WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, May 19, 2011

ที่นี่ความจริงจาก2อาจารย์สาว:1ปีสังหารหมู่เสื้อแดง

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา Asia Update TV

รายการที่นี่ความจริง ตอนวันที่ 17 พฤษภาคม ทางโทรทัศน์ Asia Update-DNN ดำเนินรายการโดย 2 นักวิชาการสาวหัวใจประชาธิปไตย ผศ.ดร.สุดา รังกุพันธ์ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (อาจารย์หวาน) และ รศ.สุดสงวน สุธีสร อาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อาจารย์ตุ้ม)



ส่วน ผศ.ดร.จารุพรรณ กุลดิลก อาจารย์พิเศษคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (อาจารย์จา)งดดำเนินรายการ เนื่องจากลงสมัครรับเลือกตั้งส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้หมายเลข 1 ตอน:ครบรอบ 1 ปีสังหารหมู่ที่ราชประสงค์









ครบรอบ 1 ปีมี่ทหารได้ใช้ความรุนแรงสลายการชุมนุมที่ราชประสงค์ ซึ่งการชุมนุมที่ราชประสงค์นี้แม้สื่อฝ่ายอำมาตย์จะพยายามเสนอว่าเป็นการ สร้างความวุ่นวาย สร้างความเดือดร้อน แต่ความเป็นจริงนั้นก็เป็นเพียงอีกยุทธวิธีหนึ่งในการเรียกร้องให้รัฐบาลยอม ยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชน ตามวิธีการชุมนุมอย่างสงบ สันติ ปราศจากอาวุธ

ซึ่งทั้งทางสมาชิกวุฒิสภาและทูตนานาชาติก็ได้เห็นเป็นประจักษ์พยาน แต่ทางทหารก็ยังดำเนินการโจมตีอย่างต่อเนื่องยาวนานหลายวัน รวมทั้งสไนเปอร์จำนวนมากตามตึกสูงในย่านการค้าแห่งนี้ เช่นการลอบสังหารพลตรีขัตติยะ สวัสดิผลในขณะกำลังให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศ ซึ่งโดยรวมแล้วนั้นทำให้มีผู้เสียชีวิต 92 คนและผู้สูญหายกว่า 30 คน

ซึ่งในการกระชับพื้นที่นั้น ทหารได้ถึงขนาดติดป้ายพื้นที่ใช้กระสุนจริง และในวันที่ 19 หลังจากที่ได้ยึดพื้นที่ของคนเสื้อแดงจนหมด ยังมีการใส่ร้ายคนเสื้อแดงไปเผาสถานที่ต่าง ๆ ทั้ง ๆ ที่ทั่วบริเวณมีแต่ทหารยั้วเยี้ยไปหมด

แต่ตราบจนถึงปัจจุบัน ฝ่ายอำมาตย์ก็ยังคงใส่ความว่า คนเสื้อแดงเผาบ้านเผาเมืองอยู่ ซึ่งในหนังสือโลกวันนี้ก็ได้มีการเผยแพร่ข้อมูล ที่ทหารตำรวจไม่กล้าแตะต้องคนเผา และคนห้ามเข้าไปดับ

เช่นเดียวกับกรณีที่ทหารเอาปืนจ่อหัวตำรวจที่ไล่ตามคนร้ายก่อความไม่สงบใน ช่วงการชุมนุม แต่แม้จะมีข้อมูลเท็จจริงเช่นนี้ แต่สื่อของรัฐยังคงดำเนินการใส่ร้ายป้ายสีคนเสื้อแดงต่อไป รวมถึงใส่ร้ายว่าแกนนำเป็นผู้เผาบ้านเผาเมือง และพรรคเพื่อไทยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเผา ซึ่งอาจเป็นการขัดต่อกฎหมายเลือกตั้ง

และคนไทยอีกจำนวนมากยังคงไม่เข้าใจคนเสื้อแดง รวมถึงคนที่เห็นแก่ตัวและความสบายของตัว โดยไม่สนใจการเสียชีวิตของคนเสื้อแดงเลย เช่นคนที่ต่อต้านการชุมนุมในวันที่ 19 พฤษภาคม 2554 ในการเรียกร้องหาความยุติธรรม ซึ่งเป็นการชุมนุมที่ถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ

ซึ่งคนเสื้อแดงมีสิทธิที่จะใช้สิทธิตามกฎหมายข้อนี้เพื่อเรียกร้องให้กับพี่น้องที่เสียชีวิตไปจากการกระทำของรัฐบาลในปีที่แล้ว

สืบทอดเจตนารมณ์วีรชนไพร่แดง เลือกพรรคเพื่อไทย สร้างประชาธิปไตยให้สมบูรณ์

ที่มา Thai E-News









ปูเพื่อไทยเบอร์1มาร์คแห้ว-พรรคเพื่อไทยจับติ้วสมัครปาร์ตี้ลิสต์ได้เบอร์ 1 เลขมงคลคนจำง่าย ปชป.ได้เบอร์10ทำมาร์คผิดหวังหลังจากบอกว่าอยากได้เลขตัวเดียว

โดย แนวร่วมคนเสื้อแดง
19 พฤษภาคม 2554

วัน ที่ 19 พฤษภาคม เวียนมาบรรจบครบรอบ 1 ปี ของการล้อมปราบปรามประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตย ในนาม “คนเสื้อแดง” เป็นอาชญากรรมที่รัฐอำมาตย์อภิสิทธิ์ชนกระทำต่อประชาชนผู้ต่อสู้อย่างสันติ วิธี

เป็นผลให้มีผู้เสียชีวิตเกือบร้อยชีวิต บาดเจ็บนับพัน ติดคุกอีกนับร้อยกว่าชีวิต

ราก เหง้าของปัญหาทั้งหลายมาจากการรัฐประหารของกองทัพ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ซึ่งสนับสนุนโดยองค์กรพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย พรรคประชาธิปัตย์ ชนชั้นสูง องค์กรสิทธิมนุษยชนไทย สื่อสารมวลชนไทยส่วนใหญ่ องค์กรพัฒนาเอกชน (ngo) ตลอดทั้งนักวิชาการจำนวนไม่น้อย และอื่นๆ ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ในนาม “เครือข่ายอำมาตย์”

เพื่อต่อต้านระบอบประชาธิปไตยผู้แทนราษฎร สนับสนุนระบอบอำมาตยาธิปไตย

เพื่อต่อต้านความคิดความเชื่อที่ว่า “คนเท่ากัน” ทุกคนหนึ่งสิทธิ์หนึ่งเสียงในการเลือกผู้ปกครองผู้บริหารประเทศ

เพื่อตอกย้ำว่า บ้านนี้เมืองนี้ ประชาชนยังคงเป็น เพียง “ไพร่” หาใช่ “พลเมือง” แต่อย่างใด

“ไพร่” จึงควรถูกปกครองโดย “อำมาตย์” โดย “อภิสิทธิ์ชน” เหมือนยุคเก่าก่อนกาลอดีต

…………….

การต่อสู้ของวีรชนไพร่แดง ผู้กล้าสู้ กล้าเสียสละแม้กระทั่งลมหายใจของชีวิตนั้น ก็เพื่อที่จะปลดปล่อยความเป็น”ทาส “สู่ความเป็น“ไท”

เพื่อ”เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ” ตามหลักการของระบอบประชาธิปไตย เหมือนเช่นอารยะประเทศทั่วโลก ที่ “อำนาจอธิปไตยต้องมาจากประชาชน”เท่านั้น

กระนั้น ก็ตาม ห้วงเวลาร่วมเกือบห้าปี ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายประชาธิปไตยกับฝ่ายอำมาตยาธิปไตยยังคงดำรงอยู่ การต่อสู้ขับเคี่ยวยังไม่สิ้นสุด ท่ามกลางที่พลังประชาธิปไตยที่เติบใหญ่ขยายทั้งปริมาณและคุณภาพอย่างที่ไม่ เคยปรากฎมาก่อนในประวัติศาสตร์สังคมการเมืองไทย

แต่ พลังอำมาตยาธิปไตย ก็ยังไม่ยอมรับว่า ประเทศไทยไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว พวกเขาไม่เชื่อว่า ผู้คน”ตาสว่าง”จำนวนมากแล้ว นับวันขยายมากขึ้น มากขึ้น และ “แดงทั้งแผ่นดิน”

และสำคัญยิ่งปฏิบัติการณ์คนเสื้อแดงสู้ด้วย “ความจริง” แต่พวกเขาอำมาตย์ กลับยังคิดแบบเดิมๆ คือปราบปราม ข่มขู่ เข่นฆ่า จับขังจำคุก กดขี่เสรีภาพ โดยใช้กฎหมายล้าหลัง ใส่ร้ายป้ายสี โดยไม่ยอมรับความจริง สร้าง”ความเท็จ” และยังหวงแหนอำนาจอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

พวกอำมาตยาธิปไตย ยังไม่ยอมรับกฎเกณฑ์พัฒนาการทางสังคมที่ว่า สังคมก้าวหน้าย่อมทดแทนสังคมล้าหลัง สมัยใหม่ย่อมเหนือกว่าสมัยเก่า วิทยาศาสตร์เหตุผลดีกว่าความงมงายคร่ำครึ

และ ประชาธิปไตยเป็นอนาคตมากกว่าการปกครองแบบอำมาตยาธิปไตยอย่างปัจจุบัน

…………….

สถานการณ์ การเมืองการเลือกตั้งปัจจุบัน เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญต่อภาระกิจทางประวัติศาตร์และการต่อสู้ของคน เสื้อแดง ซึ่งฝ่ายอำมาตยาธิปไตยคงกระทำทุกวิธีการ เพื่อที่จะให้พรรคที่พวกเขาสนับสนุนชนะการเลือกตั้ง จัดตั้งรัฐบาลอีกครั้ง เป็นแน่แท้

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การแข่งขันการเลือกตั้งในครั้งนี้ คงมีเพียงพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยเท่านั้น ที่ขับเคี่ยวกันเป็นพรรคนำในการจัดตั้งรัฐบาล

คนเสื้อแดง จึงต้องหนุนพรรคเพื่อไทย พรรคเดียวเท่านั้น แม้จะไม่ชอบใจ หรือไม่เห็นด้วยกับพรรคเพื่อไทยในบางแง่มุม ซึ่งอาจไม่ถูกอกถูกใจคนเสื้อแดงทั้งหมดก็ตาม และ ไม่มีพรรคอื่นๆ แม้ว่าจะอ้างว่าอยู่ฝ่ายประชาธิปไตยก็ตาม เพื่อไม่ตัดลดคะแนนเสียงกันเอง และไม่หลงกลโหวตโนตามข้อเสนอของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

คน เสื้อแดงต้องสนับสนุน พรรคเพื่อไทย เพื่อผลักดันให้พรรคเพื่อไทย “เบียดขับอำนาจอำมาตยาธิปไตย สร้างประชาธิปไตยให้สมบูรณ์” เพื่อไม่ให้อำนาจนอกระบบแทรกแซงการเมือง เพื่อไม่ให้มือที่มองไม่เห็นทำลายประชาธิปไตย

เมื่อพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง จัดตั้งรัฐบาล ข้อเสนอรูปธรรมเบื้องต้น ก็คือ

1.สร้างอนุสาวรีย์วีรชนไพร่แดง และเยียวยาดูแลเต็มที่กับคนเจ็บป่วย คนพิการ ที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

2.คนฆ่า และ คนสั่งฆ่าประชาชนต้องถูกลงโทษตามกระบวนการยุติธรรมเป็นการ”ปรองดองอย่างยุติธรรม”

3. ปล่อยนักโทษการเมือง พวกเขามิใช่อาชญากร

4.ยกเลิกกฎมายมาตรา 112 เครื่องมือของพวกอำมาตยาธิปไตย และเป็นกฎหมายที่ริดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน ตลอดทั้งนิติรัฐต้องคู่นิติธรรม กฎหมายต้องมาตราฐานเดียว

5.แก้ไขรัฐธรรมนูญ 50 ซึ่งเป็นเครื่องมือของฝ่ายอำมาตยาธิปไตย ให้อำนาจกับฝ่ายอำมาตยาธิปไตย โดยเฉพาะต้องปฏิรูปกองทัพ กระบวนการตุลาการภิวัฒน์ และบทบาทองคมนตรี เพื่อไม่ให้แทรกแซงทางการเมือง ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยมีเป้าหมายเพื่อประชาธิปไตย อำนาจอธิปไตยต้องเป็นของประชาชน อำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศต้องมาจากประชาชนเท่านั้น

กระนั้น ก็ตาม สำหรับคนเสื้อแดง ผู้ลุกขึ้นสู่กับความไม่ชอบธรรมอย่างยาวนาน ผู้มีจิตใจเสียสละเพื่อส่วนรวม ผู้อดทนกับความยากลำบาก เผชิญกับปัญหาอุปสรรคต่างๆนานา ผู้ต้องการมีส่วนร่วมในการสร้างบ้านสร้างชาติเพื่อห้ประชาชนทุกคนมี ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เสมอภาคเท่าเทียมกัน

คนเสื้อแดง ย่อมไม่ปล่อยให้ภารกิจในการสร้างประชาธิปไตย ตกอยู่บนบ่าของพรรคเพื่อไทยเท่านั้น คนเสื้อแดง ย่อมต้องมีส่วนเป็นพลังสำคัญต่อภาระกิอสร้างประชาธิปไตย

ภายหลังการเลือกตั้ง สืบต่อไป

เพื่อสืบทอดเจตนารณย์อันยิ่งใหญ่ของวีรชนไพร่แดง และเพื่ออนาคตที่ก้าวหน้าของสังคมไทย

ด้วยจิตรคารวะวีรชนไพร่แดง

Wednesday, May 18, 2011

"ธิดา"ปูดมาเฟียจังหวัดจับมือทหารเตรียมป่วนงาน 19 พ.ค. เผยยุทธศาสตร์ชุมนุม 2 แขน

ที่มา มติชน

เมื่อ วันที่ 18 พฤษภาคม ที่ห้างอิมพีเรียล เวิลด์ ลาดพร้าว นางธิดา ถาวรเศรษฐ รักษาการประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แดงทั้งแผ่นดิน แถลงข่าวเรื่องการจัดงานครบรอบ 1 ปี เหตุการณ์ 19 พฤษภา มีนายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก, นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ หรือแรมโบ้ อีสาน, นายวรวุฒิ วิชัยดิษฐ, นายขวัญชัย ไพรพนา, นายรังสี เสรีชัย และนายวันชนะ เกิดดี ร่วมงาน นางธิดากล่าวว่า การจัดงานครบรอบ 1 ปี 19 พฤษภาคม ที่แยกราชประสงค์ วันที่ 19 พฤษภาคม 2554 นี้ เพื่อรำลึกถึงวีรชน แสดงความเคารพต่อวีรชนและสืบสานเจตนารมณ์ว่าแม้จะมีคนตายก็ไม่ทอดทิ้ง ประชาธิปไตย และเรียกร้องคนเสื้อแดงให้ดำเนินการตามยุทธศาสตร์ 2 แขน คือแขนขวาเป็นคนเสื้อแดงต้องไม่ทำร้ายแขนซ้ายคือคนทั่วไปที่ต้องการ ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ และต้องทำให้คนทั่วไปให้เข้าใจคนเสื้อแดง ให้การเลือกตั้งดำเนินต่อไป ให้พรรคการเมืองที่ได้รับเสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาล เป็นการดำเนินร่วมกับยุทธศาสตร์ 2 ขา คือเคลื่อนไหวในรัฐสภากับการเรียกร้องบนท้องถนน

นางธิดา กล่าวขอโทษผู้ค้าและประชาชนบริเวณแยกราชประสงค์ ว่าจะจัดงานครบรอบและตั้งเวทีบริเวณเดิม และสร้างบรรยากาศบนเวทีแบบเดียวกับก่อนมีการล้อมปราบ เพราะไม่ต้องการให้สังคมลืมว่าที่นี่มีคนตาย เป็นการรำลึกถึงวีรชน ไม่เจตนาชำระแค้น

"แต่เราต้องช่วยกันระวัง เพราะมีมาเฟียจากบางจังหวัดร่วมกับทหารจำนวนหนึ่งเตรียมการก่อกวนการจัดงาน จึงต้องจัดงานด้วยความเข้าใจและระมัดระวัง คนเสื้อแดงต้องช่วยกันตรวจสอบและดูแลไม่ให้เกิดความวุ่นวาย ให้การเลือกตั้งผ่านไปด้วยดี ได้รัฐบาลที่มาจากประชาชนอย่างแท้จริง เพราะมีคนบางกลุ่มต้องการให้เกิดความวุ่นวายไม่ต้องการรัฐบาลที่มาจาก ประชาธิปไตย ทั้งนี้ เราทราบชื่อทหารบางส่วนด้วย" นางธิดากล่าว

อดีตปธ.กก.ติดตามสถานการณ์ฯ สรุปเหตุ 19 พ.ค. "นายกฯไม่เลี่ยงความรุนแรง-วัดปทุมฯมีจนท.รัฐบนราง"

ที่มา มติชน

นาย จิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ส.ว.ศรีสะเกษ อดีตประธานคณะกรรมการติดตามสถานการณ์บ้านเมือง วุฒิสภา กล่าวเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม ถึงกรณีวันครบรอบ 1 ปี การสลายการชุมนุมที่ราชประสงค์ 19 พฤษภาคม ว่า ที่ผ่านมาคณะกรรมการฯได้ตรวจสอบข้อมูลและเชิญบุคคลมาชี้แจงทั้งภาครัฐ เอกชน สื่อ ประชาชนทั้งเสื้อเหลืองและเสื้อแดง ซึ่งได้ข้อมูลมากพอสมควรที่จะสรุปเบื้องต้น แต่น่าเสียดายที่ประธานวุฒิสภาคนก่อน สั่งยุบคณะกรรมการฯก่อนหมดวาระดำรงตำแหน่งประธาน ทำให้กระบวนการสืบสวนหาข้อเท็จจริงสะดุดลง อย่างไรก็ดี บางประเด็นคณะกรรมการฯได้ข้อมูลมากพอที่จะสรุปเบื้องต้น ได้แก่ 1.เหตุการณ์วันที่ 19 พฤษภาคม 53 เป็นเรื่องที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะก่อนวันดังกล่าว ส.ว.และบุคคลจำนวนหนึ่งได้พยายามประสานฝ่ายรัฐและแกนนำผู้ชุมนุมเพื่อไม่ให้ เกิดเหตุดังกล่าว ซึ่งวันที่ 18 พฤษภาคม 53 ยังมีแนวโน้มที่ดีอยู่ แต่น่าเสียดาย วันที่ 19 พฤษภาคม นายกฯตัดสินใจสั่งสลายการชุมนุม ถือเป็นข้อผิดพลาด เพราะนายกฯได้เวลายุบสภาช้าลงไป 6-7 เดือน และกับการบาดเจ็บ ล้มตายของผู้คน ซึ่งสร้างรอยแผลลึก จึงไม่คุ้มกัน ถ้านายกฯเชื่อคนที่พยายามประสานการหารือ คงแก้ปัญหาบ้านเมืองที่ยิ่งขมวดเงื่อนปมมากขึ้นได้ง่ายกว่านี้

นาย จิตติพจน์กล่าวว่า 2.เมื่อเกิดเหตุวันที่ 19 พฤษภาคม แล้ว ต้องมีการแสวงหาความจริงเพื่อให้สังคมเรียนรู้และทำความเข้าใจร่วมกันในการ ป้องกันจะไม่ให้เกิดความรุนแรงเช่นนี้อีกเหมือน 6 ตุลาคม 19 และ พฤษภาคม 35 ที่สังคมยอมให้ใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา ซึ่งกระบวนการยุติธรรมทั้งตำรวจ อัยการ ดีเอสไอ ป.ป.ช. ศาล ต้องแสดงให้สังคมเห็นถึงการสอบสวนเหตุการณ์ที่โปร่งใสตรวจสอบได้ ต้องให้มีการสู้คดีโดยเปิดเผยในชั้นศาล ไม่เช่นนั้นจะยิ่งหาทางออกจากปัญหายาก แต่คณะกรรมการฯกลับพบว่า กระบวนการเหล่านี้มีอุปสรรค เช่น คณะกรรมการฯของฝ่ายวุฒิสภาเอง ขอข้อมูลจากภาครัฐได้ยากมาก แต่โชคดีที่ได้ข้อมูลในช่องทางอื่นๆ มากพอสมควร 3.เหตุวันที่ 19 พฤษภาคม ที่คณะกรรมการฯได้ข้อมูลพอสรุปได้คือ เหตุที่วัดปทุมวนารามที่ค่อนข้างชัดเจนว่า มีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้อง มีพยานหลักฐานบุคคลและวัตถุ ว่า มีทหารอยู่บนรางรถไฟฟ้าจริง ซึ่งขัดกับที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯด้านความมั่นคง เคยชี้แจงในสภาว่าไม่มีทหารอยู่บนนั้น ส่วนเหตุตามจุดอื่นๆ ก็ค่อนข้างมีพยานหลักฐานชัดเจนพอสมควรว่า เจ้าหน้าที่รัฐมีส่วนเกี่ยวข้อง อย่างไรก็ดี ก็ต้องให้ผู้ถูกกล่าวหาได้ชี้แจงด้วย ซึ่งตอนนี้ก็หวังว่ากระบวนการตรวจสอบหาความจริงจากภาคส่วนต่างๆ จะเร่งดำเนินการต่อไปเพื่อให้ผลปรากฏต่อสังคม

ข้อเท็จจริงเบื้องต้นเกี่ยวกับเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมือง ระหว่างวันที่ 13-20 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ที่มา Thai E-News

ดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
18 พฤษภาคม 2554

รายงาน ชิ้นนี้จัดทำโดยดร.บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ และ กลุ่มมรสุมชายขอบ "อนุกรรมการในคณะอนุกรรมการเพื่อดำเนินการตรวจสอบและค้นหาความจริงเฉพาะกรณี คณะที่ 4" เป็นรายงานของคณะกรรมการค้นหาความจริงด้วยงบประมาณจากภาษีฉบับแรกที่เผย แพร่ออกมา ที่มีความหนาถึง 590 หน้า พร้อมลงรายละเอียดและลำดับเหตุการณ์ของความรุนแรงทางการเมืองระหว่างวันที่ 13-20 พฤษภาคม 2553 เป็นเอกสารที่ควรศึกษาอย่างยิ่ง

ไทยอีนิวส์ขอนำเสนอบางบท บางตอนจากรายงานไว้ในที่นี้ ส่วนในรายละเอียดเนื้อหาขอเชิญท่านทั้งหลายอ่านได้จากรายงานชิ้นนี้


เอกสาร ข้อเท็จจริงเบื้องต้นเกี่ยวกับเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมือง ระหว่างวันที่ 13-20 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

โดย ดร.บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ และ กลุ่มมรสุมชายขอบ
8 พฤษภาคม พ.ศ. 2554







ข้อสังเกตเรื่องกายภาพของความขัดแย้งและการยกระดับความรุนแรงในเหตุการณ์พฤษภาคม 25531
ดร. บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ

ภูมิหลังของความขัดแย้ง


ความ รุนแรงในเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2553 เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ แต่มีระดับการใช้ความรุนแรงโดยฝ่ายรัฐในเขตกรุงเทพมหานครในระดับสูงสุด ตั้งแต่หลังเหตุการณ์พฤษภาคม พ.ศ. 25353 หากนับจากจานวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต เหตุการณ์นี้นับเป็นระดับความรุนแรงที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์การเมือง สมัยใหม่ของไทย และเป็นการใช้กาลังทหารต่อพลเรือนในระดับปฏิบัติการรบดังปรากฏให้เห็นว่า รัฐบาลได้จัดกาลังรักษาความสงบถึง 47,202 นาย4 ซึ่งในการปะทะเมื่อ 10 เมษายนยังสะท้อนให้เห็นการตัดสินใจของรัฐบาลผ่าน ศอ.รส. และ ศอฉ. เลือกใช้กาลังทหารเข้าจัดการชุมนุมมากกว่าจะเป็นการใช้กาลังตำรวจปราบจราจล ที่ผ่านการฝึกฝนมาโดยตรง ยังผลให้เกิดความสูญเสียถึง 25 คน (พลเรือน 20 คน ทหาร 5 นาย) บาดเจ็บกว่า 863 (พลเรือน 607 คน ทหาร 237 ตารวจ 19 คน)

ความ ขัดแย้งระหว่างรัฐบาลนายอภิสิทธิก์ ับกลุ่ม นปช. มีความต่อเนื่องยาวนาน ซึ่งสามารถย้อนกลับไปตั้งแต่ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตยยังเป็นคู่ขัดแย้งหลักกับกลุ่มเสื้อแดงซึ่งใช้ชื่อแนวร่วม ประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปก.) ในต่างจังหวัดมีการปะทะระหว่างกลุ่มคนทั้งสองจนบาดเจ็บล้มตายมาแล้วระยะ หนึ่งนับตั้งแต่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช

เมื่อนายสมัครพ้นจากตาแหน่ง ด้วยปัญ หาเรื่องคุณสมบัติตามคาตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ (29 มกราคม- 9 กันยายน 2551) นายสมชาย วงศ์สวัสดิจ์ ึงได้รับการสนับสนุนจากพรรคพลังประชาชนขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี (18 กันยายน 2551) แต่เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคาสั่งยุบพรรคประชาชนเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2552 และตัดสิทธิทางการเมืองของกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 5 ปีมีผลให้นายสมชายต้องพ้นจากตาแหน่งนายกรัฐมนตรี จึงทาให้พรรคประชาธิปัตย์สามารถจัดตั้งรัฐบาลขึ้น ขณะที่อดีตสมาชิกพรรคพลังประชาชนก่อตั้งพรรคเพื่อไทย ส่วนกลุ่มการเมืองของนายเนวิน ชิดชอบ แยกไปตัง้พรรคภูมิใจไทย

ใน บริบทดังกล่าว แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปก.) ได้ยกระดับการเคลื่อนไหวเป็น แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)

การเคลื่อนไหวของ นปช. ได้เปลี่ยนมาเป็นคู่ขัดแย้งกับรัฐบาลนายอภิสิทธิ ์ เวชชาชีวะ มาโดยลาดับนับแต่เมษายน 2552 ซึ่งเป็นการปะทะกันอย่างชัดเจนกับรัฐบาล ส่วนหนึ่งจะเห็นได้ว่ารัฐบาลใช้กาลังจากกองทัพอย่างเข้มข้นมากขึ้น ดังจะเห็นได้ว่าบทบาทของกองทัพ โดยเฉพาะกลุ่มบูรพาพยัคฆ์ พล.ร.2 รอ. ที่มีบทบาทสาคัญในการจัดการกับกลุ่ม นปช. ณ จุดสามเหลี่ยมดินแดง เมื่อก่อนเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ. 2552 จนถึงกับมีการระบุว่าเป็น“โจทก์เก่า” ของฝ่ายเสื้อแดง

ในการชุมนุมใหญ่ของ นปช. วันที่ 12 มีนาคม 2553 มุ่งกดดันให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ ์ยุบสภา กระทรวงมหาดไทยประเมินว่ามีผู้ชุมนุมประมาณ 70,000 คน และรัฐบาลตอบโต้ด้วยการประกาศใช้ พ.ร.บ. ความมั่นคง และตั้ง ศอ.รส. โดยมีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมัน่ คงเป็นผู้อานวยการศูนย์ มีสถานที่บัญชาการที่กรมทหารราบที่11 รักษาพระองค์ และพักอาศัยในกรมทหารราบที่ 11 จงึ ทาให้ฝ่าย นปช. เคลื่อนขบวนไปกดดันหน้ากรมทหารราบที่ 11 และมีการระดมขอบริจาคเลือดกว่า 300,000 ซีซีนาไปเทยังที่ทำการพรรคประชาธิปัต ย์และบ้านพักส่วนตัวของนายอภิสิทธิ ์ เวชชาชีวะ ในระหว่างนั้นมีข่าวการยิงจรวดอาร์พีจีถล่มห้องทางานในกระทรวงกลาโหม และกดดันฝ่ายรัฐบาล โดย นปช. ยื่นข้อเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภาพร้อมกับกระจายการชุมนุมไปหลาย จุด จนทาให้กองทัพกดดันรัฐบาลให้มีการเจรจา ภายหลังที่ นปช. ประกาศบุกกรมทหารราบที่ 11

ในที่สุด ในวันที่ 28 มีนาคม 2553 รัฐบาลจัดให้มีการเจรจาที่สถาบันพระปกเกล้า และถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ คณะเจรจาประกอบด้วยนายกรัฐมนตรี นายกอร์ปศักดิ ์ สภาวสุ นายชานิ ศักดิเศรษฐ และฝ่าย นปช. โดยนายวีระ มุสิกพงษ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายแพทย์เหวง โตจิราการ ใช้เวลากว่าสองชั่วโมงครึ่ง แต่ไม่บรรลุข้อตกลง และมีการเจรจาในวันต่อมาโดยฝ่ายรัฐบาลต้องการยุบสภาในกรอบเวลา 9 เดือน ขณะที่ฝ่าย นปช. ยืนยันว่าจะต้องยุบสภาผู้แทนราษฎรภายใน 2 สัปดาห์ ซึ่งไม่บรรลุข้อตกลง

ฝ่าย นปช. ประกาศระดมมวลชนในวันที่ 3 เมษายน แต่มีข่าวว่า น.พ. วรงค์ เดชกิจวิกรม รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ประกาศว่ารัฐบาลจะยุบสภาในวันที่ 6 ธันวาคม 2553 และจัดให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 23 มกราคม 2554 อย่างไรก็ดี ไม่มีการยืนยันจากรัฐบาล ขณะที่กลุ่ม นปช. ยืนยันว่ารัฐบาลจะต้องประกาศให้ชัดว่าจะยุบสภาวันใด

นักสันติวิธี ต่างเรียกร้องให้มีการเจรจารอบสาม โดยทางลับ แต่ไม่มีการสนองตอบจากท้งสองฝ่าย จึงทำให้เกิดความตึงเครียดมากขึ้นเรื่อยๆ นปช. สายฮาร์ดคอร์อย่างนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรองเคลื่อนขบวนไปกดดัน คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ดาเนินคดีเงินบริจาคพรรคประชาธิปัตย์ และกดดันฝ่ายตำรวจด้วยการใช้ยุทธการขนมชั้นเพื่อล้อมเจ้าหน้าที่ตารวจและ ทหารมิให้ขัดขวางการชุมนุม เป็นต้น

สถานการณ์พัฒนามาจนถึงจุดสาคัญ คือการบุกยึดสถานีภาคพื้นดินของสถานีไทยคมเพื่อเปิดช่องสัญญาณของพีทีวีอีก ครัง้ หนึ่ง เมื่อรัฐบาลตัดสินใจยึดสถานีดาวเทียมไทยคมจากกลุ่มคนเสื้อแดงหรือ นปช. ในวันที่ 9 เมษายน 2553 โดยส่งกาลังทหารกว่า 30 กองร้อยจากกองพลทหารม้าที่ 1 (พล.ม. 1 จากเพชรบูรณ์ น่าน อุตรดิตถ์) กองพลทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน (พล.ปตอ. จากกรุงเทพฯ) กองพลทหารราบที่ 9 (พล.ร.9 จากกาญจนบุรี) และกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) ไปยึดสถานีดาวเทียมไทยคมจากกลุ่ม นปช. ที่ชุมนุมกันกว่า 1.5 หมื่นคน จึงนับเป็นการปะทะที่ทาให้ฝ่ายทหาร “เสียเกียรติเสียศักดิศ์ รีที่ทหารหลายพันคนต้องยอมวางโล่ กระบอง และอาวุธทุกอย่างที่มี ยอมแพ้ต่อผู้ชุมนุมเสื้อแดงที่เวลานั้นยังไม่มีกองกาลังติดอาวุธ ถูกผู้ชุมนุมยึดอาวุธ สั่งการไล่ต้อนให้เดินแถวออกไปสู่ทุ่งนา...”

อย่าง ไรก็ตามทางฝ่าย นปช. ได้สลายการชุมนุมก่อนที่กาลังหลักของพล. ร. 2 รอ. จะเข้ามายึดคืนในที่สุดในเช้าวันที่ 10 เมษายน ได้มีการส่ังการให้ขอคืนพื้นที่ถนนรา ชดาเนิน โดยนายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ ผอ. ศอฉ. ร่วมกับผู้นากองทัพ โดยอนุญาตให้ “ใช้อาวุธได้เท่าที่จาเป็น” และ “ต้องจบก่อนสงกรานต์” ผลการปฏิบัติการทำให้ฝ่ายทหารถูกโจมตีจากกองกาลังลึกลับที่เรียกว่า “คนชุดดา” ทาให้ฝ่ายทหารล้มตาย บาดเจ็บเช่นเดียวกับฝ่าย นปช.

ใน ปฏิบัติการขอคืนพื้นที่ 10 เมษายน นั้นมีข้อสังเกตว่าความรุนแรงถูกยกระดับขึ้นเพราะการที่ตัดสินใจผิดพลาดของ ฝ่ายการเมือง การแทรกแซงของฝ่ายการเมืองในการปฏิบัติการทางทหาร ความผิดพลาดในยุทธวิธี เช่น การเลือกใช้กำลังทหารที่เป็นคู่ขัดแย้งของนปช. คือ พล. ร. 2 รอ. หรือบูรพาพยัคฆ์ที่เพิ่งรู้สึกเสียเกียรติเสียศักดิศ์รีจากกรณีสถานีดาว เทียมไทยคม การตัดสินใจสลายการชุมนุมในช่วงเช้าแต่ปฏิบัติการยืดเยื้อถึงเวลาค่ำ โยนแก๊สน้ำตากว่า 200 ลูกจากเฮลิคอปเตอร์ แต่กระแสลมพัดกลับไปทิศที่ตั้งของฝ่ายทหาร การตัดสินใจถอนทหารเป็นไปอย่างล่าช้าจนเป็นผลให้ทหารในบังคับบัญชาของ พ.อ. กู้เกียรติ ศรีนาคา ล้มตายและบาดเจ็บกว่า 30นาย ทหารจาก พล. ร. 9 ภายใต้การบังคับบัญชาของ พล.ต.อุทิศ สุนทร เสียชีวิต 2 คน บาดเจ็บ 188 คน

ใน ทางตรงกันข้าม ในหนังสือ “ลับ ลวง เลือด” ของวาสนา นาน่วมก็ตั้งข้อสังเกตว่าทหารพล. ร. 2 รอ. หรือบูรพาพยัคฆ์ที่ปฏิบัติการนั้นถูกชี้เป้าให้ถูกสังหารไม่ว่าจะเป็น พล.ต.วลิต โรจนภักดี พ.อ. ร่มเกล้า ธุวธรรม พ.อ. กู้เกียรติ ศรีนาคา (หน่วยแรกที่ “ตบเท้า” ปกป้องพล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา หลังห้องทางานถูกยิงด้วยระเบิด M 79 และร่วมกับ พ.อ. อภิรัชต์ คงสมพงษ์ที่ออกมาปกป้องนายประนาม พล.ต. ขัตติยะ สวัสดิผล) พ.ท. เกรียงศักดิ ์นันทโพธิเดช(ซึ่งถูกระบุว่าเป็นผู้จิกหัวสตรีกลุ่ม นปช. คนหน่งึ ซึ่งต่อมาไม่พบว่าเป็นความจริง)

ในบริบทข้างต้นจะเห็นได้ว่ามีความ ตึงเครียดระหว่างรัฐบาลกับฝ่าย นปช. มากขึ้นโดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุการณ์ 10 เมษายน ขึ้น ก็เกิดความหวาดระแวงระหว่างรัฐบาลกับ นปช.แต่สถานการณ์ไม่ได้ดีขึ้น เพราะฝ่ายรัฐบาลได้ริเริ่มใช้คำว่า “ผู้ก่อการร้าย” และแถลงโต้ว่าทหารไม่ได้ทาร้ายประชาชน แต่ในฝ่าย นปช. ยืนยันว่าการเสียชีวิตของกลุ่มผู้ชุมนุมเป็นผลจากปฏิบัติการทางทหารของ รัฐบาล ระหว่างนั้นก็ได้เกิดเหตุการณ์รุนแรงเป็นระยะ เช่น การยิงระเบิด M79 ถล่มสีลมและศาลาแดงในวันที่ 22 เมษายน ขณะที่มีกลุ่มเสื้อหลากสีมาชุมนุมยังผลให้นางธัญนันท์ แถบทองเสียชีวิต และผู้บาดเจ็บกว่า 70 คน เมื่อกลุ่ม นปช. ได้เจรจากับนายกอร์ปศักดิ ์ สภาวสุ ตัวแทนฝ่ายรัฐบาลโดยยื่นข้อเสนอให้ยุบสภาภายใน 30 วัน (23 เมษายน 2553) แต่นายอภิสิทธิป์ ฏิเสธไม่ยอมรับเงื่อนไข ส่งผลให้ความตึงเครียดกลับมาอีก

หลังจากการรัฐบาลปฎิเสธเงื่อนไขของ นปช. กลุ่ม นปช.เร่ิมปรับวิธีการในการต่อสู้โดยประกาศให้เลิกมวลชนเลิกใส่เสื้อแดง และเริ่มเกิดความเคลื่อนไหวของกลุ่ม นปช.ในต่างจังหวัดทั้งการปิดถนนพหลโยธิน และยึดรถตารวจไว้นับสิบคันที่จังหวัดปทุมธานี รวมถึง นปช.ในจังหวัดอื่นๆ ก็รวมตัวกันเพื่อปิดเส้นทางที่คาดว่ารัฐจะใช้เป็นเส้นทางลำเลียงทหารที่จะ เข้ามาในกรุงเทพ

หลังจากเกิดการชุมนุมประท้วงหลายจดุในต่างจังหวัด มีการสลายการชุมนุมกลุ่ม นปช.ที่ปิดถนนพหลโยธิน จังหวัดปทุมธานีและจับกุมผู้ร่วมชุมนุมไปจา นวนหนึ่ง ศอฉ. ได้ประกาศให้จัดการสลายการชุมนุมในทุกพื้นที่ที่มีการปิดถนน ในวันที่ 26 เมษายนวันที่ 28 เมษายน เกิดการปะทะกันระหว่าง นปช.ที่นาโดยนายขวัญชัย ไพรพนา และเจ้าหน้าที่ตารวจ-ทหาร บริเวณถนนวิภาวดีหน้า อนุสรณ์สถานดอนเมืองกลางสายฝน มีทหาร
เสียชีวิต 1 ราย และผู้บาดเจ็บจานวนมาก

วัน ที่ 29 เมษายน กลุ่ม นปช.ที่ถูกจับในกรณีปะทะกันหน้าอนุสรณ์สถานฯ บริเวณดอนเมือง ศาลตัดสินจาคุก 1 เดือน โดยไม่รอลงอาญา ส่วนกลุ่มกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ยื่นหนังสือให้หน่วยทหาร ในพื้นที่ในต่างจังหวัดให้มีการจัดการกับกลุ่ม นปช.ในวันเดียวกันก็มีการยกระดับความตึงเครียดเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อ นายพายัพ ปั้นเกตุ ได้นาการ์ด นปช.200 คน บุกค้นโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เนื่องจากมีข่าวลือว่ามีทหารซุ่มอยู่ในโรงพยาบาล ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

วันที่ 3 พฤษภาคม นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ ์เวชชาชีวะได้แถลงในรายการเชื่อมัน่ ประเทศไทยถึงแผนปรองดองที่เสนอโดยรัฐบาล โดยชี้แจงว่าถ้าสถานการณ์ทางการเมืองสงบลงก็จะมีการยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ ภายในวันที่ 14 พฤศจิกายนนี้ และมีการจัดตั้งกรรมการอิสระสอบสวนเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน, 22 เมษายน และ 28 เมษายน

การตัดสินใจของรัฐบาล ผ่าน ศอฉ. ในห้วงวิกฤต
นับแต่การเข้าจัดการกลุ่ม นปช. ที่สถานีไทยคม ศอฉ. ประกาศใช้มาตรการ 7 ข้อ จากเบาไปหนัก9 กฎการใช้กาลัง 7 ข้อ ได้แก่

1.การชี้แจงทำความเข้าใจ
2. แสดงกาลังให้เห็นว่า เจ้าหน้าที่มีความพร้อม
3. ผลักดันด้วยโล่
4. การใช้น้ำฉีด
5. ใช้เครื่องขยายเสียง
6. แก๊สน้าตา กระบอง
7. กระสุนยางที่ยิงจากปืนลูกซอง

แต่ เป็นที่น่าสังเกตว่าแทบจะไม่ปรากฏชัดว่าเจ้าหน้าที่รัฐได้ดาเนินการตาม มาตรการดังกล่าว ซึ่งในแต่ละขั้นตอน โฆษก ศอฉ. ชี้แจงว่าจะพยายามให้ผู้ชุมนุมได้รับทราบความจำเป็นที่จะใช้กฎการใช้กาลัง ทัง้ 7 ข้อก่อน
ความเข้าใจสถานการณ์ในวันที่ 13 พฤษภาคม จึงนับเป็นรอยต่อที่สาคัญของการยกระดับสู่ความรุนแรงที่มากขึ้น เพราะจากความตึงเครียดของทั้งฝ่าย นปช. และฝ่ายรัฐบาลทำให้ นปช. เกรงว่าเจ้าหน้าที่รัฐจะเอนเอียงเข้าทางรัฐบาล โดยเฉพาะกรณีการกดดันให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณเข้ามอบตัวต่อตารวจในฐานะผู้ต้องหา แต่นายสุเทพกลับ “เลือก” มอบตัวต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษและไปในฐานะรองนายกรัฐมนตรี จึงทาให้มวลชนฝ่าย นปช. ไม่พอใจอย่างยงิ่

เป็นที่น่าสังเกตว่า ศอฉ. เริ่มกดดันฝ่าย นปช. กลับ โดยแถลงมาตรการกระชับวงล้อมโดยโฆษก ศอฉ. พ.อ. สรรเสริญ แก้วกาเนิด กล่าวว่าไม่สามารถเปิดเผยจานวนเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติการในการกระชับวงล้อม ได้ และกล่าวต่อไปว่า ศอฉ. มั่นใจว่ามีกลุ่มผู้ก่อการร้ายอยู่ในที่ชุมนุมและมีอาวุธร้ายแรง หากผู้ก่อการร้ายยิงอาวุธสงครามเข้ามาปะทะกับเจ้าหน้าที่ก็จำเป็นต้องใช้ อาวุธกระสุนจริงยิงสกัดใน 3 กรณี คือ 1. ยิงเพื่อข่มขวัญ ขึ้นฟ้า 2.ยิงป้องกันชีวิต และ 3. ยิงไปยังบุคคลที่มีอาวุธในมือ การประกาศของโฆษก ศอฉ. เป็นช่วงที่น่าสนใจ เพราะเกิดขึ้นก่อน พล.ต. ขัตติยะ สวัสดิผลจะถูกลอบสังหารเพียง 7 ชัว่ โมงเศษเท่านั้น ประกาศดังกล่าวจึงเป็นสัญญาณรอการขับเคลื่อนเมื่อพล.ต. ขัตติยะ สวัสดิผล ถูกลอบสังหารในเวลาประมาณ 19.00 น. และมีความตึงเครียดในกลุ่ม นปช. มากขึ้น และเริ่มมีการยิงพลุจากฝั่ง นปช. และมีเสียงระเบิด M79 เป็นระยะในเวลา 21.30 น. จึงเริ่มมีการใช้ลูกแก้ว หัวน๊อต ยิงไปยังฝ่ายทหาร ซึ่งทหารได้ใช้วิธีการยิงปืนขึ้นฟ้ าเพื่อข่มขวัญ และยิงกระสุนยางใส่ผู้ชุมนุม การปะทะยกระดับความรุนแรงขึ้น จนนายชาติชาย ชาเหลาถูกยิงเสียชีวิตเมื่อเวลาประมาณ 23.00 น. และมีผู้บาดเจ็บจานวนหนึ่งจนทวีความรุนแรงขึ้นโดยลา ดับ จนถึงวันที่ 19 พฤษภาคม


ข้อสังเกตในตัดสินใจและปฏิบัติการของ ศอฉ. ระหว่าง 13-19 พฤษภาคม 2553

1. ในระหว่างการชุมนุมมีการสร้างภาพความขัดแย้งระหว่างทหารกับ นปช. โดยเฉพาะกองกาลังพล ร.2 รอ. ที่มีฉายาบูรพาพยัคฆ์กับฝ่าย นปช. ถึงกับมีการบ่งชี้ว่าเป็น “โจทก์เก่า” ส่งผลต่อการตั้งคาถามต่อความรอบคอบเหมาะสมในการตัดสินใจของรัฐบาลและ ศอฉ. ว่ามีทางเลือกที่จะใช้กาลังหน่วยอื่น เช่น หน่วยอรินทราชเพื่อดาเนินการกับชายชุดดา หรือหน่วยปราบจราจลเพื่อดาเนินการกับผู้ชุมนุมทั่วไป นอกจากหน่วย พล ร.2 รอ. หรือไม่ เพราะขณะปฏิบัติการจะเห็นภาพการใช้รถสายพานหุ้มเกราะในวันที่ 19 ทั้ง ๆ ที่ฝ่ายทหารควบคุมพื้นที่ได้ตัง้แต่กลางดึกของวันที่ 18 พฤษภาคม เป็นต้น

2. ผลสืบเนื่องจากข้อ 1 ทาให้เกิดคาถามตามหลักสากล การกาหนดยุทธวิธีในการเข้าปะทะ (Rule of Engagement) จะต้องไม่ใช้หน่วยทหารที่ถึงขัน้ ละลายจากการปะทะครัง้ ก่อนหน้าหรืออาจมีอารมณ์ในการปะทะกับฝูงชนหรือประชาชน ซึ่งมีความโกรธแค้นอยู่เป็นทุนเดิม การเลือกใช้กาลังทหารที่มีการเผชิญหน้ากับ นปช. อย่างต่อเนื่อง สร้างความอ่อนล้า เหน็ดเหนื่อยแก่กำลังพลจะส่งผลต่อวิธีการปฏิบัติการและปฏิกิริยาสนองตอบต่อ ประชาชนพลเมืองต่างไปจากหน่วยทหารที่ได้รับการ “พักหรือเว้นวรรค” จากการปฏิบัติหน้าที่ในสนาม ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตารวจซึ่งมีการผัด เปลี่ยนหมุนเวียนตามหน่วยต่างๆ สะท้อนให้เห็นความผิดพลาดของรัฐบาลและ ศอฉ. ในการตัดสินใจเลือกใช้กาลังพลที่มีอารมณ์โกรธเกรี้ยวฉุนเฉียวกับประชาชน จนส่งผลให้เกิดอคติอย่างรุนแรง และปฏิบัติต่อประชาชนอย่างรุนแรงโดยลำดับ

สิ่ง เหล่านี้น่าจะป้องกันบรรเทาได้ด้วยการใช้หน่วยทหารที่มีความชานาญเฉพาะ เช่น หน่วยปฏิบัติการจิตวิทยาทหาร หรือกลุ่มทหารพัฒนามากกว่าจะใช้หน่วยรบ ขณะเดียวกันปัญหาในการบังคับบัญชากองทัพก็เป็นเรื่องน่าสังเกตว่าสายการ บังคับบัญชาในระหว่างก่อนเกิดเหตุการณ์เดือนพฤษภาคมมีความยืดหยุ่นน้อยกว่า บทบาทของกองทัพในเดือนเมษายนที่กดดันให้รัฐบาลต้องเจรจามากกว่าจะใช้กาลัง ทหารคำถามสำคัญจึงอยู่ที่ระบบการตัดสินใจและสายการบังคับบัญชาว่ารัฐบาล กองทัพ และ ศอฉ. ใช้หน่วยทหารกลุ่มเดียวกัน นับตั้งแต่ เมษายน 2552, เมษายน 2553 และ พฤษภาคม 2553 สะท้อนการตัดสินใจแบบใด และเป็นการตัดสินใจที่แบบที่เล็งผลชนะเบ็ดเสร็จเด็ดขาดหรือหวังผลให้เกิด ความสูญเสียน้อยที่สุด หรือไม่ ทั้งนี้มีแรงกดดันใดจากภายนอกโครงสร้างรัฐหรือไม่ สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาในระยะยาวที่สังคมไทยจะต้องขบคิดทบทวนปฏิบัติการของ รัฐต่อประชาชนหรือไม่

3. การเคลื่อนกำลัง ในการเคลื่อนกาลังของกองทัพใช้รถสายพานและรถบรรทุกส่วนหนึ่งในการเคลื่อนกา ลังรถสายพานดัดแปลงเพื่อสลายการชุมนุมเป็นทัง้ ข้อดีและข้อเสีย ดังที่ปรากฏในวันที่ 10 เมษายน ว่าการใช้รถสายพานลาเลียงน่าจะก่อให้เกิดผลทางจิตวิทยาในการข่มขวัญฝ่ายผู้ ชุมนุมและช่วยป้องกันนายทหารภาคสนามได้ แต่หลังจากวันที่ 10 เมษายนยุทธวิธีนี้น่าจะข่มขวัญได้และสร้างความโกรธแค้นมากกว่า

ในการ ใช้รถบรรทุกพบว่ามีความเสี่ยงต่อสวัสดิภาพของทหาร เนื่องจากผู้ชุมนุมกระจายตัวไปตามจุดต่างๆ และมีปฏิกิริยาโกรธแค้นต่อการปฏิบัติการทางทหาร ดังจะเห็นจากการเข้าขวาง ทุบรถ ยึด ทำลาย หรือใส่ทรายลงในถังน้ามัน เป็นต้น ในบางกรณีมีการส่งตัวทหารขึ้นรถแท็กซี่ แต่ในบางกรณีทหารถูกทำร้ายจนต้องมีการกันตัวออกไปโดยเร็ว

4. การสื่อสารสั่งการตามสายการบังคับบัญชาในปฏิบัติการทางทหารที่ใช้กาลังกว่า ห้าหมื่นนาย ได้ใช้วิธีการสื่อสารใดในระหว่างปฏิบัติการ ไม่ว่าจะเป็นจดหมาย หนังสือราชการ สั่งการทางวิทยุ โทรศัพท์มีการสอบทวนคาสั่งที่ถูกต้องหรือไม่ โดยเฉพาะจากการที่โฆษก ศอฉ.ออกมาชี้แจงว่าจะยึดมาตรการ 7 ข้อ จากเบาไปหาหนักนั้น ได้มีการเน้นย้า และปฏิบัติจริง เพียงไร

ภาพรถจักรยานยนต์ที่ล้มลงพร้อมการเสียชีวิต ของพลทหารณรงค์ฤทธิ ์ สาระในวันที่ 28 เมษายน 2553 น่าจะเป็นบทเรียนสาคัญในการจัดการสื่อสารของกองทัพได้ไม่มากก็น้อย และได้แก้ไขปัญหานี้ก่อนจะเข้าขัดการกับ นปช. ในเดือนพฤษภาคม อย่างไร ในบางกรณีก็ยังเป็นปริศนา เช่น บุคลากรของกองทัพอากาศ 2 นาย ขับขี่รถยนต์กระบะเข้าพื้นที่ในวันที่ 17 พฤษภาคมและถูกยิงบริเวณ ทาให้ จ.อ.อ. พงศ์ชลิต พิทยานนท
กาญจน์ เสียชีวิต เป็นต้น

5. ในทางยุทธวิธีว่าทหารได้รับคาสั่งให้ดาเนินการกับ นปช. และผู้ชุมนุมอย่างไร มีมาตรการแยกแยะผู้ชุมนุม ออกจากประชาชนทัว่ ไปและกลุ่มก่อการร้ายหรือไม่ ทาง ศอฉ. ได้จัดทำแผนใดรับรองหรือไม่ ดังเช่น การดำ เนินการกับพระภิกษุที่เข้าร่วมและสังเกตการชุมนุมได้ดำเนินการโดยละมุนละ มอ่มอย่างไร การปฏิบัติต่อเยาวชนและสตรี ได้กากับแนวทางการปฏิบัติต่อผู้ชุมนุมต่อผู้ปฏิบัติงานสนามโดยยึดหลักสิทธิ มนุษยชนและกฎหมายหรือไม่

6. ปฏิบัติการของ ศอฉ. เน้นการใช้วิธีการใช้ปืนยิงขึ้นฟ้าเพื่อข่มขวัญ เช่น การยิงปืนขึ้นฟ้าถูกใช้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม เวลา 0.10 น. ซึ่งเป็นเวลากลางดึก จากนั้นก็ใช้วิธีการยิงกระสุนยางในตอนเช้าเวลา 7.00 น. เพื่อเปิดทางให้ทหารเข้าพื้นที่ควบคุม จากนั้นมีการใช้กระสุนยางยิงเปิดทางในเวลาประมาณ 12.00 น. แต่ก็มีการยิงปืนขึ้นฟ้าเพื่อข่มขวัญอีกในเวลา 12.30 น.มีการใช้แก๊สน้าตาและยิงปืนข่มขู่ควบคู่กัน จนกระทั่งมีการปะทะกันระหว่างทหารกับกลุ่มกองกาลังในสวนลุมพินีมีการปะทะกัน ด้วยกระสุนจริงในช่วงเวลา 12.30-13.30 น. ส่วนการ์ด นปช. ในย่านถนนพระราม 4 ได้จา กัดการตอบโต้เพียงประทัดยักษ์และพลุบัง้ ไฟ ในเวลาต่อมามีการปะทะกันระหว่างทหารกับการ์ด นปช. ที่ยิงน็อต หินและลูกแก้วพลุตะไล ขณะที่ทหารเลือกใช้กระสุนยางตอบโต้ การปะทะดาเนินไปจนถึงเวลา 14.00 น. จึงพบผู้เสียชีวิตศพแรกบริเวณริมบึงในสวน ลุมพินี

ความรุนแรงจึงถูก ยกระดับขึ้นด้วยอารมณ์ของกลุ่มผู้ชุมนุมและทหารที่ปฏิบัติการ เช่น ที่แยกราชปรารภ เวลา 20.45 ผู้ชุมนุมด่าทอยัว่ ยุทหาร แต่ทหารยิงปืนขึ้นฟ้าตอบโต้ ผลก็คือมีผู้ชุมนุมถูกกระสุนปริศนายิงเข้าลา คอ ตัดเส้นเลือดใหญ่

ขณะที่ทางแยกมักกะสัน ทหารใช้วิธีเรียงแถวหน้ากระดานกดดันโดยใช้ปืนยิงขึ้นฟ้าและใช้กระสุนยางยิง ไปยังกลุ่มผู้ชุมนุม ความสับสนระหว่างการชุมนุมและการจัดการฝูงชนของ ศอฉ. มีข้อสังเกตที่น่าสนใจก็คือ ภายหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬใน พ.ศ. 2535 นั้น น่าจะเป็นบทเรียนที่ถูกนามาพิจารณาก่อนใช้กาลังทหารจัดการฝูงชน เมื่อทหารไม่สามารถใช้วิธีกดดันโดยเรมิ่ จากการเข้าแถวเรียงหน้ากระดาน แล้วยิงกระสุนยางข่มขวัญ แต่ในที่สุดก็เปลี่ยนมาใช้กระสุนจริง การดาเนินการเช่นนี้จึงน่าจะขึ้นกับผู้บังคับบัญชาภาคสนามในการตัดสินใจ

กรณี พฤษภาทมิฬใน พ.ศ. 2535 รัฐบาลเริ่มใช้กาลัง “กระชับวงล้อม” ตั้งแต่เวลา03.00 น. ในวันที่ 18 พฤษภาคม บางส่วนไปจัดการที่ถนนราชดาเนินโดยใช้กาลัง 1 กองพัน “เรียงหน้ากระดานไปหากลุ่มม็อบที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และเรมิ่ เปิดฉากยิงเป็นชุดๆ โดยยิงเฉียงขึ้นฟ้า”11 ปฏิบัติการดังกล่าวไม่สามารถระงับฝูงชนที่โกรธแค้นได้และนามาซึ่งความรุนแรง ในการปะทะกัน ตลอดจนอารมณ์ความรู้สึกของทหารที่ปฏิบัติการ ดังจะเห็นได้จากการปฏิบัติต่อประชาชนและคณะแพทย์ในโรงแรมรัตนโกสินทร์เป็น ภาพที่หลายคนน่าจะยังจดจาได้เป็นอย่างดี

ที่ สาคัญคือเหตุใดทั้ง ศอฉ. และรัฐบาลนายอภิสิทธิ ์ (หรือนายอภิสิทธิซึ่งเป็นผู้รู้เห็นในกรณีพฤษภาคม 2535 โดยตรง) จึงไม่มีการทบทวนบทเรียนจากเดือนพฤษภาคม 2535 ว่าการใช้วิธีดังกล่าวจะนำไปสู่ความรุนแรงในที่สุด เพราะการยิงขึ้นฟ้าข่มขวัญด้วยกระสุนจริงก็เสี่ยงต่อความบาดเจ็บล้มตาย เมื่อกระสุนตกจากท้องฟ้าก็สามารถสร้างอันตรายถึงชีวิตในระดับเดียวกับการประ ทับเล็งยิงไปข้างหน้า

7. เมื่อรัฐใช้ทหารเข้าจัดการชุมนุมของพลเรือน เครื่องบ่งชี้ความรุนแรงอีกประการหนึ่งได้แก่การใช้กระสุนรบกับประชาชน หลังจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนายอภิสิทธิ ์มีการเปิดเผยจานวนกระสุนที่ถูกเบิกจ่ายและใช้ไปในระหว่างการจัดการ เหตุการณ์เดือนพฤษภาคม2553 ยอดเบิกจ่ายกระสุนปืน ตั้งแต่ 11 มีนาคม-19 พฤษภาคม 2553 น่าสะเทือนใจเพราะพล.อ.ดาว์พงษ์ ถึงกับอุทานว่า "ตัวเลขเป๊ะๆ" นั้น หลุดออกมาได้อย่างไร…”

ตาม รายงานการใช้กระสุนปืนและ เครื่องระเบิด (สป.5) ของกรมสรรพาวุธ ทบ. ระบุว่ามีการเบิกกระสุนปืนลูกซองขนาด 12 เกจ เบอร์ 00 ไปทัง้ หมดรวม 350,000 นัด แต่ส่งคืนคลังแค่ 301,271 นัด กระสุนปืนเล็กยาว ขนาด 5.56 ม.ม. เอ็ม 193 ที่ใช้กับปืนเอ็ม-16 เอ 1 จา นวน 20,000 นัด แต่คืนคลัง 17,260 นัด
กระสุนปืนเล็กยาว 5.56 เอ็ม 855 หรือที่เรียกกันว่า "กระสุนหัวสีเขียว" ที่ใช้กับปืนเอ็ม-16 เอ 2 จา นวน 150,000 นัด แต่ส่งคืนคลัง 105,268 นัด กระสุนปืนเล็กยาวซ้อมรบ 5.56 หรือกระสุนแบลงค์ 10,000 นัด คืนมาแค่ 3,380 นัด กระสุนปืนเล็กยาวแบบเจาะเกราะ 85,000 นัด ส่งคืน 5,500 นัด กระสุนปืนเล็กยาว 7.62 แมตช์ เอ็ม.852 ที่ใช้กับปืนเอ็ม-60 จา นวน 2,000 นัด ส่งคืน 860 นัด และ กระสุนปืนเล็กยาว 88 ราง
8 นัด จานวน 50,000 นัด ส่งคืน 45,158 นัด

กระสุน ปืนซุ่มยิง (สไนเปอร์) แบบ SG 3,000 ขนาด 7.62 ม.ม. ที่มีการเบิกไปถึง 3,000 นัด แต่มีการนามาคืนคลัง 480 นัด ในรายงานของหนังสือพิมพ์มติชนถึงกับระบุว่าข้อมูลดังกล่าว “...สะท้อนว่าทหารได้ลัน่
กระสุนสไนเปอร์ไปมากกว่า 2,000 นัด…”

8. การตั้งเขตยิงกระสุนจริง ในเขตราชปรารภ และซอยรางนำ้เป็นการสร้างข้อกังขาให้แก่ผู้ได้พบเห็นมาก เพราะเป็นจุดที่มีการเสียชีวิตมากที่สุดจุดหนึ่ง ผู้ได้รับผลกระทบทัง้ จากผู้ชุมนุมและประชาชน เยาวชน จนถึงประชาชนที่พักอาศัยในย่านดังกล่าวเขตยิงกระสุนจริงถูกประกาศในเวลา 11.00 น. ของวันที่ 15 พฤษภาคม ที่ถนนราชปรารภตัดกับแยกดินแดง แต่เพียงไม่นานก็ถูกถอด เปลี่ยนเป็นป้าย “บริเวณนี้ใช้เครื่องมือปราบจราจล” ในเวลา 16.20 น. ของวันที่ 16 พฤษภาคม 2553 รวมเวลาที่ใช้กระสุนจริงอย่างน้อย 29 .20 ชัว่ โมง หรือหน่งึ วันกับ 5.20 ชัว่ โมง

ตามรายงานของ คมชัดลึกระบุว่าประมาณ 11.00 น. มีการระดมยิง M79 มาอย่างต่อเนื่อง แต่ในระหว่างการประกาศพื้นที่ยิงกระสุนจริงนั้นมีความตึงเครียดมาก เพราะการปะทะดา เนินไปอย่างต่อเนื่อง ไม่สามารถลาเลียงผู้บาดเจ็บได้ มีการตอบโต้จากผู้ชุมนุมโดยการเผาตู้โทรศัพท์ทา ให้เกิดไฟลุกลามไปอาคารใกล้เคียง จากนั้นจึงยึดรถน้าเพื่อขวางถนนอย่างไรก็ดี มีรายงานว่าทหารสามารถยึดพื้นที่ ถ. ราชปรารภได้ตั้งแต่เวลา 14.00 น. ของวันที่ 15 พฤษภาคม แต่การปะทะยังคงดาเนินไปอย่างต่อเนื่อง มีรายงานว่ามีการระดมยิง
จากตึกสูงจากกลุ่มบุคคลไม่ทราบฝ่าย วันที่ 15 พฤษภาคม ยังมีการตั้งเขตยิงกระสุนจริงยังขยายไปถึงบริเวณแยกพระราม 4 บ่อนไก่ และหน้าสนามมวยลุมพินีที่มีรายงานว่าทหารติดตั้งป้าย “เขตใช้กระสุนจริง” ในเวลา
18.05 น. และแจกจ่ายอาวุธ M16 ให้แก่ทหาร

เป็น ที่น่าสังเกตว่าปฏิบัติการตั้งเขตยิงกระสุนจริงนั้นเป็นไปตามคาแถลงเรื่อง มาตรการ 7 ข้อ ของ ศอฉ. หรือไม่? หรือมีคาสั่งในรูปอื่นใดที่อนุญาตให้ทหารปฏิบัติการยกระดับความรุนแรงเป็น การใช้กระสุนจริง ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ต้องรอตรวจสอบจากทหารปฏิบัติการจริงทั้ง สัญญาบัตรและประทวนในพื้นที่ มิใช่ทหารฝ่ายธุรการที่ส่งมาให้ปากคา แก่สังคม

9. การจัดการหน่วยกู้ชีพ ความสูญเสียอาจลดได้มาก หากรัฐบาลได้จัดเตรียมกาลังและประสานงานกับหน่วยกู้ชีพ เว้นแต่มีความต้องการกำจัดผู้ชุมนุมอย่างเด็ดขาด นับแต่วันที่ 14 พฤษภาคม เวลาประมาณ 18.30 น. หน่วยกู้ชีพทุกหน่วยถูกสั่งให้ถอนกาลังออกจากพื้นที่ ผู้ชุมนุมรับภาระในการนาผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลเอง, ในวันที่ 15 พฤษภาคม เวลา 16.50 น.รถกู้ชีพไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้ เพราะถูกทหารยิงสกัดเอาไว้ มีเพียงคันเดียวที่เข้าไปรับคนเจ็บ ได้ในวันน้นั กล่าวได้ว่าเป็นวิกฤตการณ์ของหน่วยกู้ชีพ เพราะมีอาสาสมัครคือนายมานะ แสนประเสริฐศรี ถูกยิงเสียชีวิตที่ซอยงามดูพลีขณะที่นารถไปรับศพที่โรงพยาบาลเลิดสิน ทั้งๆ ที่
เป็นเวลากลางวันประมาณ 17.05 น. มีแสงสว่างชัดเจนพอที่จะแยกแยะได้

10. การเจรจาเพื่อลดระดับความขัดแย้งให้เข้าสู่ภาวะปกติ ความพยายามในการเจรจาของฝ่ายรัฐบาลขึ้นกับบทบาทของนายอภิสิทธิ ์ เวชชาชีวะและนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในขณะที่แกนนา นปช. มีบทบาทสา คัญในการเจรจาตัง้ แต่วันที่ 28 มีนาคม และเมื่อการเจรจาล้มเหลวจะเห็นได้ว่ามีความพยายามของกลุ่มอื่น เช่น ฝ่ายวุฒิสภาที่เสนอตัวเข้ามาร่วมคลี่คลายวิกฤต ในวันที่ 17 พฤษภาคม เวลา 15.20 น. พล.ต.ท. ยุทธนา ไทยภักดี นาคณะมายื่นหนังสือเพื่อเสนอทางออก โดยกลุ่มส.ว. ได้ประชุมมีข้อเสนอยุติหาทางออกให้กับบ้านเมือง คือ
1. ขอให้รัฐบาลยุติการใช้กาลังสลายการชุมนุม 2. ขอให้กลุ่ม นปช. หยุดโต้ตอบการใช้ความรุนแรงและ 3. ขอให้ทั้งสองฝ่ายหันหน้าเข้าเจรจาเพื่อแก้ไขสถานการณ์ ทางวุฒิสภาพร้อมเป็นตัวกลางซึ่งกลุ่มสว. ยืนยันว่ายื่นข้อเสนอกับทางรัฐบาล และรัฐบาลพร้อมเจรจา แต่ที่ผ่านมาการเจรจามีปัญหา เพราะนปช. มีการเปลี่ยนแปลงข้อเจรจาตลอดเวลา กระทั ่ งวันที่ 18 พฤษภาคม เวลา 19.10 น. คณะตัวแทน 64 ส.ว. ประกอบด้วย พล.อ. เลิศรัตน์ รัตนวานิช พล.ต.ท. ยุทธนา ไทยภักดี นางนฤมล ศิริวัฒน์ นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ และนายสิงห์ชัย ทุ่งทอง ได้เข้าหารือกับแกนนา นปช. เพื่อยื่นข้อเสนอในการเจรจาปรองดองกับรัฐบาล พล.อ.เลิศรัตน์ แถลงว่า กลุ่มสว. มีความห่วงใยในสถานการณ์บ้านเมืองจึงมีมติมาช่วยคลี่คลายสถานการณ์บ้านเมือง มีการส่งตัวแทนเพื่อเข้ายื่นข้อเสนอต่อนายกฯ และมาประชุมกับแกนนา นปช. ซึ่งได้รับข้อสรุปว่าแกนนา นปช.เห็นชอบข้อเสนอของส.ว. ที่จะให้ประธานวุฒิสภาเป็นทูตประสานการเจรจา โดยจะให้มีการหยุดยิงทั่วกทม. ทั้งบ่อนไก่ ราชปรารภและศาลาแดง ทั้งนี้แกนนา นปช. ยังเรียกร้องผ่านประธานวุฒิสภา ให้เจ้าหน้าที่เลิกใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุมทุกกรณี ที่เกิดความรุนแรงตลอด 5 วัน เป็นมาตรการที่ไม่เหมาะสม และทาให้เกิดความรุนแรงโดยไม่เจตนา ในฐานะที่เป็นทหาร เชื่อว่าทหารไม่มีใครอยากฆ่าประชาชนคนไทยด้วยกัน และให้มีการยุติการใช้อาวุธและความรุนแรง

อย่างไรก็ดี ไม่มีคาตอบจากฝ่ายรัฐบาลจนวินาทีสุดท้ายที่เข้าสลายการชุมนุม ส่งผลให้ผู้ชุมนุมเสียชีวิตและบาดเจ็บ รวมทั้งกรณี 6 ศพวัดปทุมวนารามอีกด้วยข้อเสนออื่นๆ

11. การละเลยรายละเอียดเล็กๆ แต่สาคัญในเทคนิคการเจรจาแบบสันติวิธี เช่น การจัดโต๊ะเจรจาระหว่างรัฐบาลกับแกนนา นปช. เป็นจัดโต๊ะแบบประจันหน้า ที่กาหนดลำดับชั้น อาวุโส และการเป็นคู่ตรงกันข้าม น่าเสียดายว่าทีมสันติวิธีที่เป็นคนกลางน่าจะพิจารณาจัดโต๊ะแบบกลมเพื่อ เลี่ยงความรู้สึกประจันหน้าระหว่างศัตรู นอกจากนี้ เราจะเห็นได้ว่าในช่วงท้ายๆ ของการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ได้มีความพยายามของสมาชิกวุฒิสภาจานวนหนึ่ง พยายามเสนอตัวเข้ามาไกล่เกลี่ย แต่ทาง ศอฉ. ไม่สนองตอบแต่อย่างใด ยังคงรุกคืบเข้ากระชับพื้นที่ ถึงแม้ว่าจานวนผู้บาดเจ็บล้มตายยังเพมิ่ ขึ้นอย่างต่อเน่อื ง ซึ่งมาถึงตอนนี้อาจเป็นเรื่องไร้เดียงสาที่จะกล่าวว่ากระบวนการสันติวิธีใน สังคมไทยล้มเหลวโดยสิ้นเชิง

ข้อสังเกตทั้ง 11 ข้อ เป็นเพียงข้อสังเกตเบื้องต้นเพื่อคลี่คลายปัญหาการใช้ความรุนแรงแก้ไขปัญหา ความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งบทเรียนน้ีจะได้ขยายการศึกษาในระยะยาวต่อไปข้อสังเกตว่าด้วยผู้ชุมนุม ที่บาดเจ็บและเสียชีวิต

1. กลุ่มผู้บาดเจ็บ
เอกสาร ที่ได้จากสถานพยาบาล ได้มีสถิติคนเจ็บระหว่างวันที่ 13-19 พฤษภาคม พบว่ามีคนจ็บที่ถูกบันทึกเอาไว้จานวน 582 ราย เวลาที่ผู้บาดเจ็บถูกนาส่งโรงพยาบาลเป็นเวลาระหว่าง 12.00-18.00 น. เป็นช่วงเวลาที่มีผู้บาดเจ็บมากที่สุดถึงร้อยละ 30 เป็นที่น่าสังเกตว่าเป็นเวลากลางวันที่ผู้บาดเจ็บน่าจะเป็น “เป้าหมาย” ที่ชัดเจนและผู้ยิงหรือสัง่ การยิงมาสมารถ “เห็น” ได้เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่มีแสงแดดปกติ รองลงมาคือกลุ่มที่ถูกยิงระหว่างหลังเที่ยงคืนถึง 6 โมงเช้ากว่าร้อยละ 16 แต่กลุ่มผู้บาดเจ็บที่มากที่สุดไม่สามารถระบุเวลาแห่งอาการบาดเจ็บได้ถึง ร้อยละ 41

ในกลุ่มผู้บาดเจ็บเป็นพลเรือนถึงร้อยละ 90.2 ขณะที่เป็นเจ้าหน้าที่ทหารตารวจร้อยละ 7.04
กลุ่มผู้บาดเจ็บเป็นชายมากที่สุดคือร้อยละ 93.99 และเพศหญิงร้อยละ 5.84

ในการบาดเจ็บที่ระบุอาการได้ พบว่า ถูกกระสุนร้อยละ 45.36 สามารถจาแนกเป็น
บาดแผลที่ศีรษะร้อยละ 9.59 คอร้อยละ 2.24 ลาตัวร้อยละ 27.4 ช่วงแขนร้อยละ 22.26 ขาร้อยละ 28.77

2. กลุ่มผู้เสียชีวิตซึ่งนับเฉพาะบริเวณบ่อนไก่พระราม 4 ร้อยละ 20 สีลม (ศาลาแดง สวนลุมพินี และราชดำริ) ร้อยละ 22 รางน้าดินแดงร้อยละ 30 ราชปรารภและซอยหมอเหล็งร้อยละ 7

รวมยอดผู้เสียชีวิตในเขตดังกล่าว ระหว่าง 13-19 พฤษภาคมมีจานวน 55 ราย กลุ่มใหญ่ที่สุดคืออายุวัยฉกรรจ์จนถึงวัยกลางคน คือระหว่าง 20-49 ปี ในกลุ่มนี้เป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระ (รับจ้าง แท็กซี่ อาสาสมัครและค้าขาย) กว่าร้อยละ 61 เป็นทหารร้อยละ 6 ภูมิลาเนาของผู้เสียชีวิตมาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือร้อยละ 42 รองลงมาคือ กรุงเทพมหานครร้อยละ 35 ไม่สามารถระบุได้ร้อยละ 15

ตำแหน่ง บาดแผลที่มีนัยสาคัญต่อการเสียชีวิต พบว่าร้อนละ 36 เป็นบาดแผลที่ศีรษะ ช่วงอกร้อยละ 27 ช่วงลาตัวร้อยละ 12 ลาคอร้อยละ 11 สาเหตุของการเสียชีวิตได้แก่อาวุธปืนถึงร้อยละ 78 ร้อยละ 9 เสียชีวิตจากการติดเชื้อในกระแสโลหิต

มี ข้อสังเกตว่าอัตราส่วนของผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตส่วนใหญ่บาดเจ็บจากกระสุน ปืน และน่าจะพิจารณาประกอบกับการปฏิบัติการของ ศอฉ. ว่าเป็นไปด้วยความละมุนละม่อมหรือไม่อย่างไร เพราะสัญญาณของความรุนแรงที่มากขึ้นน่าจะสัมพันธ์โดยตรงกับการห้ามรถกู้ชีพ เข้าพื้นที่และมีเจ้าหน้าที่กู้ชีพถูกสังหาร

. . .


สำหรับเนื้อหาและรายละเอียดต่างๆ สามารถตามอ่านได้ในรายงานฉบับเต็ม .

ข้อเท็จจริงเบื้องต้นเกี่ยวกับเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมือง ระหว่างวันที่ 13-20 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

รายงานด้วยภาพ "1 ปี พฤษภา 53 กับร่องรอยที่ยังหลงเหลือ?"

ที่มา Thai E-News

18 พฤษภาคม 2554

ร่อง รอยกระสุนจากการสังหารประชาชนอย่างป่าเถื่อนเมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 ถูกบันทึก ตีกใหม่ถูกสร้างแทน ตัวหนังสือ "ที่นี่มีคนตาย" ถูกเขียนขึ้นในทุกที่ เพื่อตอกย้ำว่า เมื่อยังไม่มีความยุติธรรม เราก็ยังปรองดองกันไม่ได้

ไทย อีนิวส์ขอนำบทรายงานด้วยภาพของคุณเสกสรร ที่ใช้ภาพช่วยเตือนความจำพวกเราว่า หนึ่งปีผ่านไปแล้ว อย่าให้ความตายของผู้คน 93 ชีวิต สูญหายไปกับสายลม สายฝน


รายงาน: 1 ปี พฤษภา 53 กับร่องรอยที่ยังหลงเหลือ?

โดย เสกสรร โรจนเมธากุล
ที่มา ประชาไท


เกษียร เตชะพีระ เคยเขียนบทความเรื่อง “คนไม่เห็นผี” เอาไว้เมื่อราวสองเดือนหลังเหตุการณ์พฤษภา 53 ปีที่แล้ว เป็นบทความอันว่าด้วยการที่คนกรุงเทพฯ ออกมาทำความสะอาด ลบร่องรอยที่เกิดขึ้นในช่วงการชุมนุมและสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง ตั้งแต่รอยคราบเลือด ไปจนถึงรอยขีดเขียน ข้อความ สัญลักษณ์ สติ๊กเกอร์ ที่ปรากฎอยู่ตามที่ต่าง ๆ เช่น อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย สี่แยกคอกวัว ราชประสงค์ สยามแสควร์ ฯลฯ อันบ่งบอกได้ถึงการชุมนุม ได้ถูกทำความสะอาดไปจนเรียบร้อยเกลี้ยงเกลา จนแทบไม่เหลือร่องรอยริ้วรอยว่าเคยเกิดเหตุผิดปกติอะไรขึ้น ณ สถานที่เหล่านั้นเมื่อไม่นานมานี้เอง

การทำความสะอาดครั้งใหญ่ดัง กล่าวสะท้อนบอกว่า เมืองอย่างกรุงเทพฯ “ไม่อยากจำอะไร” หรือ “อยากให้อะไรจบลง” ทว่าการไม่อยากจำอะไรที่ว่า เป็นไปในลักษณะของ “การใช้อำนาจในการลืม” (the power to forget) ลบล้างตัดตอนความเป็นจริงที่เคยเกิดขึ้นอย่างหักหาญรุนแรง แม้ว่ามีคนตายมากมายจากเหตุการณ์พฤษภา 53 แต่คนกรุงก็ทำเป็น “ไม่เห็นผี” เสียนี่

ธรรมดายิ่งเวลาผ่านไป ร่องรอยอันโดดเด่นเหล่านั้นก็ย่อมจะถูกขจัดขัดถูลบออกไปเรื่อย ๆ จนบัดนี้ เวียนมาจะครบรอบ 1 ปีของเหตุการณ์ ดูเผิน ๆ เหมือนว่าจะไม่มีร่องร่อยอะไรหลงเหลืออยู่ แต่ถ้าเราไม่ละเลยจนเกินไป เราก็จะพบว่ามียังร่องรอยบางอย่างหลงเหลืออยู่จริง ๆ ตามสถานที่ต่าง ๆ ทั้งสถานที่ที่เป็นจุดเกิดเหตุ และที่อื่น ๆ มากมายทั่วกรุงเทพฯแห่งนี้

ซึ่งมันน่าจะพอบ่งบอกอะไรเราได้บ้าง...

กฟน.คลองเตย

กฟน.คลองเตย

หน้ากฟน.คลองเตย

กฟน. คลองเตย (29 มี.ค.54)

เกาะเกร็ด

เกาะเกร็ด (8 พ.ค.54)

ข้างห้างเซน

ข้างห้างเซน

ข้างห้างเซ็นทรัลเวิร์ลด์ (29 มี.ค.54)

คอกวัว

คอกวัว

คอกวัว

คอกวัว

บริเวณแยกคอกวัว (31 มี.ค.54)

ตึกเก่าตรงข้ามปปส.

ตึกเก่าตรงข้าม ปปส. (28 เม.ย.54)

ถ.ดินสอฝั่งสตรีวิทย์

ถ.ดินสอฝั่งสตรีวิทย์

ถ.ดินสอฝั่งสตรีวิทย์

ถนนดินสอ ฝั่งโรงเรียนสตรีวิทยา (17 พ.ค.54)

ถ.ตะนาวฝั่งข้าวสาร

ถ.ตะนาวฝั่งข้าวสาร

ถ.ตะนาวฝั่งข้าวสาร

ถ.ตะนาวฝั่งข้าวสาร

ถนนตะนาว ฝั่งข้าวสาร

สะพานผ่านฟ้าลิลาศ

สะพานผ่านฟ้าลีลาศ

สะพานผ่านฟ้าลีลาศ

สะพานผ่านฟ้าลีลาศ (20 เม.ย.54)

สะพานลอยหน้ารัฐศาสตร์จุฬาฯ

สะพานลอย ตรงประตูฝั่งคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (24 เม.ย.54)

บ่อนไก่

ตู้โทรศัพท์ย่านบ่อนไก่ ถ.พระรามสี่ (29 เม.ย.54)

บันไดหน้าหอศิลป์กทม

บันไดหน้าหอศิลป์ กทม (27 เม.ย.54)

ปากซอยงามดูพลี

ปากซอยงามดูพลี (24 เม.ย.54)

ราชประสงค์

ราชประสงค์

ราชประสงค์

แยกราชประสงค์ (29 มี.ค.54)

ราชประสงค์ หน้า CTW

ราชประสงค์ หน้า CTW

หน้าเซ็นทรัลเวิร์ลด์ (29 มี.ค.54)

ราชวิถีซอย 3

ราชวิถีซอย 3 (29 เม.ย.54)

หน้าทางเข้า MRT สีลม

ทางเข้า MRT สีลม (22 เม.ย.54)

หน้าโรงแรงสวิศโฮเตล ใกล้ MRT ห้วยขวาง

หน้าโรงแรมสวิสโซเทล ใกล้ MRT ห้วยขวาง (2 พ.ค.54)

ไทยไม่รักไทย เพราะมุ่งขจัดแต่ ไทยรักไทย

รถหน้าร้านส่งน้ำแข็ง ท่าเรือปากเกร็ด (14 พ.ค.54)

1ปีพฤษภาประชาภิวัฒน์รำลึก[6]:365วันคนเจ็บยังถูกใส่ร้าย คนตายยังถูกกล่าวหา ...คน "สั่ง" ยังลอยหน้า คน "ฆ่า" ยังลอยนวล !!

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา กระดานสนทนาInternet Freedom และมิตรสหายนักรบไซเบอร์
18 พฤษภาคม 2554

1 ปี 19 พฤษภาประชาภิวัฒน์รำลึก-ก่อน ครบรอบเหตุการณ์ 1 ปี 19 พฤษภาคม 2553 ไทยอีนิวส์นำเสนอรายงานปริทรรศน์ชุด Count Down:1 ปี 19 พฤษภาประชาภิวัฒน์รำลึก เป็นตอนๆ รายงานชิ้นนี้เป็นตอนที่ 6

กระทู้ 365 วันแล้ว ! ที่ประชาชนถูกยิงตาย !!! แต่ยังไม่มีใคร ? รับผิดชอบ โดยคุณ nuufon จากกระดานสนทนาInternet Freedom



ตอนที่1(13 พฤษภาคม 2553):365 วันแล้ว ! ที่ประชาชนถูกยิงตาย !!! แต่ยังไม่มีใคร ? รับผิดชอบ ( 1 )

-ตอนที่2:14 พฤษภาคม 2553 กับ 14 ความตาย! ที่ยังไม่มีใครรับผิดชอบ

-ตอนที่ 3:15 พฤษภาคม 2553 กับ 12 ความตาย! ที่ยังไม่มีใครรับผิดชอบ

-ตอนที่ 4:16 พฤษภาคม 2553 กับ 11 ความตาย! ที่ยังไม่มีใครรับผิดชอบ


ตอนที่5:17 พฤษภาคม 2553 กับ 2 ความตาย! ที่ยังไม่มีใครรับผิดชอบ



****
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

1ปี19พฤษภาประชาภิวัฒน์รำลึก ตอนที่1-5

-ไม่อ่านจะเสียใจเอกสารฉบับสมบูรณ์ข้อเท็จริงเกี่ยวกับความรุนแรงทางการเมือง 13-20 พ.ค.53

จดหมายระดมทุนสนับสนุนกิจกรรม ”เพื่อนช่วยเพื่อน ปลดปล่อยนักโทษการเมือง”๑๙-๒๐พ.ค.๕๔

ที่มา Thai E-News





โดย อานนท์ นำภา
ที่มา สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์

เรื่อง ขอรับการสนับสนุน ระดมทุนสนับสนุนกิจกรรม ”เพื่อนช่วยเพื่อน ปลดปล่อยนักโทษการเมือง”

เรียน พี่น้องเสื้อแดงผู้รักความเป็นธรรมทุกท่าน

ตาม ที่ทราบกันแล้วว่า กว่า ๑ ปีที่รัฐได้ใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมอย่างป่าเถื่อนเมื่อเดือนเมษา – พฤษภา ๕๓ อันนำมาสู่การสังหารหมู่ประชาชนร่วมร้อยชีวิต และได้มีการระดมจับกุมคุมขัง ซึ่งล้วนเป็นพี่น้องที่ร่วมชะตากรรมผ่านเหตุการณ์เมษา-พฤษภา ๕๓ มาด้วยกันกับเราทั้งสิ้น ๑๓๕ คน ใน ๑๔ เรือนจำทั่วประเทศ

เขา เหล่านั้นล้วนแต่เป็นแนวหน้า ผู้วิ่งเข้าฝ่าดงกระสุนเพื่อปกป้องพี่น้องที่ชุมนุมใจกลางราชประสงค์, ผู้ที่ยืนอยู่ในสมรภูมิจนวินาทีสุดท้าย และแม้กระทั่ง ผู้ที่ไปชุมนุมที่ศาลากลางในต่างจังหวัดเพื่อเรียกร้องให้รัฐหยุดฆ่าประชาชน ที่ราชประสงค์ เขาเหล่านั้นคือพี่น้องเรา เขาเหล่าั้นั้นคือเพื่อนของเรา เขายังอยู่ในเรือนจำ !

วันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๔ ซึ่งจะเป็นวันรำลึกครบรอบ ๑ ปีเหตุการณ์การสลายการชุมนุม พฤษภาคม ๒๕๕๓ ทางองค์กรณ์ผู้ร่วมจัดดังที่แนบท้ายจดหมายฉบับนี้ จึงได้จัดกิจกกรมร่วมรำลึกเหตุการณ์ และได้มีกิจกกรรมโดยได้ติดต่อประสานพี่น้องซึ่งเป็นญาติของผู้ต้องขังในต่าง จังหวัดเข้ามาร่วมกิจกรรมรำลึกเหตุการณ์ และในวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๔ จะได้เดินทางไปยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมกับหน่วยงานต่างๆของรัฐที่เกี่ยว ข้อง เพื่อขอสิทธิในการประกันตัว อันเป็นสิทธิตามกฎหมายที่ผู้ต้องหา หรือจำเลยทุกคนพึงจะได้รับ

แต่เนื่องจากพี่น้องซึ่งเป็นญาติผู้ต้อง ขังที่อยู่ต่างจังหวัดซึ่งเป็นผู้ ได้รับผลกระทบนั้น อันได้แก่ พี่น้องญาติผู้ต้องขังจากจังหวัดมุกดาหาร จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดอุดรธานี จังหวัดขอนแก่น จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดอื่นๆที่ยังมีพี่น้องที่ยังต้องขังในเรือนจำอยู่ ยังขาดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าอาหาร และค่าที่พัก รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่นๆ ในการทำกิจกรรมในห้วงวันที่ ๑๙ -๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๔

ทาง คณะผู้จัดกิจกรรม จึงเรียนมาเพื่อขอรับการสนับสนุนจากท่านที่รักความเป็นธรรม ได้ร่วมสนับสนุนเงินทุนค่าใช้จ่ายข้างต้นผ่านทางหมายเลขบัญชีธนาคารกรุงไทย สาขามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เลขที่บัญชี 393 0 234 343 ชื่อบัญชี น.ส.กิ่งกาญจน์ สำนวนเย็น เสนาะ เจริญพร และเสาวนีย์ ตรีรัตน์ อเลกซานเดอร์เพื่อให้กิจกรรมสามารถดำเนินไปได้ อันจะนำไปสู่การปลดปล่อยเพื่อนของเราสู่อิสรภาพอีกครั้ง

เชื่อมั่นและศรัทธา


สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์

ประชาคมจุฬาเพื่อประชาชน

ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมเมษา-พฤษภา ๕๓

REDFAM FUND

ติดเลือกตั้ง!..เลื่อนเผาวีรชนไม่มีกำหนด

ที่มา Thai E-News



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
17 พฤษภาคม 2554

สำนักข่าวTPnews แจ้งทางSMS ว่า ได้มีการเลื่อนงานประชุมเพลิงวีรชนพฤษภาคม 2553 ออกไปอย่างไม่มีกำหนด โดยแจ้งว่าเนื่องจากอยู่ในช่วงเลือกตั้ง

ก่อน หน้านี้นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะทำงาน การประชุมเพลิงศพวีรชน ได้เคยเปิดเผยว่า งานประชุมเพลิงศพวีรชนจะจัดในวันที่16 และ 18 พฤษภาคม 2554 ซึ่่งเป็นเวลาครบรอบปีการเรียกร้องประชาธิปไตย และการเสียชีวิตอันเกิดจากการสลายการชุมนุมที่แยกราชประสงค์

โดยกำหนดงานเดิมแจ้งว่า งานจะมีขึ้นวันแรกในวันที่ 16 พฤษภาคม ที่วัดพลับพลาไชย เขตป้อมปราบ และวัดสุนทรธรรมทาน (วัดแคนางเลิ้ง))

(วันที่ 17 พ.ค. 54 เว้น 1 วัน ตรงกับวันวิสาขะบูชางดพิธี)

วัน ที่ 18 พฤษภาคม 2554 เป็นวันประกอบพิธีประชุมเพลิง ณ วัดบำเพ็ญเหนือ เขตมีนบุรี กทม.(อยู่ถนนสุขาภิบาล3หรือถนนรามคำแหงอยู่เกือบถึงมีนบุรี)

หากว่า บ้านเมืองยังปกติ ไม่มีการเบี่ยงเบนไปทางไหนไม่มีการปฏิวัติในประเทศของเรา งานประชุมเพลิงศพวีรชนเพื่อประชาธิปไตย ที่เสียชีวิตไปในการเรียกร้องประชาธิปไตย จะได้รับการเยียวยาจิตใจและจัดประชุมเพลิงอย่างสมเกียรติแน่นอน ขอให้คณะญาติๆวีรชนสบายใจได้ และพี่น้อง นปช.เตรียมตัวเตรียมใจร่วมงานนี้ให้ยิ่งใหญ่สมคำกล่าวที่ว่า" เรารักประชาธิไตย รักความเป็นธรรม รักวีรชนคนกล้า เพื่อประชาธิปไตย"

อย่างไรก็ตามล่าสุดสำนักข่าวTPnewsแจ้งว่า งานนี้ได้เลื่อนไปไม่มีกำหนด เพราะเป็นช่วงเลือกตั้ง

Tuesday, May 17, 2011

รายงานกิจกรรมNo Coup, Fair Electionรณรงค์เลือกตั้ง-ต้านรัฐประหาร3,693กม.ทั่วประเทศ(เส้นทางจากปราจีนฯ-ชัยภูมิ)

ที่มา Thai E-News



โดย FORD เรด ทรู้ธ โอนลี่

โครงการ เส้นทางสีแดง No Coup, Fair Election รณรงค์เลือกตั้ง ต้านรัฐประหาร (ราชประสงค์-อุดรธานี-เชียงใหม่-ชุมพร) 4 ภาค 42 วัน 39 จังหวัด ระยะทาง 3,693 กม. ดำเนินการระหว่างวันที่ 8 พฤษภาคม-19 มิถุนายน 2554 ผมจะขอรายงานกิจกรรมเป็นระยะตามเส้นทางเพิ่มเติมดังนี้

กิจกรรมเส้นทางสีแดง 15-17 พ.ค. 2554

พวก เราเดินทางออกจากปราจีนบุรีในเช้าวันอาทิตย์ 15 พค.มุ่งหน้านครนาย กโดยมีพี่น้องจากปราจีน รวมถึงคุณลุงปรีชา ซึ่งเป็นนักปั่นอาวุโสของปราจีนร่วมปั่นจักรยานมาส่งที่นครนายก

ที่ นี่พวกเราได้รับการเลี้ยงอาหารมื้อเที่ยง นำโดยแกนนำนครนายก ซึ่งได้รวมรวบเงินบริจาคมอบให้กับพวกเราจำนวน 2,000 บาท ผมได้แจ้งว่าจะนำเงินจำนวนดังกล่าวไปมอบให้กับผู้ได้รับผลกระทบซึ่งรอพวกเรา อยู่ที่จังหวัดสระบุรี



บ่ายวันนั้นเราเจอฝนสองครั้ง ครั้งสุดท้ายก่อนที่จะถึงอ.บ้านนา จ.นครนายก





พวก เราถึงวัดป่าสีวลย์ จ.สระบุรีในเวลา 16.00 น.ในสภาพที่เปียกไปทั้งตัว ที่นี่พวกเราพบเพื่อนเก่าหลายคนที่เคยมาเยี่ยมเยียนเมื่อปีที่แล้ว เราได้ฝากเงินจำนวน 2,000 ที่ได้รับจากนครนายกให้กับพระอาจารย์เจ้าอาวาส เนื่องจากทราบว่าผู้ได้รับผลกระทบไม่สามารถเดินทางมาได้ พวกเราค้างคืนที่วัดป่าแห่งนี้ ซึ่งเป็นคืนที่พวกเราหลับสนิทที่สุดคืนหนึ่งหลังจากที่ได้ผั่นจักรยานมากว่า 85 กม.

เช้าวันถัดมาพวกเรากราบลาพระอาจารย์และร่ำลาคุณอี้ดและ เพื่อนเก่าอีกหลาย ท่าน พวกเราผ่านปากช่องเและแวะพักรับประทานอาหารเที่ยงที่ลำตะคองในเวลาประมาณ 10.00 น. บริเวณนี้เป็นสถานที่ๆพวกเราถูกลอบยิงเมื่อวันที่ 5 พ.ย.ปีที่แล้ว

พวกเราทราบจากเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลซึ่งมาดูแลความปลอดภัยให้ กับพวกเรา ว่า นายตำรวจที่ลอบยิงพวกเราถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย และขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการส่งฟ้องของเจ้าหน้าที่ตำรวจสภอ.ลำตะคอง ผมได้แต่หวังว่ากฏแห่งกรรมจะดำเนินไปตามครรลอง

พวกเราผ่านลำตะคอง สี่คิ้ว และถึงอ.ด่านขุนทดในเวลาประมาณ 18.00 น. หลังจากปั่นจักรยานมาระยะทางไม่ต่ำกว่า 80 กม. ที่นี่พวกเราพบพี่น้องเสื้อแดงหลายคนที่เราแวะมาเยี่ยมเยียนเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งได้เชื้อเชิญพวกเราไปพักที่บ้านหนึ่งคืน

เช้าวันถัดมาเราเดิน ทางออกจากด่านขุนทดในเวลา 7.00 น.และมาถึงชัยภูมิในเวลาประมาณ 12.30 น.ซึ่งมีพี่น้องเสื้อแดงโดยการนำของอ.มัยภรณ์และคุณ Gerrit รอต้อนรับพวกเราอยู่ที่อนุสาวรีย์เจ้าพ่อพญาแล พวกเราจุดธูปเทียนสักการะและถวายพวงมาลัยแดง

หลังจากนั้นได้ไปรับ ประทานอาหารที่ร้านอาหารช่อระกาแจ่วฮ้อน พวกเราได้รับมอบเงินบริจาคจากพี่น้องเสื้อแดงและเจ้าของร้านจำนวน 1,000 บาท และพวกเราได้นำเงินจำนวนนั้นมอบให้กับอ.มัยภรณ์เพื่อสมทบเป็นค่ารถเพื่อพา พี่น้องชัยภูมิมาร่วมชุมนุมกับพี่น้องเสื้อแดงทั่วประเทศในวันที่ 19 พค.

และในวันที่ 18 พ.ค. คุณ Gerrit จะร่วมปั่นจักรยานกับพวกเราไปถึงอ.ชุมแพ



รู้จักกิจกรรมNo Coup, Fair Election รณรงค์เลือกตั้ง ต้านรัฐประหาร

โครงการ นี้จะดำเนินการระหว่างวันที่ 8 พฤษภาคม-19 มิถุนายน 2554 เส้นทางสีแดง No Coup, Fair Election รณรงค์เลือกตั้ง ต้านรัฐประหาร (ราชประสงค์-อุดรธานี-เชียงใหม่-ชุมพร) 4 ภาค 42 วัน 39 จังหวัด ระยะทาง 3,693 กม. โครงการเส้นทางสีแดง(Red Path) นำทีมโดยคุณ FORD จัดกิจกรรม รายละเอียดคลิ้กที่ที่ภาพโปสเตอร์ด้านบน

ผู้สนใจติดต่อ 081-5836964 ผู้สนใจบริจาคสมทบทุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจกรรม เพื่อนำไปเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม ธนาคารกรุงเทพ สาขาอิมพีเรียลเวิลด์ สำโรง ชื่อบัญชี นายสมชัย เหยี่ยวฟ้า บัญชีออมทรัพย์เลขที่ 940-0-38411-2

*******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-รายงานกิจกรรมNo Coup, Fair Electionรณรงค์เลือกตั้ง-ต้านรัฐประหาร3,693กม.ทั่วประเทศ วันที่8-15พ.ค.54

-กลุ่มเส้นทางสีแดงขอโทษกรณีขึ้นเวทีเสื้อเหลือง