ที่มา thaifreenews
โดย bozo

เฒ่าวัย 81 ปี ประท้วงเลือกตั้ง ผญบ. ในพื้นที่
อ้างมีการซื้อเสียงจนรับไม่ได้ ขี่จยย.ใช้ปี๊บคลุมหัว 2 วันติดต่อกัน...
มีรายงานว่า
หลังจากได้รับแจ้งจากชาวบ้าน บ้านรางสะเดา หมู่ 4 ต.พังตรุ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ว่า
มีชายขี่ จยย. ใช้ปี๊บคลุมศรีษะ ขี่ไปตามถนนสายต่าง ๆ ในหมู่บ้าน
เพื่อเป็นการประท้วงการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 เมื่อวันที่ 11 พ.ค. ที่ผ่านมา
ต่อมา เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 14 พ.ค.54
ขณะที่ผู้สื่อข่าวได้เดินทางผ่านถนนสายบ้านรางสะดา - พังตรุ หมู่ 4 ต.พังตรุ อ.ท่าม่วง
พบชายกำลังขี่รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้าเวฟ สีเทาดำ ทะเบียน ขวร 937 สุราษฎร์ธานี
อยู่บนถนน บนศรีษะคุมด้วยปี๊บ มีข้อความเขียนว่า "บ้านปู่อยู่ไหนหนูขายไปแล้ว"
ผู้สื่อข่าวจึงเรียกจอดและเข้าสอบถามข้อเท็จจริง
โดยทราบชื่อชายคนดังกล่าวคือ
นายสมัคร เพียงลิ้ม อายุ 81 ปี อยู่บ้านเลขที่ 11 หมู่ 4 ต.พังตรุ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี
เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามสาเหตุที่ต้องมาขี่รถใช้ปี๊บคลุมศรีษะ ได้รับการเปิดเผยว่า
เมื่อวันที่ 11 พ.ค.54 ที่ผ่านมา ได้มีการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 ต.พังตรุ
ซึ่งตนทราบว่ามีการซื้อเสียงกันอย่างโจ๋งครึ่มในราคาหัวละ 5-6 พันบาท
ทำให้เกิดความเสียใจที่มีการซื้อเสียงมากขนาดนี้
ทำให้ตนในฐานะคนในพื้นที่และอาศัยมายาวนานรู้สึกอาย
จึงใช้วิธีการประท้วงโดยการใช้ปี๊บคลุมศรีษะขี่รถตระเวนไปตามหมู่บ้าน
เพื่อให้ประชาชนรู้ว่าตนรู้สึกอายมาก กับการเลือกตั้งในครั้งนี้
โดยทำมาแล้ว 2 วัน และจะทำไปตลอด จนกว่าจะมีใคร
หรือผู้เกี่ยวข้องมาแก้ไข นายสมัคร กล่าวยืนยัน.
http://www.thairath.co.th/content/region/171502
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Sunday, May 15, 2011
สนามเล็กยังซื้อเสียง เฒ่าสุดทนใส่ปี๊ปคลุมหัว
ยุบสภาแล้ว เสื้อแดงเราออกไปใช้สิทธิ์ให้เต็มที่ แทนพี่น้องเรา 92 ชีวิต
ที่มา thaifreenews
โดย ลูกชาวนาไทย
บทความโดย...ลูกชาวนาไทย
อันที่จริงหาก อภิสิทธิ์และอำมาตย์คิดตก ยุบสภาเสียตั้งแต่วันที่คนเสื้อแดงเรียกร้องในเดือนพฤษภาคม 53 ประเทศไทยก็คงไม่ต้องบอบช้ำขนาดนี้ ไม่เกิดรอยแยกในสังคมครั้งใหญ่ที่ยากประสาน สถาบันต่างๆ ก็ไม่ต้องเสื่อมเสียศรัทธาไปขนาดนี้
วันนี้ยื้อมาได้หนึ่งปี ต้องเอาอะไรไปแลกมามันคุ้มหรือไม่ ???? สำหรับคนที่สั่งฆ่า
สำหรับคนเสื้อแดงเรา อย่างน้อยการชุมนุมที่ราชประสงค์และผ่านฟ้าตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม-19 พฤษภาคม 2553 สิ่งที่พวกเราคนเสื้อแดงที่เข้าร่วมชุมนุมกันอย่างยาวนานในช่วงนั้นเรียก ร้องอย่างชัดเจนและเป็นทางการคือ "การยุบสภา" คืนอำนาจให้ประชาชน แล้วเราจะตัดสินกันเองว่า เราจะเลือกใครเป็นผู้บริหารประเทศแทนเรา
นั่น เป็นสิ่งที่เราเรียกร้องอย่างเป็นทางการและเปิดเผย คนที่ตายและเจ็บในวันนั้น ก็เพื่อปกป้องพวกเราในการยืนหยัดต่อสู้ เราก็รับรู้ว่า เราเรียกร้องอย่างเป็นทางการแบบนี้
สำหรับ คนเสื้อแดงที่ "คาดหวังมากกว่านั้น" เราก็ต้องเก็บเอาไว้ในใจ เพราะสถานการณ์มันยังไม่ไปถึงจุดที่เราคาดหวัง แต่ประชาชนก็ก้าวหน้าไปเรื่อยๆ อย่าไปเร่งรัด กดดันผองเพื่อนที่เขายังไม่ได้ก้าวไปถึงจุดนั้น เพราะมันคือพัฒนาการทางการเมือง เราคงกระโดดข้ามไม่ได้ แม้อยากให้คนส่วนใหญ่กระโดดข้าม แต่คนส่วนใหญ่อัตราเร่งในการพัฒนาการมันก็ประมาณนี้ ก็ต้องรอ รอได้หรือไม่ได้ก็ต้องรอ
เมื่อ การเลือกตั้งมาถึง ตามที่เราเรียกร้อง เราก็ต้องไปใช้สิทธิของเราให้เต็มที่ สนับสนุนพรรคที่เราคิดว่าจะสามารถตอบสนองสิ่งที่เราต้องการได้ ไม่ ต้องกลัวว่า "พรรคเพื่อไทย" จะทรยศ เพราะเรามีเวลาที่จะชำระความกับคนทรยศอย่างยาวนาน การเลือกตั้งการเมือง ยังจะมีต่อไป จนกว่าชีวิตเราจะหาไม่แล้ว มันก็ยังคงมีอยู่ ดังนั้น คนทรยศต้องได้รับการตอบโต้อย่างแน่นอน ไม่จำเป็นต้องระแวงในตอนนี้
ใคร อยากชำระความกับไอ้เนวิน ก็จัดการเสียตอนนี้ ไม่ได้สายเกินไป สั่งสอนให้คนทรยศรู้ว่า ผลของการทรยศประชาชนนั้นเป็นอย่างไร เวลาก็มาถึงแล้วในตอนนี้
เราให้โอกาสพรรคเพื่อไทย หากพวกเขาทำลายโอกาสตัวเอง เลือกตั้งครั้งต่อไปยังมีเวลาสะสางกันอีกนาน
วันนี้ เราต้องไปเลือกตั้ง ไปลงคะแนน ป้องกันการโกงอย่างเต็มที่เท่าที่เราจะทำได้ อย่าไปกลัวว่าเขาจะโกงแล้วเราท้อแท้ คิดว่าถึงอย่างไรเราก็แพ้
เพื่อ ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์และการเสียสละของพี่น้องเสื้อแดงที่ตายไป ถึงอย่างไรเราก็ต้องขึ้นเวทีต่อสู้ให้สุดกำลัง ไม่ต้องไปแคร์ว่า พวกอำมาตย์มันจะโกงอย่างไร
หาก พวกเขาไม่ต้องการให้สงครามจบ เราก็สามารถรบกันในยกต่อไปได้อีก คนเสื้อแดงเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ (จริงหรือไม่ก็ต้องพิสูจน์กันในวันเลือกตั้ง) จะอย่างไรก็ไม่แพ้ จะยืดเยื้อยาวนานเราก็ต้องสู้ หากเราถอดใจเสียแล้วตั้งแต่ยังไม่ได้สู้ แล้วที่เราต่อสู้กันมาเกือบ 5 ปี จะมีความหมายอะไร หากพวกเขาโกง เราก็สู้กันต่อไปในเวทีที่เราได้สู้ ได้ชุมนุม ได้ประท้วงกันมาแล้ว
ใคร คิดว่าจะต้องแก้ไข รธน. หรือกฎหมายต่างๆ อันนั้นมันเป็นขั้นตอนต่อไป หลังจากที่เราเลือกตั้งแล้ว หากพรรคเพื่อไทยชนะ เราก็จะตามทวงสัญญาของพวกเราต่อไป หากพวกเขาไม่ทำตามสัญญา เราก็จะสั่งสอนให้พวกเขาได้รู้ถึงพลังของประชาชนในการเลือกตั้งครั้งต่อไป
วันนี้ เราคนเสื้อแดงได้รวมกันได้แล้ว เป็นประชาชนตัวเล็กๆ รวมกันได้อย่างไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ของชาติไทย ไม่ว่ายุคไหนๆ ไม่เคยมีครั้งใดที่ประชาชนจะรวมกันได้แข็งแกร่งยืนหยัดได้ยาวนาน เหมือนครั้งนี้
การ เลือกตั้งเป็น "ยุทธวิธีต่อสู้" ของเราอีก ยุทธวิธีหนึ่ง มันไม่ใช่คำตอบทั้งหมด และยังไม่ได้หมายความว่าเราชนะสงคราม แต่เมื่อมันเป็นยุทธวิธีอันหนึ่ง เป็นการรบอีกยกหนึ่ง และเป็นยกสำคัญ
เราต้องเอาชนะในยกนี้ให้ได้ อย่างน้อยก็ต้องสู้จนสุดกำลัง
พุทธศาสนากับ ‘ประชาธิปไตยหางด้วน’
ที่มา ประชาไท
สุรพศ ทวีศักดิ์
คำ พูดที่ว่า พุทธศาสนาบริสุทธิ์จากการเมือง อยู่เหนือการเมือง ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง อาจเป็นคำพูดที่ถูกต้องหากหมายถึงพุทธศาสนาส่วนที่เป็นสัจธรรมที่พระ พุทธเจ้าตรัสรู้คือ “อริยสัจ 4”
แต่หากหมายถึงพุทธศาสนาในความหมาย ที่ซับซ้อนกว่านั้น เช่น พุทธศาสนาที่มีคำสอนเกี่ยวกับมิติทางสังคมและการเมือง หรือการปรับใช้คำสอนของพุทธศาสนาเพื่อตอบสนองต่อบริบททางสังคม-การเมืองใน ยุคสมัยต่างๆ หรือพุทธศาสนาเชิงสถาบันที่ประกอบด้วยศาสดา พระสาวก องค์กรสงฆ์ พุทธบริษัท 4 พุทธศาสนาในความหมายที่ซับซ้อนดังกล่าวนี้ไม่เคยเป็นอิสระจากการเมืองอย่าง สิ้นเชิง หากแต่มีมิติที่เกี่ยวข้องกับการเมืองเสมอมากบ้างน้อยบ้างตามเงื่อนไขทาง ประวัติศาสตร์สังคมและวัฒนธรรมที่พุทธศาสนาเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์ด้วย
ความ สัมพันธ์ระหว่างพุทธศาสนากับการเมืองในสมัยพุทธกาล ซึ่งบทบาททางศาสนาที่สำคัญในยุคนั้นขึ้นอยู่กับบทบาทของพระศาสดา และบทบาทสำคัญทางการเมืองขึ้นอยู่กับบทบาทของกษัตริย์ หากพระศาสดาและกษัตริย์มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกันการเผยแผ่พุทธศาสนาย่อม ประสบความสำเร็จได้ง่ายขึ้น
แน่นอนว่าความเจริญรุ่งเรืองของพุทธ ศาสนาในสมัยพุทธกาลก็อยู่ภายใต้ เงื่อนไขดังกล่าวนี้ เพราะพระพุทธเจ้าเป็น “เพื่อนสนิท” กับกษัตริย์ในรัฐมหาอำนาจในชมพูทวีปถึงสองรัฐคือ รัฐมคธกับรัฐโกศล โดยสัมพันธภาพดังกล่าวย่อมส่งผลให้พุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองในสองรัฐใหญ่ และรัฐเมืองขึ้นอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่ง
คำสอนของพุทธศาสนาที่เกี่ยวกับ การเมือง เช่น ทศพิธราชธรรม จักรวรรดิวัตร วัชชีธรรมหรืออปริหานิยธรรม เป็นต้น ก็น่าจะเป็นที่รู้จักกันดีตั้งแต่ยุคนี้ แต่มีข้อสังเกตว่ากษัตริย์ที่เคร่งครัดในคุณธรรมของผู้ปกครองตามคำสอนของ พุทธศาสนากลับเป็นกษัตริย์ที่อ่อนแอใน “เกมแห่งอำนาจ” ดังเช่นกษัตริย์ที่เป็นเพื่อนสนิทของพระพุทธเจ้าสองพระองค์คือ พระเจ้าพิมพิสาร และพระเจ้าปเสนทิ ต่างก็ถูกโอรสของตนเองทำรัฐประหาร
ต่อ มาหลังสมัยพุทธกาล ยุคพระเจ้าอโศกมหาราชถือเป็นยุคแห่งการปรับ “อุดมการณ์ธรรมราชา” ตามคำสอนของพุทธศาสนาเป็นอุดมการณ์แห่งรัฐ ทำให้พระราชามีอำนาจในการปกครองทั้งอาณาจักรและศาสนจักร เช่น พระราชาเป็นแบบอย่างของผู้ปฏิบัติธรรม สอนธรรม มีพระบรมราชโองการให้พระสงฆ์และข้าราชการสอนธรรมเรื่องนั้นเรื่องนี้แก่ พสกนิกร อุปถัมภ์บำรุงคณะสงฆ์และมีอำนาจเข้าไปจัดการปัญหาภายในของคณะสงฆ์ เช่นกรณีมีพระปลอม การแตกสามัคคีในวงการสงฆ์ มีการใช้อำนาจของพระราชาลงโทษประหารชีวิตพระสงฆ์จำนวนมาก เป็นต้น [1]
ทว่า ในท้ายที่สุดพระเจ้าอโศกมหาราชผู้ซึ่งได้รับยกย่องว่าเป็นแบบอย่าง ของกษัตริย์ตามคติธรรมราชาของพุทธศาสนาที่โดดเด่นที่สุดในประวัติศาสตร์ ก็สิ้นสุดสถานะแห่งความเป็นกษัตริย์ลงด้วยการรัฐประหารโดยหลานของพระองค์เอง
ในยุคต่อมา เมื่อกษัตริย์ในภูมิภาคอุษาคเนย์หันมานับถือพุทธศาสนาต่างก็ปรารถนาที่จะ เป็นธรรมราชาดังพระเจ้าอโศกมาหาราช และกษัตริย์แห่งนครรัฐต่างๆ ในแผ่นดินสยาม นับแต่พ่อขุนรามคำแหงเรื่อยมาถึงยุครัตนโกสินทร์ต่างก็ยืนยัน “ความชอบธรรม” แห่งสถานะความเป็นกษัตริย์โดยอ้างอิง “ทศพิธราชธรรม” เช่นพระเจ้าอโศก
อย่างไรก็ตาม การอ้างอิงทศพิธราชธรรมเพื่อสร้างความชอบธรรมแก่สถานะของกษัตริย์ในแผ่นดิน สยาม โดยเฉพาะตั้งแต่ยุคกรุงศรีอยุธยาที่เริ่มมีการสมมติให้กษัตริย์เป็น “เทวดาบนแผ่นดิน” หรือ “สมมติเทพ” เป็นต้นมานั้น ทำให้เกิดภาวะขัดแย้งในตัวเองอย่างที่เรียกกว่า “หัวมงกุฏท้ายมังกร” อย่างมีนัยสำคัญ
กล่าวคือ กษัตริย์ตามคติพุทธศาสนานั้นไม่ใช่เทพ ไม่ใช่โอรสของเทพ หรือไม่ใช่ผู้ที่พระเจ้าสร้างมาและให้อำนาจศักดิ์สิทธิ์มาปกครองแผ่นดิน หากแต่กษัตริย์ตามคติพุทธคือ “คนธรรมดา” ที่ถูกคนส่วนใหญ่เลือกให้เป็นผู้ปกครอง (เรียกว่า “มหาชนสมมติ”) และให้ค่าตอบแทนในการทำหน้าที่ของผู้ปกครองตามความจำเป็น หรือได้ค่าตอบแทนเพียงเพื่อให้มีชีวิตอยู่แบบพอเพียง [2]
ซึ่ง ผู้ปกครองที่กินอยู่แบบพอเพียงแล้วทำหน้าที่ปกครองให้ราษฎรมีความสุข พุทธศาสนาเรียกผู้ปกครองเช่นนี้ว่า “ราชา” แปลว่า “ผู้ที่ทำให้ประชาชนรัก” ด้วยการมีคุณธรรมของผู้ปกครองคือ “ทศพิธราชธรรม”
แต่คำว่า “กษัตริย์” ที่แปลว่า “ผู้ยิ่งใหญ่แห่งเขตแดน” หรือผู้เป็นเจ้าที่ดิน ผู้ร่ำรวยที่สุดในแผ่นดิน บวกกับคติแบบเทวสิทธิ์ที่ว่ากษัตริย์เป็นเทพหรือเป็นผู้ที่ได้อำนาจศักดิ์ สิทธิมาจากพระเจ้าเพื่อปกครองแผ่นดิน หากมองตามคติของพุทธศาสนาคำว่า “กษัตริย์” ตามคติดังกล่าวเป็นคำที่มีความหมายในทางลบ หรือเป็นคำที่ชาวบ้านตั้งขึ้นเพื่อปรับทุกข์กันว่า “ทำไมคนที่พวกเราเลือกให้ทำงานเพื่อพวกเราซึ่งสมควรอยู่อย่างสมถะเพราะเป็น คนแห่งธรรม จึงกลายเป็นผู้ที่ร่ำรวยที่สุดในแผ่นดินเช่นนี้” [3]
คำ ที่มีความหมายเชิงบวกตามคติพุทธคือ “ราชา” ซึ่งหมายถึงคนธรรมดาที่ถูกเลือกจากคนส่วนใหญ่ให้มาทำหน้าที่ปกครอง ได้ค่าตอบแทนในการทำหน้าที่เพียงเพื่อดำรงชีวิตอย่างพอเพียง และเป็นที่รักของประชาชนโดยการปฏิบัติตามหลักทศพิธราชธรรม
จะเห็นได้ ว่า ปัญหา “หัวมงกุฏท้ายมังกร” ของคติกษัตริย์ในแผ่นดินสยามคือ คติเรื่องกษัตริย์เป็นการผสมผสานระหว่างทฤษฎีเทวสิทธิ์แบบพราหณ์กับคติ ธรรมราชาแบบพุทธ ผลก็คือ สถานะของกษัตริย์จึงไม่ชัดว่าเป็นโอรสของเทพ (แบบจักรพรรดิญี่ปุ่น ฟาร์โรของอียิปต์ ฯลฯ) หรือเป็นเทพ ทว่าเป็นกึ่งคนกึ่งเทพ ที่เรียกว่า “สมมติเทพ” ส่วนที่เป็นเทพคือส่วนที่เป็นสถานะและอำนาจของกษัตริย์ที่ศักดิ์สิทธิ์แตะ ต้องหรือล่วงละเมิดมิได้ ส่วนที่เป็นคนคือส่วนที่เป็นบทบาทหน้าที่ของผู้ปกครองที่ถูกคนส่วนใหญ่เลือก ให้ทำงานแก่ผู้ใต้ปกครองตามครรลองของทศพิธราชธรรม
ทั้งสองส่วนนี้ ขัดแย้งกันโดยพื้นฐาน กล่าวคือ “สาระ” (essence) ของความเป็นเทพเรียกร้องหรือต้องการภาวะ “อภิมนุษย์” ที่อยู่เหนือหรือห้ามการวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบ แต่สาระของทศพิธราชธรรมเรียกร้องหรือต้องการการวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบ (เพราะถ้าไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบจะรู้ได้อย่างไรว่ามี หรือปฏิบัติตามหลักทศพิธราชธรรมได้สมบูรณ์หรือบกพร่องหรือไม่)
อย่าง ไรก็ตาม นั่นเป็นเพียงความขัดแย้งในเชิงทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ชนชั้นปกครองไทยกลับนำคติเรื่องทศพิธราชธรรมมาสนับสนุนสถานะความเป็นเทพของ กษัตริย์ตามคติเทวสิทธิ์แบบพราหฒณ์ได้อย่างลงตัว (นี่อาจเป็นความสามารถพิเศษของชนชั้นปกครองไทย) โดยอ้างอิงคำสอนเรื่องกฎแห่งกรรมและการบำเพ็ญบุญบารมีมารองรับสถานะ “สมมติเทพ” ของกษัตริย์และความแตกต่าง ความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นในสังคม ฉะนั้น “จินตภาพสังคมไทยภายใต้ร่มพระบารมี” จึงมีลักษณะเด่นชัดดังที่ ธงชัย วินิจจะกูล อธิบายว่า
“องค์รวมที่เรียกว่าประเทศไทย จึงเต็มไปด้วยหน่วยย่อยๆที่มีบุญบารมีไม่เท่ากัน ไม่ว่าจะพิจารณาหน่วยสังคมใดๆ เช่นครอบครัว ที่ทำงาน หมู่บ้าน ตำบล จังหวัด กระทรวงกรม โรงเรียน บริษัท โรงงาน ฯลฯ ก็จะพบผู้คนที่มีบุญบารมีไม่เท่ากัน และต้องยอมรับความสูงต่ำในความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล” [4]
ปัญญา คือ เมื่อสังคมไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบ ประชาธิปไตย ตั้งแต่ 24 มิถุนายน 2475 จินตภาพสังคมไทยภายใต้ร่มพระบารมี ซึ่งมีสาระสำคัญคือ “การยอมรับความสูงต่ำในความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล” โดยอ้างอิงฐานคิดที่นิยาม “ความเป็นมนุษย์สูง-ต่ำตามบุญบารมีที่บำเพ็ญมาแตกต่างกัน” ยังคงเป็นจินตภาพที่ฝังลึกอยู่ในวัฒนธรรมทางความคิดความเชื่อของสังคมไทย
ซึ่ง จินตภาพดังกล่าวขัดแย้งอย่างมีนัยสำคัญกับจินตภาพของสังคม ประชาธิปไตยที่นิยามความเป็นมนุษย์บนฐานคิดเรื่องเสรีภาพและความเสมอภาค จึงทำให้สังคมประชาธิปไตยแบบไทยๆ มีลักษณะแบบ “หัวมงกุฎท้ายมังกร” คือหัวยังเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ขณะที่หางเป็นประชาธิปไตย (เช่นมีการเลือกตั้ง มีเสรีภาพในระดับที่จำกัด)
และโดยลักษณะ “หัวมงกุฏท้ายมังกร” ดังกล่าว บ่อยครั้งก็เกิดปรากฎการณ์ “หัวกินหาง” (และกินกลางตลอดตัว?) ทำให้กลายเป็น “ประชาธิปไตยหางด้วน” อย่างที่เห็นและเป็นอยู่!
อ้างอิง
[1] ดู ส. ศิวรักษ์ (แปลและเรียบเรียง).ความเข้าใจเรื่องพระเจ้าอโศกและอโศกาวทาร.(กรุงเทพฯ: เคล็ดไทย,2552). หน้า 26.[2] ดู อัคคัญสูตร พระไตรปิฎกเล่มที่ 11
[3] สมภาร พรมทา.นิติปรัชญา.วารสารปัญญา ฉบับที่ 6 (มีนาคม 2554), หน้า 329
[4] ธงชัย วินิจจะกูล.พุทธศาสนา ความสัมพันธ์ทางสังคม ลัทธิประวัติศาสตร์ มรดกจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์.(มติชนออนไลน์ 8 พ.ค.2554)
‘มาตุภูมิ-ประชาธิปัตย์’ มั่นใจ ได้ที่นั่งในครม.คุมชายแดนใต้
ที่มา ประชาไท
นัจ มุดดีน อูมา รองเลขาธิการพรรคมาตุภูมิ ว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) เขต 3 จังหวัดนราธิวาส พรรคมาตุภูมิ เปิดเผยว่า ขณะนี้พรรคมาตุภูมิได้จัดตัวว่าที่ผู้สมัครส.ส.ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เกือบครบทั้ง 11 เขตแล้ว ยกเว้นเขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดยะลาเท่านั้น เนื่องจากยังหาผู้ที่เหมาะสมลงสมัครไม่ได้ แต่ก็เปิดกว้างให้ผู้ที่สนใจมาลงสมัคร โดยเฉพาะผู้ที่นับถือศาสนาอื่นๆ นอกจากศาสนาอิสลาม
นัจมุดดีน เปิดเผยต่อไปว่า สำหรับตัวว่าที่ผู้สมัครที่ลงตัวแล้ว ได้แก่ ในจังหวัดนราธิวาส เขต 1.นายไฟซอล ตอยิบ ลูกนายอูมา ตอยิบ อดีต สมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.)จังหวัดนราธิวาส เขต 2.นายสามารถ วาหลง อดีตสมาชิกสภาจังหวัดนราธิวาสหลายสมัย เขต 3.ตนลงสมัครเอง และเขต 4.นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ทนายความ
จังหวัดยะลา เขต 1.ยังไม่มีคนที่จะส่งลงสมัครเลือกตั้ง เขต 2.นายอามิน มูน๊ะ อดีตประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดยะลา เขต 3.นายฮาฟิส ฮิเล นายกสมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจังหวัดยะลา จังหวัดปัตตานี เขต 1.นายสนิท อาแว เขต 2.นายอารีเป็ง จะปะกียา อดีต ส.ส. จังหวัดปัตตานี พรรคประชาธิปัตย์ เขต 3.นายมะ ซูซารอ อดีตกำนัน และเขต 4.นายมุข สุไลมาน อดีต ส.ส.กลุ่มวะห์ดะห์
ส่วนการเลือกตั้งในระบบสัดส่วน หรือปาร์ตี้ลิสต์ อันดับ 1 คือ พลเอกสนธิ อันดับ 2 นายมั่น พัฒโนไท เลขาธิการพรรค อันดับ 3 นายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ อันดับ 4 นายเด่น โต๊ะมีนา ในการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคมาตุภูมิมั่นใจว่า จะได้รับเลือก ส.ส. 5 – 6 ที่นั่งขึ้นไป ถ้าได้จะสามารถต่อรองกับรัฐบาลในสมัยหน้าเพื่อขอเก้าอี้รัฐมนตรีให้กับคน มุสลิม ซึ่งผู้ที่คาดว่าจะได้เป็นรัฐมนตรีนั้น จะยึดตามหลักความอาวุโส
“การ หาเสียงเลือกตั้งในพื้นที่ พรรคมาตุภูมิจะชูความเป็นมุสลิมของหัวหน้าพรรค คือ พลเอกสนธิ เป็นจุดขาย ส่วนนโยบายในการแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ การจัดตั้งทบวงการบริหารจัดการจังหวัดชายแดนภาคใต้” นัจมุดดีน กล่าว
ส่วน นายเจะอามิง โตะตาหยง รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ส.ส.นราธิวาส 4 สมัย เปิดเผยว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับปากกับตนว่า หากตนได้รับการเลือกตั้งอีกครั้ง และพรรคได้ ส.ส.ในจังหวัดนราธิวาส 2 คนขึ้นไป ตนจะได้เป็นรัฐมนตรีในกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการดูแลจังหวัดชายแดนภาคใต้
“ตอน นี้ ทุกครั้งที่ผมลงพื้นที่ ผมจะบอกกับชาวบ้านว่า ถ้าในจังหวัดนราธิวาส ได้ ส.ส. 2 คน ผมจะได้เป็นรัฐมนตรี ซึ่งการเลือกตั้งครั้งนี้ผมมั่นใจว่าจะได้รับเลือกอีกครั้ง และจะได้เป็นรัฐมนตรี” นายเจะอามิง กล่าว
บ้านเมืองจะวอดวาย ด้วยไม้ขีดก้านสุดท้าย
โดย ปาแด งา มูกอ
14 พฤษภาคม 2554
ผมมีลางสังหรณ์ว่า อาจจะไม่มีการเลือกตั้งอย่างที่หวั่นๆกันครับ
เพราะ ลางสังหรณ์ในหลายๆเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในระยะเวลาตั้งแต่ต้นสิ้นเดือน ของวันที่ 30 เมษายน ถึง พฤษภาคม เป็นต้นมา ไม่ว่าการจับกุมตัวคุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข การเชิญตัว ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ไปรับทราบข้อกล่าวหา และการถอนประกันตัวคุณจตุพร พรหมพันธุ์ ทุกเหตุการณ์ล้วนอยู่ภายใต้การกำกับของกองทัพและดีเอสไอทั้งสิ้น
และแล้วไพ่ใบสุดท้ายก็ได้ถูกหงายออกมา นั่นคือการเร่งดำเนินการเรื่องคดี “ล้มเจ้า”
โดยDSIเจ้า เก่าอ้างเรื่องแผนล้มเจ้าที่ศอฉ.เคยนำออกมาอ้่างก่อนหาเหตุปราบ ปรามนองเลือดประชาชนเมื่อเดือนพฤษภาคมปีกลาย ทั้งที่ นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการ สภาความมั่นคงแห่งชาติเคยกล่าวยอมรับว่าเป็นเรื่องน่าละอายในกรณีนี้ เพราะไม่มีมูลใดๆทั้งสิ้นก็ตาม
ดังข่าวนี้
ดีเอสไอ เร่งสางคดีล้มเจ้าไล่รายชื่อตามโผศอฉ.
DSI เรียกประชุม คดีล้มเจ้า ครั้งแรกบ่ายวันนี้ ก่อนนำเข้าสู่กระบวนการสอบสวน โดยเริ่มจากผู้ถูกกล่าวหาแล้วนำไปสู่รายชื่อตามโผ ศอฉ.
ดี เอสไอ เรียกประชุมเจ้าหน้าที่และพนักงานสอบสวนคดีล้มเจ้าครั้งแรกบ่ายวันนี้ เพื่อมอบหมายวางระบบการทำงานให้ครบถ้วน ก่อนนำเข้าสู่กระบวนการสอบสวน โดยเริ่มจากผู้ถูกกล่าวหา (ศอฉ.) ก่อน แล้วนำไปสู่รายชื่อผู้ที่เกี่ยวข้องตามแผนผังที่ ศอฉ.ระบุ
พ.ต.อ.ญาณ พล ยั่งยืน รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยถึงการเตรียมเรียกประชุมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในคดีล้มเจ้า ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษรับมาดำเนินการ ว่า ในวันนี้ช่วงบ่ายจะมีการเรียกประชุมเจ้าหน้าที่และพนักงานสอบสวนเป็นครั้ง แรก เพื่อแบ่งงานและมอบหมายงานไปยังหน่วยต่าง ๆ เพื่อวางระบบการทำงานให้ครบถ้วน เนื่องจากมีเจ้าหน้าที่หลายส่วนที่เกี่ยวข้อง
สำหรับการดำเนินการภาย หลังจากการประชุมแบ่งหน้าที่เสร็จสิ้น นั้น จะเข้าสู่กระบวนการสอบสวน ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษจะต้องสอบสวนจากผู้กล่าวหาก่อน ซึ่งหมายถึงจะต้องประสานนัดหมายศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ. อีกครั้ง
รายชื่อผู้ที่อาจเกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว นั้น พ.ต.อ.ญาณพล กล่าวว่า เป็นไปตามที่ ศอฉ.เคยออกแผนผังมา ก่อนหน้านี้ ซึ่งการประชุม อาจยังไม่มีการลงลึกในรายละเอียดถึงรายบุคคลต่าง ๆ คงเป็นแต่เพียงการแบ่งหน้าที่กันก่อนเท่านั้น
แต่ผม ไม่คิดว่าเรื่องคดี “ล้มเจ้า” จะเป็นไพ่ใบสุดท้าย แต่ผมกลับมองว่า นี่คือไม้ขีดก้านสุดท้ายที่ ดีเอสไอ จะเป็นผู้จุดชนวนระเบิด เพื่อให้สังคมเกิดความวุ่นวายให้จงได้
ความกดดัน ความเครียด ของมวลชนคนเสื้อแดง ต่อเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น จะกลายเป็นลูกระเบิดที่ ดีเอสไอ เป็นผู้จุด ขอให้คนไทยทั้งชาติ โดยเฉพาะมวลชนคนเสื้อแดงโปรดตั้งสติให้จงดี อย่าประมาท อย่าหลงกล
ความหวัง ความสำเร็จ ที่ร่วมกันฟันฝ่ามาด้วยกัน กำลังรออยู่ข้างหน้า...
Saturday, May 14, 2011
เจาะหุ้น"ปชป.-เพื่อไทย"กลางกระแสเลือกตั้ง ?หุ้นเอสซีกระฉูดเฉียด 20 %
ที่มา มติชน
กระแส เลือกตั้งโหมเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยแล้ว ซึ่งทำให้บรรดาหุ้นที่มีรายชื่อเครือญาติของนักการเมืองถืออยู่โดนเพ่งเล็ง กันเป็นพิเศษว่าบริษัทไหนจะมีความเคลื่อนไหวของราคาและโครงสร้างผู้ถือหุ้น อย่างไรบ้าง ทีมข่าวเจาะได้รวบรวมไว้ดังนี้
กลุ่มพรรคเพื่อไทย ซึ่งแน่นอนว่าครอบครัวชินวัตรเป็นเบอร์ 1 ของพรรคนี้ มีรายชื่อ ส.ส.ที่ประกาศออกมาแล้วคือ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นกรรมการ และประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (SC) และยังมีผู้ถือหุ้นประกอบไปด้วย นางสาวแพทองธาร ชินวัตร 29.61% นางสาวพินทองทา ชินวัตร 28.66% นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ 4.90% คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ 2.85%
ขณะที่บริษัท เอ็ม ลิ้งค์ เอเชีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MLINK) ก็คับคั่งไปด้วยคนในตระกูลชินวัตร ตั้งแต่ผู้ถือหุ้น นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ถือหุ้นรวม 10.05% และยังมีนายอนุสรณ์ อมรฉัตร (สามีนางสาวยิ่งลักษณ์) เป็นกรรมการผู้อำนวยการบริษัท
นอกจากนี้ นายบรรณพจน์ถือหุ้นในบริษัท ทุนธนชาต จำกัด (TCAP) จำนวน 0.80% ส่วนคุณหญิงพจมานก็ยังถือหุ้นในบริษัทโรงพยาบาลวิภาวดี จำนวน 0.51%
ขณะเดียวกันรายชื่อ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ยังปรากฏรายชื่อผู้สมัคร นายพายัพ ชินวัตร ซึ่งถือว่าเป็นนักลงทุนในตลาดหุ้นไทยในช่วงปี 2546-2548 ซึ่งหุ้นที่เข้าไปลงทุนเป็นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างส่วนใหญ่ เช่น บริษัท แคปปิทอล เอ็นจิเนียริ่ง เน็ตเวิร์ค จำกัด หรือ CEN, บริษัท อีเอ็มซี จำกัด (EMC), บริษัท เพาเวอร์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (PLE) และบริษัท ซิโน-ไทย รีซอร์เซส ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (STRD)
ด้านพรรคประชาธิ ปัตย์ ก็มีรายชื่อ ส.ส.ออกมาแล้วเช่นกัน มีหลากหลายกลุ่ม เริ่มตั้งแต่ ม.ล.อภิมงคล โสณกุล ซึ่งเป็นลูกชายของ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล หรือหม่อมเต่า ก็พบว่า ม.ร.ว.จัตุมงคลมีการลงทุนในตลาดหุ้นจำนวนมาก บริษัท ไรมอน แลนด์ จำกัด (RAIMON) จำนวน 1.97%, บริษัท คริสเตียนีและนีลเส็น (ไทย) จำกัด (CNT) 0.66%, บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (GUNKUL) จำนวน 2.23%, บริษัท อาร์ ซี แอล จำกัด (RCL) จำนวน 0.60% และบริษัท สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด (SMT) จำนวน 1.72%
นาย สรรเสริญ สมะลาภา หนึ่งใน ส.ส.ของพรรค ก็เป็นพี่ชายของนายเสริมสิน สมะลาภา นั้นพบว่า นายเสริมสินเองมีการลงทุนในหุ้นบริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (NMG) จำนวน 8.50%
นายวิจิตร สุพินิจ ประธานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า ปัจจุบันทาง ก.ล.ต.มีหน้าที่ในการตรวจสอบการซื้อขายในตลาดหุ้นที่เข้มงวดอยู่แล้ว และมีกระบวนการติดตามอยู่ตลอดเวลา ซึ่งแม้ว่าจะเข้าสู่ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง แต่ก็ไม่ได้มีคำสั่งเป็นพิเศษจากภาครัฐให้จับตาดูการซื้อขายในตลาดหุ้นมาก ขึ้น เพราะอย่างไรก็เป็นหน้าที่ของ ก.ล.ต.อยู่แล้ว
นอกจากนี้ ยังคาดด้วยว่าแนวโน้มการเปรียบเทียบปรับผู้กระทำความผิดในปีนี้จะเพิ่มขึ้น ตามมูลค่าการซื้อขายที่เพิ่มสูงขึ้น และกำไรบริษัทจดทะเบียนที่ยังเติบโตดี ซึ่งในไตรมาส 1 ที่ผ่านมา ก.ล.ต.ก็มีการเปรียบเทียบปรับผู้กระทำความผิดไปแล้วกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งถือว่ามีมูลค่าสูงกว่าปี 2553 ทั้งปี และยังมีการเปรียบเทียบปรับรายบุคคลมูลค่าสูงถึงหลายล้านบาท
ล่า สุด หุ้นเอสซีกระฉูดรับข่าวยุบสภา โบรกฯเผยแค่สัปดาห์เดียวพุ่งเฉียด 20% สูงกว่าราคาเหมาะสมถึง 12% แนะขาย ขณะที่บอร์ดตั้ง "เอม" นั่งบอร์ดบริหาร ส่วนยิ่งลักษณ์ก็ยังนั่งประธานเหมือนเดิม พร้อมอนุมัติซื้อที่ดินย่านบางกะปิจากตระกูลชินวัตร 8 ไร่ แค่ 128 ล้าน ปลื้มได้ราคาต่ำกว่าประเมิน
นายอรรถพล สฤษฎิพันธาวาทย์ ประธานเจ้าหน้าที่ด้านการเงิน บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม มีมติแต่งตั้งนางสาวพินทองทา ชินวัตร (หรือเอม บุตรสาวคนโตของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี) เป็นกรรมการในคณะกรรมการบริหารเพิ่มเติมอีก 1 คน มีผลในวันเดียวกัน จากเดิมที่มีกรรมการบริหารอยู่แล้ว 3 คน โดยมี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นประธานกรรมการ
นอก จากนี้ บอร์ดยังอนุมัติซื้อที่ดินในเขตคันนายาว บางกะปิ กรุงเทพฯ จากบริษัท พี.ที.คอร์ปอเรชั่น จำกัด ซึ่งมีครอบครัวชินวัตรเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในสัดส่วน 99.99% เพื่อพัฒนาเป็นอาคารที่อยู่อาศัยและอาคารพาณิชย์ เนื้อที่ดินประมาณ 8 ไร่ 3 งาน 71.9 ตารางวา ของที่ดินจำนวน 3 แปลง ซึ่งเป็นที่ดินฝั่งตรงข้ามโครงการออฟฟิศ เวิร์ค เพลส รัชดา-รามอินทรา และโครงการทาวน์เฮาส์ วิสต้า ปาร์ค รัชดาฯ-รามอินทรา ซึ่งเป็นโครงการของบริษัท ราคาตารางวาละ 36,000 บาท หรือคิดเป็นเงิน 128.58 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม บริษัทพี.ที. เป็นบริษัทที่เกี่ยวโยงกันกับบริษัท เนื่องจากมีผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นบุคคลกลุ่มเดียวกัน เพื่อความโปร่งใสถูกต้องเหมาะสม จึงว่าจ้างบริษัทผู้ประเมินอิสระจำนวน 3 บริษัท ได้ราคาเฉลี่ยเท่ากับตารางวาละ 47,358.61 บาท บอร์ดเห็นว่าราคาซื้อขายที่ดินอัตรา 36,000 บาท ต่อตารางวาต่ำกว่าราคาประเมินทั้งสามราย และที่ดินอยู่ในทำเลที่ตั้งที่ดี ราคาซื้อขายจึงเป็นราคาที่เหมาะสม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาหุ้นเอสซีฯปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่ 6 พฤษภาคม ที่มีการทูลเกล้าฯยุบสภาเป็นต้นมา โดยในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาหุ้นปรับขึ้น 2.2 บาท หรือปรับขึ้น 19.81% ซึ่งบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซียพลัส วิเคราะห์ว่า ราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ราคาหุ้นบริษัทเอสซีฯปัจจุบันอยู่ในระดับสูงกว่ามูลค่าที่เหมาะสม (แฟร์แวลู) ที่ฝ่ายวิจัยกำหนดไว้ประมาณ 12% ทำให้ระยะสั้นราคาหุ้นมีความเสี่ยงต่อการปรับตัวลดลง ฝ่ายวิจัยจึงปรับลดคำแนะนำเพื่อการลงทุนเป็นขาย
บล.เอ เซียพลัส ยังระบุว่า ขณะนี้กองทุนเทมาเส็กของสิงคโปร์ได้ทยอยลดพอร์ตการลงทุนในหุ้นหลายบริษัท หลังจากราคาหุ้นในภูมิภาคเอเชียปรับตัวขึ้น เพื่อรับรู้กำไร ทั้งการขายหุ้น Kaisa group holdings ในจีนเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคมที่ผ่านมา การขายหุ้น Hana financial group ในเกาหลี และขายหุ้น Fraser & Neave สิงคโปร์ปลายปี 2553 ต้องดูว่าเหตุการณ์เดียวกันจะเกิดขึ้นในไทยหรือไม่ โดยขณะนี้เทมาเส็กยังคงถือหุ้นใหญ่ในบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งถือหุ้นใหญ่ในบริษัท แอดวานซ์ อินโฟเซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส และบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน)
เปิดบัญญัติ 10 ประการการสร้างภาพทางการเมือง การทำให้คนเชื่อเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าความจริง
ที่มา มติชน เอาเข้าจริง “การสร้างภาพทางการเมือง”ไม่ใช่เรื่องใหม่ หนังสือบางเล่มบอกว่าเป็น “เทคนิค” ที่ นโปเลียน โบนาปาร์ต นำมาใช้ในการทำสงครามกับอียิปต์เมื่อปี คศ.1798 แต่ หนังสือบางเล่มก็บอกว่าเป็น “เทคนิค” ที่Joseph Goebbels แห่งเยอรมันนำมาใช้ในการสร้างความเป็น “ชาตินิยม” สร้าง “คำขวัญ” เพื่อปลุกใจให้กับชาวเยอรมันในสมัยฮิตเลอร์ ก็สุดแล้วแต่จะว่ากันไปครับ เทคนิค ของ “การสร้างภาพทางการเมือง” สมัยใหม่เริ่มต้นที่สหรัฐอเมริกาในสมัยของการหาเสียงเพื่อชิงตำแหน่ง ประธานาธิบดีของประธานาธิบดี Eisenhower ที่ได้นำเสนอสโลแกน“I like Ike” ออกเผยแพร่จนติดปากผู้คนไปทั่ว นี่คงอาจถือได้ว่าเป็น จุดเริ่มต้นที่ทำให้ต่อมาเริ่มมีการนำเอาเทคนิค ด้าน “โฆษณา” และการ “ประชาสัมพันธ์” เข้ามาใช้ในวงการเมืองจนทำให้เกิดอาชีพ “ประชาสัมพันธ์” ด้านการเมืองขึ้นในที่สุด หลังชัยชนะของประธานาธิบดี Eisenhower ในปี คศ.1952 การใช้เทคนิคด้านการตลาด (marketing) แต่เดิม นั้นใช้กับเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคก็เข้าสู่วงการการเมืองอย่าง เต็มสมบูรณ์และมีการพัฒนาไปสู่รูปแบบต่างๆอีกมากมายจนกระทั่งกลายมาเป็น เครื่องมือใหม่ของนักการเมืองและของพรรคการเมืองที่นำมาใช้ในการติดต่อสื่อ สารกับผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งให้ขยายกว้างออกไปจากแต่เดิมที่ใช้วิธี การเข้าถึงตัวผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งโดยตรง ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลายคนที่ทำให้การ “การสร้างภาพทางการเมือง” เป็นเรื่องสำคัญและติดตลาดก็คงหนีไม่พ้น ฮิตเลอร์ ฮิตเลอร์ ที่ใช้สถานีวิทยุกระจายเสียงนำเสนอสิ่งที่ตนต้องการ เช่นนโยบายชาตินิยม ความเหมาะสมของการทำสงคราม ฯลฯ ต่อประชาชน หรือ ประธานาธิบดีเคนเนดี ที่พยายามสร้างภาพพจน์ของตนเองในฐานะที่เป็นคนอเมริกันรุ่นใหม่ที่ “รัก” ครอบครัวก็ใช้สื่อต่างๆเผยแพร่ “ภาพ” ของตนเองและครอบครัวที่ทำให้คนอเมริกันประทับใจในตัวผู้นำมาก โดยเฉพาะภาพลูกเล็กๆนั่งเล่นในห้องทำงานของทำเนียบขาว ขณะผู้เป็นบิดานั่งทำงานบนโต๊ะทำงานเป็นภาพที่ถือได้ว่าเป็น “ความฝันของอเมริกันชน” รวมไปถึงการที่ประธานาธิบดีเด อโกลล์แห่งฝรั่งเศสที่ชอบ “เล่น” กับหนังสือพิมพ์เป็นอย่างมากด้วย พัฒนาการของการใช้สื่อประเภทต่างๆเพื่อนำเสนอ “ภาพลักษณ์” ทางการเมืองของทั้งบุคคลและทั้งของนักการเมืองก้าวไปอย่างไม่หยุดจนกระทั่ง ในวันนี้ก็ก้าวไปสู่ยุคของอินเตอร์เน็ทที่ในต่างประเทศดูๆแล้วกลายเป็นสิ่ง สำคัญที่สุดของเทคนิคการสร้างภาพทางการเมืองเพราะอินเตอร์เน็ทนั้น “ไม่มีวัน ไม่มีเวลา ไม่มีสถานที่” เข้าถึงได้ตลอดเวลา! นี่คือการพัฒนาการของ “การสร้างภาพทางการเมือง” นัก วิชาการต่างประเทศได้ให้คำนิยามของ Political Marketing เอาไว้ว่า หมายถึงวิธีการทั้งหลายที่องค์กรทางการเมืองนำมาใช้เพื่อนำเสนอข้อมูลที่ตน ต้องการจะให้กับผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง ตามความหมายดังกล่าว การสร้างภาพทางการเมืองเป็นการ “นำเสนอ” ตัวบุคคลหรือนโยบายทางการเมืองของพรรคการเมืองต่อสาธารณชนด้วยการนำเอา เทคนิคทางการตลาด (marketing)มาใช้ด้วยวิธีการคล้ายๆกับการขายสินค้าคือนำเอาตัวผู้สมัครรับ เลือกตั้งหรือเอานโยบายของพรรคการเมืองมา “ขาย” เหมือนกับการขาย “สินค้า” นั่นเอง วิธีการสร้างภาพทางการเมืองจึงเป็นทั้ง “ศาสตร์” และ “ศิลป์” ในปัจจุบันในต่างประเทศบางประเทศมี “บริษัท” ที่เปิดขึ้นมาเพื่อประกอบอาชีพนี้โดยเฉพาะ บริษัทที่ว่านี้มีภารกิจสำคัญเริ่มตั้งแต่การศึกษาวิเคราะห์ความต้องการของ ประชาชนกลุ่มเป้าหมายแต่ละกลุ่มอย่างละเอียด จับตาความเคลื่อนไหวทางการเมืองทั้งของรัฐบาล ของกลุ่มการเมืองคู่แข่ง ของกลุ่มผู้ต่อต้านฯลฯ นำเสนอข่าวคราวหรือเรื่องราวต่างๆที่เป็นประโยชน์ต่อ “ลูกค้า” แก่สาธารณชน รวมไปถึงหาทางทำให้ตัวลูกค้า ภาพ ความคิดหรือข้อเขียนของลูกค้าปรากฏในสื่อต่างๆเป็นต้น กระบวน การสร้างภาพทางการเมืองโดยผ่าน “บริษัท” เป็นกระบวนการที่มีค่าใช้จ่ายสูงมาก แต่อย่างไรก็ตามแม้จะมีค่าใช้จ่ายสูงเพียงใดการสร้างภาพทางการเมืองก็เป็น “กลยุทธ” สำคัญที่อาจทำให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งได้รับชัยชนะได้ไม่ยากนักเพราะสิ่ง ต่างๆที่นำเสนอออกมาไม่ว่าจะเป็นนโยบาย รูปภาพต่างก็มีสาระและรูปแบบที่ “จงใจ” ทำให้ “ดูดี” เพื่อจะได้ “โดนใจ” ประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งให้มากที่สุด ดัง ที่ได้กล่าวไปแล้วว่าการสร้างภาพทางการเมืองนั้นพัฒนามาจากการ ตลาด(marketing) ดังนั้นจึงมีการนำเอาทุกเทคนิคที่เกี่ยวข้องกับการตลาดมาปรับใช้เริ่ม ตั้งแต่หัวใจของอาชีพการตลาดอันได้แก่ การศึกษาวิเคราะห์สิ่งที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อค้นหาความต้องการและความ สนใจของประชาชนก่อนที่จะมีการนำเสนอ “ผลิตภัณฑ์” หรือปรับปรุงบริการใหม่ นโยบาย ต่างๆถูกนำมาทดลองกับกลุ่มเป้าหมายเพื่อหานโยบายที่ดีและเหมาะสม ก่อนที่จะนำเสนอต่อผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง การโฆษณาเปรียบเทียบระหว่างตัวบุคคลหรือระหว่างพรรคการเมืองที่แม้จะไม่ได้ ใช้กันในทุกประเทศ(รวมทั้งประเทศไทยด้วย) แต่ก็เป็นวิธีการที่ทำให้ผู้คนจดจำกันได้มากโดยเฉพาะ “ข้อเสีย” ของฝ่ายที่ถูกนำมาเปรียบเทียบ เพราะส่วนใหญ่แล้วคนมักจะ “เลือก” จำข้อด้อยของคนอื่นมากกว่าข้อดี !!! การ ใช้โทรศัพท์พูดคุยกับผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งโดยตรง การใช้บุคคลที่มีชื่อเสียงหรือดารามาช่วยสนับสนุนการหาเสียงเป็นต้น สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ใช้กันอยู่ในการทำการตลาดสำหรับสินค้า และบริการที่ในวันนี้กลายมาเป็นการทำการตลาดด้านการเมืองไปแล้วครับ ยังมีแถมท้ายอีกสองเรื่อง เรื่องแรกเป็นการนำเอาเทคนิคด้านประชาสัมพันธ์ล่วงหน้าภาพยนตร์ใหม่มา ใช้กับการเมือง เราทราบว่าในปีหน้าจะมีหนังฟอร์มยักษ์ออกมาฉายก็จากการโฆษณาล่วงหน้าหลายๆ เดือน เทคนิคนี้ถูกอดีตประธานาธิบดี Jacques Chirac ของฝรั่งเศสนำมาใช้ในการเสนอแนะตัวเองตั้งแต่ปี คศ.1985 เรื่อยมาจนถึง การเลือกตั้งในปีคศ. 1988 ส่วนเรื่องต่อมาคือการใช้หนังสือเป็นเครื่องมือโดยในการเลือกตั้ง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสล่าสุดที่ผ่านมาเมื่อกลางปี 2007 บรรดาผู้สมัครเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ต่างก็สวมวิญญาณ “นักเขียน” กันหลายคนผลิตหนังสือรูปแบบต่างๆออกมาวางขายประชันกันในร้านหนังสือ ส่วน การใช้อินเตอร์เน็ทนั้นก็มีพัฒนาการที่เร็วมาก ปัจจุบันมีเว็บไซต์ทั้งของพรรคการเมือง ของผู้สมัครรับเลือกตั้งและของผู้สนับสนุนและกลุ่มผู้คัดค้านเป็นจำนวนมาก ทุกฝ่ายต่างพากันนำเสนอข้อมูลต่างๆที่ตนประสงค์ต่อสาธารณชนอย่างไร้ขีดจำกัด ครับ ในวันนี้โลกของการสร้างภาพทางการเมืองจึงยังคงพัฒนาต่อไปอย่างไม่มีวันจบ สิ้นและเป็นพัฒนาการที่เป็นระบบรวมทั้งยังเป็นที่น่าเชื่อถือในสายตาของผู้ มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งอีกด้วย บัญญัติ 10 ประการของการสร้างภาพทางการเมือง มีสาระสำคัญดังต่อไปนี้ 2. ระมัดระวังภาพลักษณ์ของตนเอง ด้วยการสะสางเรื่องในอดีตให้ “เรียบร้อย” ก่อนที่จะเข้าสู่วงการ ผู้สมัครควรนำเสนอสิ่งที่เป็น “จุดเด่น” ที่ทำให้ตนเองประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานและในชีวิตส่วนตัว จะต้องระมัดระวังวิธีพูดจา เสริมบุคลิกภาพให้ดูดีเสมอรวมไปถึงการแต่งกายที่ต้อง “ไปกันได้” กับชุมชนที่ตนได้เสนอตัวด้วย 3. หัวข้อในการหาเสียงที่เหมาะสม ซึ่งจะต้องมีความแตกต่างจากข้อเสนอของผู้แข่งขันคนอื่นด้วย นอกจากนี้การนำเสนอตัวและนโยบายของผู้สมัครรับเลือกตั้งจะต้อง “ง่าย” แก่การเข้าถึงของผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งด้วย 4. เสริมสร้างและรักษาความสัมพันธ์อันดีกับสื่อ สิ่งที่แน่นอนที่สุดคือสื่อ ในบ้านเราเห็นมามากแล้วที่พอนักการเมืองทะเลาะกับสื่อเมื่อไรนักการเมืองแพ้ ทุกที อย่าลืมว่านักการเมืองต้องวิ่งหาประชาชนในขณะที่ประชาชนเป็นผู้วิ่งหาสื่อ !!! สื่อประเภทสิ่งตีพิมพ์กับโทรทัศน์จะทำให้ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งรู้จักผู้สมัครรับเลือกตั้งดีขึ้น 5. ปฏิบัติตามสัญญาที่ได้ให้ไว้การกล่าวปาถกฐาหรือการอภิปรายทางการเมืองที่ดี ควรมีการให้คำมั่นสัญญาเอาไว้ด้วยเพราะจะทำให้ได้รับความเชื่อมั่นจากผู้มี สิทธิออกเสียงและเกิดผลดีมากกว่าการพูดจาลอยๆที่ปราศจากคำมั่นสัญญา ผู้สมัครรับเลือกตั้งจะต้องพยายามทำให้ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งมั่นใจ เต็มที่ว่าคำมั่นสัญญาทั้งหลายจะเป็นรูปธรรมทันทีที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งมี โอกาสเข้าสู่ตำแหน่ง 6. การโฆษณา การโฆษณามีขึ้นเพื่อทำให้คนรู้จักผู้สมัครรับเลือกตั้งมากขึ้น ทำให้นโยบายและข่าวสารต่างๆไปถึงผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งได้มากขึ้นรวม ทั้งยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งด้วย การโฆษณาทำได้หลายวิธีการในรูปแบบของสิ่งตีพิมพ์ ผู้ สมัครรับเลือกตั้งต้องให้ความสำคัญกับภาพถ่ายของตนให้มาก ต้องย้ำชื่อย้ำเบอร์ของตนเองบ่อยๆ นำเสนอนโยบายเด่นๆของตนเองซ้ำไปซ้ำมาหลายๆครั้งเพื่อให้คนจำได้โดยเนื้อหา ที่ดีนั้นจะต้องใช้ภาษาที่ง่ายกับการเข้าใจของผู้อ่านเป็นหลัก ส่วน การโฆษณาทางวิทยุนั้นก็เช่นเดียวกันที่ต้องพยายามใช้น้ำเสียงที่ดู เป็นกันเอง ใช้คำพูดธรรมดาที่แฝงไว้ด้วยความจริงใจ และจะต้องออกโฆษณาบ่อยๆเพื่อให้คนจำได้ครับ ส่วนภาพโปสเตอร์นั้นควรใช้สีสันสดใสที่ดึงดูดให้คนสนใจมอง 7. เป้าหมายของการหาเสียง นอกเหนือจากบรรดาผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งทั่วไปแล้ว ผู้สมัครรับเลือกตั้งควรให้ความสนใจเป็นพิเศษกับบรรดาผู้นำทางความคิดต่างๆ ในชุมชน ประชาชนกลุ่มรากหญ้า และผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งที่ “ค่อนข้างชัดเจน” ว่าอยู่กับฝ่ายตรงข้าม เพื่อดึงมวลชนเหล่านั้นให้มาอยู่กับฝ่ายเรา! 8. เข้าถึงได้ง่าย การหาเสียงเลือกตั้ง การปราศรัย การให้สัมภาษณ์สื่อ รวมไปถึงการพูดคุยกับผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง ผู้สมัครรับเลือกตั้งควรใช้ภาษาพูดธรรมดาๆ ใช้คำพูดหรือวลีที่ง่ายแก่การเข้าใจ รวมทั้งควรพูดสั้นๆไม่วกวน 9. ทำตัวให้น่าเชื่อถือ ด้วยการแสดงให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเห็นถึงสิ่งที่ตนได้ทำมาแล้วในอดีต รวมไปถึงอาจนำผลงานวิจัย ข้อเสนอแนะหรือตัวเลขสำคัญๆ ของหน่วยงานที่น่าเชื่อถือมาสนับสนุนแผนงานหรือข้อเสนอของตน 10. ทำซ้ำหลายๆครั้ง ทุกอย่างที่เกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งต้องทำซ้ำหลายๆครั้งเพื่อให้ฝัง อยู่ในใจคน ผู้สมัครรับเลือกตั้งควรนำเสนอสิ่งที่เคยนำเสนอมาแล้วผ่านสื่อหลายรูปแบบ เพื่อให้เกิดความหลากหลายและชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ บัญญัติ 10 ประการนี้เป็น “คู่มือ” ส่วนตัวของผู้สมัครรับเลือกตั้งในต่างประเทศที่เขาใช้กันอยู่ ปิด ท้ายด้วย คำกล่าวของ Talleyrand (1754-1838) นักการเมืองและนักการทูตชื่อดังของฝรั่งเศสสมัยนโปเลียน ที่ว่า “ในทางการเมืองนั้น การทำให้คนเชื่อเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าความเป็นจริง” ( ข้อมูล ศ. ดร. นันทวัฒน์ บรมานันท์ บรรณาธิการเว็บกฎหมายมหาชน www.pub-law.net )





ใน ห้วงเทศกาล เลือกตั้ง "มติชนออนไลน์" เจาะเทคนิค Political Maketing หรือ “การสร้างภาพทางการเมือง” อันเป็นเทคนิคสำคัญที่จะทำให้คู่แข่งขันทางการเมือง ได้รับชัยชนะ หรือ พ่ายแพ้
ส่วนกระบวนการดั้งเดิม เช่นการส่งจดหมายถึงตัวผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งนั้น ทุกวันนี้ก็ยังใช้กันอยู่ในโอกาสต่างๆ เช่นการนำเสนอนโยบายทางการเมืองใหม่ๆ หรืออาจส่งบัตรอวยพรในโอกาสต่างๆให้กับผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งเพื่อการ สร้างความประทับใจส่วนตัว รวมไปถึงการบริจาคเงินสนับสนุนทางการเมืองด้วยเช่นเดียวกับการใช้โทรทัศน์ใน การนำเสนอนโยบายและผลงาน การทำโพลเพื่อสำรวจความคิดเห็นของผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง
1. พยายามทำความรู้จักผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง ในพื้นที่ที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งเสนอตัวนั้นอย่างน้อยก็ต้องมี “บุคคลสำคัญ” จำนวนหนึ่งที่เป็นที่ยอมรับนับถือของสังคม ผู้สมัครรับเลือกตั้งควรจะต้องทราบประวัติความเป็นมาของบรรดาบุคคลสำคัญ เหล่านั้นเพื่อหาทาง “เจาะ” เข้าไปให้ได้
จากนั้นจึงค่อยนำเสนอข้อเสนอที่ดึงดูดความสนใจของชุมชนจากการศึกษา ความต้องการของคนในชุมชนนั้น ศึกษาการต่อต้านของคู่แข่งขันเพื่อหาทางเอาชนะทางด้านนโยบายให้ได้ รวมไปถึงการปรับปรุงแผนงานของตนเองหากพบว่ามีปฏิกิริยาในแง่ลบจากผู้มีสิทธิ ออกเสียงเลือกตั้งบางกลุ่ม
“ไอ้…คู่แค้น!”
ที่มา vattavan
วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
เช้า วันนี้… ผมจิบกาแฟขม กับคุ้กกี้แอนด์ครีมเป็นขนมหวาน ระหว่างนั่งดูการ์ตูน ทางเคเบิล ที.วี. ที่เขานำหนังการ์ตูน ซึ่งตัวเอกเป็นหนูมาฉาย ซึ่งผู้สร้างเขาทำได้น่ารักดี ทำให้ผมอดนึกถึงเจ้า Speedy Gonzales ที่มันมีศัตรูเป็นเจ้าแมวตัวโต เจ้าเล่ห์ เป็นศัตรูตัวฉกาจชื่อ Sylvester Pussycat
นอกจากสปีดี้ กอนซาเลสแล้ว ผมก็มีหนูที่ชอบอีกหลายตัว เช่นเจ้า Jerry ซึ่งเป็นคู่รักคู่แค้นกับเจ้า Tom แมวใจร้ายพอสังเขปแต่ “โง่จัด” ที่เพียรพยายามจะจับมันเป็นอาหาร ในการ์ตูนเรื่อง Tom & Jerry ในเมื่อ เจ้าทอมนี้เป็นนักล่าที่เหี้ยมโหดอย่างแมวเจ้าคิดเจ้าแค้น ก็ต้องมีหนูที่ปราดเปรียวเฉลียวฉลาดเป็นคู่ปรับจะได้ต่อสู่กันอย่างสมาน้ำสม เนื้อ

เยาวชนในโลกของเรา ก็จะลืมไม่ได้กับหนูอีกตัวหนึ่ง คือ Mickey Mouse ที่ แสนจะน่ารักน่าเอ็นดู ของคุณตาวอล์ท ดีสนีย์ แต่ความที่หนูอย่างคุณ มิกกี้ เมาส์ นั้น ตัวของเธอเล็ก เวลาพูดอะไรที่จะให้ความหมายว่า
“จิ๊บจ๊อย”
บางครั้งใช้ฝรั่งเขาก็ใช้คำ Mickey Mouse เช่น นักเรียนประชาบาลมีโปรเจคปลูกผักสวนครัวไว้เป็นอาหารกลางวัน ก็ใช้คำว่า a Mickey Mouse project ได้คือเป็น “โปรเจ็กจิ๊บจ๊อย”
เคยได้ยินมาว่า “ความริษยา” นั้นเหมือนหนู คืออยู่ในบ้านเราแล้วก็กัดกินข้าวของๆเราเอง ฟังดูแล้วก็คมคายดีไม่น้อยทีเดียว เพราะ “ความริษยานั้น ทำลายตัวเราเอง” ทำให้ผมนึกถึงคำแช่งด่าของชาวยิว หรือ Jewish Curse ที่แสนจะคมคาย ที่ว่า
You should be like a house
and your wife like a mouse.
ซึ่งแปลตรงตัวว่า “ขอให้สูเจ้าเป็นเสมือนบ้าน และเมียของเจ้าเหมือนหนู" หมายความว่า
แช่งให้เมียเหมือนหนู ที่กัดกินข้าวของในบ้านเสียหาย ทำให้บ้านสกปรกและทรุดโทรมลง หรืออีกนัยหนึ่งก็เป็นการแช่ง
“ขอให้เอ็ง...พังเพราะเมีย !" นั่นเอง
เรื่องของหนูนั้น มีโทษมากมาย เพราะเป็นพาหะนำโรค ทำความเสียหายให้กับผลิตผลทางการเกษตรของมนุษย์ อยู่ในบ้านก็เป็นปัญหาให้กับบ้านเรือน เป็นสื่อของความสกปรก ยากต่อการปราบปราม แต่เจ้าหนูบางพันธ์ก็เป็นประโยชน์ เพราะมนุษย์นำมันมาเป็นสัตว์ทดลอง ให้การศึกษากับมนุษย์ เป็นด่านหน้าในการทดลองยาที่มีคุณภาพ และความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ
เมื่อ ยังเป็นเด็ก ผมเป็นคนเดียวในพี่น้องที่ชอบยิงนก ตกปลา ล่าสัตว์ เวลาเดินไปท้องนาไล่ยิงนกยิงหนูกับเพื่อนคู่หูอีกคนหนึ่ง ซึ่งต่อมาเป็นนายทหารเรือ เขาเรียนเก่งจนได้ทุนเรียนดีจากเตรียมทหาร ไปจบโรงเรียนนายเรือเยอรมัน
สมัยนั้นแถวบางกะปิ (สุขุมวิท ปัจจุบัน) หัวหมาก พระโขนง ยังเป็นทุ่งนากว้างขวาง หนูนาก็มีบ้างเป็นธรรมดา แต่ถ้าไปทางท้องทุ่งแถบอยุธยาจะชุกชุมมาก
ผมกับเพื่อนนั่งเรือไปเที่ยวอยุธยา ไปล่าหนูนากัน และเคยหัดดักหนูด้วยเครื่องมือของชาวบ้านที่ทำสวน เขาเอาไว้ดักหนูพุกที่เขาเรียกว่า
“กะตั้ม”
เครื่องมือชื่อแปลก ที่ปัจจุบันเราอาจไม่ได้พบเห็นกันแล้ว ทำด้วยไม้สี่แผ่นประกบกัน ลักษณะคล้ายกล่องใส่เหล้าฝรั่ง หรือกล่องใส่ไวน์ขวดยาว ด้านท้ายปิดด้วยลูกกรงหนูมุดออกไม่ได้ เปิดออกหนึ่งด้านด้วยลิ้นที่ทำหน้าที่คล้ายประตูกล ปิดเปิดผูกโยงกับกระเดื่องปักอยู่บนเสา แล้วนำมาผูกกับไม้ไผ่เหลากลมเรียกว่า “ไม้หมิน” ซึ่งใช้เป็นที่เสียบเหยื่อ ซึ่งส่วนมากก็จะเป็นปูนาซึ่งมีกลิ่นเย้ายวน
พอหนูเข้าไปกินเหยื่อใน “กะตั้ม” มันจะดึงเชือกหลุดออก ประตุกลจะปิดลงหนูก็จะติดแหงกอยู่ในกะตั้มนั่นเอง และกลายเป็นอาหารของชาวบ้านไป ซึ่งก็ไม่พ้นผัดเผ็ด จะผัดแบบใส่กะทิหรือไม่ก็ได้กินกันอร่อยทั้งนั้น
ปูนาที่ใช้เป็นเหยื่อนั้นก็หาง่าย เพียงแต่เราเดินไปตามคันนาเวลาเช้าและเย็นซึ่งเป็นเวลาที่มันออกมาเดิน พาเหรดหาอาหารกิน ก็จับได้เยอะแยะแล้ว แต่กลางวันแดดจ้าหน่อยก็หลบมุดเข้าไปอยู่ในรูของมัน
หนูนานั้นได้ทำลายพืชผลของชาวนาอยุธยา ลงเป็นอันมาก จนนาแถบบางปะอินทร์ทำกันแทบไม่ได้ ราษฎรเดือดร้อน จนมีมูลนิธิต่างๆ เช่นศิลปาชีพ เข้าไปช่วยเหลือในด้านการประกอบอาชีพด้านงานฝีมือ จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มชื่อเสียงไป
พื้นที่ใกล้ๆกัน ก็ยังคงมีหนูชุกชุม แต่เป็นบ้านพักที่อยู่อาศัยของผู้คน เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้ยินคุณสุวิทย์ สุทธิประภา แห่ง อ.ส.ม.ท. บ่นกับคุณภรภัทร นิลรัตน์ ในรายการข่าวช่วงเย็น ถึงเรื่องหนูที่รุกรานในบ้านของคุณสุวิทย์ฯ จนเหลือกำลังที่จะต่อกรด้วย
บ้านของโฆษกอารมณ์ดี คุณสุวิทย์ สุทธิประภา นั้นอยู่ในหมู่บ้านเมืองเอก รังสิต ปทุมธานี เดิมก็เป็นทุ่งนาแท้ๆ ต่อมามีคนซื้อที่ไปทำสนามกอล์ฟ แล้วเขาแบ่งที่ดินขายและทำบ้านจัดสรร พื้นที่บริเวณผมรู้จักดี เพราะเพื่อนสนิทของผมคนหนึ่ง ซื้อบ้านตรงนั้นด้วย และก็บ่นเรื่องหนูเหมือนคุณสุวิทย์ฯ ซึ่งพยายามปราบหนูแต่ไม่ประสบความสำเร็จ
หนูจึงนับเป็น “ศัตรูตัวเอก” ในบ้านทีเดียว!
วันนี้ขอนำเรื่องราว ระหว่างหนูที่เป็นศัตรูในบ้าน ซึ่งเกิดกับตัวผมเอง เป็นเรื่องอารมณ์ของมนุษย์ ที่มีทั้งภาคมืดที่โกรธเกรี้ยว มุ่งร้าย และภาคสว่างที่อ่อนโยน สำนึกผิด มาเขียนเป็นเรื่องสั้น ให้ชื่อว่า
"ไอ้...คู่แค้น!" และให้ชื่อภาคภาษาอังกฤษว่า The Enemy Within เพราะมันเป็นกิเลสความโลภ โกรธ หลง ความเห็นแก่ตัว ที่ปะปนกับคุณงามความดีในตัวอยู่ในตัวมนุษย์ที่สับสนนั่นเอง
ตั้งใจจะเอาไว้รวมเล่มในหนังสือเรื่องสั้นของผม ที่จะมีทั้งภาษาไทยและอังกฤษ แต่ผมจะให้ท่านผู้อ่าน กาแฟขม…ขนมหวาน ได้ชิมก่อนรวมเล่ม แล้วลองช่วยวิจารณ์ดูครับ
เรื่องสั้น
“ไอ้...คู่แค้น !”
(ชื่อภาคภาษาอังกฤษ The Enemy Within)
โดย วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
เรา เผชิญหน้ากันโดยบังเอิญ ที่ห้องทำงานในบ้านของผมเอง มันจ้องหน้าผมอย่างงงงวย แต่ผมกลับเป็นฝ่ายตกตะลึง ในการปรากฏกายของเจ้าสัตว์หน้าขนตัวนี้
ขนาดของมันยังเล็ก คงเพิ่งพ้นระยะเวลากินนมแม่มาไม่นาน ตัวยาวประมาณสองนิ้วเศษ ขนยังเป็นสีขาวปนเทาจาง ๆ มันทำจมูกสีชมพูอ่อนขมุบขมิบ แสดงความประหลาดใจที่ผมโผล่เข้ามา มันทำเหมือนว่า เป็นจ้าของครอบครองห้องนี้มาก่อน และผมเป็นแค่ผู้มาเยือนเท่านั้น
ผม สะบัดปากกาลูกลื่น ที่ถืออยู่ออกจากมือ พุ่งตรงเข้าหามันราวกับลูกธนูอย่างมุ่งร้าย สิ่งที่ใช้เขียนหนังสือถากหลังมันไปอย่างหวุดหวิด เลยเข้าปะทะขาเก้าอี้นั่งเกิดเสียงดัง
เจ้าสัตว์หน้าขนทำตัวหดด้วยความตื่นตกใจ แล้วพุ่งปรู๊ดหลบหายเข้าหลังตู้เอกสารใบใหญ่ ซึ่งเรียงกันเกะกะในห้องไปอย่างรวดเร็ว
ผม รู้สึกเหมือนจุกแน่นในอก เพราะนี้เป็นครั้งแรกที่เจ้าสัตว์ที่เป็นพาหะนำโรคตัวร้าย บังอาจเข้ามาในนิวาสถานของตัวเอง แสดงว่าบ้านผมคงไม่สะอาดพอ ไม่ก็ต้องมีสิ่งสกปรกปะปนเข้ามาในบ้านหลังนี้ อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
แม้ผมจะเคยพบเห็น ญาติโกโหติกาของพวกมัน โผล่จากท่อระบายน้ำ ซึ่งเชื่อมต่อกับท่อสาธารณะใกล้บ้าน เพื่อออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์บ้าง แต่ก็นาน ๆครั้ง
มาคราวนี้มันอุกอาจ ทะลึ่งเข้ามาในเขตหวงห้าม ที่แสนจะเป็นส่วนตัวของผมจริง ๆ
ความโกรธก็พุ่งขึ้นมาในจิตใจ ผมให้สัญญากับตัวเองว่า จะต้องกำจัดมันออกไปจากชีวิตให้ได้
จาก นั้น ผมก็เริ่มสำรวจภายในห้องอย่างระมัดระวัง มันคงแอบอยู่หลังตู้เอกสารสามใบ ซึ่งมีหนังสืออัดแน่น ยากที่จะเคลื่อนย้าย และยังมีชั้นใส่หนังสือเป็นแถว ไม่นับรวมกับลังหวายซึ่งล้วนแต่บรรจุหนังสือทั้งนั้น ผมมองอย่างท้อแท้
แค่คิดเท่านั้นผมรู้สึกยอกหลังขึ้นมาทันที เพราะมองเห็นภาพตัวเอง ต้องก้มๆเงยๆ ขนหนังสือออกจากห้องทำงาน ไปเก็บไว้ข้างนอก เพื่อหาตัวกระจ้อยร่อยของมัน และกำจัดเสีย
มันช่างเป็นงานหนักเกินไป สำหรับคนมีอายุอย่างผม ถึงจะมีคนช่วยก็ตาม
ผม จึงตัดสินใจ ที่จะไม่เคลื่อนย้ายอะไรทั้งนั้น แต่ตั้งใจจะเฝ้าคอยจับมันให้อยู่หมัด โดยทะนงตัวว่า เมื่อเป็นเด็กวัยรุ่นผมก็ทั้งยิง และสังหารบรรพบุรุษกับญาติพี่น้องของมัน ตายไปมากต่อมาก จึงไม่ยากเย็นนัก ถ้าผมจะจัดการกับมันอีกสักตัว
แต่มันไม่งายอย่างที่คิด เพราะ...
เมื่อเห็นมันผลุบ ๆ โผล่ ๆ มาให้เห็นตัวหลายครั้ง ผมกลับหาอะไรขว้างมันไม่เคยทันเลย!
เพียง สองสามอาทิตย์เท่านั้น ผมเห็นมันเติบโตขึ้น ขนเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีเข้ม มันคงกำลังจะเป็นหนุ่มแข็งแรง ในขณะที่ผมอ่อนแอลงเพราะขาเจ็บ การกำจัดเจ้าวายร้ายตัวนี้ ดูทำท่าจะเป็นงานยากเสียแล้ว
บางวันผมเข้าไปในห้องทำงาน เห็นร่องรอยกัดกล้วยน้ำว้าซึ่งเป็นผลไม้ประจำห้อง หลายครั้งสังเกตเห็นขนมหวานที่ทานเหลือแหว่งเป็นรอยทู่เข้าไปอย่างชัดเจน ซึ่งต้องเป็นฝีมือและฝีฟันของมันแน่ๆ
มี ครั้งหนึ่งมันกัดก้อนเอแคลร์ ที่วางไว้บนโต๊ะทำงานแหว่งไปเกือบเสี้ยว จนผมต้องนั่งจ้องขนม ที่เสียหายจนกินไม่ได้ ด้วยความเสียดาย ปนกับความโกรธที่พุ่งขึ้นมา
ผมกำหมัดแน่นคิดว่า หากมันเดินนวยนาดผ่านหน้ามาเวลาในนั้น จะทุบมันแบนแต๊ดแต๋ อุจจาระแตกตายคาที่ และโดยที่ไม่รู้ตัว ผมเงื้อมือทุบเปรี้ยงลงไป แต่สิ่งที่เละเทะอยู่ใต้กำปั้นของผมกลับไม่ใช่เจ้าหนู กลายเป็นเอแคลร์ชิ้นที่มันแอบหม่ำไปก่อนนั่นเอง ทำให้ผมต้องเช็ดโต๊ะทำงานด้วยความเจ็บใจ
แต่...วันที่ผม "เอาคืน" ก็มาถึงจนได้!
วันนั้น ผมตื่นแต่เช้าชงกาแฟ แล้วเดินเข้าห้องทำงานเหมือนเคย พอเปิดไฟสว่างพรึ่บผมเห็นมันยืนเด่นเป็นสง่าอยู่กลางห้อง มันชำเลืองมองผม ทำปากและจมูกขยุบขยิบคล้ายกับทักผมว่า
"ไงเอ็ง!"
อย่างฉับพลันไม่ทันคิด ผมสาดน้ำกาแฟร้อนที่จัดเพราะเพิ่งชงใหม่ๆ พรวดใส่มัน ตามติดด้วยขว้างถ้วยกาแฟ และเตะหนังสือที่วางบนพื้นสองสามเล่มเข้าใส่โดยอัตโนมัติ

ผม เห็นร่างมันผงะ กระดกตีลังกาลอยกลับ พอทรงตัวได้ก็วิ่งเซถลาเข้าไปตรงซอกตู้ จะโดนอะไรเข้าไปบ้างก็ไม่รู้ แต่เจ้าตัวร้ายอาจงง เพราะไม่ได้หลบหายเข้าไปในซอกตู้หมดทั้งตัว ท่อนหางยังโผล่พ้นตู้ออกมา
ผมเอื้อมมือหยิบไม้บันทัดโลหะ แบบที่เด็กช่างกลสมัยก่อนใช้ฟันหน้ากัน ซึ่งใช้มานานหลายสิบปี ก้มตัวลงฟาดผัวะเข้าไป ตรงท่อนหาง ของไอ้ตัวน่าเกลียดอย่างรวดเร็ว
คง เป็นจังหวะเดียว กับที่มันคงหดหาง แต่ถึงกระนั้นโลหะขอบไม้บรรทัด ยังตัดหางมันขาดออกมาสักครึ่ง ดิ้นแด่ว ๆ อยู่บนพื้น มีโลหิตมองดูคล้ายน้ำยางสีดำ ไหลจุกตรงท่อนที่โดนตัด
ผมรู้สึกตกใจ ที่ทำร้ายมันเข้าไปแล้ว มโนธรรมซึ่งเป็นฝ่ายดีบอกว่าตัวเอง ได้ทำสิ่งที่เกินเลยไปแล้ว แต่ฝ่ายที่เป็นสีดำชั่วร้าย ร้องบอกกับผมว่า
นี่สาสมแล้ว กับที่มันเป็นฝ่าย “บุกรุก” ผมก่อน!
หลัง จากสงครามย่อยระหว่างเราจบลง มันหายไปหลายวัน แต่แล้ววันหนึ่งผมเปิดไฟในห้องทำงาน ก็เห็นตัวมันยืนอยู่หน้าซอกตู้ และผมก็เห็นส่วนหลังของมันไม่มีขน หางของมันเรี่ยกับพื้น มีรอยขาดปรากฏให้เห็นชัดเจน พอมันเงยหน้ามองผมช้า ๆ
คุณพระช่วย!
ตาข้างซ้ายของมันปกติจ้องผมเขม็ง แต่ขวาของมันมีสีขาวขุ่นข้น เหมือนคนตาถั่ว ผมรู้ได้ทันทีว่าตาข้างนั้นของมัน บอดสนิทแล้ว เพราะฤทธิ์ความร้อนของกาแฟ ส่วนพื้นที่ส่วนหลังของมันคงถูกความร้อนผสมคาเฟอีน ทำลายลงหนังคงพองขึ้น จนเป็นเหตุให้ขนจึงหลุดร่วงไปนั่นเอง
ตอน นั้นเองที่ผมรู้สึกตกตะลึง ใจหายวาบ ความรู้สึกผิดฉายแวบขึ้นมาในใจ ส่วนเจ้าคู่กรรมมองผมนิ่งอยู่อึดใจใหญ่ คล้ายกำลังคิดจะบอกอะไร แต่มันเปลี่ยนใจค่อย ๆ หันตัวกลับ ทำเหมือนกับไม่แยแส ที่เห็นคนใจร้ายที่ยืนเผชิญหน้ากับมันอยู่ ส่วนผมเองนั้น ถึงกับจังงังไปพักหนึ่งทีเดียว
บัดนั้นเอง ที่ผมคิดว่า ต้องเอามันออกไปจากบ้านให้ได้ ไม่ว่าวิธีใดก็ตาม แต่ก็คิดว่าจะไม่เอามันให้ถึงตาย เพราะทำกันมันไว้มากเกินพอแล้ว ขืนทำมากกว่านี้
บาปกรรมคงหนักแน่
พอตอนสายผมขับรถออกจากบ้าน ตรงไปที่ห้างสรรพสินค้า และก็ได้กับเครื่องมือจับหนู ที่เป็นนวัตกรรมใหม่สำหรับผม เขาทำเป็นจานวงกลมประกบกันสองอัน พอแกะออกก็มีกาวเหนียวหนึบสีดำ อยู่ทั้งสองด้าน แต่ก่อนผมเห็นเขาขายแต่กาวเพียงอย่างเดียว มาล่อ เดี๋ยวนี้กาวที่ประกบมากับจาน ส่งกลิ่นล่อหนูเองไม่ต้องใช้เหยื่อ
กระนั้นผมยังไม่ไว้ใจ เฉือนเนยแข็งวางกลางจาน เพื่อประกันความพลั้งพลาด เผื่อเจ้ากาวไม่ส่งกลิ่นดึงดูดมันได้
ผมวางแผ่นดักมันไว้ในห้องทำงานเท่านั้น แล้วเข้านอนด้วยใจระทึก แอบหวังว่าผลที่จะติดตามคงจะดีตามคาดที่อุตส่าห์ขับรถไปซื้อมา
พอ ถึงวันรุ่งขึ้น ทันทีที่ผมเปิดไฟในห้องทำงาน ก็รู้สึกดีใจอย่างลิงโลด ที่เห็นมันยืนตัวแข็ง เท้าคู่หน้าติดบนกาวแน่น ผมเต้นระบำไปรอบ ๆ ตัวมันปากก็ร้องตะโกนด้วยความสะใจ
“เสร็จจนได้นะเอ็ง!”
พร้อมกับหัวเราะลั่นด้วยความยินดี เหมือนเด็กได้ของเล่นที่ถูกใจ
มันเงยหน้าเอาตาข้างหนึ่ง มองผมอย่างน้อยใจ คล้ายกับจะบอกว่า
“เล่นใช้ตัวช่วยอย่างนี้ ไม่แฟร์นี่หว่า!”
ดูมันซิ ยังทะลึ่งจะเถียงอีกแน่ะ!!
ผมเอาถุงพลาสติกใบใหญ่มา ใส่แผ่นดักซึ่งมีมันติดอยู่ลงในถุงอย่างช้า ๆ ปากก็พูดเยาะเย้ยถากถางมัน ด้วยความคะนองในอารมณ์…
…มันจ้องมองดูผม ด้วยตาทั้งข้างดีและบอดตลอดเวลา จนผมรู้สึกว่า มันช่างเต็มไปด้วยการขอร้องวิงวอน แต่…
ผมจะใจอ่อน กับศัตรูตัวร้ายไม่ได้เด็ดขาด!
รีบผูกปากถุงอย่างรวดเร็ว แล้วเดินไปหน้าบ้านเปิดฝาถังขยะออก
ก่อนจะทิ้งมันลงไปในถัง ผมยังร้องเย้ยหยันมันอีกว่า
“เอ็งไปถึงเรสตัวรองค์กองขยะ ได้กินอะไรอร่อยๆ ก็โทรมาบอกมั่ง”
วัน นั้น ผมออกจากบ้านสายเกือบสิบเอ็ดโมง ก่อนจะขับรถออก ก็เดินไปเปิดฝาถัง ยังเห็นถุงที่ใส่มันคงค้างอยู่ในถัง ผมนึกแปลกใจที่คนเก็บขยะไม่มา แต่ได้ยินเสียงมันร้องจี๊ด ๆ จ๊าด คล้าย ๆ กับจะบอกผมว่า
“ปล่อยผมหน่อย…ร้อน… ร้อนจังเลย!”
เอ ถ้าจะจริงของมัน เพราะแสดงอาทิตย์เริ่มกล้าแล้ว แต่ผมก็ใจแข็งไม่ยอมปล่อย ร้องบอกมันว่า
“ทนเอาหน่อยนะเอ็ง อยากทะลึ่งดีนักนี่!”
ผมขับรถออกไปอย่างไม่แยแส และลืมนึกถึงมันไปเลย
คืนนั้นผมนอนที่บ้านน้องสาวเพราะต้องค้นคว้าข้อมูลบางเรื่อง เลยนอนดีกหน่อย แต่ผมก็ต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมา ตอนเกือบใกล้รุ่ง หูผมเหมือนมีเสียงแว่วจี๊ด ๆ จ๊าด ๆ แล้วมีเสียง
“ปล่อยผมหน่อย…ร้อน…ร้อนจังเลยๆ!”
ร้องซ้ำ ๆ ซาก ๆ อย่างนี้อยู่ตลอดเวลา จนผมทนไม่ได้ความรู้สึกผิดโผล่ขึ้นมาเต็มหัวใจ
ต้องรีบแต่งตัวขับรถออก หมายจะไปให้ถึงบ้านโดยเร็ว เพื่อปลดปล่อยมันเป็นอิสระ ตั้งใจจะเอาศัตรูตัวนี้ไปทิ้งแถวบางแสน เพื่อเป็นการถ่ายโทษตัวเองที่รังแกสัตว์มากเกินเหตุ
แต่อนิจจา…
เมื่อไปถึงบ้าน ผมรู้สึกใจหายเมื่อพบถังขยะว่างเปล่า!
เห็นคุณลุงข้างบ้านกำลังออกมากายบริหาร ผมจึงถามว่ารถขยะมาเก็บไปแล้วหรือ? ได้รับคำตอบว่า
เพิ่งออกไป ไม่ถึงสิบห้านาทีนี้เอง!
ผมโจนขึ้นรถ ขับพรวดออกจากบ้าน ไล่ตามหารถขยะตามเส้นทางที่ผมรู้อยู่ จะขอเขาเปิดท้าย และเอาเจ้าคู่ปรับผมออกมา แต่ขับวนหาอยู่เป็นชั่วโมง
แต่ก็ไม่พบ!!
ผมจึงขับรถกลับบ้านด้วยความท้อแท้ ห่อเหี่ยวและรู้สึกสำนึกผิด
จนถึงวันนี้ หากคิดเรื่องนี้ขึ้นมาเมื่อไร ผมไม่ได้มีความสบายใจเลย เพราะเสียงร้อง
“ปล่อยผมหน่อย…ร้อน…ร้อนจังเลยๆๆ !”
เป็นประโยคที่เหมือนกับดังก้องอยู่ทั้งในหู และในใจ ของผมตลอดเวลา
ไม่ รู้ว่ามันมีชีวิตอยู่ไหม ? หรือถูกอัดแบนตายแล้วใต้กองขยะอันใหญ่โต หรือว่ามันจะรอดชีวิต ได้กินอาหารในกองขยะอย่างเพลิดเพลินและมีความสุข แต่ผมถวิลหามันด้วยความกังวลถึงมัน และกรรมหนักที่ได้ทำลงไปแล้ว
จึงต้องขอกรายเรียน กับท่านผู้อ่านที่เคารพว่า
หากท่านบังเอิญเห็นหนูที่หลังไม่มีขน เพราะถูกน้ำกาแฟร้อนลวก…
...หางกุดไปหน่อย…
…ตาข้างขวาขุ่นขาวบอดสนิท
…เวลามองหน้าคน มันชอบทำจมูกและปากขยุบขยิบ คล้ายจะพูดด้วย
ตัวนั้น...นั่นแหละครับ “ไอ้คู่แค้น” ของผม!
เมื่อท่านพบแล้ว กรุณาบอกมันด้วยว่า มีคนเขาฝากมาขอโทษที่โหดร้าย…และขอให้มัน
“ยกโทษ...ให้ผมด้วย!!”
…………………………
(คอลัมน์ กาแฟขม...ขนมหวาน ตอน “ไอ้…คู่แค้น!” ออนไลน์วันพฤหัสบดี ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2554)
หนึ่งปีที่ผ่านมากับความคืบหน้ารายงานกรณีการสลายการชุมนุมเสื้อแดง
ที่มา Thai E-News
10 เมษายน 2554 ภาพการทำบุญครบรอบหนึ่งปีการเริ่มต้นปราบปรามคนเสื้อแดงจนมีผู้เสียชีวิต 26 คนในวันที่ 10 เมษายน 2553

เหยื่อแห่งความโหดร้ายถูกใส่โลงศพสีแดงเดิน แห่รอบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และทั่วกรุงเทพในวันที่ 12 เมษายน 2553

ตลอด หนึ่งปีที่ผ่านมา หนึ่งในสัญลักษณ์แห่งการย้ำเตือนผู้คนคือการแสดงละครใบ้ และการนอนตายบนถนนในทุกที่ไม่ว่าที่ราชประสงค์ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย หรือแม้แต่หน้าสำนักงานสหประชาชาติเพื่อร่วมเตือนความจำว่า "ที่นี่มีคนตาย"

รูปนี้เป็นรูปที่ถูกใช้อ้างอิงมากที่สุดรูปหนึ่งถึงการเสียชีวิตของคนเสื้อแดงที่จนบัดนี้ก็ยังไม่ได้รับความยุติธรรม
รายงานเสวนา: “หนึ่งปีที่ผ่านมากับความคืบหน้ารายงานกรณีการสลายการชุมนุมเสื้อแดง”
โดย สุลักษณ์ หลำอุบล
ที่มา ประชาไท
14 พฤษภาคม 2554
วัน ที่ 9 พฤษภาคม 2554 มหาวิทยาลัยขอนแก่นร่วมกับมหิดลจัดเสวนาวิชาการ "หนึ่งปีที่ผ่านมากับความคืบหน้ารายงานกรณีการสลายการชุมนุมเสื้อแดง” ณ ศูนย์กฎหมายเพื่อสังคม คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น"
9 พ.ค. 54 – ศูนย์นิติธรรมและสิทธิมนุษยชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมกับ ศูนย์สิทธิมนุษยชนศึกษาและการพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล จัดเสวนาวิชาการเรื่อง “หนึ่งปีที่ผ่านมากับความคืบหน้ารายงานกรณีการสลายการชุมนุมเสื้อแดง” ณ ศูนย์กฎหมายเพื่อสังคม คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เวลา 8.30 – 12.00 น.
วิทยากรร่วมเสวนา คือ สมชาย หอมลออ ประธานคณะอนุกรรมการอิสระตรวจสอบและต้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) วัน สุวรรณพงศ์ ทนายความกลุ่ม นปช.จังหวัดขอนแก่น ขวัญระวี วังอุดม และศรายุธ ตั้งประเสริฐ จากศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุม (ศปช.) และมิเคลา ลาร์สัน นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยคอนเนคติกัต โดยมีประวิตร โรจนพฤกษ์ ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น ดำเนินรายการเสวนา และวสันต์ พานิช อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวเปิดการเสวนา จุดประสงค์ของการเสวนาเป็นไปเพื่อติดตามสถานการณ์และอภิปรายความคืบหน้าของ แต่ล่ะภาคส่วนเกี่ยวกับเหตุการณ์การสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงในเดือน เมษายน-พฤษภาคม 2553 โดยมีญาติผู้เสียชีวิตและผู้ที่ได้รับบาดเจ็บบางส่วนมาร่วมในงานเสวนาด้วย
วสันต์ พานิช
จาก เหตุการณ์ทางการเมืองในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ 14 ตุลา 6 ตุลา มาจนถึงพฤษภาคม 35 เมื่อมีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้น ไม่เคยมีการดำเนินการ สืบสวน เสาะหาข้อเท็จจริงใดๆที่เกิดขึ้น เช่นในเหตุการณ์ 6 ตุลา หลังจากการทำรัฐประหารโดยจอมพลประภาส จารุเสถียร ก็ได้มีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้ผู้ทำรัฐประหาร และลงโทษเอาความผิดกับนักศึกษาและประชาชน ในขณะนั้นมีคดีใหญ่สองคดีคือ การฟ้องอดีตผู้นำนักศึกษา สุธรรม แสงประทุมกับพวกรวม 18 คนในข้อหากบฏและการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ และอีกคดีคือการฟ้องบุญชาติ เสถียรธรรม ในข้อหาหมิ่นพระบรมราชานุภาพซึ่งถูกฟ้องในคดีนี้เพียงคนเดียว ในคดีของอดีตผู้นำนักศึกษานั้น สืบโจทก์ไปได้พักหนึ่งแต่ไม่ค่อยมีความคืบหน้าเท่าไร ในขณะที่คดีของคุณบุญชาตินั้นสืบโจทก์จบแล้ว กำลังเริ่มที่จะสืบจำเลย และกำลังจะได้ทราบข้อเท็จจริงในเหตุการณ์ 6 ตุลาว่าอะไรเกิดขึ้นอย่างไร ก็ปรากฏว่ามีการนิรโทษกรรมให้แก่ผู้กระทำความผิดทั้งหมด 18 คน รวมถึงคุณบุญชาติด้วย มีความพยายามให้เกิดการปรองดอง และทำให้คดีที่กำลังดำเนินอยู่นั้นยุติไปโดยปริยายและไม่สามารถสืบหาความ จริงต่อไปได้ เช่นเดียวกับเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ก็มีการออกกฎหมายนิโทษกรรมแล้วก็จบกันไป ในเหตุการณ์นั้นก็มีบุคคลจำนวนหนึ่งที่สูญหายไป และปัจจุบันก็ยังไม่มีเบาะแสความคืบหน้าใดๆเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว ถึงแม้จะพบว่ามีการพบศพในตู้คอนเทนเนอร์บ้าง หรือที่อื่นๆบ้าง แต่ก็ไม่สามารถสืบหาความจริงได้ และแต่ล่ะก็มีข้อมูลคนล่ะชุด ฝ่ายประชาชนก็ชุดหนึ่ง และฝ่ายรัฐก็อีกชุดหนึ่ง มาจนถึงเหตุการณ์เดือนเมษา-พฤษภาปีที่แล้ว จนบัดนี้ล่วงเลยมาเป็นเวลาครบปี หลายเหตุการณ์ในหลายสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นที่สี่แยกคอกวัว วัดปทุมวนาราม และที่อื่นๆ ก็ยังเป็นที่สงสัยกังขาจากประชาชน ซึ่งก็ยังไม่มีคำตอบที่เป็นที่กระจ่าง วันนี้จึงเป็นโอกาสอันดีที่กลุ่มคนจากหลายภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นผู้เสียหาย สื่อมวลชน และอื่นๆ มาร่วมพูดคุย ให้ข้อมูล เพื่อจะได้มาช่วยกันหาคำตอบ และช่วยกันดูว่าความจริงที่เกิดขึ้นจะเลือนหายไปเช่นเหตุการณ์อื่นๆในอดีต หรือไม่
สมชาย หอมลออ
เมื่อ พูดถึงความจริง เราพบว่า ความจริงนั้นค้นพบไม่ยาก ถึงแม้ความจริงอาจต้องใช้เวลาและต้องการพยานหลักฐานมาพิสูจน์ซึ่งเป็น หน้าที่ของ คอป. เรามีสมมุติฐานมากมายในสิ่งที่เกิดขึ้น และในการได้มาซึ่งความจริง เราต้องมีกระบวนการตรวจสอบที่เป็นวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะในทางนิติเวชศาสตร์ และจากการสอบถามทั้งเหยื่อ ผู้ชุมนุม ประชาชนโดยทั่วไป เจ้าหน้าที่รัฐ ประจักษ์พยาน สื่อมวลชน อาสาสมัคร ซึ่งจำเป็นต้องถามทุกส่วนเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน การตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์ของคอป.นั้นได้รับความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญ ในไทยและต่างประเทศที่มีความเชี่ยวชาญในการตรวจสอบรูป คลิปวีดีโอ และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการสอบสวนในที่เกิดเหตุ (crime scene)
ใน การพูดความจริง เราจำเป็นต้องมีพยานหลักฐาน และแน่นอนว่า การตรวจสอบของคอป.นั้นไม่ได้ยึดหลักการตรวจสอบที่เข้างวดเทียบเท่ากับการ ตรวจสอบคดีทางอาญา ที่จำเป็นต้องมีพยานหลักฐานที่แน่นอนปราศจากข้อสงสัยในการกล่าวหา การพูด หรือเปิดเผย คอป.ยังไม่ถึงขั้นนั้น และเมื่อเราพูดความจริง สิ่งที่ยากอีกขั้นหนึ่งคือจะให้ความจริงนั้นเป็นสิ่งที่ยอมรับและเชื่อถือ ร่วมกันอย่างไร มีคนที่พูดความจริงมากมายแต่ไม่ได้รับการยอมรับจากสาธารณะ ขั้นตอนนี้มีความสำคัญมากในการนำไปสู่การเยียวยา และการหาทางร่วมกันไม่ให้เกิดความรุนแรงขึ้นอีกในอนาคต ดังนั้นถึงแม้ว่าจะพูดความจริง แต่ไม่ได้รับความน่าเชื่อถือ ก็จะเป็นอุปสรรคในการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบและการสร้างความปรองดองใน อนาคต สิ่งเหล่านี้นับเป็นสิ่งที่ท้าทายต่อการทำงานของคอป. เพราะในแง่ความเชื่อถือแล้วคอป.ไม่ได้เริ่มจากศูนย์ แต่เริ่มจากติดลบ เนื่องจากคอป.ถูกแต่งตั้งขึ้นโดยคณะรัฐมนตรีของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะซึ่งถือว่าเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงในความรุนแรงที่เกิดขึ้น
ใน หลายๆประเทศนั้น การจัดตั้งคณะกรรมการค้นหาความจริงและการปรองดองนั้นจะจัดตั้งขึ้นก็ต่อ เมื่อความขัดแย้งนั้นได้ล่วงไปแล้ว และฝ่ายที่จัดตั้งคณะกรรมการก็เป็นฝ่ายที่เป็นกลางจริงเช่นสหประชาชาติ หรือฝ่ายที่ชนะ ซึ่งมีอำนาจการตรวจสอบมากมาย ซึ่งปัญหานี้เป็นปัญหาที่คอป.ตระหนักมาตั้งแต่ต้น ตั้งแต่ก่อนยอมรับการแต่งตั้งด้วยซ้ำ จึงไม่น่าแปลกใจที่อาจารย์คณิตจึงไม่ยอมรับข้อเสนอนี้ตั้งแต่ตอนแรกในทันที แต่ขอเวลาในการปรึกษาหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องก่อน และกลุ่มแรกที่ท่านหารือคือแกนนำของนปช. รวมถึงนักการเมืองของพรรคเพื่อไทยซึ่งถูกยุบพรรคไปแล้ว จากการหารือก็พบว่าคนเหล่านั้นมีความเชื่อมั่นในตัวอาจารย์คณิตว่าสามารถ ทำงานด้วยความเที่ยงตรง ดังนั้นดร.คณิตจึงยอมรับในข้อเสนอดังกล่าวในการตั้งคอป. โดยมีเงื่อนไขกำหนด คือ 1) ดร.คณิตต้องประกันความอิสระในการเลือกผู้ที่จะมาเป็นคณะกรรมการทั้งแปดคนได้ ด้วยตนเอง ไม่ใช่นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรี 2) คอป.สามารถนำเสนอหรือเปิดโปงสิ่งที่ค้นพบได้ทุกขณะ โดยไม่ต้องรอให้ระยะเวลาการสอบสวนเสร็จสิ้นเสียก่อนซึ่งมีระยะเวลาสองปี 3) ข้อเสนอแนะและการเปิดเผยจะต้องทำทั้งต่อรัฐบาลและต่อหน้าสาธารชน เนื่องจากประสบการทำงานที่ผ่านมาในการตรวจสอบเหตุการณ์ต่างๆ ที่ไม่มีการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชนพบว่า ไม่ว่าพรรคการเมืองใดๆที่ขึ้นมาก็ไม่มีการนำข้อเสนอแนะต่างๆไปปฏิบัติอย่าง จริงจัง ไม่มีการปรับปรุงระบบยุติธรรม เราจึงหวังว่าในการผลักดันข้อเสนอแนะต่างๆนี้ควรเป็นบทบาทของสาธารณชน ที่ต้องยอมรับว่านี่คือความจริง และต้องร่วมกับผลักดันข้อเสนอแนะต่างๆให้เป็นเจตจำนงทางการเมืองของผู้ที่มี อำนาจนำไปปฏิบัติ
ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงนี้ ก็มีอุปสรรคในการทำงานบ้างในการเข้าถึงข้อมูลจากทั้งฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐและ จากฝ่ายเสื้อแดง แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็ได้รับความร่วมมือจากหลายๆฝ่ายมากขึ้น เราได้จัดเวทีประชุมที่นำคู่ขัดแย้งและผู้ที่เกี่ยวข้องหลายฝ่ายมาพูดคุย ให้ข้อมูลและความคิดเห็นต่อคณะกรรมการหรือที่เรียกกันว่า hearing ซึ่งถึงแม้ว่าเวทีนี้จะยังไม่ถึงกับเป็นเวทีสาธารณะเต็มรูปแบบแต่เราก็เปิด โอกาสให้สื่อมวลชน ตัวแทนของกลุ่มองค์กรต่างๆ ทูต นักข่าว และบุคคลสามารถพาคนอื่นมาเข้าร่วมรับฟังได้ นอกจากเวทีดังกล่าวจะทำให้ได้รับข้อมูลเพิ่มขึ้นแล้ว มีสิ่งที่น่าสนใจจากการจัดเวทีรับฟังนี้ที่ได้คือการที่พบว่ามีคนที่อยู่ใน เหตุการณ์เดียวกัน แต่ต่างสถานะ ต่างความคิด ต่างมุมมองได้มาคุยกัน ทำให้เห็นความสำคัญที่ว่าคนจากหลายๆฝ่ายต้องมาคุยกันและเปิดใจรับฟังข้อเท็จ จริงและความคิดเห็นจากอีกฝ่าย มิเช่นนั้นเราก็อาจจะก้าวไปไหนไม่ได้ และการจัดการ hearing มาเกือบสิบครั้งโดยคอป. นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการเดินหน้าทำงานต่อในระยะเวลาอีกปีเศษ นอกจากนี้ ในเดือนมิถุนายน เราก็จะยังคงจัดเวที hearing ต่อไปแต่คราวนี้จะจัดเป็นประเด็นๆ เช่น ผลกระทบของการรัฐประหาร 19 กันยา เสรีภาพในการชุมนุมและขอบเขต บทบาทของทหารในสังคมไทย สื่อมวลชน ฯลฯ โดยหวังว่าการสร้างความเข้าใจให้ตรงกันนี้จะช่วยให้สังคมไทยก้าวไปข้างหน้า และหลุดพ้นจากความรุนแรงได้
วัน สุวรรณพงศ์
นอก จากจะมาเสริมและให้ความคิดเห็นต่อรายงานของนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัมแล้ว จะพยายามตอบคำถามที่ว่า “ใครเป็นคนสั่งฆ่าประชาชน” ซึ่งสามารถสรุปออกมาได้เจ็ดกลุ่มดังต่อไปนี้ คือ กลุ่มคนที่อยู่เบื้องหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549, กลุ่มคนที่ไล่ล่าอดีตนายกทักษิณ ชินวัตรออกจากอำนาจ, กลุ่มที่อยู่เบื้องหลังกลุ่มอนาธิปไตยและพรรคการเมืองบางพรรคที่มีส่วนล้ม รัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์, กลุ่มที่อยู่เบื้องหลังการร่างรัฐธรรมนูญ 50, กลุ่มที่อยู่เบื้องหลังการจัดตั้งรัฐบาลประชาธิปัตย์ในค่ายทหาร , ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉินสี่ฉบับเมื่อวันที่ 7 เมษายน 53 และกลุ่มคนที่อยู่เบื้องหลังการโฆษณาชวนเชื่อว่านปช.เป็นผู้ก่อการร้ายและ โค่นล้มสถาบัน กลุ่มคนเหล่านี้ล้วนมีส่วนในการสั่งฆ่าประชาชนในเหตุการณ์เมษา-พฤษภาปีที่ แล้วทั้งสิ้น โดยเฉพาะปัญหาของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ที่เป็นมรดกตกทอดจาการรัฐประหาร 19 กันยา ซึ่งมีการแก้ไขให้อำนาจแก่ฝ่ายตุลาการเพิ่มขึ้น และสามารถเข้าไปแทรกแซงกระบวนการต่างๆ ทำให้ความยุติธรรมในประเทศไม่อาจบรรลุขึ้นได้
ในเอกสารรายงานของโร เบิร์ต อัมสเตอร์ดัมที่ตีพิมพ์เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2554 มีรายละเอียดในข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงที่สะท้อนการกระทำของรัฐบาลอภิสิทธิ์ ในเหตุการณ์สลายการชุมนุมปีที่แล้วอย่างชัดเจน และมีการตั้งข้อหาต่ออภิสิทธิ์ด้วยความผิดอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ นอกจากนี้แล้ว อยากจะนำเสนอในประเด็นความไม่ชอบด้วยการนำประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉินสี่ฉบับใช้ ซึ่งนอกจากจะเป็นกฎหมายที่จำกัดสิทธิเสรีภาพแล้ว ยังไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากมีการแก้ข้อกฎหมายโดยพลการ กล่าวคือ พ.ร.กฉุกเฉินนี้อยู่ในมาตราที่ 218 ของรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งถูกยกเลิกไปแล้วโดยการรัฐประหารปี 2550 และเมื่อรัฐบาลอภิสิทธิ์ได้หยิบยกมาใช้ใหม่ ก็มีการแก้ใขตัวเลขมาตราให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ด้วยเหตุนี้ ประกาศที่ออกมาจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย รวมถึงอำนาจต่างๆที่ใช้ในการตั้งศอ.ฉ. อำนาจที่ใช้ในปฏิบัติการทางทหารในช่วงเมษา-พฤษภาปีที่แล้ว ก็ย่อมไม่ชอบธรรมด้วยเช่นเดียวกัน นอกจากนี้แล้ว ความไม่ชอบในข้อกฎหมายดังกล่าว ยังโยงไปถึงแกนนำและผู้ที่ถูกจับกุมคุมขังอยู่ด้วย เพราะถ้าหากข้อกฎหมายไม่ชอบธรรมแล้ว ก็สมควรต้องปล่อยตัวผู้ที่ยังถูกคุมขังอยู่ออกมา และน่าสังเกตว่าเมื่อ DSI รู้เรื่องช่องโหว่ในข้อนี้ ก็พยายามจะใช้ข้อกฎหมายอย่างอื่นเช่นกฎหมายหมิ่นพระบรมฯ หรือกฎหมายอาญามาตรา 112 เพื่อมาใช้เป็นข้อกล่าวหาเพิ่มเติม
ขวัญระวี วังอุดม
ศูนย์ ข้อมูลประชาชนฯ (ศปช.) ตั้งขึ้นมาด้วยการรวมกันของนักวิชาการ นักกฎหมาย นักสิทธิมนุษยชน นักกิจกรรม โดยตั้งขึ้นมาเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2553 หลังการสลายการชุมนุมสองเดือน เนื่องจากเห็นความขัดแย้งในสังคม และเห็นความไม่เป็นธรรมต่อผู้ชุมนุมเสื้อแดงตั้งแต่การประกาศใช้พ.ร.บ.ความ มั่นคงและพ.ร.ก. ฉุกเฉินในเวลาต่อมา และท่ามกลางบรรยากาศของการเรียกร้องให้ปรองดองในช่วงปีที่แล้ว เราคิดว่าในการที่จะปรองดองได้นั้นสังคมไทยต้องเกิดความยุติธรรมก่อน และนี่เป็นที่มาที่ไปของการตั้งศปช.
เรายอมรับว่าการทำงานของ ศปช.มีอุปสรรคบ้างในการเข้าถึงข้อมูลจากฝ่ายรัฐ แม้แต่ คอป.ก็ยังมีปัญหาในส่วนนี้ แต่ในส่วนของข้อมูลฝ่ายผู้ชุมนุมเสื้อแดงเราคิดว่าก็น่าเชื่อถือเพราะค่อน ข้างได้รับความไว้ใจจากผู้ชุมนุมเสื้อแดง มีการตรวจสอบข้อมูลที่ชัดเจน งานของ ศปช.ไม่ได้จำกัดเพียงการค้นหาความจริง แต่ยังรวมถึงการให้ความช่วยเหลือทางด้านกฎหมาย การเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการผ่านบทความที่ผลิตโดยนักวิชาการ รวมถึงการรณรงค์ในระดับสากลด้วย แต่งานที่เน้นมากเป็นพิเศษคือการทำงานกับผู้ที่ได้รับผลกระทบ ทั้งตาย สูญหาย บาดเจ็บ และถูกคุกคาม
รายงานของ ศปช.ฉบับเต็มจะเปิดตัวในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งสาระสำคัญที่เราเน้นและแตกต่างจากรายงานฉบับอื่นๆ คือ ความไม่ชอบธรรมของการประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน เนื่องจากหากเราดูตามมาตรฐานสากลแล้ว การประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินควรเป็นไปเมื่อมีเหตุคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ และเป็นภัยต่อคนทั้งประเทศ ซึ่งในขณะที่รัฐบาลประกาศใช้กฎหมายฉบับนี้เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2553 ยังไม่มีสถานการณ์ที่บ่งชี้ถึงความร้ายแรงดังกล่าว เราไม่ได้บอกว่าเสื้อแดงไม่มีการใช้ความรุนแรงเลย แต่เราย้ำว่าทางรัฐได้ใช้กำลังเกินกว่าเหตุในการสลายการชุมนุม
นอก จากนี้ ตัวแทนจาก ศปช.ยังเสนอความคิดเห็นเพิ่มเติมต่อรายงานองฮิวแมนไรต์ วอตช์ คือ นอกจากในประเด็นที่ว่ามีการฟันธงว่าชายชุดดำมีส่วนเกี่ยวข้องกับแกนนำเสื้อ แดงอย่างแน่นอนแล้ว ซึ่งในแง่หนึ่งก็ยังมีความไม่ชัดเจน ยังมีประเด็นของการที่ในรายงานเขียนถึงการบุกโรงพยาบาลจุฬาฯของ การ์ดเสื้อแดงว่าไม่เหมาะสม ซึ่งสรุปมาจากการสัมภาษณ์ของฝ่ายบุคลกรโรงพยาบาลอย่างเดียว ในประเด็นนี้อยากให้มองว่าควรถอยออกมาดูบริบทรอบด้าน เนื่องจากในสังคมไทยตอนนี้เป็นสังคมที่มีความแตกแยกและขาดความไว้เนื้อเชื้อ ใจกันทั้งสองฝ่ายทั้งจากฝ่ายหมอและฝ่ายผู้ชุมนุม จึงอยากให้สอบถามข้อมูลจากทุกฝ่ายเพื่อให้ได้บริบทในสังคมที่ครบถ้วน นอกจากนี้ ยังมีเรื่องที่รายงานฮิวแมนไรต์ วอตช์สรุปว่าผู้ชุมนุมเสื้อแดงได้วางแผนที่จะเผาตึกสิ่งก่อสร้างต่างๆ โดยสรุปข้อมูลจากคลิปวีดีโอที่อริสมันต์กล่าวว่า “หากมีการรัฐประหาร ให้พี่น้องเตรียมถังน้ำมันไว้ และจะเปลี่ยนที่นี่ให้เป็น ทะเลเพลิง” เมื่อปลายมีนาคม รวมถึงคลิปอื่นๆของจตุพรและณัฐวุฒิ ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วรู้สึกว่าคลิปดังกล่าวเกิดขึ้นในต่างบริบทกันและไม่ สามารถมาสรุปอย่างง่ายๆได้ว่าเป็นการวางแผนการเผาของผู้ขุมนุมเสื้อแดง
ศรายุธ ตั้งประเสริฐ
จาก การที่ผมได้มีโอกาสช่วย ศปช.เก็บข้อมูลพบว่า มีหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเดือนเมษา-พฤษภาปีที่แล้วไม่สอดคล้องกับสิ่ง ที่สื่อกระแสหลักหรือรัฐบาลได้นำเสนอ เช่น มีการใช้อาวุธสงครามยิงใส่ผู้ชุมนุมตั้งแต่ในตอนกลางวันของวันที่ 10 เมษายน หรือช่วงเวลาในการเผาตึกเซ็นทรัลเวิร์ลด์ เป็นช่วงเวลาที่ทหารสามารถเข้ามายึดพื้นที่ได้เป็นเวลานานแล้ว โดยเฉพาะในกรณีหลังนี่สามารถจะตรวจสอบข้อมูลได้จากสื่อมวลชนทั่วไป
ยก ตัวอย่างถึงในเหตุการณ์วันที่ 10 เมษา กรณีของนายเกรียงไกร คำน้อย เป็นคนขับรถสามล้อเครื่อง มาจากจังหวัดยโสธร เขามาร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงที่ผ่านฟ้า เมื่อเกิดเหตุปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าทหารกับผู้ชุมนุมบริเวณหน้ากระทรวง ศึกษาธิการ เขาถูกกระสุนปืนยิงเข้าที่หน้าอกราวบ่ายสอง และเสียชีวิตราวหกโมงเย็น กรณีนี้ชี้ให้เห็นว่ารัฐเริ่มมีการใช้อาวุธสงครามยิงใส่ผู้ชุมนุมมือเปล่า ตั้งแต่ช่วงกลางวัน ทั้งๆที่ในบริเวณนั้นยังเป็นพื้นที่ทหารสามารถเข้าควบคุมได้หมดแล้ว หากแต่รัฐได้อ้างมาตลอดว่าสาเหตุที่รัฐต้องใช้อาวุธหนักนั้นเป็นเพราะมีชาย ชุดดำซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธปรากฏอยู่ในที่ชุมนุมในตอนค่ำ กรณีเช่นนี้ได้ชิให้เห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจริงนั้น ไม่ตรงกับข้ออ้างที่รัฐและสื่อมวลชนกระแสหลักได้สื่อออกไปในสังคมจนเป็นความ คิดความเชื่อของคนส่วนใหญ่
นอกจากนี้ยังมีกรณีของผู้ที่เสียชีวิต หลังการสลายการชุมนุม เป็นผู้ชายวัยสามสิบกว่า จากจังหวัดขอนแก่น มีร่างกายแข็งแรง ในวันที่สิบเมษา เขาได้เข้าร่วมการชุมนุมของคนเสื้อแดงและอยู่ในเหตุการณ์การปะทะระหว่างทหาร และผู้ชุมนุมที่สี่แยกคอกวัว และได้รับบาดเจ็บการการใช้แก๊สน้ำตาจากทหาร และถูกนำส่งโรงพยาบาลเพื่อรักษาอาการหอบหืด ต่อมาเสียชีวิตลงในวันที่ 6 ตุลาคม 53 ด้วยอาการติดเชื้อที่ปอด และสมอง กรณีเช่นนี้ อาจไม่สามารถระบุได้ว่าเขาเสียชีวิตจากการสลายการชุมนุมโดยตรง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือเขาได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว จนเป็นเหตุให้เสียชีวิตภายหลัง และจนปัจจุบันก็ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือหรือการแสดงความรับผิดชอบจากทาง ภาครัฐใดๆ แม้แต่ในกลุ่มเสื้อแดงด้วยกันเองก็ไม่ได้รับการเหลียวแลมากนัก
การ ใช้ความรุนแรงดังกล่าวของเจ้าหน้าที่ทหาร เช่น การใช้อาวุธหนักยิงใส่ผู้ชุมนุม การใช้เฮลิคอปเตอร์โปรยแก๊สน้ำตาลงมาใส่ผู้ชุมนุม หรือแม้แต่กระบวนการจับกุมที่ไม่ยุติธรรม เป็นความรุนแรงที่ยอมรับไม่ได้ และถือเป็นการพรากสิทธิในการดำรงตนเป็นพลเมือง สิทธิในความเป็นมนุษย์และเสรีภาพ
ศรายุธ ตั้งข้อสังเกตุในประเด็นความน่าเชื่อถือของ คอป.ที่สมชายได้พูดไปก่อนหน้านี่ว่า คอป.เริ่มการทำงานจากจุดที่ติดลบ เนื่องจากถูกแต่งตั้งขึ้นโดยรัฐบาล ศรายุธ มองว่าไม่น่าจะโทษรัฐบาลฝ่ายเดียวที่เป็นสาเหตุ แต่ควรต้องพิจารณาตัวกรรมการของ คอป.เองด้วย ว่าทำไมสร้างความน่าเชื่อถือให้กับคนเสื้อแดงไม่ได้ เนื่องจากสมชายเองก็เคยสนับสนุนการรัฐประหารและเคยกล่าวต่อสาธารณะว่ารัฐบาล มีความชอบธรรมในการใช้อาวุธตอบโต้กับกลุ่มติดอาวุธที่แฝงอยู่ในที่ชุมนุม ในวันที่ 18 พค.53 ก่อนการสลายการชุมนุมจนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต แต่จากการพิสูจน์ไม่พบว่าผู้ที่เสียชีวิตไม่มีหลักฐานการใช้อาวุธใดๆ นักสิทธิมนุษยชนควรมีความรับผิดชอบในสิ่งที่ทำและพูดด้วย และหลังสลายคุณก็มาเป็นคณะกรรมการปรองดอง แล้วมันจะปรองดองไปได้อย่างไร
ซึ่ง ในประเด็นนี้ สมชาย หอมลออ ยังยืนยันในจุดยืนเดิมว่าหากมีการปรากฏของกลุ่มติดอาวุธในที่ชุมนุม รัฐมีความชอบธรรมในการใช้อาวุธจัดการกับชายชุดดำ แต่มิได้หมายความว่าอนุญาตให้รัฐสามารถเข้าสลายการชุมนุมของผู้ชุมนุมเสื้อ แดงได้ แต่ปฏิเสธว่าไม่เคยสนับสนุนการรัฐประหาร
นางสาวนิตยา พาเชื้อ
ภรรยา ของผู้ที่เสียชีวิตคือนายอินทร์แปลง เทศวงศ์ กล่าวว่าสามีของเธอเป็นคนขับแท็กซี่และถูกยิงเสียชีวิตในบริเวณบ่อนไก่เพียง เพราะลงจากรถไปสอบถามคนที่อยู่ในเหตุการณ์ แต่กลับถูกยิงสองนัดเข้าที่หน้าอกนั้น ได้มากล่าวความรู้สึกในงานเสวนา ด้วยน้ำตาที่นองหน้า “ฉันต้องการให้คนที่สั่งฆ่าได้รับบาปกรรม ได้รับการลงโทษ ฉันต้องการความยุติธรรมให้กับลูกและทุกคนที่ต้องประสบเหมือนฉัน ฉันขาดผู้นำครอบครัว ขาดคนที่ดูแล ให้ความรักความอบอุ่น ขาดคนที่พาเราเดินไปในชีวิต เขาได้จากไปอย่างปุบปับ ยังไม่ทันได้สั่งเสีย ยังไม่ได้ดูใจ ลูกเขายังไม่รู้เรื่องอะไร ตอนนั้น ลูกคนเล็กยังไม่สิบเดือนเมื่อพ่อโดนยิง มาจนตอนนี้ ก็หนึ่งขวบสิบเดือนแล้ว ยังคงไม่ได้รับความยุติธรรม ฉันต้องการความยุติธรรมให้ลูกฉันบ้าง”
ศรีประภา เพชรมีศรี
ให้ความคิดเห็นต่อรายงานของคอป.ว่า แปลกใจที่เห็นรายงานของ คอป. มีเนื้อหาหรือการบันทึกข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นน้อย แต่สามารถสรุปออกมาเป็นข้อเสนอแนะได้ มอง ว่ารายงานของ คอป.ยังไม่ถือว่าเป็นรายงานเพราะยังไม่มีการสรุปข้อมูลใดๆที่ชัดเจนออกมา ถึงแม้ดูเหมือนว่าจะมีหลักฐานในหลายส่วนพอสมควรแล้ว ทั้งนี้หากเทียบกับรายงานฮิวแมนไรต์ วอตช์พบว่ามีการรวมรวมข้อเท็จจริงในหลายเรื่องอย่างชัดเจน รวมทั้งมีข้อเสนอแนะต่อทุกฝ่ายโดยไม่มีข้อยกเว้น ส่วนรายงานของศปช.ก็มีลักษณะที่แตกต่างไปในแง่ที่ว่ามีลักษณะให้ความสำคัญ กับผู้ที่ได้รับผลกระทบหรือ victim-based ซึ่งสิ่งที่อยากจะเห็นจากรายงานทั้งหมดคือว่าให้มีการบันทึกเหตุการณ์และข้อ เท็จจริงให้เป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์หรือ historical document ที่เราจะสามารถใช้อ้างอิงเพื่อเรียนรู้ในการอยู่ร่วมกันในอนาคตได้
นอก จากนี้ ในประเด็นเรื่องความยุติธรรมช่วงเปลี่ยนผ่านหรือ Transitional Justice มีองค์ประกอบที่สำคัญๆดังต่อไปนี้ที่สังคมไทยต้องทำให้ได้แต่ในปัจจุบันเรา อาจยังไม่เห็นหนทางที่ชัดเจน กล่าวคือ ต้องมีการรับผิด (accountability) ผู้ที่กระทำผิดจะต้องรับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้น และเพื่อที่จะให้ความรับผิดเกิดขึ้นได้นั้น นั่นหมายถึงการลอยนวลและงดเว้นโทษจะต้องยุติลง ต้องมีความยุติธรรมเกิดขึ้นกับเหยื่อให้ได้ ซึ่งมิได้จำกัดอยู่แค่การให้เงินชดเชยเยียวยาเท่านั้น ปัจจัยข้างต้นที่กล่าวไปจำเป็นต้องบรรลุก่อนเพื่อที่จะนำไปสู่การปรองดอง ที่แท้จริงได้ นอกจากนี้ สังคมไทยยังมีลักษณะของการเปลี่ยนผ่านที่ไม่ชัดเจน กล่าวคือในประเทศอื่นการเปลี่ยนผ่านคือการเปลี่ยนจากสงครามไปสู่สันติภาพ หรือเปลี่ยนจากเผด็จการไปสู่ประชาธิปไตย แต่ในประเทศไทยยังมีเส้นแบ่งที่ไม่ชัดเจนและมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันด้วย ว่าขณะนี้เราอยู่ในช่วงเวลาไหนของสังคม
การที่สังคมไทยอยู่ในภาวะ ของการลอยนวลของผู้กระทำผิดอย่างยาวนาน แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของรัฐในการปกป้องประชาชนจากการละเมิดสิทธิมนุษย ชนโดยเฉพาะเหยื่อที่ได้รับผลการทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงของรัฐ เนื่องจากมองได้ว่าสังคมไทยเป็นสังคมแห่งการนิรโทษกรรม การที่จะบรรลุซึ่งการรับผิด จำเป็นต้องนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ แต่ในเรื่องนี้ก็ยังเป็นที่ถกเถียงว่าหากมีการลงโทษแล้วสังคมจะเกิดสันติภาพ ได้หรือไม่ ดังนั้น เราจึงควรแยกให้ออกระหว่างคำว่าปรองดอง (Reconciliation) และประนีประนอม (compromise) ซึ่งมีความหมายและขอบเขตแตกต่างกันมาก
จ๊าก!!!!!!!!!!มีใครคิดไหมครับ ว่า"ลัดดาแลนด์" บอกอะไรใน"ไทยแลนด์" มันทำให้ผมสยองเป็นสองเท่า..
ที่มา Thai E-News
แล้วคุณๆคิดว่าผมคิดไปเองหรือเปล่าเนี่ย ที่ว่าลัดดาแลนด์ มันคือไทยแลนด์นั่นเอง (...)
โดย kumhaeng
ที่มา กระทู้เฉลิมไทย พันทิป
ผมได้ไปดูลัดดาแลนด์ด้วยความรู้สึกบางอย่าง ว่าน่าจะสะท้อนอะไรเกี่ยวกับบ้านเมืองในช่วงนี้ (คำเตือน!กระทู้นี้อาจสปอยด์หน่อยนะครับ)
เพราะดูชื่อเรื่อง แนวเรื่องในแบบของหนังผี มันไม่ดึงดูดใจเท่าไหร่
พอดูไปเรื่อยๆ ก็รู้สึกว่าน่าจะมีความหมายแบบที่ัตัวเองคิด(หรือคิดไปเองเนี่ย)
น่าจะบอกถึงความปรารถนาของชนชั้นกลาง ที่ถูกกระตุ้นจากระบบทุนนิยม ให้เห็นภาพมายาของชีวิตที่สวยงาม
ในหมู่บ้านจัดสรร มีสวนสาธารณะ ออกกำลังกาย สัตว์เลี้ยง มีคุณภาพชีวิตที่ดี
จนยอมทิ้งรากเหง้า ที่รู้สึกว่าตัวเองโดนดูถูก มีปมด้อย(ธีร์กับแม่ยาย)
และ ความปรารถนานั้นทำให้เกิดความกลัวในสิ่งต่างๆมากมาย ต้องผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ปมความขัดแย้งของคนในครอบครัว โดยที่คิดว่าความสวยงามของบ้านน่าจะซ่อนมันไว้ได้
(โดยไม่ได้คิดแก้ปัญหาที่สาเหตุ ก็คือการสร้างความสัมพันธ์ความความรักเข้าใจในครอบครัว) หรือกลบด้วยการปรนเปรอวัตถุให้คนในบ้าน
แล้วหัวหน้าครอบครัวก็นำครอบครัวไปสู่ความไม่มั่นคงในการหารายได้จากธุรกิจที่มีลักษณะเป็นฟองสบู่
(การนำประเทศเข้าสู่ระบบทุนนิยมเสรี) ที่มีการหลอกกันไปหลอกกันมา
และเบื้องหลังความปรารถนาและภาพที่สวยงามทั้งหลาย ก็คือ ความกลัว
ซึ่งก็ออกมาในรูปผีซึ่งซ่อนอยู่ในหมู่บ้าน ที่ถ้าเทียบกับประเทศไทยก็คือปัญหาที่หมกซ่อนไว้ทั้งหลาย
สังเกตว่าบ้านที่เกิดเหตุจะเป็นบ้านของชาวต่างชาติที่ถุูกทิ้งร้างไว้(ทุนต่างชาติถอนออกไปก่อนเลย)
และผู้ที่เดือดร้อนคนแรกก็คือศพของแรงงานต่างด้าว(เทียบกับผู้คนในระดับล่างของสังคม)
น่าสนใจที่ผู้สร้างเลือกตู้เย็น"สีแดง" เป็นที่ซ่อนศพคนตายเอา ไว้
เมื่อเด็ก(เสียงเล็กๆในสังคม) พยายามบอกให้ผู้ใหญ่(ผู้บริหาร) ฟังว่าบ้านนี้มีผี(บ้านเมืองนี้มีปัญหา)ก็ไม่ยอมรับฟัง เด็กก็บอกย้ำๆว่า "ไม่ได้โกหกๆ" ก็ไม่มีใครเชื่อ
จนที่สุดผู้ใหญ่ก็เจอผีเข้ากับตัว ซึ่งก็มาพร้อมๆกับความกลัวความไม่มั่นคงในชีวิตจากปัญหาจริงๆที่เกิดขี้น
คือ การตกงาน ใบแจ้งหนี้ต่างๆ และในที่สุดก็ต้องไปหารายได้จากการเป็นลูกจ้างร้านสะดวกซื้อ
แต่ก็อำพรางว่า ยังมีคุณภาพชีวิตที่ดีแต่งตัวดี ขับรถเก๋งออกจากบ้านเหมือนเดิม
(การหลอกลวง โดยใช้เทคนิคการประชาสัมพันธ์สร้างภาพลักษณ์)
แต่ ปัญหาก็บีบรัดเข้ามาทุกที จนต้องเอาเงินของอนาคต(ของลูก) มาใช้
ถ้าเป็นประเทศก็คือ เอาเงินกู้ หรือทรัพยากรมาใช้โดยไม่ต้องคำนึงถึงวันข้างหน้า
ในที่สุดความกลัวก็นำมาซึ่งความหวาดระแวงของคนในบ้าน และเพื่อนบ้านที่ก็มีชะตากรรมไม่แตกต่างกัน
(เพื่อนบ้านเป็นเจ้าของ sme ที่เจ๊ง มีการทำร้ายลูกภรรยา มีการละเลยคนแ่ก่ที่ป่วย)
แสดงถึงความล้มเหลวของการดูแลเด็ก สตรี และคนชรา คนป่วย
(ปัญหาเศรษฐกิจ การศึกษา สังคม วัฒนธรรม สาธารณสุขของประเทศนี้) ซึ่งก็ทำให้ผีมีมากขึ้นๆ
แม้แต่ยามก็กลัวผีจนทิ้งหมู่บ้านไป(ความมั่นคงภายใน ตำรวจ มหาดไทย)
และความกลัว ความหวาดระเเวงก็ทำให้เกิดการทำลายล้าง มีการใช้อาวุธ(กำลังทหาร)ในการแก้ปัญหา
แต่ปัญหาก็แก้ไม่ได้ เพราะอาวุธทำลายผีไม่ได้และอาวุธก็เกือบทำลายความหวัง(ลูกคนเล็ก) แห่งอนาคตไป
โชคดีที่เอาแค่บาดเจ็บ และมันก็ย้อนกลับมาทำลายหัวหน้าครอบครัวในที่สุด
หนังไม่ได้บอกว่าหัวหน้าครอบครัวผิดที่นำครอบครัวมาเสี่ยง
แต่มันเกิดจากความปรารถนาที่ดีต่อครอบครัวจากภาพมายาที่ถูกสร้างจากระบบทุนนิยม
และจะให้ถอยกลับไปสู่รากเหง้าก็ไม่ได้มันมีความรู้สึกเป็นปมด้อยที่น่าอับอาย
และยังต้องการพิสูจน์ตนเอง โดยยืนอยู่บนฐานความเสี่ยงทั้งที่ลูกสาวก็ไม่อยากทิ้งรากเหง้าแต่ก็จำเป็น ต้องทิ้งด้วยความขุ่นเคือง(พลังอนุรักษ์นิยมในสังคมไทยที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง)
ในที่สุดทุกคนก็ต้องกลับมาตั้งต้นกันใหม่ โดยกลับมาที่รากเหง้าเดิมของตัวเอง(บ้านยาย)
โดยไม่กล่าวโทษหัวหน้าครอบครัว และมีความเข้าใจเห็นใจให้กับหัวหน้าครอบครัว
อีกนิดนึงหนังบอกว่าแม้แต่พระสงฆ์(ตัวแทนศาสนา) ก็ยังโดนผีหลอก...และขอ อีกนี้ดดด ให้สังเกตว่าเจ้าแมว(เฉาก๊วย) กับบทบาทในฐานะฐานันดร4 (สื่อมวลชนน่าจะที่ดี) ที่เด็ก(เสียงเล็กๆ)มีความสุขกับมัน แต่กับผู้ใหญ่ความรู้สึกแตกต่างออกไป จนในที่สุด...
แล้วคุณๆคิดว่าผมคิดไปเองหรือเปล่าเนี่ย ที่ว่าลัดดาแลนด์ มันคือไทยแลนด์นั่นเอง (...อย่าซีเรียสนะครับ มันก็แค่มุมเล็กๆในความคิดของคนๆหนึ่ง)
แต่ถ้าคิดเช่นเดียวกันช่วยบอกวิธีจัดการกับผีให้ผมด้วย หนังเรื่องนี้ทำให้ผมกลัวมากขึ้นกว่าหนังผีทั่วๆไปสองเท่าเลยนะครับเนี่ย
ปล.ขณะที่ มีปัญหาทุกอย่างธีร์ยังนั่งทำชิงช้า(การหาความเพลิดเพลินจากวัตถุ แบบสบายๆ)อยู่เลย ใช่ผมตอนนี้หรือเปล่าเนี่ย..



