ที่มา thaifreenews
โดย สุรชัย..namome
http://www.youtube.com/watch?v=YPQT_feBcio&feature=youtube_gdata
CBNPress Clip
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, April 7, 2011
งานเสื้อแดงเบิกบาน สงกรานต์ย้อนยุค
ขอเชิญร่วมงาน รวมพลแดง ซอยแอนเน็กซ์ !! > ซ.พหลโยธิน 58
ที่มา thaifreenews
โดย สุรชัย..namome
nuufon
ขอเชิญร่วมงาน รวมพลแดงซอยแอนเน็กซ์ และ พื้นที่ใกล้เคียง > พหลโยธิน ซอย 58
ในวันที่ 8 เมษายน 2554 เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป
พบแกนนำ นปช.
นำทีมโดย . . . .
ตู่ จตุพร
พันเอก ดร.อภิวัน
จ่าประสิทธิ์ ฯลฯ
ศิลปินเสื้อแดง นำทีมโดย ....
นุช พจมาน
อเล็กซ์
ชายอิสระชน
ตลกประชาธิปไตย
และขวัญใจพี่น้องสายไหม
สส.น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ!!
http://www.internetfreedom.us/thread-19896.html
งานฌาปนกิจศพของคุณไพรัช วงษ์พระจันทร์
ที่มา thaifreenews
โดย สุรชัย..namome
เรียนเชิญ.......พี่น้อง
ร่วมงานฌาปนกิจศพของคุณไพรัช วงษ์พระจันทร์ (สามีของแม่ครัวกลุ่มพระราม 9 )
สวดอภิธรรม วันที่ 7 - 11 เมษา 54
ฌาปนกิจศพ วันที่ 11 เมษา 54
เวลา 16.30 น. ศาลา 1 วัดหลวงพ่อเณร ซ.ประชาสงเคราะห์
...-------------------------------------------
สอบถามเพิ่มเติม
พี่หน่อยพระราม 9 >>> 088-5060788
รูปภาพบนกระดาน
โดยลุงยิ้ม ตาสว่าง
http://www.facebook.com/#!/photo.php?fbid=201891039843533&set=a.195271110505526.48195.100000679143702&theater
คลิปกิจกรรมทีม สองขาเพื่อประชาธิปไตย นำโดย แป๊ะ บางสนาน อ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี
ที่มา thaifreenews
โดย สุรชัย..namome
thaitiger
31 มีนาคม ชาวอ.พระพุทธบาท จ.สระบุรีร่วมต้อนรับการทำกิจกรรมของทีมสองขาเพื่อประชาธิปไตย
สองขา31 03 2011
http://www.youtube.com/watch?v=988fAMSw8zc&feature=player_embedded
http://www.konthaiuk.info/forum/index.php?topic=16345.0
กิจกรรมทีม สองขาเพื่อประชาธิปไตย นำโดย แป๊ะ บางสนาน อ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี
31 มีนาคม ชาวอ.พระพุทธบาท จ.สระบุรีร่วมต้อนรับการทำกิจกรรมของทีมสองขาเพื่อประชาธิปไตย
เครดิต คุณ กุ้งอินเตอร์
โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม…คนไทยควรต่อต้านรัฐบาลพลเรือนที่ทหารใช้บังหน้า
ที่มา thaifreenews
โดย สุรชัย..namome
แปลจากวอร์ชิงตันไทม์ เขียนโดย โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม
ในขณะที่ทั่วโลกต่างให้ความสนใจกับเหตุการณ์อันน่าสะเทือนใจและปะทุขึ้น ในการตื่นตัวปฏิวัติของอาหรับ การยึดอำนาจเงียบโดยกองทัพกำลังคลืบคลานเข้ามาสู่ประเทศไทยพร้อมกับการ ประกาศการเลือกตั้งที่คาดว่าจะมีขึ้นในต้นเดือนกรกฎาคม ในขณะเดียวกันมีความกังวลใจว่ากระบวนการที่เร่งรัดดังกล่าวอาจจะขาดความเป็น ธรรม รองนายกรัฐมนตรีสุเทพ เทือกสุบรรณได้ออกมาปฏิเสธอย่างหนักแน่นถึงความเป็นไปได้ที่จะอนุญาติให้มี การสังเกตการณ์การเลือกตั้ง โดยใช้คำพูดเหยียดเชื้อชาติว่า เขา“ไม่เคารพฝรั่ง” และจะไม่อนุญาติให้ฝรั่งมามีอำนาจเหนืออธิปไตยแผ่นดินไทย และเรายังสามารถคาดเดาได้ว่าในอนาคต คำพูดในทำนองนี้จะเพิ่มความน่าเกลียดมากกว่าเดิม
เป็นเวลาเกือบหนึ่งปีแล้วที่รัฐบาลทหารหนุนหลัง นำโดยชาวอังกฤษอย่าง นายมาร์ค อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เห็นดีเห็นงามกับการสังหารผู้ชุมนุมประท้วงทั้ง91 รายเพื่อจะหลีกเลี่ยงการเลือกตั้งก่อนกำหนด เนื่องจากกลัวว่าตนเองจะพ่ายแพ้ ปัจจุบันพรรคผู้นำรัฐบาลอย่างพรรคประชาธิปัตย์กลับกระตือรือล้นอยากเลือก ตั้งก่อนกำหนดเพราะต้องการกีดกันไม่ให้ผู้นำฝ่ายตรงข้ามหลายคนที่กำลังจะถูก ปล่อยออกจากเรือนจำ หรือกำลังจะพ้นจากการตัดสิทธิ์ทางการเมืองห้าปีลงเล่นการเมือง
อย่างไรก็ตาม มีประเด็นเชิงลึกในการแข่งขันที่กำลังมาถึงมากกว่าที่ผู้สังเกตการณ์มือ สมัครเล่นมองเห็น เรื่องที่น่าสนใจคือบทบาทของผู้บัญชาการทหารบก พลเอกประยุทธ จันโอชา บุคคลที่ดูเหมือนภาพล้อการ์ตูนผู้นำเผด็จการทั่วไปจากประเทศโลกที่สามมาก ขึ้นทุกวัน ในขณะเดียวกันพลเอกประยุทธยังมีกิตติศัพท์ชอบพูดเรื่อยเปื่อยต่อหน้าสาธารณ ชน ซึ่งเกินเลยกว่าอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญและสติปัญญาอันเล็กน้อยของเขา แต่คำพูดของเขามีความสำคัญ เพราะทำให้เราเข้าใจถึงธาตุแท้ของกลุ่มอำมาตย์ที่น่าขยะแขยง
เมื่อไม่นานนี้ พลเอกประยุทธ์สัญญาว่ากองทัพจะวางตัว “เป็นกลาง” ในครั้งนี้ แต่เมื่อพิจารณาเหตุการณ์แวดล้อม ดูจะเป็นเรื่องยากที่จะเชื่อ เพราะกองทัพขยายใหญ่ขึ้นตั้งแต่ปี 2549 เพื่อพยายามจะชี้นำผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งให้เลือกตั้งบุคลลที่กองทัพปรารถนา หรือยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่กองทัพคิดว่าไม่มีค่าพอจะสนับ สนุน พลเอกประยุทธ์มักจะส่งสัญญาณว่าเขาไม่ลังเลที่จะแทรกแซงหากไม่ได้ดังใจ ปรารถนา ไม่นานมานี้ สิ่งที่เขาพูดได้สะท้อนเรื่องคำเตือนในการเลือกนายกรัฐมนตรีว่า การเลือกตั้งเป็นตัวเลือกระหว่างนโยบายพรรคประชาธิปัตย์ หรือความรุนแรงรอบใหม่กับความไร้เสถียรภาพ โดยสามารถตีความได้ว่า หากคนไทยไม่เลือกนายอภิสิทธิ์อีกครั้ง กองทัพก็ไม่หนักใจที่จะกระทำต่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในครั้งหน้า เหมือนกับที่เคยทำกับรัฐบาลสามชุดก่อน
การเลือกเอานายอภิสิทธิ์มาบังหน้า แสดงให้เห็นว่ากองทัพไทยเรียนรู้จากบทเรียนในปี 2535 เพราะการที่พลเอกสุจินดา คราประยูรยืนยันที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยตนเองทำให้เกิดการประท้วงใหญ่ใน กรุงเทพมหานคร และจบด้วยการสังหารหมู่ผู้ประท้วงมือเปล่าที่มักเกิดขึ้นเป็นประจำ และเพื่อจะหลีกเลี่ยงหายนะดังกล่าวอีกครั้ง ภาพลักษณ์ที่สุถาพและความเป็นผู้ดีของนายอภิสิทธิ์จึงเป็นภาพอุดมคติที่นำมา ใช้ปกปิดการครอบงำทางการเมืองไทยของกองทัพ อย่างไรก็ตาม ไม่ต่างจากผู้นำเผด็จการโลกที่สามทั่วไป พลเอกระยุทธ์รู้สึกยากที่จะต่อต้านสิ่งล่อใจโดยต้องการย้ำเตือนสาธารณชนว่า เขาเป็นผู้ที่มีอำนาจอย่างแท้จริง การจัดการกับปัญหาความขัดแย้งชายแดนกับประเทศกัมพูชาคือหลักฐานชัดเจนที่ แสดงให้เห็นว่าเหล่านายพลพวกนี้ไม่ทำตามคำสั่งพลเรือน มีเรื่องที่น่าอับอายเกิดขึ้นในสัปดาห์นี้คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พลเอกประวิตรและพลเอกประยุทธ์ไม่ยอมให้อินโดนีเชียเข้ามาเป็นตัวกลางในการ ไกล่เกลี่ยปัญหา ทั้งที่รัฐบาลนายอภิสิทธิได้เห็นชอบกับข้อเสนอดังกล่าวก่อนหน้านี้แล้ว วันรุ่งขึ้น รองนายกรัฐมนตรีสุเทพ เทือกสุบรรณต้องรีบออกมาไกล่เกลี่ยเรื่องความไม่ลงรอยกันระหว่างรัฐบาลกับ กองทัพ
ในขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างพลเรือนและกองทัพมักมีความซับซ้อนและไม่ สมดุลในประวัติศาสตร์ไทย แต่ความเพิกเฉยอย่างหน้าด้านพลเอกประยุทธ์ที่ขัดขืนคำสั่งของรัฐบาลอย่าง เปิดเผยนั้นเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน นี่คือสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าเมื่อไม่นานมานี้ กองทัพตัดสินใจที่จะใช้นโยบายของตนเองในเรื่องที่จะให้ผู้สังเกตการณ์อินโด นีเชียเข้ามาไกล่เกลี่ยข้อพิพาทชายแดนกับกัมพูชาหรือไม่และ แม้ว่าจะขัดแย้งกับคำสั่งของรัฐบาลก็ตาม ถึงนายอภิสิทธิ์จะไม่ออกมาบ่น แต่เป็นเรื่องที่ชัดเจนว่าใครคือคนที่มีอำนาจอย่างแท้จริง และราคาที่รัฐบาลจะต้องจ่ายให้กับกลุ่มคนหยิบยื่นชัยชนะของการเลือกตั้งให้
นายกรัฐมนตรีได้กล่าวเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นการเสนอตัวเลือกที่ชัดเจนให้แก่ประชาชน ตัวเลือกที่ว่าคนไทยหลายล้านคนจะตัดสินลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้นาย อภิสิทธิ์ ซึ่งเป็นสิงที่นายอภิสิทธิ์ไม่เคยมี หรือไม่ เพราะนายอภิสิทธิ์ขึ้นสู่อำนาจโดยความช่วยเหลือของการแทรกแซงของตุลาการและ กองทัพ หรือเลือกที่จะไม่ลงคะแนนเสียงให้พรรคประชาธิปัตย์ เหมือนที่พวกเขาเคยทำในปี 2544, 2548 และ 2550
การเลือกตั้งที่จะมาถึงในเดือนมิถุนายนและกรกฎาคมนี้ รัฐบาลเป็นฝายได้เปรียบอย่างมาก เพราะพรรคฝ่ายค้านที่ชนะทุกการเลือกตั้งตลอดเป็นเวลาสิบปีถูกทำลายโดยคำสั่ง ศาลให้ยุบพรรคการเมืองทั้งสี่พรรค ตัดสิทธิ์ผู้นำทางการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งมากกว่า 200 คน และทำให้กลุ่มคนบางส่วนที่มีอำนาจในพรรคนั้นถอนตัวออกจากพรรคการเมืองดัง กล่าว และกลุ่มมือที่มองไม่เห็นต้องใช้วิธีการนี้เท่านั้นเพื่อควบคุมการเมือง ไทย และสามารถตั้งนายอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีในปี 2551 แทนที่จะมาจากการชนะผลการเลือกตั้งจากคะแนนเสียงส่วนใหญ่
การยืดหยุ่นอย่างต่อเนื่องของฝ่ายตรงข้าม ทำให้รัฐบาลถือโอกาสปฏิรูปรัฐธรรมนูญแบบจอมปลอมได้สำเร็จ โดยเขียนขึ้นเพื่อเอื้อให้พรรคประชาธิปัตย์ได้รับส่วนแบ่งที่นั่งมากขึ้น ในขณะที่นักการเมืองจากพรรคบางคนเสนอให้ปฏิรูปมากกว่าเดิมเพื่อเปิดช่องให้ พรรคประชาธิปัตย์สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ แม้พรรคจะไม่ได้รับคะแนนเสียงส่วนมากก็ตาม
นอกจากจะจัดการกับฝ่ายตรงข้ามที่สะบักสะบอมโดยกฎเกณฑ์ที่ร่างขึ้นมาใหม่ แล้ว ในการเลือกตั้งปีนี้พรรคประชาธิปัตย์จะยังคงช่วยเหล่ากองทัพ ข้าราชการ ตุลาการและกลุ่มอำมาตย์ที่นิยมเจ้าอีกครั้ง สถาบันเหล่านี้พร้อมที่จะใช้กำลังทรัพย์ ทรัพยากรของสถาบัน และเวลาออกอากาศทางโทรทัศน์เท่าที่จำเป็นเพื่อจะส่งเสริมนายอภิสิทธิ์ บุคคลที่ไม่ได้รับการยอมรับขึ้นสู่อำนาจ แบบเดียวกันนี้เกิดขึ้นในการเลือกตั้งเมื่อปี 2550 โดยองค์กร Freedom Houseเคยออกมาระบุว่าเป็นการเลือกตั้งที่ไม่ “อิสระและเป็นธรรม” อย่างแท้จริงเพราะมีกองทัพช่วยหนุนหลัง (แต่ไม่สำเร็จอย่างเห็นได้ชัด) นายอภิสิทธิ์ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี
เมื่อพิจารณาคำเตือนที่ว่าใครก็ตามที่ “หลบหลู่สถาบัน” จะถูกตามล่าเหมือนสุนัข ทั้งกองทัพและรัฐบาลพลเรือนจอมปลอม โดยเหล่านายพลที่อยู่เบื้องหลังกล่าวว่าบุคคลใดที่ต่อต้านพวกเขาคือศัตรูของ สถาบันกษัตริย์ แผนการดังกล่าวนั้นชัดเจนมากเพราะการกล่าวหาว่าไม่จงรักภักดี มักมีนักกิจกรรมฝ่ายตรงข้ามตกเป็พวกเขายังถูกปฎิบัติอย่างทารุณโดยระบบ กฎหมาย ซึ่งออกแบบมาเพื่อลดความน่าเชื่อถือของฝ่ายตรงข้ามในสายตาของสาธารณชนและทำ ให้ผ่ายตรงข้ามรู้สึกท้อแท้ไม่อยากต่อต้านโครงสร้างอำนาจที่แท้จริงของ ประเทศไทย
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงนี้จะเสนอตัวเลือกที่ ชัดเจนแก่ประชาชนไทย อย่างไรก็ตามการตัดสินใจดังกล่าวมีมากกว่าการสนันสนุนตัวเลือกทางนโยบายหรือ ผู้ลงสมัครแข่งขัน ตัวเลือกที่พวกเขาต้องเลือกคือการจะยอมรับกฎเกณฑ์ของกองทัพและให้ความชอง ธรรมกับรัฐบาลที่ใช้บังหน้ากองทัพหรือไม่ อย่างไรก็ตาม การทำลายกลุ่มอำมาตย์ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งอีกครั้งโดยการเลือกตั้งที่ แสดงให้เห็นถึงความอดทนและยึดมั่นต่อประชาธิปไตยและความมุ่งมั่นที่จะกำหนด ชีวิตตนเองของคนไทย การเลือกประชาธิปไตยมากกว่าจะเลือกเผด็จการจึงมีราคาที่ต้องจ่ายอย่างแน่นอน เพราะกองทัพไทยไม่เคยตอบโต้การท้าทายของประชาชนอย่างมีไมตรีจิตร แต่กระนั้น ก็เป็นเรื่องที่แย่ยิ่งกว่าที่คนไทยผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจะยอมจำนนต่อการข่ม ขู่และความกลัว และยอมปล่อยให้ลูกหลานในอนาคตต้องเป็นผู้นำพาประเทศออกจากการปกครองโดยกอง ทัพ
http://robertamsterdam.com/thai/
ใบตองแห้งออนไลน์: ขอความยุติธรรมให้ประชาชน
ที่มา ประชาไท
ในการให้สัมภาษณ์ประชาไท หมอตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ลงท้ายว่า “ความเชื่อว่าสถาบันกษัตริย์เกี่ยวพันกับเหตุการณ์ทางการเมือง ทำให้สถานการณ์ทางการเมืองร้อนแรงและมีสภาพอย่างที่เห็นในปัจจุบัน”
สิ่งที่หมอตุลย์พูด ดูเหมือนเป็นที่ยอมรับโดยทั่วกัน แม้มีคนพูดต่อสาธารณะไม่มากนัก
ด้วยข้อจำกัดตามมาตรา 112 เราคงไม่สามารถวิเคราะห์วิจารณ์ได้ว่า “สถาบันกษัตริย์เกี่ยวพันกับเหตุการณ์ทางการเมือง” จริงหรือไม่ แต่เราน่าจะวิเคราะห์วิจารณ์ได้ว่า “ความเชื่อ” นั้นมีจริงหรือไม่ และจะแก้ไขอย่างไร
ผมเห็นด้วยกับหมอตุลย์ว่า “ความเชื่อ” นั้นมีอยู่จริง แต่ไม่เห็นด้วยกับผู้ที่อ้างว่าความเชื่อนั้นเลื่อนลอย เชื่อกันไปเอง หรือมาจากการปลุกระดมของแกนนำเสื้อแดงแต่ฝ่ายเดียว
แน่นอน ตลอด 5 ปีที่เกิดวิกฤต ในหลวงไม่เคยมีพระราชดำรัสอันทำให้ตีความได้ว่าพระองค์โน้มเอียงไปสนับสนุนฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด มีแต่ทรงย้ำให้ยึดมั่นความถูกต้อง อย่ามีอคติ หนำซ้ำ พวกขอนายกพระราชทาน ยังหน้าหงาย (แต่ไม่เข็ด)
เพียงแต่ท่าทีของผู้ที่มีอำนาจหน้าที่อยู่ใกล้ชิด ผู้ที่อยู่แวดล้อมสถาบัน โดยเฉพาะองคมนตรี นั่นต่างหาก ที่ทำให้เกิด “ความเชื่อ” อันลุกลามไปใหญ่โตในขณะนี้
และไม่ใช่เพียงข้ออ้าง-หรือแอบอ้างของแกนนำพันธมิตร ตลอดจนแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ (ซึ่งถ้าสามารถเอาเอกสารวิกิลีกส์ที่อ้างถึงเทพเทือกมาตีพิมพ์ได้ คงขายดีกว่าหนังสือ “ประเทศไทยของเราอย่าให้ใครมาเผาอีก” เป็นสิบเท่า)
เพราะข้ออ้าง-หรือแอบอ้างเหล่านั้น ไม่ได้รับการปฏิเสธอย่างจริงจัง จากผู้ที่อยู่แวดล้อมสถาบัน พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เคยปรามสนธิ ลิ้มทองกุล เมื่อครั้งที่เริ่มม็อบสวนลุมใหม่ๆ แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีใครพูดอีก กระทั่งสนธิกล่าวอ้างเรื่องผ้าพันคอก่อนรัฐประหาร
มีใครเชื่อบ้างว่า รัฐประหาร 19 กันยา 49 “บิ๊กบัง” เป็นหัวหน้าคณะรัฐประหารตัวจริง (อ้างกันเรื่อยเปื่อยว่าบิ๊กบังรัฐประหารเพราะทักษิณจะสั่งปลด ต่อให้สั่งปลดจริงถ้าบิ๊กบังไม่มีแบ็ก ก็ไม่กล้าทำหรอกครับ) ของมันเห็นอยู่ชัดๆ ปัจจุบัน “บิ๊กบัง” เป็นได้แค่หัวหน้าพรรคต่ำสิบ เป็นหัวหน้าคณะรัฐประหารที่บ่มิไก๊ที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย
ในสายตาประชาชน เครือข่ายอำนาจรัฐประหารครั้งนี้ ใหญ่โตกว่า “บิ๊กบัง” เพียงลำพังหลายเท่า ยังไม่รวมความสามารถที่จะใช้อำนาจ “ตุลาการภิวัตน์” มาจัดการให้การเมืองเป็นไปตามที่ต้องการ
ผู้ต่อต้านรัฐประหารพยายามจำกัดวงโดยใช้คำว่า “อำมาตย์” และพุ่งเป้าการเคลื่อนไหวไปที่ “โค่นอำมาตย์” แต่พวกเสื้อเหลืองก็ยังตั้งแง่หาว่า “อำมาตย์” มีความหมายกว้างกว่านั้น
สำคัญที่ “ส่งสัญญาณ”
“ความเชื่อ” ที่ว่านี้แก้ไขได้หรือไม่ ผม (เชื่อ) ว่าแก้ไขได้
ยังจำได้ไหม เมื่อ 3 ปีที่แล้ว หลังเหตุการณ์สลายม็อบพันธมิตร 7 ตุลาคม 2551 สมเด็จพระเทพฯ ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวที่อเมริกา ตรัสว่าพันธมิตรไม่ได้ประท้วงในนามสถาบันพระมหากษัตริย์ พวกเขาทำด้วยตัวเอง หลังจากนั้น พวกเสื้อแดงก็สกรีนเสื้อ “เรารักพระเทพ” ใส่กันเกร่ออยู่พักหนึ่ง
นั่นทั้งๆ ที่พระองค์มิได้ตรัสเข้าข้างใคร เพียงแสดงท่าทีที่ชัดเจนว่า สถาบันไม่ได้สนับสนุนพันธมิตร มวลชนเสื้อแดงก็แซ่ซ้องสดุดีแล้ว
เหตุการณ์นี้ยังแสดงให้เห็นว่า ข้อกล่าวหาเสื้อแดง “ล้มเจ้า” ไม่เป็นความจริง เพราะมวลชนยังพร้อมจะเคารพเทิดทูน โดยที่ไม่จำเป็นว่าสถาบันจะต้องแสดงท่าทีสนับสนุนพวกเขา ขอเพียงทำให้พวกเขามี “ความเชื่อ” ว่าสถาบันไม่เกี่ยวข้องและไม่ถูกดึงไปอ้างอยู่ฝ่ายเดียว ขณะที่อีกฝ่ายโดนไล่ล่าจนเข้าคุกระนาว
ซึ่งเมื่อสถานการณ์มาถึงขณะนี้ เพียงคำพูดปฏิเสธว่า สถาบันไม่เกี่ยวๆๆ เห็นจะไม่พอ แต่ผู้ใกล้ชิดสถาบัน ผู้จงรักภักดี ควรจะ “ส่งสัญญาณ” ให้เห็นการปฏิบัติที่เป็นจริงด้วย
อย่างไรคือการส่งสัญญาณ ขอให้ดูแบบอย่างกรณีที่ข้าราชการในพระองค์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ แต่งเครื่องแบบไปถ่ายภาพการชุมนุมของเสื้อแดง ทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติ จึงมีพระราชบัณฑูรให้ลงโทษไล่ออกจากราชการ
นั่นคือการตัดสินพระทัยที่เฉียบขาด แสดงให้พสกนิกรทั้งประเทศเห็นว่า พระองค์ไม่ได้เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในความขัดแย้งที่ดำรงอยู่ ซึ่งควรจะต้องแก้ไขไปตามกระบวนการประชาธิปไตย โดยไม่ดึงสถาบันเข้ามาเกี่ยวข้อง
ผู้ถูกลงโทษในกรณีนี้มียศเรืออากาศเอก ยังด้อยวุฒิภาวะ ไม่มีวิจารณญาณพอที่จะเข้าใจความผิดร้ายแรงที่ตนกระทำ แต่ถามว่า บุคคลระดับสูงที่เข้ามาเกี่ยวข้องเลือกข้าง มีบทบาทในการรัฐประหาร ในรัฐบาล คมช.และผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนขั้วทางการเมือง อย่างที่ชาวบ้านเห็นกันโต้งๆ ล่ะ มีวิจารณญาณเพียงพอไหมที่จะเข้าใจว่าตัวเองทำให้ “เสื่อมเสียพระเกียรติ”
ลูกศิษย์วัดย่อมไม่สามารถเปรียบได้กับมรรคนายก ฉันใดก็ฉันนั้น มรรคนายกควรรู้ตัวว่าทำให้วัดเสื่อม โดยมิจำเป็นต้องให้เจ้าอาวาสออกปาก
นี่คือสิ่งที่ผู้คนต้องการเห็น บุคคลระดับสูงที่อยู่ใกล้ชิด ที่อ้างความจงรักภักดี เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมือง กับรัฐประหารตุลาการภิวัตน์ ควรแสดงความรับผิดชอบ เพื่อ “ส่งสัญญาณ” ให้เห็นว่า สถาบันจะไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองอีก
รับผิดชอบอย่างไรไม่น่าต้องบอก ที่อ้างๆ กันว่าพร้อมจะสละชีวิตเพื่อราชบัลลังก์นั้น ถึงเวลาที่ต้องเสียสละมาตั้งนานแล้ว สมมติเช่น ถ้าพลเอกเปรมลาออกจากประธานองคมนตรีเสียตั้งแต่ 2 ปีที่แล้ว กลับไปใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบที่สงขลา ไม่ต้องเปิดบ้านให้นายทหารนักการเมืองเข้าพบ ผมคิดว่า “ความเชื่อ” จะบรรเทาเบาบางลงกว่านี้แน่นอน เพราะประชาชนจะรู้สึกว่าเขาได้ “ความยุติธรรม” คืนมาบ้างแล้ว
นั่นรวมทั้งการอ้างสถาบันไม่ขาดปาก ของผู้มีหน้าที่รับผิดชอบทั้งหลายควรหยุดอ้างโดยสิ้นเชิง อย่างเช่น ผู้บัญชาการทหารบก ผู้ไม่อาจปฏิเสธได้ว่ามีบทบาทสำคัญในการปราบม็อบ เมื่อถูกวิพากษ์วิจารณ์ก็ไม่ควรกล่าวอ้างความจงรักภักดีวันละ 3 เวลาหลังอาหาร ราวกับว่าท่านทำทุกอย่างเพื่อสถาบัน ท่านควรจะพูดอยู่อย่างเดียวว่า ท่านมีหน้าที่ปฏิบัติตามคำสั่งรัฐบาล เพราะการอ้างเช่นนั้นเท่ากับท่านกำลังอ้างสถาบันเพื่อปกป้องตัวเอง
ส่งสัญญาณปฏิรูป
นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย นักการเมือง ผู้นำม็อบ ถ้าใครตั้งเป้าว่าจะต้องปะทะกับสถาบัน ก็งี่เง่าบัดซบ ขนาดพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ยังไม่เคยประกาศเป็นลายลักษณ์อักษรว่าจะล้มสถาบันพระมหากษัตริย์
ในทางยุทธศาสตร์ ไม่ใช่จะพูดอย่างมักง่ายว่า เลี่ยงไม่ได้ก็จำต้องปะทะ แต่ต้องบอกว่า เลี่ยงไม่ได้ก็ยังต้องเลี่ยงให้ถึงที่สุด ถึงที่สุด และถึงที่สุด
นี่คือสิ่งที่ผู้จงรักภักดีอย่างแท้จริงควรเข้าใจ เพียงแต่ในขบวนการต่อสู้ของประชาชนที่เป็น “ประชาธิปไตยไม่มีเจ้าภาพ” มันไม่มีใครสั่งใครได้เหมือนกองทัพสั่งไอ้เณรซ้ายหันขวาหัน มันจึงมีคนเลือดร้อน มันจึงมีคนแลกหมัด และจะมากขึ้นทุกวันโดยไม่มีใครห้ามใครได้
ประเด็นอยู่ที่การทำความเข้าใจว่าการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริงต้องการอะไร
ขบวนต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่กำลังเคลื่อนไปข้างหน้าขณะนี้ เพียงต้องการหลักประกันที่ชัดเจนว่า สถาบันพระมหากษัตริย์จะไม่ถูกดึงมาเกี่ยวข้องกับการเมืองอีก บุคคลที่อยู่ใกล้ชิดสถาบัน จะไม่แสดงบทบาทแทรกแซงการเมืองการปกครองอีก
ถ้าทำเรื่องนี้ให้เคลียร์คัทชัดเจน ก็ไม่มีใครต้องการแตะต้องสถาบันหรอกครับ ถ้าทำให้เคลียร์คัทชัดเจน กระแสต่างๆ ก็จะสร่างซาไปเอง สถาบันจะดำรงอยู่เป็นหลักความสามัคคีอย่างยั่งยืน
แต่จะทำเรื่องนี้ให้เคลียร์คัทชัดเจน ก็ต้องมีการปฏิรูป ให้บทบาทและอำนาจของสถาบัน อยู่ในจุดที่เหมาะสม ซึ่งก็คือมีอยู่อย่างจำกัด ทั้งในทางลายลักษณ์อักษรและทางปฏิบัติ เพราะสถาบันยิ่งเกี่ยวข้องกับอำนาจน้อย ก็ยิ่งมีบารมีได้รับความเคารพเทิดทูนสูง
นั่นรวมถึงการแก้ไขมาตรา 112 ที่เรียกร้องกันอยู่ เพราะการแก้ไขมาตรา 112 ในแง่หนึ่งเป็นเครื่องป้องกันการอ้างอิงสถาบัน เมื่อมีผู้กล่าวอ้างเพื่อประโยชน์ของตนหรือเพื่อประโยชน์ทางการเมือง ก็เปิดโอกาสให้ผู้ที่จะตอบโต้สามารถโต้ได้เต็มปาก ไม่ใช่อย่างปัจจุบันที่อ้างกันได้เรื่อยเปื่อยตามใจปาก ใครจะตอบโต้ก็เสี่ยงคุกตะราง
หรือแม้แต่เมื่อสถาบันถูกโจมตี “ใต้ดิน” ก็ตาม มวลชนที่ได้ฟังวิทยุข้ามโลกก็รับข้อมูลด้านเดียว ไม่มีใครกล้าโต้แย้งในที่สาธารณะว่าเรื่องนี้ไม่จริง ที่จริงเป็นอย่างนี้ๆๆ เพราะมาตรา 112 ห้ามกระทั่งเอาถ้อยคำที่ “หมิ่น” มาพูดต่อ จะเอามาโต้แย้งถกเถียงกันก็ไม่ได้ แม้แต่การถกเถียงเรื่องข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์
พึงเข้าใจว่าถ้าสามารถป้องกันไม่ให้ดึงสถาบันมาเกี่ยวข้องกับการเมือง ก็จะไม่เกิดคดีหมิ่นมากมายถึงเพียงนี้หรอกครับ ถ้าสถาบันไม่ถูกดึงมาเกี่ยวพันกับการแย่งชิงอำนาจ ก็มีแต่ด้านที่สร้างบารมี ได้รับความเคารพรักเทิดทูน อย่างมากก็จะมีพวก Republic หยิบมือหนึ่งเป็นเสียงนกเสียงกา เหมือนอย่างในอังกฤษ ในยุโรป สถาบันกษัตริย์เป็นที่รักของคน 60-70% มีพวก Republic อยู่ 4-5% ที่เหลืออาจจะเฉยๆ แค่นั้นเขาก็พอแล้ว และไม่ใช่ว่าคนที่วิจารณ์เป็นพวกไม่รักเสียทั้งหมด ดูอย่างสื่ออังกฤษวิจารณ์เจ้าชายแฮร์รีมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม เจ้าชายยอมรับและปรับตัว เขาก็ยิ่งรัก
ผมกล้าๆ เรียกร้องอย่างนี้เพราะผมเชื่อว่าในผู้จงรักภักดีอย่างแท้จริง ในผู้ที่อยู่ใกล้ชิดสถาบัน ยังมีคนจำนวนหนึ่งที่มีเหตุผล เข้าใจสถานการณ์ และเข้าใจทิศทางในอนาคต รู้ว่าจะต้องปรับเปลี่ยน แต่อาจจะยังเป็นเสียงข้างน้อย หรืออาจจะยังลังเล รอเวลา แต่อยากบอกว่าลังเลไม่ได้แล้วครับ พวกท่านจะต้อง “ส่งสัญญาณ” อย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อลด “ความเชื่อ” และลดความรุนแรงของวิกฤต
ส่งสัญญาณที่มีผู้แสดงความรับผิดชอบเพื่อ “คืนความยุติธรรม” ให้ประชาชน ส่งสัญญาณให้เห็นชัดเจนว่าสถาบันไม่ปรารถนาจะอยู่ในความขัดแย้ง ส่งสัญญาณให้เห็นอนาคตว่า สถาบันจะไม่เกี่ยวข้องกับอำนาจ การเมือง อยู่ภายใต้หลักนิติรัฐ และหลักสิทธิเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตย
ถ้าไม่รีบ ถ้ามีแต่การส่งสัญญาณว่าประชาชน “เผาบ้านเผาเมือง” ผู้ที่ปรารถนาการเปลี่ยนผ่านอย่างสันติ ก็ได้แต่เหนื่อยใจ
ใบตองแห้ง
7 เมษายน 54
......................................
พุทธศาสนาแบบจารีตประเพณีที่ ‘พุทธปรัชญา’ หายไป
ที่มา ประชาไท
สุรพศ ทวีศักดิ์
ในขณะที่นักคิดตะวันตกมองว่าพุทธศาสนาไม่ใช่ Religion แต่เป็น philosophy of life แต่ชาวพุทธบ้านเราปฏิเสธว่าพุทธศาสนาไม่ใช่ปรัชญา โดยให้เหตุผลว่าพุทธศาสนาเป็นเรื่องของการปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์ ไม่ใช่การเก็งความจริงด้วยเหตุผล หรือการอ้างเหตุผลโต้แย้งเพื่อแสวงหาความรู้เพื่อความรู้ที่ไม่เกี่ยวกับการปฏิบัติเหมือนปรัชญา
แต่ที่จริงแล้วคำว่า “ปรัชญา” นั้นมีหลายนิยาม และที่ใช้กันอยู่ทั่วไป ปรัชญาหมายถึงโลกทัศน์ ชีวทัศน์ หรือกรอบความคิดที่มนุษย์เราใช้ในการมองโลกและชีวิต หรือให้ความหมายของโลกและชีวิตที่เป็นพื้นฐานของการกำหนดเป้าหมายและวิถีของสังคมและวิถีการดำเนินชีวิตของปัจเจกบุคคล
ส่วนอีกความหมายหนึ่ง ปรัชญาหมายถึง “กิจกรรมทางปรัชญา” ได้แก่ การใช้เหตุผลโต้แย้งหรือซักไซ้ไล่เรียงอย่างถึงที่สุดเพื่อทำความเข้าใจปัญหาพื้นฐานต่างๆ เช่น ปัญหาว่าอะไรคือความจริง ความรู้ การมีชีวิตที่ดี สังคมการเมืองที่พึงประสงค์ สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค ความยุติธรรม คืออะไร เป็นต้น
จากนิยามดังกล่าว ปรัชญาจึงเกี่ยวข้องโดยตรงกับการมีชีวิตและสังคมที่ดี เพราะการมีชีวิตที่ดีและสังคมที่ดีจะเป็นไปได้ เมื่อเราเข้าใจความหมายของการมีชีวิตและสังคมที่ดีในระดับที่สามารถนำมาใช้เป็นโลกทัศน์ ชีวทัศน์ที่กำหนดทิศทางของการการดำเนินชีวิตและการสร้างสรรค์สังคมของเรา
ส่วนปรัชญาในความหมายของ “กิจกรรมทางปรัชญา” ก็เป็นเรื่องของกระบวนการปฏิบัติเพื่อสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ การใช้เหตุผล วิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบ ซึ่งมีความจำเป็นต่อการสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตย
ฉะนั้น การปฏิเสธปรัชญาว่าไม่ใช่เรื่องของการปฏิบัติจึงไม่ถูกต้องเสียทีเดียว ความจริงแล้วการปฏิบัติธรรม หรือการดำเนินชีวิตในทางพุทธศาสนาก็ย่อมเป็นไปตามกรอบโลกทัศน์ ชีวทัศน์แบบพุทธ หรือ “พุทธปรัชญา” นั่นเอง เช่น กรอบโลกทัศน์ ชีวทัศน์ตามหลักอริยสัจ ไตรลักษณ์ ปฏิจจสมุปบาท เป็นต้น
ปัญหาของพุทธศาสนาในบ้านเราจึงยู่ที่ว่าพุทธศาสนาแบบจารีตประเพณีเชิงพาณิชย์กำลังทำให้ “พุทธปรัชญา” หายไปหรือไม่? พูดให้ตรงคือเราเหลือแต่รูปแบบพิธีกรรมที่ปลูกฝังความเชื่อที่ไม่ได้เชื่อมโยง หรือก่อให้เกิดโลกทัศน์ ชีวทัศน์แบบพุทธอีกแล้วหรือไม่?
เมื่อเราเข้าไปที่สวนโมกข์ เราย่อมสัมผัสได้ถึงโลกทัศน์ชีวิทัศน์แบบพุทธตั้งแต่ความเรียบง่าย ร่มรื่น สงบเย็น บรรยากาศของการท้าทายทางปัญญาจากบุคลิกภาพของท่านพุทธทาส และผลง่านต่างๆ ของท่าน เช่น โรงมหรศพทางวิญญาณ และอื่นๆ ซึ่งทั้งหมดสรุปความหมายสำคัญได้ว่า วัดและกิจกรรมทางศาสนาบรรดามีล้วนแต่สะท้อนถึงหรือเป็นสิ่งแสดงออกซึ่ง “พุทธปรัชญา” หรือโลกทัศน์ ชีวิทัศน์แบบพุทธแทบทั้งสิ้น
แต่พุทธศาสนาแบบจารีตประเพณีเชิงพาณิชย์ในปัจจุบัน เช่น การทอดกฐินที่เน้นยอด 10 ล้าน 20 ล้าน การสร้างวัตถุที่ใหญ่โตอลังการ รูปแบบการปฏิบัติธรรมที่ผูกติดกับการปลูกฝังความเชื่อเรื่องการทำความดีที่หมายถึงการทำบุญซึ่งเน้นวัตถุประสงค์จำเพาะเพื่อการ “มีชีวิตที่สุขสบาย” ในโลกนี้และโลกหน้า เป็นต้น กลับเป็นสิ่งสะท้อนหรือเป็นที่แสดงออกซึ่งโลกทัศน์ชีวทัศน์แบบสุขนิยม หรือบริโภคนิยมสุดโต่ง (เน้นคุณค่าของชีวิตที่ขึ้นอยู่กับความสุขสบายพรั่งพร้อมในโลกนี้ และแถมความสุขสบายในโลกหน้าแบบไม่อั้น ถ้าคุณบริจาคทำบุญแบบไม่อั้น)
กลายเป็นว่าพุทธศาสนาแบบจารีตประเพณีเชิงพาณิชย์ในปัจจุบันทำให้ “พุทธปรัชญา” หายไปแล้ว และถูกแทนที่ด้วยปรัชญาสุขนิยมและบริโภคนิยมสุดโต่ง !
พูดอีกอย่างคือ “ความดี” ที่ปลูกฝังกันในพุทธศาสนาแบบจารีตประเพณีเชิงพาณิชย์ไม่ใช่ความดีตามกรอบโลกทัศน์ ชีวทัศน์แบบพุทธ หรือตามกรอบพุทธปรัชญา ที่หมายถึงความดีที่สนับสนุนการดับทุกข์ในชีวิตของปัจเจกบุคคลและทุกข์ทางสังคม หากแต่เป็นความดีที่มีความหมายในเชิง “สั่งสมบุญกุศลเพื่อดลบันดาล” ให้เกิดสิ่งดีๆ เกิดสิริมงคลในชีวิตซึ่งมีเป้าหมายรวบยอดอยู่ที่ “ความสุขสบายส่วนตัว”
ส่วน “คนดี” ที่พุทธศาสนาแบบจารีตประเพณีเชิงพาณิชย์สร้างขึ้น ไม่ใช่ “คนดีเชิงสังคม” ที่มีจิตสำนึกเรียนรู้ปัญหาและมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น หากแต่เป็น “คนดีเชิงศาสนา” ที่มีความหมายจำเพาะว่าเป็นผู้ศรัทธาต่อแนวทางของวัด รับใช้วัด ขยายความดีในแนวทางของวัดออกไปสู่มหาชนกระทั่งสู่โลกตามแนวทางการสร้าง “เครือข่ายบุญ” แบบกรรมการกฐิน ผ้าป่า จนกระทั่งพัฒนามาเป็น “เครือข่ายบุญแบบขายตรง” เป็นต้น
นอกจากนี้ “พุทธศาสนาจารีตประเพณีแบบทางการ” ยังถูกใช้เป็นเครื่องมือส่งเสริมความศักดิ์สิทธิ์ของ “ระบบอำนาจนิยม” สร้างความชอบธรรมให้กับอำนาจนิยมดังที่ปลูกฝังกันว่าราษฎรต้องเคารพยำเกรงเชื่อฟัง “ผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่” เป็นต้น จนแม้เมื่อสังคมเปลี่ยนแปลงเป็นประชาธิปไตยมา 79 ปี รูปการจิตสำนึกดังกล่าวยังยากที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลง
จะว่าไปแล้ว เพราะพุทธปรัชญา หรือกรอบโลกทัศน์ ชีวทัศน์แบบพุทธหายไปแล้วจากพุทธศาสนาแบบจารีตประเพณี (ทั้งเชิงพาณิชย์ ทางการ และแม้แต่รูปแบบสมถะเคร่งครัด?) ฉะนั้น พุทธศาสนาแบบจารีตประเพณีที่เป็นอยู่จึงไม่เคยมีบทบาทแก้วิกฤตความรุนแรงใดๆ เลยในประวัติศาสตร์ความขัดแย้งในสังคมไทยที่ผ่านมา
ซ้ำร้ายกลับปรากฏว่า มีชาวพุทธที่เป็นปัจเจกบุคคลทั้งที่เป็นปราชญ์และพระสงฆ์ ออกมาแสดงบทบาทสนับสนุนระบบอำนาจนิยม เช่น หลวงวิจิตรวาทการ ที่ตีความพุทธศาสนารับใช้เผด็จการ สฤษดิ์ ธนะรัชต์ กิตติวุฑฺโฒภิกขุ เจ้าของวาทะ “ฆ่าคอมมิวนิสต์ได้บุญมากกว่าบาป” ล่าสุดคือจำลอง ศรีเมือง (ผู้กินมังสวิรัติ) ที่เรียกร้องให้ใช้ “กฎอัยการศึก” จัดการกับการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่ราชประสงค์ในปีที่ผ่านมา และกำลังเรียกร้อง “ระบอบอะไรก็ได้ (?)” ขอให้ได้ “คนดีมีศีลธรรม(?)” มาปกครองบ้านเมือง
อันที่จริงคนที่เข้าใจความหมายของ “ความเป็นมนุษย์” ตามกรอบคิดเรื่อง “เสรีภาพ” และ “ความเสมอภาค” ยังแสดงออกถึงความเคารพคุณค่าของมนุษย์ แสดงออกถึงการมี “หัวใจ” เจ็บปวดกับการเข่นฆ่าประชาชนมากกว่าชาวพุทธที่เคร่งครัดด้วยซ้ำ
เช่น คนไม่มีศาสนาอย่าง สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ที่ออกมาเตือนแกนนำเสื้อแดงตรงๆ ว่า “แม้จะได้การเลือกตั้งมาด้วยการแลกชีวิตประชาชนเพียง 1 คน ก็ไม่คุ้มค่าเลย” แต่พระสงฆ์และชาวพุทธส่วนใหญ่กลับ “วางเฉย” ต่อการเข่นฆ่าประชาชน
ที่น่าเศร้าคือ ระหว่างเก็บข้อมูลวิจัย ผมได้พูดคุยกับผู้ปฏิบัติธรรมและพระสงฆ์ที่มีการศึกษาระดับปริญญาเอกบางรูปกลับมองว่า ปรากฏการณ์ความรุนแรงและการเข่นฆ่าประชาชนที่เกิดขึ้นนั้น เป็นเรื่อง “กรรมของสัตว์โลก!”
นี่คือบางตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่า มิติทางจิตวิญญาณ และมิติทางสังคมตามกรอบ “พุทธปรัชญา” หายไปแล้วจากพุทธศาสนาแบบจารีตประเพณี ไม่ว่าจะเป็นพุทธจารีตประเพณีแบบทางการ พุทธจารีตประเพณีเชิงพาณิชย์ และแม้แต่พุทธจารีตประเพณีแบบสมถะเคร่งครัด!
วันนี้เมื่อปีกลาย จุดยืนไทยอีนิวส์ต่อสถานการณ์ฉุกเฉิน:โปรดให้โอกาสสุดท้ายแก่สันติภาพ เปิดเจรจาหาทางออก
ที่มา Thai E-News
หมายเหตุไทยอีนิวส์:วันนี้เมื่อปีกลาย ( 7 เมษายน 2553 เวลาราว 18.00 น. )รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ทำให้ไทยอีนิวส์ได้เผยแพร่ จุดยืนไทยอีนิวส์ต่อสถานการณ์ฉุกเฉิน:โปรดให้โอกาสสุดท้ายแก่สันติภาพ เปิดเจรจาหาทางออกในช่วงเย็นวันนั้น
โดยปกติแล้วไทยอีนิวส์จะเป็นเพียงเวทีในการรายงานข่าว บทความต่างๆเท่านั้น จะกล่าวถึงจุดยืนหรือท่าทีนโยบายของเราน้อยที่สุด หรือแทบจะไม่ประกาศจุดยืนท่าทีนโยบายใดๆเลย นี่เป็น 1 ในจำนวนน้อยครั้งที่สุดที่ว่านั้น
ลิ้งค์ จุดยืนไทยอีนิวส์ต่อสถานการณ์ฉุกเฉิน:โปรดให้โอกาสสุดท้ายแก่สันติภาพ เปิดเจรจาหาทางออก ที่เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อเย็นวันที่ 7 เมษายน 2553 http://thaienews.blogspot.com/2010/04/blog-post_6449.html
ได้โปรดให้โอกาสแก่สันติภาพที่ยังไม่ถึงทางตัน ได้โปรดดำเนินการทุกวิถีทางที่จำเป็นดังนี้
1.ยุติการบังคับใช้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเอาไว้ก่อน โดยเฉพาะการปราบปรามสลายการชุมนุม
2.เปิดโอกาสสุดท้ายให้แก่สันติภาพ ด้วยการเปิดเจรจารอบใหม่ ซึ่งทำได้โดยทันที ในเมื่อรัฐบาลอ้างว่าจะดำเนินการตามขั้นตอน โดยเริ่มต้นจากการเจรจาก่อน ขณะที่แกนนำและผู้จัดการการชุมนุมต้องไม่ปิดตายหนทางการเจรจา ต้องถนอมรักมวลชนให้มาก ไม่ยอมให้เกิดการสูญเสียใดๆ และเปิดการเจรจาหาทางออกอย่างสันติ
3.ผู้สนับสนุนกองเชียร์ทั้งสองฝ่ายต้องยุติการยั่วยุให้เกิดการเผชิญหน้าแตกหัก ซึ่งสะใจในระยะเฉพาะหน้า แต่สูญเสียในระยะยาวอย่างร้าวลึก และสมควรต้องสนับสนุนหนทางการเจรจาโดยสันติ

สถานการณ์ชุมนุมในเวลานี้ยังไม่อาจชี้ขาดแพ้-ชนะได้ โดยทั้งสองฝ่าย มีแนวโน้มจะก่อความรุนแรงได้ ยิ่งภายหลังจากที่รัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน
1.รัฐบาลได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และเตรียมการปราบปรามผู้ชุมนุมอันไม่สอดคล้องต่อสถานการณ์ เนื่องจากผู้ชุมนุมยังเคลื่อนไหวเรียกร้องโดยสันติ แต่รัฐบาลกลับไม่ใช้ความอดกลั้นที่ได้พยายามมาด้วยดีโดยตลอด
2.ผู้สนับสนุนรัฐบาล โดยเฉพาะสื่อกระแสหลัก และสื่อที่มีจุดยืนต่อต้านทักษิณ ได้ออกมาชี้นำตลอดให้ใช้กำลังจัดการปราบปรามผู้ชุมนุมอย่างเด็ดขาด และแสดงท่าทีแข็งกร้าวว่าหากรัฐบาลไม่ยอมจัดการปราบปรามสลายการชุมนุม กลุ่มหัวรุนแรงเหล่านี้ก็อาจลงมือจัดการต่อผู้ชุมนุมเอง ในลักษณะม็อบชนม็อบ หรือลอบก่อการร้าย อันเป็นการยั่วยุและบีบคั้นกดดันให้รัฐบาลต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน
3.ผู้นำและผู้จัดการประท้วง ยังไม่ได้แสดงความพยายามอย่างถึงที่สุดในการที่จะแสวงหาทางออกด้วยวิธีการเจรจา การประกาศว่าตายเป็นตายพร้อมพลีชีพ หรือประกาศว่าพร้อมรับมือการปราบปราม หากไม่มาปราบก็จะบุกไปจัดการต่อฝ่ายรัฐบาลนั้น เป็นการปลุกเร้าที่อาจนำไปสู่การสูญเสีย แกนนำการชุมนุมและผู้จัดการการชุมนุมยังไม่ได้แสดงออกว่าถนอมรักมวลชนอย่างที่ควรต้องทำ
4.ผู้สนับสนุนทักษิณและสนับสนุนการชุมนุม ก็เชื่อมั่นอย่างสุดจิตสุดใจเกินไปว่าการยกระดับการชุมนุม และออกนอกแนวทางสันติในบางครั้ง เช่น กรณีบุกเข้าไปในที่ทำการรัฐสภา จะสามารถกดดันให้รัฐบาลตัดสินใจยุบสภา หรืออยู่ในสภาพที่ไม่สามารถปกครองบริหารประเทศได้ ซึ่งก็สุ่มเสี่ยงที่จะนำไปสู่ปัญหาอื่นๆที่ยุ่งยากกว่า เช่น เปิดช่องให้เกิดการทำรัฐประหาร หรือการปราบปราม ม็อบชนม็อบ หรือวิถีที่ห่างไกลจากข้อเรียกร้องออกไป
ในเมื่อข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุมนั้นเป็นเพียงขอให้รัฐบาลยุบสภา ไม่ใช่การโค่นล้มขับไล่รัฐบาล ซึ่งแกนนำผู้ชุมนุมก็ย่อมทราบดีว่าเป็นเพียงข้อต่อสู้เรียกร้องในระดับที่ต่ำที่สุด และเป็นไปได้ที่สุดที่จะพลิกสถานการณ์มาเป็นฝ่ายชนะได้ด้วยการชี้ขาดของประชาชาติไทยในการเลือกตั้งครั้งใหม่ ดังนั้นการดำเนินการชุมนุมต่อไป โดยปลุกเร้าให้มีการยอมเสียสละชีพ หรือด้วยยุทธวิธีที่เรียกกันว่า"ยกระดับชุมนุม"ก็รังแต่จะทำให้สุ่มเสี่ยงจะเพลี่ยงพล้ำทั้งขบวนได้
ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลและกลไกรัฐ ทั้งตำรวจและทหารก็ต้องทราบด้วยว่า ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยนั้นผู้ที่ก่อความรุนแรงและสร้างความสูญเสียทุกครั้งคือฝ่ายกุมอำนาจรัฐนั่นเอง ไม่ใช่ประชาชนที่ปราศจากอาวุธ
หนทางการกลับคืนสู่โต๊ะเจรจาจึงเป็นทางเลือกที่ทั้งกลุ่มผู้ชุมนุม และรัฐบาลควรเดินหน้าต่อไปมากที่สุดในสถานการณ์นี้โดยไม่ชักช้า และโดยไม่ต้องกลัวเสียหน้า โดยในเมื่อฝ่ายผู้ชุมนุมเสนอไป 15 วัน ฝ่ายรัฐบาลปฏิเสธและเสนอกลับมา 9 เดือน ก็สมควรจะต้องเจรจากันในยกที่สามต่อไป ซึ่งฝ่ายผู้ชุมนุมก็ชอบที่จะผ่อนปรนข้อเสนอตามสมควร เช่น อาจพิจารณาตามข้อเสนอของกลุ่มนักวิชาการเครือข่ายสันติประชาธรรมที่กำหนดให้ยุบสภาใน 3 เดือน ให้ทุกฝ่ายยอมรับในกติกา ให้เคารพผลการเลือกตั้ง และไม่ต้องจัดทำประชามติ เป็นต้น
ทั้งนี้หากฝ่ายรัฐบาลยังคงยืนกรานที่ 9 เดือน โดยไม่ขยับลดกรอบเวลายุบสภาลงมา ความชอบธรรมในการจัดการชุมนุมแบบเอาแพ้เอาชนะก็จะมีความชอบธรรม หรือได้รับแรงสนับสนุนจากสาธารณชนมากขึ้น ขณะที่หากฝ่ายรัฐบาลยืนกรานที่ 9 เดือนก็จะเสียการสนับสนุนจากสาธารณชน เช่นกัน
เราขอเรียกร้องต่อทั้งฝ่ายรัฐบาลและผู้สนับสนุน กับฝ่ายผู้ชุมนุมและผู้สนับสนุน ได้โปรดให้โอกาสแก่สันติภาพที่ยังไม่ถึงทางตัน หลีกเลี่ยงการใช้กำลังอาวุธ ความรุนแรง การยั่วยุใดๆ รวมทั้งทุกภาคส่วนที่ปรารถนาสันติภาพได้โปรดดำเนินการทุกวิถีทางที่จำเป็นดังนี้
1.ยุติการบังคับใช้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเอาไว้ก่อน โดยเฉพาะการปราบปรามสลายการชุมนุม
2.เปิดโอกาสสุดท้ายให้แก่สันติภาพ ด้วยการเปิดเจรจารอบใหม่ ซึ่งทำได้โดยทันที หากรัฐบาลจะอ้างว่าจะดำเนินการตามขั้นตอน โดยเริ่มต้นจากการเจรจาก่อน ขณะที่แกนนำและผู้จัดการการชุมนุมต้องไม่ปิดตายหนทางการเจรจา ต้องถนอมรักมวลชนให้มาก ไม่ยอมให้เกิดการสูญเสียใดๆ และเปิดการเจรจาหาทางออกอย่างสันติ
3.ผู้สนับสนุนกองเชียร์ทั้งสองฝ่ายต้องยุติการยั่วยุให้เกิดการเผชิญหน้าแตกหัก ซึ่งสะใจในระยะเฉพาะหน้า แต่สูญเสียในระยะยาวอย่างร้าวลึก และสมควรต้องสนับสนุนหนทางการเจรจาโดยสันติ
ยกเว้นแต่กลุ่มผู้ชุมนุม และฝ่ายรัฐบาล รวมทั้งกองเชียร์ทั้งสองฝ่ายไม่ต้องการทางออกที่สันติ ปิดทางสันติภาพทั้งที่ยังไม่หมดโอกาส นั่นก็เป็นเคราะห์กรรมของประเทศ และประชาชาติไทยมีราคาที่ต้องจ่ายแสนแพง
กองบรรณาธิการไทยอีนิวส์
′อย่าให้ใครเผา(ประเทศไทย)อีก′
ที่มา มติชน ในโอกาสวันครบรอบ 65 ปีการก่อตั้งพรรคประชาธิปัตย์นี้ มีการเปิดตัวหนังสือฉบับพิเศษ "ประเทศไทยของเรา อย่าให้ใครเผาอีก" เล่มล่าสุดของ "สุเทพ เทือกสุบรรณ" รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ และไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าหนังสือจำนวน 5,000 เล่ม ถูกขายหมดภายในเที่ยงวัน อาจเพราะราคาหน้าปกเพียง 80 บาท เมื่อเทียบกับเนื้อหา และภาพประกอบที่เร้าใจทั้งเล่ม 111 หน้า จึงทำให้มวลมิตร "ประชาธิปัตย์" ต่างระดมกำลังซื้อ ขนกลับบ้านกันยกใหญ่ ความน่าสนใจของหนังสือเล่มนี้ โดดเด่นตั้งแต่หน้าปกหนังสือสีดำทะมึน โดยมีรูป "สุเทพ เทือกสุบรรณ" เจ้าของงานเขียนยืนอยู่ด้านชี้มือชี้ไม้ในท่วงทำนองกำลังชี้แจงอยู่ โดยเป็นช็อตที่ถ่ายภาพเมื่อครั้งลุกขึ้นชี้แจงในระหว่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยมีฉากหลังเป็นภาพควันสีดำจากเหตุการณ์เผาบ้านเผาเมืองเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ขณะที่ชื่อหนังสือ "ประเทศไทยของเรา อย่าให้ใครเผาอีก" เป็นตัวอักษรสีแดงเพลิง พลิกไปดูที่คำนำ "อย่ายอมให้ใครเผาประเทศไทยอีก" ที่เขียนโดย "สุเทพ" บอกกล่าวว่า ต้องการเรียกความเชื่อของประชาชนที่ไม่ต้องการเห็นความรุนแรงเกิดขึ้นในประเทศไทยอีก อย่ายอมให้ใครมาทำร้ายจิตใจของเราอีก แถมยังระบุด้วยว่ามีนักการเมืองบางกลุ่มมีความคิดจะสร้างความวุ่นวายเพียงเพื่อต้องการชิงอำนาจทางการเมือง และหาทางทำให้นักโทษหนีคดีไม่ต้องรับโทษ เมื่อทำแล้วก็มาโยนความผิดให้กับกองทัพและรัฐบาล โดยการบิดเบือนความจริงอย่างไม่ละอายใจ!! เนื้อหาในเล่มถูกแบ่งเป็น 6 บท โดยแต่ละบท แบ่งเรื่องออกเป็นตอนๆ เพื่อให้อ่านง่ายและเบาตา โดยตอนเน้นรูปภาพเหตุการณ์ แบบขาว-ดำ ในขณะที่เนื้อหามีเพียง 3-4 บรรทัด นอกจากนี้ แต่ละบทจะคั่นจังหวะด้วยคำพูดที่ "สุเทพ" เคยพูดไว้ ทั้งในการตอบคำถามสื่อ หรือชี้แจงในการประชุมรัฐสภา เนื้อหาหลักๆ มาจากคำชี้แจงจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งล่าสุด ที่ตั้งเป้าซัด "เสื้อแดง" พร้อมๆ กับให้กระทบชิ่งต่อเนื่องไปยัง "พรรคเพื่อไทย" และ "นายใหญ่" พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในเวลาเดียวกันด้วย ที่น่าสนใจอยู่ที่ นอกจากจะเน้นให้เห็นอุปสรรคที่เกิดขึ้นตั้งแต่ "ประชาธิปัตย์" เข้ามาเป็นรัฐบาลช่วงปลายปี 2551 แล้ว "สุเทพ" ยังได้เฉลยปริศนา "คนชุดดำ" เขาคือใคร? มาจากไหน? โดยเฉพาะการสร้างความน่าเชื่อถือในคำตอบ โดยแบ่งแยกคนชุดนี้ออกเป็น 4 กลุ่มให้เห็นภาพชัดเจน ซึ่งส่วนนี้ถูกบรรจุอยู่ในบทที่ 4 ตอนที่ 5 หน้า 49 หรือ ในบทที่ 5 "ใครเผาประเทศไทย" ที่มีการเปิดเผยเนื้อหาที่ไม่เคยเปิดเผยที่ใดมาก่อน ในชื่อตอนที่ว่า "เรื่องที่ไม่ได้เปิดเผยในสภา" หน้า 90 ที่มีเนื้อความเพียง 4 บรรทัด ว่า "บางเรื่องผมไม่ได้เปิดเผยในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพราะเห็นว่าไม่บังควร แต่ผมได้อ่านรายงานทุกวัน ทราบว่าเวลา พ.ต.ท.ทักษิณวิดีโอลิงก์ไปยังแดงยูเอสเอ (USA) หรือแดงประเทศนั้นประเทศนี้ แล้วพูดจาที่ไม่บังควรอย่างไรบ้าง ผมเรียนว่า ถ้าคนไทยได้ยิน ไม่ได้กลับบ้านหรอกครับ" และนี่คือเนื้อหาบางส่วนของหนังสือ "ประเทศไทยของเรา อย่าให้ใครเผาอีก" ที่แค่อ่านคร่าวๆ ก็ไม่ต่างอะไรกับการเปิดศึกกับ "คนเสื้อแดง" อีกระลอกนั่นเอง... ( จาก มติชน 7 เมษายน 2554 

พลิกสูตร
ที่มา มติชน
โดย วรศักดิ์ ประยูรศุข
ท่ามกลางข่าวปฏิวัติเงียบ-ปฏิวัติดัง ผบ.เหล่าทัพตบเท้าออกมายืนยันต้องมีเลือกตั้ง ก็ต้องฟังไว้
ตามหลักการเดิม เมื่อท่านพูดคนจะฟัง เมื่อท่านทำคนจะเชื่อ
ถึงวันนี้ ลองเก็บเอาความข้องใจว่าจะมีเลือกตั้งหรือไม่ ใส่ลิ้นชักไว้ก่อน
ก้าวข้ามประเด็นนี้ไปดูว่า หากเลือกตั้งแล้วประชาธิปัตย์ชนะตามกฎกติกา อะไรต่อมิอะไรคงดำเนินไปแบบเดิมๆ หน้าเดิมๆ ม็อบมาเป็นปกติ
แต่โจทย์สำคัญคือ หากพรรคเพื่อไทยชนะ ซึ่งก่อนหน้านี้เชื่อกันว่า "ผู้มีอำนาจ" จะรับไม่ได้ และจะนำไปสู่การเล่นนอกกฎกติกาต่างๆ
อย่างที่ กกต. สดศรี สัตยธรรม ออกมาแฉทำนองว่า มีคนอยากใช้บริการ "กกต.ภิวัตน์" คือใช้อำนาจ กกต.เข้าไปจัดการยุบพรรคบางพรรค กระหน่ำใบแดง ใบเหลือง เพื่อผลแพ้-ชนะในการเลือกตั้ง
ถึงเวลานี้ เชื่อว่า คนที่อยู่กับการข่าว กับความเป็นจริงอย่างผู้นำกองทัพคงทราบดีว่า จะมองข้ามหรือปฏิเสธ "ความจริง" ไม่ได้อีกแล้ว "ตัวเลข" ใครเป็นยังไงยิ่งชัดเจน
ฉะนั้น หากพรรคเพื่อไทยชนะขึ้นมา มีความจำเป็นหรือไม่ˆที่จะต้องล้มกระดาน ซึ่งจะนำไปสู่การเผชิญหน้าระหว่างประชาชนกับกองทัพอีก
ไม่ต้องล้มกระดานหรือล้มโต๊ะ ถ้ากองทัพยืนอยู่ในจุดที่ถูกต้อง สนับสนุนวิธีการที่จะทำให้บ้านเมืองมีความมั่นคง และรักษาความเป็นประชาธิปไตยไว้ให้ได้
มั่นคงแค่ไหน สงบเรียบร้อยยังไง ได้ข่าวว่า เป็นเรื่องที่จะต้องเจรจาประนีประนอมกัน
การเจรจาประนีประนอมไม่ใช่ง่ายๆ แม้แสลงใจ ไม่สนิทใจ แต่ก็ต้องคุย เพื่อสันติสุขของส่วนรวม ไม่งั้นสุสานไม่พอใส่แน่นอน
ในโลกของความจริงเวลานี้ คำว่า "เจรจา-ประนีประนอม" ถือเป็นคีย์เวิร์ดที่จะแก้ไข "ทางตัน" ที่ทดลองแก้กันมาหลายสูตร แต่ไม่ได้ผลเสียที
แล้วการเลือกตั้งจะไม่สูญเปล่า การเจรจาประนีประนอม จะทำให้เกิดลู่ทางใหม่ๆ ในการแก้ไขปัญหา
แทนที่จะจม หรือดึงดันหัวชนฝา อยู่กับท่าทีเดิมๆ ปล่อยให้คนที่หากินหรือได้ประโยชน์จากการไม่ประนีประนอม ฉกฉวยเสวยอำนาจบนความขัดแย้ง
ที่ผ่านมา บ้านเมืองของเราก็ไม่ได้ถึงกับขับเคลื่อนไปโดยกลุ่มคนที่สุดขั้ว วันๆ เอาแต่จะคิดปฏิวัติเสียทีเดียว
แต่ยังมีคนที่พยายามเดินสายกลาง ผ่อนหนักผ่อนเบา ทำให้ความเสียหายจากความสุดโต่งบรรเทาลงไป
ฝ่ายที่เคยแข็งกร้าว เริ่มยอมปรับเปลี่ยนท่าทีอย่างเงียบๆ ลับๆ
อย่างอิสรภาพของแกนนำเสื้อแดง ก็ได้ทราบกันว่า เป็นการผลักดันจากผู้ที่มีความเห็นคล้ายๆ กันว่าถึงเวลาต้องผ่อนหนักผ่อนเบากันบ้างแล้ว
ขณะที่บางกลุ่มบางพรรคที่น่าจะมีชื่อร่วมเป็น "เจ้าภาพ" ของงานดีๆ อย่างนี้ กลับไม่ได้เกี่ยวข้องด้วยเลย
นี่ก็เป็นสัญญาณให้จับตาเหมือนกันว่า หลังเลือกตั้ง อาจจะเกิดการพลิกตัวของรูปโฉมอำนาจและการเมือง
บางกลุ่มบางพรรคอาจไม่ดีใจที่ต้อง "พัก"


