ที่มา Voice TV
Wake up Thailand ประจำศุกร์ ที่ 29 เมษายน 2554
นำเสนอประเด็น
คนรักประชาธิปไตย ต้องช่วยกันขับไล่ เผด็จการ
ที่มา Voice TV
Wake up Thailand ประจำศุกร์ ที่ 29 เมษายน 2554
นำเสนอประเด็น
ที่มา มติชน
โดย ปราปต์ บุนปาน
ที่มา มติชน สาวตรี สุขศรี อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนึ่งในกลุ่มนิติราษฎร์ ให้สัมภาษณ์ "มติชนออนไลน์" ต่อกรณีการสั่งปิดเว็บไซต์ การคุกคามสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในสื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อกรณีการปิดวิทยุชุมชนสิบสามแห่ง และการแกะรอยรายชื่อสมาชิกผู้แสดงความคิดเห็นในเว็บบอร์ดฟ้าเดียวกันด้วยข้อหาหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ สาวตรี สุขศรี กล่าวว่า จากกรณีต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นกรณีทหารตบเท้าปกป้องสถาบันฯ รายวัน คำสั่งห้ามนักการเมืองใช้เรื่องสถาบันฯ หาเสียง การปิดวิทยุชุมชน รวมทั้งการกระพือข่าวของตำรวจว่าจะเช็คบิลสมาชิกฟ้าเดียวกัน หลายคนคงเห็นพ้องต้องกันว่า วันนี้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนถูกรัฐคุกคามอย่างมากทั้งทางตรงและทางอ้อม ด้วยประเด็นที่เกี่ยวกับการพูดถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ บรรยากาศแห่งความกลัวปกคลุมไปทั่ว ผลสะเทือนเฉพาะหน้าที่อาจเกิดขึ้นได้จริง ๆ ตามความประสงค์ของรัฐ ก็คือ ประชาชนจำนวนหนึ่งเงียบเสียงลง แต่การเงียบแบบนี้ไม่มีวันยั่งยืน มันอาจเป็นแค่เพียงการเงียบลงชั่วขณะ และเป็นการเงียบเฉพาะในที่แจ้งเท่านั้น อันที่จริงแล้ว บรรยากาศอึมครึมแบบนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้นได้เลยหากรัฐใช้บังคับกฎหมายในเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมาตามหลักการ และสอดคล้องกับอุดมการณ์ประชาธิปไตย รัฐควรต้องทราบว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีสถานีวิทยุชุมชนที่ไม่มีใบอนุญาต หรือใบอนุญาตชั่วคราวหมดอายุแล้วกระจายอยู่ทั่วประเทศ เนื่องจากการจัดสรรคลื่นยังไม่ชัดเจน ยังอยู่ในช่วงรอยต่อระหว่างรอให้ กสทช. เข้ามาจัดการ ที่กล่าวแบบนี้ไม่ได้ต้องการยุว่า ถ้างั้นรัฐก็ควรตามไปปิดมันเสียให้หมด แต่อยากจะชี้ให้เห็นลักษณะการบังคับใช้กฎหมายของรัฐที่ขาดความเสมอภาคหลายมาตรฐาน การบังคับใช้กฎหมายแบบนี้ย่อมก่อให้เกิดความสงสัยและไม่พอใจในหมู่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ สุดท้ายรัฐเองนั่นแหละที่จะถูกมองว่าใช้อำนาจโดยมิชอบ ทั้งที่เอาเข้าจริงแล้ว หากเราพิจารณาตามบทบัญญัติที่รัฐอ้าง (พ.ร.บ. วิทยุคมนาคม 2498) รัฐก็มีอำนาจอย่างนั้นจริง ๆ แต่พอมันเริ่มต้นด้วยความไม่ตรงไปตรงมา ประชาชนก็ย่อมต้องต่อต้าน การปิดเว็บไซต์ในช่วงนี้ หรือความพยายามของกระทรวงไอซีทีที่เตรียมงุบงิบเสนอร่างพ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฉบับใหม่เข้าครม. ให้ทันก่อนยุบสภา ก็น่าจะมีเหตุผลไม่แตกต่างกัน คือ ปัญหาเรื่องการพูดถึงสถาบันฯ นัยว่ากระทรวงไอซีที หรือใครก็ตามที่เกี่ยวข้องต้องการอำนาจ และเครื่องมือในการจัดการกับเว็บไซต์ต่าง ๆ มากยิ่งขึ้นไปอีก หากใครได้เห็นเนื้อหาของร่างกฎหมายใหม่ จะพบว่าปัญหาเดิม ๆ ที่กฎหมายฉบับนี้เคยมีอยู่ มันก็ยังคงดำรงอยู่เช่นเดิมไม่ถูกแก้ไข อย่างเช่น ความไม่ชัดเจนของถ้อยคำ การให้ดุลพินิจกับเจ้าหน้าที่รัฐมากเกินไป หรือบทลงโทษตัวกลางหรือผูัให้บริการที่ไม่เหมาะสม เป็นต้น ข้อเท็จจริงนี้ นอกจากประเด็นปัญหาเรื่องการใช้มาตรา 112 อย่างพร่ำเพรื่อแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นวิธีการทำงานของรัฐด้วยว่า มักง่าย และอาจหวังผลบางอย่าง คือ ต้องการให้สื่อกลัวจนต้องเซ็นเซอร์ตัวเองมากขึ้น เพราะแทนที่เจ้าหน้าที่รัฐจะพยายามแสวงหา หรือนำตัวผู้กระทำความผิดที่แท้จริงมาลงโทษก่อน (ถ้าเห็นว่าข้อความเหล่านั้นเข้าข่ายเป็นความผิดจริง) รัฐกลับมุ่งเน้นไปที่การดำเนินคดีกับผู้ให้บริการทันที เพราะไม่ต้องเสียเวลาแกะรอยตามหาตัว ทั้งไม่ต้องยุ่งยากหาข้อมูลจำนวนมากมายืนยัน ฯลฯ นอกจากนี้อาจารย์สาวตรี ยังกล่าวด้วยว่า แม้ในครั้งแรกที่ประเทศไทยมีดำริจะมีกฎหมายคอมพิวเตอร์เป็นของตัวเองนั้น ฝ่ายผู้ร่าง ฯ จะพยายามนำกฎหมายระหว่างประเทศอย่างสนธิสัญญาอาชญากรรมไซเบอร์ของคณะมนตรียุโรป และของต่างประเทศอย่างของอังกฤษ อิตาลี มาเลเซีย มาเป็นต้นแบบในการร่างก็จริง แต่พอปรับไปเปลี่ยนมาหลายร่างมากเข้า มาตราแปลก ๆ ที่ของต่างประเทศไม่ได้บัญญัติไว้ในกฎหมายเฉพาะแบบนี้ (เนื่องจากมีบัญญัติอยู่แล้วในกฎหมายหลัก ๆ อย่างประมวลกฎหมายแพ่ง และอาญา) ก็ถูกจับยัดเข้ามาด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถูกเพิ่มเข้ามาในร่าง ฯ สุดท้ายโดยคณะกรรมการของรัฐบาลที่เกิดขึ้นภายหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน เช่น ความผิดเกี่ยวกับเนื้อหาที่โพสต์ (มาตรา 14) ความรับผิดผู้ให้บริการ (มาตรา 15) รวมทั้งมาตรา20 ที่ว่าด้วยเรื่องอำนาจในการสั่งปิดกั้นเว็บไซต์ และสุดท้ายมาตราเหล่านี้ก็กลับกลายเป็นบทหลักที่ถูกนำมาใช้ดำเนินคดี แต่สิ่งสำคัญที่สุด ที่ไม่อาจมองข้าม หรือตัดออกไปจากประเด็นการเรียกร้องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในประเทศไทยได้เลยก็คือ การเรียกร้องให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องเปิดหูเปิดตา ทบทวนแก้ไขสาระแห่งบทบัญญัติมาตรา 112 ให้ถูกต้องเหมาะสม รวมทั้งทำให้การใช้การตีความมาตรานี้ (ทั้งใช้เดี่ยว ๆ หรือใช้ร่วมกับกฎหมายฉบับอื่น) อยู่ในกรอบแห่งกฎหมาย และอยู่กับร่องกับรอยมากกว่าที่เป็นอยู่นี้. (ภาพ : ประชาไท )
ในกรณีปิดวิทยุชุมชนนั้น ตามข่าวที่ออกในครั้งแรก รัฐอ้างว่าสถานีที่ถูกปิดไม่มีใบอนุญาต หรือใบอนุญาตหมดอายุ บางสถานีถูกยึดอุปกรณ์เครื่องส่งในฐานะเป็นของกลางผิดกฎหมาย แต่คำถามก็คือ ถ้ารัฐใช้เหตุผลแบบนี้ เหตุใดจึงมีสถานีถูกปิดแค่สิบสามสถานี และส่วนใหญ่เป็นสถานีวิทยุของคนเสื้อแดง
และสำหรับกรณีนี้ ในท้ายที่สุดแล้วก็มีเจ้าหน้าที่ออกมายอมรับทำนองว่า เหตุผลเบื้องหลังที่แท้จริงนั้นไม่ใช่เรื่องใบอนุญาตหรอก แต่เป็นเรื่องความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่าง ที่สำคัญก็คือเรื่องหมิ่นสถาบันฯ คำถามก็คือ ถ้าเช่นนั้นทำไมรัฐไม่ใช้เหตุผลนี้เสียตั้งแต่แรก หรือว่ารัฐก็เริ่มกระดากใจแล้วที่จะใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างเพราะมันชักจะบ่อยจนเฝือเกินไปแล้ว หรือเป็นเพราะรัฐเองก็กำลังใช้การพูดถึงสถาบันฯ เป็นเครื่องมือทางการเมืองให้กับฝ่ายตนอยู่ด้วยเหมือนกัน
แต่เรื่องใหม่ ๆ ที่น่าจะสร้างปัญหาต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นให้หนักหนายิ่งไปอีกกลับได้รับการบัญญัติเพิ่มเติม เช่น ตั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ที่มีอำนาจเกินตัวกฎหมายฉบับนี้โดยผู้ดำรงตำแหน่งมาจากรัฐบาล ทหาร ตำรวจ และฝ่ายความมั่นคง, การกำหนดว่า แค่เพียงทำสำเนาข้อมูลผิดกฎหมายในเครื่องตนเองไม่ต้องเผยแพร่ก็เป็นความผิดได้ รวมทั้งการขยายความรับผิดไปสู่ “ผู้ดูแลระบบ” ซึ่งมีขอบเขตกว้างขวางเสียยิ่งกว่าคำว่า “ผู้ให้บริการ” ซึ่งก็มีปัญหาอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งประเด็นหลังนี้สำคัญมาก
หากใครติดตามข่าว จะพบว่า คดีพ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ในระยะหลังที่ผ่านมา จำนวนไม่น้อยมีจุดร่วมกันอย่างน้อยสองประการ หนึ่งคือ จำเลยคือผู้ให้บริการ แทนที่จะเป็นผู้โพสต์ข้อความ และสอง สาเหตุที่ถูกฟ้องก็คือ ผิดพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ประกอบมาตรา 112 หรือเรื่องหมิ่นสถาบันฯ
แต่การทำอย่างนี้นอกจากผลกระทบที่จะมีต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนแล้ว ย่อมมีผลกระทบต่อพัฒนาการ และการขยายตัวของการให้บริการอินเทอร์เน็ตและโทรคมนาคมของประเทศโดยรวมด้วย เพราะเมื่อผู้ให้บริการกลายเป็นคนกลุ่มแรก ๆ ที่ต้องมารับผิดในสิ่งที่ตัวเองได้ก่อ หรือต้องเสียค่าใช้จ่ายเพื่อคอยจัดการดูแลเนื้อหาในอินเทอร์เน็ตอย่างมากเกินสมควร ก็ย่อมไม่มีใครอยากให้บริการ ซึ่งกรณีแบบนี้ต่างประเทศเค้าไม่ทำกัน (อาจยกเว้นบางประเทศเผด็จการอย่าง จีน พม่า หรือสิงคโปร์)
ถามว่าปัญหาเรื่องคุกคามเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นนี้ เราหวังอะไรได้ไหมกับรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามา โดยส่วนตัวคิดว่ายังเร็วไปที่จะประเมินสถานการณ์ เพราะเรายังไม่รู้ว่าฝ่ายใดจะได้เป็นรัฐบาล คนที่เข้ามานั่งในตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องพวกนี้จะมีแนวคิด ทัศนะคติแบบไหน กสทช.เอง เราก็ไม่รู้ว่าจะพึ่งได้แค่ไหน ที่สำคัญยิ่งสำหรับประเทศไทย ก็คือ เราไม่รู้เลยว่าเมื่อไหร่ประเด็นการอ้างใช้มาตรา 112 อย่างพร่ำเพรื่อเพื่อปิดปากประชาชนมันจะจบ ๆ กันได้เสียที
สำหรับหนทางแก้ไขนั้น อาจารย์สาวตรี ให้ความเห็นว่า คงต้องอาศัยพลังทางฝ่ายประชาชนเป็นหลัก คอยติดตามตรวจสอบการปิดกั้นสื่อต่าง ๆ ไม่เฉพาะเว็บไซต์ วิทยุชุมชน แต่รวมถึงสื่อประเภทอื่น ๆ ด้วยอย่างโทรทัศน์ ภาพยนตร์ ฯลฯ หากเห็นว่ามีประเด็นไม่ชอบมาพากลก็ทำให้เป็นประเด็นสาธารณะ ให้ประชาชนได้รับรู้ว่ารัฐคุกคาม หรือใช้อำนาจหน้าที่เกินสมควร หรือเกินกรอบแห่งกฎหมายอย่างไร เรื่องคณะกรรมการที่จะตั้งขึ้นมามีอำนาจพิเศษ หรือวางนโยบายด้านนี้ก็ควรเรียกร้องให้มีที่มา หรือมีจุดเชื่อมโยงกับประชาชนฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องหรือได้รับผลกระทบโดยตรงด้วย ทำนองเดียวกับการเสนอแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับสื่อ การระดมความคิดเห็นจากประชาชนทุกภาคส่วน หรือการเสนอร่างกฎหมายคู่ขนานกับร่างของรัฐล้วนมีประโยชน์ในแง่ที่จะทำให้รัฐบาลใด ๆ ก็ตามต้องหันมาให้ความสำคัญ และหยิบจับเรื่องนี้ไปขับเคลื่อนต่อทั้งสิ้น
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ เหล็กใน
สมิงสามผลัด
เริ่มเชื่อเข้าไปทุกทีว่าอาจไม่มีการเลือกตั้ง วัดกระแสเรื่องนี้ได้จากหลายๆ "ความเคลื่อนไหว" และ "ความคิดเห็น"
เมื่อนำมาประมวล ทำให้รู้สึกหลังยุบสภาช่วงต้นเดือนพ.ค.นี้แล้ว
คงไม่มีการเลือกตั้ง!?
ความเคลื่อนไหวก็เห็นๆ กันอยู่ แอ๊กชั่นต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากกองทัพที่ตบเท้ากันพรึ่บ
ไล่มาตั้งแต่กองพล 1 กองพล 2 และล่าสุดก็เป็นพล.ม.2
สร้างความหวาดหวั่นขึ้นในสังคมมาก
ถึงแม้ว่ากองทัพจะยืนยันว่าเป็นการตบเท้าปกป้องสถาบันก็ตาม
ส่วนความคิดเห็นทางการเมืองก็เริ่มชัดเจนขึ้น
จากเดิมทีที่พรรคฝ่ายค้านจะแสดงความเห็นว่าไม่น่าจะมีการเลือกตั้ง
แต่ในการประชุมใหญ่ของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาล เมื่อ 2-3 วันก่อน
ส.ส.สอบถามเรื่องงบประมาณที่จะใช้ในการหาเสียง
ปรากฏว่าแกนนำคนสำคัญหลุดคำพูดว่า
"จะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นจริงหรือ"
เรื่องนี้สร้างความประหลาดใจอย่างยิ่ง
ขนาดแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลก็ยังไม่เชื่อว่าจะมีการเลือกตั้ง!?
ขณะที่บรรดาแกนนำนปช.ทั้ง นางธิดา โตจิราการ นายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ร่วมแถลงข่าวที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย
ตอบข้อซักถามจากสื่อต่างชาติ และตัวแทนสถานทูต ถึงสถานการณ์การเมืองของไทย
แกนนำนปช.ทั้งหมดเชื่อว่าจะมีการยุบสภาจริงๆ ในต้นเดือนพ.ค.นี้
เพราะพรรคประชาธิปัตย์ประเมินแล้วว่าอยู่ต่อไปลำบาก
แต่ก็เชื่อว่าคงไม่มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นเช่นกัน
เพราะกลุ่มผู้กุมอำนาจไม่ประสงค์จะยอมรับผลการเลือกตั้งหากพรรคเพื่อไทยเป็นผู้ชนะ
หลังผลสำรวจของหน่วยงานความมั่นคงระบุว่าเพื่อไทยจะกวาดส.ส.ไม่ต่ำกว่า 250 คน
จึงต้องทำทุกวิถีทางที่จะไม่ให้เกิดการเข้าคูหากาบัตรเลือกตั้ง
แกนนำเสื้อแดงยังวิเคราะห์ถึงการปะทะกันระหว่างไทย-เขมรที่ชายแดนสุรินทร์ครั้งล่าสุด
อาจมีเบื้องหน้าเบื้องหลัง!?
อาจเป็นวิธีคิดของพวกขวาจัดสุดโต่ง
ใช้สงครามภายนอก เพื่อกลบเกลื่อนปัญหาภายใน
ยิ่งมาเจอเหตุการณ์กอ.รมน.บุกปิดสถานีวิทยุเสื้อแดงวันเดียว 13 แห่งรวด
ทั้งในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล
ยิ่งทำให้คนเสื้อแดงมั่นใจว่าข่าวลือที่กำลังแพร่สะพัดคงไม่ใช่แค่เรื่องโคมลอย
เงารางๆ การล้มเลือกตั้ง ก่อตัวชัดเจนขึ้นทุกขณะ
ที่มา ประชาไท
สื่อมวลชนทั่วโลกต่างพร้อมใจกันรายงานข่าว ‘พิธีเสกสมรส’ ระหว่างเจ้าชายวิลเลียม รัชทายาทลำดับที่ 2 แห่งราชวงศ์อังกฤษ และ น.ส.เคท มิดเดิลตัน ในวันที่ 29 เม.ย. โดยกล่าวขานว่านี่เป็น ‘พิธีวิวาห์แห่งศตวรรษ’ ในฐานะที่เป็นข่าวมงคลครั้งแรกในรอบหลายสิบปีของราชวงศ์อังกฤษซึ่งเคยรุ่งเรืองในอดีต ทั้งยังเป็นดังฉากชวนฝันในเทพนิยายที่กลายเป็นจริง ซึ่งก็คือเรื่องราวความรักของเจ้าชายผู้สูงศักดิ์กับหญิงสาวผู้เป็นเพียงสามัญชน และทั้งคู่ตัดสินใจใช้ชีวิตร่วมกันโดยไม่สนใจเรื่องสถานะที่แตกต่างทางสังคม
ด้วยเหตุนี้ สื่อต่างประเทศหลายสำนักจึงเกาะติดการรายงานข่าวแบบถ่ายทอดสดนาทีต่อนาที โดยบรรดาแขกเหรื่อผู้มีเกียรติทั้ง 1,900 คนเข้าไปรอในมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ แอ๊บบี้ ในกรุงลอนดอน ตั้งแต่เวลา 08.15 น. และพิธีอย่างเป็นทางการเริ่มต้นขึ้นในเวลา 11.00 น.ตามเวลาท้องถิ่นอังกฤษ โดยแขกเหรื่อที่มีทั้งสามัญชน คนดังในแวดวงต่างๆ รวมถึงเชื้อพระวงศ์ต่างชาติ จะเป็นสีสันอีกประการหนึ่งที่สื่อจะรายงานให้ผู้สนใจข่าวพิธีเสกสมรสได้รับทราบกันถ้วนหน้า
การจัดพิธีเสกสมรสครั้งนี้ยังได้รับการประเมินจากบริษัทไพรซ์ วอเตอร์ เฮาส์ ซึ่งเป็นสถาบันการเงินชื่อดังว่าเป็นการเฉลิมฉลองครั้งใหญ่ที่จะกระตุ้นให้เศรษฐกิจโรงแรมและการท่องเที่ยวของอังกฤษมีเงินสะพัดราว 107 ล้านปอนด์ (ราว 2,400 ล้านบาท) จากนักท่องเที่ยวทั้งภายในประเทศและทั่วโลกที่จะแห่แหนกันมาเที่ยว ‘ตามรอย’ เส้นทางรักของเจ้าชายวิลเลียมและเคท [1]
ขณะที่เสียงสนับสนุนราชวงศ์อังกฤษของประชาชนในประเทศเครือจักรภพอย่าง ‘ออสเตรเลีย’ ก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อ้างอิงจากผลสรุปการสำรวจความคิดเห็นประชาชนของสำนักนิวส์โพลในออสเตรเลีย [2] พบว่าเสียงสนับสนุนให้เปลี่ยนแปลงการปกครองออสเตรเลียไปสู่ระบอบสาธารณรัฐและยกเลิกสถานะการเป็นประเทศเครือจักรภพอังกฤษ ‘ลดลง’ จาก 41 เปอร์เซ็นต์เมื่อปี ค.ศ.1994 เหลือเพียง 25 เปอร์เซ็นต์จากการสำรวจครั้งล่าสุดก่อนพิธีเสกสมรสของเจ้าชายวิลเลียมและเคท โดยผู้ตอบแบบสอบถามของนิวส์โพลล์เห็นว่าราชวงศ์อังกฤษกำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่ยุคใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่เห็นว่าเจ้าชายวิลเลียมจะทรงเป็นกษัตริย์ที่ดีกว่าเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ผู้เป็นพระบิดา เพราะทรงมีความ ‘ติดดิน’ และทรงปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ประชาชนในหลายประเทศตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์

ภาพจากหน้าปกนิตยสาร Newsweek ฉบับ May 2, 2011
ทว่าปฏิกิริยาของสื่อมวลชนในโลกตะวันตกอีกจำนวนหนึ่งได้เปิดเผยให้เห็นแง่มุมที่หลากหลาย และเปิดพื้นที่ให้กับผู้ที่เห็นแตกต่างจากกลุ่มผู้สนับสนุนราชวงศ์อังกฤษ ดังจะเห็นได้จากที่นิตยสาร ‘นิวส์วีค’ ฉบับ 2 พ.ค.2011 ขึ้นภาพหน้าปกเปรียบเทียบกันระหว่าง ‘อังกฤษในจินตนาการ’ ซึ่งเป็นภาพขณะที่เจ้าชายวิลเลียมทรงสวมกอดพระคู่หมั้น และถูกยกย่องว่าเป็นตำนานรักในโลกยุคใหม่ ส่วนอีกภาพเป็นภาพของ ‘อังกฤษที่แท้จริง’ แสดงให้เห็นความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ประท้วงที่ออกมาชุมนุมต่อต้านนโยบายตัดงบประมาณการศึกษาของอังกฤษเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งแม้จะเริ่มด้วยความสงบ แต่ก็ถูกกลุ่มอนาธิปไตยทำลายความชอบธรรมด้วยการก่อเหตุทำลายข้าวของสาธารณะจนนำไปสู่การปะทะและความรุนแรง
นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอข่าวคราวความเคลื่อนไหวของกลุ่มรีพับลิก ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทศด้านการรณรงค์ยกเลิกระบอบกษัตริย์และการยกเลิกสถานะอภิสิทธิ์ของเหล่าสมาชิกราชวงศ์ต่างๆ ในประเทศแถบยุโรป ซึ่งออกมารณรงค์ช่วงเดียวกับที่มีการจัดพิธีเสกสมรส โดยให้เหตุผลว่านี่คือช่วงเวลาที่จำเป็นอย่างยิ่งในการเผยแพร่ข้อมูลอีกด้านของราชวงศ์ เพราะสิ่งที่ควรเฉลิมฉลองอย่างแท้จริงคือการดำรงอยู่ของประชาธิปไตยและพลังของเหล่าประชาชน แทนที่จะเป็นการเฉลิมฉลองให้แก่กลุ่มคนที่ได้รับสถานะอภิสิทธิ์ชนจากการสืบเชื้อสายหรือได้รับมรดกตกทอด
‘ทอม ฟรีดา’ ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มรีพับลิกในแคนาดา หนึ่งในประเทศเครือจักรภพอังกฤษ ซึ่งมีสมเด็จพระราชินีอลิซาเบธที่ 2 แห่งอังกฤษดำรงตำแหน่งประมุขของรัฐ ระบุว่าสมาชิกกลุ่มรีพับลิกล้วนมีความยินดีต่อพิธีเสกสมรสของเจ้าชายวิลเลียมและเคท มิดเดิลตัน แต่ขณะเดียวกันก็ต้องถกเถียงเรื่องสถานะของราชวงศ์ที่มีผลต่อการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการในแคนาดา ซึ่งกลุ่มรีพับลิกเห็นว่าควรจะเป็นตำแหน่งที่มาจากการเลือกของประชาชน ‘ในพื้นที่’ แทนการ ‘แต่งตั้ง’ จากที่อื่น [3]
ส่วนสถานีโทรทัศน์ช่อง ‘สกายนิวส์’ ของอังกฤษตัดสินใจถ่ายทอดสดการจัดเวทีอภิปรายเรื่องการยกเลิกระบอบกษัตริย์ ซึ่งนายจอห์น ไรลีย์ ประธานบริหารของสกายนิวส์ กล่าวว่าในขณะที่ประเทศถูกถาโถมด้วยกระแสคลั่งไคล้ในพิธีเสกสมรส จำเป็นจะต้องมองเรื่องความสัมพันธ์ของราชวงศ์กับประเทศชาติว่ายังเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องมีต่อไปในอนาคตหรือไม่ โดยเวทีอภิปรายดังกล่าวถูกจัดขึ้นในคืนวันที่ 28 เม.ย. ซึ่งถือว่าเป็นการอุ่นเครื่องก่อนถึงพิธีเสกสมรสในวันที่ 29 เม.ย.อย่างแตกต่างหลากหลายมุมมอง [4]
ขณะที่เว็บไซต์นิตยสารฟอร์จูนรายงานข้อมูล ‘อีกด้านหนึ่ง’ ของพิธีเสกสมรส โดยโต้แย้งว่าการประเมินมูลค่ารายได้จากการท่องเที่ยวหลายล้านปอนด์ซึ่งได้รับการกระตุ้นจากพิธีเสกสมรสมิได้รวม ‘ค่าใช้จ่าย’ ในพิธีที่รัฐบาลอังกฤษต้องนำภาษีประชาชนไปใช้จ่าย ได้แก่ เบี้ยเลี้ยงของเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยข่าวกรองของรัฐบาล ซึ่งต้องประจำการในพิธีเพื่ออารักขาดูแลความปลอดภัยในพิธี รวมถึงค่าใช้จ่ายในการทำความสะอาดหลังเสร็จพิธี รวมเป็นเงินประมาณ 8 ล้านดอลลาร์ (ราว 240 ล้านบาท)
นอกจากนี้ยังมีความเสียหายในภาคธุรกิจการเงินกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 150,000 ล้านบาท) ซึ่งเป็นผลจากที่รัฐบาลอังกฤษประกาศให้วันเสกสมรสเป็นวันหยุดราชการ ทำให้สถาบันการเงินการธนาคารปิดให้บริการ ถือเป็นการกระทำที่สวนทางกับนโยบายตัดงบประมาณด้านต่างๆ ของรัฐบาลอังกฤษ ซึ่งสั่งตัดงบประมาณสนับสนุนด้านการศึกษา สวัสดิการสังคมและรัฐวิสาหกิจอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีที่ผ่านมาโดยให้เหตุผลว่าต้องทำเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ [5]
อย่างไรก็ตาม เสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความจำเป็นในการดำรงอยู่ของราชวงศ์อังกฤษซึ่งหนาหูขึ้นนับตั้งแต่การหย่าร้างเมื่อ 15 ปีที่แล้ว ระหว่างเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ และอดีตเจ้าหญิงไดอานา พระมารดาผู้ล่วงลับของเจ้าชายวิลเลียมและเจ้าชายแฮรี ตามมาด้วยข่าวอื้อฉาวของสมาชิกราชวงศ์อื่นๆ ถูกกลบด้วยกระแสความนิยมในตัวเจ้าชายวิลเลียมและเคท มิดเดิลตัน ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก นับตั้งแต่สำนักพระราชวังประกาศข่าวพิธีหมั้นและเสกสมรสเมื่อเดือน พ.ย.ปีที่แล้ว [6]
การตัดสินพระทัยจัดพิธีเสกสมรสของเจ้าชายวิลเลียมและเคทยังได้รับการยกย่องว่าเรียบง่าย แม้จะมีสถาบันการเงินต่างชาติประเมินค่าใช้จ่ายคร่าวๆ ว่าอยู่ที่ประมาณ 34 ล้านดอลลาร์ (ราว 1,800 ล้านบาท) แต่ก็ถือว่าเป็นตัวเลขที่น้อยกว่าการจัดพิธีอภิเษกสมรสของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์และเลดี้ ไดอาน่า พระบิดาและมารดาของเจ้าชายวิลเลียม ซึ่งมีการนำเงินภาษีประชาชนอังกฤษไปจ่ายเป็นค่ารักษาความปลอดภัย รวมถึงเบี้ยเลี้ยงเจ้าหน้าที่ประจำเรือหลวงและรถไฟหลวงที่ใช้ในการเสด็จไปดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์
นอกจากนี้ การปรับตัวของสมเด็จพระราชินีอังกฤษในช่วงหลายปีที่ผ่านมาซึ่งทรงตัดสินพระทัยยกเลิกการจัดงานประเพณีแบบฟุ่มเฟือย รวมถึงการที่ทรงเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนเข้าถึงได้มากขึ้นก็ช่วยให้พระองค์ทรงได้รับความนิยมจากประชาชนเพิ่มมากขึ้นจากช่วงที่เจ้าหญิงไดอานาสิ้นพระชนม์ใหม่ๆ แต่นักวิเคราะห์จำนวนมากประเมินว่าสถานะของราชวงศ์อังกฤษจะได้รับการตีความใหม่ในไม่ช้า ซึ่งปัจจัยสำคัญที่จะมีผลต่อทัศนคติของประชาชนอังกฤษต่อราชวงศ์จะขึ้นอยู่กับชีวิตสมรสของเจ้าชายวิลเลียมและพระชายาด้วยว่ามีความยั่งยืนและเข้าถึงจิตใจของประชาชนได้มากน้อยเพียงใด ในช่วงเวลาที่สถานการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศยังไม่นิ่งเช่นทุกวันนี้ [7]
ข้อมูลอ้างอิง
ที่มา ประชาไท
มุทิตา เชื้อชั่ง

ดังนั้น ประเด็นของใบอนุญาตคงเป็นเพียงข้ออ้างชั้นดีที่ในการปิดการสื่อสารแบบรวดเร็ว ไม่มีปิดได้ทันที แต่ถึงมีก็ยังปิดได้
ที่มา Thai E-News

โดย กลุ่มประกายไฟ
29 เมษายน 2554
เชิญร่วมเสวนาแรงงานสากล : "ความสำคัญของแรงงานกับขบวนการประชาธิปไตย"


ที่มา Thai E-News
ที่มา Thai E-News
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวถึงวันครบรอบ 7 ปีเหตุการณ์กรือเซะว่า อยากให้ไปทบทวนดูว่ากระบวนการยุติธรรมอยู่ตรงจุดไหนแล้ว จบไปหรือยัง แต่ตนคิดว่าน่าจะจบไปแล้ว หากจะรื้อเรื่องนี้ขึ้นมาก็ต้องรื้อกระบวนการยุติธรรมขึ้นมาใหม่
ทั้งนี้มีวาระสำคัญเกิดขึ้นทุกปี ซึ่งเราเตรียมการเฝ้าระวังตลอดทั้งปี 24 ชั่วโมง 365 วัน แต่อยู่ที่ว่าใครจะแพ้ใครจะเผลอ หากใครเผลอก็ต้องถูกยิงหรือถูกลอบวางระเบิด ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมดา เพราะเราอยู่ในที่แจ้งแต่งเครื่องแบบทำงาน โจรไม่ได้แต่งเครื่องแบบทำงานเหมือนเรา หากโจรแต่งเครื่องแบบทำงานเหมือนทหาร ภายใน 2 วันก็น่าจะปราบปรามได้ แต่ทุกวันนี้เขาไม่ได้แต่งเครื่องแบบ และทำร้ายประชาชน จะประณามว่าเจ้าหน้าที่ดูแลไม่ได้ ต้องไปประณามผู้ก่อความไม่สงบด้วยว่าเขาทำร้ายคนบริสุทธิ์ได้อย่างไร ในอดีตไม่มีใครมายิงชาวบ้าน แต่ปัจจุบันยิงทั้งพลเรือนที่นับถือศาสนาไทยพุทธและอิสลาม
ที่มา ข่าวสด
ทิ้งหมัดเข้ามุม
มันฯ มือเสือ
ช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาหลังประชาชนชาวภาคใต้เคว้งคว้างท่ามกลางอุทกภัยครั้งใหญ่อยู่หลายวัน
นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ได้ฤกษ์เดินทางด้วยเที่ยวบินพิเศษกองทัพบก ไปเยี่ยมเยียนชาวบ้านผู้ประสบภัยนครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี พื้นที่ศูนย์กลางน้ำท่วมใหญ่
ระหว่างเจ้าหน้าที่ห้อมล้อมประคองแขนนายกฯ เข้าไปในพื้นที่ ม.10 ต.เทพราช อ.สิชล จ.นครศรีธรรม ราช
ปรากฏคุณป้าคนหนึ่ง อายุ 53 ปี ฝ่าวงล้อมเข้ามา
"ป้า ขออนุญาตมอบแหวนไอ้ไข่ให้นายกฯ ป้าบนบานเอาไว้ตอนน้ำท่วมใหม่ๆ ว่าขอให้ไอ้ไข่ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คนสิชลนับถือ ดลบันดาลให้นายกฯ ลงมาช่วยเหลือ"
"วันนี้คำบนบานเป็นจริง นายกฯ ลงมาช่วยเหลือแล้ว จึงขอมอบแหวนไอ้ไข่ให้นายกฯ"
พูดจบคุณป้าก็สวมแหวนที่นิ้วนายกฯ แล้วร่ำไห้ด้วยความดีใจ
ตามข่าว เข้าใจว่าคุณป้าเจ้าของแหวนคงแสดงออกจากใจจริง ที่ได้เห็นนายกฯ ตัวเป็นๆ ลงมาเดินย่ำน้ำ
แต่ภาพสะท้อนอีกมุมหนึ่งก็น่าสนใจ
การลงพื้นที่เยี่ยมเยียนช่วยเหลือประชาชนผู้ได้รับเดือดร้อนไม่ว่าจากปัญหาใดก็ตาม แทนที่จะเป็นหน้าที่ปกติของผู้นำประเทศ
กลับกลายเป็นเรื่องที่ประชาชนต้องบนบานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์
แต่ก็อีกนั่นแหละ บางคนบอกว่ากรณีคุณป้ามอบแหวนไอ้ไข่ ถ้ากับนายกฯ คนอื่นคงเป็นเรื่องแปลก แต่กับนายกฯอภิสิทธิ์ ถือเป็นเรื่องธรรมดา
อย่าง ล่าสุดกรณีทหารไทย-กัมพูชาปะทะกันบริเวณชายแดนสุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ จนต้องอพยพชาวบ้านนับหมื่นออกจากรัศมีปืนใหญ่ มากินนอนกันในศูนย์อพยพ
คราวนี้นายกฯ ก็ฉับไวเหมือนเดิม
ทหาร 2 ฝ่ายยิงถล่มกันเช้าวันศุกร์ พอบ่ายวันอาทิตย์ นายกฯ ก็ปักหลักอยู่ทำเนียบรัฐบาล เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ทันที
จบจากแก้ปัญหาผ่านจอ รุ่งขึ้นหลังอยู่เป็นรัฐบาลมา 2 ปีกว่า
นายกฯ ก็ขึ้นเครื่องไปยัง จ.แม่ฮ่องสอน ร่วมกิจกรรมอาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้านว่าด้วยปัญหายาเสพติด นำมาซึ่งความปลาบปลื้มให้แก่ข้าราชการและชาวแม่ฮ่อง สอนอย่างยิ่ง
แต่อีกอารมณ์หนึ่งชาวบ้านจังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา จะปลาบปลื้มด้วยหรือไม่
เอาเป็นว่าเลือกตั้งครั้งหน้า นายกฯอภิสิทธิ์ หาสิ่งศักดิ์สิทธิ์บนบานไว้ให้ดีๆ ก็แล้วกัน
ข่าวสารเกี่ยวกับประเทศไทยที่คุณไม่อาจหาอ่านได้จากสื่อ
"ปกติการต่อสู้ทางการเมืองที่เกิดขึ้น จนมีการเปลี่ยนแปลงการเมืองครั้งสำคัญไปทั่วโลก ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เกิดจากการต่อสู้ทางอุดมการณ์และการไม่ได้รับความยุติธรรมทั้งสิ้น ความไม่ยุติธรรมนี่แหละ เป็นเหตุแห่งการที่ประชาชนต้องมารวมตัวกันต่อสู้ เพื่อให้ความยุติธรรมกลับมาสู่สังคมของเขา"
ทักษิณ ชินวัตร
1 พ.ย. 51