ที่มา ข่าวสด
เผยแปลวิกิลีกส์ แจกเสื้อแดงดำเนินคดีป๋าเปรม
เมื่อวันที่ 15 เม.ย. นายขวัญชัย ไพรพนา แกนนำกลุ่ม นปช. กล่าวภายหลังนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ เตรียมยื่นขอถอนประกันตัวแกนนำนปช.พร้อมร่วมกลุ่มคนเสื้อแดงรวม 18 ราย ว่า ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย ตนไม่ให้ราคานายธาริตอยู่แล้ว มองว่าเป็นเกมที่เรารับรู้กันดีว่าเขาพยายามเอาตัวแกนนำเสื้อแดงกลับเข้าคุกให้ได้ เนื่องจากใกล้เลือกตั้งแล้วรัฐบาลจึงกลัวคนเสื้อแดงจะไปพูดความจริงให้ประชาชนรับรู้จึงพยายามสกัดกั้นทุกทาง แม้แต่การอ้างเรื่องสถาบันมากล่าวหาคนเสื้อแดง เราก็ไม่มีสิทธิ์ตอบโต้เพราะสื่อทีวีถูกรัฐชี้นำหมด คนเสื้อแดงมีเพียงประชาชนเท่านั้นที่เป็นพยานให้ได้
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้คนเสื้อแดงกำลังแปลเอกสารลับที่เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริการายงานกลับประเทศ และถูกนำมาเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์วิกิลีกส์เป็นภาษาไทย เพื่อจะแจกจ่ายให้กับคนเสื้อแดงทั่วประเทศเพื่อนำไปดำเนินคดีกับพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ในข้อหาหมิ่นสถาบันเช่นกัน
นายขวัญชัย กล่าวว่า สำหรับเรื่องรัฐประหารตัดทิ้งไปได้เลย ตนเชื่อว่าทหารไม่กล้า เพราะจะเจอแรงต้านเยอะ เช่นเดียวกันหากมีการคุมขังแกนนำคนเสื้อแดง หรือใครคนใดคนหนึ่งโดนจับอีกครั้งจะเกิดความรุนแรงแน่นอน คนเสื้อแดงไม่ยอมแน่ โดยจะลุกฮือทุกจังหวัด จะไม่มารวมตัวที่กรุงเทพฯ เป็นจุดเดียวแล้ว ดังนั้นวันนี้กองทัพและอำมาตย์ต้องคิดให้หนักเพราะประชาชนเริ่มตาสว่างแล้ว
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Saturday, April 16, 2011
"ขวัญชัย"ลั่น-จับแกนปช.เมื่อไหร่ แดงลุกฮือทั่วปท.
"สรรเสริญ" หวังคนไทยคิดได้จะเลือกใครมาทำให้บ้านเมืองสงบ รักษา "ชาติ ศาสน์ กษัตริย์"
ที่มา ประชาไท
โฆษก ทบ. โยนให้ตำรวจเดินเรื่องฟ้อง นปช. ต่อ ชี้ขณะนี้สังคมไทยมี "ความคิดประหลาด" มี "ผู้หมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" แนะให้คนไทยคิด-วิเคราะห์ เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ว่ากลุ่มการเมืองกับกลุ่มคนที่จาบจ้วงมีความใกล้ชิดกันหรือไม่ ลั่นคนไทยเป็นผู้เจริญแล้ว มีความรู้ว่าจะทดแทนชาติอย่างไร
ตามที่แกนนำ นปช. ปราศรัยที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 10 เม.ย. โจมตีทหารและรัฐบาลที่เข้ามาสลายการชุมนุมเมื่อปีที่แล้ว จนทำให้ต่อมากองทัพบกส่งทหารกรมพระธรรมนูญไปแจ้งความว่าแกนนำ นปช. คือนายจตุพร พรหมพันธุ์ นายวิเชียร ขาวขำ และนายสุพร อัตถาวงศ์ หรือ แรมโบ้อีสาน โดยกล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้น (ข่าวที่เกี่ยวข้อง)
ล่าสุดวันนี้ (14 เม.ย.) เอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์ รายงานคำพูดของ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก ที่ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้ากรณีดังกล่าวว่า หลังจากนี้คงเป็นหน้าที่ตามกระบวนการยุติธรรมของตำรวจต่อไป
พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า วันนี้กองทัพบกวิงวอนประชาชนว่าในสังคมของเรามีความคิดประหลาดอยู่ อยากให้ลองทบทวนว่าตลอดชีวิตพี่น้องคนไทยโดยเฉพาะคนที่อายุ 40 ขึ้นไปคงเห็นว่าสถาบันอันเป็นที่รักของคนไทยทุกคน พระองค์ท่านทรงทุ่มเทความเหนื่อยยากเพื่อความสุขประชาชนตลอด แต่วันหนึ่งกลับมีคนกลุ่มหนึ่งพูดจาทำนองจาบจ้วงหมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นพระบรม เดชานุภาพ จึงอยากให้พี่น้องประชาชนพิจารณาว่าเชื่อถือได้หรือไม่ เพราะทุกคนเห็นว่าทุกพระองค์ได้ทุ่มเทมาตลอด แล้วทำไมจึงไปเชื่อคำพูดของคนไม่กี่คน
“ความจริงผู้ที่จาบจ้วงสถาบันมีไม่มาก มีเพียงคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น อยากให้พิจารณากัน มองให้ลึกว่ากลุ่มคนเหล่านี้ทำงานเพียงลำพังหรือมีกลุ่มการเมือง พรรคการเมืองหรืออะไรก็แล้ว แต่ที่มีการทำงานที่สอดคล้องกับบุคคลที่พยายามจาบจ้วงหรือไม่ อยากให้คนไทยวิเคราะห์ เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ อยากให้คนไทยคิดและวิเคราะห์ว่ากลุ่มการเมือง กับกลุ่มคนที่จาบจ้วงมีความใกล้ชิดกันหรือไม่ และการทำงานของกลุ่มคนพวกนี้เกี่ยวข้องกับกลุ่มการเมืองไหน แม้หลายคนที่ทำงานการเมืองที่เกี่ยวข้องกับคนกลุ่มนี้อาจบอกว่า ไม่เกี่ยวข้อง เพราะเป็นสิทธิส่วนตัวของแต่ละบุคคล แต่หากมองว่า เราเป็นผู้เจริญแล้ว มีความรู้ว่าจะทดแทนชาติอย่างไร หากรู้ว่าใครทำอะไรไม่เหมาะสม ทำลายเหยียบย่ำจิตใจของคนไทย ท่านยังจะไปเสวนาพูดคุยกับเขาอีกหรือ อีกไม่นานจะเข้าสู่การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หวังว่าคนไทยคงคิดได้ว่าจะเลือกใครมาเป็นผู้แทนที่จะทำให้บ้านเมืองสงบ และรักษาสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ได้ ทั้งนี้ การที่จะเลือกใครเป็นดุลพินิจของประชาชนคนไทย” พ.อ.สรรเสริญกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงจะแจ้งความกลับทหารนั้น พ.อ.สรรเสริญกล่าวว่า ไม่มีปัญหา ทุกคนมีสิทธิที่จะพึ่งพิงกระบวนการยุติธรรมได้ และจะได้พิสูจน์ว่าอะไรเป็นอย่างไร ท่านลองคิดว่าสิ่งที่กองทัพบกดำเนินการไปเป็นกรณีอะไรต่อการที่มีพี่น้องบาง ส่วนไปสนับสนุนให้กำลังใจมีการฟ้องกลับ ลองนึกว่าท่านให้กำลังใจฟ้องกลับในเรื่องอะไร ในเรื่องที่กองทัพปกป้องสถาบันอันเป็นที่รักของคนไทยทุกคนหรือ ขณะนี้สังคมกำลังจับตาดูอยู่
ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ นายเทพไท เสนพงศ์ ได้แถลงโจมตีนายจตุพร พรหมพันธุ์ซึ่งกล่าวว่าอยากให้รายการวู้ดดี้เกิดมาคุยเชิญไปออกบ้าง โดยนายเทพไทถือว่าเป็นการกระทบกระแทกสถาบันเบื้องสูง เพราะก่อนหน้านี้ รายการดังกล่าวได้ทูลฯ สัมภาษณ์เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์มาก่อน (ข่าวที่เกี่ยวข้อง)
กวีประชาไท:ใบหน้าบ้านฉัน…คนรับใช้ผู้ต้อยต่ำ
ที่มา ประชาไท
ใบหน้าบ้านฉันเป็นกรรมกรโรงงาน
ความสัมพันธ์ระหว่างกษัตริย์กับประชาชนตามคติพุทธศาสนา
ที่มา ประชาไท
สุรพศ ทวีศักดิ์
ในอัคคัญญสุตร (พระไตรปิฎกเล่มที่ 11) พระพุทธเจ้าปฏิเสธระบบชนชั้นทางสังคมตามคติพราหมณ์ ที่เรียกว่า “วรรณะสี่” คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร
การปฏิเสธดังกล่าวมีความหมายสำคัญว่า 1) ปฏิเสธอภิปรัชญาแบบพราหมณ์ที่ถือว่าพระพรหมเป็นผู้สร้างโลก สร้างมนุษย์ และกำหนดสถานะแห่งชนชั้นทางสังคมของมนุษย์เอาไว้อย่างตายตัว 2) ในทางปรัชญาสังคมเท่ากับยืนยันว่าระบบความสัมพันธ์ทางสังคมที่ออยู่บนพื้นฐานของความไม่เท่าเทียมเป็น “ระบบที่ไม่ยุติธรรม”
ข้อโต้แย้งที่พระพุทธองค์ใช้ปฏิเสธระบบชนชั้นทางสังคมดังกล่าว อาจสรุปได้เป็นสองประเด็นหลักๆ คือ
ประเด็นที่หนึ่ง ระบบชนชั้นไม่ได้เกิดจากการกำหนดโดยเทวสิทธิ์ แต่เกิดจากวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของสังคมมนุษย์ กล่าวคือในสภาวะสังคมตามธรรมชาติหรือสภาพสังคมก่อนสังคมการเมือง มนุษย์อยู่ร่วมกันอย่างไร้ศีลธรรม ผลแห่งการอยู่ร่วมกันอย่างไร้ศีลธรรมคือ “ทุกข์ร่วม” ที่เกิดจากการเบียดเบียนชีวิตร่างกาย ทรัพย์สิน ฯลฯ ของกันและกัน
เมื่อมนุษย์ไม่อาจทนอยู่ในสภาพสังคมไร้ศีลธรรมเช่นนั้นอีกต่อไป จึงมาตกลงกันเลือกผู้ปกครอง ภายใต้ข้อตกลงกว้างๆ ร่วมกันว่า 1) ผู้ปกครองต้องมีอำนาจในการ “ว่ากล่าวผู้ที่ควรว่ากล่าวได้โดยชอบ ติเตียนผู้ที่ควรติเตียนได้โดยชอบ ขับไล่ผู้ที่ควรขับไล่ได้โดยชอบ” ทั้งนี้การทำหน้าที่ดังกล่าวอยู่ภายใต้เงื่อนไขของข้อตกลงข้อที่ 2) ว่า สมาชิกของสังคมตกลงจะแบ่งข้าวสาลีให้เป็นการตอบแทนในการทำหน้าที่นั้น
และเนื่องจากการเป็นปกครองดังกล่าวนั้นเกิดจาก “การสมมติของชนหมู่มาก” จึงมีชื่อเรียกผู้นำเช่นนั้น ว่า “มหาชนสมมติ” ต่อมาผู้ปกครองแบบมหาชนสมมตินั้นได้รับการยอมรับจากสังคมว่า เป็นใหญ่ยิ่งแห่งเขตแดนทั้งหลาย จึงเรียกว่า “กษัตริย์” และเพราะความที่กษัตริย์เช่นนั้นทำให้คนจำนวนมากสุขใจได้โดยธรรม จึงเรียกว่า “ราชา”
ฉะนั้น สถานะของกษัตริย์หรือราชาจึงไม่ใช่สถานะที่มาจากพระเจ้า หากแต่มาจากการสถาปนาขึ้นโดยประชาชน และเป็นที่เคารพรักของประชาชนได้ด้วยการทำหน้าที่บำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ประชาชนจนเป็นที่ยอมรับ
ประเด็นที่สอง พระพุทธองค์เสนอว่า คนเราจะประเสริฐหรือไม่ประเสริฐไม่ได้ขึ้นอยู่ที่ชาติกำเนิด แต่ขึ้นอยู่กับการประพฤติธรรม ไม่ว่าจะมีชาติกำเนิดอย่างไร หากประพฤติอกุศลธรรมก็ถือเป็นคนเลวเสมอเหมือนกัน หากประพฤติกุศลธรรมก็ถือว่าเป็นคนดีเสมอเหมือนกัน
ข้อเสนอดังกล่าวนี้แสดงว่า “มนุษย์มีความเสมอภาคทางศีลธรรม” ในความหมายที่ว่า ทุกคนต่างมีเสรีภาพในการเลือกทำดีหรือชั่ว และต้องรับผิดชอบต่อผลที่ตามมาอย่างเสมอเหมือนกัน (ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว)
คำถามคือ พุทธศาสนาได้นำหลักคิดเรื่อง “ความเสมอภาคทางศีลธรรม” ดังกล่าวนี้มาเป็นพื้นฐานในการจัดระบบความสัมพันธ์ของมนุษย์ในทางสังคมการเมืองหรือไม่ อาจเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันได้ยาว
แต่ประเด็นที่ชัดเจนคือ ตามคติพุทธศาสนาไม่ได้ถือว่ากษัตริย์หรือราชาต้องสูงส่งกว่าคนทั่วไปด้วยเหตุผลเรื่อง “ชาติกำเนิด” และไม่มีหลักคำสอนใดๆ ในพุทธศาสนาที่แสดงว่ากษัตริย์หรือราชา “ควร” อยู่เหนือการวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบด้วยเหตุผล
ตามคติของพุทธศาสนานั้น กษัตริย์หรือราชา (ผู้ปกครองหรือผู้นำ) จะเป็นที่รักหรือ “ควร” เป็นที่ยอมรับของประชาชนก็ต่อเมื่อเป็นผู้ที่มีทศพิธราชธรรม หรือจักรวรรดิวัตรอันเป็นหลักปฏิบัติของผู้มีบทบาทหน้าที่ในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ประชาชน
ทศพิธราชธรรม และจักรวรรดิวัตรไม่ได้มีความหมายเป็นเครื่องมือสนับสนุนสถานะอันศักดิ์สิทธิ์แตะต้องไม่ได้ของผู้ปกครอง หากแต่มีความหมายในเชิงเป็นเกณฑ์หรือมาตรฐานในการตรวจสอบ “ความเหมาะสม” ในการทำหน้าที่ของผู้ปกครอง เช่น
ผู้ปกครองมีคุณสมบัติของผู้เสียสละหรือไม่ (ทานํ)
ผู้ปกครองมีจริยธรรมขั้นพื้นฐานที่คนทั่วไปควรจะมีหรือไม่ (สีลํ)
ผู้ปกครองทำหน้าที่อย่างตอบสนองหรือพยายามลดละความโลภ โกรธ หลงอันเป็นไปเพื่ออำนาจและผลประโยชน์ส่วนตนหรือไม่ (ปริจฺจาคํ)
ผู้ปกครองมีความซื่อตรงหรือไม่ (อาชฺชวํ)
ผู้ปกครองอ่อนน้อมถ่อมตนต่อประชาชนที่ค้ำจุนตนเองหรือไม่ (มทฺทวํ) ฯลฯ
และข้อสุดท้ายสำคัญที่สุดคือ ผู้ปกครอง “ต้องมีความเที่ยงธรรม” หมายถึงต้องยึดหลักการ ยึดความถูกต้อง หรือยึด “ระบบ/กติกาที่ถูกต้อง” ของสังคมเป็นหลักในการตัดสินใจ (อวิโรธนํ)
ทศพิธราชธรรมข้อที่ 10 หรือ “อวิโรธนะ” สอดคล้องกับจักรวรรดิวัตรข้อหนึ่งคือ “ธรรมาธิปไตย” หมายถึงผู้ปกครองต้องยึด “ความเป็นธรรมเป็นใหญ่” (ความเป็นธรรมที่อยู่บนพื้นฐานของความเสมอภาคทางศีลธรรม = ความเสมอภาคในความเป็นคน) หรือยึดถือหลักความยุติธรรมเป็น “มาตรฐานเดียวกัน” ในการตัดสินใจ หรือในการใช้อำนาจใดๆ
ฉะนั้น ตามคติพุทธ ความสัมพันธ์ระหว่างกษัตริย์ หรือราชา (ผู้ปกครองหรือผู้นำ) กับผู้ใต้ปกครองหรือประชาชนถูกเชื่อมโยงด้วยทศพิธราชธรรมและจักรวรรดิวัตร ซึ่งสิ่งเชื่อมโยงดังกล่าวนี้มีความหมายเป็น “มาตรฐานในการตรวจสอบ” บทบาทของกษัตริย์ หรือราชา (ผู้ปกครองหรือผู้นำ) ว่าได้ทำหน้าที่ในฐานะผู้บำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ผู้ใต้ปกครองหรือประชาชนอย่างเหมาะสมหรือไม่
สังคมไทยของเราได้ถือคติ “พระมหากษัตริย์ทรงทศพิธราชธรรม” มาอย่างยาวนาน เราจำเป็นต้องตระหนักว่า “ทศพิธราชธรรมคือมาตรฐานในการตรวจสอบ” ไม่ใช่เครื่องมือยกสถานะของพระมหากษัตริย์ให้ศักดิ์สิทธิ์อยู่เหนือการตรวจสอบ
เพราะในสมัยพุทธกาล พระพุทธองค์นำเสนอทศพิธราชธรรม และจักรวรรดิวัตรในฐานะมาตรฐานตรวจสอบความน่าเชื่อถือของกษัตริย์หรือราชา สมัยพระเจ้าอโศกพระองค์ก็พิสูจน์ให้ผู้ใต้ปกครองเห็นว่าความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมืองเกิดจากการที่พระราชามีทศพิธราชธรรม แม้ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์บางยุคในสังคมไทย ทศพิธราชธรรมก็อาจถูกใช้เป็นมาตรฐานตรวจสอบความน่าเชื่อถือของพระมหากษัตริย์ด้วยเช่นกัน
ฉะนั้น ถ้าถือตามคติพุทธศาสนา ยิ่งกษัตริย์หรือราชา (ผู้นำหรือผู้ปกครอง) ถูกตรวจสอบในหลายช่องทาง แล้วสรุปได้ว่า “เปี่ยมด้วยทศพิธราชธรรม” ยิ่งทำให้เป็นที่เคารพเชื่อถือของผู้ใต้ปกครอง หรือประชาชนเป็นทวีคูณ
เสื่อม!เสียชื่อข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นอภ.ต่อยม็อบ-อมเงินอาสาปกป้องสถาบันฯ
ที่มา Thai E-News
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
15 เมษายน 2554
คลิปนายอำเภอสมเด็จ กาฬสินธุ์สาวหมัดใส่ม็อบไล่มาร์ค-เทือก
ฉาวไม่เว้นแต่ละวัน สำหรับพฤติกรรมของข้าราชการปกครอง วันก่อนมีการแฉคลิปวิดิโอนายอำเภอสมเด็จ จ.กาฬสินธุ์ สาวหมัดใส่ชาวบ้านที่มาม็อบไล่เทือก-มาร์คที่ไม่ยอมแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน ส่วนก่อนหน้านี้มีการแฉคลิปข้าราชการปกครองแจกเงินโครงการอาสาสมัครปกป้องสถาบัน (อสป.)
โดยเฉพาะโครงการอสป.กำลังอื้อฉาวไปทั่วประเทศ ภายหลังจากนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย สังกัดพรรคภูมิใจไทย ได้ตั้งเป้าจะอบรมอสป.ทั่วประเทศ 10 ล้านคน ตอนนี้อบรมไปแล้วราว 6 ล้านคน ก็ปรากฎข่าวอื้อฉาวว่า นอกจากนำเงินไปแจกชาวบ้านที่เข้าอบรมเพื่อให้รักสถาบันแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็มีการเบียดบังทุจริต ทั้งที่อ้างว่าเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพตะเข้าอยู่หัวฯก็ตาม
คลิปแจกเงินอบรมอาสาสมัครปกป้องสถาบัน ชาวบ้านบอก"โคตรซาบซึ้งเลย"
คลิปแจกเงินชาวบ้านอบรมอาสาสมัครปกป้องสถาบันหัวละ 100 บาท หลังจากได้รับแจกแล้ว ในคลิปตอนท้ายชาวบ้านคนหนึ่งทำท่าล้อเล่นกับกล้องแล้วพูดว่า"ปลาบปลื้มมาก โคตรซึ้งเลย" แต่พอพิธีกรถามว่า แล้วจะปกป้องสถาบันยังไง กลับตอบว่า"ช่างมัน.." ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่า รัฐบาลนี้ถึงขั้นนำเงินมาแจกเพื่อให้คนไทยรักสถาบันกษัตริย์กันแล้วหรือ และได้ผลจริงๆหรือ?
เละ!โครงการอสป.อ้างเป็นราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสียเปล่า
ผู้สื่อข่าวไทยอีนิวส์รายงานว่า ที่อำเภอแห่งหนึ่งในจังหวัดกาฬสินธุ์ มีเรื่องร้องเรียนกันว่า เจอปัญหาทุจริตเหมือนกับทุกพื้นที่ทั่วประเทศในเวลานี้
โดยจังหวัดกาฬสินธุ์ได้งบประมาณจัดทำโครงการอสป.เหมือนกับทุกจังหวัด และมีการจัดโครงการ ค่ายเยาวชนพลังแผ่นดิน ปกป้องสถาบัน จำนวน 135 ตำบล มีงบประมาณให้ตำบลละ 100,000 บาท โดยกำหนดให้มีระยะเวลาในการดำเนินงาน 3 วัน 2 คืน มีกลุ่มเป้าหมายเป็นเยาวชนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง จำนวน 100 คน ต่อตำบลให้รักและปกป้องสถาบัน
ซึ่งการทุจริตเกิดขึ้นนับตั้งแต ก่อนเงินจะออกจากจังหวัดมาสู่อำเภอต่างๆนั้น โดนหั่นทันทีตำบลละ 10,000 บาท โดยทางจังหวัดแจ้งว่าเป็นค่าเสื้อ อสป. ก็เลยตกมาถึงตำบลละ 90,000 บาท สำหรับกิจกรรม 3 วัน 2 คืน
สำหรับที่อำเภอแห่งนี้มีงงบประมาณมาให้ 450,000 บาท เพื่อจัดค่ายเยาวชนพลังแผ่นดิน อสป. จำนวน 5 ค่าย ค่ายละ 3 วัน 2 คืน กับกลุ่มเป้าหมายค่ายละ 100 คน รวม 5 ค่าย 500 คน
แต่พอมาถึงระดับอำเภอ เมื่อมีการตั้งคณะทำงานจากส่วนราชการและวิสาหกิจต่างๆมาเป็นคณะทำงานเพื่อดำเนินการ ได้ตัดวันอบรมเหลือเพียง 3 ค่ายๆละ 2 วัน 1 คืน แต่จำนวนกลุ่มเป้าหมายให้เหมือนเดิม คือ 500 คน แต่แตกต่างตรงที่ กลุ่มเป้าหมาย 2 ค่ายหลัง เป็นเด็กมัธยมในค่ายที่สอง และเด็กประถมในค่ายที่สาม ซึ่ง 2 ค่ายนี้มีจำนวน 350 คน
ทำให้คณะทำงานเห็นว่า จำนวนวันที่ถูกตัดทอนลง และกลุ่มเป้าหมายที่ผิดเพี้ยนมาเป็นระดับเด็กประถม ไม่ใช่เยาวชนเหมือนที่จังหวัดสั่งมา จึงมีการปิดปากด้วยการให้งบประมาณดังกล่าวมอบให้คณะทำงานเป็นผู้บริหารงบประมาณ ส่วนเบื้องบนต้องการเพียงรายงานผลการดำเนินงาน
แต่พอเริ่มงาน กลับไม่มีการปล่อยเงินงบประมาณออกมา เบื้องบนเข้ามาคุมทุกอย่าง แล้วจ่ายเบี้ยเลี้ยงคณะทำงานอำเภอละ 10 คนราวกับเป็นนายจ้าง นายอำเภอจะมาที่ค่ายอบรมช่วงสายๆ ส่วนตอนเย็นก็แวะมากินข้าวเย็น และดื่มสุรา แล้วกลับไปนอนบ้าน แต่บางค่ายนายอำเภอจะมากินเหล้ารอแต่บ่าย หลังจากเป็นประธานเปิดในตอนเช้า โดยนั่งกินเหล้าที่สวนอาหารในสถานอบรม จนเย็นย่ำถึงยามกิจกรรมตอนเย็น ก็มาขอขึ้นเวทีร้องเพลง ซึ่งก็ปรากฎว่า"ออกอาการเมาอย่างแรง พูดแทบไม่เป็นภาษา ร้องเพลงก้ออ้อแอ้ จนเด็กๆ เรียกว่า "พี่รั่ว" แทนที่จะเรียนว่า ท่านนายอำเภอ"
"พ่อจัดทำค่ายผ่านพ้นไปทั้งสามค่าย เงินที่เหลือในมือมัน ประมาณ 80,000 บาท หรืออาจมากกว่าด้วยซ้ำ คณะทำงานก็หวังว่า มันจะแบ่งมาให้เป็นขวัญและกำลังใจให้คณะทำงานบ้าง แต่หลังจากวันที่ปิดค่ายเมื่อ 15 มีนาคมที่ผ่านมา จวบจนปัจจุบันเลยครึ่งเดือนแล้ว มันหายไปไหนไม่รู้ ไม่เข้าอำเภอหลายวันแล้ว คณะทำงานขยันโทรหา มันก็ขยันหาข้ออ้างเบี่ยงไปเรื่อย ทั้งที่คณะทำงานมีเป็นสิบคน ก็ควรได้ค่าตอบแทนในส่วนที่พึงได้ ตามที่มันรับปากไว้ มันต้องอธิบายต่อคณะทำงาน และต่อชุมชน ว่า มันเอาเงินที่เหลือไปทำอะไร เป็นกองทุนให้เด็ก หรือเอาคืนรัฐ หรือมันอมไว้ซะเอง"คณะทำงานรายหนึ่งเปิดเผย
*******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:ผ่าขบวนการซาบซึ้งแล้วรวย Man behind the sceneควายบาวคือวินิจ คนอยู่ฉากหลังวินิจตะคุ่มๆคือเนวิน
ทายาทพระยาพหลถามหาเกียรติทหารไทยสมัยนี้
ที่มา Thai E-News
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา เอเชียอัพเดต
ป้าพวงแก้ว สาตรปรุง บุตรีพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา กล่าวให้สัมภาษณ์โทรทัศน์เอเชียอัพเดตตอนหนึ่งว่า "สมัยคุณพ่อน่ะ ทหารเขามีเกียรติ มีศักดิ์ศรีสูง ใครเห็นก็ชื่นชม แต่ทำไมสมัยนี้ ทหารไล่ยิงประชาชนล่ะ?... ตอนนี้บอกว่าไม่ใช่ทหารทำ แล้วที่ป้าเห็นน่ะ ดูในทีวีน่ะไม่ใช่ทหารหรือ?... เป็นอะไรกัน ทำผิดไม่ยอมรับผิด?" ( ติดตามบทสัมภาษณ์ในคลิปข้างบน )
นอกจากนี้ในวันที่ 30 เมษายนที่จะถึงนี้ยังจะมีกิจกรรม Unseen2475 ด้วย ประวัติศาสตร์การเมืองตั้งแต่ 24 มิถุนายน 2475 โดย พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา หัวหน้าคณะราษฏร และคณะ หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา การยื้ออำนาจระหว่างฝ่ายอนุรักษ์นิยม กับ คณะราษฏร ก็มีเรื่อยมา จนเกิด กบฏบวรเดช ตุลาคม 2476 (สงครามกลางเมืองครั้งแรกของประเทศไทย)
กาลเวลาผ่านมาเกือบ 80 ปี การยื้ออำนาจของทั้งสองฝ่าย กลายมาเป็นเสื้อเหลืองและเสื้อแดง ที่แย่งยิงอำนาจทางการเมืองประวัติศาสตร์การเมืองไทย จะถูกเปิดเผยขึ้นโดยบุคคลที่เป็นประวัติศาสตร์ยังมีชีวิตอยู่ และขอเชิญทุกท่านได้ ร่วมแสดงความคิดเห็นเพื่อจะลดปมขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน โดยอิงเหตุการณ์จากอดีต
เชิญเข้าร่วมสัมมนา ผู้สนใจประวัติศาสตร์การเมือง(ไม่จำกัดสีเสื้อ) ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น ที่โรงแรม Metropoint Bangkok รามคำแหง 81 หรือ ลาดพร้าว 130
14.00 - 14.30 รถไฟสายสงครามกลางเมือง (กบฏบวรเดช 2476) จุดเริ่มต้นเสื้อแดงและเสื้อเหลือง จากอดีตจนถึงปัจจุบัน
โดย ชีพธรรม คำวิเศษณ์ นักจัดรายการวิทยุด้านประวัติศาสตร์การเมือง รายการเดินหน้าประวัติศาสตร์ FM102 วิทยุเนชั่น
14.30-15.30 เปิดตำนานอภิวัฒน์ 2475 เรื่องเล่าจากปัจจุบันสู่อดีต โดย ทายาทสองท่านที่ยังมีชีวิตอยู่
-พ.ต. พุทธินารถ พหลพลพยุหเสนา (บุตรชาย พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา หัวหน้าคณะราษฏร 2475)
-คุณ พวงแก้ว ศาสตรปรุง (ธิดาพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา หัวหน้าคณะราษฏร 2475)
ดำเนินรายการโดย คุณบุญเลิศ ช้างใหญ่ ที่ปรึกษาสำนักพิมพ์มติชน และคุณอรภัค สุวรรณภักดี (นักเรียนปริญญาเอกด้านผู้นำ)
15.30-15.45 น. พักรับประทานอาหารว่าง
15.45-16.15 น. แสดงความคิดเห็นและถามตอบปัญหา
******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:ทายาทพระยาพหลฯ"พ.ต.พุทธินาถ พหลพลพยุหเสนา:ไม่มีหรอกที่ราชาธิปไตยจะเอาประชาธิปไตยมาให้
รัฐนาวาจะต้องไปรอด
ที่มา Thai E-News
แต่ก็มีปัญหาตามมาอีก เพราะผู้โดยสารเพียงไม่กี่คนติดยาและเมาเหล้า พูดไม่รู้เรื่อง บางคนก็ขู่จะใช้ “โนโว้ต” (no vote) บางคนก็ไม่อยากไปลงคะแนนเสียง อีกทั้งยังพยายามมอมเหล้ามอมยาผู้โดยสารคนอื่นด้วย เพราะเห็นว่าถึงเลือกกัปตันคนใหม่แล้ว รัฐนาวาก็ยังแล่นไม่ได้อยู่ดีเพราะเครื่องยนต์ของเรือมันเก่าล้าสมัย พวกนี้ต้องการที่จะระเบิดทำลายเครื่องยนต์ทิ้งอย่างเดียว
โดย พิทยา พุกกะมาน อดีตเอกอัครราชทูต
15 เมษายน 2554
การบริหารบ้านเมืองเพื่อนำไปสู่ความเจริญทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมนั้น ก็เปรียบเสมือนการเดินทางในทะเลจีนใต้ของรัฐนาวา
ทะเลจีนใต้เป็นมหาสมุทรที่เต็มไปด้วยมรสุม เช่น ไต้ฝุ่น ฉะนั้นการเดินทางของรัฐนาวามิใช่เรื่องง่าย จำเป็นต้องอาศัยเรือที่ดีและทันสมัย และกัปตันเรือที่มีประสบการณ์ และความเฉลียวฉลาดที่สามารถตัดสินใจได้ทันท่วงที
การบริหารประเทศไทยก็เปรียบเสมือนรัฐนาวาที่ท่องในมหาสมุทรไปสู่จุดหมายปลายทาง คือความเจริญของประเทศและความอยู่ดีกินดีของประชาชน ซึ่งจำเป็นต้องมีเรือที่ทันสมัย มีเครื่องยนต์ที่มีประสิทธิภาพ มีกัปตันและลูกเรือที่มีคุณภาพ มีผู้โดยสารที่คอยเอาใจใส่ และคอยให้กำลังใจแก่กัปตันและลูกเรือ
ในเชิงเปรียบเทียบ เรือหรือรัฐนาวาก็คือประเทศไทย เครื่องยนต์ก็คือระบบการปกครอง (จะเรียกว่าระบอบหรือระบบก็ช่างเถิด อย่ามาเถียงกันเลย) กัปตันก็คือนายกรัฐมนตรี ลูกเรือก็คือคณะผู้บริหารซึ่งรวมถึงพรรคการเมืองด้วย ผู้โดยสารก็คือประชาชน
ขณะนี้ คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าเรือรัฐนาวาของเรากำลังจะล่ม และดูจะไม่สามารถเดินทางไปถึงจุดหมายปลายทาง (คือความเจริญของประเทศและความอยู่ดีกินดีของประชาชน)ได้ เพราะว่ากัปตันไม่ดี ลูกเรือไม่ดี และเครื่องยนต์ไม่ดีเพราะเก่าเป็นสนิม
สิ่งที่จะต้องแก้ไขโดยด่วนก็คือเปลี่ยนกัปตัน และลูกเรือ รวมทั้งซ่อมเครื่องยนต์ขนานใหญ่แบบยกเครื่องหรือ overhaul ไปเสียเลย
แต่ปัญหาก็คือ กัปตันไม่ยอมซ่อมเครื่องยนต์ให้ทันสมัยขึ้น เพราะเขากลัวจะขับไม่เป็น การซ่อมเครื่องยนต์ก็เปรียบเสมือนกับการปฏิรูปโครงสร้างทางการเมือง ทั้งด้านบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ รวมถึงการแก้ไขรัฐะรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย
เมื่อมีปัญหา ทางออกก็คือเปลี่ยนกัปตันและลูกเรือใหม่ การเปลี่ยนผู้นำหรือกัปตันจำเป็นต้องขอความเห็นชอบจากผู้โดยสารหรือประชาชนก่อน
โดยผู้โดยสารจะต้องลงคะแนนเสียงเลือกกัปตันที่เขาไว้ใจ แต่ก็มีปัญหาตามมาอีก เพราะผู้โดยสารเพียงไม่กี่คนติดยาและเมาเหล้า พูดไม่รู้เรื่อง บางคนก็ขู่จะใช้ “โนโว๊ต” (no vote) บางคนก็ไม่อยากไปลงคะแนนเสียง อีกทั้งยังพยายามมอมเหล้ามอมยาผู้โดยสารคนอื่นด้วย
เพราะเห็นว่าถึงเลือกกัปตันคนใหม่แล้ว รัฐนาวาก็ยังแล่นไม่ได้อยู่ดีเพราะเครื่องยนต์ของเรือมันเก่าล้าสมัย พวกนี้ต้องการที่จะระเบิดทำลายเครื่องยนต์ทิ้งอย่างเดียว แต่มิได้คิดจะซ่อมแซมให้ใช้งานได้ หรือเอาเครื่องยนต์ใหม่มาแทน
ซึ่งหากเอาใจคนกลุ่มนี้แล้วรัฐนาวาก็คงจะอยู่กับที่ และอาจต้องจมสู่ก้นทะเลในที่สุด แต่เป็นเดชะบุญของรัฐนาวา ผู้โดยสารที่มีสติปัญญาส่วนใหญ่เขาต้องการเปลียนกัปตัน และซ่อมแซมเครื่องยนต์โดยให้ช่างผู้ชำนาญดำเนินการซ่อม จะเปลี่ยนเครื่องใหม่นั้นดูจะลำบากเพราะอยู่ในมหาสมุทร
แต่สิ่งที่ถูกต้องที่สุดในสภาวะคับขันก็คือ เคารพความต้องการของผู้โดยสารส่วนใหญ่ และเคารพเสียงข้างมากหรือการตัดสินใจของผู้โดยสารในการเปลี่ยนกัปตันเรือและลูกเรือ และรีบซ่อมเครื่องยนต์โดยเร็วแบบยกเครื่อง
เมื่อปฏิบัติได้ทั้งสองอย่างนี้แล้ว รัฐนาวาก็จะสามารถแล่นฝ่ามรสุมต่อไปยังจุดหมายปลายทางได้อย่างปลอดภัยโดยไม่ต้องมีคนใดต้องสังเวยชีวิต
Thursday, April 14, 2011
วิเคราะห์-วิพากษ์ "ยิ่งลักษณ์" จากมุมมองใน-นอกประเทศ: ไพ่ใบสุดท้ายของพี่ชาย-วิธีเลือกผู้นำที่ล้าสมัย
ที่มา มติชน "ยิ่งลักษณ์" ไพ่ใบสุดท้าย กุมชะตา "ทักษิณ-เพื่อไทย" 
(หน้าการเมือง หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 13 เมษายน 2554)
ความคืบหน้าล่าสุด ของ "พรรคเพื่อไทย" ที่เปิดโหมดเลือกตั้ง เข้าสู่โหมดของการหาเสียง คือ "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี เคาะชื่อ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" น้องสาวคนสุดท้าย ให้ลงสมัคร ส.ส.ในระบบ "ปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 1" ของพรรคเพื่อไทย
ซึ่งนั่นหมายความว่า โอกาสที่ "ยิ่งลักษณ์" จะถูกดันให้ขึ้นเป็นตัวแทน "พรรคเพื่อไทย" ในตำแหน่ง "แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี" พุ่งสูง หนีแคนดิเดตคนอื่นๆ ลิบลับ
โดยในวงประชุมกลางเมือง "ดูไบ" ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่แวดล้อมไปด้วย "สายทักษิณ" ไม่ว่าจะเป็น "สมชาย วงศ์สวัสดิ์" , "เยาวภา วงศ์สวัสดิ์" , "พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล" และ "ยงยุทธ ติยะไพรัช" สรุปร่วมกันว่า "ยิ่งลักษณ์" คือผู้ที่เหมาะสมที่สุด ที่จะเป็น "ผู้นำทัพเพื่อไทย" ในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง
เฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อสถานการณ์การต่อสู้ระหว่าง "พ.ต.ท.ทักษิณ" และ "ฝ่ายถืออำนาจ" เข้ามาถึงจุดสำคัญ ที่ทำให้มองได้ว่า "ชัยชนะหลังการเลือกตั้ง" ไม่ได้มีความหมายเพียง "การชิงอำนาจรัฐ"
หากย้อนมองสถานการณ์การเมืองในภาพรวม "พรรคเพื่อไทย" และ "พ.ต.ท.ทักษิณ" เผชิญศึกใหญ่อยู่ 2 ด้าน คือ "แรงต้านจากภายนอก" กับ "แรงกระเพื่อมภายใน"
โดย "แรงต้านจากภายนอก" นั้น แกนนำใกล้ชิด พ.ต.ท.ทักษิณ ประเมินตรงกันว่า ไม่ว่า "เพื่อไทย" จะส่งใครมานั่งเป็น "แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี" ก็หนีไม่พ้นข้อกล่าวหา "นอมินีทักษิณ" และต้องเผชิญกับการโจมตีทุกรูปแบบ ไม่ต่างจากกัน
และที่สำคัญคือ ไม่สามารถหลีกเลี่ยงกระแสโจมตีเหล่านี้ได้
ดังนั้น ทั้งหมดจึงหันมอง "ปัญหาภายใน" คือ "แรงกระเพื่อมในพรรค" ที่ขณะนี้ "แกนนำระดับบิ๊กเนม" หลายคน ประกาศตัวในทั้งที่ลับและที่ไม่ลับ จะขอเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี
ซึ่งไม่ว่า "แกนนำคนไหน" จะได้ขึ้นมาหยิบชิ้นปลามัน เอาไปได้ ย่อมทำให้ "ผู้ที่ผิดหวัง" ตีโพยตีพาย สร้าง "แรงกระเพื่อมภายใน" ได้รุนแรง และจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ตามมา
จึงมีการเสนอชื่อ "ยิ่งลักษณ์" ซึ่งถือเป็นสายตรงที่สุด ขึ้นมาเป็น "แคนดิเดต" คนสำคัญ
ภายใต้สมมติฐาน ที่ว่า สถานะ "สายตรง" ของ "ยิ่งลักษณ์" จะสามารถสยบ "ศึกใน" และทำให้ "เพื่อไทย" กลับมาแข็งแกร่ง เพื่อสู้ "ศึกนอก" ในการเลือกตั้งได้
โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ผล "แพ้-ชนะ" ในสนามเลือกตั้ง คือ คำพิพากษา อนาคต "เพื่อไทย" ลมหายใจ "เสื้อแดง" และสำคัญที่สุดคือ ชีวิตของ "พ.ต.ท.ทักษิณ"
เพราะหาก "เพื่อไทย" ต้องพ่ายแพ้ใน "การเลือกตั้ง" ครั้งนี้ เอฟเฟ็คต์สำคัญที่จะตามมาคือ ผลกระทบต่อความมั่นใจใน "กระแสทักษิณ"
ซึ่งจะส่งผลต่อความชอบธรรม ในการเคลื่อนไหวต่อสู้ ทั้งในระบบรัฐสภาและเกมการเมืองข้างถนน
โดยเฉพาะ "พรรคเพื่อไทย" ที่หลายคนมองตรงกันว่าโอกาส "พรรคแตก" มีสูง
ดังนั้น การลงเลือกตั้งครั้งสำคัญ ในฐานะ "ฝ่ายค้าน" จึงไม่แปลกเลย หาก "พ.ต.ท.ทักษิณ" จะเลือก "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" เป็น "ไพ่ใบสำคัญ" ขึ้นมาต่อกรกับ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" , "พรรคประชาธิปัตย์" และ "ฝ่ายถืออำนาจ" ทั้งระบบ
เป็นการ "ทุ่มสุดตัว" ที่ "ระดับแกนนำพรรคเพื่อไทย" มองว่า เป็น "ไพ่ใบเดียว" ที่จะเพิ่มโอกาสให้ "เพื่อไทย" ได้รับชัยชนะ
แม้จะมีความพยายาม ส่งสัญญาณ คัดค้านจาก "อดีตนักการเมืองผู้ใหญ่" ในพรรค ไม่ว่าจะเป็น "จาตุรนต์ ฉายแสง" อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย หรือ "คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์" อดีตรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย
รวมไปถึง "พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ" ประธานพรรคเพื่อไทย และ "เสนาะ เทียนทอง" หัวหน้าพรรคประชาราช บิ๊กเนมที่เพิ่งตบเท้าเข้ามาอยู่กับ "ฝ่ายทักษิณ"
โดยเป็นห่วงในสถานการณ์หลังเลือกตั้งว่า ความเป็น "ชินวัตร" ของ "ยิ่งลักษณ์" อาจจะสร้างปัญหาให้กับการประนีประนอมกับ "ฝ่ายถืออำนาจ"
แต่ "แกนนำสายทักษิณ" สรุปเอาไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่า "อำนาจรัฐ" คือใบเบิกทางไปสู่ "โต๊ะเจรจา" ดังนั้น "ชนะเลือกตั้ง" ให้ได้ก่อน น่าจะดีกว่า !!!
"วิธีการเลือกผู้นำแบบล้าสมัย!!"
(เขียนโดย แอนดรูว์ วอล์คเกอร์ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย เผยแพร่ในเว็บล็อก "นิว มันดาลา" หรือ "นวมณฑล" เมื่อวันที่ 12 เมษายน)
ใครก็ตามที่กำลังสนับสนุนให้ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" มีโอกาสได้เป็นนายกรัฐมนตรีในอนาคตของประเทศไทย สมควรจะถูกประณามอย่างรุนแรง!
การคัดเลือกบุคคลมาดำรงตำแหน่งผู้นำระดับชาติ ด้วยพื้นฐานในเรื่อง "สายเลือด" ถือเป็นวิถีปฏิบัติที่ไม่น่าเชื่อถือและเก่าแก่ล้าสมัย ผู้นำระดับชาติควรจะถูกคัดเลือกจากคุณสมบัติทางด้านคุณธรรมความสามารถ ไม่ใช่ด้วยหลักเกณฑ์ทางด้านสายโลหิต คุณสมบัติในการเป็นผู้นำนั้นขึ้นอยู่กับความสามารถและการประสบความสำเร็จในโลกแห่งความจริง นี่คือสิ่งที่สำคัญเกินกว่าจะถูกยุติลงด้วยอุบัติเหตุทางพันธุศาสตร์ของการมีบรรพบุรุษร่วมกัน
พวกเราล้วนรู้เป็นอย่างดีว่า การที่สมาชิกคนหนึ่งในครอบครัวใดมีความสามารถและได้รับการเคารพนับถืออย่างสูงนั้น ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าบรรดาเครือญาติร่วมสายเลือดของเขาจะถูกสร้างขึ้นมาให้มีความสามารถในระดับเดียวกัน ประวัติศาสตร์ถูกทำให้เรี่ยราดไปด้วยการกระทำที่โง่เขลาอันน่าเศร้าสลดของพี่น้องซึ่งมีความทะเยอทะยานมากเกินไป, เครือญาติที่มีความโหดเหี้ยมอำมหิต และบรรดาลูกชายผู้เบาปัญญา
การนำทางประเทศชาติในช่วงเวลาอันยากลำบากต้องอาศัยมากกว่านามสกุลอันเป็นมงคล นี่คือช่วงเวลาที่ประเทศไทยจะต้องก้าวให้พ้นไปจากรอยทางของระบอบปิตาธิปไตยเสียที
ชำแหละ73ส.ว.ลากตั้งชุดใหม่
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ รายงานพิเศษ
รายชื่อ 73 ส.ว.สรรหาชุดใหม่ที่ประกาศออกมา เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก
เพราะนอกจากจะมีแต่คนหน้าเดิมๆ กลับเข้าสภาสูงเกือบครึ่งแล้ว ยังเต็มไปด้วยเครือข่ายคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) กลุ่มพันธมิตร และพวกที่มีสัมพันธ์แนบแน่นกับพรรคประชาธิปัตย์
เป้าหมายบล็อกขั้วอำนาจทักษิณเป็นการเฉพาะ
เป็นเหตุให้ตัวแทนที่เข้ามาขาดความหลากหลาย ไม่ครบทุกกลุ่มสาขาอาชีพ ขัดเจตนารมณ์ของการสรรหา
นักวิชาการที่เกาะติดสถานการณ์การเมือง มองเรื่องนี้อย่างไร?
ไพรัช ตระการศิรินนท์
คณบดีคณะรัฐประศาสนศาสตร์ ม.เชียงใหม่
ภาพรวมทั้ง 73 คน ไม่ขี้เหร่จนเกินไป แต่ไม่ดีถึงขนาดให้พึงพอใจได้
มีสัดส่วนของส.ว.เดิมที่ทำงานน่าพอใจ กับส.ว. สรรหาหน้าใหม่ที่มีความหลากหลาย ทั้งนักวิชาการ นักธุรกิจ อดีตข้าราชการ ทหาร ตำรวจ มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ได้พอสมควร
แต่ยังมีกลุ่มคนที่สืบเนื่องมาจากกลุ่มรัฐประหาร 19 ก.ย.49 หรือกลุ่มที่ไม่เอาทักษิณอยู่มากพอสมควร เป็นผลสืบเนื่อง จาก คมช.วางไว้ตั้งแต่ร่างรัฐ ธรรมนูญปี"50 จึงไม่แปลกใจที่มีคนของคมช. เข้ามา
เช่น พล.อ. สมเจตน์ บุญ ถนอม อดีต หน.สนง.เลขาธิการ คมช., นายสัก กอแสงเรือง อดีต คตส.
แต่คนจากคมช. อย่าง พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ เกยานนท์ อดีตผบ.ทร. หรือนายนาม ยิ้มแย้ม อดีตประธานคตส. นายอุดม เฟื่องฟุ้ง อดีตคตส. ไม่ได้รับการสรรหาเพราะภาพอาจชัดเจนเกินไป
หากผลเลือกตั้ง เพื่อไทยได้ส.ส.น้อยลง การทำงานในรัฐสภาจะง่ายขึ้น แต่ง่ายขึ้นไม่ได้แปลว่าดีหรือไม่ดี หมายถึงการทำงานจะราบรื่นเพราะเป็นคนพวกเดียวกันเป็นส่วนใหญ่
เป็นเช่นนั้นเท่ากับว่าฝ่ายที่ยังรักทักษิณจะออกไปเล่นเกมนอกสภาอีก บ้านเมืองจะขัดแย้งกันต่อไป คงต้องดูการทำหน้าที่ของส.ว.ชุดใหม่ด้วยว่ามีความประนีประนอมมากแค่ไหน
ยังคิดว่าต้องมีส.ว.สรรหา กระบวนการเลือกตั้งของไทยเชื่อถือไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ภาคสังคมและสื่อต้องช่วยกันสอดส่องการทำงานของกรรมการสรรหา ส.ว. ให้เป็นไปอย่างโปร่งใสและยุติธรรม
กรณีตัวแทนทั้ง 5 ภาค มีแต่ทหารและตำรวจแทรกเต็มไปหมด ไม่มีตัวแทนเกษตรกรหรือกลุ่มมุสลิมเข้าไปเลยนั้น ถือเป็นจุดอ่อนของการสรรหา ไม่ตรงเจตนารมณ์ที่แท้จริงของการสรรหา
เป็นเรื่องที่คณะกรรมการต้องอธิบายต่อสังคม
ตระกูล มีชัย
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ
การสรรหากลายเป็นการเลือกวุฒิสภาของชนชั้นกลางที่เป็นตัวแทนกลุ่มทุนเท่านั้น ไม่มีตัวแทนภาคประชาชน ถือเป็นจุดอ่อนของกระบวนการสรรหา ต้องแก้ไขจุดอ่อนนี้
ประเทศไทยมีความหลากหลาย กระบวนการสรรหาต้องให้โอกาสชนชั้นล่างมีเก้าอี้นั่งอยู่ด้วย มิเช่นนั้นสภาสูงจะไม่สามารถเป็นจุดสะท้อนความหลากหลายได้ เป็นแค่กลุ่มเดิมๆ ที่ไม่มีความแตกต่าง
หลักสำคัญต้องมีความหลากหลายในกระบวนการสรรหา ไม่ใช่มีแค่เฉพาะกลุ่ม กลุ่มชนชั้นล่าง ตัวแทนผู้ใช้แรงงาน หรือแม้แต่กลุ่มเพศที่สาม ก็ไม่มีโอกาสเข้ามาเลย
ทั้งหมดถือเป็นจุดอ่อน
ส่วนภาพรวมของส.ว.ทั้ง 73 คน ขอดูผลงานก่อนแล้วค่อยวิจารณ์
สภาสูงควรมีสัดส่วนตัวแทนจากทุกกลุ่ม เพื่อมารักษาประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ การสรรหา จึงต้องเปิดกว้างให้ตำแหน่งแก่ตัวแทนชนชั้นล่างซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศมากๆ ด้วย
เชิงรายละเอียดที่ว่ากระบวนการสรรหาตามที่ตัดสินต้องเปลี่ยนแปลง คือ หากมีสว.สรรหา 73 คน อาจจะต้องเพิ่มวิธีการคัดเพิ่มเป็นสองถึงสามเท่าไม่ใช่เพียงสมาคมหรือระบบกลุ่มเพียงเท่านั้น หากมันไม่กระจายมีแค่การเกิดเอกภาพพิจารณาหาตัวแทนของกลุ่ม และนอกจากจะแก้ไขปัญหาที่ตัวของรัฐธรรมนูญเเล้ว ยังมาดูที่ตัวของคนใช้กฎหมายนั้นด้วย
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ
รายชื่อที่ออกมาสะท้อนถึงความขัดแย้งกันกับบทบัญญัติตามรัฐธรรรมนูญ เนื่องจากประการแรก ส.ว.ไม่ควรกลับมาเป็นซ้ำ 2 รอบ แต่ครั้งนี้กลับเข้ามาอีก 31 คน
ประการที่ 2 ผิดจุดมุ่งหมายของการให้มีส.ว.สรรหาที่จะให้ตัวแทนจากภาคต่างๆ ทั้งวิชาชีพ มุสลิม เกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา ฯลฯ
แต่ครั้งนี้กลับไม่ใช่ตัวแทนขององค์กรเหล่านั้นอย่างแท้จริง
มีแต่คนมีอำนาจ มียศตำแหน่ง ใช้ชื่อเสียง หรือใช้อำนาจคมช. ไปอาศัยชื่อขององค์กรเกษตรหรือวิชาชีพอื่น เสนอรายชื่อเข้ามาแทน จนได้รับการสรรหา
และที่ร้ายที่สุดคือ คนเหล่านี้ได้รับการสรรหาเข้ามาโดยที่กกต.ก็ไม่ได้บอกว่าผิดคุณสมบัติอีกด้วย
ไม่ใช่การดูเฉพาะว่าคนเหล่านี้เป็นกลุ่มอำนาจไหน คมช, คตส., หรือกลุ่มต่อต้านทักษิณเท่านั้น แต่ต้องดูด้วยว่าเจตนารมณ์ที่แท้จริงของรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้มีส.ว. สรรหานั้นเพื่ออะไร
ฉะนั้นจึงเกิดคำถามขึ้นจากสังคมว่า การสรรหาส.ว.ครั้งนี้ถูกต้องตามเจตนา รมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ต้องการให้ตัวแทนจากส่วนต่างๆ เข้ามาร่วมพิจารณา และผ่านกฎหมายหรือไม่
และการเลือกตัวแทนจากกลุ่มอำนาจคมช. มากกว่าการเลือกตัวแทนเกษตรกร หรือมุสลิมมีเหตุผลมากน้อยแค่ไหน
รวมถึงความโปร่งใสในกระบวนการสรรหานั้นมีหรือไม่
ทวี สุรฤทธิกุล
อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยสุโขทัยฯ
รายชื่อส่วนใหญ่เป็นที่น่าพอใจ มีความน่าเชื่อถือในสังคมพอสมควร อย่างกลุ่มอดีตส.ว.สรรหาทั้ง 31 คน มีผลงานในสภาชุดที่ผ่านมา เป็นส.ว.ทำงาน ไม่ใช่ส.ว. ฉาบฉวย ทำหน้าที่อย่างที่ควรกระทำ ไม่โอเวอร์
อีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มส.ว.หน้าใหม่ที่มีความหลากหลายมากขึ้น มาจากหลากหลายวงการ มีอดีตข้าราชการน้ำดี เช่น พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ และพล.ต.อ.วงกต มณีรินทร์ เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ
นอกนั้นก็เป็นข้าราชการซึ่งมีผลงานน่าชื่นชม ส่วนภาคเอกชนเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงพอสมควร
แม้มีกระแสต่อต้านว่าส.ว.ชุดนี้มาจากชนชั้นกลางและชนชั้นสูง แต่แนวคิดของวุฒิสภาคือต้องการคนที่เป็นหลักเป็นฐาน วุฒิไม่ได้แปลว่าความรู้ แต่หมายถึงศักดิ์ศรีหน้าตา
ซึ่งอันที่จริงแล้วบุคคลเหล่านี้อาจทำงานเพื่อประชาชน เป็นชนชั้นสูงที่ติดดิน เช่น นางพิไลพรรณ สมบัติศิริ จากสยามสมาคมฯ ก็ทำงานด้านสังคมมามาก แม้เป็นไฮโซแต่มีความมุ่งมั่น บุกป่าฝ่าดงเพื่อชุมชนต่างๆ
จากที่ดูรายชื่อผู้เสนอตัวมาทั้ง 600 กว่าคน กลุ่มชาวนาและกลุ่มรากหญ้าไม่ค่อยมีเสนอตัวเข้ามา มีคนที่ผมรู้จักไม่ถึง 10 คน ซึ่งจำนวนเสนอตัวที่น้อยย่อมทำความลำบากใจให้แก่คณะกรรมการทั้ง 6 คน
เมื่อกลุ่มที่เสนอน้อยแล้วเข้ามาเยอะ คงไม่เหมาะสม ตรงนี้เราต้องยอมรับในกระบวนการว่าเป็นขั้นตอนการสรรหาตามรัฐธรรมนูญปี"50
หากเราไม่ชอบก็ต้องไปเปลี่ยนแปลงเอา ทางแก้น่าจะขยายคณะกรรมการสรรหาเป็น 40-50 คน หรือถ้าจะให้ดีที่สุดก็เป็นแบบเลือกตั้งทั้งหมดไปเลย
ต่อเรื่องที่หลายคนวิจารณ์ว่าส.ว.ชุดนี้เข้ามาเพื่อสกัดขั้วอำนาจทักษิณนั้น เรื่องนี้ถือเป็นสิ่งที่คิดกันไป หลายคนอาจมองว่าส.ว. ชุดนี้มีคนจาก คมช. จากกลุ่มพันธมิตร กลุ่มประชาธิปัตย์ หรือกลุ่มคนไม่ชอบทักษิณ
แต่เท่าที่ผมได้พูดคุยกับพล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ใจจริงเขาก็อยากนิรโทษกรรมให้คุณทักษิณ แต่ติดที่คุณทักษิณเป็นนักโทษการเมือง ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย
นอกจากนี้หากผลการเลือกตั้งที่จะมาถึง พรรคประชาธิปัตย์แพ้ แล้วพรรคเพื่อไทยได้จัดตั้งรัฐบาล ส.ว.กลุ่มนี้ก็จะเข้ามาคานอำนาจกับรัฐบาล ชุดนี้จะเป็นส.ว.ที่เข้มแข็งมาก
บทบาทของส.ว.คือการสร้างกระแสสังคมเพื่อดึงดูดคนในชาติเพื่อให้มามีส่วนร่วมในการเมือง ส.ว.จะเชื่อมคนทุกภาคส่วนให้มาร่วมมือกัน
ที่ผ่านมาส.ส.อยู่อย่างตัวใครตัวมัน แต่ส.ว.จะเป็นสะพานเชื่อมทุกฝ่ายเข้าด้วยกัน
20+1วีรชน
ที่มา ข่าวสด
เหล็กใน
สมิงสามผลัด
ครบรอบ 1 ปีเหตุการณ์ 10 เมษาเลือดไปแล้ว
คนเสื้อแดงเรือนแสนร่วมรำลึกถึงผู้สูญเสียที่คอกวัว
ในเหตุการณ์นั้นมีประชาชนคนไทยเสียชีวิต 20 ศพ ส่วนทหารเสียชีวิต 6 ศพ
ก่อนหน้านี้มูลนิธิวีรชนประชาธิปไตย จัดทำหนังสือ "วีรชน 10 เมษา คนที่ตายมีใบหน้า คนที่ถูกฆ่ามีชีวิต"
เนื้อหาอ่านแล้วสลดหดหู่ เป็นบทสัมภาษณ์ญาติพี่น้องของผู้เสียชีวิต
บ่งบอกถึงความรู้สึกที่ต้องสูญเสียคนที่รัก
บ่งบอกถึงเหตุผลที่เหยื่อออกไปร่วมชุมนุม
ที่สำคัญทุกคนต่างรอถึงบทสรุปของคดี
รอวันที่ "คนสั่งฆ่าประชาชน" รับโทษทัณฑ์
แม้จะค่อนข้างมืดมนก็ตาม!?
นอกจาก 20 วีรชนแล้ว ยังมีอีก 1 ศพที่ไม่ได้ร่วมเคลื่อนไหวกับคนเสื้อแดง
แต่ออกมาทำหน้าที่สื่อมวลชน
นายฮิโรยูกิ มูราโมโตะ ช่างภาพรอยเตอร์ชาวญี่ปุ่น เป็นศพที่ 21 ในเหตุการณ์นี้
ความจริงแล้ว เราได้รับรู้ถึงการติดตามทวงความยุติ ธรรมให้นายฮิโรยูกิมาตลอดเวลา 1 ปี
รัฐบาลญี่ปุ่นให้ความสำคัญต่อคดี
ทวงถามความคืบหน้า 6-7 ครั้งจากทั้งรมต.ต่างประเทศ ทั้งอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย
และในรำลึกครบรอบ 1 ปี นายสตีเว่น แอดเลอร์ หัวหน้าบรรณาธิการของรอยเตอร์ ออกแถลงการณ์รำลึก ถึงนายฮิโรยูกิ
"ในวันนี้ เราร่วมกันไว้อาลัยต่อการจากไปของคุณมูราโมโตะ แต่เรารู้สึกผิดหวังที่ยังคงไม่มีความกระจ่างชัดต่อสาเหตุการเสียชีวิตของเขา ขณะที่เวลาได้ล่วงเลยมา 1 ปี โดยครอบครัวและเพื่อนร่วมงานในรอยเตอร์ของคุณมูราโมโตะ สมควรที่จะมีโอกาสได้รับทราบว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างไร และมีผู้ใดอยู่เบื้องหลัง"
วันรุ่งขึ้น หลังครบ 1 ปี นางจีน ยูน บ.ก.ข่าวภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำนักข่าวรอยเตอร์ และ นายเจสัน เซบ หัวหน้าข่าวรอยเตอร์ สำนักงานกรุงเทพฯ
เข้าทวงถามความคืบหน้าของคดีนี้กับ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ
ประเด็นหลักก็คือไม่เข้าใจว่าทำไมตอนแรกดีเอสไอถึงสรุปว่าเจ้าหน้าที่รัฐฆ่า
ก่อนกลับคำในภายหลังว่าไม่ใช่ฝีมือเจ้าหน้าที่รัฐ!?
นายฮิโรยูกิตายในระหว่างปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชน
ถูกยิงขณะรายงานข่าวรายงานข้อเท็จจริงต่อสายตาชาวโลก
หลังเสียชีวิตแล้ว เพื่อนร่วมชาติและเพื่อนร่วมวิชา ชีพต่างออกมาต่อสู้ ทวงความยุติธรรมให้
นายฮิโรยูกิจึงกลายเป็นวีรชน กลายเป็นสัญลักษณ์ต่อต้านการคุกคามสื่อ
เรื่องราวของ "ฮิโรยูกิ" ถูกตีแผ่ไปทั่วโลกแล้ว


