ที่มา thaifreenews
โดย อบอริจิ้น
Cambodia rejects royal pardon for two Thai "Yellow-shirt" activists
- ล่าสุด ปฎิเสธคำขอพระราชทานอภัยโทษ วีระ ราตรี

http://www.prachatalk.com/board/สังคม-การเมือง/cambodia-rejects-royal-pardon-two-thai-yellow-shirt-activists-ล่าสุด-ปฎิเสธคำขอ
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, April 7, 2011
ล่าสุด กัมพูชาปฎิเสธคำขอพระราชทานอภัยโทษ วีระ ราตรี
“สุเทพ” ลั่นจะดำเนินคดี นปช. ถ้าพิมพ์หนังสือชี้แจงเหตุการณ์แล้วใช้หลักฐานไม่จริง
ที่มา ประชาไท
แจงเมื่อปี 53 เกิดการเผาเนื่องจากแกนนำสั่งผู้ชุมนุมเตรียมน้ำมันกันมาคนละหนึ่งลิตร แล้วโยนความผิดให้รัฐบาล ยันรัฐบาลไม่มีแรงจูงใจไปทำ เย้ยหากเชื่อแกนนำเสื้อแดง ทุกวันของชีวิตจะมีความทุกข์ เชื่อจะมีคนดำเนินคดี “พสิษฐ์” แน่ ถ้าขึ้นเวทีแดงแล้วพูดเรื่องไม่จริง พร้อมวอน “ทักษิณ” สั่งเสื้อแดงอย่าวุ่นวาย
สุเทพแจงออก "พ็อตเก็ตบุค" เนื่องจากมึคนทำให้เข้าใจผิดว่าความรุนแรงเป็นฝีมือรัฐบาล
ที่ทำเนียบรัฐบาล วันนี้ (7 เม.ย.) นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ให้สัมภาษณ์ถึงการที่กลุ่มคนเสื้อแดงจะออกหนังสือใครเผาเซ็นทรัลเวิลด์มาตอบ โต้กรณีที่นายสุเทพได้เปิดตัวหนังสือ “ประเทศไทยของเรา อย่าให้ใครเผาอีก” ว่ากรณีที่เกิดเหตุการณ์จลาจลเผาบ้านเผาเมืองในกรุงเทพฯ ในปี 52 และปี 53 ได้มีคนพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริงและทำให้ประชาชนซึ่งลืมเหตุการณ์ไปแล้ว เข้าใจผิดในหลายกรณี ทำให้คนเข้าใจผิดว่าเป็นการกระทำของฝ่ายรัฐบาลหรือเจ้าหน้าที่ เช่น กรณีการเผาเซ็นทรัลเวิลด์ เป็นต้น
ชี้เกิดการเผาเนื่องจากแกนนำสั่งผู้ชุมนุมเตรียมน้ำมันกันมาคนละหนึ่งลิตร
และพรรคฝ่ายค้านก็พยายามเอาเรื่องนี้ไปอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ถ้าได้ฟังคำชี้แจงของตนก็จะนึกภาพออกและเห็นข้อเท็จจริงชัดเจนว่า การก่อเหตุร้ายจลาจลวุ่นวายไม่ใช่เฉพาะเผาเซ็นทรัลเวิลด์ แต่เผาธนาคาร สถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ศาลากลางจังหวัด และที่อื่นได้มีการเตรียมการกันมาโดยกลุ่มที่มีนายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. ได้ประกาศมาเป็นระยะๆ ว่าจะมีการเผาบ้านเผาเมือง ถึงขนาดสั่งให้ผู้ที่มาชุมนุมเตรียมน้ำมันกันมาก่อนคนละลิตรคนละขวด บอกว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นให้ทุกคนไปศาลากลางจังหวัด บนเวทีก็พยายามยุยงว่าถ้าเกิดเหตุอะไรก็วิ่งเข้าห้างไปหยิบฉวยสินค้าแบรนด์เนม เผาเลย เราได้เอาหลักฐานเหล่านี้มาแสดงชัดเจน
ดังนั้นจึงเอามาพูดให้ประชาชนได้ทราบ ไม่ต้องการให้มีการบิดเบือน
“เวลาคนฟังเรื่องทั้งหมดก็จะเข้าใจได้ว่าคนที่จะเผาบ้านเผาเมืองต้อง มีแรงจูงใจ เป้าหมายของคนเหล่านี้คือต้องการให้เกิดจลาจลและความวุ่นวายขึ้นในประเทศ เพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการเจรจาต่อรองในทางการเมือง ส่วนมาโยนความผิดให้รัฐบาลหรือเจ้าหน้าที่ทำ ประชาชนทั้งหลายโปรดไตร่ตรองดู รัฐบาลไม่มีแรงจูงใจที่จะไปทำ เพราะมีหน้าที่ดูแลบ้านเมืองให้สงบเรียบร้อย ถ้าไม่เรียบร้อยรัฐบาลก็แย่ ทั้งนี้ ทั้งภาพที่ปรากฏหลักฐานที่ชัดเจน วิดีโอที่ถ่ายไว้ได้ และคำให้การผู้ร่วมในเหตุการณ์ทั้งหลายก็ยิ่งชัดเจนว่ากลุ่มคนที่ได้รับการ ชี้นำ บงการจากแกนนำผู้ชุมนุมนี่แหละที่เผา ผมพร้อมที่จะเอาเรื่องนี้ไปพูดอธิบายให้ประชาชนได้ทราบ ไม่ต้องการให้มีการบิดเบือนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว ขอให้ประชาชนได้กรุณาติดตามตรวจสอบ” นายสุเทพกล่าว
ลั่นถ้า นปช.พิมพ์หนังสือจะดำเนินคดีหากหลักฐานไม่จริง
เมื่อถามว่า นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช.ระบุว่ามีบางสถานศึกษาได้นำเนื้อหาบางส่วนไปบรรจุในตำราเรียนหลัก สูตร ม.3 กล่าวหาคนเสื้อแดงเผาบ้านเมือง ในเมื่อยังไม่ชัดเจนว่าใครทำกันแน่ควรจะให้มีความชัดเจนก่อนหรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่า เรื่องหลักสูตรนี้ตนไม่ทราบจริงๆ ตอบไม่ได้ แต่เรื่องการพูดความจริงเป็นเรื่องที่สมควรต้องทำ เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดหมู่พี่น้องประชาชน เมื่อถามว่าการใช้เรื่องนี้ตอบโต้กันไปมาจะยิ่งทำให้ปัญหาขยายใหญ่ขึ้นอีก หรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่า การเผาบ้านเมืองเราได้จับกุมผู้ต้องหาได้หลายราย มีการสอบสวนรวบรวบพยานหลักฐานจนเพียงพอที่จะส่งฟ้อง ทางตำรวจสรุปเรื่องส่งอัยการและอัยการส่งฟ้องศาลแล้ว มีตัวตนชัดเจน ถ้าทางกลุ่ม นปช.จะพิมพ์หนังสือออกมาบ้าง หากใช้หลักฐานไม่จริงเราก็ดำเนินคดีตามกฎหมาย
ชี้หากเชื่อแกนนำเสื้อแดง ชีวิตจะมีความทุกข์ทุกวัน
เมื่อถามว่า จำเป็นต้องถามทางกระทรวงศึกษาหรือไม่ เพราะหากประวัติศาสตร์มันไม่ชัดเจน ในอนาคตประชาชนอาจจะมีปัญหากันเอง นายสุเทพกล่าวว่า ตนไม่คิดว่าเป็นอย่างนั้น ตนไม่ทราบว่าข่าวนี้มาจากไหน เดี๋ยวตนเจอ รมว.ศึกษาธิการจะถามให้ เมื่อถามว่า ทาง นพ.เหวง ออกมายืนยันโดยระบุที่มาที่ไปชัดเจน นายสุเทพกล่าวว่า ถ้าพวกเราไปเชื่อนายจตุพร นายณัฐวุฒิ หรือหมอเหวง ชีวิตก็จะมีความทุกข์ทุกวัน ฟังไว้แล้วค่อยๆ กลั่นกรองหน่อย เมื่อถามว่า ในการเดินหน้าหาเสียงท่านจะใช้วีธีการชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนถึง เหตุการณ์การชุมนุมเลยหรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่า ที่จริงเรามุ่งมั่นที่จะเอานโยบายของพรรคไปบอกกับประชาชนเป็นสำคัญ แต่กรณีเราเห็นว่ามีการบิดเบือนข้อเท็จจริงและทำให้คนเข้าใจผิดก็เป็น หน้าที่เราต้องชี้แจง ส่วนการนำซีดีบันทึกคำชี้แจงเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมืองนั้น ตนไม่ได้แจกทั่วไป แต่แจกให้สมาชิกพรรคที่มาร่วมสัมมนา
ชี้นปช.ชุมนุม 10 เมษาฯ เพื่อแสดงพลัง วอนทักษิณสั่งผู้ใต้บังคับบัญชาอย่าวุ่นวาย
เมื่อถามถึงการนัดชุมนุมใหญ่ของกลุ่ม นปช.ในวันที่ 10 เม.ย. ทางการข่าวมีความเคลื่อนไหวอะไรที่ผิดปกติหรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่า นปช.ก็พยายามเคลื่อนไหวแสดงพลัง แต่เมื่อทุกคนมุ่งหน้าไปสู่การเลือกตั้งก็ต้องช่วยกันดูแล อย่าให้การชุมนุมกลายเป็นเรื่องวุ่นวายผิดกฎหมาย ทำให้เสียบรรยากาศของการเตรียมตัวลงไปเลือกตั้ง
“ผมเชื่อว่าวันนี้คุณทักษิณเองก็ต้องการให้มีการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นคุณทักษิณก็ต้องสั่งผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของตัวเองว่าต้อง ดูแลอย่าให้เกิดเรื่องวุ่นวาย” นายสุเทพกล่าว
เสนอใช้การเลือกตั้งยุติความขัดแย้ง ชี้จะมีคนดำเนินคดี “พสิษฐ์” ถ้าขึ้นเวทีแดงพูดเรื่องไม่จริง
มีผู้ถามนายสุเทพว่า เรื่องนี้ยังซัดกันนัวเช่นนี้ จะทำให้เกิดความสามัคคีปรองดองกันได้อย่างไร นายสุเทพตอบว่า เรื่องการพูดจาอธิบายข้อเท็จจริงก็ต้องดำเนินการไป ส่วนเรื่องของการที่จะไปหาแนวทางที่จะให้เกิดความสงบเรียบร้อยก็เป็นอีก เรื่องที่ต้องทำ วิธีที่เสนอคือใช้การเลือกตั้งเป็นเครื่องยุติความขัดแย้งทั้งหลายทั้งปวงก็ แล้วกัน ทางพวกตนประกาศชัดเจนอยู่แล้วว่าเลือกตั้งแพ้ชนะก็ว่าไปตามกฎเกณฑ์กติกา แต่ก็ต้องขอให้ฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ และพรรคเพื่อไทยต้องตกลงกับประชาชนอย่างนั้นด้วยว่าเลือกตั้งแพ้ชนะแล้ว ต้องหยุด
เมื่อถามว่า เป็นห่วงหรือไม่ที่นายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ อดีตเลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญจะไปขึ้นเวทีคนเสื้อแดงเปิดโปงกระบวนการยุบพรรคพลังประชาชน นายสุเทพตอง่า ไม่น่ากลัวอะไรเป็นธรรมดา เขาเป็นคนหนึ่งที่เป็นผู้ต้องหาอยู่ไม่ใช่หรือ เดี๋ยวนี้เขาจะแฉอะไรก็เรื่องของเขา ถ้าพูดเรื่องไม่จริงผู้ที่เสียหายเขาก็ดำเนินคดีต่อนายพสิษฐ์ อีก ทางพรรคประชาธิปัตย์คงไม่จำเป็นต้องให้ใครไปคอยติดตามเป็นกรณีพิเศษ เพราะไม่ใช่เรื่องของพรรคกรณีการยุบพรรคไทยรักไทยหรือพลังประชาชนเป็นเรื่อง ที่ กกต.ดำเนินการและศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดก็ต้องว่าไปตามนั้น
ประณามประเทศไทยใช้ระเบิดดาวกระจายในกัมพูชา
ที่มา ประชาไท
องค์กรต่อต้านการใช้ระเบิดดาวกระจายประณามประเทศไทยหลังสำรวจพบไทยใช้ระเบิดดาวกระจายในกัมพูชาเมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา พร้อมเรียกร้องให้ไทยและกัมพูชาเข้าร่วมลงนามในสนธิสัญญาห้ามใช้ระเบิดดาวกระจาย

ระเบิดดาวกระจาย, ภาพจาก New Mandala
เมื่อวันที่ 6 เม.ย. ที่กรุงเจนีวา องค์กรต่อต้านระเบิดดาวกระจายเผยว่า จากการลงสำรวจพื้นที่สรุปได้ว่าประเทศไทยใช้ระเบิดดาวกระจายตามแนวตะเข็บชายแดนกัมพูชาในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2554 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีความขัดแย้งเรื่องเส้นเขตแดน ทั้งระบุด้วยว่า เจ้าหน้าที่ทางการไทยที่เข้าร่วมการประชุมกับองค์กรต่อต้านระเบิดดาวกระจายก็ยืนยันว่ามีการใช้ระเบิดดาวกระจายจริง
องค์กรต่อต้านระเบิดดาวกระจายระบุว่านี่เป็นครั้งแรกที่มีการใช้ระเบิดดาวกระจายหลังจากที่มีสนธิสัญญาห้ามใช้ระเบิดดาวกระจาย พ.ศ. 2551 เป็นต้นมา
องค์กรต่อต้านระเบิดดาวกระจายได้กล่าวประณามไทยที่ใช้ระเบิดดาวกระจายและเรียกร้องร้องให้ไทยและกัมพูชาให้คำมั่นว่าจะไม่มีการใช่ระเบิดชนิดนี้อีกในอนาคต และเข้าร่วมลงนามในสนธิสัญญาห้ามใช้ระเบิดดาวกระจาย”
“เป็นเรื่องน่าตกใจที่มีประเทศหนึ่งประเทศใดใช้ระเบิดดาวกระจายภายหลังจากที่มีสนธิสัญญาห้ามการใช้อาวุธชนิดนี้แล้ว” ลอร่า ชิสแมน ผู้อำนวยการองค์กรต่อต้านระเบิดดาวกระขายกล่าว และว่า “ประเทศไทยเคยเป็นผู้นำในการต่อต้านการใช้ระเบิดสังหารบุคคล จึงเป็นเรื่องที่ไม่มีเหตุผลที่ประเทศไทยจะใช้อาวุธที่สังหารและก่อความบาดเจ็บแก่บุคคลอย่างไม่เลือกหน้าเช่นนี้”
ในการประชุมเมื่อวันที่ 5 เม.ย. ที่ผ่านมานั้นทูตไทยประจำองค์การสหประชาชาติยืนยันว่ามีการใช้ระเบิดดาวกระจายแบบทวิประสงค์ ขนาด 155 มิลลิเมตร โดยให้เหตุผลว่าไทยใช้ระเบิดชนิดดังกล่าวในการ “ป้องกันตนเอง” โดยยึดหลัก “ความจำเป็น, ความได้สัดส่วน และเป็นไปตามมาตรฐานทางจริยธรรมทางการทหาร” และกล่าวหาว่าฝ่ายกัมพูชาใช้จรวดจำนวนมากโดยมุ่งประสงค์ต่อพลเรือนในพื้นที่ประเทศไทย

การสำรวจพื้นที่ขององค์กรต่อต้านระเบิดดาวกระจาย
ในเดือนกุมภาพันธ์และเดือนเมษายนปีนี้ สมาชิกขององค์กรต่อต้านระเบิดดาวกระจายได้ลงสำรวจพื้นที่ซึ่งอาจมีการใช้ระเบิดดาวกระจายในกัมพูชาโดยรอบเขาพระวิหาร และพบระเบิดดาวกระจายทั้งที่ยังไม่มีการระเบิด และชิ้นส่วนที่เกิดจากการระเบิดของระเบิดชนิดนี้ องค์กร Norwegian People’s Aid ซึ่งเป็นองค์กรสนับสนุนการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในไทยยืนยันว่าพบระเบิดดาวกระจายชนิด M42, M46 และ M85
อัทเล คาร์เซ็น จากองค์กร Norwegian People’s Aid กล่าวว่า มีประชากรราว 5,000 คนอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเสนเจย ในเขตกัมพูชาซึ่งต้องเสี่ยงต่อระเบิดเหล่านี้ และย้ำว่าไทยต้องให้ข้อมูลเพื่อช่วยในการเคลียร์พื้นที่เหล่านี้ให้ปลอดภัยสำหรับพลเรือนเพื่อให้พวกเขาได้กลับบ้าน
ซิสเตอร์เดนิส ค็อกแลน ผู้นำขององค์กรต่อต้านระเบิดดาวกระจายซึ่งได้เข้ามาร่วมสำรวจพื้นที่กล่าวว่า “ระเบิดดาวกระจายได้คร่าชีวิตชาย 2 คน อีก 2 คนสูญเสียแขน และยังมีพลเรือนอีก 5 คนที่ได้รับบาดเจ็บ บริเวณนี้ต้องถูกเคลียร์พื้นที่อย่างเร่งด่วนเพื่อป้องกันการสูญเสียที่จะมีมากขึ้น กัมพูชาจะต้องให้ความสนับสนุนเพื่อทำให้แน่ใจว่าพื้นที่นี้ปลอดภัยต่อพลเรือน”
องค์กรต่อต้านระเบิดดาวกระจายยังเรียกร้องให้ประเทศไทยให้ข้อมูลรายละเอียดซึ่งรวมถึงพื้นที่ทั้งหมดที่มีการใช้ระเบิดชนิดดังกล่าว เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลเตือนภัยในระดับที่เพียงพอและเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการดำเนินการเก็บกู้ระเบิด
ทั้งนี้ ประเทศกัมพูชาและประเทศไทยไม่ได้ร่วมลงนามในสนธิสัญญาต่อต้านการใช้ระเบิดดาวกระจายซึ่งมีสมาชิกร่วมลงนามแล้ว 108 ประเทศ แต่ทั้งสองประเทศได้ร่วมในกระบวนการเจรจาที่กรุงออสโล และยังได้เข้าร่วมในการประชุมประเทศภาคีครั้งแรกซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศลาวเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2553
สอบคดีสังหารนักข่าวอิตาลี ทหารปฏิเสธ ดีเอสไอบอกไม่มีพยาน
ที่มา ประชาไท
คอป.สอบคดีฟาบิโอผู้สื่อข่าวอิตาลี ดีเอสไอแจงไม่มีประจักษ์พยานว่ากระสุนยิงมาจากไหน แต่ไม่มีเหตุน่าเชื่อว่าเกิดจากเจ้าหน้าที่รัฐ ด้านทหารบอกยังเคลื่อนไม่ถึงจุดที่ฟาบิโอถูกยิง และยังไม่ได้ใช้อาวุธ ค้านกับนิค นอสติทซ์ ช่างภาพทีอยู่ในเหตุการณ์ ผู้แทนสถานทูตอิตาลีจี้เมื่อไหร่ผลสอบจะเสร็จ

5 เมษายน 2554 คณะอนุกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ(คปอ.) เปิดรับฟังข้อเท็จจริงจากผู้ที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์การเสียชีวิตของนายฟาลิโอ โปเลนกิ ช่างภาพอิสระชาวอิตาลี ที่ถูกยิงเสียชีวิตในวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 บริเวณเกาะกลางถนนหน้าศูนย์วิจัยโรคเอดส์ ถนนราชดำริ โดยมีตัวแทนจากดีเอสไอ กองทัพภาคที่ 1 เข้าให้ข้อมูล และมีตัวแทนจากสถานทูตอิตาลีร่วมรับฟังการชี้แจงข้อเท็จจริง

พ.ต.ท.วีรวัชร์ เดชบุญภา กรมสอบสวนคดีพิเศษชี้แจงว่า กรณีดีเอสไอได้สอบพยานหลายสิบปาก ทั้งทหาร ผู้สื่อข่าวไทยและต่างประเทศ ผู้เห็นเหตุการณ์ใกล้ชิด เช่น คนขับมอเตอร์ไซค์ที่รับนายฟาบิโอไปส่งโรงพยาบาล ตลอดจนแพทย์ แต่ไม่มีประจักษ์พยานที่เห็นว่ากระสุนยิงมาจากไหน วัตถุพยานที่อยู่ในตัวศพก็ไม่มี สน.ปทุมวันได้ทำสำนวนชันสูตรมารวมกับสำนวนคดีอาญาของดีเอสไอแล้ว ผู้ตายถูกกระสุนความเร็วสูงเข้าที่ด้านหลังต่ำจากบ่า 27 ซ.ม. บาดแผลทางเข้าขนาด 0.5 ซ.ม. กระสุนตัดขั้วหัวใจ ทะลุออกทางหน้าอกด้านซ้าย แนวกระสุนล่างขึ้นบนเล็กน้อย วิถีกระสุนอาจมาจากแยกสารสิน จนถึงศาลาแดง กรณีนี้ไม่มีเหตุน่าเชื่อว่าเกิดจากเจ้าหน้าที่รัฐจึงไม่ได้ส่งกลับไปให้ท้องที่อีก
ส่วนชายที่ปรากฏเห็นหน้าชัดเจนในคลิป แต่งกายคล้ายสื่อมวลชน วิ่งตามหลังฟาบิโอมา และเมื่อฟาบิโอถูกยิงล้มลง ชายคนดังกล่าวได้เก็บกล้องของฟาบิโอมาไว้กับตัวและร่วมกับคนอื่นลากนายฟาบิโอมาที่ฟุตบาท ซึ่งมีพฤติกรรมน่าสงสัย เนื่องจากมีพยานให้การกับ คอป.ไว้ว่า ก่อนหน้านายฟาบิโอถูกยิง 15 นาที ก็มีคนถูกยิงบาดเจ็บในบริเวณใกล้เคียงกัน แต่ชายคนนี้ก็ไม่ได้ถ่ายรูปไว้ ผิดวิสัยของสื่อมวลชนทั่วไป และกล้องวิดีโอที่ชายคนดังกล่าวเก็บไปก็ยังหาไม่เจอ ดีเอสไอได้ชี้แจงว่า ได้ติดตามหาตัวมาตลอด ทั้งสอบถามไปยังสมาคมผู้สื่อข่าว และสอบจากนักข่าวคนอื่นๆ ที่อยู่ในเหตุการณ์ ไม่มีคนรู้จัก รวมทั้งได้ประกาศในเว็บไซต์ของดีเอสไอ และทางทีวีไทย แต่ยังไม่ได้เบาะแส การตรวจสอบกับกองทะเบียนราษฎร์ อาจจะได้ข้อมูล แต่ทางดีเอสไอยังไม่ได้ดำเนินการ

ด้าน พันเอกไตรเทพ ศรีพันธุ์วงศ์ รองผู้บังคับการกองพลทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์ ซึ่งชี้แจงการเคลื่อนกำลังพลในวันที่ 19 พ.ค. กล่าวว่าในช่วงเวลาที่ นายฟาบิโอ เสียชีวิต ซึ่งเป็นเวลา 10.59 น. กำลังพลน่าจะยังเคลื่อนเข้าไปไม่ถึงจุดที่นายฟาบิโอถูกยิง เพราะเวลา 12.30 น. เพิ่งจะถึงแยกสารสิน และยืนยันว่าการเข้าควบคุมเหตุการณ์ทหารใช้ปืนลูกซอง ซึ่งมีทั้งกระสุนจริง และกระสุนยาง และปืนเล็กยาวซึ่งใช้แต่ลูกแบล็งค์ ทั้งนี้ ในช่วงที่เคลื่อนจากศาลาแดงถึงแยกสารสิน ทหารไม่ได้ใช้อาวุธเลย รวมทั้งไม่มีทหารหน่วยใดขึ้นไปบนรางรถไฟฟ้าและตึกสูง จะอยู่แค่สกายวอล์คที่แยกศาลาแดงเท่านั้น รวมทั้ง กองทัพและ ศอฉ.ไม่ได้มีคำสั่งให้จัดการกับชายชุดดำ(ฟาบิโอใส่ชุดดำ) เพียงแต่มีคำสั่งให้ใช้อาวุธป้องกันตนเองในเหตุที่น่าจะทำให้สูญเสียชีวิต และป้องกันประชาชน
นิค นอสติทซ์ นักข่าวอิสระ ที่อยู่ในเหตุการณ์ ให้ข้อมูลค้านกับทหารว่า ในช่วงนั้นตนเองยืนอยู่หลังแนวของทหารตั้งแต่แยกศาลาแดง ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่มีการใช้อาวุธความเร็วสูงยิงไปทางราชดำริอย่างหนักก่อนที่จะถึงแยกสารสิน ไม่ใช่อย่างที่ทหารบอก และหลังจากนั้น 15-20 นาที ก็ได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนมามีนักข่าวอิตาลีเสียชีวิต
ตัวแทนจากสถานทูตอิตาลี ได้ตั้งคำถามในช่วงท้ายของเวทีว่า การสืบสวนสอบสวนนี้มีกำหนดว่าจะเสร็จสิ้นเมื่อไหร่ ซึ่ง คอป.ชี้แจงว่ามีเวลาทำงาน 2 ปี และชี้แจงกระบวนการทำงานของ คอป.ให้ผู้แทนสถานทูตเข้าใจ
ก่อนจบเวที พ.อ.ไตรเทพ ได้กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า "ฝากถึงสื่อมวลชนที่มา บางทีด่าผมหยาบๆ คายๆ ในเว็บ อ่านแล้วไม่สบายใจ ทหารไม่ต้องการให้ประชาชนบาดเจ็บล้มตายในการปฏิบัติหน้าที่ของเรา... ก็ต้องขอความกรุณาตรงนี้ด้วย ทหารหรือเจ้าหน้าที่ก็คือลูกหลานของประชาชนทุกคน เราคนไทยด้วยกัน ตรงนี้คือคณะกรรมการปรองดอง ถ้าทำแล้วไม่ปรองดองผมก็ไม่รู้จะหันไปหาใคร"
นปช.เตรียมรำลึก 1 ปีสลายชุมนุม ประกาศปฏิญญา 10 เมษาฯ-ทำซีดีใครเผาเซ็นทรัลเวิลด์
ที่มา ประชาไท
เพื่อร่วมรำลึกวันจักรี: ย้อนประวัติศาสตร์สมบูรณาญาสิทธิราชย์ด้วยสายตาของไพร่
ที่มา Thai E-News

โดย จรรยา ยิ้มประเสริฐ
7 เมษายน 2554
6 เมษายน 2554 เมื่อวานนี้ เป็นวันครบรอบ 229 ปี แห่งราชวงศ์จักรี เป็นวันสถาปนาปฐมบรมราชาแห่งราชวงศ์จักรี ตามที่เราท่านได้ทราบกันดีอยู่แล้วว่า เกิดขึ้นหลังจากเจ้าพระยาจักรีทำรัฐประหารและประหารชีวิตพระเจ้ากรุงธนบุรี พระเจ้าตากสินมหาราช พร้อมทั้งครอบครัว และขุนนางที่จงรักภักดีทั้งหลาย
การโค่นราชวงศ์หนึ่งแล้วตั้งราชวงศ์ใหม่เกิดขึ้นตลอดประวัติศาสตร์การเมืองไทยในยุคสมัยสมบูรณาณาสิทธิราชย์ และราชวงศ์จักรีก็ไม่ได้มีประวัติแห่งการก่อกำเนิดที่แตกต่างจากราชวงศ์อื่นๆ เช่นกัน
ดังนั้นในการร่วมรำลึกวันจักรี ในฐานะประชาชน เราควรร่วมรำลึกอย่างมีสติ ด้วยการพยายามเข้าใจวิถีคิดและจิตวิทยาการเมืองแห่งราชวงศ์จักรี เพื่อสืบสานและรักษาอำนาจให้คงอยู่คู่ฟ้า
ราชวงศ์จักรีได้สืบทอดแนวคิดและจิตวิทยาการบริหารบ้านเมืองตามระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาจากราชอาญาจักรอยุธยา และราชอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ทั้งหลายในอดีต และปฏิบัติตาม “โองการสวรรค์” ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
วิถีการรักษาอำนาจสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มักอิงแอบแนบชิดกับนายทหารเสนาบดี ควบคู่ไปกับส่งเสริมค่านิยมความเชื่อในเรื่อง “ความเป็นสมมุติเทพ” ที่ดำรงต่อเนื่องมาเนิ่ินนานหลายพันปีแห่งประวัติศาสตร์มหาราชา อันเป็นยุทธศาสตร์แห่งการดำรงอยู่และขยายราชอาญาจักร และเป็นยุทธศาสตร์เพื่อการสร้างความชอบธรรมและการยอมรับในหมู่ประชาชนว่า การเถลิงถวัลย์ราชสมบัติ ขึ้นเป็นผู้ปกครองแว้นแคว้นนั้นๆ นั้นเป็นโองการจากสวรรค์ ทั้งมหาจักรพรรดิจิ๋นซีฮ่องเต้ของจีน พระเจ้าอโศกมหาราชแห่งอินเดีย พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แห่งมหาอาณาจักรขอมที่ยิ่งใหญ่ หรือแม้แต่พระเจ้าจอห์นแห่งอังกฤษที่ฉีกสัญญาประชาคมที่ทำไว้กับขุนพลจากเมืองต่างๆ เมื่อกว่า 800 ปีที่ผ่านมา (แม้ว่าสุดท้ายก็ต้องยอมทำสัญญาแมคนาคาร์ตาในปลายรัชกาลก็ตาม) ต่างก็อ้างว่าพระองค์ได้รับการแต่งตั้งจากสวรรค์
นั่นมันเนิ่นนานมามากแล้ว หลายร้อยปีมาแล้ว สถาบันกษัตริย์ในหลายประเทศปลาสนาการไปในช่วง 229 ปี
ภาพการประหารชีวิตพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ด้วยเครื่องกิโยติน 21 มกราคม 1793 (พ.ศ. 2336)
พระราชวงศ์พระเจ้าซาร์ นิโคลัสที่ 2 ของรัสเซีย ทุกพระองค์ถูกสังหารโหดในวันที่ 17 กรกฎาคม 1918 (2461)
ภาพการปฏิวัติรัสเซียพ.ศ. 2460
ในช่วงเวลาหลายร้อยปีนี้ ลัทธิสมบูรณาญาสิทธิราชย์ต่างก็ทยอยถูกโค่นล้มโดยประชาชนในทั่วทุกมุมโลก สำหรับกษัตริย์ที่ชาญฉลาดต่างก็รู้ว่าจำต้องปรับตัวลงมาอยู่ร่วมกับประชาชนภายใต้รัฐธรรมนูญ
กษัตริย์ที่บ้าอำนาจที่ไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญต่างก็ถูกโค่น อย่างถอนรากถอนโคน และถูกประหารชีวิต (ชัดเจนที่สุดได้แก่ กรณีพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ของฝรั่งเศส พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ของรัสเซีย หรือร่วมสมัยในกรณีของพระเจ้าคยาเนนทราของเนปาล ที่ถูกโค่นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่รัฐบาลทักษิณถูกโค่นด้วยรัฐประหาร 2549 ของคณะปฏิรูปการปกครองอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (หรือในอีกนัยยะหนึ่งก็คือรัฐประหาร โดยคณะรัฐประหารอ้างว่า เพื่อดึงอำนาจกลับไปสู่สถาบันพระมหากษัตริย์))
สมบูรณาญาธิราชย์แบบไทยไทย
แม้จะมีการพูดเรื่องทศพิธราชธรรมของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช แต่ก็มีการตั้งข้อสังเกตว่า การเมืองระบอบกษัตริย์ ไม่รู้จักกับคำว่า (หรือไม่มีนิยามคำว่า) “ความยุติธรรม” มีแต่เพียงคำว่า “พระราชอำนาจ”“พระราชโองการ” และ/หรือ “พระราชดำริ” เป็นต้น
ระบบสมบูรณาณาสิทธิราชย์ เพื่อการเมืองที่กดหัวคน จึงเป็นระบบการเมืองที่เหน็ดเหนื่อย ที่ไม่มีเสถียรภาพ ไม่ยั่งยืน เพราะมันต้องอยู่กับความหวาดระแวง ชิงไหวชิงพริบ ต่อสู้แย่งชิงอำนาจ ระหว่างกันอยู่ตลอดเวลา
ประวัติศาสตร์เจ้าจึงเป็นประวัติศาตร์แห่งเขตแดนที่ไม่เคยอยู่นิ่ง - ประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยสงครามและการนองเลือดแห่ง . .
==> การรักษาอำนาจและอาณาเขตแดน (ของเจ้า) ==> การขยายอาณาเขต ==> การกู้แผ่นดิน ==> การแย่งชิงในราชสำนัก ==> เกิดราชวงศ์ใหม่
เป็นวัฎจักรหมุนวนกันอย่างนี้ ไม่รู้จบไม่รู้สิ้น จนกว่าจะเจ้าจะยอมรับในระบอบประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ ที่ทุกคนได้รับการปฎิบัติอย่างเท่าเทียมกัน
การเมืองกษัตริย์จึงเป็นการเมืองของศักดินาชนชั้นสูง การเมืองของกษัตริย์ อุปราช และเสนาบดีกลาโหม
เป็นการเมืองที่ประชาชนไม่ได้ประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น - ทั้งขึ้นทั้งล่อง - หรือที่สุภาษิตว่าไว้ว่า “เมื่อช้างสารชนกัน หญ้าแพรกก็แหลกราญ” เป็นการเมืองที่แน่นอนว่าประชาชนต่างก็ไม่พอใจ และต่างก็ได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า ประชาชนต้องเสี่ยงชีวิตในฐานะทหาร เสียชีวิตจากการปล้นสะดมภ์ ขาดอาหาร และถูกจับเป็นเชลยข้ามเขตแดนกันไปมา ตามแต่ว่าศึกครั้งนี้มหาราชองค์ไหนคือผู้ชนะ
ในระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไม่มีคำว่า “ประชาชน” มีแต่คำว่า ไพร่ ทาส เลก ที่ไม่มีอธิปไตยของชีวิตตัวเอง เป็นเพียงกำลังแรงงาน สนมนางกำนัล เครื่องบำเรอความใคร่ และกองกำลังทหารที่หล่อเลี้ยงความมั่งคั่งแห่งเมืองหลวง
ในระบบศักดินาสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เจ้าศักดินาคนไหนก็ตามที่เริ่มมีอิทธิพลและมีไพร่ทาสมากเกินไป จะถูกจับตามอง และถือว่าเป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพของพระมหากษัตริย์หรือขุนนางที่ฉ้อฉลคนอื่น พวกเขามักจะถูกกำจัดทิ้งอย่างง่ายดาย ฆ่าเรียบ เผาเรียบ พร้อมกับยึดไพร่ ทาส มาเแจกจ่ายระหว่างกลุ่มที่ชนะ
นี่คือการเมืองแห่งอำนาจของลัทธิสมบูรณาญาสิทธิราชย์ตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์ไทย เป็นการเมืองแห่งการรบราฆ่าฟัน จี้ปล้น แย่งชิง เผาบ้าน เผาเมือง กันอยู่ตลอดเวลา มันโหดร้ายยิ่งนัก
ด้วยเหตุนี้ลัทธิสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่ดำรงตนด้วยการบ่มเพาะความเชื่อว่ากษัตริย์คือโอรสสวรรค์ จึงถูกท้าทายจากพลังประชาชนควบคู่มาพร้อมกับประวัติศาตร์ราชสำนัก เพราะในตัวลัทธิแนวคิดนี้ มันขัดแย้งกับธรรมชาติของมนุษย์ที่มีความรักอิสรภาพ รักสงบ และรักความเป็นไท ประชาชนทั่วไปต่างก็ต้องการดำรงชีวิตด้วยความเข้าใจและเคารพในธรรมชาติ พึ่งตนเอง ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน รวมทั้งลงแรงช่วยเหลือกันและกันในเทือกสวนไร่นา ดังนั้นพวกเขาไม่ต้องการเป็นข้า ไพร่ หรือทาสของใครทั้งนั้น
การลุกขึ้นโค่นเผด็จการและกษัตริย์ในโลกปัจจุับัน
ลัทธิการปกครองระบบกษัตริย์ และเผด็จการทหารที่อยู่รอดมาจนถึงปัจจุบัน ต่างก็กำลังอยู่ในภาวะอกสั่นขวัญหาย อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อในหลายประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศในอาฟริกา และตะวันออกกลางที่การเปลี่ยนผ่านได้เกินอายุขัยมานานร่วมศตวรรษ จนอยู่หลงยุค หลงสมัย และกลายเป็นตัวตลกในหมู่ประชาคมโลกมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งประชาชนในประเทศเหล่านั้นก็รู้ดี และกำลังลุกขึ้นสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยและยุติหลายศตวรรษแห่งชีวิตที่ถูกกดขี่ภายใต้สถาบันพระมหากษัตริย์และเผด็จการทหาร
ประเทศที่ปกครองด้วยลัทธิมหาราชเอกบุรุษ และเผด็จการทหารหรือเผด็จการรัฐสภา ที่อยู่รอดมาถึงปัจจุบัน (เหลืออยู่น้อยเต็มที่) ต่างก็อยู่่เกินอายุขัย และต่างก็พยายามอย่างหนัก และทุ่มเทงบประมาณของรัฐ(อันจำกัด) จำนวนมากมายมหาศาล ไปกับการสร้างภาพและปลูกฝังความคิดแห่ง “สมมติเทพ” และ “ความศักดิ์สิทธิ์” ให้กับองค์พระมหากษัตริย์กันอย่างบ้าคลั่ง ทั้งพัฒนากลไกที่ซับซ้อนและวิจิตรบรรจงมากขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งพัฒนาการแห่งเครื่องประดับอาภรณ์และพระราชธรรมเนียมต่างๆ
บทเรียนของกษัตริย์ฆวน คาร์ลอส คือบทเรียนแห่งการปรับตัวของสถาบันกษัตริย์ในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญอย่างน่าชื่นชมสุรเสียงพระเจ้าฆวน คาร์ลอส ที่ ๑ แห่งสเปน มีพระราชดำรัสปฏิเสธการรัฐประหาร 2521
ประวัติศาสตร์ไพร่
การลุกขึ้นสู้ของประชาชนที่อาฟริกาตอนเหนือและตะวันออกกลางในช่วงปลายปีที่่ผ่านจนถึงขณะนี้ คือประวัติศาสตร์การลุกขึ้นสู้ของประชาชนแห่งยุคสมัยปัจจุบัน
ภาพการประท้วงกษัตริย์บาร์เรน กุมภาพันธ์ 2554
ประชาชนอียิปต์ลุกขึ้นขับไล่เผด็จการมูบารัค 25 มกราคม 2554 ทั้งประเทศและต่อเนื่อง มูบารัคต้องยอมลาออกในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2554
จากศรีปราชญ์ถึงณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
เราจะเห็นได้ว่า แม้ประวัติศาสตร์มักจะเขียนโดยชนชั้นสูงเพื่อชนชั้นสูงเป็นส่วนใหญ่ มันก็ยังทิ้งเรื่องราวให้เราอ่านระหว่างบันทัดได้อยู่บ้างจากบันทึกเหล่านี้ได้บ้าง อาทิ มันได้บันทึกจิตวิญญาณอิสระของมนุษย์คนหนึ่งไว้เช่นกันเมื่อร่วมสี่ร้อยปีที่ผ่านมา จิตวิญญาณของมหากวีแห่งยุคสมัยพระเจ้านารายณ์ “ศรีปราชญ์” ที่ยิ่งใหญ่จนแม้แต่นักประวัติศาสตร์ราชสำนักก็ไม่อาจไม่บันทึกความยิ่งใหญ่ของเขา ที่ตอบโต้ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ พระสนมของพระนารายณ์ ที่กล่าวหาศรีปราชญ์ว่า . .
หะหายกระต่ายเต้น ชมจันทร์
มันบ่เจียมตัวมัน ต่ำต้อย
นกยูงหางกระสัน ถึงเมฆ
มันบ่เจียมตัวน้อย ต่ำต้อยเดียรฉาน
ศรีปราชญ์ย้อนตอบ . .
หะหายกระต่ายเต้น ชมแขการตอบโต้ครั้งนี้ระหว่างศรีปราชญ์ มหากวีแห่งยุคสมัยกับพระสนมของพระนารายณ์ ทำให้เขาติดคุกหลวงและถูกเนรเทศไปนครศรีธรรมราชจนถูกประหารชีวิต ซึ่งเขาได้เขียนบทกลอนในวันประหารชีวิตไว้ว่า . .
สูงส่งสุดตาแล สู่ฟ้า
ระดูฤดีแด สัตว์สู่ กันนา
อย่าว่าเราเจ้าข้า อยู่พื้นเดียวกัน
ธรณีนี่นี้ เป็นพยาน
เราก็ศิษย์อาจารย์ หนึ่งบ้าง
เราผิดท่านประหาร เราชอบ
เราบ่ผิดท่านมล้าง ดาบนี้คืนสนอง
นี่เป็นบทกวีแห่งเสรีชนเมื่อกว่่าสี่ร้อยปีที่ผ่านมา. .
สำหรับการร่วมรำลึก 229 แห่งราชวงศ์จักรี ข้าพเจ้าขอนำคำปราศรัยของณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2551 ที่หน้ารัฐสภา เป็นคำปราศรัยที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นคำปราศรัยแห่งประวัติศาสตร์ร่วมสมัย มาบันทึกปิดท้ายบทความ เพื่อเป็นบันทึกแห่งยุคสมัยของหน้าประวัติศาสตร์การลุกขึ้นสู้เพื่อประชาธิปไตยของประชาชนไทย
เราเกิดบนผืนแผ่นดิน เราโตบนผืนแผ่นดิน เราก้าวเดินบนผืนแผ่นดิน เมื่อเรายืนอยู่บนดิน เราจึงห่างไกลเหลือเกินกับท้องฟ้า ... พี่น้องครับ...
เมื่อเรายืนอยู่บนดิน ต้องแหงนคอตั้งบ่า แล้วเราก็รู้ว่า ... ฟ้าอยู่ไกล...
เมื่อเราอยู่บนดิน แล้วก้มหน้าลงมา เราจึงรู้ว่า ... เรามีค่า เพียงดิน ...
แต่ผมแน่ใจว่า ... ด้วยพลังของคนเสื้อแดง ที่มันจะมากขึ้น ทุกวัน ทุกวัน ขยายตัวเพิ่มขึ้น ทุกนาที ทุกนาที
แม้เรายืนอยู่บนผืนดิน แม้เราพูดอยู่บนผืนดิน แต่จะได้ยินถึงท้องฟ้า แน่นอน!
เสียงไชโยโห่ร้องของเราในยามนี้ จากคนที่มีค่าเพียงดิน จากคนที่เกิดและเติบโตบนผืนแผ่นดิน จะได้ยินถึงท้องฟ้า แน่นอน!
คนเสื้อแดง จะบอกดิน บอกฟ้าว่า ... คนอย่างข้า ก็มีหัวใจ...!
คนเสื้อแดง จะบอกดิน บอกฟ้าว่า ... ข้าก็คือคนไทย...!
คนเสื้อแดง จะถามดิน ถามฟ้าว่า ... ถ้าไม่มีที่ยืนที่สมคุณค่า...!
จะถามดิน ถามฟ้าว่า... จะให้ข้าหาที่ยืนเองหรืออย่างไร...!
เสียงไชโยโห่ร้องของคนเสื้อแดง จะได้ยินถึงดิน ถึงฟ้า...!
ไม่มีบทจบไหนจะงดงามและจุดประกายแห่งความหวังของการต่อสู้ให้ได้มาซึ่งสังคมที่เท่าเทียมและอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ยิ่งไปกว่านี้อีกแล้ว ในวาระครบรอบ 229 ปีแห่งรัตนโกสินทร์
ข่าวที่ผ่านมาในไทยอีนิวส์
216ปีกิโยตินบั่นพระเศียรราชินีมารี อังตัวเนต
92ปีวันอวสานราชวงศ์โรมานอฟรัสเซีย
จากเวบไซด์กลุ่มนิติราษฎร เมื่อฆวน คาร์ลอสปฏิเสธรัฐประหาร - ปิยบุตร แสงกนกกุลคลิปนายอำเภอสาวหมัดใส่ม็อบไล่มาร์ค-เทือก
ที่มา Thai E-News
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
7 เมษายน 2554
มติชนออนไลน์รายงานว่า เมื่อวันที่ 5 เมษายน ที่ จ.กาฬสินธุ์ กลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย (2) 4 ภาค จากพื้นที่ จ.สกลนคร กาฬสินธุ์ และ นครพนม กว่า 500 คน นำโดยนายบุญใส ก้อนดินจี่ แกนนำ เดินทางมาชุมนุมปิดถนนบริเวณสี่แยกอำเภอสมเด็จ จ.กาฬสินธุ์ เพื่อประท้วงและปราศรัยโจมตี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เนื่องจากไม่พอใจกรณีไม่จ่ายเงินชดเชยค่าประกอบอาชีพให้ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย (ผรท.) ที่ตกค้างใน จ.กาฬสินธุ์ สกลนคร ยโสธร นครพนม อุดรธานี หนองบัวลำภู และ มุกดาหาร หลังผ่านการพิจารณาคัดกรองไปแล้ว ส่งผลให้การจราจรติดขัด
ในระหว่างนั้นนายรักษ์ ลี้ทรงศักดิ์ นายอำเภอสมเด็จ จ.กาฬสินธุ์ ขับรถยนต์ประจำตำแหน่งมาตามเส้นทางดังกล่าว แต่ไม่สามารถผ่านทางได้ จึงบีบแตรและขับฝ่าด่านผู้ชุมนุมเข้ามา พร้อมตะโกนต่อว่า และลงไปไล่ชกต่อยผู้ชุมนุม ทำให้เกิดการชุลมุนท่ามกลางการตกตะลึงของชาวบ้าน จากนั้นเจ้าหน้าที่ อส. ตำรวจ พยายามแยกตัวนายรักษ์ออกมา ขณะที่แกนนำ ผรท.ได้ประกาศยุติการชุมนุมทันที เพราะเกรงจะเกิดเหตุร้าย พร้อมนัดชุมนุมประท้วงปิดถนนอีกครั้งในวันที่ 11 เมษายนต่อเนื่องไปจนกว่ากลุ่ม ผรท. 3,000 คน จะได้รับเงินชดเชยจากรัฐบาล
นายรักษ์ ลี้ทรงศักดิ์ นายอำเภอสมเด็จ จ.กาฬสินธุ์ ออกมายอมรับ เหตุกระชากคอเสื้อ แกนนำผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย (ผรท.) ขณะที่รวมตัวปิดถนน บริเวณสี่แยกอำเภอสมเด็จ เพื่อประท้วงนายกรัฐมนตรี เหตุไม่พิจารณาเงินชดเชย
โดยนายอำเภอสมเด็จ เผยว่า ตนได้ก่อเหตุจริง แต่ไม่ได้ยกเท้าพยายามจะถีบ หรือทำร้ายผู้ชุมนุม เหตุเกิดขึ้นขณะตนขับรถไปถึงสี่แยก และขอทางเพื่อจะขอไปจอดรถอีกฝั่งหนึ่งของทางแยก ซึ่งกำลังรีบไปประชุมกำนัน- ผู้ใหญ่บ้าน แต่กลุ่มม็อบไม่ยอมให้ผ่าน เลยลงจากรถไปเจรจา และถามว่าทำไมมาปิดถนน และขอดูหน้า ก่อนกระชากตัวแกนนำ เพื่อจะรู้เป็นใคร ซึ่งการที่กระชากตัวแกนนำนั้น ก็เพราะกลุ่มผู้ชุม ด่าทอหยาบคาย และยืนยันว่า ไม่ได้มีการชกต่อย หรือทำร้ายร่างกาย ซึ่งเรื่องที่เกิดขึ้นยังไม่มีผู้บังคับบัญชาเรียกไปสอบถาม หรือตำหนิแต่อย่างใด โดยการชุมนุมนี้มีมานานแล้ว นายอำเภอก็ต้องมาแก้ไขปัญหา แต่กลุ่มผู้ชุมนุมไม่รับฟัง ส่วนเรื่องเงินชดเชยนั้น งบประมาณผ่านพิจารณาแล้ว แต่ก็มีขั้นตอนการดำเนินการ ซึ่งไม่สามารถกำหนดว่าเป็นเวลาใด แต่กลุ่มผู้ชุมนุมก็ยังไม่ฟัง
"ผมถามไปว่าถือดีอย่างไรมาปิดถนน อย่างนี้ และผมแต่งชุดข้าราชการนัดประชุมกำนันผู้ใหญ่บ้านอยู่ แต่ไม่ได้ประชุมเพราะมีการปิดถนน ผมเลยต้องมาเจรจา แล้วก็เกิดเรื่องขึ้นยืนยันว่าแค่กระชากเสื้อไม่ได้ชกต่อย"นายอำเภอสมเด็จกล่าว
ทางด้าน นายบุญใส ก้อนดินจี่ แกนนำกลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย (ผรท.) ที่ถูกกระชากคอเสื้อ กล่าวว่า นายอำเภอ กระทำการจริง และมีการต่อยหมัดมาที่ตนเอง ซึ่งขณะนั้นกำลังปราศรัยอยู่ และการปิดถนน ก็จะมีขั้นตอน เป็นลำดับ แต่ในขณะเกิดเหตุ ยอมรับว่า ปิดการจราจรทุกช่องทาง เนื่องจากไม่มีคำตอบในเรื่องดังกล่าว และการชุมนุมมีมาหลายครั้งแล้ว แต่ก็ไม่มีคำตอบจึงต้องดำเนินการปิดถนน แต่ก็ไม่คาดคิดว่า นายอำเภอจะกระทำการเช่นนี้
นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกครั้งก่อน เพราะดูจากภาพข่าวที่เผยแพร่ เหมือนนายอำเภอจะไม่ได้ตั้งใจทำร้ายผู้ชุมนุม และอาจจะเป็นการป้องกันตัวมากกว่า เนื่องจากบริเวณนั้นมีชายใส่หมวกไหมพรมล้อมรอบตัวอยู่จึงอยากเปิดหมวกออกดูว่าเป็นใคร ซึ่งก็ต้องให้โอกาสนายอำเภอชี้แจงด้วย และไม่ควรปรักปรำฝ่ายเดียว แต่ถ้าตรวจสอบแล้วเป็นอย่างไรก็ต้องว่าไปตามนั้น อย่างไรก็ดี หากมองแง่ดีถือว่า นายอำเภอเกาะติดพื้นที่ ไม่ได้ทิ้งพื้นที่ไปไหน
สงครามไซเบอร์ระหว่างรัฐกับประชาชน (ฉบับพิสดาร)
ที่มา Thai E-News
โดย ปาแด งา มูกอ
7 เมษายน 2554
วันนี้ผมถือโอกาสมอบตำราพิชัยสงครามตอนพิชิตศึกอินเตอร์เนท (ภาคพิสดาร) ให้กับกลุ่มมวลชน เพื่อต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยใน facebook และพี่น้องร่วมชาติที่หวงแหนประชาธิปไตย ทุกท่านครับ อาจจะมีประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย ลองพิจารณาดูน่ะครับ
ก่อนที่เราทุกคนจะแยกย้ายกันปฏิบัติภารกิจเพื่อให้ถึงจุดเป้าหมายที่เราทุกคนหวังไว้ คือ 1.โค่นอำมาตย์ 2.เอาประชาธิไตยของพวกกูคืนมา.
“อันสงครามไซเบอร์นั้น คือการใช่เล่ห์เพทุบาย ฉะนั้น รบได้ให้แสดงรบไม่ได้ จะรุกให้แสดงไม่รุก ใกล้ให้แสดงไกล ไกลให้แสดงใกล้ ให้ล่อด้วยประโยชน์ ให้ชิงเมื่อระส่ำระสาย ข้าศึกแน่นให้เตรียมรับ ข้าศึกแข็งให้หลีกเลี่ยง ข้าศึกโกรธง่ายให้ก่อกวน ข้าศึกยโสให้เหิมเกริม ข้าศึกสบายให้เหนื่อยล้า ข้าศึกกลมเกลียวให้แยกสลาย ให้จู่โจมเมื่อไม่ระวังตัว ให้รุกรบเมื่อไม่คาดคิด นี้คืออัจฉริยะของนักรบไซเบอร์ อันจักกำหนดล่วงหน้ามิได้”-“ซุนกู”
สงครามรูปแบบใหม่เริ่มขึ้นแล้ว
หลักการทำสงครามไซเบอร์ หรือสงครามทางอินเตอร์เนท คือ
-เราจะไม่แหงนคอตั้งบ่าบุกขึ้นไปตีข้าศึกที่ยึดที่มั่นบนภู
-เราจะไม่บุกตีข้าศึกที่หันหลังอิงเนินสี่เสาเทเวศร์
-เราจะไม่ไล่ตามตีข้าศึกที่ทำทีแสร้งแพ้ล่าถอยแบบเขายายเที่ยง
-เราจะไม่โจมตีกำลังที่เข้มแข็งของข้าศึก
-เราจะไม่ไปสนใจกองกำลังที่ข้าศึกส่งมาล่อ เข้ามาแฝง ไม่ว่าจะแดงเทียม แดงปลอม มะเขือเทศ หรือแตงโม
-การล้อมข้าศึกต้องเปิดช่องว่างไว้ ถ้าข้าศึกจนตรอก จงอย่ารุกบีบกระชั้นจนเกินไป เหมือนศึกรัฐสภาที่มีหมาจนตรอกปีนกำแพงหนี
เหล่านี้คือ หลักการสัประยุทธ์ทางอินเตอร์เนท
ดังนั้น การทำสงครามไซเบอร์หรือสงครามอินเตอร์เนท จะประสบชัยชนะได้ ก็ด้วยอาศัยเล่ห์กลอุบาย คือพิจารณาว่า มีความได้เปรียบหรือไม่ แล้วจึงค่อยปฏิบัติการ และปรับเปลี่ยนยุทธวิธีด้วยการกระจายหรือรวมกำลัง
ดังนั้น เวลาเดินทัพบนจอคอมพิวเตอร์จะต้องไปได้รวดเร็วดุจลมกรด หยุดทัพได้สงบนิ่งดุจไม้ในพงไพร รุกตีก้องฮือโหมดุจไฟลาม ตั้งรับได้มั่นคงดุจขุนเขา ซุ่มซ่อนได้ดุจเมฆดำคลุมฟ้า และบุกตะลุยศึกได้ฉับไวดุจสายฟ้าฟาด ต้องชั่งใจตรองดูผลได้ผลเสียให้ถ่องแท้ก่อน จึงค่อยปฏิบัติการ ผู้ใดเข้าใจการแปรทางอ้อมให้เป็นทางลัดก็จักชนะ
นี่คือหัวใจของการสัประยุทธ์ทางอินเตอร์เนท
ตำราพิชัยสงครามโบราณ กล่าวว่า “ด้วยว่าเมื่อรบกัน จะสั่งการด้วยวาจาคงไม่ได้ยิน จำต้องตีฆ้องกลอง แลจะใช้สัญญาณมือสั่งการ ก็คงไม่เห็น จำต้องโบกธงแทน ” มา ณ สมัยปัจจุบันจำเป็นต้องใช้อินเตอร์เนท แทนโบกธง จึงมีไว้เพื่อให้กองทัพประชาชนชาวอินเตอร์เนท ปฏิบัติการให้เป็นหนึ่งเดียวกัน
เราต้องทำลายขวัญและกองทัพข้าศึก และสั่นคลอนการตัดสินใจของแม่ทัพฝ่ายข้าศึก กองทัพเมื่อแรกรบจะมีขวัญสู้รบเต็มเปี่ยม แต่พอผ่านไปสักช่วงหนึ่งขวัญสู้รบก็จะค่อย ๆ ลดหย่อนลงเรื่อย ๆ และสุดท้ายจะไม่มีขวัญสู้รบเหลืออยู่ ผู้ช่ำชองการสงครามไซเบอร์ จึงพึงหลีกเลี่ยงข้าศึกที่มีขวัญสู้รบดีเยี่ยม มีงบประมาณเหลือเฟือจากภาษือากรของทวยราษฏร์ มีเครื่องมืออุปกรณ์ทันสมัย มีผู้สนับสนุนที่แข็งแกร่งดุจขุนเขาเหลียงซานที่ด้านหลังทวารเป็นรูกลวง ให้รอจนกว่าข้าศึกจะขวัญตก ฟัดกันเอง แย่งงบกันเอง แย่งตำแหน่งหน้าที่กันเอง จึงค่อยเข้าตี
นี่คือวิธีควบคุมขวัญทหารนักรบไซเบอร์
เราจะใช้นักรบไซเบอร์ประชาชนที่มีระเบียบวินัยดี ไปโจมตีข้าศึกที่แตกแถวสับสนอลหม่าน เหมือนเหตุการณ์สัประยุทธ์ที่สี่แยกคอกวัว เราจะใช้นักรบไซเบอร์ประชาชนที่ใจเย็นสุขุมโจมตีข้าศึกที่วู่วามบุ่มบ่ามปัญญาควาย แบบผู้ครองรัฐเทพเทือก แม่ทัพตุ๊ดตู่ และมือตีนดีเอสไอ
นี่คือวิธีคุมจิตใจนักรบไซเบอร์ประชาชน
เราจะใช้สมรภูมิที่อยู่ใกล้ (ทั้งบ้านเราเอง สำนักงานของเรา ร้านเนททั่วไป แม้ในห้องน้ำ ) รับมือกับข้าศึกที่เดินทางมาไกล ทั้งจากอีสานเหนือใต้ รวมทั้งบูรพาพยัคฆ์ +วงศ์เทวัญ
และเราจะใช้นักรบไซเบอร์ประชาชนที่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่แล้ว รับมือกับข้าศึกที่เหนื่อยล้า ทั้งเราจะใช้นักรบไซเบอร์ประชาชนที่อิ่มท้อง ไปโจมตีข้าศึกที่หิวโหย ที่ไม่ได้รับส่วนแบ่งจากการคอรัปชั่น ฉ้อราษฏรบังหลวง กินบ้านกินเมือง
นี่คือวิธีคุมกำลังรบของกองทัพไซเบอร์
เราจะไม่เข้าตีสกัดข้าศึกที่ตั้งขบวนทัพรถถังและปักธงทิวไว้อย่างเป็นระเบียบ เราจะไม่จู่โจมข้าศึกที่ตั้งค่ายอย่างแน่นหนา พร้อมสไนเปอร์ดูน่าเกรงขาม ทั้งที่เป็นอาวุธที่ประชาชนซื้อให้
นี่คือวิธีพลิกแพลงกลยุทธ์
ผู้สันทัดการเข้าตีทางอินเตอร์เนท จักประหนึ่งเคลื่อนตัวอยู่เหนือฟากฟ้า ฉะนั้น จึงสามารถพิทักษ์ตนเอง ให้ได้รับชัยชนะอย่างสมบูรณ์ หยั่งเห็นในชัยชนะมิเกินซึ่งคนทั้งปวงรู้ หาใช่ความยอดเยี่ยมที่แท้ไม่ ฉะนั้น ยกขนนกขึ้นได้ใช่ว่าทรงพลัง เห็นแสงเดือนตะวัน ใช่ว่าตาสว่าง ได้ยินเสียงฟ้าคำรณใช่ว่าโสตไว
ที่โบราณเรียกว่าผู้สันทัดการรบนั้น คือผู้ที่เอาชนะได้ง่าย ฉะนั้น ชัยชนะของผู้สันทัดการรบ จึงมิได้ชื่อว่ามีสติปัญญา มิมีความชอบในเชิงกล้าหาญ ชัยชนะของเขาจึงมีพึงกังขา เหตุที่มิพึงกังขา ก็เพราะปฏิบัติการของเขาจักต้องชนะ จึงชนะผู้ต้องพ่ายแพ้ ฉะนั้น ผู้สันทัดการรบทางอินเตอร์จึงตั้งอยู่ในฐานะไม่แพ้ และไม่สูญเสียโอกาสทำให้ข้าศึกต้องแพ้
เหตุนี้ ฝ่ายชนะรู้ว่าชนะก่อนจึงออกรบ ฝ่ายแพ้รบก่อนแล้วจึงหวังว่าจะชนะ ฉะนั้น ผู้สันทัดการบัญชาทัพ ทางอินเตอร์เนท จักจรรโลงไว้ซึ่งมรรคและกฎระเบียบ จึงสามารถกำหนดชัยชนะและพ่ายแพ้ได้
หลักแห่งการทำศึกทางอินเตอร์เนท มี หนึ่งคือวินิจฉัย สองคือคำนวณ สามคือปริมาณ สี่คือเปรียบเทียบ ห้าคือชัยชนะ พื้นที่ก่อให้เกิดการวินิจฉัย การวินิจฉัยก่อให้เกิดการคำนวณ การคำนวณก่อให้เกิดปริมาณ ปริมาณก่อให้เกิดการเปรียบเทียบ การเปรียบเทียบก่อให้เกิดชัยชนะ
ฉะนั้น กองทัพประชาชนชาวอินเตอร์เนท ที่ชนะจึงประดุจเอาหนึ่งอี้ไปเปรียบกับหนึ่งจู กองทัพของอ้ายมาร์คเผียงแห่งเสี่ยมก๊ก ที่แพ้ จึงประดุจเอาหนึ่งจูไปเปรียบกับหนึ่งอี้ ไพร่พลของฝ่ายประชาชนชาวอินเตอร์เนท จึงเสมือนปล่อยน้ำที่กักในลำธารสูงแปดพันเซียะ ให้ทะลักกระโจนลงมาพังทะลายรัฐสภาและทำเนียบ
นี้คือรูปลักษณ์ของการรบทางอินเตอร์เนท
ยังมีพิชัยสงครามภาค 2 โปรดติดตามน่ะครับ
สิ่งที่ควรระมัดระวัง ขออีกครั้งเดียวก่อนแยกย้ายกันไปปฏิบัติการเพื่อประชาชน
เรื่อง Cyber crime
As an individual
คือ อาชญากรรมทางไซเบอร์
Walware Attack คือโปรแกรมที่เขียนขึ้นมาเพื่อเก็บข้อมูล
Virus code ที่สามารถ Copy ตัวเองและแพร่ไปยังคอมพิวเตอร์เครื่อง อื่นๆ ได้โดยอาศัยพาหะ เช่น USB,Email attachment,CD
Warm : Standalone Malware Program ที่สามารถแพร่กระจายตัวเองได้ผ่านทางระบบเครือข่ายใน 1 วินาที มันสามารถแพร่กระจายได้ถึง 2500 เครื่อง
Trojan horse: โปรแกรมที่บรรจุเข้าไปในคอมพิวเตอร์เพื่อเก็บข้อมูลเป็นหลัก
Bot Zombie: computer ที่ติด Warm หรือ Trojan แล้วและถูกควบคุมให้ทำงานผ่านทาง network
Dos : เป็นการโจมตี ที่มีจุดประสงค์ให้ PC เหยื่อไม่สามารถให้บริการได้โดยการ floods ข้อมูล
การป้องกัน
-ติดตั้ง Anti-virus/Anti-Spy ware และ update อย่างสม่ำเสมอ
-update os Patch/ Service Pack อย่างสม่ำเสมอ เช่น Window update
-Paton software ที่ใช้งานทั้งหมด เช่น Adobe Flash Player Plug-ins
ระมัดระวังในการ Download Software ไม่เปิด E-mail จากคนที่คุณไม่รู้จัก
-Spwware:เป็นโปรแกรมที่บันทึกการกระทำของ User และส่งผ่าน internet ไปยังผู้สร้าง spwware
-Adware: เป็นโปรแกรมที่จะ Download สิ่งโฆษณาอัตโนมัติลงมาที่เครื่อง
-Key logger คือจะบันทึกข้อมูลของผู้ใช้บริการในด้านการซื้อของทางอินเตอร์เน็ตหรือข้อมูลส่วนตัวที่สำคัญ
การระวังตัว
Download จาก Site ที่เชื่อใจได้สิ่งที่ D/L ผิดกฎหมายหรือไม่ Copy right ลองคิดว่าจะเสี่ยง D/L ข้อมูลนั้น ๆ หรือไม่
Phishing: ใช้เทคนิค Social Engineer เพื่อหลอกลวงทางอินเตอร์เน็ต เพื่อขอข้อมูลที่สำคัญ เช่น รหัสผ่านหรือหมายเลขบัตรเครดิต
พ.ร.บ คอมพิวเตอร์ 2550
โพสข้อความเท็จ
ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนเสียหาย
ส่งผลกระทบต่อความมั่งคงของประเทศ
โทษสูงสุดจำคุก 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000บาท
Wednesday, April 6, 2011
นักวิชาการออสซี่ตั้งคำถาม เลือกตั้งไทยจะ "เป็นธรรม" ได้อย่างไร? เมื่อผู้เล่นอีกฝ่ายถูกกันออกจากสนาม
ที่มา มติชน แอนดรูว์ วอล์คเกอร์ นักวิชาการด้านมานุษยวิทยา แห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ผู้ให้ความสนใจกับประเด็นการเมืองไทยร่วมสมัย ได้เขียนบทความขนาดสั้นเผยแพร่ในเว็บล็อก "นิว มันดาลา" (นวมณฑล) โดยตั้งคำถามว่า ถ้าประเทศไทยมีการเลือกตั้งทั่วไปเกิดขึ้นภายในเดือนกรกฎาคมนี้ การเลือกตั้งดังกล่าวจะดำเนินไปอย่างยุติธรรมหรือไม่? การเลือกตั้งดังกล่าวยังมี "ความเป็นธรรม" อยู่หรือไม่ เมื่อพรรคฝ่ายค้านหลักถูกตัดสินยุบพรรคโดยกระบวนการยุติธรรม และไม่ใช่เพียงครั้งเดียวแต่เรื่องที่ว่าเกิดขึ้นมาแล้วถึงสองครั้ง? การเลือกตั้งดังกล่าวยังมี "ความเป็นธรรม" อยู่หรือไม่ เมื่อนักการเมืองคนสำคัญๆ ของฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล ล้วนถูกห้ามทำงานการเมืองอย่างเป็นทางการ? และ การเลือกตั้งดังกล่าวยังมี "ความเป็นธรรม" อยู่หรือไม่ ถ้าผู้นำที่เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของสังคมไทย (ซึ่งหลุดออกจากตำแหน่งด้วยการทำรัฐประหารอย่างผิดกฎหมาย) ไม่สามารถเข้าร่วมแข่งขันในสนามดังกล่าวได้?
วอล์คเกอร์วิเคราะห์ว่า ด้านหนึ่ง การเลือกตั้งที่เกิดขึ้นอาจมี "ความบริสุทธิ์ยุติธรรม" ในแง่ของกระบวนการเลือกตั้งขั้นพื้นฐาน โดยเขาไม่ค่อยเห็นพ้องต้องกันกับความคิดของพรรคฝ่ายค้านอย่าง พรรคเพื่อไทย หรือ กลุ่มคนเสื้อแดง ที่ระบุว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์จะโกงการเลือกตั้งและกระทำการใดๆ ซึ่งจะช่วยส่งผลให้ตนเองได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกสมัย เพราะนี่คือข้อกล่าวหาที่เคยใช้เล่นงาน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพันธมิตรมาก่อน และเป็นที่คาดการณ์ได้ว่า ข้อกล่าวหาเช่นนั้นก็จะถูกนำกลับมาใช้เล่นงานนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เช่นกัน
นักวิชาการชาวออสเตรเลียผู้นี้เห็นว่า การกล่าวอ้างถึงการโกงการเลือกตั้งนั้นถือเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันทางการเมืองในสังคมไทย ทว่าถึงที่สุดแล้ว ประเพณีทางการเมืองอันอันตรายเช่นนี้ ก็จะกร่อนเซาะทำลายความเชื่อมั่นศรัทธาที่มีต่อกระบวนการเลือกตั้งไปในตัวด้วย
ทั้งนี้ วอล์คเกอร์ยังไม่เคยเห็นหลักฐานชัดเจนใดๆ ที่จะระบุว่าผลการเลือกตั้งครั้งหลังๆ ในประเทศไทยมิได้สะท้อนให้เห็นถึงเจตจำนงแท้จริงของประชาชนผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ดังนั้น การเลือกตั้งทั่วไปในปี พ.ศ.2554 ก็คงไม่มีอะไรแตกต่างไปจากการเลือกตั้ง 2-3 ครั้งก่อนหน้านั้น และมันจะเป็นการเลือกตั้งที่ "ยุติธรรม" หากพิจารณาจากกระบวนการจัดการเลือกตั้งในภาพรวมทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม ถ้าอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์มีโอกาสได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลอีกครั้งภายหลังการเลือกตั้งครั้งหน้า ประเด็นว่าด้วย "ความยุติธรรม" ก็จะยิ่งขยายใหญ่ออกไปจนยากเกินเยียวยา พร้อมด้วยคำถามที่ว่า
การเลือกตั้งดังกล่าวยังมี "ความเป็นธรรม" อยู่หรือไม่ เมื่อมีคนเชื่อกันอย่างกว้างขวางว่า ผู้มีอำนาจมีแนวโน้มจะยอมรับผลการเลือกตั้งเพียงรูปแบบเดียว?
นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลียสรุปว่า จากคำถามทั้งหมดนี้ แสดงให้เห็นว่า ชะตากรรมทางการเมืองของทักษิณ ชินวัตร ถือเป็นสิ่งที่ยุ่งยากมากที่สุดสำหรับอนาคตทางการเมืองไทย เพราะตราบใดที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่สมัครใจหรือไม่สามารถจะเผชิญหน้ากับทักษิณในสนามเลือกตั้ง พวกเขาก็ต้องเผชิญหน้ากับข้อกล่าวหาว่าตนเองมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งที่ "ไม่เป็นธรรม" ต่อไป
หลายคนอาจคิดว่าสัญญาณเตือนถึงความชอบธรรมของรัฐบาลในลักษณะดังกล่าว ถือเป็นราคาที่ต้องจ่ายอันสมเหตุสมผล เพื่อจะปลดปล่อยประเทศไทยออกจากทักษิณ แต่ราคาที่ถูกใช้จ่ายออกไป ก็คือ "ความเป็นธรรมในการเลือกตั้ง" ซึ่งอาจส่งผลให้การแก้ไขปัญหาระยะสั้นบางประการประสบผลสำเร็จ ทว่าในระยะยาวแล้ว มันจะนำไปสู่ความสูญเสียราคาแพงสูงลิบลิ่วอย่างแท้จริง
“ปชป.เหลว- เพื่อไทยขยาด” ภาระใหญ่ภาคประชาชน
ที่มา มติชน


เข้าสู่โหมดเลือกตั้ง เมื่อนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศจะยุบสภาภายในสัปดาห์แรกของเดือนพฤษภาคม ทว่า ความเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองแต่ละพรรคมุ่งไปที่การช่วงชิงอำนาจ ใครจะจับขั้วใคร รอเป็นรัฐบาลกับพรรคไหนมากกว่า นำเสนอนโยบายที่หวังจะแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ลดความเหลื่อมล้ำ ความเป็นธรรมที่ กัดกินสังคมไทยมาช้านาน
ไล่สำรวจ การขับเคลื่อนของแต่ละพรรค พรรคเพื่อไทยที่มีโอกาสสูงจะชนะเป็นที่1 ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ยังสะลาวนอยู่กับปัญหาความขัดแย้งภายในพรรคว่า จะชูใครเป็นแคนดิเดทนายกรัฐมนตรีระหว่างยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กับ มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ขณะที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ที่พลาดเก้าอี้ตัวนี้แล้ว ก็กำลังเป็นระเบิดในพรรคอยู่
ไม่พ้นกับดักประชานิยม
ส่วนนโยบายที่จะใช้ในการหาเสียง แกนนำพรรคเพื่อไทยบอกว่า จะประกาศได้ในเดือนเม.ย. แต่ที่ทีมเศรษฐกิจของพรรคเปิดมาก่อนหน้านี้ ก็เห็นเค้าโครงว่า นโยบายของพรรคเพื่อไทยส่วนใหญ่เป็นการต่อยอดนโยบายประชานิยมสมัยทักษิณ และเกทับพรรคประชาธิปัตย์
เช่น เพิ่มค่าแรง 300 บาทต่อวันขณะที่พรรคประชาธิปัตย์จะให้ได้ 250 บาท ส่วนราคาผลิตผลทางการเกษตร ก็จะนำ “โครงการรับจำนำสินค้าเกษตร” กลับมาแทนที่ “โครงการประกันรายได้” ที่พรรคประชาธิปัตย์นำมาใช้ พร้อมสัญญาว่า จะทำราคาข้าวให้ได้เกวียนละ 1.5 หมื่นบาท ส่วนเบี้ยยังชีพคนชราก็จะเบิ้ลให้สูงเดือนละพันบาท จากที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ให้คนละ 500 บาท
หลายนโยบายเน้น มหกรรม ลดแลกแจกกำลังสอง ต่อยอดประชานิยมจากไทยรักไทยและพลังประชาชน
ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ดูได้เปรียบเพราะเป็นรัฐบาลและเดินหน้านโยบายต่างๆ มาก่อนหน้านี้ เช่น โครงการเรียนฟรี เบี้ยยังชีพ 500 บาท บัตรทองรักษาโรค ซึ่งเป็นถือเป็นโครงการยอดนิยมตามผลสำรวจของโพลสำนักต่างๆ
ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนยุบสภา พรรคประชาธิปัตย์ ออกนโยบายชุดใหญ่ เอาใจรากหญ้า และกลุ่มสาขาอาชีพต่างๆ ไม่ว่า การนำแรงงานนอกระบบ 24 ล้านคน เข้าสู่ระบบประกันสงคม โครงการปล่อยกู้แท๊กซี่ และ วินมอเตอร์ไซด์เข้มแข็ง โดยรัฐบาลได้จัดระเบียบวินตามตรอกซอกซอยต่างๆ และ เตรียมงบจัดเสื้อวินฯ และหมวกกันน็อคไว้ให้ 2.4 แสนใบ ส่วนนโยบายพลังงาน ก็จะตรึงราคาก๊าซหุงต้ม น้ำมันดีเซลไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร ไม่ให้คนจนเดือนร้อน
กรอบนโยบายที่พรรคประชาธิปัตย์จะนำไปหาเสียงเพิ่มเติม ตามที่ น.พ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาแถลง เน้นใน 4 ด้าน
กรอบแรกคือการเร่งเพิ่มรายได้ในการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 25% ภายใน 2 ปี การปรับเพิ่มระบบการประกันสินค้าเกษตร ร่วมกับการสมทบเบี้ยยังชีพให้กับผู้สูงอายุ 2.การลดภาระค่าใช้จ่ายโดยให้ครอบครัวคนยากจนใช้ไฟฟรี แบ่งเบาภาระการเล่าเรียนด้วยการขับเคลื่อนโครงการเรียนฟรี 15 ปี และเพิ่มทุนการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย และแก้ไขปัญหาภาระหนี้นอกระบบให้ครบ 1 ล้านครอบครัว
3.ขจัดปัญหายาเสพติด โดยจัดตั้งกองกำลังพิเศษ 2,500 นายเพิ่มเติมจากที่มีอยู่ และ 4. แก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมในประเทศ โดยเดินหน้าปฏิรูปประเทศ จัดสรรที่ทำกิน มอบโฉนดชุมชน สร้างระบบสวัสดิการให้คนไทยโดยการขยายระบบประกันสังคมให้ครอบคลุมคนทั้ง 25 ล้านคนให้ครบ
พรรคเล็กไร้ทางออก ขอแค่รวมขั้ว
นั่นเป็นจุดยืนของสองพรรคใหญ่ กวาดตามาดูพรรคเล็กพรรคน้อย หรือพรรคร่วมรัฐบาล ณ วันนี้ ไม่มีพรรคไหนประกาศนโยบายอะไรที่ชัดเจนนอกจากไหลตามน้ำ
เช่น พรรคภูมิใจไทยอันดับ 3 รองจากพรรคเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ “บุญจง วงศ์ไตรรัตน์ “รองหัวหน้าพรรค กล่าวว่า พรรคจะเน้นไปที่การสร้าง ถนน และแหล่งน้ำ ขณะที่พรรคชาติไทยพัฒนา ตัวแปรอีกพรรค ก็ยังไม่ประกาศนโยบาย มีแต่แพ็คคู่กับพรรคภูมิไจไทยเพื่อสร้างอำนาจต่อรองในการรวมขั้วตั้งรัฐบาล
ไม่ต้องพูดถึงพรรคเล็กพรรคน้อยอย่าง พรรคเพื่อแผ่นดินที่แตกออกเป็นสารพัดก๊ก ซึ่งยังเอาตัวเองไม่รอด พรรครวมชาติพัฒนาของ สุวัจน์ ลิปตพัลลภ ได้กลุ่มการเมือง “3 พี” พินิจ จารุสมบัติ ปรีชา เลาหะพงษ์ชนะ และ ไพโรจน์ สุวรรณฉวี มาร่วม แต่ก็ยังไม่มีนโยบายออกมานอกจากตรึงพื้นที่เลือกตั้งให้ได้ ส.ส.มากที่สุด หรือ พรรคกิจสังคม พรรคมาตุภูมิ พรรคประชาราช กระทั่ง พรรคน้องใหม่อย่าง พรรคประชาสันติของกลุ่มเพื่อน ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ ทุกพรรคมุ่งแค่ว่า “ฉันจะได้ส.ส.เท่าไร” “เราจะรวมกับใครเป็นรัฐบาล”
นักการเมืองจึงต่างมุ่งชิงอำนาจ มากกว่าจะเสนอนโยบายปฏิรูปเชิงโครงสร้างให้ประชาชนได้เลือกในวาระปฏิรูป ประเทศกบการเลือกตั้งครั้งสำคัญหนนี้ นโยบายหลายตัวที่โยนเข้าสู่จอทีวีตามโลโก้ของแต่ละพรรค เป็นแนวอภิมหาประชานิยม เพียงแต่ใครให้มากกว่าใครซึ่งพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ประชานิยม เป็นนโยบายไฟไหม้ฟาง ไม่ได้ช่วยฟื้นฟูประเทศในระยะยาว แต่สร้างหนี้มหาศาลในอนาคต
จนถึงวันนี้ยังไม่มีพรรคใดกล้าประกาศนโยบายปฏิรูปภาษี หรือเดินหน้าภาษีมรดก ภาษีทรัพย์สิน ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ทั้งที่ นี่เป็นมาตรการลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ เมื่อผลการศึกษาพบว่า มีช่องว่างด้านรายได้ระหว่าง ชนชั้นบนชนชั้นล่างห่างถึง 12 เท่า
เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะ ถ้านโยบายปฏิรูปเหล่านี้มีผลออกมา ย่อมต้องกระทบต่อ ผู้มีฐานะ ชนชั้นปกครอง นักการเมืองด้วยกัน ที่เกือบครึ่งของ ส.ส.และ ส.ว.มีที่ดินรกร้างเป็นร้อยเป็นพันไร่ และเป็นผู้ร่ำรวยมีเงินเป็นร้อยล้านพันล้าน ดังนั้น พรรคการเมืองจึงไม่กล้าทำ เพราะจะกระทบกับ คนในพรรค
ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์เองก็มีชนชั้นปกครอง นายทุน นักธุรกิจไม่น้อย ทั้งที่ ก่อนหน้านี้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เคยให้ความหวังด้วยการประกาศตั้งแต่ช่วงรับตำแหน่งใหม่ว่า จะผลักดันให้เกิดการปฏิรูปภาษีเพื่อสร้างความเป็นธรรม โดยจะให้กระทรวงการคลังดำเนินการ ส่วนภาษีที่ดินก็เคยระบุว่า จะทำให้ภาษีโรงเรือนกับภาษีบำรุงท้องที่มารวมกันและจะเป็นฐานรายได้ที่เป็น กอบเป็นกำให้กับท้องถิ่น แต่จนถึงขณะนี้ก็ไม่มีความคืบหน้าใดๆ เพราะถูกต่อต้านจากคนในพรรค
แม้แต่พรรคเพื่อไทยเองที่สถาปนาเป็นพรรคไพร่ เป็นพรรคของคนชั้นล่าง แต่นักการเมืองในพรรคนี้ก็ไม่ต่างจากพรรคประชาธิปัตย์ คือเต็มไปด้วยนักธุรกิจ กลุ่มทุน นักเลือกตั้งอาชีพ ซึ่งว่าไปแล้วก็มีกันแทบทุกพรรค ฝ่ายการเมืองจึงไม่อยากจะผลักดันนโยบายภาษีที่ดิน ภาษีทรัพย์สิน ภาษีมรดก ออกมาบังคับใช้
นโยบายปฏิรูประบบภาษีเหล่านี้ หากปฏิบัติได้จริง นอกจากจะลดความเหลี่อมล้ำ แล้วยังจะช่วยให้รัฐมีรายได้เพื่อนำมาสร้างสวัสดิการให้กับประชาชน เกิดความมั่นคงในชีวิต ซึ่งปัจจุบันรายได้ของรัฐไม่ได้เพิ่มขึ้นมากมาย ตรงกันข้าม นับวันรัฐต้องใช้เงินทุ่มไปกับนโยบายประชานิยมที่ประเทศนี้ได้ติดกับดักจน งอมแงมไปแล้ว ซึ่งก็กระทบกับฐานะการคลังของประเทศ
เดินหน้าปฏิรูปภาษี หารายได้ สร้างสวัสดิการ
ดร.สมชัย จิตสุชน ผอ.วิจัยด้านการพัฒนาเศรษฐกิจส่วนรวมและการกระจายรายได้ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ (ทีดีอาร์ไอ) เคยนำเสนอ เรื่อง “การปฏิรูประบบภาษี” ในเวทีประชุม ปฏิรูปประเทศไทยเพื่อสุขภาวะของคนไทย ครั้งที่ 39 ที่สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เมื่อปีที่แล้ว โดยให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า หากรัฐต้องการสร้างสวิสการถ้วนหน้าให้กับประชาชนให้ได้ในปี 2560 รัฐจะต้องมีรายจ่าย 2.3 – 3.5 แสนล้านบาท โดยรัฐต้องทำ 5 เรื่องพร้อมๆ กัน เพื่อให้มีรายได้พอ ควรเก็บ VAT 7 – 10% ขยายฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ยกเลิก BOI ให้เงินไหลกลับเข้ากระเป๋า ลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเหลือ 20 % และเร่งคลอดภาษีที่ดินฯ
“การจัดสวัสดิการถ้วนหน้าในปี 2560 จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเพิ่มการจัดเก็บภาษีให้เหมาะสม และหากจะทำให้ระบบภาษีเกิดความเป็นธรรมจำเป็นอย่างยิ่งต้องมีหลักความเสมอ ภาค ทางภาษี ให้คนรวยจ่ายมาก คนจนจ่ายน้อย และยกเลิกแนวคิดจัดเก็บภาษีแตกต่างตามอาชีพ ซึ่งควรเก็บภาษีตามความสามารถในการจ่าย เช่น เกษตรกร นักธุรกิจ พ่อค้า คนไทยยังเสียภาษีไม่เสมอภาค ดังนั้นควรเริ่มจากการขยายฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยยกเลิกแนวคิดจัดเก็บภาษีแตกต่างตามอาชีพ แต่เก็บภาษีตามความสามารถในการจ่าย ยกเครื่องค่าลดหย่อนและยกเว้นต่างๆ โดยไม่จำเป็นต้องปรับอัตราภาษี”
ดร.สมชัย บอกด้วยว่า การภาษีทรัพย์สิน ปัจจุบันเก็บจากฐานทรัพย์สินไม่มาก เช่น ภาษีรถยนต์ ก็ไม่ได้เก็บตามมูลค่า ภาษีบำรุงท้องที่ เก็บตามมูลค่าและฐานมูลค่าที่ล้าสมัย และอัตราต่ำมาก ขณะที่ภาษีและค่าธรรมเนียมการโอนที่ดิน ก็เก็บเฉพาะเมื่อมีการขาย ดังนั้น ประเทศไทยยังไม่มีภาษีทรัพย์สินที่เก็บเป็นเรื่องเป็นราว จึงเป็นที่มาว่า พ.ร.บ. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ควรเร่งผลักดันออกมา
ความเห็นของนักวิชาการทีดีอาร์ไอผู้นี้ สอดคล้องกับนักวิชาการรายอื่นๆ ที่เคยเสนอมาแล้ว กล่าวคือ ต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างภาษีครั้งใหญ่ในประเทศไทย ทั้งในแง่ของฐานผู้เสียภาษีที่จะต้องกว้างขวาง มีช่องให้หลบรอดหรือหลีกหนีที่เป็นการเอาเปรียบคนอื่นๆ ในสังคมน้อยที่สุด และสร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ ด้วยการ เดินหน้า ภาษีทรัพย์สินและภาษีมรดก
เมื่อฝ่ายการเมืองไม่นำเสนอ “นโยบายเชิงโครงสร้าง” ในการหาเสียง เห็นทีภาคประชาชน นักวิชาการ ผู้รักความเป็นความเป็นธรรมทั้งหลาย ต้องออกแรงขับเคลื่อนให้หนักเพื่อ “จุดกระแสนำ” ใน การเลือกตั้งครั้งนี้ เหมือนที่เคยประสบความสำเร็จ จากการรณรงค์ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับเพื่อปฏิรูปการเมือง จนบรรหาร ศิลปอาชา นำไปหาเสียงและได้เป็นนายกฯ ที่สุดก็ต้องดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
เป็นภาระภาคประชาชนที่ต้องบีบนักการเมืองในจังหวะที่ “กระแสปฏิรูป” ได้ก่อตัวเข้มข้นมากขึ้น
เรื่อง ศูนย์ข้อมูลข่าวสารปฏิรูปประเทศไทย www.thaireform.in.th






