็นเครื่องมือทางการเมือง

ทว่าคณะสงฆ์กระแสหลักและชาวพุทธฝ่ายจารีตนิยมเพียงแค่ตั้งคำถาม แต่ไม่มีทางเลือกใหม่ที่ดีกว่าเสนอแก่สังคม ส่วนชาวพุทธฝ่ายก้าวหน้าบางส่วนดูเหมือนจะพยายามแสวงหาทางเลือกใหม่ด้วยตนเอง ดังเช่นแนวทางของ ส.ศิวรักษ์ เรื่อยมาถึงชาวพุทธหนุ่มสาวรุ่นใหม่อย่างกลุ่มของ วิจักขณ์ พานิช เป็นต้น ที่สนใจพุทธศาสนาในเชิงลึกแบบข้ามนิกายทั้งในมิติทางจิตวิญญาณและมิติทางสังคม

กลุ่มหลังนี้สะท้อนภาพ “พุทธศาสนาแบบฆราวาส” ในสังคมไทยชัดขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งมีลักษณะลึกซึ้งและยืดหยุ่นต่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับคนรุ่นใหม่และสภาพสังคมที่ซับซ้อนได้ดีกว่า “พุทธศาสนาแบบพระสงฆ์” หรือพุทธศาสนาแบบจารีตเชิงพาณิชย์

จึงเป็นเรื่องที่น่าติดตามว่า ในขณะที่ “พุทธศาสนาแบบพระสงฆ์” ถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับมิติทางจิตวิญญาณและมิติทางสังคมมากขึ้นเรื่อยๆ “พุทธศาสนาแบบฆราวาส” จะเป็นคำตอบในเรื่องดังกล่าวแก่สังคมอนาคตได้มากน้อยเพียงใด

แต่อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่า แม้ในอนาคตพระสงฆ์และพุทธศาสนาแบบจารีตประเพณีจะหมดไปจากสังคมไทยและจากโลกก็ตาม พุทธศาสนาในรูปของ “ปรัชญาชีวิต” จะยังคงอยู่ให้มนุษย์เรา (ที่สนใจ) ได้เรียนรู้และปรับใช้เป็นโลกทัศน์และชีวทัศน์ในการดำเนินชีวิตตลอดไป

เช่นเดียวกับภูมิปัญญาอื่นๆ ของโลกที่ยังคงดำรงอยู่ให้มนุษย์ได้เรียนรู้และนำมาปรับใช้แม้ไม่ได้ถูกห่อหุ้มด้วยจารีตประเพณีหรือพิธีกรรมทางศาสนาเลยก็ตาม

กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์กลไกลดความขัดแย้ง

ที่มา ประชาไท

ความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ เป็นทั้งปรัชญา แนวคิด และกลวิธีในการเยียวยา สร้างความสามัคคีระหว่างเหยื่อการกระทำผิด ผู้กระทำผิด และสังคมขึ้นมาใหม่ โดยมุ่งให้ความสำคัญในการมองผู้กระทำอาชญากรรมเป็นเรื่องของความขัดแย้งของปัจเจก ( interpersonal conflict) ซึ่งเป็นการมองในมิติที่แตกต่างจากเดิมที่มองกันว่าอาชญากรรมเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อกฎระเบียบของสังคมที่รัฐกำหนดไว้ภายใต้อำนาจอันชอบธรรม วิธีคิดแบบใหม่ที่ว่าอาชญากรรมเป็นเรื่องความขัดแย้งของปัจเจกทำให้แต่ละฝ่ายได้ตระหนักในความรับผิดชอบในการแก้ไขความขัดแย้งที่จะอยู่ร่วมกัน เป็นการมองแบบองค์รวมที่เปิดโอกาสให้ทั้งผู้กระทำผิดและเหยื่ออาชญากรรม และสังคมได้มีช่องทางแสดงท่าที ความรู้สึก จิตสำนึกของฝ่ายตน ในอันที่จะช่วยเยียวยาประสานรอยร้าวทางอารมณ์ระหว่างสมาชิกในสังคม เพื่อนำพาสังคมสู่ดุลยภาพที่มีความเมตาเอื้ออาทรต่อกัน

แนวคิดกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ เริ่มเผยแพร่กระจายเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 ภายหลังการประชุม UN Crime Congress ครั้งที่ 9 เมื่อ ค.ศ.1995 จากนั้นระหว่างปี พ.ศ. 2544-2546 ได้มีการประชุมวิชาการหลายครั้งอย่างต่อเนื่อง โดยมีการเตรียมการเพื่อนำประเทศไทยเข้าสู่การประชุม UN Crime Congress ครั้งที่11 ที่ได้มีขึ้นในระหว่างวันที่ 18-25 เมษายน 2548 ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพจัดขึ้น ในการประชุมมีประเด็นอภิปรายที่เกี่ยวข้องกับหลักการพื้นฐานว่าด้วยกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์และแนวคิดดังกล่าวได้มีอิทธิพลในการเปลี่ยนกรอบแนวคิดของกระบวนการยุติธรรมไทยเป็นแนวนโยบายแห่งรัฐ [1] จนถึงปัจจุบัน

กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ เป็นพัฒนาการรูปแบบหนึ่งของสังคมไทยที่สมาชิกในสังคมได้แสดงปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกันเมื่อมีพฤติกรรมอาชญากรรมหรือการกระทำผิดทางสังคมเกิดขึ้น ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างผู้กระทำความผิด-เหยื่ออาชญากรรม และชุมชน จึงเป็นระบบความสัมพันธ์ที่ประชาชนในสังคมมีต่อกันในการควบคุมสังคมเมื่อมีความขัดแย้งที่เรียกว่าอาชญากรรมเกิดขึ้น และระบบนี้ได้เข้าไปเกี่ยวข้องสัมพันธ์ยึดโยงกับระบบสังคมอื่นๆโดยรวมในการสร้างแบบแผนทางสังคม โครงสร้างหน้าที่ในการยุติปัญหาความขัดแย้งเพื่อเสถียรภาพของสังคม

ความสัมพันธ์ดังกล่าวเกิดจากการกระทำระหว่างกันทางสังคม ระหว่างบุคคลที่มีความผูกพันกันทางสังคมแต่มีข้อขัดแย้งต่อกันในความสัมพันธ์ ซึ่งหมายถึงทั้งเหยื่อและผู้กระทำผิด กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ ในฐานะที่เป็นกลไกหนึ่งของสังคมจะเป็นตัวกำหนดหน้าที่ให้มีการทำงานร่วมกันเกิดขึ้นในสังคมนั้นๆ ระหว่างคู่กรณีและบุคคลผู้เกี่ยวข้อง ในที่นี้ก็คือ ระหว่างเหยื่อ-ผู้กระทำผิด และชุมชน และอาจรวมถึงผู้สนับสนุนทั้งสองฝ่าย เพื่อให้ทุกฝ่ายในสังคมในชุมชนนั้นๆ ยอมรับว่ามีความขัดแย้ง มีการเอาเปรียบ หรือล่วงละเมิดต่อกันเกิดขึ้น และจะจัดการกับความขัดแย้งนั้นร่วมกันจริงจังอย่างไรที่จะทำให้ความขัดแย้งยุติลง มีผู้รับผิดชอบ มีการชดใช้เยียวยาในอันที่จะส่งผลให้เกิดความสมานฉันท์ในสังคมต่อไป

ซึ่งกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Mediation for Restorative Germinal Care) ไม่ได้มีกฎเกณฑ์ว่า ต้องใช้ได้กับความผิดเล็กน้อยเท่านั้น เพราะในหลายๆประเทศได้นำหลักการนี้ไปใช้สำเร็จมาแล้ว ทั้งในรวันดาที่มีความขัดแย้งเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ในมลรัฐเท็กซัส ใช้ในคดีฆาตกรรม และในประเทศแคนนาดาใช้ในคดีเกี่ยวกับการประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ การนำหลักการนี้ไปใช้นอกจากสามารถทำให้คดีอาญายุติได้อย่างรวดเร็ว และประหยัดแล้ว ยังทำให้เกิดความรู้สึกที่ดีต่อกันระหว่างคู่กรณี เพราะมีวิธีดำเนินการเน้นไปที่ผู้เสียหายเพื่อให้ผู้กระทำความผิดได้สำนึกต่อการกระทำของตนว่าการทำให้ผู้อื่นเสียหาย หรือการทำให้สังคมเดือดร้อนมีผลอย่างไร และที่สำคัญจะได้รู้ว่าการทำดังกล่าวเป็นเหตุให้ครอบครัวของตนต้องเดือดร้อนนั้นเป็นอย่างไร อันจะมีผลทำให้สำนึกในการกระทำของตน

นอกจากนั้นยังเปิดโอกาสให้ชุมชนและสังคม เข้ามามีส่วนร่วมในการคิดและร่วมแสดงความเอื้ออาทรในการให้โอกาสผู้กระทำความผิดได้แก้ไขตนเองและร่วมคิดวิธีการเยียวยาผู้เสียหาย โดยผ่านคนกลางเป็น ผู้ไกล่เกลี่ยประนีประนอมหรือผู้ประสานงานการประชุมก็ได้ สุดท้ายเมื่อความขัดแย้งได้ยุติลงด้วยความพึงพอใจของทั้งสองฝ่าย จึงถือว่าเป็นความยุติธรรมอย่างแท้จริงซึ่งภายใต้การกลับคืนสู่สังคมด้วยความสมานฉันท์ นี้จะทำให้สังคมอยู่ได้อย่างสงบและปลอดภัยจากการกระทำความผิดซ้ำ

กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์มีหลากหลายรูปแบบ [2] แต่ที่เหมาะสมกับสถานการณ์ความขัดแย้งของกลุ่มคนในสังคมไทยปัจจุบันนี้ควรจะใช้การประชุมกลุ่มโดยมีคนกลางคอยประสานความร่วมมือของทั้งสองฝ่ายว่าแต่ละฝ่ายต้องการอะไร เป็นการประนอมข้อพิพาทเชิงสมานฉันท์ (Victim –Offender MediationหรือVOM) ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าการนัดเจรจาพูดคุยระหว่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กับแกนนำกลุ่ม นปช.ที่ประกอบด้วย นายวีระ มุสิกพงศ์ นายจตุพร พรหมพันธ์ และนายแพทย์เหวง โตจิราการ ที่ได้จัดขึ้น ณ สถาบันพระปกเกล้าเมื่อต้นปี พ.ศ. 2553 เป็นการเจรจาที่เกือบนำไปสู่ผลสำเร็จที่ทั้งสองฝ่ายรับกันได้และสังคมโดยรวมก็รับได้ แต่ต้องยุติและล้มเหลวเพราะการเจรจานั้นขาดองค์ประกอบที่สำคัญของกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ นั่นคือคนกลาง ที่จะคอยทำหน้าที่สะท้อนความต้องการของแต่ละฝ่ายให้อีกฝ่ายได้รับรู้ เมื่อขาดคนกลางจึงส่งผลให้ความรู้สึกนึกคิด และความต้องการของคู่กรณีที่นำเสนอและปรากฏต่อสาธารณะขาดการกลั่นกรอง จึงเกิดปรากฎการณ์ต่างฝ่ายต่างคิดต่างทำโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของสังคมโดยรวม

ดังนั้นรูปแบบการประชุมกลุ่มเพื่อความสมานฉันท์ที่มีผู้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์มานั่งล้อมวงพูดคุยกัน โดยมีผู้คอยประประสานการประชุมที่มีความรู้ความชำนาญในการใช้กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ และมีความเป็นกลางมาเป็นผู้ประสานการประชุมจึงเป็นทางออกของสังคมไทยและไม่สูญเสียหลักการความเป็น “ นิติรัฐ” แต่อย่างใด และเป็นที่ยอมรับว่าความยุติธรรมใดหากเกิดจากการตัดสินใจของคู่กรณีแล้วนั้นคือความยุติธรรมอย่างแท้จริง [3] และอาจถือได้ว่าเป็นการคืนอำนาจให้ประชาชนและชุมชนได้คิดตัดสินใจเรื่องความถูกผิดความยุติธรรมให้เกิดขึ้นเอง กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restorative Justice) จึงไปไกลกว่าเรื่องประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม เพราะประชาชนสามารถกลับไปมีอำนาจสร้างความยุติธรรมได้โดยตรง แทนที่จะผูกขาดอำนาจไว้ที่รัฐเพียงอย่างเดียว

ความขัดแย้งทางสังคม และทางการเมืองที่เกิดขึ้นในประเทศไทย หากนำแนวคิดกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restorative Justice) มาใช้ร่วมกับกระบวนการยุติธรรมกระแสหลักและดำเนินการจริงจัง ความยุติธรรมที่เกิดขึ้นจึงเป็นความยุติธรรมบนพื้นฐานของความพึงพอใจของทั้งสองฝ่ายเพราะเกิดจากการตัดสินใจของคู่กรณีโดยตรง เพียงแต่มีคนกลางที่มีความรู้ความเข้าใจและมีความเป็นกลางเป็นผู้คอยประสานให้มีการเจรจาภายใต้บริบทของความสมานฉันท์ กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restorative Justice) จึงเป็นทางออกให้กับสังคมได้กลับมาอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ปราศจากความโกรธแค้นต่อกัน

เชิงอรรถ

[1] จุฑารัตน์ เอื้ออำนวย. ดร. .กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์: ทางเลือกในการยุติข้อขัดแย้งทางอาญาสำหรับสังคมไทย.คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
[2] ประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์ . การใช้กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ ในการจัดการความขัดแย้งทางอาญาในศาลเยาวชนและครอบครัว. ภาคนิพนธ์ หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการความขัดแย้งแบบบูรณาการ . มหาวิทยาลัยราชภัฎวไลยอลงกรณ์ในพระบรมราชูปถัมภ์ . พ.ศ. 2550
[3] สุนทรียา เหมือนพะวงศ์ .ดร. ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นประจำสำนักประธานศาลฎีกา สำนักงานศาลยุติธรรม :ความยุติธรรมเชิงเยียวยาสู่วิธีการแสวงหาความยุติธรรมร่วมสมัยแบบอื่นๆ การไกล่เกลี่ยฟื้นสัมพันธ์ในคดีอาญา.