ที่มา ข่าวสด
แท็กซี่-วิทยุชุมชน เสนอนโยบายพท.
บ.ก.ลายจุด 'สมบัติ บุญงามอนงค์' จัดเทศกาลอาหารไพร่ นำคนเสื้อแดงบุกซอยทองหล่อ ยืนกินก๋วยเตี๋ยวไก่กลางสายฝน จวก 'กรณ์' เข้าใจผิดคำว่าอำมาตย์หมายถึงคนมีฐานะ แต่เป็นแค่เรื่องความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ซึ่ง มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ส่วนร้านอาหารที่บอกว่าไพร่มากินก็เข้าใจผิด เพราะทุกที่ก็มีทั้งคนจนและคนฐานะดี บ่นเสียดายร้านต้นเหตุเปิดตอนเย็น เลยต้องชวนคนเสื้อ แดงไปกินก๋วยเตี๋ยวไก่แทน เผย 15 พ.ค. จัดกิจกรรมที่อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ เชียง ใหม่ และ 19 พ.ค.จัดกิจกรรมรำลึก 1 ปี ที่ราชประสงค์ ขณะที่พรรคเพื่อไทยเปิดให้เครือข่ายคนไทยรักชาติเสนอนโยบายขับเคลื่อน พร้อมให้แท็กซี่จับตาอาจมีการล้มเลือกตั้ง
อาหารไพร่ - นายสมบัติ บุญงามอนงค์ จัดกิจกรรมเทศกาลอาหารไพร่ในซอยทองหล่อ จุดเกิดวิวาทะระหว่างนาย กรณ์ จาติกวณิช และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เมื่อ 14 พ.ค.
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 14 พ.ค. ที่ห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียลเวิลด์ ลาดพร้าว เครือข่ายคนไทยรักชาติ นำโดยนายวิโรจน์ พูลสุข ประธานเครือข่าย จัดประชุมการขับเคลื่อนนโยบายแห่งชาติของประชาชน มีผู้เข้าร่วมประกอบด้วย เครือข่ายวิทยุทั่วประเทศ และกลุ่มแท็กซี่สภาการแท็กซี่มหาชนกว่า 500 คน โดยมีนายจารุพงษ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย มาร่วมแสดงนโยบาย
สำหรับ นโยบายที่เครือข่ายเสนอมี 27 ข้อ มีเนื้อหาสำคัญ อาทิ แรงงานไทยไปเมืองนอกฟรี เพื่อป้องกันความเสี่ยงถูกหลอก การนิรโทษกรรมธุรกิจให้มีโอกาสกลับใจได้สิทธิ์ทำธุรกิจเหมือนเดิม รวมถึง 1 วัด 1 ผลิตผล ที่ชุมชนกับวัดร่วมกันพัฒนาภูมิปัญญา และส่งเสริมสวัสดิการแท็กซี่มหาชน มอเตอร์ไซค์มหาชน รถตู้มหาชน
นาย จารุพงษ์กล่าวในที่ประชุมว่า แม้จะมีการประกาศพ.ร.ฎ.การเลือกตั้ง และจะมีการเลือกตั้งในวันที่ 3 ก.ค.นี้ แม้จะผ่านพ้นการเลือกตั้งไปแล้ว แต่เราก็ยังไม่ไว้วางใจ เนื่องจากอาจไม่มีการเคารพเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน จึงขอเชิญชวนให้พี่น้องแท็กซี่หรือวิทยุชุมชน ร่วมกันคิดว่าจะทำอย่างไรหากเกิดการไม่เคารพเสียงส่วนใหญ่ขึ้น ทั้งนี้ เรามีพันธะที่ต้องดำเนินการร่วมกันคือ 1.ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และ 2.ขอให้แท็กซี่ในฐานะผู้ที่มีการข่าวดีที่สุด ดีกว่ากอ.รมน.อีก ช่วยกันสร้างเครือข่ายแจ้งข่าวไปยังพี่น้องประชาชน หากใครก็ตามคิดจะล้มการเลือกตั้งขอให้แจ้งให้ทราบด้วย ส่วนนโยบายของเครือข่ายทั้ง 27 ข้อ มีแนว ทางสอดคล้องกับพรรคเพื่อไทย ตนจะนำนโยบายนี้ผลักดันเข้าสู่ที่ประชุมพรรคเพื่อไทยต่อไป
ด้านนาย โสภณ จริงจิต ผอ.สำนักคุ้มครองสิทธิมนุษยชน สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า กรณีที่มีการปิดวิทยุชุมชน อยากให้ผู้ที่ปิดอธิบายและชี้แจงให้ชัดเจนว่า การปิดโดยเฉพาะที่อ้างว่ารบกวนวิทยุการบิน ควรเอาเหตุผลทางวิชาการเข้ามาชี้แจงต่อประชาชนด้วย เพราะตรงนี้ยังมีการเคลือบแคลงสงสัยอยู่
วันเดียวกัน เวลา 12.00 น. ที่สถาบันปรีดีพนมยงค์ ซอยทองหล่อ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ แกนนำกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง จัดกิจกรรมเทศกาลอาหารไพร่ โดยนัดหมายให้สมาชิกเสื้อแดง 200 คนมาร่วมกิจกรรม ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายลงมา นายสมบัติกล่าวว่า วันนี้เราชวนคนเสื้อแดงมาเที่ยวซอยทองหล่อ เพื่อจะมาสำรวจว่ามีร้านอาหารที่พวกไพร่อย่างเรามีสิทธิ์จะได้กินหรือไม่ เพราะได้ยินข่าวว่าซอยทองหล่อมีร้านอาหารของกลุ่มคนที่เรียกว่าอำมาตย์มาก และเป็นที่โด่งดัง เรียกว่าเป็นซอยของคนมีฐานะดี บางคนอาจจะเข้าใจผิดคิดว่าคำว่ามีฐานะแปลว่าอำมาตย์ ความจริงแล้วไม่ใช่ คุณกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เข้าใจผิด คำว่าอำมาตย์คือ เป็นเรื่องความสัมพันธ์เชิงอำนาจ เราใช้เรียกกับคนที่มีความใกล้ชิดกับสถาบัน เราเรียกคนกลุ่มนี้ว่าอำมาตย์ บางคนก็เป็นคนดี บางคนก็มีปัญหา อาศัยความใกล้ชิดในการที่ไปกดขี่คนอื่น หรือแสวงหาประโยชน์และอำนาจ
"ประเด็นวันนี้มาเพราะคุณกรณ์จุดประเด็น นี้ที่ซอยทองหล่อ ผมเคยทำงานที่ซอยทองหล่อ เคยกินข้าวที่นี่ พอคุณกรณ์บอกว่าร้านอาหารนั้นมีไพร่มากิน ผมรู้สึกว่ามันไม่ใช่แล้ว คุณเข้าใจผิดแล้ว ทุกที่มีทั้งคนจนหรือคนที่มีฐานะ ประชาชนที่เป็นไพร่เขาสามารถไปกินได้ วันนี้ผมจะพาเสื้อแดงไปสำรวจในฐานะอดีตเจ้าถิ่นแถวนี้และจะพาเดินดูว่ามี ร้านอาหารใดบ้างที่ต้อนรับไพร่อย่างพวกเรา รวมทั้งร้านอาหารที่คุณณัฐวุฒิ ใสเกื้อ ไปกินและทำให้คุณกรณ์พูดอย่างนั้น แต่เปิด 5 โมงเย็น ถ้าเปิดตอนเที่ยงเราจะไปอุดหนุน จริงๆ ต้องการสื่อถึงคุณกรณ์ คำว่าอำมาตย์และไพร่ที่เข้าใจนั้นเข้าใจผิด จริงๆ คุณกรณ์ก็ไพร่เหมือนกัน อย่าสำคัญตัวผิด เราต้องให้เกียรติคน แม้แต่คนจนก็ต้องได้รับเกียรติ สำหรับในวันที่ 15 พ.ค.จะจัดกิจกรรมที่อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ จ.เชียงใหม่ และในวันที่ 19 พ.ค.จะจัดกิจกรรมรำลึก 1 ปี สลายการชุมนุมที่สี่แยกราชประสงค์ จุดเทียนโซ่ มนุษย์ ตั้งแต่บริเวณสี่แยกราชประสงค์ถึงสวนลุมพินี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นนายสมบัติ นำกลุ่มสมาชิกเสื้อแดงข้ามถนนไปกินก๋วยเตี๋ยวไก่ ริมถนน ตรงข้ามทองหล่อ ซอย 3 ซึ่งร้านมีโต๊ะไม่เพียงพอ ทำให้กลุ่มคนเสื้อแดงต้องยืนกินก๋วยเตี๋ยวไก่ท่ามกลางสายฝน ทำให้การจราจรติดขัดพอสมควร ทั้งนี้ นายสมบัติยังได้โชว์การทอดไข่เจียว โดยใช้อุปกรณ์ข้าวไข่เจียวเคลื่อนที่ของกลุ่มคนเสื้อแดง บริเวณด้านหน้าสถาบันปรีดีพนมยงค์ สร้างความครื้นเครง และเสียงหัวเราะเป็นอย่างมาก จากนั้นแยกย้ายกันกลับบ้านในเวลา 14.00 น. โดยไม่มีเหตุการณ์วุ่นวายใดๆ
นายชาติชาย สุทธิกลม อธิบดีกรมราช ทัณฑ์ กล่าวถึงการควบคุมตัวนายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายนิสิต สินธุไพร แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหา นคร ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานว่า มีปัญหาในการควบคุมตัวผู้ต้องขังทั้ง 2 ราย ซึ่งการดูแลทุกอย่างจะเป็นไปตามระเบียบ อย่างไรก็ตามมีความเป็นห่วงเรื่องความขัดแย้งทางความเชื่อและความคิด เนื่องจากในเรือนจำมีผู้ต้องขังทั้งกลุ่มเสื้อเหลืองและเสื้อแดงถูกควบคุม ตัวอยู่จำนวนหนึ่ง ดังนั้นจึงขอเตือนให้ผู้ต้องขังในเรือนจำวางตัวให้เหมาะสม และต้องรู้ว่าควรปฏิบัติตัวอย่างไร ในส่วนของเรือนจำจะให้คำแนะนำว่า ต้องระมัดระวังตัวอย่างไร และพยายามจำแนกและจัดแยกผู้ต้องขังให้อยู่ในสถานที่ที่เหมาะสม
"สถานการณ์ ในขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นต้องสั่งการเจ้าหน้าที่ ให้คอยสังเกต การณ์นายจตุพรหรือนายนิสิตเป็นพิเศษ เนื่องจากยังไม่พบว่าจะมีปัญหาในการอยู่ร่วมกับผู้ต้องขังรายอื่น ทั้งนี้หากผู้ต้องขังมีข้อมูลว่ามีแนวจะเกิดปัญหาก็สามารถแจ้งให้เรือนจำ ทราบเพื่อจัดการแก้ไขปัญหาต่อไป" อธิบดีกรมราชทัณฑ์กล่าว
ส่วนกรณี ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เตรียมออกหมายเรียก เพื่อดำเนินคดีกับแกนนำนปช.ที่เข้าข่ายกระทำผิดในลักษณะหมิ่นสถาบันอีกหลาย คนนั้น นายชาติชายกล่าวว่า เรือนจำมีหน้าที่ควบคุมตัวผู้ต้องขังทุกคนตามคำสั่งศาล และเชื่อว่าจะไม่มีปัญหาเรื่องสถานที่ เนื่องจากภายในเรือนจำมีการบริหารจัดการที่เหมาะสม ส่วนกรณีที่นายจตุพรจะต้องเดินทางไปรับสมัคร ส.ส.เพื่อลงเลือกตั้งนั้น นายจตุพรต้องขออนุญาตจากศาลเพื่อขอเดินทางออกนอกเรือนจำ เมื่อศาลพิจารณาเห็นควรอย่างไรเรือนจำก็มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาล
ด้าน นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ เปิดเผยถึงการดำเนินคดีกับแกนนำนปช. ซึ่งร่วมกันจัดการชุมนุมและปราศรัยหมิ่นสถาบัน ซึ่งเป็นความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ มาตรา 112 และ 116 ว่า ในวันที่ 20 พ.ค.นี้ พนักงานสอบสวนจะประชุมร่วมกันเพื่อตรวจสอบพยานหลักฐานในคดี ก่อนสรุปความเห็นในการออกหมายเรียกผู้ต้องหาให้เข้ามอบตัวรับทราบข้อกล่าวหา โดยขณะนี้การสอบสวนพบหลักฐานชัดเจน เกี่ยวกับการกระทำความผิดของบุคคลที่ปราศรัยหมิ่นสถาบัน แต่พนักงานอัยการแนะนำให้สอบปากคำพยานเพิ่มเติม เพื่อรวบรวมหลักฐานเกี่ยวกับพฤติการณ์การมีส่วนร่วมของบุคคลระดับแกนนำนปช. ว่า ใครบ้างที่อยู่ในข่ายเป็นตัวการร่วมและสนับสนุนการกระทำความผิดของผู้ที่ใช้ ถ้อยคำในการปราศรัยดูหมิ่นสถาบันฯในเวทีการชุมนุมของคนเสื้อแดงวันที่ 10 เม.ย. ที่ผ่านมา
นายธาริตกล่าวต่อว่า ในส่วนของการถอนประกันแกนนำนปช.ที่ได้รับการประกันตัวคดีก่อการร้ายอีก 7 คน นั้น ภายหลังศาลพิจารณายกคำร้องของพนักงานอัยการ โดยสั่งถอนประกันเฉพาะนายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายนิสิต สินธุไพร ในส่วนของดีเอสไอจะไม่ดำเนินการใดๆ กับแกนนำนปช.ทั้ง 7 ราย แต่จะเฝ้าติดตามตรวจสอบพฤติกรรมอย่างใกล้ชิด หากพบการกระทำผิดเงื่อนไขประกันตัวหรือกระทำผิดกฎหมายอื่นๆ เพิ่มเติมไปจากความผิดเดิม จึงจะรวบรวมหลักฐานส่งให้อัยการฝ่ายคดีพิเศษพิจารณาดำเนินการต่อไป
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Sunday, May 15, 2011
'ลายจุด'นำคนเสื้อแดง-จัดกิน'อาหารไพร่'
อำนาจหน้าที่ขององค์กรตุลาการในการเสนอร่างกฎหมาย
ที่มา มติชน
โดย ธีระ สุธีวรางกูร
ความนำ
รัฐ ธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจหน้าที่ของ องค์กรตุลาการอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในระบบกฎหมายไทย กล่าวคือ นอกจากรัฐธรรมนูญจะกำหนดให้องค์กรตุลาการหรือศาลมีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยคดี อันเป็นอำนาจหน้าที่หลักแล้ว กฎหมายสูงสุดของประเทศก็ยังกำหนดให้องค์กรของรัฐดังกล่าวนี้มีอำนาจเสนอคดี รัฐธรรมนูญ อำนาจเสนอร่างกฎหมาย อีกทั้งอำนาจในการสรรหาบุคคลเพื่อดำรงตำแหน่งในองค์กรของรัฐด้วย
ต่อ บรรดาอำนาจหน้าที่ที่ได้ปรับเปลี่ยนไปขององค์กรตุลาการนั้น ข้อที่ต้องตราไว้เบื้องต้นก็คือ กรณีได้เกิดขึ้นจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญซึ่งถูกยกร่างขึ้นในช่วงเวลาที่ คณะรัฐประหารยังมีอำนาจทางการเมืองอยู่ นอกจากนั้น ก็ยังเกิดขึ้นระหว่างที่องค์กรตุลาการกำลังมีบทบาทในด้านต่างๆ อย่างเข้มข้นภายใต้สิ่งที่เรียกกันว่า ”กระบวนการตุลาการภิวัฒน์”...
อำนาจ หน้าที่ขององค์กรตุลาการตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ เป็นเรื่องที่น่าสนใจยิ่งต่อการนำมาพิเคราะห์ทั้งในทางหลักการหรือด้าน เทคนิคกฎหมาย แต่ด้วยเหตุเกี่ยวกับความกว้างขวางของเนื้อหา ในชั้นนี้จึงขอมุ่งพิเคราะห์ไปที่ ”อำนาจหน้าที่ขององค์กรตุลาการในการเสนอร่างกฎหมาย” เป็นสำคัญ
๑. องค์กรตุลาการกับอำนาจหน้าที่ในการเสนอร่างกฎหมาย
คง เป็นครั้งแรกในระบบกฎหมายไทยที่รัฐธรรมนูญได้กำหนดให้องค์กรตุลาการมี อำนาจหน้าที่ในการเสนอร่างกฎหมาย ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ หรือร่างพระราชบัญญัติธรรมดาก็ตาม
กรณีร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญ องค์กรตุลาการที่สามารถเสนอร่างกฎหมายประเภทนี้ได้ก็คือ ศาลรัฐธรรมนูญและศาลฎีกา โดยร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่ทั้งสองศาลมีอำนาจเสนอนั้น จะต้องเป็นร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่ประธานศาลรัฐธรรมนูญหรือ ประธานศาลฎีกาตามแต่กรณีเป็นผู้รักษาการ (รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๙ ( ๓ ) )
สำหรับ ร่างพระราชบัญญัติธรรมดานั้น องค์กรตุลาการที่สามารถเสนอร่างกฎหมายประเภทนี้คงได้แก่ ศาลยุติธรรม ศาลปกครองหรือศาลทหาร โดยร่างพระราชบัญญัติที่องค์กรตุลาการเหล่านี้มีอำนาจเสนอ ก็จะต้องเป็นร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวกับการจัดองค์กรและร่างพระราช บัญญัติที่ประธานศาลนั้นๆ เป็นผู้รักษาการ (รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๒ ( ๓ ) )
ข้อ ที่ควรสังเกตก็คือ เหตุที่ต้องกำหนดให้องค์กรตุลาการมีอำนาจเสนอร่างกฎหมายได้นั้น หากพิจารณาตามเจตนารมณ์ของผู้ร่างรัฐธรรมนูญ นัยว่าก็เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการแทรกแซงการดำเนินงานของศาลได้ง่าย จึงจำเป็นต้องให้องค์กรตุลาการมีอำนาจดังกล่าวนี้
๒. อำนาจหน้าที่เสนอร่างกฎหมายขององค์กรตุลาการกับหลักการแบ่งแยกอำนาจ
อำนาจ หน้าที่ในการเสนอร่างกฎหมายขององค์กรตุลาการจะมีผลต่อหลักการแบ่ง แยกอำนาจหรือไม่ อย่างไร ต่อความข้อนี้ มีความจำเป็นจะต้องตีความถึงสถานะแห่งอำนาจดังกล่าวขององค์กรตุลาการเสีย ก่อน
เมื่อรัฐธรรมนูญกำหนดให้องค์กรตุลาการมี อำนาจในการเสนอร่างกฎหมาย คำถามก็มีอยู่ว่าการที่รัฐธรรมนูญมีบทบัญญัติเช่นนี้จะมีความหมายอย่างไร ระหว่างความหมายตามนัยยะที่หนึ่งที่ว่า อำนาจเสนอร่างกฎหมายของ
องค์กรตุลาการ เป็น ”บทเสริม” อำนาจเสนอร่างกฎหมายขององค์กรอื่น กับความหมายตามนัยยะที่สองที่ว่า อำนาจเสนอร่างกฎหมายขององค์กรตุลาการเป็น ”บทตัด” อำนาจขององค์กรอื่นในการเสนอร่างกฎหมาย
กรณี ความหมายตามนัยยะที่หนึ่ง คำอธิบายก็มีว่าแม้องค์กรตุลาการจะมีอำนาจเสนอร่างกฎหมายเกี่ยวกับการจัด องค์กรศาลหรือร่างกฎหมายที่มีประธานศาลเป็นผู้รักษาการ แต่อำนาจขององค์กรตุลาการในเรื่องนี้ เป็นอำนาจที่ควบคู่ไปกับอำนาจของคณะรัฐมนตรีหรือสมาชิกรัฐสภา ในการที่จะเสนอร่างกฎหมายเกี่ยวกับการจัดองค์กรศาลหรือร่างกฎหมายที่มี ประธานศาลเป็นผู้รักษาการ องค์กรตุลาการที่มีอำนาจดังกล่าวนี้ จึงเป็นเพียงบทเสริมอำนาจทั่วไปในการเสนอร่างกฎหมายของคณะรัฐมนตรีหรือ สมาชิกรัฐสภาเท่านั้น
ส่วนความหมายตามนัยยะที่สอง คำอธิบายจะมีว่าเมื่อองค์กรตุลาการมีอำนาจเสนอร่างกฎหมายเกี่ยวกับการจัด องค์กรศาลหรือร่างกฎหมายที่มีประธานศาลเป็นผู้รักษาการแล้ว เมื่อเจตนารมณ์ของผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้กำหนดอำนาจหน้าที่ดังกล่าวนี้ให้กับ องค์กรตุลาการเพื่อป้องกันมิให้มีการแทรกแซงการดำเนินงานขององค์กรตุลาการ ได้ง่าย
ดังนั้น อำนาจหน้าที่ขององค์กรตุลาการเกี่ยวกับการเสนอร่างกฎหมายเกี่ยวกับการจัด องค์กรศาลหรือร่างกฎหมายที่มีประธานศาลเป็นผู้รักษาการ จึงเป็นอำนาจที่กำหนดไว้ให้กับองค์กรตุลาการเป็นการเฉพาะ และเป็นบทตัดอำนาจของคณะรัฐมนตรีหรือสมาชิกรัฐสภาในอันที่จะเสนอร่างกฎหมาย เกี่ยวกับการจัดองค์กรศาลหรือร่างกฎหมายที่มีประธานศาลเป็นผู้รักษาการ
ใน ความหมายทั้งสองนัยยะข้างต้น หากอำนาจหน้าที่ขององค์กรตุลาการในการเสนอร่างกฎหมายเกี่ยวกับการจัดองค์กร ศาลหรือร่างกฎหมายที่มีประธานศาลเป็นผู้รักษาการ เป็นเพียงบทเสริมเกี่ยวกับอำนาจทั่วไปในการเสนอร่างกฎหมายของคณะรัฐมนตรี หรือสมาชิกรัฐสภา อำนาจขององค์กรตุลาการดังกล่าวนี้ แม้จะมีเนื้อหาในลักษณะเดียวกันกับอำนาจบางส่วนของคณะรัฐมนตรีหรือสมาชิก รัฐสภา ก็ย่อมไม่ถือว่ามีผลกระทบต่อแก่นของหลักการแบ่งแยกอำนาจ
อย่าง ไรก็ตาม หากอำนาจหน้าที่ขององค์กรตุลาการข้างต้นมีความหมายเป็นบทตัดอำนาจในการเสนอ ร่างกฎหมายเกี่ยวกับการจัดองค์กรศาลหรือร่างกฎหมายที่มีประธานศาลเป็นผู้ รักษาการของของคณะรัฐมนตรีหรือสมาชิกรัฐสภาแล้ว นั่นย่อมหมายความว่าเป็นการทำลายหลักการแบ่งแยกอำนาจที่ขาดเหตุผลสมควรมารอง รับ หากเป็นไปดังนี้ ต้องถือว่าเป็นครั้งแรกที่ระบบรัฐธรรมนูญไทยได้จำกัดอำนาจการเสนอร่างกฎหมาย ของคณะรัฐมนตรีและสมาชิกรัฐสภา จากที่เคยมีอำนาจเสนอร่างกฎหมายได้เป็นการทั่วไป กลายมาเป็นถูกห้ามมิให้เสนอร่างกฎหมายเกี่ยวกับการจัดองค์กรศาลหรือร่าง กฎหมายที่มีประธานศาลเป็นผู้รักษาการ
และหากเป็น ไปดังนั้น ผลที่ตามมายังมีต่อไปว่า หากเนื้อความของกฎหมายเกี่ยวกับการจัดองค์กรศาลหรือกฎหมายที่มีประธานศาล เป็นผู้รักษาการจะมีความบกพร่องอย่างไร การเสนอขอแก้ไขกฎหมายดังกล่าวนี้จากคณะรัฐมนตรีและสมาชิกรัฐสภาย่อมไม่ อาจกระทำได้ จนกว่าองค์กรตุลาการจะเสนอร่างแก้ไขกฎหมายนั้น เท่านั้น กล่าวถึงตรงนี้ คำถามมีอยู่ว่านี่เป็นการสร้างกลไกสำหรับป้องกันการแทรกแซงการดำเนินงานของ ศาลจากองค์กรอื่น หรือเป็นการสร้างกลไกเพื่อมิให้องค์กรอื่นเข้ามาตรวจสอบการดำเนินงานของ องค์กรตุลาการ
จากที่กล่าวมาทั้งหมด คือการตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับสถานะแห่งอำนาจในการเสนอร่างกฎหมายของ องค์กรตุลาการ อย่างไรก็ตาม หากต้องการให้เกิดความชัดเจนเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ในการเสนอร่างกฎหมาย เกี่ยวกับการจัดองค์กรศาลหรือร่างกฎหมายที่มีประธานศาลเป็นผู้รักษาการ ระหว่างองค์กรตุลาการกับคณะรัฐมนตรีหรือสมาชิกรัฐสภา วิธีการพิสูจน์ที่ทำได้ก็คือ คณะรัฐมนตรีหรือสมาชิกรัฐสภาควรที่จะเสนอร่างกฎหมายเกี่ยวกับการจัดองค์กร ศาลหรือร่างกฎหมายที่มีประธานศาลเป็นผู้รักษาการต่อรัฐสภา
หาก องค์กรตุลาการเห็นว่าคณะรัฐมนตรีหรือสมาชิกรัฐสภาไม่อาจเสนอร่าง กฎหมายดังกล่าวนี้ได้เพราะรัฐธรรมนูญมีเจตนารมณ์ที่จะให้องค์กรตุลาการเป็น ผู้เสนอเท่านั้น ดังนี้ หากคณะรัฐมนตรีหรือสมาชิกรัฐสภาเห็นว่าตนมีอำนาจดังกล่าว กระบวนการระงับความขัดแย้งเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ในการเสนอร่างกฎหมายของ องค์กรทั้งหลายเหล่านี้ก็คงเป็นไปตามกลไกของรัฐธรรมนูญ [หากจะมี]
๓. อำนาจหน้าที่เสนอร่างกฎหมายขององค์กรตุลาการกับการขัดกันแห่งผลประโยชน์
การ ขัดกันแห่งผลประโยชน์ [conflict of interest] กล่าวโดยรวบรัด คือเป็นกรณีที่องค์กรของรัฐซึ่งแทนที่จะใช้อำนาจรัฐเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่กลับใช้อำนาจนั้นไปเพื่อประโยชน์ส่วนตน ซึ่งหากองค์กรของรัฐองค์กรหนึ่งองค์กรใดได้กระทำการดังนี้ ก็ย่อมถือว่ามีการกระทำที่มีลักษณะเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์เกิดขึ้น
ทฤษฎี ว่าด้วยการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ได้รับการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ตามมาตรา ๑๒๒ โดยกำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาต้องปฏิบัติหน้าที่เพื่อ ประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทยโดยไม่มีการขัดกันแห่งผลประโยชน์ บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญดังนี้ เป็นที่ชัดเจนว่ามุ่งหมายไปที่การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและ สมาชิกวุฒิสภาเป็นหลักว่าจะกระทำการอันมีลักษณะเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ มิได้
ปัญหาที่ควรหยิบยกขึ้นพิจารณามีว่า เฉพาะแต่การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาเท่านั้น หรือที่อาจมีการกระทำการในลักษณะที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ กล่าวโดยเจาะจง หรือองค์กรตุลาการคงไม่อาจกระทำการในลักษณะเช่นนั้น
กรณี อำนาจหน้าที่ขององค์กรตุลาการในการเสนอร่างกฎหมาย หากมีผู้ใดเห็นว่าเพียงแค่อำนาจหน้าที่ดังนี้ย่อมเป็นไปไม่ได้ว่า องค์กรตุลาการจะมีการกระทำในลักษณะที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ต่อความข้อนี้ สิ่งที่ต้องตอบก็คือแล้วการเสนอร่างกฎหมายไม่ถือว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ กระนั้นหรือ ยิ่งกว่านั้น เมื่อการเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของสมาชิกรัฐสภาบางส่วนก่อนหน้า นี้ ยังถูกสมาชิกวุฒิสภาส่วนหนึ่งเห็นว่ามีเนื้อหาที่มีลักษณะเป็นการขัดกันแห่ง ผลประโยชน์จนจะนำไปเป็นเหตุของการถอดถอนออกจากตำแหน่ง
โดย ความที่กล่าวมานี้ เมื่อพิจารณาโดยหลักการ การเสนอร่างกฎหมายขององค์กรตุลาการก็ย่อมมีโอกาสที่จะเกิดการกระทำที่มี ลักษณะเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์สาธารณะ ได้เช่นกัน และเมื่อร่างกฎหมายที่องค์กรตุลาการสามารถเสนอได้นั้นเป็นร่างกฎหมายเกี่ยว กับการจัดองค์กรศาลหรือร่างกฎหมายที่มีประธานศาลเป็นผู้รักษาการซึ่งศาลเอง ก็มีส่วนได้เสียโดยสภาพอยู่ด้วย การเสนอร่างกฎหมายดังนี้ จึงมีความเป็นไปได้ที่ศาลจะเสนอร่างกฎหมายในลักษณะที่เอื้ออำนวยเพื่อ ประโยชน์ต่อองค์กรของตนในทางหนึ่งทางใด
จากความ ที่กล่าวมานี้ การที่รัฐธรรมนูญมีบทบัญญัติห้ามไม่ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิก วุฒิสภากระทำการในลักษณะที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ แต่รัฐธรรมนูญกลับไม่มีบทบัญญัติเช่นนี้ไปบังคับใช้กับการการปฏิบัติหน้าที่ ขององค์กรตุลาการโดยเฉพาะการเสนอร่างกฎหมายขององค์กรศาลด้วย คำถามมีว่านี่นับเป็นการเขียนรัฐธรรมนูญที่มุ่งหมายให้ใช้บังคับกับการ ปฏิบัติหน้าที่ของบางองค์กรและละเว้นการบังคับเอากับบางองค์กรหรือไม่
อนึ่ง สำหรับการเสนอร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาล รัฐธรรมนูญซึ่งศาลรัฐธรรมนูญจะมีอำนาจในการเสนอร่างกฎหมายนี้นั้น ก็เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจเสนอร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ขณะเดียวกัน สุดท้ายศาลรัฐธรรมนูญก็ต้องมาทำหน้าที่ตรวจสอบร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐ ธรรมนูญฯที่ตนเป็นผู้เสนอ กรณีดังนี้ จะถือได้หรือไม่ว่านี่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ของศาลที่อาจมีลักษณะเป็นการขัด กันแห่งผลประโยชน์ในอีกรูปแบบหนึ่ง
ความสรุป
อำนาจ หน้าที่ขององค์กรตุลาการในการเสนอร่างกฎหมาย ยังคงมีปัญหาที่ควรพิเคราะห์ยิ่งทั้งเรื่องความชอบด้วยหลักการและเรื่องความ เหมาะสมในการจัดโครงสร้างอำนาจหน้าที่
ไม่ ว่าบทบัญญัติเกี่ยวกับอำนาจ หน้าที่ในการเสนอร่างกฎหมายขององค์กรตุลาการจะเกิดจากบริบทใด มีความมุ่งหมายทางการเมืองซ่อนเร้นอยู่หรือไม่ สำคัญที่สุดคือต้องไม่ขัดกับหลักการสำคัญของรัฐธรรมนูญ และต้องวางบทบาทของศาลบนพื้นฐานของความเหมาะสม หากเราละเลยที่จะกระทำดังนี้ สุดท้ายศาลก็อาจก้าวล่วงเข้ามามีบทบาททางการเมืองไม่ว่าโดยตรงโดยอ้อมได้ และโดยการกระทำเช่นนี้ สุดท้ายองค์กรศาลเองที่จะเป็นผู้ทำลายตนเองจากอำนาจหน้าที่ซึ่งโดยสภาพแล้ว ไม่เหมาะสมที่ตนจะต้องกระทำ.
(จาก นิติราษฏร์ ฉบับ ๒๑ ธีระ สุธีวรางกูร คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ )
"หลิ่มหลีก็อยากเป็นอภิชนกะเขาบ้าง อะไรบ้าง นะคะ นะคะ"
ที่มา ประชาไท
หลิ่มหลี
เมื่อ วานหลิ่มหลีเถียงกับเพื่อนเสรีชน เป็นครั้งแรกที่หลิ่มหลีกล้ามีปากมีเสียงกับเพื่อนเสรีชน จนถึงขั้นที่ว่า กล้าใช้คำว่า ปกป้องความเป็นสลิ่มอย่างเต็มตัว คิกๆๆๆ (ปกติ เจี๋ยมเจี้ยมค่ะ ไม่กล้าหือพวกเพื่อนเสรีชนหรอกค่ะ)
สิ่งที่หลิ่ม หลีกล้าเถียง และปกป้องก็เพื่อความรักที่หลิ่มหลีมีให้กับนักร้องวงเจวายเจ(วงดนตรีชาย ล้วนจากประเทศเกาหลีใต้) แต่ก็ไม่เท่ากับการที่หลิ่มหลีจะเขียนขอบคุณ พี่กึ้ง ที่มาจัดคอนเสริท์ของเจวายเจให้กับพวกเราชาวแคสซิโอเปียในประเทศไทย
เพื่อนเสรีชนถามว่า ทำไม ต้องขอบคุณ พี่กึ้ง
หลิ่มหลีก็พยายามอธิบายว่า เพราะถ้าไม่มีเขา เราก็อดดู
เพื่อนเสรีชนก็บอกว่า มันเป็นเรื่องของธุรกิจ
แต่สำหรับหลิ่มหลีและแฟนๆเจวายเจแล้ว เราอยากขอบคุณที่คุณกึ้งกล้าจัดคอน ในขณะที่อีกหลายๆประเทศ ไม่กล้าจัด
เรื่องของเรื่องคือ อยากขอบคุณ มันเป็นเรื่องของความกตัญญู
สลิ่ม อย่างเราได้รับการกล่อมเกลาในด้านการมีศีลธรรม จริยธรรม และความกตัญญูรู้คุณ มาเป็นอย่างดี (ผ่านทางเสียงเพลง ผ่านทางทีวี ผ่านทางโรงหนัง ผ่านทางตัวหนังสือ ผ่านทางโรงเรียน ฯลฯ)
กระซิกๆๆๆๆ เสรีชนไม่เข้าใจสลิ่มอย่างหลิ่มหลี ผู้ไม่มีที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ ไม่รู้จะหันหน้าไปหาใคร หาที่พึ่งก็ไม่ได้ ได้แต่หันหาฝักใฝ่ใน “ไอดอลเกาหลี” ก็แค่นั้นเอง
แต่เหนืออื่นใด หลิ่มหลีก็อยากจะระบายความในใจเล็กๆที่หลิ่มหลีอึดอัด ก็คือ
ความอยากเป็นอภิชน
(เขา จะรู้ไหมว่า ไม่อยากใช้คำว่า อภิสิทธ์ชน หลิ่มหลีกลัวบทความตัวเองจะไปสนับสนุนท่านอดีตนายกฯอภิสิทธิ์ สุดที่รักของเหล่าสลิ่มอย่างเราๆ แล้วเด๋วท่านจะอดได้รับเลือกตั้งเพราะ กกต แต่ถ้าระดับความหล่อ ที่ไม่มองไปที่ฝีมือทางการทำงาน ท่านนอนมาอยู่แล้วในเวทีเลือกตั้ง คิกๆๆๆๆ)
มันอาจจะไม่ใช่แค่หลิ่ม หลีที่อยากเป็นอภิชน จริงๆแล้ว ชนชั้นกลางที่กระเสือกกระสนอยู่ในโลกแห่งประเทศกรุงเทพนี้ ล้วนแล้วแต่กระเสือกกระสนอยากจะเป็นไฮโซ หรือผู้มีอภิสิทธิ์ในสังคมที่ตนเองเวียนว่ายกินขี้ปี้นอนอยู่
ณ โปรแกรมการแสดงคอนเสริท์ JYJ จากประเทศเกาหลีใต้ (ขอย้ำหน่อยว่า ใต้ ไม่ใช่เหนือ) หลิ่มหลีผู้มีแต่เงินแต่ไม่มีเส้นแห่งความเป็นอภิชน ไม่สามารถหาบัตรดูคอนเสริท์ที่นั่งวีไอพีได้ ไม่สามารถหาบัตรเข้าไปดู งาน Meet and Greet งาน Press Con หรืองาน After Concert Party หลิ่มหลียอมรับว่าตัวเองก็ไม่ได้กระเสือกกระสน แต่ถึงจะกระเสือกกระสนก็รู้ว่า ไอ้ความกระเสือกกระสนของตัวเองนั้น มันไม่มีวันสำเร็จ มองไปทางไหน ก็ไม่ได้รู้จักใครที่จะมีเส้นใหญ่เส้นโต
อาจจะไม่ได้อิจฉาคนที่ได้ อาจจะไม่ได้เจ็บใจที่อด แต่... ความอยากเป็นอภิสิทธิชนนั้นมัน บังเกิดขึ้นมาแล้ว
ย้อนนึกถึงเหตุการณ์หนึ่งขึ้นมา
เมื่อ วัน Earth Day สตาร์บัคได้แจกกาแฟลาเต้ฟรีในช่วงเช้าจำกัดเวลาแต่ไม่จำกัดจำนวน ขอแค่เอาแก้วมา ก็จะเติมกาแฟให้เลย เป็นธรรมดามากที่เราผู้อยู่ในสังคมชนชั้นกลางจะหากินกาแฟสตาร์บัคที่มีรส ชาติมาตรฐานสากลและมีร้านที่ดูดี ไฉไล ไฮโซ ราคากาแฟแก้วหนึ่งเป็นร้อยๆบาท
สามัญชนคนรากหญ้ากินไม่ได้แน่ๆ
แต่ ก็มีคนนำแก้วน้ำมาขอกาแฟกินมากมาย บ้างก็ใช้แก้วที่ซื้อหาจากร้านสตาร์บัคเอง บ้างก็เอาแก้วมาเอง บ้างก็ไปเอาแก้วร้านอื่นมาใส่ บ้างก็เอาขวดน้ำดื่มตัดปากขวดมาทำเป็นแก้ว บ้างก็เอากล่องข้าวมาใส่กาแฟ เห็นแล้วก็ขำ
คนมากมายหลายหลากอาชีพ และ “หลายชนชั้น” ล้วนแล้วแต่มาเข้าแถวที่ร้านสตาร์บัคทุกสาขาในประเทศไทยเพื่อรับกาแฟลาเต้ แก้วละเป็นร้อยบาทฟรี
แม่บ้านในตึก คนขับวินมอเตอร์ไซด์ แมสเซนเจอร์เงินเดือนต่ำหมื่น นักศึกษาทั่วไปที่ยังไม่มีงานทำ อากง อาม่า วัยรุ่นที่ยังไม่มีเงินเดือน พนักงานออฟฟิต คนในตึกที่มีร้านตั้งอยู่หรือตึกข้างเคียง
หลิ่มหลีชื่นชม ร้านกาแฟร้านนี้ ได้ยินว่าพนักงานก็ยิ้มต้อนรับเป็นอย่างดี
แถวยาว จน ขาประจำ รอคิวไม่ไหว
และ แล้วก็มีดราม่าเกิดขึ้น เมื่อมีหลายต่อหลายคน มาประกาศทวงสิทธิ์ของการที่เป็นสมาชิก หรือเป็นผู้ดื่มกาแฟร้านนี้เป็นประจำและขอใช้สิทธิในการที่ร้านควรจะมีแถว สำหรับผู้มีสิทธินั้นๆในวันที่แจกฟรีให้กับผู้ยากไร้.. จนเป็นที่มาของดราม่ารุนแรงชนิดที่ หน้าเพจเฟสบุ๊คของสตาร์บัคไทยแลนด์ต้องลบสเตตัสเจ้าปัญหานั้นทิ้ง ก่อนที่เหตุการณ์อันเป็นพระคุณที่ให้ทุกชนชั้นได้กินกาแฟแพง กลายเป็นเหตุการณ์การด่าทอกันในเรื่องความไม่เท่าเทียมกันของชนชั้น
ที่ หลิ่มหลีขำที่สุด ไม่ใช่การทะเลาะด่าทอกันในเรื่องของการดูถูกคนในระดับชนชั้น แต่ที่หลิ่มหลีขำชิบหาย ก็คงเป็นความตอแหลของสลิ่มบางคนที่ท้ายสุด ก็มีแสดงเสแสร้งเป็นคนดี .. สร้างภาพลักษณ์ด้วยการโพสว่า
“กาแฟแก้วนี้อาจะเป็นแก้วแรกและแก้วเดียวในชีวิตของคนบางคน”
...วายยยยยยยยยยยยยย อยากจะดูถูกเขาก็เจือกทำโง่ แสดงความ...วายออกมาได้ การจะดูถูกคนจนมันต้องเนียนกว่านี้
เด๋วให้ท่านรัฐมนตรีคลังกับภรรยาออกหนังสือสอนการดูถูกคนด้วยวิธีเนียนๆซะเลยนิ อีพวกนี้ อยากจะสร้างภาพก็ดันใช้คำให้เขาจับได้
ช่างมัน .. นี่ไม่ใช่ประเด็นอะไรที่จะให้สลิ่มมาด่าสลิ่มกันเอง .. แค่ผีเห็นผี ฮ่าๆๆๆ
การที่หลิ่มหลีมาเอ่ยถึงนี้ อาจสร้างความไม่สบายใจให้ใครหลายๆคน แต่... หลิ่มหลีไม่ได้ต้องการที่จะมาทำให้เกิดความแตกแยกนะคะ
หลิ่ม หลีแค่.. เริ่มเห็นความสำคัญของสิทธิ และมองเห็นความอยากเป็นอภิิชนนั้น หลิ่มหลีไม่ได้เป็นอยู่คนเดียว ความอยากได้สิทธิเหล่านั้นมีมากในหมู่สลิ่ม หรือ ชนชั้นกลาง .. หลิ่มหลีผู้ใช้ชีวิตหลักลอยไปวันๆ ไม่เคยนึกอยากเป็นคนที่มีสิทธิ ก็อยากเป็นขึ้นมา สิ่งที่เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้หลิ่มหลีอยากเป็น someone ที่เก๋ๆ เท่ๆ และมีคนรู้จักว่า อือ...ม ... เธอคือใครในสังคม
นี่แหละ สลิ่ม...
สลิ่ม ผู้ไม่ได้รังเกียจของฟรี ของล่าง หรือของสูง แต่สลิ่มมีความขวนขวายอยากได้ใคร่มีความเป็นอภิชนที่ควรได้รับเหนือชนชั้น อื่น แต่เทียบเคียงได้กับชนชั้นศักดินา
เหยียบหัวชนชั้นหนึ่ง เพื่อก้าวไปสู่อีกชนชั้นหนึ่ง
บาง ครั้งชนชั้นที่พวกสลิ่มเหยียบก็เป็นชนชั้นเดียวกับพวกเขานั่นแหละ แต่ อิอิ เป็นชนชั้นกลางและสูงจากต่างจังหวัด ที่ริอ่านแสดงความรวยอยากเสนอหน้ามาโก้หรูเทียบเคียงชนชั้นกลางในประเทศ กรุงเทพ เลยต้องมีการเหยียบกันหน่อย ชนชั้นรากหญ้าอย่าไปน้อยใจเขา เขาไม่ได้เหยียบพวกคุณค่ะ พวกคุณคือกลุ่มคนที่เขาจะสร้างบุญคุณให้ด้วยการทำความดีแสดงให้โลกของพวกเขา ได้รับรู้ ฮ่าๆๆๆๆ
หลิ่มหลีจะเรียงให้ดูค่ะ..
ชนชั้นรากหญ้า
ชนชั้นกลางต่างจังหวัด
ชนชั้นล่างกรุงเทพ
ชนชั้นสูงต่างจังหวัด
ชนชั้นกลางกรุงเทพ
ชนชั้นกลางสูงกรุงเทพ
ชนชั้นสูงไม่มี ข้ามไปที่ ชนชั้นศักดินา
ในทุกมุมของสังคม มันมีเรื่องของการแบ่งชนชั้นโดยไม่รู้ตัว
เช่น ว่าทุกวันนี้หลิ่มหลีไปทานข้าวตามโรงแรมไฮโซระดับ ดุสิตธานี แลนมาร์ค สุโขทัย หลิ่มหลีก็รู้สึกว่าตัวเองเทียบเทียมชนชั้นสูง การแต่งตัวให้ดูดี ใส่เสื้อผ้าไฮโซแพงหน่อยแต่ก็ไม่ถึงหมื่นอยู่ระดับประมาณ สามถึงห้าพัน กระเป๋าหลุยส์เข้าชุด รองเท้าเกรดแค่Nine west มีไอโฟนสี่ ขับรถเข้ามาในโรงแรมระดับพลาซ่าอาธินี่ ฯลฯ นั้น มันดูดีมาก ประกอบกับหน้าตาดูหมวยไฮซ้อ จริงอยู่อาจจะโดนไฮโซดังๆหรือแท้ๆดูถูกบ้าง แต่ต่ำกว่านี้ไฮโซก็เจอมาแล้ว มาเจอหน้าหมวยหมวยไฮซ้ออย่างหลิ่มหลี เขาก็ปล่อยผ่านๆไป ไม่ได้มากัดให้เหวะหวะแต่อย่างใด
การทานอาหารกับ เพื่อนๆในร้านระดับเจียนนี่ ซอยต้นสน ก็คือการเป็นชนชั้นสูงชั่วครู่ได้เป็นอย่างดี .. “โอ้ ไฮโซชะมัด กู” อารมณ์ประมาณนั้น
ส่วนร้านอาหารระดับลงมาหน่อย ก็ต้องเป็นระดับ chic chic แถว เค อเวนิว อะไรทำนองนั้น เพื่อให้ดูมีระดับและแหวกแนว ไม่โบราณ ไม่เชย โก้ เก๋ หรู ทันสมัย แล้วถ้าชนชั้นไหนก็ไม่รู้ที่หน้าตาดูต่างจังหวัดหน่อย หรือแต่งตัวเชยๆมาเข้าร้านพวกนี้ หลิ่มๆทั้งหลายจะมองด้วยสายตา “มึงไม่อยู่ในที่ๆควรอยู่”
ส่วนร้านระดับ สุกี้โหลๆ หรือร้านอาหารญี่ปุ่นโหลๆ ...เราถือว่า เป็นร้านบ้านๆไปแล้วค่ะ กินร้านระดับนี้ก็เมื่อจำเป็นหรือไม่มีคิวให้รอ อารมณ์จะแบบ “อ่ะ อาหารญี่ปุ่นรสชาติไทย กินๆไปเถอะ” อันนี้ไว้ไปกินกะหลิ่มป๊ะป๋า หลิ่มม๊ะม๊า (ไม่ใช้คำว่า ทานกับร้านระดับนี้แล้ว)
ส่วนร้านอาหาร ข้างถนนก็เป็นอะไรที่ .. ทำให้หลิ่มๆอย่างเราได้แสดงตนว่า “เราติดดินได้เหมือนกันนะ ตะเอ๊งงงง” หนุ่มๆไพร่ๆล่ำๆทั้งหลายจ๊ะ
อีก หน่อย ประเทศเรา อาจจะมีการแยกแถวของชนชั้นในการขึ้นรถไฟฟ้า รถเมล์ ร้านค้าต่างๆ เพราะทุกวันนี้ เราเริ่มแล้วที่..การแสดงบัตรเครดิตแพลทตินัมในการเข้าจอดรถในห้างสรรพ สินค้า
อย่ายกเลิกนะคะ .. รอหลิ่มหลีนิ๊ดส์ นึง นะคะ .. เด๋วหลิ่มหลีจะหาสิทธินั้นมาใช้บ้าง คิกๆ
อยากเลื่อนระดับชนชั้นบ้าง อะไรบ้าง นะคะ นะคะ
มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจกับอสังหาริมทรัพย์สำหรับพรรคการเมืองที่กำลังหาเสียง
ที่มา ประชาไท
ดร.โสภณ พรโชคชัย
ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย
บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส
โสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส เสนอข้อคิดด้านอสังหาริมทรัพย์ 9 ประการสำหรับพรรคการเมืองที่กำลังจะเริ่มหาเสียงในขณะนี้
1. ภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ขณะนี้ยังไม่มีแนวโน้มถึงจุดวิกฤติ รัฐบาลจึงไม่ควรรีบกระตุ้นการซื้อ อย่างไรก็ตามมีภาวะการเก็งกำไรเกิดขึ้นมากโดยเฉพาะในอาคารชุดพักอาศัย ดังนั้นรัฐบาลจึงควรศึกษาให้รอบคอบก่อนออกมาตรการใด ๆ
2. อสังหาริมทรัพย์ไม่อาจใช้กระตุ้นเศรษฐกิจได้โดยตรง เพราะอสังหาริมทรัพย์มีการเปลี่ยนแปลงที่ขึ้นต่อภาวะเศรษฐกิจ เศรษฐกิจจะดีได้อยู่ที่การส่งออก การนำเงินตราเข้าและการลงทุนจากต่างประเทศ ตลอดจนการท่องเที่ยวและภาคบริการสำหรับประชาคมโลก
3. การพัฒนาเศรษฐกิจให้ดีย่อมขึ้นอยู่ที่การทำให้การเมืองไทยมีความมั่นคงในสาย ตานานาอารยประเทศ ด้วยการจัดการเลือกตั้งและมีรัฐบาลและรัฐสภาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดย เร็วอย่างเป็นธรรมและโปร่งใส เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในการตัดสินใจเลือกซื้อที่อยู่อาศัย และสร้างความเชื่อมั่นกับนักท่องเที่ยวตลอดจนนักลงทุนต่างประเทศในการเข้ามา ลงทุนในธุรกิจด้านต่าง ๆ
4. มาตรการกระตุ้นที่เคยดำเนินการมาแล้วและไม่ควรดำเนินการอีก ได้แก่ การลดอัตราดอกเบี้ย (ดอกเบี้ยต่ำมากอยู่แล้ว คงไม่มีผล) การลดภาษีและค่าธรรมเนียมโอน (สูญเสียรายได้ของรัฐ) การให้กู้ 100% (ผิดวินัยทางการเงิน) การยืดระยะเวลาผ่อนชำระ (เพิ่มภาระผู้ซื้อในระยะยาว) การลดความเข้มงวดในการตรวจสอบเครดิตของผู้กู้ (อาจสร้างหนี้เสีย) การสร้าง "บ้านเอื้ออาทร" (อุปทานภาคเอกชนมีมากอยู่แล้ว) และการอนุญาตให้ต่างชาติเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจะสร้างความเสียหายต่อประเทศชาติ (ยกเว้นจะมีการประกาศใช้ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง)
5. มาตรการที่สมควรนั้น ควรยึดประชาชนผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง โดยมุ่งไปที่กิจกรรมอันเป็นประโยชน์ต่อผู้ซื้อบ้านโดยตรงโดยไม่ผ่านผู้ เกี่ยวข้องอื่น มาตรการที่ควรดำเนินการได้แก่ การระบายขายบ้านมือสองซึ่งจะทำให้เกิดห่วงโซ่การจับจ่ายเพื่อช่วยกระตุ้นการ พัฒนาเศรษฐกิจเพิ่มเติมโดยไม่จำเป็นต้องผลิตใหม่และทำให้ผู้บริโภคสามารถ ซื้อบ้านได้ในราคาถูกกว่า ในการนี้รัฐบาลควรจัดระบบการซื้อขายที่มีประสิทธิภาพ อำนวยประโยชน์ต่อทั้งผู้ซื้อและผู้ขายอย่างรวดเร็ว
6. รัฐบาลยังควรสร้างความมั่นใจให้ผู้ซื้อ เช่น การคุ้มครองเงินดาวน์ ภาคบังคับ (มีบทเรียนจากวิกฤติที่ผ่านมา ประชาชนซื้อบ้านแต่ได้เพียงกระดาษใบสัญญา) และการบังคับใช้สัญญาที่ไม่เอาเปรียบผู้บริโภค ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยได้รับความเชื่อถือ ผู้บริโภคมีความมั่นใจ ทำให้เกิดการซื้อขายกันเพิ่มขึ้น สวนกระแสกับภาวะเศรษฐกิจ จึงเป็นช่องทางใช้อสังหาริมทรัพย์ในการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างแท้จริง
7. รัฐบาลควรส่งเสริมให้ภาคเอกชนทั้งไทยและต่างประเทศ เข้ามาลงทุนด้านการพัฒนาสาธารณูปโภค เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเป็นการทำให้เศรษฐกิจเกิดการขยาย ตัวอย่างยั่งยืนเพราะการมีโครงสร้างพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งส่งเสริมให้เข้ามาพัฒนากิจกรรมอุตสาหกรรมต่าง ๆ อันเป็นการสร้างงาน และนำเงินตราจากต่างประเทศเข้ามาโดยตรง
8. รัฐบาลยังควรให้ความสำคัญกับการให้ความรู้และข้อมูลแก่ประชาชนอย่างถูกต้อง ตรงไปตรงมาและยึดประโยชน์ของประชาชนผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง เพื่อให้ประชาชนทราบความจริงก่อนการตัดสินใจด้วยวิจารณญาณที่ดี
9. นอกจากนี้ในการระดมสมองเพื่อออกมาตรการที่สอดคล้องกับความเป็นจริงใด ๆ ควรให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจากทุกฝ่ายเข้าร่วม เช่น ในวงการอสังหาริมทรัพย์มีสมาคมที่เกี่ยวข้องเกือบ 30 แห่ง นอกจากนี้ยังมีผู้แทนของผู้บริโภค เช่น นิติบุคคลบ้านจัดสรรและนิติบุคคลอาคารชุดจำนวนมาก ทั้งนี้เพื่อให้ประโยชน์ที่จะได้ตกแก่ประชาชนโดยรวมและต่อภาคเอกชนที่เกี่ยว ข้องทุกฝ่าย
โดยสรุปแล้ว พรรคการเมืองไม่ควรใช้มาตรการ “ติดสินบน” ผู้ซื้อบ้านบางกลุ่มเช่น กรณีดอกเบี้ย 0% ในขณะนี้ หรือมาตรการลดภาษีผ่านผู้ประกอบการ เพราะผู้ประกอบการอาจไม่ได้ลดราคาตามสัดส่วนของภาษีที่ลดลง พรรคการเมืองควรใช้มาตรการที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ซื้อบ้านและสังคมโดยรวม
ผู้ แถลง: ดร.โสภณ พรโชคชัย (sopon@area.co.th) ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส หรือ AREA (www.area.co.th): ซึ่งเป็นองค์กรที่มีฐานข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ภาคสนามขนาดใหญ่ที่สุดและปรับ ปรุงให้ทันสมัยที่สุดในประเทศไทย และดำเนินการเก็บข้อมูลต่อเนื่องมาตั้งแต่ พ.ศ.2537 เป็นศูนย์ข้อมูลที่มีความเป็นกลางทางวิชาการ และเป็นอิสระทางวิชาชีพ โดยไม่ถูกครอบงำโดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียใด ๆ สมาชิกของศูนย์ข้อมูลฯ ได้รับข้อมูลที่เป็น First-hand information ในเวลาเดียวกัน
คำถามที่ไร้คำตอบ คืนความเป็นธรรม พัชรวาท วงษ์สุวรรณ "อภิสิทธิ์"ยื้อ-ซื้อเวลา
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ รายงานปทุม
กว่า 2 ปีเศษในรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เกิดเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับปัญหาการโยกย้ายข้าราชการประจำ จนเกิดการฟ้องร้องศาลปกครอง และหน่วยงานต่างๆ บ้างก็สำเร็จ บ้างก็ไม่สำเร็จ
สำหรับวงการตำรวจถือว่าเป็นยุคที่นักการเมืองยื่นมือเข้ามาล้วงลูกมากที่สุดก็ว่าได้ การโยกย้ายมีปัญหาในทุกระดับ
ที่เป็นเรื่องใหญ่เห็นจะไม่พ้นกรณี พล.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา ที่ต้องเสียชีวิตจากเหตุเด็กนักการเมืองแย่งเก้าอี้
ถัด มาคือการปล่อยให้ตำแหน่งผบ.ตร.ว่างลงนานนับปี เพียงเพราะไม่พอใจที่คณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (กตช.) ไม่ยอมรับคนที่ตัวเองสนับสนุนขึ้นเป็นผู้นำองค์กรสีกากี
นายอภิสิทธิ์ จึงใช้วิธีตั้งรักษาการไปเรื่อยๆ
และ สุดท้ายที่ยังเป็นปัญหาคาราคาซัง คือกรณีปลด "พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ" อดีตผบ.ตร. จากเหตุตำรวจปะทะม็อบเสื้อเหลืองที่ปิดล้อมรัฐสภา เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ในวันแถลงนโยบายของรัฐบาล นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย และบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง
นายอภิสิทธิ์ อาศัยมติป.ป.ช.ชี้มูลความผิดพล.ต.อ.พัชรวาท ปลดออกจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2552
พล.ต.อ.พัชรวาท จึงร้องไปยังคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) เพื่อขอความเป็นธรรม
ก.ตร.พิจารณา แล้วเห็น ว่าการกระทำของ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์ สุวรรณ ไม่เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงและให้ยกโทษปลดออกจากราชการ โดยเหตุผลประการสำคัญ คือการไต่สวนพิจารณาและการชี้มูลความผิดทางวินัยของ ป.ป.ช.เป็นการกระทำเกินกว่าขอบเขตอำนาจหน้าที่ตามที่กฎ หมายกำหนด
นายอภิสิทธิ์ ใช้วิธียื่นเรื่องไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกา เมื่อได้คำตอบกลับมาก็ยื่นเรื่องซ้ำหารือกับ ป.ป.ช. อีกรอบ
เรียกว่าใช้วิธีการคล้ายๆ การตั้งผบ.ตร.รักษาการ คือถ่วงเวลาไปเรื่อยๆ
วิเคราะห์ กันว่าสาเหตุสำคัญเพราะกลัว "เสียหน้า" เท่านั้น เนื่องจากถึงยกเลิกคำสั่งปลด พล.ต.อ.พัชรวาท ก็ไม่ได้กลับมานั่งเก้าอี้ผบ.ตร. เนื่องจากเกษียณอายุราชการไปแล้ว
แต่ที่พล.ต.อ.พัชรวาท ต้องต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม และต้องการให้เป็นบรรทัดฐานป้องกันตำรวจนายอื่นๆ ถูกนักการเมืองกระทำเช่นนี้
จนทุกวันนี้นายอภิสิทธิ์ เป็นเพียงนายกฯ รักษาการ ในช่วงยุบสภาเพื่อรอเลือกตั้งใหญ่
แต่พล.ต.อ.พัชรวาท ก็ยังไม่ได้รับความเป็นธรรม
มีข้อมูลเกี่ยวกับความเป็นไปของกรณีนี้ที่รวบรวมเอาไว้ และจากนั้นคือบทความที่ตีแผ่แง่มุมกฎหมายเกี่ยวกับกรณีนี้อย่างน่าสนใจยิ่ง
กรณี ป.ป.ช.ไต่สวนชี้มูลความผิด พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อันเนื่องมาจากเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม 2551 และนายกรัฐมนตรีอ้างมติ ป.ป.ช.ดังกล่าวออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 228/2552 ลงวันที่ 19 ตุลาคม 2552 โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ปลด พล.ต.อ.พัชรวาท ออกจากราชการนั้น
ต่อมา คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ในฐานะองค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติฯ ได้พิจารณาอุทธรณ์ของพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ แล้ว มีมติว่าการกระทำของ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ไม่เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงและให้ยกโทษปลดออกจากราชการ โดยเหตุผลประการสำคัญคือ การไต่สวนพิจารณาและการชี้มูลความผิดทางวินัยของ ป.ป.ช.เป็นการกระทำเกินกว่าขอบเขตอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด
นายกรัฐมนตรีจึงมีคำสั่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาให้ความเห็น ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ให้ความเห็น 2 ประเด็น ดังนี้
ประเด็น ที่หนึ่ง เป็นการตอบข้อหารือว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 2/2546 ผูกพัน ก.ตร.หรือไม่ ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวได้วินิจฉัยในประเด็นที่ว่าองค์กร พิจารณาอุทธรณ์จะมีอำนาจพิจารณาได้เพียงใด โดยวินิจฉัยว่า องค์กรกลางจะพิจารณาได้แต่เฉพาะดุลพินิจในการสั่งลงโทษเท่านั้น ไม่อาจก้าวล่วงไปถึงข้อเท็จจริงและฐานความผิดที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูลไว้ได้ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจึงผูกพันทุกองค์กรไม่ว่าจะเป็นองค์กรกลางตาม กฎหมายใด
แต่เนื้อหาของมติ ก.ตร.ในกรณีนี้ มิใช่การเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงหรือเปลี่ยนแปลงฐานความผิดทางวินัยตามนัยยะ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าว แต่อย่างใด
เนื้อหาของมติ ก.ตร.เป็นการพิจารณาว่า การไต่สวนและชี้มูลความผิดของ ป.ป.ช.เป็นการกระทำที่เกินกว่าหรือนอกเหนือขอบเขตอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมาย กำหนด ซึ่งกฎหมายกำหนดให้ ป.ป.ช.มีอำนาจหน้าที่ไต่สวนและวินิจฉัยในกรณีร่ำรวยผิดปกติ กระทำผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมเท่านั้น แต่การชี้มูลความผิดของป.ป.ช.ในกรณีนี้ เป็นการชี้มูลความผิดวินัยอย่างร้ายแรงฐานกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงซึ่งเป็นความผิดนอกเหนืออำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมาย กำหนดของป.ป.ช.
ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา ประเด็นที่สอง ก็สอดคล้องกับข้อพิจารณาตามมติของ ก.ตร.ดังกล่าวเช่นเดียวกัน กล่าวคือ คณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นว่า "..ฯ..ข้อพิจารณาของ ก.ตร.ว่าการไต่สวนชี้มูลความผิดกรณีนี้ของป.ป.ช.เป็นการกระทำนอกเหนืออำนาจ หน้าที่ มีเหตุผลอันควรพิจารณาอยู่...ฯ.."
กล่าวโดยสรุปคือ ถึงแม้ว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 250 (3) จะบัญญัติอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช.เพิ่มเติมอีกประการหนึ่ง คือ "การกระทำความผิดในลักษณะที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เห็นสมควรดำเนินการด้วย ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต" แต่อำนาจดังกล่าวนี้จะเป็นประการใดยังจะต้องมีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรม นูญฯ ตราออกมากำหนดเสียก่อน แต่ในขณะนี้ยังไม่มีการแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติประกอบรัฐ ธรรมนูญฯ พ.ศ. 2542 ให้สอดคล้องกับบทบัญ ญัติของรัฐธรรมนูญ ดังกล่าวแต่อย่างใด อำนาจที่เพิ่มขึ้นตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 จึงไม่อาจระบุได้ว่าครอบคลุมถึงความผิดฐานใดบ้าง"
คณะกรรมการกฤษฎีกา จึงมีความเห็นในประเด็นนี้ว่า "..ฯ..การที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ว่ามีความผิดนอกเหนือไปจากฐานความผิดในเรื่องร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการ ยุติธรรม จึงอาจเป็นการเกินอำนาจของคณะกรรมการป.ป.ช.ตามที่ ก.ตร.โต้แย้งได้..ฯ.."
บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ยืนยันสนับสนุนข้อ กฎหมายในประเด็นนี้ ได้แก่ บทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 29 ซึ่งบัญญัติว่า "การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญนี้กำหนดไว้และเท่าที่จำเป็น และจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได้"
บท บัญญัติดังกล่าวเป็นการบัญญัติว่า ราชอาณาจักรไทยเป็นนิติรัฐ ซึ่งหมายความว่าการกระทำขององค์กรใช้อำนาจรัฐทุกประเภท ทั้งองค์กรภาครัฐและองค์กรตามรัฐธรรมนูญล้วนอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของกฎหมาย
หาก ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้อำนาจกระทำการแก่องค์กรไว้ องค์กรก็ไม่อาจกระทำการอย่างใดๆ ที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพหรือที่มีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของ บุคคลได้เลย และถึงแม้ว่าจะมีกฎหมายบัญญัติให้อำนาจไว้ การใช้อำนาจรัฐก็ยังจะต้องกระทำภายในขอบเขตอำนาจหน้าที่และตามรูปแบบขั้นตอน วิธีการที่กฎหมายกำหนด รวมทั้งต้องมีความมุ่งหมายอยู่ในขอบเขตวัตถุประสงค์ของกฎหมายที่ให้อำนาจ นั้นอีกด้วย
ป.ป.ช.เองก็ต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของกฎหมายตามหลักนิติรัฐนี้ด้วยเช่นเดียวกัน
การ ที่ ป.ป.ช.อ้างเหตุผลว่า "..ฯ..แม้ว่าพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 จะยังมิได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราช อาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 250 ก็ตาม แต่ก็ไม่เป็นการตัดอำนาจคณะกรรมการ ป.ป.ช.ในการที่จะไต่สวนและวินิจฉัยความผิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่คณะ กรรมการได้รับไว้พิจารณาดำเนินการ..ฯ.." เหตุผลเช่นนี้นับว่าขัดแย้งอย่างชัดแจ้งต่อหลักนิติรัฐและหลักกฎหมายว่าด้วย อำนาจขององค์กรใช้อำนาจรัฐต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย
เพราะ ว่า แท้จริงแล้ว ป.ป.ช.ไม่มีอำนาจไต่สวนและวินิจฉัยเรื่องอื่นที่นอกเหนือไปจากเรื่องที่ กฎหมายกำหนดไว้ 4 ประการ อันได้แก่ เรื่องร่ำรวยผิดปกติ กระทำผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมนั้นแต่อย่างใดเลย
กรณี จึงมิใช่เป็นการตัดอำนาจหรือไม่ตัดอำนาจของป.ป.ช. แต่เป็นเรื่องที่ ป.ป.ช.ไม่เคยมีอำนาจ ไต่สวนวินิจฉัยชี้มูลความผิดทางวินัยมาตั้งแต่ต้นแล้ว เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติให้อำนาจแก่ ป.ป.ช.ไว้
หากจะพิจารณา อย่างละเอียดไปถึงระบบการตีความเพื่อการใช้กฎหมาย ระบบกฎหมายของราชอาณาจักรไทยเป็นระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร ดังนั้น การใช้กฎหมายจึงต้องตีความตามบทบัญญัติของกฎหมาย ซึ่งในกรณีนี้คือบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และมิใช่การตีความโดยการอ้างคำ พิพากษาของศาลเป็นหลัก ในระบบกฎหมายของราชอาณาจักรไทย คำ พิพากษาของศาลเป็นเพียงการปรับใช้กฎหมายกับข้อเท็จจริง นอกจากนี้ การอ้างคำพิพากษาของศาลยังมีข้อจำกัดเฉพาะการเป็นบรรทัดฐานสำหรับกรณีที่มี ข้อเท็จจริงเหมือนกันเท่านั้น
ในระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร คำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยของศาลซึ่งเป็นเพียงการปรับใช้กฎหมายเป็นการ แสดงออกอย่างเป็นรูปธรรมถึงความมีอยู่ของหลักเกณฑ์ที่ศาลใช้วินิจฉัยในคดี นั้นๆ ซึ่งหลักเกณฑ์เหล่านั้นต้องเป็นสิ่งที่มีอยู่ในบทบัญญัติของกฎหมาย แต่คำวินิจฉัยหรือคำพิพากษานั้นเองมิใช่กฎหมายและมิใช่ที่มาของกฎหมาย ดังนั้น ในแต่ละกรณีจึงต้องพิเคราะห์ถึงเนื้อหาอันเป็นสาระสำคัญของข้อเท็จจริงเฉพาะ ของแต่ละเรื่องด้วย
ดังนั้น การมีผลผูกพันของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจึงมิได้หมายความว่า คำวินิจฉัยของศาลมีอำนาจบังคับเท่ากับตัวกฎหมายที่จะต้องยึดถืออย่างเคร่ง ครัด แต่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะมีผลผูกพันองค์กรอื่นก็ต่อเมื่อเป็นกรณีที่ มีข้อเท็จจริงเหมือนกันเท่านั้น
ในประเด็นนี้ปรากฏว่า มติ ก.ตร.เป็นการพิจารณาว่า ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดเกินกว่าหรือนอกเหนือขอบเขตอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมาย กำหนด ซึ่งมีผลทำให้การชี้มูลของ ป.ป.ช.ไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นโมฆะมาตั้งแต่ต้น แต่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 2/2546 เป็นการวินิจฉัยว่าองค์กรพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาได้เพียงดุลพินิจในการลงโทษ แต่ไม่อาจจะพิจารณาเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงและฐานความผิดทางวินัยได้ ซึ่งมติของ ก.ตร.มิได้เป็นการเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงและฐานความผิดทางวินัยแต่อย่างใด
คำ วินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 2/2546 จึงมีเนื้อหาที่แตกต่างกันกับมติของ ก.ตร.คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวจึงไม่อาจจะนำมาอ้างเพื่อลบล้างมติ ของ ก.ตร.ได้
อีกประการหนึ่ง การตีความเพื่อการใช้กฎหมายนั้นต้องตีความเพื่อการอำนวยความยุติธรรมและเป็น การแสวงหาข้อยุติที่สมเหตุผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องไม่เป็นการวางหลักเกณฑ์เฉพาะเรื่องหรือเพื่อความมุ่ง หมายอย่างอื่นที่อยู่นอกวัตถุประสงค์ของกฎหมาย หรือที่ทำให้เกิดข้อโต้แย้งได้ในภายหลัง
เมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่ง กฎหมายบัญญัติให้อำนาจไว้ ป.ป.ช.ก็ไม่มีเสรีภาพที่จะตีความเพื่อใช้กฎหมายนอกเหนือไปจากถ้อยคำในบท บัญญัติของกฎหมายนั้นได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเป็นการตีความที่ขยายขอบเขตอำนาจออกไปกระทบต่อสิทธิเสรีภาพที่รัฐ ธรรมนูญให้การรับรองและคุ้มครองของ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ เพราะการตีความเช่นนั้นย่อมขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 29 โดยตรง
บทบาทอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช.ในฐานะองค์กรไต่สวนพิจารณาเรื่องร้องเรียนกล่าวหากรณี พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร.ในเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม 2551 ได้สิ้นสุดลงไปแล้วตั้งแต่สรุปสำนวนลงมติชี้มูลความผิดเสนอต่อนายกรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งตามมตินั้นแล้ว
การอุทธรณ์คำสั่งปลดออก จากราชการของ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร.เป็นการดำเนินการตามระบบอุทธรณ์ที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติตำรวจแห่ง ชาติ และ ก.ตร. เป็นองค์กรตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายรวมถึงความเหมาะสมของการใช้อำนาจตามพระ ราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ
ต่อมาเมื่อ คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) มีมติยกโทษดังกล่าวโดย พิจารณาว่า ป.ป.ช.ไต่สวนวินิจฉัยและชี้มูลความผิดนอกเหนือขอบเขต อำนาจหน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดและคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตอบข้อหารือนายก รัฐมนตรีว่า ตามข้อโต้แย้งดังกล่าวของ ก.ตร. มีความเป็นไปได้ที่การไต่สวนชี้มูลความผิดทางวินัยของ ป.ป.ช.เป็นการกระทำที่เกินอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดและเสนอความเห็นว่า กรณีนี้นายกรัฐมนตรีอาจปฏิบัติได้สองทางคือ หนึ่ง ปฏิบัติตามมติของ ก.ตร.โดยการเพิกถอนคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 228/2552 เรื่องปลด ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติออกจากราชการ หรือสอง นายกรัฐมนตรีอาจโต้แย้งมติของ ก.ตร.โดยขอให้ ก.ตร.พิจารณาทบทวนใหม่
ก.ตร.ได้ ประชุมพิจารณาและมีมติให้ยกโทษ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์ สุวรรณ ตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2552 ทั้งได้มีการทบทวนและแจ้งมติดังกล่าวให้นายกรัฐมนตรีทราบเพื่อดำเนินการเพิก ถอนคำสั่งปลดออกจากราชการตั้งแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2553
เป็น เวลา นานเกือบ 2 ปีมาแล้วที่นายกรัฐมนตรีซึ่งใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ ในฐานะเป็นผู้บังคับบัญชาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้หลีกเลี่ยงการปฏิบัติตามมติ ก.ตร.ซึ่งเป็นหน้าที่ตามกฎหมายมาโดยตลอด ทั้งนี้ โดยไม่มีเหตุอ้างตามกฎหมายและโดยไม่มีความชอบธรรม
ถึงวันนี้ แม้คณะกรรมการกฤษฎีกาจะได้ตอบข้อหารือชัดเจนแล้ว แต่นายกรัฐมนตรีก็ยังหลีกเลี่ยงการปฏิบัติหน้าที่ตามมติ ก.ตร.ด้วยการสร้างขั้นตอนอันไม่จำเป็น โดยการหารือกับ ป.ป.ช.ในปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช.นั้นเอง ซึ่งแน่นอนว่า ป.ป.ช.ย่อมจะต้องยืนยันในสิ่งที่ตนได้วินิจฉัยและมีมติไปแล้ว
กรณี นี้จึงเห็นได้ว่า การหารือข้อกฎหมายกับ ป.ป.ช.ในเรื่องอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช.ดังกล่าวเป็นการหลีกเลี่ยง ไม่ยอมตัดสินใจในฐานะผู้บังคับบัญชา และเป็นการสร้างขั้นตอนการหารือกับองค์กรที่ไม่มีอำนาจหน้าที่และโดยไม่จำ เป็น ทั้งมิใช่หน้าที่อันสมควรและไม่เป็นธรรม เพื่อยืดถ่วงเวลาตัดสินใจออกไป
นับเป็นการกระทำที่มีผลกระทบอันไม่เป็นธรรมอย่างยิ่งต่อ สิทธิตามกฎหมายของ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ
เข้าโค้งแรก เลือกตั้งเลือด
ที่มา ข่าวสด
เหตุการณ์การเมืองเลือดตกยางออกกรณี นายประชา ประสพดี อดีตส.ส. สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ถูกมือปืนประกบยิงคารถเก๋งได้รับบาดเจ็บ
เกิดขึ้นคล้อยหลังเพียงวันเดียวจากที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ประกาศยุบสภา พร้อมกำหนดให้มีการเลือกตั้งใหม่วันที่ 3 ก.ค.
จาก การสืบสาวของฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่ามือปืนไม่ได้ต้องการแค่ยิงข่มขู่ให้ หวาดกลัว แต่มีเจตนาฆ่าให้ตาย โชคดีที่นายประชายังดวงแข็งเลยรอดชีวิตมาได้
ส่วน สาเหตุจะมาจากปมขัดแย้งเรื่องใดกับใครนั้น เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งข้อสันนิษฐานไว้หลายเรื่องด้วยกัน ซึ่งแต่ละเรื่องล้วนโยงใยเข้าหานักการเมืองหลายกลุ่ม
ทั้งนักการ เมืองระดับชาติ และนักการเมืองท้องถิ่นที่เตรียมอาศัยการเลือกตั้งวันที่ 3 ก.ค. ยกระดับขอบเขตอำนาจของตัวเองขึ้นสู่การเป็นนักการเมืองระดับชาติ
โดยเห็นว่านายประชา คือขวากหนามสำคัญ จำเป็นต้องขจัดทิ้งเพื่อให้ตนเองบรรลุจุดมุ่งหมาย
กรณี ที่เกิดขึ้นกับนายประชา คือเครื่องหมายแรกของความรุนแรงในการต่อสู้ช่วงชิงอำนาจทางการเมือง ผ่านการเลือกตั้งส.ส.ที่กำลังจะมีขึ้นอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า
เป็นบรรยากาศไม่ต่างจากที่หลายฝ่ายเคยคาดการณ์ไว้
จะ อย่างไรก็ตามถึงนายอภิสิทธิ์ จะประกาศยุบสภาแล้ว แต่นายกฯ และรัฐบาลยังอยู่ทำหน้าที่รักษาการไปจนกว่าการเลือกตั้งจะเสร็จสิ้น และมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่
ดังนั้น คดีของนายประชา จึงยังเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของรัฐบาล ต้องหาวิธีคลี่คลายโดยเร็วเพื่อขจัดข้อครหาใดๆ ที่อาจเกิดขึ้น เนื่องจากเหยื่อผู้ถูกหมายปองชีวิตเป็นนักการเมืองฝ่ายค้าน
อีกทั้ง รัฐบาลต้องพยายามจำกัดขอบเขตความรุนแรง ไม่ให้ขยายวงกว้างไปยังพื้นที่เขตเลือกตั้งอื่นๆ เพื่อให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นไปตามที่ประชาชนคาดหวัง
จะเป็นเครื่องมือนำพาความสงบเรียบร้อยมาสู่บ้านเมือง
พ้น จากเรื่องนายประชา ยังมีอีกหลายเรื่องสะท้อนว่าในสนามเลือกตั้งครั้งนี้ แต่ละฝ่ายพร้อมสู้กันด้วยวิชามารสารพัดรูปแบบทั้งบนดินและใต้ดิน
นอกจากการจ้างวานมือปืนยิงฝ่ายตรงข้าม
กรณี นายจตุพร พรหมพันธุ์ กับ นายนิสิต สินธุไพร อดีตส.ส.และแกนนำคนเสื้อแดง ถูกถอนการประกันตัวในคดีก่อการร้าย อันเนื่องมาจากการปราศรัยเมื่อวันที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมา
โดยมี นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบ สวนคดีพิเศษ มือไม้หลักของรัฐบาล เป็นคนดำเนินการยื่นร้องศาลอย่างแข็งขัน
ข้อวินิจฉัยของศาลนั้น เป็นไปตามพยานหลัก ฐานที่ยื่นร้อง ไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองแน่นอน ต้องเคารพ ล่วงละเมิดมิได้
แต่ถ้าจับตามองบทบาทนายธาริตที่มีเงาผู้นำรัฐบาลทาบทับ ก็ถือเป็นการห้ำหั่นกันทางการเมืองอีกรูปแบบหนึ่ง
หลาย คนจับตาว่าการเดินหน้าของนายธาริตเพื่อส่ง 2 แกนนำเสื้อแดงเข้าไปนอนในคุก โดยเฉพาะนายจตุพร ที่เป็นว่าที่ผู้สมัครส.ส.และนักปราศรัยแถวหน้าของพรรคเพื่อไทย
จะทำ ให้พรรคเพื่อไทยได้รับผลกระทบไปในทางใด และคนเสื้อแดงจะลุกฮือขึ้นมาอีกระลอกหรือไม่ ในจังหวะวันครบรอบ 1 ปีเหตุการณ์สลายการชุมนุม 19 พฤษภาฯ 53
ในส่วนของพรรคเพื่อไทยมีการมองต่างกันเป็นสองทาง
บ้างก็ว่าน่าจะเป็นผลเสียหายต่อพรรคเพื่อไทย เพราะนักปราศรัยระดับแม่เหล็กที่สามารถดึงดูดมวลชนได้คราวละมากๆ ถูกปิดปากไป 1 คน
แต่ที่เป็นไปได้มากกว่าคือกรณีนายจตุพร อาจเป็นปัจจัยทำให้พรรคเพื่อไทยยิ่งได้รับคะแนนเลือกตั้งเพิ่มมากขึ้นในภาคอีสานและเหนือ
ด้วย ความรู้สึกว่าคนเสื้อแดงเป็นฝ่ายถูกรัฐบาลกดขี่ข่มเหงมาตลอด โดยเฉพาะเหตุ การณ์ปราบม็อบเสื้อแดงเมื่อ 19 พ.ค.53 ที่มีผู้เสียชีวิต 91 ศพ บาดเจ็บอีกเกือบ 2,000 คน
จึงอาจระบายแค้นสั่งสอน "รัฐบาลอภิสิทธิ์" ผ่านการลงคะแนนเลือกตั้ง
ส่วน ที่ว่าอาจเกิดการชุมนุมที่มีความรุนแรงจนไม่สามารถเลือกตั้งได้นั้น นัก วิเคราะห์การเมืองมองว่าไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น เพราะทั้งคนเสื้อแดง และพรรคเพื่อไทย ต่างมีเจตนาที่อยากให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น
เพราะมั่นใจว่าจะเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ
ไม่เพียงผลสำรวจสวนดุสิตโพลที่พบประชาชนกว่าร้อยละ 40 เชื่อว่าการเลือกตั้งจะมีการแข่งขันที่ดุเดือดเข้มข้น
สื่อต่างประเทศก็ยังออกบทความวิเคราะห์การเลือกตั้งของไทย
ชี้ ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นการเผชิญหน้ากันระหว่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กับพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายใหญ่แห่งพรรคเพื่อไทย
ที่ล่าสุดตัดสินใจส่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวลงสมัครส.ส.อันดับ 1 ในระบบบัญชีรายชื่อ เป็นแคนดิเดตชิงตำแหน่งนายกฯ
นอก จากนี้ สื่อต่างประเทศยังเชื่อว่า การเลือกตั้งของไทยจะไม่ปลอดจากภัยคุกคาม หรือแทรกแซงจากบางระบบ และไม่น่าจะเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม
ซึ่ง เป็นการวิเคราะห์ที่ไม่ได้แตกต่างจากความเห็นของคนไทยส่วนใหญ่ หรือนักวิชาการด้านการเมืองที่มองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีแต่จะเพิ่ม สถานการณ์การเผชิญหน้าและแบ่งข้างมากยิ่งขึ้น
โดยเฉพาะการที่พ.ต.ท.ทักษิณ พยายามหาเสียงให้ประชาชนเลือกพรรคเพื่อไทย เพื่อตนเองจะได้เดินทางกลับประเทศในปลายปีนี้
ยิ่งทำให้ฝ่ายตรงข้ามเกรงจะถูกแก้แค้น จึงต้องพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อหยุดยั้งพ.ต.ท.ทักษิณให้ได้ รวมถึงพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดง
ขณะ ที่ผลสำรวจโพลสำนักต่างๆ ล้วนไม่เป็นใจให้กับพรรคประชาธิปัตย์ เพราะไม่ว่าจะกี่โพลที่ออกมาล้วนชี้ถึงแนวโน้มตรงกันว่าจะเป็นฝ่ายแพ้เลือก ตั้งให้กับพรรคเพื่อไทย
แต่เหตุผลที่พรรคประชาธิปัตย์นำมาปลอบใจตัวเองก็คือ ช่วงนี้เป็นแค่โค้งแรกการเลือกตั้งเท่านั้น ผลสำรวจโพลจึงยังเป็นเรื่องไม่แน่นอน
รวม ถึง 2 เหตุการณ์สดๆ ร้อนๆ กรณีนายประชา ประสพดี และกรณีนายจตุพร พรหมพันธุ์ คือตัวอย่างของปัจจัยที่จะทำให้กระแสการเมืองการเลือกตั้งพลิกไปพลิกมาได้ ตลอด
ก่อนจะไปตัดสินชี้ขาดกันวันที่ 3 ก.ค.
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 14/05/54 ยิ่งกว่า..ดอกส้มสีทอง
ที่มา blablabla
โดย 3บลา ประชาไท
คนอุบาทว์ ชาติชั่ว มั่ว..สร้างภาพ
ทิ้งรอยบาป ตราไว้ ให้ขื่นขม
คำสำรอก มารยา ดั่งอาจม
แสนโสมม ต่ำทราม หยามประชา....
ทั้งกะล่อน ตอแหล เห็นแก่ได้
โคตรจัญไร สามานย์ สันดานหมา (ขอโทษน้องหมาที่ดีกว่ามัน)
ใช้เล่ห์ลิ้น สมอ้าง อำพรางตา
สารพัน เรื่องชั่วช้า โคตร..สารเลว....
ถีบประเทศ ตกต่ำ สุดย่ำแย่
บอกทำแน่ แต่แท้จริง พาดิ่งเหว
ทั่วเขตคาม ร้อนรุ่ม ดั่งสุมเปลว
จึงแหลกเหลว ด้วยสันดาน คนมารยา....
ยิ่งกว่า..ดอกส้มสีทอง พี่น้อง..เอ๋ย
ทาสแท้เผย ร้อยเล่ห์ เสน่หา
พูดเอาดี ใส่ตัวเอง เก่งเหลือคณา
ยังมีหน้า อวดโอ้ โธ่..ไอ้เวร....
ดีแต่พูด สุดระยำ แหม..ทำเก่ง
ดูเอาเอง เรื่องอัปรีย์ ที่ได้เห็น
กู้กับโกง เท่านั้น มันทำเป็น
พวกกากเดน อมนุษย์ สุดต่ำทราม....
จะเอาคน ตอแหล แค่นั้นหรือ?
ทั้งสับปลับ ไร้ฝีมือ คือคำถาม
ทุกประเทศ โห่ใส่ ไล่ประณาม
เลือกของงาม หรือของเน่า คิดเอาเอง....
๓ บลา / ๑๔ พ.ค.๕๔
พรรคเพื่อไทย คงไม่มีโอกาสเป็นรัฐบาล เพราะ....
ที่มา thaifreenews
โดย Friend-of-Red
ดัง นั้นการแยกการเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทยออกจากการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง จึงเป็นที่เข้าใจได้ หากยังมีคนเสื้อแดงที่ไม่เข้าใจเราคงทำความเข้าใจกันได้ไม่ยาก
แต่ก็ อาจมีบางคนที่สวมรอยเป็นคนเสื้อแดงพยายามสร้างให้คนเสื้อแดงรู้สึกน้อยใจ เหมือนถูกพรรคเพื่อไทยทอดทิ้ง มัวไปสนใจอยากเป็น ส.ส. เท่านั้น
โดย ส่วนตัวเชื่อว่าจะมีการเลือกตั้งแน่นอน เพราะนี่เป็นทางเลือกที่พรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้ความร่วมมือของอำมาตย์ นายทุน ขุนทหาร เห็นว่าดีที่สุดที่จะได้รับการยอมรับจากนานาชาติ และสามารถอธิบายต่อคนไทยถึงความชอบธรรมได้
ปัจจัยที่ทำให้ พรรคประชาธิปัตย์มีความมั่นใจในการเลือกตั้งครั้งนี้
ประการแรกพรรคประชาธิปัตย์มีทางเลือกหลายทาง ตั้งแต่ทำให้ได้ส.ส. มากที่สุด(ซึ่งคงเป็นไปได้ยากมากถ้าไม่โกงแหลก)
ทางที่สองพรรคประชาธิปัตย์ได้ ส.ส. เป็นลำดับสอง หนทางนี้ไม่ยากสำหรับประชาธิปัตย์ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้นแน่
กรณี นี้เพื่อลบคำกล่าวหาว่าเป็นพรรคที่ได้ ส.ส. น้อยกว่าแต่แย่งจัดตั้งรัฐบาล จึงเริ่มมีการส่งนักวิชาการออกมาให้ข่าวสารประชาชนบ้างแล้วว่าเป็นเรื่องที่ สามารถทำได้ตามรัฐธรรมนูญ ถ้าพรรคที่ได้ ส.ส. มากที่สุดไม่สามารถรวมพรรคเล็กในการจัดตั้งรัฐบาลได้ และเพื่อลบภาพการจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร หรือมีมือที่มองไม่เห็นมาช่วยจัดตั้งรัฐบาล คงมีการพูดคุยจัดตั้งรัฐบาลกันไปแล้วอย่างลับๆ ยิ่งฟังคุณไพโรจน์ สุวรรณฉวี ให้สัมภาษณ์ก่อนเสียชีวิต ยิ่งชัดเจนว่าพรรคเล็กๆคงได้รับคำสั่งให้จัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคประชาธิ ปัตย์แล้ว
สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์จะต้องทำเพียงแค่อยู่นิ่งๆ รอพรรคเพื่อไทยซึ่งได้ ส.ส. มากกว่าจัดตั้งรัฐบาลไปซึ่งไม่มีวันทำได้ถ้าไม่ได้ส.ส. เกินครึ่ง หลังจากนั้นก็ใช้ข้ออ้างว่า พรรคเพื่อไทยไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ มาเป็นข้ออ้างในการจัดตั้งรัฐบาลโดยอิงความชอบธรรมตามคำชี้โพรงของนัก วิชาการ แน่นอนว่าครั้งนี้ เราจะไม่เห็นภาพการจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหารให้เอามาท้วงติงว่าเป็นการจัด ตั้งรัฐบาลที่ไม่ชอบธรรมอีก
หากทางเลือกไม่เป็นไปตามนี้ ไม่สามารถต้านทานเสียงประชาชนได้จริงๆ พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังมีทางเลือกอีกคือ สอย ส.ส. พรรคเพื่อไทย โดยผ่าน กกต. จังหวัด กกต. เขต หรือ กกต. ชุดใหญ่ จากหลักฐานประดามีของพวกทหาร-ข้าราชการ ที่ไปฝังตัวรอช่วยเก็บข้อมูลให้อยู่เงียบๆตั้งแต่ก่อนประกาศยุบสภา หากไม่ กกต. ไม่ประกาศรับรอง ส.ส. ส่วนนี้เสียจำนวนหนึ่ง การเลือกตั้งก็จะยื้อออกไป หรือไม่เช่นนั้น เราอาจเห็นกระบวนการร้องต่อศาลให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะเสียแล้ว จัดการเลือกตั้งใหม่อีกครั้งเพื่อให้พรรคประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาลให้จงได้
ท้าย ที่สุดหากไม่ไหวแล้วจริงๆ ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็รับปากแล้วนี่ว่าทหารจะเป็นหมากสุดท้าย ให้พรรคประชาธิปัตย์ และเหล่าอำมาตย์ แน่นอน
ในกระบวนการเลือกตั้งที่จะมีมาถึงนั้น อย่าเพียงมองหาหลักฐานว่าพรรคประชาธิปัตย์จะโกงอย่างไรด้านเดียว เพราะถึงจะจับได้ไล่ทัน แต่ท้ายสุดอำนาจ กกต. ก็ดี ศาลก็ดี จะช่วยกันค้ำชูไว้เหมือนดังหลายๆกรณีที่ผ่านมา (แต่ก็ต้องป้องกันและหาหลักฐานเรื่องนี้ให้ได้มากที่สุด)
ในอีกด้าน หนึ่งที่ต้องระวังอย่างมากๆคือการสร้างหลักฐานเท็จ การยุยงปลุกปั่นให้เกิดการกระทำผิด เป็นต้น พรรคประชาธิปัตย์ สันทัดกรณีเรื่องนี้มากเป็นพิเศษ และบรรดาหลักฐานใดๆที่พรรคประชาธิปัตย์หามาให้ กกต. ก็ดี ศาล ก็ดีพร้อมจะเชื่อโดยปราศจากข้อสงสัยใดๆ อย่างที่เคยกล่าวอย่ามองเพียงว่าจะมีหีบบัตรผีใส่คะแนนให้พรรคประชาธิปัตย์ อย่างเดียว เพราะอาจมีหลักฐานว่ามีหีบบัตรแบบนี้แต่ข้างในกลับเป็นบัตรผีที่กาเลือกพรรค เพื่อไทย ก็เป็นได้ ส่วนมันจะสร้างหลักฐานมากล่าวหาได้อย่างไรลองนึกคิดกันดู
เรียกได้ว่าเราป้องกันด้านหนึ่ง ก็ต้องมองมุมกลับอีกด้านหนึ่งไว้ด้วยเสมอ
ด้วยความห่วงใย และศรัทธาคนเสื้อแดง
ขอบคุณการวิเคราะห์ของคุณ “กัปตัน” http://www.internetfreedom.us/thread-24039.html
"กอ.รมน." สนธิกำลัง "สภาประชาชน 4 ภาค" ปะทะชาวบ้านโนนดินแดง อ้างปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ
ที่มา ประชาไท
ชุมชนบ้านเก้าบาตร ต.ลำนารอง จ.บุรีรัมย์ เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย
ต่อมาเวลาประมาณบ่ายสอง โมงทาง กอ.รมน. ได้เข้าไปยังกลุ่มที่มีพระวันชัยเป็นแกนนำ ซึ่ง ณ เวลานั้นมีชาวบ้านอาศัยอยู่ประมาณ 300 คนแต่ไม่สามารถทัดทาน กองกำลังดังกล่าวได้ ทางฝ่ายทหารได้เข้าไปเผาโรงครัวและทำลายกุฎิพระจำนวน 8 หลังเสียหายทั้งหมด และได้จับพระจำนวน 9 รูป ขึ้นรถปิ๊กอัพไปด้วย
สำหรับ เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย ขอให้รัฐบาลและ กอ.รมน. แสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งการเยียวยาทางร่างกายและจิตใจ ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ คปท.ได้เคยเรียกร้องมาโดยตลอด ไม่ให้ทหารเข้ามาเกี่ยวข้องกับแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน เพราะทหารมีหน้าที่ปกป้องประเทศ และขอให้หยุดการใช้ความรุนแรงกับชาวบ้านทุกกล่มในพื้นที่ทันที เนื่องจากชาวบ้านต้องการเพียงที่ดินทำกินเท่านั้น
"เพื่อไทย" และ "จตุพร"
ที่มา มติชน
โดย สรกล อดุลยานนท์
เป็น "โชคร้าย" ของ "จตุพร พรหมพันธุ์" ที่ศาลตัดสินถอนประกันในวันที่ 12 พฤษภาคมที่ผ่านมา
เพราะถ้าตัดสินคดีนี้ในวันแรกของการไต่สวน คือ วันที่ 4 พฤษภาคม หรือครั้งที่สองในช่วงเช้าของวันที่ 9 พฤษภาคม
"จตุพร" อาจไม่ติดคุก เพราะมีเอกสิทธิ์ ส.ส.คุ้มครองอยู่
แต่เมื่อศาลตัดสินคดีในวันที่ 12 พฤษภาคมที่ พ.ร.ฎ.ยุบสภามีผลแล้ว "จตุพร" ก็มีสถานะเหมือนกับแกนนำ นปช.คนอื่น
ถอนประกันเมื่อไรก็ติดคุกทันที
ต้องไม่ลืมว่า "จตุพร" วันนี้ ไม่เหมือนกับวันก่อน
ไม่มีใครปฏิเสธสถานะความเป็นจริงของ "จตุพร" ได้
เขาไม่ใช่ "ดาวเคราะห์" ทางการเมืองอีกต่อไป
"จตุพร" เป็น "ดาวฤกษ์" ที่มีแสงในตัวเอง
เป็นผู้มากบารมีกับมวลชน "คนเสื้อแดง" ระดับของจริง
สำหรับพรรคเพื่อไทย ในอดีต "จตุพร" ก็เป็นเพียง ส.ส.ฝีปากกล้าคนหนึ่ง
แต่เมื่อบารมีความเป็น "แกนนำ" คนเสื้อแดงเบ่งบาน
สถานะในพรรคเพื่อไทยของ "จตุพร" ก็เปลี่ยนไป
"จตุพร" กลายเป็นหนึ่งในบุคคลที่แกนนำพรรคเพื่อไทยต้องฟัง
และเป็น "แม่เหล็ก" บนเวทีปราศรัยของพรรค
การจำคุก "จตุพร" จึงเป็น "ระเบิดเวลา" ทางการเมือง
เพราะทำให้ทะเลอารมณ์ที่สงบนิ่งของ "ม็อบเสื้อแดง" ปั่นป่วนขึ้นมาอีกครั้ง
นอกจากนั้นพรรคเพื่อไทยก็สูญเสีย "ขุนพล" บนเวทีปราศรัยไป 1 คน
ได้ "ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" กลับมา แต่ก็เสีย "จตุพร" ไป
แต่เรื่องนี้ถ้ามีกลุ่ม "อำนาจเก่า" คนไหนประเมินว่าการจำคุก "จตุพร" จะเป็นการตัดแขนตัดขาพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดง
หรือคิดว่าเป็นเกมยั่ว "คนเสื้อแดง" ให้คุมอารมณ์ไม่อยู่และออกมาเคลื่อนไหวอย่างรุนแรง
เพื่อนำไปสู่เป้าหมายลึกๆ บางอย่าง
คนนั้นประเมินพลาด!!!
เพราะเมื่อเข้าสู่โหมดการเลือกตั้ง สถานการณ์ต่างๆ ได้เปลี่ยนไป
วันที่ 3 กรกฎาคม หาก "จตุพร" ได้รับเลือกตั้ง เขาจะมีเอกสิทธิ์ ส.ส.คุ้มครองอีกครั้ง
นี่คือ ประเด็นที่พรรคเพื่อไทยเอามาเล่นได้
ในมุมของ "นักการเมือง" ทุกคนมองว่าการจำคุก "จตุพร" ไม่ใช่การตัดแข้งตัดขาพรรคเพื่อไทย
แต่เป็นการเดินหมากที่เข้าทาง "เพื่อไทย" ต่างหาก
เพราะนอกจากช่วยลด "สายล่อฟ้า" ทางการเมืองให้ "เพื่อไทย" แล้ว
ยังเป็นประเด็นให้ "เพื่อไทย" เล่นเกมอ้อนได้อีก
"ประชาธิปัตย์" ก็มองออก ไม่เช่นนั้นแกนนำหลายคนคงไม่ออกมาตีกัน
เพราะอ่านออกว่า พรรคเพื่อไทยเล่นเกมนี้แน่นอน
บนเวที "คนเสื้อแดง" ก็มีประเด็นเล่นแล้ว ให้ "คนเสื้อแดง" แปร "ความแค้น" เป็น "พลัง"
แก้แค้นด้วยการรณรงค์ช่วยพรรคเพื่อไทย
ส่วนพรรคเพื่อไทยก็ใช้ "จตุพร" มาเรียกร้องคะแนนเห็นใจจาก "คนเสื้อแดง" ซ้ำอีกครั้ง
"ประชา" ก็โดนยิง "จตุพร" ก็ติดคุก
แต่จะสร้างกระแสความเห็นใจสำเร็จหรือไม่
3 กรกฎาคม รู้กัน



