ที่มา มติชน
ที่พรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 18 เม.ย. นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล ส.ส. เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย แถลงข่าวกรณีบริษัทกสท.โทรมนาคมจำกัด(มหาชน)ยกเลิกสัญญาการดำเนินการปรับปรุงโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่โดยใช้เทคโนโลยี HSPA หรือ 3G กับบริษัททรูมูฟจำกัด แต่ทรูมูฟยังไม่ยอมยกเลิกสัญญา และฝากไปถึงรัฐบาลให้ตรึงราคาน้ำมันเบนซิน ลงมาอีก2-3 บาทเพื่อช่วยประชาชนในต่างจังหวัดที่ใช้น้ำมันเบนซิน
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, April 18, 2011
"สุรพงษ์"หยิบหลักฐานแฉทรูมูฟดื้อใช้3Gต่อทั้งที่กสท.ยกเลิกสัญญาแล้ว
ห้ามกล่าวอ้าง-พาดพิง-พูดปกป้อง"สถาบันกษัตริย์" กกต.คลอดกฎเหล็ก โทษหนักถึงยุบพรรค
ที่มา มติชน นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวเมื่อวันที่ 17 เมษายน ถึงกรณีนายกรัฐมนตรี มอบหมายให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ทำหนังสือถึง กกต.ขอให้ออกข้อกำหนดที่เกี่ยวกับกับเรื่องการนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาเกี่ยวข้องกับการเมืองว่า สำนักบริหารงานเลือกตั้งได้ดำเนินการยกร่างระเบียบว่าด้วยวิธีการหาเสียงฉบับแก้ไขเพิ่มเติมมาระยะหนึ่งแล้ว ก่อนที่นายกฯจะให้ สลค.มาประสานงาน เนื่องจากเคยมีการร้องเรียนเรื่องในการเลือกตั้งท้องถิ่นกรณีคู่แข่งหาเสียงโดยอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่ผ่านมา กกต.ไม่เคยมีระเบียบเช่นนี้มาก่อน คาดว่าจะเสนอให้ที่ประชุมใหญ่ กกต.พิจารณาได้ภายในเดือนเมษายน เพื่อที่จะนำมาใช้ในการเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งนี้ได้ทัน
สำหรับระเบียบดังกล่าวจะมีหลักการคล้ายข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่ห้ามไม่ให้กล่าวพาดพิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ว่ากรณีใดๆ โดยระเบียบดังกล่าวจะเริ่มใช้ภายหลังยุบสภา หากผู้สมัคร ส.ส.รายใดฝ่าฝืน โดยกล่าวอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ว่าจะเป็นการปกป้องหรือกรณีอื่นๆ หากทำให้เข้าใจผิดในคะแนนเสียงหรือทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริต นอกจากมีโทษถึงขั้นให้จัดการเลือกตั้งใหม่ (ใบเหลือง) หรือตัดสิทธิทางการเมือง (ใบแดง) แล้วยังอาจมีโทษถึงขั้นถูกดำเนินคดีอาญา และหากผู้ที่ทำผิดระเบียบดังกล่าวเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองใด ก็จะนำไปสู่การยุบพรรคเช่นเดียวกับการซื้อเสียง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 237 วรรคสองด้วยŽ นายประพันธ์กล่าว
'ธาริต' ยื่นถอนประกัน 9 แกนนำนปช.
ที่มา thaifreenews
โดย bozo
"ธาริต เพ็งดิษฐ์" เตรียมเดินทางไปที่สำนักงานอัยการสูงสุด เวลา 10.00 น.
เพื่อยื่นคำร้องให้อัยการร้องต่อศาล ขอให้พิจารณาถอนการประกันตัวแกนนำนปช. รวม 9 คน
หลังจากขึ้นเวทีปราศรัยบนเวทีเสื้อแดงมีเนื้อหาพาดพิงสถาบันเบื้องสูง...
18 เม.ย. นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ
เตรียมเดินทางไปที่สำนักงานอัยการสูงสุด ในเวลา 10.00 น.
เพื่อยื่นคำร้องให้อัยการร้องต่อศาล ขอให้พิจารณาถอนการประกันตัว
นายจตุพร พรหมพันธุ์ และแกนนำนปช. รวม 9 คน
ที่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวในคดีก่อการร้าย
หลังจากขึ้นเวทีปราศรัยบนเวทีเสื้อแดงในโอกาสครบ 1 ปี
เหตุการณ์การสลายการชุมนุมแยกคอกวัว มีเนื้อหาพาดพิงสถาบันเบื้องสูงจากนั้น
จากนั้นในเวลา 14.00 น. จะเรียกประชุมพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ และพนักงานอัยการ
ร่วมพิจารณาหลักฐานเพื่อออกหมายเรียกแกนนำนปช. ทั้ง 18 คน
มารับทราบข้อกล่าวหาคดีล่วงละเมิดสถาบันเบื้องสูง
สำหรับรายชื่อ 9 แกนนำนปช. ที่ดีเอสไอจะขอยื่นถอนการประกันตัว ประกอบด้วย
นายจตุพร พรหมพันธุ์,
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ,
นพ.เหวง โตจิราการ,
นายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก,
นายก่อแก้ว พิกุลทอง,
นายวีระกานต์ มุสิกพงษ์,
นายนิสิต สินธุไพร,
นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย และ
นายขวัญชัย ไพรพนา
http://www.thairath.co.th/content/pol/164752
วาทกรรมอำพราง
ที่มา thaifreenews
โดย prainn
วาทกรรมอำพราง
โดย:รฤธา
ข้อกล่าวหาโดยใช้วาทกรรม “ล้มเจ้า” มันมีอะไรซ้อนทับกับความป็นจริงของความรู้สึกกับภาษาที่ใช้สื่อออกมาโดยหวังผลทางอารมณ์ของผู้รับการสื่อสาร ทั้งที่ในความเป็นจริงของข้อกล่าวหานั้นมันคือข้อกฎหมาย ป.วิอาญามาตรา 112 ซึ่งใช้คำว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเป็นภาษาที่ใช้ในข้อกฎหมายนั้น
ประเด็นสำคัญ คือ ต้องการหวังผลอะไรและผลที่หวังนั้นเป็นประโยชน์ต่อสังคมและสถาบันมากน้อยขนาดไหน ทั้งๆที่ผ่านมาก็รู้ๆกันอยู่ว่าข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้นเป็นข้อหาและข้ออ้างในการทำลายล้างกันทางการเมือง และเป็นเพียงเครื่องมือในการกล่าวอ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมในการทำรัฐประหารทุกครั้งที่ผ่านมาไม่รู้ต่อกี่ครั้ง
เป็นเรื่องน่าแปลก คนที่ถูกกล่าวหาโดยวาทกรรม “ล้มเจ้า” กับคนที่ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้น การรับรู้ในอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง วาทกรรม “ล้มเจ้า” เป็นวาทกรรมที่สร้างความขัดแย้งแบ่งแยกแทรกซึมลงไปในความรู้สึกอย่างแยบยล สร้างสิ่งที่มากกว่าความเข้าใจเข้าไปในอารมณ์คนอย่างไม่รู้ตัว
ด้วยวาทกรรมที่สร้างความแบ่งแยกชิงชังยิ่งกลับทำให้ผู้คนมีจิตใจคับแคบ และสื่อซึ่งเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการนำเสนอข่าวสารกลับยิ่งตอกย้ำวาทกรรมนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไม่แยแสใยดี ทำให้สถานการณ์ที่ย่ำแย่อยู่แล้วกลับยิ่งเลวร้ายลง ซึ่งมิใช่วิสัยและจิตวิญญาณของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนแม่แต่น้อย เป็นได้เพียงกระบอกเสียงของเผด็จการเท่านั้น
วาทกรรมพล่อยๆ ที่หลุดออกจากปากพล่อยๆ ของผู้นำทางหทารบางคนรวมถึงนักการเมืองอีกหลายคน กลายเป็นวาทกรรมอุบาทว์ที่พยายามสร้างสรรค์ปั้นแต่งขึ้นเป็นชุดวาทกรรมต่างๆ อย่างไม่หยุดยั้ง ไม่ว่าจะเป็น “ผู้ก่อการร้าย” “ขอพื้นที่คืน” หรือ “กระชับพื้นที่” ซึ่งสามารถทำให้คนมือเปล่าตายได้ร่วม 100 ศพ และบาดเจ็บอีกไม่น้อยกว่าสองพันคน
วาทกรรมอำพรางเหล่านี้ทำให้เกิดบาดแผลร้าวลึกยิ่งขึ้นในสังคมไทย รวมถึงสร้างความขัดแย้งแบ่งแยกให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น ภาระของกระบวนการยุติธรรมหลายฝ่ายไม่ว่าจะเป็นตำรวจ อัยการและศาล ที่มีหน้าที่เป็นกลไกเพื่อสร้างความกระจ่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ กลับไม่สามารถนำตัวคนทำผิดมาลงโทษได้ เพราะตัวละครที่เกี่ยวข้องมีอำนาจอภินิหารมากมายเหลือคณานับ
วาทกรรม “ล้มเจ้า” มิใช่เป็นเพียงแค่ข้อกล่าวหาเท่านั้น แต่มันเป็นอาวุธที่ใช้ทำลายฝ่ายตรงข้ามได้อย่างมีประสิทธิภาพ และอีกเหตุผลสำคัญ คือ เป็นการควบคุมอำนาจประชาชนอย่างแนบเนียนแล้วผ่องถ่ายอำนาจนั้นสู่กลุ่มขุนนางศักดินาโดยอาศัยเทคนิคทางกฎหมายโดยเฉพาะกฎหมาย ป.วิอาญามาตรา 112

ขบวนการล้มเจ้านั้นไม่เคยมีเกิดขึ้นจริงเป็นเพียงวาทกรรมที่ ศอฉ. นำมาใช้เพื่อผลปฎิบัติการทางด้านจิตวิทยา เป็นเรื่องที่ ศอฉ. กุขึ้นล้วนๆ เพราะในความเป็นจริงมีเพียงประชาชนไทยจำนวนมากต้องการให้มีการ “ล้มเลิกสถานะและอำนาจที่ขัดแย้งกับหลักการประชาธิปไตยของเจ้า” (สถาบันกษัตริย์)
ตามหลักการประชาธิปไตยนั้นพระมหากษัตริย์จะต้องไม่มีอำนาจใดๆ เพราะถือว่าหากจะให้มีอำนาจใดๆ แม้แต่เรื่องการแต่งตั้งถอดถอนบุคคลาการต่างๆ พระมหากษัตริย์ก็จะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมตรวจสอบเอาผิดจากสาธารณะ หรือประชาชนได้ เพราะอำนาจสาธารณะในสังคมประชาธิปไตยทุกอำนาจ (อำนาจการแต่งตั้งถอดถอนบุคคลากรของรัฐไม่ว่าองคมนตรีข้าราชการในราชสำนัก ฯลฯ ล้วนเป็นอำนาจสาธารณะทั้งสิ้น) เป็นอำนาจของประชาชนจึงต้องอยู่ใต้การควบคุมตรวจสอบเอาผิดจากประชาชนได้ ในเมื่อไม่ต้องการให้พระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้การควบคุมตรวจสอบเอาผิดก็จะต้องไม่ให้ทรงมีอำนาจสาธารณะใดๆ ด้วย
เพราะตามหลักการประชาธิปไตย "แผ่นดินนี้ประเทศนี้" หาได้เป็นของพระมหากษัตริย์ แต่อย่างใดไม่ แต่เป็นของประชาชน อำนาจในการควบคุม "แผ่นดินนี้ประเทศนี้" กำหนดทิศทางต่างๆ ของ "แผ่นดินนี้ประเทศนี้" อยู่ที่ประชาชนหาใช่อยู่ที่สถาบันกษัตริย์แต่อย่างใด
หมายเหตุ: ตัวหนังสือสีแดงยืมมาจาก อ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
วาทกรรมอำพรางที่ซ่อนความรุนแรงเดินหมากผ่านความคลุมครือให้เกิดความหวาดระแวงในหมู่ประชาชน วาทกรรมนั้นจะข้ามขั้นไปสู่การเข่นฆ่าอาฆาตแค้นและรุนแรงยิ่งขึ้น ฤาจะต้องรอสวรรค์ลิขิตและข้ามศพอีกกี่ศพ จึงจะมองเห็นหัวประชาชน
รฤธา
ที่มา:http://sewanaietv.blogspot.com/2011/04/blog-post_16.html
เด็กบิ๊กจิ๋วเปรยตั้งพรรคใหม่ สะพัดพ่อใหญ่แถลงลาออกหลังเปิดนโยบาย <-ไปเลยไม่ง้อ
ที่มา thaifreenews
โดย ลูกชาวนาไทย
จากข่าวมติชน
"เด็ก"บิ๊กจิ๋ว"เปรยตั้งพรรคใหม่ สะพัดพ่อใหญ่แถลงลาออกหลังเปิดนโยบายเลือกตั้ง หึ่ง"เสนาะ"อาจไปด้วย"
--------------
ผมมีความเห็นว่า อยากไปก็ไปเลยครับ คิดว่าตั้งพรรคใหม่แล้วจะได้เสียง ก็ลองดูนะครับ เพราะจะเป็นการพิสูจน์กันไปเลยว่า เมืองไทยได้พัฒนาทางการเมืองไปแล้วหรือยัง คนเสื้อแดงในอีสาน และเหนือ นั้นได้ "มีจิตสำนึกทางการเมือง" ขึ้นหรือไม่
หากยังไม่มี ก็แสดงว่าเรายังไม่พัฒนาได้มากพอ ก็ช่วยอะไรไม่ได้ การเมืองไทยก็จะเข้าสู่ระบบการเมือง "ก่อนปี 2540" ที่มีระบบหลายพรรค มี "เจ้าพ่อท้องถิ่นต่างๆ " เหมือนเดิม พวกเสนาะ เนวิน ยังแสดงอิทธิฤทธิได้เหมือนเดิม
ผมมีข้อสมมุติฐานที่ผมต้องการพิสูจน์เหมือนกัน ที่ว่า "คนไทยได้พัฒนาการเลือกตั้งเป็นเลือกพรรคมากกว่าตัวบุคคล" โดยผมใช้ข้อมูลการเลือกตั้งใหญ่ระดับชาติ ตั้งแต่พรรคไทยรักไทยเข้ามา ที่คนมีแนวโน้มเลือกระบบพรรคมากกว่าตัวบุคคล แม้การเลือกตั้งปี 2550 ที่คุณสมัครเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ท่ามกลางการรุมของฝ่ายอำมาตย์ คนก็ยังเลือกพรรคมากกว่าตัวบุคคล
หากผมสัณนิษฐานผิด ก็แสดงว่าเรายังไม่พัฒนาอะไรเลย
แต่หากข้อสัณนิษฐานของผมถูกต้อง การลงทุนลงแรงของพวกอำมาตย์ที่ผ่านมา ถึงกับแลกความศรัทธาต่างๆ ที่เคยมีล้นพ้น ก็สูญเปล่า เพราะคนไทยไม่กลับไปเหมือนเดิม
มีเลือกตั้งคนก็เลือกแค่สองพรรคคือ ประชาธิปัตย์ กับ พรรคของคนเสื้อแดง
หากเป็นแบบนี้อิทธิพลของระบบราชการ ระบบอำมาตย์ก็หายไปในที่สุด
แต่หากการเมืองไทยย้อนกลับไปเหมือนก่อนปี 2540 ที่คนเลือกตัวบุคคล ระบบอุปถัมป์ยังคงมีพลังมหาศาล พวกอำมาตย์ก็ชนะ
ขนาดสู้กันมา 5 ปีแล้ว คนไทยยังไม่พัฒนา ก็ช่วยไม่ได้
Re:
ไปอ่านในหนังสือพิมพ์แล้ว เห็นว่าพวกนักการเมืองเก่า ต้องการประนีประนอม และคิดว่าทักษิณ เป็น "เสื้อแดงเกินไป" ปล่อยให้แกนนำเสื้อแดงมีสิทธิ์ที่จะจัดคนลงเลือกตั้งได้ทั่วประเทศ
พวกนักการเมืองเดิมต้องการที่จะประนรประนอมกับระบอบเดิม และคิดว่าหากเอายิ่งลักษณ์ขึ้น สถานการณ์ก็ไม่จบ
ผมว่าแนวคิดของคนพวกนี้คือ ต้องการให้การเมืองกลับสู่สภาพเดิมก่อนปี 2540 คำว่าจบของ "ชงลิต ยงใจยุทธ เสนาะเทียนทอง และนักการเมืองเก่าคือ "พวกเขาได้มีสนามเล่นต่อไปแบบเดิม"
ซึ่งหากตีความให้ถึงที่สุดคือ "ทักษิณจะต้องอยู่นอกการเมืองตลอดไป" เพราะไม่อย่างนั้นมันไม่จบแน่ ปล่อยให้การเมือง อยู่ในมือนักการเมืองเก่าๆ ก่อนที่ "พรรคไทยรักไทย" จะเข้ามา
ผมว่า คุณทักษิณต้องเลือกแล้วครับ หากยอมคนพวกนี้ คุณทักษิณคงไม่ได้อะไร และคงต้องอยู่ต่างประเทศจนตาย
แต่หากคิดให้จบ ลุยไปข้างหน้า ก็ต้องจับมือกับเสื้อแดง ลุยต่อไปจนกว่าจะได้ผลสรุป ถึงอย่างไรคนเสื้อแดงก็ไม่แพ้อยู่แล้ว
เลิกยืมมือพวกนักการเมืองเก่า ๆ ได้แล้ว พวกนี้หมดยุคหมดสมัยแล้ว
และหากไปตกหลุมคำว่า "ประนีประนอม" ก็ต้องยอมเขาตลอดไป จะทำอะไรก็กลัวเสียการประนีประนอม ทั้งคุณทักษิณและคนเสื้อแดงก็จะไม่ได้อะไรเลย ปล่อยให้สังคมอยู่ในเมฆหมอกเก่าๆ
ดังนั้น หากพวกนี้จะแยกตัวออกไปตั้งพรรคใหม่ก็ปล่อยพวกเขาไปเถอะครับ เอาแกนนำเสื้อแดงเข้าไปทดแทน ลุยกันต่อไป
พวกนี้ต้องการเกาะกระแสคุณทักษิณและคนเสื้อแดงมากกว่า ที่เราต้องไปพึ่งชื่อเสียงเก่า ๆ รวม สส.เก่าของพวกเขา
ประเทศไทยเปลี่ยนไปแล้ว เราต้องสู้เพื่ออนาคต ไม่ใช่เพื่ออดีต
Re:
กลุ่มมิ่งขวัญ หากอยากจะออกไป ก็ให้ออกไปครับ ไปแย่งตลาดส่วนที่ไม่ใช่เสื้อแดง หากคิดว่าจะลุยไปได้ ไปหาเสียงแบบทางเลือกใหม่ ก็ให้ออกไปครับ
คือ วันนี้การต่อรองด้วยวัตถุประสงค์ส่วนบุคคล ควรปล่อยไปได้แล้ว หากคิดว่าตัวเอง "มีชื่อเสียงและบารมีพอ" ไม่สนใจพรรค อยากออกไปก็ออก
ผมว่าวันนี้ มันมีสองทางเลือกคือ อนุรักษ์นิยม หรือ ก้าวหน้าแบบเสื้อแดง
ทางเลือกที่สามคือ "ระบบอุปถัมป์ท้องถิ่น นิยมตัวบุคคล" ก็ให้ลองออกไปเสี่ยงภัยดู
ไปไม่รอดก็เลิกเล่นการเมืองไปเลย
ฝ่ายความมั่นคงยุคนี้ทำไมกระจอกจัง เอาม็ฮบมาได้ไม่เกิน 200 คน น่าขายหน้า
ที่มา thaifreenews
โดย ลูกชาวนาไทย
ผมเห็นกระทู้ที่คุณ prainn ถ่ายภาพม็อบหลากสี ในการชุมนุมต่อต้านการเข้าแจ้งความของคุณจตุพรที่สถานีตำรวจสำราญราษฎร์แล้ว ผมรู้สึกอเน็จอนาถใจกับประสิทธิภาพของฝ่ายความมั่นคงจัง เรื่องใหญ่ขนาดนี้ ขนาด ผบ.ทบ. ฯพณฯ ท่าน พล.อ.ประยุทธ จันโอชา เป็นตัวนำ แสดงเองแล้ว และการแจ้งความของคุณจตุพรก็เป็นการ "เล่นงาน ผบ.ทบ." โดยตรง แต่ฝ่ายกองทัพสามารถระดมคนมาปกป้องสถาบัน (อย่างที่พวกเขาโฆษณาประกาศไว้" ได้แค่นี้เอง ตอนท้ายคุณ prainn บอกว่ามีม็อบหัวเกรียนมาอีกประมาณ 200 คน เดาได้ว่าคงเป็นพวกทหารเกณฑ์นอกเครื่องแบบ
ทหารเกณฑ์นอกเครื่องแบบไม่มีอาวุธ เอามาชนม็อบต่อให้ยกมาเป็นกองพล ก็ไม่เหลือครับ ทหารความน่ากลัวอยู่ที่การติดอาวุธ หากปลดอาวุธมือเปล่า ก็ไม่มีความหมายอะไร กองพันหนึ่งมีแค่ไม่ถึง 500 คน มาชนกับม็อบเสื้อแดงหลักแสน (เทียบเท่ากองทัพเต็มจำนวนเลยทีเดียว) มันจะมีความหมายอะไร
สมัยก่อนการเกณฑ์ลูกเสือชาวบ้านมาชนกับม็อบนักศึกษา นั้นเขาสามารถเกณฑ์มาได้หลายหมื่นคนภายในเวลาไม่นานนัก แต่ทุกวันนี้ฝ่ายความมั่นคงไทย "ขาดศักยภาพ" ในระดับนั้นไปแล้ว จากเหตุการณ์นี้ บอกได้เลยว่า พวกเขาสูญเสียศักยภาพในงานด้านมวลชนไปแล้ว ม็อบเสื้อเหลืองที่เคยเกณฑ์กันได้ถึงหลัก 3-4 หมื่นคน ในช่วงที่ Peak ที่สุด ในวันนี้ทำไม่ได้แล้ว ระดมม็อบ "เสื้อหลากสี" ได้แค่ 200 คน นี่ น่าอเน็จอนาถแท้
คำว่า ม็อบหลากสีของหมอตุลย์ จึงเป็นแค่ราคาคุย สร้างภาพที่ใหญ่เกินจริง กำลังจริงๆ รวมได้ไม่เกิน 200-300 คน ม็อบแบบนี้ในยุคนี้ไม่มีความหมายอะไรแล้ว แค่เสื้อแดงไปเดินเล่น ไม่ได้นัดหมายอะไรแบบที่หน้า สถานีสำราญราษฎร์ก็เต็มถนนหลักหลายพันคนแล้ว นี่มาโดยไม่ได้นัดหมาย และอยู่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ที่คนส่วนใหญ่กลับบ้านหมดนะครับ ยังมาได้ขนาดนี้ ศักยภาพยิ่งใหญ่สุดประมาณ
ฝ่ายอำมาตย์ วันนี้ ฐานกำลังที่แท้จริงมีแต่ คนในกองทัพ พูดให้ตรงๆ ลงไปคือ พวก "บูรพาพยัคฆ์" ไม่กี่คนเท่านั้นเอง น่าจะไม่ถึง 100 คน แค่พวกนี้มีอำนาจใช้กำลังทหารของ "ประเทศชาติ" เท่านั้นเอง แต่เนื่องจากกองทัพก็ไม่ได้เป็นเอกภาพ การทำอะไรจึงไม่ได้มีประสิทธิภาพสูงนัก
ยันเสื้อแดงคงได้เวลาหนึ่ง เพราะอาศัยโครงสร้างอำนาจในองค์กรรัฐที่เป็นของสังคมเท่านั้น แต่การยันในระยะยาว คงทานไม่ไหว
การสูญเสีย "ฐานอำนาจของรอยัลลิสต์" ในชนบท เท่ากับเป็นการสูญเสีย "เสาหลัก" ที่สำคัญทางการเมืองไป แทบจะเรียกได้ว่าสูญเสียงานด้านมวลชนไปแทบหมดเลยทีเดียว การอาศัยฐานทหารแค่ "บูรพาพยัคฆ์" นั้น ไม่ใช่หลักพิงที่มั่นคงอะไร เพราะบูรพาพยัคฆ์ ได้ตำแหน่งแต่ฝ่ายเดียว โดยระบบอุปถัมป์ ขาดรากฐานทางระบบคุณธรรมที่คนอื่นๆ ที่มีศักยภาพในกองทัพไม่สามารถเติบโตได้ สภาพเช่นนี้มีแต่บั่นทอนกองทัพให้เกิด กบถในกองทัพ (Mutiny) ไม่วันใดก็วันหนึ่งอย่างแน่นอน หากขาด Super Power ที่คนในกองทัพเกรงบารมีไปแล้ว
ฝ่ายอำมาตย์นั่น ยังมีพลัง แต่ไม่ได้แข็งแกร่งดุจภูผาหิน อย่างแต่ก่อน มีจุดอ่อนที่สามารถพิชิตได้ แต่ก็ไม่ได้รวดเร็วอย่างใจเราต้องการนัก
จุดสำคัญในสงครามครั้งนี้คือ "สงครามบยืดเยื้อ" คือยุทธศาสตร์ที่จะต้องใช้ในการให้ได้ชัยชนะในที่สุด
ยุทธศาสตร์สำคัญคือ "การทอนกำลังของข้าศึก" (ทอนกำลังคือ ทำให้อ่อนลง เช่น บั่นทอนความนิยม ความน่าเชื่อถือแบบที่ทำกันอยู่ปัจจุบัน)
ธาริตอีกแล้ว
ที่มา ข่าวสด
เหล็กใน
ไม่ได้เหนือความคาดหมายเลยที่นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เตรียมยื่นถอนประกัน 9 แกนนำนปช.อีกครั้ง
เพราะก่อนหน้านี้จะเห็นได้ว่านายธาริตเอาเป็นเอาตายกับการยื่นถอนประกันแกนนำคนเสื้อแดงมาตลอด
ราวกับเป็นผลงานเด่น เป็นความดีความชอบใหญ่หลวง
นายธาริตระบุว่าในการชุมนุมใหญ่เสื้อแดงรำลึกครบ 1 ปีเหตุการณ์สลายม็อบที่คอกวัว
อ้างว่าตรวจสอบคำพูดของบุคคลที่ร่วมปราศรัยแล้ว เบื้องต้นมีผู้เข้าข่ายน่าจะถูกดำเนินคดีหมิ่นสถาบัน และยุยงปลุกปั่นให้มีการล่วงละเมิดกฎหมายจำนวน 18 คน
โดยบุคคลที่อยู่ในข่ายต้องถอนประกัน(อีกแล้ว) 9 คน ล้วนคู่แค้นคู่อาฆาตทั้งนั้น
อาทิ นายจตุพร พรหมพันธุ์, นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, น.พ.เหวง โตจิราการ, นายยศวริศ ชูกล่อม, นายก่อแก้ว พิกุลทอง, นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์, นายนิสิต สินธุไพร, นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย และนายขวัญชัย ไพรพนา
หากมีข้อมูลชัดเจนว่าแกนนำแดงทำผิดจริง ก็ต้องว่ากันไปตามกฎหมาย
แต่ก็มีข้อสงสัยถึงมาตรฐานของนายธาริต
เพราะคดีที่คนเสื้อแดงเป็นฝ่ายแจ้งความให้ดำเนินคดีหมิ่นสถาบัน
ไม่เห็นนายธาริตกระตือรือร้นเลย
ตอนนั้นนปช.และพรรคเพื่อไทยแจ้งจับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เพราะไม่ดำเนินคดีกับกลุ่มคนที่จาบจ้วงสถาบัน
ไม่เห็นนายธาริตจะรับเป็นคดีพิเศษ ไม่เห็นใส่ใจอะไรเลย
ต่างกันราวฟ้ากับดิน !?
นอกจากนี้คดีที่สำคัญที่ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของประเทศชาติ
นายธาริตกลับวางเฉย ทำเป็นทองไม่รู้ร้อน
ยกตัวอย่างง่ายๆ คดีนายฮิโรยูกิ มูราโมโตะ ช่างภาพรอยเตอร์ชาวญี่ปุ่น และนายฟาบิโอ โปเลงกี ช่างภาพอิสระชาวอิตาลี ซึ่งถูกยิงเสียชีวิตในเหตุการณ์สลายม็อบแดง 10 เมษา และ 19 พฤษภา
ความอืดอาดล่าช้า คดีพลิกไปพลิกมา กลายเป็นข่าวกระหึ่มไปทั่วโลก
ทำให้ชาติเสื่อมเสียชื่อเสียงในสายตาชาวโลก
นายธาริตโดนวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วงว่าเตะถ่วงคดี
ทั้งที่มีพยานและหลักฐานชัดเจนอยู่แล้ว
กลับทำให้เป็นเรื่องยากๆ ทำให้ยุ่งเหยิงไปหมด
นี่แหละคือมาตรฐาน'ธาริต'
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 18/04/54
ที่มา thaifreenews
โดย blablabla

ถึงฤดู ตามล่า หาคะแนน
ทุกเขตแคว้น เตรียมท่า เพื่อหาเสียง
ล้วนถ้อยคำ ไพเราะ เสาะสำเนียง
ความหวังเพียง ก่อเกิด ได้เชิดคอ....
ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ ร่ำรวย-สุข
หมดสิ้นทุกข์ ล้ำเลิศ ให้เกิดก่อ
ความร่มเย็น สว่างไสว สมใจรอ
ร่วมถักทอ ตามฝัน อันแสนดี....
เลือกอำมาตย์ ชาติทราม เห็นตามนั้น
ได้พวกมัน มาระยำ ทำบัดสี
เลือกมาพูด สับปลับ แล้วอัปรีย์
หวังย่ำยี ไพร่ฟ้า ประชาชน....
สุเทพคิด อภิสิทธิ์ทำ ระยำกว่า
ก็เพราะชั่ว ดีแต่พูด สุดสับสน
แถมยังทำ ตีหน้า ท่าสัปดน
พูดวกวน ยียวน กวนบาทา....
เลือกพวกเลว โหดร้าย ทำลายบ้าน
พวกสันดาน โสมม สมปากหมา
หวังสืบสาน อำนาจ อำมาตยา
แล้วเข่นฆ่า คนเห็นต่าง อย่างเลือดเย็น....
เลือกสิ่งดี-เลวนั้น ตามท่านคิด
มันคือสิทธิ เสรี ที่ได้เห็น
เลือกแบบไหน ได้แบบนั้น เพราะท่านเป็น
คนขีดเส้น ประเทศไทย ให้ก้าวเดิน....
๓ บลา / ๑๘ เม.ย.๕๔
http://3blabla.blogspot.com
ลุ้นระทึก!ถอนประกัน 3 แกนนำนปช. จะไปรอดหรือไม่
ที่มา thaifreenews
โดย bozo


เริ่มต้นการทำงาน หลังจากหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์
วันนี้อุณหภูมิการเมืองกลับร้อนทะลุจุดเดือดอีกครั้ง
เมื่อกลุ่มแกนนำนปช. นำโดย
นายจตุพร วิเชียร และ สุภรณ์ 3 แกนนำนปช.จะต้องลุ้นระลึก
เมื่อดีเอสไอแตะมือกับกองทัพ ยื่นถอนประกัน แกนนำนปช.ต่อศาลอาญา
หลังจากเมื่อวานแกนนำแก้เกมด้วยการบุกไป สน.สำราญราษฎร์
แจ้งความผบ.ทบ. ข้อหาแจ้งความเท็จ...
กลายเป็นประเด็นร้อนๆ ที่เกิดขึ้นในวันครบรอบ 1 ปี 10เม.ย. 2554 พอดิบพอดี
จากเหตุการณ์ปฏิบัติการขอคืนพื้นที่จากฝากฝั่งนายทหารท๊อปบูทสีเขียว
เมื่อนายจตุพร พรหมพันธ์ุ นายวิเชียร ขาวขำ และนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์
แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช.
ขึ้นปราศรัยบนเวทีของกลุ่มคนเสื้อแดง ด้วยท่าทีที่ดุเดือด พร้อมกับวิวาทะ ต่าง ๆ
จนล่าสุด บุคคลผู้ทรงอิทธิพล และถืออำนาจ ต้องออกโรง ขอคืนพื้นที่อีกครั้ง
เนื่องจากให้เหตุผลว่า ถ้อยคำที่แกนนำ นปช. ได้พูดบนเวทีปราศรัย
ส่อเค้าหมิ่นเหม่ต่อสถาบันฯ โดยเริ่มจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.
พล.อ.อ.อิทธิพร ศุภวงศ์ ผบ.ทอ.
พล.ท.อุดมเดช สีตบุตร แม่ทัพภาคที่ 1
พล.ท.ธวัชชัย สมุทรสาคร แม่ทัพภาคที่ 2
ต่างตบเท้าออกมาปกป้องสถาบันกันให้พรึบ และที่ขาดไม่ได้ นั่นคือ
รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส่งสัญญาณสนับสนุน
ให้ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เร่งดำเนินการถอดถอนประกัน
แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงที่เข้าข่ายทันที ดังนั้นไม้เบื่อไม้เมา
อย่างนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ จึงรับลูกส่งซิก เป็นนัยยะ
เตรียมยื่นอัยการรอขอถอนประกัน แกนนำนปช. ทั้ง 9 ราย ประกอบด้วย
นายจตุพร พรหมพันธุ์,
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ,
นพ.เหวง โตจิราการ,
นายยศวริศ ชูกล่อม (เจ๋ง ดอกจิก),
นายก่อแก้ว พิกุลทอง,
นายวีระกานต์ มุสิกพงษ์,
นายนิสิต สินธุไพร,
นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย และ
นายขวัญชัย ไพรพนา
รวมไปถึงเตรียมออกหมายเรียก แนวร่วมฯ นปช.อีก ถึง 18 คน เข้ารายงานตัว
ทั้งหมดเกิดขึ้นหลังจากหยุดยาวฉลองเทศกาลสงกรานต์
นับเป็นปีแรกที่ได้เฉลิมฉลองกันอย่างเต็มที่
ไม่มีเหตุการณ์ความรุนแรงและวุ่นวายอย่างที่เคยเกิดขึ้น เหมือนปี 2552-2553)
โดยขอดึงสำนวนจากทางกองบัญชาการตำรวจนครบาล
ซึ่งพล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น. ผู้ดูแลสำนวนคดีนี้ อย่างรวดเร็ว
สลับฉากกลับมา ควันยังไม่ทันจางหาย ฝ่ายคนเสื้อแดงรุกกลับ ประกาศเสียงดังฟังชัด
วันอาทิตย์ที่ 17 เม.ย. 2554 ถึงเวลา 13.00น. นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช.
และ ส.ส.สัดส่วน เพื่อไทย เป็นหัวขบวนพร้อมนายวิเชียร ขาวขำ ส.ส. อุดรธานี
นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ และ นพ.เหวงโตจิราการ แกนนำเสื้อแดง มาตามนัด
ลุยแจ้งความกลับดำเนินคดี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.
ที่ไปแจ้งความข้อหาหมิ่นฯสถาบัน ระบุ ว่า เป็นการแจ้งความเท็จ
ทั้งยังอ่านแถลงการณ์จำนวน 3 ข้อ ต่อหน้า
พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาลที่มารออยู่
ขณะเดียวกันยังได้ท้าทาย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง
และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ยอมถูกตัดคอหากพรรคปชป.ชนะการเลือกตั้ง
ทั้งนี้เป็นที่สังเกตว่า มีกลุ่มผู้ชุมนุม นปช. เดินทางไปรอให้กำลังใจแกนนำ
อย่างอุ่นหนาฝาคั่งที่บริเวณหน้า สน. สำราญราษฎร์
ยิ่งช่วงนี้แคมเปญเลือกตั้งกำลังจะคิกออฟ หลังจากที่นายกฯ รูปหล่อ
อย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ประกาศออกมา ว่า
สัปดาห์แรก ของเดือนพฤษภาคม กดปุ่มยุบสภาแน่นอน
ยิ่งทำให้งานนี้เหมือนเป็นการสร้างกระแสให้กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือไม่
เพราะถ้าหากกลุ่มคนเสื้อแดงพลาดพลั้ง ติดกับดักของตัวเองขึ้นมา
งานนี้กระแสสังคมอาจเทใจกากบาทเลือกฝั่งที่อยู่ตรงกันข้ามหรือไม่
เพราะปฏิเสธไม่ได้ ว่า กลุ่มคนเสื้อแดง นปช.กับ พรรคเพื่อไทย ก็คือ
มวลชนที่มีแนวทางเดียวกัน แต่หากจะมองดูอีกมุม
งานนี้้อาจเป็นการปลุกกระแสมวลชนให้กลับมาฮึกเหิมอีกครั้งก็เป็นได้
เนื่องจากแกนนำถูกควบคุมตัว หมากเกมนี้จึงเปรียบเสมือนทางสองแพร่ง
ที่ใช้อำนาจ หรือ มวลชน มาค้ำยัน ค้ำคอ กันอยู่

อย่างไรก็ตาม วันที่ 18 เม.ย.นี้ ต้องวัดใจอธิบดีหัวใจเหล็ก ว่าการยื่นถอนประกัน
นายจตุพร พรหมพันธ์ุ ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทย
นายวิเชียร ขาวขำ ส.ส.อุดรธานี เพื่อไทย
นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์
และแกนนำ นปช.รวมทั้งสิ้น 9 คน ครั้งนี้ จะสัมฤทธิ์ผลหรือไม่
เพราะเท่าที่ผ่านมา แกนนำ โดยเฉพาะ อย่าง นายจตุพร มักจะรอดปากเหวไปได้ทุกครั้ง
เชื่อว่าวันนี้จะเป็นอีกวัน ที่สังคมไทยจะต้องเฝ้าติดตามและให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง...
http://www.thairath.co.th/content/pol/164572
วุฒิสภาต่างระบอบ โดย กาหลิบ
ที่มา thaifreenews
โดย bozo
เรียบเรียงโดย Nangfa
คอลัมน์ เมืองไทยหรือเมืองใคร?
เรื่อง วุฒิสภาต่างระบอบ
โดย กาหลิบ
นักปรองดองทั้งหลายเห็นรายชื่ิอสมาชิกวุฒิสภาประเภทแต่งตั้งชุดใหม่แล้ว
รู้สึกอะไรกันบ้างหรือไม่ก็ไม่รู้ จะเริ่มได้สติว่า
ขบวนการหลอกล่อและหลอกลวง
ฝ่ายประชาธิปไตยยังคงเข้มข้นรุนแรงขนาดชี้เป้าฆ่า
หรือจะลุ่มหลงว่าตัวเองมีเวลา
ที่จะลับลวงพรางฝ่ายตรงข้ามแล้วไปหักหลังเขาทีหลัง
หรือเชื่อใจเขาจริงๆ ว่าบัดนี้ดวงตาเขาเริ่มเห็นธรรม
หรือไม่ก็ “ใจอ่อน” ลงแล้ว
พวกหลังนี่ก็กลับมาเล่นเกมเรื่องผัวไม่รู้ไม่ชี้-เมียเป็นคนทำ
ฉายซ้ำอีกรอบหนึ่ง คงเผื่อจะให้อภัยผัวเขาได้ในภายหลัง
สมาชิกวุฒิสภา (หรือพฤฒิสภา) ประเภทแต่งตั้ง
เป็นผลสืบเนื่องทางประวัติศาสตร์อย่างหนึ่ง
มาตั้งแต่การปฏิวัติประชาธิปไตย พ.ศ.๒๔๗๕
ในขณะที่ระบอบประชาชนกำลังก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ
เพื่อใช้อำนาจผ่านกระบวนการเลือกตั้ง
ผู้กุมอำนาจเดิมจะแต่งตั้งตัวแทนของตนมาปะปนอยู่ในรัฐสภา
นัยว่าเป็น “พี่เลี้ยง” ให้กับกลุ่มที่ประชาชนเลือกตั้งเข้ามา
โดยมักสัญญาว่า ถึงวันหนึ่งเมื่อประชาชน “พร้อม”
สมาชิกประเภทแต่งตั้งเหล่านี้จะถูกลดอำนาจไปเรื่อยๆ จนหมดสิ้นไป
รัฐสภาก็จะเหลือแต่ตัวแทนของประชาชนที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาเท่านั้น
แต่ทุกครั้งที่เจ้าของระบอบโบราณเกิดหวงอำนาจ
และให้สั่ง “กระชับพื้นที่” ทางการเมือง
จะใช้วิธีรัฐประหารโฉ่งฉ่างหรือรัฐประหารเงียบ
จะหลบอยู่หลังประชาชนอย่าง ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖
หรือออกมาเป็นกรรมการกลางอย่างในช่วงวิกฤติแห่งเดือนพฤษภาคม ๒๕๓๕ ก็ตาม
อำนาจที่เริ่มไหลสู่ประชาชนเหล่านี้ก็จะไหลย้อนกลับ
วุฒิสภาก็จะเกิดมีอำนาจถ่วงดุลกับสภาผู้แทนราษฎรขึ้นมา
กองทัพเริ่มแสดงบทบาทชี้นำนั่นนี่
ทั้งที่กินเงินเดือนจากประชาชนเหมือนกับข้าราชการเหล่าอื่นๆ
โดยไม่ได้สูงส่งไปกว่าเขา
สุดท้ายรัฐบาลของประชาชนก็จะถูกโจมตีว่าชั่ว โกง
คิดล้มล้างสถาบันกษัตริย์ ครบชุด
แล้วก็จะถูกโค่นล้มด้วยกำลังอาวุธที่ประชาชนเป็นคนออกเงินซื้ออีกนั่นแหละ
เพราะฉะนั้นชื่อของสมาชิกวุฒิสภาในยามปิศาจสยายปีกครองเมืองอีกครั้ง
ย่อมมีความสำคัญและควรพิจารณาอย่างใกล้ชิด เช่นในขณะนี้
ยกบางชื่อขึ้นมาก็คงพอ
เพราะยกมาทั้ง ๗๓ ชื่ออาจทำให้เมืองไทยดูเหมือนสงครามกลางเมืองมากเกินไป
นายคำนูณ สิทธิสมาน, พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์, นายจักรธรรม ธรรมศักดิ์,
พล.อ.ต.เฉลิมชัย เครืองาม, พล.อ.อ.ชาลี จันทร์เรือง, พล.อ.ชูชาติ สุขสงวน,
นายเดชอุดม ไกรฤทธิ์, ศ.เกียรติคุณตรึงใจ บูรณสมภพ, นายตวง อันทะไชย,
นายถาวร ลีนุตพงษ์, รศ.ทัศนา บุญทอง, พล.อ.ธีรเดช มีเพียร,
นายประสงค์ศักดิ์ บุญเดช, ม.ล.ปรียพรรณ ศรีธวัช, นายพิเชต สุนทรพิพิธ,
พล.ต.ท.ยุทธนา ไทยภักดี, นางยุวดี นิ่มสมบุญ, พล.อ.รัชกฤต กาญจนวัฒน์,
พล.อ.เลิศฤทธิ์ เวชสวรรค์, นายวันชัย สอนศิริ, นายวิบูลย์ คูหิรัญ,
พล.อ.อ.วีรวิท คงศักดิ์, ม.ร.ว.วุฒิเลิศ เทวกุล, พล.ร.อ.ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ,
ศ.สม จาตุศรีพิทักษ์, พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม, นายสมชาย แสวงการ,
พล.ต.ท.สมยศ ดีมาก, นายสัก กอแสงเรือง, พล.ร.อ.สุรศักดิ์ ศรีอรุณ ฯลฯ
ถ้าจะแยกแต่ละชื่อออกมาวิเคราะห์
คงจะเขียนสายสัมพันธ์และพฤติกรรมทางการเมืองได้เป็นเล่มๆ
โดยเฉพาะในช่วงจ้องทำลายระบอบประชาธิปไตยของประชาชน
ภายใต้คำว่าการต่อต้านอดีตนายกรัฐมนตรี ดร.ทักษิณ ชินวัตร
และขบวนประชาธิปไตยที่พัฒนาขึ้นหลังจากนั้น
แต่ในภาพรวมก็พอเห็นได้ว่าอะไรเป็นอะไร
ขบวนการฝั่งตรงข้ามกับระบอบประชาธิปไตย
เขายังเกาะกลุ่มกันเหนียวแน่นไม่เปลี่ยนแปลง
ทั้งตัวแทนนายพลเกษียณอายุ
นักกฎหมายเอกชนที่ผูกตัวเองเข้ากับอำนาจรัฐของระบอบโบราณ
สื่อมวลชนที่เป็นตัวแทนของสัมปทานสื่อผูกขาด
ข้าราชการและนักวิชาการเกษียณที่คอยบอกสังคมว่า
ระบอบประชาธิปไตยไม่ดีอย่างไร ฯลฯ
วันดีคืนดีหรือวันร้ายคืนร้าย พอปั่นสถานการณ์เข้าทางตัวเองเต็มที่
วุฒิสภาสายพันธุ์นี้แหละ
ที่จะเชิดชูนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งขึ้นมาแทนนายกรัฐมนตรีเลือกตั้ง
โดยมีจุดประสงค์เพื่อค้ำยันระบอบวิปริต
ที่ใกล้จะล่มสลายลงด้วยความชั่วร้ายของตัวเอง
วิธีการก็สารพัด ใช้มาตรา ๗ บ้าง
แก้รัฐธรรมนูญให้ผู้ที่มาจากการเลือกตั้งรวมเสียงกันไม่ติดบ้าง
(โดยเฉพาะให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรออกเสียง
เลือกตัวนายกรัฐมนตรีได้โดยไม่ต้องฟังมติพรรคของตน) เป็นอาทิ
จึงขอให้นัก “ปรองดอง” ทั้งหลายลองมองโลกตามความเป็นจริง
อย่ามองตามฝันที่สลายมาแล้วไม่รู้จักกี่หนกี่ครั้งในรอบ ๕ ปี
บางทีจะเห็นเองว่าระบอบเผด็จการศักดินา
-อำมายาธิปไตยผู้เป็นฝ่ายตรงข้ามกับประชาชน
เขามิได้แสดงท่าทีที่ดีขึ้นกับฝ่ายประชาชนเลย
ตรงกันข้าม
เขากำลังเตรียมยึดอำนาจจากประชาชนอย่างเบ็ดเสร็จด้วยซ้ำไป
เมื่อได้คืบแล้วเขาคงจะเอาศอก
และการสังหารผลาญชีวิตอย่าง ๑๐ เมษายน ๒๕๕๓
และ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ก็คงจะเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อมีจังหวะ
วุฒิสภาย้อนยุคจึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของปิศาจแห่งระบอบเก่าเท่านั้น.
http://democracy100percent.blogspot.com/2011/04/blog-post_17.html

