WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, May 4, 2011

รัฐประหารซ้อนเพื่อระบอบอำมาตยาธิปไตย หรือ เลือกตั้งเพื่อระบอบประชาธิปไตย

ที่มา ประชาไท

การจู่โจมปิดสถานีวิทยุชุมชน และ ดีเอสไอ ขอถอนประกัน แกนนำ 9 คน ในข้อหาปลุกปั่นยุยง ประชาชน รวมทั้ง คุณจตุพร พรหมพันธ์ และแกนนำรวม18คน โดนข้อหาในมาตรา112 ,116 ซึ่งเป็นมาตราเกี่ยวกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และข้อหาปลุกปั่นยุยงให้แตกแยกฯ

นอกจากนี้ในฝั่งกองทัพ การออกมาตบเท้าแสดงความพร้อมเพื่อสำแดงกำลังโดยสามารถเคลื่อนออกมาได้ ตั้งแต่ ในทันที ครึ่งชั่วโมง ไปถึงสามชั่วโมงในการเคลื่อนกำลังไปสู่เป้าหมาย และใช้สถานีวิทยุชุมชนเครือข่าย กอ.รมน.จำนวนกว่า 700 สถานีในการ โจมตีใส่ร้ายป้ายสี ประชาชน คนเสื้อแดง ล้วนเป็นท่าทีดุดันของกองทัพ ร่วมกับ กอ.รมน. ในการพร้อมทำรัฐประหาร

นี่ไม่ใช่การขู่ขวัญเฉยๆ แต่มีปฏิบัติการที่เป็นจริงต่อแกนนำคนเสื้อแดง และสื่อเสื้อแดง โดยใช้กฏหมายอาญามาตรา112(หมิ่นพระบรมเดชานุภาพฯ) และกฏหมายอาญามาตรา116 (ยุยงให้เกิดการแตกแยกฯ) สองมาตรามาเป็นเครื่องมือจัดการกับประชาชนโดยไม่คำนึงถึงว่า มีหลักฐานจริงๆตามข้อกล่าวหาหรือไม่

นี่เป็นปฏิบัติการที่กล้าหาญชาญชัยอย่างยิ่งของกองทัพไทย โดยไม่แยแสกับสายตาประชาชนไทยและไม่แยแสกับสายตาสังคมโลก ตรงข้ามกับพม่าที่กำลังพัฒนาดียิ่งๆขึ้นในการพัฒนาประชาธิปไตย แต่ในประเทศไทย ประชาธิปไตยไทยมีแต่สาละวันเตี้ยลง จนไม่เหลือซากประชาธิปไตยแล้ว

ความจริงขณะนี้ประเทศไทยยังอยู่ในสถานการณ์รัฐประหารแท้ๆ ไม่กี่วันมานี้วุฒิสมาชิกรุ่น คมช. แต่งตั้ง ยังกลับมาเรียงหน้าเป็นแถว พร้อมกับการแย่งชิงตำแหน่งกรรมาธิการสำคัญๆโดยนายทหารใหญ่เกี่ยวพันกับคมช.เข้ามาบงการ

การใช้กำลัง กอ.รมน.ลงพื้นที่แทรกแซง กดดันการตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้ง โดยห้ามเลือกพรรคที่ถูกใส่ร้ายป้ายสีว่าล้มเจ้า ก็ยืนยันสถานการณ์รัฐประหารที่ดำรงอยู่เช่นกัน ไม่พูดถึงการประเคนงบประมาณในการซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์และ ให้หน่วยงาน กอ.รมน.ในการทำงานพิเศษตามที่กองทัพปรารถนา นี่จึงเป็นสถานการณ์รัฐประหารของระบอบอำมาตยาธิปไตยที่ยังคงดำรงอยู่

การก่อรัฐประหารซ้ำจึงอาจไม่จำเป็นต้องทำแบบเดิมๆก็ได้ อาจใช้การบิดเบือนกฏหมายบางมาตราในรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ได้นายกรัฐมนตรีและคณะผู้บริหารโดยวิธีพิเศษที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ แต่การใช้ความรุนแรงปราบปรามประชาชนที่ออกมาต่อต้านรัฐประหารก็อาจเกิดขึ้น ได้เช่นกัน เพราะดูปฏิบัติการที่ทำไปแล้ว ก็ไม่แยแสกับความถูกต้องชอบธรรมแต่อย่างใด

แต่ถ้าสถานการณ์ยุบสภา เลือกตั้งใหม่เกิดขึ้นได้จริง นี่ก็จะเป็นสถานการณ์ใหม่ที่เป็นการเริ่มก้าวย่างเข้าสู่การต่อสู้ในแบบ เพื่อระบอบประชาธิปไตย ประชาชนไทยและชาวโลกจะได้เห็นการรณรงค์หาเสียงประเภทที่สู้กันเอิกเกริกสุด ตัวอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พรรคที่มีขบวนการประชาชนคนเสื้อแดงสนับสนุน จะคึกคักมีชีวิตชีวาอย่างยิ่ง เพราะสำหรับนปช.แดงทั้งแผ่นดิน จะถือการรณรงค์ให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ยุติธรรม และมีปฏิญญาร่วมกันที่จะสนับสนุนพรรคฝ่ายประชาธิปไตย ให้ชนะเลือกตั้ง สามารถจัดตั้งรัฐบาลที่เป็นรัฐบาลประชาชนให้ได้ เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงให้ประเทศไทยมีระบบประชาธิปไตยที่แท้จริงเกิด ขึ้นให้ได้ ดังนั้นคนเสื้อแดงจะร่วมมือเป็นใจเดียวกันที่จะช่วยกันรณรงค์เต็มกำลัง เพราะนี่เป็นวิถีทางโดยสันติวิธีที่สำคัญในการต่อสู้กับระบอบอำมาตยาธิปไตย ในวิถีทางรัฐสภา ที่มือประชาชนสามารถโค่นล้มระบอบอำมาตยาธิปไตยได้โดยการไม่เลือกพรรคการ เมืองของระบอบอำมาตย์

แล้วพรรคไหนเป็นพรรคการเมืองของระบอบอำมาตย์ก็ ดูไม่ยาก เพราะรู้ๆกันอยู่ ตั้งแต่การก่อตั้งพรรค อายุขัยพรรค ยาวนาน พรรคใดที่ต่อต้านคณะราษฎร ทำลายบุคคลำคัญในระบอบประชาธิปไตย โดยใช้เรื่องราวสถาบันกษัตริย์ พรรคใดที่ไม่ต่อต้านทหารเผด็จการในการทำรัฐประหาร กลับร่วมมือกับคณะรัฐประหารหลายยุคหลายสมัย นับแต่รัฐประหารพศ.2490เป็นต้นมา จึงเป็นหลักไมล์สำคัญในการทำลายระบอบประชาธิปไตยตั้งแต่บัดนั้น และในยุคเผด็จการทหารครองเมือง ถ้าเข้ากันได้ดีกับกลุ่มจารีตนิยม พรรคนี้จะไม่ต่อต้านคัดค้าน แต่ถ้าคณะทหารใดที่ขัดแย้งกับกลุ่มจารีตนิยม และมีประชาชนออกมาต่อสู้ พรรคนี้ก็จะออกมาต่อสู้แบบหน่อมแน้ม เสร็จแล้วก็ด่าว่า เพื่อนพาคนไปตาย แล้วลงท้ายพรรคตนเองก็จะได้อำนาจบริหาร พรรคแบบนี้จึงเป็นพรรคของระบอบอำมาตยาธิปไตยที่เป็นเครื่องมือสำคัญทำให้ ระบอบอำมาตยาธิปไตยสามารถดำรงอยู่ภายใต้เสื้อคลุมประชาธิปไตย ถ้าเราสามารถโค่นล้มพรรคของอำมาตย์ฯตามวิถีทางในระบอบประชาธิปไตยโดยการ เลือกตั้ง นี่ก็จะเป็นชัยชนะของระบอบประชาธิปไตยเหนือระบอบอำมาตยาธิปไตย

คนเสื้อแดงจึงจะต้องคึกคักเป็นอย่างยิ่งในการต่อสู้ในสนามเลือกตั้งครั้งนี้ รวมทั้งพวกฝ่ายอำมาตย์ด้วยเช่นกัน เพราะนี่เป็นการเดิมพันครั้งสำคัญของประชาชนทีอดทนเป็นฝ่ายผู้ถูกกระทำย่ำยีเข่นฆ่าแต่เพียงฝ่ายเดียวมาเกือบห้าปีแล้ว

แถขั้นเทพ!เทือกแถลแถเถือกโต้ฮิวแมนไรต์ว็อทช์ ทำรู้ดีทหารไทยสังหารเสื้อแดงแต่ไม่ยักรู้ใครฆ่าJFK

ที่มา Thai E-News

ภาพจากแฟ้มภาพเหตุการณ์เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2553 แสดงให้เห็นถึง"คนเสื้อแดง"กลุ่มผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลหามพลเมืองรายหนึ่งซึ่งถูกยิงโดยพลซุ่มยิงทหารไทย ( Thai army sniper )ใกล้แยกราชปรารภ ระหว่างการปะทะกันในกรุงเทพฯ ซึ่งองค์กรฮิวแมนไรต์วอชท์ได้แถลงเมื่อ 3 พฤษภาคมนี้ชี้ว่า "กองทัพไทยปฏิบัติการสังหารนองเลือด"ระหว่างความรุนแรงทางการเมืองเมื่อปีกลาย ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 90 ศพ (ภาพข่าว: Deutsche Presse Agentur )

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
4 พฤษภาคม 2554

หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์ส รายงานว่า หลังเหตุการณ์ประท้วงนองเลือดเพื่อต่อต้านรัฐบาลผ่านไปครบปีที่กรุงเทพฯ องค์กรฮิวแมนไรต์ว็อตซ์ซึ่งเป็นองค์กรNGOsด้านสิทธิมนุษยชนได้เผยแพร่รายงานฉบับหนึ่งเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคมนี้ว่า อาชญากรรมที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 90 ศพ รวมทั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้านการแพทย์นั้นตกเป็นเป้าหมายของการซุ่มยิงอย่างเจตนา ทว่ายังไม่มีการดำเนินคดีใดๆต่อผู้มีส่วนรับผิดชอบในการสังหาร

ในที่ประชุมแถลงข่าวนายแบรด อดัมส์ ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียของฮิวแมนไรต์ว็อตช์ ได้แสดงคลิปวิดีโอที่เขากล่าวแสดงให้เห็นอย่างน้อยหนึ่งกรณีที่พลซุ่มยิงในเครื่องแบบทหารไทย รวมทั้งโชว์ภาพทหารบนรถไฟยกระดับ ซึ่งเป็นเรื่องขัดแย้งกับรัฐบาลที่ยืนยันว่าทหารไม่ได้ซุ่มยิงจากรถไฟฟ้า และไม่เคยใช้พลซุ่มยิงผู้ประท้วง

แต่รายงานขององค์กรสิทธิมนุษยชนแสดงหลักฐานว่า"ผู้ประท้วงปราศจากอาวุธจำนวนมาก รวมทั้งอาสาสมัครทางการแพทย์และผู้ยืนดู ถูกยิงสังหารที่หัวจาก snipers ซึ่งซุ่มยิงจากที่สูง"

ฮิวแมนไรต์ว็อชต์ได้เปิดเผยเอกสารรายงานการสอบสวนทั้งหมด 139 หน้า สามารถดาวน์โหลดได้ตามลิ้งค์นี้ http://www.hrw.org/node/98416

เทือกแถสีข้างถลอกโต้ฮิวแมนไรต์วอทช์


นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ให้สัมภาษณ์กรณี องค์กร เพื่อสิทธิมนุษยชน ฮิว แมนไรต์ วอตช์ ออกมาระบุการตาย 91 ศพ ของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ว่าเป็นการกระทำของฝ่ายทหารโดยการใช้อาวุธ ว่า ตนเห็นข่าวแล้วมีความเสียใจว่าองค์กรนี้ควรจะเป็นกลางและได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง ไม่เอนเอียง แต่ว่าก่อนที่จะพูดอะไรออกไปให้เกิดความเสียหายต่อองค์กรของประเทศไทย หรือภาพของประเทศโดยส่วนรวม ควรจะต้องตรวจสอบข้อมูลให้ดีเสียก่อน น่าเสียดายตอนที่มีคดีอุ้มฆ่าสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ร่วม 3,000 ศพ องค์กรนี้ไม่รู้อยู่ที่ไหนไม่เคยได้ยินเสียง

“ ผมคิดว่าองค์กรพวกนี้ต้องไปดูที่ประเทศของตนเอง ตอนประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคนเนดี้ ถูกยิงตาย จนขณะนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจน หากประเทศไทยเกิดมีความยากลำบากในการทำหน้าที่ แล้วทำไมจะต้องลงโทษกัน ก็ยังทำหน้าที่ในการค้นหาข้อเท็จจริงกันอยู่ คณะกรรมการที่ค้นหาข้อเท็จจริงที่เป็นกลางเขาก็ทำหน้าที่ เช่น คณะของ อาจารย์คณิต ณ นคร เป็นต้น ทำไมเราไม่ฟังคนอย่างอาจารย์คณิต ณ นครหละ ทำไมเราต้องไปฟังฝรั่งมังค่าที่มากล่าวหาประเทศไทยล่ะครับ ” นายสุเทพ กล่าว

ธิดาประณามคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติให้รู้จักอายมั่ง

นางธิดา โตจิราการ รักษาการประธาน นปช.แถลงว่า การที่องค์กรฮิวแมนไรต์วอชท์ ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs)ออกมาแถลงข่าวเมื่อวานนี้เกี่ยวกับการออกบทความ 130 กว่าหน้า จากการสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้อง 90 คนว่า รัฐบาลและกองทัพไทยเจตนาใช้อาวุธจริงและพลซุ่มยิงสังหารพลเรือน ยิงจุดสำคัญคือหัวและหัวใจ ไม่ใช่ยิงเพื่อหยุดผู้ประท้วง และการสอบสวนต่างๆก็ขาดความใปร่งใส ไม่มีความคืบหน้า

นางธิดากล่าวว่าแม้ในรายงานนี้แสดงทัศนะทำนองไม่เห็นด้วยกับอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร และแกนนำนปช.โดยกล่าวหาว่าอาจมีส่วนยั่วยุผู้ชุมนุมให้ประท้วงด้วยความรุนแรง หรือพูดถึงชายชุดดำ ก็ยังดีกว่าองค์กรสิทธิมนุษยชนของไทย อย่างคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่ไม่เคยแสดงท่าทีอะไรเกี่ยวกับการตาย 90 ศพ แต่เดือดร้อนกับการที่นายวีระ สมความคิดไปติดคุกเขมร จึงเป็นองค์กรสิทธิของอำมาตย์เท่านั้น

*****
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-รายงานรายละเอียดฉบับนี้โดยฮิวแมนไรต์ว็อชท์

-นิวยอร์กไทม์ส:Rights Group Urges Prosecutions in Thai Violence

เวบไซต์ชุมชนคนเหมือนกันออกแถลงการณ์กรณีกองปราบเตรียมดำเนินคดีหมิ่นฯต่อ50สมาชิก

ที่มา Thai E-News

หมายเหตุไทยอีนิวส์:คณะกรรมการบริหารเว็บไซต์ชุมชนคนเหมือนกัน ( http://weareallhuman2.info )ได้ออกแถลงการณ์ชุมชนคนเหมือนกันกรณีกองปราบปรามเตรียมดำเนินคดีกับสมาชิกของชุมชน :พวกเรายืนยันจุดยืนปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้เป็นประชาธิปไตย - การวิพากษ์วิจารณ์และเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ย่อมต้องได้รับความคุ้มครอง ดังมีรายละเอียดดังต่อไปนี้


ตั้งแต่ พ.ศ. 2550 “เว็บไซต์ฟ้าเดียวกัน”(sameskyboard)เป็นชุมชนออนไลน์อยู่ภายใต้ความดูแลของ”สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน”ที่มีคุณธนาพล อิ๋วสกุล เป็นบรรณาธิการ และได้เปลี่ยนมาอยู่ภายใต้ความดูแลของคณะกรรมการบริหารชุมชนเวลาต่อมามีคุณศรัทธา หุ่นพะยนต์เป็นเว็บมาสเตอร์ มีความรับผิดชอบเป็นอิสระแยกออกจากสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน

ภายหลังสมาชิกได้มีมติให้เปลี่ยนชื่อเป็น‘ชุมชนคนเหมือนกัน(weareallhuman)เมื่อ พ.ศ. 2553เพื่อยืนยันถึงหลักความเสมอภาค และหลักเสรีภาพ ซึ่งเป็นจุดยืนที่พวกเรามุ่งมั่นปกป้องมาโดยตลอดนับจนถึงบัดนี้ ‘ชุมชนคนเหมือนกัน’ยังคงเป็นเว็บไซต์ทางการเมืองที่เปิดโอกาสให้มีการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์อย่างกว้างขวางที่สุด

พวกเราเชื่อว่าไม่ใช่เพียงแต่นักวิชาการเท่านั้นที่ควรได้รับโอกาสในการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ หรือใช้หลัก ‘เสรีภาพทางวิชาการ’ ในการเป็นเกราะป้องกันความปลอดภัย แต่ประชาชนทุกคนในประเทศนี้, เสรีชนผู้เป็นสมาชิกของชุมชนนี้ย่อมต้องได้รับการพิทักษ์เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเช่นเดียวกันเราเชื่อว่า การวิพากษ์วิจารณ์อย่างเสรีเท่านั้น ที่จะทำให้ประเทศนี้ดำเนินไปในแนวทางที่เป็นประชาธิปไตยและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ยังคงเป็นดัชนีชี้วัดความเป็นมนุษย์ของประชาชนในประเทศ- ตราบใดที่กลไกทั้งปวงของรัฐ และกฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์ ม. 112ยังคงถูกใช้เป็นเครื่องมือในการทำลายล้าง- ปราบปรามประชาชนที่วิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์เมื่อนั้นหลักประกันคุณค่าความเป็นมนุษย์ของพลเมืองจะยังไม่มีประชาชนทั้งหลายคงเป็นเพียงแค่ข้ารองพระบาท หรือฝุ่นละอองธุลีที่ปราศจากเจตจำนงแห่งตน- เมื่อใดที่ประชาชนของประเทศนี้มีความเป็น ‘คนเหมือนกัน’เมื่อนั้นเว็บไซต์ชุมชนคนเหมือนกันย่อมหมดหน้าที่ในตัวมันเอง

ด้วยเหตุที่กองปราบปราม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศมีความพยายามในขั้นสอบสวน ที่จะใช้กฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550ดำเนินคดีกับสมาชิกของเว็บไซต์ชุมชนคนเหมือนกัน จำนวนมากกว่า 50 คนซึ่งโพสต์ข้อความในกระดานสนทนามาตั้งแต่ช่วง พ.ศ. 2550 จนถึง พ.ศ. 2552 ผู้บริสุทธิ์เหล่านี้ไม่ว่าจะโพสต์ข้อความวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์หรือไม่ก็ตามก็ไม่สมควรถูกยัดเยียดความเป็นอาชญากรทางความคิดมนุษย์ทุกคนต้องมีโอกาสที่จะแลกเปลี่ยนสนทนากันโดยอิสระเสรี ไม่ต้องกังวลภยันตรายจากอำนาจรัฐ

ความคิดใดๆ ไม่ควร "สำเนา" ให้เป็นฉบับทางการเหมือนกันทั้งประเทศ หากเป็นเช่นนั้นความคิดเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ไทยย่อมไม่ต่างไปจากกระดาษชำระที่ไร้คุณค่าในแต่ละแผ่นแต่ละใบในตัวของมัน

ด้วยเหตุที่ชุมชนคนเหมือนกันเปิดโอกาสให้สมาชิกที่มีความคิดแตกต่างกันสามารถเข้ามามีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรีจึงทำให้รายชื่อจำนวนหนึ่งที่ปรากฎในหลักฐานของตำรวจประกอบไปด้วยสมาชิผู้ประกาศตนเป็นผู้มีความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ หลายครั้งที่สมาชิกผู้จงรักภักดีเหล่านี้มีวิวาทะกับสมาชิกอื่นๆ เพื่อปกป้องสถาบันกษัตริย์

คำถามมีเพียงว่าหรือแค่ประชาชนในประเทศนี้ มีคำอธิบายต่อสถาบันกษัตริย์ที่แตกต่างไปจากการประชาสัมพันธ์ของรัฐหรือมีท่าทีที่วิพากษ์วิจารณ์ในบางด้าน ก็อาจกลายเป็นผู้ไม่จงรักภักดี จาบจ้วงสถาบันกษัตริย์ไปเสียแล้ว

การขยายอำนาจเผด็จการอย่างใหญ่โต และการครอบงำทางความคิดของอุดมการณ์กษัตริย์นิยมทำให้กลไกของรัฐทำลายล้างคนที่มีความคิดแตกต่างจากแบบฉบับอย่างรุนแรง หารู้ไม่ว่าการกระทำเช่นนี้มีแต่จะนำความเสื่อมมาสู่ระบอบเผด็จการ และสถาบันกษัตริย์เอง

พวกเรายืนยันว่าสมาชิกของชุมชนคนเหมือนกันทุกคน ไม่ว่าจะมีความคิดที่แตกต่างกันอย่างไรต่างก็เป็นผู้ที่สมควรได้รับการพิทักษ์เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น – จุดยืนเช่นนี้ของพวกเรามีขึ้นเพื่อยืนยันหมุดหมายของการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้เป็นประชาธิปไตย

สิ่งที่แนบท้ายแถลงการณ์นี้ คือรายชื่อประชาชน ผู้สนับสนุนเว็บไซต์ชุมชนคนเหมือนกันสนับสนุนการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์และการปฏิรูปให้เป็นประชาธิปไตยความพยายามดำเนินคดีกับสมาชิก และ การปิดกั้นเว็บไซต์ของเราจะต้องยุติลงทัน

ทีนี่อาจเป็นคำเตือนของประชาชนผู้ไม่มีอำนาจ และไม่มีกลไกรัฐใดที่จะใช้ต่อรองกับอำนาจเผด็จการได้เรามีแต่เจตจำนงอันเสรีที่จะมั่นคงแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ต่อไป จนกว่าจะได้มาซึ่งประชาธิปไตยคำเตือนนี้ อาจจะไม่มีผลบังคับทางปฏิบัติในระยะเวลาอันใกล้นี้ แต่ผู้มีอำนาจทั้งหลายพึงระลึกไว้เถิดว่าการใช้อำนาจเผด็จการอย่างรุนแรงนี่เองที่จะนำมาสู่ความล่มสลายของระบอบอำนาจนิยมที่พวกท่านหวงแหนรักษาไว้ เมื่อถึงวันนั้น วันที่ระบอบใหม่สถิตสถาพร ‘ประชาชนจะเป็นเจ้าของคุก’

คณะกรรมการบริหารเว็บไซต์ชุมชนคนเหมือนกัน
www.WeAreAllHuman.info

*******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-ประชาไท: เผยรายชื่อกว่า 50 ชื่อผู้เล่นเวบฟ้าเดียวกันที่ถูกกองปราบตามสอย

-ธนาพล อิ๋วสกุล:ชี้แจงกรณีข่าวกองปราบฯแกะรอยกว่า 50 รายชื่อผู้เล่นเว็บบอร์ดฟ้าเดียวกัน

ฟ้าเดียวกัน: ประชาธิปไตยที่ “งอกจากดิน” ของเราเอง

ที่มา Thai E-News

4 พฤษภาคม 2554


ตามหา ตามซื้อ ตามเก็บวารสารฟ้าเดียวกันฉบับใหม่ "ประชาธิปไตยที่ “งอกจากดิน” ของเราเอง" สะดุดตาตั้งแต่ดีไซน์หน้าปก


โดย สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน
วารสารฟ้าเดียวกัน ปีที่ 9 ฉบับที่ 1 มกราคม - มีนาคม 2554


...พื้นเพ การงานทั้งปวงไม่เหมือนกัน เหมือนหนึ่งจะไปลอกเอาตำราทำนาปลูกข้าวสาลีเมืองยุโรป มาปลูกข้าวเจ้าข้าวเหนียวในเมืองไทยก็จะไม่ได้ผลอันใด...

“พระบรมราชาธิบายว่าด้วยความสามัคคี”

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (2446)


ในบรรดาคำอธิบายอันทรงพลังของชนชั้นนำสยามเมื่อต้องเผชิญกับการท้าทายจากความรู้สึกนึกคิด สำนึก หรือกระแสภูมิปัญญาใหม่ของราษฎร ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางสังคมหรือระบบระเบียบทางการเมืองแต่ละ ยุคแต่ละสมัย ให้เป็นไปในทิศทางที่เอื้อประโยชน์ต่อชนส่วนใหญ่ อาทิเช่น ข้อเรียกร้องเพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบการปกครองให้เป็นประชาธิปไตยของปัญญาชน นอกระบบอย่างเทียนวรรณ พระบรมราชาธิบายของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวข้างต้น ถือเป็นแม่แบบคำอธิบายที่เหล่าชนชั้นนำนำมาใช้โดยตลอด ซึ่งบริบทขณะนั้น

ในทรรศนะของพระองค์ สถาบันทางการเมืองอย่างเช่น “โปลิติกัลปาตี” ก็ดี “ปาลิเมนต์” ก็ดี ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับสังคมสยาม อันมี “ลักษณะเฉพาะไม่เหมือนใครในโลก”

นี่เป็นกระบวนท่าของชนชั้นนำสยามในการทำให้ความรู้สึกนึกคิด สำนึก หรือกระแสภูมิปัญญาใหม่ “เป็นอื่น” หรือ “เป็นฝรั่ง” ไม่สามารถบ่มเพาะให้เติบโตเจริญงอกงามได้บนเนื้อนาดินแห่งสยาม

อย่างไรก็ดี ชนชั้นนำสยามก็ไม่สามารถทัดทานความเปลี่ยนแปลงได้ “การปฏิวัติสยาม” จึงเกิดขึ้นในที่สุดเมื่อปี พ.ศ. 2475 ท่ามกลางความเสื่อมทรุดและความขัดแย้งภายในของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (ซึ่งพระบาท-สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็คัดสรร “นำเข้า” ระบบการเมืองนี้มาจาก “อาณานิคมฝรั่ง” เพื่อกระชับอำนาจเข้าสู่สถาบันกษัตริย์) ดังความเห็นของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพที่ว่า “พระราชวงศ์ตกต่ำ ราษฎรหมดความเชื่อถือ สมบัติเกือบหมดท้องพระคลัง รัฐบาลฉ้อฉล การบริหารราชการยุ่งเหยิง”

หลังจากนั้น แม้ระบบระเบียบการเมืองไทยจะมิได้หวนคืนกลับไปหาระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อีกต่อไปแล้ว ทว่าการต่อสู้ต่อรองระหว่างฝ่ายนิยมระบอบเก่ากับฝ่ายนิยมระบอบใหม่ก็ยังคงดำเนินต่อไป ทั้งในระบบ/นอกระบบ ตามกฎหมาย/นอกกฎหมาย ใต้ดิน/บนดิน เปิดเผย/แอบแฝง ผ่านรัฐธรรมนูญ รัฐสภา รัฐบาล กฎหมาย การก่อกบฏ รัฐประหาร การสืบราชสมบัติ การลอบสังหาร งานวิชาการ สารคดีการเมือง วรรณกรรม อนุสาวรีย์ หรือแม้กระทั่งพจนานุกรม เป็นต้น

หลังการต่อสู้อันยาวนาน ฝ่ายกษัตริย์นิยมก็ได้บรรลุถึงสิ่งที่ตนเองต้องการ คือ การสถาปนา “ระบอบประชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” ในทศวรรษ 2490 กระทั่งเติบโตงอกงามกลายเป็น “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ในปัจจุบัน

อย่างไรก็ดี เมื่อสภาพการณ์และเงื่อนไขทางสังคมได้พัฒนาเปลี่ยนแปลงไปตามลำดับ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ก็ดูจะเกิดแรงตึงเครียดขัดแย้งภายในขั้นวิกฤต จนปรากฏออกมาในรูปของการรัฐประหารเพื่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549

น่าเสียดายที่ ชนชั้นนำและปัญญาชนจำนวนมาก ทำเป็นมองไม่เห็นปัญหาที่ระบอบนี้กำลังกัดกินตัวเอง แต่กลับหันเหต้นตอแห่งวิกฤตไปยัง “ผีทักษิณ” และ/หรือแนวคิดประชาธิปไตยที่พวกเขาแปะป้ายว่ายึดติด “ฝรั่ง” ไม่ต่างจากพระบรมราชาธิบายของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อกว่าศตวรรษก่อน

เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ดุษฎีบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ก็สมาทานความคิดทำนองเดียวกันมาผลิตซ้ำ เพื่อตอบโต้กับฝ่ายต่อต้านการรัฐประหาร 19 กันยา ว่า “...เวลาคิดถึงประชาธิปไตย ไม่ควรเทียบกับที่อยู่ในกระดาษ แต่ต้องดูประชาธิปไตยที่ ‘งอกจากดิน’ ของเราเองให้มาก... ปัญหาของเราเวลานี้คือโครงสร้างทางสังคมที่เป็นจริง

ไม่ได้มีแต่ประชาชน แต่มีอภิชนและสถาบันดังเดิม เพราะฉะนั้นการสร้างประชาธิปไตยต้องสร้างบนพื้นฐานที่เป็นจริงของเรา” (“ต้องดูประชาธิปไตยที่งอกจากดินของเราเองให้มาก,” กรุงเทพธุรกิจ, 9 ธันวาคม 2549)

อันที่จริง ในแง่หนึ่ง พระบรมราชาธิบายของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและแนวคิดของเอนก เหล่าธรรมทัศน์ดังกล่าว ก็มีส่วนถูกต้อง กล่าวคือ สังคมทุกสังคมหรือประเทศทุกประเทศนั้น ล้วนแต่มี “ลักษณะเฉพาะ” ของตน และ “ไม่เหมือนใครในโลก” ทั้งสิ้น ระบบระเบียบทางการเมืองและความสัมพันธ์ทางสังคมของแต่ละแห่ง ก็ย่อม “งอกจากดิน” ของตนทั้งสิ้น แม้ว่าบางครั้งเราจะได้รับเมล็ดพันธุ์แปลกใหม่มาจากภายนอกบ้างก็ตาม แต่มันมักจะถูกเลือกสรร คัดทิ้ง ดัดแปลง (ตามแต่ผลประโยชน์และอุดมการณ์ของผู้นำเข้า) ผ่านกระบวนการทำให้เป็นแบบฉบับของเราเสียก่อนที่จะเจริญงอกงาม

ปัญหาคือ เหล่าชนชั้นนำจำนวนมากลืมตระหนักไปว่า สิ่งที่ “งอกจากดิน” ของเรานั้น ก็ย่อมเปลี่ยนแปลงและกระทั่งดับสูญได้ไปตามปัจจัยภายในของ “เนื้อดิน” ของตน ซึ่งมีพลวัตตลอดเวลา เช่นกัน

ดังนั้น ปมประเด็นปัญหาการเมืองประการสำคัญ ณ ขณะนี้ จึงไม่ใช่อยู่ที่สิ่งแปลกปลอมจากภายนอกอันไม่เหมาะที่จะเจริญงอกงามในเนื้อ นาดินของเรา ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเรียกว่า “ประชาธิปไตย” หรือหลักการสากล อาทิ สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน สิทธิมนุษยชน และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แต่เป็นการที่ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” กำลังกัดกินตนเองอย่างไม่ลืมหูลืมตา กระทั่งฝ่ายกษัตริย์นิยมกำลังสูญเสียฐานะครอบงำทางอุดมการณ์ต่างจากที่เคย เป็นมาในหลายทศวรรษ

เหล่าอภิชนและสถาบันดั้งเดิมใน “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ต่างหาก ที่ต้องเป็นฝ่ายคิดให้หนักและตอบให้ได้ว่า จะยังคงผลักให้ความขัดแย้งลงรากลึกในเนื้อดินจนไม่เหลือ “ที่ว่าง” ให้แก่ตนหรือไม่

ข้อสังเกตถึงรายงาน Human Rights Watch เรื่องการปราบเสื้อแดง

ที่มา ประชาไท

ชื่อบทความเดิม: ความชื่นชมและข้อสังเกตเล็ก ๆ เกี่ยวกับรายงานล่าสุดของ Human Rights Watch
หลายท่านชื่นชมกับรายงาน Descent into Chaos: Thailand’s 2010 Red Shirt Protests and the Government Crackdownของ Human Rights Watch ผมอ่านคร่าว ๆ ก็รู้สึกดีเหมือนกัน อย่างน้อย HRW เป็นหน่วยงานสากลแรก ๆ ที่ใช้คำว่า “government crackdown” (การปราบปรามของรัฐบาล) และที่สำคัญสิ่งที่เป็นไฮไลต์ของการแถลงข่าวเปิดตัวรายงานเมื่อวันก่อนที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย (FCCT) คือการยืนยันว่า อย่างน้อยสี่ศพที่วัดปทุมวนารามเป็นผลงานของฝ่ายทหาร (โปรดสังเกตว่า “สี่” นะครับ ไม่ใช่ “หก” แบบที่เข้าใจกัน) (Human Rights Watch found that soldiers fatally shot at least four people, including a medic volunteer treating the wounded, in or near Bangkok's Pathum Wanaram temple)
และเหมือนที่ข่าวสดรายงาน ทาง HRW เขียนบรรยายภาพผู้เสียชีวิตอย่างชัดเจนว่าเป็นการยิงของทหาร “รายงานฮิวแมนไรต์ฯ หน้า 22 ตีพิมพ์ภาพผู้เสียชีวิต 4 ศพ จากทั้งหมด 6 ศพในวัดปทุมฯ รวมถึงน.ส.กมนเกด อัคฮาด อาสาพยาบาล และเขียนใต้ภาพกำกับว่า "The bodies of Red Shirt protesters and medic volunteers who were shot and killed by soldiers while seeking fefuge in Bangkok"s Wat Pathum Wanaram temple on May 19, 2010." หรือ ศพผู้ชุมนุมเสื้อแดงและอาสาพยาบาล ซึ่งถูกทหารยิงและฆ่าตายขณะหลบภัยอยู่ในวัดปทุมวนาราม กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2553 (http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROd01ERXdOREEwTURVMU5BPT0%3D&sectionid=TURNd01RPT0%3D&day=TWpBeE1TMHdOUzB3TkE9PQ%3D%3D)
แต่สิ่งหนึ่งทำให้ยากจะรับได้เกี่ยวกับรายงานฉบับนี้คือถ้อยความที่ว่า “แกนนำนปช.มีส่วนส่งเสริมให้เกิดความรุนแรงโดยการพูดจากระตุ้นผู้ประท้วงให้ก่อการจลาจล ทำการโจมตีโดยจุดไฟเผาและปล้นสะดม เป็นเวลาหลายเดือนที่แกนนำนปช.กระตุ้นให้ผู้ชุมนุมประท้วงเปลี่ยนให้กรุงเทพฯ กลายเป็น “ทะเลเพลิง” ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่มีการอธิบายกันไปหลายครั้ง และโดยส่วนตัวที่ผมเข้าร่วมการชุมนุมกับนปช. ก็ไม่ได้เกิดความรู้สึกเช่นนั้น (“UDD leaders also contributed to the violence with inflammatory speeches to demonstrators, urging supporters to carry out riots, arson attacks, and looting. For months, UDD leaders had urged followers to turn Bangkok into "a sea of fire" if the army tried to disperse the protest camps.”)
จากข้อกล่าวหาดังกล่าว จึงนำไปสู่ข้อสรุปของนายแบรด อดัมส์ ผู้อำนวยการแผนกเอเชียของฮิวแมนไรต์วอชต์ (Asia director at Human Rights Watch) ที่ร่วมในการแถลงข่าวด้ยว่า “แกนนำนปช.จึงควรเข้าใจด้วยว่าการที่ใช้ความรุนแรงเช่นนั้นทำให้พวกเขาไม่อาจอ้างได้ว่าขบวนการ (นปช.) เป็นการเคลื่อนไหวอย่างสงบและสันติ” (The UDD leadership should understand that when they use violence they cannot claim to be a peaceful movement.)
ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นเดิม ๆ ที่ HRW เคยแถลงต่อสาธารณะไว้ก่อนหน้านี้เกี่ยวกับความเชื่อในเรื่อง “ชายชุดดำ” ที่เป็นกลุ่มติดอาวุธที่สนับสนุนผู้ประท้วงนปช. (Armed elements supporting the UDD also staged deadly attacks on police officers and soldiers.)
และอย่าหาว่าจับผิดเลย รายงานเกี่ยวกับประเทศไทยแท้ ๆ เนื้อหามาจากการสัมภาษณ์คนไทย แต่ทำไมแม้แต่ใบแจ้งข่าวก็ไม่มีที่เป็นภาษาไทย แต่มีเป็นภาษาฝรั่งเศส เสปน และอาราบิก (ALSO AVAILABLE IN:Français Español العربية)
เช่นเดียวกันตัวรายงานฉบับเต็มเองก็มีเฉพาะภาษาอังกฤษ ไม่มีภาษาอื่นเลย รวมทั้งภาษาไทย (ไม่มีแม้แต่บทคัดย่อในภาษาไทย) (http://www.hrw.org/node/98416)
ขอให้รอดูการแถลงข่าวเปิดตัวรายงานประจำปีของ Amnesty International หน่วยงานสากลด้านสิทธิมนุษยชนอีกแห่งหนึ่งในวันที่ 13 พ.ค.นี้เช่นกัน ว่ามีจุดยืนในเรื่องนี้อย่างไร

กลุ่ม 24 มิถุนาฯ เรียกร้องให้ประกันเหยื่อ ม.112- รัฐสภา เจ้าภาพเปิดพื้นที่ถกเถียง

ที่มา ประชาไท

2 พ.ค.54 กลุ่ม 24 มิถุนา ประชาธิปไตย ออกแถลงการณ์ กรณีสมยศ พฤกษาเกษมสุข ถูกดำเนินคดีข้อหาหมิ่นสถาบันฯ
เนื้อหาของแถลงการณ์มี ดังนี้
แถลงการณ์
กรณีสมยศ พฤกษาเกษมสุข ถูกดำเนินคดีข้อหาหมิ่นเสถาบันกษัตริย์
ในระยะ 4-5 ปี มานี้ มีผู้ถูกดำเนินคดีด้วยข้อหาหมิ่นสถาบันกษัตริย์ตามกฎหมายอาญามาตรา 112 มากกว่า 500 คดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งสองเดือนหลังสุด แกนนำ นปช. ประชาชนทั่วไป ตลอดจนนักวิชาการ ต่างถูกดำเนินคดีและถูกข่มขู่คุกคามมากมาย เหยื่อรายล่าสุดที่ถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินคดี คือ คุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข อดีตแกนนำ นปก.รุ่นที่ 2, แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนา ประชาธิปไตย, บรรณาธิการหนังสือเรดพาวเวอร์ และอดีตบรรณาธิการหนังสือวอยส์ออฟทักษิน
กลุ่ม 24 มิถุนา ประชาธิปไตย ซึ่งเป็นองค์กรต้นสังกัดของคุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข ไม่เพียงแต่เป็นห่วงความไม่ยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับคุณสมยศและบุคคลที่ต้องตกเป็นเหยื่ออีกมากมายเท่านั้น หากแต่ยังมีความเป็นห่วงผลกระทบที่เกิดขึ้นในวงกว้างต่อสังคมการเมืองไทยในระยะยาว จึงแถลงความห่วงใยและจุดยืนของกลุ่มมายังพี่น้องประชาชนดังต่อไปนี้
1.-เป็นที่น่าสังเกตว่าการดำเนินคดีด้วยกฎหมายมาตรา 112 ในช่วงนี้รวมทั้งกรณีคุณสมยศนั้นเป็นผลมาจากการกดดันของผู้นำเหล่าทัพและหน่วยทหารหลายหน่วยที่ออกมาแสดงพลังด้วยการ“ตบเท้า” เพื่อเล่นงานผู้ที่มีความเห็นไม่ลงรอยกับรัฐบาลและกองทัพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเล่นงานฝ่ายประชาชนเสื้อแดงซึ่งถูกตราหน้าว่าเป็น “ขบวนการล้มเจ้า” และคุณสมยศก็เป็นหนึ่งในผู้ที่มีรายชื่อใน“แผนผังเครือข่ายล้มเจ้า”ที่ ศอฉ.ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลและกองทัพเผยแพร่เมื่อปีที่แล้ว
2.-มาตรา 112 ถูกใช้เป็นเครื่องมือทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามกับกองทัพและรัฐบาล ซึ่งส่วนใหญ่คือประชาชนเสื้อแดง โดยมีเป้าหมายสูงสุดอยู่ที่การทำลายขบวนการประชาธิปไตยของประชาชนเสื้อแดงและพรรคการเมืองที่ประชาชนเสื้อแดงให้การสนับสนุนให้สิ้นซาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อหวังผลให้ฝ่ายประชาธิปไตยพ่ายแพ้การเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น
3.-มาตรา 112 ทำลายสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ผิดหลักนิติรัฐ ขัดหลักการประชาธิปไตย ไร้มนุษยธรรม ทำลายระบบยุติธรรมอย่างถึงที่สุด ด้วยบทลงโทษที่รุนแรงป่าเถื่อน การไม่ให้ประกันตัวไว้ก่อนก็คือการพิพากษาล่วงหน้า
4.-มาตรา 112 เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ประเทศไทยเป็น“อาณาจักรแห่งความกลัวที่เต็มไปด้วยความมืดมนอันหาที่สุดมิได้” ไม่เพียงเป็นเครื่องมือปิดปากประชาชนแต่ยังขัดขวาง“ความเป็นมนุษย์”เพราะทำให้ขาดเสรีภาพ คนที่ปราศจากเสรีภาพเขาย่อมตกอยู่ในสถานะที่ต่ำกว่ามนุษย์อย่างมิต้องสงสัย
ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์
1.-การอ้างสถาบันครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ว่าจะอ้างในนามของความจงรักภักดีหรืออะไรก็ตาม เช่น การรัฐประหาร 19 กันยา การใช้กำลังทหารปราบปรามประชาชนเสื้อแดงในปี 52 และ53 ที่มีคนตายเกือบ 100 คน บาดเจ็บหลายพันคน ผลสะเทือนของการนำพาสถาบันลงมาเกี่ยวข้องกับการเมืองอย่างพร่ำเพรื่อย่อมนำมาซึ่งความเสื่อมของสถาบันอย่างมิต้องสงสัย พวกเขาเหล่านั้นรู้ตัวหรือไม่ว่ากำลังเอาอนาคตความอยู่รอดปลอดภัยของสถาบันกษัตริย์มาเดิมพันกับประชาชน รู้ตัวหรือไม่ว่ากำลังเร่งเร้าให้เกิดความรุนแรงจนอาจถึงขั้นเกิดสงครามกลางเมือง รู้ตัวหรือไม่ว่ากำลังทำให้ความมั่นคงของสถาบันกษัตริย์เป็นปฏิปักษ์กับความมั่นคงของประชาชน ขณะที่ประชาชนเสื้อแดงพยายามทำให้ความมั่นคงของระบอบประชาธิปไตยเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับความมั่นคงของสถาบันกษัตริย์และประชาชนทั้งมวล
2.-กองทัพ รัฐบาล ดีเอสไอ ฯลฯ กำลังทำให้ประเด็นมาตรา 112 ขยายตัวไปสู่ระดับสากล และมีความสุ่มเสี่ยงที่ประชาคมโลกอาจจะหันต่อต้านสถาบันกษัตริย์ไทยได้ในระยะยาว
3.-การจะตรวจสอบว่าวิธีการใดเป็นวิธีการที่ถูกต้องในการปกป้องสถาบันกษัตริย์นั้น วิธีการหนึ่งที่จะบอกได้คือ หากวิธีการที่ใช้นำมาซึ่งความนิยมเพิ่มขึ้นของประชาชนอย่างสมเหตุสมผล วิธีการนั้นน่าเชื่อว่ามีแนวโน้มจะเป็นวิธีการที่ถูกต้อง แต่กรณีการใช้มาตรา 112 เล่นงานผู้อื่นนั้น กองทัพ รัฐบาล และดีเอสไอมีความมั่นในแค่ไหนว่าจะทำให้ความนิยมในสถาบันกษัตริย์เพิ่มขึ้นอย่างสมเหตุสมผล
ข้อเรียกร้อง
1.-ศาลควรมีคำสั่งให้ประกันตัวคุณสมยศและผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของมาตรา 112 ทุกคนทันที เพื่อเปิดโอกาสให้พวกเขาต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่
2.-ทุกฝ่ายต้องหยุดนำพาสถาบันกษัตริย์มาเกี่ยวข้องการเมืองและทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามโดยทันที เพื่อเสริมสร้างบรรยากาศประชาธิปไตยให้ทุกฝ่ายมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นโดยแท้จริง
3.-หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องยุติการดำเนินคดีกับผู้ต้องหารายใหม่ จนกว่ากระบวนการถกเถียงสาธารณะตลอดจนกระบวนการแก้ไขหรือยกเลิกกฎหมายนี้จะเสร็จสิ้นลง
4.-ให้รัฐสภาเป็นเจ้าภาพจัดให้มีกระบวนการถกเถียงอย่างเป็นสาธารณะถึงความจำเป็นเหมาะสมของกฎหมายนี้ ก่อนที่จะดำเนินการแก้ไขหรือยกเลิกต่อไปตามควรแก่กรณี
กลุ่ม 24 มิถุนา ประชาธิปไตย
2 พฤษภาคม 2554
ณ ศาลอาญา รัชดาภิเษก

ตรวจสอบด่วน: ชาวบ้าน คนเสื้อแดง ฝ่ายค้านจับตา ติดตาม ตรวจสอบ การใช้เงิน 500,000 ล้านบาท อนุมัติในวันเดียว

ที่มา Thai E-News


อนุมัติกันง่ายนะ ที่เรื่องข้อเสนอเพื่อแก้ไขกฎหมายรับรองอนุสัญญาต่างๆ ที่จะมีประโยชน์ในการคุ้มครองสิทธิประชาชนและการสร้างอำนาจต่อรองกับทุน กลับเลื่อนไปอีกแล้ว เป็นโรคเลื่อนกันมาหลายปีดีดัก แต่พอเรื่องเงินๆ ทองๆ นี่แม่งอนุมัติกันง่ายเหลือเกิน

รัฐบาลอนุมัติ ประชาชน คนเสื้อแดง กรรมกร ชาวนา นักศึกษา นักวิชาการ คนหาเช้ากินค่ำ พรรคฝ่ายค้านที่มุ่งมั่นเพื่อการพัฒนาประเทศ อย่าหยุด ต้องตรวจสอบ ทวงถาม ติดตาม การใช้เงินเหล่านี้อย่างกระชั้นชิด ว่ามันสูญหายไปกับค่าพรีเมี่ยม ค่าหัวคิด ซองขาวสัมปทาน ค่าลดหย่อนภาษีอุปกรณ์ และค่าลดสเป๊กสินค้า ไปจำนวนกี่พัน กี่หมื่นล้านบาท

ช่วยกันเอานักการเมืองคอรัปชั่น บริษัทที่จ่ายใต้โต๊ะ และข้าราชการที่ประพฤติมิชอบมาลงโทษกันอย่างจริงจัง


ที่มา ทิ้งทวนกันเต็มสูบ "ครม."อนุมัติวันเดียว5แสนล้าน
Nation Channel Breakingnews

4 พค. 2554



ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการประชุมครม.นัดสุดท้ายวานนี้ (3 พ.ค.) ที่ประชุม ครม.ได้อนุมัติงบประมาณในทุกหน่วยราชการรวมแล้ว มูลค่า 5 แสนล้านบาท ประกอบด้วย โครงการบ้านธนาคารอารสงเคราะห์ (ธอส.) เพื่อที่อยู่อาศัยแห่งแรก และเห็นชอบในหลักการการขอชดเชยภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินการโครงการฯ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ วงเงิน 2.5 หมื่นล้านบาท วงเงินให้กู้ไม่เกินรายละ 3 ล้านบาท ระยะเวลาการกู้ ไม่เกิน 30 ปี และอายุผู้กู้หลักที่ใช้สิทธิรวมกับจำนวนปีที่ขอกู้ต้องไม่เกิน 65 ปีอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ปีที่ 1 - ปีที่ 2 เท่ากับ 0% ต่อปี ส่วน ปีที่ 3 - ปีที่ 5 กรณีสวัสดิการ เท่ากับ MRR- 0.50% ต่อปี กรณีรายย่อย เท่ากับ MRR ปีที่ 6 เป็นต้นไป กรณีสวัสดิการ เท่ากับ MRR- 1.00% ต่อปี กรณีรายย่อย เท่ากับ MRR- 0.50% ต่อปี
  • การให้ความช่วยเหลือบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานคร จำกัด (มหาชน) ที่ไม่สามารถประกอบกิจการการค้าได้ในช่วงเวลาที่เกิดความไม่สงบในเขตพื้นที่ กรุงเทพมหานคร ระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม 2553 เฉพาะวันที่บริษัทฯ หยุดให้บริการรถไฟฟ้า BTS จำนวน 5.5 ล้านบาท
  • มาตรการสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs ย่านราชประสงค์ และพื้นที่ใกล้เคียงที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง กรณีผู้ประกอบการที่มีกรมธรรม์ประกันภัยที่ยังไม่ได้รับสินไหมทดแทน จากบริษัทประกันภัย และเห็นชอบชดเชยค่าธรรมเนียมค้ำประกันสินเชื่อของ บสย. ในอัตรา 0.75% ต่อปี เป็นเวลา 1 ปี คิดเป็นจำนวนไม่เกิน 15 ล้านบาท โดยใช้วงเงิน 2,000 ล้านบาท
  • การรถไฟแห่งประเทศไทย ลงทุนซื้อรถจักรและล้อเลื่อน ตามแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน มูลค่า 1.7 แสนล้านบาท เป็นการลงทุนรอบแรก จำนวน 1.4 หมื่นล้านบาท
  • โครงการดำเนินงานบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม 62.15 ล้านบาท เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม
  • การดำเนินงานตามแผนงานการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม โดยใช้เงินกู้ธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย ( Asian Development Bank : ADB) ในวงเงินประมาณ 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • การดำเนินงานจัดทำระบบศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง (Central Clearing Cleaning House : CCH) โดยใช้เงินกู้ ADB ในวงเงินประมาณ 13 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • งบประมาณขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง (พ.ศ.2555-2561)แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คืองบประมาณตามนโยบายเร่งด่วน 10 โครงการ จำนวน 1.58 หมื่นล้านบาท และเห็นชอบในหลักการแผนงบประมาณขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง อีกจำนวน 371,598.379 ล้านบาท เพื่อเป็นหลักประกันว่าการปฏิรูปการศึกษาในรอบที่สองจะเดินหน้าตามที่ได้วางระบบและแผนงานต่อไป
  • การจัดสรรงบประมาณเพิ่มเพื่อปรับอัตราค่าใช้จ่ายในการจ้างพนักงาน มหาวิทยาลัย ทั้งมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐและมหาวิทยาลัยในสังกัดของรัฐที่เป็นส่วน ราชการในอัตรา 5% เป็นเงินรวม 397.21 ล้านบาท แบ่งเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ 14 แห่ง จำนวน 239.66 ล้านบาท มหาวิทยาลัยที่ส่วนราชการ 15 แห่ง จำนวน 102.02 ล้านบาท และมหาวิทยาลัยราชภัฏ(มรภ.)และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.) 50 แห่ง จำนวน 55.53 ล้านบาท
  • งบประมาณจัดสรรเพิ่มสำหรับพนักงานมหาวิทยาลัยที่จ้างโดยเงินรายได้ของมหาวิทยาลัย สำหรับใช้จ่ายในปีงบประมาณ 2554 เป็นระยะเวลา 6 เดือน เป็นเงินจำนวน 174.91 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่เป็นส่วนราชการ 15 แห่ง จำนวน 93.03 ล้านบาท มรภ.และ มทร. 50 แห่งจำนวน 81.88 ล้านบาท
  • ค่าตอบแทนพิเศษเพิ่มเติมให้กับกำลังพลกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.)งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น 293 ล้านบาท
  • โครงการพัฒนาระบบสายส่งและสถานีไฟฟ้า ระยะที่ 9 ส่วนที่ 1 วงเงินลงทุน 7,060 ล้านบาท ส่วนที่ 2 วงเงินลงทุน 4,540 ล้านบาท ส่วนที่ 3 วงเงินลงทุน 15,085 ล้านบาท และส่วนที่ 4 วงเงินลงทุน 4,485 ล้านบาท รวมเป็นวงเงินลงทุนทั้งสิ้น 31,170 ล้านบาท โดยใช้จากเงินกู้ในประเทศ จำนวน 23,374 ล้านบาท และเงินรายได้ของ กฟภ. จำนวน 7,796 ล้านบาท และเห็นชอบการกู้เงินในประเทศของโครงการดังกล่าวต่อไป
  • การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ปรับเพิ่มเงินตอบแทนพิเศษให้แก่พนักงานในพื้นที่เสี่ยงภัยจังหวัดชายแดนภาค ใต้จากอัตราคนละ 2,500 บาทต่อเดือน เป็นอัตราคนละ 5,000 บาทต่อเดือน
  • ศอ.บต. จำนวน 180 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนใน12อำเภอ พื้นที่3จังหวัดชายแดนใต้
  • เช่ารถยนต์ เพื่อใช้ในราชการในกรมการพัฒนาชุมชน เป็นงบก่อหนี้ผูกพัน 2554-2557 จำนวน 152 ล้านบาท เบื้องต้นจะเช่ารถจำนวน 235 คัน แบ่งเป็นรถบรรทุกดีเซล 1 ตัน ขับเคลื่อน 2 ล้อ และ 4 ล้อ รวมถึงรถประจำตำแหน่งอธิบดีและรองอธิบดี
  • โครงการประชาสัมพันธ์การขยายความคุ้มครองประกันสังคม มาตรา 40 งบประมาณ 200 ล้าน
  • โครงการสร้างพิพิธภัณฑ์พระราม 9 มูลค่า 1.8 พันล้านบาท เพื่อเฉลิมฉลองปีมหามงคลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครบรอบ 84 พรรษา
  • โครงการกรุงเทพเมืองปลอดภัยห่างไกลอาชญากรม งบประมาณรายจ่ายปีงบประมาณ 2554 (งบกลาง) จำนวน 123 ล้านบาท
  • โครงการสร้างสนามกีฬาใน 9 จังหวัด ได้แก่ จ.ชลบุรี จ.ศรีสะเกษ จ.อุดรธานี จ.บึงกาฬ จ.กระบี่ จ.ยะลา จ.แม่ฮองสอน จ.ลำปาง และจ.สุโขทัย
  • โครงการแก้ไขปัญหาความยากจนเกษตรกร และเกษตรกรที่ไม่มีที่ทำกิน วงเงินจำนวน 1,641 ล้านบาท
  • โครงการพัฒนาธุรกิจทางอิเล็คโทรนิค ปี 2555 วงเงิน 258 ล้านบาท
  • โครงการผลิตทรัพยากรบุคคลตามโครงการตามโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ปี 2555 -2564 เบื้องต้นได้วางกรอบงบประมาณไว้ที่ 1.07 หมื่นล้านบาท
  • โครงการส่งเสริมการตั้งครรภ์อย่างมีคุณภาพ กำหนดเริ่มดำเนินการในช่วงเดือน ก.พ. 2554 และโครงการ “พ่อแม่มือใหม่เลี้ยงลูกถูกวิธี” เพื่อดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการปฏิรูปประเทศไทย จำนวน 415 ล้านบาท

มองจีน มองไทย

ที่มา Thai E-News

ภาพชนบทจีนจากสื่ออินเตอร์เนต


บทความชำนาญ เรื่องนี้น่าสนใจในเรื่องการแสดงให้เห็นถึงการใส่ใจของรัฐบาลกลางจีนต่อการพัฒนาชนบท แต่สิ่งหนึ่งที่บทความไม่ได้เสนอ คือ ปัญหาหนักของจีนในช่วงนี้คือการคอรัปชั่นอย่างมหาศาลของข้าราชการที่เกี่ยวข้องและทำหน้าที่อำนวยความสะดวกทางการค้าให้กับทุนต่างๆ ที่ไหลเข้ามา โดยไม่มีกระบวนการประชาพิจารณ์กับชาวบ้าน และผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการลงทุนต่างๆ

การจับกุม คุมขังนักกิจกรรม ศิลปิน คนงาน และชาวบ้านนับแสนคนที่ออกมาประท้วงรัฐบาล และร้องเรียนปัญหา (ทั้งปัญหาค่าแรงต่ำ ปัญหาผลกระทบจากการสร้างเขื่อน ปัญหาวิกฤติภัยธรรมชาติ ฯลฯ) รวมทั้งการไม่ยอมรับเสรีภาพในการรวมตัวต่อรองของคนงาน ทุนยักษ์ใหญ่ต่างชาติที่ไปเปิดโรงงานในจีนถูกนักประท้วง ประท้วงต่อเนื่องมากว่าทศวรรษ เกี่ยวกับการละเมิดสิทธิแรงงานทั้งกลุ่มอุตสาหกรรมเสื้อผ้า อิเลคทรอนิกส์ และอาหาร เป็นต้น

จีนยังเป็นประเทศที่ปิดกั้นเสรีภาพทางอินเตอร์เนตมากที่สุดในโลกด้วยเช่นกัน

ทั่วโลกเรียกร้องรัฐบาลจีนปล่อยตัว Liu Xiaobo ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปี 2553


โดย ชำนาญ จันทร์เรือง
4 พฤษภาคม 2554

จากการก่อตั้งเครือข่ายบ้านชุ่มเมืองเย็นที่เชียงใหม่เมื่อต้นปี ๒๕๕๓ เพื่อขับเคลิ่อนในการนำสันติสุข ให้กลับคืนมาสู่สังคม โดยหนึ่งในยุทธศาสตร์ของการขับเคลื่อนนั้น ได้แก่การรณรงค์ให้มีการยกเลิก การบริหารราชการส่วนภูมิภาคร่วมกับโครงการจังหวัดจัดการตนเอง จนเป็นข้อเสนอที่สำคัญส่วนหนึ่งที่เสนอต่อคณะกรรมการปฏิรูป(คปร.)ซึ่งมีคุณอานันท์ ปันยารชุน ได้ประกาศเป็นข้อเสนอของ คปร.จนทำให้เกิดผลกระทบต่อสังคมอย่างมหาศาล เพราะนำมาซึ่งการถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง ทั้งที่เห็นด้วยและต่อต้าน แน่นอนว่าผมคือหนึ่งในผู้ที่เห็นด้วยและได้เขียนบทความสนับสนุนมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ เมื่อเชียงใหม่จะจัดการตนเอง /ยกเลิกราชการบริหารส่วยภูมิภาค/มองญี่ปุ่น มองไทย ฯลฯ แม้กระทั่งการยกร่าง พรบ.ระเบียบบริหารราชการเชียงใหม่มหานครฯ ขึ้นมาเพื่อเตรียมเสนอต่อสภาในปี ๒๕๕๕

อุดร ตันติสุนทร ได้เขียนบทความไว้เกี่ยวกับการกระจายอำนาจของจีนไว้หลายชิ้น สรุปความได้ว่า แต่ก่อนนี้จีนปกครองแบบรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลางที่เดียว เศรษฐกิจเริ่มตกต่ำเพราะรัฐบาลกลางเป็นผู้วางแผนแต่ผู้เดียว ต่อมา เติ้ง เสี่ยว ผิง ขึ้นมาเป็นใหญ่ ได้ประกาศนโยบายสำคัญว่าไม่ว่าแมวขาวหรือแมวดำ จับหนูเก่งเป็นใช้ได้ ซึ่งมีความหมายว่าระบบเศรษฐกิจนั้น ไม่ว่าจะเป็นสังคมนิยมหรือทุนนิยม วิธีใดที่จะทำให้ประชาชนอยู่ดีมีสุขได้ เป็นใช้ได้ทั้งนั่น จากนั้นมาจีนเริ่มกระจายอำนาจ การปกครองไปให้ผู้ว่ามณฑล นายกเทศมนตรี ให้เขาเหล่านั้นพัฒนามณฑลของตน เทศบาลของตนอย่างเต็มที่

จีนมีการปกครองแบบกระจายอำนาจจากส่วนกลาง (Decentralization) รัฐบาลท้องถิ่นของแต่ละมณฑล จึงมีอำนาจทางการบริหารค่อนข้างมาก เช่น รัฐบาลกลางให้อำนาจแก่รัฐบาลท้องถิ่นในการอนุมัติโครงการการลงทุนขนาดใหญ่จากนักลงทุนต่างชาติได้มากขึ้น ในขณะนี้รัฐบาลระดับมณฑลมีสิทธิอนุมัติโครงการลงทุนจากต่างชาติที่มีมูลค่าไม่เกิน ๑๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐได้ (จากเดิมที่มีสิทธิอนุมัติเฉพาะโครงการที่มีมูลค่าไม่เกิน ๓๐ ล้านเหรียญสหรัฐ) เป็นต้น เพื่อเป็นการสร้างความคล่องตัวและลดขั้นตอน ทำให้รัฐบาลระดับมณฑลเกิดความคิดริเริ่มในเชิงนโยบาย และคิดค้นมาตรการส่งเสริมการลงทุนในรูปแบบต่างๆ ตลอดจนแข่งขันกันในการดึงดูดทุนจากต่างชาติ

นอกเหนือจากกฎระเบียบในระดับประเทศโดยมีรัฐบาลกลางเป็นผู้กำกับดูแลแล้ว รัฐบาลแต่ละมณฑลของจีนยังมีอำนาจในการออกกฎหรือระเบียบบังคับใช้ในระดับท้องถิ่น และนับตั้งแต่มีการปฏิรูป การจัดเก็บภาษีในปี ๒๕๓๗ ได้มีการแยกระบบการจัดเก็บภาษีระหว่างรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นออกจากกัน พร้อมทั้งวางกรอบการทำงานของระบบการคลังในแต่ละระดับ ทำให้ระบบการเงินของรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นจะแยกออกจากกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเงินงบประมาณ เพื่อความเป็นอิสระและสร้างแรงจูงใจ ให้กับรัฐบาลมณฑลในการหารายได้เข้ามณฑลของตนเอง

จากการวิเคราะห์ของธนาคารโลกพบว่างบประมาณของจีนมีสัดส่วน ๓๑:๖๙ คือ รัฐบาลกลางใช้งบ ๓๑% ส่วนรัฐบาลท้องถิ่นใช้ ๖๙% (คิดเป็นตัวเลขกลมๆก็ ๓๐:๗๐ ซึ่งกลับกันจากของไทยเราเป็นอันมากที่รัฐบาลกลางใช้ประมาณ ๘๐ % ส่วนท้องถิ่นประมาณ ๒๐% เท่านั้น)

มาถึงบัดนี้จีนได้พัฒนาแบบก้าวกระโดด ประชาชนระดับรากหญ้าที่อยู่ในชนบท ทุกตำบล ทุกหมู่บ้าน มีความเป็นอยู่ดีขึ้นเป็นอย่างมาก ราษฎรมีรายได้สูงขึ้นโดยถ้วนหน้า มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นทั่วประเทศ ความเจริญรุดหน้าอย่างมากทั่วประเทศนี้ส่งผลให้เศรษฐกิจของจีนจากระดับล่างขึ้นมาเป็นที่สองของโลกแซงญี่ปุ่นไปแล้ว ซึ่งก็คือผลของการกระจายอำนาจให้แก่ท้องถิ่นนั่นเอง

แต่เมื่อหันกลับมามองไทยที่ยังมีการรวมศูนย์อำนาจไว้อย่างเข้มข้น ทั้งทีประเทศที่เราไปลอกเลียนแบบเขามาอย่างฝรั่งเศสนั้นจังหวัดก็กลายเป็นท้องถิ่นแล้ว หรือแม้แต่อังกฤษซึ่งเป็นต้นแบบของการปกครองในระบอบรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขเช่นเดียวกับไทยก็ไม่เคยมีราชการส่วนภูมิภาคแต่อย่างใด ที่สำคัญเกาหลีใต้ที่ในอดีตเคยเป็นเผด็จการยิ่งกว่าไทยหลายเท่า มีการสังหารประชาชนที่เมือง กวางจูจนผู้คนล้มตายไปเป็นพันๆคน แต่ในที่สุดประธานาธิบดีและทหารที่ฆ่าประชาชนก็ถูกลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ซึ่งเกาหลีก็ยังสามารถปรับตัวได้เร็วกว่าเราโดยการออกกฎหมายปกครองท้องถิ่นที่ไม่มีราชการส่วนภูมิภาค มีแต่ส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นเท่านั้นตั้งแต่ปี ๒๕๓๘ และจะเห็นได้ว่าตอนนี้เกาหลีใต้รุดหน้าไปไกลกว่าเราหลายช่วงตัวแล้ว

การผลักดันในเรื่องของการกระจายอำนาจโดยการยกเลิกราชการบริหารราชส่วนภูมิภาคในประเทศไทยเรานั้น เริ่มได้การตอบรับมากขึ้นเป็นลำดับ แต่ที่ยังหลงยุคอยู่ก็คือบรรดานักการเมืองทั้งหลายที่กลัวสูญเสียอำนาจของตนเองทั้งๆที่หากไม่มีราชการส่วนภูมิภาคแล้วบทบาทและอำนาจของนักการเมืองนั่นเองจะเพิ่มขึ้นจากเดิมเพราะไม่ต้องไปผ่านราชการส่วนภูมิภาคอีก การเมืองก็จะมีการเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบทั้งประเทศ

แต่ที่แน่ๆก็คือการคัดค้านจากข้าราชการที่กลัวการสูญเสียอำนาจด้วยเหตุผลแบบเดิมๆ ดังเช่นเมื่อหลายวันก่อนก็มีการประชุมสมาคมนักปกครองแห่งประเทศไทยแล้วมีการแถลงท่าทีของสมาคมคัดค้านด้วยเหตุผลที่พอสรุปได้ว่าขัดรัฐธรรมนูญเพราะจะกลายเป็นการเปลี่ยนแปลงจากรัฐเดี่ยวเป็นสหพันธรัฐบ้าง /กระทบต่อความมั่นคงบ้าง/ขาดการตรวจสอบถ่วงดุลนักการเมืองท้องถิ่นบ้างและการแสวงหาผลประโยชน์ของนักการเมืองท้องถิ่นบ้าง

ซึ่งเหตุผลต่างๆเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นมายาคติ ด้วยในเหตุผลที่ว่าขัดรัฐธรรมนูญเพราะจะกลายเป็นการเปลี่ยนแปลงจากรัฐเดี่ยวเป็นสหพันธรัฐนั้น ขอแย้งว่าไม่จริง เพราะการปกครองท้องถิ่นไม่ใช่การทำให้เป็นรัฐอิสระ รูปแบบการปกครองยังขึ้นตรงกับส่วนกลางแต่ท้องถิ่นมีอำนาจในการจัดการตนเองมากขึ้น ดังตัวอย่างของญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฯลฯ ที่ยังคงเป็นรัฐเดี่ยว และที่สำคัญในรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะเป็นปี ๔๐ หรือ ๕๐ ไม่มีคำว่าการบริหารราชการส่วนภูมิภาคเลยสักฉบับ มีแต่คำว่าการปกครองท้องถิ่นในมาตรา ๒๘๑-๒๘๔ ที่เน้นถึงการยกระดับการปกครองท้องถิ่นเสียด้วยซ้ำ ฉะนั้น ข้ออ้างที่ว่าขัดรัฐธรรมนูญจึงฟังไม่ขึ้น

ในส่วนของข้ออ้างที่ว่าจะกระทบต่อความมั่นคงนั้นอยากถามกลับว่ากระทบกับความมั่นคงของใครกันแน่ ถ้าบอกว่ากระทบต่อความมั่นคงของรัฐนั้นบอกได้เลยว่าไม่จริง มีแต่จะมั่นคงยิ่งขึ้นเพราะยิ่งรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลางยิ่งทำรัฐประหารได้ง่าย เพียงแค่เข็นรถถังเก่าๆอกมาไม่กี่คันก็ยึดอำนาจได้แล้ว แต่หากมีกระจายอำนาจไปยังท้องถิ่นทั่วประเทศแล้วการรัฐประหารย่อมทำไม่ได้อย่างง่ายๆเช่นในอดีตอย่างแน่นอน และหากจะกระทบกับความมั่นคงก็คงเป็นการกระทบต่อข้าราชการที่หวังยศหวังตำแหน่งที่ต้องการออกไปนั่งเมืองหรือกินเมืองเท่านั้นเอง

ในเรื่องของการตรวจสอบถ่วงดุลนั้น สตง.หรือสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินก็ยังคงมีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบการใช้เงินเช่นเดิม ในส่วนของการใช้อำนาจนั้นประชาชนยิ่งสามารถตรวจสอบได้ง่ายกว่าเดิมเพราะใกล้ชิดกับผู้ปกครองท้องถิ่นมากกว่าใกล้กับข้าราชการส่วนภูมิภาค เพราะประชาชนสามารถดุด่าว่ากล่าวหรือเข้าพบผู้บริหารท้องถิ่นง่ายกว่าข้าราชส่วนภูมิภาคหลายเท่าตัวที่ไม่สามารถดุด่าว่ากล่าวหรือเข้าพบก็แสนยากเข็ญ มิหนำซ้ำบางคนมาอยู่แป๊บๆแล้วก็ไป ยิ่งในเมืองใหญ่ๆที่เป็นเมืองท่องเที่ยว ข้าราชการไม่ต้องทำอะไร ทำแต่ “รับแขก แดกเหล้า เฝ้าสนามบิน กินข้าวกับนาย” เท่านั้น ไม่มีเวลาไปคิดนโยบายบริหารบ้านเมืองหรอกครับ

สุดท้ายในเรื่องของการแสวงหาประโยชน์ของนักการเมืองนั้น ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีราชการส่วนภูมิภาคการแสวงหาประโยชน์ของนักการเมืองทั่วโลกไม่ว่าเป็นประเทศไหนๆก็ล้วนแล้วหนีไม่พ้น แต่หากมีเฉพาะส่วนท้องถิ่นแล้วแน่นอนว่าการแสวงหาประโยชน์จากข้าราชการส่วนภูมิภาคก็ย่อมหมดไป การแสวงหาประโยชน์ของนักการเมืองในส่วนท้องถิ่นทำได้ไม่ง่ายเมื่อเปรียบเทียบกับปัจจุบันอย่างแน่นอนเพราะประชาชนจับตาดูอยู่ ซึ่งแตกต่างจากในปัจจุบันที่ประชาชนไม่สามารถตรวจสอบการทุจริตคอรัปชันของข้าราชการส่วนภูมิภาคได้เลย อย่างมากก็แค่ร้องเรียนแล้วก็ช่วยๆกันไป หนักหน่อยก็ย้ายไปที่อื่นเสีย ซึ่งหากเป็นไปตามข้อเสนอของเครือข่ายบ้านชุ่มเมืองเย็นและ คปร.แล้วย่อมไม่สามารถใช้วิธีเกี้ยเซี้ยได้อีกต่อไป

โลกเราวิวัฒนาการไปไกลแล้ว การขัดขืนกระแสโลกาภิวัตน์รังแต่จะไม่เป็นผลดีต่อใครเลย ผู้ที่ขัดขืนกระแสโลกาภิวัตน์และมองเห็นว่าประชาชนต้องอยู่ภายใต้อาณัติของผู้ปกครองในฐานะคุณพ่อหรือแม่รู้ดีแต่ถ่ายเดียว ผู้นั้นย่อมถูกกระแสโลกาภิวัตน์กวาดตกเวทีไปอย่างแน่นอน

------------------
หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๕๔

เบื้องหลังไทยสอบตก 'Freedom House'

ที่มา Voice TV



Wake up Thailand ประจำวันพุธที่ 4 พฤษภาคม 2554

นำเสนอในประเด็น

- "ฟรีดอมเฮาส์” ลดอันดับเสรีภาพสื่อไทยเข้ากลุ่มประเทศ “ไม่เสรี”
- วันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก นายกฯ ย้ำชัดยังไม่เสนอแก้ พ.ร.บ.คอมฯในรอบ.นี้
- ประชุมร่วมรัฐสภานัดสุดท้าย "หวิดล่ม"
- เพื่อไทยเลือก 11 กก.บห.ชุดใหม่ “มิ่งขวัญ”โผล่ร่วมประชุมด้วย
- พท.ตั้งศูนย์อำนวยการเลือกตั้งแบ่งงาน 5 ด้าน
- ผบ.ทบ.คุยโขมง! ครม.อนุมัติ ซื้อรถถังยูเครนใช้ได้กว่า 100 ปีคุ้มเหลือคุ้ม
- ผบ.ทบ.สั่งเก็บหลักฐานแจงต่างชาติ กัมพูชาเปิดฉากยิงไทยก่อน
- สื่อต่างชาติชี้ เหตุปะทะไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องที่ฮุนเซนคำนวนไว้แล้ว

การเมืองเรื่องขำ-ขำ : ด่วน !!!! "ธาริต เพ็งดิษฐ์" ได้เลื่อนตำแหน่ง

ที่มา มติชน



ตามปกติรายการ "สภาโจ๊ก" ทางโทรทัศน์ จะมีตัวละครที่หน้าตาคล้ายนักการเมืองเต็มไปหมด

ทั้งฝั่งรัฐบาลและฝ่ายค้าน

แต่ช่วงหลังถ้าใครได้ดูรายการนี้จะพบ "ตัวละครใหม่" ที่ชื่อ "ธาริต"

ดูจากเค้าโครงของใบหน้าแล้วละม้ายกับ "ธาริต เพ็งดิษฐ์" อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษมาก

ว่ากันว่านี่คือปรากฏการณ์ใหม่ของ "สภาโจ๊ก"

เพราะตามปกติตัวละครในสภาแห่งนี้จะเป็น "นักการเมือง"

ไม่เคยมี "ข้าราชการ" คนใดได้รับเกียรติมาก่อน

"ธาริต" จึงเป็นคนแรกที่ได้รับเกียรตินี้

ไม่แน่ใจว่าจะเห็นว่าเป็น "ข้าราชการ" ที่มีบทบาทสำคัญทาง "การเมือง"

หรือว่า "สภาโจ๊ก" เข้าใจผิดว่า "ธาริต" เป็น "นักการเมือง" ไม่ใช่ "ข้าราชการ"

ไม่มีใครรู้!!

นอกจากนั้น "ธาริต" ยังสร้างปรากฏการณ์ใหม่อีกเรื่องหนึ่ง

เขาได้ปรับตำแหน่งใหม่อย่างรวดเร็ว

ข้าราชการทั่วไป จะโยกย้ายเปลี่ยนตำแหน่งในเดือนตุลาคม

แต่ "ธาริต" เป็นข้าราชการคนเดียวที่ปรับตำแหน่งตาม "ดัชนีเงินเฟ้อ"

ตามปกติตัวละครทุกคนในสภาโจ๊กจะมีตำแหน่งที่ล้อเลียนสภาจริง

"รัฐมนตรี" ก็เป็น "รัฐมนโท"

ตำแหน่งของ "ธาริต" ก็เช่นกัน

แทนที่จะเป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดี "พิเศษ"

ก็เป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดี "35"

"35" นั้นมาจากราคาก๋วยเตี๋ยวครับ

ธรรมดา…..30

พิเศษ....35

อธิบดีกรมสอบสวนคดี "พิเศษ" จึงกลายเป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดี "35"

แต่เมื่อภาวะข้าวยากหมากแพง

"ก๋วยเตี๋ยว" ขึ้นราคา

ธรรมดา..35

พิเศษ..40

"ธาริต" ก็กลายเป็น "อธิบดีกรมสอบสวนคดี 40"

ปรับเพิ่มอีก 5 ขั้นทันที