ที่มา thaifreenews
โดย Tuxedo
2011-04-10 1ปีวีรชนแดง MP3& Youtube Playlist
จะupdate เรื่อยๆ เพื่อนๆ ก็ refresh เป็นระยะๆนะครับ
Mediafire >> MP3
Youtube Playlist >> 2011-04-10 1ปีวีรชนแดง
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, April 11, 2011
2011-04-10 1ปีวีรชนแดง MP3& Youtube Playlist
Sunday, April 10, 2011
บทความมติชน: "10 เมษา"สอนให้รู้ว่า"กำลัง-อำนาจ"หยุด“ประชาชน”ไม่ได้
ที่มา thaifreenews
โดย lovethai
"10 เมษา"สอนให้รู้ว่า "กำลัง-อำนาจ" หยุดคนไม่ได้
โดย ชฎา ไอยคุปต์
สิทธิ เสรีภาพ คือ หน้าต่างของบ้านที่นำแสงสว่างแห่งมนุษยธรรมเข้ามา และเสรีภาพเป็นพื้นฐานของความดีทั้งมวล ที่เทิดทูน "คุณค่าของมนุษย์"
จุดประสงค์ใหญ่ของเสรีภาพไม่ใช่เพียงแค่ความเพ้อฝัน แต่ต้องการแสวงหา"ความจริง" ไม่ใช่ต้องการเฉพาะเพื่อลดอำนาจของรัฐบาล แต่ต้องการให้เกิดความยุติธรรมขึ้นภายในชาติและความสุขของประชาชน
ความจริงเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่มีอำนาจใดมาคัดค้าน หรือเอาชนะได้
การรวมตัวกันของกลุ่มคนเสื้อแดงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นับจากวันที่ถูกเจ้าหน้าที่้ใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุม จนทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก ในวันที่ 10 เมษายน 25533 หลังจากที่พวกเขามาปักหลักชุมนุมเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภาและทวงความมยุติธรรม ยุติสองมาตรฐาน ตามสิทธิและเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย โดยไม่กลับไม่ถอยไม่หนี ช่วยกันปกป้องอาณาเขตพื้นที่ชุมนุม เพื่อแสดงให้ผู้ปกครองเห็นว่า พวกเขาจะไม่ไปไหนจนกว่าข้อเรียกร้องจะถูกนำไปพิจารณาเพื่อให้เกิดความยุติธรรมในสังคม มีพื้นที่แสดงความคิดความเห็นแสดงออกได้อย่างเสรี
ไม่ใช่ความยุติธรรมที่ต้องอยู่อย่าง ตาบอด หูหนวก เป็นใบ้ และง่อยเปลี้ยเสียขา
แต่การทวงความยุติธรรมผ่าน "ลิ้น" ไม่อาจสู้กับอิทธิพลดินปืนได้
ไม่มีใครคาดคิดว่าการเรียกร้องตามเสรีภาพอันพึงมีต้องกลายเป็น "ผี" เฝ้าถนน
เมื่อกองทัพนำกำลังทหารพร้อมอาวุธ โล่กระบองไว้ทุบตี ปืนลูกซองบรรจุกระสุนกระยางไว้ยิง ปืนเอ็ม 16 ไว้ป้องกันตัว และมีรถสายพานลำเลียงเป็นเกราะป้องกันอีกชั้นหนึ่ง และมีเฮลิคอปเตอร์ไว้หย่อนแก๊สน้ำตา เจ้าหน้าที่ตั้งแถวเข้าโอบล้อมพื้นที่ชุมนุม เกือบทุกด้าน ยืนประชันหน้ากับคนเสื้อแดงที่ไม่ยอมถอยหนี
ในที่สุดเจ้าหน้าที่ได้เข้าประชิดและผลักดันผู้ชุมนุมเสื้อแดงตามคำสั่ง "ขอพื้นที่คืน" แต่เมื่อปฏิบัติจริงไม่รู้ว่าเป็น "ขอ"หรือ"ขู่"
การบัญญัติศัพท์ที่ทำให้ คำว่า "สลายการชุมนุม" ดูละมุนละไมได้ขนาดนี้ เป็นศิลปะอีกอย่างหนึ่งของนักการเมือง คือ การใช้คำพูดใหม่ๆกับเรื่องเดิมๆ เพราะรู้ว่าประชาชนมักเบื่อง่าย และชอบการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
เสียงกระสุนนัดแรกดังขึ้นตามด้วยเสียงรัวถี่ยิบขนาดนั้น ไม่ใช่คำขอหรือคำขู่แต่เอาจริง
ขณะที่ผู้ชุมนุมยังคงหยัดยืน ตั้งหลักปักธงไม่ยอมออกจากที่มั่น โดยไม่มีใครคาดคิดว่า สนามประชาธิปไตยจะถูกแปรเปลี่ยนให้เป็น"สนามรบ" โดยมีกำลัง 2 ฝ่าย คือ "ทหาร"กับ"ประชาชน" ซึ่งเป็นคนไทยด้วยกัน ทหารผู้ทำหน้าที่ปกป้อง "ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์" แต่ต้องต่อสู้กับประชาชนตาม"คำสั่ง"ของผู้บังคับบัญชา เมื่อเกิดการปะทะ จึงเลี่ยงไม่ได้ที่ทหารต้องเป็นจำเลยทำร้ายประชาชน
ในนาทีเผชิญหน้าระหว่าง"นักรบ"กับ"นักสู้" เสมือนฉากในอดีตที่กองทัพไทยไปตีเมือง"คืน" จากข้าศึก แต่ในคราวนี้ คือ ประชาชน ซึ่งเป็นคู่ต่อสู้ที่อ่อนแอกว่าทั้งกำลังและอาวุธ
ครั้งนั้นเกิดการสูญเสียแบบไม่ทันตั้งตัวของทั้งฝ่ายประชาชนและฝ่ายทหาร
ตัวเลขพลเรือนที่เสียชีวิตและบาดเจ็บขยับขึ้นเรื่อยๆตามเสียงกระสุนปืนรัวดังอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เวลาบ่ายถึงดึก จากนั้นตัวเลขทหารขยับตามมาในช่วงหัวค่ำ เมื่อมีระเบิดไม่ทราบทิศทางตกลงกลางวงทหารที่พยายามเข้าสลายการชุมนุม แม้พระอาทิตย์จะลับขอบฟ้าไปนานแล้ว
เสียงโห่ร้อง ครวญคราง โอยโอย ความเจ็บปวดทั้งกายทั้งใจ ดังขึ้นหลังจากเสียงกระสุน ระเบิด ควันจากแก๊สน้ำตา สงบลง
สามารถนับยอดผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์วันนั้นได้จำนวน 25 คน เป็นพลเรือน 21 ราย ทหาร 4 ราย บาดเจ็บกว่า 800 คน และมีพลเรือนที่ตายเพิ่มอีกอย่างน้อย 2 คน ในจำนวนผู้บาดเจ็บยังมีผู้พิการอีกจำนวนไม่น้อยที่ ตาบอด เป็นอัมพาต ฯลฯ
เวลาผ่านไป 1 ปีเต็ม ผู้สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ผู้พิการ และผู้ชุมนุมเสื้อแดงที่รอดตายมาจากเหตุการณ์ครั้งนั้น เหมือนกับว่าได้เดินผ่านสมรภูมิรบ ลิ้มรสความรุนแรง ความเจ็บปวดมาร่วมกันและกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง พร้อมข้อเรียกร้องที่เข้มมากขึ้นเพื่อ "คนเจ็บ-คนตาย-คนเป็น" อัดแน่นไปด้วยปริมาณส่วนคุณภาพต้องรอดูผลหลังจากนี้
ภาพของ "กูลกิจ สุริยะแก่นทราย" หญิงวัย 59 ปี พา "วสุ สุริยะแก่นทราย" สามีวัย 60 ปี นั่งรถเข็นคนพิการมาร่วมชุมนุมที่ จ.ปทุมธานี ในโอกาสครบรอบ 1 ปี เหตุการณ์ที่อ.ลาดหลุมแก้ว เธอเข็นสามีไปรอบๆพื้นที่การชุมนุมด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส เมื่อเทียบกับปีก่อนที่เธอนอนสะอื้นอยู่ข้างเตียงคนไข้ผู้เป็นสามีที่นอนนิ่ง โดยแพทย์ระบุว่า เป็น"อัมพาต" ถูกของแข็งฟาดจนกะโหลกศีรษะร้าว มีเลือดคั่งในสมอง และแขนทั้งสองข้างถูกตีมีรอยเขียวช้ำ เพราะเดินลุยไปสกัดทหารด้วยมือเปล่าอาสาอยู่แนวหน้า ตามคำบอกเล่าของภรรยา
"วสุ" ต่อสู้กับอาการอัมพาตจนดีขึ้นลุกขึ้นมาได้อีกครั้ง แม้จะยังเดินไม่ได้ แขนขวาพิการแต่ก็สามารถขยับปากพูดและพยายามอ้าปากที่บิดเบี้ยวไปข้างหนึ่งอธิบายและเล่าในสภาพลิ้นรั้ว จับใจความได้ว่า พวกเราดันกับทหารไม่ต้องมาถามว่าใครทำร้าย นี่คือ ข้อความจากปากของ "วสุ" ที่เคลือบไปด้วยรอยยิ้มนึกย้อนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างปลงๆ ในวันที่ภรรยาพาออกมาเยี่ยมพี่น้องเสื้อแดง และพวกเขาทั้งคู่บอกว่าจะไปร่วมรำลึกเหตุการณ์ครบรอบ 1 ปี "10 เมษายน"
"กูลกิจ" บอกว่า ถึงจะลำบากยังไงก็อยากพาสามีออกมาร่วมชุมนุม ทันทีที่สามีรู้สึกตัวสิ่งแรกที่เขาถามถึง คือ พวกเราชนะไหม ? เมื่อคำตอบคือ "ไม่" แต่พวกเราไม่มีเวลาต้องเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะไม่มีใครมาขอร้องหรือมาจ้างให้เดินทางไปร่วมชุมนุม แต่พวกเราไปกันเอง ถ้าเราไม่ไปร่วมเวทีก็ต้องเลิกไป เขาก็ลำบากเราก็ลำบาก แต่จะทำอย่างไรได้ เพราะเราอยากได้ประชาธิปไตยและความยุติธรรมก็ต้องไปร่วมชุมนุมกันให้มากๆ แม้ไม่ได้วันนี้ก็ต้องได้สักวัน
"วันที่ 10 เมษายนนี้ ครบรอบ 1ปี จะพาสามีไปร่วมงานกับคนเสื้อแดงรำลึกเหตุการณ์ เพราะเขาอยากไปดูตรงที่ถูกตีจนพิการ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เคยพาไปแล้วครั้งหนึ่งแกก็ชี้ให้ดูจุดที่ถูกตี แม้ว่าความจำเรื่องอื่นๆจะหลงลืมไปบ้างแต่แกไม่เคยลืมว่าถูกตีที่ไหนและใครเป็นคนลงมือ"กูลกิจ" กล่าวย้ำ
นี่คือตัวอย่างหนึ่งของคนเสื้อแดงที่กลับมาชุมนุมอีกครั้ง ของคนทุพพลภาพที่ยังคงยืนหยัด มุ่งมั่นในอุดมการณ์ต่อไป เช่นเดียวกับคนอีกจำนวนมากที่ เชื่อมั่นว่า "เสรีภาพ" ในการรวมตัวกันเป็นล้าน จะทำลายล้างอำนาจที่ไม่เป็นธรรม อำนาจเผด็จการและทรราชย์ อันเป็นปีศาจของประชาธิปไตยได้
"10 เมษา"สอนให้รู้ว่า การใช้กำลัง อำนาจ หรือเผด็จการ ใช้ได้ผลแค่ขณะหนึ่งเท่านั้น
(ที่มา มติชน , 10 เมษายน 2554)
Re:
โดย ลูกชาวนาไทย
ผมไม่คิดว่ามันจะใช้้ได้ผล เพราะมันมีแต่ทำให้เกิดการสะสมกำลัง ของฝ่ายประชาชน และเริ่มรุกต่อไป ทันทีที่ใช้กำลัง ใช้อำนาจ ก็เริ่มนับถอยหลังได้เลย ไม่ว่าจะคิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่แค่ไหน วันที่ "ฆ่าประชาชน" คือว่าที่ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองและผู้ใต้ปกครองสิ้นสุดลง เหลือแต่คำว่า "ทรราษฎร์" กับ ประชาชนผู้ต่อสู้กับทรราษฎร์" เท่านั้นเอง
วันเวลาที่เหลืออยู่เป็นเวลาแห่งการต่อสู้ของประชาชน ไม่ใช่อย่างอื่น
ข่าวสด รายงาน“จตุพร”แฉโกหก“กองทัพ”จัด“โซนแดง-ส้ม”บล็อก“เพื่อไทย”
ที่มา thaifreenews
โดย lovethai
“ตู่”ซัดกลับทหาร จัด“โซนแดง-ส้ม” บล็อก“เพื่อไทย”
@ 'ตู่'ซัดกองทัพหวังสร้างรบ.
เวลา 11.30 น. ที่อิมพีเรียล ลาดพร้าว นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงข้อมูลเกี่ยวกับทหารแทรกแซงการเลือกตั้งว่า ยืนยันว่าขณะนี้ทหารเข้ามาแทรกแซงการเลือกตั้งเพื่อหวังผล โดยตนจะเปิดเผยชื่อ ชั้นยศของนายทหารที่ลงไปปฏิบัติหน้าที่ จะมีภาพว่าตอนแต่งเครื่องแบบเป็นอย่างไร ตอนลงไปปฏิบัติหน้าที่เป็นอย่างไร มีการปลอมตัว ตนมีเอกสารคำสั่งทั้งหมด มีจังหวัดที่เป็นเป้าหมาย ทั่วทุกภาคของประเทศ ซึ่งตนได้รับข้อมูลจากนายทหารในกองทัพที่อยากให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. นำทหารกลับกรมกองได้แล้ว หลังนำกำลังออกมาสลายการชุมนุม
เมื่อถามว่าการที่กองทัพเข้าไปแทรกแซงการเลือกตั้ง เพราะมีพรรคการเมืองหนุนหลังหรือไม่ นายจตุพร กล่าวว่า กองทัพต่างหากที่พยายามเข้ามาแทรกแซง พรรคการเมืองเป็นเพียงเบี้ยเท่านั้น พยายามคู่กันเหมือนผีเน่ากับโลงผุ ทหารพยายามสร้างรัฐบาลของเขาด้วยการแทรกแซงการเลือกตั้ง หากไม่สำเร็จก็ต้องทำลายรัฐบาลที่ไม่ใช่ของเขา อย่างที่ทำกับรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รวมทั้งรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ด้วย
@ อัดปชป.ใช้อำนาจรัฐ
เมื่อถามว่านายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ระบุอยากให้นำหลักฐานที่แทรกแซงการเลือกตั้งโดยนายอ้วน อดีตรัฐมนตรีสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกฯแล้วโกงการเลือกตั้งออกมาเปิดเผยด้วย นายจตุพร กล่าวว่า คำพูดของนายสุเทพ คือคำรับสารภาพว่ากำลังมีการแทรกแซงการเลือกตั้งจริง และสมัยพ.ต.ท. ทักษิณ ไม่จำเป็นอะไรต้องแทรกแซงการเลือกตั้ง เพราะพรรคไทยรักไทยได้เสียง 377 เสียง พรรคประชาธิปัตย์ได้เพียง 96 เสียง ต่างกันเกือบ 4 เท่า ดังนั้น พรรคประชาธิปัตย์ไม่ใช่คู่แข่งของไทยรักไทย และที่พรรคไทยรักไทยได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลาย เพราะความไว้เนื้อเชื่อใจและความศรัทธาของประชาชน
"จากอดีตเห็นได้ชัดเจนว่าสมัยพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลรักษาการ 2 ครั้ง คือสมัยชวน 1 และชวน 2 พรรคประชาธิปัตย์พ่ายแพ้การเลือกตั้งทุกครั้ง เพราะใช้อำนาจรัฐเข้าไปแทรก แซงตลอด ครั้งนี้จะเป็นครั้งที่ 3 ที่จะพ่ายแพ้พรรคเพื่อไทยอีกครั้ง เพราะประชาชนไม่พอใจการใช้อำนาจเข้าไปแทรกแซงอย่างนี้" นายจตุพร กล่าว
@ แฉตั้ง'ดาว์พงษ์'คุมแผน
ต่อมาเวลา 16.00 น. ที่อิมพีเรียล ลาดพร้าว นายจตุพร กล่าวบรรยายในการอบรมโรงเรียน ผู้ปฏิบัติงานระดับกรรมการจังหวัดทั่วประเทศ ของนปช. แดงทั้งแผ่นดินว่า ตามที่ตนแถลงข่าวว่าจะเปิดเผยแผนของทหารที่จะเข้าแทรกแซงการเลือกตั้ง และขอท้าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ว่าหากอยากทราบ อย่าตัดสัญญาณถ่ายทอดสดของสถานีเอเชียอัพเดท แต่บัดนี้สัญญาณถ่ายทอดถูกตัดแล้ว ซึ่งทราบว่าเป็นฝีมือของนายทหารยศพ.อ.คนหนึ่ง ที่มีนามสกุลเหมือนจังหวัดหนึ่งของประเทศไทย สังกัดกอ.รมน.
นายจตุพร กล่าวว่า แผนของทหารที่ใช้ มีจุดมุ่งหมายจะกำกับการเลือกตั้งเพื่อให้ตั้งรัฐบาลที่เป็นพรรคพวกของเขา ทำให้รัฐบาลกลายเป็นทาสทหาร และทหารเป็นทาสอำมาตย์อีกทีหนึ่ง แต่หากแผนแรกไม่สำเร็จ ก็จะทำลายรัฐบาลของประชาชน แล้วตั้งรัฐบาลขึ้นมาใหม่ที่คุมได้ โดยแผนการครั้งนี้มีผู้รับผิดชอบคือพล.อ.ดาว์ พงษ์ รัตนสุวรรณ เสธ.ทบ. เริ่มตั้งแต่การบงการให้ยุบสภาสอดคล้องกับการแต่งตั้งโยกย้ายทหาร เพราะเป็นรู้กันว่าโผทหารจะเสร็จก่อนวันที่ 5 ส.ค.2554 ซึ่งการยุบสภาในสัปดาห์แรกของเดือนพ.ค. ทำให้การเลือกตั้งเกิดขึ้นในเดือนมิ.ย. หรือก.ค. กว่าจะได้รัฐบาลใหม่ก็ใกล้เคียงกับวันที่ 5 ส.ค. เมื่อยังไม่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณ และแถลงนโยบายต่อสภา เท่ากับว่ารัฐบาลทำงานยังไม่ได้ โผทหารที่รัฐบาลรักษาการทำไว้ต้องประกาศใช้ ดังนั้น ไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ก็ยังเป็นผบ.ทบ.อยู่
@ ส่งทหารเน้นพื้นที่แดงเข้ม
นายจตุพร กล่าวว่า การทำงานด้านการแทรกแซงการเลือกตั้ง ได้ส่งชุดทหารลงพื้นที่เกาะติด โดยกำหนดภารกิจให้สืบสภาพพื้นที่ กำหนด "สี" คือ 1.แดง คือพวกของพ.ต.ท. ทักษิณ เป้าหมายคือทำให้เป็นสีส้ม 2.ส้ม คือพวกไม่เอาพ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งถือเป็นเป้าหมายแล้ว 3.สีเขียว คือพวกเป็นกลาง เป้าหมายคือทำให้เป็นสีส้มให้ได้ โดยทหารชุดเกาะติดนี้จะแฝงอยู่ในชุดปฏิบัติการต่างๆ อาทิ ชุดสู้วิกฤตภัยเศรษฐกิจ ชุดเสริมสร้างความเข้าใจ(ชสจ.) โดยมีระยะปฏิบัติงานจนกว่าจะชนะพ.ต.ท.ทักษิณ ได้เด็ดขาด ทั้งนี้ ได้รับงบประมาณระดับกองพันและกรมทุกเหล่า ให้งบครั้งละ 6 เดือน เปลี่ยนชื่อชุดไปเรื่อย แต่ในกลุ่มทหารรู้ดีว่าชุดเกาะติด ล่าสุดได้รับงบ 8 หมื่นบาทต่อชุด โดยชสจ.จะลงพื้นที่อ้างอิงเรื่องยาเสพติด แต่ภารกิจจริงๆคือปลูกฝังให้คนรักสถาบัน เกลียดชังพวกล้มเจ้า ใส่ร้ายพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นพวกล้มเจ้า โดยเน้นย้ำพื้นที่เป้าหมายของส.ส.พรรคเพื่อไทย
นายจตุพร กล่าวว่า พื้นที่เป้าหมายชสจ. แบ่งตามกองทัพภาค ทั้ง 4 ภาค ประกอบด้วยภาค 1 จำนวน 9 จังหวัด สิงห์บุรี ลพบุรี นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี ฉะเชิงเทรา ประจวบคีรีขันธ์ ชลบุรี และจันทบุรี ภาค 2 ประกอบด้วย 17 จังหวัดภาคอีสาน ยกเว้น บุรีรัมย์ และอำนาจเจริญ ภาค 3 จำนวน 10 จังหวัด เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา น่าน แม่ฮ่องสอน พิษณุโลก กำแพง เพชร นครสวรรค์ และทัพภาค 4 จำนวน 2 จังหวัด พัทลุง และนครศรีธรรมราช โดยเขตพื้นที่ที่เลือกพรรคเพื่อไทยจะเป็นแดงเข้ม และลดหลั่นมาเป็นเขียว และส้ม
@ ล้ม'ชัยสิทธิ์'หวังกระทบ'แม้ว'
นายจตุพร กล่าวว่า ส่วนพื้นที่ที่มีกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยลงสมัคร ให้กำหนดระดับ 1-5 ตามความสำคัญของกรรมการบริหารพรรค หากใครมีจุดอ่อนมาก ให้กำหนดเป็นพื้นที่เป้าหมายลำดับ 1 เช่น ราชบุรีที่มีผู้สมัครคือพล.อ. ชัยสิทธิ์ ชินวัตร เป็นผู้สมัคร ถูกกำหนดเป็นพื้นที่เป้าหมายลำดับ 1 เพราะเป็นเป้าหมายที่อ่อนไหวสูง หากทำลายได้จะกระทบกับภาพลักษณ์พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเมื่อได้เป้าหมายแล้วจะกำหนดล็อกหัวคะแนน ซื้อหัวคะแนนหรือสร้างหัวคะแนนเทียม เพื่อให้ทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง นำไปสู่การแจกใบเหลือง ใบแดง และยุบพรรค
นายจตุพร กล่าวว่า สำหรับพื้นที่สีส้ม หรือพื้นที่ก้ำกึ่ง กอ.รมน.สั่งให้ทำทุกอย่างเพื่อให้พรรคคู่แข่งพรรคเพื่อไทยชนะ โดยสั่งพิมพ์บัตรลงคะแนนเพิ่ม 100 เปอร์เซ็นต์ ใช้การขนคนมาเลือกตั้งล่วงหน้า ซึ่งการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว ใช้กองพลรบพิเศษหมวกแดง กาบัตรที่พิมพ์เกิน แล้วเปลี่ยนหีบ โดยคำนวณจากผู้มาใช้สิทธิ์ล่วงหน้าที่เตรียมไว้ จำนวนบัตรเหลืองและสถิติผู้ไม่มาใช้สิทธิ์ โดยประสานกับหน่วยงานทหาร กกต. และพรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย รวมทั้งการใช้ชุดไล่ล่า ก่อกวนผู้สมัครพรรคเพื่อไทย ไม่ให้หาเสียงได้สะดวก ขับรถตาม เฝ้าหน้าบ้าน ไปกินข้าวด้วยแล้วจ่ายเงินแทนเพื่อให้ผู้สมัครผิดกฎหมายเลือกตั้ง
@ วิธีสกัดต้องเร่งดึงคนใช้สิทธิ์
นายจตุพร กล่าวว่า สำหรับแนวทางแก้ไข จะต้องเกาะติดการพิมพ์บัตรเลือกตั้งของกกต. โดยใช้พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารให้เป็นประโยชน์ และรณรงค์ให้คนมาใช้สิทธิ์เกิน 80 เปอร์เซ็นต์ ทำให้เป็นวาระแดง วาระแห่งชาติ เพื่อไม่ให้มีผู้ที่ไม่ไปใช้สิทธิ์ กลายเป็นคะแนนเสียงในบัตรผี หรือรณรงค์ให้มาใช้สิทธิ์ 100 เปอร์เซ็นต์ เฝ้าหีบเลือกตั้งตลอด 24 ชั่วโมง อย่าให้ใช้รถราชการขนหีบเพราะเปลี่ยนทะเบียนปลอมได้ และรณรงค์ไม่ให้ทหารเป็นกรรมการนับคะแนน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการบรรยาย นายจตุพร ได้นำรูปทหารจำนวน 5 นาย ยศ จ.ส.อ. 2 นายและส.อ. 3 นาย ซึ่งใส่ชุดทหารกับชุดธรรมดา มาแสดงโดยระบุเป็นทหารที่ลงปฏิบัติการในชุด ชสจ. ที่ปลอมตัวลงไปปะปนกับประชาชนที่ดินแดง กทม. แสดงให้เห็นได้ว่าสิ่งนี้คือใบเสร็จว่าทหารได้ตั้งชุดเกาะติดเพื่อหวังผลแทรกแซงการเลือกตั้งที่จะถึงนี้
(ที่มา ข่าวสดรายวัน , 10 เมษายน 2554)
สหรัฐชี้ไทยเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ตมากขึ้น
ที่มา Voice TV
สหรัฐระบุ รัฐบาลไทยติดตามอย่างใกล้ชิดและบล็อกเว็บไซต์ที่แสดงความเห็นต่อต้านรัฐบาล หรือวิจารณ์บางอย่างอย่างไม่เหมาะสม
กระทรวงต่างประเทศสหรัฐออกรายงานประเมินสิทธิมนุษยชนประจำปีทั่วโลก ระบุไทยเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ตมากขึ้น โดยรัฐบาลไทยติดตามอย่างใกล้ชิดและบล็อกเว็บไซต์ที่แสดงความเห็นต่อต้านรัฐบาล หรือวิจารณ์บางอย่างอย่างไม่เหมาะสม
ส่วนเมื่อปีที่แล้ว จีนเพิ่มการจำกัดเสียงวิจารณ์และคุมเข้มภาคประชาสังคม ทั้งยังเพิ่มข้อจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกและการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต แนวโน้มแง่ลบดูเหมือนเลวร้ายในช่วยต้นปีนี้ เพราะมีการคุมตัวนักเคลื่อนไหว
นางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศเรียกร้องให้ปล่อยตัวนาย อ้าย เหว่ย เหว่ย ศิลปินและนักวิจารณ์รัฐบาลคนล่าสุดที่ถูกคุมตัว รวมถึงทนายความ นักเขียน นักวิชาการ และนักเคลื่อนไหว
รายงานของสหรัฐ ระบุว่า เวียดนามก็ปราบปรามนักเคลื่อนไหวมากขึ้น ด้วยการจับกุมนักเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างน้อย 25 คนเมื่อปีที่แล้ว และตัดสินว่ามีความผิดไป 14 คน นอกจากนั้น เสรีภาพทางอินเทอร์เน็ตก็ถูกจำกัดมากขึ้น เพราะรัฐบาลโจมตีเว็บไซต์ที่ชอบวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งยังสอดแนมบล็อกเกอร์ที่เป็นนักเคลื่อนไหว
ส่วนสภาพในเกาหลีเหนือและพม่ายังไม่สดใส โดยพม่านั้นแม้ปล่อยตัวนางออง ซานซูจี ผู้นำฝ่ายค้าน แต่การเลือกตั้งเมื่อปลายปีที่แล้วยังถูกวิจารณ์ว่าไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม นอกจากนั้นทหารในรัฐฉานและกะเหรี่ยงยังเผาหมู่บ้านของชนกลุ่มน้อย ส่วนจำนวนทหารเด็กก็เพิ่มเป็นเกือบ 12,000 คน
รายงานของสหรัฐ ระบุว่า สถานการณ์ในกัมพูชาก็ก่อให้เกิดความวิตก เพราะหน่วยงานด้านความมั่นคงใช้กำลังถึงขั้นวิสามัญฆาตกรรมทั้งยังมักทำร้ายผู้ต้องหาเพื่อให้สารภาพ อีกทั้งกัมพูชายังจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกและเสรีภาพสื่อ รวมถึงพยายามทำให้เอ็นจีโออ่อนแอ โดยสหรัฐกล่าวว่าการกดดันเอ็นจีโอ เป็นส่วนหนึ่งของกระแสทั่วโลกที่รัฐบาลกำลังกดดันนักวิจารณ์ อย่างร่างกฎหมายทำให้เอ็นจีโอจดทะเบียนได้ยากขึ้น โดยเฉพาะเอ็นจีโอกลุ่มเล็ก ๆ
แต่สถานการณ์ในอินโดนีเซีย กระเตื้องขึ้น เพราะมีสื่อที่เสรีและภาคประชาสังคมที่กำลังก่อตัว แม้อินโดฯ ก่อกวนชนกลุ่มน้อยอย่างเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงใช้กำลังเกิดกว่าเหตุ จนทำให้มีผู้เสียชีวิตในจังหวัดปาปัวก็ตาม
Source : NewsCenter/กรุงเทพธุรกิจ/flickr.com (Image)
by wanwan
10 เมษายน 2554 เวลา 14:01 น.
ณัฐวุฒิ อ่านประกาศปฎิญญา 8ข้อ นปช.
ที่มา Voice TV
วันนี้ (10 เมษายน 2554) ที่อิมพิเรียล ลาดพร้าว นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ แกนนำ นปช. ได้อ่านปฏิญญา 8 ข้อนปช.แดงทั้งแผ่นดิน ดังนี้
1.เคลื่อนไหวทำกิจกรรมช่วยเหลือคนเสื้อแดงให้ได้รับอิสระภาพ และเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ
2.ดำเนินการนำตัวผู้กระทำผิด ในการสั่งฆ่าประชาชนมารับโทษตามกฎหมาย
3.เรียกร้องให้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมออภาค
4.รณรงค์สนับสนุนพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยที่ต่อต้านระบอบอำมาตย์และเคลื่อนไหวตรวจสอบการเลือกตั้งให้เป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม
5.สนับสนุนพรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนเสียงอันดับหนึ่งอย่างถูกต้องให้จัดตั้งรัฐบาล และต่อต้านอำนาจนอกระบบ ที่แทรกแซงผลการเลือกตั้งทุกกรณี
6.ต่อสู้ให้มีรัฐธรมนูญแบบใหม่ของประชาชนที่เป็นประชาธิปไตย
7.ต่อต้านรัฐประหารและเผด็จการทุกรูปแบบ
8. ขยายมวลชนคนเสื้อแดงและแนวรวมทั้งปริมาณและคุณภาพ
Source : NewsCenter/bangkokbiznews/AFP (Image)
ประเพณีและวัฒนธรรม ทางการเมือง
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ
คอลัมน์ คนดินตรอก
โดย วีรพงษ์ รามางกูร
การเมืองสำหรับประเทศไทยนั้น วิเคราะห์และใช้หลักการวิเคราะห์ยากมากกว่าประเทศอื่นใดในโลก เพราะไม่มีประเพณีและวัฒนธรรมการเมืองที่แน่นอน จะใช้ประเพณีการปกครองแบบอังกฤษหรือยุโรปตะวันตกก็ไม่ได้ เพราะพรรค การเมืองและผู้นำทางการเมืองไม่ได้ยึดถือประเพณีและวัฒนธรรมการปกครอง
เมื่อมีความขัดแย้งทางการเมืองในประเด็นต่าง ๆ แทนที่จะใช้เสียงข้างมากในสภาตัดสิน ระบบของเราเป็นระบบรัฐสภา พยายามให้วินัยของพรรคเข้มแข็งแบบอังกฤษก็ใช้ไม่ได้ ผู้คนไม่ยอม ครั้นจะยุบสภาให้ประชาชนตัดสิน คนชั้นกลางระดับสูง หรือที่เรียกว่า upper middle class และสื่อมวลชน ก็ไม่เห็นด้วย เรียกร้องให้ลาออกอย่างเดียว
ถ้ายุบสภาแล้วพรรคฝ่ายค้านเห็นว่าตนจะสู้ไม่ได้ ก็คว่ำบาตรการเลือกตั้ง ไม่ลงสมัคร แล้วก็หาทางให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ซึ่งไม่มีในตำรารัฐศาสตร์ เล่มใด
เมื่อมีการร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ฝ่ายร่างรัฐธรรมนูญก็สัญญากับประชาชนที่มาลงประชามติว่าจะรับหรือไม่รับร่าง ถึงขนาดบอกให้รับไปก่อนแล้วค่อยมาแก้ภายหลัง จนบัดนี้ก็ไม่ได้แก้ ก็ไม่มีใครว่าอะไร จนเร็ว ๆ นี้พรรคร่วมรัฐบาลกดดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็ไม่เกี่ยวอะไรกับที่รับปากไว้กับประชาชน และประชาชนสื่อมวลชนก็ไม่ว่าอะไร ลืมกันไปหมด
ประเทศที่ยึดถือประเพณีและวัฒนธรรมทางการเมืองค่อนข้างเคร่งครัด คือ ประเทศอังกฤษ เพราะอังกฤษไม่มีรัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษร รัฐสภาอังกฤษเป็นใหญ่ จะออกกฎหมาย อย่างไรก็ได้ บางเรื่องที่ปฏิบัติกันมา จนเป็นประเพณีก็ไม่จำเป็นต้องตรา เป็นกฎหมาย แต่เมื่อประเพณีบางอย่างเปลี่ยนไปก็ค่อยออกกฎหมายเปลี่ยน แปลงใหม่ กฎหมายก็เป็นพระราชบัญญัติธรรมดา ๆ
แต่ประเพณีและวัฒนธรรมทางการเมืองของเราไม่มีหรือเกือบไม่มีคงจะเป็นเพราะระบอบการเมืองแบบรัฐสภาของเรามีพัฒนาการที่ไม่ปะติดปะต่อมาอย่างต่อเนื่องเกือบค่อนศตวรรษ
ขณะเดียวกัน ก็เกิดประเพณีทาง การเมืองที่ไม่พึงปรารถนาเกิดขึ้นอยู่เสมอ คือ การรัฐประหาร
หลังการรัฐประหารก็มีระเบียบแบบแผนเป็นประเพณีเป็นวัฒนธรรม เช่น ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 1 เป็นประกาศปฏิวัติยึดอำนาจ เพราะรัฐบาลที่เป็นอยู่ฉ้อราษฎร์บังหลวง หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ไม่ฟังเสียงประชาชน ไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดินได้
ต่อไปก็เป็นประกาศว่าจะยังคงระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข ยังคงยึดมั่นต่อกฎบัตรสหประชาชาติ และพันธกรณีกับนานาประเทศและ อื่น ๆ
ต่อไปก็ประกาศใช้รัฐธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน กำหนดให้มีสภานิติบัญญัติ คณะรัฐมนตรีต่าง ๆ นานา
เมื่อมีสภานิติบัญญัติซึ่งแต่งตั้งโดยหัวหน้าคณะปฏิวัติ มีการแต่งตั้ง นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี กฎหมายฉบับแรกที่สภาจะผ่านให้ก็คือ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมคณะปฏิวัติ แล้วก็ให้คำมั่นว่าจะตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญให้มีการเลือกตั้งภายใน 1 ปี นับแต่ที่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับถาวร
ขบวนการรัฐประหารไม่มีกฎหมายรับรอง แต่เป็นประเพณีการปกครองประเทศในระบอบการปกครองแบบปฏิวัติรัฐประหาร ได้รับการยอมรับ จากสื่อมวลชนและประชาชนเป็น อย่างดี บ้านเมืองสงบเรียบร้อยราบคาบ เอกชน นายทุน สามารถทำธุรกิจได้ เป็นปกติ
ส่วนประชาชนชั้นล่างที่เลือกสมาชิกสภาผู้แทนฯเป็นผู้แทนฯของตน ที่คอยวิ่งเต้นดึงงบประมาณมาลงในเขตของตนก็ดี คอยดูแลพวกตน ฝากลูกหลานเข้าโรงเรียน เข้าทำงาน หาเงินนอก งบประมาณนอกระบบมาดูแลก็จะขาดหายไป แต่ชาวบ้านชั้นล่างก็ยอมรับโดยดุษณีกลายเป็นประเพณีไป
อาจจะเขียนเป็นตำราหรือคู่มือได้เลยว่า เมื่อยึดอำนาจสำเร็จแล้วจะมี ขั้นตอนประกาศคณะปฏิวัติ ซึ่งต้องถือว่ามีฐานะเท่ากับพระราชบัญญัติ มีประเพณีที่ถือว่าคณะปฏิวัติกลายเป็น "องค์อธิปัตย์" วาจาของหัวหน้าคณะปฏิวัติกลายเป็นกฎหมาย
ขณะที่หัวหน้าคณะปฏิวัติมีฐานะเป็น "รัฐ" หรือ "องค์อธิปัตย์" หรือ "รัฐาธิปัตย์" ถ้าระหว่างนั้นจะต้องมีการประกาศสงครามใคร จะเป็นผู้ลงนามในประกาศ หัวหน้าคณะปฏิวัติน่าจะเป็น ผู้ลงนามประกาศ
การรัฐประหารในเวลาต่อมาไม่นิยมเรียกว่า "คณะปฏิวัติ" แต่นิยมเรียก ชื่ออย่างอื่น เช่น คณะปฏิรูปการปกครองบ้าง คณะปฏิรูปอื่น ๆ แต่ไม่ใช่คณะปฏิวัติ แต่ค่อนข้างสรุปได้ว่ามีประเพณีแบบแผนที่แน่นอนมั่นคงโดยไม่ต้องมีบทบัญญัติกฎหมายถาวรใด ๆ ให้บัญญัติอำนาจไว้
ประเพณีหรือวัฒนธรรมที่สำคัญอีกอันก็คือ เมื่อมีการอนุญาตให้มีการตั้งพรรคการเมือง หลังการเลือกตั้งพรรคการเมืองใหญ่ฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลไม่ได้ถือว่าตนเป็นสถาบันหนึ่งที่ต่างคนต่างมีหน้าที่ความรับผิดชอบใน การบริหารประเทศตามระบอบประชาธิปไตย แต่มีวัฒนธรรมว่าตนเป็นศัตรูของอีกฝ่าย ไม่ใช่ผู้ร่วมทำงานให้ประเทศในอีกฐานะหนึ่ง
เมื่อเป็นอย่างนั้นทั้งสองฝ่ายต่างก็หาเรื่อง สร้างเรื่อง ปั้นน้ำเป็นตัว ทำลายกันและกัน ทั้งในสภาและนอกสภา พร้อม ที่จะทำทุกอย่างเพื่อโค่นล้มทำลายอีกฝ่ายหนึ่งให้ได้ เช่น การทำลายชื่อเสียงของอีกฝ่ายหนึ่ง รวมไปถึงการสร้างหลักฐานเท็จ เช่น สร้างหลักฐานเท็จว่านายบรรหาร ศิลปอาชา เกิดที่ประเทศจีน ประเพณีการกล่าวเท็จที่ไม่คำนึงถึงจริยธรรมดังกล่าวกลับเป็นที่ยอมรับของสังคม ถือเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ
ส่วนการกล่าวหาว่ามีการฉ้อราษฎร์บังหลวง คอร์รัปชั่นทั้ง ๆ ที่มีมูล เมื่อฝ่ายค้านยกขึ้นกล่าวหาในสภาแล้วรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องตอบชี้แจงจริงบ้างเท็จบ้าง ลงมติแล้วก็แล้วกันไป สังคมไม่กดดันให้สอบสวนหาข้อเท็จจริง ฝ่ายรัฐบาลก็ไม่ขวนขวาย ฝ่ายค้านก็ไม่กดดันให้ความเป็นจริงต่าง ๆ ปรากฏ
การประชุมสภาก็ไม่มีวัฒนธรรมที่จะแสวงหาความร่วมมือจากฝ่ายต่าง ๆ ไม่มีวัฒนธรรมกิริยามารยาทที่ดีงาม กลายเป็นแบบอย่างที่ผิด ๆ ให้กับเยาวชนคนรุ่นหลัง
ผู้นำพรรคการเมืองก็ไม่เคยสร้างวัฒนธรรมและมารยาททางการเมือง ในทางตรงกันข้ามนอกจากสร้างวัฒนธรรมการพูดเท็จปั้นน้ำเป็นตัวแล้ว ยังสร้างวัฒนธรรมพูดจาเหน็บแนม ถากถาง ไม่ให้เกียรติผู้อื่น บริภาษคนอื่นว่าเป็นคนทำไม่ดี สามารถด่าคนอื่นว่าซื้อเสียง "ฉ้อราษฎร์บังหลวง" อย่าง สาดเสียเทเสีย ทั้ง ๆ ที่พรรคของตน ก็ทำหรือทำมากกว่าด้วยซ้ำ
ตลอดเวลาเกือบ 80 ปี ทางฝ่ายนักการเมืองและพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตยไม่ได้สร้างประเพณีและวัฒนธรรมทางการเมืองที่จะทำให‰ ระบอบการปกครองเป็นประชาธิปไตยเลย นวัตกรรมทางการเมืองในทางสร้าง สรรค์ก็มีน้อย ส่วนนวัตกรรมทางการเมืองในทางทำลายระบอบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยกลับมีอยู่ตลอดระยะเวลา
พรรคการเมืองไทยไม่เคยมีส่วนในการเรียกร้องประชาธิปไตย ไม่เคยมีส่วนร่วมกับการเมืองภาคประชาชน อาจจะเป็นเหตุที่พรรคการเมืองของเราไม่ เคยได้รับการยอมรับให้เป็นผู้นำทางความคิดในทางประชาธิปไตย ส่วนผู้นำทางฝ่ายที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย สามารถโน้มน้าวสื่อมวลชนและประชาชนให้มีความเห็นคล้อยตามได้ว่าระบอบการปกครองแบบที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย นั้นดีกว่า
ขณะนี้ฝ่ายที่ไม่นิยมประชาธิปไตยกำลังเรียกร้องให้ประชาชนไปลงคะแนน "งดออกเสียง" หรือ "No Vote" เพื่อ ปูทางไปสู่การขอพระราชทานนายกรัฐมนตรี โดยบทบัญญัติมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หรือการ "ปฏิวัติเงียบ" ปลุกปั่นอารมณ์ ความรัก ความเกลียดชัง โดยไม่ได้คำนึงว่าจะเป็นอันตรายต่อสถาบันทางการเมืองของชาติอย่างไร ไม่เข้าใจเจตนารมณ์ที่แท้จริง ไม่สามารถแปลได้ว่าระบอบดังกล่าวคือระบอบอะไร แต่สังคมก็ยังไม่ว่าอะไร ถ้าทำกัน บ่อย ๆ ก็จะกลายเป็นประเพณีการเมืองไป เมื่อใครไม่ชอบรัฐบาลแทนที่จะไปดำเนินการตามวิถีทางประชาธิปไตย กลับไปชุมนุมเรียกร้องขอพระราชทานนายกรัฐมนตรี
รัฐบาลประชาธิปัตย์จะออกมาอธิบายขัดขวางก็ไม่ถนัด เพราะผู้นำพรรคการ เมืองก็เคยมีพฤติกรรมเช่นนี้ เป็นผู้มีส่วนร่วมในการสร้างประเพณีขอพระราชทานนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 7
วัฒนธรรมทางการเมืองที่ไม่สร้างสรรค์และเป็นอันตรายอย่างยิ่งก็คือ วัฒนธรรมการผูกขาดความจงรักภักดี ใช้ความจงรักภักดีเป็นเครื่องมือทำลายฝ่ายตรงกันข้ามทางการเมือง ประชาชนคนไทยมีความจงรักภักดีเป็นพื้นฐาน อยู่แล้ว เมื่อมีคนมาจี้จุดความอ่อนไหวในหัวใจคนไทยทุกคนอยู่แล้วก็เกิดอารมณ์ได้ง่าย
การใช้เรื่องนี้เพื่อประโยชน์ทางการเมืองจึงมีผลตามที่ต้องการได้ในระยะสั้น โดยหารู้ไม่ว่าการกระทำเช่นนั้น ต่อไปก็จะกลายเป็นวัฒนธรรมและ ประเพณีทางการเมืองที่สร้างความ เสียหายอย่างใหญ่หลวง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยเขียนไว้ในคอลัมน์ซอยสวนพลูว่า สมัยโบราณนั้น "ผู้ใดอ้างพระบรมราชโองการย่อมมีโทษประหารชีวิต" ประเพณีดี ๆ อย่างนี้ควรรักษาไว้ให้เคร่งครัด
ประเพณีและวัฒนธรรมทางการเมืองเป็นเครื่องวัดระดับการพัฒนาการเมือง
เกมพรรคร่วม โดดเดี่ยวปชป.
ที่มา ข่าวสด
กระแสเลือกตั้งถูกขานรับกันเป็นทอดๆ
เริ่มตั้งแต่ฝ่ายการเมือง กองทัพ ประชาชน รวมถึงองค์กรที่มีบทบาทในการจัดการเลือกตั้งโดยตรงอย่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือกกต.
ส่วนคนบางกลุ่มที่ต้องการให้เกิดสุญญากาศทางการเมือง เสนอให้ยุบสภา แต่ไม่มีการเลือกตั้ง แล้วจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ มีนายกรัฐมนตรี มาตรา 7 เข้ามาบริหารประเทศชั่วคราว 4-5 ปี
นอกจากสังคมไม่ตอบรับ ยังโดนกระแสตีกลับถูกมองเป็นขาประจำ "ตัวป่วน" ส่วนการเปลี่ยนแผนหันมาชูประเด็น "โหวตโน" ก็ทำท่ากลายเป็น "มุขแป้ก" เพราะขัดแย้งกันเองในกลุ่ม
สัญญาณเลือกตั้งเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น
เมื่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรลงมติวาระสาม ผ่านร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเพื่อรองรับการเลือกตั้ง และการทำงานของกกต.จำนวน 3 ฉบับ
คือ ร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.และการได้มาซึ่งส.ว. ร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง
ขั้นตอนต่อไปประธานวุฒิสภายืนยันบรรจุวาระให้วุฒิสภาพิจารณาร่างกฎหมายลูกทั้ง 3 ฉบับ ในวาระแรกวันที่ 11 เมษายน เชื่อว่าทั้งหมดจะจบในชั้นวุฒิสภาภายในเดือนเมษายน ก่อนส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยขั้นตอนสุดท้าย
โดยนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยืนยันกระบวนการต่างๆ จะเป็นไปตามกรอบเวลาที่วางไว้ คือสามารถ"ยุบสภา"ได้ภายในสัปดาห์แรกของเดือนพฤษภาคม
ดังนั้น ถ้าหากครั้งนี้นายอภิสิทธิ์ พูดจริงทำจริง ไม่ได้ดีแต่พูด
ประชาชนทั่วทั้งประเทศที่เฝ้ารอการเลือกตั้งมานานจะได้กาบัตร เลือกคนที่รัก เลือกพรรคที่ชอบ ได้ประมาณปลายเดือนมิ.ย.
หรืออย่างช้าที่สุดคือต้นเดือนก.ค.
นอกจากนี้ ฉากสำคัญที่คนทั่วไปไม่ได้เห็นกันบ่อยๆ
คือฉากที่พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผบ.สส. นำผู้บัญชาการ 3 เหล่าทัพ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ รวมทั้งตัวแทนผบ.ตร. ออกมายืนเรียงแถวหน้ากระดานแถลงจุดยืนพร้อมหน้า
ยืนยันเป็นเสียงเดียวกัน ทหารไม่ทำปฏิวัติเด็ดขาด
ทั้งยังอ้างข้อบังคับกระทรวงกลาโหม ห้ามทหารเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง และหากมีหน่วยใดเคลื่อนย้ายกำลังโดยไม่ได้รับคำสั่งคือ กบฏ
การเลือกตั้งจะมีขึ้นหรือไม่และหลังเลือกตั้งจะเกิดเหตุการณ์อะไรหรือไม่ ไม่เกี่ยวกับกองทัพ หากมีการยุบสภาก็เป็นเรื่องของรัฐบาล ส่วนการจัดเลือกตั้งก็เป็นหน้าที่ของกกต.
พร้อมยืนยันไม่มีรัฐบาลแห่งชาติหรือนายกฯ มาตรา 7 แน่นอน
อย่างไรก็ตาม เป็นเพราะยังไม่ลืมบทเรียนเหตุการณ์ปฏิวัติ 19 กันยาฯ 2549 รวมถึงภาพของกองทัพ ซึ่งทำหน้าที่เป็น "นั่งร้าน" ค้ำยันรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์มาตลอด 5 ปีที่ผ่านมา
ไม่ว่าก่อนและหลังการเลือกตั้งเมื่อเดือนธ.ค.50 การสั่งยุบพรรคไทยรักไทย ต่อด้วยพรรคพลังประชาชน ชะตากรรมของนายสมัคร สุนทรเวช และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ สองอดีตนายกฯ
การจัดตั้งรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ในค่ายทหาร
โดยเฉพาะเหตุการณ์รัฐบาลสั่งใช้ความรุนแรงเข้าปราบปรามม็อบเสื้อแดงเดือนเม.ย.-พ.ค. 2553 จนมีผู้เสียชีวิต 91 ศพ บาดเจ็บอีกเกือบ 2,000 คน
หลังจากเกิดเหตุรัฐบาลก็อยู่รอดมาได้ จนครบรอบ 1 ปีเหตุการณ์ในวันนี้
จึงไม่แปลกที่คนในพรรคเพื่อไทย และกลุ่มคนเสื้อแดงจะยังหวาดระแวง ไม่เชื่อถือคำพูดของทหารที่ว่าจะไม่ปฏิวัติ
เรื่องของเรื่องเพราะไม่รู้ว่า "มือที่มองไม่เห็น" คิดอย่างไร
ท่ามกลางสารพัดโพลสำรวจทั้งในทางลับและเปิดเผย พบว่าพรรคประชาธิปัตย์น่าจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้การเลือกตั้งให้กับพรรคเพื่อไทย
ไม่เฉพาะแต่ผลสำรวจของบรรดาโพลที่ออกมาในทิศทางเดียวกัน
ถ้าสังเกตจากปฏิกิริยาของพรรคการเมืองขนาดกลางและขนาดเล็ก ที่เป็น "ตัวแปร" สำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลมาเกือบทุกยุค ก็จะพบเห็นถึงความไม่มั่นใจเช่นกัน
ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะได้กลับมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลรอบใหม่หรือไม่
ไม่ว่าจะเป็นการจับมือเป็นพันธมิตรระหว่างพรรคชาติไทยพัฒนาของนายบรรหาร ศิลปอาชา กับพรรคภูมิใจไทย ของนายเนวิน ชิดชอบ
หรือการแถลงข่าวรวมคน-ไม่รวมพรรค ระหว่าง"รวมชาติพัฒนา"กับ"เพื่อแผ่นดิน" ซึ่งมีนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ และแกนนำกลุ่ม 3 พี "พินิจ-ไพโรจน์-ปรีชา" อยู่เบื้องหลัง ภายใต้ชื่อใหม่"รวมชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน"
ก็เป็นไปเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองในการเสียบร่วมรัฐบาล
โดยที่พรรคเหล่านี้ไม่มีใครยึดติดหรือพูดจาผูกมัดตัวเอง ว่าต้องเป็นพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้นที่เป็นแกนนำ ถึงจะเข้าร่วมรัฐบาล
ส่วนที่ว่ามีการทำสัญญาใจกันไว้แล้วนั้น ก็ไม่มียืนยันเช่นกัน เป็นเพียงข่าวสีสันลอยๆ
เพราะดูจากสภาพของพรรคประชาธิปัตย์ตอนนี้ อาการ "ขาลง" น่าจะไปไกลจนกู่ไม่กลับ
ไหนจะปัญหาน้ำท่วมใหญ่ภาคใต้ที่นายกฯ และรัฐบาลขาดความฉับไวในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ทั้งที่เป็นพื้นที่ของตัวเองแท้ๆ
ไหนจะปัญหาของกินของใช้ราคาพุ่งสูง ล่าสุดเพิ่งผ่านพ้นจากเรื่อง "สวาปาล์ม" มาหมาดๆ ก็เป็นคิวน้ำมันถั่วเหลืองปรับขึ้นราคาอีกขวดละ 9 บาท
ก่อนที่พรรคประชาธิปัตย์กับพรรคภูมิใจไทยจะเปิดศึก "หักดิบ" กันอีกรอบเรื่องขึ้นราคาปุ๋ยอีก 10-35 เปอร์เซ็นต์
ตามข่าวพาดหัวนายกฯอภิสิทธิ์ เบรกนางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์และเลขาธิการพรรคภูมิใจไทยจนหัวคะมำ เบื้องหลังเพราะกลัวกระทบต่อฐานเสียงเกษตรกรที่กำลังจะมีการเลือกตั้งเร็วๆ นี้
พรรคประชาธิปัตย์ฉวยโอกาส "เหยียบบ่าเพื่อน" จนนาทีสุดท้าย
เลยไม่แปลกใจกับข่าวพรรคร่วมรวมหัวกันโดดเดี่ยวพรรคแกนนำ หลังการเลือกตั้งน่าจะทางใครทางมัน
ยกเว้น "มือที่มองไม่เห็น" จะแสดงอิทธิฤทธิ์อีกรอบ
เชิญชวนเป็นเจ้าภาพและร่วมงานวันไหว้สาพระญามังรายสร้างแป๋งเมืองเชียงใหม่ครบ ๗๑๕ปี
ที่มา thaifreenews
โดย สุรชัย..namome
ย.ยุ้ย เชียงใหม่
วันอังคารที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๔ ขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๕
กำหนดการ
เวลา ๖:๓๐ น. พร้อมกันที่วิหารวัดเชียงหมั้น
เวลา ๗:๐๐ น. ไหว้พระรับศีล ถวายไทยทานพระ ๙ รูป นําสวดโดย อ.ดุสิต ชวชาติ
เวลา ๗:๓๐ น. แนะนําวัดเชียงหมั้น และไหว้พระเสตังคมณีและพระศิลา
เวลา ๘:๐๐ น. เคลื่อนขบวน...เครื่องสักการะจากวัดเชียงหมั้นไปยังหอพระญามังราย
หลังอาคารเทเลวิส (ใกล้วัดดวงดี)
เวลา ๘:๓๐น. นําไหว้สาโดย ดร. เจ้าแม่ดวงเดือน ณ เชียงใหม่
กล่าวโองการไหว้สา โดย ลุงหนานศรีเลา เกษพรหม
สักการะด้วยการแสดง ตีกลองชัยมงคล, ฟ้อนดาบ ฟ้อนเจิง ฯลฯ
เวลา ๙:๐๐ น. เคลื่อนขบวนไปยังศูนย์สร้างสรรค์เมืองเชียงใหม่ แหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียน
เวลา ๙:๒๐ น. อู้จ๋าประสาคนเมืองเรื่อง “เมืองเจียงใหม่ ๗๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๕๙)”
เวลา ๑๑:๓๐ น. สิ้นสุดรายการ รับประทานอาหารร่วมกัน
ขอเชิญร่วมงาน “ ตาสว่างข้างบ้านอริสมันต์” รวม ทีมตาสว่าง พร้อมโฟนอิน
ที่มา thaifreenews
โดย สุรชัย..namome
boriboon kiengvarangkoon
"ตาสว่าง!.ข้างบ้านอริสมันต์"
18 เม.ย. 17.00น. บ้านยางหมู่ที่17 ต.ปากแรต-หนองกบ อ.บ้านโป่ง
พบกับปราศรัยใหญ่รวม ทีมตาสว่าง
ดร.สุทิน-สมยศ-ดร.สิน ราศี-ทอม ดันดี-พลท เฉลิมแสน-เพียงคำ ประดับความ
-วัฒน์ วรรยางกูร+วงท่าเสา-บุญเติม ฯลฯ พร้อมโฟนอิน
แดงบ้านโป่ง0818907921
ขอเชิญร่วมงานเสวนากับเสื้อแดงราชบุรี
ที่มา thaifreenews
โดย สุรชัย..namome
pongsak phusitsakul
กลุ่ม "คนเสื้อแดงราชบุรี"
ขอเชิญเสื้อแดงราชบุรีทุกท่าน ร่วม"เสวนา-วิชาการ"
วันศุกร์ที่ 29 เมษา เริ่ม13.00น.
ที่ โรงแรมเวสเทิน อ.เมือง ราชบุรี
สอบถาม 084-342-3386

