ที่มา ประชาไท
*ยังไม่มีการตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์มติชน
คนรักประชาธิปไตย ต้องช่วยกันขับไล่ เผด็จการ
ที่มา ประชาไท
*ยังไม่มีการตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์มติชน
ที่มา Thai E-News
ยิ่งปิดยิ่งอยากรู้-ศอฉ.ปิดกั้นไทยอีนิวส์เมื่อ 8 เมษายน 2553 หรือผ่านมา 1 ปีแล้ว แต่จากสถิติยอดผู้อ่านพบว่า ปิดไปก็ไร้ผล ดังจะพบว่า ก่อนการปิดกั้นนั้นยอดผู้อ่านในเดือนมีนาคม 2553 ทั้งเดือนอยู่ที่ 997,919 ครั้ง แต่ในเดือนเมษายนหลังปิดกั้นยอดผู้อ่านเพิ่มเป็น 2,277,563ครั้ง และในเดือนพฤษภาคมเพิ่มเป็น 3,457,502 ครั้ง ปัญหาเวลานี้คือศอฉ.ยกเลิกไปแล้ว แต่คำสั่งปิดกั้นดันไม่ยกเลิกไปด้วย ทำให้ท่านผู้อ่านบางท่านเข้าอ่านไม่ได้ เราจึงแนะนำวิธีการทะลวงการปิดกั้นมาในรายงานชิ้นนี้ และโปรดกระจายออกไปให้เพื่อนมิตรของท่านได้เข้าอ่านด้วย


ที่มา Thai E-News

โดย ดร.พิทยา พุกกะมาน อดีตเอกอัครราชทูต
17 เมษายน 2554
ขณะนี้ ผมยังทำธุระอยู่ที่ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นปลายฤดูซากุระ จึงขอส่งบทความเกี่ยวกับดอกซากุระซึ่งมีหลักปรัชญาของพุทธศาสนามาเล่าสู่กันฟัง
มาดอกซากุระเป็นดอกไม้สีขาวอมชมพูที่ขึ้นบนต้นเชอร์รี่ที่คนญี่ปุ่นเรียกว่าต้นซากุระ ต้นไม้ประเภทนี้ มีต้นกำเนิดในประเทศญี่ปุ่น เกาหลี และจีน แต่ในปัจจุบันหาดูได้ในหลายประเทศที่มีอากาศหนาวเย็นเหมือนญี่ปุ่น
เทศกาลชมดอกซากุระเป็นประเพณีเก่าแก่ที่ถือกำเนิดในยุคนาราในญี่ปุ่น คือระหว่างปี คศ. ๗๑๐ ถึง ๗๙๔ ซึ่งก่อนยุคสุโขทัยของเราหลายปี
ในปัจจุบัน เทศกาลชมดอกซากุระถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมที่ดีงามของญี่ปุ่น ซึ่งมีขึ้นในช่วงฤดูใบไม้ผลิ คือในต้นเดือนเมษายนของทุกปี
ในช่วงนี้ คนญี่ปุ่นจะอาศัยอากาศที่เริ่มอุ่นขึ้น และพากันออกมาชมดอกซากุระกับเพื่อน ๆ สมาชิกในครอบครัว และคนรัก โดยนั่งรับประทานอาหารและดื่มสาเกญี่ปุ่น รวมถึงร้องรำทำเพลงใต้ต้นซากุระอย่างสนุกสนาน
ในมุมมองของทางปรัชญา ดอกซากุระถือเป็นสัญลักษณ์ของชีวิตของมนุษย์ซึ่งสอดคล้องกับหลักศาสนาพุทธที่สอนว่า ไม่มีอะไรในโลกที่ยั่งยืนจีรัง โดยเฉพาะชีวิตของมนุษย์ที่มีการเกิด แก่ เจ็บ และตาย
ดอกซากุระจะบานพร้อม ๆ กันในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนเมษายน โดยจะมีอายุเพียงไม่กี่วันก็จะร่วง หากมีฝนและลม ดอกซากุระก็จะร่วงเร็วขึ้น
ฉะนั้น ชีวิตของดอกซากุระตั้งแต่การผลิบานจนถึงการร่วงโรยก็เปรียบเสมือนความไม่เที่ยงของชีวิตมนุษย์เราซึ่งเป็นหลักคำสอนของพระพุทธองค์
อีกทั้งยังเป็นปรัชญาชีวิตของนักรบซามูไรในสมัยก่อน ชีวิตของนักรบซามูไรไม่มีความจีรังเพราะจะต้องจบชีวิตเมื่อใดก็ได้ ไม่ด้วยการทำสงครามก็ด้วยก็ผลีชีวิตด้วยตนเองตามแนวทางของบูชิโด
หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ดอกซากุระเป็นดอกไม้ที่ไม่จีรัง ในยามบานก็จะมีลักษณะและสีที่สวยงามยิ่งนัก แต่อีกไม่นานก็ต้องจบชีวิตลงอย่างกระทันหันและน่าใจหาย
ปรัชญาของพุทธศาสนา หรือปรัชญาของดอกซากุระนี้ สอนให้คนญี่ปุ่นรู้จักอดทน รู้จักปลงต่อภัยธรรมชาติเช่นแผ่นดินไหวและซึนามิ และยอมรับสัจจะธรรมแห่งชีวิตซึ่งเป็นไปตามธรรมชาติ จะฝืนธรรมชาติไม่ได้
คนไทยควรเรียนรู้จากญี่ปุ่นในเรื่องของสัจจะธรรมแห่งชีวิต คือ ไม่มีอะไรที่อยู่ได้อย่างยั่งยืนจีรัง ทุกอย่างที่สร้างขึ้นได้ก็ต้องดับได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งอำนาจที่ได้มาโดยไม่ถูกต้อง
***************
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:รัฐนาวาจะต้องไปรอด
ที่มา thaifreenews
โดย bozo

"มานิตย์ จิตจันทร์กลับ" งัดกฎหมายแจงความหมาย "จาบจ้วง" กับ "หมิ่นฯ"
ถามแกนนำแดงปราศรัยมีคำไหนหมิ่นฯ ไล่ "ประยุทธ์-สรรเสริญ" กลับกรมกอง อย่าผูกขาดจงรักภักดี...
ที่พรรคเพื่อไทย วันที่ 16 เม.ย. นายมานิตย์ จิตจันทร์กลับ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า
ขณะนี้มีการให้สัมภาษณ์สร้างความสับสนโดยเฉพาะการกล่าวถึง
คำว่า "จาบจ้วง", "สถาบัน" และเรื่อง "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ"
จึงขออธิบายความตามกฎหมาย
โดยคำว่าจาบจ้วง หมายถึง อาจเอื้อมล่วงเกินผู้อื่นด้วยวาจา
การหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หมายถึง การกระทำเป็นการหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์
ซึ่งต้องตีความวิเคราะห์ถ้อยคำ ว่าหมายถึง
การแสดงกิริยาดูหมิ่นพระมหากษัตริย์หรือรัชทายาท
โดยความรวมการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ คือ
การกล่าววาจาว่าร้ายพระมหากษัตริย์ ดังนั้น
คำกล่าวในการปราศรัยของ
นายจตุพร พรหมพันธุ์
นายวิเชียร ขาวขำ และ
นายสุพร อัตถาวงศ์ แกนนำ นปช.
ตนอยากรู้ว่ามีคำไหนที่ที่เป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
การเอาคำพูดมาแปลความ ต้องใช้ดุลพินิจทั้งหมด จะจำเอาคำใดคำหนึ่งมาเล่นไม่ได้
"ผมอยากรู้ว่าหน้าที่ของทหารคืออะไร มีหน้าที่อะไรมาให้สัมภาษณ์เรื่องนี้
การดูแลเรื่องนี้มีเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งดูแลอยู่โดยตรงและศึกษามามากกว่า
ทหาร จริงอยู่ที่อาจมีคนเห็นว่าเป็นการหมิ่นสถาบันต้องการไปแจ้งความสามารถทำได้
แต่ที่สุดแล้วเป็นดุลพินิจของตำรวจที่จะพิจารณาดำเนินคดี" นายมานิตย์ กล่าว
นายมานิตย์ กล่าวด้วยว่า ขอฝากข้อความไปถึง
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และ
พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก ว่า
"น้องเอ๊ยกลับกรมกองเถิด หน้าที่ของท่านก็ทำหน้าที่ของท่าน
หน้าที่ของคนอื่นมีคนทำแล้ว อย่าผูกขาดความจงรักภักดีไว้คนเดียวเลย
คนของพรรคเพื่อไทยมีคนไหนที่ไปก้าวล่วงจาบจ้วงสถาบัน ไม่มีเลย".
http://www.thairath.co.th/content/pol/164425
ที่มา thaifreenews
โดย lovethai
เสร็จเค้าตามเคย
จันทร์นี้(18 เม.ย.)หลังหยุดยาวสงกรานต์ผ่านไป ส.ว.ลากตั้งชุดใหม่ 73 คน ก็จะเข้าปฏิญาณตนเป็นสมาชิกวุฒิสภาโดยสมบูรณ์
จากนั้น วันศุกร์หน้า (22 เม.ย.) ก็จะถึงวาระสำคัญคือ การเลือกประธานวุฒิสภาคนใหม่ แทนประธานวุฒิสภาคนเดิม
“แม่ลูกจันทร์” อยากรู้เหมือนกันว่าประธานวุฒิสภาคนใหม่จะเป็นใคร??
ส.ว.เลือกตั้ง? หรือ ส.ว.ลากตั้ง? ใครจะเข้าวิน??
ว่ากันตามหลักการ ประธานวุฒิสภาคนใหม่ควรมาจาก “ส.ว.เลือกตั้ง” ซึ่งได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนโดยตรง
เพราะนี่คือหัวใจสูงสุดของระบอบประชาธิปไตย
ส่วน “ส.ว.ลากตั้ง” ซึ่งไม่ได้มาจากประชาชนโดยตรง แต่มาจากคน 6 คน ตัดสินใจแทนประชาชนว่าจะให้ใครเป็นส.ว.??
ทั้งๆที่ประชาชน 60 ล้านคน ก็ไม่ได้เต็มใจมอบอำนาจให้คนทั้ง 6 คนเป็นผู้ตัดสินใจแทนเรา
ส.ว.ลากตั้งทั้ง 73 คน จึงไม่ใช่ตัวแทนประชาชนอย่างแท้จริง
“แม่ลูกจันทร์” จึงขอสรุปว่า เมื่อประชาชนไม่ได้เลือกตั้งพวกคุณมาโดยตรง “ส.ว.ลากตั้ง” จึงไม่สมควรนั่งเก้าอี้ประมุขสูงสุดของวุฒิสภา
ถึงรัฐธรรมนูญฉบับมดลูก คมช.จะเขียนเปิดช่องให้ ส.ว.ลากตั้งเป็นประธานวุฒิสภาได้ก็จริง
แต่ก็ไม่เหมาะสม ไม่ชอบธรรม และไม่สง่างาม
อนึ่ง ประเด็นที่ต้องพิจารณาต่อไปคือ “ประสพสุข บุญเดช” ซึ่งเป็น ส.ว.ลากตั้ง ก็ได้เป็นประธานวุฒิสภามาแล้ว 3 ปี
เมื่อ “ท่านประสพสุข” พ้นตำแหน่งไป ก็ควรเปิดโอกาสให้ “ส.ว.เลือกตั้ง” เป็นประธานวุฒิสภาคนใหม่อย่างเต็มภาคภูมิ
เพราะ ส.ว.เลือกตั้งชุดปัจจุบันเหลือวีซ่าอีกเพียง 3 ปี ก็จะครบเทอม ในขณะที่ ส.ว.ลากตั้งชุดใหม่ยังถ่างขาอยู่ไปได้อีกตั้ง 6 ปี
ด้วยเหตุฉะนี้ “แม่ลูกจันทร์” จึงขอสนับสนุน ส.ว.เลือกตั้งให้เป็นประธานวุฒิสภาคนต่อไป
และขอคัดค้าน ส.ว.ลากตั้งชุดใหม่ ที่กำลังเตรียมผลักดัน “พล.อ.ธีรเดช มีเพียร” อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม ส.ว.ลากตั้งน้องใหม่เปิดซิง ให้ชิงเก้าอี้ประธานวุฒิสภา
ความจริง “แม่ลูกจันทร์” ชื่นชอบ “พล.อ.ธีรเดช” เป็นส่วนตัว
เพราะเป็นทหารอาชีพ มือสะอาดพูดจาสุภาพนุ่มนวล
แต่โดยหลักการ “แม่ลูกจันทร์” ไม่เห็นด้วยที่ ส.ว.ลากตั้งจะผูกขาดเก้าอี้ประธานวุฒิสภาเอาไว้ฝ่ายเดียว!!
อย่างไรก็ตาม “แม่ลูกจันทร์” สังหรณ์ใจว่า ในที่สุด “พล.อ.ธีรเดช” ตัวแทนกลุ่ม ส.ว.ลากตั้ง จะได้รับเลือกเป็นประธานวุฒิสภาคนใหม่อย่างสะดวกโยธิน
เพราะ ส.ว.เลือกตั้ง ซึ่งมีอยู่ 76 คน แตกแยกกันเอง
แตกกันเป็น 3 กลุ่ม เพราะมี ส.ว. เลือกตั้งเสนอตัวชิงตำแหน่งประธานวุฒิสภาพร้อมกันถึง 3 คน
1, นิคม ไวยรัชพานิช รองประธานวุฒิฯคนปัจจุบัน ส.ว.เลือกตั้ง จังหวัดฉะเชิงเทรา
2, ดิเรก ถึงฝั่ง ประธานกรรมาธิการศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญวุฒิสภา ส.ว.เลือกตั้ง จังหวัดนนทบุรี
3, กฤช อาทิตย์แก้ว ส.ว.จังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งเพิ่งเปิดตัวขอเป็นทางเลือกที่ 3 อีกคน
ทีนี้เมื่อต้องโหวตตัดสินในสภาฯ คะแนนเสียงของกลุ่ม ส.ว.เลือกตั้งทั้ง 3 คน ก็ต้องตัดคะแนนกันเอง
พล.อ.ธีรเดช มีเพียร ผู้ท้าชิงฝ่ายลากตั้ง ก็จะแซงเข้าป้ายอย่างสบายแฮ
สรุปว่า “เลือกตั้ง” เสร็จ “ลากตั้ง” อีกตามเคย.
"แม่ลูกจันทร์"
(ที่มา ไทยรัฐ , 16 เมษายน 2554)
ที่มา มติชน
โดย lovethai
73 ส.ว.สรรหา - ขั้วอำมาตย์ผงาด กลุ่ม 40 ส.ว."คึก" ลูกข่าย คมช."คัก" ยึดวุฒิสภา - สกัด "เพื่อนแม้ว"
ในประเทศ
ในที่สุดรายชื่อ 73 ส.ว.สรรหา โดยการเลือกเฟ้นเป็นอย่างดีของของคณะกรรมการสรรหา 6 อรหันต์ทองคำ ก็ประกาศผลการสรรหาอย่างเป็นทางการแล้ว
กระแสสังคมไม่ปฏิเสธ แต่ก็ไม่ตอบรับเท่าที่ควร กับชื่อที่ประกาศออกมา เพราะกริ่งเกรงว่าสภาสูงจะขาดความสง่างาม และกลายเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือของอำนาจที่มองไม่เห็น เนื่องเพราะ "ตัวบุคคล" ที่ผ่านการคัดเลือกเข้ามา มีจำนวนไม่น้อยที่ "แบ๊กกราวด์" สามารถโยงใยไปถึงกลุ่มบุคคลที่เรืองอำนาจในอดีต
โดยเฉพาะฝ่ายที่เป็นปฏิปักษ์ต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่รู้กันดีว่าเป็นเจ้าของ "ตัวจริง-เสียงจริง" ของพรรคเพื่อไทย
จนทำให้คาดการณ์ว่าการเมืองในระบอบคือ เวทีรัฐสภา หากเกิดปรากฏการณ์พรรคฝ่ายค้านพลิกบทบาทกลับมาเป็นฝ่ายบริหาร และฝ่ายบริหารในปัจจุบันต้องกลับไปทำหน้าที่ผู้ตรวจสอบแล้ว ฟันธงล่วงหน้าได้ว่า การเมืองในซีก "สภานิติบัญญัติ" ระอุถึงขั้นปรอทแตกได้ง่าย
เพราะจะเห็นการรับ-ส่ง ลูก ระหว่างสภาผู้แทนราษฎร กับ วุฒิสภา ในการ "เกาะติด" ตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารอย่างกระชั้นชิดแน่นอน
ในทางกลับกัน ฝ่ายบริหารยังมีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำอยู่เช่นเดิม ก็เชื่อแน่ว่าบรรยากาศอวยกันไปมาระหว่าง 2 สภาแน่นอน
โดยหลักการของการมีวุฒิสภา รัฐธรรมนูญ 2550 กำหนดองค์ประกอบของสมาชิกวุฒิสภาไว้ 2 ส่วน โดยส่วนแรกมาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง เป็น ส.ว.ประจำจังหวัด และอีกส่วนหนึ่งมาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 สาขา ได้แก่ ภาควิชาการ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาชีพและภาคอื่นๆ
ฉะนั้น โดยองค์ประกอบของบุคคลที่เข้ามาเป็นสมาชิกสภาสูงนั้น จึงสามารถทำหน้าที่ได้เป็นเหมือนกับ "เซพทีคัต" ทางการเมือง คอยเบรกหรือบรรเทาปัญหาก่อนที่จะบานปลายลุกลามใหญ่โต
แต่หากบังเอิญว่าในองค์กรที่ต้องทำหน้าที่สร้างสมดุลให้กับการเมืององค์รวม เพราะความเสียศูนย์ในตัวขององค์ประกอบสภา แล้วอะไรจะเกิดขึ้น?
ส่องกล้องดูรายชื่อ 73 ส.ว.สรรหา ใหม่ ก็พบว่ากลายเป็น ส.ว.สรรหา เก่า เสีย 31 คน ได้แก่ นางกอบกุล พันธุ์เจริญวรกุล นายคำนูณ สิทธิสมาน น.พ.เจตน์ ศิรธรานนท์ นางตรึงใจ บูรณสมภพ นายถาวร ลีนุตพงษ์ นายพิเชต สุนทรพิพิธ นายวิทวัส บุญญสถิตย์ นายสมบูรณ์ งามลักษณ์ นายอนุศาสตร์ สุวรรณมงคล นายธวัช บวรวนิชยกูร นางนิลวรรณ เพชระบูรณิน นายบุญชัย โชควัฒนา นางยุวดี นิ่มสมบูรณ์ พ.ต.อ.สนธยา แสงเภา นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย
นางกีรณา สุมาวงศ์ นายตวง อันทะไชย น.ส.ทัศนา บุญทอง นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ น.พ.วิรัติ พาณิชย์พงษ์ พล.อ.อ.วีรวิท คงศักดิ์ นายสมชาย แสวงการ พล.ร.อ.สุรศักดิ์ ศรีอรุณ นายอนุรักษ์ นิยมเวช พล.อ.เกษมศักดิ์ ปลูกสวัสดิ์ นายประสงค์ นุรักษ์ นายมณเฑียร บุญตัน พล.ต.ท.ยุทธนา ไทยภักดี นายสมัคร เชาวภานันท์ และ นายอโนทัย ฤทธิปัญญาวงศ์
ที่สำคัญไปกว่านั้นคือ ในจำนวน ส.ว.สรรหา ชุดเก่า ที่ได้รับสรรหากลับเข้ามาทำงานต่ออีกครั้งนั้น อยู่ในกลุ่ม 40 ส.ว. ถึง 21 คน
คงยังไม่ลืมกันว่า บทบาทการทำหน้าที่สภาพี่เลี้ยงของกลุ่ม 40 ส.ว. นี้ มีความใกล้ชิดและสอดคล้องกับกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองบางกลุ่ม ที่อยู่ตรงข้ามกับ พ.ต.ท.ทักษิณและพรรคไทยรักไทยอยู่ จนมีหลายคนแอบเรียก ส.ว. กลุ่มนี้ลับหลังว่า "ส.ว.เสื้อเหลือง"
ขณะที่ ส.ว.สรรหาหน้าใหม่ ที่แจ้งเกิดเข้ามาได้อีก 51 คน เมื่อดูความเป็นไปในอดีตที่ผ่านมา เชื่อว่าคงทำให้ "คนรักแม้ว" ขนหัวลุกไปตามๆ กัน เพราะส่งตรงมาจากกลุ่มก้อนของขั้วอำนาจที่เคยยึดอำนาจ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
ชื่อของ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม อดีตหัวหน้าสำนักงานเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) บรรดาสมาชิกพรรคไทยรักไทย คงคุนเคยกันดี
พล.อ.อ.ชาลี จันทร์เรือง อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เตรียมทหาร (ตท.6) รุ่นเดียวกับแกนนำ คมช. พล.อ.เลิศฤทธิ์ เวชสวรรค์ อดีต ผอ.ททบ.5 เพื่อนร่วมรุ่น ตท.6 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในปัจจุบัน
หรือแม้กระทั่ง พล.ร.อ.ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ อดีตที่ปรึกษา รมว.กลาโหม น้องชาย พล.อ.ประวิตร
ถามว่า นี่คือปรากฏการณ์แห่งการรุกคืบเข้าใกล้ศูนย์กลางอำนาจการควบคุมฝ่ายนิติบัญญัติ ใช่หรือไม่ ?
และหากนำมาประกบกับ ส.ว.สรรหาหน้าใหม่ ที่เป็นแนวร่วมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) มาก่อนเก่า นักคิดนักวิชาการ นักกฎหมาย และเครือข่ายของพรรคประชาธิปัตย์ อีกกว่า 10 คน ก็เท่ากับว่า น้ำหนักของ ส.ว. ซีกที่ "ไม่เอาทักษิณ-ไม่เอาเสื้อแดง" ก้ำกึ่งเกินครึ่งค่อนสภาสูงไปแล้ว
นายวันชัย สอนศิริ ทนายความ และผู้จัดรายการ "คลายปม" ทางช่อง 11 ซึ่งเป็นกระบอกเสียงสำคัญของรัฐบาล ขณะที่ นายสัก กอแสงเรือง นายกสภาทนายความ ก็ใกล้ชิดกับพรรคสีฟ้า เมื่อครั้งหลังเหตุการณ์ 19 กันยายน 2549 ก็เคยรับหน้าที่เป็นหนึ่งในกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เพื่อไล่ล่า พ.ต.ท.ทักษิณ และพวกพ้องในข้อหาทุจริตมาแล้ว
ส่วน นายปิยพันธุ์ นิมมานเหมินท์ อดีตอธิบดีกรมบัญชีกลาง "นามสกุล" คงจะพอคุ้นหูใครหลายคน หรือ นายปัญญา เบ็ญจศิริวรรณ ส.ว.สรรหาจากภาคอื่นๆ ก็เป็นพี่ชายของสามี นางนาตยา เบ็ญจศิริวรรณ ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ เช่นเดียวกันกับ นายสุธรรม พันธุศักดิ์ เจ้าของทิฟฟานี่ บิดา น.ส.อริสา พันธุศักดิ์ อดีตผู้สมัครนายก อบจ.ชลบุรี ของพรรคประชาธิปัตย์
ทำให้เมื่อประกาศรายชื่อ ส.ว.สรรหาชุดใหม่ออกมา พรรคเพื่อไทยถึงกับเต้นผาง รีบตั้งโต๊ะแถลงข่าว เตรียมร้องเรียนกระบวนการสรรหาว่าไม่ชอบธรรม ...เหมือนรู้ชะตากรรมล่วงหน้าว่าสภาสูงไม่ใช่มหามิตรอีกต่อไป
(ที่มา มติชน สุดสัปดาห์ ,ฉบับประจำวันที่ 15-21 เมษายน 2554)
ที่มา thaifreenews
โดย rungsira
ถามว่าประเทศไทยมีปืนกี่กระบอก ?
ที่อยู่ในครอบครองของพลเรือน
นักนิติวิทยาศาสตร์ กลุ่มงานตรวจอาวุธปืนของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์บอกว่าน่าจะ
เกิน 10 ล้านกระบอก ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็แสดงว่าคนไทยมีปืนพอๆ กับโทรศัพท์มือถือเลย
ที่ใดมีสงคราม ที่นั่นมีคนได้ผลประโยชน์จากสงคราม
ปัจจุบันประเทศไทยมีอาวุธปืนถูกกฎหมายอยู่ในความครอบครองของพลเรือน
มากกว่า 6,000,000 กระบอก
.........ส่วนใหญ่เป็นปืนพกสั้น และมีปืนเถื่อนอยู่ไม่เกิน 2-3% ของจำนวนปืนทั้งหมด
แต่ในกรณีของฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบนั้นเขาไม่สามารถระบุได้ เพราะมีข่าวว่า ปืนจำนวน
หนึ่งที่ถูกนำมาก่อเหตุ เป็นปืนที่นำเข้ามาจากชายแดนฝั่งตะวันออกของประเทศไทยและ
ยังมีอาวุธปืนที่ผ่องถ่ายระหว่างกันกับเครือข่ายผู้ก่อการร้ายในประเทศ ที่มีปัญหาความไม่
สงบ ซึ่งไม่มีข้อมูลหลักฐานว่าจริงเท็จอย่างไร
ฐานข้อมูลของกรมศุลกากร การนำเข้าอาวุธปืนมาในประเทศไทย รวมปืนทุกชนิด
ตั้งแต่ขนาด .357, 5.5 มม., 6.35 มม., 7.65 มม., 9.00 มม., 11 มม. ปืนพกสั้นอื่นๆ
รวมทั้งปืนลูกซองและ ไรเฟิล ยังไม่นับอาวุธสงครามหลากหลายชนิด ที่ยังมีซุกซ่อนไว้
ในเขตงาน ของอดีตพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ณ.คลังอาวุธปิดลับ จำนวนหนึ่ง
ปัจจุบันอาวุธปืนที่อนุญาตให้บุคคลครอบครองทั่วประเทศ มี ๒ ประเภท คือ
.........อาวุธปืนสั้น จำนวน ๓,๖๗๕,๓๒๐ กระบอก
.........อาวุธปืนยาว จำนวน ๒,๔๕๐,๒๑๔ กระบอก
.........รวมจำนวนทั้งสิ้น ๖,๑๒๕,๕๓๔ กระบอก
การอนุมัติให้นำเข้าอาวุธปืนจาก พ.ศ.๒๕๔๙ ถึงปัจจุบัน จำนวน ๒ ชนิด คืออาวุธปืนสั้น
และอาวุธปืนยาว จำนวนทั้งสิ้นแยกเป็นรายปีดังนี้

ทหารไทย หากจะคิดรบกับประชาชน วิเคราะห์ใหม่
ซึ่งหากมีการจัดตั้ง กองกำลังต่อต้านระบอบอัปลักษณ์ นี้ และ มีเหตุประทุ ปะทะ เริ่ม
มีการเข่นฆ่าประชาชนเกิดขึ้นอีก ศักราชนี้คนไทยทุกสีคงได้เห็น ประชาชนที่ทนต่อไปไม่ไหว
นำเอาอาวุธปืนที่มีในครอบครอง ออกมาทำการต่อสู้กับกองทหารของทรราช และยิ่งกว่านั้นอาวุธ
สงครามนานาชนิด คงทะลักเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งฝั่งตะวันออก และทางเหนือ อีก
มหาศาล จากมิตรประเทศที่รัก พันธมิตรของอดีตนายกฯ
.........


ฝันไปเถิด หากจะฆ่า จะยิง แล้วขนศพไปอำพรางทำลายทิ้ง อีกครั้ง
ประชาชน รุ่นใหม่นี้ เขามีบทเรียนมาแล้ว ใครจะโง่เอาตัวมาตายฝ่ายเดียว
ข้อมูลล่าสุด ทหารกองประจำการ ลูกหลานรากหญ้าทั้งหลายทุกหมู่เหล่านั้น เขาได้เริ่ม
มีการปลูกฝังความคิดจากครอบครัวพ่อแม่ ให้ต่อต้านหากมีคำสั่งที่มิชอบให้เข่นฆ่าประชาชน
ด้วยการ ร่วมกลุ่มเพื่อนทหารในหน่วยนั้น ให้ปลิดหัวผู้บังคับบัญชา ริบ ลัก อาวุธ ออกมา
สนับสนุนประชาชนในพื้นที่
กลัวครับ กลัวใจ รากหญ้า ปี 2554 ยุคอินเตอร์เน็ต นี้จริงๆ
.....ไหนจะกล้อง มือถือเก็บภาพหลักฐาน อีกเป็นล้านๆกล้อง
.....................
.......
งานนี้ ผมเชียร์ให้มีการ รัฐประหารยึดอำนาจ โดยเร็วครับ
ชักเบื่อการชุมนุมแบบยืดเยื้อเพื่อการเลือกตั้งเต็มทน บอกตามตรง
**ปล. บทความเก่ามา รีรันใหม่ อัพเดทยังทันสมัยครับ
| | |
| | บันทึกการเข้า |
ที่มา thaifreenews
โดย bozo
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า
นายจตุพร พรหมพันธุ์ และ
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ พร้อมด้วยแกนนำ
แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แดงทั้งแผ่นดิน
จะเดินทางไปพบพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลสำราญราษฎร์
เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาที่นายทหารพระธรรมนูญเข้าแจ้งว่า
ว่าปราศรัยหมิ่นสถาบันเบื้องสูงในวันที่ 17 เม.ย.นี้
http://www.dailyworldtoday.com/newsblank.php?news_id=10382
ที่มา มติชน ที่ทำการพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 16 เม.ย. นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงเปิดตัวนายวัน อยู่บำรุง ว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพฯ เขตบางบอน ซึ่งเป็นบุตรของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อดีตสมาชิกพรรคเพื่อไทย และดร.อนุตตมา อมรวิวัฒน์ บุตรสาว ว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพฯ เขตห้วยขวาง ซึ่งบุตรสาว พล.ต.อ.สมบัติ อมรวิวัฒน์ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อย่างไรก็ตาม นายจิรายุ กล่าวว่า พรรคได้พิจารณาทั้งหมดแล้ว ส่วนที่ยังไม่ประกาศชัดเจนทั้ง 33 เขต เป็นเพราะอยู่ระหว่างการแบ่งเขต ที่จะกำหนดชัดเจนหลังวันที่ 23 เมษายน หากประกาศก่อนจะขัดกับการแบ่งเขต ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 

ดร.อนุตมา กล่าวว่า ตนมีประสบการณ์การทำงานในกรมส่งเสริมการส่งออก ต่อมาผันตัวเองมาทำงานด้านวิชาการ สอนด้านการตลาดระหว่างประเทศ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จากความรู้ประสบการณ์และความสามารถเท่าที่มี มีความมุ่งมั่นตั้งใจจะมารับใช้คนไทย
ด้านนายวัน กล่าวว่า การเลือกมาเป็นผู้สมัครของพรรคเพื่อไทย เพราะเห็นว่าพรรคมีกระแสความนิยมดี และส่วนตัวมีความศรัทธา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คาดว่าจะลงสมัคร ส.ส.ในเขตบางบอน หนองแขม ซึ่งตนมั่นใจคะแนนเสียงสนับสนุนจากการที่ได้ทำพื้นที่มาเป็นเวลานาน มีญาติเป็นสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร และมีคะแนนเสียงสนับสนุนจากบิดาและความนิยมของคนในพื้นที่ที่มีต่อพรรค
ที่มา มติชน ที่พรรคประชาธิปัตย์ นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงกรณีนายนายขวัญชัย ไพรพนา แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กำลังแปลเอกสารลับที่เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริการายงานกลับประเทศและถูกนำมาเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์วิกิลีกส์เป็นภาษาไทย เพื่อจะแจกจ่ายให้กับคนเสื้อแดงทั่วประเทศนำไปดำเนินคดีกับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ในข้อหาหมิ่นสถาบันว่า ได้ติดตามข่าวเหล่านี้ ยอมรับว่า ปชป.มีความวิตกกังวลในเรื่องนี้ ต้องขอบคุณสื่อที่ไม่นำเสนอข้อความที่กระทบและพาดพิงสถาบันของชาติ ที่แกนนำเสื้อแดงปราศรัยบนเวทีวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง "ปัญหาเรื่องนี้ ขอให้สื่อใช้วิจารณญาณในการงดการเสนอข่าว โดยเฉพาะที่นายขวัญชัยเตรียมถ้อยคำที่ไม่มียืนยันว่าเป็นความจริง ที่ลงในเว็บไซต์วิกิลีกส์เผยแพร่ทั่วโลก เพียงเพื่อเจตนาสร้างความเข้าใจผิดต่อสถาบันสูงสุดของประเทศและต่อบุคคลที่ทำงานรับใช้สถาบัน ตรงนี้ขอประณามนางธิดา โตจิราการ แกนนำเสื้อแดง และ ส.ส.เพื่อไทย โดยนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ยังออกมายืนยันว่าจะส่งบุคคลเหล่านี้ลงสมัครในนามพรรคเพื่อไทย" นพ.บุรณัชย์กล่าว
ข่าวสารเกี่ยวกับประเทศไทยที่คุณไม่อาจหาอ่านได้จากสื่อ
"ปกติการต่อสู้ทางการเมืองที่เกิดขึ้น จนมีการเปลี่ยนแปลงการเมืองครั้งสำคัญไปทั่วโลก ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เกิดจากการต่อสู้ทางอุดมการณ์และการไม่ได้รับความยุติธรรมทั้งสิ้น ความไม่ยุติธรรมนี่แหละ เป็นเหตุแห่งการที่ประชาชนต้องมารวมตัวกันต่อสู้ เพื่อให้ความยุติธรรมกลับมาสู่สังคมของเขา"
ทักษิณ ชินวัตร
1 พ.ย. 51