WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, April 20, 2011

ภาพกิจกรรมรำลึก11เดือน19พฤษภาฯที่ราชประสงค์ การกลับมาของชุมนุมไร้แกนนำมีแต่แกนนอน

ที่มา Thai E-News















ดูภาพเพิ่มเติมที่

-ประชาทอล์ก

-คนไทยูเค

-คำเกิ่ง ทุ่งหมาหลง

-อินเตอร์เน็ตฟรีด้อม

-Internet Freedom

-ภาพข่าวประชาไท
แกนนอน นปช. ชุมนุมระลึก 'วันที่ 19' รัฐประหาร ก.ย. 49-สลายชุมนุม พ.ค.53

19 เมษายน พ.ศ. 2554 กลุ่มผู้ชุมนุมแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือคนเสื้อแดง นำโดย สมบัติ บุญงามอนงค์ ชุมนุมหน้าห้างเซ็นทรัลเวิลด์ แยกราชประสงค์ เพื่อรำลึกการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ซึ่งเป็นกิจกรรมที่คนเสื้อแดงกลุ่มนี้จัดเป็นประจำทุกวันที่ 19 ของทุกเดือน โดยมีกิจกรรมถือป้าย ผูกเชือก เปิดเพลง เต้นรำ แต่ไม่มีการตั้งเวทีปราศรัย เริ่มขึ้นในเวลา 14.00 น..

คลิปที่นี่ความจริงจาก3อาจารย์สาว:ความเสื่อมของรัฐเผด็จการกับเหยื่อสาวโชว์นม

ที่มา Thai E-News


ที่ว่าพวกเสื้อชมพูเมื่อวันอาทิตย์ดูห่อเหี่ยวนั้น ที่จริงไม่ใช่แต่คนเสื้อชมพู แต่ตำรวจก็ดูไม่ค่อยได้อยากทำคดีทำนองนี้เท่าไหร่ ดิฉันว่าอำนวย นิ่มฯ ออกจะจ๋อยๆ เช่นกัน ...หลังจตุพรมอบอำนาจให้ทนายดำเนินการต่อ อ.ตุ้ม ได้ปรี่เข้าไปประชิดนวยนิ่ม และเตือนลูกศิษย์นวยนิ่มว่า "ประชาชนต้องได้รับความเป็นธรรมนะ นวย!"...ที่สอนไปน่ะ หวังว่าคงยังไม่ได้คืนความรู้ให้ครูหมดนะ นวยนิ่ม!(ที่มา:เฟซบุ๊คดร.สุดา)


ที่มา รายการที่นี่ความจริง Asia update
19 เมษายน 2554

รายการที่นี่ความจริง ทางโทรทัศน์ Asia Update-DNN ประจำวันจันทร์ที่ 18 เมษายน 2554 ดำเนินรายการโดย 3 นักวิชาการสาว ผศ.ดร.สุดา รังกุพันธ์ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (อาจารย์หวาน) ,รศ.สุดสงวน สุธีสร อาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อาจารย์ตุ้ม) และ ผศ.ดร.จารุพรรณ กุลดิลก อาจารย์พิเศษคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (อาจารย์จา)


ประเด็นสำคัญ:ประเด็นที่ 1 ความเสื่อมของสังคมเผด็จการ


การที่รัฐบาลพยายามสร้างภาพใหม่ให้ราชประสงค์โดยการให้กินเนส บุ๊คส์มาทำเรื่องฉีดน้ำนานที่สุดในโลกโดยใช้เงินกว่า 4 ล้านบาท แต่สื่อต่างประเทศไม่สนใจ กลับไปสนใจคนเสื้อแดงที่จัดกิจกรรมนอนตายที่ราชประสงค์ และข่าวเด็กเปลือยอกเต้นที่สีลม

ซึ่งการจัดงานของรัฐบาลแบบนี้ก็เป็นการละเลยประเพณีแบบดั้งเดิมเช่นการรดน้ำดำหัว ขอพรผู้ใหญ่ แล้วรัฐบาลก็ออกมาตามล่าตัวเด็กที่เต้นเปลือยอก ทั้งที่ความจริงเด็กเหล่านี้เป็นเพียงเหยื่อจากความผิดพลาดในนโยบายของรัฐบาลที่ไม่ได้ให้ความรู้ความเข้าใจต่อกลุ่มเด็ก

ซึ่งเชื่อมโยงได้ไปถึงการออกกฎหมายให้เด็กที่ท้องสามารถเรียนหนังสือต่อได้ ซึ่งเหมือนเป็นการยอมรับให้เด็กส่วนใหญ่ในสังคมท้องได้ ซึงต่างจากในสังคมประชาธิปไตย ที่คนจะสมบูรณ์พร้อมทั้งจิตใจ ร่างกายและความรู้ รัฐบาลเผด็จการในประเทศไทยแก้ไขปัญหาไม่ได้ ได้แต่โยนความผิดให้คนอื่นแล้วเอากฎหมายไปกดขี่ผู้คนแทน



ประเด็นที่ 2 : รัฐเผด็จการ
ประเทศไทยอยู่ในภาวะของรัฐเผด็จการทหารหรือ Junta State ที่มีการปกครองที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย ที่สังเกตเห็นได้ชัดหลายประเด็น เช่นการที่ทหารตำรวจต้องเข้าขอพรประธานองคมนตรีในช่วงสงกรานต์ และการที่ทหารพระธรรมนูญไล่เอาผิดแกนนำเสื้อแดงในกรณีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามมาตรา 112 ทั้ง ๆ ที่คำพูดของแกนนำนปช.ไม่เข้าข่ายหมิ่นแต่อย่างใด

ขณะที่พลเอกเปรม ประธานองคมนตรีที่พวกทหารยกย่องเอง เคยกล่าวร้ายองค์รัชทายาทกับทูตสหรัฐฯและถูกเปิดเผยออกทางวิกิลีกส์

และการที่พยายามเอาคนเสื้อชมพูมาขัดขวางไม่ให้คนเสื้อแดงฟ้องกลับทหารพระธรรมนูญในกรณีแจ้งความเท็จ แต่เนื่องจากจ้างมาด้วยเงินไม่เท่ากัน คนเหล่านี้เลยทะเลาะกันเองและกลับไปบางส่วน ไม่สามารถขัดขวางคนเสื้อแดงได้



สำหรับการฟ้องของคนเสื้อแดงเอง เมื่อฟ้องทหารก็กลับต้องตัดสินโดยศาลทหาร ที่เป็นทหารที่ไม่ได้จบวุฒินิติศาสตร์บัณฑิตแต่อย่างใด และเนื่องจากที่เป็นทหาร การตัดสินจึงน่ากลัวว่าจะเอนเอียงเข้าข้างทหารด้วยกันเอง ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงความเป็นรับเผด็จการของประเทศไทยในเวลานี้

นิธิ:สถาบันฯสูญเสียความชอบธรรมไปไม่น้อย จากการใช้เป็นเครื่องมือการเมืองและใช้112พร่ำเพรื่อ

ที่มา Thai E-News



ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ให้สัมภาษณ์รายการตอบโจทย์ทางโทรทัศน์TPBSหลายเรื่อง เช่น การที่ชนชั้นนำต้องปรับตัวแบ่งสรรปันอำนาจให้กับสามัญชนอย่างเท่าเทียม เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะกัน

รวมทั้งกรณีการนำสถาบันกษัตริย์มาเป็นเครื่องมือทำลายล้างการเมืองกัน ผลสะท้อนต่อสถาบันฯเอง กรณีม.112 และแนวทางแก้ไขใช้บังคับ รวมทั้งกรณีThe King can do no wrong

"พวกที่บอกว่าจงรักภักดีสถาบันกษัตริย์ต้องตระหนักว่า การใช้สถาบันกษัตริย์เป็นเครื่องมือ การใช้มาตรา112อย่างพร่ำเพรื่อยิ่งเป็นการทำลายสถาบันมากขึ้น ทำให้ความชอบธรรมของสถาบันกษัตริย์ลดลง หรือสูญเสียไปไม่ใช่น้อยทีเดียว ทางออกคือต้องทำให้สถาบันกษัตริย์อยู่เหนือการเมืองอย่างแท้จริง ทุกรูปแบบ ทั้งทางวัฒนธรรมที่ต้องอยู่นอกเหนือการเมืองอย่างชัดเจน"

Tuesday, April 19, 2011

การรักษาสมดุลระหว่างเพื่อไทยกับ นปช.เพื่อเตรียมเลือกตั้ง

ที่มา Voice TV










ปัญหาภายในพรรคเพื่อไทยกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง หลังจากเรื่องของผู้นำคนใหม่ยังไม่ได้ข้อยุติ ก็เกิดประเด็นการไหลออกของแกนนำพรรคคนสำคัญอย่าง พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ที่ไม่พอใจในบทบาทของ แกนนำ นปช.ต่อพรรคเพื่อไทย ทำให้ทุกฝ่ายต้องหาวิธีการรักษาสมดุลระหว่าง กลุ่ม นปช. และ พรรคเพื่อไทย เพื่อเกื้อหนุนต่อการสู้ศึกเลือกตั้งที่จะมีขึ้น ติดตามจากคุณดวงพร มะโน่เเจ่ม

คนไทย จำเป็นหรือไม่ ต้องมี 'บัตรประชาชน'

ที่มา Voice TV




ในบรรดารัฐต่างๆ ที่มีอยู่ราวสองร้อยรัฐทั่วโลกในปัจจุบัน ต่างก็มีนโยบายเกี่ยวกับบัตรประจำตัวประชาชนที่สรุปได้ออกมาเป็นสามกลุ่ม

กลุ่มแรกคือกลุ่มที่บังคับให้ประชาชนมีบัตรประจำตัว ตัวอย่างประเทศที่เป็นสมาชิกของกลุ่มนี้ได้แก่ เบลเยียม เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ รัสเซีย บราซิล อาร์เจนตินา เปรู เกาหลีใต้ มาเลเซีย สาธารณรัฐประชาชนจีน รวมไปถึงประเทศไทยด้วย

กลุ่มที่สองคือกลุ่มที่มีการออกบัตรประจำตัว แต่ไม่บังคับว่าต้องมี ตัวอย่างประเทศในกลุ่มนี้ได้แก่ ฝรั่งเศส ฟินแลนด์ สวีเดน สหรัฐอเมริกา แคนาดา เป็นต้น ลักษณะนโยบายของประเทศในกลุ่มนี้ก็คือ ประชาชนสามารถขอมีบัตรประจำตัวไว้แสดงตนได้ แต่ไม่จำเป็น เพราะอาจจะใช้เอกสารราชการรูปแบบอื่นแทนได้อยู่แล้ว เช่น ใบขับขี่ บัตรประกันสุขภาพ หรือหนังสือเดินทาง ซึ่งประชากรจำนวนมากในประเทศก็จะมีเอกสารอย่างน้อยหนึ่งรูปแบบ ทำให้ไม่จำเป็นต้องออกบัตรประจำตัวมาใช้แสดงตัวเป็นการเฉพาะอีก

กลุ่มที่สามคือกลุ่มที่ไม่มีการใช้บัตรประจำตัวเลย ตัวอย่างประเทศในกลุ่มนี้ได้แก่ นอร์เวย์ เดนมาร์ก สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น เป็นต้น (ในกรณีของสหราชอาณาจักร เคยมีนโยบายที่จะมีบัตรประจำตัว แต่ก็ยกเลิกไป ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยหรือความเป็นส่วนตัวของข้อมูล

ทางแพร่ง

ที่มา มติชน



โดย ฐากูร บุนปาน

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 19 เมษายน 2554)

ถ้าเป็นคติโบราณของไทย ผู้หลักผู้ใหญ่ก็สอนไว้ว่าอะไรที่มีคุณอนันต์ ก็มีโทษมหันต์อยู่ในตัว

หรือถ้าเป็นหลักเศรษฐศาสตร์ เขาก็สอนไว้แทบทุกตำราว่า "There is no such thing as a free lunch." หรือ โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี

แปลไทยเป็นไทยอีกทีก็คือ ทุกอย่างในโลกนี้มีต้นทุนทั้งนั้น มีรายรับก็ต้องมีรายจ่าย มีได้ก็ต้องมีเสีย

จะได้อยู่ข้างเดียวฝั่งเดียวได้อย่างไร

สถานการณ์ก็คงจะคล้ายๆ กับที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กำลังประสบอยู่ในเวลานี้

นั่นคือหลังจากสิ้นอำนาจ ต้องหนีคดีออกไปอยู่ในต่างประเทศ แม้จะยังไม่พ่ายแพ้ชนิดเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

แต่อาการก็หนักหนาสาหัสเต็มที

ที่ช่วยพลิกฟื้นสถานการณ์ (และอำนาจต่อรองทางการเมือง) ให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณนั้นมีสามสี่ปัจจัยด้วยกัน

อำนาจเงินและผลงานเก่าๆ ที่ยังติดตรึงใจประชาชนจำนวนไม่น้อยนั้นก็ส่วนหนึ่ง

แต่ที่ออกแรงและมีบทบาทมากก็คือสององค์กรการเมืองที่ทำงานคู่ขนานกันอย่าง พรรคเพื่อไทย และ กลุ่มคนเสื้อแดง

ในภาวะที่ผลประโยชน์ยังสอดคล้องต้องตรงกัน คืออยู่ในฐานะผู้ถูกกระทำ จะต้องร่วมแรง ร่วมใจ และร่วมมือกันป้องกันตัว (และตอบโต้)

ความผิดแผกแตกต่างระหว่างสองส่วนนี้อาจจะยังไม่มากเท่าไหร่

แต่ในสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป คือเห็นโอกาสที่จะพลิกกลับมาเป็นฝ่ายชนะอยู่ข้างหน้าไม่ไกล

ความต่างระหว่างสองส่วน คือขบวนการประชาชน (และนักการเมืองที่เกาะอยู่กับซีกนี้) กับนักการเมืองประเภทนักเลือกตั้งอาชีพ ก็เห็นได้อย่างชัดเจนมากขึ้น

เพราะไม่ว่าข่าวเรื่อง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ นายเสนาะ เทียนทอง หรือ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ กำลังเกาะกลุ่มกันบ้าง หรือจะลาออกไปตั้งพรรคใหม่บ้าง จะเป็นจริงหรือไม่

แต่การออกมาเขย่ากันบ่อยๆ ว่าไม่พอใจหรือไม่สบายใจที่อีกฝ่าย ′ล้ำเส้น′ นั้นสะท้อนปรากฏการณ์นี้ชัดเจนในตัวอยู่แล้ว

ส่วนการออกมาเขย่ากัน จะเป็นแค่กลยุทธ์เพื่อเรียกค่าตัวเพิ่มหรือไม่ ต้องให้ข้อเท็จจริงในระยะต่อไปเป็นเครื่องพิสูจน์

สถานการณ์แบบนี้แหละที่จะเป็นเครื่องทดสอบว่า พ.ต.ท.ทักษิณยังเป็นนักบริหารอยู่หรือไม่

จะจัดการกับความแตกต่างที่เกิดขึ้น ซึ่งไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะหน้า แต่ว่าจะผูกพันไปถึงหลังการเลือกตั้งแล้วอย่างไร

มีข้อมูลเต็มมือจนกระทั่งตัดสินใจได้แน่นอนว่าจะเลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

หรือจะสามารถประสานจัดการกับความแตกต่างนี้ให้ทุเลาลงชั่วคราว เพื่อซื้อเวลาไปจนกว่ามีอำนาจรัฐในมือ แล้วค่อยว่ากันอีกที

หรือมีทางออกทางอื่นที่ ′เซอร์ไพรส์′ กว่านี้

ซึ่งไม่ว่าจะเป็นทางไหนก็ไม่ง่าย

เพราะทุกทางล้วนแต่มีเดิมพันสูงลิบลิ่ว

ทั้งของ พ.ต.ท.ทักษิณเองและคนอื่นๆ

เข้าตัว!?

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน
สมิงสามผลัด



คนเราก็ช่างใจร้าย ตอนนี้วิพากษ์วิจารณ์กันอย่าง กว้างขวางว่า การไปเยี่ยมอาการดาบตำรวจและแพทย์หญิงเหยื่อหนุ่มคลั่งยาบ้าไล่ฆ่า 2 ศพ กลางกรุงช่วงสงกรานต์ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะไม่เกิดขึ้นเลย

ถ้าจะไม่มีการยุบสภา-เลือกตั้งใหม่ในเร็วๆ นี้

เพราะภาพพจน์ของนายอภิสิทธิ์ที่ผ่านมา มักอืด อาดล่าช้า (มากๆ) กับเรื่องแบบนี้

ผู้วิจารณ์อ้างว่า มีตัวอย่างเห็นกันอยู่

ยกตัวอย่าง เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่ภาคใต้ที่เพิ่งเกิดขึ้นหมาดๆ

นายอภิสิทธิ์คิดช้าทำช้า กว่าจะยอมลงไปลุยน้ำพบปะชาวบ้านผู้เดือดร้อนก็ปล่อยให้ล่วงเลยไป 4-5 วัน

ถ้าไม่โดนกระตุ้นเตือนว่าภาคใต้เป็นฐานเสียงของ พรรคประชาธิปัตย์

ก็ไม่รู้ว่าจะยอมลงไปหรือเปล่า !?

ที่สำคัญการช่วยเหลือจากรัฐบาลยังไม่ทั่วถึงทุกพื้นที่

แม้ว่าน้ำจะลดเกือบหมดแล้วก็ตาม

ล่าสุดยังมีข้อมูลใหม่ว่าผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปีཱ จนถึงบัดนี้มีหลายหมู่บ้านที่อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช ยังไม่ได้รับเงินเยียวยาเลย

สะท้อนความอืดอาดยืดยาดของรัฐบาลชุดนี้ได้เป็นอย่างดี

เช่นเดียวกับกรณี 2 เหยื่อหนุ่มคลั่ง ที่นายอภิสิทธิ์ยอมไปเยี่ยมอาการก็คงเพราะใกล้ยุบสภาแล้ว

ฟังไปฟังมาชักคล้อยตามข้อวิจารณ์นี้

เพราะการไปเยี่ยมก็ยังเชื่องช้าอยู่ดี เกิดเรื่องตั้ง 2-3 วันแล้วถึงไป

จากนั้นก็ออกทีวีประโคมข่าวใหญ่โตว่าต้องปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจังเสียที

เพิ่งคิดได้หรือไง!?

ยาเสพติดที่ระบาดหนักตอนนี้ส่งผลร้ายแรงต่อสังคมไทยอย่างรุนแรง

คดีหนุ่มคลั่งยาบ้าไล่ฆ่ากลางกรุงตอบโจทย์ตรงนี้ได้ดี

สะท้อนให้เห็นว่ายุทธศาสตร์ 5 รั้วป้องกัน สกัดกั้นยาเสพติดที่รัฐบาลชุดนี้ประกาศเมื่อ 2 ปีก่อน

พังครืนไม่เป็นท่า !!

ไม่อยากเปรียบเทียบ "การแก้ปัญหาน้ำท่วม-การปราบปรามยาเสพติด" ของนายอภิสิทธิ์กับอดีตนายกฯ คนอื่นๆ เลย

เพราะผลงานมันต่างกันลิบลับจริงๆ

ยิ่งนายอภิสิทธิ์สร้างภาพหาเสียงกับผู้ตกทุกข์ได้ยากมากเท่าไหร่

ยิ่งตอกย้ำความล้มเหลวของรัฐบาลเสียเอง

ล่าสุด! ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มมีเสรีภาพในการใช้งานอินเตอร์เนทน้อยที่สุดในโลก

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

โดย narutojung


ไทยถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีการจำกัดเสรีภาพทางอินเตอร์เนทมากที่สุดในโลก
อยู่ในกลุ่มประเทศเดียวกับเผด็จการ และสังคมนิยม
รายงานระบุไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีแนวโน้มว่าจะเสรีภาพจะแย่ลงไปกว่านี้
+++++
ตามแผนภาพ



รายละเอียดทั้งหมดจาก link ครับ
www.freedomhouse.org/template.cfm


http://www.prachatalk.com/board/สังคม-การเมือง/ล่าสุด-ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มมีเสรีภาพในการใช้งานอินเตอร์เนทน้อยที่สุดในโลก

"แม้ว"วีดีโอลิงค์ที่ประชุม ส.ส.พท. ดักคอ"บิ๊กจิ๋ว"อย่าทำร้ายพรรค คิดไม่ตกส่งใครลงปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 1

ที่มา มติชน



รายงานข่าวจากพรรคเพื่อไทยแจ้งว่า เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 18 เมษายน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้วิดีโอลิงก์มายังการประชุม ส.ส.พรรคเพื่อไทย โดยเริ่มต้นด้วยการอวยสงกรานต์สมาชิกพรรค ก่อนระบุว่าได้น้ำล้างซวยมาแล้ว ปีนี้จะมีแต่เรื่องดีๆ ประชาชนจะลงคะแนนให้ชนะเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้ใกล้เลือกตั้งหลายคนก็โดนกดดัน โดนบีบให้ลาออกเพื่อสร้างแรงกระเพื่อมก่อนเลือกตั้ง แต่ไม่ต้องหนักใจ เพราะโพลบอกว่าเราชนะ วันนี้มีการกล่าวหามากมาย แต่ประชาชนเขารู้ความจริง


พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า ไม่เคยหักหลังใคร มีแต่ถูกหลังจนหลังเดาะแต่ไม่เป็นไร ตนไม่อาฆาตแค้นใคร ดูอย่างนายบรรหาร ศิลปอาชา แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา อายุ 78 ปี ยังทำงานการเมืองได้ ตนก็ยังเหลืออีกตั้ง 20 ปี ส่วนใครที่อยู่แล้วไม่สบายใจจะถอนตัว ตนไม่โกรธ แต่ขอให้จากกันด้วยดี อย่าทำร้ายพรรคไปแล้วถีบหัวส่ง ใครไปประชุมกันที่ไหนอย่างไรตนรู้หมด แต่ที่พูดนี้ไม่ได้กังวล เชื่อว่ามีไม่เกิน 5 คนหรอก ก็ไม่รู้จะบอกยังไงนอกจากบอกว่าโชคดี


พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวด้วยว่า ตนพร้อมจะคอยดูแลให้คำปรึกษาและไม่คิดทิ้งใคร แต่เมื่อใกล้เลือกตั้งอย่าอ่อนไหว เพราะจะมีการทำทุกวิถีทางทั้งข่มขู่ เช่น บอกว่าชนะไปก็ไม่ได้เป็นรัฐบาล จึงขอให้เป็นตัวของตัวเอง และให้จิตใจเข้มแข็ง เราเป็นนักการเมืองต้องยึดหลักการประชาธิปไตย กฎหมายและเอาประชาชนเป็นศูนย์กลาง ทำสิ่งที่ถูกต้องเมื่อได้รับเสียงข้างมากจะได้เป็นรัฐบาลแน่ ไม่มีเหตุอะไรให้เขาทำเหมือนเดิมได้ จึงขอพวกเราอย่าหวั่นไหว


พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวต่อว่า วันนี้พวกถือโอกาสทางการเมืองก็ออกมาบอกว่าตัวเองปกป้องสถาบัน เปรียบเหมือนคนกลุ่มหนึ่งขับรถติดสติ๊กเกอร์เรารักในหลวงแต่คนขับๆ ไม่ดี ขับไปชนคนตายซึ่งความจริงแล้วเป็นผู้ที่ปกป้องสถาบัน ก็เปรียบเหมือนการเมืองไทยปัจจุบันเอาสถาบันมาเล่นจนแย่ ตนขอเรียกร้องทุกฝ่ายอย่าใช้สถาบันมาเกี่ยวข้องกับการเมือง ซึ่งเป็นการแข่งขันทำความดีให้ประชาชน เมื่อไม่มีปัญญาทำความดีให้ประชาชนแล้วอ้างสถาบันอย่างนี้แย่


"ขอให้ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. และคนที่อาสาลงสมัครรับเลือกตั้งระบบบัญชีรายชื่อทุกคนไปปรากฏตัวในการเปิดนโยบายพรรค 23 เมษายนนี้ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต ผมจะแนะนำนโยบายให้ อย่าไปตกใจว่าผิดจะถูกร้องยุบพรรค ไม่ใช่ว่าผมไม่รู้กฎหมาย แหม มันขวัญอ่อนกันจริง บางคนขวัญอ่อนก็ต้องรับขวัญกันหน่อย ขวัญเอ๋ยขวัญมาอย่าตกใจนะลูก เป็นนักการเมืองอย่าตกใจง่าย" พ.ต.ท.ทักษิณกล่าว

พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า ในการแข่งขันเลือกตั้งครั้งนี้ ให้เอาตนเป็นตัวแทน คนที่จะชูเป็นผู้นำให้มาอยู่ข้างหลังตน เพราะถ้าให้เขาตีไปเรื่อยๆ ก็เข้าใจว่าจะแย่ ปล่อยให้ผมชนคนเดียว เพราะเจอมามากแล้วเจอมาทุกอย่าง ยืนยันว่าเรายังต้องใช้ "นายห้างตราดูไบห่อ" ในการปราศรัยก็อยากให้ไปสื่อเรื่องเหล่านี้ให้ประชาชนรับทราบ ตนพร้อมที่จะให้คำปรึกษา อย่าเป็นกังวล ใครขู่มาให้ขู่กลับไปและขออย่าไปพูด เรื่องบางเรื่องที่ยังไม่ได้ข้อยุติอย่าไปพูดให้สื่อฟังมากนักเพราะจะเป็นประเด็น


รายงานข่าวแจ้งว่า ส.ส.ในที่ประชุมได้เสนอให้มีการเปิดตัวผู้สมัครและผู้ที่สมัครบัญชีรายชื่อเท่าที่จะเปิดได้ ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า ในวันที่ 23 เมษายน จะเชิญว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ขึ้นเวทีทั้งหมดประมาณ 400 คน แต่ยืนยันว่ายังไม่ได้จัดลำดับปาร์ตี้ลิสต์และไม่เคยจัดเป็นการพิจารณาร่วมกันของผู้ใหญ่ตามความเหมาะสม ตอนนี้ปาร์ตี้ลิสต์เบอร์หนึ่งเป็นใครยังคิดไม่ตก คุณสมบัติสำคัญคือเป็นแล้วต้องชนะ และชนะแล้วจะต้องไม่เสียของ อยากให้ทุกคนช่วยคิด ตอนนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็อยู่กับตน ยังปรึกษากันอยู่เลยว่าจะเอาอย่างไร นี่คือเรื่อง จริงสาบานเลยว่าตอนนี้ยังไม่ได้ตัดสินใจ แต่ยืนยันตนจะทำให้ดีที่สุด เพราะพวกท่านลงเรือมากับตนจะจมไม่ได้ ไม่เช่นนั้นจะเอากำลังที่ไหน ต้องให้ท่านลอยคอเหนือน้ำ


ข่าวแจ้งว่ามี ส.ส.ได้แจ้งข่าวว่า พล.อ.ชวลิต ลาออกจากพรรคเพื่อไทย ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า ไม่มีปัญหาคุยกันได้ วันนี้อยากให้เน้นเรื่องของประชาชนเป็นศูนย์กลาง เราต้องทำให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าถ้าเรากลับมาแล้วจะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ยุติความขัดแย้งได้อย่างไร ทั้งนี้ ตนขอให้แยกแยะระหว่างการเป็นผู้สมัคร ส.ส.และการเคลื่อนไหวในฐานะคนเสื้อแดง


พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวด้วยว่า จะมีการจัดทีมปราศรัยเพื่อช่วยหาเสียงในทุกๆ ภาค โดยตนจะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา ซึ่งจะเริ่มในวันที่ 25 มิถุนายนนี้ แต่สิ่งสำคัญอย่าอ้างสถาบัน เพราะสถาบันต้องอยู่เหนือการเมืองและความขัดแย้ง ใครจะพูดอะไรพาดพิงต้องระวัง เพราะเขากำลังสร้างเรื่องให้เราอยู่ ต้องทำให้เห็นว่าเราเทิดทูนและจงรักภักดี ส่วนข้อกล่าวหาต่างๆ วันหนึ่งความจริงจะปรากฏ


รายงานข่าวแจ้งอีกว่า ส.ส.ได้ลุกอภิปรายว่า ขณะนี้พรรคการเมืองบางพรรคมีการใช้เงินกันมากในช่วงเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยจะทำอย่างไร พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า ก็ยุให้รับเงินไปเลยแล้วบอกว่าเป็นเงินที่โกงมาจากเงินภาษีประชาชน โดยเฉพาะภาคเหนือและอีสาน เพราะเงินพวกนี้ได้มาจากการโกงทั้งนั้นชาวบ้านเขาเข้าใจ แต่เราต้องไม่ซื้อเหมือนเขาเพราะซื้ออย่างไรก็ไม่ชนะ แต่ไม่ต้องห่วงใจประชาชนอยู่กับเรา เขารู้ว่าถ้ารับเงินแล้วรวยแค่ 1 วัน แต่จนไป 4 ปี แต่ขอให้ ส.ส.ประสาทแข็งไม่วอกแวก ไม่ว่าเขาจะโจมตีอย่างไรก็เชื่อว่าเราจะชนะ

บิ๊กจิ๋ว/มิ่งขวัญ อยากออกไปตั้งพรรคใหม่ก็ไปเลยครับ ไม่ง้อเหมือนกัน

ที่มา thaifreenews



บทความโดย...ลูกชาวนาไทย

"เด็ก"บิ๊กจิ๋ว"เปรยตั้งพรรคใหม่ สะพัดพ่อใหญ่แถลงลาออกหลังเปิดนโยบายเลือกตั้ง หึ่ง"เสนาะ"อาจไปด้วย"


--------------


อ่านข่าวหนังสือพิมพ์ เห็นข้อความนี้แล้วผมมีความเห็นว่า หากบิ๊กจิ๋ว พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อยากออกไปตั้งพรรคใหม่ จะเป็นพรรคความหวังใหม่หรือพรรคอะไรก็ตามก็ไปเลยครับ หากคิดว่าการตั้งพรรคใหม่แล้วจะได้เสียงเป็นกอบเป็นกำก็ลองดูนะครับ เพราะจะเป็นการพิสูจน์กันไปเลยว่า เมืองไทยได้พัฒนาทางการเมืองไปแล้วหรือยัง คนเสื้อแดงในภาคอีสาน และภาคเหนือ นั้นได้ "มีจิตสำนึกทางการเมือง" ขึ้นหรือไม่ หลังจากมีวิกฤติการณ์ทางการเมืองครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย ยาวนานมาแล้วเกือบ 5 ปี หากคิดว่าเมืองไทยจะย้อนกลับไปในวังวนเก่าๆ แล้ววนเวียนอยู่ตรงนั้น ประชาชนไม่ยอมเรียนรู้ ก็ออกไปได้เลย จะได้พิสูจน์กัน

หากประชาชนยังไม่มีจิตสำนึกทางการเมือง และหันกลับไปเลือกตัวบุคคลมากกว่าเลือกพรรคการเมือง ก็แสดงว่าเรายังไม่พัฒนาได้มากพอ ซึ่งก็คงช่วยอะไรไม่ได้ การเมืองไทยก็จะเข้าสู่ระบบการเมืองแบบเดิม "ก่อนปี 2540" ที่มีระบบหลายพรรค มี "เจ้าพ่อท้องถิ่นต่างๆ " เหมือนเดิม พวกเสนาะ เนวิน ยังแสดงอิทธิฤทธิ์ได้เหมือนเดิม เราก็คงเห็นบุฟเฟ่ค์คาบิเนตแบบรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ก็อบปีระบอบการเมืองแบบก่อนปี 2540 มาฉายซ้ำให้คนรุ่นใหม่ได้เพื่อทบทวนความหลังที่เหลวแหลกของการเมืองไทย ระบบการเมืองแบบยุคทักษิณที่มีพรรคเดียวบริหารประเทศ และมุ่งทำตามนโยบายที่สัญญาไว้กับประชาชน จนเราเป็นประโยชน์จากระบอบประชาธิปไตยกินได้ ก็จะกลายเป็นแค่ความฝันที่เราเคยฝันไปแค่ 5 ปีกันเท่านั้น

ผมมีข้อสมมุติฐานที่ผมต้องการพิสูจน์ เหมือนกัน ที่ว่า "คนไทยได้พัฒนาการเลือกตั้งเป็นเลือกพรรคมากกว่าตัวบุคคล" โดยผมใช้ข้อมูลการเลือกตั้งใหญ่ระดับชาติ ตั้งแต่พรรคไทยรักไทยเข้ามาในสนามการเมือง ที่คนมีแนวโน้มเลือกระบบพรรคมากกว่าตัวบุคคล แม้การเลือกตั้งปี 2550 ที่คุณสมัครเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ท่ามกลางการรุมของฝ่ายอำมาตย์ คนก็ยังเลือกพรรคมากกว่าตัวบุคคล

หากผมสันนิษฐานผิด ก็แสดงว่าเรายังไม่พัฒนาอะไรเลย และขบวนการคนเสื้อแดงที่เกิดขึ้น ก็เป็นการเกิดขึ้นอย่างลอยๆ ไร้รากฐานทางอุดมการณ์ที่มั่นคง

แต่ หากข้อสันนิษฐานของผมถูกต้อง การลงทุนลงแรงของพวกอำมาตย์ที่ผ่านมา ถึงกับแลกความศรัทธาต่างๆ ที่เคยมีล้นพ้น ก็สูญเปล่า เพราะคนไทยไม่กลับไปเหมือนเดิมอีกแล้ว เปลี่ยนพฤติกรรมการเลือกตั้งไปอย่างสมบูรณ์แล้ว การล็อบบี้ทางการเมืองจากพวกรอยัลลิสต์ต่างๆ จะไม่มีพลังเทียบเท่ากับเสียงของประชาชน เหมือนในยุคของทักษิณเป็นรัฐบาล

และเมื่อมีเลือกตั้งประชาชนก็เลือกแค่สองพรรคคือ ประชาธิปัตย์ กับ พรรคของคนเสื้อแดงเท่านั้น ซึ่งไม่ว่าพรรคใดจะชนะ ก็หมายถึงเสียงของประชาชนจะมีน้ำหนักมากกว่าเสียงของอำมาตยาธิปไตย

หากเป็นแบบนี้อิทธิพลของระบบราชการ ระบบอำมาตย์ก็หายไปในที่สุด

แต่หากการเมืองไทยย้อนกลับไปเหมือนก่อนปี 2540 ที่คนเลือกตัวบุคคล ระบบอุปถัมภ์ยังคงมีอิทธิพลอยู่ พวกอำมาตย์ก็ชนะในวิกฤติการณ์ทางการเมืองครั้งนี้อย่างสมบูรณ์ เมืองไทยก็กลับเข้าสู่ยุคของการซาบซึ้งต่อไป และอยู่กันอย่างไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินมากกว่าที่จะเป็นพลเมืองที่มีสิทธิมีเสียงอย่างสมบูรณ์ในประเทศนี้

ขนาดสู้กันมา 5 ปีแล้ว คนไทยยังไม่พัฒนา ไม่มีจิตสำนึกทางการเมืองอะไรเลย ก็คงช่วยไม่ได้

จากข่าวนี้ ผมทราบมาว่าเบื้องหลังคือ พวกนักการเมืองรุ่นเก่า ต้องการประนีประนอม และคิดว่าทักษิณ อินกับ "เสื้อแดงมากเกินไป" ปล่อยให้แกนนำเสื้อแดงมีสิทธิ์ที่จะจัดคนลงเลือกตั้งได้ทั่วประเทศ ลดบทบาทของนักการเมืองเก่าๆ ลง พวกนักการเมืองเดิมต้องการที่จะประนีประนอมกับระบอบเดิม และคิดว่าหากเอาคุณยิ่งลักษณ์ขึ้นมาเป็นแคนดิเดทนายกรัฐมนตรี คุณยิ่งลักษณ์เป็นคนในตระกูลชินวัตร ความขัดแย้งทางการเมืองก็ไม่จบ ฝ่ายอำมาตย์ก็จะไม่หยุดที่จะขัดขวางเจตนารมณ์ของประชาชน ดังนั้นการประนีประนอมของพวกเขาคือ คุณทักษิณและตระกูลชินวัตร จะต้องอยู่ห่างจากการเมืองเอาไว้ สนับสนุนอย่างเดียวก็พอ

ผมคิดว่าแนวคิดของคนพวกนี้คือ ต้องการให้การเมืองกลับสู่สภาพเดิมก่อนปี 2540 คำว่าจบของ "ชงลิต ยงใจยุทธ เสนาะเทียนทอง และนักการเมืองเก่าคือ "พวกเขาได้มีสนามเล่นต่อไปแบบเดิม" เล่นการเมืองในแบบเดิมๆ เหมือนยุคก่อนที่คุณทักษิณจะเข้ามาเล่นการเมืองช่วงพรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาล

หากตีความแนวความคิดของคนพวกนี้ให้ถึงที่สุด คือ "ทักษิณจะต้องอยู่นอกการเมืองตลอดไป" เพราะไม่อย่างนั้นมันไม่จบแน่นอน ปล่อยให้การเมือง อยู่ในมือนักการเมืองเก่าๆ ก่อนที่ "พรรคไทยรักไทย" จะเข้ามา

ผมว่า คุณทักษิณต้องเลือกแล้วครับ หากยอมคนพวกนี้ คุณทักษิณคงไม่ได้อะไร และคงต้องอยู่ต่างประเทศไปจนตาย เพราะคำว่าประนีประนอมของพวกอำมาตย์คือ ทักษิณต้องไม่มีอำนาจหรืออิทธิพลทางการเมืองอีก ปล่อยให้การเมืองเป็นแบบก่อนปี 2540 คือระบบบุฟเฟต์คาร์บิเนต

แต่หากคิดให้จบ ลุยไปข้างหน้า ก็ต้องจับมือกับเสื้อแดง ลุยต่อไปจนกว่าจะได้ผลสรุป ถึงอย่างไรคนเสื้อแดงก็ไม่แพ้อยู่แล้ว เพราะคนเสื้อแดงคือคนส่วนใหญ่ของประเทศ ในที่สุดความขัดแย้งใดๆ หากต่อสู้กับประชาชน ผลที่สุดแล้วประชาชนจะชนะในที่สุด เพราประชาชนฆ่าไม่ตาย เกิดขึ้นมาใหม่ เสริมได้ตลอดเวลา ส่วนพวกอำมาตย์ตายไปก็หลุดจากเกมไปเรื่อยๆ

คุณทักษิณควรเลิกยืมมือพวกนักการเมืองเก่า ๆ ได้แล้ว พวกนี้หมดยุคหมดสมัยแล้ว ควรสร้างการเมืองใหม่ขึ้นมาดีกว่า เราสู้กันมากว่า 5 ปี นี้ ก็เพื่อการพัฒนาไปข้างหน้าไม่ใช่ย้อนหลังกลับ หากไปตกหลุมคำว่า "ประนีประนอม" ก็ต้องยอมเขาตลอดไป จะทำอะไรก็กลัวเสียการประนีประนอม ทั้งคุณทักษิณและคนเสื้อแดงก็จะไม่ได้อะไรเลย ปล่อยให้สังคมอยู่ในเมฆหมอกเก่าๆ ต่อไป

ดังนั้น หากพวกนี้จะแยกตัวออกไปตั้งพรรคใหม่ก็ปล่อยพวกเขาไปเถอะครับ เอาแกนนำเสื้อแดงเข้าไปทดแทน ลุยกันต่อไป

พวกนี้ต้องการเกาะกระแสคุณทักษิณและคนเสื้อแดงมากกว่า ที่เราต้องไปพึ่งชื่อเสียงเก่า ๆ รวม สส.เก่าของพวกเขา

ประเทศไทยเปลี่ยนไปแล้ว เราต้องสู้เพื่ออนาคต ไม่ใช่เพื่ออดีต

กรณีกลุ่มคุณมิ่งขวัญก็เหมือนกัน ได้ข่าวว่าจะย้ายออกไปหากไม่ได้เป็นแคนดิเดทนายกรัฐมนตรี ผมคิดเหมือนกันว่าหากอยากจะออกไป ก็ให้ออกไปครับ ไปแย่งตลาดส่วนที่ไม่ใช่เสื้อแดง หากคิดว่าจะลุยไปได้ ไปหาเสียงแบบทางเลือกใหม่ ก็ให้ออกไปครับ

วันนี้การต่อรองด้วยวัตถุประสงค์ส่วนบุคคล ควรปล่อยไปได้แล้ว หากคิดว่าตัวเอง "มีชื่อเสียงและบารมีพอ" ไม่สนใจพรรค อยากออกไปก็ออกไปเลย

ผมว่าวันนี้ มันมีสองทางเลือกคือ อนุรักษ์นิยม หรือ ก้าวหน้าแบบเสื้อแดง

ทางเลือกที่สามคือ "ระบบอุปถัมภ์ท้องถิ่น นิยมตัวบุคคล" ก็ให้ลองออกไปเสี่ยงภัยดู

ไปไม่รอดก็เลิกเล่นการเมืองไปเลย