ที่มา Voice TV
Voice Focus วันที่ 9 พฤษภาคม 2554 (21.30น.)
คนรักประชาธิปไตย ต้องช่วยกันขับไล่ เผด็จการ
ที่มา Voice TV
Voice Focus วันที่ 9 พฤษภาคม 2554 (21.30น.)
ที่มา มติชน
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
![]() |
กอง ทัพบกเชื่อว่า มีคนจาบจ้วงล่วงละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์กันมาก ฉะนั้นเพื่อปกป้องสถาบันฯ จึงพากันชุมนุมในค่ายทหาร พร้อมอาวุธยุทธภัณฑ์เพียบพร้อม ประกาศว่าจะปกป้องสถาบันฯ จนเลือดหยดสุดท้าย
ผม ไม่ปฏิเสธหรอกครับว่า ในระยะสัก 30-40 ปีมานี้ พื้นที่ซึ่งหวงห้ามเอาไว้สำหรับสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยมีอาณาบริเวณกว้าง ขวาง ใครจะล่วงละเมิดเข้าไปไม่ได้ และนับวันก็มีทีท่าว่าพื้นที่นี้ถูกขยายเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ
พื้นที่หวงห้ามทางสังคม หมายถึงอะไร?
คำ ตอบง่ายๆ ก็คือเป็นพื้นที่ทางสังคมซึ่งคนอื่นเข้าไปไม่ได้ เช่นเข้าไปตรวจสอบไม่ได้ เพราะไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะเข้าไปตรวจสอบ (ยังไม่พูดถึงว่า อาการที่อยากเข้าไปตรวจสอบก็ถูกถือว่าละเมิดแล้ว) พูดถึงก็ไม่ได้ นอกจากพูดไปในทางที่กำหนดไว้แล้ว ด้วยภาษาที่กำหนดไว้แล้ว เพราะกฎระเบียบของพื้นที่ประเภทนี้ไม่ได้ถูกกำหนดมาจากภายนอก แต่เป็นกฎระเบียบที่กำหนดกันขึ้นเองภายในพื้นที่
อย่างไรก็ตาม ในระยะ 4-5 ปีมานี้ พื้นที่ทางสังคมนี้กลับถูกละเมิดหรือรุกเข้าไปจากภายนอกมากขึ้น จนจะหาขอบเขตที่แน่นอนไม่ได้ แต่เท่าที่ผมได้อ่านหรือฟังมา ก็ต้องสรุปว่า แทบจะไม่มีการบุกรุกละเมิดพื้นที่ของฝ่ายใด ที่ต้องการปิดพื้นที่นี้ลงโดยสิ้นเชิง
พูดง่ายๆ ก็คือไม่มีฝ่ายใดที่ต้องการล้มเลิกสถาบันพระมหากษัตริย์ ฉะนั้น กล่าวกันอย่างเคร่งครัดแล้ว ความมั่นคงของสถาบันพระมหากษัตริย์ยังไม่ได้ถูกคุกคามเลย
พื้นที่ ทางสังคมที่หวงห้ามไว้โดยเฉพาะนั้นมีในทุกสังคม และในทุกยุคสมัย อีกทั้งไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะสถาบันพระมหากษัตริย์เท่านั้น ในเมืองไทยเอง พื้นที่ทางสังคมของพระสงฆ์เคยมีอาณาบริเวณกว้างกว่าปัจจุบันมาก แต่เมื่อสังคมเปลี่ยนแปลงไป พื้นที่ทางสังคมของพระสงฆ์ก็หดลงไปเรื่อยๆ โดยสถาบันพระสงฆ์ก็ยังอยู่ดีอย่างมั่นคงในสังคมไทย
ในสังคมอื่นๆ พื้นที่ทางสังคมที่หวงห้ามไว้โดยเฉพาะหลายพื้นที่ ก็ต้องหดแคบลงเหมือนกัน แต่ความมั่นคงของสถาบันที่อยู่ในพื้นที่เหล่านั้นขึ้นอยู่กับสมรรถนะว่า จะปรับตัวเองให้เหมาะกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้หรือไม่ และได้ดีเพียงไร กำลังเพียงอย่างเดียวไม่เคยรักษาความมั่นคงให้แก่สถาบันใดๆ ได้
การแสดงพลังของกองทัพจึงไม่ได้ช่วยปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่อย่างใด ร้ายไปกว่านั้น หากทำให้เข้าใจผิดว่าการแสดงพลังนี้ฝ่ายสถาบันฯเป็นผู้ริเริ่มหรือส่งเสริม อยู่เบื้องหลัง ก็ยิ่งทำให้สถาบันฯขาดความมั่นคงขึ้นไปอีก เพราะแสดงให้เห็นว่าไม่สามารถปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลงได้ นอกจากใช้กำลัง
อย่า ว่าแต่อื่นไกลเลย กองทัพไทยเองก็เป็นสถาบันที่มีพื้นที่ทางสังคมของตนเอง เคยกีดกันหวงห้ามการล่วงล้ำของคนอื่นไว้ให้ห่างได้มานาน แต่สังคมไทยก็เปลี่ยนไปแล้ว อย่างไรเสียอำนาจที่จะหวงห้ามการล่วงล้ำกำลังลดลงไปเรื่อยๆ อย่างเห็นได้ชัด แต่กองทัพมีและใช้กลวิธีเพียงอย่างเดียวในการรักษาพื้นที่ทางสังคมของตนไว้
นั่นคือพละกำลัง
สถานการณ์ ในปัจจุบันก็ชี้ให้เห็นแล้วว่า พละกำลังที่เคยมีและยังมีอยู่มากนั้น ไม่สามารถปกป้องการล่วงละเมิดพื้นที่ทางสังคมของตนเองได้ ขนาดมีม็อบมาร้องให้ยึดอำนาจ ยังได้แต่แหะๆ
แท้จริงแล้ว ความมั่นคงของสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ที่การยอมรับของประชาชน และประชาชนได้แสดงการยอมรับนั้นผ่านรัฐธรรมนูญ ดังที่กล่าวแล้วว่า ความเคลื่อนไหวทางการเมืองของทุกฝ่ายในเวลานี้ (ยกเว้นบางกลุ่มที่มีจำนวนน้อยมากๆ) ไม่มีฝ่ายใดเห็นว่าควรยกเลิกสถาบันพระมหากษัตริย์ และรัฐธรรมนูญทุกฉบับที่ผ่านมา ทั้งที่ร่างโดยคณะรัฐประหารและร่างตามวิถีทางประชาธิปไตย ต่างก็ยอมรับให้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของประเทศ
ฉะนั้นจะ พูดอีกอย่างหนึ่งก็ได้ว่า ความมั่นคงของสถาบันฯอยู่ในรัฐธรรมนูญ ตรงกันข้ามกับความเข้าใจของกองทัพ ซึ่งได้ยึดอำนาจและฉีกรัฐธรรมนูญไปหลายฉบับด้วยข้ออ้างว่าเพื่อปกป้อง สถาบันฯ ทุกครั้งที่รัฐธรรมนูญถูกฉีกทิ้ง ก็เป็นทุกครั้งที่หาความแน่นอนใดๆ แก่สถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ได้
เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์มีได้เฉพาะแต่ในรัฐธรรมนูญเท่านั้น เมื่อใดที่รัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนไว้ให้มีสถาบันนี้ ก็ไม่มีสถาบันนี้
แต่ เราก็ได้ผ่านการยึดอำนาจและฉีกรัฐธรรมนูญมาหลายฉบับแล้ว โดยสถาบันพระมหากษัตริย์มิได้ถูกกระทบกระเทือนไปด้วย กรณีอย่างนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร
คำตอบก็คือ เกิดขึ้นได้ด้วยทฤษฎีประหลาดอันหนึ่งซึ่งผมได้ยินมาจากนักกฎหมายท่านหนึ่ง
ท่าน อธิบายว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยก็จริง แต่ครั้นเมื่อฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งไปแล้ว อำนาจอธิปไตยจะไปอยู่ที่ไหน ท่านอธิบายว่าอำนาจอธิปไตยก็จะกลับไปอยู่กับสถาบันพระมหากษัตริย์ใหม่ และเพราะทรงถืออำนาจอธิปไตยโดยตรงเป็นการชั่วคราวนั้น ย่อมทรงใช้อำนาจนั้นไปในทางใดย่อมได้ทั้งนั้น แต่ก็ทรงใช้อำนาจนั้นไปในทางที่ก่อให้เกิดระเบียบแห่งรัฐกลับคืนมา พร้อมทั้งคืนอำนาจอธิปไตยกลับสู่ปวงชนชาวไทยใหม่ แม้ว่าจะกลับคืนมาในลักษณะที่ไม่อาจใช้อะไรได้ก็ตาม
ผมแย้งว่า ถ้าอย่างนั้นก็ต้องถือว่าไม่มีวันที่ 24 มิถุนายน 2475 เกิดขึ้นในโลก ผมคิดว่าคณะราษฎรได้วางหลักเกณฑ์สำคัญสองข้อ ซึ่งเมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯได้ทรงลงพระปรมาภิไธยในรัฐธรรมนูญเมื่อวัน ที่ 27 มิถุนายน ก็เท่ากับทรงรับรองพันธสัญญาระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์ และปวงชนชาวไทยตลอดไป และผูกพันสถาบันพระมหากษัตริย์ตลอดไปด้วย
หลักการสองข้อนั้นอาจสรุปให้เข้าใจง่ายๆ ได้ดังนี้
1.ปวงชนชาวไทยเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยตลอดมา ไม่ใช่เพิ่งเป็นเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 แต่มีผู้อื่นมาแย่งเอาอำนาจอธิปไตยของปวงชนไปใช้ในทางมิชอบ จึงได้กลับมาทวงคืนอำนาจนั้นให้กลับมาเป็นของตนใหม่ในวันที่ 24 มิถุนายน หลักการข้อนี้เห็นได้ชัดในแถลงการณ์ฉบับที่ 1 ของคณะราษฎร
จริงอยู่ ผู้นำคณะราษฎรได้ขอพระราชทานอภัยโทษที่ได้ใช้ถ้อยคำล่วงเกินบุรพกษัตริย์ใน แถลงการณ์ฉบับนั้น และยอมรับว่าบุรพกษัตริย์ก็ได้ทรงทำคุณงามความดีนานัปการเช่นกัน แต่ผู้นำคณะราษฎรไม่ได้ขอเพิกถอนหลักการว่า อำนาจอธิปไตยย่อมเป็นของปวงชนชาวไทยตลอดมาไม่
ด้วยเหตุดังนั้น เมื่อมีการฉีกรัฐธรรมนูญ อำนาจอธิปไตยย่อมกลับไปเป็นของประชาชนใหม่อีกครั้งหนึ่ง แต่เป็นอำนาจอธิปไตยที่ไม่ได้เชื่อมโยงกับรัฏฐาธิปัตย์อีกต่อไป ประชาชนจะขัดขืนกับรัฏฐาธิปัตย์ที่ช่วงชิงเอามาอย่างมิชอบนั้นอย่างไรก็ได้ พระมหากษัตริย์ย่อมไม่มีพระราชอำนาจจะแต่งตั้งบุคคลใดขึ้นดำรงตำแหน่งอะไร ได้อีก เพราะย่อมไม่ทรงร่วมอยู่ในรัฏฐาธิปัตย์ที่ไม่ตั้งอยู่บนอำนาจอธิปไตยของปวง ชนชาวไทย ตามพันธสัญญาที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯได้ทรงให้ไว้กับคณะราษฎร
2.พระ มหากษัตริย์ไทยหลังวันที่ 24 มิถุนายน 2475 กับพระมหากษัตริย์ไทยก่อนวันที่ 24 มิถุนายน ไม่ใช่สถาบันทางการเมืองอันเดียวกัน และไม่มีความสืบเนื่องกันในทางหลักกฎหมาย (ไม่เกี่ยวกับความเป็นจริง) เพราะพระมหากษัตริย์ไทยก่อนวันที่ 24 มิถุนายน ไม่มีที่อยู่ในรัฐธรรมนูญ
พระ มหากษัตริย์ซึ่งมีที่อยู่ในรัฐธรรมนูญคือพระมหากษัตริย์ซึ่งใช้อำนาจ อธิปไตยแทนปวงชนชาวไทย โดยผ่านทางนิติบัญญัติ, ตุลาการ และบริหาร ซึ่งต้องรับผิดชอบต่อปวงชนชาวไทย
ฉะนั้นหากฉีกรัฐธรรมนูญ ก็เท่ากับไม่ยอมรับสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์อีกต่อไป
อย่าง น้อยในทางกฎหมาย ทุกครั้งที่กองทัพยึดอำนาจ มันไม่ง่ายอย่างนั้น เพราะเกิดปัญหาทางความถูกต้องชอบธรรมด้านกฎหมายที่ยุ่งเหยิงอีนุงตุงนังมากๆ เสี่ยงต่อการเกิดจลาจล และเสี่ยงต่อความมั่นคงของสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นอย่างยิ่ง
หากกองทัพอยากจะปกป้องสถาบันฯจริง ก็ต้องไม่ยึดอำนาจฉีกรัฐธรรมนูญ
ทฤษฎี ประหลาดเกี่ยวกับอำนาจอธิปไตยนี้ ทำให้ต้องบิดเบือนประวัติศาสตร์กันยกใหญ่ ที่สำคัญคือสร้างความสืบเนื่องระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์ก่อนวันที่ 24 มิถุนายน 2475 กับหลังจากนั้น ประหนึ่งว่าเป็นสถาบันทางการเมืองอันเดียวกัน และพระราชทานรัฐธรรมนูญโดยไม่เกี่ยวกับวันที่ 24 มิถุนายน เลย
จริง อยู่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯมีพระราชดำริจะประกาศใช้ธรรมนูญปกครองราช อาณาจักรมาตั้งแต่ก่อน 24 มิถุนายน 2475 แต่ธรรมนูญดังกล่าว (ทั้งที่ฝรั่งร่างและคนไทยร่าง) ไม่ได้ยอมรับว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย เพียงแต่จะตั้งตำแหน่งฝ่ายบริหารขึ้นต่างหาก แยกออกไปจากสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อมิให้การวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมืองกระเทือนมาถึงสถาบันฯเท่านั้น แต่คณะบริหาร (หรือตัวอัครมหาเสนาบดี) ก็ต้องขึ้นตรงต่อพระมหากษัตริย์อยู่ดี
การบิดเบือนประวัติศาสตร์นี้ ลามไปถึง ร.6 และ ร.5 เพราะอ้างว่าพระมหากษัตริย์ทั้งสองพระองค์ล้วนตั้งพระราชหฤทัยจะสถาปนาระบอบ ประชาธิปไตยขึ้นในประเทศไทย ทั้งๆ ที่ทั้งสองพระองค์ล้วนมีพระราชนิพนธ์ที่แสดงอย่างชัดเจนว่า ประชาธิปไตย หรือระบอบรัฐธรรมนูญ ไม่เหมาะกับประเทศสยาม
จนถึงประกาศว่าจารึกสุโขทัยหลักที่ 1 คือ แมคนา คาร์ตา ของไทยก็มี
แต่ทั้งหมดนี้ ก็เพื่อสร้างความสืบเนื่องที่ไม่จริงให้แก่สถาบันพระมหากษัตริย์เท่านั้น
ดังนั้น แค่เล่าประวัติศาสตร์กันอย่างตรงไปตรงมา ก็ทำให้ทฤษฎีประหลาดนี้ดำรงอยู่ไม่ได้แล้ว
ถ้าเราต้องหลอกอดีต หลอกปัจจุบัน ยังจะเหลืออนาคตอะไรอีกเล่าครั
ที่มา มติชน
รับชมข่าว VDO
ปลายสัปดาห์ที่แล้ว คำ ผกา หรือ คุณลักขณา ปันวิชัย นักเขียนและคอลัมนิสต์ชื่อดัง แวะมาที่ห้องรับแขก
สนทนากับ"มติชนออนไลน์" เรื่อง ดูละครเรื่อง "ดอกส้มสีทอง" แล้วย้อนดู ชนชั้นนำไทย
ครั้งนี้ เราปรับโหมดมาสู่การเมือง การเลือกตั้ง ที่คาดว่า จะเกิดขึ้นในเร็ววัน
ระหว่าง พรรคประชาธิปัตย์ กับ พรรคเพื่อไทย คุณคำ ผกา เลือกเพื่อไทย
ขอ เลือกพรรคที่สนับสนุนเสื้อแดง พูดแบบตรงไปตรงมา และไม่สนใจนักการเมืองหรือตัวบุคคล แต่อยากให้ระบบกลับคืนมามากกว่า หากเลือกตั้งคราวนี้ไม่มีการแทรกแซงจากภายนอก ถึงมันจะดูพิกลพิการไปบ้าง แต่ขอให้มีการเลือกตั้งต่อเนื่องไปเรื่อยๆ โดยไม่มีเหตุการณ์อื่นๆ เช่น การรัฐประหาร ที่เข้ามาขัดจังหวะ อยากเห็นการเลือกตั้งอย่างนี้ไปอีก 20 ปี แล้วมันจะเกิดพัฒนาการของระบบ มีโครงสร้างทางการเมืองที่ดีขึ้น วันนี้นโยบายของแต่ละพรรคการเมืองไม่ได้เป็นเชิงนโยบาย แต่เป็นเมกะโปรเจกต์ ถ้าถามว่าคุณจะเอาอะไร ในเมื่อการเมืองมีการตัดตอนมาเรื่อยๆ มีการรัฐประหารทุกๆ สิบปี ไม่มีการพัฒนาที่ต่อเนื่อง ฉะนั้นตอนนี้บอกได้เลยว่าสนับสนุนคนเสื้อแดงที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย และก็เลือกพรรคเพื่อไทย ไม่มีความสุขที่พรรคประชาธิปัตย์ฉวยโอกาสขึ้นมาเป็นรัฐบาล นี่ก็เป็นจุดยืนส่วนตัว
หากพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล มีกลุ่มคนที่ไม่เอาทักษิณมาประท้วง
ก็ ต้องดูว่ารัฐบาลจะมีวิธีจัดการกับม็อบอย่างไร หรือจะมีการฆ่าประชาชนหรือไม่ ก็ต้องดูกันต่อไป แต่ถ้าหากประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาลก็ไม่เป็นไร พรรคเพื่อไทยก็เป็นฝ่ายค้าน หรือถ้าประชาธิปัตย์ทำงานดี และอีกสี่ต่อมาได้รับเลือกเป็นรัฐบาลอีก ก็ไม่มีปัญหาอะไร
คาดหวังอะไรกับคณะปฏิรูปการเมืองและสมัชชาปฎิรูปของ คุณอานันท์ ปันยารชุน และ หมอประเวศ วะสี แค่ไหน
กรณี ข้อเสนอ 5 ข้อของหมอประเวศ วะสี ที่ว่านำสังคมไทยไปสู่นิพพาน ก็ขอให้หมอประเวศไปนิพพานคนเดียว เคยถามคนไทยหรือยังว่าอยากนิพพานด้วยหรือเปล่า พวกเรายังอยากอยู่ในกิเลสตัณหา เพราะประชาธิปไตยเป็นเรื่องของการต่อรองผลประโยชน์ เป็นเรื่องความอยากมี อยากได้ อยากสุขสบาย อยากมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ชาวนาเขาก็อยากให้ลูกเป็นหมอ คงจะมีใครอยากเป็นชาวนาห้าหกรุ่นต่อๆ ไป และไม่เชื่อว่าจะมีองค์กรใดองค์กรหนึ่งสามารถปฏิรูปประเทศได้ เพราะการปฏิรูปต้องมาจากการเลือกตั้งนี่แหล่ะ ทำผ่านการต่อสู้เพื่อให้ได้ในสิ่งที่เราต้องการ และผ่านนักการเมืองที่เราเลือก
สองปีที่ผ่านมาของคุณอภิสิทธิ์ ผิดหวังอะไรมากที่สุด
ผิด หวังทุกเรื่อง เรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างเช่น ซื้อน้ำมันไม่ได้ น้ำตาลหายไปจากตลาด น้ำมันแพง ไข่แพง เป็นเรื่องปากท้องธรรมดาๆ แล้วการพิจารณางบประมาณต่างๆ งบไปสู่กลาโหมมากขนาดไหน แต่ประชาชนยังอดอยาก ปัญหาภาคใต้ก็ไม่ดีขึ้น แล้วอย่าง กอ.รมน. ยังจำเป็นต้องมีอยู่หรือไม่ ให้งบไปเท่าไหร่ เราจำเป็นแค่ไหนที่จะมีหน่วยความมั่นคง คิดว่าใครเป็นศัตรูกับรัฐบาล ไม่เห็นวิสัยทัศน์คุณอภิสิทธิ์ในเชิงโครงสร้างเลย
รัฐบาลในฝันของคำ ผกา
สิ่ง แรกคือต้องทำผ่าตัดการศึกษา รวมถึงแบบเรียนด้วย ให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ใหม่ทั้งหมด ความรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างชาติไทยกับโลก เราเป็นใครในโลกใบนี้ ชาติไทยกับประเทศเพื่อนบ้านต้องชำระความรู้ทั้งหมด และที่บอกว่าชาติไทยไม่เหมือนใครในโลก อันนี้ต้องแก้ไขใหม่ หรืออย่างที่มีการกล่าวว่าคนไทยไม่พร้อมจะมีเสรีภาพ นี่เป็นสิ่งที่คนไทยรับรู้จากการศึกษามานานแล้ว และก็เชื่ออย่างนั้นมาตลอด ซึ่งต้องมีการแก้ไขใหม่
ส่วนการชำระประวัติ ศาสตร์เป็นเรื่องสำคัญ อย่างที่อเมริกาเคยมีการกล่าวหาอินเดียนแดงอย่างสาหัส หรือญี่ปุ่นที่ไม่เคยยอมรับว่าไปทำอะไรจีนตอนสงครามโลกครั้งที่ 2 เดี๋ยวนี้ในแบบเรียนก็มีการปรับการชำระแล้ว ของไทยเองก็ต้องหาจุดยืนที่ใกล้เคียงความถูกต้องว่าไทยกับพม่าเคยรบกันจริง หรือไม่ ไทยกับเขมรเป็นศัตรูกันจริงหรือเปล่า ความสัมพันธ์ไทยกับเพื่อนบ้านเป็นอย่างไร ล้วนแล้วต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้อง
ภาคประชาชนมีพลังมากน้อยแค่ไหน
เพียง พอแน่นอน เพราะไม่มีสังคมประชาธิปไตยไหนเริ่มต้นมาจากความเข้มแข็งของประชาชนร้อย เปอร์เซ็นต์ ภาคประชาชนต้อง ล้มลุกคลุกคลาน หรือค่อยๆ สั่งสมประสบการณ์ การซื้อเสียง ฆ่าหัวคะแนนมีอยู่ทุกสังคม ญี่ปุ่นก็มี พอเลือกตั้งซัก 20 ปี มันก็ค่อยๆ น้อยลง ใช่ว่าจู่ๆ มาบอกว่าประชาชนยังไม่พร้อม เมื่อยังไม่ให้โอกาส ไม่ให้เขาเรียนรู้ด้วยตนเอง เมื่อไหร่จะเข้มแข็ง ให้โอกาสกับการต่อสู้ทางการเมือง
ที่มา ข่าวสด
บทบรรณาธิการ
การเลือกตั้งครั้งต่อไปจะเป็นการแข่งขันทางการเมืองที่รุนแรงที่สุดอีกครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย
แต่ หากต้องการจะให้การแข่งขันระหว่างพรรคและนักการเมืองเป็นประโยชน์ต่อคนส่วน ใหญ่จริงๆ แล้ว สังคมและประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดหรือสร้างบรรยากาศของการแข่งขันขึ้นมา ได้
นั่นคือแทนที่จะปล่อยให้นักการเมืองสนุก สนานกับการป้ายสีโจมตีคู่แข่ง สังคมอาจจะตั้งข้อเรียกร้องหรือคำถามให้พรรคการเมืองต่างๆ นำเสนอนโยบายที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม
เปิดเวทีให้กับการถกเถียงประเด็นที่เป็นสาระและกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนทั่ว ไปอย่างแท้จริง
มิใช่เปิดเวทีการเมืองเพื่อการโต้วาที
อาทิ ในประเด็นสำคัญที่พรรคการเมืองใหญ่เช่นเพื่อไทยและประชาธิปัตย์เสนอขึ้นมาใน ลักษณะที่ใกล้เคียงกันอย่างกรณีการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ไม่ว่าจะเป็น 250 หรือ 300 บาทนั้น
มีนักวิชาการออกมาช่วยตั้งคำถามให้แล้วว่า ที่ทั้งสองพรรคยังไม่ได้ให้ความชัดเจนในเรื่องนี้ก็คือ'วิธี'ที่จะปรับขึ้นค่าแรง
เพราะ อำนาจในการตัดสินใจนั้นเป็นของคณะกรรมการไตรภาคี อันมีตัวแทนของฝ่ายลูกจ้างและฝ่ายนายจ้างด้วย มิใช่อำนาจการตัดสินใจอยู่กับรัฐเพียงฝ่ายเดียว
นอกจากนี้ยังไม่มีการพูดถึงการหาทางลดผลกระทบจากการขึ้นค่าแรงว่า
จะรับมือราคาสินค้าเพิ่มขึ้นตามไปด้วยอย่างไร
ยัง มีประเด็นที่เป็นคำถามในทำนองเดียว กันนี้อยู่อีกมากมาย และหลายข้อที่ประชาชนหรือนักวิชาการสะท้อนออกมา ก็ ยังไม่ปรากฏอยู่ในแนวนโยบายของพรรคการ เมืองใด
อาทิ การชูนโยบายปรองดองที่พูดกว้างๆ นั้น ไม่มีการลงไปในรายละเอียดว่าจะปรองดองกันแบบใด จะให้ความยุติธรรมอย่างทั่วถึงแก่ทุกฝ่ายที่เป็นเงื่อนไขสำคัญหรือไม่อย่าง ไร
ไปจนกระทั่งถึงการปฏิรูปการเมืองว่าจะให้เดินหน้าต่อไปอย่างไร หากต้องการมีรัฐบาลเข้มแข็ง จะให้ภาคประชาชนมีระบบการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพอย่างไร
เหล่านี้เป็นสิ่งที่พรรคการเมืองควรต้องพูดให้ชัดเจนมากกว่าการโต้คารม
ที่มา ข่าวสด
เหล็กใน
มันฯ มือเสือ
การเมืองไทยทะยานเข้าสู่โหมดเลือกตั้งเต็มตัว
พรรคการเมืองน้อยใหญ่ทยอยเปิดนโยบายหาเสียงและรายชื่อผู้สมัครที่เตรียมลงชิงชัยในสนาม
ไม่ เพียง นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ แกนนำพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน แต่ยังมีอีกหลายคนที่เชื่อว่าพรรคการเมืองขนาดเล็กยังคงมีนัยสำคัญต่อการ เมืองไทยที่แบ่งเป็น 2 ขั้วชัดเจน
เพราะดูตามสภาพแล้วทั้ง 2 ขั้วเสียงจะไม่ชนะกันอย่างเด็ดขาด
ดังนั้น เสียงของพรรคขนาดกลางและเล็ก ไม่ว่าพรรคภูมิใจไทย ชาติไทยพัฒนา ชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน
ตลอดจนพรรคกิจสังคม ประชาราช มาตุภูมิ พลังชล หรือรักษ์สันติ ยังมีความสำคัญอย่างมากต่อเสถียรภาพรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง
ยก ตัวอย่างกรณี นายวัชระ กรรณิการ์ โฆษกพรรคชาติไทยพัฒนา เปิดเผยว่า ในการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคจะส่งผู้สมัครส.ส.ระบบเขตประมาณ 100 เขต จากทั้งหมด 375 เขต
สำหรับระบบบัญชีรายชื่อถึงจะส่งครบ 125 คน แต่ก็ตั้งความหวังไว้ที่ 5-10 อันดับแรก
นั่นเท่ากับว่าพรรคชาติไทยพัฒนาของ นายบรรหาร ศิลปอาชา จัดวางบทบาทของตนเองไว้ชัดเจนในฐานะพรรค 'ตัวแปร'
เช่นเดียวกับพรรคภูมิใจไทย ที่ นายเนวิน ชิดชอบ คาดหวังไว้สูงถึง 74 ที่นั่งในระบบเขต
ถึงจะได้ตามนั้นก็ยังถือว่าอยู่ในโซนของพรรคตัวแปรอยู่ดี เช่นเดียวกับชาติไทยพัฒนา เช่นเดียวกับชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน
กระนั้นก็ตามคำถามสำคัญต่อผลการเลือกตั้งครั้งนี้
ก็คือสิทธิ์ในการเป็นแกนจัดตั้งรัฐบาล ควรเป็นใครระหว่างพรรคที่ได้รับเลือกอันดับ 1 หรือพรรคที่สามารถรวบรวมเสียงข้างมากได้
ซึ่งคำตอบยังไม่แน่นอนอย่างที่นายสุวัจน์ กล่าว
"ตาม ประเพณีแล้วพรรคที่ได้คะแนนเสียงอันดับ 1 จะได้สิทธิ์จัดตั้งรัฐบาลก่อน แต่บางทีมีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องก็ต้องมาดูอีกที เพราะไม่มีกติกาตายตัวกำหนดไว้"
"ถ้าพรรคใดได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าเสียงสูสีก็ตอบยาก"
ถึง นายสุวัจน์ จะไม่ได้ขยายความว่าอะไรคือ 'ปัจจัยอื่น' ที่อาจเข้ามาแทรกแซงส่งผลให้พรรคอันดับ 1 ไม่ได้สิทธิ์จัดตั้งรัฐบาลตามประเพณีปฏิบัติ
แต่ก็พอทำให้เข้าใจได้ว่าหากพรรคเพื่อไทยต้องการเป็นแกนจัดตั้งรัฐบาล จำเป็นจะต้องได้รับเลือกตั้งเกินกึ่งหนึ่งคือ 250 เสียงเท่านั้น
ไม่มีทางเลือกอื่น
ที่มา ประชาไท
(9 พ.ค.54)เวลา 15.00น. ตัวแทนประชาชน 3 กลุ่มประกอบด้วยโครงการมาตรา 112 รณรงค์เพื่อการตื่นรู้ เครือข่ายสันติประชาธรรม และกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย เข้าร้องเรียนต่ออนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการ เมือง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งมี นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระเป็นประธาน ให้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิโดยใช้มาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา โดยมีทั้งการคุมคาม ละเมิดสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง เสรีภาพการแสดงความคิดเห็น เสรีภาพในทางวิชาการ สิทธิในการได้รับการประกันตัว รวมทั้งปัญหาเรื่องความโปร่งใสในการดำเนินคดี
โดยสุธารี วรรณศิริ ตัวแทนจากโครงการมาตรา 112 รณรงค์เพื่อการตื่นรู้ กล่าวแสดงความกังวลถึงการออกมาให้ข่าวของภาครัฐและฝ่ายการเมืองที่ว่ากำลัง ดำเนินการออกหมายจับคนที่เข้าข่ายกระทำความผิดตามมาตรา 112 โดยเปิดเผยตัวอักษรนำหน้าชื่อ สร้างให้เกิดความกลัวและไม่กล้าแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์
นอกจาก นี้ โดยทั่วไป สิทธิที่จะได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์เป็นเรื่องสำคัญ แต่ส่วนใหญ่ในการดำเนินคดี 112 มักถูกสันนิษฐานว่าผิดจริงและจัดเป็นคดีร้ายแรงต่อความมั่นคงของชาติ ซึ่งส่งผลให้ผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้รับการประกันตัว ทำให้สิทธิของเขาหายไป รวมถึงชี้ว่า การสืบหาพยานหลักฐานควรหาทุกด้านไม่ใช่พุ่งไปที่การพยายามบ่งชี้ว่าเป็นผู้ กระทำผิด
ทั้งนี้ สุธารีเน้นว่าสิ่งที่สำคัญสำหรับสังคมไทยในภาวะความขัดแย้ง คือการให้มีการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออก เพื่อขับเคลื่อนสังคม โดยประเด็นมาตรา 112 ควรเป็นประเด็นสาธารณะ ถกเถียงได้ ไม่เฉพาะในวงวิชาการ และเจ้าหน้าที่รัฐไม่ควรข่มขู่ให้คนหวาดกลัวในการพูดคุยและอภิปรายเรื่องนี้
เกษม เพ็ญภินันท์ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ในฐานะตัวแทนจากเครือข่ายสันติประชาธรรม กล่าวถึงกรณีการคุกคามนายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลังนายสมศักดิ์อภิปรายเรื่องสถาบันกษัตริย์และรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 10 ธ.ค.53 โดยเร็วๆ นี้ นายสมศักดิ์ได้แถลงว่า มีชายสองคนขี่มอเตอร์ไซค์เข้ามาในหมู่บ้านของนายสมศักดิ์และบอกว่าจะมารับ นายสมศักดิ์ โดยทราบภายหลังว่ากลุ่มดังกล่าวเป็นทหาร และยังมีผู้โทรศัพท์มาคุกคามด้วย ทั้งนี้เกษมเน้นว่า นี่ไม่ใช่เรื่องตัวบุคคล แต่เป็นหลักการเรื่องสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานในการดำรงชีวิต ที่ควรได้รับการคุ้มครอง
เกษมระบุว่า ในการแถลงข่าวที่ผ่านมา นายสมศักดิ์ยืนยันว่ายินดีเข้าสู่กระบวนการตามปกติ หากมีการฟ้องร้อง ซึ่งล่าสุด ทราบข่าวว่านายสมศักดิ์ได้รับหมายเรียกให้ไปรับทราบข้อกล่าวหาความผิดตาม มาตรา 112 ซึ่งฟ้องโดยกองทัพบก ที่สน.นางเลิ้ง ในวันที่ 11 พ.ค.นี้ โดยเกษมแสดงความเห็นว่า การดำเนินคดีและการสืบสวนควรเป็นไปตามกระบวนการปกติ ไม่ใช่ถือว่าเป็นกรณีพิเศษ โดยชี้ว่าคดี 112 ส่วนใหญ่เป็นคดีการเมือง ซึ่งมักไม่มีการพิสูจน์ตามกระบวนการอย่างชัดเจน
เกษมเสริมด้วยว่า นอกจากมาตรา 112 ของกฎหมายอาญาแล้ว ยังมีการใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์บังคับใช้เป็นลูกโซ่ต่อกันด้วย ซึ่งกฎหมายเหล่านี้เอื้อให้ผู้ที่เห็นต่างทางการเมืองละเมิดสิทธิของอีกฝ่าย จึงเสนอให้คณะกรรมการสิทธิฯ พิจารณาว่า การบังคับใช้กฎหมายระดับใดจึงจะคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน
ด้าน สุวรรณา ตันเหล็ก ผู้ประสานงานกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย กล่าวถึงกรณีการจับกุมนายสมยศ พฤษภาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาฯ และบรรณาธิการนิตยสารวอยซ์ออฟทักษิณ เมื่อเร็วๆ นี้ด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพว่า เป็นการจับกุมที่ไม่โปร่งใสและเป็นการคุกคามสื่อ โดยก่อนหน้านั้น มีเจ้าหน้าที่บุกค้นสำนักพิมพ์ คุกคามสายส่ง โดยห้ามไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับสื่อเสื้อแดงด้วย
ทั้งนี้เธอทราบมาว่า หมายจับลงวันที่ 15 ก.พ.54 ซึ่งในช่วงวันที่ 20-22 ก.พ. นายสมยศยังปฏิบัติหน้าที่เป็นหัวหน้าคณะทัวร์เที่ยวกัมพูชา ไปขึ้นเวทีปราศรัย แถลงข่าวตามปกติ ตั้งคำถามว่าเหตุใดจึงไม่มีการจับตามหมายจับ แต่กลับปล่อยจนถึงวันที่ 30 เม.ย. และมาจับตัวที่ด่านอรัญประเทศ โดยดีเอสไอระบุว่า มีเจตนาจะหลบหนี ซึ่งตามข้อเท็จจริงแล้ว เป็นการออกนอกประเทศตามขั้นตอน โดยถือหนังสือเดินทางเข้าแถวตามปกติ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน นายสมยศยังไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัว ด้วยเหตุผลว่าเกรงจะหลบหนีและไปจัดการกับพยานหลักฐาน ซึ่งเธอมองว่านี่เป็นการใช้มาตรา 112 เป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อจับกุม คุมขัง และไม่ให้ประกันตัว
ขณะที่ นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ประธานอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง กล่าวว่า อนุกรรมการฯ จะตรวจสอบเรื่องร้องเรียนดังกล่าวว่ามีการใช้กฎหมายอาญามาตรา 112 ละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ พร้อมกล่าวว่าเรื่องนี้สำคัญเพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯเคยตรัสว่า ต้องระวังเรื่องคดีหมิ่นฯ เพราะจะกระทบกับสถาบันฯ โดยมีการอ้างมาตรา 112 เพื่อเป็นเครื่องมือเพื่อทำลายกันทางการเมืองซึ่งไม่ถูกต้อง
"การ ตรวจสอบเรื่องนี้จึงเป็นทั้งเรื่องสิทธิและทำให้สถาบันอยู่กับสังคม ไทยได้โดยไม่ตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง" นพ.นิรันดร์กล่าวและว่า หลังจากนี้ จะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในคดีของนายสมศักดิ์มาให้ข้อมูล ส่วนกรณีของนายสมยศ ก็จะไปเยี่ยมเพื่อรับทราบข้อเท็จจริงต่อไป
ที่มา ประชาไท
ข่าวสารเกี่ยวกับประเทศไทยที่คุณไม่อาจหาอ่านได้จากสื่อ
"ปกติการต่อสู้ทางการเมืองที่เกิดขึ้น จนมีการเปลี่ยนแปลงการเมืองครั้งสำคัญไปทั่วโลก ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เกิดจากการต่อสู้ทางอุดมการณ์และการไม่ได้รับความยุติธรรมทั้งสิ้น ความไม่ยุติธรรมนี่แหละ เป็นเหตุแห่งการที่ประชาชนต้องมารวมตัวกันต่อสู้ เพื่อให้ความยุติธรรมกลับมาสู่สังคมของเขา"
ทักษิณ ชินวัตร
1 พ.ย. 51